| หน้าแรก |
2009.02.14
FIC : คำเตือน (บอกแล้วว่าอย่ายั่ว)
SF : คำเตือน (บอกแล้วว่าอย่ายั่ว)
JIN X KAME
By : Dezair
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
...เคยบอกแล้ว... เคยเตือนแล้ว...บอกจนปากจะฉีก เตือนจนปากเปียกปากแฉะ...
แล้วมันเคยฟังมั้ย เคยทำตามที่บอกมั้ย นอกจากจะไม่เคยแล้ว แม่งยังเป็นประเภทยิ่งดุยิ่งทำ ยิ่งยุยิ่งกวน
ดื้ออะไรอย่างงี้วะ เตือนก็ไม่ฟัง บอกก็ไม่ฟัง เดี๋ยวกูจูบสักทีให้สำนึกดีมั้ยห๊ะ!!!!
……………….
…ต้องทำยังไง...
...ทำยังไงถึงจะลืมไอ้จูบเฮงซวยนั่นได้ มันจะไม่แย่ขนาดนี้เลย ถ้าคนที่เป็นฝ่ายจูบ ไม่ใช่ไอ้เพื่อนสนิทที่ชื่อไอ้ยักษ์จิน ไอ้ยักษ์ที่ลงวิชาเดียวกันทุกตัว ต้องเจอหน้ามันทุกวัน ไม่เช้าก็กลางวัน ไม่กลางวันก็เย็น จะไม่มาเรียนก็ไม่ได้ เกิดวันไหนอาจารย์ทำตัวใจร้าย เช็คชื่อขึ้นมา ไอ้คาเมะคนนี้จะเซ็งเสียเปล่าๆ เพราะดันโดดเต็มลิมิตมาตั้งแต่ต้นเทอม
....ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะวะ!! ว่าตอนปลายเทอมจะมาโดนเพื่อนจูบ!! จูบเสร็จมันยังมาย้ำให้เจ็บใจเล่นอีก ว่า ‘กูเตือนมึงแล้ว’ มันน่าฆ่ามั้ยล่ะ!! หยามกันชัดๆนี่หว่า
“คาเมะ วันนี้มีนัดนะโว๊ย” ไอ้โคยามะเดินเข้ามาทักคนที่มาแต่เช้า แล้วนั่งจับเจ่าอยู่ใต้ตึกเรียน เปล่าหรอก ไอ้คาเมะไม่ได้ขยันอะไร แต่อยู่ที่หอนานๆ แล้วจิตหลอน มองที่เตียงก็เห็นไอ้จินกระดิกนิ้วเรียกเข้าไปหา มองไปที่ผนังข้างประตูห้องน้ำ ก็เห็นไอ้จินยืนยิ้มร้ายหมายมาด คล้ายตัวเองจะกลายเป็นพวก ซิกเซ้นท์ อย่างหนังผีฮอลลีวู้ดที่ดูบ่อยๆเข้าไปทุกที
สุดท้าย คาเมะเลยทนอยู่ในห้องนานๆไม่ได้ ต้องถ่อมามหา’ลัยทันทีที่ตื่น แล้วกลับให้ช้าที่สุด ชนิดนั่งรถไฟเที่ยวสุดท้ายของวันเป็นเพื่อนตาลุงคนขับ อย่าว่าแต่ตัวเองตกใจกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเลย กระทั่งไอ้น้องชายที่ทรยศพี่มีแฟนก่อน ยังสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ คาเมะรู้ดีว่ามันอยากถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่ชายผู้แสนจะขี้เกียจ ที่เคยเสียเกียรติความเป็นพี่ ด้วยการถูกน้องอย่างมันลากขึ้นรถไฟบังคับให้ไปเรียน
แต่ก็สมมันเกิดเป็นน้องจริงๆ เพราะมันไม่ยอมถามตามนิสัยน้องชายที่ดีไม่ก้าวก่ายเรื่องของพี่นั่นแหละ
“เออ รู้แล้ว” คาเมะเงยหน้าบอก ความจริงไม่อยากไปแม้แต่น้อย เพราะรู้ว่าถ้าไปก็ต้องเจอไอ้จินนานขึ้น แต่ถ้าไม่ไป...........
เรื่องเดะ!! เหล้ากับเบียร์นี่ของโปรด คาเมะเคยพลาดที่ไหนเล่า...
“มึงรู้ตัวมั้ย ว่าช่วงนี้มึงเครียดมาก” อยู่ดีๆ ไอ้โคยามะก็เปลี่ยนเรื่องคุย ให้คนร่างบางได้แต่ชะงักกึกกับการสังเกตของเพื่อน
“มึงอาจจะมีเรื่องไม่สบายใจหลายเรื่อง บางเรื่องมึงอาจจะไม่อยากเล่า บางเรื่องมึงอาจจะอึดอัดไม่กล้าพูด กูไม่อยากคาดคั้นมึง แต่กูก็อยากให้มึงรู้เอาไว้ ว่ายังไง มึงก็ยังเป็นน้องห่ามของกู เพราะฉะนั้น ถ้ามึงพร้อม พี่โคยามะคนนี้ก็พร้อมจะฟังน้องอย่างมึงเสมอ” รอยยิ้มจริงใจที่อีกฝ่ายมอบให้ ทำเอาคาเมะต้องยิ้มบางกลับคืนมันไป
...ไอ้โคยามะ ถึงมันจะเล่นบอลห่วยแตกไปบ้าง อยู่ทีมเดียวกับมันที กระเป๋าแฟ่บ เพราะต้องเลี้ยงเนื้อย่างฝ่ายตรงข้ามเสมอ แต่มันก็เป็นเพื่อนที่ดี... เป็นเพื่อนที่ดี พอๆกับที่มันไม่ยอมมีแฟน แถมอยู่หน้าหม้อกับคาเมะวันละแปดเวลา
“กูไปเป็นน้องห่ามของมึงตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” คาเมะรู้ว่าไอ้โคยามะไว้ใจได้ แล้วก็รู้ว่านอกจากมันแล้ว ไอ้เพื่อนพ้องอีกหกตัว ก็พร้อมจะลุยเพื่อคาเมะเสมอ และแน่นอน ถ้าพวกมันรู้เรื่อง และพวกมันพร้อมลุย ไอ้จินตายสนิท ดับอนาถคาคณะนี่แหละ โทษฐานมาแหยม ‘น้องห่าม’ ที่เพื่อนๆรัก แต่ถึงอย่างนั้น คาเมะก็รู้สึกลึกๆในใจ ว่าที่ไม่ทำตัวปากโป้ง โพทะนาว่าตัวเองถูกผู้ชายจูบ ก็เพราะกลัวว่าไอ้คนที่มาจูบนั่นแหละ มันจะแย่เอา
“ไม่รู้ รู้แต่เหมาะกับมึงดี ‘น้องห่าม’ เหมือนจะน่ารัก แต่ก็ไม่...” โคยามะตอบแล้วหัวเราะลั่น ก่อนจะขยี้เส้นผมนุ่มของอีกฝ่าย ให้คาเมะต้องลุกขึ้นมาล็อคคอเอาศอกขยี้หัวโคยามะคืนแรงๆ โทษฐานคำว่า ‘เหมือนจะน่ารัก แต่ก็ไม่’
“ฮู้ย~!! ไอ้คาเมะเปลี่ยนคู่ขาจากไอ้จินเป็นโคยามะแล้วเหรอวะเนี่ย” อยู่กันแค่สองคนมาตั้งแต่แรก แต่ทำไมถึงมีเสียงที่สามโผล่ขึ้นมาได้ ทั้งคาเมะและโคยามะเงยหน้ามอง แล้วก็ถึงได้เห็นสมาชิกในกลุ่มตัวเองอีกเจ็ดคนยืนเป็นแบ็คกราวน์ให้ไอ้ยูอิจิปากบอนนำมาคนแรก
คาเมะไม่ได้ตั้งใจนักหรอก และไม่เข้าใจด้วย ว่าทำไมสายตาตัวเองถึงจับจ้องอยู่แต่หน้าจิน ทั้งๆที่มีคนอื่นยืนล้อมหน้าล้อมหลังกันเกือบสิบ แล้วพอมองมันแล้ว และโดนมันมองกลับมาแล้ว ก็ต้องหลบสายตาเหมือนเป็นเด็กถูกจับผิด
...อะไรวะเนี่ย!! กูไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย! แล้วกูจะไปหลบตามันทำไมวะ!!!!...
แต่ถึงจะพยายามคิดให้ห้าวเข้าไว้ คาเมะก็ยังไม่กล้าเงยหน้าสบตาไอ้ผู้ชายคนนั้นอยู่ดี
“ปากมอมแหละพวกมึง” ไอ้โคยามะเป็นคนด่า ก่อนจะบ่นใส่เพื่อนทั้งฝูง
“ก่อนจะล้อกูกะน้องห่าม พวกมึงช่วยมาเอามันออกจากคอกูก่อนได้มั้ยวะ! ไอ้นี่ก็ลูกลิงซะจริง!! ไปกอดคอไอ้จินนู่น ไม่ต้องมากอดคอกู หายใจไม่ออกโว๊ย~!” คาเมะหัวเราะลั่นกับหน้าตาบิดเบี้ยวของโคยามะ ก่อนจะก้มลงไปหา พูดกรอกหูหวังแกล้งมันเล่น
“อะไรจ๊ะ! เมื่อกี้พี่โคยามะยังบอกน้องห่ามเลย ว่ารักน้องห่ามที่สุด”
“อ้าว ซวยล่ะไอ้จิน โคยามะตีท้ายครัวมึง” ชิโรตะหันไปบอกเพื่อน แล้วหัวเราะเอิ้กอ้าก ขำสีหน้าของไอ้โคยามะที่โดนเอาชื่อไปแอบอ้างว่าเคยบอกรักไอ้คาเมะ
“แต่กูว่า ถ้าท้ายครัวอย่างไอ้คาเมะเนี่ย ก่อนที่จะถูกตี มันคงแตกเองว่ะ” จิมมี่ยังสนับสนุนเพื่อนด้วยคำพูดปากหมา
“แล้วงี้มึงจะทำไง แย่งเมียคืนมั้ย” ไอ้โคคิหันมากระเซ้าถาม ให้จินได้แต่ยิ้มบาง ส่ายหน้าไม่ยอมตอบ แต่สายตาจับจ้องไปที่เรียวแขนเล็กที่ล้อมรอบคอของโคยามะ กับริมฝีปากบางที่เขาเคยจูบมาแล้วสองครั้ง ซึ่งมันยังอยู่ชิดติดกับใบหูไอ้เพื่อนหน้าตี๋ ตาตี่ ที่จินไม่เคยนึกเกลียดหน้ามันเลย ยกเว้นวันนี้
“เมียห่าอะไร กูเนี่ย ผัวไอ้จิน” คาเมะทำปากดี แต่พยายามอย่างยิ่งในการไม่หันไปมองหน้าจิน
“มึงคงจะกดมันทันอยู่หรอก คิดถึงความเป็นจริงหน่อย” เรียวสวนกลับมา แต่คาเมะทำหน้าไม่รู้เรื่องท่าเดียว ก่อนจะโดนเพื่อนทั้งกลุ่มลากเข้าห้องเรียน เพื่อรอเวลาจนจบคาบบ่าย ก่อนจะมีนัดเย็นนี้กับเหล้าและเบียร์สารพัดยี่ห้อที่ค้างรออยู่ที่ร้านประจำตั้งแต่เมื่อคืน
...........................
เมื่อกลางวันมันก็ทำตัวน่าโดนเตะ ที่ไปกอดไอ้โคยามะแบบนั้น แล้วยังไปกระซิบข้างหูอีก ก็รู้หรอกว่าไอ้คาเมะมันไม่ได้คิดอะไร ไอ้โคยามะเองก็คงไม่คิดเช่นเดียวกัน แต่ไว้ใจได้งั้นเหรอ ก็ขนาดตัวเขาเองว่าจะไม่คิด ไม่คิด แล้วสุดท้ายเป็นไง ไม่คิดไป ไม่คิดมา กลายเป็นจูบมันไปตั้งสองครั้ง
แล้วตอนเย็น มันก็ยังทำตัวน่าโดนอีกเหมือนเดิม เก้าอี้มีตั้งเยอะแยะทำไมไม่นั่ง พอเมาแล้วซ่า กระโดดขึ้นไปนั่งตักไอ้จิมมี่แบบนั้น แล้วมันก็ไม่ลงมาอีกเลย
“วู้~! ชน! ชน!” คาเมะร้องอ้อแอ้ ยังนั่งอยู่บนตักจิมมี่ จะว่าตักมันนิ่มก็ใช่ล่ะ นั่งตักมัน ดีกว่านั่งเก้าอี้แข็งๆตั้งเยอะ แล้วที่สำคัญ คาเมะหมั่นไส้ไอ้สายตาเหมือนจะดุปนสั่งสอนที่ส่งทอดมาจากอีกฟากของโต๊ะชะมัด มันมองแบบคาดโทษเหมือนคาเมะผิดนักหนา ไอ้คนดื้อที่ไม่เคยลงให้ใคร ก็เลยถือโอกาสประชดเสียเลย กลายเป็นว่ายึดตักจิมมี่แทนเก้าอี้ไปซะ
“โอย~! มึงอย่าขย่มเดะ! ตัวก็ไม่ใช่จะเบาๆนะโว๊ย!” ไอ้จิมมี่คนดวงซวยประจำวัน ที่ปล่อยให้น้องห่ามนั่งตัก ก็เมาไม่แพ้กัน และเพราะมันเมาออกแบบนั้น มันถึงไม่เห็นสายตาของจินที่ส่งมานานแล้ว
“ตัวหนัก แต่ก้นนิ่มเปล่าล่ะ” คาเมะหันไปถามตาปรอย ลมหายใจที่ปนเปไปกับกลิ่นแอลกอฮอล แทบจะเป่ารดใบหน้าลูกครึ่งของอีกฝ่าย มันเป็นเรื่องปกติของไอ้คนที่ไม่ค่อยจะสนใจอะไรเท่าใดนัก ยิ่งคำพูดประเภทสองแง่สามง่าม จะกับเพศเดียวกันหรือต่างเพศ เจ้าปากบางๆสีแดงสดนั่นก็พูดจนชิน
“เออ ก้นมึงนิ่ม” จิมมี่ยอมรับ แล้วหัวเราะเอิ้กอ้าก ความเมาหนึ่งล่ะที่เป็นเหตุทำให้กล้าพูด ส่วนสอง คือจิมมี่ไม่ทันเห็นสายตาของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เพราะมัวแต่หันมองไอ้คนที่เมาหน้าแดงก่ำนั่งขย่มตักอยู่
...จะว่าไป...มันก็น่ารักเหมือนกันนี่หว่า ไอ้คาเมะเนี่ย...
“ห่าเอ้ย~!! ชิ้นนั้นกูเล็งก่อน!! มึงเอาคืนกูมานะไอ้จิน!!” แล้วไอ้คนที่จิมมี่อุตส่าห์แอบชมว่าน่ารักในใจ ก็ดันสบถเพ่นพ่านคำหยาบออกมากลางโต๊ะอาหาร พาเอาอารมณ์กำลังเคลิ้มไปกับใบหน้าสวยๆของมันต้องกระตุกวูบหายไปจากใจ
คาเมะลุกพรวดจากตักจิมมี่ แล้วชี้หน้าด่าจิน ด้วยสาเหตุจากการถูกแย่งกุ้งเทมปุระชิ้นสุดท้ายไปต่อหน้าต่อตา
ความจริง ไอ้กุ้งชิ้นนั้น คาเมะก็ไม่ได้แปะชื่อจองลงไปหรอก แล้วก็ไม่ได้เล็งไว้นานแล้วด้วย เพียงแค่เหลือบไปเห็นเจ้าชิ้นสุดท้ายนั่นพอดี แล้วก็เลยนึกอยากกินขึ้นมา พอจะส่งมือเอื้อมไปหยิบ ก็ดันมีมือไอ้หน้าหล่อตาดุที่ไหนไม่รู้ ยื่นมาฉกเจ้ากุ้งตัวเหลืองอวบตัดหน้าไปชนิดที่คาเมะได้แต่อ้าปากค้าง
“แต่กูหยิบได้ก่อน” จินตอบหน้าตาเฉย ให้คาเมะยิ่งหงุดหงิดหนักกว่าเดิม หากอยู่ในสถานการณ์ปกติของพักหลังๆมานี่ ที่คาเมะอายจินเป็นกิจวัตรไปแล้ว เจ้าคนสวยปากทรามคงไม่กล้าลุกขึ้นด่าฉอดๆ หรือทำหน้าตาข่มขู่ แต่นี่ไม่ใช่เวลาปกติ มันเป็นเวลาที่แอลกอฮอลในกระแสเลือดกำลังกดจิตใจ และเส้นประสาทส่วนขี้อายของคาเมะให้หมอบราบคาบ ทั้งยังผลักดันความกล้าให้เจ้าตัวมากกว่าทุกที
ภาพที่เห็น เลยกลายออกมาเป็นภาพอันคุ้นเคยของเหล่าเพื่อนฝูง ก่อนที่คาเมะจะเปลี่ยนไป
“กูเล็งไว้ก่อน!!” ไอ้คาเมะยังชี้หน้าตวาดลั่นไม่หยุด ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้ากุ้งคืน แต่จินขยับมือหนี
โชคยังดีที่พวกเขาสนิทกับเฮียเจ้าของร้านมากพอที่จะได้ที่นั่งมุมในสุด ซึ่งค่อนข้างเป็นส่วนตัว การโหวกเหวกของคาเมะเลยปรากฏอยู่ในสายตาของเพื่อนฝูงเท่านั้น
คาเมะพยายามคว้าอยู่นาน แต่เทมปุระก็ไม่มาอยู่ในมือสักที สุดท้าย เลยต้องอ้อมโต๊ะ เดินไปเอาคืนแบบระยะประชิด
ร่างบางแบมือออกตรงหน้าจิน เหมือนจะขอดีๆ แต่สายตาจ้องเขม็ง พร้อมจะเอาเรื่องตลอดเวลา
“เอามาให้กู”
“กูไม่ให้” นั่นคือคำตอบของคนที่ยังถือเทมปุระเอาไว้ ก่อนที่หมอนั่นจะใช้มืออีกข้างดึงคนตรงหน้าลงมานั่งทับตัก
“เอาคืนกูมา!!” คาเมะไม่ได้ใส่ใจกับสภาพของตัวเองว่านั่งแบบไหนกับคนที่เคยจูบกันมาแล้วสองครั้ง ตอนนี้สติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่น้อยนิด บอกให้รู้เพียงแค่ว่า ‘กูจองกุ้งไว้ก่อน เพราะงั้นกุ้งต้องเป็นของกู’
มือเล็กพยายามไขว่คว้า แต่ยิ่งคว้า ก็ยิ่งไม่ถึงเสียสักที และยิ่งคว้า ร่างอุ่นๆสองร่างก็ยิ่งแนบชิดกันมากขึ้น เมื่อคาเมะยังนั่งคร่อมตัก ส่วนจินก็เอาแต่ยื้อมือหนีไปทางด้านหลังตัวเอง หากคาเมะพยายามเอื้อมมือไปคว้ามากเท่าไหร่ ร่างกายก็จะเบียดชิดกันมากขึ้นเท่านั้น และนั่น...ทำให้จินชักทนไม่ไหว
“คาเมะ...” เสียงทุ้มกระซิบข้างใบหูเล็ก ให้คนที่สนใจแต่กุ้งต้องหยุดชะงัก
...เสียงแบบนี้อีกแล้ว...ไอ้จินเรียกชื่อด้วยเสียงแบบนี้อีกแล้ว ไอ้เสียงที่เจือไปด้วยความรู้สึกแปลกๆ ที่คาเมะรู้ดีว่าหมอนี่ไม่เคยใช้น้ำเสียงแบบนี้คุยกับเพื่อนคนอื่นเลยสักครั้ง
“จะเตือนเอาไว้ก่อน ว่าอย่ายั่วให้โมโห ไม่งั้น...” มือหนาข้างหนึ่งที่โอบเอวเล็กเอาไว้ เลื่อนลงป่ายปะที่ต้นขา แทนคำพูดที่หายไปในท้ายประโยค ทำเอาคนถูกจับในส่วนที่ค่อนข้างหมิ่นเหม่ต่อการเสียตัว ถึงกับสะดุ้งเฮือก แล้วหันควับกลับมามอง
“เข้าใจมั้ย” คาเมะส่ายหน้ารัว ใจจริงอยากปากดีด่ามันเสียด้วยซ้ำ ว่ากล้าดียังไงถึงมาขู่ ท่านคาเมะคนนี้ แต่ทั้งปาก ทั้งลิ้นดูเหมือนจะเป็นอัมพาตไปชั่วขณะ เพราะสัมผัสร้อนๆยังลากไล้ไปมาบนต้นขา
ร่างสูงหรี่ตามอง อยากรู้นักว่าไอ้แสบบนตักมันจะมาไม้ไหน ทำมาเป็นดื้อแพ่งเอาในสถานการณ์แบบนี้ คิดว่าจะรอดไปได้ง่ายๆงั้นหรือ
“ไม่เข้าใจงั้นเหรอ? ได้...ถือว่าเตือนกันแล้วนะคาเมะ” จินพูดแค่นั้น ก่อนจะก้มลงมาปิดริมฝีปากบางด้วยปากของเขาเอง
จินบิดหน้าตัวเองเพียงเล็กน้อย เพื่อดื่มด่ำรสข่มปร่าของเหล้าและเบียร์ ที่ยังคงเคลือบบางเบาบนริมฝีปากชุ่มช่ำ กลิ่นแอลกอฮอลที่วนเวียนอยู่ระหว่างคนทั้งคู่ ทำให้อารมณ์พาลจะมึนเมาไปพร้อมๆกับสติ ร่างสูงรู้แค่ว่า เขาควรจะทำให้คาเมะรู้ซึ้งได้แล้ว ว่าเขารู้สึกแบบไหน จูบสองครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่เป็นเพียงการหยอกล้อ หรือแกล้งเล่น แต่ดูเหมือนคาเมะจะไม่เคยเข้าใจสักที เพราะฉะนั้น มันก็ต้องมีจูบที่สาม...
สำหรับจินแล้ว จูบที่สาม จำเป็นต้องมีเพื่อเตือนสติคนคิดน้อย แต่สำหรับคาเมะที่ไม่ค่อยจะคิดอะไรแล้ว จูบที่สาม ทำให้สมองใช้งานหนักกว่าเคย
...จูบที่สาม!!!...
จูบที่สามจากไอ้เพื่อนสนิทตัวเท่าหมีที่ไม่มีส่วนใดๆให้คาเมะนึกเหิมอยากจับกดมันเป็นการตอบแทนกับจูบหลายครั้งโคตรๆ ไอ้เพื่อนคนนั้น คนที่คาเมะเคยคิดว่ามันพึ่งพาได้ เคยคิดว่าถ้าเป็นโสดไปจนแก่ล่ะก็ จะอยู่กับมันนั่นล่ะ เพราะมันทำอาหารอร่อย ไอ้เพื่อนคนนั้น... ไอ้เพื่อนคนนั้นมันจูบกูอีกแล้ว!!!...
คาเมะไม่ได้ยินเสียงรอบกายอีกเลย ได้ยินแต่คำว่า ‘จูบที่สาม จูบที่สาม และจูบที่สาม’ วิ่งวนไปวนมาอยู่ในสมอง มันคงเป็นเสียงที่แปลกประหลาดอยู่สักหน่อย เพราะไม่ผ่านกระบวนการสั่นของกระดูกค้อน ทั่ง โกลนเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วมันเข้าไปอยู่ในหัวกูได้ไงวะเนี่ย!!
และเพราะสนใจแต่คำว่า จูบที่สาม จนลืมไปเสียสิ้นว่าตัวเองมีภารกิจทีต้องแย่งกุ้งเทมปุระคืนมา ตอนนี้อย่าว่าแต่จะทำภารกิจเพื่อกระเพาะเลย แม้แต่มือไม้ยังอ่อนเปลี้ย จนต้องจับขยุ้มเสื้อไอ้จินเอาไว้ แล้วรับรู้แค่ความร้อนผะผ่าวที่ปาก ที่หน้า และที่ตัว มันวูบวาบ หวั่นไหว และชวนให้สั่นไปทั้งหัวใจ ที่สำคัญเลย คือท่อนล่างที่คาเมะกำลังนั่งทับอยู่... ท่อนล่างของไอ้คนตัวโตที่ร้อนผ่าวกว่าเคย และตอนนี้มันก็กำลัง...
...ไอ้เวรนี่มันจูบเขาแล้วตื่นตัว!!! บัดซบ!! กูเป็นเพื่อนมึงนะโว๊ย!!!....
ร่างบางเหมือนจะรู้สติ สองมือที่เคยขยุ้มเสื้อเพื่อระบายความอึดอัดวาบหวามกลายเป็นทุบตีเพื่อให้อีกฝ่ายปล่อยตนออกจากอ้อมแขนแข็งแรงที่โอบล้อมเอาไว้
แม้จะไม่เป็นผลในช่วงแรกๆ แต่สุดท้าย จินก็ยอมผละออกห่าง ให้คาเมะได้หายใจเข้าเต็มปอด
และเมื่อออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น สมองที่เคยมึนตึบ ก็เริ่มปลอดโปร่ง และคิดเท้าความไปถึงก่อนหน้าที่จะมีการจูบที่สามระหว่างตนและจิน ก่อนหน้า...ที่ทั้งจินและคาเมะอยู่ในวงเหล้ากับผองเพื่อน
...วงเหล้า!! ผองเพื่อน!!...
คาเมะหันควับกลับไปมองคนทั้งโต๊ะ แล้วได้แต่อ้าปากค้างกับสภาพเงียบเฉียบ ไม่มีแม้แต่เสียงที่พอจะแสดงให้รู้ว่าเจ็ดคนที่นั่งกันอยู่ตรงนี้ มีชีวิตหรือตายแล้ว เพราะพวกมันนั่งนิ่ง แม้แต่ตายังไม่กระพริบ
“เออ...กูลืมบอกพวกมึง” แล้วอยู่ดีๆ บรรยากาศเงียบวังเวงที่ไม่สมควรจะเกิดในวงเหล้าของเพื่อนฝูงกลุ่มเฮฮากลุ่มนี้ ก็ถูกเสียงของไอ้จินดังทำลายความสงัด
“กูกับไอ้คาเมะเป็นแฟนกัน”
ห๊ะ!!! มึงว่าไงนะ!!!
ไม่ใช่เพื่อนอีกเจ็ดคนที่ตกใจ แต่เป็นคาเมะต่างหากล่ะ ที่ตกใจ...
...........................................
‘กูไปเป็นแฟนกับมึงตั้งแต่เมื่อไหร่’ จินรู้ว่าคาเมะอยากถามคำถามนี้ ดูจากสีหน้ามัน ดูจากแววตามัน เขาก็มองทะลุไปถึงหัวใจว่าไอ้ซ่าจอมห่ามบนตักเขานี่ กำลังตกตะลึงในสิ่งที่เขาพูดออกไป
...แต่มันก็สมควรแล้วไม่ใช่เหรอ เขาเตือนมันก่อนแล้วนี่ แล้วก็เตือนมันมาตลอด เตือนมันตั้งแต่เรื่องขี่หลัง เตือนมันเรื่องถอดเสื้อ และเมื่อกี้เขาก็เตือนแล้วว่าอย่ายั่วให้หงุดหงิด เขาถือว่าเขาเตือนแล้ว แต่ในเมื่อมันดื้อแพ่งไม่ทำตาม มันก็ควรจะมีบทลงโทษไม่ใช่รึไง
“พวกมึงหมายความว่า พวกมึงเป็นแฟนกัน แบบที่กูเป็นแฟนกับพีจังอย่างงั้นเหรอ” ไอ้ยูถามตะกุกตะกัก ดูเหมือนมันจะหลุดออกจากภาวะอึ้งมาอยู่ในโลกความเป็นจริงได้เป็นคนแรก
“ใช่” คนตอบยังคงมีแต่ไอ้จิน เพราะคาเมะเอง ก็ยังอยู่ในสภาวะที่ลิ้นและปากชาสนิท
“แต่พวกมึงเป็นเพื่อนกันนะเว้ย!” เรียวร้องลั่นบ้าง จะว่าตกใจก็ใช่ ถึงเขาจะล้อพวกมันบ่อยๆ ว่าหน้าอย่างคาเมะคงได้สามีแน่นอน และเขาก็รับได้ หากสักวันนึง มันจะมายืนบิดซ้ายบิดขวา พาผู้ชายถึก บึก ล่ำ มาแนะนำตัวต่อหน้าว่า ‘นี่ผัวกู’ แต่เรียวไม่เคยคิดมาก่อน ว่าไอ้ผู้ชายคนนั้น จะเป็นไอ้จิน เพื่อนสนิทในกลุ่ม ที่พวกเขาแค่ล้อ แล้วก็แกล้งจับคู่ให้พวกมันเฉยๆ!
“แล้วไง...” จินย้อนถาม เหมือนไม่สนใจนักในขณะที่คาเมะยังเอาแต่เงียบ แล้วได้แต่ปล่อยให้ทุกสายตาจับจ้องหน้าตน
ทั้งกลุ่มเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ก่อนที่โคยามะจะลุกออกจากโต๊ะไปเป็นคนแรก ตามด้วย ชิโรตะ เรียว ยูอิจิ โคคิ จิมมี่ และสุดท้ายคือจุนโนะ
คาเมะมารู้สึกตัว และพยายามพูดให้ได้เหมือนปกติก็ตอนที่เพื่อนคนสุดท้ายกำลังจะออกจากโต๊ะไป ร่างบางรีบร้องเรียกเพื่อนไว้
“เฮ้ย จุนโนะ” โต๊ะเหล้าที่ว่างเปล่า ทำให้ร่างบางใจหายวาบ คาเมะซ่าก็จริง ไม่ค่อยสนใจอะไรก็ใช่อยู่ แต่การที่เพื่อนหกเจ็ดคน พร้อมใจกันออกจากโต๊ะเหล้าไปแบบไม่มีใครยอมพูดอะไร ก็ทำให้อดไม่ได้ที่ความรู้สึกแย่ๆจะเข้าครอบงำจิตใจ
“ขอพวกกูทำใจสักสองสามวันเหอะวะ” จุนโนะพูดแบบนั้น แล้วก็รีบเดินจากไป ทิ้งจินและคาเมะไว้ที่โต๊ะกันแค่สองคน
.............................
สองสามวัน...ไอ้จุนโนะขอเวลาสองสามวัน แล้วตลอดสองสามวัน ไอ้เพื่อนเจ็ดคนก็ไม่โผล่หัวมาเรียนอีกเลย คนในกลุ่มที่คาเมะเห็นหน้าคือไอ้จิน ไอ้ผู้ชายที่ถูกคนทั้งกลุ่มลอยแพพร้อมเขานั่นล่ะ
เนี่ย...มันยังนั่งอยู่ตรงเนี้ย นั่งทำหน้าตาไม่ทุกข์ไม่ร้อน ให้คาเมะได้แต่เซ็งจนถึงขั้นโวยวายเพราะอดไม่ไหว
“มึงไม่คิดจะตามหาไอ้พวกนั้นเลยรึไงวะ” คาเมะร้องอย่างหมดความอดทน โทร.หาใครก็ไม่มีใครรับสาย แล้วสุดท้าย พวกมันก็ปิดโทรศัพท์หนีเรียงตัวกันเลยทีเดียว แต่ดูเอาเถอะ ไอ้จินก็ยังนั่งบื้อ ไม่สนใจ แถมมีการเงยหน้าขึ้นมาเลิกคิ้วถามเหมือนงงนักหนาอีกต่างหาก
“พวกไหน?”
“ก็...พวก... โอ้ย! ทำไมมึงเป็นงี้วะ! พวกนั้นน่ะเพื่อนมึงนะเว้ย!”
“กูไม่สน ถ้าพวกมันรับเรื่องของมึงกับกูไม่ได้ พวกมันก็ไม่ใช่เพื่อนกู” ไอ้จินทำหน้าตาย แต่นั่นยิ่งทำให้คาเมะโมโหหนัก
“แต่พวกนั้นมันเพื่อนกู!! แล้วเรื่องของกูกับมึงก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเพื่อนกัน เข้าใจมั้ย!!” ร่างสูงหยักยิ้มเยาะเย้ยคำว่า ‘ไม่มีอะไรมากไปกว่าเพื่อนกัน’ มันมีอะไรมากกว่าเพื่อนกันนานแล้วต่างหาก! คนที่ไม่เข้าใจคือคาเมะ ไม่ใช่เขา
“ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าเพื่อนประเภทไหนถึงจูบกันตั้งสามครั้ง” ไอ้ตัวดีเจอคำย้อนเข้าไป ก็ถึงกับอ้าปากค้าง เถียงไม่ออก คาเมะได้แต่ร้องบอกตัวเองว่า กูไม่ได้จูบมึง มึงต่างหากที่จูบกู!! แต่ความรู้สึกในใจส่วนลึกกลับเถียงว่า ถึงไม่ได้เป็นฝ่ายจูบมัน แต่ตอนที่ถูกมันจูบ ก็รู้สึกไปกับมันทั้งนั้น
“คาเมะ” เสียงเรียกดังขึ้นด้านหลัง ให้คนสองคนที่ทำท่าจะคุยวนเวียนอยู่แต่เรื่อง เพื่อน กับ จูบ ต้องหันไปมอง
โคยามะนั่นเองที่เป็นคนเรียก หมอนั่นไม่ยิ้ม ไม่แสดงออกใดๆอย่างที่เคยเป็นไอ้ตี๋ผู้แสนจะเฮฮาของเพื่อนๆ
“ขอกูคุยด้วยหน่อย” มันว่าอย่างนั้น แต่คนที่ลุกขึ้นเดินเข้าไปหากลับเป็นจิน
“กูขอคุยกับคาเมะคนเดียว มึงไม่ต้อง” โคยามะหันมาบอก
“กูรู้ว่ามึงจะคุยเรื่องกูกับคาเมะเป็นแฟนกัน แล้วมันก็เกี่ยวกับกูโดยตรง เพราะงั้นคาเมะจะคุยเรื่องนี้กับมึงคนเดียวไม่ได้”
“ไอ้จิน!! กูบอกว่าจะคุยกับคาเมะ!! มึงได้ยินไม่ชัดรึไง!!”
“มึงต่างหากที่ได้ยินไม่ชัด กูกับคาเมะเป็นแฟนกัน ถ้ามึงจะคุยเรื่องนี้ กูต้องอยู่!”
“ไอ้จิน!!” แล้วทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะโผเข้าหาเรื่องกันเอง ทั้งๆที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งสามปีแล้วแท้ๆ คาเมะรีบแทรกตัวเข้าไประหว่างกลาง แล้วผลักมันทั้งคู่ออกห่าง
“พอสักทีได้มั้ย! พวกมึงเป็นเพื่อนกันนะโว๊ย! จะทะเลาะกันหาพระแสงอะไร!!”
“ก็มึงดูมันสิคาเมะ แม่ง! คิดว่าเป็นแฟนไอ้คาเมะ แล้วมึงจะได้ครองทุกอย่างของคาเมะงั้นรึไงวะไอ้จิน! ไอ้คาเมะมันก็เพื่อนพวกกูนะโว๊ย! ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของมึง!!”
“อ้อเหรอ...เพื่อนมึงเหรอ ไหนล่ะที่มึงทำตัวว่าเป็นเพื่อนไอ้คาเมะน่ะ ที่หายหน้าไปสองสามวัน แล้วปล่อยให้มันนั่งเครียดกลัวพวกมึงตัดเพื่อนเนี่ยนะ ที่มึงบอกว่ามันเป็นเพื่อนเพื่อนมึง” จินถามหน้าตาเอาเรื่อง ในขณะที่คาเมะได้แต่เงียบ โคยามะเองก็เงียบ
...ใช่...เขาเคยล้อว่ามันสองคนเป็นแฟนกันบ่อยๆ ก็เห็นไอ้จินมันตามใจไอ้คาเมะทุกอย่าง ก็เลยแค่ล้อเพราะปากดีเท่านั้น แต่...แต่เขาไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริงขึ้นมา ก็พวกมันเป็นเพื่อนกันมาก่อน กิน นอน เที่ยวด้วยกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง แล้วพอวันนึง มันก็ประกาศโต้งว่าเป็นแฟนกันงั้นเหรอ มันเอาเวลาที่ไหนไปคบกัน ทำไมไม่มีใครในกลุ่มสักคนที่รู้เรื่อง
แล้วมันก็ใช่ ที่ว่าเขาไม่ได้นึกรังเกียจพวกความรักของเพศเดียวกัน เพราะไอ้ยูเองก็มีแฟนเป็นผู้ชาย แต่แฟนไอ้ยูน่ารักจะตาย บอบบาง น่าทะนุถนอม มันก็น่าอยู่หรอก ถ้าไอ้ยูจะชอบแบบนั้น แทนที่จะไปชอบผู้หญิง แต่ไอ้คาเมะมันไม่ใช่นี่หว่า...
ไอ้คาเมะมันผู้ชายแท้ๆ แมนเกินหน้าเกินตาเพื่อนฝูงด้วยซ้ำ เรื่องความห่าม ความห้าวไม่ต้องพูดถึง เพราะมันมีจนล้น จนทะลัก แล้วมันที่เป็นแบบนั้นเนี่ยนะ จะมามีแฟนที่ชื่อ อาคานิชิ จิน ซึ่งนิสัย ‘เลิศ’ พอๆกัน
“มึงพูดสิ โคยามะ มึงรับได้รึเปล่า ที่เพื่อนมึงสองคนเป็นแฟนกันเอง มึงกล้าพูดตอนนี้ แล้วมองหน้าไอ้คาเมะมั้ย” จินท้า ย้ำชัด
โคยามะเงียบไป ตาตกเอาแต่มองที่พื้น จนคาเมะใจฝ่อไปหมด รู้แก่ใจว่าเรื่องราวจะไม่เป็นแบบนี้ ถ้าไอ้จินไม่ปากพล่อย แต่คาเมะก็หันไปโทษไอ้จินไม่ลง เพราะไอ้คำพูดนั่น ‘กูกับคาเมะเป็นแฟนกัน’ คาเมะไม่เข้าใจว่าทำไมลึกๆแล้วถึงดีใจกับสถานภาพใหม่ ที่หลุดออกมาจากปากไอ้หุ่นหมีนี่
“กู...กูเคยบอกแล้ว” โคยามะเงียบไปนาน ก่อนจะหลุดคำพูดออกมา ให้คาเมะต้องเงยหน้ามอง
“กูเคยบอกแล้ว ว่าไม่ว่ามึงจะเป็นยังไง มึงก็ยังเป็นน้องห่ามที่กูรักอยู่ดี ถึงกูจะไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้พวกมึงเดินมาทางสายนี้ แต่กู...กูก็ยังเป็นพี่โคยามะของมึงนะคาเมะ”
โคยามะพูดได้แค่นั้น เพราะไม่รู้ว่าในใจตอนนี้รู้สึกอย่างไร จริงอยู่ ที่เขาไม่รังเกียจ แต่เขาก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่า ชายรักชายที่เขาไม่เคยนึกขยะแขยง จะกลายเป็นเพื่อนสนิทสองคนในกลุ่มของเขาเอง
“มาให้พี่โคยามะกอดที น้องห่าม” หน้ามันซีด แล้วเหมือนจะสลับกับสีหน้างุนงง แต่พอโคยามะเอ่ยปากออกไปแบบนั้น พร้อมกับผายมือกว้าง คาเมะก็กระโจนพรวดขึ้นไปกอด เอาสองขาล็อคเอวเขาแน่น
“โอย ตัวมึงหนักนะเนี่ย สองสามวันมานี่ ไอ้จินคงขุนมึงกะให้อ้วนเลยสิท่า” โคยามะชวนคุย ทั้งๆที่ยังกอดรัดไอ้เพื่อนร่างบางไม่ปล่อย
สุดท้ายแล้ว เพื่อนก็คือเพื่อน ไม่ว่ามันจะเดินเส้นทางสายไหน มันจะไปรักใครชอบใคร มันก็ยังเป็นเพื่อน เป็นน้องห่ามที่โคยามะนึกเป็นห่วงทุกครั้ง เวลาที่รู้ว่ามันอยู่หอคนเดียว เป็นน้องห่ามที่โคยามะอยากแกล้งในบางครั้ง เพราะหมั่นไส้ท่าทางเต๊ะจุ้ยของมัน และเป็นน้องห่าม ที่ไม่ว่ามันจะนิสัยเสียแค่ไหน มันก็จะยังเป็นน้องห่ามที่โคยามะอยู่ด้วยแล้วสบายใจทุกที
จินมองภาพตรงหน้า แล้วได้แต่ยิ้มให้ไอ้โคยามะที่มองตรงมาทางเขา ร่างสูงรู้ว่าคาเมะรักเพื่อนมาก มันติดเพื่อนมากพอๆกับที่มันต้องอ่านหนังสือการ์ตูนทุกวัน ถึงมันจะไม่ทำทุกอย่างที่เพื่อนทำ เผลอๆเอาแต่ใจจนต้องให้เพื่อนตามใจมัน แต่มันก็แคร์เพื่อนเสมอ
หลังจากนั้น เพื่อนคนอื่นๆก็ทยอยกันเดินเข้ามาหา คาเมะกระโดดลงมายืนที่พื้น แล้วมองหน้าเพื่อนทีละคนที่มีสีหน้าเคร่งเครียดพาลให้ใจฟ่อ
“ถ้าไอ้จินหลอกฟันแล้วทิ้ง มึงต้องสัญญาว่าจะรีบบอกกู” ชิโรตะบอกคนแรก
“หรือถ้ามันทำให้มึงเสียใจ มีกิ๊ก นอกใจ นอกลู่นอกทาง มึงไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวกูจัดการเอง” จิมมี่ตามมาเป็นคนที่สอง
“แต่กูว่า มึงเองก็ควรทำตัวให้สมกับเป็นเมียบ้าง ไว้จะสอนทำกับข้าว” ไอ้จุนโนะพูดต่อ เรียวหันไปมอง ก่อนจะเออออเห็นด้วย
“เออ ดีว่ะ เดี๋ยวกูจะหาผ้ากันเปื้อนหวานๆ ลายลูกไม้มาให้มึงใช้เวลาทำกับข้าวแบบเปลือยดีมั้ย”
“ต้องสอนมันทำงานบ้านด้วย งั้นตามพีจังมาสอนดีมั้ยวะไอ้ยู” โคคิเสนอแนะแล้วหันไปขอความเห็นจากเพื่อนอีกคน
“ได้ๆ ไม่มีปัญหา กูจะตามพีจังมาสอนตั้งแต่พรุ่งนี้เลยดีมั้ย มึงไม่ต้องห่วงนะคาเมะ พีจังของกูน่ะ เรื่องงานบ้านนี่เลเวลเทพ”
“เฮ้ย! แล้วพีจังจะสอนไอ้คาเมะไหวเหรอวะ ไอ้ห่ามนี่ฤทธิ์มากจะตาย” โคยามะถาม ก่อนที่ เจ็ดเพื่อนสนิท จะถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เรื่องการอัพเกรดคาเมะให้กลายสภาพจากเด็กห่าม นิสัยสุดขั้ว เป็นภรรยาผู้แสนจะเพอร์เฟ็คของไอ้จิน และนั่นทำให้คาเมะอ้าปากหวอ งุนงง ตามพวกมันไม่ทัน แล้วกลายเป็นโวยวายให้ลั่น
“เฮ้ย! ไรเนี่ย! พวกมึงคุยกันเรื่องไรวะ! กูไม่เรียนนะ ทำกับข้าว ทำงานบ้านอะไรของมึงน่ะ ผ้ากันเปื้อนนรกนั่นด้วย ถ้ากูเห็นนะ หัวมึงหลุดแน่ไอ้เรียว” อ่า...คงจะยากอยู่สักหน่อย เพราะการเป็นภรรยาที่ดี คงไม่มาขู่ทำหัวใครหลุดแบบนี้หรอก
“จิน มึงดูแลเมียมึงหน่อยก็ดีนะ พวกกูกำลังประชุมหาวิธีเทรนเมียมึงอยู่นะเว้ย ร่วมมือกันมั่ง ต่อไปครอบครัวจะได้สุขี” ชิโรตะหันไปบอก เน้นย้ำแต่คำว่า ‘เมียมึง’ ให้คาเมะหน้าแดงเป็นรอบที่ล้าน
จินยิ้มบาง แล้วส่ายหน้าไปมา เหมือนจะไม่เห็นด้วยกับคำพูดเพื่อน
“ไม่ต้องเทรน กูชอบแบบนี้” แล้วหลังจากประโยคนั้น ก็คือเสียงโห่ของเหล่าเพื่อนฝูง ที่ทำเอาคาเมะหน้าแดงก่ำ ต้องรีบโวยวายกลบเกลื่อนความอาย
“กูไม่ใช่เมียไอ้จินนะเว้ย! พวกมึงพูดบ้าอะไรกันเนี่ย!”
“ฟังกูหน่อยเด๊! ไอ้จินมันโกหก กูกับมันไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย!”
“เฮ้ย! ฟังกูเด๊~! กูแค่จูบกับมันสามครั้งเองนะโว๊ย!”
เพียงเท่านั้น เหล่าผองเพื่อนที่ดูเหมือนจะไม่สนเสียงโวยวาย ก็พากันหันพรึ่บกลับมายิ้มเจ้าเล่ห์ใส่คนที่หลุดปากออกไปคำโต
“เอ๊ะ! จูบกันสามครั้งแล้วเหรอ” จุนโนะถาม ก่อนจะก้าวเท้าเข้าหาคาเมะช้าๆ ให้คนร่างบางต้องถอยหลังหนึ่งก้าวด้วยความไม่ไว้ใจ
“แล้วครั้งที่สี่ จะเมื่อไหร่ดีล่ะ มึงกำหนดวันรึยัง หรือต้องนับหน้าเจ็ด หลังเจ็ดวะ” โคคิถามกระเซ้า ให้คาเมะต้องถอยหลังอีกก้าว เพื่อความปลอดภัย
“ไอ้จินทำกับมึงแค่จูบเองเหรอ ทำไมเตาะแตะกันจังวะ” ชิโรตะถามบ้าง และเป็นอีกครั้งที่คาเมะต้องถอยหลังอีกก้าว เพราะเพื่อนเริ่มบุกประชิดตัวเข้ามาเรื่อยๆ
“หรือมึงไม่ยอมมัน? ไม่ดีนะ คาเมะ ยอมๆมันไปเถอะ” คาเมะถอยหลังอีกก้าว เพราะไอ้เรียวไม่พูดเปล่า แต่ก้าวขาเข้ามาใกล้ จนรู้สึกถึงรังสีบางอย่าง
“เอ๊ะ! แต่มึงมันดื้อนี่หว่า ถ้ายังไง พวกกูช่วยให้มึงกับไอ้จินสมหวังเอามั้ย” ยูอิจิหรี่ตามอง จนคาเมะขนลุกซู่กับสายตาไม่หวังดี และพอมันส่งสัญญาณว่า
“จับไอ้คาเมะ! ด่วน!!!!!!!!” จากถอยหลังที่เคยก้าวแค่ทีละหนึ่ง ก็กลายเป็นหมุนตัวแล้ววิ่งหนี พร้อมกับเสียงโวยวายไปตลอดทางของไอ้คนที่ถูกเพื่อนหักหลัง
“พวกมึงอย่านะเว้ย!! กูไม่เอานะ!!”
“อ้ากกกก! ช่วยกูด้วย!!
“ม่าย!!!!”
...ให้ทาย... คาเมนาชิ คาซึยะ จะกลายเป็นของว่างให้ อาคานิชิ จิน ในวันนี้หรือไม่ หึ หึ หึ...
.....................................
คำตอบก็คือ.....
คาเมะถูกส่งตัวขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของไอ้จิน โดยมีเพื่อนๆมายืนโบกไม้โบกมือให้
“เย็นนี้เจอกันที่ร้านเดิม แต่ถ้ามาไม่ไหวเพราะ ‘อื้ม’ มึงโทร.บอกกูหน่อยก็ดีนะ กูได้ฉลองเปิดบริสุทธิ์ให้” จิมมี่แซว แบบที่คาเมะถึงกับยกขาจะถีบ แต่อีกฝ่ายก็สมกับที่เป็นเพื่อนผู้รู้ใจกันมาสามปี เพราะมันกระโดดหลบว่องไว ก่อนที่เท้าคาเมะจะทันโดนเสียด้วยซ้ำ
“กูเอง ก็อาจจะไม่มีแรงโทร.” จินหันมารับมุกเพื่อน ให้คาเมะถึงกับตาโต มองไอ้จินที่ดันไปประกาศแล้วไม่ยอมแก้ข่าว ปล่อยให้คนอื่นเข้าใจผิด คิดว่าเป็นแฟนกันจริงๆ
“ใครจะให้มึงทำห๊ะ!” คาเมะร้องเอาเรื่อง
“กูไปก่อนนะ” จินไม่ยอมตอบคำถาม แต่หันกลับไปสตาร์ทรถ แล้วขับพาไอ้คนซ้อนหลังผู้แสนจะขี้โวยวายออกจากคณะไป ทิ้งเพื่อนเจ็ดคนเอาไว้กับสายตาสอดรู้สอดเห็นของหนุ่มๆชมรมคนรักคาเมะ ที่ส่งสายตาคาดคั้นราวกับว่า
...ถ้าไม่อธิบายตอนนี้ พวกมึงทั้ง 7 งานเข้าแน่ๆ!!...
....................................
จินจอดรถมอเตอร์ไซค์ที่ใต้หอของคาเมะ ไอ้คนซ้อนแทบจะกระโดดลงตั้งแต่รถยังจอดไม่สนิทเสียด้วยซ้ำ มันเหยียบพื้นได้ ก็ถอดหมวกกันน็อคปั๊บ
“ตอนเย็นมารับกูด้วย” คาเมะบอก เป็นความนัยกลายๆว่า มึงจงกลับหอมึงซะ แล้วตอนเย็นค่อยมารับกูไปกินเหล้าที่ร้านเดิม
“คาเมะ...” ร่างบางกำลังจะเดินขึ้นหอ แต่อีกฝ่ายเรียกไว้ให้ต้องหันหลับมามอง
“รักกันบ้างรึยัง” คำถามไอ้จิน ทำเอาร่างบางถึงกับตาโต แต่ถึงอย่างนั้น ไอ้คนถามก็ยังทำหน้าเฉย เหมือนมันชวนคุยว่าวันนี้ฝนจะตกมั้ย แล้วพรุ่งนี้จะร้อนรึเปล่า อย่างนั้นล่ะ
“มึงอย่ามาถามคำถามปัญญาอ่อน ไอ้จิน” คาเมะทำเสียงเข้ม แยกเขี้ยวใส่มันอีกที ไอ้จินก็พยักหน้ารับรู้อย่างว่าง่าย ก่อนจะมองหน้าคนห่ามที่พยายามข่มขู่
“งั้นกูเตือนมึงไว้ก่อนแล้วกัน...รักกูซะ” คาเมะอึ้งกับคำเตือน ที่เข้าข่ายขู่เสียมากกว่า ดูจากสีหน้ามันแล้ว เข้าใจแจ่มแจ้งว่าถ้าไม่ฟังคำเตือนมันคราวนี้ บทลงโทษจะหนักหนาสาหัสกว่าทุกคราวที่ผ่านมา
ซึ่งนั่นหมายความว่าเกินกว่าจูบ!!
“แล้วถ้ากูไม่ทำตามคำเตือนของมึง?” จินยิ้มบาง ก่อนจะชะโงกหน้าเข้ามาหอมแก้มคนถามเบาๆ
“แล้วแต่มึงจะคิด แต่หอมแก้มคือ เศษหนึ่งส่วนยี่สิบ ของบทลงโทษทั้งหมดที่มึงจะได้รับ ถ้าคราวนี้มึงดื้อกับกูอีก” จินคิดว่าเขาพอจะคาดเดาความในใจของอีกฝ่ายได้ เพราะคนอย่างไอ้คาเมะ ไม่เอาก็คือไม่เอา ถ้ามันรังเกียจเขาจริง มันก็คงต่อยเขาคว่ำไปตั้งแต่ที่โดนจูบครั้งแรกแล้ว คนอย่างมัน เห็นตัวเล็กๆแบบนั้น แต่มือเท้าอย่าให้พูด ฟัดเด็กช่างกลซะนอนหยอดน้ำข้าวต้มมาแล้ว
“แล้วเจอกันตอนเย็น เดี๋ยวกูมารับ” ร่างสูงตัดบท ก่อนจะสตาร์ทเครื่อง แล้วขับออกไป ทิ้งให้คาเมะได้แต่นิ่งอึ้งกับการคาดโทษของอีกฝ่าย
...มันว่า หอมแก้มคือ เศษหนึ่งส่วนยี่สิบของบทลงโทษทั้งหมด...
...ถ้ากูไม่รักมัน ก็หมายความว่ากูต้องโดนลงโทษใช่มั้ย...
...และแน่นอนว่าต้องเป็น บทลงโทษ แบบเต็มสตรีม หรือหมายความในศัพท์ชาวบ้านทั่วไป ว่ากูต้องเสร็จมัน
แต่ถ้ากูรักมันตามคำที่มันเตือน...
หน้าตามันเจ้าเล่ห์ขนาดนั้น บอกได้คำเดียวว่ากูก็ต้องเสร็จมันอยู่ดี!!!...
...สรุปว่ากูโดนทั้งขึ้นทั้งล่องซะงั้น!! มึงนะมึง!!! ไอ้จิน!!!!!
FIN
JIN X KAME
By : Dezair
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
...เคยบอกแล้ว... เคยเตือนแล้ว...บอกจนปากจะฉีก เตือนจนปากเปียกปากแฉะ...
แล้วมันเคยฟังมั้ย เคยทำตามที่บอกมั้ย นอกจากจะไม่เคยแล้ว แม่งยังเป็นประเภทยิ่งดุยิ่งทำ ยิ่งยุยิ่งกวน
ดื้ออะไรอย่างงี้วะ เตือนก็ไม่ฟัง บอกก็ไม่ฟัง เดี๋ยวกูจูบสักทีให้สำนึกดีมั้ยห๊ะ!!!!
……………….
…ต้องทำยังไง...
...ทำยังไงถึงจะลืมไอ้จูบเฮงซวยนั่นได้ มันจะไม่แย่ขนาดนี้เลย ถ้าคนที่เป็นฝ่ายจูบ ไม่ใช่ไอ้เพื่อนสนิทที่ชื่อไอ้ยักษ์จิน ไอ้ยักษ์ที่ลงวิชาเดียวกันทุกตัว ต้องเจอหน้ามันทุกวัน ไม่เช้าก็กลางวัน ไม่กลางวันก็เย็น จะไม่มาเรียนก็ไม่ได้ เกิดวันไหนอาจารย์ทำตัวใจร้าย เช็คชื่อขึ้นมา ไอ้คาเมะคนนี้จะเซ็งเสียเปล่าๆ เพราะดันโดดเต็มลิมิตมาตั้งแต่ต้นเทอม
....ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะวะ!! ว่าตอนปลายเทอมจะมาโดนเพื่อนจูบ!! จูบเสร็จมันยังมาย้ำให้เจ็บใจเล่นอีก ว่า ‘กูเตือนมึงแล้ว’ มันน่าฆ่ามั้ยล่ะ!! หยามกันชัดๆนี่หว่า
“คาเมะ วันนี้มีนัดนะโว๊ย” ไอ้โคยามะเดินเข้ามาทักคนที่มาแต่เช้า แล้วนั่งจับเจ่าอยู่ใต้ตึกเรียน เปล่าหรอก ไอ้คาเมะไม่ได้ขยันอะไร แต่อยู่ที่หอนานๆ แล้วจิตหลอน มองที่เตียงก็เห็นไอ้จินกระดิกนิ้วเรียกเข้าไปหา มองไปที่ผนังข้างประตูห้องน้ำ ก็เห็นไอ้จินยืนยิ้มร้ายหมายมาด คล้ายตัวเองจะกลายเป็นพวก ซิกเซ้นท์ อย่างหนังผีฮอลลีวู้ดที่ดูบ่อยๆเข้าไปทุกที
สุดท้าย คาเมะเลยทนอยู่ในห้องนานๆไม่ได้ ต้องถ่อมามหา’ลัยทันทีที่ตื่น แล้วกลับให้ช้าที่สุด ชนิดนั่งรถไฟเที่ยวสุดท้ายของวันเป็นเพื่อนตาลุงคนขับ อย่าว่าแต่ตัวเองตกใจกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเลย กระทั่งไอ้น้องชายที่ทรยศพี่มีแฟนก่อน ยังสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ คาเมะรู้ดีว่ามันอยากถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่ชายผู้แสนจะขี้เกียจ ที่เคยเสียเกียรติความเป็นพี่ ด้วยการถูกน้องอย่างมันลากขึ้นรถไฟบังคับให้ไปเรียน
แต่ก็สมมันเกิดเป็นน้องจริงๆ เพราะมันไม่ยอมถามตามนิสัยน้องชายที่ดีไม่ก้าวก่ายเรื่องของพี่นั่นแหละ
“เออ รู้แล้ว” คาเมะเงยหน้าบอก ความจริงไม่อยากไปแม้แต่น้อย เพราะรู้ว่าถ้าไปก็ต้องเจอไอ้จินนานขึ้น แต่ถ้าไม่ไป...........
เรื่องเดะ!! เหล้ากับเบียร์นี่ของโปรด คาเมะเคยพลาดที่ไหนเล่า...
“มึงรู้ตัวมั้ย ว่าช่วงนี้มึงเครียดมาก” อยู่ดีๆ ไอ้โคยามะก็เปลี่ยนเรื่องคุย ให้คนร่างบางได้แต่ชะงักกึกกับการสังเกตของเพื่อน
“มึงอาจจะมีเรื่องไม่สบายใจหลายเรื่อง บางเรื่องมึงอาจจะไม่อยากเล่า บางเรื่องมึงอาจจะอึดอัดไม่กล้าพูด กูไม่อยากคาดคั้นมึง แต่กูก็อยากให้มึงรู้เอาไว้ ว่ายังไง มึงก็ยังเป็นน้องห่ามของกู เพราะฉะนั้น ถ้ามึงพร้อม พี่โคยามะคนนี้ก็พร้อมจะฟังน้องอย่างมึงเสมอ” รอยยิ้มจริงใจที่อีกฝ่ายมอบให้ ทำเอาคาเมะต้องยิ้มบางกลับคืนมันไป
...ไอ้โคยามะ ถึงมันจะเล่นบอลห่วยแตกไปบ้าง อยู่ทีมเดียวกับมันที กระเป๋าแฟ่บ เพราะต้องเลี้ยงเนื้อย่างฝ่ายตรงข้ามเสมอ แต่มันก็เป็นเพื่อนที่ดี... เป็นเพื่อนที่ดี พอๆกับที่มันไม่ยอมมีแฟน แถมอยู่หน้าหม้อกับคาเมะวันละแปดเวลา
“กูไปเป็นน้องห่ามของมึงตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” คาเมะรู้ว่าไอ้โคยามะไว้ใจได้ แล้วก็รู้ว่านอกจากมันแล้ว ไอ้เพื่อนพ้องอีกหกตัว ก็พร้อมจะลุยเพื่อคาเมะเสมอ และแน่นอน ถ้าพวกมันรู้เรื่อง และพวกมันพร้อมลุย ไอ้จินตายสนิท ดับอนาถคาคณะนี่แหละ โทษฐานมาแหยม ‘น้องห่าม’ ที่เพื่อนๆรัก แต่ถึงอย่างนั้น คาเมะก็รู้สึกลึกๆในใจ ว่าที่ไม่ทำตัวปากโป้ง โพทะนาว่าตัวเองถูกผู้ชายจูบ ก็เพราะกลัวว่าไอ้คนที่มาจูบนั่นแหละ มันจะแย่เอา
“ไม่รู้ รู้แต่เหมาะกับมึงดี ‘น้องห่าม’ เหมือนจะน่ารัก แต่ก็ไม่...” โคยามะตอบแล้วหัวเราะลั่น ก่อนจะขยี้เส้นผมนุ่มของอีกฝ่าย ให้คาเมะต้องลุกขึ้นมาล็อคคอเอาศอกขยี้หัวโคยามะคืนแรงๆ โทษฐานคำว่า ‘เหมือนจะน่ารัก แต่ก็ไม่’
“ฮู้ย~!! ไอ้คาเมะเปลี่ยนคู่ขาจากไอ้จินเป็นโคยามะแล้วเหรอวะเนี่ย” อยู่กันแค่สองคนมาตั้งแต่แรก แต่ทำไมถึงมีเสียงที่สามโผล่ขึ้นมาได้ ทั้งคาเมะและโคยามะเงยหน้ามอง แล้วก็ถึงได้เห็นสมาชิกในกลุ่มตัวเองอีกเจ็ดคนยืนเป็นแบ็คกราวน์ให้ไอ้ยูอิจิปากบอนนำมาคนแรก
คาเมะไม่ได้ตั้งใจนักหรอก และไม่เข้าใจด้วย ว่าทำไมสายตาตัวเองถึงจับจ้องอยู่แต่หน้าจิน ทั้งๆที่มีคนอื่นยืนล้อมหน้าล้อมหลังกันเกือบสิบ แล้วพอมองมันแล้ว และโดนมันมองกลับมาแล้ว ก็ต้องหลบสายตาเหมือนเป็นเด็กถูกจับผิด
...อะไรวะเนี่ย!! กูไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย! แล้วกูจะไปหลบตามันทำไมวะ!!!!...
แต่ถึงจะพยายามคิดให้ห้าวเข้าไว้ คาเมะก็ยังไม่กล้าเงยหน้าสบตาไอ้ผู้ชายคนนั้นอยู่ดี
“ปากมอมแหละพวกมึง” ไอ้โคยามะเป็นคนด่า ก่อนจะบ่นใส่เพื่อนทั้งฝูง
“ก่อนจะล้อกูกะน้องห่าม พวกมึงช่วยมาเอามันออกจากคอกูก่อนได้มั้ยวะ! ไอ้นี่ก็ลูกลิงซะจริง!! ไปกอดคอไอ้จินนู่น ไม่ต้องมากอดคอกู หายใจไม่ออกโว๊ย~!” คาเมะหัวเราะลั่นกับหน้าตาบิดเบี้ยวของโคยามะ ก่อนจะก้มลงไปหา พูดกรอกหูหวังแกล้งมันเล่น
“อะไรจ๊ะ! เมื่อกี้พี่โคยามะยังบอกน้องห่ามเลย ว่ารักน้องห่ามที่สุด”
“อ้าว ซวยล่ะไอ้จิน โคยามะตีท้ายครัวมึง” ชิโรตะหันไปบอกเพื่อน แล้วหัวเราะเอิ้กอ้าก ขำสีหน้าของไอ้โคยามะที่โดนเอาชื่อไปแอบอ้างว่าเคยบอกรักไอ้คาเมะ
“แต่กูว่า ถ้าท้ายครัวอย่างไอ้คาเมะเนี่ย ก่อนที่จะถูกตี มันคงแตกเองว่ะ” จิมมี่ยังสนับสนุนเพื่อนด้วยคำพูดปากหมา
“แล้วงี้มึงจะทำไง แย่งเมียคืนมั้ย” ไอ้โคคิหันมากระเซ้าถาม ให้จินได้แต่ยิ้มบาง ส่ายหน้าไม่ยอมตอบ แต่สายตาจับจ้องไปที่เรียวแขนเล็กที่ล้อมรอบคอของโคยามะ กับริมฝีปากบางที่เขาเคยจูบมาแล้วสองครั้ง ซึ่งมันยังอยู่ชิดติดกับใบหูไอ้เพื่อนหน้าตี๋ ตาตี่ ที่จินไม่เคยนึกเกลียดหน้ามันเลย ยกเว้นวันนี้
“เมียห่าอะไร กูเนี่ย ผัวไอ้จิน” คาเมะทำปากดี แต่พยายามอย่างยิ่งในการไม่หันไปมองหน้าจิน
“มึงคงจะกดมันทันอยู่หรอก คิดถึงความเป็นจริงหน่อย” เรียวสวนกลับมา แต่คาเมะทำหน้าไม่รู้เรื่องท่าเดียว ก่อนจะโดนเพื่อนทั้งกลุ่มลากเข้าห้องเรียน เพื่อรอเวลาจนจบคาบบ่าย ก่อนจะมีนัดเย็นนี้กับเหล้าและเบียร์สารพัดยี่ห้อที่ค้างรออยู่ที่ร้านประจำตั้งแต่เมื่อคืน
...........................
เมื่อกลางวันมันก็ทำตัวน่าโดนเตะ ที่ไปกอดไอ้โคยามะแบบนั้น แล้วยังไปกระซิบข้างหูอีก ก็รู้หรอกว่าไอ้คาเมะมันไม่ได้คิดอะไร ไอ้โคยามะเองก็คงไม่คิดเช่นเดียวกัน แต่ไว้ใจได้งั้นเหรอ ก็ขนาดตัวเขาเองว่าจะไม่คิด ไม่คิด แล้วสุดท้ายเป็นไง ไม่คิดไป ไม่คิดมา กลายเป็นจูบมันไปตั้งสองครั้ง
แล้วตอนเย็น มันก็ยังทำตัวน่าโดนอีกเหมือนเดิม เก้าอี้มีตั้งเยอะแยะทำไมไม่นั่ง พอเมาแล้วซ่า กระโดดขึ้นไปนั่งตักไอ้จิมมี่แบบนั้น แล้วมันก็ไม่ลงมาอีกเลย
“วู้~! ชน! ชน!” คาเมะร้องอ้อแอ้ ยังนั่งอยู่บนตักจิมมี่ จะว่าตักมันนิ่มก็ใช่ล่ะ นั่งตักมัน ดีกว่านั่งเก้าอี้แข็งๆตั้งเยอะ แล้วที่สำคัญ คาเมะหมั่นไส้ไอ้สายตาเหมือนจะดุปนสั่งสอนที่ส่งทอดมาจากอีกฟากของโต๊ะชะมัด มันมองแบบคาดโทษเหมือนคาเมะผิดนักหนา ไอ้คนดื้อที่ไม่เคยลงให้ใคร ก็เลยถือโอกาสประชดเสียเลย กลายเป็นว่ายึดตักจิมมี่แทนเก้าอี้ไปซะ
“โอย~! มึงอย่าขย่มเดะ! ตัวก็ไม่ใช่จะเบาๆนะโว๊ย!” ไอ้จิมมี่คนดวงซวยประจำวัน ที่ปล่อยให้น้องห่ามนั่งตัก ก็เมาไม่แพ้กัน และเพราะมันเมาออกแบบนั้น มันถึงไม่เห็นสายตาของจินที่ส่งมานานแล้ว
“ตัวหนัก แต่ก้นนิ่มเปล่าล่ะ” คาเมะหันไปถามตาปรอย ลมหายใจที่ปนเปไปกับกลิ่นแอลกอฮอล แทบจะเป่ารดใบหน้าลูกครึ่งของอีกฝ่าย มันเป็นเรื่องปกติของไอ้คนที่ไม่ค่อยจะสนใจอะไรเท่าใดนัก ยิ่งคำพูดประเภทสองแง่สามง่าม จะกับเพศเดียวกันหรือต่างเพศ เจ้าปากบางๆสีแดงสดนั่นก็พูดจนชิน
“เออ ก้นมึงนิ่ม” จิมมี่ยอมรับ แล้วหัวเราะเอิ้กอ้าก ความเมาหนึ่งล่ะที่เป็นเหตุทำให้กล้าพูด ส่วนสอง คือจิมมี่ไม่ทันเห็นสายตาของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม เพราะมัวแต่หันมองไอ้คนที่เมาหน้าแดงก่ำนั่งขย่มตักอยู่
...จะว่าไป...มันก็น่ารักเหมือนกันนี่หว่า ไอ้คาเมะเนี่ย...
“ห่าเอ้ย~!! ชิ้นนั้นกูเล็งก่อน!! มึงเอาคืนกูมานะไอ้จิน!!” แล้วไอ้คนที่จิมมี่อุตส่าห์แอบชมว่าน่ารักในใจ ก็ดันสบถเพ่นพ่านคำหยาบออกมากลางโต๊ะอาหาร พาเอาอารมณ์กำลังเคลิ้มไปกับใบหน้าสวยๆของมันต้องกระตุกวูบหายไปจากใจ
คาเมะลุกพรวดจากตักจิมมี่ แล้วชี้หน้าด่าจิน ด้วยสาเหตุจากการถูกแย่งกุ้งเทมปุระชิ้นสุดท้ายไปต่อหน้าต่อตา
ความจริง ไอ้กุ้งชิ้นนั้น คาเมะก็ไม่ได้แปะชื่อจองลงไปหรอก แล้วก็ไม่ได้เล็งไว้นานแล้วด้วย เพียงแค่เหลือบไปเห็นเจ้าชิ้นสุดท้ายนั่นพอดี แล้วก็เลยนึกอยากกินขึ้นมา พอจะส่งมือเอื้อมไปหยิบ ก็ดันมีมือไอ้หน้าหล่อตาดุที่ไหนไม่รู้ ยื่นมาฉกเจ้ากุ้งตัวเหลืองอวบตัดหน้าไปชนิดที่คาเมะได้แต่อ้าปากค้าง
“แต่กูหยิบได้ก่อน” จินตอบหน้าตาเฉย ให้คาเมะยิ่งหงุดหงิดหนักกว่าเดิม หากอยู่ในสถานการณ์ปกติของพักหลังๆมานี่ ที่คาเมะอายจินเป็นกิจวัตรไปแล้ว เจ้าคนสวยปากทรามคงไม่กล้าลุกขึ้นด่าฉอดๆ หรือทำหน้าตาข่มขู่ แต่นี่ไม่ใช่เวลาปกติ มันเป็นเวลาที่แอลกอฮอลในกระแสเลือดกำลังกดจิตใจ และเส้นประสาทส่วนขี้อายของคาเมะให้หมอบราบคาบ ทั้งยังผลักดันความกล้าให้เจ้าตัวมากกว่าทุกที
ภาพที่เห็น เลยกลายออกมาเป็นภาพอันคุ้นเคยของเหล่าเพื่อนฝูง ก่อนที่คาเมะจะเปลี่ยนไป
“กูเล็งไว้ก่อน!!” ไอ้คาเมะยังชี้หน้าตวาดลั่นไม่หยุด ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้ากุ้งคืน แต่จินขยับมือหนี
โชคยังดีที่พวกเขาสนิทกับเฮียเจ้าของร้านมากพอที่จะได้ที่นั่งมุมในสุด ซึ่งค่อนข้างเป็นส่วนตัว การโหวกเหวกของคาเมะเลยปรากฏอยู่ในสายตาของเพื่อนฝูงเท่านั้น
คาเมะพยายามคว้าอยู่นาน แต่เทมปุระก็ไม่มาอยู่ในมือสักที สุดท้าย เลยต้องอ้อมโต๊ะ เดินไปเอาคืนแบบระยะประชิด
ร่างบางแบมือออกตรงหน้าจิน เหมือนจะขอดีๆ แต่สายตาจ้องเขม็ง พร้อมจะเอาเรื่องตลอดเวลา
“เอามาให้กู”
“กูไม่ให้” นั่นคือคำตอบของคนที่ยังถือเทมปุระเอาไว้ ก่อนที่หมอนั่นจะใช้มืออีกข้างดึงคนตรงหน้าลงมานั่งทับตัก
“เอาคืนกูมา!!” คาเมะไม่ได้ใส่ใจกับสภาพของตัวเองว่านั่งแบบไหนกับคนที่เคยจูบกันมาแล้วสองครั้ง ตอนนี้สติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่น้อยนิด บอกให้รู้เพียงแค่ว่า ‘กูจองกุ้งไว้ก่อน เพราะงั้นกุ้งต้องเป็นของกู’
มือเล็กพยายามไขว่คว้า แต่ยิ่งคว้า ก็ยิ่งไม่ถึงเสียสักที และยิ่งคว้า ร่างอุ่นๆสองร่างก็ยิ่งแนบชิดกันมากขึ้น เมื่อคาเมะยังนั่งคร่อมตัก ส่วนจินก็เอาแต่ยื้อมือหนีไปทางด้านหลังตัวเอง หากคาเมะพยายามเอื้อมมือไปคว้ามากเท่าไหร่ ร่างกายก็จะเบียดชิดกันมากขึ้นเท่านั้น และนั่น...ทำให้จินชักทนไม่ไหว
“คาเมะ...” เสียงทุ้มกระซิบข้างใบหูเล็ก ให้คนที่สนใจแต่กุ้งต้องหยุดชะงัก
...เสียงแบบนี้อีกแล้ว...ไอ้จินเรียกชื่อด้วยเสียงแบบนี้อีกแล้ว ไอ้เสียงที่เจือไปด้วยความรู้สึกแปลกๆ ที่คาเมะรู้ดีว่าหมอนี่ไม่เคยใช้น้ำเสียงแบบนี้คุยกับเพื่อนคนอื่นเลยสักครั้ง
“จะเตือนเอาไว้ก่อน ว่าอย่ายั่วให้โมโห ไม่งั้น...” มือหนาข้างหนึ่งที่โอบเอวเล็กเอาไว้ เลื่อนลงป่ายปะที่ต้นขา แทนคำพูดที่หายไปในท้ายประโยค ทำเอาคนถูกจับในส่วนที่ค่อนข้างหมิ่นเหม่ต่อการเสียตัว ถึงกับสะดุ้งเฮือก แล้วหันควับกลับมามอง
“เข้าใจมั้ย” คาเมะส่ายหน้ารัว ใจจริงอยากปากดีด่ามันเสียด้วยซ้ำ ว่ากล้าดียังไงถึงมาขู่ ท่านคาเมะคนนี้ แต่ทั้งปาก ทั้งลิ้นดูเหมือนจะเป็นอัมพาตไปชั่วขณะ เพราะสัมผัสร้อนๆยังลากไล้ไปมาบนต้นขา
ร่างสูงหรี่ตามอง อยากรู้นักว่าไอ้แสบบนตักมันจะมาไม้ไหน ทำมาเป็นดื้อแพ่งเอาในสถานการณ์แบบนี้ คิดว่าจะรอดไปได้ง่ายๆงั้นหรือ
“ไม่เข้าใจงั้นเหรอ? ได้...ถือว่าเตือนกันแล้วนะคาเมะ” จินพูดแค่นั้น ก่อนจะก้มลงมาปิดริมฝีปากบางด้วยปากของเขาเอง
จินบิดหน้าตัวเองเพียงเล็กน้อย เพื่อดื่มด่ำรสข่มปร่าของเหล้าและเบียร์ ที่ยังคงเคลือบบางเบาบนริมฝีปากชุ่มช่ำ กลิ่นแอลกอฮอลที่วนเวียนอยู่ระหว่างคนทั้งคู่ ทำให้อารมณ์พาลจะมึนเมาไปพร้อมๆกับสติ ร่างสูงรู้แค่ว่า เขาควรจะทำให้คาเมะรู้ซึ้งได้แล้ว ว่าเขารู้สึกแบบไหน จูบสองครั้งที่ผ่านมา ไม่ใช่เป็นเพียงการหยอกล้อ หรือแกล้งเล่น แต่ดูเหมือนคาเมะจะไม่เคยเข้าใจสักที เพราะฉะนั้น มันก็ต้องมีจูบที่สาม...
สำหรับจินแล้ว จูบที่สาม จำเป็นต้องมีเพื่อเตือนสติคนคิดน้อย แต่สำหรับคาเมะที่ไม่ค่อยจะคิดอะไรแล้ว จูบที่สาม ทำให้สมองใช้งานหนักกว่าเคย
...จูบที่สาม!!!...
จูบที่สามจากไอ้เพื่อนสนิทตัวเท่าหมีที่ไม่มีส่วนใดๆให้คาเมะนึกเหิมอยากจับกดมันเป็นการตอบแทนกับจูบหลายครั้งโคตรๆ ไอ้เพื่อนคนนั้น คนที่คาเมะเคยคิดว่ามันพึ่งพาได้ เคยคิดว่าถ้าเป็นโสดไปจนแก่ล่ะก็ จะอยู่กับมันนั่นล่ะ เพราะมันทำอาหารอร่อย ไอ้เพื่อนคนนั้น... ไอ้เพื่อนคนนั้นมันจูบกูอีกแล้ว!!!...
คาเมะไม่ได้ยินเสียงรอบกายอีกเลย ได้ยินแต่คำว่า ‘จูบที่สาม จูบที่สาม และจูบที่สาม’ วิ่งวนไปวนมาอยู่ในสมอง มันคงเป็นเสียงที่แปลกประหลาดอยู่สักหน่อย เพราะไม่ผ่านกระบวนการสั่นของกระดูกค้อน ทั่ง โกลนเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วมันเข้าไปอยู่ในหัวกูได้ไงวะเนี่ย!!
และเพราะสนใจแต่คำว่า จูบที่สาม จนลืมไปเสียสิ้นว่าตัวเองมีภารกิจทีต้องแย่งกุ้งเทมปุระคืนมา ตอนนี้อย่าว่าแต่จะทำภารกิจเพื่อกระเพาะเลย แม้แต่มือไม้ยังอ่อนเปลี้ย จนต้องจับขยุ้มเสื้อไอ้จินเอาไว้ แล้วรับรู้แค่ความร้อนผะผ่าวที่ปาก ที่หน้า และที่ตัว มันวูบวาบ หวั่นไหว และชวนให้สั่นไปทั้งหัวใจ ที่สำคัญเลย คือท่อนล่างที่คาเมะกำลังนั่งทับอยู่... ท่อนล่างของไอ้คนตัวโตที่ร้อนผ่าวกว่าเคย และตอนนี้มันก็กำลัง...
...ไอ้เวรนี่มันจูบเขาแล้วตื่นตัว!!! บัดซบ!! กูเป็นเพื่อนมึงนะโว๊ย!!!....
ร่างบางเหมือนจะรู้สติ สองมือที่เคยขยุ้มเสื้อเพื่อระบายความอึดอัดวาบหวามกลายเป็นทุบตีเพื่อให้อีกฝ่ายปล่อยตนออกจากอ้อมแขนแข็งแรงที่โอบล้อมเอาไว้
แม้จะไม่เป็นผลในช่วงแรกๆ แต่สุดท้าย จินก็ยอมผละออกห่าง ให้คาเมะได้หายใจเข้าเต็มปอด
และเมื่อออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น สมองที่เคยมึนตึบ ก็เริ่มปลอดโปร่ง และคิดเท้าความไปถึงก่อนหน้าที่จะมีการจูบที่สามระหว่างตนและจิน ก่อนหน้า...ที่ทั้งจินและคาเมะอยู่ในวงเหล้ากับผองเพื่อน
...วงเหล้า!! ผองเพื่อน!!...
คาเมะหันควับกลับไปมองคนทั้งโต๊ะ แล้วได้แต่อ้าปากค้างกับสภาพเงียบเฉียบ ไม่มีแม้แต่เสียงที่พอจะแสดงให้รู้ว่าเจ็ดคนที่นั่งกันอยู่ตรงนี้ มีชีวิตหรือตายแล้ว เพราะพวกมันนั่งนิ่ง แม้แต่ตายังไม่กระพริบ
“เออ...กูลืมบอกพวกมึง” แล้วอยู่ดีๆ บรรยากาศเงียบวังเวงที่ไม่สมควรจะเกิดในวงเหล้าของเพื่อนฝูงกลุ่มเฮฮากลุ่มนี้ ก็ถูกเสียงของไอ้จินดังทำลายความสงัด
“กูกับไอ้คาเมะเป็นแฟนกัน”
ห๊ะ!!! มึงว่าไงนะ!!!
ไม่ใช่เพื่อนอีกเจ็ดคนที่ตกใจ แต่เป็นคาเมะต่างหากล่ะ ที่ตกใจ...
...........................................
‘กูไปเป็นแฟนกับมึงตั้งแต่เมื่อไหร่’ จินรู้ว่าคาเมะอยากถามคำถามนี้ ดูจากสีหน้ามัน ดูจากแววตามัน เขาก็มองทะลุไปถึงหัวใจว่าไอ้ซ่าจอมห่ามบนตักเขานี่ กำลังตกตะลึงในสิ่งที่เขาพูดออกไป
...แต่มันก็สมควรแล้วไม่ใช่เหรอ เขาเตือนมันก่อนแล้วนี่ แล้วก็เตือนมันมาตลอด เตือนมันตั้งแต่เรื่องขี่หลัง เตือนมันเรื่องถอดเสื้อ และเมื่อกี้เขาก็เตือนแล้วว่าอย่ายั่วให้หงุดหงิด เขาถือว่าเขาเตือนแล้ว แต่ในเมื่อมันดื้อแพ่งไม่ทำตาม มันก็ควรจะมีบทลงโทษไม่ใช่รึไง
“พวกมึงหมายความว่า พวกมึงเป็นแฟนกัน แบบที่กูเป็นแฟนกับพีจังอย่างงั้นเหรอ” ไอ้ยูถามตะกุกตะกัก ดูเหมือนมันจะหลุดออกจากภาวะอึ้งมาอยู่ในโลกความเป็นจริงได้เป็นคนแรก
“ใช่” คนตอบยังคงมีแต่ไอ้จิน เพราะคาเมะเอง ก็ยังอยู่ในสภาวะที่ลิ้นและปากชาสนิท
“แต่พวกมึงเป็นเพื่อนกันนะเว้ย!” เรียวร้องลั่นบ้าง จะว่าตกใจก็ใช่ ถึงเขาจะล้อพวกมันบ่อยๆ ว่าหน้าอย่างคาเมะคงได้สามีแน่นอน และเขาก็รับได้ หากสักวันนึง มันจะมายืนบิดซ้ายบิดขวา พาผู้ชายถึก บึก ล่ำ มาแนะนำตัวต่อหน้าว่า ‘นี่ผัวกู’ แต่เรียวไม่เคยคิดมาก่อน ว่าไอ้ผู้ชายคนนั้น จะเป็นไอ้จิน เพื่อนสนิทในกลุ่ม ที่พวกเขาแค่ล้อ แล้วก็แกล้งจับคู่ให้พวกมันเฉยๆ!
“แล้วไง...” จินย้อนถาม เหมือนไม่สนใจนักในขณะที่คาเมะยังเอาแต่เงียบ แล้วได้แต่ปล่อยให้ทุกสายตาจับจ้องหน้าตน
ทั้งกลุ่มเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรต่อ ก่อนที่โคยามะจะลุกออกจากโต๊ะไปเป็นคนแรก ตามด้วย ชิโรตะ เรียว ยูอิจิ โคคิ จิมมี่ และสุดท้ายคือจุนโนะ
คาเมะมารู้สึกตัว และพยายามพูดให้ได้เหมือนปกติก็ตอนที่เพื่อนคนสุดท้ายกำลังจะออกจากโต๊ะไป ร่างบางรีบร้องเรียกเพื่อนไว้
“เฮ้ย จุนโนะ” โต๊ะเหล้าที่ว่างเปล่า ทำให้ร่างบางใจหายวาบ คาเมะซ่าก็จริง ไม่ค่อยสนใจอะไรก็ใช่อยู่ แต่การที่เพื่อนหกเจ็ดคน พร้อมใจกันออกจากโต๊ะเหล้าไปแบบไม่มีใครยอมพูดอะไร ก็ทำให้อดไม่ได้ที่ความรู้สึกแย่ๆจะเข้าครอบงำจิตใจ
“ขอพวกกูทำใจสักสองสามวันเหอะวะ” จุนโนะพูดแบบนั้น แล้วก็รีบเดินจากไป ทิ้งจินและคาเมะไว้ที่โต๊ะกันแค่สองคน
.............................
สองสามวัน...ไอ้จุนโนะขอเวลาสองสามวัน แล้วตลอดสองสามวัน ไอ้เพื่อนเจ็ดคนก็ไม่โผล่หัวมาเรียนอีกเลย คนในกลุ่มที่คาเมะเห็นหน้าคือไอ้จิน ไอ้ผู้ชายที่ถูกคนทั้งกลุ่มลอยแพพร้อมเขานั่นล่ะ
เนี่ย...มันยังนั่งอยู่ตรงเนี้ย นั่งทำหน้าตาไม่ทุกข์ไม่ร้อน ให้คาเมะได้แต่เซ็งจนถึงขั้นโวยวายเพราะอดไม่ไหว
“มึงไม่คิดจะตามหาไอ้พวกนั้นเลยรึไงวะ” คาเมะร้องอย่างหมดความอดทน โทร.หาใครก็ไม่มีใครรับสาย แล้วสุดท้าย พวกมันก็ปิดโทรศัพท์หนีเรียงตัวกันเลยทีเดียว แต่ดูเอาเถอะ ไอ้จินก็ยังนั่งบื้อ ไม่สนใจ แถมมีการเงยหน้าขึ้นมาเลิกคิ้วถามเหมือนงงนักหนาอีกต่างหาก
“พวกไหน?”
“ก็...พวก... โอ้ย! ทำไมมึงเป็นงี้วะ! พวกนั้นน่ะเพื่อนมึงนะเว้ย!”
“กูไม่สน ถ้าพวกมันรับเรื่องของมึงกับกูไม่ได้ พวกมันก็ไม่ใช่เพื่อนกู” ไอ้จินทำหน้าตาย แต่นั่นยิ่งทำให้คาเมะโมโหหนัก
“แต่พวกนั้นมันเพื่อนกู!! แล้วเรื่องของกูกับมึงก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเพื่อนกัน เข้าใจมั้ย!!” ร่างสูงหยักยิ้มเยาะเย้ยคำว่า ‘ไม่มีอะไรมากไปกว่าเพื่อนกัน’ มันมีอะไรมากกว่าเพื่อนกันนานแล้วต่างหาก! คนที่ไม่เข้าใจคือคาเมะ ไม่ใช่เขา
“ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าเพื่อนประเภทไหนถึงจูบกันตั้งสามครั้ง” ไอ้ตัวดีเจอคำย้อนเข้าไป ก็ถึงกับอ้าปากค้าง เถียงไม่ออก คาเมะได้แต่ร้องบอกตัวเองว่า กูไม่ได้จูบมึง มึงต่างหากที่จูบกู!! แต่ความรู้สึกในใจส่วนลึกกลับเถียงว่า ถึงไม่ได้เป็นฝ่ายจูบมัน แต่ตอนที่ถูกมันจูบ ก็รู้สึกไปกับมันทั้งนั้น
“คาเมะ” เสียงเรียกดังขึ้นด้านหลัง ให้คนสองคนที่ทำท่าจะคุยวนเวียนอยู่แต่เรื่อง เพื่อน กับ จูบ ต้องหันไปมอง
โคยามะนั่นเองที่เป็นคนเรียก หมอนั่นไม่ยิ้ม ไม่แสดงออกใดๆอย่างที่เคยเป็นไอ้ตี๋ผู้แสนจะเฮฮาของเพื่อนๆ
“ขอกูคุยด้วยหน่อย” มันว่าอย่างนั้น แต่คนที่ลุกขึ้นเดินเข้าไปหากลับเป็นจิน
“กูขอคุยกับคาเมะคนเดียว มึงไม่ต้อง” โคยามะหันมาบอก
“กูรู้ว่ามึงจะคุยเรื่องกูกับคาเมะเป็นแฟนกัน แล้วมันก็เกี่ยวกับกูโดยตรง เพราะงั้นคาเมะจะคุยเรื่องนี้กับมึงคนเดียวไม่ได้”
“ไอ้จิน!! กูบอกว่าจะคุยกับคาเมะ!! มึงได้ยินไม่ชัดรึไง!!”
“มึงต่างหากที่ได้ยินไม่ชัด กูกับคาเมะเป็นแฟนกัน ถ้ามึงจะคุยเรื่องนี้ กูต้องอยู่!”
“ไอ้จิน!!” แล้วทั้งคู่ก็ดูเหมือนจะโผเข้าหาเรื่องกันเอง ทั้งๆที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งสามปีแล้วแท้ๆ คาเมะรีบแทรกตัวเข้าไประหว่างกลาง แล้วผลักมันทั้งคู่ออกห่าง
“พอสักทีได้มั้ย! พวกมึงเป็นเพื่อนกันนะโว๊ย! จะทะเลาะกันหาพระแสงอะไร!!”
“ก็มึงดูมันสิคาเมะ แม่ง! คิดว่าเป็นแฟนไอ้คาเมะ แล้วมึงจะได้ครองทุกอย่างของคาเมะงั้นรึไงวะไอ้จิน! ไอ้คาเมะมันก็เพื่อนพวกกูนะโว๊ย! ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของมึง!!”
“อ้อเหรอ...เพื่อนมึงเหรอ ไหนล่ะที่มึงทำตัวว่าเป็นเพื่อนไอ้คาเมะน่ะ ที่หายหน้าไปสองสามวัน แล้วปล่อยให้มันนั่งเครียดกลัวพวกมึงตัดเพื่อนเนี่ยนะ ที่มึงบอกว่ามันเป็นเพื่อนเพื่อนมึง” จินถามหน้าตาเอาเรื่อง ในขณะที่คาเมะได้แต่เงียบ โคยามะเองก็เงียบ
...ใช่...เขาเคยล้อว่ามันสองคนเป็นแฟนกันบ่อยๆ ก็เห็นไอ้จินมันตามใจไอ้คาเมะทุกอย่าง ก็เลยแค่ล้อเพราะปากดีเท่านั้น แต่...แต่เขาไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริงขึ้นมา ก็พวกมันเป็นเพื่อนกันมาก่อน กิน นอน เที่ยวด้วยกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง แล้วพอวันนึง มันก็ประกาศโต้งว่าเป็นแฟนกันงั้นเหรอ มันเอาเวลาที่ไหนไปคบกัน ทำไมไม่มีใครในกลุ่มสักคนที่รู้เรื่อง
แล้วมันก็ใช่ ที่ว่าเขาไม่ได้นึกรังเกียจพวกความรักของเพศเดียวกัน เพราะไอ้ยูเองก็มีแฟนเป็นผู้ชาย แต่แฟนไอ้ยูน่ารักจะตาย บอบบาง น่าทะนุถนอม มันก็น่าอยู่หรอก ถ้าไอ้ยูจะชอบแบบนั้น แทนที่จะไปชอบผู้หญิง แต่ไอ้คาเมะมันไม่ใช่นี่หว่า...
ไอ้คาเมะมันผู้ชายแท้ๆ แมนเกินหน้าเกินตาเพื่อนฝูงด้วยซ้ำ เรื่องความห่าม ความห้าวไม่ต้องพูดถึง เพราะมันมีจนล้น จนทะลัก แล้วมันที่เป็นแบบนั้นเนี่ยนะ จะมามีแฟนที่ชื่อ อาคานิชิ จิน ซึ่งนิสัย ‘เลิศ’ พอๆกัน
“มึงพูดสิ โคยามะ มึงรับได้รึเปล่า ที่เพื่อนมึงสองคนเป็นแฟนกันเอง มึงกล้าพูดตอนนี้ แล้วมองหน้าไอ้คาเมะมั้ย” จินท้า ย้ำชัด
โคยามะเงียบไป ตาตกเอาแต่มองที่พื้น จนคาเมะใจฝ่อไปหมด รู้แก่ใจว่าเรื่องราวจะไม่เป็นแบบนี้ ถ้าไอ้จินไม่ปากพล่อย แต่คาเมะก็หันไปโทษไอ้จินไม่ลง เพราะไอ้คำพูดนั่น ‘กูกับคาเมะเป็นแฟนกัน’ คาเมะไม่เข้าใจว่าทำไมลึกๆแล้วถึงดีใจกับสถานภาพใหม่ ที่หลุดออกมาจากปากไอ้หุ่นหมีนี่
“กู...กูเคยบอกแล้ว” โคยามะเงียบไปนาน ก่อนจะหลุดคำพูดออกมา ให้คาเมะต้องเงยหน้ามอง
“กูเคยบอกแล้ว ว่าไม่ว่ามึงจะเป็นยังไง มึงก็ยังเป็นน้องห่ามที่กูรักอยู่ดี ถึงกูจะไม่รู้ว่าอะไรที่ทำให้พวกมึงเดินมาทางสายนี้ แต่กู...กูก็ยังเป็นพี่โคยามะของมึงนะคาเมะ”
โคยามะพูดได้แค่นั้น เพราะไม่รู้ว่าในใจตอนนี้รู้สึกอย่างไร จริงอยู่ ที่เขาไม่รังเกียจ แต่เขาก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่า ชายรักชายที่เขาไม่เคยนึกขยะแขยง จะกลายเป็นเพื่อนสนิทสองคนในกลุ่มของเขาเอง
“มาให้พี่โคยามะกอดที น้องห่าม” หน้ามันซีด แล้วเหมือนจะสลับกับสีหน้างุนงง แต่พอโคยามะเอ่ยปากออกไปแบบนั้น พร้อมกับผายมือกว้าง คาเมะก็กระโจนพรวดขึ้นไปกอด เอาสองขาล็อคเอวเขาแน่น
“โอย ตัวมึงหนักนะเนี่ย สองสามวันมานี่ ไอ้จินคงขุนมึงกะให้อ้วนเลยสิท่า” โคยามะชวนคุย ทั้งๆที่ยังกอดรัดไอ้เพื่อนร่างบางไม่ปล่อย
สุดท้ายแล้ว เพื่อนก็คือเพื่อน ไม่ว่ามันจะเดินเส้นทางสายไหน มันจะไปรักใครชอบใคร มันก็ยังเป็นเพื่อน เป็นน้องห่ามที่โคยามะนึกเป็นห่วงทุกครั้ง เวลาที่รู้ว่ามันอยู่หอคนเดียว เป็นน้องห่ามที่โคยามะอยากแกล้งในบางครั้ง เพราะหมั่นไส้ท่าทางเต๊ะจุ้ยของมัน และเป็นน้องห่าม ที่ไม่ว่ามันจะนิสัยเสียแค่ไหน มันก็จะยังเป็นน้องห่ามที่โคยามะอยู่ด้วยแล้วสบายใจทุกที
จินมองภาพตรงหน้า แล้วได้แต่ยิ้มให้ไอ้โคยามะที่มองตรงมาทางเขา ร่างสูงรู้ว่าคาเมะรักเพื่อนมาก มันติดเพื่อนมากพอๆกับที่มันต้องอ่านหนังสือการ์ตูนทุกวัน ถึงมันจะไม่ทำทุกอย่างที่เพื่อนทำ เผลอๆเอาแต่ใจจนต้องให้เพื่อนตามใจมัน แต่มันก็แคร์เพื่อนเสมอ
หลังจากนั้น เพื่อนคนอื่นๆก็ทยอยกันเดินเข้ามาหา คาเมะกระโดดลงมายืนที่พื้น แล้วมองหน้าเพื่อนทีละคนที่มีสีหน้าเคร่งเครียดพาลให้ใจฟ่อ
“ถ้าไอ้จินหลอกฟันแล้วทิ้ง มึงต้องสัญญาว่าจะรีบบอกกู” ชิโรตะบอกคนแรก
“หรือถ้ามันทำให้มึงเสียใจ มีกิ๊ก นอกใจ นอกลู่นอกทาง มึงไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวกูจัดการเอง” จิมมี่ตามมาเป็นคนที่สอง
“แต่กูว่า มึงเองก็ควรทำตัวให้สมกับเป็นเมียบ้าง ไว้จะสอนทำกับข้าว” ไอ้จุนโนะพูดต่อ เรียวหันไปมอง ก่อนจะเออออเห็นด้วย
“เออ ดีว่ะ เดี๋ยวกูจะหาผ้ากันเปื้อนหวานๆ ลายลูกไม้มาให้มึงใช้เวลาทำกับข้าวแบบเปลือยดีมั้ย”
“ต้องสอนมันทำงานบ้านด้วย งั้นตามพีจังมาสอนดีมั้ยวะไอ้ยู” โคคิเสนอแนะแล้วหันไปขอความเห็นจากเพื่อนอีกคน
“ได้ๆ ไม่มีปัญหา กูจะตามพีจังมาสอนตั้งแต่พรุ่งนี้เลยดีมั้ย มึงไม่ต้องห่วงนะคาเมะ พีจังของกูน่ะ เรื่องงานบ้านนี่เลเวลเทพ”
“เฮ้ย! แล้วพีจังจะสอนไอ้คาเมะไหวเหรอวะ ไอ้ห่ามนี่ฤทธิ์มากจะตาย” โคยามะถาม ก่อนที่ เจ็ดเพื่อนสนิท จะถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เรื่องการอัพเกรดคาเมะให้กลายสภาพจากเด็กห่าม นิสัยสุดขั้ว เป็นภรรยาผู้แสนจะเพอร์เฟ็คของไอ้จิน และนั่นทำให้คาเมะอ้าปากหวอ งุนงง ตามพวกมันไม่ทัน แล้วกลายเป็นโวยวายให้ลั่น
“เฮ้ย! ไรเนี่ย! พวกมึงคุยกันเรื่องไรวะ! กูไม่เรียนนะ ทำกับข้าว ทำงานบ้านอะไรของมึงน่ะ ผ้ากันเปื้อนนรกนั่นด้วย ถ้ากูเห็นนะ หัวมึงหลุดแน่ไอ้เรียว” อ่า...คงจะยากอยู่สักหน่อย เพราะการเป็นภรรยาที่ดี คงไม่มาขู่ทำหัวใครหลุดแบบนี้หรอก
“จิน มึงดูแลเมียมึงหน่อยก็ดีนะ พวกกูกำลังประชุมหาวิธีเทรนเมียมึงอยู่นะเว้ย ร่วมมือกันมั่ง ต่อไปครอบครัวจะได้สุขี” ชิโรตะหันไปบอก เน้นย้ำแต่คำว่า ‘เมียมึง’ ให้คาเมะหน้าแดงเป็นรอบที่ล้าน
จินยิ้มบาง แล้วส่ายหน้าไปมา เหมือนจะไม่เห็นด้วยกับคำพูดเพื่อน
“ไม่ต้องเทรน กูชอบแบบนี้” แล้วหลังจากประโยคนั้น ก็คือเสียงโห่ของเหล่าเพื่อนฝูง ที่ทำเอาคาเมะหน้าแดงก่ำ ต้องรีบโวยวายกลบเกลื่อนความอาย
“กูไม่ใช่เมียไอ้จินนะเว้ย! พวกมึงพูดบ้าอะไรกันเนี่ย!”
“ฟังกูหน่อยเด๊! ไอ้จินมันโกหก กูกับมันไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย!”
“เฮ้ย! ฟังกูเด๊~! กูแค่จูบกับมันสามครั้งเองนะโว๊ย!”
เพียงเท่านั้น เหล่าผองเพื่อนที่ดูเหมือนจะไม่สนเสียงโวยวาย ก็พากันหันพรึ่บกลับมายิ้มเจ้าเล่ห์ใส่คนที่หลุดปากออกไปคำโต
“เอ๊ะ! จูบกันสามครั้งแล้วเหรอ” จุนโนะถาม ก่อนจะก้าวเท้าเข้าหาคาเมะช้าๆ ให้คนร่างบางต้องถอยหลังหนึ่งก้าวด้วยความไม่ไว้ใจ
“แล้วครั้งที่สี่ จะเมื่อไหร่ดีล่ะ มึงกำหนดวันรึยัง หรือต้องนับหน้าเจ็ด หลังเจ็ดวะ” โคคิถามกระเซ้า ให้คาเมะต้องถอยหลังอีกก้าว เพื่อความปลอดภัย
“ไอ้จินทำกับมึงแค่จูบเองเหรอ ทำไมเตาะแตะกันจังวะ” ชิโรตะถามบ้าง และเป็นอีกครั้งที่คาเมะต้องถอยหลังอีกก้าว เพราะเพื่อนเริ่มบุกประชิดตัวเข้ามาเรื่อยๆ
“หรือมึงไม่ยอมมัน? ไม่ดีนะ คาเมะ ยอมๆมันไปเถอะ” คาเมะถอยหลังอีกก้าว เพราะไอ้เรียวไม่พูดเปล่า แต่ก้าวขาเข้ามาใกล้ จนรู้สึกถึงรังสีบางอย่าง
“เอ๊ะ! แต่มึงมันดื้อนี่หว่า ถ้ายังไง พวกกูช่วยให้มึงกับไอ้จินสมหวังเอามั้ย” ยูอิจิหรี่ตามอง จนคาเมะขนลุกซู่กับสายตาไม่หวังดี และพอมันส่งสัญญาณว่า
“จับไอ้คาเมะ! ด่วน!!!!!!!!” จากถอยหลังที่เคยก้าวแค่ทีละหนึ่ง ก็กลายเป็นหมุนตัวแล้ววิ่งหนี พร้อมกับเสียงโวยวายไปตลอดทางของไอ้คนที่ถูกเพื่อนหักหลัง
“พวกมึงอย่านะเว้ย!! กูไม่เอานะ!!”
“อ้ากกกก! ช่วยกูด้วย!!
“ม่าย!!!!”
...ให้ทาย... คาเมนาชิ คาซึยะ จะกลายเป็นของว่างให้ อาคานิชิ จิน ในวันนี้หรือไม่ หึ หึ หึ...
.....................................
คำตอบก็คือ.....
คาเมะถูกส่งตัวขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของไอ้จิน โดยมีเพื่อนๆมายืนโบกไม้โบกมือให้
“เย็นนี้เจอกันที่ร้านเดิม แต่ถ้ามาไม่ไหวเพราะ ‘อื้ม’ มึงโทร.บอกกูหน่อยก็ดีนะ กูได้ฉลองเปิดบริสุทธิ์ให้” จิมมี่แซว แบบที่คาเมะถึงกับยกขาจะถีบ แต่อีกฝ่ายก็สมกับที่เป็นเพื่อนผู้รู้ใจกันมาสามปี เพราะมันกระโดดหลบว่องไว ก่อนที่เท้าคาเมะจะทันโดนเสียด้วยซ้ำ
“กูเอง ก็อาจจะไม่มีแรงโทร.” จินหันมารับมุกเพื่อน ให้คาเมะถึงกับตาโต มองไอ้จินที่ดันไปประกาศแล้วไม่ยอมแก้ข่าว ปล่อยให้คนอื่นเข้าใจผิด คิดว่าเป็นแฟนกันจริงๆ
“ใครจะให้มึงทำห๊ะ!” คาเมะร้องเอาเรื่อง
“กูไปก่อนนะ” จินไม่ยอมตอบคำถาม แต่หันกลับไปสตาร์ทรถ แล้วขับพาไอ้คนซ้อนหลังผู้แสนจะขี้โวยวายออกจากคณะไป ทิ้งเพื่อนเจ็ดคนเอาไว้กับสายตาสอดรู้สอดเห็นของหนุ่มๆชมรมคนรักคาเมะ ที่ส่งสายตาคาดคั้นราวกับว่า
...ถ้าไม่อธิบายตอนนี้ พวกมึงทั้ง 7 งานเข้าแน่ๆ!!...
....................................
จินจอดรถมอเตอร์ไซค์ที่ใต้หอของคาเมะ ไอ้คนซ้อนแทบจะกระโดดลงตั้งแต่รถยังจอดไม่สนิทเสียด้วยซ้ำ มันเหยียบพื้นได้ ก็ถอดหมวกกันน็อคปั๊บ
“ตอนเย็นมารับกูด้วย” คาเมะบอก เป็นความนัยกลายๆว่า มึงจงกลับหอมึงซะ แล้วตอนเย็นค่อยมารับกูไปกินเหล้าที่ร้านเดิม
“คาเมะ...” ร่างบางกำลังจะเดินขึ้นหอ แต่อีกฝ่ายเรียกไว้ให้ต้องหันหลับมามอง
“รักกันบ้างรึยัง” คำถามไอ้จิน ทำเอาร่างบางถึงกับตาโต แต่ถึงอย่างนั้น ไอ้คนถามก็ยังทำหน้าเฉย เหมือนมันชวนคุยว่าวันนี้ฝนจะตกมั้ย แล้วพรุ่งนี้จะร้อนรึเปล่า อย่างนั้นล่ะ
“มึงอย่ามาถามคำถามปัญญาอ่อน ไอ้จิน” คาเมะทำเสียงเข้ม แยกเขี้ยวใส่มันอีกที ไอ้จินก็พยักหน้ารับรู้อย่างว่าง่าย ก่อนจะมองหน้าคนห่ามที่พยายามข่มขู่
“งั้นกูเตือนมึงไว้ก่อนแล้วกัน...รักกูซะ” คาเมะอึ้งกับคำเตือน ที่เข้าข่ายขู่เสียมากกว่า ดูจากสีหน้ามันแล้ว เข้าใจแจ่มแจ้งว่าถ้าไม่ฟังคำเตือนมันคราวนี้ บทลงโทษจะหนักหนาสาหัสกว่าทุกคราวที่ผ่านมา
ซึ่งนั่นหมายความว่าเกินกว่าจูบ!!
“แล้วถ้ากูไม่ทำตามคำเตือนของมึง?” จินยิ้มบาง ก่อนจะชะโงกหน้าเข้ามาหอมแก้มคนถามเบาๆ
“แล้วแต่มึงจะคิด แต่หอมแก้มคือ เศษหนึ่งส่วนยี่สิบ ของบทลงโทษทั้งหมดที่มึงจะได้รับ ถ้าคราวนี้มึงดื้อกับกูอีก” จินคิดว่าเขาพอจะคาดเดาความในใจของอีกฝ่ายได้ เพราะคนอย่างไอ้คาเมะ ไม่เอาก็คือไม่เอา ถ้ามันรังเกียจเขาจริง มันก็คงต่อยเขาคว่ำไปตั้งแต่ที่โดนจูบครั้งแรกแล้ว คนอย่างมัน เห็นตัวเล็กๆแบบนั้น แต่มือเท้าอย่าให้พูด ฟัดเด็กช่างกลซะนอนหยอดน้ำข้าวต้มมาแล้ว
“แล้วเจอกันตอนเย็น เดี๋ยวกูมารับ” ร่างสูงตัดบท ก่อนจะสตาร์ทเครื่อง แล้วขับออกไป ทิ้งให้คาเมะได้แต่นิ่งอึ้งกับการคาดโทษของอีกฝ่าย
...มันว่า หอมแก้มคือ เศษหนึ่งส่วนยี่สิบของบทลงโทษทั้งหมด...
...ถ้ากูไม่รักมัน ก็หมายความว่ากูต้องโดนลงโทษใช่มั้ย...
...และแน่นอนว่าต้องเป็น บทลงโทษ แบบเต็มสตรีม หรือหมายความในศัพท์ชาวบ้านทั่วไป ว่ากูต้องเสร็จมัน
แต่ถ้ากูรักมันตามคำที่มันเตือน...
หน้าตามันเจ้าเล่ห์ขนาดนั้น บอกได้คำเดียวว่ากูก็ต้องเสร็จมันอยู่ดี!!!...
...สรุปว่ากูโดนทั้งขึ้นทั้งล่องซะงั้น!! มึงนะมึง!!! ไอ้จิน!!!!!
FIN
2009.02.06
FIC :รักนะ...อ้วนคุง ตอน อ้วนคุงไม่สบาย
SF : *~~ รักนะ.... อ้วนคุง ^.^ ~~* ตอน อ้วนคุงไม่สบาย
JIN X KAME
By : Dezair
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“ทำไมอยู่ดีๆ ถึงไม่ได้สบายได้ล่ะเนี่ย” คาเมะถามคนที่นอนซมหน้าแดงเพราะพิษไข้อยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วง มือเล็กขยับผ้านุ่มชุบน้ำหมาดๆเช็ดไล่ไปตามแขนหนาเพื่อไล่ไอร้อน ขณะที่คนป่วยได้แต่มองร่างบางด้วยตาหรี่ปรือ
“เดี๋ยวกินข้าวต้มหน่อยนะ...เจ็บคอมั้ย” คนร่างเล็กพูดต่อ หันไปวางผ้าลงในกะละมังสีใส แล้วถือชามข้าวต้มขึ้นมาคน จินใช้แรงที่เหลืออยู่น้อยนิดยันตัวเองลุกขึ้นนั่งเพื่อให้สะดวกในการกิน
“คาเมะ...จินกินเองไม่ไหว” ส่งเสียงแหบๆออกไปเรียกร้องความสนใจ ตามด้วยตาช่ำๆปรือๆเล็กน้อยเรียกคะแนนสงสาร คาเมะยิ้มบางๆ แล้วตักข้าวต้มขึ้นป้อน แน่นอนว่าอ้วนคุงของเรากระดี๊กระด๊าขึ้นมาทันตาเห็น อ้าปากรับข้าวต้มแบบไม่สมเป็นคนป่วยที่ควรจะเบื่ออาหาร
“อ๊ะ...จินกินยานี่ต่อนะ” พอป้อนคำสุดท้ายเรียบร้อย คาเมะก็หันไปแกะซองยาลดไข้ จินมองตามคนรักแบบงงๆ
“เอ่อ...คาเมะ...ข้าวหมดแล้วเหรอ” ถามตาปริบๆ แต่คนถูกถามถึงกับอึ้ง จินเหลือบมองชามข้าวต้มที่หมดเกลี้ยง....เอ่อ...แต่ถึงหมดถ้วย ก็ใช่ว่าท้องจะอิ่มนี่นา...
“จิน...ยังไม่อิ่มอีกเหรอ?” คาเมะหันมาถามตาโต ...ก็...ตามหลักการแพทย์ คนป่วยต้องกินน้อยนี่นา...
“โธ่...คาเมะ...ฉันไม่สบาย ก็ต้องกินเยอะๆเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคไงล่ะ” เรื่องเรียกร้องผลประโยชน์ให้กระเพาะนี่ไม่ต้องพูด...ยามป่วย จินก็ทำได้!!!...
“หา~!” เคสแบบนี้ก็มีด้วยเหรอ!! คนป่วยเนี่ยนะกินเยอะ!!
“น้า...คาเมะ....เมื่อกี้กินไปนิดเดียวเอง ขอกินอีกนะ...นะ” อ้อนแบบเสียงแหบๆเนี่ยล่ะ แถมทำตาวิบวับสุดฤทธิ์ คาเมะผู้ซึ่งได้ตำแหน่งแฟนสาวแสนดีเห็นท่าทางสุดที่รักมาทำหน้าอ้อนใกล้ๆก็ได้แต่ เออออ ยอมออกไปทำข้าวต้มเพิ่มให้
...เฮ้อ...อ้วนคุงเนี่ย กินเก่งจริงๆเลยน้า...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“ฮ้า...อิ่มจังเลย....คาเมะของจิน ทำอาหารอร่อยทุกอย่างเลยน้า ~!!” หลังจากซดข้าวต้มหมดไปอีกสี่ถ้วย พี่อ้วนของเราก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงต่อ มือลูบท้องตัวเองอย่างสบายอารมณ์
...พอท้องอิ่ม...อะไรๆมันก็สบายอย่างงี้แหล่ะ โดยเฉพาะอิ่มอาหารฝีมือคาเมะเนี่ย สบายที่สุดเล้ย~~...
“จินก็กินอาหารเราหมดทุกอย่างเหมือนกัน...นี่ขนาดข้าวต้มจืดๆยังหมดเกลี้ยง” คาเมะพูดยิ้มๆ บิดผ้าชุบน้ำวางโปะบนหน้าผากคนรักเหมือนเดิม จินเลยถือโอกาสคว้ามือนุ่มมากุม แล้วพูดเสียงอ้อนๆให้หัวใจดวงน้อยๆของร่างบางกระตุกวูบ
“แต่ฉันไม่ชอบเวลาเป็นหวัดเลย...มันเจ็บคอ...กินลำบาก” พระเจ้า!! นี่เหรอที่เรียกว่ากินลำบาก!!!...ข้าวต้มหมดไปห้าถ้วยเนี่ยนะ!!!...
“แล้วอีกอย่าง ฉันอยากกินเนื้อย่างมากกว่า ชีสเค้กด้วย...แล้วก็เบียร์เย็นๆ...แต่ว่าก็อยากกินพาสต้าเหมือนกันน้า พิซซ่าอีก ไม่ได้กินนานแล้ว...ถ้ามีของหวานตบท้ายเป็นบราวนี่ล่ะก็ ยอดไปเลย....อืม~~...” พูดถึงของกินไป หลับตานึกฝันถึงของโปรดไปเรื่อย ก่อนจะหลับลงเพราะฤทธิ์ยา ทั้งๆที่ยังกุมมือคาเมะแบบนั้น แล้วก็ยังคิดถึงแต่ของกินนั่นล่ะ - . – “
ร่างบางมองคนที่หลับสนิทไปแล้ว ด้วยสายตาทั้งรักทั้งห่วงใย ใช้มืออีกข้างที่ไม่ถูกกุม ขยับผ้าห่มคลุมถึงคอให้คนป่วย
...รีบหายไวๆนะอ้วนคุง...ถ้าหายแล้วล่ะก็...ไม่ว่าจะอยากกินอะไร คาเมะคนนี้จะทำให้กินทุกอย่างเลย... ^.^
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
จินหลับไปเกือบสามชั่วโมง ก่อนจะตื่นขึ้นมาอีกทีตอนบ่ายคล้อย มองไปรอบห้องนอนไม่เห็นคาเมะแล้ว เลยลุกจากตียงแม้ว่าอาการมึนหัวจะยังมีหลงเหลือนิดหน่อยตามอุณหภูมิร่างกายที่ยังลดลงไม่มากนัก ร่างตุ้ยนุ้ยเดินเอื่อยๆออกมาที่ห้องนั่งเล่น มองหาแต่คนรักขณะที่มือลูบท้องไปมา
...รู้สึกไม่ดีเลย...ทำไมท้องมันว่างๆอย่างงี้ล่ะ...
ร่างเล็กบอบบางเดินกลับเข้ามาจากระเบียง พร้อมตะกร้าผ้าที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าของคนสองคนซึ่งถูกตากมาตั้งแต่เมื่อเช้า เห็นคนรักกำลังยืนเคว้งอยู่กลางห้องเลยรีบวางตะกร้าแล้วเดินเข้าไปหา
“ตื่นแล้วเหรอจิน...ยังปวดหัวเจ็บคออยู่มั้ย” ทาบหลังมือลงกับหน้าผากวัดไข้...แย่จัง ไข้ยังไม่ลดเลย...
“มึนหัวนิดหน่อย” ตอบด้วยเสียงแหบๆ...อยากจูบคาเมะจังเลย...แต่ไม่ได้...เดี๋ยวคาเมะติดหวัด....=.=
“แล้วลุกออกมาทำไมล่ะ เกิดล้มหัวฟาดพื้นก็แย่สิ” ร่างบางดุด้วยใบหน้ายิ้มๆ โอบคนรักที่ก้มลงมาหอมแก้ม ไอร้อนยังแพร่ผ่านเนื้อผ้าให้อ้อมกอดเล็กๆรับรู้ คาเมะประคองคนป่วยมานั่งที่โซฟา กะว่าจะเช็ดตัวให้อีกรอบ
“คือ...แบบว่า...”ร่างบางกำลังจะเดินไปเตรียมข้าวของสำหรับการเช็ดตัว แต่ถูกอ้วนคุงรั้งไว้
“...ฉันหิว...” นี่แหล่ะ เหตุผลของอาคานิชิ จิน ที่ลากสังขารออกมาตามหาคาเมะทั้งๆที่ยังมึนหัวแบบนี้ -.-...
“หิว?....แต่จินพึ่งกินไปเองนะ” คาเมะไม่อยากจะทวนปริมาณอาหารที่คนป่วยรับเข้าไปก่อนหน้านี้
...เอ่อ...มากกว่าคนร่างกายปกติตั้งกี่เท่าก็ไม่รู้…
“คาเมะก็รู้...คนป่วยต้องการพลังงานเยอะๆนะ แล้วข้าวต้มมันอยู่ท้องที่ไหนล่ะ” คนป่วยที่ไหนเขาต้องการพลังงานเยอะๆกัน ห๊ะ!! อาคานิชิ!!!...มีแต่คนป่วยอย่างแกนั่นล่ะ ที่ฟาดไม่ยั้ง!!!...
“ก็ได้ๆ...เดี๋ยวฉันต้มข้าวต้มให้ จินรอไหวมั้ย” คำตอบจากพ่อหนุ่มอ้วนกลมของเราคือการสั่นหน้าแรงๆ มือลูบพุงย้วยๆ แล้วช้อนสายตามองคนรักแบบอ้อนๆ
“ไม่ไหวหรอกคาเมะ...กว่าจะต้มเสร็จ พอดีท้องกิ่ว แล้วฉันก็เบื่อข้าวต้มแล้วด้วย... อยากกินข้าวห่อไข่” ท้องกิ่ว!!!...ให้ตาย!!!...พุงโลขนาดนั้นยังมีหน้ามาโอ้อวดว่ากลัวท้องกิ่ว!!!...
“แต่จินเจ็บคออยู่นี่นา” ฟังน้ำเสียงแหบๆของคนป่วยกินเยอะ คาเมะก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายกว่าจะพูดได้แต่ล่ะคำต้องเค้นเสียงมากแค่ไหน…นี่ล่ะมั้ง พลังงานที่จินต้องการ สงสัยเอาไปใช้ด้านนี้ล่ะ...
“อยากกินข้าวห่อไข่...นะๆ...ข้าวห่อไข่” เอ้าๆ...โวยวายเข้าไป อายุเท่าไหร่แล้ว -.-...
“โอเค...ข้าวห่อไข่ก็ได้ จริงสิ...เมื่อกี้คุณป้ามาเยี่ยม เอาเค้กวนิลามาฝากด้วย จินจะกินรองท้องก่อนมั้ย” คุณป้าที่คาเมะพูดถึง ก็คุณแม่สุดที่รักของจินนั่นล่ะ
พอฟังของที่เอามาเยี่ยมไข้ จินก็ถึงกับเบ้ปากอย่างสุดเซ็ง...แม่นะแม่ รู้ทั้งรู้ว่าลูกคนนี้ไม่ชอบกินเค้กวนิลาก็ยังซื้อมาได้~~!!...ตั้งใจแกล้งกันนี่หว่า....
“กินจ๊ะ...” อ้าว แล้วเมื่อกี้ล่ะ ไหนว่าไม่ชอบเค้กวนิลา!!!
...แหม...ตอนหิวๆอย่างงี้ กระเพาะมันไม่เกี่ยงหรอก ว่าอันไหนของชอบ อันไหนของไม่ชอบน่ะ...
“งั้นรอก่อนนะ” จินยอมปล่อยคาเมะให้เข้าครัวไปทำอาหาร มองคาเมะทำอาหารไป กินเค้กวนิลารอไป....อึ๊ย...หว๊าน หวาน...เค้กรสนี้ ถ้าไม่หิวจริง ไม่กินหรอกเฟ้ย!!!...
....ยังมีหน้ามาบ่น...อาคานิชิ -.-“
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“คาเมะ...คืนนี้จินขอนอนกอดคาเมะได้มั้ย...” หลังจากยัดข้าวห่อไข่จานที่สามลงกระเพาะเรียบร้อย อ้วนคุงคนป่วยก็หันมาถามคนที่ยืนล้างจาน ส่วนตัวเองนั่งกินแอปเปิ้ลเป็นของหวานล้างปาก
“เป็นไข้แล้วอ้อนจังเลย” ร่างบางหันมาพูดยิ้มๆ ขณะที่จินยังกินไม่เลิก ...ทั้งออเดิร์ฟ เมนคอร์ส ของหวานครบ...สรุปว่าป่วยจริงเหรอเนี่ย...-.-
“ก็นะ...อยากกอดคาเมะนี่นา ไม่ได้มีอะไรกัน แค่กอดกันก็ยังดี จินต้องการกำลังใจนะ จะได้หายป่วยไวๆไง” ตายๆ...อาคานิชิ...นี่ยังไม่หายป่วยอีกเรอะ...ซัดข้าวเย็นไปตั้งขนาดนั้น นึกว่าหายดีแล้วซะอีก!!!...
“ถ้าทำฉันติดไข้ จินต้องรับผิดชอบด้วย” คาเมะเช็ดมือกับผ้าสะอาด หลังจากคว่ำจานใบสุดท้ายลงกับตะแกรง แล้วเดินเข้าไปหาคนที่ควานหาส้มจากตะกร้าผลไม้บนโต๊ะกินข้าวขึ้นมากินต่อหลังจากแอปเปิ้ลในมือหมด
“รับรองจ๊ะ...จินไม่ปล่อยให้คาเมะเป็นไข้แน่นอน!!” พูดเสียงมั่นคงอย่างกับปฏิญาณลูกเสือ คาเมะก็เลยหยิกแก้มยุ้ยๆน่าหมั่นเขี้ยวนั่นไปที...
...แน่ล่ะ!! ถ้าคาเมะไม่สบาย คาเมะก็ไม่มีแรง แล้วถ้าคาเมะไม่มีแรง แล้วใครจะทำของอร่อยๆให้จินกินกันเล่า!!!...
-*-*-**-*-*-*-**-*-*-*-*-*
หลังจากนอนๆนั่งๆอยู่บนเตียงได้สองวัน ไข้หวัดก็หายสนิทในเช้าวันที่สาม...อ๊ะฮ้า...คงเป็นเพราะกำลังใจดีที่คาเมะดูแลทุกเรื่องกระทั่งเช็ดตัว รวมทั้งกินอาหารที่มีประโยชน์ บวกอร่อยถูกปากคนป่วย...ร่างกายจินเลยฟิตเปรี๊ยะเต็มที่ ^.^...
“คาเมะจ๋า...เช้านี้มีอะไรกินเหรอ” ตื่นมาปุ๊บก็ถามหาของกินปั๊บ ไม่อ้วนให้มันรู้ไปสิเอ้า!!!
“จินอยากกินอะไรล่ะ” ยังใช้ยามเช้าที่แสนสดใสบนเตียงกันสองคนแบบที่เสื้อผ้ายังอยู่ครบ มือหนาๆโอบเอวบาง รั้งให้สองร่างกอดแนบชิดเพิ่มความอบอุ่น
“เนื้อย่าง!!” หน้าตาตอนพูดเรื่องของกินนี่อย่าให้ SAID ...แช่มชื่นอย่าบอกใครเชียว....อ้วนคุง...
“กินของหนักแต่เช้าเลยเหรอ” คาเมะเงยหน้าถามตาโต แต่พอเห็นลูกตาดำๆที่ส่งสายตาอ้อนๆก็ทำเอาใจอ่อนยวบ
“นะ...คาเมะ...เป็นไข้ตั้งสองวัน ไม่ได้กินของโปรดเลยสักอย่างเดียว” นี่ขนาดไม่ได้กินของโปรด...พี่แกยังกวาดเรียบ...=.=
...เมื่อคนรักต้องการแบบนั้น ทั้งยังยกสาเหตุสมเหตุสมผลขึ้นมาอ้าง คาเมะก็ไม่อยากขัด...ความสุขของจินนี่นา...คาเมะเต็มที่อยู่แล้ว !! >.<...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-**
“โอย....อิ่มตื้อเลย...” หลังจากเนื้อย่างบนกระทะถูกขนส่งลงสู่กระเพาะ จินก็คลานไปนอนพึ่งพุงบนโซฟา มือลูบท้องแข็งปึ่งด้วยความภาคภูมิใจ
...ไม่ภูมิใจได้ไง...กินเยอะเป็นประวัติการณ์เลยนะนั่น ต้องจดเป็นสถิติหน่อยแล้ว...
“จิน...เอาของหวานหน่อยมั้ย” คาเมะที่กำลังลำเลียงจานไปล้าง ตะโกนถามออกมาจากห้องครัว
“ของหวานอะไรเหรอ...แต่ฉันอิ่มแล้วนะ...” อิ่มแล้วถามทำไมว้า...=.=
“บราวนี่ มีเหลือชื้นนึงในตู้เย็น”
“กินจ๊า~~....” พลาดได้ไง บราวนี่น่ะ ของโปรดอันดับต้นๆของจินเชียวน้า....ถึงตอนนี้จะอิ่มแล้วก็เหอะ...แต่...เหลืออีกชิ้นเดียว กินๆเข้าไปเถอะ จะได้ไม่รกตู้เย็นไงล่ะ.... ^~^
-*-*-**-*-*-**-*-*-*-*-*-*-*-*
ครึ่งชั่วโมงต่อมา คาเมะที่กำลังนั่งพับผ้าเริ่มหันมองคนรักด้วยสายตาเป็นห่วง กับท่าทีที่ผิดแปลกไปจากเดิม
.....ก็ดูสิ...จินกระสับกระส่ายจังเลย เป็นอะไรไปนะ..หรือว่าไข้กลับ??...
“จิน...เป็นอะไรรึเปล่า” ...ทำไมเอามือกุมท้องล่ะ...มีอะไรเกี่ยวกับท้องรึเปล่า...ไม่เอานะ!!!...จินห้ามเป็นอะไรเกี่ยวกับท้องนะ!!!...เดี๋ยวไม่มีคนกินอาหารที่คาเมะทำก็แย่สิ!!!...
“ปวดท้องจังเลยคาเมะ...โอ้ย~~” จินเริ่มบิดตัวไปมา หน้าตาอูมๆเหยเกบิดเบี้ยวทรมาน แถมหายใจติดขัดอีก ทำเอาร่างบางชักใจไม่ดี
“ปวดตรงไหน ไส้ติ่งรึเปล่า” ตอนนี้เหงื่อชื้นๆเริ่มผุดทั่วหน้า อาการหายใจหอบ สั้นบ้างยาวบ้าง ทำเอาคาเมะมือสั่นไปหมด
“ไม่ไหวแล้วคาเมะ...มันปวด....โอย~~” สิ่งเดียวที่ร่างบางพอจะมีสติทำได้ คือพาคนรักขึ้นแท็กซี่ไปส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน....
...จิน...อย่าเป็นอะไรนะ...อย่าทิ้งคาเมะเด็ดขาด!!!...ไหนสัญญากันไว้แล้วไง!!...ว่าจะให้คาเมะทำพาสต้ากับพิซซ่ารวมอยู่ในมื้อเดียวกัน...สัญญากับคาเมะไว้แล้ว จินต้องอยู่กินตามสัญญาสิ!!!...
-*-*-*-*-*-*-*-**-*-*-*
“คาเมะจัง!!!” ร่างบางนั่งซึมอยู่หน้าห้องตรวจ ส่งจินถึงมือหมอแล้ว แต่ใจไม่กล้าพอจะตามเข้าไปฟังอาการป่วยของคนรัก ได้แต่นั่งมือสั่นรอคุณมิกิ มารดาของจิน
“คุณป้าฮะ!!” คาเมะโผเข้าหา น้ำตาคลอหน่วย ...กลัวเหลือเกิน...ถ้าหากหมอบอกว่าจินเป็นโรคร้ายแรงกินอาหารของคาเมะไม่ได้ตลอดชีวิต แล้วคาเมะจะทำยังไง....ไม่เอา!!! คาเมะไม่ยอม!!!...
“ไอ้อ้วนเป็นไงบ้างลูก” หน้าสิ่วหน้าขวานก็ยังเรียกลูกว่า ‘ไอ้อ้วน’ อ่ะนะคุณแม่....=.=
“ไม่...ไม่รู้ฮะ...ผมไม่กล้าเข้าไป” คาเมะมีสีหน้าอมทุกข์และไม่สบายใจอย่างใหญ่หลวง จนคนสูงวัยกว่าต้องลูบหลังลูบไหล่ปลอบประโลม
“ทำใจดีๆนะจ๊ะ...ไอ้อ้วนมันตายยากออก มันต้องอืดคาอกหนูอีกนาน...” โฮ...คุณแม่ นี่คำให้กำลังใจแน่เร๊อะ...
กำลังปลอบใจกันอยู่ คุณพยาบาลในชุดสีชมพูอ่อนก็เดินเข็นรถเข็นที่มีจินนั่งหน้าบูดออกมาจากห้องตรวจ คาเมะรีบตรงเข้าไปหาจับมือของคนรักมาแนบแก้ม
“ไอ้อ้วน!! เป็นไงบ้าง” จินล่ะอยากจะเอาหัวโขกรถเข็นให้ตาย...แม่นะแม่...เรียกซะกันเอ๊ง กันเอง...ดูสิ ทั้งหมอทั้งพยาบาลหัวเราะกันหมด...
“จิน...ยังปวดท้องอยู่มั้ย” นี่ต้องอย่างงี้...ต้องอย่างคาเมะ...เรียกจินเสียงอ่อนเสียงหวาน ...อย่างงี้สิ ถึงเรียกว่ารักกันจริง!!!....
“ไม่เท่าไหร่แล้วล่ะ” ตอบกลับพร้อมกับสายตาเชื่อมๆ มือที่แนบกับแก้มนุ่มลูบผิวเนียนไปมา เห็นสายตาคาเมะที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง จินก็แทบหายเจ็บหายปวด
“แล้ว ลูกฉันเป็นอะไรคะหมอ...” คุณมิกิดูเหมือนจะนึกขึ้นได้ เลยหันมาถามชายวัยปลายในชุดกราวน์สีขาวที่ยืนเยื้องด้านหลัง
“.......อาหารไม่ย่อยครับ.....” คุณหมอตอบเสียงดังฟังชัด ขณะที่จินอายแทบแทรกแผ่นดินหนี
“อาหารไม่ย่อย??” สองคนแม่ผัวลูกสะใภ้ทวนคำพูดประโยคนั้นด้วยความไม่เชื่อหู....ทำหน้าเหมือน ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามนุษย์มีโรคที่เรียกว่า...อาหารไม่ย่อย....อยู่ในพจนานุกรมด้วย
จินเห็นทั้งแม่ทั้งคนรักพากันเงียบก็เริ่มเสียความมั่นใจ...ไอ้กระเพาะบ้า!!!...ฉีกหน้ากันชัดๆ!!!...
“ครับ...ทานมากเกินไปเลยไม่ย่อยน่ะครับ” ยิ่งฟังคำอธิบายของหมอ คนป่วยเป็นโรค ‘อาหารไม่ย่อย’ ก็ยิ่งทำหน้ามู่สุดฤทธิ์ และบูดสนิทจนราแทบไต่ขึ้นไปเกาะเมื่อเห็นอาการอมยิ้มของแม่และเมีย
...เออ!!...หัวเราะกันเข้าไป!!...คิดว่า อาคานิชิ จิน คนนี้ไร้น้ำยาสิท่า!!! กินแล้วอาหารไม่ย่อยเนี่ย!!!...
“แล้ว...ต้องนอนโรงพยาบาลมั้ยคะ” มารดาถามอีก ทั้งๆที่แก้มสองข้างอมยิ้มจนตุ่ย ส่วนคาเมะน่ะ ถึงขนาดต้องหันหลังไปหัวเราะจนตัวโยนเชียวล่ะ!!~...
“ไม่ต้องหรอกครับ แต่ว่าหมอของดอาหารมื้อกลางวันนะครับ”
“ห๊ะ!!!ว่าไงนะหมอ!!!” อ้วนคุงลุกพรวดจากรถเข็น เรียกร้องสิทธิ์การกินของตัวเองทันที
“หมอของดข้าวมื้อถัดไปครับ ให้กระเพาะได้พัก แล้วก็มื้อเย็นช่วยจัดอาหารอ่อนๆให้คนไข้ด้วย ถ้าเป็นไปได้ หมออยากให้คุณอาคานิชิทานแต่ข้าวต้มไปอีกสักสองสามวัน” คราวนี้พี่อ้วนของเราตาโตเท่าไข่ห่าน
...ให้กินแต่ข้าวต้ม!!!...แถมงดข้าวกลางวัน!!!...แล้ว จินจะมีชีวิตอยู่ได้ยางง้ายยยยยยยยยยยย!!!...
ร่างตุ้มตุ้ยหันควับไปมองสุดที่รัก แล้วสั่นหน้าแรงๆเป็นการส่งสัญญาณว่าไม่เอาตามคำสั่งหมอ คาเมะหน้าเสีย...จะตามใจคนรักก็ใช่ที่ แต่จะไม่ตามใจก็....
ร่างบางคิ้วขมวดมุ่นไตร่ตรองถึงข้อดีข้อเสียของสองทางเลือกคือ
หนึ่ง...ทำตามคำแนะนำหมอ แต่ขัดใจจิน หรือว่า
สอง...ทำตามใจจิน แต่ขัดคำสั่งหมอ...
“ขอโทษนะจิน...ทนกินข้าวต้มเถอะนะ” แล้วในที่สุด คาเมะก็จำเป็นต้องรักษาความสุขระยะยาวเอาไว้ พูดจบปุ๊บ ก็รีบหันหน้าหนีทันที ไม่อยากเห็นสายตาอ้อนวอนของคนรักหรอก....รู้ดีว่าเดี๋ยวก็ใจอ่อน...
...แต่...ครั้งนี้เท่านั้นที่ไม่ได้....มันเกี่ยวกับกระเพาะอาหารของจินเชียวนะ....
จินอ้าปากค้าง เหวอไปหลายวินาที เหมือนถูกค้อนทุบหัวไปโป้กใหญ่
....ไม่จริง...ไม่จริง....ม่ายจริ๊งงงงงงงงงงงงง~~!!!!....อ้วนคุงไม่เชื๊อออออออ~~!!!....T.T...
....แล้ว พาสต้ากับพิซซ่าที่อยากกินแล้วยังไม่ได้กินล่ะ ไหนจะซูชิอีก ชาบูด้วย ราเมงล่ะ...จินจะทำยางง้ายยยยยย~~!!!...อ้วนอยากกิน!! อยากกิน!!!....อยากกิ๊นนนนนนนนนนนนนนน!!!!
....ได้ยินอ้วนบ้างม๊ายคาเมะ....ฮือออออออออออออออออออ~~!!!....
คาเมะได้แต่ลอบมองใบหน้าซีดเผือดของคนรัก ตัดใจจะตามใจอย่างเช่นทุกที เพื่อรักษาอาการ อาหารไม่ย่อย ให้เป็นปกติเสียก่อน
...คาเมะยังรักจินเหมือนเดิมนะ....ยัง รักนะ...อ้วนคุง Y.Y เหมือนเดิม แต่ว่า...แต่ว่าตามใจอ้วนคุงไม่ได้แล้วจริงๆ!!!....
....เค้าขอโทษษษษษษษ T_____T
FIN
JIN X KAME
By : Dezair
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“ทำไมอยู่ดีๆ ถึงไม่ได้สบายได้ล่ะเนี่ย” คาเมะถามคนที่นอนซมหน้าแดงเพราะพิษไข้อยู่บนเตียงด้วยความเป็นห่วง มือเล็กขยับผ้านุ่มชุบน้ำหมาดๆเช็ดไล่ไปตามแขนหนาเพื่อไล่ไอร้อน ขณะที่คนป่วยได้แต่มองร่างบางด้วยตาหรี่ปรือ
“เดี๋ยวกินข้าวต้มหน่อยนะ...เจ็บคอมั้ย” คนร่างเล็กพูดต่อ หันไปวางผ้าลงในกะละมังสีใส แล้วถือชามข้าวต้มขึ้นมาคน จินใช้แรงที่เหลืออยู่น้อยนิดยันตัวเองลุกขึ้นนั่งเพื่อให้สะดวกในการกิน
“คาเมะ...จินกินเองไม่ไหว” ส่งเสียงแหบๆออกไปเรียกร้องความสนใจ ตามด้วยตาช่ำๆปรือๆเล็กน้อยเรียกคะแนนสงสาร คาเมะยิ้มบางๆ แล้วตักข้าวต้มขึ้นป้อน แน่นอนว่าอ้วนคุงของเรากระดี๊กระด๊าขึ้นมาทันตาเห็น อ้าปากรับข้าวต้มแบบไม่สมเป็นคนป่วยที่ควรจะเบื่ออาหาร
“อ๊ะ...จินกินยานี่ต่อนะ” พอป้อนคำสุดท้ายเรียบร้อย คาเมะก็หันไปแกะซองยาลดไข้ จินมองตามคนรักแบบงงๆ
“เอ่อ...คาเมะ...ข้าวหมดแล้วเหรอ” ถามตาปริบๆ แต่คนถูกถามถึงกับอึ้ง จินเหลือบมองชามข้าวต้มที่หมดเกลี้ยง....เอ่อ...แต่ถึงหมดถ้วย ก็ใช่ว่าท้องจะอิ่มนี่นา...
“จิน...ยังไม่อิ่มอีกเหรอ?” คาเมะหันมาถามตาโต ...ก็...ตามหลักการแพทย์ คนป่วยต้องกินน้อยนี่นา...
“โธ่...คาเมะ...ฉันไม่สบาย ก็ต้องกินเยอะๆเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคไงล่ะ” เรื่องเรียกร้องผลประโยชน์ให้กระเพาะนี่ไม่ต้องพูด...ยามป่วย จินก็ทำได้!!!...
“หา~!” เคสแบบนี้ก็มีด้วยเหรอ!! คนป่วยเนี่ยนะกินเยอะ!!
“น้า...คาเมะ....เมื่อกี้กินไปนิดเดียวเอง ขอกินอีกนะ...นะ” อ้อนแบบเสียงแหบๆเนี่ยล่ะ แถมทำตาวิบวับสุดฤทธิ์ คาเมะผู้ซึ่งได้ตำแหน่งแฟนสาวแสนดีเห็นท่าทางสุดที่รักมาทำหน้าอ้อนใกล้ๆก็ได้แต่ เออออ ยอมออกไปทำข้าวต้มเพิ่มให้
...เฮ้อ...อ้วนคุงเนี่ย กินเก่งจริงๆเลยน้า...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“ฮ้า...อิ่มจังเลย....คาเมะของจิน ทำอาหารอร่อยทุกอย่างเลยน้า ~!!” หลังจากซดข้าวต้มหมดไปอีกสี่ถ้วย พี่อ้วนของเราก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงต่อ มือลูบท้องตัวเองอย่างสบายอารมณ์
...พอท้องอิ่ม...อะไรๆมันก็สบายอย่างงี้แหล่ะ โดยเฉพาะอิ่มอาหารฝีมือคาเมะเนี่ย สบายที่สุดเล้ย~~...
“จินก็กินอาหารเราหมดทุกอย่างเหมือนกัน...นี่ขนาดข้าวต้มจืดๆยังหมดเกลี้ยง” คาเมะพูดยิ้มๆ บิดผ้าชุบน้ำวางโปะบนหน้าผากคนรักเหมือนเดิม จินเลยถือโอกาสคว้ามือนุ่มมากุม แล้วพูดเสียงอ้อนๆให้หัวใจดวงน้อยๆของร่างบางกระตุกวูบ
“แต่ฉันไม่ชอบเวลาเป็นหวัดเลย...มันเจ็บคอ...กินลำบาก” พระเจ้า!! นี่เหรอที่เรียกว่ากินลำบาก!!!...ข้าวต้มหมดไปห้าถ้วยเนี่ยนะ!!!...
“แล้วอีกอย่าง ฉันอยากกินเนื้อย่างมากกว่า ชีสเค้กด้วย...แล้วก็เบียร์เย็นๆ...แต่ว่าก็อยากกินพาสต้าเหมือนกันน้า พิซซ่าอีก ไม่ได้กินนานแล้ว...ถ้ามีของหวานตบท้ายเป็นบราวนี่ล่ะก็ ยอดไปเลย....อืม~~...” พูดถึงของกินไป หลับตานึกฝันถึงของโปรดไปเรื่อย ก่อนจะหลับลงเพราะฤทธิ์ยา ทั้งๆที่ยังกุมมือคาเมะแบบนั้น แล้วก็ยังคิดถึงแต่ของกินนั่นล่ะ - . – “
ร่างบางมองคนที่หลับสนิทไปแล้ว ด้วยสายตาทั้งรักทั้งห่วงใย ใช้มืออีกข้างที่ไม่ถูกกุม ขยับผ้าห่มคลุมถึงคอให้คนป่วย
...รีบหายไวๆนะอ้วนคุง...ถ้าหายแล้วล่ะก็...ไม่ว่าจะอยากกินอะไร คาเมะคนนี้จะทำให้กินทุกอย่างเลย... ^.^
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
จินหลับไปเกือบสามชั่วโมง ก่อนจะตื่นขึ้นมาอีกทีตอนบ่ายคล้อย มองไปรอบห้องนอนไม่เห็นคาเมะแล้ว เลยลุกจากตียงแม้ว่าอาการมึนหัวจะยังมีหลงเหลือนิดหน่อยตามอุณหภูมิร่างกายที่ยังลดลงไม่มากนัก ร่างตุ้ยนุ้ยเดินเอื่อยๆออกมาที่ห้องนั่งเล่น มองหาแต่คนรักขณะที่มือลูบท้องไปมา
...รู้สึกไม่ดีเลย...ทำไมท้องมันว่างๆอย่างงี้ล่ะ...
ร่างเล็กบอบบางเดินกลับเข้ามาจากระเบียง พร้อมตะกร้าผ้าที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าของคนสองคนซึ่งถูกตากมาตั้งแต่เมื่อเช้า เห็นคนรักกำลังยืนเคว้งอยู่กลางห้องเลยรีบวางตะกร้าแล้วเดินเข้าไปหา
“ตื่นแล้วเหรอจิน...ยังปวดหัวเจ็บคออยู่มั้ย” ทาบหลังมือลงกับหน้าผากวัดไข้...แย่จัง ไข้ยังไม่ลดเลย...
“มึนหัวนิดหน่อย” ตอบด้วยเสียงแหบๆ...อยากจูบคาเมะจังเลย...แต่ไม่ได้...เดี๋ยวคาเมะติดหวัด....=.=
“แล้วลุกออกมาทำไมล่ะ เกิดล้มหัวฟาดพื้นก็แย่สิ” ร่างบางดุด้วยใบหน้ายิ้มๆ โอบคนรักที่ก้มลงมาหอมแก้ม ไอร้อนยังแพร่ผ่านเนื้อผ้าให้อ้อมกอดเล็กๆรับรู้ คาเมะประคองคนป่วยมานั่งที่โซฟา กะว่าจะเช็ดตัวให้อีกรอบ
“คือ...แบบว่า...”ร่างบางกำลังจะเดินไปเตรียมข้าวของสำหรับการเช็ดตัว แต่ถูกอ้วนคุงรั้งไว้
“...ฉันหิว...” นี่แหล่ะ เหตุผลของอาคานิชิ จิน ที่ลากสังขารออกมาตามหาคาเมะทั้งๆที่ยังมึนหัวแบบนี้ -.-...
“หิว?....แต่จินพึ่งกินไปเองนะ” คาเมะไม่อยากจะทวนปริมาณอาหารที่คนป่วยรับเข้าไปก่อนหน้านี้
...เอ่อ...มากกว่าคนร่างกายปกติตั้งกี่เท่าก็ไม่รู้…
“คาเมะก็รู้...คนป่วยต้องการพลังงานเยอะๆนะ แล้วข้าวต้มมันอยู่ท้องที่ไหนล่ะ” คนป่วยที่ไหนเขาต้องการพลังงานเยอะๆกัน ห๊ะ!! อาคานิชิ!!!...มีแต่คนป่วยอย่างแกนั่นล่ะ ที่ฟาดไม่ยั้ง!!!...
“ก็ได้ๆ...เดี๋ยวฉันต้มข้าวต้มให้ จินรอไหวมั้ย” คำตอบจากพ่อหนุ่มอ้วนกลมของเราคือการสั่นหน้าแรงๆ มือลูบพุงย้วยๆ แล้วช้อนสายตามองคนรักแบบอ้อนๆ
“ไม่ไหวหรอกคาเมะ...กว่าจะต้มเสร็จ พอดีท้องกิ่ว แล้วฉันก็เบื่อข้าวต้มแล้วด้วย... อยากกินข้าวห่อไข่” ท้องกิ่ว!!!...ให้ตาย!!!...พุงโลขนาดนั้นยังมีหน้ามาโอ้อวดว่ากลัวท้องกิ่ว!!!...
“แต่จินเจ็บคออยู่นี่นา” ฟังน้ำเสียงแหบๆของคนป่วยกินเยอะ คาเมะก็พอจะรู้ว่าอีกฝ่ายกว่าจะพูดได้แต่ล่ะคำต้องเค้นเสียงมากแค่ไหน…นี่ล่ะมั้ง พลังงานที่จินต้องการ สงสัยเอาไปใช้ด้านนี้ล่ะ...
“อยากกินข้าวห่อไข่...นะๆ...ข้าวห่อไข่” เอ้าๆ...โวยวายเข้าไป อายุเท่าไหร่แล้ว -.-...
“โอเค...ข้าวห่อไข่ก็ได้ จริงสิ...เมื่อกี้คุณป้ามาเยี่ยม เอาเค้กวนิลามาฝากด้วย จินจะกินรองท้องก่อนมั้ย” คุณป้าที่คาเมะพูดถึง ก็คุณแม่สุดที่รักของจินนั่นล่ะ
พอฟังของที่เอามาเยี่ยมไข้ จินก็ถึงกับเบ้ปากอย่างสุดเซ็ง...แม่นะแม่ รู้ทั้งรู้ว่าลูกคนนี้ไม่ชอบกินเค้กวนิลาก็ยังซื้อมาได้~~!!...ตั้งใจแกล้งกันนี่หว่า....
“กินจ๊ะ...” อ้าว แล้วเมื่อกี้ล่ะ ไหนว่าไม่ชอบเค้กวนิลา!!!
...แหม...ตอนหิวๆอย่างงี้ กระเพาะมันไม่เกี่ยงหรอก ว่าอันไหนของชอบ อันไหนของไม่ชอบน่ะ...
“งั้นรอก่อนนะ” จินยอมปล่อยคาเมะให้เข้าครัวไปทำอาหาร มองคาเมะทำอาหารไป กินเค้กวนิลารอไป....อึ๊ย...หว๊าน หวาน...เค้กรสนี้ ถ้าไม่หิวจริง ไม่กินหรอกเฟ้ย!!!...
....ยังมีหน้ามาบ่น...อาคานิชิ -.-“
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“คาเมะ...คืนนี้จินขอนอนกอดคาเมะได้มั้ย...” หลังจากยัดข้าวห่อไข่จานที่สามลงกระเพาะเรียบร้อย อ้วนคุงคนป่วยก็หันมาถามคนที่ยืนล้างจาน ส่วนตัวเองนั่งกินแอปเปิ้ลเป็นของหวานล้างปาก
“เป็นไข้แล้วอ้อนจังเลย” ร่างบางหันมาพูดยิ้มๆ ขณะที่จินยังกินไม่เลิก ...ทั้งออเดิร์ฟ เมนคอร์ส ของหวานครบ...สรุปว่าป่วยจริงเหรอเนี่ย...-.-
“ก็นะ...อยากกอดคาเมะนี่นา ไม่ได้มีอะไรกัน แค่กอดกันก็ยังดี จินต้องการกำลังใจนะ จะได้หายป่วยไวๆไง” ตายๆ...อาคานิชิ...นี่ยังไม่หายป่วยอีกเรอะ...ซัดข้าวเย็นไปตั้งขนาดนั้น นึกว่าหายดีแล้วซะอีก!!!...
“ถ้าทำฉันติดไข้ จินต้องรับผิดชอบด้วย” คาเมะเช็ดมือกับผ้าสะอาด หลังจากคว่ำจานใบสุดท้ายลงกับตะแกรง แล้วเดินเข้าไปหาคนที่ควานหาส้มจากตะกร้าผลไม้บนโต๊ะกินข้าวขึ้นมากินต่อหลังจากแอปเปิ้ลในมือหมด
“รับรองจ๊ะ...จินไม่ปล่อยให้คาเมะเป็นไข้แน่นอน!!” พูดเสียงมั่นคงอย่างกับปฏิญาณลูกเสือ คาเมะก็เลยหยิกแก้มยุ้ยๆน่าหมั่นเขี้ยวนั่นไปที...
...แน่ล่ะ!! ถ้าคาเมะไม่สบาย คาเมะก็ไม่มีแรง แล้วถ้าคาเมะไม่มีแรง แล้วใครจะทำของอร่อยๆให้จินกินกันเล่า!!!...
-*-*-**-*-*-*-**-*-*-*-*-*
หลังจากนอนๆนั่งๆอยู่บนเตียงได้สองวัน ไข้หวัดก็หายสนิทในเช้าวันที่สาม...อ๊ะฮ้า...คงเป็นเพราะกำลังใจดีที่คาเมะดูแลทุกเรื่องกระทั่งเช็ดตัว รวมทั้งกินอาหารที่มีประโยชน์ บวกอร่อยถูกปากคนป่วย...ร่างกายจินเลยฟิตเปรี๊ยะเต็มที่ ^.^...
“คาเมะจ๋า...เช้านี้มีอะไรกินเหรอ” ตื่นมาปุ๊บก็ถามหาของกินปั๊บ ไม่อ้วนให้มันรู้ไปสิเอ้า!!!
“จินอยากกินอะไรล่ะ” ยังใช้ยามเช้าที่แสนสดใสบนเตียงกันสองคนแบบที่เสื้อผ้ายังอยู่ครบ มือหนาๆโอบเอวบาง รั้งให้สองร่างกอดแนบชิดเพิ่มความอบอุ่น
“เนื้อย่าง!!” หน้าตาตอนพูดเรื่องของกินนี่อย่าให้ SAID ...แช่มชื่นอย่าบอกใครเชียว....อ้วนคุง...
“กินของหนักแต่เช้าเลยเหรอ” คาเมะเงยหน้าถามตาโต แต่พอเห็นลูกตาดำๆที่ส่งสายตาอ้อนๆก็ทำเอาใจอ่อนยวบ
“นะ...คาเมะ...เป็นไข้ตั้งสองวัน ไม่ได้กินของโปรดเลยสักอย่างเดียว” นี่ขนาดไม่ได้กินของโปรด...พี่แกยังกวาดเรียบ...=.=
...เมื่อคนรักต้องการแบบนั้น ทั้งยังยกสาเหตุสมเหตุสมผลขึ้นมาอ้าง คาเมะก็ไม่อยากขัด...ความสุขของจินนี่นา...คาเมะเต็มที่อยู่แล้ว !! >.<...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-**
“โอย....อิ่มตื้อเลย...” หลังจากเนื้อย่างบนกระทะถูกขนส่งลงสู่กระเพาะ จินก็คลานไปนอนพึ่งพุงบนโซฟา มือลูบท้องแข็งปึ่งด้วยความภาคภูมิใจ
...ไม่ภูมิใจได้ไง...กินเยอะเป็นประวัติการณ์เลยนะนั่น ต้องจดเป็นสถิติหน่อยแล้ว...
“จิน...เอาของหวานหน่อยมั้ย” คาเมะที่กำลังลำเลียงจานไปล้าง ตะโกนถามออกมาจากห้องครัว
“ของหวานอะไรเหรอ...แต่ฉันอิ่มแล้วนะ...” อิ่มแล้วถามทำไมว้า...=.=
“บราวนี่ มีเหลือชื้นนึงในตู้เย็น”
“กินจ๊า~~....” พลาดได้ไง บราวนี่น่ะ ของโปรดอันดับต้นๆของจินเชียวน้า....ถึงตอนนี้จะอิ่มแล้วก็เหอะ...แต่...เหลืออีกชิ้นเดียว กินๆเข้าไปเถอะ จะได้ไม่รกตู้เย็นไงล่ะ.... ^~^
-*-*-**-*-*-**-*-*-*-*-*-*-*-*
ครึ่งชั่วโมงต่อมา คาเมะที่กำลังนั่งพับผ้าเริ่มหันมองคนรักด้วยสายตาเป็นห่วง กับท่าทีที่ผิดแปลกไปจากเดิม
.....ก็ดูสิ...จินกระสับกระส่ายจังเลย เป็นอะไรไปนะ..หรือว่าไข้กลับ??...
“จิน...เป็นอะไรรึเปล่า” ...ทำไมเอามือกุมท้องล่ะ...มีอะไรเกี่ยวกับท้องรึเปล่า...ไม่เอานะ!!!...จินห้ามเป็นอะไรเกี่ยวกับท้องนะ!!!...เดี๋ยวไม่มีคนกินอาหารที่คาเมะทำก็แย่สิ!!!...
“ปวดท้องจังเลยคาเมะ...โอ้ย~~” จินเริ่มบิดตัวไปมา หน้าตาอูมๆเหยเกบิดเบี้ยวทรมาน แถมหายใจติดขัดอีก ทำเอาร่างบางชักใจไม่ดี
“ปวดตรงไหน ไส้ติ่งรึเปล่า” ตอนนี้เหงื่อชื้นๆเริ่มผุดทั่วหน้า อาการหายใจหอบ สั้นบ้างยาวบ้าง ทำเอาคาเมะมือสั่นไปหมด
“ไม่ไหวแล้วคาเมะ...มันปวด....โอย~~” สิ่งเดียวที่ร่างบางพอจะมีสติทำได้ คือพาคนรักขึ้นแท็กซี่ไปส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน....
...จิน...อย่าเป็นอะไรนะ...อย่าทิ้งคาเมะเด็ดขาด!!!...ไหนสัญญากันไว้แล้วไง!!...ว่าจะให้คาเมะทำพาสต้ากับพิซซ่ารวมอยู่ในมื้อเดียวกัน...สัญญากับคาเมะไว้แล้ว จินต้องอยู่กินตามสัญญาสิ!!!...
-*-*-*-*-*-*-*-**-*-*-*
“คาเมะจัง!!!” ร่างบางนั่งซึมอยู่หน้าห้องตรวจ ส่งจินถึงมือหมอแล้ว แต่ใจไม่กล้าพอจะตามเข้าไปฟังอาการป่วยของคนรัก ได้แต่นั่งมือสั่นรอคุณมิกิ มารดาของจิน
“คุณป้าฮะ!!” คาเมะโผเข้าหา น้ำตาคลอหน่วย ...กลัวเหลือเกิน...ถ้าหากหมอบอกว่าจินเป็นโรคร้ายแรงกินอาหารของคาเมะไม่ได้ตลอดชีวิต แล้วคาเมะจะทำยังไง....ไม่เอา!!! คาเมะไม่ยอม!!!...
“ไอ้อ้วนเป็นไงบ้างลูก” หน้าสิ่วหน้าขวานก็ยังเรียกลูกว่า ‘ไอ้อ้วน’ อ่ะนะคุณแม่....=.=
“ไม่...ไม่รู้ฮะ...ผมไม่กล้าเข้าไป” คาเมะมีสีหน้าอมทุกข์และไม่สบายใจอย่างใหญ่หลวง จนคนสูงวัยกว่าต้องลูบหลังลูบไหล่ปลอบประโลม
“ทำใจดีๆนะจ๊ะ...ไอ้อ้วนมันตายยากออก มันต้องอืดคาอกหนูอีกนาน...” โฮ...คุณแม่ นี่คำให้กำลังใจแน่เร๊อะ...
กำลังปลอบใจกันอยู่ คุณพยาบาลในชุดสีชมพูอ่อนก็เดินเข็นรถเข็นที่มีจินนั่งหน้าบูดออกมาจากห้องตรวจ คาเมะรีบตรงเข้าไปหาจับมือของคนรักมาแนบแก้ม
“ไอ้อ้วน!! เป็นไงบ้าง” จินล่ะอยากจะเอาหัวโขกรถเข็นให้ตาย...แม่นะแม่...เรียกซะกันเอ๊ง กันเอง...ดูสิ ทั้งหมอทั้งพยาบาลหัวเราะกันหมด...
“จิน...ยังปวดท้องอยู่มั้ย” นี่ต้องอย่างงี้...ต้องอย่างคาเมะ...เรียกจินเสียงอ่อนเสียงหวาน ...อย่างงี้สิ ถึงเรียกว่ารักกันจริง!!!....
“ไม่เท่าไหร่แล้วล่ะ” ตอบกลับพร้อมกับสายตาเชื่อมๆ มือที่แนบกับแก้มนุ่มลูบผิวเนียนไปมา เห็นสายตาคาเมะที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง จินก็แทบหายเจ็บหายปวด
“แล้ว ลูกฉันเป็นอะไรคะหมอ...” คุณมิกิดูเหมือนจะนึกขึ้นได้ เลยหันมาถามชายวัยปลายในชุดกราวน์สีขาวที่ยืนเยื้องด้านหลัง
“.......อาหารไม่ย่อยครับ.....” คุณหมอตอบเสียงดังฟังชัด ขณะที่จินอายแทบแทรกแผ่นดินหนี
“อาหารไม่ย่อย??” สองคนแม่ผัวลูกสะใภ้ทวนคำพูดประโยคนั้นด้วยความไม่เชื่อหู....ทำหน้าเหมือน ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามนุษย์มีโรคที่เรียกว่า...อาหารไม่ย่อย....อยู่ในพจนานุกรมด้วย
จินเห็นทั้งแม่ทั้งคนรักพากันเงียบก็เริ่มเสียความมั่นใจ...ไอ้กระเพาะบ้า!!!...ฉีกหน้ากันชัดๆ!!!...
“ครับ...ทานมากเกินไปเลยไม่ย่อยน่ะครับ” ยิ่งฟังคำอธิบายของหมอ คนป่วยเป็นโรค ‘อาหารไม่ย่อย’ ก็ยิ่งทำหน้ามู่สุดฤทธิ์ และบูดสนิทจนราแทบไต่ขึ้นไปเกาะเมื่อเห็นอาการอมยิ้มของแม่และเมีย
...เออ!!...หัวเราะกันเข้าไป!!...คิดว่า อาคานิชิ จิน คนนี้ไร้น้ำยาสิท่า!!! กินแล้วอาหารไม่ย่อยเนี่ย!!!...
“แล้ว...ต้องนอนโรงพยาบาลมั้ยคะ” มารดาถามอีก ทั้งๆที่แก้มสองข้างอมยิ้มจนตุ่ย ส่วนคาเมะน่ะ ถึงขนาดต้องหันหลังไปหัวเราะจนตัวโยนเชียวล่ะ!!~...
“ไม่ต้องหรอกครับ แต่ว่าหมอของดอาหารมื้อกลางวันนะครับ”
“ห๊ะ!!!ว่าไงนะหมอ!!!” อ้วนคุงลุกพรวดจากรถเข็น เรียกร้องสิทธิ์การกินของตัวเองทันที
“หมอของดข้าวมื้อถัดไปครับ ให้กระเพาะได้พัก แล้วก็มื้อเย็นช่วยจัดอาหารอ่อนๆให้คนไข้ด้วย ถ้าเป็นไปได้ หมออยากให้คุณอาคานิชิทานแต่ข้าวต้มไปอีกสักสองสามวัน” คราวนี้พี่อ้วนของเราตาโตเท่าไข่ห่าน
...ให้กินแต่ข้าวต้ม!!!...แถมงดข้าวกลางวัน!!!...แล้ว จินจะมีชีวิตอยู่ได้ยางง้ายยยยยยยยยยยย!!!...
ร่างตุ้มตุ้ยหันควับไปมองสุดที่รัก แล้วสั่นหน้าแรงๆเป็นการส่งสัญญาณว่าไม่เอาตามคำสั่งหมอ คาเมะหน้าเสีย...จะตามใจคนรักก็ใช่ที่ แต่จะไม่ตามใจก็....
ร่างบางคิ้วขมวดมุ่นไตร่ตรองถึงข้อดีข้อเสียของสองทางเลือกคือ
หนึ่ง...ทำตามคำแนะนำหมอ แต่ขัดใจจิน หรือว่า
สอง...ทำตามใจจิน แต่ขัดคำสั่งหมอ...
“ขอโทษนะจิน...ทนกินข้าวต้มเถอะนะ” แล้วในที่สุด คาเมะก็จำเป็นต้องรักษาความสุขระยะยาวเอาไว้ พูดจบปุ๊บ ก็รีบหันหน้าหนีทันที ไม่อยากเห็นสายตาอ้อนวอนของคนรักหรอก....รู้ดีว่าเดี๋ยวก็ใจอ่อน...
...แต่...ครั้งนี้เท่านั้นที่ไม่ได้....มันเกี่ยวกับกระเพาะอาหารของจินเชียวนะ....
จินอ้าปากค้าง เหวอไปหลายวินาที เหมือนถูกค้อนทุบหัวไปโป้กใหญ่
....ไม่จริง...ไม่จริง....ม่ายจริ๊งงงงงงงงงงงงง~~!!!!....อ้วนคุงไม่เชื๊อออออออ~~!!!....T.T...
....แล้ว พาสต้ากับพิซซ่าที่อยากกินแล้วยังไม่ได้กินล่ะ ไหนจะซูชิอีก ชาบูด้วย ราเมงล่ะ...จินจะทำยางง้ายยยยยย~~!!!...อ้วนอยากกิน!! อยากกิน!!!....อยากกิ๊นนนนนนนนนนนนนนน!!!!
....ได้ยินอ้วนบ้างม๊ายคาเมะ....ฮือออออออออออออออออออ~~!!!....
คาเมะได้แต่ลอบมองใบหน้าซีดเผือดของคนรัก ตัดใจจะตามใจอย่างเช่นทุกที เพื่อรักษาอาการ อาหารไม่ย่อย ให้เป็นปกติเสียก่อน
...คาเมะยังรักจินเหมือนเดิมนะ....ยัง รักนะ...อ้วนคุง Y.Y เหมือนเดิม แต่ว่า...แต่ว่าตามใจอ้วนคุงไม่ได้แล้วจริงๆ!!!....
....เค้าขอโทษษษษษษษ T_____T
FIN
อรนุช RD454960903TH
มณีรัตน์ RD454960917TH
สุภาภรณ์ แต่บรรพกุล RD454960925TH
ปวริศา RD454960934TH
อรุณี RD454960948TH
ศันสนีย์ RD454960951TH
รัดเกล้า RD454960965TH
ชลชา RD454961360TH
รัตตินันท์ RD454961373TH
อัญชลี RD454961299TH
สุภาภรณ์ ขวัญยืน RD454961308TH
พิมพ์ประภา RD454961211TH
น้ำหวาน RD454961325TH
RD454961339TH
RD454961342TH
RD454961356TH
พัณนิดา RD454961197TH
สุธาสินี RD454961206TH
เสาวนีย์ RD454961210TH
ณัฐณิชา RD454961223TH
RD454961254TH
กาญจนา RD454961237TH
RD454961245TH
พชรวรรณ RD454961268TH
ขวัญฤทัย RD454961271TH
โชติกา RD454961285TH
มยุรี RD454961047TH
แพรวดี RD454961055TH
กฤติกา RD454961064TH
ไหม RD454961078TH
บุษบง RD454961081TH
มัลลิกา RD454961095TH
นพรัตน์ RD454961104TH
Ging RD454961118TH
โบกี้ RD454961121TH
ณัฐฐินี RD454961135TH
Kritchayada RD454961149TH
ดวงกมล RD454961152TH
อภิชญา RD454961166TH
ชฎาพร RD454961170TH
ปวิตรา RD454961183TH
ปาริชาต RD454960979TH
ธรรมรัตน์ RD454960982TH
จารุวรรณ RD454960996TH
วิภารัตน์ RD454960902TH
ศศิกัญญา RD454960916TH
มณ RD454960920TH
หทัยชนก RD454961033TH
อัญภัทร RD454960894TH
เช็คที่นี้นะคะ http://track.thailandpost.co.th/trackinternet/Default.aspx
ใครมีปัญหา ติดต่อทางอีเมลของเราได้เลยนะคะ แต่อาจจะแก้ปัญหาให้ช้าหน่อย เพระเราไม่อยู่วันเสาร์นี้น่ะค่ะ กลับมาอีกทีก็จันทร์ตอนกลางคืน
ยังไงก็จะพยายามรีบแก้ไขให้เต็มที่ค่ะ
ขอบคุณทุกคนมาก แล้วก็ขอโทษสำหรับข้อผิดพลาดด้วยค่ะ
มณีรัตน์ RD454960917TH
สุภาภรณ์ แต่บรรพกุล RD454960925TH
ปวริศา RD454960934TH
อรุณี RD454960948TH
ศันสนีย์ RD454960951TH
รัดเกล้า RD454960965TH
ชลชา RD454961360TH
รัตตินันท์ RD454961373TH
อัญชลี RD454961299TH
สุภาภรณ์ ขวัญยืน RD454961308TH
พิมพ์ประภา RD454961211TH
น้ำหวาน RD454961325TH
RD454961339TH
RD454961342TH
RD454961356TH
พัณนิดา RD454961197TH
สุธาสินี RD454961206TH
เสาวนีย์ RD454961210TH
ณัฐณิชา RD454961223TH
RD454961254TH
กาญจนา RD454961237TH
RD454961245TH
พชรวรรณ RD454961268TH
ขวัญฤทัย RD454961271TH
โชติกา RD454961285TH
มยุรี RD454961047TH
แพรวดี RD454961055TH
กฤติกา RD454961064TH
ไหม RD454961078TH
บุษบง RD454961081TH
มัลลิกา RD454961095TH
นพรัตน์ RD454961104TH
Ging RD454961118TH
โบกี้ RD454961121TH
ณัฐฐินี RD454961135TH
Kritchayada RD454961149TH
ดวงกมล RD454961152TH
อภิชญา RD454961166TH
ชฎาพร RD454961170TH
ปวิตรา RD454961183TH
ปาริชาต RD454960979TH
ธรรมรัตน์ RD454960982TH
จารุวรรณ RD454960996TH
วิภารัตน์ RD454960902TH
ศศิกัญญา RD454960916TH
มณ RD454960920TH
หทัยชนก RD454961033TH
อัญภัทร RD454960894TH
เช็คที่นี้นะคะ http://track.thailandpost.co.th/trackinternet/Default.aspx
ใครมีปัญหา ติดต่อทางอีเมลของเราได้เลยนะคะ แต่อาจจะแก้ปัญหาให้ช้าหน่อย เพระเราไม่อยู่วันเสาร์นี้น่ะค่ะ กลับมาอีกทีก็จันทร์ตอนกลางคืน
ยังไงก็จะพยายามรีบแก้ไขให้เต็มที่ค่ะ
ขอบคุณทุกคนมาก แล้วก็ขอโทษสำหรับข้อผิดพลาดด้วยค่ะ
2009.02.05
FIC : ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง Part 1
FIC : ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง
JIN X KAME
By : Dezair
………………………….
PART 1
ลูกผู้ชาย...คือนิยามความเป็นผู้ชายที่ คาเมนาชิ คาซึยะ หนุ่มหน้าสวย ร่างบอบบางแห่งคณะเศรษฐศาสตร์ ท่องขึ้นใจ หรืออาจจะเรียกได้ว่าท่องจนขึ้นสมอง ท่องจนฝังเข้าไปในไขกระดูกสันหลัง ท่องจน.......
จนแม่บอกว่า ‘เหนื่อยมั้ยลูก’
แต่ก็นั่นเถอะ... ถึงจะโดนคนอื่นค่อนขอดว่าหน้าอย่างนี้ เป็นลูกผู้ชาย ได้ไม่เกินอายุยี่สิบห้า เพราะคงโดนฟัน ก่อนจะไปฟันใคร แต่คาเมะก็ยังยึดมั่นในสโลแกนตัวเองเสมอมา
ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง คาเมะมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนเข้มแข็งคนหนึ่งในโลกใบนี้ อย่างน้อยคาเมะก็ไม่ร้องไห้เพราะกลัวหมามาตั้งแต่อายุได้แปดขวบ
ลูกผู้ชายต้องอดทน คาเมะมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนอดทน ถึงจะบุ่มบ่ามไปบ้าง หาเรื่องชวนตีอยู่บ่อยๆ แต่คาเมะก็รับสภาพกับการถูกผู้ชายจีบได้ ตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย ชนิดที่แม่ยังเคยเข้าใจผิดว่า ลูกชายสุดที่รักคนนี้จะหันมาเอาดีในเส้นทางสายสีม่วงจริงๆ
ลูกผู้ชายต้องกล้าได้กล้าเสีย คาเมะมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย วัดได้จากสถิติการมั่วข้อสอบ ที่ค่อนข้างจะกล้า มากกว่ารอบคอบเสียทุกครั้ง คะแนนมันก็เลยกร่อยให้จิตตกทุกครั้งที่เห็นเช่นกัน
และสุดท้าย...ลูกผู้ชายต้อง...
“ไอ้คาเมะ...สุดที่รักมึงมาแหนะ”
เสียงกระซิบบอก ทำเอา คาเมนาชิ คาซึยะที่กำลังนั่งโยกศีรษะไปกับเสียงเพลงที่ดังออกมาจากโทรศัพท์เครื่องเล็กใกล้ตัว ถึงกับชะงักกึก มือที่กำลังนั่งขีดเขียนกระดาษบนโต๊ะก็พลอยหยุดตาม ก่อนที่ดวงตาเรียวเล็กจะเหลือบมองไปที่มุมหนึ่งของใต้ตึกเรียนรวม ที่เพื่อนสนิทผู้แสนหวังดีอย่างจุนโนะมันโบ้ยหน้าเล็กๆเป็นการบอกทิศ
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ คาเมะมองไม่เห็นรองเท้า แต่ทายว่ามันคงใส่แตะคีบตามสไตล์เด็กคณะสถาปัตย์ที่ไม่ค่อยจะมีเวลาในการเลือกสรรเครื่องแต่งกายเท่าไหร่นัก ในช่วงที่งานสุมจนแทบล้นคอหอยแบบนี้
หมอนั่นกำลังเดินเข้ามาด้านในพร้อมผองเพื่อนที่มาดเถื่อนไม่แพ้กัน นับๆหัวดูแล้ว หากคาเมะยังนั่งอยู่ตรงนี้ให้พวกมันเห็น แน่นอนว่าคงมีรอยเท้าสักยี่สิบข้างอยู่บนตัวเป็นของขวัญกลับบ้านไปให้แม่ตกใจแน่
...แล้วถ้าจะปล่อยให้มันต้องเป็นแบบนั้น สู้คาเมะถอยเสียไม่ดีกว่าเหรอ....
“กูไปก่อนนะ” ร่างบอบบางหันไปกระซิบบอกเพื่อน แล้วยอบตัวต่ำขณะก้าวขาออกจากโต๊ะ ถอยหลังช้าๆได้สักสี่ห้าก้าว แล้วจากนั้นก็….
...วิ่ง!!!!!!!!!...
“เฮ้ย!!! ไอ้เด็กนั่นนี่หว่า!!!” เสียงตะโกนดังมาจากด้านหลัง คาเมะมั่นใจสุดขีดว่า ‘ไอ้เด็กนั่น’ หมายถึงเขาแน่ๆ เพราะฉะนั้นแล้ว สองขาจึงยิ่งเพิ่มกระบวนการสับ และการก้าวให้ยาวมากขึ้น
“เฮ้ย!!! มึงหยุดนะเว้ย!!!!” อยากจะหันไปบอกจริงๆ ว่าใครจะโง่หยุดให้พวกมึงยำไม่ทราบ! กูรักชีวิตนะครับ พ่อแม่ให้มา กูจะเอาบ่อนทำลายกับพวกมึงได้ไง!
“แม่ง!! ไม่ใช่ผู้ชายนี่หว่า วิ่งหางจุกตูด!!” เสียงยังคงลอยตามลมมากระทบหู แม้จะแผ่วบ้างเล็กน้อย เพราะระยะห่างระหว่างคนพูด กับคนได้ยิน แต่นั่นล่ะ คาเมะก็ยังได้ยินอยู่ดี ว่าไอ้พวกหมาหมู่มันด่าว่ายังไง
...ไม่ใช่ผู้ชาย!!! มันด่าว่าไม่ใช่ผู้ชาย...ทั้งๆที่คาเมะยึดมั่นคติประจำชีวิตว่า กูคือลูกผู้ชาย แต่พวกมันกลับบอกว่ากูไม่ใช่ผู้ชาย!!!...
มันด่ากันถึงขนาดนี้ คนอย่างกู ฆ่าไม่ได้ หยามได้โว๊ย!!!
...ไม่เคยได้ยินรึไงวะ....
‘ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง’ น่ะ!! นี่ไง กูวิ่ง กูวิ่ง และกูวิ่งครับพวกมึง!!!!!...
ป.ล. เจอกัน ถ้าพวกมึงวิ่งตามกูทัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า
.................................................
“ก็มึงมันซ่า...”
เสียงบ่นของเพื่อนสนิทที่พอจะคบหาถูไถกันไปได้ คือไอ้ทางุจิ จุนโนะสุเกะ หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม ดาย ฮาร์ด ฆ่าไม่ตาย ที่ทุกคนในคณะยกย่องเชิดชูความกล้าหาญ ที่กล้าคบคาเมะเป็นเพื่อนมาได้สามปีเข้าไปแล้ว
กลุ่มนี้มีกันแค่สามคน กระจุ๋งกระจิ๋งเล็กๆน่ารัก เพราะไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย เนื่องจากกลัวจะตายหมู่พร้อมไอ้คาเมะกันหมด ก็ปากมันดีนักนี่ พาความซวยเข้าหาตัวเองอยู่ตลอดเวลา วันหยุดราชการเอย วันหยุดเสาร์อาทิตย์เอย หรือจะเป็นวันธรรมด๊า ธรรมดา ไอ้คาเมะก็ยังชักชวน ‘เท้าและหมัด’ ของคนอื่นเข้าหาตัว ประหนึ่งเป็นเด็กขี้เหงา ขาดคนล้อมหน้าล้อมหลังไม่ได้เสียแบบนั้น
“กูไม่ได้ซ่าสักหน่อย”
หลังจากเมื่อวานวิ่งจนซี่โครงบาน รูจมูกยังหดกลับมาขนาดเท่าเดิมไม่ได้เพราะแรงหอบ วันนี้ ไอ้คาเมะก็เกือบโดนสังหารโหด เพราะเจ๋อไปเดินผ่านพวกที่นั่งสูบบุหรี่อยู่หน้าคณะสถาปัตย์ แล้วมันไม่เดินเปล่า แต่มันแกว่งปากหาเท้าด้วยคำพูดที่ว่า
‘เหม็นบุหรี่ชิบหาย ถ้ากูเป็นโรคมะเร็งตาย กูจะมาเรียกค่าทำขวัญสำหรับเกิดชาติหน้าจากไอ้พวกสูบบุหรี่นี่แหละ’
ดีแค่ไหนว่า มีเขาไปด้วย จุนโนะถอนหายใจเฮือก ถ้าไม่มีหน้าตาสำนึกผิด พร้อมการรีบดึงไอ้ปากดีออกจากตรงนั้น จุนโนะก็คาดไว้แล้วล่วงหน้า ว่าอีกเจ็ดวันนับจากนี้ เขาอาจต้องลากิจ เพื่อไปดูแลงานศพของเพื่อนสนิทที่ชื่อ คาเมนาชิ คาซึยะ แทน
“เดี๋ยววันเกิดมึง กูจะซื้อผ้าปิดปากให้สักอันเอามั้ย” โคยามะ เคอิจิโร่ สมาชิกอีกคนของกลุ่ม ที่รับฟังเรื่องราวเฉียดตายจากปากจุนโนะ ถึงกับต้องออกปากเสนออย่างปลงตก
“ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวกูพูดลำบาก” ไอ้คาเมะคนดี นิสัยดี หน้าตาดี และปากดี หันมายิ้มกว้างปฏิเสธ ให้จุนโนะต้องตบหัวดังผลัวะ! แล้วบ่นยาว
“ก็จะให้มึงพูดลำบากไงเล่า....เฮ้อ คาเมะ มึงก็รู้ว่าโจทก์มึงอยู่ ’ถาปัตย์ มึงยังเสือกไปปากดีที่นั่นอีก เกิดเขาเป็นพวกเดียวกันขึ้นมาทำไง ทีนี้โจทย์มึงจะมีจำนวนคูณสองจากของเดิมเชียวนะโว๊ย~!!”
คาเมะส่ายหน้ารัว แถมโบกมือไปมาอีกต่างหาก
“ไม่มีทาง อะไรจะโลกกลมขนาดนั้น กูไม่เชื่อหรอก คณะออกจะใหญ่”
“อะไรๆมันก็ไม่แน่โว๊ย~!!! มึงอย่าทำเป็นเล่น ถ้าคราวนี้โดนไล่บี้มาอีกล่ะก็ กูกะไอ้โคยามะจะเลิกคบมึงจริงๆ” จุนโนะประกาศลั่นตัดเพื่อนตัดฝูง แต่คาเมะสนใจงั้นรึ ก็มันพูดแบบนี้มาเป็นร้อยรอบได้แล้วมั้ง แล้วมันได้ทำจริงที่ไหนเล่า ก่อนที่มันจะทันตัดเพื่อน ไอ้คาเมะก็ไปหาโจทก์รายใหม่มาให้จุนโนะปวดหัวต่อแล้วล่ะ!!!
“นี่คาเมะ...มึงช่วยอยู่อย่างสงบๆหน่อยได้มั้ยวะ มึงรู้มั้ย มึงเรียนมหาลัยมาสามปีเนี่ย มึงแทบจะเฉียดไปใกล้คณะไหนไม่ได้แล้วนะเว้ย ขนาดว่ากับอักษรฯ มึงยังสะเออะไปปากมอมกับผู้หญิง แล้วนี่...สถาปัตย์อยู่คนละมุมกับคณะเราด้วยซ้ำ มึงยังถ่อไปสร้างศัตรูไว้อีก ทีหลัง มึงก็มีเรื่องกับอธิการบดีด้วยเลยดิ” โคยามะพูด แล้วถอนหายใจเฮือก เมื่อเห็นเพื่อนรักทำตาวื๊งวับกับอนาคตคู่กรณีคนถัดไป
...อธิการบดี!!!....
“เฮ้ย คาเมะ กูขอเหอะ ละไว้สักคน ไปไป มึงอยากไปปากมอมที่ไหนอีก บอกกูมา เดี่ยวกูพาไปส่งถึงที่ แล้วมึงอย่าแหล่มไปมีเรื่องกับอธิการฯนะโว๊ย!” จุนโนะยอมแพ้จริงๆ กับไอ้เพื่อนปากดีนิสัยช่างแกล้งคนนี้ คาเมะหัวเราะเอิ้กอ้าก
“กูปากมอมอะไรเล่า ที่กูพูดๆไปน่ะ มีแต่ความเป็นจริงทั้งนั้น ไอ้คนที่มันได้ยินแล้วตามมีเรื่องกับกู มันรับความจริงไม่ได้เองนี่หว่า”
“ใครจะรับได้...มึงเล่นไปพูดในลิฟต์วิศวะที่เด็กวิศวะสร้างเองว่า...ลิฟต์ห่วยว่ะ คนสร้างแม่งใช้หัวคิดมั้ยเนี่ย... ไหนจะตอนที่ไปมีเรื่องกับเด็กอักษร หาว่าเขาโบ๊ะหน้าบังความหยาบของรูขุมขนอีก กระทั่งวิทย์กีฬา...มึงยังไปพ่นแถวนั้นว่า เห็นจบมาตั้งเยอะ ไหนลองทำให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าเหรียญทองโอลิมปิคซิ...คาเมะ เรื่องบางเรื่องนะโว๊ย มึงควรรู้ว่าคิดในใจอย่างเดียวก็ได้ ไม่ต้องประกาศให้โลกรู้”
“ก็กูอยากประกาศ” ไอ้คาเมะยังไม่สนใจโลกกับคำพูดของเพื่อนผู้หวังดีทั้งสอง ก่อนจะก้มลงอ่านนิตยสารรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด
...เปล่าหรอก คาเมะไม่ได้มีปัญญาจะแบมือขอเงินเป็นถังจากพ่อจากแม่มาบำเรอบริษัทรถยนต์ เพียงเพราะว่าไอ้เครื่องกระป๋องพวกนี้มันดีไซน์เฉียบ สีแจ่ม หรือเป็นลิมิเต็ด เอดิชั่น ผลิตแปดคันในโลก นำเข้าญี่ปุ่นเพียงคันเดียว อะไรแบบนั้น...
แต่คาเมะดู เพราะจะฆ่าเวลารอสาวสวยรุ่นพี่ร่วมคณะ...อย่าถามอีก ว่าคาเมะจะจีบหล่อนเรอะ... มันก็เปล่าอีกนั่นแหละ แค่ชีวิตตัวเองยังจะเอาไม่ค่อยรอด แล้วยังจะมาจีบสงจีบสาว ฝันไปเหอะ...คาเมะก็แค่มานั่งรอ ทำตัวเป็นน้องรหัสที่ดี เพราะพี่รหัสจะเลี้ยงข้าวก็เท่านั้น...
“เฮ้ย!!! นั่นเด็กบัญชีที่มีเรื่องกับมึงนี่หว่า” โคยามะกระทุ้งศอกบอกไอ้คนที่ไม่ได้สนใจสภาพแวดล้อมรอบตัว ให้คาเมะต้องเงยหน้ามอง แล้วถึงกับเบิกตา
ไอ้ตี๋ใส่แว่นจมูกโต!!!...
ไอ้หมอนี่คือโจทย์อันดับสองที่คาเมะบัญญัติไว้ขึ้นใจ เพราะมันตามไปบี้คาเมะได้ทุกหนแห่ง ทั้งๆที่เรื่องที่คาเมะเคยเอาแก้วน้ำที่ยังไม่หมดไปวางบนฝากระโปรงรถพอชของมัน เกิดขึ้นตั้งแต่เทอมที่แล้ว แต่มันก็ยังตามเอาเรื่องคาเมะมาจนถึงวันนี้
“ตายห่า มันมาแถวนี้ทำไมวะ” จริงอยู่ว่าคณะเศรษฐศาสตร์ และบัญชีอยู่ติดกัน แต่คาเมะก็ไม่เห็นความจำเป็นอะไร ที่เด็กบัญชีจะต้องเดินมาคณะเศรษฐศาสตร์ มันคงไม่มาเรียน และหน้าตามันก็เอาเรื่องแบบที่คงไม่ได้มาหาสาว เพราะงั้น......
....มันก็คง มาหาคาเมะ...
“บอกเจ๊กูด้วย ว่ากูติดธุระ” คาเมะรีบหันไปบอกเพื่อน แล้วใช้วิธีเดิมคือการหนี
รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง คือสุภาษิตขั้นเทพที่คาเมะตั้งใจท่องควบคู่ไปกับ คติ ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง นั่นแหละ
ร่างบอบบางคว้าข้าวของแล้วก้าวออกจากโต๊ะช้าๆ ก่อนจะรีบวิ่งหายออกไปยังอีกมุมของตึก ไม่ได้ยินเสียงอะไรไล่หลัง แสดงว่าไอ้ตี๋นั่นคงตาฟ่าฟางพอสมควร ถึงมองไม่เห็น แต่ไม่ได้...ต้องหันไปมองให้แน่ใจ
ในขณะที่สองขายังวิ่งไปเรื่อย คาเมะก็ยังหันหน้ากลับไปมองเบื้องหลัง และเพราะการละสายตาไปจากภาพเบื้องหน้า ทำให้ร่างบางไม่ทันเห็นใครบางคนที่จงใจเดินมาดักข้างหน้า และเป็นผลให้คาเมะถึงกับชนดังพลั่ก!!!!
“โอ้ย!!! ใครวะ!!!” อาจจะเป็นเพราะมวลสารของอีกฝ่ายมากกว่า คาเมะที่ตัวเล็กเลยกระเด็นลงไปนั่งกองกับพื้นอย่างง่ายดาย
“กูเอง” ไอ้คนยืนให้ชน ก้มหน้าลงไปบอก ให้คาเมะถึงกับตาโตตกใจ แล้วกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก...
“หรือจำกูไม่ได้... งั้นกูจะบอกให้ อาคานิชิ จิน คณะสถาปัตย์ ปีสี่...ศัตรูคู่อาฆาตของมึง”
ไอ้ถึกหนาคนเมื่อวาน!!!! เวรตะไลแล้วคาเมะ...ไอ้หมอนี่มันมาทำไมตอนนี้เนี่ย!!!...
“ดูท่ามึงจะรักการวิ่ง งั้นกูจะอุ้มมึงไปละกัน มึงจะได้ไม่มีปัญญาวิ่ง”
ไอ้หมอนั่นพูดจบ มันก็ก้มลงช้อนร่างคนที่ยังนั่งค้าง อ้าปาก ตาโต แล้วได้แต่ปล่อยให้‘ศัตรูคู่อาฆาต’ อุ้มออกจากคณะไปแบบที่มีแต่คนหันมอง
.............................
...ตัวมันเบา...เบามากจนน่าใจหาย มิน่าล่ะ มันถึงวิ่งเร็วแบบนั้น...
“ไง ไม่ปากเก่งแล้วเหรอ” อุ้มกันออกมาจากคณะเศรษฐศาสตร์แล้ว อาคานิชิ จิน ก็พาไอ้เด็กหน้าหวานแต่ปากสุดโต่งมานั่งกันที่ร้านอาหารในห้างหรูใจกลางเมือง
วิธีการนั่งนั้นไม่ยาก แค่กดไอ้เด็กนั่นเข้าไปนั่งชิดติดกำแพง แล้วตามด้วยเขานั่งประชิด กันมันหนี ถ้าลองมันหนีอีก วันนี้ก็คงไม่ได้คุยกัน
จินอยากคุยให้มันรู้เรื่อง เพราะไอ้เด็กประสาทปากมอมนี่ ดันทำตัววอนเบื้องล่าง ถ้ามันขอโทษเขา ขอโทษทุกสิ่งที่มันทำ เขาจะถือว่าเรื่องทั้งหมดแล้วก็แล้วกันไปตามประสาลูกผู้ชาย เห็นหน้าตาคุณชายแบบนี้ ทั้งยังเกิดและเติบโตในตระกูลนักธุรกิจชั้นนำ แต่จินก็เป็นนักเลงมากพอที่จะรับคำขอโทษจากคนที่ทำผิด เขาไม่ใช่กุ๊ยข้างถนน ที่ไม่เห็นคุณค่าของคำว่าขอโทษจากคนที่ต้องการจะชดใช้ความผิดที่ก่อไปแล้ว
แต่ในกรณีที่มันไม่ขอโทษ...
นักเลงอย่างจินก็พูดได้คำเดียวว่าเรื่องยาว
“ใครปากเก่ง” และดูท่าเรื่องมันจะยาวจริงๆ ขนาดมันยังไม่ยอมรับเลยว่าตัวมันปากเก่ง
“ก็มึงไง ปากดีนักนี่ มึงรู้มั้ยว่าคำพูดมึง ทำให้กูเป็นยังไง”
“กูไปพูดอะไร” คาเมะย้อน เท้าเริ่มป่ายปะไปใต้โต๊ะ คำนวณความกว้าง ความยาว หมายจะมุดหนี แล้วไปโผล่อีกฝั่งของโต๊ะ
“ที่มึงพูดว่ากูไปชกกับแฟนเก่าของมิกะ” เพราะคำพูดของไอ้บ้าตัวกระเปี๊ยกนี่แท้ๆ ภาพผู้ชายแสนดี แถมมาดดีอย่างเขา ถึงจบลงที่คำว่า อัทธพาล สาวสวยลูกคุณหนูอย่าง ชิโดะ มิกะ เลยขอตีจาก
...ชีวิตของอาคานิชิ ที่มีแต่การบอกลาสาวอื่นก่อน มาวันนี้ ดันโดนสาวบอกตัดหน้า แถมเขายังไม่ทันได้ฟันหล่อนเป็นการแลกเปลี่ยนที่เขาอุตส่าห์ทุ่มทุนด้วยเครื่องสำอางราคาแพงระยับนั่นเลย
“อ้าว ก็เรื่องจริงไม่ใช่รึไง” คาเมะหันไปย้อนถาม ไม่เข้าใจคนพวกนี้จริงๆ ว่าทำไมต้องโกรธกับเรื่องจริง ที่คาเมะพูดด้วย ถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริง แล้วคาเมะจะพูดทำไม
“แล้วใครขอให้มึงพูดเรื่องจริง!!”
จินตะคอกใส่ พาลให้ทั้งร้านเงียบกริบ แล้วหันมองเขาเป็นตาเดียว ร่างสูงเงียบ แล้วหันหน้าไปอีกทางเพื่อระงับอารมณ์หงุดหงิด
อย่าว่าแต่ปากมันกวนประสาทเลย แค่เห็นหน้ามัน จินก็รู้สึกอยากจะบีบไอ้คอเล็กๆนั่นให้แหลกคามือ โทษฐานที่มันหน้าตากวนโอ้ยได้ใจ จนเขาจำได้แม้จะเห็นแค่ครั้งเดียวตอนมันเดินผ่านหน้าคณะพร้อมกับปากบอนให้อดีตแฟนสาวของเขารู้เรื่องชกต่อยคราวนั้น
แต่การหันหน้าไปอีกทางแบบนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่รอเวลามุดโต๊ะ ได้ทำในสิ่งที่ถนัด นั่นคือการหนี
“เฮ้ย!!!!” จินรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวข้างตัว แต่พอหันหลับมาอีกที ไอ้ที่นั่งตรงที่เคยมีเจ้าเด็กปากดีนั่งอยู่ กลับว่างเปล่า ส่วนเจ้าตัวไปมุดขึ้นมาจากอีกฟากของโต๊ะแล้ว
แล้วนั่น!! มันยังยิ้มแถมโบกมือให้อีก
“ไปล่ะ” คาเมะบอกปุ๊บ ก็ก้าวขึ้นเหยียบบนที่นั่ง ก่อนจะวิ่งไปกระโดดลงข้างโต๊ะ แล้ววิ่งหายออกจากร้านไปทันที จินได้แต่อ้าปากค้าง กระพริบตาปริบๆ ก่อนจะกลายเป็นถอนหายใจ แล้วหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะวีรกรรมความกระโดกกระเดกของอีกฝ่าย
หน้ามันก็อย่างกับผู้หญิง ตัวก็เบายิ่งกว่าผู้หญิง แต่นิสัยมันทโมนยิ่งกว่าผู้ชายซะอีก
แต่...แต่มันก็คงคิดล่ะมั้ง ว่าวิ่งเร็ว แล้วจะหนีจากเขาได้ ก็บอกแล้วว่าถ้ามันไม่ยอมขอโทษดีๆ เรื่องนี้มียาว
“ช่วยใส่ถุงกลับบ้านให้ด้วยครับ” จินหันไปบอกพนักงานร้าน ขณะโบ้ยไปที่อาหารบนโต๊ะที่สั่งมาตั้งเอาไว้เซ่นอากาศ เพราะไม่มีใครทันได้แตะ เจ้าตัวดีก็หนีเขาไปอีกแล้ว
หนีเถอะ...หนีไปเรื่อยๆ เขาเองก็ชักสนุกกับไอ้เกมแมวจับหนูพรรค์นี้ซะแล้ว แล้วจะได้รู้ ว่าระหว่างแมวกับหนู ใครจะเหนื่อยก่อนกัน...
.................................
คาเมะไม่ได้เถลไถลไปไหน ใจหนึ่งคือกลัวจะเจอโจทย์เก่าโจทย์ใหม่ โจทย์ไหนๆก็ไม่อยากเจอ วันนี้เหนื่อยมากแล้ว ทั้งวิ่ง ทั้งประสาทกิน สุดท้ายเลยรีบขึ้นรถไฟกลับบ้าน อย่างน้อยที่บ้านก็ไม่มีศัตรูล่ะวะ
...อ้อ...ไม่แน่ ยกเว้น ไอ้จิโร่ ไอ้หมาอกตัญญู ที่ทำทุกวิถีทางให้คาเมะตกกระป๋องจากลูกชายสุดรักสุดหวงของคุณนายคาเมนาชิสักที แต่...ไม่มีทางสำเร็จหรอกหน่า!! ก็คาเมนาชิ คาซึยะ น่ะ เป็นลูกชายที่คุณแม่แสนปลาบปลื้มจะตาย
“อ้าว...กลับมาพอดีเลย เพื่อนเรามาหาแหนะ เพิ่งมาเมื่อกี้นี้เอง” ก้าวเท้าเข้าบ้าน ยังไม่ทันจะได้สลัดเจ้ารองเท้าผ้าใบคู่เก่าออกตรงหน้าประตู แม่ก็เดินเข้ามาบอก พร้อมรอยยิ้มกว้างเต็มแก้ม แบบที่คาเมะยังต้องขมวดคิ้ว
...แม่ดู...ดูเหมือนจะดีใจ แม่ดีใจอะไร? พ่อได้ขึ้นเงินเดือน? หรือไอ้พี่ชายตัวแสบของคาเมะกลับกลายเป็นอภิชาตบุตรแบบปัจจุบันทันด่วน? หรือจะเป็นน้องชายคนเล็กได้เกรดถูกใจแม่?...
“คาซึยะเนี่ย มีเพื่อนชายหล๊อ หล่ออย่างกับดารา ก็ไม่เห็นมาอวดแม่เลยนะ...ไปลูก ไปล้างหน้าล้างมือ แล้วมากินข้าวกัน เพื่อนเราเอากับข้าวมาฝากตั้งเยอะแยะ”
“เพื่อนชาย? ไอ้จุนโนะเหรอ หรือไอ้โคยามะ” คาเมะเริ่มรู้สึกแปลกๆกับคำพูดของมารดา ทำไมถึงเรียกไอ้สองคนนั้นว่า เพื่อนชาย คำนี้มันควรใช้กับลูกชาย ที่มีเพื่อนมาหาที่บ้านงั้นเหรอ
“ไม่ใช่ทั้งสองคนนั่นแหละจ๊ะ...รีบไปเก็บของซะ แล้วรีบลงมานะลูกนะ ปล่อย ‘เขา’ รอนานไม่ดีรู้มั้ย”
แล้วคุณนายคาเมนาชิก็ดันหลังบุตรชายคนกลางให้เดินขึ้นบันได ก่อนที่เจ้าตัวดีจะทันเห็นเพื่อนชายของตัวเองที่คาดว่าคงนั่งอยู่ในห้องครัว คาเมะจะทำเนียนเป็นเดินขึ้นไปก่อน แล้วค่อยแวบลงมาดูก็ไม่ได้ เพราะคุณแม่คนสวยยืนยิ้มหวานอยู่ที่ตีนบันได กะส่งคาเมะเข้าห้องไปเก็บข้าวของแบบไม่ให้มีบิดพลิ้ว
แล้วคาเมะจะทำยังไงได้ สุดท้ายก็ต้องยอมเข้าห้องตัวเองไปเก็บกระเป๋า เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วออกมาล้างหน้าล้างตา ลงมาหามารดาที่ยังยืนคอยอยู่หน้าประตู
“อะไรน่ะแม่ ทำไมต้องมายืนรอ” ไม่มีคำตอบ เพราะคุณนายคาเมนาชิยังเอาแต่ยิ้ม ก่อนจะดันหลังบุตรชายเข้าไปในห้องครัว
“ก็...รอคาซึยะเข้าก่อน...”
“แล้วทำไมต้องรอผมเข้าก่อนล่ะ”
คาเมะยังไม่เข้าใจมารดามากนัก แต่ก็ถูกดันหลังเข้าไปในห้องครัวที่สมาชิกบ้านคาเมนาชิใช้เป็นห้องรับประทานอาหารไปด้วยในตัว เพราะฉะนั้น ภายในห้องครัวไม่ใหญ่ไม่เล็ก จึงมีโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมพอเหมาะสำหรับหกคนตั้งอยู่ด้วย
ทุกทีมันไม่เคยต้องใช้เก้าอี้ถึงหกตัวในการทานข้าวแต่ละมื้อ เพราะบ้านนี้มีลูกชายสาม บวกพ่อแม่อีกสอง คาเมะนับนิ้วมือดูแล้ว ยังไงๆ ปริมาณลูกบวกพ่อแม่ก็ได้ ห้า อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่วันนี้ เป็นวันที่บ้านคาเมนาชิได้ใช้เก้าอี้ตัวที่หก
เก้าอี้ตัวที่หก...กับ เพื่อนชาย ที่แม่เรียก
“สวัสดีอีกครั้ง คาเมะ”
เจ้าของประโยคคือชายหนุ่มร่างสูงหนา ที่คาเมะจำหน้ามันได้ดีพอๆกับจำได้ว่า สองคูณสอง เป็นสี่นั่นแหละ!!!!
...อาคานิชิ จิน!!!!!...
....มันมาที่นี่ได้ไงวะ!!!!!!!...
ร่างบอบบางถอยหลังทันควัน สัญชาตญาณการเอาตัวรอด บอกให้รู้ว่าต้องหนี หนีอย่างเดียวเท่านั้น!!!
แต่...
“อุ้ย~! คาซึยะ ถอยหลังทำไมละลูก” แต่ทำไมแม่มายืนซ้อนหลัง ปิดบังทางหนีของลูกอย่างงี้เล่า!!!!
“คาเมะเขาคงนึกอยากออกกำลังพอดีล่ะมั้งครับคุณแม่” ไอ้แขกที่คาเมะไม่ได้เชิญ และไม่เคยคิดจะเชิญ ส่งเสียงบอกพร้อมรอยยิ้มบางให้มารดา แต่กลับหันมายักยิ้มมุมปากได้กวนส้น และกวนฝีปากคาเมะเป็นที่สุด
…ทำไมละวะ!! อยากออกกำลังกายด้วยการวิ่งหนีมันผิดตรงไหนไม่ทราบ!!!...
“จะมาออกกำลังกายอะไรตอนนี้ล่ะ คาซึยะ...ไปลูก ไปกินข้าวกัน เนี่ย จินเขาเอากับข้าวมาให้เยอะแยะเลย เกรงใจจังจ๊ะ”
แล้วคุณแม่คนสวยด้วยหุ่นอวบอัด ก็รีบหันไปยิ้มแป้นให้ชายหนุ่มที่แนะนำตัวเองว่าเป็น ‘เพื่อนชายคนสนิท’
ของลูกชายสุดที่รักของหล่อน
ครั้งแรกที่ได้ยินคำนี้ แถมได้เห็นหน้าตาที่แสนจะหล่อเหลานั่น หล่อนก็ถึงกับตาพอง รู้สึกเหมือนมีรัศมีเจิดจรัส มาดผู้ดีจับยิบยับตามเนื้อตัวสูงใหญ่ของอีกฝ่าย จนต้องรีบลากสามีเข้าไปซุบซิบใต้บันไดว่านี่ล่ะ ‘ว่าที่ลูกเขยคนเดียวของคาเมนาชิ!!!’
“แล้วนี่ยังไม่ได้เล่าให้แม่ฟังเลย จินเรียนสถาปัตย์ แล้วทำไมถึงมารู้จักกับคาซึยะได้ละ”
มืออวบอูมกดไหล่บุตรชายคนกลางลงบนเก้าอี้ ก่อนที่หล่อนจะตามลงนั่งในระยะประชิด แบบที่คาเมะยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะขยับตัวหนีเสียด้วยซ้ำ แล้วพอแม่นั่งลงมาแล้ว มือที่นักปราชญ์ทั่วโลกตะวันออกยกย่องว่า ‘ครองพิภพ สยบบุรุษ เลี้ยงดูลูกหลานของแผ่นดิน’ ก็ตามลงตะปบต้นขา เหมือนจะบอกกลายๆว่าอย่าหนีทีเดียวเชียว
“อ้อ...คาเมะเขาเป็นคน ‘เพื่อน’ เยอะน่ะครับ”
จิน ตอบพร้อมรอยยิ้มที่ใครเห็นก็บอกว่า นี่ล่ะ รอยยิ้มเยี่ยงเทวดา รอยยิ้มแบบนี้แหละ ที่มัดใจ ชิโดะ มิกะ จนหล่อนยอมคบหาด้วย แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลายเพราะไอ้เด็กเวรที่มันนั่งก้มหน้าต่ำเหมือนเด็กทำผิด แต่ดื้อแพ่งไม่ยอมรับด้วยการทำเป็นหงอ
“จริงจ๊ะ คาซึยะน่ะ มนุษยสัมพันธ์ดีตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ” คาเมะอยากหันไปบอกแม่เหลือเกิน ว่าอย่าพยายามขายลูกตัวเองขนาดนั้น เพราะไอ้คนที่ตีหน้าเทพเจ้าอยู่ตอนนี้ ความจริงแล้วมันรู้เช่นเห็นชาติ แถมอคติกับคาเมะอีกต่างหาก
“ครับ...ขนาดเพื่อนผมที่อยู่บัญชี มันออกจะเงียบๆ ไม่ค่อยคบใคร แต่คาเมะก็ยังรู้จัก...จำได้ใช่มั้ย ไอ้ยูที่ขับรถพอชสีเหลืองมะนาวน่ะ”
...ร...ร...รถพอชสีเหลืองมะนาว...เอ่อ...ไอ้รถที่ราคาลิบลิ่วชนิดขายตัวซื้อ และก็อาจจะต้องรอเกิดชาติหน้า แล้วขายตัวอีกรอบ ถึงจะมีเงินพอสำหรับล้อแม็คของมันสักข้าง
แล้ว...แล้วไอ้รถพอชสีเหลืองมะนาว...ก็..ก็ได้ข่าวว่า...ว่ามีที่บัญชีที่เดียว...แล้วก็มี...มีคันเดียวในมหา’ลัยด้วย...เอ่อ....เพราะฉะนั้น มันก็คงเป็นคันเดียวกับที่คาเมะหมั่นไส้สีรถแสบทรวง แล้วก็เลยเอาแก้วน้ำตัวเองไปวางทำเท่ห์อยู่บนฝากระโปรงนั่นแหละ...
...เอ่อ...แล้ว...แล้ว... อย่าบอกนะว่า...ไอ้เจ้าของรถพอชจอมอาฆาตนั่น จะเป็นเพื่อนมึงอ่ะ อาคานิชิ...
“นอกจากนั้น คาเมะเขาก็ยังรู้จักพี่รหัสของผมด้วยครับ เคยเจอกันที่โต๊ะหน้าตึกสถาปัตย์ไง ตอนที่พี่เขานั่งสูบบุหรี่อยู่...อ้าว... สงสัยคาเมะจะลืม เพิ่งเจอไปวันนี้เอง คนที่ตัดผมสั้นๆน่ะ”
...คนที่ตัดผมสั้นๆ... ที่เคยเจอกันหน้าตึกสถาปัตย์ ตอนที่นั่งสูบบุหรี่อยู่....
...เอ่อ...ก็เข้าใจละนะ ว่าในมหา’ลัย คนตัดผมสั้นมีเป็นหมื่น...
...แต่คนผมสั้น สูบบุหรี่ หน้าสถาปัตย์ แถมเพิ่งเจอวันนี้ คาเมะไม่มีทางคิดถึงคนอีกเป็นหมื่นที่ตัดผมสั้นเหมือนกันหรอก...คนเพียงคนเดียวที่คาเมะพอจะนึกออกก็...
...ก็...โจทก์รายล่าสุดไง ที่คาเมะไปปากพล่อยเอาไว้ จนไอ้จุนโนะต้องประกาศตัดเพื่อนเป็นรอบที่ล้านน่ะ...
...และไอ้ผู้ชายคนนั้น ที่คาเมะมีเรื่องด้วยเมื่อเช้านี้...อย่าบอกนะว่า...ก็เป็นคนที่มึงรู้จักอีกเช่นกันอ่ะ อาคานิชิ...
“เออ ดีๆ รู้จักคนเยอะๆ โตไป มีเรื่องอะไรก็จะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้” บิดาวัยกลางคนค่อนไปทางปลาย หันมาบอกลูกชายและจินด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ดูจะมีความสุขเสียเหลือเกิน ที่ได้รู้ว่าบุตรชายคนกลางมีเพื่อนเยอะแยะล้นมหา’ลัย
“แล้วนี่ จินเรียนปีไหนแล้วล่ะ”
คุณพ่อหันมาถามอย่างสนอกสนใจ นานๆที เจ้าลูกชายคนนี้จะพาเพื่อนคนอื่นมาที่บ้าน ส่วนใหญ่มันก็คบหาแต่กลุ่มเดิมๆ จนเขาเองยังอดกังวลไม่ได้ ว่าคาซึยะจะโลกแคบเกินไปหรือเปล่า ในสังคมมหาวิทยาลัย แต่วันนี้ มีเพื่อนใหม่มาเพิ่ม ทั้งยังย้ำหนักแน่น ว่าทุกคนรู้จัก คาเมนาชิ คาซึยะ กันทั้งนั้น เขาก็ยิ่งเบาใจ
“ปีสี่ครับ ปีหน้าก็จบแล้ว ถ้ายังไง ผมเชิญคุณพ่อคุณแม่ไปงานรับปริญญาเลยแล้วกันนะครับ” คาเมะอยากจะอ้วกลงมาตรงหน้า แล้วย้อนถามว่า ‘มั่นใจเหรอ ว่าจะจบทัน’ แต่...เอาเถอะ ตอนนี้ดูเหมือนทั้งพ่อทั้งแม่ของเขาจะปลื้มเป็นบ้ากับไอ้ผู้ชายคนนี้
ไอ้ผู้ชายที่แค้นอาฆาตด้วยเรื่องปัญญาอ่อน อาทิว่า คำพูดของเขาไปทำให้แฟนขอเลิกกับมัน แล้วมันยังแค้นสูงส่งถึงขนาดตามมาที่บ้านแบบนี้ กัดไม่ปล่อยขนาดหนัก น่าจะเอาไปสู้กับไอ้จิโร่หน้าบ้านสักยก จะได้รู้ว่าใครเจ๋งกว่าใคร เหอะ!!!
“แต่ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าจินกับคาซึยะจะมารู้จักกันเพราะต่างคนต่างก็เป็นเพื่อนของเพื่อนตัวเองน่ะ แบบนี้เรียกว่าพรหมลิขิตรึเปล่าจ๊ะ” คุณแม่คนสวยยังชวนคุยอย่างคาดหวังในตำแหน่งว่าที่ลูกเขย ที่แอบยัดเยียดให้หนุ่มหล่อคนนี้ ขณะเริ่มมื้ออาหารไปได้หน่อย
“ครับ เอาเข้าจริงๆแล้ว คนที่คาซึยะรู้จักเนี่ย แทบทั้งหมดก็เป็นคนที่ผมรู้จักทั้งนั้นล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็น ไอคาวะที่อยู่อักษรฯ หรือว่าจะเป็น อาโอยามะที่อยู่วิทย์กีฬา อ้อ...ซาโต้ที่อยู่วิศวะนั่นก็เพื่อนตอนม.ต้น”
จินพูด แล้วมองหน้าคนร่างบางที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม เหมือนจะเป็นการสื่อสารทางสายตาว่า ‘นั่นไง จำได้มั้ย นี่ล่ะ จำได้รึเปล่า แล้วโน่นล่ะ พอจะนึกออกรึยัง’
แต่ไม่มีสัญญาณใดๆตอบกลับ เพราะคาเมะยังเอาแต่นั่งเงียบ มองหน้าไอ้คนพูดที่กำลังทำหน้าตาปลิ้นปล้อนหลอกลวงพ่อแม่ตัวเอง ชนิดที่ไม่คิดจะฉีกหน้ามันด้วยการตีแผ่นิสัยเสียๆแม้แต่น้อย
ก็...ก็...ก็ตอนนี้คาเมะกำลังคิด...กำลังคิดว่า ไอ้สารพัดชื่อที่หมอนี่ขุดขึ้นมา คาเมะรู้จักสักคนมั้ย...
...คำตอบคือไม่...ไม่ว่าจะคิดด้วยซีกสมองส่วนไหน คิดด้วยแกนสมอง หรือสมองส่วนหน้า ส่วนหลัง ทุกซอกส่วนของเซลล์สมอง คาเมะก็ได้แต่คำว่า ไม่ คาเมะไม่รู้จักคนพวกนั้น
แล้วถ้าถามต่อว่า คณะที่คนพวกนั้นอยู่ล่ะ คาเมะรู้จักมั้ย ทั้ง อักษร วิศวะ วิทย์กีฬา
คาเมะก็บอกได้คำเดียวแบบไม่ต้องคิดให้เมื่อยตุ้มว่า รู้จัก
ก็...ก็...ก็คณะพวกนั้นน่ะ คือคณะที่ไอ้จุนโนะเพิ่งบ่นไปวันนี้เอง เรื่องที่ไปสร้างโจทก์สารพัดถิ่น...
...ซวยละกู คราวนี้เจอตัวอาฆาตบิ๊กเบิ่มจริงๆ เพราะมันเล่นเป็นเชื้อสาย ญาติโกโหติกากับทุกโจทก์ที่กูมี...
...แย่แน่ๆ...
...คราวนี้แย่แน่ๆ....
...ลูกผู้ชายตัวจริง วันนี้วิ่งไม่ทันซะแล้ว...ขอบอก.... T_____________T
To Be Con
...................................................................
JIN X KAME
By : Dezair
………………………….
PART 1
ลูกผู้ชาย...คือนิยามความเป็นผู้ชายที่ คาเมนาชิ คาซึยะ หนุ่มหน้าสวย ร่างบอบบางแห่งคณะเศรษฐศาสตร์ ท่องขึ้นใจ หรืออาจจะเรียกได้ว่าท่องจนขึ้นสมอง ท่องจนฝังเข้าไปในไขกระดูกสันหลัง ท่องจน.......
จนแม่บอกว่า ‘เหนื่อยมั้ยลูก’
แต่ก็นั่นเถอะ... ถึงจะโดนคนอื่นค่อนขอดว่าหน้าอย่างนี้ เป็นลูกผู้ชาย ได้ไม่เกินอายุยี่สิบห้า เพราะคงโดนฟัน ก่อนจะไปฟันใคร แต่คาเมะก็ยังยึดมั่นในสโลแกนตัวเองเสมอมา
ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง คาเมะมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนเข้มแข็งคนหนึ่งในโลกใบนี้ อย่างน้อยคาเมะก็ไม่ร้องไห้เพราะกลัวหมามาตั้งแต่อายุได้แปดขวบ
ลูกผู้ชายต้องอดทน คาเมะมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนอดทน ถึงจะบุ่มบ่ามไปบ้าง หาเรื่องชวนตีอยู่บ่อยๆ แต่คาเมะก็รับสภาพกับการถูกผู้ชายจีบได้ ตั้งแต่ขึ้นม.ปลาย ชนิดที่แม่ยังเคยเข้าใจผิดว่า ลูกชายสุดที่รักคนนี้จะหันมาเอาดีในเส้นทางสายสีม่วงจริงๆ
ลูกผู้ชายต้องกล้าได้กล้าเสีย คาเมะมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย วัดได้จากสถิติการมั่วข้อสอบ ที่ค่อนข้างจะกล้า มากกว่ารอบคอบเสียทุกครั้ง คะแนนมันก็เลยกร่อยให้จิตตกทุกครั้งที่เห็นเช่นกัน
และสุดท้าย...ลูกผู้ชายต้อง...
“ไอ้คาเมะ...สุดที่รักมึงมาแหนะ”
เสียงกระซิบบอก ทำเอา คาเมนาชิ คาซึยะที่กำลังนั่งโยกศีรษะไปกับเสียงเพลงที่ดังออกมาจากโทรศัพท์เครื่องเล็กใกล้ตัว ถึงกับชะงักกึก มือที่กำลังนั่งขีดเขียนกระดาษบนโต๊ะก็พลอยหยุดตาม ก่อนที่ดวงตาเรียวเล็กจะเหลือบมองไปที่มุมหนึ่งของใต้ตึกเรียนรวม ที่เพื่อนสนิทผู้แสนหวังดีอย่างจุนโนะมันโบ้ยหน้าเล็กๆเป็นการบอกทิศ
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ คาเมะมองไม่เห็นรองเท้า แต่ทายว่ามันคงใส่แตะคีบตามสไตล์เด็กคณะสถาปัตย์ที่ไม่ค่อยจะมีเวลาในการเลือกสรรเครื่องแต่งกายเท่าไหร่นัก ในช่วงที่งานสุมจนแทบล้นคอหอยแบบนี้
หมอนั่นกำลังเดินเข้ามาด้านในพร้อมผองเพื่อนที่มาดเถื่อนไม่แพ้กัน นับๆหัวดูแล้ว หากคาเมะยังนั่งอยู่ตรงนี้ให้พวกมันเห็น แน่นอนว่าคงมีรอยเท้าสักยี่สิบข้างอยู่บนตัวเป็นของขวัญกลับบ้านไปให้แม่ตกใจแน่
...แล้วถ้าจะปล่อยให้มันต้องเป็นแบบนั้น สู้คาเมะถอยเสียไม่ดีกว่าเหรอ....
“กูไปก่อนนะ” ร่างบอบบางหันไปกระซิบบอกเพื่อน แล้วยอบตัวต่ำขณะก้าวขาออกจากโต๊ะ ถอยหลังช้าๆได้สักสี่ห้าก้าว แล้วจากนั้นก็….
...วิ่ง!!!!!!!!!...
“เฮ้ย!!! ไอ้เด็กนั่นนี่หว่า!!!” เสียงตะโกนดังมาจากด้านหลัง คาเมะมั่นใจสุดขีดว่า ‘ไอ้เด็กนั่น’ หมายถึงเขาแน่ๆ เพราะฉะนั้นแล้ว สองขาจึงยิ่งเพิ่มกระบวนการสับ และการก้าวให้ยาวมากขึ้น
“เฮ้ย!!! มึงหยุดนะเว้ย!!!!” อยากจะหันไปบอกจริงๆ ว่าใครจะโง่หยุดให้พวกมึงยำไม่ทราบ! กูรักชีวิตนะครับ พ่อแม่ให้มา กูจะเอาบ่อนทำลายกับพวกมึงได้ไง!
“แม่ง!! ไม่ใช่ผู้ชายนี่หว่า วิ่งหางจุกตูด!!” เสียงยังคงลอยตามลมมากระทบหู แม้จะแผ่วบ้างเล็กน้อย เพราะระยะห่างระหว่างคนพูด กับคนได้ยิน แต่นั่นล่ะ คาเมะก็ยังได้ยินอยู่ดี ว่าไอ้พวกหมาหมู่มันด่าว่ายังไง
...ไม่ใช่ผู้ชาย!!! มันด่าว่าไม่ใช่ผู้ชาย...ทั้งๆที่คาเมะยึดมั่นคติประจำชีวิตว่า กูคือลูกผู้ชาย แต่พวกมันกลับบอกว่ากูไม่ใช่ผู้ชาย!!!...
มันด่ากันถึงขนาดนี้ คนอย่างกู ฆ่าไม่ได้ หยามได้โว๊ย!!!
...ไม่เคยได้ยินรึไงวะ....
‘ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง’ น่ะ!! นี่ไง กูวิ่ง กูวิ่ง และกูวิ่งครับพวกมึง!!!!!...
ป.ล. เจอกัน ถ้าพวกมึงวิ่งตามกูทัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า
.................................................
“ก็มึงมันซ่า...”
เสียงบ่นของเพื่อนสนิทที่พอจะคบหาถูไถกันไปได้ คือไอ้ทางุจิ จุนโนะสุเกะ หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม ดาย ฮาร์ด ฆ่าไม่ตาย ที่ทุกคนในคณะยกย่องเชิดชูความกล้าหาญ ที่กล้าคบคาเมะเป็นเพื่อนมาได้สามปีเข้าไปแล้ว
กลุ่มนี้มีกันแค่สามคน กระจุ๋งกระจิ๋งเล็กๆน่ารัก เพราะไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย เนื่องจากกลัวจะตายหมู่พร้อมไอ้คาเมะกันหมด ก็ปากมันดีนักนี่ พาความซวยเข้าหาตัวเองอยู่ตลอดเวลา วันหยุดราชการเอย วันหยุดเสาร์อาทิตย์เอย หรือจะเป็นวันธรรมด๊า ธรรมดา ไอ้คาเมะก็ยังชักชวน ‘เท้าและหมัด’ ของคนอื่นเข้าหาตัว ประหนึ่งเป็นเด็กขี้เหงา ขาดคนล้อมหน้าล้อมหลังไม่ได้เสียแบบนั้น
“กูไม่ได้ซ่าสักหน่อย”
หลังจากเมื่อวานวิ่งจนซี่โครงบาน รูจมูกยังหดกลับมาขนาดเท่าเดิมไม่ได้เพราะแรงหอบ วันนี้ ไอ้คาเมะก็เกือบโดนสังหารโหด เพราะเจ๋อไปเดินผ่านพวกที่นั่งสูบบุหรี่อยู่หน้าคณะสถาปัตย์ แล้วมันไม่เดินเปล่า แต่มันแกว่งปากหาเท้าด้วยคำพูดที่ว่า
‘เหม็นบุหรี่ชิบหาย ถ้ากูเป็นโรคมะเร็งตาย กูจะมาเรียกค่าทำขวัญสำหรับเกิดชาติหน้าจากไอ้พวกสูบบุหรี่นี่แหละ’
ดีแค่ไหนว่า มีเขาไปด้วย จุนโนะถอนหายใจเฮือก ถ้าไม่มีหน้าตาสำนึกผิด พร้อมการรีบดึงไอ้ปากดีออกจากตรงนั้น จุนโนะก็คาดไว้แล้วล่วงหน้า ว่าอีกเจ็ดวันนับจากนี้ เขาอาจต้องลากิจ เพื่อไปดูแลงานศพของเพื่อนสนิทที่ชื่อ คาเมนาชิ คาซึยะ แทน
“เดี๋ยววันเกิดมึง กูจะซื้อผ้าปิดปากให้สักอันเอามั้ย” โคยามะ เคอิจิโร่ สมาชิกอีกคนของกลุ่ม ที่รับฟังเรื่องราวเฉียดตายจากปากจุนโนะ ถึงกับต้องออกปากเสนออย่างปลงตก
“ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวกูพูดลำบาก” ไอ้คาเมะคนดี นิสัยดี หน้าตาดี และปากดี หันมายิ้มกว้างปฏิเสธ ให้จุนโนะต้องตบหัวดังผลัวะ! แล้วบ่นยาว
“ก็จะให้มึงพูดลำบากไงเล่า....เฮ้อ คาเมะ มึงก็รู้ว่าโจทก์มึงอยู่ ’ถาปัตย์ มึงยังเสือกไปปากดีที่นั่นอีก เกิดเขาเป็นพวกเดียวกันขึ้นมาทำไง ทีนี้โจทย์มึงจะมีจำนวนคูณสองจากของเดิมเชียวนะโว๊ย~!!”
คาเมะส่ายหน้ารัว แถมโบกมือไปมาอีกต่างหาก
“ไม่มีทาง อะไรจะโลกกลมขนาดนั้น กูไม่เชื่อหรอก คณะออกจะใหญ่”
“อะไรๆมันก็ไม่แน่โว๊ย~!!! มึงอย่าทำเป็นเล่น ถ้าคราวนี้โดนไล่บี้มาอีกล่ะก็ กูกะไอ้โคยามะจะเลิกคบมึงจริงๆ” จุนโนะประกาศลั่นตัดเพื่อนตัดฝูง แต่คาเมะสนใจงั้นรึ ก็มันพูดแบบนี้มาเป็นร้อยรอบได้แล้วมั้ง แล้วมันได้ทำจริงที่ไหนเล่า ก่อนที่มันจะทันตัดเพื่อน ไอ้คาเมะก็ไปหาโจทก์รายใหม่มาให้จุนโนะปวดหัวต่อแล้วล่ะ!!!
“นี่คาเมะ...มึงช่วยอยู่อย่างสงบๆหน่อยได้มั้ยวะ มึงรู้มั้ย มึงเรียนมหาลัยมาสามปีเนี่ย มึงแทบจะเฉียดไปใกล้คณะไหนไม่ได้แล้วนะเว้ย ขนาดว่ากับอักษรฯ มึงยังสะเออะไปปากมอมกับผู้หญิง แล้วนี่...สถาปัตย์อยู่คนละมุมกับคณะเราด้วยซ้ำ มึงยังถ่อไปสร้างศัตรูไว้อีก ทีหลัง มึงก็มีเรื่องกับอธิการบดีด้วยเลยดิ” โคยามะพูด แล้วถอนหายใจเฮือก เมื่อเห็นเพื่อนรักทำตาวื๊งวับกับอนาคตคู่กรณีคนถัดไป
...อธิการบดี!!!....
“เฮ้ย คาเมะ กูขอเหอะ ละไว้สักคน ไปไป มึงอยากไปปากมอมที่ไหนอีก บอกกูมา เดี่ยวกูพาไปส่งถึงที่ แล้วมึงอย่าแหล่มไปมีเรื่องกับอธิการฯนะโว๊ย!” จุนโนะยอมแพ้จริงๆ กับไอ้เพื่อนปากดีนิสัยช่างแกล้งคนนี้ คาเมะหัวเราะเอิ้กอ้าก
“กูปากมอมอะไรเล่า ที่กูพูดๆไปน่ะ มีแต่ความเป็นจริงทั้งนั้น ไอ้คนที่มันได้ยินแล้วตามมีเรื่องกับกู มันรับความจริงไม่ได้เองนี่หว่า”
“ใครจะรับได้...มึงเล่นไปพูดในลิฟต์วิศวะที่เด็กวิศวะสร้างเองว่า...ลิฟต์ห่วยว่ะ คนสร้างแม่งใช้หัวคิดมั้ยเนี่ย... ไหนจะตอนที่ไปมีเรื่องกับเด็กอักษร หาว่าเขาโบ๊ะหน้าบังความหยาบของรูขุมขนอีก กระทั่งวิทย์กีฬา...มึงยังไปพ่นแถวนั้นว่า เห็นจบมาตั้งเยอะ ไหนลองทำให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าเหรียญทองโอลิมปิคซิ...คาเมะ เรื่องบางเรื่องนะโว๊ย มึงควรรู้ว่าคิดในใจอย่างเดียวก็ได้ ไม่ต้องประกาศให้โลกรู้”
“ก็กูอยากประกาศ” ไอ้คาเมะยังไม่สนใจโลกกับคำพูดของเพื่อนผู้หวังดีทั้งสอง ก่อนจะก้มลงอ่านนิตยสารรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด
...เปล่าหรอก คาเมะไม่ได้มีปัญญาจะแบมือขอเงินเป็นถังจากพ่อจากแม่มาบำเรอบริษัทรถยนต์ เพียงเพราะว่าไอ้เครื่องกระป๋องพวกนี้มันดีไซน์เฉียบ สีแจ่ม หรือเป็นลิมิเต็ด เอดิชั่น ผลิตแปดคันในโลก นำเข้าญี่ปุ่นเพียงคันเดียว อะไรแบบนั้น...
แต่คาเมะดู เพราะจะฆ่าเวลารอสาวสวยรุ่นพี่ร่วมคณะ...อย่าถามอีก ว่าคาเมะจะจีบหล่อนเรอะ... มันก็เปล่าอีกนั่นแหละ แค่ชีวิตตัวเองยังจะเอาไม่ค่อยรอด แล้วยังจะมาจีบสงจีบสาว ฝันไปเหอะ...คาเมะก็แค่มานั่งรอ ทำตัวเป็นน้องรหัสที่ดี เพราะพี่รหัสจะเลี้ยงข้าวก็เท่านั้น...
“เฮ้ย!!! นั่นเด็กบัญชีที่มีเรื่องกับมึงนี่หว่า” โคยามะกระทุ้งศอกบอกไอ้คนที่ไม่ได้สนใจสภาพแวดล้อมรอบตัว ให้คาเมะต้องเงยหน้ามอง แล้วถึงกับเบิกตา
ไอ้ตี๋ใส่แว่นจมูกโต!!!...
ไอ้หมอนี่คือโจทย์อันดับสองที่คาเมะบัญญัติไว้ขึ้นใจ เพราะมันตามไปบี้คาเมะได้ทุกหนแห่ง ทั้งๆที่เรื่องที่คาเมะเคยเอาแก้วน้ำที่ยังไม่หมดไปวางบนฝากระโปรงรถพอชของมัน เกิดขึ้นตั้งแต่เทอมที่แล้ว แต่มันก็ยังตามเอาเรื่องคาเมะมาจนถึงวันนี้
“ตายห่า มันมาแถวนี้ทำไมวะ” จริงอยู่ว่าคณะเศรษฐศาสตร์ และบัญชีอยู่ติดกัน แต่คาเมะก็ไม่เห็นความจำเป็นอะไร ที่เด็กบัญชีจะต้องเดินมาคณะเศรษฐศาสตร์ มันคงไม่มาเรียน และหน้าตามันก็เอาเรื่องแบบที่คงไม่ได้มาหาสาว เพราะงั้น......
....มันก็คง มาหาคาเมะ...
“บอกเจ๊กูด้วย ว่ากูติดธุระ” คาเมะรีบหันไปบอกเพื่อน แล้วใช้วิธีเดิมคือการหนี
รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง คือสุภาษิตขั้นเทพที่คาเมะตั้งใจท่องควบคู่ไปกับ คติ ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง นั่นแหละ
ร่างบอบบางคว้าข้าวของแล้วก้าวออกจากโต๊ะช้าๆ ก่อนจะรีบวิ่งหายออกไปยังอีกมุมของตึก ไม่ได้ยินเสียงอะไรไล่หลัง แสดงว่าไอ้ตี๋นั่นคงตาฟ่าฟางพอสมควร ถึงมองไม่เห็น แต่ไม่ได้...ต้องหันไปมองให้แน่ใจ
ในขณะที่สองขายังวิ่งไปเรื่อย คาเมะก็ยังหันหน้ากลับไปมองเบื้องหลัง และเพราะการละสายตาไปจากภาพเบื้องหน้า ทำให้ร่างบางไม่ทันเห็นใครบางคนที่จงใจเดินมาดักข้างหน้า และเป็นผลให้คาเมะถึงกับชนดังพลั่ก!!!!
“โอ้ย!!! ใครวะ!!!” อาจจะเป็นเพราะมวลสารของอีกฝ่ายมากกว่า คาเมะที่ตัวเล็กเลยกระเด็นลงไปนั่งกองกับพื้นอย่างง่ายดาย
“กูเอง” ไอ้คนยืนให้ชน ก้มหน้าลงไปบอก ให้คาเมะถึงกับตาโตตกใจ แล้วกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก...
“หรือจำกูไม่ได้... งั้นกูจะบอกให้ อาคานิชิ จิน คณะสถาปัตย์ ปีสี่...ศัตรูคู่อาฆาตของมึง”
ไอ้ถึกหนาคนเมื่อวาน!!!! เวรตะไลแล้วคาเมะ...ไอ้หมอนี่มันมาทำไมตอนนี้เนี่ย!!!...
“ดูท่ามึงจะรักการวิ่ง งั้นกูจะอุ้มมึงไปละกัน มึงจะได้ไม่มีปัญญาวิ่ง”
ไอ้หมอนั่นพูดจบ มันก็ก้มลงช้อนร่างคนที่ยังนั่งค้าง อ้าปาก ตาโต แล้วได้แต่ปล่อยให้‘ศัตรูคู่อาฆาต’ อุ้มออกจากคณะไปแบบที่มีแต่คนหันมอง
.............................
...ตัวมันเบา...เบามากจนน่าใจหาย มิน่าล่ะ มันถึงวิ่งเร็วแบบนั้น...
“ไง ไม่ปากเก่งแล้วเหรอ” อุ้มกันออกมาจากคณะเศรษฐศาสตร์แล้ว อาคานิชิ จิน ก็พาไอ้เด็กหน้าหวานแต่ปากสุดโต่งมานั่งกันที่ร้านอาหารในห้างหรูใจกลางเมือง
วิธีการนั่งนั้นไม่ยาก แค่กดไอ้เด็กนั่นเข้าไปนั่งชิดติดกำแพง แล้วตามด้วยเขานั่งประชิด กันมันหนี ถ้าลองมันหนีอีก วันนี้ก็คงไม่ได้คุยกัน
จินอยากคุยให้มันรู้เรื่อง เพราะไอ้เด็กประสาทปากมอมนี่ ดันทำตัววอนเบื้องล่าง ถ้ามันขอโทษเขา ขอโทษทุกสิ่งที่มันทำ เขาจะถือว่าเรื่องทั้งหมดแล้วก็แล้วกันไปตามประสาลูกผู้ชาย เห็นหน้าตาคุณชายแบบนี้ ทั้งยังเกิดและเติบโตในตระกูลนักธุรกิจชั้นนำ แต่จินก็เป็นนักเลงมากพอที่จะรับคำขอโทษจากคนที่ทำผิด เขาไม่ใช่กุ๊ยข้างถนน ที่ไม่เห็นคุณค่าของคำว่าขอโทษจากคนที่ต้องการจะชดใช้ความผิดที่ก่อไปแล้ว
แต่ในกรณีที่มันไม่ขอโทษ...
นักเลงอย่างจินก็พูดได้คำเดียวว่าเรื่องยาว
“ใครปากเก่ง” และดูท่าเรื่องมันจะยาวจริงๆ ขนาดมันยังไม่ยอมรับเลยว่าตัวมันปากเก่ง
“ก็มึงไง ปากดีนักนี่ มึงรู้มั้ยว่าคำพูดมึง ทำให้กูเป็นยังไง”
“กูไปพูดอะไร” คาเมะย้อน เท้าเริ่มป่ายปะไปใต้โต๊ะ คำนวณความกว้าง ความยาว หมายจะมุดหนี แล้วไปโผล่อีกฝั่งของโต๊ะ
“ที่มึงพูดว่ากูไปชกกับแฟนเก่าของมิกะ” เพราะคำพูดของไอ้บ้าตัวกระเปี๊ยกนี่แท้ๆ ภาพผู้ชายแสนดี แถมมาดดีอย่างเขา ถึงจบลงที่คำว่า อัทธพาล สาวสวยลูกคุณหนูอย่าง ชิโดะ มิกะ เลยขอตีจาก
...ชีวิตของอาคานิชิ ที่มีแต่การบอกลาสาวอื่นก่อน มาวันนี้ ดันโดนสาวบอกตัดหน้า แถมเขายังไม่ทันได้ฟันหล่อนเป็นการแลกเปลี่ยนที่เขาอุตส่าห์ทุ่มทุนด้วยเครื่องสำอางราคาแพงระยับนั่นเลย
“อ้าว ก็เรื่องจริงไม่ใช่รึไง” คาเมะหันไปย้อนถาม ไม่เข้าใจคนพวกนี้จริงๆ ว่าทำไมต้องโกรธกับเรื่องจริง ที่คาเมะพูดด้วย ถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริง แล้วคาเมะจะพูดทำไม
“แล้วใครขอให้มึงพูดเรื่องจริง!!”
จินตะคอกใส่ พาลให้ทั้งร้านเงียบกริบ แล้วหันมองเขาเป็นตาเดียว ร่างสูงเงียบ แล้วหันหน้าไปอีกทางเพื่อระงับอารมณ์หงุดหงิด
อย่าว่าแต่ปากมันกวนประสาทเลย แค่เห็นหน้ามัน จินก็รู้สึกอยากจะบีบไอ้คอเล็กๆนั่นให้แหลกคามือ โทษฐานที่มันหน้าตากวนโอ้ยได้ใจ จนเขาจำได้แม้จะเห็นแค่ครั้งเดียวตอนมันเดินผ่านหน้าคณะพร้อมกับปากบอนให้อดีตแฟนสาวของเขารู้เรื่องชกต่อยคราวนั้น
แต่การหันหน้าไปอีกทางแบบนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่รอเวลามุดโต๊ะ ได้ทำในสิ่งที่ถนัด นั่นคือการหนี
“เฮ้ย!!!!” จินรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวข้างตัว แต่พอหันหลับมาอีกที ไอ้ที่นั่งตรงที่เคยมีเจ้าเด็กปากดีนั่งอยู่ กลับว่างเปล่า ส่วนเจ้าตัวไปมุดขึ้นมาจากอีกฟากของโต๊ะแล้ว
แล้วนั่น!! มันยังยิ้มแถมโบกมือให้อีก
“ไปล่ะ” คาเมะบอกปุ๊บ ก็ก้าวขึ้นเหยียบบนที่นั่ง ก่อนจะวิ่งไปกระโดดลงข้างโต๊ะ แล้ววิ่งหายออกจากร้านไปทันที จินได้แต่อ้าปากค้าง กระพริบตาปริบๆ ก่อนจะกลายเป็นถอนหายใจ แล้วหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เพราะวีรกรรมความกระโดกกระเดกของอีกฝ่าย
หน้ามันก็อย่างกับผู้หญิง ตัวก็เบายิ่งกว่าผู้หญิง แต่นิสัยมันทโมนยิ่งกว่าผู้ชายซะอีก
แต่...แต่มันก็คงคิดล่ะมั้ง ว่าวิ่งเร็ว แล้วจะหนีจากเขาได้ ก็บอกแล้วว่าถ้ามันไม่ยอมขอโทษดีๆ เรื่องนี้มียาว
“ช่วยใส่ถุงกลับบ้านให้ด้วยครับ” จินหันไปบอกพนักงานร้าน ขณะโบ้ยไปที่อาหารบนโต๊ะที่สั่งมาตั้งเอาไว้เซ่นอากาศ เพราะไม่มีใครทันได้แตะ เจ้าตัวดีก็หนีเขาไปอีกแล้ว
หนีเถอะ...หนีไปเรื่อยๆ เขาเองก็ชักสนุกกับไอ้เกมแมวจับหนูพรรค์นี้ซะแล้ว แล้วจะได้รู้ ว่าระหว่างแมวกับหนู ใครจะเหนื่อยก่อนกัน...
.................................
คาเมะไม่ได้เถลไถลไปไหน ใจหนึ่งคือกลัวจะเจอโจทย์เก่าโจทย์ใหม่ โจทย์ไหนๆก็ไม่อยากเจอ วันนี้เหนื่อยมากแล้ว ทั้งวิ่ง ทั้งประสาทกิน สุดท้ายเลยรีบขึ้นรถไฟกลับบ้าน อย่างน้อยที่บ้านก็ไม่มีศัตรูล่ะวะ
...อ้อ...ไม่แน่ ยกเว้น ไอ้จิโร่ ไอ้หมาอกตัญญู ที่ทำทุกวิถีทางให้คาเมะตกกระป๋องจากลูกชายสุดรักสุดหวงของคุณนายคาเมนาชิสักที แต่...ไม่มีทางสำเร็จหรอกหน่า!! ก็คาเมนาชิ คาซึยะ น่ะ เป็นลูกชายที่คุณแม่แสนปลาบปลื้มจะตาย
“อ้าว...กลับมาพอดีเลย เพื่อนเรามาหาแหนะ เพิ่งมาเมื่อกี้นี้เอง” ก้าวเท้าเข้าบ้าน ยังไม่ทันจะได้สลัดเจ้ารองเท้าผ้าใบคู่เก่าออกตรงหน้าประตู แม่ก็เดินเข้ามาบอก พร้อมรอยยิ้มกว้างเต็มแก้ม แบบที่คาเมะยังต้องขมวดคิ้ว
...แม่ดู...ดูเหมือนจะดีใจ แม่ดีใจอะไร? พ่อได้ขึ้นเงินเดือน? หรือไอ้พี่ชายตัวแสบของคาเมะกลับกลายเป็นอภิชาตบุตรแบบปัจจุบันทันด่วน? หรือจะเป็นน้องชายคนเล็กได้เกรดถูกใจแม่?...
“คาซึยะเนี่ย มีเพื่อนชายหล๊อ หล่ออย่างกับดารา ก็ไม่เห็นมาอวดแม่เลยนะ...ไปลูก ไปล้างหน้าล้างมือ แล้วมากินข้าวกัน เพื่อนเราเอากับข้าวมาฝากตั้งเยอะแยะ”
“เพื่อนชาย? ไอ้จุนโนะเหรอ หรือไอ้โคยามะ” คาเมะเริ่มรู้สึกแปลกๆกับคำพูดของมารดา ทำไมถึงเรียกไอ้สองคนนั้นว่า เพื่อนชาย คำนี้มันควรใช้กับลูกชาย ที่มีเพื่อนมาหาที่บ้านงั้นเหรอ
“ไม่ใช่ทั้งสองคนนั่นแหละจ๊ะ...รีบไปเก็บของซะ แล้วรีบลงมานะลูกนะ ปล่อย ‘เขา’ รอนานไม่ดีรู้มั้ย”
แล้วคุณนายคาเมนาชิก็ดันหลังบุตรชายคนกลางให้เดินขึ้นบันได ก่อนที่เจ้าตัวดีจะทันเห็นเพื่อนชายของตัวเองที่คาดว่าคงนั่งอยู่ในห้องครัว คาเมะจะทำเนียนเป็นเดินขึ้นไปก่อน แล้วค่อยแวบลงมาดูก็ไม่ได้ เพราะคุณแม่คนสวยยืนยิ้มหวานอยู่ที่ตีนบันได กะส่งคาเมะเข้าห้องไปเก็บข้าวของแบบไม่ให้มีบิดพลิ้ว
แล้วคาเมะจะทำยังไงได้ สุดท้ายก็ต้องยอมเข้าห้องตัวเองไปเก็บกระเป๋า เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วออกมาล้างหน้าล้างตา ลงมาหามารดาที่ยังยืนคอยอยู่หน้าประตู
“อะไรน่ะแม่ ทำไมต้องมายืนรอ” ไม่มีคำตอบ เพราะคุณนายคาเมนาชิยังเอาแต่ยิ้ม ก่อนจะดันหลังบุตรชายเข้าไปในห้องครัว
“ก็...รอคาซึยะเข้าก่อน...”
“แล้วทำไมต้องรอผมเข้าก่อนล่ะ”
คาเมะยังไม่เข้าใจมารดามากนัก แต่ก็ถูกดันหลังเข้าไปในห้องครัวที่สมาชิกบ้านคาเมนาชิใช้เป็นห้องรับประทานอาหารไปด้วยในตัว เพราะฉะนั้น ภายในห้องครัวไม่ใหญ่ไม่เล็ก จึงมีโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมพอเหมาะสำหรับหกคนตั้งอยู่ด้วย
ทุกทีมันไม่เคยต้องใช้เก้าอี้ถึงหกตัวในการทานข้าวแต่ละมื้อ เพราะบ้านนี้มีลูกชายสาม บวกพ่อแม่อีกสอง คาเมะนับนิ้วมือดูแล้ว ยังไงๆ ปริมาณลูกบวกพ่อแม่ก็ได้ ห้า อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่วันนี้ เป็นวันที่บ้านคาเมนาชิได้ใช้เก้าอี้ตัวที่หก
เก้าอี้ตัวที่หก...กับ เพื่อนชาย ที่แม่เรียก
“สวัสดีอีกครั้ง คาเมะ”
เจ้าของประโยคคือชายหนุ่มร่างสูงหนา ที่คาเมะจำหน้ามันได้ดีพอๆกับจำได้ว่า สองคูณสอง เป็นสี่นั่นแหละ!!!!
...อาคานิชิ จิน!!!!!...
....มันมาที่นี่ได้ไงวะ!!!!!!!...
ร่างบอบบางถอยหลังทันควัน สัญชาตญาณการเอาตัวรอด บอกให้รู้ว่าต้องหนี หนีอย่างเดียวเท่านั้น!!!
แต่...
“อุ้ย~! คาซึยะ ถอยหลังทำไมละลูก” แต่ทำไมแม่มายืนซ้อนหลัง ปิดบังทางหนีของลูกอย่างงี้เล่า!!!!
“คาเมะเขาคงนึกอยากออกกำลังพอดีล่ะมั้งครับคุณแม่” ไอ้แขกที่คาเมะไม่ได้เชิญ และไม่เคยคิดจะเชิญ ส่งเสียงบอกพร้อมรอยยิ้มบางให้มารดา แต่กลับหันมายักยิ้มมุมปากได้กวนส้น และกวนฝีปากคาเมะเป็นที่สุด
…ทำไมละวะ!! อยากออกกำลังกายด้วยการวิ่งหนีมันผิดตรงไหนไม่ทราบ!!!...
“จะมาออกกำลังกายอะไรตอนนี้ล่ะ คาซึยะ...ไปลูก ไปกินข้าวกัน เนี่ย จินเขาเอากับข้าวมาให้เยอะแยะเลย เกรงใจจังจ๊ะ”
แล้วคุณแม่คนสวยด้วยหุ่นอวบอัด ก็รีบหันไปยิ้มแป้นให้ชายหนุ่มที่แนะนำตัวเองว่าเป็น ‘เพื่อนชายคนสนิท’
ของลูกชายสุดที่รักของหล่อน
ครั้งแรกที่ได้ยินคำนี้ แถมได้เห็นหน้าตาที่แสนจะหล่อเหลานั่น หล่อนก็ถึงกับตาพอง รู้สึกเหมือนมีรัศมีเจิดจรัส มาดผู้ดีจับยิบยับตามเนื้อตัวสูงใหญ่ของอีกฝ่าย จนต้องรีบลากสามีเข้าไปซุบซิบใต้บันไดว่านี่ล่ะ ‘ว่าที่ลูกเขยคนเดียวของคาเมนาชิ!!!’
“แล้วนี่ยังไม่ได้เล่าให้แม่ฟังเลย จินเรียนสถาปัตย์ แล้วทำไมถึงมารู้จักกับคาซึยะได้ละ”
มืออวบอูมกดไหล่บุตรชายคนกลางลงบนเก้าอี้ ก่อนที่หล่อนจะตามลงนั่งในระยะประชิด แบบที่คาเมะยังไม่มีโอกาสแม้แต่จะขยับตัวหนีเสียด้วยซ้ำ แล้วพอแม่นั่งลงมาแล้ว มือที่นักปราชญ์ทั่วโลกตะวันออกยกย่องว่า ‘ครองพิภพ สยบบุรุษ เลี้ยงดูลูกหลานของแผ่นดิน’ ก็ตามลงตะปบต้นขา เหมือนจะบอกกลายๆว่าอย่าหนีทีเดียวเชียว
“อ้อ...คาเมะเขาเป็นคน ‘เพื่อน’ เยอะน่ะครับ”
จิน ตอบพร้อมรอยยิ้มที่ใครเห็นก็บอกว่า นี่ล่ะ รอยยิ้มเยี่ยงเทวดา รอยยิ้มแบบนี้แหละ ที่มัดใจ ชิโดะ มิกะ จนหล่อนยอมคบหาด้วย แต่แล้วทุกอย่างก็พังทลายเพราะไอ้เด็กเวรที่มันนั่งก้มหน้าต่ำเหมือนเด็กทำผิด แต่ดื้อแพ่งไม่ยอมรับด้วยการทำเป็นหงอ
“จริงจ๊ะ คาซึยะน่ะ มนุษยสัมพันธ์ดีตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ” คาเมะอยากหันไปบอกแม่เหลือเกิน ว่าอย่าพยายามขายลูกตัวเองขนาดนั้น เพราะไอ้คนที่ตีหน้าเทพเจ้าอยู่ตอนนี้ ความจริงแล้วมันรู้เช่นเห็นชาติ แถมอคติกับคาเมะอีกต่างหาก
“ครับ...ขนาดเพื่อนผมที่อยู่บัญชี มันออกจะเงียบๆ ไม่ค่อยคบใคร แต่คาเมะก็ยังรู้จัก...จำได้ใช่มั้ย ไอ้ยูที่ขับรถพอชสีเหลืองมะนาวน่ะ”
...ร...ร...รถพอชสีเหลืองมะนาว...เอ่อ...ไอ้รถที่ราคาลิบลิ่วชนิดขายตัวซื้อ และก็อาจจะต้องรอเกิดชาติหน้า แล้วขายตัวอีกรอบ ถึงจะมีเงินพอสำหรับล้อแม็คของมันสักข้าง
แล้ว...แล้วไอ้รถพอชสีเหลืองมะนาว...ก็..ก็ได้ข่าวว่า...ว่ามีที่บัญชีที่เดียว...แล้วก็มี...มีคันเดียวในมหา’ลัยด้วย...เอ่อ....เพราะฉะนั้น มันก็คงเป็นคันเดียวกับที่คาเมะหมั่นไส้สีรถแสบทรวง แล้วก็เลยเอาแก้วน้ำตัวเองไปวางทำเท่ห์อยู่บนฝากระโปรงนั่นแหละ...
...เอ่อ...แล้ว...แล้ว... อย่าบอกนะว่า...ไอ้เจ้าของรถพอชจอมอาฆาตนั่น จะเป็นเพื่อนมึงอ่ะ อาคานิชิ...
“นอกจากนั้น คาเมะเขาก็ยังรู้จักพี่รหัสของผมด้วยครับ เคยเจอกันที่โต๊ะหน้าตึกสถาปัตย์ไง ตอนที่พี่เขานั่งสูบบุหรี่อยู่...อ้าว... สงสัยคาเมะจะลืม เพิ่งเจอไปวันนี้เอง คนที่ตัดผมสั้นๆน่ะ”
...คนที่ตัดผมสั้นๆ... ที่เคยเจอกันหน้าตึกสถาปัตย์ ตอนที่นั่งสูบบุหรี่อยู่....
...เอ่อ...ก็เข้าใจละนะ ว่าในมหา’ลัย คนตัดผมสั้นมีเป็นหมื่น...
...แต่คนผมสั้น สูบบุหรี่ หน้าสถาปัตย์ แถมเพิ่งเจอวันนี้ คาเมะไม่มีทางคิดถึงคนอีกเป็นหมื่นที่ตัดผมสั้นเหมือนกันหรอก...คนเพียงคนเดียวที่คาเมะพอจะนึกออกก็...
...ก็...โจทก์รายล่าสุดไง ที่คาเมะไปปากพล่อยเอาไว้ จนไอ้จุนโนะต้องประกาศตัดเพื่อนเป็นรอบที่ล้านน่ะ...
...และไอ้ผู้ชายคนนั้น ที่คาเมะมีเรื่องด้วยเมื่อเช้านี้...อย่าบอกนะว่า...ก็เป็นคนที่มึงรู้จักอีกเช่นกันอ่ะ อาคานิชิ...
“เออ ดีๆ รู้จักคนเยอะๆ โตไป มีเรื่องอะไรก็จะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้” บิดาวัยกลางคนค่อนไปทางปลาย หันมาบอกลูกชายและจินด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ดูจะมีความสุขเสียเหลือเกิน ที่ได้รู้ว่าบุตรชายคนกลางมีเพื่อนเยอะแยะล้นมหา’ลัย
“แล้วนี่ จินเรียนปีไหนแล้วล่ะ”
คุณพ่อหันมาถามอย่างสนอกสนใจ นานๆที เจ้าลูกชายคนนี้จะพาเพื่อนคนอื่นมาที่บ้าน ส่วนใหญ่มันก็คบหาแต่กลุ่มเดิมๆ จนเขาเองยังอดกังวลไม่ได้ ว่าคาซึยะจะโลกแคบเกินไปหรือเปล่า ในสังคมมหาวิทยาลัย แต่วันนี้ มีเพื่อนใหม่มาเพิ่ม ทั้งยังย้ำหนักแน่น ว่าทุกคนรู้จัก คาเมนาชิ คาซึยะ กันทั้งนั้น เขาก็ยิ่งเบาใจ
“ปีสี่ครับ ปีหน้าก็จบแล้ว ถ้ายังไง ผมเชิญคุณพ่อคุณแม่ไปงานรับปริญญาเลยแล้วกันนะครับ” คาเมะอยากจะอ้วกลงมาตรงหน้า แล้วย้อนถามว่า ‘มั่นใจเหรอ ว่าจะจบทัน’ แต่...เอาเถอะ ตอนนี้ดูเหมือนทั้งพ่อทั้งแม่ของเขาจะปลื้มเป็นบ้ากับไอ้ผู้ชายคนนี้
ไอ้ผู้ชายที่แค้นอาฆาตด้วยเรื่องปัญญาอ่อน อาทิว่า คำพูดของเขาไปทำให้แฟนขอเลิกกับมัน แล้วมันยังแค้นสูงส่งถึงขนาดตามมาที่บ้านแบบนี้ กัดไม่ปล่อยขนาดหนัก น่าจะเอาไปสู้กับไอ้จิโร่หน้าบ้านสักยก จะได้รู้ว่าใครเจ๋งกว่าใคร เหอะ!!!
“แต่ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าจินกับคาซึยะจะมารู้จักกันเพราะต่างคนต่างก็เป็นเพื่อนของเพื่อนตัวเองน่ะ แบบนี้เรียกว่าพรหมลิขิตรึเปล่าจ๊ะ” คุณแม่คนสวยยังชวนคุยอย่างคาดหวังในตำแหน่งว่าที่ลูกเขย ที่แอบยัดเยียดให้หนุ่มหล่อคนนี้ ขณะเริ่มมื้ออาหารไปได้หน่อย
“ครับ เอาเข้าจริงๆแล้ว คนที่คาซึยะรู้จักเนี่ย แทบทั้งหมดก็เป็นคนที่ผมรู้จักทั้งนั้นล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็น ไอคาวะที่อยู่อักษรฯ หรือว่าจะเป็น อาโอยามะที่อยู่วิทย์กีฬา อ้อ...ซาโต้ที่อยู่วิศวะนั่นก็เพื่อนตอนม.ต้น”
จินพูด แล้วมองหน้าคนร่างบางที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม เหมือนจะเป็นการสื่อสารทางสายตาว่า ‘นั่นไง จำได้มั้ย นี่ล่ะ จำได้รึเปล่า แล้วโน่นล่ะ พอจะนึกออกรึยัง’
แต่ไม่มีสัญญาณใดๆตอบกลับ เพราะคาเมะยังเอาแต่นั่งเงียบ มองหน้าไอ้คนพูดที่กำลังทำหน้าตาปลิ้นปล้อนหลอกลวงพ่อแม่ตัวเอง ชนิดที่ไม่คิดจะฉีกหน้ามันด้วยการตีแผ่นิสัยเสียๆแม้แต่น้อย
ก็...ก็...ก็ตอนนี้คาเมะกำลังคิด...กำลังคิดว่า ไอ้สารพัดชื่อที่หมอนี่ขุดขึ้นมา คาเมะรู้จักสักคนมั้ย...
...คำตอบคือไม่...ไม่ว่าจะคิดด้วยซีกสมองส่วนไหน คิดด้วยแกนสมอง หรือสมองส่วนหน้า ส่วนหลัง ทุกซอกส่วนของเซลล์สมอง คาเมะก็ได้แต่คำว่า ไม่ คาเมะไม่รู้จักคนพวกนั้น
แล้วถ้าถามต่อว่า คณะที่คนพวกนั้นอยู่ล่ะ คาเมะรู้จักมั้ย ทั้ง อักษร วิศวะ วิทย์กีฬา
คาเมะก็บอกได้คำเดียวแบบไม่ต้องคิดให้เมื่อยตุ้มว่า รู้จัก
ก็...ก็...ก็คณะพวกนั้นน่ะ คือคณะที่ไอ้จุนโนะเพิ่งบ่นไปวันนี้เอง เรื่องที่ไปสร้างโจทก์สารพัดถิ่น...
...ซวยละกู คราวนี้เจอตัวอาฆาตบิ๊กเบิ่มจริงๆ เพราะมันเล่นเป็นเชื้อสาย ญาติโกโหติกากับทุกโจทก์ที่กูมี...
...แย่แน่ๆ...
...คราวนี้แย่แน่ๆ....
...ลูกผู้ชายตัวจริง วันนี้วิ่งไม่ทันซะแล้ว...ขอบอก.... T_____________T
To Be Con
...................................................................
| หน้าแรก |


