2009.08.14
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก บทที่ 1
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 1
วันที่ท่านผู้หญิง คาเมนาชิ มามิ ให้กำเนิดบุตรคนสุดท้องนั้น ว่ากันว่า นอกจากแพทย์ทำคลอดจะส่ายหน้าแล้ว โหรหลวงประจำราชสำนักก็ยังถอนหายใจเฮือก
“เป็นร่างกายที่แปลกประหลาด” นั่นคือคำบอกเล่าอย่างหนักอกของแพทย์วัยชราจากแพทยสภาแห่งพระราชฐานชั้นใน
“ท่าทางจะไม่ไหว” ส่วนนี่คือคำทำนายของโหรหลวงประจำราชสำนักที่มีสีหน้าย่ำแย่เต็มทน
ท่านผู้หญิงมามิเป็นพระน้องนางในองค์จักรพรรดิ หากเมื่ออภิเษกไปกับนายทหารหนุ่มสามัญชน ตำแหน่งทางสายโลหิตจึงเหลือติดกายแค่ ‘ท่านผู้หญิง’ เพียงเท่านั้น ทว่า แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ยังได้รับพระกรุณาจากพระเชษฐาผู้ดำรงองค์เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรแห่งนี้เสมอมา แม้ในยามให้กำเนิดบุตร องค์กษัตริย์ยังมีรับสั่งให้คนจากตำหนักในมาดูแลพระขนิษฐาถึงเรือนคาเมนาชิที่เขตพระราชฐานชั้นนอก
“หลานข้าเป็นอย่างไรหรือ ท่านหมอ” แม่ของเด็กทารกน้อยในอุ้งพระกรขององค์รานียังคงพักฟื้นอยู่ในห้องด้านใน ในขณะที่ผู้อื่นเคลื่อนย้ายมาปรึกษาถึงความเป็นไป ที่นำไปสู่ความหนักใจของโหรหลวงและแพทย์ชราที่ห้องถัดไป ซึ่งปิดเงียบและมีเพียงแค่ องค์กษัตริย์กับมเหสีคู่พระทัย และโหรหลวงกับแพทย์ทำคลอดเท่านั้น
“ชีพจรเต้นแปลกพระเจ้าค่ะ” แพทย์หลวงถวายความจริงด้วยใบหน้าคร่ำเคร่งยิ่ง
“แล้วจะมีผลอย่างไรมากหรือไม่” องค์กษัตริย์ตรัสถามด้วยความห่วงใย
“ขอเดชะ ข้าด้อยความรู้ ความสามารถ” วรกายสูงสง่าของบุรุษผู้อยู่เหนือประชาชนทั้งปวงในใต้หล้าถึงกับทรุดกายลงนั่งด้วยพระทัยที่หายไปกว่าครึ่ง ก้มพักตร์ทอดพระเนตรดวงหน้าจิ้มลิ้มที่ล้อมรอบด้วยห่อผ้าขาวสะอาดในหัตถ์ของมเหสีแล้ว ก็ยิ่งสงสารนัก
เห็นหน้าแล้วนึกเอ็นดู อะไรไม่รู้ที่ดลพระทัยให้ทรงนึกรักเด็กน้อยวัยแรกเกิดคนนี้ ทั้งๆที่เป็นเพียงนัดดา เป็นเพียงแค่บุตรของขนิษฐา
“แล้วท่านล่ะ โหรหลวง หลานเราเป็นอย่างไร” องค์รานีตรัสถามด้วยความร้อนพระทัยไม่แพ้กัน ปลายนิ้วเขี่ยแก้มนิ่มใสของหลานในอ้อมกรด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“ควรเป็นหญิงพระเจ้าค่ะ” คำถวาย ทำเอาคนฟังทั้งปวงพลันเงยพักตร์ทันควัน
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ไหนท่านบอกว่าเป็นชาย…” องค์กษัตริย์ตรัส พลางหันพักตร์มายังแพทย์ผู้ทำคลอดหลาน ‘ชาย’
คนตอบคำถาม ไม่ใช่แพทย์หลวง แต่เป็นโหรประจำราชสำนักที่ยอบกายต่ำยิ่งกว่าเดิม
“ร่างกายเป็นชาย แต่ตามพื้นดวงแล้ว ยากนักที่จะเป็นชาย แม้นิสัยจะห้าวหาญ แต่ไม่อาจสมรสกับสตรีได้พระเจ้าค่ะ”
“เจ้าจะให้หลานเราแต่งกับชายด้วยกันอย่างนั้นรึ!!” สุรเสียงดังยิ่งกว่าเดิมด้วยอารมณ์อันขุ่นมัว จนมเหสีต้องแตะท่อนกรแกร่งขององค์กษัตริย์เอาไว้ เพื่อปรามพระทัยอันร้อนแรงนั่น แม้ในยุคสมัยนี้ ชายกับชายล้วนครองคู่กันอย่างเอิกเกริก แต่องค์กษัตริย์ก็คาดหวังที่จะได้เห็น ‘ทายาท’ จากลูกหลานทุกคนของพระองค์
“เป็นลิขิตของสวรรค์พระเจ้าค่ะ ทารกน้อยจะมีชีวิตเยี่ยงสตรีแห่งราชสำนัก เพื่อพบคู่แท้ และสืบสกุลต่อไปในอนาคต”
“สืบสกุล? เจ้าก็เห็นว่าหลานเราเป็นชาย แล้วยังไม่อาจมีภรรยาได้ ถ้าอย่างนั้น จะสืบสกุลได้อย่างไรกัน” องค์กษัตริย์ขมวดพระขนงด้วยความสับสน แล้วเช่นนี้ จะบอกพระขนิษฐาได้อย่างไร ไหนจะท่านนายพลคาเมนาชิที่จำเป็นต้องจากเมืองหลวงเพื่อราชการทหารอีกเล่า
“สืบสกุลได้พระเจ้าค่ะ! ท่านหญิง ‘คาเมนาชิ คาซึยะ’ จะสืบสกุลกับบุรุษแห่งราชสำนัก แล้วมีบุตรธิดาเป็นเกียรติแก่แผ่นดินสืบไปเป็นร้อย เป็นพันปี!”
… ‘ท่านหญิงคาเมนาชิ คาซึยะ’ หรือ? นี่หมายความว่าหลานชายในอ้อมพระหัตถ์ ณ ขณะนี้ จะต้องกลายเป็นท่านหญิงอย่างนั้นหรือ
“แล้วถ้าเราจะเลี้ยงหลานอย่างชายชาตรี” พระองค์ยังทรงดื้อเพ่ง
“หามิได้พระเจ้าค่ะ หากเป็นเช่นนั้น สวรรค์จะขอคืน และบุรุษแห่งราชสำนักจะต้องครองโสดไปชั่วชีวิต” เป็นอันว่า หากพระองค์ไม่ปรารถนาจะคืน ‘หลาน’ ให้สวรรค์ เด็กคนนี้จะต้องเป็นหญิง
“แล้ว… จะให้หลานเราเป็นสตรี แต่ใช้ชื่อผู้ชายอย่าง ‘คาซึยะ’ น่ะหรือ”
“พระเจ้าค่ะ เป็นชื่อที่ดวงวิญญาณของทารกน้อยใช้เมื่อชาติที่แล้วพระเจ้าค่ะ”
นอกจากจะต้องเลี้ยงดูอย่างสตรีแล้ว ยังต้องใช้ชื่ออย่างบุรุษ โอ… แล้วนี่พระองค์จะอธิบายให้พ่อและแม่ของเด็กฟังได้อย่างไร ว่าบุตรชายคนเล็กของครอบครัวคาเมนาชิ จะต้องเติบโตเพื่อครองรักกับ ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ และมีลูกหลานสืบสกุลต่อไปในอนาคต
………………
‘ไม่เพคะ!! เจ้าพี่!! ลูกของน้อง น้องเลี้ยงดูได้เอง ไม่จำเป็นต้องฟังคำชี้แนะทำนองลิขิตสวรรค์อะไรนั่น!! ลิขิตอยู่ที่มือคนเพคะ! ไม่ใช่อยู่ที่สวรรค์’
พระขนิษฐา ท่านผู้หญิงมามิแผดเสียงลั่นทันทีที่ได้ฟังคำอธิบายจากพระเชษฐา องค์กษัตริย์ถึงกับถอนปัสสาสะด้วยรู้แน่ชัดว่าน้องน้อยของพระองค์นั้นแสนดื้อเพียงไร นอกจากยอมตั้งชื่อตามคำทำนายของโหรหลวงแล้ว อย่างอื่นท่านผู้หญิงมามิก็ไม่ใคร่จะสนใจรับฟังคำทำนายใดๆอีก
แต่แม้จะตั้งปณิธานมั่นถึงเพียงนั้น ว่าจะเลี้ยงบุตรคนเล็กเยี่ยงบุรุษ หากแต่เพียงแค่ขวบปีแรกของการเลี้ยงดูอย่างชาย กลับทำให้ ‘คุณชายเล็ก’ ป่วยกระเซาะกระแซะรักษาไม่หายขาด อีกทั้งแพทย์หลวงจากแพทยสภายังย้ำคำเดิมว่า ‘ชีพจรเต้นแปลกมากขึ้นพระเจ้าค่ะ’
นั่นยิ่งทำให้คุณผู้หญิงมามิร้อนรน และสุดท้ายก็จำเป็นต้องทำตามลิขิตสวรรค์ คือการเลี้ยงดูอย่างสตรี และยกให้เป็นพระธิดาบุญธรรมในองค์กษัตริย์ เมื่อเด็กน้อยอายุได้สองปีครึ่ง ทั้งที่ร่างกายยังเป้นเด็กชาย ซึ่งในยามนั้น องค์กษัตริย์ก็เริ่มเฟ้นหาแวว ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ จากบุตรขุนนางนายทหารที่เข้ามาเล่าเรียนในโรงเรียนหลวง เพื่อจะครองคู่หลานน้อยบุญธรรมต่อไปในอนาคต แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีเด็กชายผู้ใดที่เข้าสายเนตรของพระองค์ เป็นเหตุให้องค์กษัตริย์ต้องมาปรับทุกข์กับองค์รานี ชายาคู่ใจอยู่เนืองๆ และนั่น ทำให้องค์รานีเองก็อดไม่ได้ที่เย้าแหย่สวามี
‘โอรสธิดาของพระองค์ตั้งมากมาย ไม่เห็นใส่พระทัยจะตามหาคู่แท้ให้เช่นนี้เลย คาซึยะช่างเป็นเด็กที่โชคดีนัก’ แต่แม้จะตรัสแบบนั้น องค์รานีเองก็ทั้งรักทั้งหลงคาซึยะยิ่งนัก เพราะโชคชะตาอันโหดร้ายที่เกิดมาเป็นชาย แต่ไม่อาจเป็นชาย ซ้ำองค์เองยังประสูติโอรสมาห้าพระองค์แล้ว ทุกวันต้องคอยเอ็นดูธิดาของสนมอื่น เมื่อมีธิดาบุญธรรมอย่างคาซึยะที่น่ารักนับวันนับคืน พระองค์จึงหลงรักไม่ต่างจากธิดาแท้ๆ
ทว่า… โชคชะตาร้ายกาจของ ‘คาเมนาชิ คาซึยะ’ ถึงขีดสุดในขวบปีที่เจ็ด เมื่อร่างกายอย่างเด็กชายเปลี่ยนแปลงเป็นเด็กหญิงในคืนเดือนดับ พาเอาทั้งหมอหลวงคนสนิท และโหรหลวงผู้สงบปากสงบคำถูกเรียกใช้กลางดึก เพื่อตรวจร่างกายและตรวจดวงชะตา
“ร่างกายไม่มีส่วนใดผิดปกติพระเจ้าค่ะ แม้แต่ชีพจรก็กลับเต้นดังคนปกติทั่วไป” แพทย์หลวงถวายรายงาน พร้อมให้ยาฟื้นกำลังและบำรุงร่างกายอีกอย่างละถ้วย แก่พี่เลี้ยงของเด็กชายที่เปลี่ยนผันกลายเป็นร่างกายของเด็กหญิง
“องค์หญิงน้อยจะต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนกว่าจะมีบุตรธิดารวมสี่คนกับบุรุษผู้เป็นคู่แท้พระเจ้าค่ะ สิบห้าวันเป็นหญิง สิบห้าวันเป็นชาย เริ่มตั้งแต่คืนเดือนดับ ไปจนถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง” คำถวายของโหรหลวงพาเอาองค์กษัตริย์และมเหสีคู่พระทัยที่รับฟัง นิ่งอึ้ง ในขณะที่บิดามารดาของเด็กน้อยนั้น กำลังปลอบขวัญคาซึยะอยู่ภายในห้อง
คาซึยะไม่ใช่เด็กแล้ว อายุได้เจ็ดปีจึงเรียนรู้ว่าร่างกายแบบใดที่เป็นมาตลอด และแบบใดที่ไม่ใช่ แม้ภายนอกจะถูกเลี้ยงดูเยี่ยงธิดา แต่ความซุกซนและอุปนิสัยก็เป็นชายตามร่างกายที่ปกปิด
“ไม่มีทางแก้เลยหรือ” องค์รานีตรัสถามเสียงอ่อนระโหยด้วยว่าสงสารนัก
“ไม่มีพระเจ้าค่ะ ต้องรอจนกว่าจะสมรสกับบุรุษแห่งราชสำนัก และให้กำเนิดบุตรธิดาเพียงเท่านั้น ดวงชะตาจึงจะกลับกลายเป็นปกติ” แล้วอย่างนั้น บุรุษผู้นั้นจะรับได้หรอกหรือ องค์กษัตริย์ได้แต่ขบโอษฐ์อย่างหนักพระทัย แต่ก็ช่างเถอะ หากบุรุษใดรับไม่ได้ องค์ก็จะทรงเลี้ยงดูหลานรักขององค์เอง
“ปกติคือแบบใด ชายหรือหญิง”
“ขอพระราชทานอภัย กระหม่อมด้อยนัก ถึงมิอาจล่วงรู้ความต้องการของสรวงสวรรค์” เป็นว่านอกจากจะเป็นทั้งชายและหญิงจนกว่าจะสมรสแล้ว หลังจากมีบุตรและธิดาสี่คน ก็ยังไม่อาจคาดเดาได้ ว่าจะกลับมาเป็นชายหรือหญิง
“แต่กระหม่อมได้ข่าวว่าเกาะทางใต้มียาโบราณเปลี่ยนเพศได้ กระหม่อมพยายามศึกษา แต่เกรงจะเป็นอันตราย…” หมอหลวงเสนอหนทาง แต่ผู้ฟังส่ายพักตร์ไปมาอย่างไม่เห็นด้วย
“เรากลัวหลานเจ็บ” องค์รานีกลัวเสียงร้องไห้และน้ำตาธิดาบุญธรรมยิ่งนัก และก็เชื่อว่าสวามีของพระองค์ก็กังวลในความเจ็บปวดของคาซึยะเช่นกัน
“ไปเถอะ เจ้าสองคนไปพักผ่อนเสีย คืนนี้คงไม่มีอะไรอีกแล้ว แล้วอย่าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป”
“พระองค์อย่าทรงกังวลพระเจ้าค่ะ”
“หมอหลวง อย่าลืมงานที่เราสั่ง” องค์กษัตริย์หันมาย้ำกับชายชราร่างท้วมอีกรอบ ฝ่ายนั้นยอบกายต่ำและรับคำหนักแน่น
แม้งานที่พระองค์มีโองการจะไม่ร้ายแรง แต่ก็จำเป็น การวางยาสลายความทรงจำสาวใช้ที่รู้เห็นเรื่องขององค์หญิงในค่ำคืนวิปลาสนี้ พอจะช่วยให้ความลับไม่อาจแพร่งพรายออกไป แม้สรรพคุณของยาจะไม่ถึงชีวิต แต่พวกนางจะไม่อาจจดจำอะไรได้ในรอบวันที่ผ่านมา
นั่นคือตำรับยาชั้นสูงของราชสำนักแห่งอาณาจักรทาคิซาวะ!!
………………….
ร่างกายขององค์หญิงน้อยคาซึยะผันเปลี่ยนตามจำนวนวันดังเช่นที่โหรหลวงได้ทูลถวายไว้เบื้องต้น แต่แม้จะมีร่างกายเช่นใด องค์หญิงน้อยกลับซุกซนไม่ต่างจากเด็กชาย จนสนิทสนมกับองค์ชายรัชทายาทเสียจนองค์กษัตริย์จะพระราชฐานตำแหน่งพระขนิษฐาในพระโอรสให้อยู่รอมร่อ
“จะส่งคาซึยะไปเรียนต่างแดนหรือ” กลายเป็นว่า เมื่อเป็นเรื่องขององค์หญิงจอมซนแห่งราชสำนัก ทั้งบิดามารดาบังเกิดเกล้า และบิดามารดาบุญธรรมต้องหันเข้ามาปรึกษากันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“พระเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าคาซึยะอาภัพเรื่องร่างกาย อย่างน้อยก็อยากให้มีความรู้ความสามารถเข้าไว้…” ท่านนายพลคาเมนาชิ ทาคุโระให้คำตอบ
“ก็ดีนะเพคะเจ้าพี่ คาซึยะอยู่ที่วังก็ซุกซนเสียจนจะรู้ไปเสียทุกอย่าง ให้ไปแสวงความรู้ใหม่ๆที่ต่างแดนเสียบ้าง เราได้ยินมาเหมือนกัน ว่าต่างแดนแถบตะวันตกของแผ่นดินมีความรู้แบบแปลกๆที่ทางเราไม่มี” องค์รานีเห็นดีเห็นงามด้วย จนพาลให้องค์กษัตริย์ที่แม้จะนึกห่วงและหวง ยังอดจะคล้อยตามไม่ได้
“แต่… แล้วจะไปอยู่อย่างไรคนเดียว ส่งทหารสักกองพันไปด้วยดีมั้ย หรือจะสร้างวังใหม่ที่นั่นเลย เราจะได้ให้คนส่งสาสน์ไปเจรจา”
“เจ้าพี่ ลูกของน้องไม่ใช่รัชทายาทนะเพคะ ถึงต้องมีทหารเป็นกองพันติดตาม แล้วก็ไม่ต้องสร้างวังใหม่ด้วยเพคะ น้องตัดสินใจจะให้ลูกเข้าโรงเรียนประจำที่นั่น โรงเรียนประจำคือโรงเรียนที่มีเรือนนอนอยู่ในอาณาเขตโรงเรียนเพคะ ทุกอย่างจะอยู่ในสายตาครู” ท่านผู้หญิงมามิอธิบาย เมื่อองค์กษัตริย์ไม่เข้าพระทัยคำว่า ‘โรงเรียนประจำ’ ซึ่งยังไม่แพร่หลายในอาณาจักรทาคิซาวะแห่งนี้
“น้องกับท่านนายพลตั้งใจว่าจะเดินทางไปดูโรงเรียนของคาซึยะก่อน แล้วค่อยส่งลูกไป”
“อย่างนั้นก็ได้ เจ้าจะไปเมื่อไร พี่จะไปด้วย ดีเหมือนกัน คาซึยะโตขึ้นทุกวัน ชักจะรู้ทันพี่มากขึ้นทุกที หาว่าพี่ชอบเฟ้นหาคู่ให้เขานัก คาซึยะไม่อยู่ พี่จะเฟ้นหาให้สะดวกเชียว ไม่อย่างนั้นล่ะจะมาคอยขัดพี่เรื่อย” องค์กษัตริย์กระหยิ่ม ให้องค์รานีต้องตีท่อนพระกรเพี๊ยะ
“พระองค์ไปดูโรงเรียนกับท่านหญิงน้อง แล้วใครจะบริหารราชการแผ่นดินเพคะ” ความจริงที่ว่าบ้านเมืองต้องได้รับการเหลียวแลอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้องค์กษัตริย์ทุกข์ใจขึ้นมาทันที ในขณะที่ชายาอมยิ้มกับความน่ารักของพระสวามี ได้แต่ลูบท่อนพระกรที่องค์เองตีลงไปเมื่อครู่ คล้ายจะปลอบประโลม
“ไม่เป็นไรเพคะ พระองค์ต้องบริหารรัฐกิจ แต่หม่อมฉันไม่ต้อง เพราะฉะนั้น เดี๋ยวหม่อมฉันจะตามท่านหญิงน้องและท่านนายพลไปเอง พอถึงวันเข้าเรียน หม่อมฉันก็จะตามไปส่งหลานอีกรอบ พระองค์จะได้ไม่ต้องทรงห่วง” แล้วองค์รานีก็สรวลเบาๆถูกพระทัยนัก กับสายพระเนตรขององค์กษัตริย์ที่ไม่ใช่แค่ห่วงและหวงหลาน แต่กลับอิจฉาเสียมากกว่า
…………………..
ฤดูกาลถัดมา องค์หญิงน้อยคาซึยะก็เดินทางออกจากเมืองเพื่อไปเรียนต่อในต่างแดน การเลี้ยงส่งเป็นไปอย่างเรียบง่าย เพราะไม่อยากให้การเดินทางไกลของคาซึยะกลับกลายเป็นเป้าล่อสายตากลุ่มกองโจรตามรอยต่ออาณาจักร แต่หากเหตุการณ์เป็นไปเช่นนั้นจริง หน่วยองครักษ์จากวังหลวงได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดการขั้นเด็ดขาดอย่างไม่ต้องไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น
การเรียนในโรงเรียนประจำนั้น ทำให้คาซึยะเติบโตขึ้นมาอย่างสตรีสามัญชนในโลกตะวันตกของแผ่นดิน ปิดเทอมบางครั้งก็ไม่ได้กลับอาณาจักร เพราะติดเที่ยวไปเสียทุกหัวเมือง จะมีก็แต่จดหมายทุกๆสองสัปดาห์ถึงบิดามารดาและเสด็จพ่อเสด็จแม่ที่นำความปิติยินดีมาสู่ราชสำนัก
ฤดูกาลผันเปลี่ยนจนสุดท้ายแล้ว คาเมนาชิ คาซึยะก็สำเร็จหลักสูตรด้วยวัยเพียงสิบเจ็ดปีเต็ม ก่อนหน้าเพื่อนร่วมรุ่นไปราวสองปี เพราะความคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน คิดถึงแผ่นดินมาตุภูมิ จึงทำให้โหมเรียนอย่างหนัก เพื่อจบในเร็ววัน และวันนั้นก็มาถึงแล้ว
ร่างบอบบางผู้ถูกสอนให้พึ่งพาตัวเองจากการบ่มเพาะของโรงเรียนประจำ จัดการหารถม้าเทียมเกวียนและเรือสำเภาขนส่งนักเดินทาง จนสุดท้ายก็มาเหยียบบนท่าเรือของอาณาจักรทาคิซาวะ ที่ไม่ได้กลับมาเกือบสามปีเศษ
ผู้คนจ้อกแจ้กจอแจ ทั้งพ่อค้า แม่ค้า กรรมกร ไหนจะลูกเรือขนสินค้า และลูกค้าหลากฐานะทั้งหลายอีกเล่า ท่าเรือใหญ่ซึ่งเป็นจุดรวมสินค้าจากต่างเมืองยังคงครึกครื้นไม่ต่างจากเมื่อสมัยยังเด็กที่แอบหนีออกมาเที่ยวกับเจ้าพี่บ่อยๆ
เมื่อคิดถึงเจ้าพี่ เรียวปากบางก็ขยับแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้ส่งจดหมายกลับมาสามสัปดาห์กว่าแล้ว ป่านนี้ราชสำนักสุดหวงจะไม่ลุกเป็นไฟแล้วหรือนี่
ร่างบอบบางใต้เนื้อผ้าที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีต แสดงความห้าวหาญไม่สมกุลสตรีด้วยการยกลังไม้ใบไม่ใหญ่นักซึ่งอุดมไปด้วยของฝากนานาชนิดไปติดต่อรถเทียมม้าให้คนทั้งท่าเรือต้องหันมอง ชายหนุ่มหลายคนขยับเข้าไปช่วยเหลือและแสดงน้ำใจ ทว่ากลับถูกบอกปัดและขอบคุณอย่างน่ารักด้วยใบหน้าหวานสวยที่ส่งรอยยิ้มปฏิเสธมาให้ เมื่อไม่สนใจความช่วยเหลือจากใครอีก คาซึยะก็ตรงดิ่งไปขึ้นรถม้าทันที
“ไปวังหลวง” ร่างบางบอกจุดหมายปลายทางแล้วตกลงราคาค่าเดินทางกับคนเทียมม้าเรียบร้อย จึงก้าวขาขึ้นรถม้าอย่างไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบุรุษใดมาประคองส่ง แล้วจากนั้นรถม้าผู้พาส่งสตรีผู้งดงามแต่มีอุปนิสัยแปลกประหลาดก็เคลื่อนตัวไปตามถนนโรยกรวด พร้อมกับเสียงฮัมเพลงอย่างมีความสุขจากผู้โดยสารในนั้น ที่ยังคงทำให้คนทั้งท่าเรืองุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
……………….
“เข้าไม่ได้! ทำไม!!” คาซึยะไม่ทันคิด และไม่ทันเอะใจเลยว่า อารมณ์ดีๆที่เป็นมาตั้งแต่ออกจากท่าเรือที่ดินแดนตะวันตกจะมาสะดุดเอาตอนจะกลับเข้าวังหลวง เมื่อทหารสองนายที่หน้าประตู ไม่ยอมให้ตนผู้รอนแรมมากับทะเลและเรือขนส่งนักท่องเที่ยวนับสิบๆวัน เข้าไปพบหน้าครอบครัวอันเป็นที่รัก
“แม่นางไม่มีใบอนุญาต” นายทหารคนซ้ายตอบ แม้สตรีตรงหน้าจะสวยสดงดงามจนน่าหลงใหล แต่ท่าทางเอาเรื่องและดวงตาวาวระยับเพราะความหงุดหงิดก็ทำเอาเอาหายเพ้อเสียทันควัน
“ตราอนุญาตแบบไหน ข้าเป็นพระธิดาขององค์จักรพรรดิไม่พอหรือ” ความจริงแล้วร่างบางไม่ได้ตั้งใจจะอวดตน แต่อารมณ์อันแสนขุ่นมัวที่ถูกห้ามปรามก็ชักจะทำให้ริมฝีปากบางบิดเบี้ยวมากขึ้นทุกที
“แม่นาง… พระธิดาบุญธรรมมีกำหนดจะกลับในอีกสองปีข้างหน้า โกหกเช่นนี้ จะโดนโทษมหันต์” นายทหารคนขวาบอกพร้อมรอยยิ้มขบขัน ให้คาซึยะยิ่งโมโหนัก ทำไมตอนท่านพ่อท่านแม่ องค์กษัตริย์ องค์รานีไปเยี่ยมเยียนเขาที่นู่น ถึงไม่พาเจ้านายทหารรักษาประตูวังสองคนนี้ไปด้วยนะ!!
ร่างโปร่งได้แต่คิดพาลกับตัวเอง แต่ในเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรดีขึ้น ซ้ำยังไม่ช่วยให้หาทางกลับเข้าวังได้ คาซึยะเลยต้องเม้มฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง แล้วตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดี ถึงจะได้เข้าไปพบหน้าครอบครัวที่ไม่ได้เจอกันมานาน
…หรือจะรอพลบค่ำกว่านี้ แล้วค่อยปีนรั้ววัง อ่า…เป็นวิธีการที่น่าสนใจกว่าการหาทางส่งจดหมายเข้าไปบอกคนข้างในเสียอีก เกิดมาทั้งที ได้ปีนรั้ววังพิสูจน์ความสูงบ้างก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นใช้ได้
ในขณะที่กำลังตัดสินใจจะรอให้เย็นย่ำกว่านี้ แล้วค่อยปีนกำแพงวังพาตนเองกลับเข้าไปในวังหลวงอีกครั้งนั้น รถม้าก็เคลื่อนตัวเข้ามาจอดส่งผู้โดยสารชายหนุ่มสองคน ให้นายทหารหน้าประตูต้องรีบทำความเคารพอย่างแข่งขัน
“มีอะไรกันหรือ แล้วแม่หญิง? มาทำอะไรแถวนี้” ชายหนุ่มหนึ่งในสองหันมาถามด้วยความสงสัย ยิ่งเห็นสัมภาระเล็กน้อยบนพื้นใกล้ตัวร่างเล็กบอบบาง ก็ยิ่งก่อเป็นปมขมวดที่ทำให้ต้องถามที่มาที่ไป ตามนิสัยใฝ่รู้ของนายทหารที่ดี
“ข้ามาเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์” แม้จะพยายามบอกตัวเองให้พูดดีเพียงไร แต่น้ำเสียงก็ยังแข็งห้วน เพราะความหงุดหงิดอยู่ดี
“เข้าเฝ้า? เจ้าต้องไปที่ประตูหน้า แล้ววันนี้ก็ไม่ใช่สัปดาห์ต้นเดือน องค์กษัตริย์ไม่อนุญาตให้เข้าเฝ้า” ชายคนเดิมพูดกลั้วหัวเราะเหมือนว่าเป็นเรื่องที่น่าขำขันนักหนา กับการที่คาซึยะจะมาขอเข้าเฝ้าวันนี้ ร่างบางยิ่งขมวดคิ้วหนักด้วยความไม่สบอารมณ์ รู้หรอกว่าที่นี่มีกฎเช่นไร องค์กษัตริย์จะออกว่าราชการด้วยพระองค์เองในสัปดาห์แรกของเดือนเพื่อไตร่สวนคดี จนชาวเมืองแซ่ซ้อง ถึงจะจากไปนาน แต่คาซึยะก็จำได้ไม่ลืม
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปทูลพระองค์ ว่าธิดาจากแดนไกลมาขอเข้าเฝ้า”
“ท่านองครักษ์อาคานิชิ แม่หญิงคนนี้บอกแต่ว่านางเป็นพระธิดา ข้าน้อยพยายามเตือนนางแล้ว” นายทหารเฝ้าประตูหันไปบอกความกับชายหนุ่มอีกคนที่ยืนเงียบมาตั้งแต่ต้น
“ถ้าไม่เชื่อ ท่านก็นำปิ่นปักผมนี้เข้าไปถวายองค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิ แล้วทูลพระองค์ว่า ‘เจ้าเด็กซน’ กลับมาแล้ว ข้าจะรอตรงนี้” คาซึยะดึงปิ่นปักผมที่ปักอยู่บนเรือนผม ส่งให้ชายหนุ่มร่างสูงที่ถูกเรียกว่าองครักษ์อาคานิชิ ทำให้ผมที่ยาวเคลียบ่าซึ่งถูกรวบไว้ตกลงมาล้อมกรอบใบหน้าเรียวยาว
“แต่เพื่อเป็นหลักประกันว่าท่านจะไม่นำปิ่นปักผมของข้าไปโยนทิ้ง ข้าจะขอหยกอันนี้ไว้ดูเล่นก่อนแล้วกัน” ไม่พูดเปล่า แต่อาศัยความไวของมือบอบบางกระตุกตราหยกข้างเอวจากชายหนุ่มคนแรกที่ยังยืนยิ้ม
หากเป็นปกติแล้ว องรักษ์ประจำราชสำนักคงจะไม่ยอมถูกหยามเกียรติด้วยการถูกฉกชิงข้าวของบนเนื้อตัวไปแบบที่ไม่อาจต่อกรได้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นเจ้าของใบหน้าหวานน่ารักแล้ว การปล่อยปละละเลยให้นางถึงเนื้อถึงตัวบ้าง หรือเอาข้าวของไปบ้าง องครักษ์นากามารุ ยูอิจิ จึงไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องร้ายแรงเท่าใดนัก
“เจ้า!!” นายทหารทำท่าน่ากลัวจะเข้ามาเอาเรื่อง แต่เสียงเฉียบขาดดังขึ้นเสียก่อน
“ไม่ต้อง” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกขานว่าองครักษ์อาคานิชิก้าวเข้ามายืนเคียงข้างเพื่อนร่วมอาชีพเจ้าของตราหยกที่ถูกสตรีมือไวฉวยไปดูเล่น เขาก้มลงมองปิ่นปักผมสีน้ำเงินลงมุกที่ประดับด้วยพลอยเม็ดเล็กเม็ดน้อยเรียงร้อยเป็นรูปมังกรพันรอบปิ่น
มังกร… ที่ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่เหมาะกับการเป็นเครื่องประดับของสตรี แต่ในยามนั้น ยามที่องครักษ์อาคานิชิเป็นเพียงเด็กชาย กลับช่วยองค์ชายรัชทายาทเลือกปิ่นปักผมลายมังกรเป็นของขวัญแด่องค์หญิงน้อยที่กำลังจะจากไกล
ชายหนุ่มเหลือบตามองร่างบอบบางที่เชิดเรียวปากบาง และสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง คิ้วแบบนี้ ดวงตาเรียววาววับรับกับจมูกรั้นอย่างนี้ กับริมฝีปากที่คอยแต่จะงอนทุกคนที่ขัดใจเช่นนี้ ไหนจะกริยาไม่สมหญิงเหล่านั้นอีก ทั้งท้าทายเอย มือไวเอย
นี่ล่ะ… สาเหตุที่ทำให้ยามนั้น อาคานิชิ จิน ถวายคำแนะนำให้องค์ชายรัชทายาทเลือกปิ่นปักผมลายมังกร มากกว่าปิ่นหงส์ ก็องค์หญิงน้อยออกจะห้าวหาญเช่นนั้น ไม่ต่างจากตอนนี้…
“เปิดประตู” ชายหนุ่มสั่ง ทั้งๆที่สายตายังจับจ้องใบหน้าเรียวยาวของร่างบอบบางที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาคืนปิ่นปักผมให้แก่เจ้าของ ก่อนจะค่อมกายต่ำ ให้เพื่อนรักต้องรีบทำตาม ตามประสาคนหัวไว ในขณะที่นายทหารรักษาประตูวังยังมองหน้ากันเลิกลั่ก
“เชิญเสด็จพระเจ้าค่ะ องค์หญิงคาซึยะ” และนั่น ก็ทำให้นายทหารผู้ไม่ฟังคำพูด ‘แม่หญิง’ ตั้งแต่แรก ถึงกับเข่าอ่อน รีบทรุดกายลงโขกหน้าผากกับพื้นพร่ำขออภัยโทษกันเป็นการใหญ่
……………………….
การกลับมาขององค์หญิงบุญธรรมกลายเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งวังหลวง เพราะความงดงามและความรู้ควบคู่มาจากตะวันตกนั้น นำความแปลกใจมาให้เหล่าเสนาอำมาตย์เป็นการใหญ่ นอกจากนั้นมารยาทที่ถูกอบรมมาอย่างไม่ขาดตกบกพร่องจากโรงเรียนประจำก็ช่วยส่งเสริมให้เหล่าภริยาขุนนางนายทหารทั้งหลายหลงรักกันหนักหนาจนวาดหวังจะได้มาเป็นสะใภ้ในตระกูลให้จงได้
เหนือสิ่งอื่นใด คือองค์กษัตริย์และองค์รานีที่ทั้งรักทั้งคิดถึง รับสั่งให้จัดงานเลี้ยงเสียใหญ่โต รวมถึงดุเล็กน้อยที่ร่างบางดั้นด้นกลับมาเพียงลำพัง
‘แล้วเข้าวังมาได้อย่างไร’ รับสั่งของรานี ทำเอาคาซึยะต้องบิดพลิ้วความจริงเล็กน้อย ว่าบังเอิญพบองครักษ์ทั้งสองพอดี เมื่อให้ดูปิ่นปักผมของพระราชทานจากองค์ชายรัชทายาท บุรุษทั้งสองจึงพาเข้ามา คำแก้ต่างให้แก่สองนายทหารรักษาประตู ทำเอาบริวารทั้งรักทั้งเทิดทูนองค์หญิงจากแดนไกลผู้นี้ขึ้นมาจับใจ
“นี่ห้องลูกหรือท่านแม่” เรือนคาเมนาชินั้น แม้จะไม่โอ่อ่าหรูหรา แต่ทั้งท่านผู้หญิงมามิและท่านนายพลก็ต่อเติมห้องพักผ่อนแยกต่างหากให้แก่บุตรคนเล็กเป็นสัดเป็นส่วน มีห้องน้ำภายใน ที่ท่านนายพลให้เหตุผลแก่คนอื่นๆว่า คาซึยะใช้ชีวิตสันโดษมาตลอดช่วงที่อยู่ในต่างแดน ดังนั้น จึงกลายเป็นความเคยชินที่ห้องส่วนตัวจะต้องมีพร้อมทั้งห้องน้ำและห้องอาบน้ำ
“ชอบไหม”
“ชอบ ขอบคุณท่านพ่อท่านแม่” แล้วคนเป็นลูกก็ก้มลงหอมแก้มบิดามารดาอย่างรักใคร่
“ชอบก็ดีแล้ว แต่อย่างไรก็ต้องไปค้างที่ตำหนักฮิคาริบ้าง องค์รานีจะน้อยพระทัยเอา” คนเป็นแม่สั่งความอีก
“พ่อได้ยินจากองค์ชายรัชทายาทว่าลูกจะไปทำงานที่กรมกลาโหมหรือ คาซึยะ”
“ข้าเคยขอพระองค์ไว้แล้ว ว่าถ้ากลับมา ก็อยากช่วยพระองค์ทำงาน ความรู้มีแต่ไม่ได้ใช้ มันก็สูญเปล่า ท่านพ่อให้ข้าทำนะ” มีหรือจะไม่ให้ โชคชะตาที่แสนอาภัพ ทำให้คาซึยะถูกเลี้ยงแบบที่ไม่มีใครกล้าขัดใจ แม้จะไปเรียนในต่างแดน แต่จดหมายก็ถูกส่งมาอ้อนขออย่างนั้นอย่างนี้ไม่มีขาด แต่เป็นที่น่าแปลก เพราะลูกคนนี้ขอแค่เรื่องเดียว คือเรื่องไปเที่ยว ส่วนเรื่องทรัพย์สมบัติหรือข้าวของอื่นใด ไม่เคยได้รับการปริปากจากลูกเลยแม้สักนิด
“พ่อไม่ว่าหรอก เจ้าทูลองค์กษัตริย์รึยัง” คนเป็นลูกยิ้มหวานแทนคำตอบ
“กับเสด็จพ่อ ต้องใช้เวลานิดหน่อย แต่ข้าทูลถวายเสด็จแม่แล้ว” คาซึยะเรียนรู้การเข้าหาคนตั้งแต่เด็ก หากเรื่องใดที่มีแนวโน้มว่าจะไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตจาก ‘เสด็จพ่อ’ แล้วล่ะก็ ต้องหาทางทูลกับ ‘เสด็จแม่’ เสียก่อน เพื่อให้พระองค์ช่วยอีกแรง
“ร้ายจริงเด็กคนนี้ แล้วเริ่มงานเมื่อไหร่” บิดาหัวเราะร่วน ลูบเส้นผมนิ่มของบุตรอย่างเอ็นดู
“ข้าจะทูลถามองค์ชายรัชทายาทอีกที พรุ่งนี้พระองค์จะเสด็จมา”
………………..
“เจ้านี่มันช่างเหลือเกิน รู้อะไรไหม ตอนที่จดหมายเจ้าล่าช้าไม่มาเสียทีน่ะ ราชสำนักแทบลุกเป็นไฟ ทำเอาขุนนางขยาดไม่กล้าสู้หน้าเสียสักคน ขนาดเสด็จแม่ยังตรัสเลยว่าอาการหนัก” คนฟังยิ้มบางกับคำเย้าขององค์ชายรัชทายาทที่วันนี้เสด็จมาเยี่ยมน้องถึงเรือนคาเมนาชิ
“เสด็จพ่อขี้กังวล” องค์ชายฮิเดอากิพยักพักตร์อย่างเห็นด้วย แต่จะไม่ให้ขี้กังวลก็ไม่ไหว ในเมื่อพระธิดาบุญธรรมออกจะแสนซนเสียเพียงนี้ มีอย่างที่ไหน เป็นสาวเป็นนางเดินทางรอนแรมพักค้างคืนในเรือขนส่งกับคนแปลกหน้ามาเกือบร่วมเดือนแบบนี้ หากองค์เป็นบิดาของคาซึยะ ก็คงปวดเศียรเช่นกัน
“โดยเฉพาะเรื่องของเจ้า เสด็จพ่อห่วงเสียยิ่งกว่าห่วงเรื่องงบคลังเสียอีก ช่วงที่เจ้าไม่อยู่ ไม่ว่าจะบุตรชายขุนนางคนไหน เสด็จพ่อเป็นต้องส่งคนออกเฝ้าพฤติกรรมเสียหมด ถึงขนาดร่างรายชื่อชายโสดแห่งราชสำนักอย่างลับๆเลยเชียว แล้วบางทีก็ยังเรียกพี่กับเสด็จแม่เข้าไปถามความเห็น ว่าใครเหมาะจะเป็น ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ เนื้อคู่ของเจ้า” องค์ชายรัชทายาทไม่มั่นพระทัยนัก ว่าทำไมพระบิดาถึงได้ห่วงใยธิดาบุญธรรมมากขนาดนี้ แต่อาจจะเป็นเพราะหน้าตาหวานสวยนี่เสียกระมั้ง
“แล้วพบรึยังล่ะเพคะ ข้าชักจะอยากเห็นเนื้อคู่ของตัวเอง” องค์ชายหนุ่มถอนปัสสาสะอย่างเหนื่อยอ่อน
“พูดจาห้าวหาญขอดูหน้าคู่หมายเช่นนี้ สมเป็นหญิงแล้วหรือคาซึยะ” พระองค์มัวแต่ตรัสบริภาษน้อง จนลืมเสียสนิทว่าข้ามคำถามของร่างบางไป
…พบรึยังล่ะ? ทำไมจะไม่พบ ในเมื่อพระบิดาหมายเนตรไปที่องครักษ์ของพระองค์ จะเหลือก็แต่ให้คาซึยะได้พบกับชายที่พระบิดาหมายตานั่น
“คงจะไม่สมหญิงตั้งแต่มานั่งกับเจ้าพี่แล้วล่ะเพคะ” ในสมัยนี้ แม้สตรีจะมีอิสระมากมายนัก แต่กุลสตรีชั้นสูงก็ยังคงยึดทำเนียมแบบดั้งเดิม นั่นคือการเป็นนางในเรือน และออกงานเท่าที่จำเป็น ไม่แก่นกะโหลกออกมานั่งท้าลมลิ้มลองขนมกับชายหนุ่มคนใดให้หมองราศีดรุณีแรกรุ่นไม่
“ช่างยอกย้อนเช่นนี้ สมควรให้ข้ารับเจ้าเข้าทำงานไหมล่ะนี่” เพียงแค่คำขู่เล็กน้อย ก็ทำเอาร่างบางขยับเข้ามาจับท่อนพระกรแข็งแกร่งอย่างเอาอกเอาใจ
“เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ ผิดคำได้หรือเพคะ” หากจะว่าเป็นคำเอาใจก็อาจจะไม่ใช่ องค์ชายรัชทายาทส่ายพระพักตร์ไปมา กับรอยยิ้มหวานของร่างบาง
“นึกว่าจะอ้อนเจ้าพี่คะ เจ้าพี่ขา รับน้องเข้าทำงานเถอะ… แต่นี่อะไร ขู่พี่เสียอีก”
“ทำเช่นนั้น สตรีทั้งวังหลวงคงค้อนข้าเป็นแน่ เพราะทำอ้อนได้น่าดูชมนัก” เยินยอตัวเองอย่างไม่มีสตรีใดทำ แต่คาซึยะก็ทำ และทำให้องค์ชายหนุ่มสรวลเสียด้วย
“จริงอย่างเจ้าว่า เอาเถอะ พี่จะยอมให้เจ้าทำงาน ไปช่วยแปลเอกสารแล้วกัน กรมกลาโหมมีพวกจดหมายจากต่างแดนมาบ่อย ปกติต้องส่งไปให้ท่านราชครูช่วยแปล แต่ท่านราชครูเองก็งานล้นมือ ไหนจะเอกสารของกรมคลัง ไหนจะกรมกลาโหม ส่วนพวกนักแปลคนอื่นๆก็ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ไม่รู้จบจากไหนมา แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้ พวกต่างแดนค้าขายกับเรามากขึ้น ท่านราชครูก็วิ่งวุ่นอยู่คนเดียว กรมไหนก็อยากให้ช่วยทั้งนั้น เพราะคนแปลเอกสารขาด”
ทั้งวังหลวง มีเพียงท่านราชครูซันโจเท่านั้นที่มีความรู้ในภาษาต่างถิ่นอย่างดีเยี่ยม ทำให้ไม่ว่ากระทรวงใดก็ล้วนเรียกหาท่านราชครูกันทั้งนั้น จนบัดนี้ ท่านราชครูยุ่งเสียจนไม่มีเวลาว่างจะเปิดสอนวิชาภาษาต่างแดนตามความตั้งใจ ซ้ำร้ายลูกขุนน้ำขุนนางชาววังทั้งหลายก็ไม่ชอบภาษาเหล่านี้เสียอีก เห็นบ่นว่ายากกว่าการจับดาบ หรือคิดคำนวณ
“แล้วเริ่มงานเมื่อไรเพคะ” คาซึยะถนัดงานด้านภาษาอยู่แล้ว เมื่อเรียนในต่างแดน ก็เลือกเรียนทางด้านนี้ ทำให้เจ้าตัวไม่ได้มีความรู้แค่เฉพาะภาษาประจำเมืองที่ตนไปอาศัยเท่านั้น แต่ภาษาของอาณาจักรโดยรอบ ร่างบางก็ศึกษาไว้เสียหมด
“พรุ่งนี้เลยก็ได้ แต่พี่คงไม่ได้อยู่ดูแล มีประชุมกับพวกนายทหารตั้งแต่เช้า ไว้จะฝากงานให้แล้วกัน” ตกลงนัดแนะเรื่องงานเรียบร้อยแล้ว องค์ชายรัชทายาทก็ชวนคุยต่ออีกพักใหญ่ ก่อนจะเสด็จกลับไปพร้อมนายทหารอารักขา ที่ไม่ใช่ทั้งสององครักษ์ผู้พาคาซึยะเข้ามาในวัง
และก็เป็นอีกครั้ง ที่บุรุษผู้ถูกหมายตาว่าจะเป็น ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ ยังคงถูกลืมเลือนไปจากใจของธิดาองค์น้อยผู้มีร่างกายแปลกประหลาด
ใช่! แม้จนกระทั่งวันนี้ คาเมนาชิ คาซึยะก็ยังจำไม่ได้ว่า องครักษ์อาคานิชิ คือเด็กชายร่างสูงผู้เงียบขรึมที่เคยตามเสด็จเจ้าพี่ของตนมาตั้งแต่วัยเยาว์
‘จิน!’
………………………..
คาเมนาชิ คาซึยะตระหนักอยู่เสมอ ว่าถึงแม้จะมีร่างกายที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ตนก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีสองมือ สองขาและหนึ่งสมองสั่งการตามที่เรียนรู้มาจากโลกตะวันตก เพราะฉะนั้นแล้ว การจะไปไหนมาไหนขององค์หญิงบุญธรรมจึงไม่จำเป็นต้องมีเกี้ยว ขบวนตามเสด็จ หรือคนติดตามใดๆ
อากาศยามเช้ากำลังเย็นสบาย น่าเดินออกกำลัง ทั้งระยะห่างระหว่างเรือนคาเมนาชิ กับตำหนักชิโรยูกิอันเป็นที่ตั้งของกรมกลาโหมก็ไม่ไกลจากกันมากนัก ฉะนั้น คาซึยะจึงเลือกวิธีเดินลัดเลาะไปตามทางริมสวนที่อุดมไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ เพื่อทบทวนความทรงจำในวัยเยาว์ ว่าก่อนที่จะจากไปเรียนต่อนั้น บริเวณแถบนี้มีภูมิทัศน์เป็นเช่นไร
ใช้เวลาไม่นาน คาซึยะก็มาถึงตำหนักชิโรยูกิ ผู้คนยังบางตา เพราะยังเช้ามากนัก เมื่อเทียบกับเวลาเข้างานแล้ว แต่ความบางตานั้น ก็ยังจับจ้องมาที่ร่างโปร่งกันเป็นสายตาเดียว และยิ่งเมื่อสตรีนางนั้นเดินขึ้นบันไดหรูหราที่ทอดตัวลงมาจากชั้นสอง เหล่าขุนนางผู้มีตำแหน่งในกรมกลาโหมต่างก็พากันนิ่งงัน ก็จะไม่ให้แปลกใจได้อย่างไร ในเมื่อแม้โลกจะเวียนผ่านเข้าสู่ยุคสมัยที่สตรีสามารถทำงานร่วมกับบุรุษ แต่กรมกลาโหมก็ไม่เคยมีผู้หญิงเข้ามายุ่มย่ามเช่นนี้ ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม ทว่าไม่ทันจะได้คัดค้านใดๆ ร่างบอบบางก็หายขึ้นไปยังชั้นบนเสียแล้ว
คาซึยะรับรู้ถึงสายตาที่มองมา แต่ไม่สนใจเสียอย่าง ทั้งยังตั้งหน้าตั้งตาเดินตรงไปยังห้องทำงานที่องค์ชายรัชทายาทรับสั่งเรื่องตำแหน่งไว้แล้ว และยังทรงย้ำหนักแน่นว่าให้มาเรียนรู้งานจาก ‘คนที่มาก่อน’
หลังจากการพูดคุยสองสามประโยคกับนายทหารหน้าประตูฉลุลายชดช้อย ก็ทำให้พอจะรู้บ้างว่า ‘คนที่มาก่อน’ นั้น มาทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ขยันขันแข็งเสียจนน่าใจหาย กลัวใจว่าทางกองคลังจะจ่ายเงินเดือนให้ไม่มากพอกับความพยายามของบุรุษผู้นั้น ร่างโปร่งอมยิ้มกับความคิดของตัวเอง ที่ออกจะแก่นไปเสียหน่อย สำหรับสตรีในรั้วในวัง
แต่จะสนอะไรกัน ถึงร่างกายจะเป็นหญิงหรือชาย แต่คาซึยะก็คือคาซึยะ
“องค์ชายฮิเดอากิให้ข้ามาช่วยงาน” ประตูห้องถูกเปิดออกด้วยมือของสองนายทหาร ให้ร่างโปร่งเดินเข้ามาแจ้งความจำนงกับชายหนุ่มที่เงยหน้าขึ้นมอง และทันทีที่จบประโยค อีกฝ่ายก็ทำเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย และก้มลงอ่านเอกสารบนโต๊ะต่อเช่นเดิม
คาซึยะหันซ้ายหันขวาอย่างไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี แม้จะไม่ได้อยากรับการต้อนรับอย่างพิธีรีตองมากนัก แต่ร่างบางก็ไม่คาดคิดว่าจะไม่มีอะไรเลยเช่นนี้ ไม่มีการบอกกล่าวว่าที่ใดคือที่ทำงาน ไม่มีการอธิบายว่าจะให้เริ่มงานจากตรงไหน ไม่มีอะไรสักอย่างเดียว
ร่างบางมองไปรอบห้อง แล้วเม้มปากเป็นเส้นตรง โต๊ะทำงานหลังใหญ่ที่สุดหันหน้าเข้าหาประตูคงจะเป็นโต๊ะทรงงานขององค์ชายรัชทายาท ขนาบซ้ายขวาด้วยโต๊ะขนาดไม่เล็กไปกว่ากันเสียเท่าไหร่ ที่โต๊ะหนึ่งมีเจ้าของนั่งทำงานอยู่แล้ว ส่วนอีกโต๊ะมีเอกสารกองสุม น่าจะเป็นขององครักษ์รวยอารมณ์ขำคนนั้น
“องค์ชายทรงมีรับสั่งให้ช่างจัดการโต๊ะให้แล้ว อีกสักสองสามวันจึงจะเสร็จ ช่วงนี้ใช้โต๊ะข้าไปก่อน” ชายหนุ่มหนึ่งเดียวในห้องกล่าวอย่างที่ไม่เสียเวลาแม้สักนิดกับการเงยขึ้นมามองคู่สนทนา
“ใช้โต๊ะท่าน?” คาซึยะอยากย้อนนักว่าจะให้ใช้ได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าของโต๊ะยังนั่งเสียเต็มแบบนั้น
“เอาเก้าอี้ของยูอิจิมาใช้ก่อนได้ ห้องเก็บพัสดุยังไม่เปิด ข้าเลยเบิกเก้าอี้ออกมาให้ไม่ได้” ไม่พูดเปล่า แต่ยกเอกสารส่วนหนึ่งลงไปกองที่พื้น เหลือที่ว่างส่วนน้อยเอาไว้ให้คาซึยะเข้าใจว่า ‘นี่คือที่ทำงานของเจ้า’
ร่างโปร่งหมุนตัวเดินไปยกเก้าอี้ไม้บุด้วยเบาะนุ่มจากโต๊ะอีกตัว ถึงจะไม่ได้นึกค่อนขอดว่า องครักษ์ของเจ้าพี่ช่างเป็นผู้ชายใจไม้ไส้ระกำในคราแรก แต่เพราะความหนักของเก้าอี้ก็ทำเอาคุณหนูคาเมนาชิชักจะคิ้วขมวดเสียแล้ว
ทว่า ยังไม่ทันจะได้หันไปขอความช่วยเหลือ เก้าอี้ตัวใหญ่ก็ถูกยกลอยจากพื้น แล้วนำไปวางไว้ข้างโต๊ะทำงานฝั่งซ้ายของห้อง ด้วยฝีมือขององครักษ์หนุ่ม
ร่างสูงไม่ได้พูดอะไร วางเก้าอี้แล้วก็กลับไปนั่งทำงานต่อ ให้คนที่เดินเข้ามาร่วมโต๊ะได้แต่ทรุดตัวลงนั่งเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยปาก
“ขอบคุณ” สุดท้ายก็ตัดสินใจพูด ทำเอาอีกฝ่ายต้องเงยหน้าจากเอกสารขึ้นมอง ก่อนจะหันไปหยิบม้วนกระดาษจากบนพื้นมาส่งให้
“งานที่องค์ชายฝากเอาไว้ แปลใส่กระดาษแผ่นนี้ พระองค์จะเข้ามาตอนบ่าย ถ้าเสด็จทันจะเป็นการดี แต่ถ้าไม่… ก็ไว้พรุ่งนี้ได้” ร่างบางรับกระดาษมาเปิดอ่าน สำหรับคนที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนเจ้าของภาษามานานหลายปี แค่จดหมายเกี่ยวกับราคาอาวุธยุทโธปกรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก
คาซึยะอ่านผ่านตาหนึ่งรอบ ก่อนจะเริ่มจรดปากกาขนนกลงบนกระดาษเปล่าอีกแผ่น เมื่อคนสองคนล้วนมีงานที่ต้องใส่ใจ ความเงียบจึงเริ่มครอบคลุมไปทั่วห้อง และเหลือเพียงแต่เสียงเสียดสีระหว่างปลายปากกากับกระดาษเท่านั้น
อาคานิชิ จินตรวจเอกสารแผ่นสุดท้ายสำหรับเช้านี้เรียบร้อย จึงลุกขึ้นหมายจะออกไปขอชาสักถ้วยจากนางกำนัล เขาไม่ชอบให้ใครเข้ามายุ่งวุ่นวายในยามทำงาน ซึ่งข้อนี้องค์ชายรัชทายาทก็มีดำรัสเห็นด้วย จะขาดก็แต่เพื่อนรักร่วมสายอาชีพอย่างนากามารุ ยูอิจิที่บ่นกระปอดกระแปดว่าไม่มีนางกำนัลคอยเข้ามารินชาแล้วทำให้ห้องทำงานแห้งเหือดไม่มีชีวิตชีวา
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง และนั่นทำให้เขาพบว่า วันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เขาเท่านั้น ที่มาทำงานแต่เช้าตรู่ แต่มีใครอีกคนมาขอปันพื้นที่บนโต๊ะทำงานเพื่อแปลเอกสารด้วย
เขาก้มลงมองคนที่ตั้งอกตั้งใจเขียนบนกระดาษ แล้วนึกหวนไปยังวัยเด็กของคนตรงหน้า องค์หญิงน้อยแสนแก่น แสนห้าวที่หนีเรียนเย็บปักถักร้อยมาฝึกดาบกับเขาและองค์ชายฮิเดอากิบ่อยครั้งจนถูกจับได้ แต่ไม่เคยถูกทำโทษเลยแม้แต่ครั้งเดียว ณ เวลานี้ องค์หญิงน้อยผู้นั้น เติบโตกลายเป็นสาวงามที่คงจำไม่ได้แล้ว ว่าในยามนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ เจ้าพี่ กับน้องเท่านั้น แต่มี ‘จิน’ ตามติดไปทุกหนทุกแห่ง
คนที่ทำงานเสียเพลิน ไม่ได้รู้ตัวแม้แต่น้อยว่ากำลังถูกจับจ้องอยู่นาน ฝ่ายคนจ้องก็เผลอไผลสายตาอยู่กับเสี้ยวหน้าหวานสวยอย่างลืมตัวลืมใจ จนประตูเปิดเข้ามา เพราะองครักษ์อีกคน ทำให้คนในห้องรู้สึกตัว
“ประชุมเสร็จแล้วหรือ” ร่างสูงเอ่ยปากถามแก้เก้อ เมื่อเห็นสายตาสงสัยของคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่
วันนี้องค์ชายฮิเดอากิทรงมีประชุมตั้งแต่เช้าตรู่ และให้ นากามารุ ยูอิจิไปร่วมประชุมด้วย ส่วนเขาต้องจัดการงานเอกสารอีกหลายชิ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมในอีกสองวันข้างหน้า
“ใกล้แล้ว ข้ามาเอาเอกสารน่ะ อะ… แม่หญิงคาเมนาชิ อรุณสวัสดิ์ มาทำงานแต่เช้าเชียว” นากามารุ ยูอิจิทักทายอย่างเป็นกันเอง ด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง ให้คนถูกทักต้องเงยหน้ามองแล้วยิ้มตอบ
“อรุณสวัสดิ์…ท่าน…”
“โอ้ ข้ายังไม่ได้แนะนำตัวเลยสินะ นากามารุ ยูอิจิ บุตรของท่านเจ้ากรมการแพทย์ ตอนนี้เป็นองครักษ์ในองค์รัชทายาท”
“ยินดีที่ได้รู้จัก ท่านนากามารุ”
“เรียกข้าว่ายูอิจิก็ได้ ไม่ต้องพิธีรีตองนักหรอก เอ่อ… ว่าแต่ แม่หญิง…” ยูอิจิชักสับสน เขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงธิดานายพล แต่ตำแหน่งองค์หญิงบุญธรรมก็ยังเป็นที่ประจักษ์
“ไม่ต้องมากพิธีเช่นกัน ถือเสียว่าข้าเป็นเพื่อนร่วมงาน” เพียงเท่านั้น องครักษ์หนุ่มก็ยิ้มกว้าง
“งั้นข้าขอเรียกแม่หญิงคาซึยะแล้วกัน ข้าต้องไปก่อน เดี๋ยวองค์ชายจะทรงรอ… จิน องค์ชายรับสั่งว่าถ้าเสร็จเรื่องเอกสารแล้ว ก็ไม่มีงานแล้ว” แล้วฝ่ายนั้นก็ไปไวมาไว ฉวยเอกสารที่ต้องการได้ ก็หันไปยิ้มกว้างให้คาซึยะอีกครั้ง ก่อนจะบอกเล่าคำฝากขององค์ชายรัชทายาท แล้วจึงเดินจากไป ทิ้งให้ร่างโปร่งได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นกับชื่อที่องครักษ์นากามารุเรียกชายหนุ่มร่างสูงที่ร่วมห้องกับตนมาตั้งนาน แต่นอกจากสกุล ‘อาคานิชิ’ ที่ได้ยินตอนเขาพาคาซึยะเข้าวังแล้ว ก็ไม่รู้อะไรอีก
…จิน… อย่างนั้นหรือ
แต่… ยังไม่ทันจะได้ถามให้หายข้องใจ ชายหนุ่มพูดน้อยก็เดินออกจากห้องไปเสียแล้ว ทิ้งให้คาซึยะได้แต่ย่นจมูกไล่หลังกับอาการของ อาคานิชิ จิน ที่เคร่งขรึมไม่ต่างจาก เด็กชายคนหนึ่งที่เคยสนิทสนมยามเยาว์
คนเคร่งขรึมกลับเข้ามาอีกครั้ง และอีกพักหนึ่ง นางกำนัลก็จัดชาและขนมเข้ามาตั้งโต๊ะเล็กข้างร่างบาง ให้คาซึยะต้องมองคนนั้นคนนี้ทีด้วยความไม่เข้าใจ รอจนนางกำนัลจัดเรียบร้อย และถอยห่างออกจากห้องไปแล้ว ร่างสูงจึงเอ่ยปาก
“กว่าจะถึงมื้อเที่ยง ต้องรออีกพักใหญ่ คนทำงานเอกสารต้องการสารอาหารสำหรับสมอง” อาคานิชิ จิน พูดแค่นั้น ก่อนจะยกชาขึ้นจิบ และหันกลับไปสนใจเอกสารในมือตนต่อ
“นี่ของข้าหรือ” ชุดขนมประกอบไปด้วยขนมปังชิ้นเล็กๆพอดีคำ สำหรับหนึ่งคน และน้ำผลไม้ในแก้วทรงสูง ทำให้คาซึยะต้องหันมาถาม
“ข้าไม่ชอบขนมตะวันตก” หรือที่เมื่อครู่ออกจากห้อง ก็เพื่อจะสั่งนางกำนัลให้นำของเหล่านี้เข้ามาให้ … ดูเหมือนผู้ชายคนนี้ก็มีมุมที่น่ารักใช่ย่อยทีเดียว…
“ขอบคุณ” จินชะงักกับคำขอบคุณครั้งที่สองของวัน โดยเฉพาะใบหน้าหวานที่ขยับแย้มยิ้มจริงใจนั่น ชวนให้หน้าเคร่งขรึมเหมือนจะร้อนผ่าวพอๆกับชาในถ้วย ทำเอาชายหนุ่มต้องเสยกแก้วขึ้นจิบอีกอึก แล้วบอกปัด
“นั่นเพราะองค์ชายมีรับสั่งให้ดูแล” เพียงเท่านั้น ร่างบางก็นึกอยากจะขอคำขอบคุณทั้งหมดคืนมาจากผู้ชายคนนี้เสียจริง!!
……………..
บ่ายวันนั้น เมื่อองค์ชายรัชทายาทกลับเข้ามาในห้องทรงงาน จดหมายจากต่างแดนก็ถูกแปลวางเตรียมไว้ให้บนโต๊ะแล้ว ส่วนเจ้าของผลงานนั้นหายหน้าไปไหน ไม่อาจรู้ ในขณะที่องครักษ์ผู้ขยันขันแข็ง แม้จะจัดการงานในส่วนของตัวเองเรียบร้อย ก็ยังคอยรับใช้ไม่ห่าง
“แล้วคาซึยะล่ะ” องค์ชายมีรับสั่งกับองครักษ์หนุ่มที่คงเป็นเพียงผู้เดียวที่จะรู้เห็น
“เห็นว่าจะออกไปเดินเล่นพระเจ้าค่ะ ทรงมีอะไรเรียกใช้ ข้าจะให้คนไปตาม” จินไม่ได้บอก ว่ากว่าจะคาดคั้นคนที่ลุกหนีจะออกจากห้องเสียดื้อๆ ให้ยอมบอกว่าจะไปไหนมาไหน จนรับรู้นั้น เขาต้องข่มอารมณ์ไม่ให้นึกอยากตีมากเท่าไร เติบโตจนเป็นสาวแล้ว แต่ยังทำตัวดื้อดึงเหมือนสมัยเด็กไม่มีผิด
“อย่างนั้นหรือ” องค์ชายหนุ่มรับคำ ก่อนจะเสเนตรลงอ่านงานแปลของคาซึยะ แล้วจึงได้ขมวดขนงแน่น เมื่อพบว่ามีกระดาษจดหมายน้อยๆแทรกสอดอยู่ระหว่างงานแปลมาด้วย
‘ทูลเจ้าพี่ ข้าไม่อาจทนสูดอากาศร่วมกับผู้ชายพรรค์นั้นต่อไปได้ ขอออกไปเดินเล่นข้างนอกสักพัก หากมีงานใดเร่งด่วน ให้คนไปตามข้าที่หลังตำหนัก ข้าจะกลับมาแต่ไว ขอบพระทัยในพระกรุณา’
เป็นจดหมายฉบับเล็กๆ ที่ทำเอาองค์ชายรัชทายาทถึงกับอมยิ้ม แล้วเหลือบมอง ‘ผู้ชายพรรค์นั้น’ ที่ยังคงนั่งทำงานเงียบๆ แตกต่างจากองครักษ์อีกคนของพระองค์ รายนั้นใช้ชีวิตวัยหนุ่มคุ้มเสียจนเรียกว่าเกินคุ้ม สนุกสนานกับวันเวลา สนุกสนานกับสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ อาคานิชิ จินไม่ใช่
… อาคานิชิ จิน เป็นผู้ชายที่จริงจังไปกับทุกเรื่อง จริงจังจนขาดความรัก จริงจังจนเย็นชา
…หรือพระองค์จะช่วยการหมายเนตรของพระบิดากลายมาเป็นความจริงดี ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ ถ้าหากเป็นอาคานิชิ จิน ขึ้นมาล่ะ ป่านนี้น้องของเขาจะรู้รึยัง ว่า ‘ผู้ชายพรรค์นั้น’ กับ ‘จิน’ เพื่อนเล่นสมัยเด็กเป็นคนคนเดียวกัน
“จิน” เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นเพื่อรับโองการ องค์ชายฮิเดอากิแย้มพระโอษฐ์อย่างอารมณ์ดี
“เย็นนี้ว่างหรือไม่” หากตรัสถามแบบนี้ ต่อให้ไม่ว่างก็ต้องว่าง
“เราอยากเที่ยวตลาด…เจ้าก็ไปด้วยสิ ยูอิจิ นานๆที เราจะเป็นเจ้ามือเลี้ยง ถือเสียว่าต้อนรับพนักงานใหม่”
พนักงานใหม่ ที่ป่านนี้ยังไม่รู้เรื่องรู้ราว และหมายแต่จะหนีจาก ‘ผู้ชายพรรค์นั้น’ ที่ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว
พนักงานใหม่ ที่ไม่รู้เสียแล้ว ว่าเจ้านายผู้เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ กำลังดำริอยากให้คำทำนายของโหรหลวงที่พระบิดาเคยตรัสเล่าให้ฟัง กลายเป็นความจริงในเร็ววัน!!!
……………………….
อ่า นี่เป็นครั้งแรกที่ลงฟิคอีกแนวหนึ่ง
กลัวอ่านแล้วเหนื่อย เลยใช้คำราชาศัพท์นิดหน่อย ถ้ายังไง ช่วยติชมด้วยนะคะ
เพราะไม่เคยลงฟิคสไตล์นี้เลยอ่ะ แต่ก็อยากลง... ฮ่าฮ่า อยากลอง

ขอบคุณมากค่ะ
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 1
วันที่ท่านผู้หญิง คาเมนาชิ มามิ ให้กำเนิดบุตรคนสุดท้องนั้น ว่ากันว่า นอกจากแพทย์ทำคลอดจะส่ายหน้าแล้ว โหรหลวงประจำราชสำนักก็ยังถอนหายใจเฮือก
“เป็นร่างกายที่แปลกประหลาด” นั่นคือคำบอกเล่าอย่างหนักอกของแพทย์วัยชราจากแพทยสภาแห่งพระราชฐานชั้นใน
“ท่าทางจะไม่ไหว” ส่วนนี่คือคำทำนายของโหรหลวงประจำราชสำนักที่มีสีหน้าย่ำแย่เต็มทน
ท่านผู้หญิงมามิเป็นพระน้องนางในองค์จักรพรรดิ หากเมื่ออภิเษกไปกับนายทหารหนุ่มสามัญชน ตำแหน่งทางสายโลหิตจึงเหลือติดกายแค่ ‘ท่านผู้หญิง’ เพียงเท่านั้น ทว่า แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ยังได้รับพระกรุณาจากพระเชษฐาผู้ดำรงองค์เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรแห่งนี้เสมอมา แม้ในยามให้กำเนิดบุตร องค์กษัตริย์ยังมีรับสั่งให้คนจากตำหนักในมาดูแลพระขนิษฐาถึงเรือนคาเมนาชิที่เขตพระราชฐานชั้นนอก
“หลานข้าเป็นอย่างไรหรือ ท่านหมอ” แม่ของเด็กทารกน้อยในอุ้งพระกรขององค์รานียังคงพักฟื้นอยู่ในห้องด้านใน ในขณะที่ผู้อื่นเคลื่อนย้ายมาปรึกษาถึงความเป็นไป ที่นำไปสู่ความหนักใจของโหรหลวงและแพทย์ชราที่ห้องถัดไป ซึ่งปิดเงียบและมีเพียงแค่ องค์กษัตริย์กับมเหสีคู่พระทัย และโหรหลวงกับแพทย์ทำคลอดเท่านั้น
“ชีพจรเต้นแปลกพระเจ้าค่ะ” แพทย์หลวงถวายความจริงด้วยใบหน้าคร่ำเคร่งยิ่ง
“แล้วจะมีผลอย่างไรมากหรือไม่” องค์กษัตริย์ตรัสถามด้วยความห่วงใย
“ขอเดชะ ข้าด้อยความรู้ ความสามารถ” วรกายสูงสง่าของบุรุษผู้อยู่เหนือประชาชนทั้งปวงในใต้หล้าถึงกับทรุดกายลงนั่งด้วยพระทัยที่หายไปกว่าครึ่ง ก้มพักตร์ทอดพระเนตรดวงหน้าจิ้มลิ้มที่ล้อมรอบด้วยห่อผ้าขาวสะอาดในหัตถ์ของมเหสีแล้ว ก็ยิ่งสงสารนัก
เห็นหน้าแล้วนึกเอ็นดู อะไรไม่รู้ที่ดลพระทัยให้ทรงนึกรักเด็กน้อยวัยแรกเกิดคนนี้ ทั้งๆที่เป็นเพียงนัดดา เป็นเพียงแค่บุตรของขนิษฐา
“แล้วท่านล่ะ โหรหลวง หลานเราเป็นอย่างไร” องค์รานีตรัสถามด้วยความร้อนพระทัยไม่แพ้กัน ปลายนิ้วเขี่ยแก้มนิ่มใสของหลานในอ้อมกรด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“ควรเป็นหญิงพระเจ้าค่ะ” คำถวาย ทำเอาคนฟังทั้งปวงพลันเงยพักตร์ทันควัน
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ไหนท่านบอกว่าเป็นชาย…” องค์กษัตริย์ตรัส พลางหันพักตร์มายังแพทย์ผู้ทำคลอดหลาน ‘ชาย’
คนตอบคำถาม ไม่ใช่แพทย์หลวง แต่เป็นโหรประจำราชสำนักที่ยอบกายต่ำยิ่งกว่าเดิม
“ร่างกายเป็นชาย แต่ตามพื้นดวงแล้ว ยากนักที่จะเป็นชาย แม้นิสัยจะห้าวหาญ แต่ไม่อาจสมรสกับสตรีได้พระเจ้าค่ะ”
“เจ้าจะให้หลานเราแต่งกับชายด้วยกันอย่างนั้นรึ!!” สุรเสียงดังยิ่งกว่าเดิมด้วยอารมณ์อันขุ่นมัว จนมเหสีต้องแตะท่อนกรแกร่งขององค์กษัตริย์เอาไว้ เพื่อปรามพระทัยอันร้อนแรงนั่น แม้ในยุคสมัยนี้ ชายกับชายล้วนครองคู่กันอย่างเอิกเกริก แต่องค์กษัตริย์ก็คาดหวังที่จะได้เห็น ‘ทายาท’ จากลูกหลานทุกคนของพระองค์
“เป็นลิขิตของสวรรค์พระเจ้าค่ะ ทารกน้อยจะมีชีวิตเยี่ยงสตรีแห่งราชสำนัก เพื่อพบคู่แท้ และสืบสกุลต่อไปในอนาคต”
“สืบสกุล? เจ้าก็เห็นว่าหลานเราเป็นชาย แล้วยังไม่อาจมีภรรยาได้ ถ้าอย่างนั้น จะสืบสกุลได้อย่างไรกัน” องค์กษัตริย์ขมวดพระขนงด้วยความสับสน แล้วเช่นนี้ จะบอกพระขนิษฐาได้อย่างไร ไหนจะท่านนายพลคาเมนาชิที่จำเป็นต้องจากเมืองหลวงเพื่อราชการทหารอีกเล่า
“สืบสกุลได้พระเจ้าค่ะ! ท่านหญิง ‘คาเมนาชิ คาซึยะ’ จะสืบสกุลกับบุรุษแห่งราชสำนัก แล้วมีบุตรธิดาเป็นเกียรติแก่แผ่นดินสืบไปเป็นร้อย เป็นพันปี!”
… ‘ท่านหญิงคาเมนาชิ คาซึยะ’ หรือ? นี่หมายความว่าหลานชายในอ้อมพระหัตถ์ ณ ขณะนี้ จะต้องกลายเป็นท่านหญิงอย่างนั้นหรือ
“แล้วถ้าเราจะเลี้ยงหลานอย่างชายชาตรี” พระองค์ยังทรงดื้อเพ่ง
“หามิได้พระเจ้าค่ะ หากเป็นเช่นนั้น สวรรค์จะขอคืน และบุรุษแห่งราชสำนักจะต้องครองโสดไปชั่วชีวิต” เป็นอันว่า หากพระองค์ไม่ปรารถนาจะคืน ‘หลาน’ ให้สวรรค์ เด็กคนนี้จะต้องเป็นหญิง
“แล้ว… จะให้หลานเราเป็นสตรี แต่ใช้ชื่อผู้ชายอย่าง ‘คาซึยะ’ น่ะหรือ”
“พระเจ้าค่ะ เป็นชื่อที่ดวงวิญญาณของทารกน้อยใช้เมื่อชาติที่แล้วพระเจ้าค่ะ”
นอกจากจะต้องเลี้ยงดูอย่างสตรีแล้ว ยังต้องใช้ชื่ออย่างบุรุษ โอ… แล้วนี่พระองค์จะอธิบายให้พ่อและแม่ของเด็กฟังได้อย่างไร ว่าบุตรชายคนเล็กของครอบครัวคาเมนาชิ จะต้องเติบโตเพื่อครองรักกับ ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ และมีลูกหลานสืบสกุลต่อไปในอนาคต
………………
‘ไม่เพคะ!! เจ้าพี่!! ลูกของน้อง น้องเลี้ยงดูได้เอง ไม่จำเป็นต้องฟังคำชี้แนะทำนองลิขิตสวรรค์อะไรนั่น!! ลิขิตอยู่ที่มือคนเพคะ! ไม่ใช่อยู่ที่สวรรค์’
พระขนิษฐา ท่านผู้หญิงมามิแผดเสียงลั่นทันทีที่ได้ฟังคำอธิบายจากพระเชษฐา องค์กษัตริย์ถึงกับถอนปัสสาสะด้วยรู้แน่ชัดว่าน้องน้อยของพระองค์นั้นแสนดื้อเพียงไร นอกจากยอมตั้งชื่อตามคำทำนายของโหรหลวงแล้ว อย่างอื่นท่านผู้หญิงมามิก็ไม่ใคร่จะสนใจรับฟังคำทำนายใดๆอีก
แต่แม้จะตั้งปณิธานมั่นถึงเพียงนั้น ว่าจะเลี้ยงบุตรคนเล็กเยี่ยงบุรุษ หากแต่เพียงแค่ขวบปีแรกของการเลี้ยงดูอย่างชาย กลับทำให้ ‘คุณชายเล็ก’ ป่วยกระเซาะกระแซะรักษาไม่หายขาด อีกทั้งแพทย์หลวงจากแพทยสภายังย้ำคำเดิมว่า ‘ชีพจรเต้นแปลกมากขึ้นพระเจ้าค่ะ’
นั่นยิ่งทำให้คุณผู้หญิงมามิร้อนรน และสุดท้ายก็จำเป็นต้องทำตามลิขิตสวรรค์ คือการเลี้ยงดูอย่างสตรี และยกให้เป็นพระธิดาบุญธรรมในองค์กษัตริย์ เมื่อเด็กน้อยอายุได้สองปีครึ่ง ทั้งที่ร่างกายยังเป้นเด็กชาย ซึ่งในยามนั้น องค์กษัตริย์ก็เริ่มเฟ้นหาแวว ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ จากบุตรขุนนางนายทหารที่เข้ามาเล่าเรียนในโรงเรียนหลวง เพื่อจะครองคู่หลานน้อยบุญธรรมต่อไปในอนาคต แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีเด็กชายผู้ใดที่เข้าสายเนตรของพระองค์ เป็นเหตุให้องค์กษัตริย์ต้องมาปรับทุกข์กับองค์รานี ชายาคู่ใจอยู่เนืองๆ และนั่น ทำให้องค์รานีเองก็อดไม่ได้ที่เย้าแหย่สวามี
‘โอรสธิดาของพระองค์ตั้งมากมาย ไม่เห็นใส่พระทัยจะตามหาคู่แท้ให้เช่นนี้เลย คาซึยะช่างเป็นเด็กที่โชคดีนัก’ แต่แม้จะตรัสแบบนั้น องค์รานีเองก็ทั้งรักทั้งหลงคาซึยะยิ่งนัก เพราะโชคชะตาอันโหดร้ายที่เกิดมาเป็นชาย แต่ไม่อาจเป็นชาย ซ้ำองค์เองยังประสูติโอรสมาห้าพระองค์แล้ว ทุกวันต้องคอยเอ็นดูธิดาของสนมอื่น เมื่อมีธิดาบุญธรรมอย่างคาซึยะที่น่ารักนับวันนับคืน พระองค์จึงหลงรักไม่ต่างจากธิดาแท้ๆ
ทว่า… โชคชะตาร้ายกาจของ ‘คาเมนาชิ คาซึยะ’ ถึงขีดสุดในขวบปีที่เจ็ด เมื่อร่างกายอย่างเด็กชายเปลี่ยนแปลงเป็นเด็กหญิงในคืนเดือนดับ พาเอาทั้งหมอหลวงคนสนิท และโหรหลวงผู้สงบปากสงบคำถูกเรียกใช้กลางดึก เพื่อตรวจร่างกายและตรวจดวงชะตา
“ร่างกายไม่มีส่วนใดผิดปกติพระเจ้าค่ะ แม้แต่ชีพจรก็กลับเต้นดังคนปกติทั่วไป” แพทย์หลวงถวายรายงาน พร้อมให้ยาฟื้นกำลังและบำรุงร่างกายอีกอย่างละถ้วย แก่พี่เลี้ยงของเด็กชายที่เปลี่ยนผันกลายเป็นร่างกายของเด็กหญิง
“องค์หญิงน้อยจะต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนกว่าจะมีบุตรธิดารวมสี่คนกับบุรุษผู้เป็นคู่แท้พระเจ้าค่ะ สิบห้าวันเป็นหญิง สิบห้าวันเป็นชาย เริ่มตั้งแต่คืนเดือนดับ ไปจนถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง” คำถวายของโหรหลวงพาเอาองค์กษัตริย์และมเหสีคู่พระทัยที่รับฟัง นิ่งอึ้ง ในขณะที่บิดามารดาของเด็กน้อยนั้น กำลังปลอบขวัญคาซึยะอยู่ภายในห้อง
คาซึยะไม่ใช่เด็กแล้ว อายุได้เจ็ดปีจึงเรียนรู้ว่าร่างกายแบบใดที่เป็นมาตลอด และแบบใดที่ไม่ใช่ แม้ภายนอกจะถูกเลี้ยงดูเยี่ยงธิดา แต่ความซุกซนและอุปนิสัยก็เป็นชายตามร่างกายที่ปกปิด
“ไม่มีทางแก้เลยหรือ” องค์รานีตรัสถามเสียงอ่อนระโหยด้วยว่าสงสารนัก
“ไม่มีพระเจ้าค่ะ ต้องรอจนกว่าจะสมรสกับบุรุษแห่งราชสำนัก และให้กำเนิดบุตรธิดาเพียงเท่านั้น ดวงชะตาจึงจะกลับกลายเป็นปกติ” แล้วอย่างนั้น บุรุษผู้นั้นจะรับได้หรอกหรือ องค์กษัตริย์ได้แต่ขบโอษฐ์อย่างหนักพระทัย แต่ก็ช่างเถอะ หากบุรุษใดรับไม่ได้ องค์ก็จะทรงเลี้ยงดูหลานรักขององค์เอง
“ปกติคือแบบใด ชายหรือหญิง”
“ขอพระราชทานอภัย กระหม่อมด้อยนัก ถึงมิอาจล่วงรู้ความต้องการของสรวงสวรรค์” เป็นว่านอกจากจะเป็นทั้งชายและหญิงจนกว่าจะสมรสแล้ว หลังจากมีบุตรและธิดาสี่คน ก็ยังไม่อาจคาดเดาได้ ว่าจะกลับมาเป็นชายหรือหญิง
“แต่กระหม่อมได้ข่าวว่าเกาะทางใต้มียาโบราณเปลี่ยนเพศได้ กระหม่อมพยายามศึกษา แต่เกรงจะเป็นอันตราย…” หมอหลวงเสนอหนทาง แต่ผู้ฟังส่ายพักตร์ไปมาอย่างไม่เห็นด้วย
“เรากลัวหลานเจ็บ” องค์รานีกลัวเสียงร้องไห้และน้ำตาธิดาบุญธรรมยิ่งนัก และก็เชื่อว่าสวามีของพระองค์ก็กังวลในความเจ็บปวดของคาซึยะเช่นกัน
“ไปเถอะ เจ้าสองคนไปพักผ่อนเสีย คืนนี้คงไม่มีอะไรอีกแล้ว แล้วอย่าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป”
“พระองค์อย่าทรงกังวลพระเจ้าค่ะ”
“หมอหลวง อย่าลืมงานที่เราสั่ง” องค์กษัตริย์หันมาย้ำกับชายชราร่างท้วมอีกรอบ ฝ่ายนั้นยอบกายต่ำและรับคำหนักแน่น
แม้งานที่พระองค์มีโองการจะไม่ร้ายแรง แต่ก็จำเป็น การวางยาสลายความทรงจำสาวใช้ที่รู้เห็นเรื่องขององค์หญิงในค่ำคืนวิปลาสนี้ พอจะช่วยให้ความลับไม่อาจแพร่งพรายออกไป แม้สรรพคุณของยาจะไม่ถึงชีวิต แต่พวกนางจะไม่อาจจดจำอะไรได้ในรอบวันที่ผ่านมา
นั่นคือตำรับยาชั้นสูงของราชสำนักแห่งอาณาจักรทาคิซาวะ!!
………………….
ร่างกายขององค์หญิงน้อยคาซึยะผันเปลี่ยนตามจำนวนวันดังเช่นที่โหรหลวงได้ทูลถวายไว้เบื้องต้น แต่แม้จะมีร่างกายเช่นใด องค์หญิงน้อยกลับซุกซนไม่ต่างจากเด็กชาย จนสนิทสนมกับองค์ชายรัชทายาทเสียจนองค์กษัตริย์จะพระราชฐานตำแหน่งพระขนิษฐาในพระโอรสให้อยู่รอมร่อ
“จะส่งคาซึยะไปเรียนต่างแดนหรือ” กลายเป็นว่า เมื่อเป็นเรื่องขององค์หญิงจอมซนแห่งราชสำนัก ทั้งบิดามารดาบังเกิดเกล้า และบิดามารดาบุญธรรมต้องหันเข้ามาปรึกษากันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“พระเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าคาซึยะอาภัพเรื่องร่างกาย อย่างน้อยก็อยากให้มีความรู้ความสามารถเข้าไว้…” ท่านนายพลคาเมนาชิ ทาคุโระให้คำตอบ
“ก็ดีนะเพคะเจ้าพี่ คาซึยะอยู่ที่วังก็ซุกซนเสียจนจะรู้ไปเสียทุกอย่าง ให้ไปแสวงความรู้ใหม่ๆที่ต่างแดนเสียบ้าง เราได้ยินมาเหมือนกัน ว่าต่างแดนแถบตะวันตกของแผ่นดินมีความรู้แบบแปลกๆที่ทางเราไม่มี” องค์รานีเห็นดีเห็นงามด้วย จนพาลให้องค์กษัตริย์ที่แม้จะนึกห่วงและหวง ยังอดจะคล้อยตามไม่ได้
“แต่… แล้วจะไปอยู่อย่างไรคนเดียว ส่งทหารสักกองพันไปด้วยดีมั้ย หรือจะสร้างวังใหม่ที่นั่นเลย เราจะได้ให้คนส่งสาสน์ไปเจรจา”
“เจ้าพี่ ลูกของน้องไม่ใช่รัชทายาทนะเพคะ ถึงต้องมีทหารเป็นกองพันติดตาม แล้วก็ไม่ต้องสร้างวังใหม่ด้วยเพคะ น้องตัดสินใจจะให้ลูกเข้าโรงเรียนประจำที่นั่น โรงเรียนประจำคือโรงเรียนที่มีเรือนนอนอยู่ในอาณาเขตโรงเรียนเพคะ ทุกอย่างจะอยู่ในสายตาครู” ท่านผู้หญิงมามิอธิบาย เมื่อองค์กษัตริย์ไม่เข้าพระทัยคำว่า ‘โรงเรียนประจำ’ ซึ่งยังไม่แพร่หลายในอาณาจักรทาคิซาวะแห่งนี้
“น้องกับท่านนายพลตั้งใจว่าจะเดินทางไปดูโรงเรียนของคาซึยะก่อน แล้วค่อยส่งลูกไป”
“อย่างนั้นก็ได้ เจ้าจะไปเมื่อไร พี่จะไปด้วย ดีเหมือนกัน คาซึยะโตขึ้นทุกวัน ชักจะรู้ทันพี่มากขึ้นทุกที หาว่าพี่ชอบเฟ้นหาคู่ให้เขานัก คาซึยะไม่อยู่ พี่จะเฟ้นหาให้สะดวกเชียว ไม่อย่างนั้นล่ะจะมาคอยขัดพี่เรื่อย” องค์กษัตริย์กระหยิ่ม ให้องค์รานีต้องตีท่อนพระกรเพี๊ยะ
“พระองค์ไปดูโรงเรียนกับท่านหญิงน้อง แล้วใครจะบริหารราชการแผ่นดินเพคะ” ความจริงที่ว่าบ้านเมืองต้องได้รับการเหลียวแลอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้องค์กษัตริย์ทุกข์ใจขึ้นมาทันที ในขณะที่ชายาอมยิ้มกับความน่ารักของพระสวามี ได้แต่ลูบท่อนพระกรที่องค์เองตีลงไปเมื่อครู่ คล้ายจะปลอบประโลม
“ไม่เป็นไรเพคะ พระองค์ต้องบริหารรัฐกิจ แต่หม่อมฉันไม่ต้อง เพราะฉะนั้น เดี๋ยวหม่อมฉันจะตามท่านหญิงน้องและท่านนายพลไปเอง พอถึงวันเข้าเรียน หม่อมฉันก็จะตามไปส่งหลานอีกรอบ พระองค์จะได้ไม่ต้องทรงห่วง” แล้วองค์รานีก็สรวลเบาๆถูกพระทัยนัก กับสายพระเนตรขององค์กษัตริย์ที่ไม่ใช่แค่ห่วงและหวงหลาน แต่กลับอิจฉาเสียมากกว่า
…………………..
ฤดูกาลถัดมา องค์หญิงน้อยคาซึยะก็เดินทางออกจากเมืองเพื่อไปเรียนต่อในต่างแดน การเลี้ยงส่งเป็นไปอย่างเรียบง่าย เพราะไม่อยากให้การเดินทางไกลของคาซึยะกลับกลายเป็นเป้าล่อสายตากลุ่มกองโจรตามรอยต่ออาณาจักร แต่หากเหตุการณ์เป็นไปเช่นนั้นจริง หน่วยองครักษ์จากวังหลวงได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดการขั้นเด็ดขาดอย่างไม่ต้องไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น
การเรียนในโรงเรียนประจำนั้น ทำให้คาซึยะเติบโตขึ้นมาอย่างสตรีสามัญชนในโลกตะวันตกของแผ่นดิน ปิดเทอมบางครั้งก็ไม่ได้กลับอาณาจักร เพราะติดเที่ยวไปเสียทุกหัวเมือง จะมีก็แต่จดหมายทุกๆสองสัปดาห์ถึงบิดามารดาและเสด็จพ่อเสด็จแม่ที่นำความปิติยินดีมาสู่ราชสำนัก
ฤดูกาลผันเปลี่ยนจนสุดท้ายแล้ว คาเมนาชิ คาซึยะก็สำเร็จหลักสูตรด้วยวัยเพียงสิบเจ็ดปีเต็ม ก่อนหน้าเพื่อนร่วมรุ่นไปราวสองปี เพราะความคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน คิดถึงแผ่นดินมาตุภูมิ จึงทำให้โหมเรียนอย่างหนัก เพื่อจบในเร็ววัน และวันนั้นก็มาถึงแล้ว
ร่างบอบบางผู้ถูกสอนให้พึ่งพาตัวเองจากการบ่มเพาะของโรงเรียนประจำ จัดการหารถม้าเทียมเกวียนและเรือสำเภาขนส่งนักเดินทาง จนสุดท้ายก็มาเหยียบบนท่าเรือของอาณาจักรทาคิซาวะ ที่ไม่ได้กลับมาเกือบสามปีเศษ
ผู้คนจ้อกแจ้กจอแจ ทั้งพ่อค้า แม่ค้า กรรมกร ไหนจะลูกเรือขนสินค้า และลูกค้าหลากฐานะทั้งหลายอีกเล่า ท่าเรือใหญ่ซึ่งเป็นจุดรวมสินค้าจากต่างเมืองยังคงครึกครื้นไม่ต่างจากเมื่อสมัยยังเด็กที่แอบหนีออกมาเที่ยวกับเจ้าพี่บ่อยๆ
เมื่อคิดถึงเจ้าพี่ เรียวปากบางก็ขยับแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้ส่งจดหมายกลับมาสามสัปดาห์กว่าแล้ว ป่านนี้ราชสำนักสุดหวงจะไม่ลุกเป็นไฟแล้วหรือนี่
ร่างบอบบางใต้เนื้อผ้าที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีต แสดงความห้าวหาญไม่สมกุลสตรีด้วยการยกลังไม้ใบไม่ใหญ่นักซึ่งอุดมไปด้วยของฝากนานาชนิดไปติดต่อรถเทียมม้าให้คนทั้งท่าเรือต้องหันมอง ชายหนุ่มหลายคนขยับเข้าไปช่วยเหลือและแสดงน้ำใจ ทว่ากลับถูกบอกปัดและขอบคุณอย่างน่ารักด้วยใบหน้าหวานสวยที่ส่งรอยยิ้มปฏิเสธมาให้ เมื่อไม่สนใจความช่วยเหลือจากใครอีก คาซึยะก็ตรงดิ่งไปขึ้นรถม้าทันที
“ไปวังหลวง” ร่างบางบอกจุดหมายปลายทางแล้วตกลงราคาค่าเดินทางกับคนเทียมม้าเรียบร้อย จึงก้าวขาขึ้นรถม้าอย่างไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบุรุษใดมาประคองส่ง แล้วจากนั้นรถม้าผู้พาส่งสตรีผู้งดงามแต่มีอุปนิสัยแปลกประหลาดก็เคลื่อนตัวไปตามถนนโรยกรวด พร้อมกับเสียงฮัมเพลงอย่างมีความสุขจากผู้โดยสารในนั้น ที่ยังคงทำให้คนทั้งท่าเรืองุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
……………….
“เข้าไม่ได้! ทำไม!!” คาซึยะไม่ทันคิด และไม่ทันเอะใจเลยว่า อารมณ์ดีๆที่เป็นมาตั้งแต่ออกจากท่าเรือที่ดินแดนตะวันตกจะมาสะดุดเอาตอนจะกลับเข้าวังหลวง เมื่อทหารสองนายที่หน้าประตู ไม่ยอมให้ตนผู้รอนแรมมากับทะเลและเรือขนส่งนักท่องเที่ยวนับสิบๆวัน เข้าไปพบหน้าครอบครัวอันเป็นที่รัก
“แม่นางไม่มีใบอนุญาต” นายทหารคนซ้ายตอบ แม้สตรีตรงหน้าจะสวยสดงดงามจนน่าหลงใหล แต่ท่าทางเอาเรื่องและดวงตาวาวระยับเพราะความหงุดหงิดก็ทำเอาเอาหายเพ้อเสียทันควัน
“ตราอนุญาตแบบไหน ข้าเป็นพระธิดาขององค์จักรพรรดิไม่พอหรือ” ความจริงแล้วร่างบางไม่ได้ตั้งใจจะอวดตน แต่อารมณ์อันแสนขุ่นมัวที่ถูกห้ามปรามก็ชักจะทำให้ริมฝีปากบางบิดเบี้ยวมากขึ้นทุกที
“แม่นาง… พระธิดาบุญธรรมมีกำหนดจะกลับในอีกสองปีข้างหน้า โกหกเช่นนี้ จะโดนโทษมหันต์” นายทหารคนขวาบอกพร้อมรอยยิ้มขบขัน ให้คาซึยะยิ่งโมโหนัก ทำไมตอนท่านพ่อท่านแม่ องค์กษัตริย์ องค์รานีไปเยี่ยมเยียนเขาที่นู่น ถึงไม่พาเจ้านายทหารรักษาประตูวังสองคนนี้ไปด้วยนะ!!
ร่างโปร่งได้แต่คิดพาลกับตัวเอง แต่ในเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรดีขึ้น ซ้ำยังไม่ช่วยให้หาทางกลับเข้าวังได้ คาซึยะเลยต้องเม้มฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง แล้วตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดี ถึงจะได้เข้าไปพบหน้าครอบครัวที่ไม่ได้เจอกันมานาน
…หรือจะรอพลบค่ำกว่านี้ แล้วค่อยปีนรั้ววัง อ่า…เป็นวิธีการที่น่าสนใจกว่าการหาทางส่งจดหมายเข้าไปบอกคนข้างในเสียอีก เกิดมาทั้งที ได้ปีนรั้ววังพิสูจน์ความสูงบ้างก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นใช้ได้
ในขณะที่กำลังตัดสินใจจะรอให้เย็นย่ำกว่านี้ แล้วค่อยปีนกำแพงวังพาตนเองกลับเข้าไปในวังหลวงอีกครั้งนั้น รถม้าก็เคลื่อนตัวเข้ามาจอดส่งผู้โดยสารชายหนุ่มสองคน ให้นายทหารหน้าประตูต้องรีบทำความเคารพอย่างแข่งขัน
“มีอะไรกันหรือ แล้วแม่หญิง? มาทำอะไรแถวนี้” ชายหนุ่มหนึ่งในสองหันมาถามด้วยความสงสัย ยิ่งเห็นสัมภาระเล็กน้อยบนพื้นใกล้ตัวร่างเล็กบอบบาง ก็ยิ่งก่อเป็นปมขมวดที่ทำให้ต้องถามที่มาที่ไป ตามนิสัยใฝ่รู้ของนายทหารที่ดี
“ข้ามาเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์” แม้จะพยายามบอกตัวเองให้พูดดีเพียงไร แต่น้ำเสียงก็ยังแข็งห้วน เพราะความหงุดหงิดอยู่ดี
“เข้าเฝ้า? เจ้าต้องไปที่ประตูหน้า แล้ววันนี้ก็ไม่ใช่สัปดาห์ต้นเดือน องค์กษัตริย์ไม่อนุญาตให้เข้าเฝ้า” ชายคนเดิมพูดกลั้วหัวเราะเหมือนว่าเป็นเรื่องที่น่าขำขันนักหนา กับการที่คาซึยะจะมาขอเข้าเฝ้าวันนี้ ร่างบางยิ่งขมวดคิ้วหนักด้วยความไม่สบอารมณ์ รู้หรอกว่าที่นี่มีกฎเช่นไร องค์กษัตริย์จะออกว่าราชการด้วยพระองค์เองในสัปดาห์แรกของเดือนเพื่อไตร่สวนคดี จนชาวเมืองแซ่ซ้อง ถึงจะจากไปนาน แต่คาซึยะก็จำได้ไม่ลืม
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปทูลพระองค์ ว่าธิดาจากแดนไกลมาขอเข้าเฝ้า”
“ท่านองครักษ์อาคานิชิ แม่หญิงคนนี้บอกแต่ว่านางเป็นพระธิดา ข้าน้อยพยายามเตือนนางแล้ว” นายทหารเฝ้าประตูหันไปบอกความกับชายหนุ่มอีกคนที่ยืนเงียบมาตั้งแต่ต้น
“ถ้าไม่เชื่อ ท่านก็นำปิ่นปักผมนี้เข้าไปถวายองค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิ แล้วทูลพระองค์ว่า ‘เจ้าเด็กซน’ กลับมาแล้ว ข้าจะรอตรงนี้” คาซึยะดึงปิ่นปักผมที่ปักอยู่บนเรือนผม ส่งให้ชายหนุ่มร่างสูงที่ถูกเรียกว่าองครักษ์อาคานิชิ ทำให้ผมที่ยาวเคลียบ่าซึ่งถูกรวบไว้ตกลงมาล้อมกรอบใบหน้าเรียวยาว
“แต่เพื่อเป็นหลักประกันว่าท่านจะไม่นำปิ่นปักผมของข้าไปโยนทิ้ง ข้าจะขอหยกอันนี้ไว้ดูเล่นก่อนแล้วกัน” ไม่พูดเปล่า แต่อาศัยความไวของมือบอบบางกระตุกตราหยกข้างเอวจากชายหนุ่มคนแรกที่ยังยืนยิ้ม
หากเป็นปกติแล้ว องรักษ์ประจำราชสำนักคงจะไม่ยอมถูกหยามเกียรติด้วยการถูกฉกชิงข้าวของบนเนื้อตัวไปแบบที่ไม่อาจต่อกรได้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นเจ้าของใบหน้าหวานน่ารักแล้ว การปล่อยปละละเลยให้นางถึงเนื้อถึงตัวบ้าง หรือเอาข้าวของไปบ้าง องครักษ์นากามารุ ยูอิจิ จึงไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องร้ายแรงเท่าใดนัก
“เจ้า!!” นายทหารทำท่าน่ากลัวจะเข้ามาเอาเรื่อง แต่เสียงเฉียบขาดดังขึ้นเสียก่อน
“ไม่ต้อง” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกขานว่าองครักษ์อาคานิชิก้าวเข้ามายืนเคียงข้างเพื่อนร่วมอาชีพเจ้าของตราหยกที่ถูกสตรีมือไวฉวยไปดูเล่น เขาก้มลงมองปิ่นปักผมสีน้ำเงินลงมุกที่ประดับด้วยพลอยเม็ดเล็กเม็ดน้อยเรียงร้อยเป็นรูปมังกรพันรอบปิ่น
มังกร… ที่ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่เหมาะกับการเป็นเครื่องประดับของสตรี แต่ในยามนั้น ยามที่องครักษ์อาคานิชิเป็นเพียงเด็กชาย กลับช่วยองค์ชายรัชทายาทเลือกปิ่นปักผมลายมังกรเป็นของขวัญแด่องค์หญิงน้อยที่กำลังจะจากไกล
ชายหนุ่มเหลือบตามองร่างบอบบางที่เชิดเรียวปากบาง และสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง คิ้วแบบนี้ ดวงตาเรียววาววับรับกับจมูกรั้นอย่างนี้ กับริมฝีปากที่คอยแต่จะงอนทุกคนที่ขัดใจเช่นนี้ ไหนจะกริยาไม่สมหญิงเหล่านั้นอีก ทั้งท้าทายเอย มือไวเอย
นี่ล่ะ… สาเหตุที่ทำให้ยามนั้น อาคานิชิ จิน ถวายคำแนะนำให้องค์ชายรัชทายาทเลือกปิ่นปักผมลายมังกร มากกว่าปิ่นหงส์ ก็องค์หญิงน้อยออกจะห้าวหาญเช่นนั้น ไม่ต่างจากตอนนี้…
“เปิดประตู” ชายหนุ่มสั่ง ทั้งๆที่สายตายังจับจ้องใบหน้าเรียวยาวของร่างบอบบางที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาคืนปิ่นปักผมให้แก่เจ้าของ ก่อนจะค่อมกายต่ำ ให้เพื่อนรักต้องรีบทำตาม ตามประสาคนหัวไว ในขณะที่นายทหารรักษาประตูวังยังมองหน้ากันเลิกลั่ก
“เชิญเสด็จพระเจ้าค่ะ องค์หญิงคาซึยะ” และนั่น ก็ทำให้นายทหารผู้ไม่ฟังคำพูด ‘แม่หญิง’ ตั้งแต่แรก ถึงกับเข่าอ่อน รีบทรุดกายลงโขกหน้าผากกับพื้นพร่ำขออภัยโทษกันเป็นการใหญ่
……………………….
การกลับมาขององค์หญิงบุญธรรมกลายเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งวังหลวง เพราะความงดงามและความรู้ควบคู่มาจากตะวันตกนั้น นำความแปลกใจมาให้เหล่าเสนาอำมาตย์เป็นการใหญ่ นอกจากนั้นมารยาทที่ถูกอบรมมาอย่างไม่ขาดตกบกพร่องจากโรงเรียนประจำก็ช่วยส่งเสริมให้เหล่าภริยาขุนนางนายทหารทั้งหลายหลงรักกันหนักหนาจนวาดหวังจะได้มาเป็นสะใภ้ในตระกูลให้จงได้
เหนือสิ่งอื่นใด คือองค์กษัตริย์และองค์รานีที่ทั้งรักทั้งคิดถึง รับสั่งให้จัดงานเลี้ยงเสียใหญ่โต รวมถึงดุเล็กน้อยที่ร่างบางดั้นด้นกลับมาเพียงลำพัง
‘แล้วเข้าวังมาได้อย่างไร’ รับสั่งของรานี ทำเอาคาซึยะต้องบิดพลิ้วความจริงเล็กน้อย ว่าบังเอิญพบองครักษ์ทั้งสองพอดี เมื่อให้ดูปิ่นปักผมของพระราชทานจากองค์ชายรัชทายาท บุรุษทั้งสองจึงพาเข้ามา คำแก้ต่างให้แก่สองนายทหารรักษาประตู ทำเอาบริวารทั้งรักทั้งเทิดทูนองค์หญิงจากแดนไกลผู้นี้ขึ้นมาจับใจ
“นี่ห้องลูกหรือท่านแม่” เรือนคาเมนาชินั้น แม้จะไม่โอ่อ่าหรูหรา แต่ทั้งท่านผู้หญิงมามิและท่านนายพลก็ต่อเติมห้องพักผ่อนแยกต่างหากให้แก่บุตรคนเล็กเป็นสัดเป็นส่วน มีห้องน้ำภายใน ที่ท่านนายพลให้เหตุผลแก่คนอื่นๆว่า คาซึยะใช้ชีวิตสันโดษมาตลอดช่วงที่อยู่ในต่างแดน ดังนั้น จึงกลายเป็นความเคยชินที่ห้องส่วนตัวจะต้องมีพร้อมทั้งห้องน้ำและห้องอาบน้ำ
“ชอบไหม”
“ชอบ ขอบคุณท่านพ่อท่านแม่” แล้วคนเป็นลูกก็ก้มลงหอมแก้มบิดามารดาอย่างรักใคร่
“ชอบก็ดีแล้ว แต่อย่างไรก็ต้องไปค้างที่ตำหนักฮิคาริบ้าง องค์รานีจะน้อยพระทัยเอา” คนเป็นแม่สั่งความอีก
“พ่อได้ยินจากองค์ชายรัชทายาทว่าลูกจะไปทำงานที่กรมกลาโหมหรือ คาซึยะ”
“ข้าเคยขอพระองค์ไว้แล้ว ว่าถ้ากลับมา ก็อยากช่วยพระองค์ทำงาน ความรู้มีแต่ไม่ได้ใช้ มันก็สูญเปล่า ท่านพ่อให้ข้าทำนะ” มีหรือจะไม่ให้ โชคชะตาที่แสนอาภัพ ทำให้คาซึยะถูกเลี้ยงแบบที่ไม่มีใครกล้าขัดใจ แม้จะไปเรียนในต่างแดน แต่จดหมายก็ถูกส่งมาอ้อนขออย่างนั้นอย่างนี้ไม่มีขาด แต่เป็นที่น่าแปลก เพราะลูกคนนี้ขอแค่เรื่องเดียว คือเรื่องไปเที่ยว ส่วนเรื่องทรัพย์สมบัติหรือข้าวของอื่นใด ไม่เคยได้รับการปริปากจากลูกเลยแม้สักนิด
“พ่อไม่ว่าหรอก เจ้าทูลองค์กษัตริย์รึยัง” คนเป็นลูกยิ้มหวานแทนคำตอบ
“กับเสด็จพ่อ ต้องใช้เวลานิดหน่อย แต่ข้าทูลถวายเสด็จแม่แล้ว” คาซึยะเรียนรู้การเข้าหาคนตั้งแต่เด็ก หากเรื่องใดที่มีแนวโน้มว่าจะไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตจาก ‘เสด็จพ่อ’ แล้วล่ะก็ ต้องหาทางทูลกับ ‘เสด็จแม่’ เสียก่อน เพื่อให้พระองค์ช่วยอีกแรง
“ร้ายจริงเด็กคนนี้ แล้วเริ่มงานเมื่อไหร่” บิดาหัวเราะร่วน ลูบเส้นผมนิ่มของบุตรอย่างเอ็นดู
“ข้าจะทูลถามองค์ชายรัชทายาทอีกที พรุ่งนี้พระองค์จะเสด็จมา”
………………..
“เจ้านี่มันช่างเหลือเกิน รู้อะไรไหม ตอนที่จดหมายเจ้าล่าช้าไม่มาเสียทีน่ะ ราชสำนักแทบลุกเป็นไฟ ทำเอาขุนนางขยาดไม่กล้าสู้หน้าเสียสักคน ขนาดเสด็จแม่ยังตรัสเลยว่าอาการหนัก” คนฟังยิ้มบางกับคำเย้าขององค์ชายรัชทายาทที่วันนี้เสด็จมาเยี่ยมน้องถึงเรือนคาเมนาชิ
“เสด็จพ่อขี้กังวล” องค์ชายฮิเดอากิพยักพักตร์อย่างเห็นด้วย แต่จะไม่ให้ขี้กังวลก็ไม่ไหว ในเมื่อพระธิดาบุญธรรมออกจะแสนซนเสียเพียงนี้ มีอย่างที่ไหน เป็นสาวเป็นนางเดินทางรอนแรมพักค้างคืนในเรือขนส่งกับคนแปลกหน้ามาเกือบร่วมเดือนแบบนี้ หากองค์เป็นบิดาของคาซึยะ ก็คงปวดเศียรเช่นกัน
“โดยเฉพาะเรื่องของเจ้า เสด็จพ่อห่วงเสียยิ่งกว่าห่วงเรื่องงบคลังเสียอีก ช่วงที่เจ้าไม่อยู่ ไม่ว่าจะบุตรชายขุนนางคนไหน เสด็จพ่อเป็นต้องส่งคนออกเฝ้าพฤติกรรมเสียหมด ถึงขนาดร่างรายชื่อชายโสดแห่งราชสำนักอย่างลับๆเลยเชียว แล้วบางทีก็ยังเรียกพี่กับเสด็จแม่เข้าไปถามความเห็น ว่าใครเหมาะจะเป็น ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ เนื้อคู่ของเจ้า” องค์ชายรัชทายาทไม่มั่นพระทัยนัก ว่าทำไมพระบิดาถึงได้ห่วงใยธิดาบุญธรรมมากขนาดนี้ แต่อาจจะเป็นเพราะหน้าตาหวานสวยนี่เสียกระมั้ง
“แล้วพบรึยังล่ะเพคะ ข้าชักจะอยากเห็นเนื้อคู่ของตัวเอง” องค์ชายหนุ่มถอนปัสสาสะอย่างเหนื่อยอ่อน
“พูดจาห้าวหาญขอดูหน้าคู่หมายเช่นนี้ สมเป็นหญิงแล้วหรือคาซึยะ” พระองค์มัวแต่ตรัสบริภาษน้อง จนลืมเสียสนิทว่าข้ามคำถามของร่างบางไป
…พบรึยังล่ะ? ทำไมจะไม่พบ ในเมื่อพระบิดาหมายเนตรไปที่องครักษ์ของพระองค์ จะเหลือก็แต่ให้คาซึยะได้พบกับชายที่พระบิดาหมายตานั่น
“คงจะไม่สมหญิงตั้งแต่มานั่งกับเจ้าพี่แล้วล่ะเพคะ” ในสมัยนี้ แม้สตรีจะมีอิสระมากมายนัก แต่กุลสตรีชั้นสูงก็ยังคงยึดทำเนียมแบบดั้งเดิม นั่นคือการเป็นนางในเรือน และออกงานเท่าที่จำเป็น ไม่แก่นกะโหลกออกมานั่งท้าลมลิ้มลองขนมกับชายหนุ่มคนใดให้หมองราศีดรุณีแรกรุ่นไม่
“ช่างยอกย้อนเช่นนี้ สมควรให้ข้ารับเจ้าเข้าทำงานไหมล่ะนี่” เพียงแค่คำขู่เล็กน้อย ก็ทำเอาร่างบางขยับเข้ามาจับท่อนพระกรแข็งแกร่งอย่างเอาอกเอาใจ
“เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ ผิดคำได้หรือเพคะ” หากจะว่าเป็นคำเอาใจก็อาจจะไม่ใช่ องค์ชายรัชทายาทส่ายพระพักตร์ไปมา กับรอยยิ้มหวานของร่างบาง
“นึกว่าจะอ้อนเจ้าพี่คะ เจ้าพี่ขา รับน้องเข้าทำงานเถอะ… แต่นี่อะไร ขู่พี่เสียอีก”
“ทำเช่นนั้น สตรีทั้งวังหลวงคงค้อนข้าเป็นแน่ เพราะทำอ้อนได้น่าดูชมนัก” เยินยอตัวเองอย่างไม่มีสตรีใดทำ แต่คาซึยะก็ทำ และทำให้องค์ชายหนุ่มสรวลเสียด้วย
“จริงอย่างเจ้าว่า เอาเถอะ พี่จะยอมให้เจ้าทำงาน ไปช่วยแปลเอกสารแล้วกัน กรมกลาโหมมีพวกจดหมายจากต่างแดนมาบ่อย ปกติต้องส่งไปให้ท่านราชครูช่วยแปล แต่ท่านราชครูเองก็งานล้นมือ ไหนจะเอกสารของกรมคลัง ไหนจะกรมกลาโหม ส่วนพวกนักแปลคนอื่นๆก็ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ไม่รู้จบจากไหนมา แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้ พวกต่างแดนค้าขายกับเรามากขึ้น ท่านราชครูก็วิ่งวุ่นอยู่คนเดียว กรมไหนก็อยากให้ช่วยทั้งนั้น เพราะคนแปลเอกสารขาด”
ทั้งวังหลวง มีเพียงท่านราชครูซันโจเท่านั้นที่มีความรู้ในภาษาต่างถิ่นอย่างดีเยี่ยม ทำให้ไม่ว่ากระทรวงใดก็ล้วนเรียกหาท่านราชครูกันทั้งนั้น จนบัดนี้ ท่านราชครูยุ่งเสียจนไม่มีเวลาว่างจะเปิดสอนวิชาภาษาต่างแดนตามความตั้งใจ ซ้ำร้ายลูกขุนน้ำขุนนางชาววังทั้งหลายก็ไม่ชอบภาษาเหล่านี้เสียอีก เห็นบ่นว่ายากกว่าการจับดาบ หรือคิดคำนวณ
“แล้วเริ่มงานเมื่อไรเพคะ” คาซึยะถนัดงานด้านภาษาอยู่แล้ว เมื่อเรียนในต่างแดน ก็เลือกเรียนทางด้านนี้ ทำให้เจ้าตัวไม่ได้มีความรู้แค่เฉพาะภาษาประจำเมืองที่ตนไปอาศัยเท่านั้น แต่ภาษาของอาณาจักรโดยรอบ ร่างบางก็ศึกษาไว้เสียหมด
“พรุ่งนี้เลยก็ได้ แต่พี่คงไม่ได้อยู่ดูแล มีประชุมกับพวกนายทหารตั้งแต่เช้า ไว้จะฝากงานให้แล้วกัน” ตกลงนัดแนะเรื่องงานเรียบร้อยแล้ว องค์ชายรัชทายาทก็ชวนคุยต่ออีกพักใหญ่ ก่อนจะเสด็จกลับไปพร้อมนายทหารอารักขา ที่ไม่ใช่ทั้งสององครักษ์ผู้พาคาซึยะเข้ามาในวัง
และก็เป็นอีกครั้ง ที่บุรุษผู้ถูกหมายตาว่าจะเป็น ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ ยังคงถูกลืมเลือนไปจากใจของธิดาองค์น้อยผู้มีร่างกายแปลกประหลาด
ใช่! แม้จนกระทั่งวันนี้ คาเมนาชิ คาซึยะก็ยังจำไม่ได้ว่า องครักษ์อาคานิชิ คือเด็กชายร่างสูงผู้เงียบขรึมที่เคยตามเสด็จเจ้าพี่ของตนมาตั้งแต่วัยเยาว์
‘จิน!’
………………………..
คาเมนาชิ คาซึยะตระหนักอยู่เสมอ ว่าถึงแม้จะมีร่างกายที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ตนก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีสองมือ สองขาและหนึ่งสมองสั่งการตามที่เรียนรู้มาจากโลกตะวันตก เพราะฉะนั้นแล้ว การจะไปไหนมาไหนขององค์หญิงบุญธรรมจึงไม่จำเป็นต้องมีเกี้ยว ขบวนตามเสด็จ หรือคนติดตามใดๆ
อากาศยามเช้ากำลังเย็นสบาย น่าเดินออกกำลัง ทั้งระยะห่างระหว่างเรือนคาเมนาชิ กับตำหนักชิโรยูกิอันเป็นที่ตั้งของกรมกลาโหมก็ไม่ไกลจากกันมากนัก ฉะนั้น คาซึยะจึงเลือกวิธีเดินลัดเลาะไปตามทางริมสวนที่อุดมไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ เพื่อทบทวนความทรงจำในวัยเยาว์ ว่าก่อนที่จะจากไปเรียนต่อนั้น บริเวณแถบนี้มีภูมิทัศน์เป็นเช่นไร
ใช้เวลาไม่นาน คาซึยะก็มาถึงตำหนักชิโรยูกิ ผู้คนยังบางตา เพราะยังเช้ามากนัก เมื่อเทียบกับเวลาเข้างานแล้ว แต่ความบางตานั้น ก็ยังจับจ้องมาที่ร่างโปร่งกันเป็นสายตาเดียว และยิ่งเมื่อสตรีนางนั้นเดินขึ้นบันไดหรูหราที่ทอดตัวลงมาจากชั้นสอง เหล่าขุนนางผู้มีตำแหน่งในกรมกลาโหมต่างก็พากันนิ่งงัน ก็จะไม่ให้แปลกใจได้อย่างไร ในเมื่อแม้โลกจะเวียนผ่านเข้าสู่ยุคสมัยที่สตรีสามารถทำงานร่วมกับบุรุษ แต่กรมกลาโหมก็ไม่เคยมีผู้หญิงเข้ามายุ่มย่ามเช่นนี้ ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม ทว่าไม่ทันจะได้คัดค้านใดๆ ร่างบอบบางก็หายขึ้นไปยังชั้นบนเสียแล้ว
คาซึยะรับรู้ถึงสายตาที่มองมา แต่ไม่สนใจเสียอย่าง ทั้งยังตั้งหน้าตั้งตาเดินตรงไปยังห้องทำงานที่องค์ชายรัชทายาทรับสั่งเรื่องตำแหน่งไว้แล้ว และยังทรงย้ำหนักแน่นว่าให้มาเรียนรู้งานจาก ‘คนที่มาก่อน’
หลังจากการพูดคุยสองสามประโยคกับนายทหารหน้าประตูฉลุลายชดช้อย ก็ทำให้พอจะรู้บ้างว่า ‘คนที่มาก่อน’ นั้น มาทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ขยันขันแข็งเสียจนน่าใจหาย กลัวใจว่าทางกองคลังจะจ่ายเงินเดือนให้ไม่มากพอกับความพยายามของบุรุษผู้นั้น ร่างโปร่งอมยิ้มกับความคิดของตัวเอง ที่ออกจะแก่นไปเสียหน่อย สำหรับสตรีในรั้วในวัง
แต่จะสนอะไรกัน ถึงร่างกายจะเป็นหญิงหรือชาย แต่คาซึยะก็คือคาซึยะ
“องค์ชายฮิเดอากิให้ข้ามาช่วยงาน” ประตูห้องถูกเปิดออกด้วยมือของสองนายทหาร ให้ร่างโปร่งเดินเข้ามาแจ้งความจำนงกับชายหนุ่มที่เงยหน้าขึ้นมอง และทันทีที่จบประโยค อีกฝ่ายก็ทำเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย และก้มลงอ่านเอกสารบนโต๊ะต่อเช่นเดิม
คาซึยะหันซ้ายหันขวาอย่างไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี แม้จะไม่ได้อยากรับการต้อนรับอย่างพิธีรีตองมากนัก แต่ร่างบางก็ไม่คาดคิดว่าจะไม่มีอะไรเลยเช่นนี้ ไม่มีการบอกกล่าวว่าที่ใดคือที่ทำงาน ไม่มีการอธิบายว่าจะให้เริ่มงานจากตรงไหน ไม่มีอะไรสักอย่างเดียว
ร่างบางมองไปรอบห้อง แล้วเม้มปากเป็นเส้นตรง โต๊ะทำงานหลังใหญ่ที่สุดหันหน้าเข้าหาประตูคงจะเป็นโต๊ะทรงงานขององค์ชายรัชทายาท ขนาบซ้ายขวาด้วยโต๊ะขนาดไม่เล็กไปกว่ากันเสียเท่าไหร่ ที่โต๊ะหนึ่งมีเจ้าของนั่งทำงานอยู่แล้ว ส่วนอีกโต๊ะมีเอกสารกองสุม น่าจะเป็นขององครักษ์รวยอารมณ์ขำคนนั้น
“องค์ชายทรงมีรับสั่งให้ช่างจัดการโต๊ะให้แล้ว อีกสักสองสามวันจึงจะเสร็จ ช่วงนี้ใช้โต๊ะข้าไปก่อน” ชายหนุ่มหนึ่งเดียวในห้องกล่าวอย่างที่ไม่เสียเวลาแม้สักนิดกับการเงยขึ้นมามองคู่สนทนา
“ใช้โต๊ะท่าน?” คาซึยะอยากย้อนนักว่าจะให้ใช้ได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าของโต๊ะยังนั่งเสียเต็มแบบนั้น
“เอาเก้าอี้ของยูอิจิมาใช้ก่อนได้ ห้องเก็บพัสดุยังไม่เปิด ข้าเลยเบิกเก้าอี้ออกมาให้ไม่ได้” ไม่พูดเปล่า แต่ยกเอกสารส่วนหนึ่งลงไปกองที่พื้น เหลือที่ว่างส่วนน้อยเอาไว้ให้คาซึยะเข้าใจว่า ‘นี่คือที่ทำงานของเจ้า’
ร่างโปร่งหมุนตัวเดินไปยกเก้าอี้ไม้บุด้วยเบาะนุ่มจากโต๊ะอีกตัว ถึงจะไม่ได้นึกค่อนขอดว่า องครักษ์ของเจ้าพี่ช่างเป็นผู้ชายใจไม้ไส้ระกำในคราแรก แต่เพราะความหนักของเก้าอี้ก็ทำเอาคุณหนูคาเมนาชิชักจะคิ้วขมวดเสียแล้ว
ทว่า ยังไม่ทันจะได้หันไปขอความช่วยเหลือ เก้าอี้ตัวใหญ่ก็ถูกยกลอยจากพื้น แล้วนำไปวางไว้ข้างโต๊ะทำงานฝั่งซ้ายของห้อง ด้วยฝีมือขององครักษ์หนุ่ม
ร่างสูงไม่ได้พูดอะไร วางเก้าอี้แล้วก็กลับไปนั่งทำงานต่อ ให้คนที่เดินเข้ามาร่วมโต๊ะได้แต่ทรุดตัวลงนั่งเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยปาก
“ขอบคุณ” สุดท้ายก็ตัดสินใจพูด ทำเอาอีกฝ่ายต้องเงยหน้าจากเอกสารขึ้นมอง ก่อนจะหันไปหยิบม้วนกระดาษจากบนพื้นมาส่งให้
“งานที่องค์ชายฝากเอาไว้ แปลใส่กระดาษแผ่นนี้ พระองค์จะเข้ามาตอนบ่าย ถ้าเสด็จทันจะเป็นการดี แต่ถ้าไม่… ก็ไว้พรุ่งนี้ได้” ร่างบางรับกระดาษมาเปิดอ่าน สำหรับคนที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนเจ้าของภาษามานานหลายปี แค่จดหมายเกี่ยวกับราคาอาวุธยุทโธปกรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก
คาซึยะอ่านผ่านตาหนึ่งรอบ ก่อนจะเริ่มจรดปากกาขนนกลงบนกระดาษเปล่าอีกแผ่น เมื่อคนสองคนล้วนมีงานที่ต้องใส่ใจ ความเงียบจึงเริ่มครอบคลุมไปทั่วห้อง และเหลือเพียงแต่เสียงเสียดสีระหว่างปลายปากกากับกระดาษเท่านั้น
อาคานิชิ จินตรวจเอกสารแผ่นสุดท้ายสำหรับเช้านี้เรียบร้อย จึงลุกขึ้นหมายจะออกไปขอชาสักถ้วยจากนางกำนัล เขาไม่ชอบให้ใครเข้ามายุ่งวุ่นวายในยามทำงาน ซึ่งข้อนี้องค์ชายรัชทายาทก็มีดำรัสเห็นด้วย จะขาดก็แต่เพื่อนรักร่วมสายอาชีพอย่างนากามารุ ยูอิจิที่บ่นกระปอดกระแปดว่าไม่มีนางกำนัลคอยเข้ามารินชาแล้วทำให้ห้องทำงานแห้งเหือดไม่มีชีวิตชีวา
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง และนั่นทำให้เขาพบว่า วันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เขาเท่านั้น ที่มาทำงานแต่เช้าตรู่ แต่มีใครอีกคนมาขอปันพื้นที่บนโต๊ะทำงานเพื่อแปลเอกสารด้วย
เขาก้มลงมองคนที่ตั้งอกตั้งใจเขียนบนกระดาษ แล้วนึกหวนไปยังวัยเด็กของคนตรงหน้า องค์หญิงน้อยแสนแก่น แสนห้าวที่หนีเรียนเย็บปักถักร้อยมาฝึกดาบกับเขาและองค์ชายฮิเดอากิบ่อยครั้งจนถูกจับได้ แต่ไม่เคยถูกทำโทษเลยแม้แต่ครั้งเดียว ณ เวลานี้ องค์หญิงน้อยผู้นั้น เติบโตกลายเป็นสาวงามที่คงจำไม่ได้แล้ว ว่าในยามนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ เจ้าพี่ กับน้องเท่านั้น แต่มี ‘จิน’ ตามติดไปทุกหนทุกแห่ง
คนที่ทำงานเสียเพลิน ไม่ได้รู้ตัวแม้แต่น้อยว่ากำลังถูกจับจ้องอยู่นาน ฝ่ายคนจ้องก็เผลอไผลสายตาอยู่กับเสี้ยวหน้าหวานสวยอย่างลืมตัวลืมใจ จนประตูเปิดเข้ามา เพราะองครักษ์อีกคน ทำให้คนในห้องรู้สึกตัว
“ประชุมเสร็จแล้วหรือ” ร่างสูงเอ่ยปากถามแก้เก้อ เมื่อเห็นสายตาสงสัยของคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่
วันนี้องค์ชายฮิเดอากิทรงมีประชุมตั้งแต่เช้าตรู่ และให้ นากามารุ ยูอิจิไปร่วมประชุมด้วย ส่วนเขาต้องจัดการงานเอกสารอีกหลายชิ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมในอีกสองวันข้างหน้า
“ใกล้แล้ว ข้ามาเอาเอกสารน่ะ อะ… แม่หญิงคาเมนาชิ อรุณสวัสดิ์ มาทำงานแต่เช้าเชียว” นากามารุ ยูอิจิทักทายอย่างเป็นกันเอง ด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง ให้คนถูกทักต้องเงยหน้ามองแล้วยิ้มตอบ
“อรุณสวัสดิ์…ท่าน…”
“โอ้ ข้ายังไม่ได้แนะนำตัวเลยสินะ นากามารุ ยูอิจิ บุตรของท่านเจ้ากรมการแพทย์ ตอนนี้เป็นองครักษ์ในองค์รัชทายาท”
“ยินดีที่ได้รู้จัก ท่านนากามารุ”
“เรียกข้าว่ายูอิจิก็ได้ ไม่ต้องพิธีรีตองนักหรอก เอ่อ… ว่าแต่ แม่หญิง…” ยูอิจิชักสับสน เขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงธิดานายพล แต่ตำแหน่งองค์หญิงบุญธรรมก็ยังเป็นที่ประจักษ์
“ไม่ต้องมากพิธีเช่นกัน ถือเสียว่าข้าเป็นเพื่อนร่วมงาน” เพียงเท่านั้น องครักษ์หนุ่มก็ยิ้มกว้าง
“งั้นข้าขอเรียกแม่หญิงคาซึยะแล้วกัน ข้าต้องไปก่อน เดี๋ยวองค์ชายจะทรงรอ… จิน องค์ชายรับสั่งว่าถ้าเสร็จเรื่องเอกสารแล้ว ก็ไม่มีงานแล้ว” แล้วฝ่ายนั้นก็ไปไวมาไว ฉวยเอกสารที่ต้องการได้ ก็หันไปยิ้มกว้างให้คาซึยะอีกครั้ง ก่อนจะบอกเล่าคำฝากขององค์ชายรัชทายาท แล้วจึงเดินจากไป ทิ้งให้ร่างโปร่งได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นกับชื่อที่องครักษ์นากามารุเรียกชายหนุ่มร่างสูงที่ร่วมห้องกับตนมาตั้งนาน แต่นอกจากสกุล ‘อาคานิชิ’ ที่ได้ยินตอนเขาพาคาซึยะเข้าวังแล้ว ก็ไม่รู้อะไรอีก
…จิน… อย่างนั้นหรือ
แต่… ยังไม่ทันจะได้ถามให้หายข้องใจ ชายหนุ่มพูดน้อยก็เดินออกจากห้องไปเสียแล้ว ทิ้งให้คาซึยะได้แต่ย่นจมูกไล่หลังกับอาการของ อาคานิชิ จิน ที่เคร่งขรึมไม่ต่างจาก เด็กชายคนหนึ่งที่เคยสนิทสนมยามเยาว์
คนเคร่งขรึมกลับเข้ามาอีกครั้ง และอีกพักหนึ่ง นางกำนัลก็จัดชาและขนมเข้ามาตั้งโต๊ะเล็กข้างร่างบาง ให้คาซึยะต้องมองคนนั้นคนนี้ทีด้วยความไม่เข้าใจ รอจนนางกำนัลจัดเรียบร้อย และถอยห่างออกจากห้องไปแล้ว ร่างสูงจึงเอ่ยปาก
“กว่าจะถึงมื้อเที่ยง ต้องรออีกพักใหญ่ คนทำงานเอกสารต้องการสารอาหารสำหรับสมอง” อาคานิชิ จิน พูดแค่นั้น ก่อนจะยกชาขึ้นจิบ และหันกลับไปสนใจเอกสารในมือตนต่อ
“นี่ของข้าหรือ” ชุดขนมประกอบไปด้วยขนมปังชิ้นเล็กๆพอดีคำ สำหรับหนึ่งคน และน้ำผลไม้ในแก้วทรงสูง ทำให้คาซึยะต้องหันมาถาม
“ข้าไม่ชอบขนมตะวันตก” หรือที่เมื่อครู่ออกจากห้อง ก็เพื่อจะสั่งนางกำนัลให้นำของเหล่านี้เข้ามาให้ … ดูเหมือนผู้ชายคนนี้ก็มีมุมที่น่ารักใช่ย่อยทีเดียว…
“ขอบคุณ” จินชะงักกับคำขอบคุณครั้งที่สองของวัน โดยเฉพาะใบหน้าหวานที่ขยับแย้มยิ้มจริงใจนั่น ชวนให้หน้าเคร่งขรึมเหมือนจะร้อนผ่าวพอๆกับชาในถ้วย ทำเอาชายหนุ่มต้องเสยกแก้วขึ้นจิบอีกอึก แล้วบอกปัด
“นั่นเพราะองค์ชายมีรับสั่งให้ดูแล” เพียงเท่านั้น ร่างบางก็นึกอยากจะขอคำขอบคุณทั้งหมดคืนมาจากผู้ชายคนนี้เสียจริง!!
……………..
บ่ายวันนั้น เมื่อองค์ชายรัชทายาทกลับเข้ามาในห้องทรงงาน จดหมายจากต่างแดนก็ถูกแปลวางเตรียมไว้ให้บนโต๊ะแล้ว ส่วนเจ้าของผลงานนั้นหายหน้าไปไหน ไม่อาจรู้ ในขณะที่องครักษ์ผู้ขยันขันแข็ง แม้จะจัดการงานในส่วนของตัวเองเรียบร้อย ก็ยังคอยรับใช้ไม่ห่าง
“แล้วคาซึยะล่ะ” องค์ชายมีรับสั่งกับองครักษ์หนุ่มที่คงเป็นเพียงผู้เดียวที่จะรู้เห็น
“เห็นว่าจะออกไปเดินเล่นพระเจ้าค่ะ ทรงมีอะไรเรียกใช้ ข้าจะให้คนไปตาม” จินไม่ได้บอก ว่ากว่าจะคาดคั้นคนที่ลุกหนีจะออกจากห้องเสียดื้อๆ ให้ยอมบอกว่าจะไปไหนมาไหน จนรับรู้นั้น เขาต้องข่มอารมณ์ไม่ให้นึกอยากตีมากเท่าไร เติบโตจนเป็นสาวแล้ว แต่ยังทำตัวดื้อดึงเหมือนสมัยเด็กไม่มีผิด
“อย่างนั้นหรือ” องค์ชายหนุ่มรับคำ ก่อนจะเสเนตรลงอ่านงานแปลของคาซึยะ แล้วจึงได้ขมวดขนงแน่น เมื่อพบว่ามีกระดาษจดหมายน้อยๆแทรกสอดอยู่ระหว่างงานแปลมาด้วย
‘ทูลเจ้าพี่ ข้าไม่อาจทนสูดอากาศร่วมกับผู้ชายพรรค์นั้นต่อไปได้ ขอออกไปเดินเล่นข้างนอกสักพัก หากมีงานใดเร่งด่วน ให้คนไปตามข้าที่หลังตำหนัก ข้าจะกลับมาแต่ไว ขอบพระทัยในพระกรุณา’
เป็นจดหมายฉบับเล็กๆ ที่ทำเอาองค์ชายรัชทายาทถึงกับอมยิ้ม แล้วเหลือบมอง ‘ผู้ชายพรรค์นั้น’ ที่ยังคงนั่งทำงานเงียบๆ แตกต่างจากองครักษ์อีกคนของพระองค์ รายนั้นใช้ชีวิตวัยหนุ่มคุ้มเสียจนเรียกว่าเกินคุ้ม สนุกสนานกับวันเวลา สนุกสนานกับสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ อาคานิชิ จินไม่ใช่
… อาคานิชิ จิน เป็นผู้ชายที่จริงจังไปกับทุกเรื่อง จริงจังจนขาดความรัก จริงจังจนเย็นชา
…หรือพระองค์จะช่วยการหมายเนตรของพระบิดากลายมาเป็นความจริงดี ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ ถ้าหากเป็นอาคานิชิ จิน ขึ้นมาล่ะ ป่านนี้น้องของเขาจะรู้รึยัง ว่า ‘ผู้ชายพรรค์นั้น’ กับ ‘จิน’ เพื่อนเล่นสมัยเด็กเป็นคนคนเดียวกัน
“จิน” เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นเพื่อรับโองการ องค์ชายฮิเดอากิแย้มพระโอษฐ์อย่างอารมณ์ดี
“เย็นนี้ว่างหรือไม่” หากตรัสถามแบบนี้ ต่อให้ไม่ว่างก็ต้องว่าง
“เราอยากเที่ยวตลาด…เจ้าก็ไปด้วยสิ ยูอิจิ นานๆที เราจะเป็นเจ้ามือเลี้ยง ถือเสียว่าต้อนรับพนักงานใหม่”
พนักงานใหม่ ที่ป่านนี้ยังไม่รู้เรื่องรู้ราว และหมายแต่จะหนีจาก ‘ผู้ชายพรรค์นั้น’ ที่ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว
พนักงานใหม่ ที่ไม่รู้เสียแล้ว ว่าเจ้านายผู้เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ กำลังดำริอยากให้คำทำนายของโหรหลวงที่พระบิดาเคยตรัสเล่าให้ฟัง กลายเป็นความจริงในเร็ววัน!!!
……………………….
อ่า นี่เป็นครั้งแรกที่ลงฟิคอีกแนวหนึ่ง

กลัวอ่านแล้วเหนื่อย เลยใช้คำราชาศัพท์นิดหน่อย ถ้ายังไง ช่วยติชมด้วยนะคะ
เพราะไม่เคยลงฟิคสไตล์นี้เลยอ่ะ แต่ก็อยากลง... ฮ่าฮ่า อยากลอง

ขอบคุณมากค่ะ
