2009.10.30
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก บทที่ 9
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 9
จินปล่อยให้ร่างโปร่งพักผ่อน หลังจากช่วยเช็ดตัวให้แล้วในบางส่วน ซึ่งส่วนที่เหลือ คาซึยะยืนกรานที่จะจัดการด้วยตัวเอง เขาจึงออกมารอข้างนอก
‘แต่ข้าไม่อยากมีลูก’
เหตุใดคาซึยะจึงไม่อยากมีลูก หรือเพราะไม่ชอบการถูกเขากอดอย่างนั้นหรือ แต่ก่อนหน้านี้ ที่ถามไปว่ารังเกียจหรือไม่ คาซึยะก็ขอโทษเขาแล้ว และจินก็ออกจะมั่นใจเสียด้วย ว่าอีกฝ่ายก็รู้สึกดี ยามซุกอยู่ในอ้อมแขนนี้เช่นเดียวกัน
แล้วดังนั้น เหตุใดจึงไม่อยากมีลูก
“จิน” เสียงเรียกดังมาจากด้านใน ให้เจ้าของชื่อเปิดประตูเข้าไป คาซึยะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว และนอนอยู่บนเตียง แม้หน้าตาจะดูสดใสขึ้น หากแต่ก็ยังซีดเซียว บนโต๊ะไม้ข้างเตียง มีอ่างแก้วบรรจุน้ำและผ้าสำหรับเช็ดตัววางอยู่ รวมถึงเสื้อผ้าเก่าที่ถูกพับวางไว้เคียงกัน ร่างสูงเดินเข้าไปเก็บข้าวของให้ จึงเห็นผ้าที่เขาเคยเห็นคาซึยะใช้พันทับหน้าอก ยามนี้ไม่ต้องใช้แล้ว เพราะเป็นหญิงทั้งกาย
“อยากทานอะไรไหม”
“ท่านสั่งกับพวกตะวันตกเป็นหรือ” หากแต่คำพูดคำจา และอุปนิสัยที่ออกจะตรงเผงเกินหญิง บอกให้รู้ว่าคาซึยะก็ยังเป็นคาซึยะคนเดิม
“ข้าจะวางเงินบนโต๊ะ แล้วเข้าครัวไปทำให้เอง” ร่างโปร่งหัวเราะเบาๆ ก่อนส่ายหน้า
“ข้าไม่หิวหรอก จินไปอาบน้ำเถอะ พรุ่งนี้จะออกเที่ยวแต่เช้า ประเดี๋ยวจะตื่นไม่ไหว” คาซึยะรอจนอีกฝ่ายออกจากห้องไปแล้วเรียบร้อย ใบหน้าที่ยิ้มกว้างก็เจื่อนลงถนัด
‘ไม่อยากมีลูก’ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายรักเด็กเพียงใด แต่คาซึยะไม่อยากมี แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา จะอยากกลับไปมีชีวิตปกติดังชายทั่วไป ขอให้เหมือนคนอื่น ขอให้เหมือนชาวบ้านชาวเมือง หากแต่ยามนี้ เวลานี้ ที่คาซึยะมีความสุขที่สุด ความกลัวกลับแล่นเข้ามาในจิตใจ
หากร่างกายนี้ วันหนึ่งเป็นชายดังที่หวัง และไม่ได้เป็นหญิงแล้ว วันนั้น อาคานิชิ จิน จะยังเคียงข้างกันไหม
หากร่างกายนี้ วันหนึ่งที่เป็นชายดังคนอื่น เป็นชายอย่างที่วาดหวังมาตลอด วันนั้นจะอยู่ข้างอาคานิชิ จิน ในสถานะใด ภรรยาอย่างนั้นหรือ? ได้อย่างไรกัน ในสังคม ภรรยาคือตำแหน่งของสตรี แล้วเขาเล่า ณ เวลานี้ ที่ยังพอยอมรับได้ เพราะช่วงหนึ่งเป็นหญิง ช่วงหนึ่งเป็นชาย ยังมีแรงจูงใจอีกมาก ให้ชายผู้นั้นอยู่เคียงข้าง และมีข้อปลอบใจ หากต้องหลอกลวงผู้คนรอบข้าง
แต่เมื่อหายเป็นปกติ หากเป็นหญิงก็คงดีหรอก จะได้คงสถานะคนรักของบุรุษผู้นั้นเอาไว้ได้ แต่หากเป็นชาย คาซึยะจะโกหกสังคมอย่างนั้นหรือ ว่าเป็นภรรยาอาคานิชิ ที่เป็นหญิง สังคมที่ไม่ต้องยิ่งใหญ่หรือกว้างขวางนักเลย นับง่ายๆแค่ท่านผู้หญิงโซระ มารดาของจิน กล้าหรือจะโกหกนาง ท่านองครักษ์นากามารุอีก องค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิเล่า
มีแต่ปัญหาทั้งนั้น การเป็นชายดังที่อยากเป็น การเป็นชายดังที่ต้องการ ดังนั้นแล้ว อย่ามีเลย…อย่ามีลูกเลย คาซึยะไม่อยากกลับเป็นปกติแล้ว ขอเป็นแบบนี้ก็ได้ ยอมเจ็บปวดทางกาย ยอมละทิ้งทุกความปรารถนาในชีวิต เพียงแค่ได้อยู่เคียงข้างชายผู้นั้น
ขอแค่นี้ แค่มีความสุขกับการได้ยู่เคียงข้าง อาคานิชิ จิน ขอแค่ความสุขเท่านี้ เพียงแค่นั้น
ช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน…นี่ข้าเห็นแก่ตัวใช่ไหม ที่คิดถึงความสุขตัวเองมากกว่าความสุขของท่าน ข้าเอาแต่ใจตัวเองใช่ไหม ที่ไม่ยอมฟังคำใคร รู้ทั้งรู้ว่าท่านอยากมีลูก รู้ทั้งรู้ว่าท่านรักเด็กมากเพียงใด แต่เพราะหวั่นใจว่าสักวันหนึ่งจะไม่อาจอยู่เคียงข้างท่านได้ วันหนึ่งความสุขอย่างที่เป็นในปัจจุบันจะหายไป ข้าเลยไม่กล้าจะก้าวไปข้างหน้า
ทำอย่างไรดี ข้าควรจะทำเพื่อท่าน ตอบแทนความรักของท่านใช่ไหม แต่ข้า…ข้ารักท่านจนไม่อาจ…
ไม่อาจแม้แต่จะทนคิดถึงช่วงเวลาที่อาจจะไม่ได้อยู่หรือแม้แต่พบหน้ากับท่านอีก เพียงเพราะข้ากลับไปเป็นปกติ และไม่ใช่เป็นอิสตรี
………………..
เช้าวันต่อมา คณะจากทาคิซาวะออกเที่ยวชมเมืองท่าของตะวันตกอย่างที่ไม่มีส่วนใดรอดพ้นเศษเสี้ยวสายตาแม้เพียงนิด คาซึยะเป็นผู้นำทางอย่างที่เรียกได้ว่าดีเยี่ยมทีเดียว เพราะคล่องแคล่วทั้งการใช้ภาษา และการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่
ที่สำคัญที่สุด คือใบหน้าสดใส และรอยยิ้มกว้าง รวมถึงความร่าเริงของคาซึยะกลับมาอย่างที่จินเบาใจได้ว่า ร่างโปร่งหายจากอาการเจ็บปวดดังเช่นเมื่อคืนแล้ว
“บ้านนี้เมืองนี้แปลกจริง มีของแต่ละอย่าง ไม่เคยเห็นทั้งนั้น แล้วนั่นน้องได้อะไรมา” องค์ชายรัชทายาทตรัส หลังจากทรุดองค์ลงประทับใต้ต้นไม้เพื่อพักกาย หลังจากเสด็จประพาสทั่วเมืองมาเสียทั้งวัน
“ของเล่นของที่นี่ ท่านจินซื้อให้ข้า” คาซึยะตอบพร้อมรอยยิ้ม หลังจากเห็นว่าคนที่ถูกพูดถึงกำลังเตร่ชมพื้นที่แถวนี้อยู่ไม่ใกล้นัก ยูอิจิยิ้มกว้างก่อนจะถาม
“ปัดโธ่! ข้านึกว่าจินจะซื้อเตรียมไว้สำหรับอาคานิชิตัวน้อยเสียอีก ที่แท้ซื้อให้เจ้าหรอกหรือแม่หญิงคาซึยะ” คำถามขององครักษ์จอมทะเล้น ทำเอาคาซึยะนิ่งไป
“ท่านจินอยากมีลูกสินะ”
“จินรักเด็กมากทีเดียว ข้ารับประกันเชียวล่ะ ว่าอาคานิชิ จิน เพื่อนข้าต้องเป็นพ่อที่ดีแน่นอน แม่หญิงก็รีบท้องเข้า ข้าจะช่วยตั้งชื่อให้”
“เจ้าอย่ามาโมเม ยูอิจิ เราต่างหากที่ต้องเป็นคนตั้งชื่อหลาน…เอ ถ้าเป็นชายชื่ออะไรดี เราว่า อากิระก็เพราะไม่หยอก”
“เชยขอรับ สมัยนี้ต้องชื่อเคียว สั้น ง่าย กระชับและมีความหมาย” ยูอิจิรีบเถียง
“หือ! โหล! เราเห็นคนชื่อเคียวมีเป็นร้อย” คำโต้เถียงของคนทั้งคู่ที่นั่งเคียงข้าง ไม่ได้ผ่านเขามาในความคิดของคาซึยะเลยแม้แต่น้อย สองมือเล็กลูบไล้ของเล่นไม้ในมือแผ่วเบา ขณะที่สายตาจับจ้องอยู่แต่ร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินอยู่ไม่ไกล
อาคานิชิ จิน อยากมีลูก ทุกคนรอบข้างเขาก็อยากให้มีลูก ส่วนตัวเขา…
จะทำอย่างไรดีคาซึยะ จะเห็นแก่ตัวไขว่คว้าความสุขของตัวเอง หรือยอมจมปลักกับความทุกข์และความกังวล หากแต่คนรอบข้างมีความสุข
ทำไมชีวิตนี้ถึงได้บาปเช่นนี้ ทำไมชีวิตนี้ต้องเดินมาเจอเส้นทางที่ต้องเลือกเช่นนี้ ทำไมกัน
……………………….
คาซึยะเหม่อลอยและไม่ร่าเริง นั่นคือสิ่งที่จินสังเกตได้ และพบว่าทันทีที่กลับเข้ามาในห้องพัก ร่างโปร่งจะถอนหายใจแผ่วเบาราวกับทุกข์หนักหนา ร่างสูงพยายามถามไถ่ แต่คำตอบที่ได้คือรอยยิ้มกว้างขวางที่ส่งกลับมาและคำที่ว่า ‘ไม่เป็นไร’ ชายหนุ่มเคยเป็นผู้ชายที่อดทน แม้เหน็ดเหนื่อย แม้เจ็บปวด หากแต่ไม่เคยปริปาก หากแต่ครั้งนี้ อาคานิชิ จิน ทนได้เพียงแค่สองวันเท่านั้น
“คาซึยะ เจ้าเป็นอะไร ทำไมไม่บอกข้า” ร่างสูงคว้าแขนคนร่างโปร่งเอาไว้ ทันทีที่ปิดประตูห้องพักลงแล้วเรียบร้อย
“เจ้าอย่าบอกว่าไม่เป็นไร สีหน้าเจ้าไม่เป็นเช่นนั้น ข้าไม่น่าไว้ใจเพียงพอที่เจ้าจะบอกกล่าวอย่างนั้นหรือ” คำถามและตัดพ้อของคนตรงหน้า ทำเอารอยยิ้มที่กำลังจะปั้นแต่งเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจถึงกับจืดจาง
“ท่านนากามารุบอกข้าว่าท่านอยากมีลูก” ฝ่ามืออุ่นร้อนลูบแผ่วเบาบนศีรษะ ก่อนจะตอบเสียงเบา
“ข้าอยากมีลูกเป็นความจริง คาซึยะ เพียงแต่…ข้าอยากมีลูกกับเจ้าที่อยากมีเช่นกัน หากเจ้าไม่อยากมี ข้าก็ไม่อยากมี เราอยู่กันสองคนเช่นนี้ไปจนแก่เฒ่าก็ได้ ข้าจะดูแลเจ้าเอง ไม่ต้องห่วงหรอก” คาซึยะเงยหน้ามอง น้ำตาใสคลอหน่วย เมื่ออีกฝ่ายยังคงคิดถึงแต่เขา อาคานิชิ จิน ยังคงยึดมั่นในตัวเขา ชายผู้นี้ต้องการทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุข โดยไม่คำนึงแม้แต่ความรู้สึกของตัวเอง
“ร้องไห้ทำไม อย่าร้องไห้ เจ้าไม่ชอบให้ใครเห็นน้ำตาไม่ใช่หรือ” นิ้วมือยาวปราดน้ำตาออกอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน ทำให้น้ำตาที่เอ่อล้นยิ่งทะลักอออกมามากขึ้น คาซึยะซุกหน้าลงกับอกหนา เจ็บปวดกับสิ่งที่เป็น เจ็บปวดกับความรักที่อีกฝ่ายมอบให้ หากทว่าเขาเองกลับไม่เคยมอบความรักให้จินได้มากขนาดนี้เลย
“ข้าขอโทษจิน ข้าขอโทษ” ขอโทษที่คิดถึงแต่ตัวเอง ขอโทษที่รักจินน้อยกว่าที่จินรัก ขอโทษที่ตอบแทนความรู้สึกที่จินมอบให้ไม่เพียงพอ อ้อมกอดอบอุ่นรัดแน่นราวกับจะปลอบโยน
“เจ้าขอโทษข้าอีกแล้ว ทำอะไรผิดให้ต้องขอโทษข้าบ่อยขนาดนี้ หือ? เลิกร้องเถอะ คาซึยะ ข้าชอบให้เจ้ายิ้มมากกว่า” ทุกวันนี้ ที่จินยังคงมีชีวิตอยู่ ที่ยังหายใจ ที่ยังยืนหยัด แม้จะเหนื่อยล้ากับการรอคอยแสนนาน แต่ร่างสูงบอกตัวเองเสมอว่า ‘เผื่อพรุ่งนี้ คาซึยะจะยิ้ม’ นั่นคือแรงใจ ที่ส่งผลถึงแรงกายให้ อาคานิชิ จิน ยังคงมีวันนี้ มีวันพรุ่งนี้ และวันต่อๆไป เพียงเพื่อจะอยู่ดูรอยยิ้มของคนที่รัก
ร่างโปร่งผละจากอ้อมกอด แล้วยิ้มให้ทั้งน้ำตา มือน้อยประคองใบหน้าคมให้ก้มต่ำ ก่อนจะยืดตัวขึ้นไปจูบเบาๆบนริมฝีปากหนา
“จิน…มีลูกเถอะ”
“คาซึยะ” ชายหนุ่มตกตะลึงและนิ่งงัน เพราะไม่กี่วันที่ผ่านมา คาซึยะบอกกับเขาเองว่าไม่อยากมีลูก แล้วทำไมวันนี้…
คาซึยะยิ้มบาง หยาดน้ำใสยังหยาดรินลงบนผิวแก้ม
“มีลูกเถอะ ข้าอยากมีลูกกับท่าน” ข้าอยากทำให้ท่านดีใจ ข้าอยากทำให้ท่านพอใจ แม้การมีลูกครั้งนี้ จะหมายถึงการมีลูกครั้งต่อๆไป และอาจส่งผลถึงร่างกายแปลกประหลาด แต่ช่างเถอะ ขอให้คาซึยะได้ตอบแทนผู้ชายคนนี้บ้าง ขอให้คาซึยะได้รักผู้ชายคนนี้บ้าง
…อาคานิชิ จิน ไม่ใช่แค่เพียงชีวิตของข้า เท่านั้น ที่วางไว้เคียงกับอกท่าน หากแต่หัวใจของข้า ก็วางอยู่ในกำมือท่านเช่นกัน…
หากวันหนึ่งข้างหน้าไม่อาจร่วมทางกันได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่โปรดจดจำเอาไว้ ว่า ‘ลูก’ คือพยานความรักของข้าที่มีต่อท่าน
…………………
สายวันต่อมา คณะจากทาคิซาวะเปลี่ยนสถานที่จากการเที่ยวในเมือง เป็นการนั่งรถเทียมม้าออกไปยังนอกเขตเมืองหลวง เพื่อเยี่ยมชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ที่เน้นเกษตรกรรม และมีบางส่วนที่มีสิ่งปลูกสร้างที่เรียกว่า โรงงาน
“เราน่าจะสร้างโรงงานอะไรแบบนั้นบ้าง แบบนั้นจะทำให้ผลิตข้าวของได้เยอะใช่ไหม” องค์ชายหันมาตรัสถามกับน้องน้อยที่รู้เรื่องราวความเป็นไปในแผ่นดินตะวันตกอย่างดี
“ใช่ แต่ต้องมีวัตถุดิบ พวกตะวันตกเรียกว่าถ่านหิน”
“คล้ายพวกเพชรพลอยหรือไม่” ร่างโปร่งเอียงคอเล็กน้อย
“ไม่คล้ายสักทีเดียว ราคาถูกกว่า และข้าไม่มั่นใจว่าที่ทาคิซาวะจะมีเหมืองถ่านหินแบบที่พวกตะวันตกมี อ้อ นอกจากนั้นเราต้องมีเครื่องจักร อย่างที่คุโรคาวะเอามาใช้สร้างเรือด่วนนั่น” องค์ชายเหลือบเนตรมองออกไปนอกหน้าต่างของเกวียนเทียมม้า
“เห็นทีจะเรื่องเยอะ เราควรศึกษาให้มากเสียก่อน แล้วค่อยปรับปรุงเมือง อย่างน้อยก็ต้องให้เด็กๆในทาคิซาวะพูดภาษาของทางนี้ให้ได้ จะให้ดี ส่งมาเรียนที่นี่เสียเลย แล้วให้กลับไปพัฒนาทาคิซาวะ”
“หรือไม่เช่นนั้น ก็รอบุตรธิดาจากอาคานิชิ…” องครักษ์นากามารุหันมากล่าว พลางเหลือบไปหลิ่วตาใส่สองสามีภรรยาอาคานิชิที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ฝ่ายจินนั้นนิ่งเฉย ในขณะที่คนข้างกายกลับเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่างราวกับไม่สนใจ หากแต่ใบหน้าแดงซ่านบอกให้รู้ว่าได้ยินทุกบทสนทนา
“ถ้าเช่นนั้นก็อย่าปล่อยให้รอนานนักรู้ไหม คาซึยะ อนาคตทาคิซาวะขึ้นอยู่กับบุตรธิดาของเจ้ากับสามี” คาซึยะหันกลับมามองตาวาว
“แล้วทำไมต้องเจาะจงกันเล่า ท่านก็หาจากเด็กอื่นซี บุตรธิดาของท่านนากามารุอย่างไร”
“หือ? แม่หญิงคาซึยะช่างใจร้ายนัก ข้ายังไม่ทันพบนางในดวงใจ จะให้มีบุตรธิดาเลยหรือ เจ้านั่นแหละ ที่ต้องทำเพื่อทาคิซาวะ ว่าแต่… บุตรธิดาคนแรกของอาคานิชิเป็นผลผลิตจากที่ใด ที่ห้องหอในคืนแรกหลังแต่งงาน? ในเรือ? หรือว่าที่ห้องพักของโรงแรม”
“ยูอิจิ!!!” จินดุเสียงเข้ม ให้เพื่อนรักต้องยกสองมือขึ้นปากตัวเอง ในขณะที่เหลือบมองแม่หญิงที่นั่งก้มหน้านิ่ง และเริ่มกัดริมฝีปากตัวเองอย่างอัดอั้นเสียแล้ว
อ่า…น่าเสียดายนัก นี่เขาทำแม่หญิงคนงามแห่งทาคิซาวะเขินจัดหรือนี่ เห็นทีต้องขอโทษเสียหน่อย
“แม่หญิง อย่าโกรธเคืองข้าเลย ถ้าเจ้าอายนักล่ะก็ ซุกกับอกสามีก็ได้ ข้าไม่ล้อแล้ว” อย่างนี้น่ะหรือ เรียกว่าไม่ล้อแล้ว สายตาระริกระรี้กับริมฝีปากที่ฉีกยิ้มกว้างอย่างนี้น่ะหรือ ร้ายไม่ต่างจากเพื่อนรักอย่างจินเลยสักนิด!
ร่างโปร่งได้แต่หันหน้าหนีออกนอกหน้าต่าง คอยดูสิ! ถ้าจินจัดการเพื่อนไม่ได้ล่ะก็ จนกว่าจะกลับทาคิซาวะ ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันด้วยเรื่องพรรค์นั้นอีกเลย!!
“ยูอิจิ อย่าล้อเลียนน้องเรา คาซึยะไม่เคยซุกอกใครเสียหน่อย…อ้อ ยกเว้นเวลาหลับ” นี่ก็อีกคน เจ้าพี่นะเจ้าพี่!! เข้าทางกันดีเหลือเกินกับองครักษ์รวยอารมณ์ขันรายนั้น
“เวลาหลับข้าก็ไม่ซุกใคร!!” คาซึยะหันมาเถียง แต่เนตรของเจ้าพี่ไม่ต่างไปจากสายตาของท่านนากามารุเลยแม้แต่น้อย
“กล้าปฏิเสธหรือ สมัยก่อนเวลาเจ้าหลับกลางวัน รู้ตัวไหม ว่าซุกใครจนเขาต้องนอนนิ่งเป็นนาน เพราะกลัวลุกออกมาแล้วเจ้าจะตื่น หรือต้องให้พี่สาธยาย?”
“ไม่ต้อง!!!” ทุกทีเลย ทำไมต้องเอาเรื่องน่าอายพวกนั้นมาเล่าซ้ำ แล้วคนข้างๆนี่พูดไม่ได้ใช่ไหม ถึงไม่คิดจะช่วยกันเลยสักนิด ดี! คาซึยะจะได้รู้ ว่ามานี่หัวเดียวกระเทียมลีบ! มาเที่ยวอะไรกัน เจอหน้าเป็นต้องล้อไปเสียหมด
“ดูนั่น” แขนแกร่งผ่านหน้าไปชี้ออกนอกหน้าต่างให้คนกำลังหงุดหงิดต้องหันมองตาม ทิวทัศน์อันได้แก่สวนดอกไม้หลากสีสันและทิวเขาเขียวขจีที่ทอดตัวสงบนิ่งอยู่ใต้ผืนฟ้าที่มีเมฆกลุ่มน้อยๆลอยอ้อยอิ่งนั้นชวนให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวจางหายไปอย่างรวดเร็ว
“ข้าเคยขึ้นไปแถบภูเขาของตะวันตก พวกนั้นมีดอกไม้พันธุ์แปลกๆเยอะนัก เราน่าจะลองเอากลับไปปลูกที่ทาคิซาวะ ท่านว่ามันจะงามไหม” คาซึยะหันมาถามคนชี้ จินเพียงยิ้มบาง
“ลองดูก็ไม่เสียหาย อากาศไม่แตกต่างกันเสียเท่าไร ข้าว่าน่าจะปลูกขึ้นอยู่หรอก แต่ไม่รู้จะออกดอกเช่นนี้ไหม” คาซึยะยิ้มกว้าง หันมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าอีกครั้ง ก่อนจะชี้ชวนให้จินดูม้าเกือบสิบตัวที่เล็มหญ้าอยู่ริมแปลงดอกไม้สีสด
“ท่านเคยขี่ม้าของตะวันตกรึเปล่า ของที่นี่ตัวใหญ่กว่าของทาคิซาวะอีกนะ ข้าเคยเกือบถูกมันสะบัดตกลงมาด้วย โชคดีหรอกที่คว้าไว้ทัน ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้กลับทาคิซาวะแบบเต็มตัวเช่นนี้ นั่น…ข้าชอบดอกไม้เช่นนั้น สีเหมือนน้ำทะเล ถ้าเอาเมล็ดมันไปปลูกแล้วจะขึ้นใช่ไหม ดอกจะใหญ่ได้อย่างนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ท่านชอบแบบใด สมัยเด็กๆชอบต้นไม้ไม่ใช่หรือ”
องค์ชายทาคิซาวะได้แต่ทอดสายพระเนตรไปยังคนทั้งคู่ ที่ฝ่ายน้องน้อยของพระองค์กำลังสนุกสนานกับการชี้ชวนให้ดูดอกไม้นานาพันธุ์นอกหน้าต่างเกวียน ในขณะที่องครักษ์ของพระองค์เองกลับนั่งเงียบๆ และยิ้มบางพร้อมกับตอบคำถามเป็นครั้งคราวเท่านั้น
“อย่างนี้ไม่มีบุตรธิดาเร็ววันก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรนะพระเจ้าค่ะ อาคานิชิ จินทั้งรักทั้งหลงภรรยาอย่างกับอะไรดี ส่วนแม่หญิงคาซึยะนั่นเล่า…รู้เลยว่ายอมสามี!!” องค์ชายหนุ่มเหลือบเนตรไปยังเจ้าคนที่เข้ามากระซิบกระซาบ ก่อนจะตรัสเสียงเบากลับไป เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคู่สามีภรรยาที่กำลังชี้ชวนกันดูทิวทัศน์
“เจ้าไม่รู้อะไร อาคานิชิ จินน่ะ รักและหลงคาซึยะมานานแล้ว แล้วคาซึยะก็ยอมอาคานิชิ จิน มานานแล้วเช่นกัน”
.
.
.
.
.
‘ไม่เดินแล้ว! ข้าเมื่อยจะแย่!!’ เด็กน้อยแสนงอแง ทรุดตัวลงนั่งยองกับพื้น หน้าตางองุ้มด้วยความไม่พอใจ เมื่อฝ่าเท้าทั้งสองข้างปวดระบมจากการใช้งานอย่างหนัก ชวนให้เด็กหนุ่มที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า ต้องหันกลับมามอง
‘พี่บอกเจ้าแล้วว่าอย่าเข้ามาลึก เป็นอย่างไร ตอนออก ออกไม่ไหวเห็นไหม’ ความซุกซนของน้องน้อย ทำให้เข้ามาในสวนน้ำตกลึกด้านหลังพระราชฐาน
‘เจ้าพี่อย่าดุซี…ก็ตอนนั้นนึกว่าจะไม่เมื่อย’ องค์ชายรัชทายาทหันไปมองผู้ติดตามราวกับจะถามว่าควรจะทำเช่นใดดี
‘ข้าอุ้มเองพระเจ้าค่ะ’ เด็กน้อยเงยหน้ามองคนพูด ก่อนจะส่ายหน้าพัลวัน
‘ท่านเองก็เมื่อยไม่ใช่หรือ’
‘ไม่เมื่อยหรอก มาเถอะ…ขึ้นหลังข้า’ เด็กน้อยไม่มีทางเลือกมากนัก หากอยากจะออกจากสวนน้ำตกที่รกครึ้มไปด้วยแมกไม้ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน ก็มีทางเดียวเท่านั้น คือการขี่หลังอีกฝ่ายออกไป แขนเล็กๆโอบรอบลำคอของเด็กหนุ่ม ในขณะที่สองขาถูกประคองแนบเอว
‘จิน หนักไหม’ ริมฝีปากแดงฉ่ำถามไถ่ด้วยความห่วงใยอยู่ข้างแก้มของเด็กหนุ่ม
‘จินหน้าแดง เป็นไข้หรือ ตัวร้อนไหม ปวดหัวรึเปล่า’ เจ้าตัวน้อยโหวกเหวก ยกมือแตะหน้าร้อนรน เมื่อเห็นอีกฝ่ายหน้าแดงเสียกะทันหัน หากแต่คำทีได้รับมา คือคำตอบสั้นๆ
‘เปล่า’
เปล่า…เพราะอาคานิชิ จิน ไม่ได้เป็นไข้ หากแต่เขินอายกับความแนบชิดของเจ้าเด็กตัวเล็กเบื้องหลังน่ะซี
องค์ชายรัชทายาทได้แต่สรวลแผ่วเบา ก่อนจะเสด็จตามหลังผู้ติตตามและน้องน้อยที่เดินขึ้นนำหน้า
…………………..
การเที่ยวชมในวันนี้ อยู่นอกเมืองเสียส่วนมาก และเน้นไปที่การชมธรรมชาติที่แปลกตา พันธุ์ไม้แปลกประหลาด วิถีชาวบ้าน และเกษตรกรรมที่ทำให้รู้ว่า ทาคิซาวะยังตามหลังตะวันตกอยู่มากมายนัก
คาซึยะพาแวะทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารเล็กๆก่อนจะกลับเข้าโรงแรมเพื่อพักผ่อน แต่ทั้งอย่างนั้น องครักษ์นากามารุก็ยังดูจะไม่เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางวันนี้เลยสักนิดเดียว
“แม่หญิงคาซึยะ ที่ตะวันตกมีหอแดงอย่างที่ทาคิซาวะมีหรือไม่” นั่นคือคำถาม ที่ทำเอาสายเนตรคมดุขององค์ชายรัชทายาทถึงกับตวัดฉับมาจับจ้องทันที
“ยูอิจิ! เจ้าถามอะไรน้องเราเช่นนั้น!!” ไม่เพียงแค่สายเนตรขององค์ชายเท่านั้นหรอก แต่สายตาคมของเพื่อนรักก็จับจ้องมาที่เขาเช่นกัน ชวนให้ตีความได้ว่า แม่หญิงคาซึยะเป็นที่ห่วงหวงของสองบุรุษแห่งราชสำนักเสียเหลือเกิน แล้วดูเจ้าตัวนั่นเถอะ ไม่ได้รับรู้เลยสักนิด ว่าทั้งเชษฐา ทั้งสามีรู้สึกเช่นไร กลับยังยิ้มกว้างให้เขาเสียอีก
นี่แหละหน่า…นางจะทำให้ชายอกแตกตายก็เพราะแบบนี้
“ท่านอยากไปหรือ ข้าพาไปก็ได้”
“ไม่ได้! คาซึยะ!! เจ้าเป็นหญิง! จะไปที่เช่นนั้นได้อย่างไร” องค์ชายยังตรัสเข้ม ให้น้องแสนรักต้องหันมาเอาใจ
“สมัยเด็กๆก็เคยไปนี่ ไม่เห็นไปไรเลย ข้าไม่ได้เข้าไปด้วยเสียหน่อย แค่พาท่านองครักษ์ไปส่งเท่านั้น”
“อย่างไรก็ไม่ได้! ยูอิจิ ถ้าเจ้าพูดจาเช่นนี้อีกล่ะก็ เราจะปลดเจ้าจริงๆ!!”
“โอ้! กลัวแล้วพระเจ้าค่ะ!!” ยูอิจิรีบหันไปทูลเสียงเบา ทำหน้าสลดให้องค์ชายหนุ่มได้แต่ถอนปัสสาสะแรง อย่างแสนกลุ้ม เหลือบเนตรไปทางหน้ายิ้มแป้นแล้นของน้องน้อย ก็นึกขุ่น
นี่ก็เหลือเกิน! แต่งงานออกเรือนแล้วยังทำอะไรเป็นเด็ก ให้มันได้อย่างนี้เถอะ!!
กว่าจะกลับเข้าที่พัก ก็ค่ำมากแล้ว ทั้งองค์ชายรัชทายาทยังมีรับสั่งเด็ดขาด ห้ามคาซึยะออกนอกห้องไปไหนเพียงลำพัง และห้ามแม้แต่จะกล้ำกรายลงมาร่วมสนุกที่โรงน้ำจัณฑ์เบื้องล่าง ซึ่งถึงแม้เจ้าพี่จะไม่มีรับสั่งเช่นนั้น แต่คาซึยะเชื่อเหลือเกินว่าอาคานิชิ จิน ต้องห้ามอยู่แล้ว
“เจ้าพี่ทรงหวงนัก” ร่างโปร่งเปรยเบาๆ ขณะนอนคว่ำ ทอดมองจินที่กำลังเก็บของ จากบนเตียง ถึงแม้ห้องนี้จะเป็นเตียงเดี่ยวสองเตียง ทว่าทุกค่ำคืนที่ผ่านมา กลับมีเตียงหนึ่งที่ไม่ถูกใช้ แม้บางคืน คนทั้งคู่จะเหนื่อยอ่อนกับการท่องเที่ยวจนไม่อาจผูกสัมพันธ์มากเกินกว่าการกอด ทว่าก็ยังอิงแอบซุกหลับอยู่เคียงกันบนเตียงที่แคบไปถนัดตาเมื่อนอนกันถึงสองคน
แต่ทั้งอย่างนั้น มันก็อุ่นดีหรอก
“ก็เจ้าทำตัวได้น่าหวงนัก” อาคานิชิ จินหันมากล่าว พร้อมรอยยิ้มบาง สองมือยังจัดข้าวของที่ซื้อมาลงหีบไม้ ดูเหมือนจะเยอะไปเสียแล้ว สำหรับของฝากยามกลับไปทาคิซาวะ
“ท่านก็หวงด้วยหรือ” คำถามเถรตรงทำเอาชายหนุ่มต้องหันไปมองเจ้าของคำถามที่ทำหน้าซื่อ แต่สายตาซุกซนอยากรู้อยากเห็น ร่างสูงเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งเบียดบนเตียง ฝ่ามือลูบใบหน้าหวานบางเบา
“ความรู้สึกของข้า ห่างไกลคำว่าหวงนานแล้ว ถ้าหวงเจ้า เจ้าคงไม่ได้ไปเรียนต่อต่างแดนเช่นนั้น” เพราะหากหวง เขาจะไม่ยอมแม้แต่จะให้คาซึยะคลาดสายตาแม้สักวินาที
“รักของข้าไม่ได้ต้องการผูกมัด ข้าแค่อยากผูกพันกับเจ้า ไม่ว่าจะด้วยสถานะใด ขอแค่เจ้าคิดถึงข้าเป็นบางเวลาที่เจ้าต้องการ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้น…ตอนข้าไปเรียนต่างแดน แล้วไม่ได้เขียนจดหมายมาถามไถ่ท่าน ท่านโกรธไหม” ชายหนุ่มยิ้มบาง ก้มหน้าหลบสายตาที่ทอดมองเขาอย่างต้องการคำตอบ
“แต่อย่างท่านต้องไม่กล้าโกรธข้าแน่ๆ ถ้าน้อยใจล่ะพอว่า จริงไหม” คาซึยะคาดเดาจากท่าทางนั้น ก่อนจะตีความเป็นคำพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง ให้จินต้องเหลือบมอง ก่อนจะก้มลงจูบเบาบนริมฝีปากบาง
“ข้าไม่เคยโกรธเจ้าสักครั้ง คาซึยะ” มีแต่รักเจ้าทุกวัน และมากขึ้นทุกเวลา ชีวิตของอาคานิชิ จิน ยกให้เจ้านานแล้ว แม้เจ้าจะไม่เคยเหลียวแล ไม่แม้แต่จะสนใจ ชีวิตนี้ของข้า ก็เป็นเพียงของเจ้าคนเดียว หัวใจนี้ของข้า ก็เป็นเพียงของเจ้าคนเดียว
ไม่ว่าวันนี้เจ้าจะเป็นอย่างไร อนาคตเจ้าจะเป็นอย่างไร อาคานิชิ จิน ก็จะขอรักเจ้าจนกว่าดวงวิญญาณนี้จะดับสลาย
นั่นคือสัญญาของข้า ที่มีกับเจ้า
………………..
วันเวลาผ่านพ้นอย่างรวดเร็ว เที่ยวยังไม่ทันเต็มอิ่ม ก็ได้เวลาต้องกลับเสียแล้ว วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะอยู่บนแผ่นดินตะวันตก ดังนั้น องค์ชายรัชทายาท จึงมีรับสั่งว่าอยากจะชมเมืองเป็นครั้งสุดท้าย
“ร้านนี้แปลกดี เป็นร้านอะไรหรือ คาซึยะ” องค์ชายรัชทายาทหันมาเปรยถาม พลางเหลือบเนตรไปทางร้านเล็กๆที่มืดทึบ แทรกตัวอยู่ระหว่างร้านขายแพรพรรณสวยสดงดงามทางซ้าย และร้านขายดอกไม้หน้าตาแปลกๆทางขวา คงเพราะซ่อนตัวแบบนี้ มันจึงหลุดรอดสายตาไปหลายคราที่คณะจากทาคิซาวะเดินเตร่ละแวกนี้ คาซึยะเงยหน้ามองป้ายชื่อร้าน ก่อนจะหันมาทูล
“ร้านทำนายโชคชะตา สนใจไหม”
“สน! แม่หญิงแปลให้ข้าหน่อย!” คนสน กลายเป็นองครักษ์นากามารุไปเสียนี่ และเมื่อหนึ่งในคณะต้องการเข้าไปทำนายตามตำราตะวันตก คนทั้งสี่จึงผลักประตูเข้าไป ภายในร้านทึบอับ และสลัวจากแสงไฟดวงเล็กที่ห้อยลงมาจากเพดาน มุมข้างประตูคือเก้าอี้บุนวมเก่าคร่ำคร่า ด้านในคือหญิงชรา กำลังนั่งเช็ดลูกแก้วด้วยผ้าสีมอซอ ทันทีที่เปิดประตู เสียงกระดิ่งดังกรุ๋งกริ๋งก็ดังขึ้นให้หญิงชราเงยหน้ายิ้มบาง เป็นการทักทาย
คนที่นำตรงดิ่งคือองครักษ์นากามารุ ผู้ฝากคำถามแรกให้แก่คาซึยะคือเรื่อง ‘คู่แท้’ คนทั้งสองนั่งลงอีกฝั่งของโต๊ะไม้เล็ก ก่อนที่คาซึยะจะเป็นฝ่ายเจรจาด้วยภาษาตะวันตก ปล่อยให้องค์ชายรัชทายาทและอีกหนึ่งองครักษ์นั่งรอที่เก้าอี้บุนวมนั่นเอง
“นางบอกว่า คู่แท้ของท่านต้องรออีกสักหน่อย ไม่เกินอึดใจหรอก” ร่างโปร่งหันมาแปลให้คนข้างกายที่รอฟังคำทำนาย
“แล้วอายุสักเท่าไร ตอนแต่งงานเล่า ข้าจะมีลูกสักกี่คน” ยูอิจิถาม ให้ร่างโปร่งหันกลับไปแปลเป็นภาษาตะวันตกให้แก่หญิงชรา ซึ่งถึงกับหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบคำถามให้คาซึยะหันกลับมาบอก
“คู่แท้จะอายุน้อยกว่าท่าน ส่วนเรื่องลูก…นางบอกว่าไม่มีเกณฑ์มีลูก แต่ถ้าจะมี จะไม่ใช่กับคู่แท้”
“จริงหรือ อย่างนี้ข้าก็เหงาแย่สิ ไม่เป็นไร เดี๋ยวเลี้ยงลูกของเจ้ากับจินก็ได้ แม่หญิง…แล้วเรื่องงานการล่ะ” ประโยคสุดท้าย องครักษ์นากามารุกระซิบถามเสียงเบา เพราะเกรงคำถามจะถึงพระกรรณขององค์ชายรัชทายาทผู้เป็นนาย กว่าจะทำนายโชคชะตาขององครักษ์นากามารุก็กินเวลาไปพักใหญ่ จึงได้จ่ายเงินและลุกขึ้นจากมา หากแต่ยังไม่ทันจะได้ออกจากร้าน เสียงของหญิงชราก็ดังไล่หลัง ให้คาซึยะซึ่งเป็นเพียงผู้เดียวที่เข้าใจภาษาตะวันตกต้องหันกลับไปมอง
‘เจ้านั่นล่ะ…มีลูกกับคู่ชีวิตสี่คน แล้วคำสาปทั้งสิ้นจะจบลง เพราะคนที่สาปเจ้า เขาไม่คิดอาฆาตใดๆแล้ว เพียงแต่คำสาปที่แช่งเอาไว้ ไม่อาจหายไปกับชาติภพ เจ้าจึงต้องรับเคราะห์เอาไว้ จงเบาใจ เพราะคนที่สาปเจ้า ชาตินี้เขาเกิดมาเพื่อชดใช้ให้กับเจ้าเอง เขาเกิดมาเพื่อเกื้อหนุนเจ้า ไม่ต่างจากชายคู่ชีวิตของเจ้าคนนั้น ’
หมายความว่า สิ่งที่คาซึยะเป็นตอนนี้ เป็นเพราะคำสาปเมื่อชาติที่แล้วอย่างนั้นหรือ แล้วทำไมจึงสาปแช่งคาซึยะเล่า เขาเคยไปทำอะไรไว้ให้ใครอย่างนั้นหรือ
“คาซึยะ” เสียงเรียกของจิน ทำให้ร่างโปร่งต้องเดินตามออกจากร้านไป ทั้งๆที่ยังงุนงงกับคำบอกเล่าของหญิงชราเจ้าของร้านทำนายโชคชะตา
“มีอะไรหรือ” ร่างสูงก้มลงถาม ให้คาซึยะได้แต่ยิ้มบาง
“ประเดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟัง”
หากว่าคำสาปแช่งนี้ติดตัวมาจากชาติภพที่แล้ว แล้วกับคนรอบข้างเล่า คนรอบข้างของคาซึยะในชาตินี้จะรับเคราะห์จากคำสาปเหล่านั้นด้วยหรือไม่ คาซึยะหวั่นเหลือเกิน ว่ามันจะส่งผลถึงครอบครัวอันเป็นที่รัก รวมไปถึงชายผู้นี้ อาคานิชิ จิน
……………….
เรือด่วนจากคุโรคาวะจอดเทียบท่ารอคอยในเช้าวันสุดท้ายของการเที่ยวในต่างแดน คณะจากทาคิซาวะก็พร้อมขึ้นเรือแล้ว แม้คาซึยะจะอาลัยอาวรณ์อยู่มากเสียหน่อย แต่ทั้งอย่างนั้นก็จำต้องกลับบ้านเมืองของตน
“แล้วไว้มากันใหม่” ร่างสูงหันมาบอกกับคนที่ยังมองส่งท่าเรือซึ่งเล็กลงเรื่อยๆ เมื่อเรือเริ่มเคลื่อนตัวออกห่าง คาซึยะหันกลับมามองคนที่ยืนซ้อนหลัง ก่อนยิ้มบาง
“จะได้มาหรือ ท่านเองก็ต้องทำงาน ข้าเองก็ต้องทำงาน”
“กลับไป ข้าจะทูลขอลาออกจากตำแหน่งองครักษ์” คำบอกกล่าวของจิน ทำเอาคาซึยะถึงกับนิ่งชะงัก หันกลับมามองคนพูดด้วยความตกตะลึง
“ข้าไม่อาจปกป้องพระองค์โดยไม่คิดอะไรได้อีกแล้ว ข้ามีเจ้าต้องดูแล มีครอบครัวให้ต้องคิดถึง ข้าคิดจะปกป้องคนอื่นมากกว่าองค์ชายรัชทายาท ดังนั้นก็ไม่ควรเป็นองครักษ์อีกต่อไป”
“แล้วท่านจะไปทำอะไร”
“ก็…คงเป็นข้าราชการในนั้น เพียงแต่สละตำแหน่งองครักษ์เสีย ทำหน้าเศร้าทำไมกัน หรือว่าเสียดายชุดข้าราชการสีดำ” ดวงตาเรียวถลึงโตกับคำล้อเลียนนั้น
“ข้าห่วงความรู้สึกของท่านต่างหาก จิน…ท่านไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนั้น…” สายตาอ่อนโยนที่ทอดลงมา ทำเอาพูดไม่ออกอีก จนคาซึยะได้แต่เงียบ
“อย่าคิดมากเลย คาซึยะ เรื่องนี้ข้าไม่ได้ทำเพราะเจ้าเป็นต้นเหตุ แต่ข้าทำ เพราะข้ารู้ตัวว่าไม่เหมาะสมกับหน้าที่นี้อีกแล้ว นับตั้งแต่ที่เกิดเรื่องที่คุโรคาวะ ข้าก็รู้ตัวว่าข้าทิ้งแม้กระทั่งหน้าที่ในการอารักขาองค์ชาย แล้วไปช่วยเจ้าอย่างไม่คิดอะไร ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรแม้แต่จะคิด สำหรับคนเป็นองครักษ์” อ้อมกอดอบอุ่นกอดรัดแน่นต้านลมทะเล ที่แม้จะเล็ดรอดเข้ามากรีดผิวใต้เนื้อผ้า แต่คาซึยะกลับรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน ที่ชีวิตนี้ได้เคียงข้าง และเป็นที่รักของชายผู้นี้ คาซึยะเองก็จะรักชายผู้นี้ อย่างที่ถูกรักเช่นกัน
.
.
.
.
.
‘หนาว หนาว หนาว’ เด็กน้อยกอดตัวเอง ทั้งๆที่ยังสั่นสะท้านกับลมหนาวที่กรีดผิวเนื้อ แม้จะใส่ชุดผ้าหนา จนเทอะทะ หากแต่ก็ยังลดความหนาวเย็นของอากาศลงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
‘มานั่งนี่เถอะ’ การรอรถม้ารับส่งจากในเมือง เข้าไปสู่วังหลวง ต้องใช้เวลาพักใหญ่ เพราะช่วงท้ายปี รถม้ามีน้อยนัก เนื่องจากอากาศแห้งแล้ง และหนาวเย็น ทำให้ไม่มีใครอยากทำงานกันมากนักหรอก เด็กหนุ่มร่างสูงเรียกให้เจ้าตัวน้อยเข้ามานั่งซุกอกเขา ซึ่งเจ้าตัวก็วิ่งเข้ามากอดคนที่นั่งพิงอยู่กับต้นไม้สูงใหญ่ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งแทรกกลาง ให้อีกฝ่ายกอดรัดเพิ่มความอบอุ่น
‘เมื่อไร รถม้าจะมา’
‘คงพักใหญ่ อยากกลับบ้านแล้วหรือ’ ใบหน้ากลมหันกลับมามอง แล้วทำปากยื่น
‘เหนื่อยนี่ อยากนอนแล้ว ง่วง’ ไม่เหนื่อยได้อย่างไร ในเมื่อเดินเที่ยวจนทั่วตลาดเพื่อหาของขวัญให้แก่เจ้าพี่ในโอกาสได้รับตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทลำดับที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ
‘งั้นก็หลับเถอะ เดี๋ยวรถมาจะปลุก’
‘ปลุกจริงนะ ท่านห้ามอุ้มข้าขึ้นด้วย ข้าโตแล้ว ตัวหนักจะตาย ท่านอุ้มไม่ไหวหรอก’ จินเพียงแค่ยิ้มบางกับคำสั่งนั้น เพราะรู้ดีว่าหากคาซึยะหลับจริง เขาก็คงไม่มีใจจะปลุกเจ้าตัวน้อยหรอก เห็นหลับสบายแล้วไม่อยากรบกวน ที่สำคัญ คาซึยะสำหรับเขายังไม่โตสักหน่อย ซ้ำยังไม่หนักด้วย ต่อให้อุ้มพาเดินกลับจากตรงนี้เข้าไปที่วังหลวง หากจำเป็น เขาก็คิดว่าตัวเองทำได้
เสียงแจ้วๆเงียบหายไป ก่อนที่จินจะก้มลงมอง ถึงได้เห็นว่าเด็กในอ้อมแขนหลับไปแล้ว เขาจึงจัดท่าให้เอียงศีรษะลงพิงกับอกเขาเสีย เพื่อไม่ให้เมื่อยเคล็ดยามตื่น รออยู่พักหนึ่ง รถม้าก็กลับมารับพวกเขา และเป็นอีกครั้ง ที่จินอุ้มเด็กน้อยในอ้อมแขนขึ้นรถม้าอย่างไม่มีทีท่าลำบากเลยแม้แต่น้อย
ต่อให้ต้องทำอะไรมากกว่านี้ จินก็เชื่อว่าตัวเองจะทำได้ ถ้าสิ่งที่ทำนั้น มีไว้เพื่อคาซึยะ
เด็กตัวน้อยเจ้าของรอยยิ้มสดใสที่วนเวียนอยู่ในใจเขามานานแสนนาน
…………………………….
เรือด่วนจากคุโรคาวะใช้เวลาเดินทางเพียงไม่นาน ก็กลับมาถึงท่าเรือทาคิซาวะ แม้จะวุ่นวายเล็กน้อย เพราะองค์ชายรัชทายาทต้องเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์เป็นการด่วน เนื่องจากทิ้งรัฐกิจไปถึงหนึ่งเดือน ทำให้งานสุมจนกรมกลาโหมไม่อาจดำเนินได้ ดังนั้น ทันทีที่กลับมา องครักษ์ทั้งสอง นักแปลเอกสารอีกหนึ่ง และองค์ชายเจ้ากรมต้องรีบเข้าตำหนัก เพื่อจัดการงานให้ด่วนที่สุด
“เอกสารนี้แปลเรียบร้อยแล้วเพคะ” ร่างโปร่งลุกขึ้นหยิบเอกสารไปวางไว้บนโต๊ะทรงงาน ในขณะที่ องครักษ์นากามารุ และอาคานิชิ จิน ต่างอ่านเอกสารอยู่ที่โต๊ะของตนอย่างเคร่งเครียด
“ขอบใจมากคาซึยะ น้องพักผ่อนเถอะ ตั้งแต่กลับมา นี่ก็ร่วมเดือนแล้วที่เจ้าไม่ได้พักผ่อนเลย” เกือบสิบห้าวันเห็นจะได้ นับตั้งแต่กลับมา และไม่มีใครได้พักผ่อนจริงจังเลย เพราะต่างต้องเร่งงานจนแม้แต่เรือนยังไม่ได้กลับ ซ้ำข้าวปลาอาหารก็ทานไม่ตรงเวลาเสียด้วยซ้ำ เก้าอี้ยาวบุนวมหนึ่งเดียวที่มีในห้อง เป็นที่พักผ่อนแบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว กลายเป็นที่นอนของคาซึยะเพียงผู้เดียว เพราะถึงแม้จะมีเอกสารมากมายให้แปล แต่ทั้งอย่างนั้นก็นับได้ว่างานยังน้อยกว่าบุรุษทั้งสามคน
“เจ้าพี่ต่างหากที่ไม่ได้พักผ่อน นี่บ่ายมากแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปเรียกนางกำนัลให้ตั้งโต๊ะนะเพคะ เจ้าพี่ยังไม่ได้เสวยอะไรเลยตั้งแต่เช้า” คาซึยะไม่อยู่รอการปฏิเสธใดๆก็วิ่งออกจากห้องไปบอกกล่าวกับนางกำนัลหน้าห้อง ให้เตรียมจัดโต๊ะในห้องทรงงานเสียเลย ซึ่งมันเป็นแบบนี้ นับตั้งแต่ที่กลับมาจากตะวันตก ห้องทรงงานก็กลายเป็นทั้งห้องอาหาร และห้องพักผ่อนไปในคราวเดียว
ร่างโปร่งกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจเบา เมื่อพบว่าบุรุษทั้งสามยังวุ่นอยู่กับงานของตนอย่างไม่มีใครคิดแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาแม้แต่น้อย จนคาซึยะได้แต่ไปทรุดตัวนั่งรอที่เก้าอี้บุนวมตัวยาวมุมห้อง เพียงครู่เดียว นางกำนัลก็เข้ามาแจ้งการจัดโต๊ะ ก่อนจะยกขบวนพร้อมสำรับอาหารเข้ามา คาซึยะเป็นคนดูแลความเรียบร้อย เพราะไม่มีใครว่างพอ จนบางครั้ง ก็อดคิดว่า ถ้าไม่มีตน คงไม่มีใครได้ทานอาหารเป็นแน่
“วันนี้เป็นอาหารตำรับตะวันออกไกลนะเจ้าคะ” หัวหน้านางกำนัลเข้ามาบอก คาซึยะได้แต่พยักหน้ารับ แต่ทันทีที่นางกำนัลยกสำรับอาหารเข้ามา กลิ่นที่เข้าจมูกกลับทำให้รู้สึกคลื่นไส้จนแทบอยากอาเจียน
“อ๊ะ!” สองมือรีบยกขึ้นปิดปาก หากแต่กลิ่นที่ยังติดจมูกกลับฉุนหนักจนทนแทบไม่ไหว เป็นเหตุให้ต้องรีบวิ่งออกจากห้องเพื่ออาเจียนในสิ่งที่ตีรวนขึ้นมา
“คาซึยะ!” เสียงตะโกนไล่หลังด้วยความตกใจ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะถูกคว้าเอาไว้ คาซึยะพะอืดพะอมจนแทบจะทนไม่ไหว หากแต่สายตาคมของอาคานิชิ จินที่ทอดมองกลับห่วงใยจนร่างแทบทรุด
“เป็นอะไรไป?” ฝ่ามือหนาลูบไล้ไปตามใบหน้าอย่างห่วงหา
“เหม็น…”
“เหม็น? เหม็นอะไร อาหารหรือ?” คาซึยะพยักหน้าเล็กน้อย มองไปยังประตูห้องทรงงานอย่างนึกขยาดกับกลิ่นอาหารที่อบอวลอยู่ภายใน
“คาซึยะ น้องเป็นอะไร” ประตูเปิดออก พร้อมกับองค์ชายรัชทายาทและองครักษ์นากามารุพากันออกมาถามไถ่ด้วยความห่วงใย
“ในห้องมันเหม็นอาหาร ข้าอยากอาเจียน” คำบอกกล่าวของร่างโปร่ง ทำเอาองค์ชายหนุ่มมีรับสั่งเสียงเฉียบขาดกับนายทหารเฝ้าประตู
“ไปตามแพทย์หลวงมาเดี๋ยวนี้! ยูอิจิ เข้าไปบอกให้นางกำนัลข้างในเก็บสำรับอาหารเสีย แล้วเปิดหน้าต่างด้วย จิน พาคาซึยะไปที่ระเบียงก่อน อากาศโปร่ง อาจช่วยให้ดีขึ้น”
และหลังจากนั้น ก็เกิดความวุ่นวายในกรมกลาโหมอย่างใหญ่หลวง ไม่ใช่เพราะงานที่สุมไว้ตลอดหนึ่งเดือน หากแต่เป็นเพราะอาการผิดปกติของคาซึยะ ธิดาบุญธรรมในองค์กษัตริย์ ซึ่งภายหลัง ได้รับคำยืนยันจากแพทย์หลวงว่า
“ตั้งครรภ์พระเจ้าค่ะ!!!”
………………..
อ่า ขอโทษมากๆค่ะ ที่มาต่อไม่ตรงเวลา ขอโทษจริงๆ เพราะมันติดอะไรหลายเรื่อง แล้วพอเปิดเทอมก็ปรากฏว่าลงทะเบียนเรียนไม่เรียบร้อย มีตัวนึงที่จำเป็นต้องเรียนแต่ลงไม่ได้ เลยวิ่งทั้งสัปดาห์เลยค่ะ T____T
เอาเป็นว่าตอนหน้า ไม่น่าจะเลทกว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว เพราะทุกอย่างต้องเคลียร์ให้เสร็จในสัปดาห์หน้า สำหรับสัปดาห์นี้และสัปดาห์ที่แล้ว ขอโทษมากๆเลยค่ะ
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 9
จินปล่อยให้ร่างโปร่งพักผ่อน หลังจากช่วยเช็ดตัวให้แล้วในบางส่วน ซึ่งส่วนที่เหลือ คาซึยะยืนกรานที่จะจัดการด้วยตัวเอง เขาจึงออกมารอข้างนอก
‘แต่ข้าไม่อยากมีลูก’
เหตุใดคาซึยะจึงไม่อยากมีลูก หรือเพราะไม่ชอบการถูกเขากอดอย่างนั้นหรือ แต่ก่อนหน้านี้ ที่ถามไปว่ารังเกียจหรือไม่ คาซึยะก็ขอโทษเขาแล้ว และจินก็ออกจะมั่นใจเสียด้วย ว่าอีกฝ่ายก็รู้สึกดี ยามซุกอยู่ในอ้อมแขนนี้เช่นเดียวกัน
แล้วดังนั้น เหตุใดจึงไม่อยากมีลูก
“จิน” เสียงเรียกดังมาจากด้านใน ให้เจ้าของชื่อเปิดประตูเข้าไป คาซึยะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว และนอนอยู่บนเตียง แม้หน้าตาจะดูสดใสขึ้น หากแต่ก็ยังซีดเซียว บนโต๊ะไม้ข้างเตียง มีอ่างแก้วบรรจุน้ำและผ้าสำหรับเช็ดตัววางอยู่ รวมถึงเสื้อผ้าเก่าที่ถูกพับวางไว้เคียงกัน ร่างสูงเดินเข้าไปเก็บข้าวของให้ จึงเห็นผ้าที่เขาเคยเห็นคาซึยะใช้พันทับหน้าอก ยามนี้ไม่ต้องใช้แล้ว เพราะเป็นหญิงทั้งกาย
“อยากทานอะไรไหม”
“ท่านสั่งกับพวกตะวันตกเป็นหรือ” หากแต่คำพูดคำจา และอุปนิสัยที่ออกจะตรงเผงเกินหญิง บอกให้รู้ว่าคาซึยะก็ยังเป็นคาซึยะคนเดิม
“ข้าจะวางเงินบนโต๊ะ แล้วเข้าครัวไปทำให้เอง” ร่างโปร่งหัวเราะเบาๆ ก่อนส่ายหน้า
“ข้าไม่หิวหรอก จินไปอาบน้ำเถอะ พรุ่งนี้จะออกเที่ยวแต่เช้า ประเดี๋ยวจะตื่นไม่ไหว” คาซึยะรอจนอีกฝ่ายออกจากห้องไปแล้วเรียบร้อย ใบหน้าที่ยิ้มกว้างก็เจื่อนลงถนัด
‘ไม่อยากมีลูก’ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายรักเด็กเพียงใด แต่คาซึยะไม่อยากมี แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา จะอยากกลับไปมีชีวิตปกติดังชายทั่วไป ขอให้เหมือนคนอื่น ขอให้เหมือนชาวบ้านชาวเมือง หากแต่ยามนี้ เวลานี้ ที่คาซึยะมีความสุขที่สุด ความกลัวกลับแล่นเข้ามาในจิตใจ
หากร่างกายนี้ วันหนึ่งเป็นชายดังที่หวัง และไม่ได้เป็นหญิงแล้ว วันนั้น อาคานิชิ จิน จะยังเคียงข้างกันไหม
หากร่างกายนี้ วันหนึ่งที่เป็นชายดังคนอื่น เป็นชายอย่างที่วาดหวังมาตลอด วันนั้นจะอยู่ข้างอาคานิชิ จิน ในสถานะใด ภรรยาอย่างนั้นหรือ? ได้อย่างไรกัน ในสังคม ภรรยาคือตำแหน่งของสตรี แล้วเขาเล่า ณ เวลานี้ ที่ยังพอยอมรับได้ เพราะช่วงหนึ่งเป็นหญิง ช่วงหนึ่งเป็นชาย ยังมีแรงจูงใจอีกมาก ให้ชายผู้นั้นอยู่เคียงข้าง และมีข้อปลอบใจ หากต้องหลอกลวงผู้คนรอบข้าง
แต่เมื่อหายเป็นปกติ หากเป็นหญิงก็คงดีหรอก จะได้คงสถานะคนรักของบุรุษผู้นั้นเอาไว้ได้ แต่หากเป็นชาย คาซึยะจะโกหกสังคมอย่างนั้นหรือ ว่าเป็นภรรยาอาคานิชิ ที่เป็นหญิง สังคมที่ไม่ต้องยิ่งใหญ่หรือกว้างขวางนักเลย นับง่ายๆแค่ท่านผู้หญิงโซระ มารดาของจิน กล้าหรือจะโกหกนาง ท่านองครักษ์นากามารุอีก องค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิเล่า
มีแต่ปัญหาทั้งนั้น การเป็นชายดังที่อยากเป็น การเป็นชายดังที่ต้องการ ดังนั้นแล้ว อย่ามีเลย…อย่ามีลูกเลย คาซึยะไม่อยากกลับเป็นปกติแล้ว ขอเป็นแบบนี้ก็ได้ ยอมเจ็บปวดทางกาย ยอมละทิ้งทุกความปรารถนาในชีวิต เพียงแค่ได้อยู่เคียงข้างชายผู้นั้น
ขอแค่นี้ แค่มีความสุขกับการได้ยู่เคียงข้าง อาคานิชิ จิน ขอแค่ความสุขเท่านี้ เพียงแค่นั้น
ช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน…นี่ข้าเห็นแก่ตัวใช่ไหม ที่คิดถึงความสุขตัวเองมากกว่าความสุขของท่าน ข้าเอาแต่ใจตัวเองใช่ไหม ที่ไม่ยอมฟังคำใคร รู้ทั้งรู้ว่าท่านอยากมีลูก รู้ทั้งรู้ว่าท่านรักเด็กมากเพียงใด แต่เพราะหวั่นใจว่าสักวันหนึ่งจะไม่อาจอยู่เคียงข้างท่านได้ วันหนึ่งความสุขอย่างที่เป็นในปัจจุบันจะหายไป ข้าเลยไม่กล้าจะก้าวไปข้างหน้า
ทำอย่างไรดี ข้าควรจะทำเพื่อท่าน ตอบแทนความรักของท่านใช่ไหม แต่ข้า…ข้ารักท่านจนไม่อาจ…
ไม่อาจแม้แต่จะทนคิดถึงช่วงเวลาที่อาจจะไม่ได้อยู่หรือแม้แต่พบหน้ากับท่านอีก เพียงเพราะข้ากลับไปเป็นปกติ และไม่ใช่เป็นอิสตรี
………………..
เช้าวันต่อมา คณะจากทาคิซาวะออกเที่ยวชมเมืองท่าของตะวันตกอย่างที่ไม่มีส่วนใดรอดพ้นเศษเสี้ยวสายตาแม้เพียงนิด คาซึยะเป็นผู้นำทางอย่างที่เรียกได้ว่าดีเยี่ยมทีเดียว เพราะคล่องแคล่วทั้งการใช้ภาษา และการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่
ที่สำคัญที่สุด คือใบหน้าสดใส และรอยยิ้มกว้าง รวมถึงความร่าเริงของคาซึยะกลับมาอย่างที่จินเบาใจได้ว่า ร่างโปร่งหายจากอาการเจ็บปวดดังเช่นเมื่อคืนแล้ว
“บ้านนี้เมืองนี้แปลกจริง มีของแต่ละอย่าง ไม่เคยเห็นทั้งนั้น แล้วนั่นน้องได้อะไรมา” องค์ชายรัชทายาทตรัส หลังจากทรุดองค์ลงประทับใต้ต้นไม้เพื่อพักกาย หลังจากเสด็จประพาสทั่วเมืองมาเสียทั้งวัน
“ของเล่นของที่นี่ ท่านจินซื้อให้ข้า” คาซึยะตอบพร้อมรอยยิ้ม หลังจากเห็นว่าคนที่ถูกพูดถึงกำลังเตร่ชมพื้นที่แถวนี้อยู่ไม่ใกล้นัก ยูอิจิยิ้มกว้างก่อนจะถาม
“ปัดโธ่! ข้านึกว่าจินจะซื้อเตรียมไว้สำหรับอาคานิชิตัวน้อยเสียอีก ที่แท้ซื้อให้เจ้าหรอกหรือแม่หญิงคาซึยะ” คำถามขององครักษ์จอมทะเล้น ทำเอาคาซึยะนิ่งไป
“ท่านจินอยากมีลูกสินะ”
“จินรักเด็กมากทีเดียว ข้ารับประกันเชียวล่ะ ว่าอาคานิชิ จิน เพื่อนข้าต้องเป็นพ่อที่ดีแน่นอน แม่หญิงก็รีบท้องเข้า ข้าจะช่วยตั้งชื่อให้”
“เจ้าอย่ามาโมเม ยูอิจิ เราต่างหากที่ต้องเป็นคนตั้งชื่อหลาน…เอ ถ้าเป็นชายชื่ออะไรดี เราว่า อากิระก็เพราะไม่หยอก”
“เชยขอรับ สมัยนี้ต้องชื่อเคียว สั้น ง่าย กระชับและมีความหมาย” ยูอิจิรีบเถียง
“หือ! โหล! เราเห็นคนชื่อเคียวมีเป็นร้อย” คำโต้เถียงของคนทั้งคู่ที่นั่งเคียงข้าง ไม่ได้ผ่านเขามาในความคิดของคาซึยะเลยแม้แต่น้อย สองมือเล็กลูบไล้ของเล่นไม้ในมือแผ่วเบา ขณะที่สายตาจับจ้องอยู่แต่ร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินอยู่ไม่ไกล
อาคานิชิ จิน อยากมีลูก ทุกคนรอบข้างเขาก็อยากให้มีลูก ส่วนตัวเขา…
จะทำอย่างไรดีคาซึยะ จะเห็นแก่ตัวไขว่คว้าความสุขของตัวเอง หรือยอมจมปลักกับความทุกข์และความกังวล หากแต่คนรอบข้างมีความสุข
ทำไมชีวิตนี้ถึงได้บาปเช่นนี้ ทำไมชีวิตนี้ต้องเดินมาเจอเส้นทางที่ต้องเลือกเช่นนี้ ทำไมกัน
……………………….
คาซึยะเหม่อลอยและไม่ร่าเริง นั่นคือสิ่งที่จินสังเกตได้ และพบว่าทันทีที่กลับเข้ามาในห้องพัก ร่างโปร่งจะถอนหายใจแผ่วเบาราวกับทุกข์หนักหนา ร่างสูงพยายามถามไถ่ แต่คำตอบที่ได้คือรอยยิ้มกว้างขวางที่ส่งกลับมาและคำที่ว่า ‘ไม่เป็นไร’ ชายหนุ่มเคยเป็นผู้ชายที่อดทน แม้เหน็ดเหนื่อย แม้เจ็บปวด หากแต่ไม่เคยปริปาก หากแต่ครั้งนี้ อาคานิชิ จิน ทนได้เพียงแค่สองวันเท่านั้น
“คาซึยะ เจ้าเป็นอะไร ทำไมไม่บอกข้า” ร่างสูงคว้าแขนคนร่างโปร่งเอาไว้ ทันทีที่ปิดประตูห้องพักลงแล้วเรียบร้อย
“เจ้าอย่าบอกว่าไม่เป็นไร สีหน้าเจ้าไม่เป็นเช่นนั้น ข้าไม่น่าไว้ใจเพียงพอที่เจ้าจะบอกกล่าวอย่างนั้นหรือ” คำถามและตัดพ้อของคนตรงหน้า ทำเอารอยยิ้มที่กำลังจะปั้นแต่งเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจถึงกับจืดจาง
“ท่านนากามารุบอกข้าว่าท่านอยากมีลูก” ฝ่ามืออุ่นร้อนลูบแผ่วเบาบนศีรษะ ก่อนจะตอบเสียงเบา
“ข้าอยากมีลูกเป็นความจริง คาซึยะ เพียงแต่…ข้าอยากมีลูกกับเจ้าที่อยากมีเช่นกัน หากเจ้าไม่อยากมี ข้าก็ไม่อยากมี เราอยู่กันสองคนเช่นนี้ไปจนแก่เฒ่าก็ได้ ข้าจะดูแลเจ้าเอง ไม่ต้องห่วงหรอก” คาซึยะเงยหน้ามอง น้ำตาใสคลอหน่วย เมื่ออีกฝ่ายยังคงคิดถึงแต่เขา อาคานิชิ จิน ยังคงยึดมั่นในตัวเขา ชายผู้นี้ต้องการทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุข โดยไม่คำนึงแม้แต่ความรู้สึกของตัวเอง
“ร้องไห้ทำไม อย่าร้องไห้ เจ้าไม่ชอบให้ใครเห็นน้ำตาไม่ใช่หรือ” นิ้วมือยาวปราดน้ำตาออกอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน ทำให้น้ำตาที่เอ่อล้นยิ่งทะลักอออกมามากขึ้น คาซึยะซุกหน้าลงกับอกหนา เจ็บปวดกับสิ่งที่เป็น เจ็บปวดกับความรักที่อีกฝ่ายมอบให้ หากทว่าเขาเองกลับไม่เคยมอบความรักให้จินได้มากขนาดนี้เลย
“ข้าขอโทษจิน ข้าขอโทษ” ขอโทษที่คิดถึงแต่ตัวเอง ขอโทษที่รักจินน้อยกว่าที่จินรัก ขอโทษที่ตอบแทนความรู้สึกที่จินมอบให้ไม่เพียงพอ อ้อมกอดอบอุ่นรัดแน่นราวกับจะปลอบโยน
“เจ้าขอโทษข้าอีกแล้ว ทำอะไรผิดให้ต้องขอโทษข้าบ่อยขนาดนี้ หือ? เลิกร้องเถอะ คาซึยะ ข้าชอบให้เจ้ายิ้มมากกว่า” ทุกวันนี้ ที่จินยังคงมีชีวิตอยู่ ที่ยังหายใจ ที่ยังยืนหยัด แม้จะเหนื่อยล้ากับการรอคอยแสนนาน แต่ร่างสูงบอกตัวเองเสมอว่า ‘เผื่อพรุ่งนี้ คาซึยะจะยิ้ม’ นั่นคือแรงใจ ที่ส่งผลถึงแรงกายให้ อาคานิชิ จิน ยังคงมีวันนี้ มีวันพรุ่งนี้ และวันต่อๆไป เพียงเพื่อจะอยู่ดูรอยยิ้มของคนที่รัก
ร่างโปร่งผละจากอ้อมกอด แล้วยิ้มให้ทั้งน้ำตา มือน้อยประคองใบหน้าคมให้ก้มต่ำ ก่อนจะยืดตัวขึ้นไปจูบเบาๆบนริมฝีปากหนา
“จิน…มีลูกเถอะ”
“คาซึยะ” ชายหนุ่มตกตะลึงและนิ่งงัน เพราะไม่กี่วันที่ผ่านมา คาซึยะบอกกับเขาเองว่าไม่อยากมีลูก แล้วทำไมวันนี้…
คาซึยะยิ้มบาง หยาดน้ำใสยังหยาดรินลงบนผิวแก้ม
“มีลูกเถอะ ข้าอยากมีลูกกับท่าน” ข้าอยากทำให้ท่านดีใจ ข้าอยากทำให้ท่านพอใจ แม้การมีลูกครั้งนี้ จะหมายถึงการมีลูกครั้งต่อๆไป และอาจส่งผลถึงร่างกายแปลกประหลาด แต่ช่างเถอะ ขอให้คาซึยะได้ตอบแทนผู้ชายคนนี้บ้าง ขอให้คาซึยะได้รักผู้ชายคนนี้บ้าง
…อาคานิชิ จิน ไม่ใช่แค่เพียงชีวิตของข้า เท่านั้น ที่วางไว้เคียงกับอกท่าน หากแต่หัวใจของข้า ก็วางอยู่ในกำมือท่านเช่นกัน…
หากวันหนึ่งข้างหน้าไม่อาจร่วมทางกันได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่โปรดจดจำเอาไว้ ว่า ‘ลูก’ คือพยานความรักของข้าที่มีต่อท่าน
…………………
สายวันต่อมา คณะจากทาคิซาวะเปลี่ยนสถานที่จากการเที่ยวในเมือง เป็นการนั่งรถเทียมม้าออกไปยังนอกเขตเมืองหลวง เพื่อเยี่ยมชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ที่เน้นเกษตรกรรม และมีบางส่วนที่มีสิ่งปลูกสร้างที่เรียกว่า โรงงาน
“เราน่าจะสร้างโรงงานอะไรแบบนั้นบ้าง แบบนั้นจะทำให้ผลิตข้าวของได้เยอะใช่ไหม” องค์ชายหันมาตรัสถามกับน้องน้อยที่รู้เรื่องราวความเป็นไปในแผ่นดินตะวันตกอย่างดี
“ใช่ แต่ต้องมีวัตถุดิบ พวกตะวันตกเรียกว่าถ่านหิน”
“คล้ายพวกเพชรพลอยหรือไม่” ร่างโปร่งเอียงคอเล็กน้อย
“ไม่คล้ายสักทีเดียว ราคาถูกกว่า และข้าไม่มั่นใจว่าที่ทาคิซาวะจะมีเหมืองถ่านหินแบบที่พวกตะวันตกมี อ้อ นอกจากนั้นเราต้องมีเครื่องจักร อย่างที่คุโรคาวะเอามาใช้สร้างเรือด่วนนั่น” องค์ชายเหลือบเนตรมองออกไปนอกหน้าต่างของเกวียนเทียมม้า
“เห็นทีจะเรื่องเยอะ เราควรศึกษาให้มากเสียก่อน แล้วค่อยปรับปรุงเมือง อย่างน้อยก็ต้องให้เด็กๆในทาคิซาวะพูดภาษาของทางนี้ให้ได้ จะให้ดี ส่งมาเรียนที่นี่เสียเลย แล้วให้กลับไปพัฒนาทาคิซาวะ”
“หรือไม่เช่นนั้น ก็รอบุตรธิดาจากอาคานิชิ…” องครักษ์นากามารุหันมากล่าว พลางเหลือบไปหลิ่วตาใส่สองสามีภรรยาอาคานิชิที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ฝ่ายจินนั้นนิ่งเฉย ในขณะที่คนข้างกายกลับเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่างราวกับไม่สนใจ หากแต่ใบหน้าแดงซ่านบอกให้รู้ว่าได้ยินทุกบทสนทนา
“ถ้าเช่นนั้นก็อย่าปล่อยให้รอนานนักรู้ไหม คาซึยะ อนาคตทาคิซาวะขึ้นอยู่กับบุตรธิดาของเจ้ากับสามี” คาซึยะหันกลับมามองตาวาว
“แล้วทำไมต้องเจาะจงกันเล่า ท่านก็หาจากเด็กอื่นซี บุตรธิดาของท่านนากามารุอย่างไร”
“หือ? แม่หญิงคาซึยะช่างใจร้ายนัก ข้ายังไม่ทันพบนางในดวงใจ จะให้มีบุตรธิดาเลยหรือ เจ้านั่นแหละ ที่ต้องทำเพื่อทาคิซาวะ ว่าแต่… บุตรธิดาคนแรกของอาคานิชิเป็นผลผลิตจากที่ใด ที่ห้องหอในคืนแรกหลังแต่งงาน? ในเรือ? หรือว่าที่ห้องพักของโรงแรม”
“ยูอิจิ!!!” จินดุเสียงเข้ม ให้เพื่อนรักต้องยกสองมือขึ้นปากตัวเอง ในขณะที่เหลือบมองแม่หญิงที่นั่งก้มหน้านิ่ง และเริ่มกัดริมฝีปากตัวเองอย่างอัดอั้นเสียแล้ว
อ่า…น่าเสียดายนัก นี่เขาทำแม่หญิงคนงามแห่งทาคิซาวะเขินจัดหรือนี่ เห็นทีต้องขอโทษเสียหน่อย
“แม่หญิง อย่าโกรธเคืองข้าเลย ถ้าเจ้าอายนักล่ะก็ ซุกกับอกสามีก็ได้ ข้าไม่ล้อแล้ว” อย่างนี้น่ะหรือ เรียกว่าไม่ล้อแล้ว สายตาระริกระรี้กับริมฝีปากที่ฉีกยิ้มกว้างอย่างนี้น่ะหรือ ร้ายไม่ต่างจากเพื่อนรักอย่างจินเลยสักนิด!
ร่างโปร่งได้แต่หันหน้าหนีออกนอกหน้าต่าง คอยดูสิ! ถ้าจินจัดการเพื่อนไม่ได้ล่ะก็ จนกว่าจะกลับทาคิซาวะ ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันด้วยเรื่องพรรค์นั้นอีกเลย!!
“ยูอิจิ อย่าล้อเลียนน้องเรา คาซึยะไม่เคยซุกอกใครเสียหน่อย…อ้อ ยกเว้นเวลาหลับ” นี่ก็อีกคน เจ้าพี่นะเจ้าพี่!! เข้าทางกันดีเหลือเกินกับองครักษ์รวยอารมณ์ขันรายนั้น
“เวลาหลับข้าก็ไม่ซุกใคร!!” คาซึยะหันมาเถียง แต่เนตรของเจ้าพี่ไม่ต่างไปจากสายตาของท่านนากามารุเลยแม้แต่น้อย
“กล้าปฏิเสธหรือ สมัยก่อนเวลาเจ้าหลับกลางวัน รู้ตัวไหม ว่าซุกใครจนเขาต้องนอนนิ่งเป็นนาน เพราะกลัวลุกออกมาแล้วเจ้าจะตื่น หรือต้องให้พี่สาธยาย?”
“ไม่ต้อง!!!” ทุกทีเลย ทำไมต้องเอาเรื่องน่าอายพวกนั้นมาเล่าซ้ำ แล้วคนข้างๆนี่พูดไม่ได้ใช่ไหม ถึงไม่คิดจะช่วยกันเลยสักนิด ดี! คาซึยะจะได้รู้ ว่ามานี่หัวเดียวกระเทียมลีบ! มาเที่ยวอะไรกัน เจอหน้าเป็นต้องล้อไปเสียหมด
“ดูนั่น” แขนแกร่งผ่านหน้าไปชี้ออกนอกหน้าต่างให้คนกำลังหงุดหงิดต้องหันมองตาม ทิวทัศน์อันได้แก่สวนดอกไม้หลากสีสันและทิวเขาเขียวขจีที่ทอดตัวสงบนิ่งอยู่ใต้ผืนฟ้าที่มีเมฆกลุ่มน้อยๆลอยอ้อยอิ่งนั้นชวนให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวจางหายไปอย่างรวดเร็ว
“ข้าเคยขึ้นไปแถบภูเขาของตะวันตก พวกนั้นมีดอกไม้พันธุ์แปลกๆเยอะนัก เราน่าจะลองเอากลับไปปลูกที่ทาคิซาวะ ท่านว่ามันจะงามไหม” คาซึยะหันมาถามคนชี้ จินเพียงยิ้มบาง
“ลองดูก็ไม่เสียหาย อากาศไม่แตกต่างกันเสียเท่าไร ข้าว่าน่าจะปลูกขึ้นอยู่หรอก แต่ไม่รู้จะออกดอกเช่นนี้ไหม” คาซึยะยิ้มกว้าง หันมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าอีกครั้ง ก่อนจะชี้ชวนให้จินดูม้าเกือบสิบตัวที่เล็มหญ้าอยู่ริมแปลงดอกไม้สีสด
“ท่านเคยขี่ม้าของตะวันตกรึเปล่า ของที่นี่ตัวใหญ่กว่าของทาคิซาวะอีกนะ ข้าเคยเกือบถูกมันสะบัดตกลงมาด้วย โชคดีหรอกที่คว้าไว้ทัน ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้กลับทาคิซาวะแบบเต็มตัวเช่นนี้ นั่น…ข้าชอบดอกไม้เช่นนั้น สีเหมือนน้ำทะเล ถ้าเอาเมล็ดมันไปปลูกแล้วจะขึ้นใช่ไหม ดอกจะใหญ่ได้อย่างนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ท่านชอบแบบใด สมัยเด็กๆชอบต้นไม้ไม่ใช่หรือ”
องค์ชายทาคิซาวะได้แต่ทอดสายพระเนตรไปยังคนทั้งคู่ ที่ฝ่ายน้องน้อยของพระองค์กำลังสนุกสนานกับการชี้ชวนให้ดูดอกไม้นานาพันธุ์นอกหน้าต่างเกวียน ในขณะที่องครักษ์ของพระองค์เองกลับนั่งเงียบๆ และยิ้มบางพร้อมกับตอบคำถามเป็นครั้งคราวเท่านั้น
“อย่างนี้ไม่มีบุตรธิดาเร็ววันก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรนะพระเจ้าค่ะ อาคานิชิ จินทั้งรักทั้งหลงภรรยาอย่างกับอะไรดี ส่วนแม่หญิงคาซึยะนั่นเล่า…รู้เลยว่ายอมสามี!!” องค์ชายหนุ่มเหลือบเนตรไปยังเจ้าคนที่เข้ามากระซิบกระซาบ ก่อนจะตรัสเสียงเบากลับไป เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคู่สามีภรรยาที่กำลังชี้ชวนกันดูทิวทัศน์
“เจ้าไม่รู้อะไร อาคานิชิ จินน่ะ รักและหลงคาซึยะมานานแล้ว แล้วคาซึยะก็ยอมอาคานิชิ จิน มานานแล้วเช่นกัน”
.
.
.
.
.
‘ไม่เดินแล้ว! ข้าเมื่อยจะแย่!!’ เด็กน้อยแสนงอแง ทรุดตัวลงนั่งยองกับพื้น หน้าตางองุ้มด้วยความไม่พอใจ เมื่อฝ่าเท้าทั้งสองข้างปวดระบมจากการใช้งานอย่างหนัก ชวนให้เด็กหนุ่มที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า ต้องหันกลับมามอง
‘พี่บอกเจ้าแล้วว่าอย่าเข้ามาลึก เป็นอย่างไร ตอนออก ออกไม่ไหวเห็นไหม’ ความซุกซนของน้องน้อย ทำให้เข้ามาในสวนน้ำตกลึกด้านหลังพระราชฐาน
‘เจ้าพี่อย่าดุซี…ก็ตอนนั้นนึกว่าจะไม่เมื่อย’ องค์ชายรัชทายาทหันไปมองผู้ติดตามราวกับจะถามว่าควรจะทำเช่นใดดี
‘ข้าอุ้มเองพระเจ้าค่ะ’ เด็กน้อยเงยหน้ามองคนพูด ก่อนจะส่ายหน้าพัลวัน
‘ท่านเองก็เมื่อยไม่ใช่หรือ’
‘ไม่เมื่อยหรอก มาเถอะ…ขึ้นหลังข้า’ เด็กน้อยไม่มีทางเลือกมากนัก หากอยากจะออกจากสวนน้ำตกที่รกครึ้มไปด้วยแมกไม้ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน ก็มีทางเดียวเท่านั้น คือการขี่หลังอีกฝ่ายออกไป แขนเล็กๆโอบรอบลำคอของเด็กหนุ่ม ในขณะที่สองขาถูกประคองแนบเอว
‘จิน หนักไหม’ ริมฝีปากแดงฉ่ำถามไถ่ด้วยความห่วงใยอยู่ข้างแก้มของเด็กหนุ่ม
‘จินหน้าแดง เป็นไข้หรือ ตัวร้อนไหม ปวดหัวรึเปล่า’ เจ้าตัวน้อยโหวกเหวก ยกมือแตะหน้าร้อนรน เมื่อเห็นอีกฝ่ายหน้าแดงเสียกะทันหัน หากแต่คำทีได้รับมา คือคำตอบสั้นๆ
‘เปล่า’
เปล่า…เพราะอาคานิชิ จิน ไม่ได้เป็นไข้ หากแต่เขินอายกับความแนบชิดของเจ้าเด็กตัวเล็กเบื้องหลังน่ะซี
องค์ชายรัชทายาทได้แต่สรวลแผ่วเบา ก่อนจะเสด็จตามหลังผู้ติตตามและน้องน้อยที่เดินขึ้นนำหน้า
…………………..
การเที่ยวชมในวันนี้ อยู่นอกเมืองเสียส่วนมาก และเน้นไปที่การชมธรรมชาติที่แปลกตา พันธุ์ไม้แปลกประหลาด วิถีชาวบ้าน และเกษตรกรรมที่ทำให้รู้ว่า ทาคิซาวะยังตามหลังตะวันตกอยู่มากมายนัก
คาซึยะพาแวะทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารเล็กๆก่อนจะกลับเข้าโรงแรมเพื่อพักผ่อน แต่ทั้งอย่างนั้น องครักษ์นากามารุก็ยังดูจะไม่เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางวันนี้เลยสักนิดเดียว
“แม่หญิงคาซึยะ ที่ตะวันตกมีหอแดงอย่างที่ทาคิซาวะมีหรือไม่” นั่นคือคำถาม ที่ทำเอาสายเนตรคมดุขององค์ชายรัชทายาทถึงกับตวัดฉับมาจับจ้องทันที
“ยูอิจิ! เจ้าถามอะไรน้องเราเช่นนั้น!!” ไม่เพียงแค่สายเนตรขององค์ชายเท่านั้นหรอก แต่สายตาคมของเพื่อนรักก็จับจ้องมาที่เขาเช่นกัน ชวนให้ตีความได้ว่า แม่หญิงคาซึยะเป็นที่ห่วงหวงของสองบุรุษแห่งราชสำนักเสียเหลือเกิน แล้วดูเจ้าตัวนั่นเถอะ ไม่ได้รับรู้เลยสักนิด ว่าทั้งเชษฐา ทั้งสามีรู้สึกเช่นไร กลับยังยิ้มกว้างให้เขาเสียอีก
นี่แหละหน่า…นางจะทำให้ชายอกแตกตายก็เพราะแบบนี้
“ท่านอยากไปหรือ ข้าพาไปก็ได้”
“ไม่ได้! คาซึยะ!! เจ้าเป็นหญิง! จะไปที่เช่นนั้นได้อย่างไร” องค์ชายยังตรัสเข้ม ให้น้องแสนรักต้องหันมาเอาใจ
“สมัยเด็กๆก็เคยไปนี่ ไม่เห็นไปไรเลย ข้าไม่ได้เข้าไปด้วยเสียหน่อย แค่พาท่านองครักษ์ไปส่งเท่านั้น”
“อย่างไรก็ไม่ได้! ยูอิจิ ถ้าเจ้าพูดจาเช่นนี้อีกล่ะก็ เราจะปลดเจ้าจริงๆ!!”
“โอ้! กลัวแล้วพระเจ้าค่ะ!!” ยูอิจิรีบหันไปทูลเสียงเบา ทำหน้าสลดให้องค์ชายหนุ่มได้แต่ถอนปัสสาสะแรง อย่างแสนกลุ้ม เหลือบเนตรไปทางหน้ายิ้มแป้นแล้นของน้องน้อย ก็นึกขุ่น
นี่ก็เหลือเกิน! แต่งงานออกเรือนแล้วยังทำอะไรเป็นเด็ก ให้มันได้อย่างนี้เถอะ!!
กว่าจะกลับเข้าที่พัก ก็ค่ำมากแล้ว ทั้งองค์ชายรัชทายาทยังมีรับสั่งเด็ดขาด ห้ามคาซึยะออกนอกห้องไปไหนเพียงลำพัง และห้ามแม้แต่จะกล้ำกรายลงมาร่วมสนุกที่โรงน้ำจัณฑ์เบื้องล่าง ซึ่งถึงแม้เจ้าพี่จะไม่มีรับสั่งเช่นนั้น แต่คาซึยะเชื่อเหลือเกินว่าอาคานิชิ จิน ต้องห้ามอยู่แล้ว
“เจ้าพี่ทรงหวงนัก” ร่างโปร่งเปรยเบาๆ ขณะนอนคว่ำ ทอดมองจินที่กำลังเก็บของ จากบนเตียง ถึงแม้ห้องนี้จะเป็นเตียงเดี่ยวสองเตียง ทว่าทุกค่ำคืนที่ผ่านมา กลับมีเตียงหนึ่งที่ไม่ถูกใช้ แม้บางคืน คนทั้งคู่จะเหนื่อยอ่อนกับการท่องเที่ยวจนไม่อาจผูกสัมพันธ์มากเกินกว่าการกอด ทว่าก็ยังอิงแอบซุกหลับอยู่เคียงกันบนเตียงที่แคบไปถนัดตาเมื่อนอนกันถึงสองคน
แต่ทั้งอย่างนั้น มันก็อุ่นดีหรอก
“ก็เจ้าทำตัวได้น่าหวงนัก” อาคานิชิ จินหันมากล่าว พร้อมรอยยิ้มบาง สองมือยังจัดข้าวของที่ซื้อมาลงหีบไม้ ดูเหมือนจะเยอะไปเสียแล้ว สำหรับของฝากยามกลับไปทาคิซาวะ
“ท่านก็หวงด้วยหรือ” คำถามเถรตรงทำเอาชายหนุ่มต้องหันไปมองเจ้าของคำถามที่ทำหน้าซื่อ แต่สายตาซุกซนอยากรู้อยากเห็น ร่างสูงเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งเบียดบนเตียง ฝ่ามือลูบใบหน้าหวานบางเบา
“ความรู้สึกของข้า ห่างไกลคำว่าหวงนานแล้ว ถ้าหวงเจ้า เจ้าคงไม่ได้ไปเรียนต่อต่างแดนเช่นนั้น” เพราะหากหวง เขาจะไม่ยอมแม้แต่จะให้คาซึยะคลาดสายตาแม้สักวินาที
“รักของข้าไม่ได้ต้องการผูกมัด ข้าแค่อยากผูกพันกับเจ้า ไม่ว่าจะด้วยสถานะใด ขอแค่เจ้าคิดถึงข้าเป็นบางเวลาที่เจ้าต้องการ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้น…ตอนข้าไปเรียนต่างแดน แล้วไม่ได้เขียนจดหมายมาถามไถ่ท่าน ท่านโกรธไหม” ชายหนุ่มยิ้มบาง ก้มหน้าหลบสายตาที่ทอดมองเขาอย่างต้องการคำตอบ
“แต่อย่างท่านต้องไม่กล้าโกรธข้าแน่ๆ ถ้าน้อยใจล่ะพอว่า จริงไหม” คาซึยะคาดเดาจากท่าทางนั้น ก่อนจะตีความเป็นคำพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง ให้จินต้องเหลือบมอง ก่อนจะก้มลงจูบเบาบนริมฝีปากบาง
“ข้าไม่เคยโกรธเจ้าสักครั้ง คาซึยะ” มีแต่รักเจ้าทุกวัน และมากขึ้นทุกเวลา ชีวิตของอาคานิชิ จิน ยกให้เจ้านานแล้ว แม้เจ้าจะไม่เคยเหลียวแล ไม่แม้แต่จะสนใจ ชีวิตนี้ของข้า ก็เป็นเพียงของเจ้าคนเดียว หัวใจนี้ของข้า ก็เป็นเพียงของเจ้าคนเดียว
ไม่ว่าวันนี้เจ้าจะเป็นอย่างไร อนาคตเจ้าจะเป็นอย่างไร อาคานิชิ จิน ก็จะขอรักเจ้าจนกว่าดวงวิญญาณนี้จะดับสลาย
นั่นคือสัญญาของข้า ที่มีกับเจ้า
………………..
วันเวลาผ่านพ้นอย่างรวดเร็ว เที่ยวยังไม่ทันเต็มอิ่ม ก็ได้เวลาต้องกลับเสียแล้ว วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะอยู่บนแผ่นดินตะวันตก ดังนั้น องค์ชายรัชทายาท จึงมีรับสั่งว่าอยากจะชมเมืองเป็นครั้งสุดท้าย
“ร้านนี้แปลกดี เป็นร้านอะไรหรือ คาซึยะ” องค์ชายรัชทายาทหันมาเปรยถาม พลางเหลือบเนตรไปทางร้านเล็กๆที่มืดทึบ แทรกตัวอยู่ระหว่างร้านขายแพรพรรณสวยสดงดงามทางซ้าย และร้านขายดอกไม้หน้าตาแปลกๆทางขวา คงเพราะซ่อนตัวแบบนี้ มันจึงหลุดรอดสายตาไปหลายคราที่คณะจากทาคิซาวะเดินเตร่ละแวกนี้ คาซึยะเงยหน้ามองป้ายชื่อร้าน ก่อนจะหันมาทูล
“ร้านทำนายโชคชะตา สนใจไหม”
“สน! แม่หญิงแปลให้ข้าหน่อย!” คนสน กลายเป็นองครักษ์นากามารุไปเสียนี่ และเมื่อหนึ่งในคณะต้องการเข้าไปทำนายตามตำราตะวันตก คนทั้งสี่จึงผลักประตูเข้าไป ภายในร้านทึบอับ และสลัวจากแสงไฟดวงเล็กที่ห้อยลงมาจากเพดาน มุมข้างประตูคือเก้าอี้บุนวมเก่าคร่ำคร่า ด้านในคือหญิงชรา กำลังนั่งเช็ดลูกแก้วด้วยผ้าสีมอซอ ทันทีที่เปิดประตู เสียงกระดิ่งดังกรุ๋งกริ๋งก็ดังขึ้นให้หญิงชราเงยหน้ายิ้มบาง เป็นการทักทาย
คนที่นำตรงดิ่งคือองครักษ์นากามารุ ผู้ฝากคำถามแรกให้แก่คาซึยะคือเรื่อง ‘คู่แท้’ คนทั้งสองนั่งลงอีกฝั่งของโต๊ะไม้เล็ก ก่อนที่คาซึยะจะเป็นฝ่ายเจรจาด้วยภาษาตะวันตก ปล่อยให้องค์ชายรัชทายาทและอีกหนึ่งองครักษ์นั่งรอที่เก้าอี้บุนวมนั่นเอง
“นางบอกว่า คู่แท้ของท่านต้องรออีกสักหน่อย ไม่เกินอึดใจหรอก” ร่างโปร่งหันมาแปลให้คนข้างกายที่รอฟังคำทำนาย
“แล้วอายุสักเท่าไร ตอนแต่งงานเล่า ข้าจะมีลูกสักกี่คน” ยูอิจิถาม ให้ร่างโปร่งหันกลับไปแปลเป็นภาษาตะวันตกให้แก่หญิงชรา ซึ่งถึงกับหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบคำถามให้คาซึยะหันกลับมาบอก
“คู่แท้จะอายุน้อยกว่าท่าน ส่วนเรื่องลูก…นางบอกว่าไม่มีเกณฑ์มีลูก แต่ถ้าจะมี จะไม่ใช่กับคู่แท้”
“จริงหรือ อย่างนี้ข้าก็เหงาแย่สิ ไม่เป็นไร เดี๋ยวเลี้ยงลูกของเจ้ากับจินก็ได้ แม่หญิง…แล้วเรื่องงานการล่ะ” ประโยคสุดท้าย องครักษ์นากามารุกระซิบถามเสียงเบา เพราะเกรงคำถามจะถึงพระกรรณขององค์ชายรัชทายาทผู้เป็นนาย กว่าจะทำนายโชคชะตาขององครักษ์นากามารุก็กินเวลาไปพักใหญ่ จึงได้จ่ายเงินและลุกขึ้นจากมา หากแต่ยังไม่ทันจะได้ออกจากร้าน เสียงของหญิงชราก็ดังไล่หลัง ให้คาซึยะซึ่งเป็นเพียงผู้เดียวที่เข้าใจภาษาตะวันตกต้องหันกลับไปมอง
‘เจ้านั่นล่ะ…มีลูกกับคู่ชีวิตสี่คน แล้วคำสาปทั้งสิ้นจะจบลง เพราะคนที่สาปเจ้า เขาไม่คิดอาฆาตใดๆแล้ว เพียงแต่คำสาปที่แช่งเอาไว้ ไม่อาจหายไปกับชาติภพ เจ้าจึงต้องรับเคราะห์เอาไว้ จงเบาใจ เพราะคนที่สาปเจ้า ชาตินี้เขาเกิดมาเพื่อชดใช้ให้กับเจ้าเอง เขาเกิดมาเพื่อเกื้อหนุนเจ้า ไม่ต่างจากชายคู่ชีวิตของเจ้าคนนั้น ’
หมายความว่า สิ่งที่คาซึยะเป็นตอนนี้ เป็นเพราะคำสาปเมื่อชาติที่แล้วอย่างนั้นหรือ แล้วทำไมจึงสาปแช่งคาซึยะเล่า เขาเคยไปทำอะไรไว้ให้ใครอย่างนั้นหรือ
“คาซึยะ” เสียงเรียกของจิน ทำให้ร่างโปร่งต้องเดินตามออกจากร้านไป ทั้งๆที่ยังงุนงงกับคำบอกเล่าของหญิงชราเจ้าของร้านทำนายโชคชะตา
“มีอะไรหรือ” ร่างสูงก้มลงถาม ให้คาซึยะได้แต่ยิ้มบาง
“ประเดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟัง”
หากว่าคำสาปแช่งนี้ติดตัวมาจากชาติภพที่แล้ว แล้วกับคนรอบข้างเล่า คนรอบข้างของคาซึยะในชาตินี้จะรับเคราะห์จากคำสาปเหล่านั้นด้วยหรือไม่ คาซึยะหวั่นเหลือเกิน ว่ามันจะส่งผลถึงครอบครัวอันเป็นที่รัก รวมไปถึงชายผู้นี้ อาคานิชิ จิน
……………….
เรือด่วนจากคุโรคาวะจอดเทียบท่ารอคอยในเช้าวันสุดท้ายของการเที่ยวในต่างแดน คณะจากทาคิซาวะก็พร้อมขึ้นเรือแล้ว แม้คาซึยะจะอาลัยอาวรณ์อยู่มากเสียหน่อย แต่ทั้งอย่างนั้นก็จำต้องกลับบ้านเมืองของตน
“แล้วไว้มากันใหม่” ร่างสูงหันมาบอกกับคนที่ยังมองส่งท่าเรือซึ่งเล็กลงเรื่อยๆ เมื่อเรือเริ่มเคลื่อนตัวออกห่าง คาซึยะหันกลับมามองคนที่ยืนซ้อนหลัง ก่อนยิ้มบาง
“จะได้มาหรือ ท่านเองก็ต้องทำงาน ข้าเองก็ต้องทำงาน”
“กลับไป ข้าจะทูลขอลาออกจากตำแหน่งองครักษ์” คำบอกกล่าวของจิน ทำเอาคาซึยะถึงกับนิ่งชะงัก หันกลับมามองคนพูดด้วยความตกตะลึง
“ข้าไม่อาจปกป้องพระองค์โดยไม่คิดอะไรได้อีกแล้ว ข้ามีเจ้าต้องดูแล มีครอบครัวให้ต้องคิดถึง ข้าคิดจะปกป้องคนอื่นมากกว่าองค์ชายรัชทายาท ดังนั้นก็ไม่ควรเป็นองครักษ์อีกต่อไป”
“แล้วท่านจะไปทำอะไร”
“ก็…คงเป็นข้าราชการในนั้น เพียงแต่สละตำแหน่งองครักษ์เสีย ทำหน้าเศร้าทำไมกัน หรือว่าเสียดายชุดข้าราชการสีดำ” ดวงตาเรียวถลึงโตกับคำล้อเลียนนั้น
“ข้าห่วงความรู้สึกของท่านต่างหาก จิน…ท่านไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนั้น…” สายตาอ่อนโยนที่ทอดลงมา ทำเอาพูดไม่ออกอีก จนคาซึยะได้แต่เงียบ
“อย่าคิดมากเลย คาซึยะ เรื่องนี้ข้าไม่ได้ทำเพราะเจ้าเป็นต้นเหตุ แต่ข้าทำ เพราะข้ารู้ตัวว่าไม่เหมาะสมกับหน้าที่นี้อีกแล้ว นับตั้งแต่ที่เกิดเรื่องที่คุโรคาวะ ข้าก็รู้ตัวว่าข้าทิ้งแม้กระทั่งหน้าที่ในการอารักขาองค์ชาย แล้วไปช่วยเจ้าอย่างไม่คิดอะไร ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรแม้แต่จะคิด สำหรับคนเป็นองครักษ์” อ้อมกอดอบอุ่นกอดรัดแน่นต้านลมทะเล ที่แม้จะเล็ดรอดเข้ามากรีดผิวใต้เนื้อผ้า แต่คาซึยะกลับรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน ที่ชีวิตนี้ได้เคียงข้าง และเป็นที่รักของชายผู้นี้ คาซึยะเองก็จะรักชายผู้นี้ อย่างที่ถูกรักเช่นกัน
.
.
.
.
.
‘หนาว หนาว หนาว’ เด็กน้อยกอดตัวเอง ทั้งๆที่ยังสั่นสะท้านกับลมหนาวที่กรีดผิวเนื้อ แม้จะใส่ชุดผ้าหนา จนเทอะทะ หากแต่ก็ยังลดความหนาวเย็นของอากาศลงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
‘มานั่งนี่เถอะ’ การรอรถม้ารับส่งจากในเมือง เข้าไปสู่วังหลวง ต้องใช้เวลาพักใหญ่ เพราะช่วงท้ายปี รถม้ามีน้อยนัก เนื่องจากอากาศแห้งแล้ง และหนาวเย็น ทำให้ไม่มีใครอยากทำงานกันมากนักหรอก เด็กหนุ่มร่างสูงเรียกให้เจ้าตัวน้อยเข้ามานั่งซุกอกเขา ซึ่งเจ้าตัวก็วิ่งเข้ามากอดคนที่นั่งพิงอยู่กับต้นไม้สูงใหญ่ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งแทรกกลาง ให้อีกฝ่ายกอดรัดเพิ่มความอบอุ่น
‘เมื่อไร รถม้าจะมา’
‘คงพักใหญ่ อยากกลับบ้านแล้วหรือ’ ใบหน้ากลมหันกลับมามอง แล้วทำปากยื่น
‘เหนื่อยนี่ อยากนอนแล้ว ง่วง’ ไม่เหนื่อยได้อย่างไร ในเมื่อเดินเที่ยวจนทั่วตลาดเพื่อหาของขวัญให้แก่เจ้าพี่ในโอกาสได้รับตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทลำดับที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ
‘งั้นก็หลับเถอะ เดี๋ยวรถมาจะปลุก’
‘ปลุกจริงนะ ท่านห้ามอุ้มข้าขึ้นด้วย ข้าโตแล้ว ตัวหนักจะตาย ท่านอุ้มไม่ไหวหรอก’ จินเพียงแค่ยิ้มบางกับคำสั่งนั้น เพราะรู้ดีว่าหากคาซึยะหลับจริง เขาก็คงไม่มีใจจะปลุกเจ้าตัวน้อยหรอก เห็นหลับสบายแล้วไม่อยากรบกวน ที่สำคัญ คาซึยะสำหรับเขายังไม่โตสักหน่อย ซ้ำยังไม่หนักด้วย ต่อให้อุ้มพาเดินกลับจากตรงนี้เข้าไปที่วังหลวง หากจำเป็น เขาก็คิดว่าตัวเองทำได้
เสียงแจ้วๆเงียบหายไป ก่อนที่จินจะก้มลงมอง ถึงได้เห็นว่าเด็กในอ้อมแขนหลับไปแล้ว เขาจึงจัดท่าให้เอียงศีรษะลงพิงกับอกเขาเสีย เพื่อไม่ให้เมื่อยเคล็ดยามตื่น รออยู่พักหนึ่ง รถม้าก็กลับมารับพวกเขา และเป็นอีกครั้ง ที่จินอุ้มเด็กน้อยในอ้อมแขนขึ้นรถม้าอย่างไม่มีทีท่าลำบากเลยแม้แต่น้อย
ต่อให้ต้องทำอะไรมากกว่านี้ จินก็เชื่อว่าตัวเองจะทำได้ ถ้าสิ่งที่ทำนั้น มีไว้เพื่อคาซึยะ
เด็กตัวน้อยเจ้าของรอยยิ้มสดใสที่วนเวียนอยู่ในใจเขามานานแสนนาน
…………………………….
เรือด่วนจากคุโรคาวะใช้เวลาเดินทางเพียงไม่นาน ก็กลับมาถึงท่าเรือทาคิซาวะ แม้จะวุ่นวายเล็กน้อย เพราะองค์ชายรัชทายาทต้องเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์เป็นการด่วน เนื่องจากทิ้งรัฐกิจไปถึงหนึ่งเดือน ทำให้งานสุมจนกรมกลาโหมไม่อาจดำเนินได้ ดังนั้น ทันทีที่กลับมา องครักษ์ทั้งสอง นักแปลเอกสารอีกหนึ่ง และองค์ชายเจ้ากรมต้องรีบเข้าตำหนัก เพื่อจัดการงานให้ด่วนที่สุด
“เอกสารนี้แปลเรียบร้อยแล้วเพคะ” ร่างโปร่งลุกขึ้นหยิบเอกสารไปวางไว้บนโต๊ะทรงงาน ในขณะที่ องครักษ์นากามารุ และอาคานิชิ จิน ต่างอ่านเอกสารอยู่ที่โต๊ะของตนอย่างเคร่งเครียด
“ขอบใจมากคาซึยะ น้องพักผ่อนเถอะ ตั้งแต่กลับมา นี่ก็ร่วมเดือนแล้วที่เจ้าไม่ได้พักผ่อนเลย” เกือบสิบห้าวันเห็นจะได้ นับตั้งแต่กลับมา และไม่มีใครได้พักผ่อนจริงจังเลย เพราะต่างต้องเร่งงานจนแม้แต่เรือนยังไม่ได้กลับ ซ้ำข้าวปลาอาหารก็ทานไม่ตรงเวลาเสียด้วยซ้ำ เก้าอี้ยาวบุนวมหนึ่งเดียวที่มีในห้อง เป็นที่พักผ่อนแบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว กลายเป็นที่นอนของคาซึยะเพียงผู้เดียว เพราะถึงแม้จะมีเอกสารมากมายให้แปล แต่ทั้งอย่างนั้นก็นับได้ว่างานยังน้อยกว่าบุรุษทั้งสามคน
“เจ้าพี่ต่างหากที่ไม่ได้พักผ่อน นี่บ่ายมากแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปเรียกนางกำนัลให้ตั้งโต๊ะนะเพคะ เจ้าพี่ยังไม่ได้เสวยอะไรเลยตั้งแต่เช้า” คาซึยะไม่อยู่รอการปฏิเสธใดๆก็วิ่งออกจากห้องไปบอกกล่าวกับนางกำนัลหน้าห้อง ให้เตรียมจัดโต๊ะในห้องทรงงานเสียเลย ซึ่งมันเป็นแบบนี้ นับตั้งแต่ที่กลับมาจากตะวันตก ห้องทรงงานก็กลายเป็นทั้งห้องอาหาร และห้องพักผ่อนไปในคราวเดียว
ร่างโปร่งกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจเบา เมื่อพบว่าบุรุษทั้งสามยังวุ่นอยู่กับงานของตนอย่างไม่มีใครคิดแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาแม้แต่น้อย จนคาซึยะได้แต่ไปทรุดตัวนั่งรอที่เก้าอี้บุนวมตัวยาวมุมห้อง เพียงครู่เดียว นางกำนัลก็เข้ามาแจ้งการจัดโต๊ะ ก่อนจะยกขบวนพร้อมสำรับอาหารเข้ามา คาซึยะเป็นคนดูแลความเรียบร้อย เพราะไม่มีใครว่างพอ จนบางครั้ง ก็อดคิดว่า ถ้าไม่มีตน คงไม่มีใครได้ทานอาหารเป็นแน่
“วันนี้เป็นอาหารตำรับตะวันออกไกลนะเจ้าคะ” หัวหน้านางกำนัลเข้ามาบอก คาซึยะได้แต่พยักหน้ารับ แต่ทันทีที่นางกำนัลยกสำรับอาหารเข้ามา กลิ่นที่เข้าจมูกกลับทำให้รู้สึกคลื่นไส้จนแทบอยากอาเจียน
“อ๊ะ!” สองมือรีบยกขึ้นปิดปาก หากแต่กลิ่นที่ยังติดจมูกกลับฉุนหนักจนทนแทบไม่ไหว เป็นเหตุให้ต้องรีบวิ่งออกจากห้องเพื่ออาเจียนในสิ่งที่ตีรวนขึ้นมา
“คาซึยะ!” เสียงตะโกนไล่หลังด้วยความตกใจ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะถูกคว้าเอาไว้ คาซึยะพะอืดพะอมจนแทบจะทนไม่ไหว หากแต่สายตาคมของอาคานิชิ จินที่ทอดมองกลับห่วงใยจนร่างแทบทรุด
“เป็นอะไรไป?” ฝ่ามือหนาลูบไล้ไปตามใบหน้าอย่างห่วงหา
“เหม็น…”
“เหม็น? เหม็นอะไร อาหารหรือ?” คาซึยะพยักหน้าเล็กน้อย มองไปยังประตูห้องทรงงานอย่างนึกขยาดกับกลิ่นอาหารที่อบอวลอยู่ภายใน
“คาซึยะ น้องเป็นอะไร” ประตูเปิดออก พร้อมกับองค์ชายรัชทายาทและองครักษ์นากามารุพากันออกมาถามไถ่ด้วยความห่วงใย
“ในห้องมันเหม็นอาหาร ข้าอยากอาเจียน” คำบอกกล่าวของร่างโปร่ง ทำเอาองค์ชายหนุ่มมีรับสั่งเสียงเฉียบขาดกับนายทหารเฝ้าประตู
“ไปตามแพทย์หลวงมาเดี๋ยวนี้! ยูอิจิ เข้าไปบอกให้นางกำนัลข้างในเก็บสำรับอาหารเสีย แล้วเปิดหน้าต่างด้วย จิน พาคาซึยะไปที่ระเบียงก่อน อากาศโปร่ง อาจช่วยให้ดีขึ้น”
และหลังจากนั้น ก็เกิดความวุ่นวายในกรมกลาโหมอย่างใหญ่หลวง ไม่ใช่เพราะงานที่สุมไว้ตลอดหนึ่งเดือน หากแต่เป็นเพราะอาการผิดปกติของคาซึยะ ธิดาบุญธรรมในองค์กษัตริย์ ซึ่งภายหลัง ได้รับคำยืนยันจากแพทย์หลวงว่า
“ตั้งครรภ์พระเจ้าค่ะ!!!”
………………..
อ่า ขอโทษมากๆค่ะ ที่มาต่อไม่ตรงเวลา ขอโทษจริงๆ เพราะมันติดอะไรหลายเรื่อง แล้วพอเปิดเทอมก็ปรากฏว่าลงทะเบียนเรียนไม่เรียบร้อย มีตัวนึงที่จำเป็นต้องเรียนแต่ลงไม่ได้ เลยวิ่งทั้งสัปดาห์เลยค่ะ T____T
เอาเป็นว่าตอนหน้า ไม่น่าจะเลทกว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว เพราะทุกอย่างต้องเคลียร์ให้เสร็จในสัปดาห์หน้า สำหรับสัปดาห์นี้และสัปดาห์ที่แล้ว ขอโทษมากๆเลยค่ะ
