2009.02.05
FIC : ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง Part 1
FIC : ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง
JIN X KAME
By : Dezair
………………………….
PART 1
ลูกผู้ชาย...คือนิยามความเป็นผู้ชายที่ คาเมนาชิ คาซึยะ หนุ่มหน้าสวย ร่างบอบบางแห่งคณะเศรษฐศาสตร์ ท่องขึ้นใจ หรืออาจจะเรียกได้ว่าท่องจนขึ้นสมอง ท่องจนฝังเข้าไปในไขกระดูกสันหลัง ท่องจน.......
จนแม่บอกว่า ‘เหนื่อยมั้ยลูก’
แต่ก็นั่นเถอะ... ถึงจะโดนคนอื่นค่อนขอดว่าหน้าอย่างนี้ เป็นลูกผู้ชาย ได้ไม่เกินอายุยี่สิบห้า เพราะคงโดนฟัน ก่อนจะไปฟันใคร แต่คาเมะก็ยังยึดมั่นในสโลแกนตัวเองเสมอมา
ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง คาเมะมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนเข้มแข็งคนหนึ่งในโลกใบนี้ อย่างน้อยคาเมะก็ไม่ร้องไห้เพราะกลัวหมามาตั้งแต่อายุได้แปดขวบ
ลูกผู้ชายต้องอดทน คาเมะมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนอดทน ถึงจะบุ่มบ่ามไปบ้าง หาเรื่องชวนตีอยู่บ่อยๆ แต่คาเมะก็รับสภาพกับการถูกผู้ชายจีบได้ ตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย ชนิดที่แม่ยังเคยเข้าใจผิดว่า ลูกชายสุดที่รักคนนี้จะหันมาเอาดีในเส้นทางสายสีม่วงจริงๆ
ลูกผู้ชายต้องกล้าได้กล้าเสีย คาเมะมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย วัดได้จากสถิติการมั่วข้อสอบ ที่ค่อนข้างจะกล้า มากกว่ารอบคอบเสียทุกครั้ง คะแนนมันก็เลยกร่อยให้จิตตกทุกครั้งที่เห็นเช่นกัน
และสุดท้าย...ลูกผู้ชายต้อง...
“ไอ้คาเมะ...สุดที่รักมึงมาแหนะ”
เสียงกระซิบบอก ทำเอา คาเมนาชิ คาซึยะที่กำลังนั่งโยกศีรษะไปกับเสียงเพลงที่ดังออกมาจากโทรศัพท์เครื่องเล็กใกล้ตัว ถึงกับชะงักกึก มือที่กำลังนั่งขีดเขียนกระดาษบนโต๊ะก็พลอยหยุดตาม ก่อนที่ดวงตาเรียวเล็กจะเหลือบมองไปที่มุมหนึ่งของใต้ตึกเรียนรวม ที่เพื่อนสนิทผู้แสนหวังดีอย่างจุนโนะมันโบ้ยหน้าเล็กๆเป็นการบอกทิศ
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ คาเมะมองไม่เห็นรองเท้า แต่ทายว่ามันคงใส่แตะคีบตามสไตล์เด็กคณะสถาปัตย์ที่ไม่ค่อยจะมีเวลาในการเลือกสรรเครื่องแต่งกายเท่าไหร่นัก ในช่วงที่งานสุมจนแทบล้นคอหอยแบบนี้
หมอนั่นกำลังเดินเข้ามาด้านในพร้อมผองเพื่อนที่มาดเถื่อนไม่แพ้กัน นับๆหัวดูแล้ว หากคาเมะยังนั่งอยู่ตรงนี้ให้พวกมันเห็น แน่นอนว่าคงมีรอยเท้าสักยี่สิบข้างอยู่บนตัวเป็นของขวัญกลับบ้านไปให้แม่ตกใจแน่
...แล้วถ้าจะปล่อยให้มันต้องเป็นแบบนั้น สู้คาเมะถอยเสียไม่ดีกว่าเหรอ....
“กูไปก่อนนะ” ร่างบอบบางหันไปกระซิบบอกเพื่อน แล้วยอบตัวต่ำขณะก้าวขาออกจากโต๊ะ ถอยหลังช้าๆได้สักสี่ห้าก้าว แล้วจากนั้นก็….
...วิ่ง!!!!!!!!!...
“เฮ้ย!!! ไอ้เด็กนั่นนี่หว่า!!!” เสียงตะโกนดังมาจากด้านหลัง คาเมะมั่นใจสุดขีดว่า ‘ไอ้เด็กนั่น’ หมายถึงเขาแน่ๆ เพราะฉะนั้นแล้ว สองขาจึงยิ่งเพิ่มกระบวนการสับ และการก้าวให้ยาวมากขึ้น
“เฮ้ย!!! มึงหยุดนะเว้ย!!!!” อยากจะหันไปบอกจริงๆ ว่าใครจะโง่หยุดให้พวกมึงยำไม่ทราบ! กูรักชีวิตนะครับ พ่อแม่ให้มา กูจะเอาบ่อนทำลายกับพวกมึงได้ไง!
“แม่ง!! ไม่ใช่ผู้ชายนี่หว่า วิ่งหางจุกตูด!!” เสียงยังคงลอยตามลมมากระทบหู แม้จะแผ่วบ้างเล็กน้อย เพราะระยะห่างระหว่างคนพูด กับคนได้ยิน แต่นั่นล่ะ คาเมะก็ยังได้ยินอยู่ดี ว่าไอ้พวกหมาหมู่มันด่าว่ายังไง
...ไม่ใช่ผู้ชาย!!! มันด่าว่าไม่ใช่ผู้ชาย...ทั้งๆที่คาเมะยึดมั่นคติประจำชีวิตว่า กูคือลูกผู้ชาย แต่พวกมันกลับบอกว่ากูไม่ใช่ผู้ชาย!!!...
มันด่ากันถึงขนาดนี้ คนอย่างกู ฆ่าไม่ได้ หยามได้โว๊ย!!!
...ไม่เคยได้ยินรึไงวะ....
‘ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง’ น่ะ!! นี่ไง กูวิ่ง กูวิ่ง และกูวิ่งครับพวกมึง!!!!!...
ป.ล. เจอกัน ถ้าพวกมึงวิ่งตามกูทัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า
.................................................
“ก็มึงมันซ่า...”
เสียงบ่นของเพื่อนสนิทที่พอจะคบหาถูไถกันไปได้ คือไอ้ทางุจิ จุนโนะสุเกะ หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม ดาย ฮาร์ด ฆ่าไม่ตาย ที่ทุกคนในคณะยกย่องเชิดชูความกล้าหาญ ที่กล้าคบคาเมะเป็นเพื่อนมาได้สามปีเข้าไปแล้ว
กลุ่มนี้มีกันแค่สามคน กระจุ๋งกระจิ๋งเล็กๆน่ารัก เพราะไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย เนื่องจากกลัวจะตายหมู่พร้อมไอ้คาเมะกันหมด ก็ปากมันดีนักนี่ พาความซวยเข้าหาตัวเองอยู่ตลอดเวลา วันหยุดราชการเอย วันหยุดเสาร์อาทิตย์เอย หรือจะเป็นวันธรรมด๊า ธรรมดา ไอ้คาเมะก็ยังชักชวน ‘เท้าและหมัด’ ของคนอื่นเข้าหาตัว ประหนึ่งเป็นเด็กขี้เหงา ขาดคนล้อมหน้าล้อมหลังไม่ได้เสียแบบนั้น
“กูไม่ได้ซ่าสักหน่อย”
หลังจากเมื่อวานวิ่งจนซี่โครงบาน รูจมูกยังหดกลับมาขนาดเท่าเดิมไม่ได้เพราะแรงหอบ วันนี้ ไอ้คาเมะก็เกือบโดนสังหารโหด เพราะเจ๋อไปเดินผ่านพวกที่นั่งสูบบุหรี่อยู่หน้าคณะสถาปัตย์ แล้วมันไม่เดินเปล่า แต่มันแกว่งปากหาเท้าด้วยคำพูดที่ว่า
‘เหม็นบุหรี่ชิบหาย ถ้ากูเป็นโรคมะเร็งตาย กูจะมาเรียกค่าทำขวัญสำหรับเกิดชาติหน้าจากไอ้พวกสูบบุหรี่นี่แหละ’
ดีแค่ไหนว่า มีเขาไปด้วย จุนโนะถอนหายใจเฮือก ถ้าไม่มีหน้าตาสำนึกผิด พร้อมการรีบดึงไอ้ปากดีออกจากตรงนั้น จุนโนะก็คาดไว้แล้วล่วงหน้า ว่าอีกเจ็ดวันนับจากนี้ เขาอาจต้องลากิจ เพื่อไปดูแลงานศพของเพื่อนสนิทที่ชื่อ คาเมนาชิ คาซึยะ แทน
“เดี๋ยววันเกิดมึง กูจะซื้อผ้าปิดปากให้สักอันเอามั้ย” โคยามะ เคอิจิโร่ สมาชิกอีกคนของกลุ่ม ที่รับฟังเรื่องราวเฉียดตายจากปากจุนโนะ ถึงกับต้องออกปากเสนออย่างปลงตก
“ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวกูพูดลำบาก” ไอ้คาเมะคนดี นิสัยดี หน้าตาดี และปากดี หันมายิ้มกว้างปฏิเสธ ให้จุนโนะต้องตบหัวดังผลัวะ! แล้วบ่นยาว
“ก็จะให้มึงพูดลำบากไงเล่า....เฮ้อ คาเมะ มึงก็รู้ว่าโจทก์มึงอยู่ ’ถาปัตย์ มึงยังเสือกไปปากดีที่นั่นอีก เกิดเขาเป็นพวกเดียวกันขึ้นมาทำไง ทีนี้โจทย์มึงจะมีจำนวนคูณสองจากของเดิมเชียวนะโว๊ย~!!”
คาเมะส่ายหน้ารัว แถมโบกมือไปมาอีกต่างหาก
“ไม่มีทาง อะไรจะโลกกลมขนาดนั้น กูไม่เชื่อหรอก คณะออกจะใหญ่”
“อะไรๆมันก็ไม่แน่โว๊ย~!!! มึงอย่าทำเป็นเล่น ถ้าคราวนี้โดนไล่บี้มาอีกล่ะก็ กูกะไอ้โคยามะจะเลิกคบมึงจริงๆ” จุนโนะประกาศลั่นตัดเพื่อนตัดฝูง แต่คาเมะสนใจงั้นรึ ก็มันพูดแบบนี้มาเป็นร้อยรอบได้แล้วมั้ง แล้วมันได้ทำจริงที่ไหนเล่า ก่อนที่มันจะทันตัดเพื่อน ไอ้คาเมะก็ไปหาโจทก์รายใหม่มาให้จุนโนะปวดหัวต่อแล้วล่ะ!!!
“นี่คาเมะ...มึงช่วยอยู่อย่างสงบๆหน่อยได้มั้ยวะ มึงรู้มั้ย มึงเรียนมหาลัยมาสามปีเนี่ย มึงแทบจะเฉียดไปใกล้คณะไหนไม่ได้แล้วนะเว้ย ขนาดว่ากับอักษรฯ มึงยังสะเออะไปปากมอมกับผู้หญิง แล้วนี่...สถาปัตย์อยู่คนละมุมกับคณะเราด้วยซ้ำ มึงยังถ่อไปสร้างศัตรูไว้อีก ทีหลัง มึงก็มีเรื่องกับอธิการบดีด้วยเลยดิ” โคยามะพูด แล้วถอนหายใจเฮือก เมื่อเห็นเพื่อนรักทำตาวื๊งวับกับอนาคตคู่กรณีคนถัดไป
...อธิการบดี!!!....
“เฮ้ย คาเมะ กูขอเหอะ ละไว้สักคน ไปไป มึงอยากไปปากมอมที่ไหนอีก บอกกูมา เดี่ยวกูพาไปส่งถึงที่ แล้วมึงอย่าแหล่มไปมีเรื่องกับอธิการฯนะโว๊ย!” จุนโนะยอมแพ้จริงๆ กับไอ้เพื่อนปากดีนิสัยช่างแกล้งคนนี้ คาเมะหัวเราะเอิ้กอ้าก
“กูปากมอมอะไรเล่า ที่กูพูดๆไปน่ะ มีแต่ความเป็นจริงทั้งนั้น ไอ้คนที่มันได้ยินแล้วตามมีเรื่องกับกู มันรับความจริงไม่ได้เองนี่หว่า”
“ใครจะรับได้...มึงเล่นไปพูดในลิฟต์วิศวะที่เด็กวิศวะสร้างเองว่า...ลิฟต์ห่วยว่ะ คนสร้างแม่งใช้หัวคิดมั้ยเนี่ย... ไหนจะตอนที่ไปมีเรื่องกับเด็กอักษร หาว่าเขาโบ๊ะหน้าบังความหยาบของรูขุมขนอีก กระทั่งวิทย์กีฬา...มึงยังไปพ่นแถวนั้นว่า เห็นจบมาตั้งเยอะ ไหนลองทำให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าเหรียญทองโอลิมปิคซิ...คาเมะ เรื่องบางเรื่องนะโว๊ย มึงควรรู้ว่าคิดในใจอย่างเดียวก็ได้ ไม่ต้องประกาศให้โลกรู้”
“ก็กูอยากประกาศ” ไอ้คาเมะยังไม่สนใจโลกกับคำพูดของเพื่อนผู้หวังดีทั้งสอง ก่อนจะก้มลงอ่านนิตยสารรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด
...เปล่าหรอก คาเมะไม่ได้มีปัญญาจะแบมือขอเงินเป็นถังจากพ่อจากแม่มาบำเรอบริษัทรถยนต์ เพียงเพราะว่าไอ้เครื่องกระป๋องพวกนี้มันดีไซน์เฉียบ สีแจ่ม หรือเป็นลิมิเต็ด เอดิชั่น ผลิตแปดคันในโลก นำเข้าญี่ปุ่นเพียงคันเดียว อะไรแบบนั้น...
แต่คาเมะดู เพราะจะฆ่าเวลารอสาวสวยรุ่นพี่ร่วมคณะ...อย่าถามอีก ว่าคาเมะจะจีบหล่อนเรอะ... มันก็เปล่าอีกนั่นแหละ แค่ชีวิตตัวเองยังจะเอาไม่ค่อยรอด แล้วยังจะมาจีบสงจีบสาว ฝันไปเหอะ...คาเมะก็แค่มานั่งรอ ทำตัวเป็นน้องรหัสที่ดี เพราะพี่รหัสจะเลี้ยงข้าวก็เท่านั้น...
“เฮ้ย!!! นั่นเด็กบัญชีที่มีเรื่องกับมึงนี่หว่า” โคยามะกระทุ้งศอกบอกไอ้คนที่ไม่ได้สนใจสภาพแวดล้อมรอบตัว ให้คาเมะต้องเงยหน้ามอง แล้วถึงกับเบิกตา
ไอ้ตี๋ใส่แว่นจมูกโต!!!...
ไอ้หมอนี่คือโจทย์อันดับสองที่คาเมะบัญญัติไว้ขึ้นใจ เพราะมันตามไปบี้คาเมะได้ทุกหนแห่ง ทั้งๆที่เรื่องที่คาเมะเคยเอาแก้วน้ำที่ยังไม่หมดไปวางบนฝากระโปรงรถพอชของมัน เกิดขึ้นตั้งแต่เทอมที่แล้ว แต่มันก็ยังตามเอาเรื่องคาเมะมาจนถึงวันนี้
“ตายห่า มันมาแถวนี้ทำไมวะ” จริงอยู่ว่าคณะเศรษฐศาสตร์ และบัญชีอยู่ติดกัน แต่คาเมะก็ไม่เห็นความจำเป็นอะไร ที่เด็กบัญชีจะต้องเดินมาคณะเศรษฐศาสตร์ มันคงไม่มาเรียน และหน้าตามันก็เอาเรื่องแบบที่คงไม่ได้มาหาสาว เพราะงั้น......
....มันก็คง มาหาคาเมะ...
“บอกเจ๊กูด้วย ว่ากูติดธุระ” คาเมะรีบหันไปบอกเพื่อน แล้วใช้วิธีเดิมคือการหนี
รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง คือสุภาษิตขั้นเทพที่คาเมะตั้งใจท่องควบคู่ไปกับ คติ ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง นั่นแหละ
ร่างบอบบางคว้าข้าวของแล้วก้าวออกจากโต๊ะช้าๆ ก่อนจะรีบวิ่งหายออกไปยังอีกมุมของตึก ไม่ได้ยินเสียงอะไรไล่หลัง แสดงว่าไอ้ตี๋นั่นคงตาฟ่าฟางพอสมควร ถึงมองไม่เห็น แต่ไม่ได้...ต้องหันไปมองให้แน่ใจ
ในขณะที่สองขายังวิ่งไปเรื่อย คาเมะก็ยังหันหน้ากลับไปมองเบื้องหลัง และเพราะการละสายตาไปจากภาพเบื้องหน้า ทำให้ร่างบางไม่ทันเห็นใครบางคนที่จงใจเดินมาดักข้างหน้า และเป็นผลให้คาเมะถึงกับชนดังพลั่ก!!!!
“โอ้ย!!! ใครวะ!!!” อาจจะเป็นเพราะมวลสารของอีกฝ่ายมากกว่า คาเมะที่ตัวเล็กเลยกระเด็นลงไปนั่งกองกับพื้นอย่างง่ายดาย
“กูเอง” ไอ้คนยืนให้ชน ก้มหน้าลงไปบอก ให้คาเมะถึงกับตาโตตกใจ แล้วกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก...
“หรือจำกูไม่ได้... งั้นกูจะบอกให้ อาคานิชิ จิน คณะสถาปัตย์ ปีสี่...ศัตรูคู่อาฆาตของมึง”
ไอ้ถึกหนาคนเมื่อวาน!!!! เวรตะไลแล้วคาเมะ...ไอ้หมอนี่มันมาทำไมตอนนี้เนี่ย!!!...
“ดูท่ามึงจะรักการวิ่ง งั้นกูจะอุ้มมึงไปละกัน มึงจะได้ไม่มีปัญญาวิ่ง”
ไอ้หมอนั่นพูดจบ มันก็ก้มลงช้อนร่างคนที่ยังนั่งค้าง อ้าปาก ตาโต แล้วได้แต่ปล่อยให้‘ศัตรูคู่อาฆาต’ อุ้มออกจากคณะไปแบบที่มีแต่คนหันมอง
.............................
...ตัวมันเบา...เบามากจนน่าใจหาย มิน่าล่ะ มันถึงวิ่งเร็วแบบนั้น...
“ไง ไม่ปากเก่งแล้วเหรอ” อุ้มกันออกมาจากคณะเศรษฐศาสตร์แล้ว อาคานิชิ จิน ก็พาไอ้เด็กหน้าหวานแต่ปากสุดโต่งมานั่งกันที่ร้านอาหารในห้างหรูใจกลางเมือง
วิธีการนั่งนั้นไม่ยาก แค่กดไอ้เด็กนั่นเข้าไปนั่งชิดติดกำแพง แล้วตามด้วยเขานั่งประชิด กันมันหนี ถ้าลองมันหนีอีก วันนี้ก็คงไม่ได้คุยกัน
จินอยากคุยให้มันรู้เรื่อง เพราะไอ้เด็กประสาทปากมอมนี่ ดันทำตัววอนเบื้องล่าง ถ้ามันขอโทษเขา ขอโทษทุกสิ่งที่มันทำ เขาจะถือว่าเรื่องทั้งหมดแล้วก็แล้วกันไปตามประสาลูกผู้ชาย เห็นหน้าตาคุณชายแบบนี้ ทั้งยังเกิดและเติบโตในตระกูลนักธุรกิจชั้นนำ แต่จินก็เป็นนักเลงมากพอที่จะรับคำขอโทษจากคนที่ทำผิด เขาไม่ใช่กุ๊ยข้างถนน ที่ไม่เห็นคุณค่าของคำว่าขอโทษจากคนที่ต้องการจะชดใช้ความผิดที่ก่อไปแล้ว
แต่ในกรณีที่มันไม่ขอโทษ...
นักเลงอย่างจินก็พูดได้คำเดียวว่าเรื่องยาว
“ใครปากเก่ง” และดูท่าเรื่องมันจะยาวจริงๆ ขนาดมันยังไม่ยอมรับเลยว่าตัวมันปากเก่ง
“ก็มึงไง ปากดีนักนี่ มึงรู้มั้ยว่าคำพูดมึง ทำให้กูเป็นยังไง”
“กูไปพูดอะไร” คาเมะย้อน เท้าเริ่มป่ายปะไปใต้โต๊ะ คำนวณความกว้าง ความยาว หมายจะมุดหนี แล้วไปโผล่อีกฝั่งของโต๊ะ
“ที่มึงพูดว่ากูไปชกกับแฟนเก่าของมิกะ” เพราะคำพูดของไอ้บ้าตัวกระเปี๊ยกนี่แท้ๆ ภาพผู้ชายแสนดี แถมมาดดีอย่างเขา ถึงจบลงที่คำว่า อัทธพาล สาวสวยลูกคุณหนูอย่าง ชิโดะ มิกะ เลยขอตีจาก
...ชีวิตของอาคานิชิ ที่มีแต่การบอกลาสาวอื่นก่อน มาวันนี้ ดันโดนสาวบอกตัดหน้า แถมเขายังไม่ทันได้ฟันหล่อนเป็นการแลกเปลี่ยนที่เขาอุตส่าห์ทุ่มทุนด้วยเครื่องสำอางราคาแพงระยับนั่นเลย
“อ้าว ก็เรื่องจริงไม่ใช่รึไง” คาเมะหันไปย้อนถาม ไม่เข้าใจคนพวกนี้จริงๆ ว่าทำไมต้องโกรธกับเรื่องจริง ที่คาเมะพูดด้วย ถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริง แล้วคาเมะจะพูดทำไม
“แล้วใครขอให้มึงพูดเรื่องจริง!!”
จินตะคอกใส่ พาลให้ทั้งร้านเงียบกริบ แล้วหันมองเขาเป็นตาเดียว ร่างสูงเงียบ แล้วหันหน้าไปอีกทางเพื่อระงับอารมณ์หงุดหงิด
อย่าว่าแต่ปากมันกวนประสาทเลย แค่เห็นหน้ามัน จินก็รู้สึกอยากจะบีบไอ้คอเล็กๆนั่นให้แหลกคามือ โทษฐานที่มันหน้าตากวนโอ้ยได้ใจ จนเขาจำได้แม้จะเห็นแค่ครั้งเดียวตอนมันเดินผ่านหน้าคณะพร้อมกับปากบอนให้อดีตแฟนสาวของเขารู้เรื่องชกต่อยคราวนั้น
แต่การหันหน้าไปอีกทางแบบนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่รอเวลามุดโต๊ะ ได้ทำในสิ่งที่ถนัด นั่นคือการหนี
“เฮ้ย!!!!” จินรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวข้างตัว แต่พอหันหลับมาอีกที ไอ้ที่นั่งตรงที่เคยมีเจ้าเด็กปากดีนั่งอยู่ กลับว่างเปล่า ส่วนเจ้าตัวไปมุดขึ้นมาจากอีกฟากของโต๊ะแล้ว
แล้วนั่น!! มันยังยิ้มแถมโบกมือให้อีก
“ไปล่ะ” คาเมะบอกปุ๊บ ก็ก้าวขึ้นเหยียบบนที่นั่ง ก่อนจะวิ่งไปกระโดดลงข้างโต๊ะ แล้ววิ่งหายออกจากร้านไปทันที จินได้แต่อ้าปากค้าง กระพริบตาปริบๆ ก่อนจะกลายเป็นถอนหายใจ แล้วหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะวีรกรรมความกระโดกกระเดกของอีกฝ่าย
หน้ามันก็อย่างกับผู้หญิง ตัวก็เบายิ่งกว่าผู้หญิง แต่นิสัยมันทโมนยิ่งกว่าผู้ชายซะอีก
แต่...แต่มันก็คงคิดล่ะมั้ง ว่าวิ่งเร็ว แล้วจะหนีจากเขาได้ ก็บอกแล้วว่าถ้ามันไม่ยอมขอโทษดีๆ เรื่องนี้มียาว
“ช่วยใส่ถุงกลับบ้านให้ด้วยครับ” จินหันไปบอกพนักงานร้าน ขณะโบ้ยไปที่อาหารบนโต๊ะที่สั่งมาตั้งเอาไว้เซ่นอากาศ เพราะไม่มีใครทันได้แตะ เจ้าตัวดีก็หนีเขาไปอีกแล้ว
หนีเถอะ...หนีไปเรื่อยๆ เขาเองก็ชักสนุกกับไอ้เกมแมวจับหนูพรรค์นี้ซะแล้ว แล้วจะได้รู้ ว่าระหว่างแมวกับหนู ใครจะเหนื่อยก่อนกัน...
.................................
คาเมะไม่ได้เถลไถลไปไหน ใจหนึ่งคือกลัวจะเจอโจทย์เก่าโจทย์ใหม่ โจทย์ไหนๆก็ไม่อยากเจอ วันนี้เหนื่อยมากแล้ว ทั้งวิ่ง ทั้งประสาทกิน สุดท้ายเลยรีบขึ้นรถไฟกลับบ้าน อย่างน้อยที่บ้านก็ไม่มีศัตรูล่ะวะ
...อ้อ...ไม่แน่ ยกเว้น ไอ้จิโร่ ไอ้หมาอกตัญญู ที่ทำทุกวิถีทางให้คาเมะตกกระป๋องจากลูกชายสุดรักสุดหวงของคุณนายคาเมนาชิสักที แต่...ไม่มีทางสำเร็จหรอกหน่า!! ก็คาเมนาชิ คาซึยะ น่ะ เป็นลูกชายที่คุณแม่แสนปลาบปลื้มจะตาย
“อ้าว...กลับมาพอดีเลย เพื่อนเรามาหาแหนะ เพิ่งมาเมื่อกี้นี้เอง” ก้าวเท้าเข้าบ้าน ยังไม่ทันจะได้สลัดเจ้ารองเท้าผ้าใบคู่เก่าออกตรงหน้าประตู แม่ก็เดินเข้ามาบอก พร้อมรอยยิ้มกว้างเต็มแก้ม แบบที่คาเมะยังต้องขมวดคิ้ว
...แม่ดู...ดูเหมือนจะดีใจ แม่ดีใจอะไร? พ่อได้ขึ้นเงินเดือน? หรือไอ้พี่ชายตัวแสบของคาเมะกลับกลายเป็นอภิชาตบุตรแบบปัจจุบันทันด่วน? หรือจะเป็นน้องชายคนเล็กได้เกรดถูกใจแม่?...
“คาซึยะเนี่ย มีเพื่อนชายหล๊อ หล่ออย่างกับดารา ก็ไม่เห็นมาอวดแม่เลยนะ...ไปลูก ไปล้างหน้าล้างมือ แล้วมากินข้าวกัน เพื่อนเราเอากับข้าวมาฝากตั้งเยอะแยะ”
“เพื่อนชาย? ไอ้จุนโนะเหรอ หรือไอ้โคยามะ” คาเมะเริ่มรู้สึกแปลกๆกับคำพูดของมารดา ทำไมถึงเรียกไอ้สองคนนั้นว่า เพื่อนชาย คำนี้มันควรใช้กับลูกชาย ที่มีเพื่อนมาหาที่บ้านงั้นเหรอ
“ไม่ใช่ทั้งสองคนนั่นแหละจ๊ะ...รีบไปเก็บของซะ แล้วรีบลงมานะลูกนะ ปล่อย ‘เขา’ รอนานไม่ดีรู้มั้ย”
แล้วคุณนายคาเมนาชิก็ดันหลังบุตรชายคนกลางให้เดินขึ้นบันได ก่อนที่เจ้าตัวดีจะทันเห็นเพื่อนชายของตัวเองที่คาดว่าคงนั่งอยู่ในห้องครัว คาเมะจะทำเนียนเป็นเดินขึ้นไปก่อน แล้วค่อยแวบลงมาดูก็ไม่ได้ เพราะคุณแม่คนสวยยืนยิ้มหวานอยู่ที่ตีนบันได กะส่งคาเมะเข้าห้องไปเก็บข้าวของแบบไม่ให้มีบิดพลิ้ว
แล้วคาเมะจะทำยังไงได้ สุดท้ายก็ต้องยอมเข้าห้องตัวเองไปเก็บกระเป๋า เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วออกมาล้างหน้าล้างตา ลงมาหามารดาที่ยังยืนคอยอยู่หน้าประตู
“อะไรน่ะแม่ ทำไมต้องมายืนรอ” ไม่มีคำตอบ เพราะคุณนายคาเมนาชิยังเอาแต่ยิ้ม ก่อนจะดันหลังบุตรชายเข้าไปในห้องครัว
“ก็...รอคาซึยะเข้าก่อน...”
“แล้วทำไมต้องรอผมเข้าก่อนล่ะ”
คาเมะยังไม่เข้าใจมารดามากนัก แต่ก็ถูกดันหลังเข้าไปในห้องครัวที่สมาชิกบ้านคาเมนาชิใช้เป็นห้องรับประทานอาหารไปด้วยในตัว เพราะฉะนั้น ภายในห้องครัวไม่ใหญ่ไม่เล็ก จึงมีโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมพอเหมาะสำหรับหกคนตั้งอยู่ด้วย
ทุกทีมันไม่เคยต้องใช้เก้าอี้ถึงหกตัวในการทานข้าวแต่ละมื้อ เพราะบ้านนี้มีลูกชายสาม บวกพ่อแม่อีกสอง คาเมะนับนิ้วมือดูแล้ว ยังไงๆ ปริมาณลูกบวกพ่อแม่ก็ได้ ห้า อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่วันนี้ เป็นวันที่บ้านคาเมนาชิได้ใช้เก้าอี้ตัวที่หก
เก้าอี้ตัวที่หก...กับ เพื่อนชาย ที่แม่เรียก
“สวัสดีอีกครั้ง คาเมะ”
เจ้าของประโยคคือชายหนุ่มร่างสูงหนา ที่คาเมะจำหน้ามันได้ดีพอๆกับจำได้ว่า สองคูณสอง เป็นสี่นั่นแหละ!!!!
...อาคานิชิ จิน!!!!!...
....มันมาที่นี่ได้ไงวะ!!!!!!!...
ร่างบอบบางถอยหลังทันควัน สัญชาตญาณการเอาตัวรอด บอกให้รู้ว่าต้องหนี หนีอย่างเดียวเท่านั้น!!!
แต่...
“อุ้ย~! คาซึยะ ถอยหลังทำไมละลูก” แต่ทำไมแม่มายืนซ้อนหลัง ปิดบังทางหนีของลูกอย่างงี้เล่า!!!!
“คาเมะเขาคงนึกอยากออกกำลังพอดีล่ะมั้งครับคุณแม่” ไอ้แขกที่คาเมะไม่ได้เชิญ และไม่เคยคิดจะเชิญ ส่งเสียงบอกพร้อมรอยยิ้มบางให้มารดา แต่กลับหันมายักยิ้มมุมปากได้กวนส้น และกวนฝีปากคาเมะเป็นที่สุด
…ทำไมละวะ!! อยากออกกำลังกายด้วยการวิ่งหนีมันผิดตรงไหนไม่ทราบ!!!...
“จะมาออกกำลังกายอะไรตอนนี้ล่ะ คาซึยะ...ไปลูก ไปกินข้าวกัน เนี่ย จินเขาเอากับข้าวมาให้เยอะแยะเลย เกรงใจจังจ๊ะ”
แล้วคุณแม่คนสวยด้วยหุ่นอวบอัด ก็รีบหันไปยิ้มแป้นให้ชายหนุ่มที่แนะนำตัวเองว่าเป็น ‘เพื่อนชายคนสนิท’
ของลูกชายสุดที่รักของหล่อน
ครั้งแรกที่ได้ยินคำนี้ แถมได้เห็นหน้าตาที่แสนจะหล่อเหลานั่น หล่อนก็ถึงกับตาพอง รู้สึกเหมือนมีรัศมีเจิดจรัส มาดผู้ดีจับยิบยับตามเนื้อตัวสูงใหญ่ของอีกฝ่าย จนต้องรีบลากสามีเข้าไปซุบซิบใต้บันไดว่านี่ล่ะ ‘ว่าที่ลูกเขยคนเดียวของคาเมนาชิ!!!’
“แล้วนี่ยังไม่ได้เล่าให้แม่ฟังเลย จินเรียนสถาปัตย์ แล้วทำไมถึงมารู้จักกับคาซึยะได้ละ”
มืออวบอูมกดไหล่บุตรชายคนกลางลงบนเก้าอี้ ก่อนที่หล่อนจะตามลงนั่งในระยะประชิด แบบที่คาเมะยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะขยับตัวหนีเสียด้วยซ้ำ แล้วพอแม่นั่งลงมาแล้ว มือที่นักปราชญ์ทั่วโลกตะวันออกยกย่องว่า ‘ครองพิภพ สยบบุรุษ เลี้ยงดูลูกหลานของแผ่นดิน’ ก็ตามลงตะปบต้นขา เหมือนจะบอกกลายๆว่าอย่าหนีทีเดียวเชียว
“อ้อ...คาเมะเขาเป็นคน ‘เพื่อน’ เยอะน่ะครับ”
จิน ตอบพร้อมรอยยิ้มที่ใครเห็นก็บอกว่า นี่ล่ะ รอยยิ้มเยี่ยงเทวดา รอยยิ้มแบบนี้แหละ ที่มัดใจ ชิโดะ มิกะ จนหล่อนยอมคบหาด้วย แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลายเพราะไอ้เด็กเวรที่มันนั่งก้มหน้าต่ำเหมือนเด็กทำผิด แต่ดื้อแพ่งไม่ยอมรับด้วยการทำเป็นหงอ
“จริงจ๊ะ คาซึยะน่ะ มนุษยสัมพันธ์ดีตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ” คาเมะอยากหันไปบอกแม่เหลือเกิน ว่าอย่าพยายามขายลูกตัวเองขนาดนั้น เพราะไอ้คนที่ตีหน้าเทพเจ้าอยู่ตอนนี้ ความจริงแล้วมันรู้เช่นเห็นชาติ แถมอคติกับคาเมะอีกต่างหาก
“ครับ...ขนาดเพื่อนผมที่อยู่บัญชี มันออกจะเงียบๆ ไม่ค่อยคบใคร แต่คาเมะก็ยังรู้จัก...จำได้ใช่มั้ย ไอ้ยูที่ขับรถพอชสีเหลืองมะนาวน่ะ”
...ร...ร...รถพอชสีเหลืองมะนาว...เอ่อ...ไอ้รถที่ราคาลิบลิ่วชนิดขายตัวซื้อ และก็อาจจะต้องรอเกิดชาติหน้า แล้วขายตัวอีกรอบ ถึงจะมีเงินพอสำหรับล้อแม็คของมันสักข้าง
แล้ว...แล้วไอ้รถพอชสีเหลืองมะนาว...ก็..ก็ได้ข่าวว่า...ว่ามีที่บัญชีที่เดียว...แล้วก็มี...มีคันเดียวในมหา’ลัยด้วย...เอ่อ....เพราะฉะนั้น มันก็คงเป็นคันเดียวกับที่คาเมะหมั่นไส้สีรถแสบทรวง แล้วก็เลยเอาแก้วน้ำตัวเองไปวางทำเท่ห์อยู่บนฝากระโปรงนั่นแหละ...
...เอ่อ...แล้ว...แล้ว... อย่าบอกนะว่า...ไอ้เจ้าของรถพอชจอมอาฆาตนั่น จะเป็นเพื่อนมึงอ่ะ อาคานิชิ...
“นอกจากนั้น คาเมะเขาก็ยังรู้จักพี่รหัสของผมด้วยครับ เคยเจอกันที่โต๊ะหน้าตึกสถาปัตย์ไง ตอนที่พี่เขานั่งสูบบุหรี่อยู่...อ้าว... สงสัยคาเมะจะลืม เพิ่งเจอไปวันนี้เอง คนที่ตัดผมสั้นๆน่ะ”
...คนที่ตัดผมสั้นๆ... ที่เคยเจอกันหน้าตึกสถาปัตย์ ตอนที่นั่งสูบบุหรี่อยู่....
...เอ่อ...ก็เข้าใจละนะ ว่าในมหา’ลัย คนตัดผมสั้นมีเป็นหมื่น...
...แต่คนผมสั้น สูบบุหรี่ หน้าสถาปัตย์ แถมเพิ่งเจอวันนี้ คาเมะไม่มีทางคิดถึงคนอีกเป็นหมื่นที่ตัดผมสั้นเหมือนกันหรอก...คนเพียงคนเดียวที่คาเมะพอจะนึกออกก็...
...ก็...โจทก์รายล่าสุดไง ที่คาเมะไปปากพล่อยเอาไว้ จนไอ้จุนโนะต้องประกาศตัดเพื่อนเป็นรอบที่ล้านน่ะ...
...และไอ้ผู้ชายคนนั้น ที่คาเมะมีเรื่องด้วยเมื่อเช้านี้...อย่าบอกนะว่า...ก็เป็นคนที่มึงรู้จักอีกเช่นกันอ่ะ อาคานิชิ...
“เออ ดีๆ รู้จักคนเยอะๆ โตไป มีเรื่องอะไรก็จะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้” บิดาวัยกลางคนค่อนไปทางปลาย หันมาบอกลูกชายและจินด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ดูจะมีความสุขเสียเหลือเกิน ที่ได้รู้ว่าบุตรชายคนกลางมีเพื่อนเยอะแยะล้นมหา’ลัย
“แล้วนี่ จินเรียนปีไหนแล้วล่ะ”
คุณพ่อหันมาถามอย่างสนอกสนใจ นานๆที เจ้าลูกชายคนนี้จะพาเพื่อนคนอื่นมาที่บ้าน ส่วนใหญ่มันก็คบหาแต่กลุ่มเดิมๆ จนเขาเองยังอดกังวลไม่ได้ ว่าคาซึยะจะโลกแคบเกินไปหรือเปล่า ในสังคมมหาวิทยาลัย แต่วันนี้ มีเพื่อนใหม่มาเพิ่ม ทั้งยังย้ำหนักแน่น ว่าทุกคนรู้จัก คาเมนาชิ คาซึยะ กันทั้งนั้น เขาก็ยิ่งเบาใจ
“ปีสี่ครับ ปีหน้าก็จบแล้ว ถ้ายังไง ผมเชิญคุณพ่อคุณแม่ไปงานรับปริญญาเลยแล้วกันนะครับ” คาเมะอยากจะอ้วกลงมาตรงหน้า แล้วย้อนถามว่า ‘มั่นใจเหรอ ว่าจะจบทัน’ แต่...เอาเถอะ ตอนนี้ดูเหมือนทั้งพ่อทั้งแม่ของเขาจะปลื้มเป็นบ้ากับไอ้ผู้ชายคนนี้
ไอ้ผู้ชายที่แค้นอาฆาตด้วยเรื่องปัญญาอ่อน อาทิว่า คำพูดของเขาไปทำให้แฟนขอเลิกกับมัน แล้วมันยังแค้นสูงส่งถึงขนาดตามมาที่บ้านแบบนี้ กัดไม่ปล่อยขนาดหนัก น่าจะเอาไปสู้กับไอ้จิโร่หน้าบ้านสักยก จะได้รู้ว่าใครเจ๋งกว่าใคร เหอะ!!!
“แต่ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าจินกับคาซึยะจะมารู้จักกันเพราะต่างคนต่างก็เป็นเพื่อนของเพื่อนตัวเองน่ะ แบบนี้เรียกว่าพรหมลิขิตรึเปล่าจ๊ะ” คุณแม่คนสวยยังชวนคุยอย่างคาดหวังในตำแหน่งว่าที่ลูกเขย ที่แอบยัดเยียดให้หนุ่มหล่อคนนี้ ขณะเริ่มมื้ออาหารไปได้หน่อย
“ครับ เอาเข้าจริงๆแล้ว คนที่คาซึยะรู้จักเนี่ย แทบทั้งหมดก็เป็นคนที่ผมรู้จักทั้งนั้นล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็น ไอคาวะที่อยู่อักษรฯ หรือว่าจะเป็น อาโอยามะที่อยู่วิทย์กีฬา อ้อ...ซาโต้ที่อยู่วิศวะนั่นก็เพื่อนตอนม.ต้น”
จินพูด แล้วมองหน้าคนร่างบางที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม เหมือนจะเป็นการสื่อสารทางสายตาว่า ‘นั่นไง จำได้มั้ย นี่ล่ะ จำได้รึเปล่า แล้วโน่นล่ะ พอจะนึกออกรึยัง’
แต่ไม่มีสัญญาณใดๆตอบกลับ เพราะคาเมะยังเอาแต่นั่งเงียบ มองหน้าไอ้คนพูดที่กำลังทำหน้าตาปลิ้นปล้อนหลอกลวงพ่อแม่ตัวเอง ชนิดที่ไม่คิดจะฉีกหน้ามันด้วยการตีแผ่นิสัยเสียๆแม้แต่น้อย
ก็...ก็...ก็ตอนนี้คาเมะกำลังคิด...กำลังคิดว่า ไอ้สารพัดชื่อที่หมอนี่ขุดขึ้นมา คาเมะรู้จักสักคนมั้ย...
...คำตอบคือไม่...ไม่ว่าจะคิดด้วยซีกสมองส่วนไหน คิดด้วยแกนสมอง หรือสมองส่วนหน้า ส่วนหลัง ทุกซอกส่วนของเซลล์สมอง คาเมะก็ได้แต่คำว่า ไม่ คาเมะไม่รู้จักคนพวกนั้น
แล้วถ้าถามต่อว่า คณะที่คนพวกนั้นอยู่ล่ะ คาเมะรู้จักมั้ย ทั้ง อักษร วิศวะ วิทย์กีฬา
คาเมะก็บอกได้คำเดียวแบบไม่ต้องคิดให้เมื่อยตุ้มว่า รู้จัก
ก็...ก็...ก็คณะพวกนั้นน่ะ คือคณะที่ไอ้จุนโนะเพิ่งบ่นไปวันนี้เอง เรื่องที่ไปสร้างโจทก์สารพัดถิ่น...
...ซวยละกู คราวนี้เจอตัวอาฆาตบิ๊กเบิ่มจริงๆ เพราะมันเล่นเป็นเชื้อสาย ญาติโกโหติกากับทุกโจทก์ที่กูมี...
...แย่แน่ๆ...
...คราวนี้แย่แน่ๆ....
...ลูกผู้ชายตัวจริง วันนี้วิ่งไม่ทันซะแล้ว...ขอบอก.... T_____________T
To Be Con
...................................................................
JIN X KAME
By : Dezair
………………………….
PART 1
ลูกผู้ชาย...คือนิยามความเป็นผู้ชายที่ คาเมนาชิ คาซึยะ หนุ่มหน้าสวย ร่างบอบบางแห่งคณะเศรษฐศาสตร์ ท่องขึ้นใจ หรืออาจจะเรียกได้ว่าท่องจนขึ้นสมอง ท่องจนฝังเข้าไปในไขกระดูกสันหลัง ท่องจน.......
จนแม่บอกว่า ‘เหนื่อยมั้ยลูก’
แต่ก็นั่นเถอะ... ถึงจะโดนคนอื่นค่อนขอดว่าหน้าอย่างนี้ เป็นลูกผู้ชาย ได้ไม่เกินอายุยี่สิบห้า เพราะคงโดนฟัน ก่อนจะไปฟันใคร แต่คาเมะก็ยังยึดมั่นในสโลแกนตัวเองเสมอมา
ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง คาเมะมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนเข้มแข็งคนหนึ่งในโลกใบนี้ อย่างน้อยคาเมะก็ไม่ร้องไห้เพราะกลัวหมามาตั้งแต่อายุได้แปดขวบ
ลูกผู้ชายต้องอดทน คาเมะมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนอดทน ถึงจะบุ่มบ่ามไปบ้าง หาเรื่องชวนตีอยู่บ่อยๆ แต่คาเมะก็รับสภาพกับการถูกผู้ชายจีบได้ ตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย ชนิดที่แม่ยังเคยเข้าใจผิดว่า ลูกชายสุดที่รักคนนี้จะหันมาเอาดีในเส้นทางสายสีม่วงจริงๆ
ลูกผู้ชายต้องกล้าได้กล้าเสีย คาเมะมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย วัดได้จากสถิติการมั่วข้อสอบ ที่ค่อนข้างจะกล้า มากกว่ารอบคอบเสียทุกครั้ง คะแนนมันก็เลยกร่อยให้จิตตกทุกครั้งที่เห็นเช่นกัน
และสุดท้าย...ลูกผู้ชายต้อง...
“ไอ้คาเมะ...สุดที่รักมึงมาแหนะ”
เสียงกระซิบบอก ทำเอา คาเมนาชิ คาซึยะที่กำลังนั่งโยกศีรษะไปกับเสียงเพลงที่ดังออกมาจากโทรศัพท์เครื่องเล็กใกล้ตัว ถึงกับชะงักกึก มือที่กำลังนั่งขีดเขียนกระดาษบนโต๊ะก็พลอยหยุดตาม ก่อนที่ดวงตาเรียวเล็กจะเหลือบมองไปที่มุมหนึ่งของใต้ตึกเรียนรวม ที่เพื่อนสนิทผู้แสนหวังดีอย่างจุนโนะมันโบ้ยหน้าเล็กๆเป็นการบอกทิศ
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ คาเมะมองไม่เห็นรองเท้า แต่ทายว่ามันคงใส่แตะคีบตามสไตล์เด็กคณะสถาปัตย์ที่ไม่ค่อยจะมีเวลาในการเลือกสรรเครื่องแต่งกายเท่าไหร่นัก ในช่วงที่งานสุมจนแทบล้นคอหอยแบบนี้
หมอนั่นกำลังเดินเข้ามาด้านในพร้อมผองเพื่อนที่มาดเถื่อนไม่แพ้กัน นับๆหัวดูแล้ว หากคาเมะยังนั่งอยู่ตรงนี้ให้พวกมันเห็น แน่นอนว่าคงมีรอยเท้าสักยี่สิบข้างอยู่บนตัวเป็นของขวัญกลับบ้านไปให้แม่ตกใจแน่
...แล้วถ้าจะปล่อยให้มันต้องเป็นแบบนั้น สู้คาเมะถอยเสียไม่ดีกว่าเหรอ....
“กูไปก่อนนะ” ร่างบอบบางหันไปกระซิบบอกเพื่อน แล้วยอบตัวต่ำขณะก้าวขาออกจากโต๊ะ ถอยหลังช้าๆได้สักสี่ห้าก้าว แล้วจากนั้นก็….
...วิ่ง!!!!!!!!!...
“เฮ้ย!!! ไอ้เด็กนั่นนี่หว่า!!!” เสียงตะโกนดังมาจากด้านหลัง คาเมะมั่นใจสุดขีดว่า ‘ไอ้เด็กนั่น’ หมายถึงเขาแน่ๆ เพราะฉะนั้นแล้ว สองขาจึงยิ่งเพิ่มกระบวนการสับ และการก้าวให้ยาวมากขึ้น
“เฮ้ย!!! มึงหยุดนะเว้ย!!!!” อยากจะหันไปบอกจริงๆ ว่าใครจะโง่หยุดให้พวกมึงยำไม่ทราบ! กูรักชีวิตนะครับ พ่อแม่ให้มา กูจะเอาบ่อนทำลายกับพวกมึงได้ไง!
“แม่ง!! ไม่ใช่ผู้ชายนี่หว่า วิ่งหางจุกตูด!!” เสียงยังคงลอยตามลมมากระทบหู แม้จะแผ่วบ้างเล็กน้อย เพราะระยะห่างระหว่างคนพูด กับคนได้ยิน แต่นั่นล่ะ คาเมะก็ยังได้ยินอยู่ดี ว่าไอ้พวกหมาหมู่มันด่าว่ายังไง
...ไม่ใช่ผู้ชาย!!! มันด่าว่าไม่ใช่ผู้ชาย...ทั้งๆที่คาเมะยึดมั่นคติประจำชีวิตว่า กูคือลูกผู้ชาย แต่พวกมันกลับบอกว่ากูไม่ใช่ผู้ชาย!!!...
มันด่ากันถึงขนาดนี้ คนอย่างกู ฆ่าไม่ได้ หยามได้โว๊ย!!!
...ไม่เคยได้ยินรึไงวะ....
‘ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง’ น่ะ!! นี่ไง กูวิ่ง กูวิ่ง และกูวิ่งครับพวกมึง!!!!!...
ป.ล. เจอกัน ถ้าพวกมึงวิ่งตามกูทัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า
.................................................
“ก็มึงมันซ่า...”
เสียงบ่นของเพื่อนสนิทที่พอจะคบหาถูไถกันไปได้ คือไอ้ทางุจิ จุนโนะสุเกะ หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม ดาย ฮาร์ด ฆ่าไม่ตาย ที่ทุกคนในคณะยกย่องเชิดชูความกล้าหาญ ที่กล้าคบคาเมะเป็นเพื่อนมาได้สามปีเข้าไปแล้ว
กลุ่มนี้มีกันแค่สามคน กระจุ๋งกระจิ๋งเล็กๆน่ารัก เพราะไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย เนื่องจากกลัวจะตายหมู่พร้อมไอ้คาเมะกันหมด ก็ปากมันดีนักนี่ พาความซวยเข้าหาตัวเองอยู่ตลอดเวลา วันหยุดราชการเอย วันหยุดเสาร์อาทิตย์เอย หรือจะเป็นวันธรรมด๊า ธรรมดา ไอ้คาเมะก็ยังชักชวน ‘เท้าและหมัด’ ของคนอื่นเข้าหาตัว ประหนึ่งเป็นเด็กขี้เหงา ขาดคนล้อมหน้าล้อมหลังไม่ได้เสียแบบนั้น
“กูไม่ได้ซ่าสักหน่อย”
หลังจากเมื่อวานวิ่งจนซี่โครงบาน รูจมูกยังหดกลับมาขนาดเท่าเดิมไม่ได้เพราะแรงหอบ วันนี้ ไอ้คาเมะก็เกือบโดนสังหารโหด เพราะเจ๋อไปเดินผ่านพวกที่นั่งสูบบุหรี่อยู่หน้าคณะสถาปัตย์ แล้วมันไม่เดินเปล่า แต่มันแกว่งปากหาเท้าด้วยคำพูดที่ว่า
‘เหม็นบุหรี่ชิบหาย ถ้ากูเป็นโรคมะเร็งตาย กูจะมาเรียกค่าทำขวัญสำหรับเกิดชาติหน้าจากไอ้พวกสูบบุหรี่นี่แหละ’
ดีแค่ไหนว่า มีเขาไปด้วย จุนโนะถอนหายใจเฮือก ถ้าไม่มีหน้าตาสำนึกผิด พร้อมการรีบดึงไอ้ปากดีออกจากตรงนั้น จุนโนะก็คาดไว้แล้วล่วงหน้า ว่าอีกเจ็ดวันนับจากนี้ เขาอาจต้องลากิจ เพื่อไปดูแลงานศพของเพื่อนสนิทที่ชื่อ คาเมนาชิ คาซึยะ แทน
“เดี๋ยววันเกิดมึง กูจะซื้อผ้าปิดปากให้สักอันเอามั้ย” โคยามะ เคอิจิโร่ สมาชิกอีกคนของกลุ่ม ที่รับฟังเรื่องราวเฉียดตายจากปากจุนโนะ ถึงกับต้องออกปากเสนออย่างปลงตก
“ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวกูพูดลำบาก” ไอ้คาเมะคนดี นิสัยดี หน้าตาดี และปากดี หันมายิ้มกว้างปฏิเสธ ให้จุนโนะต้องตบหัวดังผลัวะ! แล้วบ่นยาว
“ก็จะให้มึงพูดลำบากไงเล่า....เฮ้อ คาเมะ มึงก็รู้ว่าโจทก์มึงอยู่ ’ถาปัตย์ มึงยังเสือกไปปากดีที่นั่นอีก เกิดเขาเป็นพวกเดียวกันขึ้นมาทำไง ทีนี้โจทย์มึงจะมีจำนวนคูณสองจากของเดิมเชียวนะโว๊ย~!!”
คาเมะส่ายหน้ารัว แถมโบกมือไปมาอีกต่างหาก
“ไม่มีทาง อะไรจะโลกกลมขนาดนั้น กูไม่เชื่อหรอก คณะออกจะใหญ่”
“อะไรๆมันก็ไม่แน่โว๊ย~!!! มึงอย่าทำเป็นเล่น ถ้าคราวนี้โดนไล่บี้มาอีกล่ะก็ กูกะไอ้โคยามะจะเลิกคบมึงจริงๆ” จุนโนะประกาศลั่นตัดเพื่อนตัดฝูง แต่คาเมะสนใจงั้นรึ ก็มันพูดแบบนี้มาเป็นร้อยรอบได้แล้วมั้ง แล้วมันได้ทำจริงที่ไหนเล่า ก่อนที่มันจะทันตัดเพื่อน ไอ้คาเมะก็ไปหาโจทก์รายใหม่มาให้จุนโนะปวดหัวต่อแล้วล่ะ!!!
“นี่คาเมะ...มึงช่วยอยู่อย่างสงบๆหน่อยได้มั้ยวะ มึงรู้มั้ย มึงเรียนมหาลัยมาสามปีเนี่ย มึงแทบจะเฉียดไปใกล้คณะไหนไม่ได้แล้วนะเว้ย ขนาดว่ากับอักษรฯ มึงยังสะเออะไปปากมอมกับผู้หญิง แล้วนี่...สถาปัตย์อยู่คนละมุมกับคณะเราด้วยซ้ำ มึงยังถ่อไปสร้างศัตรูไว้อีก ทีหลัง มึงก็มีเรื่องกับอธิการบดีด้วยเลยดิ” โคยามะพูด แล้วถอนหายใจเฮือก เมื่อเห็นเพื่อนรักทำตาวื๊งวับกับอนาคตคู่กรณีคนถัดไป
...อธิการบดี!!!....
“เฮ้ย คาเมะ กูขอเหอะ ละไว้สักคน ไปไป มึงอยากไปปากมอมที่ไหนอีก บอกกูมา เดี่ยวกูพาไปส่งถึงที่ แล้วมึงอย่าแหล่มไปมีเรื่องกับอธิการฯนะโว๊ย!” จุนโนะยอมแพ้จริงๆ กับไอ้เพื่อนปากดีนิสัยช่างแกล้งคนนี้ คาเมะหัวเราะเอิ้กอ้าก
“กูปากมอมอะไรเล่า ที่กูพูดๆไปน่ะ มีแต่ความเป็นจริงทั้งนั้น ไอ้คนที่มันได้ยินแล้วตามมีเรื่องกับกู มันรับความจริงไม่ได้เองนี่หว่า”
“ใครจะรับได้...มึงเล่นไปพูดในลิฟต์วิศวะที่เด็กวิศวะสร้างเองว่า...ลิฟต์ห่วยว่ะ คนสร้างแม่งใช้หัวคิดมั้ยเนี่ย... ไหนจะตอนที่ไปมีเรื่องกับเด็กอักษร หาว่าเขาโบ๊ะหน้าบังความหยาบของรูขุมขนอีก กระทั่งวิทย์กีฬา...มึงยังไปพ่นแถวนั้นว่า เห็นจบมาตั้งเยอะ ไหนลองทำให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าเหรียญทองโอลิมปิคซิ...คาเมะ เรื่องบางเรื่องนะโว๊ย มึงควรรู้ว่าคิดในใจอย่างเดียวก็ได้ ไม่ต้องประกาศให้โลกรู้”
“ก็กูอยากประกาศ” ไอ้คาเมะยังไม่สนใจโลกกับคำพูดของเพื่อนผู้หวังดีทั้งสอง ก่อนจะก้มลงอ่านนิตยสารรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด
...เปล่าหรอก คาเมะไม่ได้มีปัญญาจะแบมือขอเงินเป็นถังจากพ่อจากแม่มาบำเรอบริษัทรถยนต์ เพียงเพราะว่าไอ้เครื่องกระป๋องพวกนี้มันดีไซน์เฉียบ สีแจ่ม หรือเป็นลิมิเต็ด เอดิชั่น ผลิตแปดคันในโลก นำเข้าญี่ปุ่นเพียงคันเดียว อะไรแบบนั้น...
แต่คาเมะดู เพราะจะฆ่าเวลารอสาวสวยรุ่นพี่ร่วมคณะ...อย่าถามอีก ว่าคาเมะจะจีบหล่อนเรอะ... มันก็เปล่าอีกนั่นแหละ แค่ชีวิตตัวเองยังจะเอาไม่ค่อยรอด แล้วยังจะมาจีบสงจีบสาว ฝันไปเหอะ...คาเมะก็แค่มานั่งรอ ทำตัวเป็นน้องรหัสที่ดี เพราะพี่รหัสจะเลี้ยงข้าวก็เท่านั้น...
“เฮ้ย!!! นั่นเด็กบัญชีที่มีเรื่องกับมึงนี่หว่า” โคยามะกระทุ้งศอกบอกไอ้คนที่ไม่ได้สนใจสภาพแวดล้อมรอบตัว ให้คาเมะต้องเงยหน้ามอง แล้วถึงกับเบิกตา
ไอ้ตี๋ใส่แว่นจมูกโต!!!...
ไอ้หมอนี่คือโจทย์อันดับสองที่คาเมะบัญญัติไว้ขึ้นใจ เพราะมันตามไปบี้คาเมะได้ทุกหนแห่ง ทั้งๆที่เรื่องที่คาเมะเคยเอาแก้วน้ำที่ยังไม่หมดไปวางบนฝากระโปรงรถพอชของมัน เกิดขึ้นตั้งแต่เทอมที่แล้ว แต่มันก็ยังตามเอาเรื่องคาเมะมาจนถึงวันนี้
“ตายห่า มันมาแถวนี้ทำไมวะ” จริงอยู่ว่าคณะเศรษฐศาสตร์ และบัญชีอยู่ติดกัน แต่คาเมะก็ไม่เห็นความจำเป็นอะไร ที่เด็กบัญชีจะต้องเดินมาคณะเศรษฐศาสตร์ มันคงไม่มาเรียน และหน้าตามันก็เอาเรื่องแบบที่คงไม่ได้มาหาสาว เพราะงั้น......
....มันก็คง มาหาคาเมะ...
“บอกเจ๊กูด้วย ว่ากูติดธุระ” คาเมะรีบหันไปบอกเพื่อน แล้วใช้วิธีเดิมคือการหนี
รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง คือสุภาษิตขั้นเทพที่คาเมะตั้งใจท่องควบคู่ไปกับ คติ ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง นั่นแหละ
ร่างบอบบางคว้าข้าวของแล้วก้าวออกจากโต๊ะช้าๆ ก่อนจะรีบวิ่งหายออกไปยังอีกมุมของตึก ไม่ได้ยินเสียงอะไรไล่หลัง แสดงว่าไอ้ตี๋นั่นคงตาฟ่าฟางพอสมควร ถึงมองไม่เห็น แต่ไม่ได้...ต้องหันไปมองให้แน่ใจ
ในขณะที่สองขายังวิ่งไปเรื่อย คาเมะก็ยังหันหน้ากลับไปมองเบื้องหลัง และเพราะการละสายตาไปจากภาพเบื้องหน้า ทำให้ร่างบางไม่ทันเห็นใครบางคนที่จงใจเดินมาดักข้างหน้า และเป็นผลให้คาเมะถึงกับชนดังพลั่ก!!!!
“โอ้ย!!! ใครวะ!!!” อาจจะเป็นเพราะมวลสารของอีกฝ่ายมากกว่า คาเมะที่ตัวเล็กเลยกระเด็นลงไปนั่งกองกับพื้นอย่างง่ายดาย
“กูเอง” ไอ้คนยืนให้ชน ก้มหน้าลงไปบอก ให้คาเมะถึงกับตาโตตกใจ แล้วกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก...
“หรือจำกูไม่ได้... งั้นกูจะบอกให้ อาคานิชิ จิน คณะสถาปัตย์ ปีสี่...ศัตรูคู่อาฆาตของมึง”
ไอ้ถึกหนาคนเมื่อวาน!!!! เวรตะไลแล้วคาเมะ...ไอ้หมอนี่มันมาทำไมตอนนี้เนี่ย!!!...
“ดูท่ามึงจะรักการวิ่ง งั้นกูจะอุ้มมึงไปละกัน มึงจะได้ไม่มีปัญญาวิ่ง”
ไอ้หมอนั่นพูดจบ มันก็ก้มลงช้อนร่างคนที่ยังนั่งค้าง อ้าปาก ตาโต แล้วได้แต่ปล่อยให้‘ศัตรูคู่อาฆาต’ อุ้มออกจากคณะไปแบบที่มีแต่คนหันมอง
.............................
...ตัวมันเบา...เบามากจนน่าใจหาย มิน่าล่ะ มันถึงวิ่งเร็วแบบนั้น...
“ไง ไม่ปากเก่งแล้วเหรอ” อุ้มกันออกมาจากคณะเศรษฐศาสตร์แล้ว อาคานิชิ จิน ก็พาไอ้เด็กหน้าหวานแต่ปากสุดโต่งมานั่งกันที่ร้านอาหารในห้างหรูใจกลางเมือง
วิธีการนั่งนั้นไม่ยาก แค่กดไอ้เด็กนั่นเข้าไปนั่งชิดติดกำแพง แล้วตามด้วยเขานั่งประชิด กันมันหนี ถ้าลองมันหนีอีก วันนี้ก็คงไม่ได้คุยกัน
จินอยากคุยให้มันรู้เรื่อง เพราะไอ้เด็กประสาทปากมอมนี่ ดันทำตัววอนเบื้องล่าง ถ้ามันขอโทษเขา ขอโทษทุกสิ่งที่มันทำ เขาจะถือว่าเรื่องทั้งหมดแล้วก็แล้วกันไปตามประสาลูกผู้ชาย เห็นหน้าตาคุณชายแบบนี้ ทั้งยังเกิดและเติบโตในตระกูลนักธุรกิจชั้นนำ แต่จินก็เป็นนักเลงมากพอที่จะรับคำขอโทษจากคนที่ทำผิด เขาไม่ใช่กุ๊ยข้างถนน ที่ไม่เห็นคุณค่าของคำว่าขอโทษจากคนที่ต้องการจะชดใช้ความผิดที่ก่อไปแล้ว
แต่ในกรณีที่มันไม่ขอโทษ...
นักเลงอย่างจินก็พูดได้คำเดียวว่าเรื่องยาว
“ใครปากเก่ง” และดูท่าเรื่องมันจะยาวจริงๆ ขนาดมันยังไม่ยอมรับเลยว่าตัวมันปากเก่ง
“ก็มึงไง ปากดีนักนี่ มึงรู้มั้ยว่าคำพูดมึง ทำให้กูเป็นยังไง”
“กูไปพูดอะไร” คาเมะย้อน เท้าเริ่มป่ายปะไปใต้โต๊ะ คำนวณความกว้าง ความยาว หมายจะมุดหนี แล้วไปโผล่อีกฝั่งของโต๊ะ
“ที่มึงพูดว่ากูไปชกกับแฟนเก่าของมิกะ” เพราะคำพูดของไอ้บ้าตัวกระเปี๊ยกนี่แท้ๆ ภาพผู้ชายแสนดี แถมมาดดีอย่างเขา ถึงจบลงที่คำว่า อัทธพาล สาวสวยลูกคุณหนูอย่าง ชิโดะ มิกะ เลยขอตีจาก
...ชีวิตของอาคานิชิ ที่มีแต่การบอกลาสาวอื่นก่อน มาวันนี้ ดันโดนสาวบอกตัดหน้า แถมเขายังไม่ทันได้ฟันหล่อนเป็นการแลกเปลี่ยนที่เขาอุตส่าห์ทุ่มทุนด้วยเครื่องสำอางราคาแพงระยับนั่นเลย
“อ้าว ก็เรื่องจริงไม่ใช่รึไง” คาเมะหันไปย้อนถาม ไม่เข้าใจคนพวกนี้จริงๆ ว่าทำไมต้องโกรธกับเรื่องจริง ที่คาเมะพูดด้วย ถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริง แล้วคาเมะจะพูดทำไม
“แล้วใครขอให้มึงพูดเรื่องจริง!!”
จินตะคอกใส่ พาลให้ทั้งร้านเงียบกริบ แล้วหันมองเขาเป็นตาเดียว ร่างสูงเงียบ แล้วหันหน้าไปอีกทางเพื่อระงับอารมณ์หงุดหงิด
อย่าว่าแต่ปากมันกวนประสาทเลย แค่เห็นหน้ามัน จินก็รู้สึกอยากจะบีบไอ้คอเล็กๆนั่นให้แหลกคามือ โทษฐานที่มันหน้าตากวนโอ้ยได้ใจ จนเขาจำได้แม้จะเห็นแค่ครั้งเดียวตอนมันเดินผ่านหน้าคณะพร้อมกับปากบอนให้อดีตแฟนสาวของเขารู้เรื่องชกต่อยคราวนั้น
แต่การหันหน้าไปอีกทางแบบนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่รอเวลามุดโต๊ะ ได้ทำในสิ่งที่ถนัด นั่นคือการหนี
“เฮ้ย!!!!” จินรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวข้างตัว แต่พอหันหลับมาอีกที ไอ้ที่นั่งตรงที่เคยมีเจ้าเด็กปากดีนั่งอยู่ กลับว่างเปล่า ส่วนเจ้าตัวไปมุดขึ้นมาจากอีกฟากของโต๊ะแล้ว
แล้วนั่น!! มันยังยิ้มแถมโบกมือให้อีก
“ไปล่ะ” คาเมะบอกปุ๊บ ก็ก้าวขึ้นเหยียบบนที่นั่ง ก่อนจะวิ่งไปกระโดดลงข้างโต๊ะ แล้ววิ่งหายออกจากร้านไปทันที จินได้แต่อ้าปากค้าง กระพริบตาปริบๆ ก่อนจะกลายเป็นถอนหายใจ แล้วหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะวีรกรรมความกระโดกกระเดกของอีกฝ่าย
หน้ามันก็อย่างกับผู้หญิง ตัวก็เบายิ่งกว่าผู้หญิง แต่นิสัยมันทโมนยิ่งกว่าผู้ชายซะอีก
แต่...แต่มันก็คงคิดล่ะมั้ง ว่าวิ่งเร็ว แล้วจะหนีจากเขาได้ ก็บอกแล้วว่าถ้ามันไม่ยอมขอโทษดีๆ เรื่องนี้มียาว
“ช่วยใส่ถุงกลับบ้านให้ด้วยครับ” จินหันไปบอกพนักงานร้าน ขณะโบ้ยไปที่อาหารบนโต๊ะที่สั่งมาตั้งเอาไว้เซ่นอากาศ เพราะไม่มีใครทันได้แตะ เจ้าตัวดีก็หนีเขาไปอีกแล้ว
หนีเถอะ...หนีไปเรื่อยๆ เขาเองก็ชักสนุกกับไอ้เกมแมวจับหนูพรรค์นี้ซะแล้ว แล้วจะได้รู้ ว่าระหว่างแมวกับหนู ใครจะเหนื่อยก่อนกัน...
.................................
คาเมะไม่ได้เถลไถลไปไหน ใจหนึ่งคือกลัวจะเจอโจทย์เก่าโจทย์ใหม่ โจทย์ไหนๆก็ไม่อยากเจอ วันนี้เหนื่อยมากแล้ว ทั้งวิ่ง ทั้งประสาทกิน สุดท้ายเลยรีบขึ้นรถไฟกลับบ้าน อย่างน้อยที่บ้านก็ไม่มีศัตรูล่ะวะ
...อ้อ...ไม่แน่ ยกเว้น ไอ้จิโร่ ไอ้หมาอกตัญญู ที่ทำทุกวิถีทางให้คาเมะตกกระป๋องจากลูกชายสุดรักสุดหวงของคุณนายคาเมนาชิสักที แต่...ไม่มีทางสำเร็จหรอกหน่า!! ก็คาเมนาชิ คาซึยะ น่ะ เป็นลูกชายที่คุณแม่แสนปลาบปลื้มจะตาย
“อ้าว...กลับมาพอดีเลย เพื่อนเรามาหาแหนะ เพิ่งมาเมื่อกี้นี้เอง” ก้าวเท้าเข้าบ้าน ยังไม่ทันจะได้สลัดเจ้ารองเท้าผ้าใบคู่เก่าออกตรงหน้าประตู แม่ก็เดินเข้ามาบอก พร้อมรอยยิ้มกว้างเต็มแก้ม แบบที่คาเมะยังต้องขมวดคิ้ว
...แม่ดู...ดูเหมือนจะดีใจ แม่ดีใจอะไร? พ่อได้ขึ้นเงินเดือน? หรือไอ้พี่ชายตัวแสบของคาเมะกลับกลายเป็นอภิชาตบุตรแบบปัจจุบันทันด่วน? หรือจะเป็นน้องชายคนเล็กได้เกรดถูกใจแม่?...
“คาซึยะเนี่ย มีเพื่อนชายหล๊อ หล่ออย่างกับดารา ก็ไม่เห็นมาอวดแม่เลยนะ...ไปลูก ไปล้างหน้าล้างมือ แล้วมากินข้าวกัน เพื่อนเราเอากับข้าวมาฝากตั้งเยอะแยะ”
“เพื่อนชาย? ไอ้จุนโนะเหรอ หรือไอ้โคยามะ” คาเมะเริ่มรู้สึกแปลกๆกับคำพูดของมารดา ทำไมถึงเรียกไอ้สองคนนั้นว่า เพื่อนชาย คำนี้มันควรใช้กับลูกชาย ที่มีเพื่อนมาหาที่บ้านงั้นเหรอ
“ไม่ใช่ทั้งสองคนนั่นแหละจ๊ะ...รีบไปเก็บของซะ แล้วรีบลงมานะลูกนะ ปล่อย ‘เขา’ รอนานไม่ดีรู้มั้ย”
แล้วคุณนายคาเมนาชิก็ดันหลังบุตรชายคนกลางให้เดินขึ้นบันได ก่อนที่เจ้าตัวดีจะทันเห็นเพื่อนชายของตัวเองที่คาดว่าคงนั่งอยู่ในห้องครัว คาเมะจะทำเนียนเป็นเดินขึ้นไปก่อน แล้วค่อยแวบลงมาดูก็ไม่ได้ เพราะคุณแม่คนสวยยืนยิ้มหวานอยู่ที่ตีนบันได กะส่งคาเมะเข้าห้องไปเก็บข้าวของแบบไม่ให้มีบิดพลิ้ว
แล้วคาเมะจะทำยังไงได้ สุดท้ายก็ต้องยอมเข้าห้องตัวเองไปเก็บกระเป๋า เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วออกมาล้างหน้าล้างตา ลงมาหามารดาที่ยังยืนคอยอยู่หน้าประตู
“อะไรน่ะแม่ ทำไมต้องมายืนรอ” ไม่มีคำตอบ เพราะคุณนายคาเมนาชิยังเอาแต่ยิ้ม ก่อนจะดันหลังบุตรชายเข้าไปในห้องครัว
“ก็...รอคาซึยะเข้าก่อน...”
“แล้วทำไมต้องรอผมเข้าก่อนล่ะ”
คาเมะยังไม่เข้าใจมารดามากนัก แต่ก็ถูกดันหลังเข้าไปในห้องครัวที่สมาชิกบ้านคาเมนาชิใช้เป็นห้องรับประทานอาหารไปด้วยในตัว เพราะฉะนั้น ภายในห้องครัวไม่ใหญ่ไม่เล็ก จึงมีโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมพอเหมาะสำหรับหกคนตั้งอยู่ด้วย
ทุกทีมันไม่เคยต้องใช้เก้าอี้ถึงหกตัวในการทานข้าวแต่ละมื้อ เพราะบ้านนี้มีลูกชายสาม บวกพ่อแม่อีกสอง คาเมะนับนิ้วมือดูแล้ว ยังไงๆ ปริมาณลูกบวกพ่อแม่ก็ได้ ห้า อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่วันนี้ เป็นวันที่บ้านคาเมนาชิได้ใช้เก้าอี้ตัวที่หก
เก้าอี้ตัวที่หก...กับ เพื่อนชาย ที่แม่เรียก
“สวัสดีอีกครั้ง คาเมะ”
เจ้าของประโยคคือชายหนุ่มร่างสูงหนา ที่คาเมะจำหน้ามันได้ดีพอๆกับจำได้ว่า สองคูณสอง เป็นสี่นั่นแหละ!!!!
...อาคานิชิ จิน!!!!!...
....มันมาที่นี่ได้ไงวะ!!!!!!!...
ร่างบอบบางถอยหลังทันควัน สัญชาตญาณการเอาตัวรอด บอกให้รู้ว่าต้องหนี หนีอย่างเดียวเท่านั้น!!!
แต่...
“อุ้ย~! คาซึยะ ถอยหลังทำไมละลูก” แต่ทำไมแม่มายืนซ้อนหลัง ปิดบังทางหนีของลูกอย่างงี้เล่า!!!!
“คาเมะเขาคงนึกอยากออกกำลังพอดีล่ะมั้งครับคุณแม่” ไอ้แขกที่คาเมะไม่ได้เชิญ และไม่เคยคิดจะเชิญ ส่งเสียงบอกพร้อมรอยยิ้มบางให้มารดา แต่กลับหันมายักยิ้มมุมปากได้กวนส้น และกวนฝีปากคาเมะเป็นที่สุด
…ทำไมละวะ!! อยากออกกำลังกายด้วยการวิ่งหนีมันผิดตรงไหนไม่ทราบ!!!...
“จะมาออกกำลังกายอะไรตอนนี้ล่ะ คาซึยะ...ไปลูก ไปกินข้าวกัน เนี่ย จินเขาเอากับข้าวมาให้เยอะแยะเลย เกรงใจจังจ๊ะ”
แล้วคุณแม่คนสวยด้วยหุ่นอวบอัด ก็รีบหันไปยิ้มแป้นให้ชายหนุ่มที่แนะนำตัวเองว่าเป็น ‘เพื่อนชายคนสนิท’
ของลูกชายสุดที่รักของหล่อน
ครั้งแรกที่ได้ยินคำนี้ แถมได้เห็นหน้าตาที่แสนจะหล่อเหลานั่น หล่อนก็ถึงกับตาพอง รู้สึกเหมือนมีรัศมีเจิดจรัส มาดผู้ดีจับยิบยับตามเนื้อตัวสูงใหญ่ของอีกฝ่าย จนต้องรีบลากสามีเข้าไปซุบซิบใต้บันไดว่านี่ล่ะ ‘ว่าที่ลูกเขยคนเดียวของคาเมนาชิ!!!’
“แล้วนี่ยังไม่ได้เล่าให้แม่ฟังเลย จินเรียนสถาปัตย์ แล้วทำไมถึงมารู้จักกับคาซึยะได้ละ”
มืออวบอูมกดไหล่บุตรชายคนกลางลงบนเก้าอี้ ก่อนที่หล่อนจะตามลงนั่งในระยะประชิด แบบที่คาเมะยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะขยับตัวหนีเสียด้วยซ้ำ แล้วพอแม่นั่งลงมาแล้ว มือที่นักปราชญ์ทั่วโลกตะวันออกยกย่องว่า ‘ครองพิภพ สยบบุรุษ เลี้ยงดูลูกหลานของแผ่นดิน’ ก็ตามลงตะปบต้นขา เหมือนจะบอกกลายๆว่าอย่าหนีทีเดียวเชียว
“อ้อ...คาเมะเขาเป็นคน ‘เพื่อน’ เยอะน่ะครับ”
จิน ตอบพร้อมรอยยิ้มที่ใครเห็นก็บอกว่า นี่ล่ะ รอยยิ้มเยี่ยงเทวดา รอยยิ้มแบบนี้แหละ ที่มัดใจ ชิโดะ มิกะ จนหล่อนยอมคบหาด้วย แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลายเพราะไอ้เด็กเวรที่มันนั่งก้มหน้าต่ำเหมือนเด็กทำผิด แต่ดื้อแพ่งไม่ยอมรับด้วยการทำเป็นหงอ
“จริงจ๊ะ คาซึยะน่ะ มนุษยสัมพันธ์ดีตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ” คาเมะอยากหันไปบอกแม่เหลือเกิน ว่าอย่าพยายามขายลูกตัวเองขนาดนั้น เพราะไอ้คนที่ตีหน้าเทพเจ้าอยู่ตอนนี้ ความจริงแล้วมันรู้เช่นเห็นชาติ แถมอคติกับคาเมะอีกต่างหาก
“ครับ...ขนาดเพื่อนผมที่อยู่บัญชี มันออกจะเงียบๆ ไม่ค่อยคบใคร แต่คาเมะก็ยังรู้จัก...จำได้ใช่มั้ย ไอ้ยูที่ขับรถพอชสีเหลืองมะนาวน่ะ”
...ร...ร...รถพอชสีเหลืองมะนาว...เอ่อ...ไอ้รถที่ราคาลิบลิ่วชนิดขายตัวซื้อ และก็อาจจะต้องรอเกิดชาติหน้า แล้วขายตัวอีกรอบ ถึงจะมีเงินพอสำหรับล้อแม็คของมันสักข้าง
แล้ว...แล้วไอ้รถพอชสีเหลืองมะนาว...ก็..ก็ได้ข่าวว่า...ว่ามีที่บัญชีที่เดียว...แล้วก็มี...มีคันเดียวในมหา’ลัยด้วย...เอ่อ....เพราะฉะนั้น มันก็คงเป็นคันเดียวกับที่คาเมะหมั่นไส้สีรถแสบทรวง แล้วก็เลยเอาแก้วน้ำตัวเองไปวางทำเท่ห์อยู่บนฝากระโปรงนั่นแหละ...
...เอ่อ...แล้ว...แล้ว... อย่าบอกนะว่า...ไอ้เจ้าของรถพอชจอมอาฆาตนั่น จะเป็นเพื่อนมึงอ่ะ อาคานิชิ...
“นอกจากนั้น คาเมะเขาก็ยังรู้จักพี่รหัสของผมด้วยครับ เคยเจอกันที่โต๊ะหน้าตึกสถาปัตย์ไง ตอนที่พี่เขานั่งสูบบุหรี่อยู่...อ้าว... สงสัยคาเมะจะลืม เพิ่งเจอไปวันนี้เอง คนที่ตัดผมสั้นๆน่ะ”
...คนที่ตัดผมสั้นๆ... ที่เคยเจอกันหน้าตึกสถาปัตย์ ตอนที่นั่งสูบบุหรี่อยู่....
...เอ่อ...ก็เข้าใจละนะ ว่าในมหา’ลัย คนตัดผมสั้นมีเป็นหมื่น...
...แต่คนผมสั้น สูบบุหรี่ หน้าสถาปัตย์ แถมเพิ่งเจอวันนี้ คาเมะไม่มีทางคิดถึงคนอีกเป็นหมื่นที่ตัดผมสั้นเหมือนกันหรอก...คนเพียงคนเดียวที่คาเมะพอจะนึกออกก็...
...ก็...โจทก์รายล่าสุดไง ที่คาเมะไปปากพล่อยเอาไว้ จนไอ้จุนโนะต้องประกาศตัดเพื่อนเป็นรอบที่ล้านน่ะ...
...และไอ้ผู้ชายคนนั้น ที่คาเมะมีเรื่องด้วยเมื่อเช้านี้...อย่าบอกนะว่า...ก็เป็นคนที่มึงรู้จักอีกเช่นกันอ่ะ อาคานิชิ...
“เออ ดีๆ รู้จักคนเยอะๆ โตไป มีเรื่องอะไรก็จะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้” บิดาวัยกลางคนค่อนไปทางปลาย หันมาบอกลูกชายและจินด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ดูจะมีความสุขเสียเหลือเกิน ที่ได้รู้ว่าบุตรชายคนกลางมีเพื่อนเยอะแยะล้นมหา’ลัย
“แล้วนี่ จินเรียนปีไหนแล้วล่ะ”
คุณพ่อหันมาถามอย่างสนอกสนใจ นานๆที เจ้าลูกชายคนนี้จะพาเพื่อนคนอื่นมาที่บ้าน ส่วนใหญ่มันก็คบหาแต่กลุ่มเดิมๆ จนเขาเองยังอดกังวลไม่ได้ ว่าคาซึยะจะโลกแคบเกินไปหรือเปล่า ในสังคมมหาวิทยาลัย แต่วันนี้ มีเพื่อนใหม่มาเพิ่ม ทั้งยังย้ำหนักแน่น ว่าทุกคนรู้จัก คาเมนาชิ คาซึยะ กันทั้งนั้น เขาก็ยิ่งเบาใจ
“ปีสี่ครับ ปีหน้าก็จบแล้ว ถ้ายังไง ผมเชิญคุณพ่อคุณแม่ไปงานรับปริญญาเลยแล้วกันนะครับ” คาเมะอยากจะอ้วกลงมาตรงหน้า แล้วย้อนถามว่า ‘มั่นใจเหรอ ว่าจะจบทัน’ แต่...เอาเถอะ ตอนนี้ดูเหมือนทั้งพ่อทั้งแม่ของเขาจะปลื้มเป็นบ้ากับไอ้ผู้ชายคนนี้
ไอ้ผู้ชายที่แค้นอาฆาตด้วยเรื่องปัญญาอ่อน อาทิว่า คำพูดของเขาไปทำให้แฟนขอเลิกกับมัน แล้วมันยังแค้นสูงส่งถึงขนาดตามมาที่บ้านแบบนี้ กัดไม่ปล่อยขนาดหนัก น่าจะเอาไปสู้กับไอ้จิโร่หน้าบ้านสักยก จะได้รู้ว่าใครเจ๋งกว่าใคร เหอะ!!!
“แต่ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าจินกับคาซึยะจะมารู้จักกันเพราะต่างคนต่างก็เป็นเพื่อนของเพื่อนตัวเองน่ะ แบบนี้เรียกว่าพรหมลิขิตรึเปล่าจ๊ะ” คุณแม่คนสวยยังชวนคุยอย่างคาดหวังในตำแหน่งว่าที่ลูกเขย ที่แอบยัดเยียดให้หนุ่มหล่อคนนี้ ขณะเริ่มมื้ออาหารไปได้หน่อย
“ครับ เอาเข้าจริงๆแล้ว คนที่คาซึยะรู้จักเนี่ย แทบทั้งหมดก็เป็นคนที่ผมรู้จักทั้งนั้นล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็น ไอคาวะที่อยู่อักษรฯ หรือว่าจะเป็น อาโอยามะที่อยู่วิทย์กีฬา อ้อ...ซาโต้ที่อยู่วิศวะนั่นก็เพื่อนตอนม.ต้น”
จินพูด แล้วมองหน้าคนร่างบางที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม เหมือนจะเป็นการสื่อสารทางสายตาว่า ‘นั่นไง จำได้มั้ย นี่ล่ะ จำได้รึเปล่า แล้วโน่นล่ะ พอจะนึกออกรึยัง’
แต่ไม่มีสัญญาณใดๆตอบกลับ เพราะคาเมะยังเอาแต่นั่งเงียบ มองหน้าไอ้คนพูดที่กำลังทำหน้าตาปลิ้นปล้อนหลอกลวงพ่อแม่ตัวเอง ชนิดที่ไม่คิดจะฉีกหน้ามันด้วยการตีแผ่นิสัยเสียๆแม้แต่น้อย
ก็...ก็...ก็ตอนนี้คาเมะกำลังคิด...กำลังคิดว่า ไอ้สารพัดชื่อที่หมอนี่ขุดขึ้นมา คาเมะรู้จักสักคนมั้ย...
...คำตอบคือไม่...ไม่ว่าจะคิดด้วยซีกสมองส่วนไหน คิดด้วยแกนสมอง หรือสมองส่วนหน้า ส่วนหลัง ทุกซอกส่วนของเซลล์สมอง คาเมะก็ได้แต่คำว่า ไม่ คาเมะไม่รู้จักคนพวกนั้น
แล้วถ้าถามต่อว่า คณะที่คนพวกนั้นอยู่ล่ะ คาเมะรู้จักมั้ย ทั้ง อักษร วิศวะ วิทย์กีฬา
คาเมะก็บอกได้คำเดียวแบบไม่ต้องคิดให้เมื่อยตุ้มว่า รู้จัก
ก็...ก็...ก็คณะพวกนั้นน่ะ คือคณะที่ไอ้จุนโนะเพิ่งบ่นไปวันนี้เอง เรื่องที่ไปสร้างโจทก์สารพัดถิ่น...
...ซวยละกู คราวนี้เจอตัวอาฆาตบิ๊กเบิ่มจริงๆ เพราะมันเล่นเป็นเชื้อสาย ญาติโกโหติกากับทุกโจทก์ที่กูมี...
...แย่แน่ๆ...
...คราวนี้แย่แน่ๆ....
...ลูกผู้ชายตัวจริง วันนี้วิ่งไม่ทันซะแล้ว...ขอบอก.... T_____________T
To Be Con
...................................................................
