| หน้าแรก |
2009.03.18
FIC : คำเตือน (บอกแล้วว่าให้รักกัน)
SF : คำเตือน (บอกแล้วว่าให้รักกัน)
JIN X KAME
By : Dezair
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
...เคยบอกแล้ว... เคยเตือนแล้ว...บอกจนปากจะฉีก เตือนจนปากเปียกปากแฉะ...
แล้วมันเคยฟังมั้ย เคยทำตามที่บอกมั้ย นอกจากจะไม่เคยแล้ว แม่งยังเป็นประเภทยิ่งดุยิ่งทำ ยิ่งยุยิ่งกวน
ดื้ออะไรอย่างงี้วะ เตือนก็ไม่ฟัง บอกก็ไม่ฟัง เดี๋ยวกูจูบสักทีให้สำนึกดีมั้ยห๊ะ!!!!
……………….
คาเมะไม่โง่พอที่จะทำตัวเอ๋ออยู่ที่หอนานๆ แล้วให้ไอ้คนช่างขู่กลับมารับไปร้านเหล้าหรอก เพราะพอทันทีที่ไอ้จินมันบิดมอเตอร์ไซค์จากไปพร้อมกับทิ้งประโยคที่ว่า ‘รักกูซะ’ เอาไว้กับเขา ร่างบางก็รีบแจ้นไปหาที่หลบภัยชั่วคราวอย่างบ้านไอ้โคยามะทันที แถมโทร.จิก โทร.ลาก เพื่อนพ้องในกลุ่ม ให้มารวมตัวกัน ก่อนจะย้ำหนักแน่นเป็นการขู่ไปว่า ‘ไม่มา!! พวกมึงตาย!!!’
แล้วเพื่อนที่เหลือจะทำอะไรได้ ในเมื่อไอ้น้องห่ามมันตะโกนปาวๆผ่านสัญญาณมือถือมากระทุ้งหูพวกเขาแบบนั้น พรรคพวกที่เหลือก็ต้องรีบโกยไปบ้านไอ้โคยามะกันทั้งนั้นล่ะ
“พวกมึงต้องช่วยกู!! เพื่อนพวกมึงจะเอากูทำเมีย!!!” คาเมะประกาศหน้าตาจริงจัง ให้เพื่อนทุกคนที่นั่งสลอนกันในห้องนอนไอ้โคยามะ ซึ่งปิดประตูลงกลอนอย่างดีได้รับรู้กันถ้วนหน้า แน่นอน คาเมะไม่นึกจะปกป้องไอ้จินอีกแล้ว หากว่าการปกป้องมัน จะทำให้อธิปไตยประตูหลังเขาปลิดปลิวไปไกลน่ะ
“แล้วไง มึงก็พร้อมเป็นเมียมันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” เรียวยกมือถาม ในขณะที่อีกหกพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย พวกเขามีความคิดตรงกันว่า ไอ้คาเมะจะมาโวยวายนั่นนี่อยู่ทำไม ในเมื่อทุกวัน ทุกเวลา มันก็พูดเล่นจนกลายเป็นจริงไปแล้ว ว่าจะมีทั้งผัวทั้งเมีย เข้าสูตรเกิดหนเดียว ตายหนเดียว ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม
“ไอ้เรียว!!! กูไม่เคยพร้อมกับไอ้จิน!!!” คาเมะหันมาตะคอกใส่อย่างอารมณ์เสียเป็นที่สุด แต่ก็อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลย ตัวมันก็เท่านั้น ใครที่ไหนก็หือมันขึ้นทั้งนั้นแหละ
“อ้าว อย่างงี้ก็ไม่แฟร์ดิ มึงพร้อมกะคนอื่น แต่มึงไม่พร้อมกะไอ้จินที่เป็นเพื่อนมึงเองเนี่ยนะ” ชิโรตะรีบเรียกร้องหาสิทธิพิเศษให้เพื่อนอย่าง อาคานิชิ จิน ซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มเพียงคนเดียว ที่ไม่ถูกคาเมะจิกมารวมพล ก็จะจิกมันมาทำไมเล่า ในเมื่อคาเมะกำลังหาวิธีหนีจากมันอยู่!!
“ไม่ต้องมาเรียกร้องความยุติธรรมอะไรจากกู!! พวกมึงต้องช่วยกูนะเว้ย!! พวกมึงรังเกียจคู่เกย์ไม่ใช่รึไงล่ะ คู่เกย์มันคือคู่ชายกับชายนะเว้ย มันไม่ปกติ!!”
คาเมะพยายามหาทางโยงประเด็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้วุ่นวาย จุดมุ่งหมายง่ายๆคือ ต้องการให้เพื่อนทุกคนรังเกียจ คาเมะจะได้มีข้ออ้างถอยห่างออกมาจากไอ้จิน เขายอมรับว่ากลัวมัน จะพูดให้ถูกคือ กลัวใจไอ้จิน นี่ขนาดมันยังไม่ค่อยจะเอาจริงเท่าไหร่ คาเมะยังบูชามันไปตั้งสามจูบ ถ้าเกิดมาเอาจริงขึ้นมา ท่าทาง ต้องสามวันสามคืน แน่ๆ
ถึงแม้ในใจลึกๆ คาเมะจะอยากรู้เล็กๆก็เถอะ ว่าสามวันสามคืนกับไอ้จิน แล้วมันจะเป็นยังไง แต่...แต่...แต่ยังไงมันก็น่ากลัวอยู่ดี!!!...แล้ว แล้ว ไอ้จินก็ไม่ใช่เล็กๆ คาเมะกล้ายอมรับแบบไม่อายปากว่าไอ้จินมี ‘เทพมังกรสยบโลกา!!’ ที่เพื่อนทั้งกลุ่มโอ้โห อู้ฮู อ้าฮา กันมาแล้ว
...แล้วอย่างงั้น อย่างงั้น อย่างงั้นยังจะให้คาเมะไปเป็นเมียมัน... กลัวจะใช้ชีวิตไม่คุ้มเพราะมีผัวได้แค่คนเดียว แล้วสิ้นใจตายคาเตียงเนี่ยแหละ!! ไม่ยอมโว๊ย!! ยังไงก็ไม่ยอมเด็ดๆ!!!
เจ็ดเพื่อนสนิทมองอาการใกล้บ้าของคาเมะที่เดี๋ยวขยี้หัว เดี๋ยวทำหน้าเหยเก แล้วถึงได้มองหน้ากัน เหมือนจะถามกันด้วยสายตาว่า เฮ้! มึงเกลียดคู่เกย์รึเปล่า แล้วมึงล่ะเกลียดมั้ย แล้วมึงล่ะ มึงล่ะ มึงด้วยว่าไง ก่อนที่ทั้งหมดจะส่งสายตามาที่ยูอิจิ ผู้ชายหนึ่งเดียวของกลุ่มที่นำร่องเป็นคู่เกย์กะยามะพีแฟนหนุ่มสุดที่รัก แล้วจึงได้ข้อสรุปที่ว่า
...ไม่นี่ ไอ้ยูเป็นเกย์มาตั้งนาน พวกกูก็ไม่ได้เกลียดมันสักหน่อย จะมีไอ้จินกับคาเมะเป็นเพิ่ม มันก็คงไม่ทำให้พวกกูรู้สึกอะไรไปมากกว่านี้หรอก...
คาเมะอ่านสายตาเพื่อนทุกคนออก ก็แน่ล่ะ คบกันมาตั้งสามปี แค่ปรายสายตามองก็รู้ลึกไปถึงก้นกบ และเพราะรู้หัวรู้หางกันดีแบบนั้น น้องห่ามสุดที่รักของพี่โหดเลยต้องรีบโวยวาย ดึงความสนใจของเพื่อนๆ
“เฮ้ย!! พวกมึงเกลียดเกย์เหอะ!! กูขอล่ะ!! เกลียดคู่เกย์ที!!!”
“ถามจริงไอ้คาเมะ นี่มึงเรียกพวกกูมาเพราะเรื่องแค่นี้งั้นเหรอ มึงรู้มั้ยว่ากูต้องแงะหน้าตัวเองออกมาจากอกของมายูริจังเชียวนะ” โคคิถามอย่างเอือมระอา อยากจะย้อนนักว่า แล้วตอนพวกเขาขอเวลาตัดสินใจ ไอ้ห่ามที่ไหนมันหน้าซีดหน้าเหลืองอยู่กะไอ้จินแค่สองคน
“มึงอ่ะ!! ทำไมเห็นนมดีกว่าเพื่อนวะ!!” คาเมะชักเซ็ง ที่ไม่มีใครเข้าข้าง ไอ้พวกนี้มันแปรพักตร์กันหน้าตายๆ ทำเนียนว่าอยู่ตรงกลาง แต่พอถึงเวลาก็ย้ายเท้าไปยืนเป็นแบ็คอัพให้ไอ้จินกันหมด แล้วคาเมะก็หัวเดียวกระเทียมลีบทุกที
“ต่อไป เดี๋ยวมึงก็เห็นไอ้จินดีกว่าพวกกูแหละวะ หลังได้เสียอ่ะ” จิมมี่เดาเอาล่วงหน้า เลยโดนคาเมะคนดียกนิ้วกลางถวายไปหนึ่ง
“ไม่มีวันนั้น!! ถ้าพวกมึงทุกคนช่วยกู” คาเมะพูดจบปุ๊บ โคยามะก็สั่นหัวดิก
“เสียใจ พวกกูไม่ใช่คนแคระทั้งเจ็ด ที่ต้องมาช่วยสโนว์ไวท์อย่างมึง” คาเมะนึกอยากจะให้มือตัวเองมีนิ้วกลางสักสิบนิ้ว จะได้ยกประเคนให้ไอ้โคยามะทั้งหมดเพื่อความสะใจ ดันมาหาว่ากูเป็นสโนว์ไวท์ อย่างกูมันต้องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์โว๊ย!!!
“ใช่ซี่!! มีแต่ไอ้จินที่เป็นเพื่อนพวกมึงใช่มั้ยล่ะ ถึงได้เข้าข้างแต่มัน”
“แน่นอน แล้วมันไม่ใช่แค่เพื่อนอย่างเดียวนะเว้ย มันได้อีกตำแหน่ง เป็นตำแหน่งเพื่อนเขยว่ะ เห็นมะ ขนาดตำแหน่งในกลุ่ม มันยังมีมากกว่ามึงเลย เพราะงั้น พวกกูเข้าข้างมันแล้วผิดตรงไหนครับ” จุนโนะย้อนเข้าให้ คาเมะเลยยิ่งหงุดหงิดนัก ไล่มองหน้าเพื่อนแต่ล่ะคนก็มองเห็นแต่ความพยายามช่วยเหลือจากพวกมันกันทั้งนั้น เพราะพวกมันเอาแต่ยิ้มล้อๆ นั่งกระดิกเท้ายิกๆ ทำนองว่า กูไม่ช่วยมึง เพราะไม่ใช่หน้าที่กู
“เออ!!~ ไม่ช่วยก็ไม่ต้องช่วย!! กูไม่ง้อพวกมึงแล้ว” คาเมะโวยวาย ให้เพื่อนทุกคนอยากจะย้อนว่า แล้วมึงง้อพวกกูตอนไหน ตั้งแต่เข้ามา มึงก็เอาแต่ตะคอกๆๆๆ แล้วก็ขู่พวกกูว่า ‘พวกมึงต้องช่วย!!! ไม่ช่วย พวกมึงตาย!!! ช่วยกูเดี๋ยวนี้!!!’ ไม่มีใครเข้าใจว่าประโยคไหนของคาเมะที่แปลความในแนวอ้อนวอนเลยสักนิด
“กูช่วยเหลือตัวเองก็ได้!!!” นั่น ก่อนมันจะไป มันยังมาตะคอกใส่อีกต่างหาก ไอ้ห่ามเอ้ย!
คาเมะโวยวายใส่เพื่อน แล้วหมุนตัวเดินไปเปิดประตูห้อง แต่ทันทีที่บานประตูเปิดออก คาเมะก็ได้เห็นใครบางคนที่ยืนอยู่อีกฟาก ให้ต้องยืนนิ่งอยู่กับที่เหมือนเห็นผี พอตั้งสติได้ ก็รีบหันควับกลับมามองเพื่อนอีกเจ็ดคน แล้วแผดเสียงลั่น
“ใครโทร.เรียกไอ้จินมาวะ!!!” ใช่ ผู้ชายอีกฝั่งของประตู ที่คาเมะเปิดไปเจอคือ อาคานิชิ จิน ที่คาเมะจำได้ว่าไม่ได้โทร.ไปเรียนเชิญแต่อย่างใด
“กูเอง” จิมมี่ยกมือบอกอย่างมาดแมน แล้วอธิบายต่อ ก่อนที่คาเมะจะกระโจนเข้ามากินหัว
“ก็...กูเห็นพวกเรามีกัน 9 คน มึงบอกเองว่าประชุมด่วน บ้านไอ้โคยามะ แล้วกูก็ว่า มึงคงไม่กล้าโทร.เรียกไอ้จิน เพราะงั้น กูเลยโทร.เรียกมันมาเอง”
“แล้วมึงโทร.เรียกมันมาทำไม!!!”
“อ้าว...ตามหลักการแล้ว ถ้าขาดสมาชิก มันจะเปิดอภิปรายไม่ได้ไม่ใช่เหรอ เพราะว่าไม่ครบองค์ประชุม” ให้ตาย!!!! คาเมะนึกคำด่าที่จะสาดใส่ไอ้จิมมี่ไม่ออก ไม่ใช่เพราะมันพูดหน้าตายๆ แต่เพราะเหตุผลของมัน …คนมาไม่ครบ เปิดประชุมไม่ได้....
…โอ้ย!!! คาเมะไม่น่าไว้ใจยกให้ไอ้พวกนี้เป็นที่ปรึกษาหัวใจเลย!! ถ้าแก้ปัญหาเอง ป่านนี้ก็คงหนีไอ้จินไปสุดล่าฟ้าเขียว ไม่ต้องมาจ๊ะเอ๋กับมันภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมงแบบนี้หรอก!
“กูนึกว่า จะเปลี่ยนจากร้านเหล้า เป็นบ้านมึงซะอีก โคยามะ” แล้วแขกผู้ที่เจ้าภาพอย่างคาเมะไม่ได้เชิญ ก็เดินเข้ามาในห้อง ผลักคนที่ยืนคาอยู่กับประตูให้ขยับเข้าไป แล้วดึงประตูปิด จากนั้นก็เอาหลังผิง บังทางเข้าออกหนึ่งเดียวของห้องเสียมิด บอกให้รู้เอาไว้ ว่าถ้าไม่ขอมันดีๆ คืนนี้ก็นอนอัดกันในนี้ทั้งเก้าคนเนี่ยล่ะ
“ก็คงจะได้กินที่นี่จริงๆ ถ้ามึงยังยืนขวางประตูอยู่แบบนี้” คาเมะก็ยังเป็นคาเมะ เป็นไอ้ห่ามปากแข็ง และชอบทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทั้งๆที่ในใจเต้นเร้าเป็นเจ้าเข้า ทั้งตื่น ทั้งหวั่นไปหมด กลัวคำพูดที่ตวาดให้ลั่นเมื่อกี้ จะเข้าหูไอ้จิน ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว ก็คงเข้าหูมันนั่นแหละ ก็มันมายืนอยู่หน้าประตูห้องนี่หว่า นอกจากนั้นยังกลัวมันจะทำอะไรต่อหน้าเพื่อนอีก กลัวมันโกรธด้วย ที่ทำอะไรลับหลังมัน สรุปว่ากลัวไปหมดทุกอย่าง
“งั้นก็กินมันที่นี่แหละ มึงโอ.เค. ใช่มั้ยโคยามะ” จินตอบรับประโยคของคาเมะง่ายๆ แล้วเหมือนจะหันไปถามเจ้าของบ้าน แต่สายตาที่ส่งตามมา ออกแนวบังคับขู่เข็น จนโคยามะอยากจะอ้าปากด่าเข้าให้ว่า...ถ้าไม่คิดจะขออนุญาตกูจริงๆ มึงก็ไม่ต้องทำเป็นถาม เสียเวลา!!!...
“เดี๋ยวกูไปซื้อน้ำแข็งมาให้แล้วกัน” ยูอิจิกับโคคิหาทางชิ่งเป็นคนแรก ตามมาด้วย จิมมี่ ชิโรตะ และจุนโนะที่บอกว่าจะไปยกลังเบียร์จากร้านมาให้เอง
หลังจากนั้นก็เป็นไอ้เรียวที่ทำตัวเหมือนทำกับข้าวเก่งนักหนา ขอตัวไปเตรียมกับแกล้ม เดือดร้อนโคยามะต้องรีบตามออกไปคุมอีกรอบ กันโรคไม่ติดต่อทางการแพทย์ แต่อาจเป็นกันถ้วนหน้า หากปล่อยให้เรียวจับตะหลิวเพียงลำพัง ก็ฝีมือมันแย่พอๆกับคาเมะเลยนี่หว่า ไม่สิ อย่างไอ้คาเมะต้องเรียกว่า ‘ประเมินผีมือไม่ได้’ มากกว่า เพราะแค่ทุกคนเห็นท่ามันจับมีด ก็พร้อมใจกันบอกมันว่า ...มึงอยู่เฉยๆเถอะ กูขอร้อง...
คล้อยหลังโคยามะออกจากห้องไปแล้ว จินก็ขยับตัวกลับมาบังทางเข้าออกเช่นเดิม ทำตัวประหนึ่งยักษ์เฝ้าประตู คาเมะมองสถานการณ์สองต่อสองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงห้านาที แล้วอยากไล่เตะเพื่อนเรียงตัว พวกนั้นก็เพื่อนดีเอาโล่กันจริงๆ อยากมีเพื่อนเขยกันตัวสั่น แต่ไม่เคยเห็นใจกูสักนิด ถ้ากูต้องมีผัวชื่อโหด เอ้ย ชื่อ อาคานิชิ จินเนี่ย!!!
“อยู่กันสองคน เล่นซ่อนแอบกันมั้ย” น้องห่ามคนดี ไม่ได้นึกอยากจะแอ๊บแบ๊ว ทำตัวเป็นเด็กอนุบาลเอาตอนอายุยี่สิบหรอก แต่กำลังหาทางหนีต่างหากเล่า เนี่ย เดี๋ยวตะล่อมมันสักหน่อย แล้วพอมันตกลง ก็โยนตำแหน่งให้มันเป็นคนหาก็สิ้นเรื่อง ตอนมันปิดตานับหนึ่งถึงสิบ คาเมะก็หนีซะ วันนี้ไม่กง ไม่กิน ไม่ดื่มมันแล้ว เอาประตูหลังตัวเองให้รอดเป็นพอ!!
จินยิ้มบาง พยักหน้ารับรู้ให้คาเมะใจชื้น กำลังจะแอบยิ้มกับแผนการของตัวเองที่ดูท่าจะได้ผล และจะอ้าปากโยนตำแหน่งคนหาให้ไอ้คนที่ยอมเล่นด้วย แต่จินพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ถ้ากูตกลง มึงก็จะให้กูเป็นคนหาสิท่า แล้วตอนกูปิดตานับเลข มึงก็จะหนีกลับหอ อย่างนั้นใช่มั้ย” อารมณ์ดีใจหายวับ เพราะคำพูดประเภทรู้ดีของเพื่อนสนิทที่คบกันมาหลายปี
....ก็เพราะอย่างงี้ไงเล่า ถึงได้ไม่อยากเอาเพื่อนมาพัฒนาเป็นแฟน!! จะทำอะไรมันก็เดาทางได้เสียหมด!! เซ็งโว๊ย!!!!...
คาเมะเหลือบตามองอย่างไม่พอใจ คิดไม่ตกว่าจะออกจากไอ้ห้องปิดตายนี่ยังไงดี บอกได้แบบไม่ต้องเดาเลยแล้วกัน ว่าไอ้เพื่อนเจ็ดคนที่ถลาออกจากห้องไปพร้อมกับเหตุผลเลอเลิศเมื่อกี้ นอกจากมันจะไม่ทำตัวเป็นคนแคระคอยช่วยสโนว์ไวท์อย่างคาเมะแล้ว เผลอๆมันอาจจะเป็นเจ็ดอสูรฝ่ายเดียวกับไอ้พ่อมดจินก็ได้ ง่ายๆว่าพวกมันอาจจะล็อคกลอนจากข้างนอก หรือถ้าเห็นคาเมะออกไปได้ พวกมันก็คงจับกลับเข้ามาไว้ในนี้เหมือนเดิม กะจะให้เอาห้องนี้เป็นเรือนหอชิงสุกก่อนห่ามว่างั้น!!!
แล้วคิดว่าคนอย่างคาเมะจะยอมงั้นสิ???...
คนสวยปากทราม เจ้าของหัวใจหนุ่มๆกลุ่มชมรมคนรักคาเมะมีความรู้เรื่องแปลนบ้านมาตั้งแต่อายุได้ แปดขวบ ว่าถ้าออกทางประตูไม่ได้ (เนื่องจากแม่จับขัง บังคับให้ทำการบ้าน) อีกทางที่พอจะออกได้คือหน้าต่าง (คาเมะทำเป็นประจำ จนถูกตระกูลคาเมนาชิเตะโด่งมาอยู่หอที่มีระบบความปลอดภัยดีเยี่ยม อย่างเช่นคนดูแลหอและยาม ที่มีเบอร์โทรศัพท์แม่ของคาเมะติดกระเป๋า ไว้รายงานพฤติกรรมจากกมลสันดานลูกชายสุดที่รัก เพื่อจะได้มากำหราบให้ถึงโตเกียวอย่างทันถ่วงที กันชื่อเสียงครอบครัวที่ป่นปี้มากพออยู่แล้ว จะไม่เหลือแม้แต่เศษซาก)
เพราะฉะนั้น....ก็บอกแล้วไงว่าคาเมะไม่ยอมอะไรง่ายๆหรอก...ในเมื่อออกทางประตูไม่ได้ กูก็ไม่ออก กูออกทางหน้าต่างก็ได้!!!!!....
คาเมะหมุนตัววิ่งไปที่หน้าต่างห้องนอนของโคยามะที่เปิดอ้ารับลม แต่ร่างบางถือว่ามันเปิดอ้าเชิญชวนให้กระโดดออกเป็นอย่างยิ่ง จินตาโตกับตัวเล็กๆบางๆที่วิ่งตรงไปยังหน้าต่าง เขาถลาไปคว้าร่างมันเอาไว้ ก่อนที่คาเมะจะทันยกขาอีกข้างออกไปนอกหน้าต่าง และอาจส่งผลให้ร่างทั้งร่างล่วงลงไปยังพื้นด้านล่าง
“เฮ้ย!!!~ ปล่อยกู!!!” คาเมะโวยวายดิ้นพล่าน เมื่อถูกกอดรัดจากด้านหลัง และลากกลับเข้ามาในห้อง เห็นตัวเล็กๆแบบนี้แล้ว แต่คาเมะแรงเยอะเอาเรื่อง เพราะดิ้นจนจินยังนิ่วหน้ากับฤทธิ์เดชของมัน
“อยู่เฉยๆนะคาเมะ!! ไม่งั้นกูปล้ำมึงแน่!!!” เขาตะโกนขู่ แข่งกับเสียงร้องของคนในอ้อมแขน
“กูอยู่เฉยๆ มึงก็ปล้ำกูอยู่ดี!! ปล่อยเด้~!!” คาเมะร้องลั่น แล้วเขย่าตัวเอง ดิ้นซ้ายดิ้นขวา หมายจะให้หลุดจากวงแขนที่โอบล้อมรอบตัว
“คาเมะ!!” จินดุอีก เขาชักอารมณ์เสียมากขึ้นทุกที ไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนที่ตัวเองมาหลงรัก จะดื้อด้านได้ขนาดนี้ มันไม่ได้ดีเด่นไปกว่าคู่รักคนเก่าๆของเขาเลย ซ้ำยังดื้อกว่า แสบกว่า ทำให้ปวดประสาทกว่า ก็ดูสิ! มีอย่างที่ไหน ออกทางประตูไม่ได้ มันเล่นจะกระโดดหน้าต่าง แล้วนี่มันชั้นสาม ไม่ใช่ชั้นสองหรือชั้นหนึ่ง มันคิดว่าตัวมันเองเป็นอะไร ยอดมนุษย์ มาส์ก เรนเจอร์ที่มันดูทุกวันตอนหนึ่งทุ่มรึไง คิดแล้วก็น่าโมโห จินโมโหทั้งตัวเองที่คุมมันไม่อยู่ แล้วก็โมโหทั้งตัวมัน ที่แสบซ่าบ้าบอเกินใคร
“ไม่ต้องมาย้ำชื่อกู!! กูรู้ว่ากูชื่อคาเมะ!! ปล่อยกู~!!!!!!!” คาเมะแรงเยอะมากพอ อย่างน้อยก็เพราะเตะบอลแทบทุกวัน ร่างกายแข็งแรง แถมพลังงานเหลือเฟือเพราะกินจุมาทั้งชีวิต เพราะงั้นเลยทั้งโวยวาย ทั้งดิ้น ถึงจะเหนื่อย แต่คาเมะก็บอกตัวเองว่าถ้ายอมแพ้ หยุดดิ้นล่ะก็ พรหมจรรย์ประตูหลังจะหายไปจากชีวิตในวันนี้
“กูไม่ปล่อย!! ซ่านักไม่ใช่รึไงมึงน่ะ!! คิดจะหนีกูถึงขนาดลากไอ้พวกนั้นมาปรึกษา เรื่องนี้กูไม่ว่า แต่มึงบ้ารึเปล่าที่จะกระโดดหน้าต่างหนีกู!! มึงเอาอะไรคิด!!!”
“สะดือ!! กูใช้สะดือคิด!!! มีปัญหามั้ย!!” คาเมะตอบ แต่อย่างนั้นก็ยังดิ้น เอาเป็นว่าตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไร จะคิดอะไร จะพูดอะไร คาเมะก็ยังดิ้น พอๆกับที่จินเองก็กอดรัดไม่ปล่อยนั่นแหละ
“ไม่ใช่เวลาประชด! ต้องให้กูโทร.บอกแม่มึงมั้ย ว่ามึงบ้าถึงขนาดจะกระโดดหน้าต่างห้องนอนชั้นสาม”
“ไม่ต้อง!!” คาเมะหันควับกลับไปตอบเสียงขุ่น สายตาเหลือบเห็นต้นแขนจินที่โอบรัดพาดมายังอกตน เลยอาศัยจังหวะนั้น ก้มลงไปกัดเสียจมเขี้ยว
“โอ้ย!!”ร่างสูงร้องลั่น สะบัดแขนตัวเองออก แล้วคว้าร่างเล็กเข้ามาหา ก่อนจะก้มลงจูบปากตอบสนองรอยกัดที่ฟันซี่เล็กฝากไว้กับแขนเขา
“อื้อ!!!” คาเมะตาโตกับจูบที่สี่ จากผู้ชายคนเดิม รับรู้ถึงอะไรบางอย่างกำลังสอดเข้ามาในโพรงปาก กะจะกัดให้ขาดเป็นสองท่อน แต่ถูกมือหนาบังคับบีบแก้มเอาไว้แรงๆ เจ็บจนน้ำตาเล็ด แล้วไอ้แต่ร้องอื้ออ้าในลำคอ ยอมปล่อยให้มันสอดลิ้นเข้ามาตามใจชอบ
“อื้อ!!!!!” คาเมะได้แต่ประท้วง เจ็บเพราะถูกบีบแก้ม แล้วยังอึดอัดกับสัมผัสภายในปาก แต่ดูเหมือนคนจูบจะไม่ได้สนใจนัก เพราะมันบิดจูบครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อส่งลิ้นให้ไล้เข้าไปทุกซอกทุกมุม จนคาเมะหวิวไหวไปทั้งตัว
ร่างบางดิ้นไม่ไหว แขนล้า ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะสู้ จะว่าเวลานี้ คาเมะแสบไม่ออกก็ว่าได้ มือสองข้างที่พยายามจะดึงมือจินออกจากหน้าตัวเอง ก็ถูกมันใช้มืออีกข้างรวบร่างคาเมะเข้ามาแนบกับร่างกายหนา จนขยับเขยื้อนไม่ได้ สองมือหมดอิสระอยู่ระหว่างอกเขาและมัน
จินดูดดึงริมฝีปากของคาเมะรุนแรง ระบายอารมณ์โมโหและห่วงหา เขาแทบบ้าตอนเห็นมันจะกระโดดหน้าต่าง พอดุมัน มันก็ยังดื้อด้าน ทำไมมันไม่ฟังกันบ้าง
เสียงประท้วงยังดังต่อเนื่อง จนร่างสูงยอมผละออก ถึงได้เห็นว่าแก้มขาวๆเป็นรอยแดง อันเกิดจากการบีบของเขา ดวงตาเรียวคลอด้วยน้ำตา แต่ถึงอย่างนั้น นัยน์ตาสีน้ำตาลก็ส่อแววอาฆาตมาดร้าย
“เจ็บรึเปล่า” คงเป็นเพราะไอ้คาเมะมันขาว รอยแดงๆบนแก้มถึงได้เห็นชัด ให้จินต้องยกนิ้วขึ้นไล้ แต่ถูกคาเมะปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี
“ไม่เจ็บเลยมั้ง!! บีบมาได้!! มึงลองมาโดนเองบ้างมั้ยล่ะ!!” คาเมะไม่ว่าเปล่า แต่ยื่นมือไปบีบแก้มจินแรงๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็ยืนนิ่งให้ทำ จินไม่ว่าอะไร ไม่ปัดมือคาเมะ ไม่หนี ยอมยืนเฉยๆ แล้วใช้แค่สายตามอง จนคนห่ามต้องยอมละมือออกมา แล้วหันหน้าไปอีกทาง เพราะทนไม่ได้กับสายตาที่ชวนให้หัวใจสั่น จนพาลให้มือไม้เย็นเชียบ แต่หน้าร้อนผ่าว
“ทีนี้เลิกบ้าได้รึยัง” จินถาม ทำเอาคนกำลังรู้สึกแปลกๆกับสายตาจากดวงตาคมถึงกับหันควับกลับมามอง
“แล้วใครทำกูบ้า!! ทั้งจูบ ทั้งเตือน มึงสิบ้าน่ะจิน!! ทำแต่ล่ะเรื่อง ห่าเหวทั้งนั้น!!” ร่างบางตะคอกใส่ หมุนตัวจะเดินหนีออกจากห้องด้วยความหงุดหงิด แต่ถูกจินรั้งร่างเอาไว้ แล้วซ้อนกอดจากทางด้านหลัง วางคางตัวเองลงกับลาดไหล่เล็ก ให้คาเมะใจเต้นระส่ำกับการกระทำที่เข้าข่ายถึงเนื้อถึงตัวอย่างหวานแหววและชวนให้หวั่นไหว
“แต่เรื่องคนรักนั่น กูพูดจริง รักกูได้มั้ยคาเมะ”
“มึงเป็นเกย์ ทำไมไม่เลือกคู่เกย์น่ารักๆหน่อยวะ” คาเมะถามอย่างไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าไอ้จินมันมาคิดอะไรกับเขาได้ยังไง ในเมื่อเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน มันเองก็มีแฟนมาตั้งเยอะ แฟนมันแต่ล่ะคนก็เจ๋งๆทั้งนั้น แล้วอยู่ดีๆก็เปลี่ยนรสนิยมมาหาเขา มันดูไม่น่าเชื่อ คาเมะกลัวตัวเองถูกหลอก กลัวว่าพอยอมตกลงเป็นคนรักกับมันแล้ว มันจะหัวเราะสมน้ำหน้าแล้วบอกว่า ‘กูพูดเล่น!’ แบบนั้นฆ่าคาเมะให้ตายเสียดีกว่า รู้ๆกันอยู่ว่าคนอย่างคาเมะหน้าแตกไม่ได้
“คนที่น่ารักกว่ามึง มันต้องเสียเวลาจีบนี่หว่า รักมึงนี่แหละ ง่ายดี ไม่ต้องจีบ” จินบอก และก็อยากบอกมันด้วย ว่าตั้งแต่เห็นมันรับบท สโนว์ไวท์ ขึ้นแสดงในงานเลี้ยงสิ้นปีที่คณะ เห็นมันร้องไห้ แม้จะเป็นไปตามบทที่มีสคริปป์ แต่จินกลับรู้สึกว่า หน้ามันตอนนั้น ชวนให้ตะลึง แล้วก็กลายเป็นว่า นอนไม่หลับ หรือหลับไปแล้วก็ฝันเห็นแต่ มัน
“แล้วกูก็ขี้เกียจจีบด้วย มึงบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่ากูจีบไม่เก่ง” จินบอกอีก แล้วก็นึกขำกับตัวเอง ว่ากับ ‘รายนี้’ เขายังไม่ทันได้จีบมันเลยสักนิดเดียว ข้าวของก็ไม่เคยให้ในฐานะคนมาจีบมัน แล้วดันข้ามขั้นมาจูบมันได้ไงวะ อ้อ...นึกออกล่ะ ก็เอาคำเตือนมาอ้างนี่หว่า
ในขณะที่จินกำลังรู้สึกดีๆกับคนในอ้อมแขนที่ไม่ดื้อด้าน ดิ้นรนให้วุ่นวาย คาเมะกลับกำลังอึ้ง แล้วนิ่งไปกับคำพูดของได้คนที่ยังเอาคางเกยไหล่
...รักมึงนี่แหละ ง่ายดี...
ง่ายดีงั้นเหรอ รักกูเพราะเห็นว่าง่ายอย่างงั้นเหรอ แล้วมึงก็จูบกู เพราะเห็นว่ากูง่ายด้วยใช่มั้ย... คาเมะไม่รู้ว่าทำไม อารมณ์หวานๆในตอนแรกมันถึงได้กลายเป็นความดำทะมึนก่อกวนในจิตใจ ที่รู้ๆคือนี่ไม่ใช่สิ่งที่คาเมะต้องการจะได้ยิน คาเมะไม่ได้อยากจะได้ยินว่าตัวเองง่าย ตัวเองด้อยค่าขนาดนั้น มันทำให้รู้สึกว่าเป็นแค่ของเล่น ใช่ คาเมะอาจจะยอมเป็นของเล่นให้คนอื่น หากคิดว่ามันเป็นเรื่องสนุก แต่สำหรับผู้ชายที่ชื่อ อาคานิชิ จิน คาเมะไม่ได้อยากเป็นของเล่นของมัน ไม่ได้อยากเป็นแค่ของแก้ว่าง แล้วพอมันยุ่ง มันก็ลืม
“งั้นเหรอ” คาเมะพึมพำ แล้วยิ้มหวานหันกลับไปหา ให้จินต้องอึ้งไปกับรอยยิ้มนั่น ก็ว่าตอนมันร้องไห้น่ารักแล้ว เวลามันยิ้มแบบนี้ มันน่ารักกว่าตอนร้องไห้เยอะเลย แต่ก่อนที่จินจะได้พูดอะไร หมัดรุ่นๆก็อัดดังผลั๊ก! เข้าที่ท้องเขาเต็มแรง
“โอ้ย!!!!” จินถึงกับทรุดลงไปนั่งกับพื้น เมื่ออาการเจ็บแปลบแล่นขึ้นมาจากท้อง เขาเงยหน้ามองด้วยความงุนงง และสับสน เห็นไอ้ตัวแสบที่ยืนจ้องเขาอยู่
“อย่าสะเออะมาให้กูเห็นหน้ามึงอีก!!!” คาเมะตะโกนชี้หน้าด่า แล้วสะบัดหน้าพรืด เดินตึงตังออกจากห้องทันที
...กูเกลียดมึงที่สุด!!!! ไอ้เวรจิน!!!!!!
................................................
ก็อย่างที่บอกไปแล้ว ว่าคาเมะไม่โง่และไม่บ้า เพราะฉะนั้น หลังจากอัดเข้าไปกลางท้องของจินเต็มๆวันนั้น คาเมะก็ไม่อยู่รอลุ้นว่าไอ้จินจะลุกขึ้นมาไล่กระทืบหรือไม่ เห็นมันทรุดลงไปแล้ว ก็เผ่นแนบกลับหอด้วยความรู้สึกย่ำแย่ และพอมาวันนี้ ก็เอาอารมณ์เซ็งๆที่ตกค้างมาเป็นข้ออ้างไม่ลุกจากเตียง และไม่ยอมไปเรียน
“คาซึ...ตื่นได้แล้ว จะแปดโมงแล้ว” เดือดร้อนน้องชายอย่างยูยะ ที่ต้องเข้ามาสะกิดให้พี่ชายรับรู้หน้าที่อันควรของตัวเอง แต่คนอย่างคาเมะ ลองว่าดื้อแล้ว มันก็ดื้ออย่างมีคุณภาพ คือไม่ยอมลุกจากเตียงง่ายๆ แถมยังพลิกตัวหนีเอาผ้าห่มคลุมโปง
“วันนี้ไม่มีเรียน” เสียงของคนใต้ผ้าห่มดังออกมาให้ยูยะส่ายหัว
“ไม่มีเรียนอะไรเล่า อาทิตย์ที่แล้วยังไปเรียนอยู่เลย” คนเป็นน้องโวย
“อาทิตย์ที่แล้วเรียน แล้วอาทิตย์นี้ต้องเรียนรึไงล่ะ” ยูยะมองร่างที่ขดจนกลมของพี่ชายด้วยความเอือมระอากับนิสัยขี้เกียจแก้ไม่หาย หลายครั้งที่เขาต้องจับอุ้มขึ้นรถไฟใต้ดินไปทั้งๆชุดนอน เพราะกลัวพี่ชายจะเรียนไม่จบ แต่คนอย่างพี่ชายตัวแสบของเขาน่ะหรือจะยอมให้เขาอุ้มดีๆ เพราะมันเล่นตะโกนลั่นรถไฟว่า ‘ช่วยด้วย มันลักพาตัวผม!!!’ สรุปเลยกลายเป็นวุ่นวายกันไปใหญ่ แล้วเจ้าพี่ชายสุดที่รักของเขาก็เลยเนียนไม่ได้ไปมหา’ลัยอีกวัน เพราะมัวแต่เคลียร์กับเจ้าหน้าที่ในสถานี
ยูยะชั่งใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับพี่ชายนิสัยสุดโต่งแบบนี้ อ้อ...ใช่ล่ะ เขาลืมเพื่อนๆของคาซึยะไปได้ยังไง
“คาซึ...จะตื่นไม่ตื่น ไม่ตื่นจะโทร.ไปเรียกพี่จินมาลาก” ยูยะบอกเสียงเรียบ ทำเอาคนที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มถึงกับสะบัดผ้าออก แล้วผงกหัวขึ้นมาจ้อง
“อย่าพูดถึงชื่อนั้น!!!” แม้แต่ชื่อมัน คาเมะก็ไม่อยากได้ยิน อาการหงุดหงิดง่ายเกินเหตุ ทำเอาคนเป็นน้องชักสงสัย
“คาซึทะเลาะกับเพื่อนเหรอ”
“ไม่ใช่!! ไม่ต้องมาถามเซ้าซี้!! ฉันไม่ไปก็ไม่ไป อย่ากวน คนจะนอน!!!” ร่างบางตวาดใส่ แล้วตวัดผ้าห่มคลุมโปงปิดกั้นการพูดคุยใดๆทั้งสิ้น ให้น้องชายได้แต่ตาโตด้วยความงุนงงกับอารมณ์ของพี่
“คาซึ...เป็นอะไรรึเปล่า” ยูยะไม่เข้าใจอารมณ์ที่คล้ายจะเหมือนสาวน้อยผิดหวังในรัก และหมดอาลัยตายอยากจนพาลไม่ไปโรงเรียนของพี่นัก ได้แต่ส่งเสียงถาม แล้วเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียง วางมือลงบนผ้าห่มเบาๆ
“ถ้าแกยังกวนฉันอีกครั้งเดียว ตัดพี่ตัดน้องแน่!!” คาเมะตะโกนออกมาจากผ้าห่ม ยูยะมองร่างกลมๆบนเตียงแล้วถอนหายใจ รู้ดีว่าอีกฝ่ายแปลกไป และก็รู้ด้วย ว่าถ้าคาเมะคิดจะไม่เล่า ไม่บอก เขาก็คงไม่มีทางรู้ ต่อให้เอาอะไรมาแงะปาก นอกจากมันจะไม่พูดแล้ว เจ้าพี่ชายนิสัยเสียของเขายังจะถีบเข้าให้
คนเป็นน้องเอนร่างลงนอนเบียดพี่บนเตียงเดียวกัน
“ไม่ไปก็ไม่ไป ถ้าหมดสิทธิ์สอบอย่ามาโทษกันนะ คาซึ”
“ลุกไปเด๊! น้องบ้าอะไรวะ รังแกพี่” ยูยะอมยิ้มขำกับคำพูดของพี่ชาย อยากถามเหมือนกัน ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา คาเมนาชิ คาซึยะเป็นพี่บ้าอะไรที่รังแกแต่น้อง
“คิดถึงสมัยก่อนเนอะ แต่ก่อนน่ะ เวลาคาซึมีเรื่องกับใครมา พวกเราสี่คนพี่น้องก็ช่วยกันจัดการซะเรียบ จนต้องย้ายโรงเรียนกันหมด แถมโดนแม่ด่ายาวตั้งแต่เย็นยันนอน” คาเมะได้แต่นอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่ม อยากจะตะโกนให้โลกรู้ว่าข้างในโคตรร้อน แต่ก็ไม่กล้าพอจะโผล่หน้าออกไป เวลานี้นึกอยากให้พี่ชายอีกสองคนลงมาโตเกียวชะมัด จะได้เอาสี่พี่น้องคาเมนาชิไปล่าไอ้จินเอาให้หมอบ โทษฐานที่พูดจาไม่เข้าหู
“ยูยะ...” เสียงของพี่ชายดังมาจากใต้ผ้าห่ม ให้คนถูกเรียกต้องเหลือบมอง
“กลับบ้านกันมั้ย” คำถามเหมือนไม่แน่ใจ ความจริงแล้ว คาเมะไม่แน่ใจเอามากๆ ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ทั้งๆที่ปกติเป็นพวกวิ่งเข้าชนกับทุกอย่าง แต่ทำไมพอเป็นเรื่องนี้ คาเมะถึงคิดว่าการหลบไปไหนไกลๆ มันดีเสียกว่าจะเผชิญหน้า
ยูยะเหลือบมองเจ้าของคำชวนที่ยังขดอยู่ใต้ผ้าห่ม คำตอบของเขาไม่มีอะไรมากนักหรอก นอกจากตกลง ก็ในเมื่อ การที่คาเมะทำตัวไม่สมกับเป็นพี่ห่าม ที่เคยหาเหาใส่หัวตัวเอง และหัวทุกคนในตระกูลอย่างสม่ำเสมอ มันทำให้ยูยะรู้สึกว่า การเอาเหามาใส่หัวเขา ยังจะเป็นเรื่องปกติมากเสียกว่า คาเมนาชิ คาซึยะ ที่เก็บกดเช่นนี้
....................................
คาเมะไม่ได้มามหา’ลัย และพอจินโทร.ไปหามัน มันก็ไม่รับสาย จนการกดโทร.ออกครั้งที่ห้า ฝ่ายนั้นก็ปิดเครื่องหนีมันเสียเลย ...หงุดหงิดชิบเป๋ง!! อะไรของมันวะ!!!...
“ไอ้คาเมะมันเป็นไรเปล่าวะ เมื่อวานก็ไม่ยอมอยู่กินเหล้า วันนี้ก็ไม่มาเรียน”
โคคิพูดเหมือนถาม แต่ไม่มีใครให้คำตอบได้ เรื่องที่มันขาดเรียน อันนี้ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะไอ้คาเมะมันขี้เกียจมาแต่ไหนแต่ไร แต่เรื่องที่มันไม่ยอมอยู่กินเหล้าเนี่ยสิ มันผิดปกติ พอถามไอ้จินที่อยู่ในห้องตอนนั้นกับมันแค่สองคน ไอ้จินก็ส่ายหน้า และไม่ยอมตอบ ในเมื่อฝ่ายไอ้จินไม่คายอะไรออกมา เพื่อนพ้องทั้งหลายเลยได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ กะว่าวันนี้จะมาไล่บี้ถามจากไอ้คาเมะเอง แต่ปรากฏว่ามันก็ดันไม่มาอีก
“ไม่แน่ น้องมันอาจจะไม่อยู่หอก็ได้ ไอ้คาเมะเลยรับผิดชอบชีวิตตัวเองไม่เป็น” โคยามะสันนิษฐาน
“โอ้ย...ถ้าน้องมันไม่อยู่นะ ป่านนี้โทรศัพท์พวกมึงดังจนหนวกหูแล้ว” จิมมี่บอกอย่างรู้นิสัยคาเมะดี ว่าถ้ามันพึ่งน้องไม่ได้ ไอ้เพื่อนอีกแปดชีวิตเนี่ยแหละ ที่ต้องยอมให้มันเกาะ
แต่แม้ทุกคนจะห่วงมันแค่ไหน ด้วยความที่ทั้งวันมีเรียนจนถึงเย็น และมีงานกลุ่มที่ต้องส่งพรุ่งนี้เช้า แปดหนุ่มจึงตัดสินใจจะทำงานในส่วนของคาเมะแทนไปด้วย แล้วยกยอดการไปเยี่ยมคาเมะเป็นวันถัดไปแทน
.....................................
“สองพี่น้องคาเมนาชิน่ะเหรอ...กลับบ้านตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ” นั่นคือคำบอกเล่าของคนดูแลหอ ทันทีที่จินและผองเพื่อน เหยียบย่างเข้ามาใต้ตึก คนดูแลก็เข้ามาทักทายเพราะรู้จักกันดี ก่อนจะเล่าถึงเรื่องสองพี่น้อง ที่ไม่อยู่ห้องตั้งแต่เมื่อวานตอนสาย
“กลับบ้านเหรอครับ” ชิโรตะเป็นคนถาม ในขณะที่คนอื่นๆกำลังอึ้ง อึ้งเพราะไม่คิดว่าคาเมะจะเกิดอาเพศหนักขนาดที่ว่าไม่กินเหล้า ไม่ไปเรียน แล้วยังละทิ้งเมืองหลวง กลับบ้านที่ต่างจังหวัดอีกต่างหาก
“อื้อ...ก็ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรหรอกนะ แต่เห็นคนน้องเขาวิ่งมาบอกเมื่อวานตอนสักสิบโมงได้มั้ง ว่าจะกลับต่างจังหวัดสักสองสามวัน”
“แล้วบ้านเขาอยู่ที่ไหน พอจะทราบมั้ยครับ” จินถามอย่างร้อนรน รู้แล้วว่าทำไมคาเมะถึงไม่ไปมหา’ลัย แถมมันยังลงทุนกลับบ้านอีกต่างหาก จะมีอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะมันพยายามหนีเขา โธ่เว้ย! รู้งี้ขู่มันไว้ก่อนก็ดีล่ะ ว่าอย่าหนี!!
“อา...ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่คงจะเป็นแถวๆฮอกไกโดล่ะมั้ง” จินล้าไปทั้งแขน ไม่รู้จะไปตามหาจากไหน ฮอกไกโดไม่ได้เล็กแคบเท่าฝ่ามือ ที่จะหาได้ด้วยกำลังของเขาแค่คนเดียว หรืออย่าว่าให้ทั้งกลุ่มช่วยกันหาเลย ยังไงก็ไม่มีทางเจอ แต่แล้วจะปล่อยมันไปแบบนี้น่ะเหรอ จินบอกเลยว่าไม่มีวัน!! เขาไม่ยอมให้มันหลบหน้าเขาหรอก!!
แสบ...แสบนัก...แสบจริงๆ ไอ้คาเมะมันทำเขาแสบจริงๆ มันต่อยเขาซะทรุดวันนั้น แล้ววันนี้มันก็หนีความผิดไปแบบนี้ มันคงคิดว่าเขาไม่กล้าตามหาใช่มั้ย ได้...ฮอกไกโดมันใหญ่นัก กูก็จะตามหามึงให้เจอ คาเมะ!!!
“จิน! มึงจะไปไหนวะ อย่าบอกว่าจะไปตามหาคาเมะนะเว้ย!!” ยูอิจิรีบคว้าแขนเพื่อนที่กำลังจะเดินไปที่มอเตอร์ไซค์เอาไว้ ก่อนที่มันจะทำอะไรบ้าๆ
“กูจะตามหาคาเมะให้เจอ”
“มึงอย่าประสาท ใจเย็นๆก่อนดิวะ มึงไปทั้งแบบนี้ ยังไงก็ไม่มีทางหาเจอ” จุนโนะพยายามพูดด้วยเหตุผล แต่จินหงุดหงิดเกินกว่าจะทำความเข้าใจกับความหวังดีของเพื่อน เขาโมโห เขาอารมณ์เสีย เขาเซ็งกับการกระทำของคาเมะ ทำไมมันไม่เข้าใจเขาบ้าง มันหนีเขาไปแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่จะคุยกันรู้เรื่อง
“กูต้องหาเจอ!” ร่างสูงบอกให้เพื่อนคนอื่นๆส่ายหัวกับความดื้อเกินใครของมัน
“แล้วมึงจะไปคนเดียวเนี่ยนะ!! ไม่มีทาง!! พวกกูก็อยากไปเที่ยวบ้านไอ้คาเมะเหมือนกันนะเว้ย” โคคิร้องบอก ทั้งๆที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าบ้านคาเมะอยู่แถวไหน แต่เอาเถอะ ยังไงๆ เขาก็ไม่ปล่อยให้ไอ้จินไปตามหาคาเมะคนเดียวหรอกหน่า เกิดเจอขึ้นมา แล้วไอ้จินอยู่คนเดียว มีหวังมันเล่นไอ้ห่ามนั่นยับแน่ ก็ดูหน้ามันซะก่อน โหดเกินหมาบ้าอีก
“เออๆ กูเห็นด้วย กูก็อยากรู้ ว่าครอบครัวแบบไหน เลี้ยงไอ้คาเมะออกมาได้ห่ามติดอันดับโลกแบบนี้...เอางี้ดีกว่า เดี๋ยวไปเช่ารถตู้สักคัน แล้วไปฮอกไกโดกัน” โคยามะเสนอ จากนั้น การตัดสินใจทุกอย่างก็ไม่ได้อยู่ที่จินอีกเลย เพราะเจ็ดเพื่อนทำทุกอย่าง ทุกวิถีทางที่พวกมันจะต้องไปด้วยให้ได้
ไม่นานนัก รถตู้จากศูนย์เช่ารถก็มาอยู่ในมือแปดหนุ่ม แถมด้วยที่อยู่ของคาเมะ ที่เรียวโทร.ไถมาจากกลุ่มชมรมคนรักคาเมะ หากจะว่าไปแล้ว การขอที่อยู่ของไอ้ห่ามนั่น ไม่ยากนักหรอก ที่ยากคือการตอบคำถามของไอ้คนที่ตั้งตัวเป็นประธานชมรมที่ว่า ‘จะเอาที่อยู่ของคาเมะจังไปทำไม!!’ เรียวอยากจะตะโกนกรอกหูมันจริงๆ ว่าพวกกูน่ะเพื่อนไอ้คาเมะโว๊ย แต่จะว่าไปก็ไม่ถูกนักหรอก เพราะมีบางคนที่ไม่ใช่เพื่อน และมันก็ประกาศปาวๆ เปลี่ยนสถานะต่อหน้าเพื่อนฝูงแล้วเรียบร้อย
เมื่อรถพร้อม ที่อยู่ก็มาอยู่ในมือ แปดหนุ่มก็เคลื่อนตัวด้วยความเร็วจี๋ตามการเหยียบคันเร่งของคุณชาย อาคานิชิ จิน ที่เปลี่ยนสภาพถนนในประเทศญี่ปุ่นกลายเป็น สนามรถแข่งไปเสีย
.........................................
“คาซึยะ จะนั่งกินนอนกินไปถึงไหน มาถึงก็ไม่คิดจะกระดิกหางเลยรึไง” คนเป็นแม่โวยให้ลั่นบ้านหลังเล็กในพื้นที่กว้างขวางของสนามหญ้าเขียวขจี คาเมะในเวลานี้ หลังจากกลับบ้านเกิดมาได้หนึ่งคืนกับอีกหนึ่งวัน เจ้าตัวแสบก็ยังไม่ทำอะไรมากไปกว่าการนอนเล่นอยู่ในเปลใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วกินขนมตุ้ยๆ แหงนหน้ามองท้องฟ้า ให้แม่บ่นวันละสามเวลา
“โธ่ แม่...ลูกสุดที่รักกลับบ้านทั้งที ยังจะใช้ให้ทำนั่นทำนี่อีกเหรอ” คาเมะหันมาถาม
“ลูกอย่างแกน่ะ ฉันไม่เอาขี้เถ้ายัดปากตั้งแต่เกิดก็บุญจะแย่แล้ว!! ไปไป! ไปเก็บผ้าหลังบ้าน!!” คุณแม่คนดียังยืนตะโกนอยู่เหนือหัวให้ลั่น เจ้าลูกชายตัวดีเลยยอมลงจากเปลเดินไปเก็บผ้าตามบัญชา ให้ลูกชายคนเล็กอย่างยูยะต้องรีบวิ่งเข้ามาหาแม่
“แม่ คาซึมันป่วยทางใจ บอกแล้วไงว่าอย่าไปดุมันมาก” เหตุผลของการกลับบ้านครั้งนี้ ของไอ้ทายาทตัวแสบบ้านคาเมนาชินั้น รู้ถึงหูทุกคนในตระกูล ตั้งแต่ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยเถอะ ยูยะบอกแม้กระทั่งกับหลานสาวตัวน้อย อย่าง มิยูกิจัง วัยสามขวบว่า ‘คาซึจัง ทะเลาะกับปู้ชาย~!’
แล้วยูยะรู้ได้ยังไงน่ะเหรอ ว่าพี่ชายผู้แสนจะดีเลิศอย่างคาเมะ ป่วยทางใจ ก็อาการมันไม่ปกติเลยนี่หว่า แล้วที่สำคัญ เจ้าพี่ชายของเขาน่ะ ถึงเวลามันตื่น มันจะแงะปากยากเย็น แต่เวลามันหลับ มันละเมอซะเป็นเรื่องเป็นราว คนเป็นน้องเลยจับเค้าได้ว่า ‘ไอ้ตะไลจิน กูไม่ยอมเป็นเมียมึงหรอก!! เพราะมึงไม่รักกู!!’
“สรุปมันอกหักแน่เหรอ ไม่ใช่มันหนีเจ้าหนี้กลับมาหรอกนะ” แม่ยังมองลูกชายจอมแสบในแง่ร้ายเสมอ เพราะมันสร้างปัญหาให้ทางบ้านมาตลอดชีวิต นับตั้งแต่มันเกิดขึ้นมา
“แน่สิแม่ คราวนี้คาซึมันแย่จริงๆ”
สองแม่ลูกคาเมนาชิคุยกันได้พักใหญ่ๆ เสียงรถก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน ให้ต้องหันไปมอง
“ใครมาล่ะนั่น” คนเป็นแม่มองด้วยความสงสัย กับเจ้ารถตู้ที่จอดฉึ้กเข้ามาที่หน้าประตูบ้าน ประตูรถเปิดออก พร้อมด้วยผู้ชายห้าหกคนกรูกันลงมา ให้หญิงวัยกลางคนยกมือทาบอกด้วยความตกใจ
“เจ้าหนี้ไอ้คาซึยะรึเปล่าเนี่ย!!!”
“ไม่ใช่แม่ เพื่อนคาซึมันน่ะ หนึ่งในนั้นมีว่าที่ลูกเขยของแม่ด้วยล่ะ...เดี๋ยวผมออกไปหาก่อนนะ” ยูยะออกจะสงสัยเล็กน้อย ที่เพื่อนๆของพี่ชายพากันบุกบ้านเขาแบบนี้ แต่พอเห็นคนที่ลงมาจากประตูฝั่งคนขับ น้องชายร่างสูงก็เข้าใจแจ่มแจ้ง ยิ่งเห็นหน้าโหดๆ กับคิ้วที่ขมวดจนมุ่น ก็พอเข้าใจว่า อาคานิชิ จิน หรือ ไอ้ตะไลจิน ในคำละเมอของพี่ชาย ต้องการ ‘เคลียร์’ อย่างด่วนที่สุด
“เฮ้ย!! นั่นไง น้องไอ้คาเมะ ยูยะ!! ยูยะ... ขอเข้าห้องน้ำหน่อย!!” คำแรกของเพื่อนพ้องบนรถตู้ เรียกร้องหาห้องน้ำ มากกว่าจะเรียกร้องเจอหน้าเพื่อนรักที่หนีกลับบ้าน จนพวกเขาต้องตามมันมาถึงนี่
อย่าถามเลย ว่าทำไมพวกเขาถึงไม่บอกให้ไอ้คนขับมันแวะปั๊มน้ำมัน เพื่อเข้าห้องน้ำ หรือหาที่พักสำหรับผู้เดินทางได้หาความสุขจากสุขาบ้าง พวกเขาน่ะบอกไอ้จินมันแล้ว แต่ได้คำตอบจากไอ้โหดกลับมาว่า ‘ไม่จอด ถ้าพวกมึงปวดมาก ก็เปิดประตู กระโดดลงไปเอง’ มันโหดจริงๆ ไอ้นี่
“ครับๆ พวกพี่มาหาคาซึเหรอ” ยูยะรีบเปิดประตู
“ใช่ ไว้คุยทีหลังนะ ขอเข้าห้องน้ำก่อน พาไปด่วน!!” แล้วสี่จากในแปด ก็วิ่งกันหน้าตั้งแย่งเข้าบ้าน เพื่อเข้าห้องน้ำ ให้อีกสี่ต้องหันมาทักทายกับหญิงวัยกลางคนที่คงจะเป็น แม่ของเหล่าพี่น้องคาเมนาชิ
“สวัสดีครับ” จิน เรียว จิมมี่ และโคยามะโค้งศีรษะให้ อีกฝ่ายแค่ยิ้มบางรับ
“เข้ามาก่อนสิ รถจอดไว้ตรงนั้นแหละ ไม่มีใครกล้าขโมยหรอก แล้วนี่...คาซึยะมันรู้รึเปล่าว่าเพื่อนๆจะมาน่ะ” แม่ของคาเมะคือหญิงวัยกลางคนหน้าตาเอาเรื่องเล็กน้อย แต่ทั้งอย่างนั้นเวลายิ้ม หล่อนก็ดูใจดี เรียวปากบางวาดแย้มดูสวยรับกับใบหน้าเรียว ไอ้คาเมะรับมาเต็มๆล่ะ รอยยิ้มแบบนี้น่ะ
“ไม่รู้ครับ พวกเรามากันเอง” จิมมี่เป็นคนตอบ ขณะเดินตามหลังเจ้าบ้าน
“อ้อ มาตามง้อไอ้แสบล่ะสิ เห็นยูยะว่า คาซึยะกลับมาเพราะป่วยทางใจ แล้วก็บอกด้วยว่าในกลุ่มนี้มีคนนึงเป็นแฟนมัน...” คำถามตรงเผ็ง แต่พูดเหมือนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ ทำเอาสี่หนุ่มที่เดินตามหลังเข้าบ้านพากันชะงัก
“พอจะบอกแม่ได้มั้ย ว่าใคร” หล่อนหันมาถามอย่างไม่คาดคั้นในน้ำเสียง และหน้าตานัก แต่ทั้งสี่คนกลับคิดว่า มันเป็นคำถามที่พวกเขาจำเป็นต้องตอบ
“ผมเองครับ” จินยืดอกรับ แมนเกินร้อยจนอีกสามคนอยากจะสร้างอนุสรณ์สถานให้เป็นที่ระลึกถึง เผื่ออนุชนรุ่นหลังจะเคารพ บูชา เอาไว้เป็นสรณะแห่งชีวิตเสียจริงๆ
คนถามมองหน้าจินอย่างหนักใจ ก่อนจะถามคำถามที่หล่อนคิดว่า มันเป็นคำถามที่เหมาะที่สุดแล้วในเวลานี้
“ถอนตัวตอนนี้ยังทันนะ ไม่ใช่จะอะไร แม่สงสารเรา...ลูกแม่น่ะ ไม่ใช่คนปกติทั่วไป รู้กันอยู่ใช่มั้ย ไอ้แสบ มันไม่เคยปล่อยให้ของของมัน หรือคนที่มันรักมีความสุขมากนักหรอก” หล่อนเห็นอีกฝ่ายเงียบไป จึงพูดต่อ
“แม่จะเล่าเรื่องสมัยมันเด็กๆให้ฟัง... แต่ก่อนพี่มันซื้อกระต่ายมาเลี้ยง ไอ้แสบก็อยากได้บ้าง เลยเอากระต่ายของพี่มันไปขังไว้ในห้องนอนมันคืนนึง เช้าวันต่อมา มันก็บอกเขาไปทั่ว ว่ากระต่ายเป็นเมียมันแล้ว เพราะงั้นต้องยกให้มัน แล้วทายได้ใช่มั้ย ว่ามันเล่นอะไรกับกระต่ายมั่ง เอามัดกับสเก็ตบอร์ดไถลงจากเนินเขาอย่างนี้ เอาไปหนุนหัวนอนอย่างนี้ มันไม่ตายภายในสามวันก็บุญเท่าไหร่แล้ว นี่ยังดีนะ ตอนมันเลี้ยงแมวน่ะ บังเอิญว่าเป็นแมวตัวผู้ มันก็บอกเขาไปหมดว่าไอ้แมวนี่เป็นผัวมัน นู่น~! มันเอาผัวแมวไปผูกกับเบ็ดตกปลา หย่อนลงไปในน้ำที่ริมบึง มันว่า อยากให้แมวได้กินปลาสดๆจากแหล่ง มันน่ะบ้า!!!”
จินยืนฟังวีรกรรมของคนที่เขาหลงรัก แล้วไม่รู้จะขำ หรือจะอยากเขกหัวคาเมะดี มันแสบแม้กระทั่งกับสัตว์ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างนั้นเหรอเนี่ย
“เจ้าลูกแสบน่ะ ถูกเรียกพบผู้ปกครองตั้งแต่มันอายุได้สี่ขวบ มันห่ามตั้งแต่อนุบาลสองได้ล่ะมั้ง ตอนนั้นเขาให้มันนอนกลางวัน มันก็ไม่นอน ไปเอากรรไกรมาไล่ตัดผมเพื่อนในห้องที่หลับซะหัวแหว่งเป็นหนูแทะกันหมด แม่พูดจริงๆนะ ถอนตัวตอนนี้ยังทัน นรกบนดินมันมีจริงๆ!!” แม่ของคาเมะมีน้ำใจมากพอที่จะเตือนให้จินได้รู้ตัวเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะรู้ดีว่า ลองคาเมะได้อะไรแล้ว รายนั้นจะไม่ยอมให้หลุดมือไป ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น
จินยิ้มบาง มองหน้าแม่ของคนที่เขารัก แล้วรู้ดีว่าควรจะทำอย่างไร
“ผมไม่ถอนตัวหรอกครับ ผมรักเขา”
“เอาจริงเหรอ” หล่อนยังถามย้ำ อย่างเห็นใจและสงสาร ไม่รู้หรอกว่าผู้ชายตรงหน้าทำบุญมาด้วยอะไร ทำไมถึงโชคร้ายขนาดมาหลงรักไอ้ลูกแสบของหล่อนได้
“ครับ ถ้ายังไง ผมขอความกรุณาด้วยนะครับ” จินถอยออกมาเล็กน้อย แล้วโค้งตัวลง
“เอาเถอะๆ ถ้ามั่นใจแบบนั้น แม่ก็ไม่ว่าหรอก เฮ้อ...คนเรามันก็แบบนี้ เลือกอะไรไม่ได้นักใช่มั้ย แต่เราน่ะ อยู่ดีไม่ว่าดี อยากได้ชีวิตมีสีสันแบบช้ำเลือดช้ำหนองมารักเจ้าคาซึยะ ถ้าอย่างนั้น มีอะไรที่แม่ช่วยได้ ก็มาหาแม่ได้เลยนะ”
“ขอบคุณครับ” จินยิ้มรับ แล้วโค้งศีรษะให้อีกที ก่อนที่หญิงตรงหน้าจะหมุนตัวเดินนำเข้าบ้านไป มีเขาเดินตาม ทิ้งเรียว จิมมี่ และโคยามะที่ได้แต่มองตามหลัง แล้วหันมองหน้ากันเอง เริ่มเข้าใจลึกซึ้งแล้ว ว่าไอ้จินเป็นคนแบบไหน
....มึงเป็นคนที่ชอบของแปลกนี่เอง พวกกูรู้แล้ว....
...........................................
คาเมะช็อคจนตาถลนออกมานอกเบ้า หลังจากหอบผ้าที่ตากแล้วกลับเข้ามาในบ้าน และพบว่า มีแขกมาเยี่ยมเขาพร้อมกันถึง แปดคน
“เฮ้ย!! มาได้ไงวะ!!!” เจ้าตัวร้องลั่นเหมือนถามเพื่อนทั้งกลุ่ม แต่ใจตัวเองรู้ดีที่สุดว่ากำลังถามใคร ถ้าไม่ใช่ไอ้คนที่นั่งหน้าดุ จ้องเขาอยู่
...ไม่รู้ว่าพวกมันรู้ที่อยู่ได้ยังไง แต่ที่แน่ๆคือพวกมันตามมาที่บ้านเขา ภายในหนึ่งวันหลังจากเขาหนีไอ้จินขึ้นมา อย่างงี้ที่ถ่อมาถึงนี่ก็ไม่มีประโยชน์เลยน่ะสิ เพราะไอ้คนที่คาเมะตั้งใจจะหนี ดันมานั่งทำหน้าไม่สบอารมณ์อยู่ในบ้านแบบนี้
“นั่งรถมาดิ...ไอ้จินมีเรื่องจะคุยกับมึงแหน่ะ” คนตอบคือจุนโนะ แล้วจากนั้น ก็ไม่มีใครได้พูดอะไรอีก เพราะจินลุกขึ้นยืน แล้วตรงเข้ามาจับแขนคาเมะลากขึ้นไปยังชั้นสอง ทำตัวประหนึ่งว่าเป็นบ้านตัวเอง เพราะก่อนหน้านั้น แม่คาเมะมาบอกตำแหน่งห้องหับของบ้านหลังนี้เอาไว้หมดแล้ว บอกด้วยซ้ำว่า ‘ลากไอ้แสบเข้าห้องมันไปเลยนะจ๊ะ ห้องมันอยู่สุดทางซ้ายมือชั้นสอง แม่ให้คนล็อคหน้าต่างจากข้างนอกไว้แล้ว!!’ นับว่าเป็นผู้หญิงที่ควรค่าแก่การเกิดมาเป็นแม่ไอ้ห่ามจริงๆ เพราะเดาทางหนีทีไล่ของลูกชายออกแจ่มแจ้ง!!!
เสียงโวยวายของคาเมะดังลั่นบ้าน แต่ไม่มีใครคิดจะขยับตัวลุกขึ้นมาช่วย คาเมะเพิ่งเข้าใจวันนี้เอง ว่านอกจากเพื่อนอีกเจ็ดคนจะแปรพักตร์ไปอยู่ฝ่ายจินกันหมดแล้ว คนทั้งบ้านคาเมนาชิก็ไม่มีใครอยู่ฝ่ายตนสักคนเดียว!!
“จะคุยอะไรกับกู ก็ลงไปคุยกันข้างล่าง” รู้แล้วว่าอาละวาดไปก็ไม่ช่วยให้ใครกดเรียกตำรวจมาจัดการไอ้จิน เพราะฉะนั้น คาเมะเลยเลิกแหกปาก แล้วใช้วิธีเจรจาด้วยน้ำเสียงแข็งๆแทน
...ก็แล้วจะให้คาเมะอ่อนหวานกับมันรึไง ไม่มีทาง คาเมะบอกแล้วว่าเกลียดมัน จะไม่ญาติดีกับมันอีก คนที่คิดว่าคาเมะง่ายน่ะ คนประเภทนั้น อย่ามายุ่งกันเลยดีกว่า!!!...
“กูจะคุยบนเตียง” จินตอบสั้นง่าย ให้คาเมะตาถลนหนักกว่าเมื่อกี้เสียอีก
“มึงจะบ้าเหรอ!!!!!” คาเมะถามได้แค่นั้น ร่างสูงก็ก้าวเข้ามาคว้าร่างบางเข้าไปกอดแนบเข้ากับอก ฝังหน้าลงกับซอกคอขาว ด้วยกลัวว่ามันจะหายไปไหนอีก
“กูไม่บ้า กูเตือนมึงแล้ว ว่าให้มึงรักกู แต่นอกจากมึงจะไม่รักแล้ว มึงยังหนีกูมาแบบนี้ คิดว่ามึงจะได้อยู่สบายๆ ไม่ถูกกูลงโทษรึไง” จินถามอยู่กับใบหูเล็ก ในอกมันเจ็บลึกกับการตามหา ตามบ้าจนถึงที่นี่ คาเมะไม่มีทางรู้ว่าเขาอาละวาดกับตำรวจที่ดักเขาเพราะขับรถเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด คาเมะไม่มีทางรู้ว่าเขาเหยียบคันเร่งจนเพื่อนในรถร้องลั่นว่า กูไม่อยากตาย มาตลอดทาง และคาเมะไม่มีทางรู้ว่าเขารู้สึกแบบไหน ตอนที่ขับรถมาถึงนี่ คาเมะไม่รู้ว่าในใจเขาคอยแต่จะถามว่า ไม่รักกันมากถึงขนาดหนีกันแบบนี้เลยเหรอ
“ก็มึงรักกูเพราะกูง่าย มึงจะให้กูยอมมึงงั้นสิ ถึงกูจะเป็นแบบนี้ แต่กูก็มีค่าของกูนะเว้ย!” คาเมะเองก็เจ็บ เจ็บจนเอาไปฝัน คาเมะฝันร้ายติดต่อกันมาสองคืนแล้ว ฝันเห็นแต่จินมายืนเยาะเย้ยสมน้ำหน้า ฝันเห็นแต่จินมาชี้หน้าแล้วพูดว่า ‘มึงมันง่าย’
ร่างสูงผละออกมา เอาสองมือวางทาบลงกับแก้มขาว แล้วประคองหน้าเรียวให้เงยมองเขา ดวงตาสีน้ำตาลที่เคยมองเขาอย่างเคืองแค้นอาฆาต ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความน้อยใจ ความโกรธ ความเสียใจ
“คาเมะ...ที่บอกว่าง่าย ก็เพราะว่ากูคิดว่ามันง่ายจริงๆ กูไม่ได้หมายความว่ามึงไม่มีค่า คำว่าง่ายของกูหมายความว่า กูยอมรับความรู้สึกที่กูมีได้ง่ายๆ เพราะกูไม่ต้องมาคอยกังวลว่า กูมีเหตุผลอะไรมารักมึง กูรักมึงเพราะกูอยากรัก มันง่ายใช่มั้ย เพราะว่ากูอยากรัก กูก็เลยรัก”
“มึงล่ะ รักกูง่ายๆแบบนี้บ้างมั้ย” บทมันจะหวาน คาเมะก็ชักคุมสถานการณ์ไม่อยู่ แล้วแบบนี้ คาเมะต้องตอบว่ายังไงล่ะ จริงอยู่ว่าแฟนน่ะเคยมีมาแล้ว จูบแฟนก็เคยจูบมาแล้ว นอนกับแฟนก็เคยมาแล้ว แต่นั่นก็ตอนที่คาเมะเป็นผู้ชาย แล้วมีแฟนเป็นผู้หญิง ไม่ใช่แบบตอนนี้ ที่คาเมะเป็นอะไรสักอย่าง ที่ได้แต่ยืนให้อารมณ์หวานๆจากคำพูดของไอ้ผู้ชายตรงหน้ามันตีรวนเอาแบบนี้
“กู...กู....” คาเมะไม่มีคำตอบ เพราะพอริมฝีปากบางขยับจะพูด คำตอบทั้งหลายมันก็ไม่ยอมแล่นออกมาจากคอ อึกอักอยู่นาน สุดท้ายก็หมดสิทธิ์ตอบ เพราะถูกอีกคนจู่โจมมอบรอยจูบหวานๆให้กับกลีบปากสีแดงนั่น มือหนาลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังเล็ก ขณะมอบความอ่อนหวานให้ทางรสจูบดื่มด่ำ ที่บดซ้ำๆอยู่กับใบหน้าหวาน เดี๋ยวไล้ไปที่แก้ม หน้าผาก ปลายจมูก และวกกลับมาที่เรียวปากดังเดิม
คาเมะได้แต่ยืนตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่าย รู้ว่าตัวเองถูกจูบ แล้วก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้เมา แต่ทั้งอย่างนั้น คาเมะก็มึนไปกับจูบหวานๆ ที่แสนอ่อนโยนนั่น มันไม่ได้เร่งรัด ไม่ได้ดุดัน ไม่ได้เรียกร้อง แต่มันหวานฉ่ำจนหัวใจสั่นไหว ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายนำไปด้วยปลายลิ้น และฝ่ามือที่ลูบไล้จากแผ่นหลังมายังสะโพกกลม
“อ๊ะ!” มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ขาชนกับอะไรบางอย่าง แล้วหงายหลังลงไปนอนกับเตียง เปิดโอกาสให้จินทรุดตัวลงตามทาบทับ
“จ...จิน...” คาเมะตื่นกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งๆที่ไม่ใช่ครั้งแรกของเรื่องแบบนี้ แต่มันก็เป็นครั้งแรกที่คาเมะจะมีอะไรกับผู้ชายด้วยกัน และมันก็เป็นครั้งแรกที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจินก้าวมาไกลถึงขั้นนี้
“รักหรือไม่รัก เดี๋ยวค่อยถามอีกทีแล้วกัน” จินไม่ปล่อยให้คาเมะถามอะไรอีกต่อไปแล้ว เขาก้มลงปิดกลีบปากบางๆนั่นอีกครั้ง ขณะที่สองมือปลดเสื้อผ้าอีกฝ่ายออกช้าๆ ส่งมือลูบไล้เข้าไปทุกเนื้อผิว เนื้อตัวมันร้อนระอุ เขาลูบผ่านแผ่นอกบาง เรื่อยไปยังแผ่นหลัง ลงน้ำหนักเล็กน้อยเป็นบางจุด ให้คาเมะสะท้านเฮือก และเมื่อเขาละมือลงไปยังขอบกางเกงขาสั้น ร่างเล็กๆนั่นก็สะดุ้งผวาดข้ากอด
“จ...จิน...มัน” คาเมะตื่นตระหนกแค่ไหน จินรู้ดี แต่เขาไม่อยากหยุดแล้ว เขาอยากรวบรัดคาเมะเดี๋ยวนี้ อยากกกกอดมันเอาไว้ในอ้อมแขนนี้ เผื่อบางที มันอาจจะไม่หนีเขาไปอีก ไม่ทิ้งให้เขาต้องตามหามันเป็นบ้าแบบนี้อีก จินปลดกางเกงของคาเมะออก แล้วรูดมันออกไปทางปลายเท้าพร้อมบ็อคเซอร์ตัวใน เหลือเพียงร่างเปลือยเปล่าในอ้อมแขนที่สั่นสะท้าน ยามเขาไล่ริมฝีปากลงมาครอบครองยอดอกเล็ก ดูดดึงจนมันแข็งชูชัน ขณะที่มือหยาบควานลงต่ำลูบไล้เบื้องล่าง ปลายนิ้วหยาบแบบผู้ชาย ทำให้ส่วนอ่อนไหวส่งความรู้สึกลึกล้ำ และความอับอายมายังจิตใจ ให้คาเมะเขินเกินกว่าจะโวยวาย และรู้สึกดีเกินกว่าจะผลักไส
“อ๊ะ! อื้อ~!” ร่างบางยกหลังมือขึ้นขบปิดเสียงร้องที่แสนหวานหูตัวเองนั่น เมื่อยอดอกที่กำลังถูกขบกัดในโพรงปาก ถูกปล่อยทิ้งให้อ้างว้าง เพราะริมฝีปากของจินเลื่อนต่ำลงมายังสะดือบุ๋ม เขาจูบมันเบาๆ ก่อนจะลากปลายลิ้นลงมายังส่วนที่ต่ำกว่า ที่มือเขายังครอบครองมันเอาไว้
จินกดจูบลงกับส่วนที่กำลังขยายตัว ก่อนจะแตะปลายลิ้นเบาๆ เพียงเท่านั้นคาเมะก็สะท้านไปทั้งร่าง ยิ่งปลายลิ้นลากไล้มากเท่าไหร่ เสียงหอบคราง และสะอื้นฮักก็ยิ่งดังมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อเขาครอบครองทั้งหมดด้วยโพรงปากร้อน สะโพกมนก็ยิ่งกระดกลอยจากพื้นเตียง พร้อมกับเสียงครางที่ทำให้ร่างสูงรู้สึกว่าตัวเองอึดอัดมากเกินกว่าจะทนไหว และพาลให้อยากทะลักทะลายออกมาเสียเดี๋ยวนี้
ขณะที่ปากยังมอบความฉ่ำชื้น และความระอุ มือหนาก็เริ่มเปลี่ยนลงมาคลายความคับแน่นที่กางเกงยีนส์ของตัวเองด้วยการปลดตะขอออก ให้ส่วนที่กำลังเติบโตได้โผล่พ้นออกมายังภายนอก
“อ๊ะ! อื้อ ม....ม...ไม่ไหว...” คาเมะกระดกเอว ร้องอย่างทรมานกับอารมณ์ที่ใกล้ถึงฝั่งเข้าไปทุกที ร่างบางจิกมือลงกับผ้าปูที่นอน เมื่ออารมณ์ล้นปรี่อยู่ที่ส่วนปลายจนสั่นไปทั้งร่าง ทว่า...ยังไม่ทันถึงที่สุด ปากของจินก็ผละจากไป ทิ้งให้คาเมะโหยหาด้วยความต้องการ
“จ...จ...จิน...” ตอนนี้ลืมไปหมดแล้ว ว่าเคยตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่ยอมเป็นเมียมันเด็ดขาด คาเมะเองก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงไม่รังเกียจกับสิ่งที่จินทำ ซ้ำยังยอมมันมากถึงขนาดนี้ และที่สำคัญ คือคาเมะไม่เข้าใจว่าทำไมร่างกายถึงว่าง่ายกับสัมผัสของจินจนแทบทนไม่ไหว ต้องส่งสองมือไปประคองส่วนที่ถูกทอดทิ้งนั่นเอาไว้ เพื่อนำพาอารมณ์ให้ไปยังปลายทาง
จินจับมือเล็กออกห่าง แล้วมองหน้าแดงก่ำด้วยสายตาดุๆ ก่อนจะทาบตัวลงมา ให้ส่วนร้อนแข็งขืนได้เสียดสีกันและกัน
“อื้อ!! มัน...มันร้อน” บางอย่างที่สัมผัสกัน ทำเอาคาเมะอยากจะมุดดินหนีไปที่ไหนก็ได้ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าต้องมาทำอะไรที่น่าอับอายขนาดนี้ มันก็ใช่ ที่คาเมะเคยเห็นมาแล้ว เคยห่ามถึงขนาดขอจับมาแล้วด้วย แต่นี่ไม่ใช่เวลานั้น มันเป็นเวลาอะไรสักเวลาหนึ่ง ที่แค่สัมผัสด้วยบางสิ่งของกันและกัน มันก็หวามไปทั้งหัวใจ
“ของคาซึยะก็ร้อน” จินกระซิบหอบอยู่ข้างหู ส่ายเอวช้าๆ ให้ส่วนที่แนบกันถูไถไปมา จนคาเมะครางสั่นกับความรู้สึกแปลกใหม่แบบนี้
“ม...อื้อ...ไม่...ไม่เอานะ...” มันน่าอายเกินไปแล้ว กับการกระทำแบบนี้ คาเมะรู้สึกถึงความเฉอะแฉะที่เอ่อล้นออกมา และหยดเยิ้มลงไปยังซอกขา รู้สึกถึงรอยจูบหวานๆบนผิวแก้มที่กำลังลากต่ำลงไปยังซอกคอ ก่อนจะวกกลับมาบดเบียดรอยจูบกับกลีบปากสีสดที่กำลังเผยอคราง และเมื่อลิ้นร้อนส่งเข้าควานภายใน คาเมะก็ลืมทุกอย่างไปหมด ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่ามือหนาจับเรียวขาแยกออกห่างออกไปตอนไหน มารู้ตัวอีกที ก็รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างกำลังพยายามดึงดันจะเข้ามา
“อ๊ะ!...จ...จิน...!!”
“นิดเดียวเท่านั้น” จินค่อยๆขยายช่องทางด้วยปลายนิ้ว เพิ่มจำนวนมันจนมากพอแล้ว และรับรู้ถึงความชุ่มชื้นจากภายใน เขาจึงเปลี่ยนสิ่งที่สอดใส่ เป็นร่างกายของเขาเอง
มันไม่ใช่แค่ ‘นิดเดียวเท่านั้น’ คาเมะอยากจะลุกขึ้นเถียงขาดใจ แต่สิ่งที่ร่างกายกำลังเผชิญ มันเจ็บปวดจนเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ร่างบางร้องไม่ออก ได้แต่จิกเล็บลงกับแผ่นหลังกว้าง แล้วหอบสะอื้นเป็นพักๆ
“อย่าเกร็ง...คนดี” จินกระซิบบอก เขาอึดอัดแทบบ้ากับความร้อนรุ่มภายใน มันตอดรัด และดูดดึง เขาอยากจมเข้าไปมากกว่านี้ แต่ก็รู้ว่าแค่นี้ คาเมะก็ย่ำแย่เกินทนแล้ว จินหยุดการขับเคลื่อน เพื่อให้ร่างกายอีกฝ่ายได้คุ้นชิน จนช่องทางเริ่มคลายตัว เขาจึงเริ่มขยับ และเมื่อได้สัมผัส ได้เสียดสี ได้กอดรัดกันและกันเอาไว้ โลกทั้งใบก็ให้ความรู้สึกที่ว่าเหลือพวกเขาแค่สองคน เรียกขานกันแค่สองคน มีแค่ จิน กับ คาซึยะ และร่างกายที่เชื่อมเกี่ยวถึงกัน
“ม...ไม่ไหว...อ๊ะ...ไม่ไหวแล้วจิน...” คาเมะครางเสียงสั่นอยู่กับบ่ากว้างของคนที่ยังกกกอดไม่ห่าง ร่างกายเบื้องล่างร้อนจนแทบไหม้จากการเสียดสี เสียงหอบครางของคนทั้งคู่ดังสอดประสานกัน ในขณะที่ร่างกายเบื้องบนรับรู้แรงเต้นของหัวใจที่ดังสะท้อนระหว่างอกกับอก
“คาซึยะ...” จินจูบกลีบปากบางอีกครั้ง ขณะเพิ่มความรุนแรงกับการสอดใส่มากยิ่งขึ้น เพื่อพาเขาและคนในอ้อมแขนขึ้นไปตักตวงความสุขอันหอมหวานของปลายทาง เสียงครางดังอยู่ในลำคอ เมื่อจินไม่ยอมปล่อยให้คาเมะได้ร้องอย่างที่อยากร้อง ยามถูกอัดกระแทกอย่างรุนแรงในครั้งสุดท้าย
“อื้อ!!!!!!!!” มันรุนแรงแทบขาดใจ แต่ทั้งอย่างนั้น มันก็ขาวโพลนจนคาเมะคิดอะไรไม่ออกอีกแล้ว ร่างบางรู้แค่ว่าร่างกายขมึงเกร็ง แล้วฉีดพุ่งบางสิ่งออกมาจนเหนอะหนะไปหมด ในขณะที่ภายใน รับรู้ถึงหยาดน้ำร้อนๆที่อัดทะลักเข้ามา
“อ่า...” จินยอมปล่อยให้ริมฝีปากบางเป็นอิสระ เขาหอบหายใจหนักหน่วง ภายในยังตอดรัดเขา มันยังร้อน และบีบรัด จนไม่อยากหยุดแม้สักวินาทีเดียว ร่างสูงยอมปล่อยให้คาเมะได้พักอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะก้มลงจูบเบาๆที่แก้มทั้งสองข้าง และขยับสะโพกอีกครั้ง
“ม!!...ไม่เอาแล้วนะ!...” คาเมะรีบร้องบอก แต่ไม่ทันแล้ว เพราะจินยิ้มบาง แล้วกัดเบาๆที่ปลายจมูกคนร้อง
“รักกันรึยังล่ะ”
“เอ๊ะ?”
“ที่เตือนว่าให้รักน่ะ รักกันบ้างรึยัง” จินถาม แล้วยิ้ม ไม่ได้คิดจะเรียกร้องอะไรจากคาเมะนักหรอก เขาคบกับมันมาตั้งสามปี เขารู้ว่ามันเป็นคนแบบไหน มันยอมเขามากขนาดนี้ ถ้ามันไม่รักเขา ไม่รู้สึกอะไรกับเขา มันคงถีบเขากระเด็นตั้งแต่เขาถอดเสื้อมันแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น จินก็ยังอยากได้ยิน อยากเห็นสีหน้ามัน ตอนมันยอมรับว่ารู้สึกกับเขาเหมือนที่เขารู้สึกกับมัน
“พูดบ้าๆ!!” คาเมะเขินและอาย สภาพตอนนี้ แทบจะไม่อยากก้มลงมอง แค่รับรู้ก็แย่แล้วว่าในร่างกายตัวเองมีใครบางคนฝังกายเข้ามาด้วย
“ถ้างั้นก็ต้องลงโทษ... อีก สิบเก้าส่วนยี่สิบที่ติดเอาไว้” ร่างบางถึงกับตาโต และไม่ทันจะได้โวยวายใดๆ บทลงโทษรอบที่สองของวันก็เริ่มขึ้น แล้วเปลี่ยนเสียงอาละวาดกับท่าทีเอาเรื่องเป็นเสียงครางกับการหยัดกายขึ้นรับความรู้สึกของจิน
...................................................
“หื้อ...ไม่...ไม่เอาแล้ว” ในห้องนอนที่เสียงหอบยังไม่จางหายไป ไอร้อนจากร่างกายคนทั้งคู่ยังเจืออยู่ทุกอณูอากาศ คาเมะได้แต่ร้องบอกอย่างอ่อนแรง สองมือพยายามดันอกหนาให้ออกห่าง หน้าพยายามหันหนีจากการฝังรอยจูบตามผิวแก้ม หน้าผาก คอ แต่ถึงอย่างนั้น ริมฝีปาก และฝ่ามือของจิน ก็ยังไปถึงส่วนอื่นๆที่คาเมะไม่อาจปกป้องได้อยู่ดี
“บอกแล้วนี่ เตือนแล้วว่าให้รักกัน ไม่รักกันสักทีก็ต้องลงโทษแบบนี้แหละ”
“อ๊ะ!! อย่า....อ๊ะ!!...อื้อ...” แล้วบทลงโทษรอบที่สามก็เริ่มขึ้นบทเตียงที่ผ้าปูที่นอนยับย่นนั้นเอง
...........................................
“พอ...พอแล้ว...ไม่ไหวแล้ว” คาเมะวอนขอสลับเสียงหอบ ตาปรือจนแทบปิด รับไม่ไหวอีกแล้ว หากจินจะทำต่อไป ไม่รู้หมอนี่จะอึดไปไหน มันไม่ให้คาเมะพักบ้างเลย เพิ่งเสร็จรอบที่สามไปหยกๆ มันจะต่อรอบที่สี่อีกแล้ว
“รักกันรึยังล่ะ” จินถามย้ำคำเดิม คาเมะหันมอง เรื่องอะไรจะพูดว่ารักกันล่ะ กระทั่งกับแฟนผู้หญิง คาเมะยังไม่เคยใช้คำว่า ‘รัก’ เลยสักครั้ง แล้วหมอนี่มันเป็นใคร จะมาบังคับให้คาเมะพูดคำน่าอายแบบนั้นน่ะเหรอ
“ไม่พูด แสดงว่ายังไม่รัก งั้นต้องลงโทษ...” จินกดร่างบางลงกับเตียงอีกครั้ง ทำเอาคาเมะตาโต
“เฮ้ย! ไม่เอาแล้ว!! ไม่ไหวแล้ว!!”
“ก็เตือนกันแล้วไง ว่าให้รักกันซะ ว่าไง จะรักกันรึยัง...” ร่างบางอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก หมอนี่มันจะข่มขู่มากเกินไปแล้ว มันเตือนอะไร คาเมะต้องทำให้มันทุกอย่างยังงั้นเหรอ
“ไม่ตอบสักที งั้นต้องลงโทษ”
“ม่ายยยยยยยยยยยยยย!!!!!!”
............................................
“รักกันรึยังคาซึยะ....” คำถามจากคนตัวโตที่คร่อมทับอยู่ด้านบน คาเมะไม่มีแรงแม้แต่จะตอบ แค่จะหายใจยังทำไม่ค่อยทัน จะส่งเสียงตอบคำถามมันเป็นว่าหมดหวังไปได้เลย
“งั้นลงโทษนะ” มือเล็กยกขึ้นดันอกหนาเบาๆ เพราะหมดสิ้นเรี่ยวแรง ไม่มีฤทธิ์เดชใดๆอีก คาเมะทำได้แค่ภาษากายแค่นั้น จินมองคนหมดท่าแล้วได้แต่ยิ้ม
“จะรักกันมั้ย” เขาถามอีก มองเข้าไปในดวงตาเรียวเล็ก คาเมะเหนื่อย ไม่มีแรง แต่ทั้งอย่างนั้นก็รับรู้ถึงสายตาที่อีกฝ่ายส่งมาให้ ร่างบางนิ่งไป รู้ดีว่ามันไม่เคยบังคับอะไรเขามากนักหรอก และก็รู้ดีว่ามันแค่อยากแกล้งเท่านั้น ความจริงแล้ว มันก็รู้และเข้าใจความรู้สึกของเขา อย่างว่าแหละ เอาเพื่อนมาเป็นแฟน มันก็ต้องรู้หัวรู้หางไปหมดเป็นธรรมดา
ร่างบางส่งสองมือขึ้นไปโอบรอบลำคอหนา แล้วดึงให้อีกฝ่ายโน้มตัวลงมาหา ก่อนจะบอกเสียงล้ากับใบหู
“กูยอมมึงตั้งขนาดนี้ ถ้าไม่รู้สึกอะไร กูก็บ้าแล้ว” จินหัวเราะเบาๆกับคำพูดที่ยังคงบ่งบอกนิสัยตรงไปตรงมาของไอ้ห่ามปากทรามสม่ำเสมอ เขาเงยหน้าขึ้นสบตา แล้วจูบเบาๆที่ริมฝีปากบาง
“ถอยไปได้แล้ว เหนื่อย” คาเมะบอกเสียงเบา แล้วผลักอีกฝ่ายออกไป จินยอมแต่โดยดี เขาทรุดตัวลงไปนอนเคียงข้างบนเตียงเล็กๆนั่น ทำให้ต้องตะแครงตัวเบียด นอนหันหน้าเข้าหากัน
“อ๊ะ! อย่าโดนก้นสิ มันเจ็บ...” คาเมะพยายามกันตัวเองออกมา แต่มือหนาก็ยังไล้วนอยู่แต่ผิวเนื้อที่ค่อนข้างหมิ่นเหม่ลงไปยังส่วนที่บอบช้ำ
“เมื่อกี้เห็นร้องซะหวาน ที่แท้เจ็บหรอกเหรอ”
“ก็ของมึงมันใหญ่นี่หว่า ถ้ายังทำศัลยกรรมลดขนาดไม่ได้ ไม่ต้องมาทำกูเลยนะ” คาเมะเงยหน้าบอกเสียงเข้ม ให้จินถึงกับตาโต
“เฮ้ย! ได้ไง” แต่คาเมะไม่ฟังแล้ว ร่างบางหลับตา แล้วขู่สำทับ
“ไม่รู้ล่ะ กูเตือนมึงไว้ก่อนแล้วกัน ว่าถ้าลดขนาดมังกรมึงให้กลายเป็นไส้เดือนไม่ได้ ไม่ต้องมาคุยกัน ราตรีสวัสดิ์มึง” ไม่นานนัก คนที่เหนื่อยจากสมรภูมิรักก็หลับสนิท แล้วปล่อยให้คนที่เคยเอาแต่ ‘เตือน’ มาตลอดถึงคราวเหวอและอึ้งกับคำเตือนที่ย้อนศรเข้าหาตัวเอง
มันเป็นคำเตือนที่ไม่ว่ายังไง เขาก็ทำไม่ได้ ก็จะให้ทำได้ไง!!! ให้ลดขนาดน้องชายเนี่ยนะ!!!...
...ไอ้แสบคาเมะ!!!!! มึงขู่กู แล้วมึงก็หลับไปทั้งอย่างงี้เนี่ยนะ!!! เฮ้ย!! มึงตื่นขึ้นมาคุยให้รู้เรื่องก่อนเด๊!!!
…ไอ้คาเม๊~!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!...
ป.ล. กูรู้แล้วทำไมแม่มึงถึงบอกว่า ‘ไอ้แสบ มันไม่เคยปล่อยให้คนที่มันรักมีความสุขมากนักหรอก’ ....
ไม่น่าเลย แม่มันเตือนแล้วแท้ๆ เตือนแล้วไม่ฟัง เตือนแล้วว่าให้ถอนตัวเถอะ นรกบนดินมันมีจริง ไม่น่าเลยกู ไม่น่าเลย T___________T
…กูนี่พลาดพลั้งอย่างรุนแรงจริงๆ พลาดจริงๆ อาคานิชิ จิน...
FIN
JIN X KAME
By : Dezair
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
...เคยบอกแล้ว... เคยเตือนแล้ว...บอกจนปากจะฉีก เตือนจนปากเปียกปากแฉะ...
แล้วมันเคยฟังมั้ย เคยทำตามที่บอกมั้ย นอกจากจะไม่เคยแล้ว แม่งยังเป็นประเภทยิ่งดุยิ่งทำ ยิ่งยุยิ่งกวน
ดื้ออะไรอย่างงี้วะ เตือนก็ไม่ฟัง บอกก็ไม่ฟัง เดี๋ยวกูจูบสักทีให้สำนึกดีมั้ยห๊ะ!!!!
……………….
คาเมะไม่โง่พอที่จะทำตัวเอ๋ออยู่ที่หอนานๆ แล้วให้ไอ้คนช่างขู่กลับมารับไปร้านเหล้าหรอก เพราะพอทันทีที่ไอ้จินมันบิดมอเตอร์ไซค์จากไปพร้อมกับทิ้งประโยคที่ว่า ‘รักกูซะ’ เอาไว้กับเขา ร่างบางก็รีบแจ้นไปหาที่หลบภัยชั่วคราวอย่างบ้านไอ้โคยามะทันที แถมโทร.จิก โทร.ลาก เพื่อนพ้องในกลุ่ม ให้มารวมตัวกัน ก่อนจะย้ำหนักแน่นเป็นการขู่ไปว่า ‘ไม่มา!! พวกมึงตาย!!!’
แล้วเพื่อนที่เหลือจะทำอะไรได้ ในเมื่อไอ้น้องห่ามมันตะโกนปาวๆผ่านสัญญาณมือถือมากระทุ้งหูพวกเขาแบบนั้น พรรคพวกที่เหลือก็ต้องรีบโกยไปบ้านไอ้โคยามะกันทั้งนั้นล่ะ
“พวกมึงต้องช่วยกู!! เพื่อนพวกมึงจะเอากูทำเมีย!!!” คาเมะประกาศหน้าตาจริงจัง ให้เพื่อนทุกคนที่นั่งสลอนกันในห้องนอนไอ้โคยามะ ซึ่งปิดประตูลงกลอนอย่างดีได้รับรู้กันถ้วนหน้า แน่นอน คาเมะไม่นึกจะปกป้องไอ้จินอีกแล้ว หากว่าการปกป้องมัน จะทำให้อธิปไตยประตูหลังเขาปลิดปลิวไปไกลน่ะ
“แล้วไง มึงก็พร้อมเป็นเมียมันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” เรียวยกมือถาม ในขณะที่อีกหกพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย พวกเขามีความคิดตรงกันว่า ไอ้คาเมะจะมาโวยวายนั่นนี่อยู่ทำไม ในเมื่อทุกวัน ทุกเวลา มันก็พูดเล่นจนกลายเป็นจริงไปแล้ว ว่าจะมีทั้งผัวทั้งเมีย เข้าสูตรเกิดหนเดียว ตายหนเดียว ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม
“ไอ้เรียว!!! กูไม่เคยพร้อมกับไอ้จิน!!!” คาเมะหันมาตะคอกใส่อย่างอารมณ์เสียเป็นที่สุด แต่ก็อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลย ตัวมันก็เท่านั้น ใครที่ไหนก็หือมันขึ้นทั้งนั้นแหละ
“อ้าว อย่างงี้ก็ไม่แฟร์ดิ มึงพร้อมกะคนอื่น แต่มึงไม่พร้อมกะไอ้จินที่เป็นเพื่อนมึงเองเนี่ยนะ” ชิโรตะรีบเรียกร้องหาสิทธิพิเศษให้เพื่อนอย่าง อาคานิชิ จิน ซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่มเพียงคนเดียว ที่ไม่ถูกคาเมะจิกมารวมพล ก็จะจิกมันมาทำไมเล่า ในเมื่อคาเมะกำลังหาวิธีหนีจากมันอยู่!!
“ไม่ต้องมาเรียกร้องความยุติธรรมอะไรจากกู!! พวกมึงต้องช่วยกูนะเว้ย!! พวกมึงรังเกียจคู่เกย์ไม่ใช่รึไงล่ะ คู่เกย์มันคือคู่ชายกับชายนะเว้ย มันไม่ปกติ!!”
คาเมะพยายามหาทางโยงประเด็นเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้วุ่นวาย จุดมุ่งหมายง่ายๆคือ ต้องการให้เพื่อนทุกคนรังเกียจ คาเมะจะได้มีข้ออ้างถอยห่างออกมาจากไอ้จิน เขายอมรับว่ากลัวมัน จะพูดให้ถูกคือ กลัวใจไอ้จิน นี่ขนาดมันยังไม่ค่อยจะเอาจริงเท่าไหร่ คาเมะยังบูชามันไปตั้งสามจูบ ถ้าเกิดมาเอาจริงขึ้นมา ท่าทาง ต้องสามวันสามคืน แน่ๆ
ถึงแม้ในใจลึกๆ คาเมะจะอยากรู้เล็กๆก็เถอะ ว่าสามวันสามคืนกับไอ้จิน แล้วมันจะเป็นยังไง แต่...แต่...แต่ยังไงมันก็น่ากลัวอยู่ดี!!!...แล้ว แล้ว ไอ้จินก็ไม่ใช่เล็กๆ คาเมะกล้ายอมรับแบบไม่อายปากว่าไอ้จินมี ‘เทพมังกรสยบโลกา!!’ ที่เพื่อนทั้งกลุ่มโอ้โห อู้ฮู อ้าฮา กันมาแล้ว
...แล้วอย่างงั้น อย่างงั้น อย่างงั้นยังจะให้คาเมะไปเป็นเมียมัน... กลัวจะใช้ชีวิตไม่คุ้มเพราะมีผัวได้แค่คนเดียว แล้วสิ้นใจตายคาเตียงเนี่ยแหละ!! ไม่ยอมโว๊ย!! ยังไงก็ไม่ยอมเด็ดๆ!!!
เจ็ดเพื่อนสนิทมองอาการใกล้บ้าของคาเมะที่เดี๋ยวขยี้หัว เดี๋ยวทำหน้าเหยเก แล้วถึงได้มองหน้ากัน เหมือนจะถามกันด้วยสายตาว่า เฮ้! มึงเกลียดคู่เกย์รึเปล่า แล้วมึงล่ะเกลียดมั้ย แล้วมึงล่ะ มึงล่ะ มึงด้วยว่าไง ก่อนที่ทั้งหมดจะส่งสายตามาที่ยูอิจิ ผู้ชายหนึ่งเดียวของกลุ่มที่นำร่องเป็นคู่เกย์กะยามะพีแฟนหนุ่มสุดที่รัก แล้วจึงได้ข้อสรุปที่ว่า
...ไม่นี่ ไอ้ยูเป็นเกย์มาตั้งนาน พวกกูก็ไม่ได้เกลียดมันสักหน่อย จะมีไอ้จินกับคาเมะเป็นเพิ่ม มันก็คงไม่ทำให้พวกกูรู้สึกอะไรไปมากกว่านี้หรอก...
คาเมะอ่านสายตาเพื่อนทุกคนออก ก็แน่ล่ะ คบกันมาตั้งสามปี แค่ปรายสายตามองก็รู้ลึกไปถึงก้นกบ และเพราะรู้หัวรู้หางกันดีแบบนั้น น้องห่ามสุดที่รักของพี่โหดเลยต้องรีบโวยวาย ดึงความสนใจของเพื่อนๆ
“เฮ้ย!! พวกมึงเกลียดเกย์เหอะ!! กูขอล่ะ!! เกลียดคู่เกย์ที!!!”
“ถามจริงไอ้คาเมะ นี่มึงเรียกพวกกูมาเพราะเรื่องแค่นี้งั้นเหรอ มึงรู้มั้ยว่ากูต้องแงะหน้าตัวเองออกมาจากอกของมายูริจังเชียวนะ” โคคิถามอย่างเอือมระอา อยากจะย้อนนักว่า แล้วตอนพวกเขาขอเวลาตัดสินใจ ไอ้ห่ามที่ไหนมันหน้าซีดหน้าเหลืองอยู่กะไอ้จินแค่สองคน
“มึงอ่ะ!! ทำไมเห็นนมดีกว่าเพื่อนวะ!!” คาเมะชักเซ็ง ที่ไม่มีใครเข้าข้าง ไอ้พวกนี้มันแปรพักตร์กันหน้าตายๆ ทำเนียนว่าอยู่ตรงกลาง แต่พอถึงเวลาก็ย้ายเท้าไปยืนเป็นแบ็คอัพให้ไอ้จินกันหมด แล้วคาเมะก็หัวเดียวกระเทียมลีบทุกที
“ต่อไป เดี๋ยวมึงก็เห็นไอ้จินดีกว่าพวกกูแหละวะ หลังได้เสียอ่ะ” จิมมี่เดาเอาล่วงหน้า เลยโดนคาเมะคนดียกนิ้วกลางถวายไปหนึ่ง
“ไม่มีวันนั้น!! ถ้าพวกมึงทุกคนช่วยกู” คาเมะพูดจบปุ๊บ โคยามะก็สั่นหัวดิก
“เสียใจ พวกกูไม่ใช่คนแคระทั้งเจ็ด ที่ต้องมาช่วยสโนว์ไวท์อย่างมึง” คาเมะนึกอยากจะให้มือตัวเองมีนิ้วกลางสักสิบนิ้ว จะได้ยกประเคนให้ไอ้โคยามะทั้งหมดเพื่อความสะใจ ดันมาหาว่ากูเป็นสโนว์ไวท์ อย่างกูมันต้องแจ็คผู้ฆ่ายักษ์โว๊ย!!!
“ใช่ซี่!! มีแต่ไอ้จินที่เป็นเพื่อนพวกมึงใช่มั้ยล่ะ ถึงได้เข้าข้างแต่มัน”
“แน่นอน แล้วมันไม่ใช่แค่เพื่อนอย่างเดียวนะเว้ย มันได้อีกตำแหน่ง เป็นตำแหน่งเพื่อนเขยว่ะ เห็นมะ ขนาดตำแหน่งในกลุ่ม มันยังมีมากกว่ามึงเลย เพราะงั้น พวกกูเข้าข้างมันแล้วผิดตรงไหนครับ” จุนโนะย้อนเข้าให้ คาเมะเลยยิ่งหงุดหงิดนัก ไล่มองหน้าเพื่อนแต่ล่ะคนก็มองเห็นแต่ความพยายามช่วยเหลือจากพวกมันกันทั้งนั้น เพราะพวกมันเอาแต่ยิ้มล้อๆ นั่งกระดิกเท้ายิกๆ ทำนองว่า กูไม่ช่วยมึง เพราะไม่ใช่หน้าที่กู
“เออ!!~ ไม่ช่วยก็ไม่ต้องช่วย!! กูไม่ง้อพวกมึงแล้ว” คาเมะโวยวาย ให้เพื่อนทุกคนอยากจะย้อนว่า แล้วมึงง้อพวกกูตอนไหน ตั้งแต่เข้ามา มึงก็เอาแต่ตะคอกๆๆๆ แล้วก็ขู่พวกกูว่า ‘พวกมึงต้องช่วย!!! ไม่ช่วย พวกมึงตาย!!! ช่วยกูเดี๋ยวนี้!!!’ ไม่มีใครเข้าใจว่าประโยคไหนของคาเมะที่แปลความในแนวอ้อนวอนเลยสักนิด
“กูช่วยเหลือตัวเองก็ได้!!!” นั่น ก่อนมันจะไป มันยังมาตะคอกใส่อีกต่างหาก ไอ้ห่ามเอ้ย!
คาเมะโวยวายใส่เพื่อน แล้วหมุนตัวเดินไปเปิดประตูห้อง แต่ทันทีที่บานประตูเปิดออก คาเมะก็ได้เห็นใครบางคนที่ยืนอยู่อีกฟาก ให้ต้องยืนนิ่งอยู่กับที่เหมือนเห็นผี พอตั้งสติได้ ก็รีบหันควับกลับมามองเพื่อนอีกเจ็ดคน แล้วแผดเสียงลั่น
“ใครโทร.เรียกไอ้จินมาวะ!!!” ใช่ ผู้ชายอีกฝั่งของประตู ที่คาเมะเปิดไปเจอคือ อาคานิชิ จิน ที่คาเมะจำได้ว่าไม่ได้โทร.ไปเรียนเชิญแต่อย่างใด
“กูเอง” จิมมี่ยกมือบอกอย่างมาดแมน แล้วอธิบายต่อ ก่อนที่คาเมะจะกระโจนเข้ามากินหัว
“ก็...กูเห็นพวกเรามีกัน 9 คน มึงบอกเองว่าประชุมด่วน บ้านไอ้โคยามะ แล้วกูก็ว่า มึงคงไม่กล้าโทร.เรียกไอ้จิน เพราะงั้น กูเลยโทร.เรียกมันมาเอง”
“แล้วมึงโทร.เรียกมันมาทำไม!!!”
“อ้าว...ตามหลักการแล้ว ถ้าขาดสมาชิก มันจะเปิดอภิปรายไม่ได้ไม่ใช่เหรอ เพราะว่าไม่ครบองค์ประชุม” ให้ตาย!!!! คาเมะนึกคำด่าที่จะสาดใส่ไอ้จิมมี่ไม่ออก ไม่ใช่เพราะมันพูดหน้าตายๆ แต่เพราะเหตุผลของมัน …คนมาไม่ครบ เปิดประชุมไม่ได้....
…โอ้ย!!! คาเมะไม่น่าไว้ใจยกให้ไอ้พวกนี้เป็นที่ปรึกษาหัวใจเลย!! ถ้าแก้ปัญหาเอง ป่านนี้ก็คงหนีไอ้จินไปสุดล่าฟ้าเขียว ไม่ต้องมาจ๊ะเอ๋กับมันภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมงแบบนี้หรอก!
“กูนึกว่า จะเปลี่ยนจากร้านเหล้า เป็นบ้านมึงซะอีก โคยามะ” แล้วแขกผู้ที่เจ้าภาพอย่างคาเมะไม่ได้เชิญ ก็เดินเข้ามาในห้อง ผลักคนที่ยืนคาอยู่กับประตูให้ขยับเข้าไป แล้วดึงประตูปิด จากนั้นก็เอาหลังผิง บังทางเข้าออกหนึ่งเดียวของห้องเสียมิด บอกให้รู้เอาไว้ ว่าถ้าไม่ขอมันดีๆ คืนนี้ก็นอนอัดกันในนี้ทั้งเก้าคนเนี่ยล่ะ
“ก็คงจะได้กินที่นี่จริงๆ ถ้ามึงยังยืนขวางประตูอยู่แบบนี้” คาเมะก็ยังเป็นคาเมะ เป็นไอ้ห่ามปากแข็ง และชอบทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาว ทั้งๆที่ในใจเต้นเร้าเป็นเจ้าเข้า ทั้งตื่น ทั้งหวั่นไปหมด กลัวคำพูดที่ตวาดให้ลั่นเมื่อกี้ จะเข้าหูไอ้จิน ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว ก็คงเข้าหูมันนั่นแหละ ก็มันมายืนอยู่หน้าประตูห้องนี่หว่า นอกจากนั้นยังกลัวมันจะทำอะไรต่อหน้าเพื่อนอีก กลัวมันโกรธด้วย ที่ทำอะไรลับหลังมัน สรุปว่ากลัวไปหมดทุกอย่าง
“งั้นก็กินมันที่นี่แหละ มึงโอ.เค. ใช่มั้ยโคยามะ” จินตอบรับประโยคของคาเมะง่ายๆ แล้วเหมือนจะหันไปถามเจ้าของบ้าน แต่สายตาที่ส่งตามมา ออกแนวบังคับขู่เข็น จนโคยามะอยากจะอ้าปากด่าเข้าให้ว่า...ถ้าไม่คิดจะขออนุญาตกูจริงๆ มึงก็ไม่ต้องทำเป็นถาม เสียเวลา!!!...
“เดี๋ยวกูไปซื้อน้ำแข็งมาให้แล้วกัน” ยูอิจิกับโคคิหาทางชิ่งเป็นคนแรก ตามมาด้วย จิมมี่ ชิโรตะ และจุนโนะที่บอกว่าจะไปยกลังเบียร์จากร้านมาให้เอง
หลังจากนั้นก็เป็นไอ้เรียวที่ทำตัวเหมือนทำกับข้าวเก่งนักหนา ขอตัวไปเตรียมกับแกล้ม เดือดร้อนโคยามะต้องรีบตามออกไปคุมอีกรอบ กันโรคไม่ติดต่อทางการแพทย์ แต่อาจเป็นกันถ้วนหน้า หากปล่อยให้เรียวจับตะหลิวเพียงลำพัง ก็ฝีมือมันแย่พอๆกับคาเมะเลยนี่หว่า ไม่สิ อย่างไอ้คาเมะต้องเรียกว่า ‘ประเมินผีมือไม่ได้’ มากกว่า เพราะแค่ทุกคนเห็นท่ามันจับมีด ก็พร้อมใจกันบอกมันว่า ...มึงอยู่เฉยๆเถอะ กูขอร้อง...
คล้อยหลังโคยามะออกจากห้องไปแล้ว จินก็ขยับตัวกลับมาบังทางเข้าออกเช่นเดิม ทำตัวประหนึ่งยักษ์เฝ้าประตู คาเมะมองสถานการณ์สองต่อสองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงห้านาที แล้วอยากไล่เตะเพื่อนเรียงตัว พวกนั้นก็เพื่อนดีเอาโล่กันจริงๆ อยากมีเพื่อนเขยกันตัวสั่น แต่ไม่เคยเห็นใจกูสักนิด ถ้ากูต้องมีผัวชื่อโหด เอ้ย ชื่อ อาคานิชิ จินเนี่ย!!!
“อยู่กันสองคน เล่นซ่อนแอบกันมั้ย” น้องห่ามคนดี ไม่ได้นึกอยากจะแอ๊บแบ๊ว ทำตัวเป็นเด็กอนุบาลเอาตอนอายุยี่สิบหรอก แต่กำลังหาทางหนีต่างหากเล่า เนี่ย เดี๋ยวตะล่อมมันสักหน่อย แล้วพอมันตกลง ก็โยนตำแหน่งให้มันเป็นคนหาก็สิ้นเรื่อง ตอนมันปิดตานับหนึ่งถึงสิบ คาเมะก็หนีซะ วันนี้ไม่กง ไม่กิน ไม่ดื่มมันแล้ว เอาประตูหลังตัวเองให้รอดเป็นพอ!!
จินยิ้มบาง พยักหน้ารับรู้ให้คาเมะใจชื้น กำลังจะแอบยิ้มกับแผนการของตัวเองที่ดูท่าจะได้ผล และจะอ้าปากโยนตำแหน่งคนหาให้ไอ้คนที่ยอมเล่นด้วย แต่จินพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ถ้ากูตกลง มึงก็จะให้กูเป็นคนหาสิท่า แล้วตอนกูปิดตานับเลข มึงก็จะหนีกลับหอ อย่างนั้นใช่มั้ย” อารมณ์ดีใจหายวับ เพราะคำพูดประเภทรู้ดีของเพื่อนสนิทที่คบกันมาหลายปี
....ก็เพราะอย่างงี้ไงเล่า ถึงได้ไม่อยากเอาเพื่อนมาพัฒนาเป็นแฟน!! จะทำอะไรมันก็เดาทางได้เสียหมด!! เซ็งโว๊ย!!!!...
คาเมะเหลือบตามองอย่างไม่พอใจ คิดไม่ตกว่าจะออกจากไอ้ห้องปิดตายนี่ยังไงดี บอกได้แบบไม่ต้องเดาเลยแล้วกัน ว่าไอ้เพื่อนเจ็ดคนที่ถลาออกจากห้องไปพร้อมกับเหตุผลเลอเลิศเมื่อกี้ นอกจากมันจะไม่ทำตัวเป็นคนแคระคอยช่วยสโนว์ไวท์อย่างคาเมะแล้ว เผลอๆมันอาจจะเป็นเจ็ดอสูรฝ่ายเดียวกับไอ้พ่อมดจินก็ได้ ง่ายๆว่าพวกมันอาจจะล็อคกลอนจากข้างนอก หรือถ้าเห็นคาเมะออกไปได้ พวกมันก็คงจับกลับเข้ามาไว้ในนี้เหมือนเดิม กะจะให้เอาห้องนี้เป็นเรือนหอชิงสุกก่อนห่ามว่างั้น!!!
แล้วคิดว่าคนอย่างคาเมะจะยอมงั้นสิ???...
คนสวยปากทราม เจ้าของหัวใจหนุ่มๆกลุ่มชมรมคนรักคาเมะมีความรู้เรื่องแปลนบ้านมาตั้งแต่อายุได้ แปดขวบ ว่าถ้าออกทางประตูไม่ได้ (เนื่องจากแม่จับขัง บังคับให้ทำการบ้าน) อีกทางที่พอจะออกได้คือหน้าต่าง (คาเมะทำเป็นประจำ จนถูกตระกูลคาเมนาชิเตะโด่งมาอยู่หอที่มีระบบความปลอดภัยดีเยี่ยม อย่างเช่นคนดูแลหอและยาม ที่มีเบอร์โทรศัพท์แม่ของคาเมะติดกระเป๋า ไว้รายงานพฤติกรรมจากกมลสันดานลูกชายสุดที่รัก เพื่อจะได้มากำหราบให้ถึงโตเกียวอย่างทันถ่วงที กันชื่อเสียงครอบครัวที่ป่นปี้มากพออยู่แล้ว จะไม่เหลือแม้แต่เศษซาก)
เพราะฉะนั้น....ก็บอกแล้วไงว่าคาเมะไม่ยอมอะไรง่ายๆหรอก...ในเมื่อออกทางประตูไม่ได้ กูก็ไม่ออก กูออกทางหน้าต่างก็ได้!!!!!....
คาเมะหมุนตัววิ่งไปที่หน้าต่างห้องนอนของโคยามะที่เปิดอ้ารับลม แต่ร่างบางถือว่ามันเปิดอ้าเชิญชวนให้กระโดดออกเป็นอย่างยิ่ง จินตาโตกับตัวเล็กๆบางๆที่วิ่งตรงไปยังหน้าต่าง เขาถลาไปคว้าร่างมันเอาไว้ ก่อนที่คาเมะจะทันยกขาอีกข้างออกไปนอกหน้าต่าง และอาจส่งผลให้ร่างทั้งร่างล่วงลงไปยังพื้นด้านล่าง
“เฮ้ย!!!~ ปล่อยกู!!!” คาเมะโวยวายดิ้นพล่าน เมื่อถูกกอดรัดจากด้านหลัง และลากกลับเข้ามาในห้อง เห็นตัวเล็กๆแบบนี้แล้ว แต่คาเมะแรงเยอะเอาเรื่อง เพราะดิ้นจนจินยังนิ่วหน้ากับฤทธิ์เดชของมัน
“อยู่เฉยๆนะคาเมะ!! ไม่งั้นกูปล้ำมึงแน่!!!” เขาตะโกนขู่ แข่งกับเสียงร้องของคนในอ้อมแขน
“กูอยู่เฉยๆ มึงก็ปล้ำกูอยู่ดี!! ปล่อยเด้~!!” คาเมะร้องลั่น แล้วเขย่าตัวเอง ดิ้นซ้ายดิ้นขวา หมายจะให้หลุดจากวงแขนที่โอบล้อมรอบตัว
“คาเมะ!!” จินดุอีก เขาชักอารมณ์เสียมากขึ้นทุกที ไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนที่ตัวเองมาหลงรัก จะดื้อด้านได้ขนาดนี้ มันไม่ได้ดีเด่นไปกว่าคู่รักคนเก่าๆของเขาเลย ซ้ำยังดื้อกว่า แสบกว่า ทำให้ปวดประสาทกว่า ก็ดูสิ! มีอย่างที่ไหน ออกทางประตูไม่ได้ มันเล่นจะกระโดดหน้าต่าง แล้วนี่มันชั้นสาม ไม่ใช่ชั้นสองหรือชั้นหนึ่ง มันคิดว่าตัวมันเองเป็นอะไร ยอดมนุษย์ มาส์ก เรนเจอร์ที่มันดูทุกวันตอนหนึ่งทุ่มรึไง คิดแล้วก็น่าโมโห จินโมโหทั้งตัวเองที่คุมมันไม่อยู่ แล้วก็โมโหทั้งตัวมัน ที่แสบซ่าบ้าบอเกินใคร
“ไม่ต้องมาย้ำชื่อกู!! กูรู้ว่ากูชื่อคาเมะ!! ปล่อยกู~!!!!!!!” คาเมะแรงเยอะมากพอ อย่างน้อยก็เพราะเตะบอลแทบทุกวัน ร่างกายแข็งแรง แถมพลังงานเหลือเฟือเพราะกินจุมาทั้งชีวิต เพราะงั้นเลยทั้งโวยวาย ทั้งดิ้น ถึงจะเหนื่อย แต่คาเมะก็บอกตัวเองว่าถ้ายอมแพ้ หยุดดิ้นล่ะก็ พรหมจรรย์ประตูหลังจะหายไปจากชีวิตในวันนี้
“กูไม่ปล่อย!! ซ่านักไม่ใช่รึไงมึงน่ะ!! คิดจะหนีกูถึงขนาดลากไอ้พวกนั้นมาปรึกษา เรื่องนี้กูไม่ว่า แต่มึงบ้ารึเปล่าที่จะกระโดดหน้าต่างหนีกู!! มึงเอาอะไรคิด!!!”
“สะดือ!! กูใช้สะดือคิด!!! มีปัญหามั้ย!!” คาเมะตอบ แต่อย่างนั้นก็ยังดิ้น เอาเป็นว่าตอนนี้ไม่ว่าจะทำอะไร จะคิดอะไร จะพูดอะไร คาเมะก็ยังดิ้น พอๆกับที่จินเองก็กอดรัดไม่ปล่อยนั่นแหละ
“ไม่ใช่เวลาประชด! ต้องให้กูโทร.บอกแม่มึงมั้ย ว่ามึงบ้าถึงขนาดจะกระโดดหน้าต่างห้องนอนชั้นสาม”
“ไม่ต้อง!!” คาเมะหันควับกลับไปตอบเสียงขุ่น สายตาเหลือบเห็นต้นแขนจินที่โอบรัดพาดมายังอกตน เลยอาศัยจังหวะนั้น ก้มลงไปกัดเสียจมเขี้ยว
“โอ้ย!!”ร่างสูงร้องลั่น สะบัดแขนตัวเองออก แล้วคว้าร่างเล็กเข้ามาหา ก่อนจะก้มลงจูบปากตอบสนองรอยกัดที่ฟันซี่เล็กฝากไว้กับแขนเขา
“อื้อ!!!” คาเมะตาโตกับจูบที่สี่ จากผู้ชายคนเดิม รับรู้ถึงอะไรบางอย่างกำลังสอดเข้ามาในโพรงปาก กะจะกัดให้ขาดเป็นสองท่อน แต่ถูกมือหนาบังคับบีบแก้มเอาไว้แรงๆ เจ็บจนน้ำตาเล็ด แล้วไอ้แต่ร้องอื้ออ้าในลำคอ ยอมปล่อยให้มันสอดลิ้นเข้ามาตามใจชอบ
“อื้อ!!!!!” คาเมะได้แต่ประท้วง เจ็บเพราะถูกบีบแก้ม แล้วยังอึดอัดกับสัมผัสภายในปาก แต่ดูเหมือนคนจูบจะไม่ได้สนใจนัก เพราะมันบิดจูบครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อส่งลิ้นให้ไล้เข้าไปทุกซอกทุกมุม จนคาเมะหวิวไหวไปทั้งตัว
ร่างบางดิ้นไม่ไหว แขนล้า ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะสู้ จะว่าเวลานี้ คาเมะแสบไม่ออกก็ว่าได้ มือสองข้างที่พยายามจะดึงมือจินออกจากหน้าตัวเอง ก็ถูกมันใช้มืออีกข้างรวบร่างคาเมะเข้ามาแนบกับร่างกายหนา จนขยับเขยื้อนไม่ได้ สองมือหมดอิสระอยู่ระหว่างอกเขาและมัน
จินดูดดึงริมฝีปากของคาเมะรุนแรง ระบายอารมณ์โมโหและห่วงหา เขาแทบบ้าตอนเห็นมันจะกระโดดหน้าต่าง พอดุมัน มันก็ยังดื้อด้าน ทำไมมันไม่ฟังกันบ้าง
เสียงประท้วงยังดังต่อเนื่อง จนร่างสูงยอมผละออก ถึงได้เห็นว่าแก้มขาวๆเป็นรอยแดง อันเกิดจากการบีบของเขา ดวงตาเรียวคลอด้วยน้ำตา แต่ถึงอย่างนั้น นัยน์ตาสีน้ำตาลก็ส่อแววอาฆาตมาดร้าย
“เจ็บรึเปล่า” คงเป็นเพราะไอ้คาเมะมันขาว รอยแดงๆบนแก้มถึงได้เห็นชัด ให้จินต้องยกนิ้วขึ้นไล้ แต่ถูกคาเมะปัดทิ้งอย่างไม่ใยดี
“ไม่เจ็บเลยมั้ง!! บีบมาได้!! มึงลองมาโดนเองบ้างมั้ยล่ะ!!” คาเมะไม่ว่าเปล่า แต่ยื่นมือไปบีบแก้มจินแรงๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็ยืนนิ่งให้ทำ จินไม่ว่าอะไร ไม่ปัดมือคาเมะ ไม่หนี ยอมยืนเฉยๆ แล้วใช้แค่สายตามอง จนคนห่ามต้องยอมละมือออกมา แล้วหันหน้าไปอีกทาง เพราะทนไม่ได้กับสายตาที่ชวนให้หัวใจสั่น จนพาลให้มือไม้เย็นเชียบ แต่หน้าร้อนผ่าว
“ทีนี้เลิกบ้าได้รึยัง” จินถาม ทำเอาคนกำลังรู้สึกแปลกๆกับสายตาจากดวงตาคมถึงกับหันควับกลับมามอง
“แล้วใครทำกูบ้า!! ทั้งจูบ ทั้งเตือน มึงสิบ้าน่ะจิน!! ทำแต่ล่ะเรื่อง ห่าเหวทั้งนั้น!!” ร่างบางตะคอกใส่ หมุนตัวจะเดินหนีออกจากห้องด้วยความหงุดหงิด แต่ถูกจินรั้งร่างเอาไว้ แล้วซ้อนกอดจากทางด้านหลัง วางคางตัวเองลงกับลาดไหล่เล็ก ให้คาเมะใจเต้นระส่ำกับการกระทำที่เข้าข่ายถึงเนื้อถึงตัวอย่างหวานแหววและชวนให้หวั่นไหว
“แต่เรื่องคนรักนั่น กูพูดจริง รักกูได้มั้ยคาเมะ”
“มึงเป็นเกย์ ทำไมไม่เลือกคู่เกย์น่ารักๆหน่อยวะ” คาเมะถามอย่างไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าไอ้จินมันมาคิดอะไรกับเขาได้ยังไง ในเมื่อเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน มันเองก็มีแฟนมาตั้งเยอะ แฟนมันแต่ล่ะคนก็เจ๋งๆทั้งนั้น แล้วอยู่ดีๆก็เปลี่ยนรสนิยมมาหาเขา มันดูไม่น่าเชื่อ คาเมะกลัวตัวเองถูกหลอก กลัวว่าพอยอมตกลงเป็นคนรักกับมันแล้ว มันจะหัวเราะสมน้ำหน้าแล้วบอกว่า ‘กูพูดเล่น!’ แบบนั้นฆ่าคาเมะให้ตายเสียดีกว่า รู้ๆกันอยู่ว่าคนอย่างคาเมะหน้าแตกไม่ได้
“คนที่น่ารักกว่ามึง มันต้องเสียเวลาจีบนี่หว่า รักมึงนี่แหละ ง่ายดี ไม่ต้องจีบ” จินบอก และก็อยากบอกมันด้วย ว่าตั้งแต่เห็นมันรับบท สโนว์ไวท์ ขึ้นแสดงในงานเลี้ยงสิ้นปีที่คณะ เห็นมันร้องไห้ แม้จะเป็นไปตามบทที่มีสคริปป์ แต่จินกลับรู้สึกว่า หน้ามันตอนนั้น ชวนให้ตะลึง แล้วก็กลายเป็นว่า นอนไม่หลับ หรือหลับไปแล้วก็ฝันเห็นแต่ มัน
“แล้วกูก็ขี้เกียจจีบด้วย มึงบอกเองไม่ใช่เหรอ ว่ากูจีบไม่เก่ง” จินบอกอีก แล้วก็นึกขำกับตัวเอง ว่ากับ ‘รายนี้’ เขายังไม่ทันได้จีบมันเลยสักนิดเดียว ข้าวของก็ไม่เคยให้ในฐานะคนมาจีบมัน แล้วดันข้ามขั้นมาจูบมันได้ไงวะ อ้อ...นึกออกล่ะ ก็เอาคำเตือนมาอ้างนี่หว่า
ในขณะที่จินกำลังรู้สึกดีๆกับคนในอ้อมแขนที่ไม่ดื้อด้าน ดิ้นรนให้วุ่นวาย คาเมะกลับกำลังอึ้ง แล้วนิ่งไปกับคำพูดของได้คนที่ยังเอาคางเกยไหล่
...รักมึงนี่แหละ ง่ายดี...
ง่ายดีงั้นเหรอ รักกูเพราะเห็นว่าง่ายอย่างงั้นเหรอ แล้วมึงก็จูบกู เพราะเห็นว่ากูง่ายด้วยใช่มั้ย... คาเมะไม่รู้ว่าทำไม อารมณ์หวานๆในตอนแรกมันถึงได้กลายเป็นความดำทะมึนก่อกวนในจิตใจ ที่รู้ๆคือนี่ไม่ใช่สิ่งที่คาเมะต้องการจะได้ยิน คาเมะไม่ได้อยากจะได้ยินว่าตัวเองง่าย ตัวเองด้อยค่าขนาดนั้น มันทำให้รู้สึกว่าเป็นแค่ของเล่น ใช่ คาเมะอาจจะยอมเป็นของเล่นให้คนอื่น หากคิดว่ามันเป็นเรื่องสนุก แต่สำหรับผู้ชายที่ชื่อ อาคานิชิ จิน คาเมะไม่ได้อยากเป็นของเล่นของมัน ไม่ได้อยากเป็นแค่ของแก้ว่าง แล้วพอมันยุ่ง มันก็ลืม
“งั้นเหรอ” คาเมะพึมพำ แล้วยิ้มหวานหันกลับไปหา ให้จินต้องอึ้งไปกับรอยยิ้มนั่น ก็ว่าตอนมันร้องไห้น่ารักแล้ว เวลามันยิ้มแบบนี้ มันน่ารักกว่าตอนร้องไห้เยอะเลย แต่ก่อนที่จินจะได้พูดอะไร หมัดรุ่นๆก็อัดดังผลั๊ก! เข้าที่ท้องเขาเต็มแรง
“โอ้ย!!!!” จินถึงกับทรุดลงไปนั่งกับพื้น เมื่ออาการเจ็บแปลบแล่นขึ้นมาจากท้อง เขาเงยหน้ามองด้วยความงุนงง และสับสน เห็นไอ้ตัวแสบที่ยืนจ้องเขาอยู่
“อย่าสะเออะมาให้กูเห็นหน้ามึงอีก!!!” คาเมะตะโกนชี้หน้าด่า แล้วสะบัดหน้าพรืด เดินตึงตังออกจากห้องทันที
...กูเกลียดมึงที่สุด!!!! ไอ้เวรจิน!!!!!!
................................................
ก็อย่างที่บอกไปแล้ว ว่าคาเมะไม่โง่และไม่บ้า เพราะฉะนั้น หลังจากอัดเข้าไปกลางท้องของจินเต็มๆวันนั้น คาเมะก็ไม่อยู่รอลุ้นว่าไอ้จินจะลุกขึ้นมาไล่กระทืบหรือไม่ เห็นมันทรุดลงไปแล้ว ก็เผ่นแนบกลับหอด้วยความรู้สึกย่ำแย่ และพอมาวันนี้ ก็เอาอารมณ์เซ็งๆที่ตกค้างมาเป็นข้ออ้างไม่ลุกจากเตียง และไม่ยอมไปเรียน
“คาซึ...ตื่นได้แล้ว จะแปดโมงแล้ว” เดือดร้อนน้องชายอย่างยูยะ ที่ต้องเข้ามาสะกิดให้พี่ชายรับรู้หน้าที่อันควรของตัวเอง แต่คนอย่างคาเมะ ลองว่าดื้อแล้ว มันก็ดื้ออย่างมีคุณภาพ คือไม่ยอมลุกจากเตียงง่ายๆ แถมยังพลิกตัวหนีเอาผ้าห่มคลุมโปง
“วันนี้ไม่มีเรียน” เสียงของคนใต้ผ้าห่มดังออกมาให้ยูยะส่ายหัว
“ไม่มีเรียนอะไรเล่า อาทิตย์ที่แล้วยังไปเรียนอยู่เลย” คนเป็นน้องโวย
“อาทิตย์ที่แล้วเรียน แล้วอาทิตย์นี้ต้องเรียนรึไงล่ะ” ยูยะมองร่างที่ขดจนกลมของพี่ชายด้วยความเอือมระอากับนิสัยขี้เกียจแก้ไม่หาย หลายครั้งที่เขาต้องจับอุ้มขึ้นรถไฟใต้ดินไปทั้งๆชุดนอน เพราะกลัวพี่ชายจะเรียนไม่จบ แต่คนอย่างพี่ชายตัวแสบของเขาน่ะหรือจะยอมให้เขาอุ้มดีๆ เพราะมันเล่นตะโกนลั่นรถไฟว่า ‘ช่วยด้วย มันลักพาตัวผม!!!’ สรุปเลยกลายเป็นวุ่นวายกันไปใหญ่ แล้วเจ้าพี่ชายสุดที่รักของเขาก็เลยเนียนไม่ได้ไปมหา’ลัยอีกวัน เพราะมัวแต่เคลียร์กับเจ้าหน้าที่ในสถานี
ยูยะชั่งใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรดีกับพี่ชายนิสัยสุดโต่งแบบนี้ อ้อ...ใช่ล่ะ เขาลืมเพื่อนๆของคาซึยะไปได้ยังไง
“คาซึ...จะตื่นไม่ตื่น ไม่ตื่นจะโทร.ไปเรียกพี่จินมาลาก” ยูยะบอกเสียงเรียบ ทำเอาคนที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มถึงกับสะบัดผ้าออก แล้วผงกหัวขึ้นมาจ้อง
“อย่าพูดถึงชื่อนั้น!!!” แม้แต่ชื่อมัน คาเมะก็ไม่อยากได้ยิน อาการหงุดหงิดง่ายเกินเหตุ ทำเอาคนเป็นน้องชักสงสัย
“คาซึทะเลาะกับเพื่อนเหรอ”
“ไม่ใช่!! ไม่ต้องมาถามเซ้าซี้!! ฉันไม่ไปก็ไม่ไป อย่ากวน คนจะนอน!!!” ร่างบางตวาดใส่ แล้วตวัดผ้าห่มคลุมโปงปิดกั้นการพูดคุยใดๆทั้งสิ้น ให้น้องชายได้แต่ตาโตด้วยความงุนงงกับอารมณ์ของพี่
“คาซึ...เป็นอะไรรึเปล่า” ยูยะไม่เข้าใจอารมณ์ที่คล้ายจะเหมือนสาวน้อยผิดหวังในรัก และหมดอาลัยตายอยากจนพาลไม่ไปโรงเรียนของพี่นัก ได้แต่ส่งเสียงถาม แล้วเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียง วางมือลงบนผ้าห่มเบาๆ
“ถ้าแกยังกวนฉันอีกครั้งเดียว ตัดพี่ตัดน้องแน่!!” คาเมะตะโกนออกมาจากผ้าห่ม ยูยะมองร่างกลมๆบนเตียงแล้วถอนหายใจ รู้ดีว่าอีกฝ่ายแปลกไป และก็รู้ด้วย ว่าถ้าคาเมะคิดจะไม่เล่า ไม่บอก เขาก็คงไม่มีทางรู้ ต่อให้เอาอะไรมาแงะปาก นอกจากมันจะไม่พูดแล้ว เจ้าพี่ชายนิสัยเสียของเขายังจะถีบเข้าให้
คนเป็นน้องเอนร่างลงนอนเบียดพี่บนเตียงเดียวกัน
“ไม่ไปก็ไม่ไป ถ้าหมดสิทธิ์สอบอย่ามาโทษกันนะ คาซึ”
“ลุกไปเด๊! น้องบ้าอะไรวะ รังแกพี่” ยูยะอมยิ้มขำกับคำพูดของพี่ชาย อยากถามเหมือนกัน ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา คาเมนาชิ คาซึยะเป็นพี่บ้าอะไรที่รังแกแต่น้อง
“คิดถึงสมัยก่อนเนอะ แต่ก่อนน่ะ เวลาคาซึมีเรื่องกับใครมา พวกเราสี่คนพี่น้องก็ช่วยกันจัดการซะเรียบ จนต้องย้ายโรงเรียนกันหมด แถมโดนแม่ด่ายาวตั้งแต่เย็นยันนอน” คาเมะได้แต่นอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่ม อยากจะตะโกนให้โลกรู้ว่าข้างในโคตรร้อน แต่ก็ไม่กล้าพอจะโผล่หน้าออกไป เวลานี้นึกอยากให้พี่ชายอีกสองคนลงมาโตเกียวชะมัด จะได้เอาสี่พี่น้องคาเมนาชิไปล่าไอ้จินเอาให้หมอบ โทษฐานที่พูดจาไม่เข้าหู
“ยูยะ...” เสียงของพี่ชายดังมาจากใต้ผ้าห่ม ให้คนถูกเรียกต้องเหลือบมอง
“กลับบ้านกันมั้ย” คำถามเหมือนไม่แน่ใจ ความจริงแล้ว คาเมะไม่แน่ใจเอามากๆ ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ทั้งๆที่ปกติเป็นพวกวิ่งเข้าชนกับทุกอย่าง แต่ทำไมพอเป็นเรื่องนี้ คาเมะถึงคิดว่าการหลบไปไหนไกลๆ มันดีเสียกว่าจะเผชิญหน้า
ยูยะเหลือบมองเจ้าของคำชวนที่ยังขดอยู่ใต้ผ้าห่ม คำตอบของเขาไม่มีอะไรมากนักหรอก นอกจากตกลง ก็ในเมื่อ การที่คาเมะทำตัวไม่สมกับเป็นพี่ห่าม ที่เคยหาเหาใส่หัวตัวเอง และหัวทุกคนในตระกูลอย่างสม่ำเสมอ มันทำให้ยูยะรู้สึกว่า การเอาเหามาใส่หัวเขา ยังจะเป็นเรื่องปกติมากเสียกว่า คาเมนาชิ คาซึยะ ที่เก็บกดเช่นนี้
....................................
คาเมะไม่ได้มามหา’ลัย และพอจินโทร.ไปหามัน มันก็ไม่รับสาย จนการกดโทร.ออกครั้งที่ห้า ฝ่ายนั้นก็ปิดเครื่องหนีมันเสียเลย ...หงุดหงิดชิบเป๋ง!! อะไรของมันวะ!!!...
“ไอ้คาเมะมันเป็นไรเปล่าวะ เมื่อวานก็ไม่ยอมอยู่กินเหล้า วันนี้ก็ไม่มาเรียน”
โคคิพูดเหมือนถาม แต่ไม่มีใครให้คำตอบได้ เรื่องที่มันขาดเรียน อันนี้ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะไอ้คาเมะมันขี้เกียจมาแต่ไหนแต่ไร แต่เรื่องที่มันไม่ยอมอยู่กินเหล้าเนี่ยสิ มันผิดปกติ พอถามไอ้จินที่อยู่ในห้องตอนนั้นกับมันแค่สองคน ไอ้จินก็ส่ายหน้า และไม่ยอมตอบ ในเมื่อฝ่ายไอ้จินไม่คายอะไรออกมา เพื่อนพ้องทั้งหลายเลยได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ กะว่าวันนี้จะมาไล่บี้ถามจากไอ้คาเมะเอง แต่ปรากฏว่ามันก็ดันไม่มาอีก
“ไม่แน่ น้องมันอาจจะไม่อยู่หอก็ได้ ไอ้คาเมะเลยรับผิดชอบชีวิตตัวเองไม่เป็น” โคยามะสันนิษฐาน
“โอ้ย...ถ้าน้องมันไม่อยู่นะ ป่านนี้โทรศัพท์พวกมึงดังจนหนวกหูแล้ว” จิมมี่บอกอย่างรู้นิสัยคาเมะดี ว่าถ้ามันพึ่งน้องไม่ได้ ไอ้เพื่อนอีกแปดชีวิตเนี่ยแหละ ที่ต้องยอมให้มันเกาะ
แต่แม้ทุกคนจะห่วงมันแค่ไหน ด้วยความที่ทั้งวันมีเรียนจนถึงเย็น และมีงานกลุ่มที่ต้องส่งพรุ่งนี้เช้า แปดหนุ่มจึงตัดสินใจจะทำงานในส่วนของคาเมะแทนไปด้วย แล้วยกยอดการไปเยี่ยมคาเมะเป็นวันถัดไปแทน
.....................................
“สองพี่น้องคาเมนาชิน่ะเหรอ...กลับบ้านตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะ” นั่นคือคำบอกเล่าของคนดูแลหอ ทันทีที่จินและผองเพื่อน เหยียบย่างเข้ามาใต้ตึก คนดูแลก็เข้ามาทักทายเพราะรู้จักกันดี ก่อนจะเล่าถึงเรื่องสองพี่น้อง ที่ไม่อยู่ห้องตั้งแต่เมื่อวานตอนสาย
“กลับบ้านเหรอครับ” ชิโรตะเป็นคนถาม ในขณะที่คนอื่นๆกำลังอึ้ง อึ้งเพราะไม่คิดว่าคาเมะจะเกิดอาเพศหนักขนาดที่ว่าไม่กินเหล้า ไม่ไปเรียน แล้วยังละทิ้งเมืองหลวง กลับบ้านที่ต่างจังหวัดอีกต่างหาก
“อื้อ...ก็ ไม่รู้ว่าเพราะอะไรหรอกนะ แต่เห็นคนน้องเขาวิ่งมาบอกเมื่อวานตอนสักสิบโมงได้มั้ง ว่าจะกลับต่างจังหวัดสักสองสามวัน”
“แล้วบ้านเขาอยู่ที่ไหน พอจะทราบมั้ยครับ” จินถามอย่างร้อนรน รู้แล้วว่าทำไมคาเมะถึงไม่ไปมหา’ลัย แถมมันยังลงทุนกลับบ้านอีกต่างหาก จะมีอะไรล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะมันพยายามหนีเขา โธ่เว้ย! รู้งี้ขู่มันไว้ก่อนก็ดีล่ะ ว่าอย่าหนี!!
“อา...ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่คงจะเป็นแถวๆฮอกไกโดล่ะมั้ง” จินล้าไปทั้งแขน ไม่รู้จะไปตามหาจากไหน ฮอกไกโดไม่ได้เล็กแคบเท่าฝ่ามือ ที่จะหาได้ด้วยกำลังของเขาแค่คนเดียว หรืออย่าว่าให้ทั้งกลุ่มช่วยกันหาเลย ยังไงก็ไม่มีทางเจอ แต่แล้วจะปล่อยมันไปแบบนี้น่ะเหรอ จินบอกเลยว่าไม่มีวัน!! เขาไม่ยอมให้มันหลบหน้าเขาหรอก!!
แสบ...แสบนัก...แสบจริงๆ ไอ้คาเมะมันทำเขาแสบจริงๆ มันต่อยเขาซะทรุดวันนั้น แล้ววันนี้มันก็หนีความผิดไปแบบนี้ มันคงคิดว่าเขาไม่กล้าตามหาใช่มั้ย ได้...ฮอกไกโดมันใหญ่นัก กูก็จะตามหามึงให้เจอ คาเมะ!!!
“จิน! มึงจะไปไหนวะ อย่าบอกว่าจะไปตามหาคาเมะนะเว้ย!!” ยูอิจิรีบคว้าแขนเพื่อนที่กำลังจะเดินไปที่มอเตอร์ไซค์เอาไว้ ก่อนที่มันจะทำอะไรบ้าๆ
“กูจะตามหาคาเมะให้เจอ”
“มึงอย่าประสาท ใจเย็นๆก่อนดิวะ มึงไปทั้งแบบนี้ ยังไงก็ไม่มีทางหาเจอ” จุนโนะพยายามพูดด้วยเหตุผล แต่จินหงุดหงิดเกินกว่าจะทำความเข้าใจกับความหวังดีของเพื่อน เขาโมโห เขาอารมณ์เสีย เขาเซ็งกับการกระทำของคาเมะ ทำไมมันไม่เข้าใจเขาบ้าง มันหนีเขาไปแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่จะคุยกันรู้เรื่อง
“กูต้องหาเจอ!” ร่างสูงบอกให้เพื่อนคนอื่นๆส่ายหัวกับความดื้อเกินใครของมัน
“แล้วมึงจะไปคนเดียวเนี่ยนะ!! ไม่มีทาง!! พวกกูก็อยากไปเที่ยวบ้านไอ้คาเมะเหมือนกันนะเว้ย” โคคิร้องบอก ทั้งๆที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าบ้านคาเมะอยู่แถวไหน แต่เอาเถอะ ยังไงๆ เขาก็ไม่ปล่อยให้ไอ้จินไปตามหาคาเมะคนเดียวหรอกหน่า เกิดเจอขึ้นมา แล้วไอ้จินอยู่คนเดียว มีหวังมันเล่นไอ้ห่ามนั่นยับแน่ ก็ดูหน้ามันซะก่อน โหดเกินหมาบ้าอีก
“เออๆ กูเห็นด้วย กูก็อยากรู้ ว่าครอบครัวแบบไหน เลี้ยงไอ้คาเมะออกมาได้ห่ามติดอันดับโลกแบบนี้...เอางี้ดีกว่า เดี๋ยวไปเช่ารถตู้สักคัน แล้วไปฮอกไกโดกัน” โคยามะเสนอ จากนั้น การตัดสินใจทุกอย่างก็ไม่ได้อยู่ที่จินอีกเลย เพราะเจ็ดเพื่อนทำทุกอย่าง ทุกวิถีทางที่พวกมันจะต้องไปด้วยให้ได้
ไม่นานนัก รถตู้จากศูนย์เช่ารถก็มาอยู่ในมือแปดหนุ่ม แถมด้วยที่อยู่ของคาเมะ ที่เรียวโทร.ไถมาจากกลุ่มชมรมคนรักคาเมะ หากจะว่าไปแล้ว การขอที่อยู่ของไอ้ห่ามนั่น ไม่ยากนักหรอก ที่ยากคือการตอบคำถามของไอ้คนที่ตั้งตัวเป็นประธานชมรมที่ว่า ‘จะเอาที่อยู่ของคาเมะจังไปทำไม!!’ เรียวอยากจะตะโกนกรอกหูมันจริงๆ ว่าพวกกูน่ะเพื่อนไอ้คาเมะโว๊ย แต่จะว่าไปก็ไม่ถูกนักหรอก เพราะมีบางคนที่ไม่ใช่เพื่อน และมันก็ประกาศปาวๆ เปลี่ยนสถานะต่อหน้าเพื่อนฝูงแล้วเรียบร้อย
เมื่อรถพร้อม ที่อยู่ก็มาอยู่ในมือ แปดหนุ่มก็เคลื่อนตัวด้วยความเร็วจี๋ตามการเหยียบคันเร่งของคุณชาย อาคานิชิ จิน ที่เปลี่ยนสภาพถนนในประเทศญี่ปุ่นกลายเป็น สนามรถแข่งไปเสีย
.........................................
“คาซึยะ จะนั่งกินนอนกินไปถึงไหน มาถึงก็ไม่คิดจะกระดิกหางเลยรึไง” คนเป็นแม่โวยให้ลั่นบ้านหลังเล็กในพื้นที่กว้างขวางของสนามหญ้าเขียวขจี คาเมะในเวลานี้ หลังจากกลับบ้านเกิดมาได้หนึ่งคืนกับอีกหนึ่งวัน เจ้าตัวแสบก็ยังไม่ทำอะไรมากไปกว่าการนอนเล่นอยู่ในเปลใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วกินขนมตุ้ยๆ แหงนหน้ามองท้องฟ้า ให้แม่บ่นวันละสามเวลา
“โธ่ แม่...ลูกสุดที่รักกลับบ้านทั้งที ยังจะใช้ให้ทำนั่นทำนี่อีกเหรอ” คาเมะหันมาถาม
“ลูกอย่างแกน่ะ ฉันไม่เอาขี้เถ้ายัดปากตั้งแต่เกิดก็บุญจะแย่แล้ว!! ไปไป! ไปเก็บผ้าหลังบ้าน!!” คุณแม่คนดียังยืนตะโกนอยู่เหนือหัวให้ลั่น เจ้าลูกชายตัวดีเลยยอมลงจากเปลเดินไปเก็บผ้าตามบัญชา ให้ลูกชายคนเล็กอย่างยูยะต้องรีบวิ่งเข้ามาหาแม่
“แม่ คาซึมันป่วยทางใจ บอกแล้วไงว่าอย่าไปดุมันมาก” เหตุผลของการกลับบ้านครั้งนี้ ของไอ้ทายาทตัวแสบบ้านคาเมนาชินั้น รู้ถึงหูทุกคนในตระกูล ตั้งแต่ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยเถอะ ยูยะบอกแม้กระทั่งกับหลานสาวตัวน้อย อย่าง มิยูกิจัง วัยสามขวบว่า ‘คาซึจัง ทะเลาะกับปู้ชาย~!’
แล้วยูยะรู้ได้ยังไงน่ะเหรอ ว่าพี่ชายผู้แสนจะดีเลิศอย่างคาเมะ ป่วยทางใจ ก็อาการมันไม่ปกติเลยนี่หว่า แล้วที่สำคัญ เจ้าพี่ชายของเขาน่ะ ถึงเวลามันตื่น มันจะแงะปากยากเย็น แต่เวลามันหลับ มันละเมอซะเป็นเรื่องเป็นราว คนเป็นน้องเลยจับเค้าได้ว่า ‘ไอ้ตะไลจิน กูไม่ยอมเป็นเมียมึงหรอก!! เพราะมึงไม่รักกู!!’
“สรุปมันอกหักแน่เหรอ ไม่ใช่มันหนีเจ้าหนี้กลับมาหรอกนะ” แม่ยังมองลูกชายจอมแสบในแง่ร้ายเสมอ เพราะมันสร้างปัญหาให้ทางบ้านมาตลอดชีวิต นับตั้งแต่มันเกิดขึ้นมา
“แน่สิแม่ คราวนี้คาซึมันแย่จริงๆ”
สองแม่ลูกคาเมนาชิคุยกันได้พักใหญ่ๆ เสียงรถก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน ให้ต้องหันไปมอง
“ใครมาล่ะนั่น” คนเป็นแม่มองด้วยความสงสัย กับเจ้ารถตู้ที่จอดฉึ้กเข้ามาที่หน้าประตูบ้าน ประตูรถเปิดออก พร้อมด้วยผู้ชายห้าหกคนกรูกันลงมา ให้หญิงวัยกลางคนยกมือทาบอกด้วยความตกใจ
“เจ้าหนี้ไอ้คาซึยะรึเปล่าเนี่ย!!!”
“ไม่ใช่แม่ เพื่อนคาซึมันน่ะ หนึ่งในนั้นมีว่าที่ลูกเขยของแม่ด้วยล่ะ...เดี๋ยวผมออกไปหาก่อนนะ” ยูยะออกจะสงสัยเล็กน้อย ที่เพื่อนๆของพี่ชายพากันบุกบ้านเขาแบบนี้ แต่พอเห็นคนที่ลงมาจากประตูฝั่งคนขับ น้องชายร่างสูงก็เข้าใจแจ่มแจ้ง ยิ่งเห็นหน้าโหดๆ กับคิ้วที่ขมวดจนมุ่น ก็พอเข้าใจว่า อาคานิชิ จิน หรือ ไอ้ตะไลจิน ในคำละเมอของพี่ชาย ต้องการ ‘เคลียร์’ อย่างด่วนที่สุด
“เฮ้ย!! นั่นไง น้องไอ้คาเมะ ยูยะ!! ยูยะ... ขอเข้าห้องน้ำหน่อย!!” คำแรกของเพื่อนพ้องบนรถตู้ เรียกร้องหาห้องน้ำ มากกว่าจะเรียกร้องเจอหน้าเพื่อนรักที่หนีกลับบ้าน จนพวกเขาต้องตามมันมาถึงนี่
อย่าถามเลย ว่าทำไมพวกเขาถึงไม่บอกให้ไอ้คนขับมันแวะปั๊มน้ำมัน เพื่อเข้าห้องน้ำ หรือหาที่พักสำหรับผู้เดินทางได้หาความสุขจากสุขาบ้าง พวกเขาน่ะบอกไอ้จินมันแล้ว แต่ได้คำตอบจากไอ้โหดกลับมาว่า ‘ไม่จอด ถ้าพวกมึงปวดมาก ก็เปิดประตู กระโดดลงไปเอง’ มันโหดจริงๆ ไอ้นี่
“ครับๆ พวกพี่มาหาคาซึเหรอ” ยูยะรีบเปิดประตู
“ใช่ ไว้คุยทีหลังนะ ขอเข้าห้องน้ำก่อน พาไปด่วน!!” แล้วสี่จากในแปด ก็วิ่งกันหน้าตั้งแย่งเข้าบ้าน เพื่อเข้าห้องน้ำ ให้อีกสี่ต้องหันมาทักทายกับหญิงวัยกลางคนที่คงจะเป็น แม่ของเหล่าพี่น้องคาเมนาชิ
“สวัสดีครับ” จิน เรียว จิมมี่ และโคยามะโค้งศีรษะให้ อีกฝ่ายแค่ยิ้มบางรับ
“เข้ามาก่อนสิ รถจอดไว้ตรงนั้นแหละ ไม่มีใครกล้าขโมยหรอก แล้วนี่...คาซึยะมันรู้รึเปล่าว่าเพื่อนๆจะมาน่ะ” แม่ของคาเมะคือหญิงวัยกลางคนหน้าตาเอาเรื่องเล็กน้อย แต่ทั้งอย่างนั้นเวลายิ้ม หล่อนก็ดูใจดี เรียวปากบางวาดแย้มดูสวยรับกับใบหน้าเรียว ไอ้คาเมะรับมาเต็มๆล่ะ รอยยิ้มแบบนี้น่ะ
“ไม่รู้ครับ พวกเรามากันเอง” จิมมี่เป็นคนตอบ ขณะเดินตามหลังเจ้าบ้าน
“อ้อ มาตามง้อไอ้แสบล่ะสิ เห็นยูยะว่า คาซึยะกลับมาเพราะป่วยทางใจ แล้วก็บอกด้วยว่าในกลุ่มนี้มีคนนึงเป็นแฟนมัน...” คำถามตรงเผ็ง แต่พูดเหมือนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ ทำเอาสี่หนุ่มที่เดินตามหลังเข้าบ้านพากันชะงัก
“พอจะบอกแม่ได้มั้ย ว่าใคร” หล่อนหันมาถามอย่างไม่คาดคั้นในน้ำเสียง และหน้าตานัก แต่ทั้งสี่คนกลับคิดว่า มันเป็นคำถามที่พวกเขาจำเป็นต้องตอบ
“ผมเองครับ” จินยืดอกรับ แมนเกินร้อยจนอีกสามคนอยากจะสร้างอนุสรณ์สถานให้เป็นที่ระลึกถึง เผื่ออนุชนรุ่นหลังจะเคารพ บูชา เอาไว้เป็นสรณะแห่งชีวิตเสียจริงๆ
คนถามมองหน้าจินอย่างหนักใจ ก่อนจะถามคำถามที่หล่อนคิดว่า มันเป็นคำถามที่เหมาะที่สุดแล้วในเวลานี้
“ถอนตัวตอนนี้ยังทันนะ ไม่ใช่จะอะไร แม่สงสารเรา...ลูกแม่น่ะ ไม่ใช่คนปกติทั่วไป รู้กันอยู่ใช่มั้ย ไอ้แสบ มันไม่เคยปล่อยให้ของของมัน หรือคนที่มันรักมีความสุขมากนักหรอก” หล่อนเห็นอีกฝ่ายเงียบไป จึงพูดต่อ
“แม่จะเล่าเรื่องสมัยมันเด็กๆให้ฟัง... แต่ก่อนพี่มันซื้อกระต่ายมาเลี้ยง ไอ้แสบก็อยากได้บ้าง เลยเอากระต่ายของพี่มันไปขังไว้ในห้องนอนมันคืนนึง เช้าวันต่อมา มันก็บอกเขาไปทั่ว ว่ากระต่ายเป็นเมียมันแล้ว เพราะงั้นต้องยกให้มัน แล้วทายได้ใช่มั้ย ว่ามันเล่นอะไรกับกระต่ายมั่ง เอามัดกับสเก็ตบอร์ดไถลงจากเนินเขาอย่างนี้ เอาไปหนุนหัวนอนอย่างนี้ มันไม่ตายภายในสามวันก็บุญเท่าไหร่แล้ว นี่ยังดีนะ ตอนมันเลี้ยงแมวน่ะ บังเอิญว่าเป็นแมวตัวผู้ มันก็บอกเขาไปหมดว่าไอ้แมวนี่เป็นผัวมัน นู่น~! มันเอาผัวแมวไปผูกกับเบ็ดตกปลา หย่อนลงไปในน้ำที่ริมบึง มันว่า อยากให้แมวได้กินปลาสดๆจากแหล่ง มันน่ะบ้า!!!”
จินยืนฟังวีรกรรมของคนที่เขาหลงรัก แล้วไม่รู้จะขำ หรือจะอยากเขกหัวคาเมะดี มันแสบแม้กระทั่งกับสัตว์ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างนั้นเหรอเนี่ย
“เจ้าลูกแสบน่ะ ถูกเรียกพบผู้ปกครองตั้งแต่มันอายุได้สี่ขวบ มันห่ามตั้งแต่อนุบาลสองได้ล่ะมั้ง ตอนนั้นเขาให้มันนอนกลางวัน มันก็ไม่นอน ไปเอากรรไกรมาไล่ตัดผมเพื่อนในห้องที่หลับซะหัวแหว่งเป็นหนูแทะกันหมด แม่พูดจริงๆนะ ถอนตัวตอนนี้ยังทัน นรกบนดินมันมีจริงๆ!!” แม่ของคาเมะมีน้ำใจมากพอที่จะเตือนให้จินได้รู้ตัวเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะรู้ดีว่า ลองคาเมะได้อะไรแล้ว รายนั้นจะไม่ยอมให้หลุดมือไป ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น
จินยิ้มบาง มองหน้าแม่ของคนที่เขารัก แล้วรู้ดีว่าควรจะทำอย่างไร
“ผมไม่ถอนตัวหรอกครับ ผมรักเขา”
“เอาจริงเหรอ” หล่อนยังถามย้ำ อย่างเห็นใจและสงสาร ไม่รู้หรอกว่าผู้ชายตรงหน้าทำบุญมาด้วยอะไร ทำไมถึงโชคร้ายขนาดมาหลงรักไอ้ลูกแสบของหล่อนได้
“ครับ ถ้ายังไง ผมขอความกรุณาด้วยนะครับ” จินถอยออกมาเล็กน้อย แล้วโค้งตัวลง
“เอาเถอะๆ ถ้ามั่นใจแบบนั้น แม่ก็ไม่ว่าหรอก เฮ้อ...คนเรามันก็แบบนี้ เลือกอะไรไม่ได้นักใช่มั้ย แต่เราน่ะ อยู่ดีไม่ว่าดี อยากได้ชีวิตมีสีสันแบบช้ำเลือดช้ำหนองมารักเจ้าคาซึยะ ถ้าอย่างนั้น มีอะไรที่แม่ช่วยได้ ก็มาหาแม่ได้เลยนะ”
“ขอบคุณครับ” จินยิ้มรับ แล้วโค้งศีรษะให้อีกที ก่อนที่หญิงตรงหน้าจะหมุนตัวเดินนำเข้าบ้านไป มีเขาเดินตาม ทิ้งเรียว จิมมี่ และโคยามะที่ได้แต่มองตามหลัง แล้วหันมองหน้ากันเอง เริ่มเข้าใจลึกซึ้งแล้ว ว่าไอ้จินเป็นคนแบบไหน
....มึงเป็นคนที่ชอบของแปลกนี่เอง พวกกูรู้แล้ว....
...........................................
คาเมะช็อคจนตาถลนออกมานอกเบ้า หลังจากหอบผ้าที่ตากแล้วกลับเข้ามาในบ้าน และพบว่า มีแขกมาเยี่ยมเขาพร้อมกันถึง แปดคน
“เฮ้ย!! มาได้ไงวะ!!!” เจ้าตัวร้องลั่นเหมือนถามเพื่อนทั้งกลุ่ม แต่ใจตัวเองรู้ดีที่สุดว่ากำลังถามใคร ถ้าไม่ใช่ไอ้คนที่นั่งหน้าดุ จ้องเขาอยู่
...ไม่รู้ว่าพวกมันรู้ที่อยู่ได้ยังไง แต่ที่แน่ๆคือพวกมันตามมาที่บ้านเขา ภายในหนึ่งวันหลังจากเขาหนีไอ้จินขึ้นมา อย่างงี้ที่ถ่อมาถึงนี่ก็ไม่มีประโยชน์เลยน่ะสิ เพราะไอ้คนที่คาเมะตั้งใจจะหนี ดันมานั่งทำหน้าไม่สบอารมณ์อยู่ในบ้านแบบนี้
“นั่งรถมาดิ...ไอ้จินมีเรื่องจะคุยกับมึงแหน่ะ” คนตอบคือจุนโนะ แล้วจากนั้น ก็ไม่มีใครได้พูดอะไรอีก เพราะจินลุกขึ้นยืน แล้วตรงเข้ามาจับแขนคาเมะลากขึ้นไปยังชั้นสอง ทำตัวประหนึ่งว่าเป็นบ้านตัวเอง เพราะก่อนหน้านั้น แม่คาเมะมาบอกตำแหน่งห้องหับของบ้านหลังนี้เอาไว้หมดแล้ว บอกด้วยซ้ำว่า ‘ลากไอ้แสบเข้าห้องมันไปเลยนะจ๊ะ ห้องมันอยู่สุดทางซ้ายมือชั้นสอง แม่ให้คนล็อคหน้าต่างจากข้างนอกไว้แล้ว!!’ นับว่าเป็นผู้หญิงที่ควรค่าแก่การเกิดมาเป็นแม่ไอ้ห่ามจริงๆ เพราะเดาทางหนีทีไล่ของลูกชายออกแจ่มแจ้ง!!!
เสียงโวยวายของคาเมะดังลั่นบ้าน แต่ไม่มีใครคิดจะขยับตัวลุกขึ้นมาช่วย คาเมะเพิ่งเข้าใจวันนี้เอง ว่านอกจากเพื่อนอีกเจ็ดคนจะแปรพักตร์ไปอยู่ฝ่ายจินกันหมดแล้ว คนทั้งบ้านคาเมนาชิก็ไม่มีใครอยู่ฝ่ายตนสักคนเดียว!!
“จะคุยอะไรกับกู ก็ลงไปคุยกันข้างล่าง” รู้แล้วว่าอาละวาดไปก็ไม่ช่วยให้ใครกดเรียกตำรวจมาจัดการไอ้จิน เพราะฉะนั้น คาเมะเลยเลิกแหกปาก แล้วใช้วิธีเจรจาด้วยน้ำเสียงแข็งๆแทน
...ก็แล้วจะให้คาเมะอ่อนหวานกับมันรึไง ไม่มีทาง คาเมะบอกแล้วว่าเกลียดมัน จะไม่ญาติดีกับมันอีก คนที่คิดว่าคาเมะง่ายน่ะ คนประเภทนั้น อย่ามายุ่งกันเลยดีกว่า!!!...
“กูจะคุยบนเตียง” จินตอบสั้นง่าย ให้คาเมะตาถลนหนักกว่าเมื่อกี้เสียอีก
“มึงจะบ้าเหรอ!!!!!” คาเมะถามได้แค่นั้น ร่างสูงก็ก้าวเข้ามาคว้าร่างบางเข้าไปกอดแนบเข้ากับอก ฝังหน้าลงกับซอกคอขาว ด้วยกลัวว่ามันจะหายไปไหนอีก
“กูไม่บ้า กูเตือนมึงแล้ว ว่าให้มึงรักกู แต่นอกจากมึงจะไม่รักแล้ว มึงยังหนีกูมาแบบนี้ คิดว่ามึงจะได้อยู่สบายๆ ไม่ถูกกูลงโทษรึไง” จินถามอยู่กับใบหูเล็ก ในอกมันเจ็บลึกกับการตามหา ตามบ้าจนถึงที่นี่ คาเมะไม่มีทางรู้ว่าเขาอาละวาดกับตำรวจที่ดักเขาเพราะขับรถเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด คาเมะไม่มีทางรู้ว่าเขาเหยียบคันเร่งจนเพื่อนในรถร้องลั่นว่า กูไม่อยากตาย มาตลอดทาง และคาเมะไม่มีทางรู้ว่าเขารู้สึกแบบไหน ตอนที่ขับรถมาถึงนี่ คาเมะไม่รู้ว่าในใจเขาคอยแต่จะถามว่า ไม่รักกันมากถึงขนาดหนีกันแบบนี้เลยเหรอ
“ก็มึงรักกูเพราะกูง่าย มึงจะให้กูยอมมึงงั้นสิ ถึงกูจะเป็นแบบนี้ แต่กูก็มีค่าของกูนะเว้ย!” คาเมะเองก็เจ็บ เจ็บจนเอาไปฝัน คาเมะฝันร้ายติดต่อกันมาสองคืนแล้ว ฝันเห็นแต่จินมายืนเยาะเย้ยสมน้ำหน้า ฝันเห็นแต่จินมาชี้หน้าแล้วพูดว่า ‘มึงมันง่าย’
ร่างสูงผละออกมา เอาสองมือวางทาบลงกับแก้มขาว แล้วประคองหน้าเรียวให้เงยมองเขา ดวงตาสีน้ำตาลที่เคยมองเขาอย่างเคืองแค้นอาฆาต ตอนนี้มันเต็มไปด้วยความน้อยใจ ความโกรธ ความเสียใจ
“คาเมะ...ที่บอกว่าง่าย ก็เพราะว่ากูคิดว่ามันง่ายจริงๆ กูไม่ได้หมายความว่ามึงไม่มีค่า คำว่าง่ายของกูหมายความว่า กูยอมรับความรู้สึกที่กูมีได้ง่ายๆ เพราะกูไม่ต้องมาคอยกังวลว่า กูมีเหตุผลอะไรมารักมึง กูรักมึงเพราะกูอยากรัก มันง่ายใช่มั้ย เพราะว่ากูอยากรัก กูก็เลยรัก”
“มึงล่ะ รักกูง่ายๆแบบนี้บ้างมั้ย” บทมันจะหวาน คาเมะก็ชักคุมสถานการณ์ไม่อยู่ แล้วแบบนี้ คาเมะต้องตอบว่ายังไงล่ะ จริงอยู่ว่าแฟนน่ะเคยมีมาแล้ว จูบแฟนก็เคยจูบมาแล้ว นอนกับแฟนก็เคยมาแล้ว แต่นั่นก็ตอนที่คาเมะเป็นผู้ชาย แล้วมีแฟนเป็นผู้หญิง ไม่ใช่แบบตอนนี้ ที่คาเมะเป็นอะไรสักอย่าง ที่ได้แต่ยืนให้อารมณ์หวานๆจากคำพูดของไอ้ผู้ชายตรงหน้ามันตีรวนเอาแบบนี้
“กู...กู....” คาเมะไม่มีคำตอบ เพราะพอริมฝีปากบางขยับจะพูด คำตอบทั้งหลายมันก็ไม่ยอมแล่นออกมาจากคอ อึกอักอยู่นาน สุดท้ายก็หมดสิทธิ์ตอบ เพราะถูกอีกคนจู่โจมมอบรอยจูบหวานๆให้กับกลีบปากสีแดงนั่น มือหนาลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังเล็ก ขณะมอบความอ่อนหวานให้ทางรสจูบดื่มด่ำ ที่บดซ้ำๆอยู่กับใบหน้าหวาน เดี๋ยวไล้ไปที่แก้ม หน้าผาก ปลายจมูก และวกกลับมาที่เรียวปากดังเดิม
คาเมะได้แต่ยืนตัวสั่นอยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่าย รู้ว่าตัวเองถูกจูบ แล้วก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้เมา แต่ทั้งอย่างนั้น คาเมะก็มึนไปกับจูบหวานๆ ที่แสนอ่อนโยนนั่น มันไม่ได้เร่งรัด ไม่ได้ดุดัน ไม่ได้เรียกร้อง แต่มันหวานฉ่ำจนหัวใจสั่นไหว ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายนำไปด้วยปลายลิ้น และฝ่ามือที่ลูบไล้จากแผ่นหลังมายังสะโพกกลม
“อ๊ะ!” มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ขาชนกับอะไรบางอย่าง แล้วหงายหลังลงไปนอนกับเตียง เปิดโอกาสให้จินทรุดตัวลงตามทาบทับ
“จ...จิน...” คาเมะตื่นกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งๆที่ไม่ใช่ครั้งแรกของเรื่องแบบนี้ แต่มันก็เป็นครั้งแรกที่คาเมะจะมีอะไรกับผู้ชายด้วยกัน และมันก็เป็นครั้งแรกที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับจินก้าวมาไกลถึงขั้นนี้
“รักหรือไม่รัก เดี๋ยวค่อยถามอีกทีแล้วกัน” จินไม่ปล่อยให้คาเมะถามอะไรอีกต่อไปแล้ว เขาก้มลงปิดกลีบปากบางๆนั่นอีกครั้ง ขณะที่สองมือปลดเสื้อผ้าอีกฝ่ายออกช้าๆ ส่งมือลูบไล้เข้าไปทุกเนื้อผิว เนื้อตัวมันร้อนระอุ เขาลูบผ่านแผ่นอกบาง เรื่อยไปยังแผ่นหลัง ลงน้ำหนักเล็กน้อยเป็นบางจุด ให้คาเมะสะท้านเฮือก และเมื่อเขาละมือลงไปยังขอบกางเกงขาสั้น ร่างเล็กๆนั่นก็สะดุ้งผวาดข้ากอด
“จ...จิน...มัน” คาเมะตื่นตระหนกแค่ไหน จินรู้ดี แต่เขาไม่อยากหยุดแล้ว เขาอยากรวบรัดคาเมะเดี๋ยวนี้ อยากกกกอดมันเอาไว้ในอ้อมแขนนี้ เผื่อบางที มันอาจจะไม่หนีเขาไปอีก ไม่ทิ้งให้เขาต้องตามหามันเป็นบ้าแบบนี้อีก จินปลดกางเกงของคาเมะออก แล้วรูดมันออกไปทางปลายเท้าพร้อมบ็อคเซอร์ตัวใน เหลือเพียงร่างเปลือยเปล่าในอ้อมแขนที่สั่นสะท้าน ยามเขาไล่ริมฝีปากลงมาครอบครองยอดอกเล็ก ดูดดึงจนมันแข็งชูชัน ขณะที่มือหยาบควานลงต่ำลูบไล้เบื้องล่าง ปลายนิ้วหยาบแบบผู้ชาย ทำให้ส่วนอ่อนไหวส่งความรู้สึกลึกล้ำ และความอับอายมายังจิตใจ ให้คาเมะเขินเกินกว่าจะโวยวาย และรู้สึกดีเกินกว่าจะผลักไส
“อ๊ะ! อื้อ~!” ร่างบางยกหลังมือขึ้นขบปิดเสียงร้องที่แสนหวานหูตัวเองนั่น เมื่อยอดอกที่กำลังถูกขบกัดในโพรงปาก ถูกปล่อยทิ้งให้อ้างว้าง เพราะริมฝีปากของจินเลื่อนต่ำลงมายังสะดือบุ๋ม เขาจูบมันเบาๆ ก่อนจะลากปลายลิ้นลงมายังส่วนที่ต่ำกว่า ที่มือเขายังครอบครองมันเอาไว้
จินกดจูบลงกับส่วนที่กำลังขยายตัว ก่อนจะแตะปลายลิ้นเบาๆ เพียงเท่านั้นคาเมะก็สะท้านไปทั้งร่าง ยิ่งปลายลิ้นลากไล้มากเท่าไหร่ เสียงหอบคราง และสะอื้นฮักก็ยิ่งดังมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อเขาครอบครองทั้งหมดด้วยโพรงปากร้อน สะโพกมนก็ยิ่งกระดกลอยจากพื้นเตียง พร้อมกับเสียงครางที่ทำให้ร่างสูงรู้สึกว่าตัวเองอึดอัดมากเกินกว่าจะทนไหว และพาลให้อยากทะลักทะลายออกมาเสียเดี๋ยวนี้
ขณะที่ปากยังมอบความฉ่ำชื้น และความระอุ มือหนาก็เริ่มเปลี่ยนลงมาคลายความคับแน่นที่กางเกงยีนส์ของตัวเองด้วยการปลดตะขอออก ให้ส่วนที่กำลังเติบโตได้โผล่พ้นออกมายังภายนอก
“อ๊ะ! อื้อ ม....ม...ไม่ไหว...” คาเมะกระดกเอว ร้องอย่างทรมานกับอารมณ์ที่ใกล้ถึงฝั่งเข้าไปทุกที ร่างบางจิกมือลงกับผ้าปูที่นอน เมื่ออารมณ์ล้นปรี่อยู่ที่ส่วนปลายจนสั่นไปทั้งร่าง ทว่า...ยังไม่ทันถึงที่สุด ปากของจินก็ผละจากไป ทิ้งให้คาเมะโหยหาด้วยความต้องการ
“จ...จ...จิน...” ตอนนี้ลืมไปหมดแล้ว ว่าเคยตั้งใจเอาไว้ว่าจะไม่ยอมเป็นเมียมันเด็ดขาด คาเมะเองก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงไม่รังเกียจกับสิ่งที่จินทำ ซ้ำยังยอมมันมากถึงขนาดนี้ และที่สำคัญ คือคาเมะไม่เข้าใจว่าทำไมร่างกายถึงว่าง่ายกับสัมผัสของจินจนแทบทนไม่ไหว ต้องส่งสองมือไปประคองส่วนที่ถูกทอดทิ้งนั่นเอาไว้ เพื่อนำพาอารมณ์ให้ไปยังปลายทาง
จินจับมือเล็กออกห่าง แล้วมองหน้าแดงก่ำด้วยสายตาดุๆ ก่อนจะทาบตัวลงมา ให้ส่วนร้อนแข็งขืนได้เสียดสีกันและกัน
“อื้อ!! มัน...มันร้อน” บางอย่างที่สัมผัสกัน ทำเอาคาเมะอยากจะมุดดินหนีไปที่ไหนก็ได้ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าต้องมาทำอะไรที่น่าอับอายขนาดนี้ มันก็ใช่ ที่คาเมะเคยเห็นมาแล้ว เคยห่ามถึงขนาดขอจับมาแล้วด้วย แต่นี่ไม่ใช่เวลานั้น มันเป็นเวลาอะไรสักเวลาหนึ่ง ที่แค่สัมผัสด้วยบางสิ่งของกันและกัน มันก็หวามไปทั้งหัวใจ
“ของคาซึยะก็ร้อน” จินกระซิบหอบอยู่ข้างหู ส่ายเอวช้าๆ ให้ส่วนที่แนบกันถูไถไปมา จนคาเมะครางสั่นกับความรู้สึกแปลกใหม่แบบนี้
“ม...อื้อ...ไม่...ไม่เอานะ...” มันน่าอายเกินไปแล้ว กับการกระทำแบบนี้ คาเมะรู้สึกถึงความเฉอะแฉะที่เอ่อล้นออกมา และหยดเยิ้มลงไปยังซอกขา รู้สึกถึงรอยจูบหวานๆบนผิวแก้มที่กำลังลากต่ำลงไปยังซอกคอ ก่อนจะวกกลับมาบดเบียดรอยจูบกับกลีบปากสีสดที่กำลังเผยอคราง และเมื่อลิ้นร้อนส่งเข้าควานภายใน คาเมะก็ลืมทุกอย่างไปหมด ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่ามือหนาจับเรียวขาแยกออกห่างออกไปตอนไหน มารู้ตัวอีกที ก็รู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างกำลังพยายามดึงดันจะเข้ามา
“อ๊ะ!...จ...จิน...!!”
“นิดเดียวเท่านั้น” จินค่อยๆขยายช่องทางด้วยปลายนิ้ว เพิ่มจำนวนมันจนมากพอแล้ว และรับรู้ถึงความชุ่มชื้นจากภายใน เขาจึงเปลี่ยนสิ่งที่สอดใส่ เป็นร่างกายของเขาเอง
มันไม่ใช่แค่ ‘นิดเดียวเท่านั้น’ คาเมะอยากจะลุกขึ้นเถียงขาดใจ แต่สิ่งที่ร่างกายกำลังเผชิญ มันเจ็บปวดจนเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ร่างบางร้องไม่ออก ได้แต่จิกเล็บลงกับแผ่นหลังกว้าง แล้วหอบสะอื้นเป็นพักๆ
“อย่าเกร็ง...คนดี” จินกระซิบบอก เขาอึดอัดแทบบ้ากับความร้อนรุ่มภายใน มันตอดรัด และดูดดึง เขาอยากจมเข้าไปมากกว่านี้ แต่ก็รู้ว่าแค่นี้ คาเมะก็ย่ำแย่เกินทนแล้ว จินหยุดการขับเคลื่อน เพื่อให้ร่างกายอีกฝ่ายได้คุ้นชิน จนช่องทางเริ่มคลายตัว เขาจึงเริ่มขยับ และเมื่อได้สัมผัส ได้เสียดสี ได้กอดรัดกันและกันเอาไว้ โลกทั้งใบก็ให้ความรู้สึกที่ว่าเหลือพวกเขาแค่สองคน เรียกขานกันแค่สองคน มีแค่ จิน กับ คาซึยะ และร่างกายที่เชื่อมเกี่ยวถึงกัน
“ม...ไม่ไหว...อ๊ะ...ไม่ไหวแล้วจิน...” คาเมะครางเสียงสั่นอยู่กับบ่ากว้างของคนที่ยังกกกอดไม่ห่าง ร่างกายเบื้องล่างร้อนจนแทบไหม้จากการเสียดสี เสียงหอบครางของคนทั้งคู่ดังสอดประสานกัน ในขณะที่ร่างกายเบื้องบนรับรู้แรงเต้นของหัวใจที่ดังสะท้อนระหว่างอกกับอก
“คาซึยะ...” จินจูบกลีบปากบางอีกครั้ง ขณะเพิ่มความรุนแรงกับการสอดใส่มากยิ่งขึ้น เพื่อพาเขาและคนในอ้อมแขนขึ้นไปตักตวงความสุขอันหอมหวานของปลายทาง เสียงครางดังอยู่ในลำคอ เมื่อจินไม่ยอมปล่อยให้คาเมะได้ร้องอย่างที่อยากร้อง ยามถูกอัดกระแทกอย่างรุนแรงในครั้งสุดท้าย
“อื้อ!!!!!!!!” มันรุนแรงแทบขาดใจ แต่ทั้งอย่างนั้น มันก็ขาวโพลนจนคาเมะคิดอะไรไม่ออกอีกแล้ว ร่างบางรู้แค่ว่าร่างกายขมึงเกร็ง แล้วฉีดพุ่งบางสิ่งออกมาจนเหนอะหนะไปหมด ในขณะที่ภายใน รับรู้ถึงหยาดน้ำร้อนๆที่อัดทะลักเข้ามา
“อ่า...” จินยอมปล่อยให้ริมฝีปากบางเป็นอิสระ เขาหอบหายใจหนักหน่วง ภายในยังตอดรัดเขา มันยังร้อน และบีบรัด จนไม่อยากหยุดแม้สักวินาทีเดียว ร่างสูงยอมปล่อยให้คาเมะได้พักอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะก้มลงจูบเบาๆที่แก้มทั้งสองข้าง และขยับสะโพกอีกครั้ง
“ม!!...ไม่เอาแล้วนะ!...” คาเมะรีบร้องบอก แต่ไม่ทันแล้ว เพราะจินยิ้มบาง แล้วกัดเบาๆที่ปลายจมูกคนร้อง
“รักกันรึยังล่ะ”
“เอ๊ะ?”
“ที่เตือนว่าให้รักน่ะ รักกันบ้างรึยัง” จินถาม แล้วยิ้ม ไม่ได้คิดจะเรียกร้องอะไรจากคาเมะนักหรอก เขาคบกับมันมาตั้งสามปี เขารู้ว่ามันเป็นคนแบบไหน มันยอมเขามากขนาดนี้ ถ้ามันไม่รักเขา ไม่รู้สึกอะไรกับเขา มันคงถีบเขากระเด็นตั้งแต่เขาถอดเสื้อมันแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น จินก็ยังอยากได้ยิน อยากเห็นสีหน้ามัน ตอนมันยอมรับว่ารู้สึกกับเขาเหมือนที่เขารู้สึกกับมัน
“พูดบ้าๆ!!” คาเมะเขินและอาย สภาพตอนนี้ แทบจะไม่อยากก้มลงมอง แค่รับรู้ก็แย่แล้วว่าในร่างกายตัวเองมีใครบางคนฝังกายเข้ามาด้วย
“ถ้างั้นก็ต้องลงโทษ... อีก สิบเก้าส่วนยี่สิบที่ติดเอาไว้” ร่างบางถึงกับตาโต และไม่ทันจะได้โวยวายใดๆ บทลงโทษรอบที่สองของวันก็เริ่มขึ้น แล้วเปลี่ยนเสียงอาละวาดกับท่าทีเอาเรื่องเป็นเสียงครางกับการหยัดกายขึ้นรับความรู้สึกของจิน
...................................................
“หื้อ...ไม่...ไม่เอาแล้ว” ในห้องนอนที่เสียงหอบยังไม่จางหายไป ไอร้อนจากร่างกายคนทั้งคู่ยังเจืออยู่ทุกอณูอากาศ คาเมะได้แต่ร้องบอกอย่างอ่อนแรง สองมือพยายามดันอกหนาให้ออกห่าง หน้าพยายามหันหนีจากการฝังรอยจูบตามผิวแก้ม หน้าผาก คอ แต่ถึงอย่างนั้น ริมฝีปาก และฝ่ามือของจิน ก็ยังไปถึงส่วนอื่นๆที่คาเมะไม่อาจปกป้องได้อยู่ดี
“บอกแล้วนี่ เตือนแล้วว่าให้รักกัน ไม่รักกันสักทีก็ต้องลงโทษแบบนี้แหละ”
“อ๊ะ!! อย่า....อ๊ะ!!...อื้อ...” แล้วบทลงโทษรอบที่สามก็เริ่มขึ้นบทเตียงที่ผ้าปูที่นอนยับย่นนั้นเอง
...........................................
“พอ...พอแล้ว...ไม่ไหวแล้ว” คาเมะวอนขอสลับเสียงหอบ ตาปรือจนแทบปิด รับไม่ไหวอีกแล้ว หากจินจะทำต่อไป ไม่รู้หมอนี่จะอึดไปไหน มันไม่ให้คาเมะพักบ้างเลย เพิ่งเสร็จรอบที่สามไปหยกๆ มันจะต่อรอบที่สี่อีกแล้ว
“รักกันรึยังล่ะ” จินถามย้ำคำเดิม คาเมะหันมอง เรื่องอะไรจะพูดว่ารักกันล่ะ กระทั่งกับแฟนผู้หญิง คาเมะยังไม่เคยใช้คำว่า ‘รัก’ เลยสักครั้ง แล้วหมอนี่มันเป็นใคร จะมาบังคับให้คาเมะพูดคำน่าอายแบบนั้นน่ะเหรอ
“ไม่พูด แสดงว่ายังไม่รัก งั้นต้องลงโทษ...” จินกดร่างบางลงกับเตียงอีกครั้ง ทำเอาคาเมะตาโต
“เฮ้ย! ไม่เอาแล้ว!! ไม่ไหวแล้ว!!”
“ก็เตือนกันแล้วไง ว่าให้รักกันซะ ว่าไง จะรักกันรึยัง...” ร่างบางอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก หมอนี่มันจะข่มขู่มากเกินไปแล้ว มันเตือนอะไร คาเมะต้องทำให้มันทุกอย่างยังงั้นเหรอ
“ไม่ตอบสักที งั้นต้องลงโทษ”
“ม่ายยยยยยยยยยยยยย!!!!!!”
............................................
“รักกันรึยังคาซึยะ....” คำถามจากคนตัวโตที่คร่อมทับอยู่ด้านบน คาเมะไม่มีแรงแม้แต่จะตอบ แค่จะหายใจยังทำไม่ค่อยทัน จะส่งเสียงตอบคำถามมันเป็นว่าหมดหวังไปได้เลย
“งั้นลงโทษนะ” มือเล็กยกขึ้นดันอกหนาเบาๆ เพราะหมดสิ้นเรี่ยวแรง ไม่มีฤทธิ์เดชใดๆอีก คาเมะทำได้แค่ภาษากายแค่นั้น จินมองคนหมดท่าแล้วได้แต่ยิ้ม
“จะรักกันมั้ย” เขาถามอีก มองเข้าไปในดวงตาเรียวเล็ก คาเมะเหนื่อย ไม่มีแรง แต่ทั้งอย่างนั้นก็รับรู้ถึงสายตาที่อีกฝ่ายส่งมาให้ ร่างบางนิ่งไป รู้ดีว่ามันไม่เคยบังคับอะไรเขามากนักหรอก และก็รู้ดีว่ามันแค่อยากแกล้งเท่านั้น ความจริงแล้ว มันก็รู้และเข้าใจความรู้สึกของเขา อย่างว่าแหละ เอาเพื่อนมาเป็นแฟน มันก็ต้องรู้หัวรู้หางไปหมดเป็นธรรมดา
ร่างบางส่งสองมือขึ้นไปโอบรอบลำคอหนา แล้วดึงให้อีกฝ่ายโน้มตัวลงมาหา ก่อนจะบอกเสียงล้ากับใบหู
“กูยอมมึงตั้งขนาดนี้ ถ้าไม่รู้สึกอะไร กูก็บ้าแล้ว” จินหัวเราะเบาๆกับคำพูดที่ยังคงบ่งบอกนิสัยตรงไปตรงมาของไอ้ห่ามปากทรามสม่ำเสมอ เขาเงยหน้าขึ้นสบตา แล้วจูบเบาๆที่ริมฝีปากบาง
“ถอยไปได้แล้ว เหนื่อย” คาเมะบอกเสียงเบา แล้วผลักอีกฝ่ายออกไป จินยอมแต่โดยดี เขาทรุดตัวลงไปนอนเคียงข้างบนเตียงเล็กๆนั่น ทำให้ต้องตะแครงตัวเบียด นอนหันหน้าเข้าหากัน
“อ๊ะ! อย่าโดนก้นสิ มันเจ็บ...” คาเมะพยายามกันตัวเองออกมา แต่มือหนาก็ยังไล้วนอยู่แต่ผิวเนื้อที่ค่อนข้างหมิ่นเหม่ลงไปยังส่วนที่บอบช้ำ
“เมื่อกี้เห็นร้องซะหวาน ที่แท้เจ็บหรอกเหรอ”
“ก็ของมึงมันใหญ่นี่หว่า ถ้ายังทำศัลยกรรมลดขนาดไม่ได้ ไม่ต้องมาทำกูเลยนะ” คาเมะเงยหน้าบอกเสียงเข้ม ให้จินถึงกับตาโต
“เฮ้ย! ได้ไง” แต่คาเมะไม่ฟังแล้ว ร่างบางหลับตา แล้วขู่สำทับ
“ไม่รู้ล่ะ กูเตือนมึงไว้ก่อนแล้วกัน ว่าถ้าลดขนาดมังกรมึงให้กลายเป็นไส้เดือนไม่ได้ ไม่ต้องมาคุยกัน ราตรีสวัสดิ์มึง” ไม่นานนัก คนที่เหนื่อยจากสมรภูมิรักก็หลับสนิท แล้วปล่อยให้คนที่เคยเอาแต่ ‘เตือน’ มาตลอดถึงคราวเหวอและอึ้งกับคำเตือนที่ย้อนศรเข้าหาตัวเอง
มันเป็นคำเตือนที่ไม่ว่ายังไง เขาก็ทำไม่ได้ ก็จะให้ทำได้ไง!!! ให้ลดขนาดน้องชายเนี่ยนะ!!!...
...ไอ้แสบคาเมะ!!!!! มึงขู่กู แล้วมึงก็หลับไปทั้งอย่างงี้เนี่ยนะ!!! เฮ้ย!! มึงตื่นขึ้นมาคุยให้รู้เรื่องก่อนเด๊!!!
…ไอ้คาเม๊~!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!...
ป.ล. กูรู้แล้วทำไมแม่มึงถึงบอกว่า ‘ไอ้แสบ มันไม่เคยปล่อยให้คนที่มันรักมีความสุขมากนักหรอก’ ....
ไม่น่าเลย แม่มันเตือนแล้วแท้ๆ เตือนแล้วไม่ฟัง เตือนแล้วว่าให้ถอนตัวเถอะ นรกบนดินมันมีจริง ไม่น่าเลยกู ไม่น่าเลย T___________T
…กูนี่พลาดพลั้งอย่างรุนแรงจริงๆ พลาดจริงๆ อาคานิชิ จิน...
FIN
2009.03.03
FIC : ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง PART 2
FIC : ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง
JIN X KAME
By : Dezair
………………………….
PART 2
หลังจากมื้ออาหารอันแสนหวานชื่น ที่คาเมะรู้สึกด้วยปลายประสาทสัมผัสทั้ง 6 หรือ 7 ทวาร ว่าพ่อแม่ ดูจะปลาบปลื้มกับไอ้หนาหน้าเฟคที่ชื่อ อาคานิชิ จิน สุดๆ นอกจากนั้นยังไม่พอ คุณแม่แสนสวย ผู้อยากได้ลูกเขยมาเป็นขวัญและกำลังใจในการดำรงชีวิต ก็รีบผลักไสไอ้หมอนั่น ให้ขึ้นมาเชยชมห้องนอนของเขา ด้วยคำพูดประเภทที่ว่า
“คาซึยะพาจินไปนั่งเล่นบนห้องสิลูก เดี๋ยวแม่เอาขนมขึ้นไปให้” ทั้งปีทั้งชาติ ไม่เห็นจะเคยรู้ว่า ห้องนอนนี่เอาขนมขึ้นไปกินได้ แล้วคาเมะก็ไม่เคยรู้ด้วย ว่าบนห้องนอนที่แคบเท่ารูหนู แถมรกรุงรัง มันน่า ‘นั่งเล่น’ ตรงไหน
“ไปจิน เดินตามคาซึยะขึ้นไปนั่นแหละ อยากได้น้ำอะไรจ๊ะ น้ำมะนาวมั้ย จะได้สดชื่น หรือเอากาแฟ” น้ำมะนาว? แม่ไปเอาน้ำมะนาวมาจากไหน ถ้ากาแฟล่ะพอมีก็ใช่ เพราะพ่อกินทุกเช้า แต่ไอ้น้ำมะนาวเนี่ยสิ ตั้งแต่เกิดมาในบ้านคาเมนาชิ คาเมะไม่เห็นจะเคยรู้ว่าบ้านนี้เคยมี น้ำมะนาวติดตู้เย็นไว้ต้อนรับแขกด้วย
...แปลกจริงๆ บ้านนี้แปลกจริงๆ...
“ขอบคุณมากครับ ผมขอน้ำเปล่าก็พอ” เห็นหน้ามันตอนบอกว่าขอน้ำเปล่าแล้ว คาเมะก็อยากจะอ็อกอีกสักรอบ ...อะไรมันจะตีหน้าเทพได้ขนาดนี้ว้า~!
“อุ้ย...ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจหรอกนะจ๊ะ ทางแม่ต่างหากที่ต้องเกรงใจ ที่คนดีๆอย่างจิน มาเป็นเพื่อนกับลูกแม่น่ะ” นี่ก็หวานเหลือเกิน คาเมะอยากหันไปบอกแม่นัก ว่าคำพูดแนะนำตัวของไอ้คนดีๆ ที่แม่พูดเนี่ย มันเคยบอกคาเมะว่ายังไง
‘อาคานิชิ จิน คณะสถาปัตย์ ปีสี่...ศัตรูคู่อาฆาตของมึง’ คำพูดมันยังจำขึ้นใจ แล้วดูซิ ประโยคแบบนี้น่ะเหรอ ประโยคแนะนำตัวของไอ้คนดีที่แม่กำลังคุยจ๊ะ คุยจ๋าด้วยเนี่ย
“ผมก็...เป็นเกียรติ... มากครับ ที่ได้รู้จักกับคาเมะ งั้นผมขอขึ้นไปคุยกับเขาหน่อยนะครับ”
คาเมะเบ้ปากเป็นรอบที่ล้าน แต่เอาเถอะ บอกอะไรไปแม่ก็คงไม่เชื่อ ก็ดูสายตาชื่นชมของแม่เสียก่อนสิ ปลื้มกว่านี้มีอีกมั้ยเนี่ย!
ร่างบอบบางเดินนำขึ้นบันได นึกอยากให้ไอ้คนที่เดินตามหลัง มันโง่งี่เง่าสะดุดบันได ตกลงไปคอหักตายเสียตั้งแต่วินาทีนี้ เพราะไม่อย่างนั้น ก็อาจจะเป็นเขาเองที่ต้องตายคาน้ำมือมัน ก็ได้แต่หวังล่ะนะ ว่าถ้าเป็นอะไรไป มันก็คงจะชดใช้ค่าเสียหายให้พ่อกับแม่เขาบ้าง ดูท่าทางก็น่าจะมีตังส์ มันคงไม่งกหรอกหน่า
“บอกไว้ก่อนว่าห้องรก” ไม่ได้จะขู่ คาเมะสาบานด้วยเกียรติแห่งลูกเสือ ลูกสิงโตที่ไหนก็ได้ เพราะเมื่อเช้าก่อนไปมหา’ลัยดันตื่นสาย เสื้อผ้า ข้าวของ ผ้าห่มที่นอน ที่ปกติต้องทำให้เรียบเข้าไว้ กันแม่เปิดประตูเข้ามาจ๊ะเอ๋ความโสมม ก็เลยขยุกขยิกยู่ยี่ อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะ บ็อกเซอร์ตัวเมื่อคืนที่ใส่ ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะแขวนอยู่บนประตูตู้เสื้อผ้านี่ล่ะ
“ไม่เป็นไร กูไม่ได้คาดหวังอะไรจากสิ่งรอบตัวมึงนักหรอก” ฟังมันเหอะ ฟังมัน...พอพ่อแม่ไม่อยู่ด้วยล่ะ มันออกฤทธิ์ใหญ่ สักวันกูจะอัดคำพูดประเภทนี้ไปตีแผ่ มึงคอยดูแล้วกัน อาคานิชิ จิน
คาเมะยักไหล่ทำเป็นไม่สนใจ ก่อนจะหมุนลูกบิดเปิดประตูเข้าไป
ห้องนอนเล็กๆบนชั้นสองของบ้านหลังน้อย มุมห้องฝั่งหนึ่ง ตั้งเตียงเดี่ยวเล็กๆ ถัดออกมาเป็นโต๊ะข้างเตียง และโต๊ะเขียนหนังสือติดหน้าต่างที่ถูกรวบม่านเปิดรับแสงสว่าง มุมอีกด้านเป็นโทรทัศน์และตู้หนังสือ ส่วนฝั่งผนังริมประตูเป็นที่ตั้งของตู้เสื้อผ้า และชั้นวางของ
โดยรวมแล้ว คาเมะจำได้ว่าเฟอร์นิเจอร์พวกนี้เป็นของเขา...แต่...แล้วความสกปรก ซกมก รกรุงรังมันหายไปไหน...
ไหนล่ะเสื้อผ้าที่ถอดทิ้งไว้บนพื้นเมื่อเช้า ไหนล่ะตั้งหนังสือการ์ตูนที่รื้อออกมาจากตู้เมื่อคืน ไหนล่ะเศษกระดาษที่ขยำทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อวาน...
...มันหายไปได้ไงวะ!...แล้วไอ้ห้องสะอาดเอี่ยมนี่มันมาจากไหน...
“อ้าว คาซึยะ ทำไมไม่พาจินเข้าห้องละจ๊ะ” เสียงแม่นำมาก่อนตัว ให้คนเป็นลูกต้องหันไปมองด้วยความไม่เข้าใจ เห็นมารดาเดินถือคุ้กกี้และน้ำมะนาวในถาดแก้วขึ้นมา
...มีคุ้กกี้ด้วยเว้ย...เออ แปลก แปลก...
“แหม อายอะไรล่ะลูก ห้องหนุ่ม ‘โสด’ สะอาดแบบนี้ ไม่เห็นน่าอายตรงไหนเลย คาซึยะเขาเป็นคนรักสะอาดน่ะจ๊ะจิน” คำว่า โสด เน้นย้ำ ชัดแจ้ง ยิ่งกว่าเอาไฮไลต์สีชมพูแป้ดป้ายเสียอีก บอกกันให้รู้ แบบไม่ต้องแปลซ้ำ ว่าลูกคนนี้ของแม่ โสดสนิท และพร้อมมีแฟนทุกเมื่อ
คาเมะเหลือบมองหน้าแม่ด้วยความหมั่นไส้เล็กๆ กับอาการอยากขายลูกเต็มแก่ และพอเห็นหน้าแล้ว ก็ทายต่อไปได้เลยว่า คุณนายคาเมนาชิ ริทสึโกะ เนี่ยล่ะ ตัวตั้งตัวตี ขึ้นมาเก็บกวาดทุกสิ่งทุกอย่างบนห้องเขา
ร่างบางได้แต่เกาหัวแกรกๆ อยากบอกแม่ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ว่าเลิกเสนอลูกคนนี้ให้ไอ้หมอนี่สักทีเหอะ เพราะนอกจากมันจะไม่ซื้อแล้ว ต่อให้แม่ยกคาเมะให้มันฟรี แถมที่ดินและบ้านหลังนี้ มันก็ไม่เอา
“โอ้...ไม่แปลกหรอกครับ ดีเสียอีก เด็กผู้ชายรักสะอาดน่ะหายาก ว่างั้นมั้ยคาเมะ” ไอ้จอมเฟคมันว่าอย่างนั้น แต่ดันหลังคาเมะให้รีบเข้าห้อง มีคุณนายคาเมนาชิเดินเข้ามาวางถาดขนมนมเนย ก่อนที่หล่อนจะยิ้มหวาน
“อยากได้อะไรเพิ่ม ก็ให้คาซึยะวิ่งลงไปบอกแม่นะจ๊ะ แล้วเย็นนี้อยู่กินข้าวมื้อเย็นด้วยกันนะ เดี๋ยวแม่จะทำสุดฝีมือเลย” คนเป็นลูกตาโตเท่าไข่ห่านกับอาการเกินจะทุ่มของผู้เป็นแม่ นี่นอกจากจะเลี้ยงข้าวกลางวันมันแล้ว ยังจะเลี้ยงข้าวเย็นมันอีก
“ไม่ได้ครับไม่ได้ วันนี้ผมรบกวนคุณแม่กับคุณพ่อมากไปแล้ว แค่มาโดยไม่บอกล่วงหน้า ผมก็เกรงใจจะแย่ แล้วอีกอย่าง พอดีเย็นนี้ผมต้องรีบกลับไปเคลียร์โปรเจ็คน่ะครับ เอาไว้คราวหน้า แล้วผมจะมาฝากท้องทั้งวัน ให้คุณแม่เบื่อหน้าผมไปข้างเลย”
จินแถมรอยยิ้มไปให้อีกหน่อย คุณนายคาเมนาชิก็หลงละเมอเพ้อพก กลายเป็นได้ยินว่า พ่อหนุ่มสุดหล่อคนนี้ จะมาฝากท้องกับหล่อนไปตลอดชีวิต ในฐานะลูกเขยผู้แสนจะมีรัศมีเจิดจ้า
“อู้ย~! เบื่ออะไรกัน จินหล๊อ หล่อแบบนี้ แม่ไม่เบื่อหรอกจ๊ะ เอาเถอะ ถ้าวันนี้ติดงานก็ไม่เป็นไรจ๊ะ ไว้มาใหม่ก็ได้ เอ้า! แม่ไม่กวนล่ะ” แล้วคาเมะก็แอบเห็นแม่นอกใจพ่อเป็นครั้งที่ร้อยของวันนี้ ด้วยการส่งยิ้มหวานชื่มจนมดบุก ก่อนที่หมุนตัวออกจากห้องไปได้ แล้วพอประตูปิดลง ไอ้ผู้ชายที่ตีหน้ายิ้มแย้มราวกับคนมีมารยาทก็ชักหน้าตึง ประหนึ่งว่าคาเมะเป็นศัตรูมันมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว
...อา ก็ไม่แน่หรอกนะ อาจจะเป็นศัตรูกันมาสิบชาติแล้วก็ได้ ไอ้หมอนี่มันถึงตื้อสะบัด ถึงขนาดตามมาบี้เอาถึงบ้านแบบนี้...
“จะเอาไงก็ว่ามา” ในเมื่อว่าวิ่งหนีไม่ทันแล้ว คาเมะก็ไม่มีเหตุผลอะไรต้องหนีอีกต่อไป แถมเชื่อเอาขนมกินได้เลย ว่าคุณนายคาเมนาชิ ริทสึโกะน่ะ ไม่ไปไหนไกลจากหน้าห้องแน่ๆ เผลอๆก็เอาหูแนบอยู่กับบานประตู แล้วอย่างนั้น ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน แสนรักแสนหวงอย่างคาเมะเนี่ยนะ จะออกจากห้องได้ ในเมื่อแม่อยากจะเอาลูกคนนี้ถวายใส่พานทองประดับเพชรให้ไอ้หมอนี่จะแย่อยู่แล้ว
“ไปบอกมิกะ”
“กูไม่รู้จักมิกะ” คาเมะตอบ ทรุดตัวลงนั่งกับเตียง มองหน้าอีกฝ่ายที่ยืนกอดอกผิงขอบโต๊ะเขียนหนังสือ
“เดี๋ยวกูพาไปเอง มึงมีหน้าที่บอกเขา ว่ากูไม่เคยมีเรื่องกับแฟนเก่าเขา”
“ไม่...กูไม่ว่าง” นี่ก็รับรองได้เหมือนกัน ว่าถ้าไอ้จุนโนะกับโคยามะ เพื่อนรักพากันตายทั้งสองได้ยินคำพูดประเภทไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น แถมทำให้เรื่องเลวร้ายลงแบบนี้ พวกมันคงเขกหัวคาเมะกันคนละแปดรอบได้มั้ง
แต่คาเมะไม่ว่างอย่างที่ปากพูดจริงๆนี่หว่า ระหว่างเอาเวลาไปตะลุยในเกมเซ็นเตอร์ กับต้องถ่อไปบอกเล่าเก้าสิบ อธิบายเรื่องจริงให้กลายเป็นเรื่องโกหกล่ะก็ คาเมะยอมเสียเงินฟรีๆกับตู้เกมยังจะดีเสียกว่า
“มึงไม่ได้สำนึกเลยนะ ว่ามึงทำให้กูต้องเลิกกับแฟน” จินถามอย่างเข่นเขี้ยว ไอ้นี่หน้าตามันกวนเรียกส้นจริงๆ ไอ้คอเล็กๆนั่นก็ด้วย น่าบีบให้แหลกคามือ ตัวมันก็เท่านี้ เทียบหุ่นกันแล้ว จินบอกได้คำเดียวว่าถ้าเขากระโดดทับมันตอนนี้ล่ะก็ บ้านคาเมนาชิเสียลูกชายคนกลางไปชนิดต้องไปเจอกันชาติหน้าแน่ๆ
“คนทำให้เลิกไม่ใช่กูซะหน่อย มึงทำตัวมึงเอง แล้วอย่ามาพาลดิ ประสาทเปล่าวะ มึงชกของมึงเอง มึงมีเรื่องของมึงเอง แล้วพอแฟนมึงรู้ เพราะคำพูดของกู แล้วเขาก็ขอเลิกกับมึง แล้วมันความผิดกูตรงไหน”
“ก็ความผิดมึงเพราะมันเป็นคำพูดของมึงน่ะแหละ!!!” จินตะคอกดังลั่นห้อง ให้คาเมะต้องหันไปมองที่ประตู คาดได้ว่า ป่านนี้คุณนายคาเมนาชิคนสวยคงสะดุ้งโหยงเพราะมาดผู้ดีของไอ้เวรหน้าหนานี่กระจุยกระจัดกระจาย
“แล้วไม่ใช่ความผิดมึงรึไง ถ้ามึงไม่มีเรื่อง แล้วกูจะเอาที่ไหนไปพูดได้วะ ทำตัวเองแล้วก็เอามาลงกับคนอื่น ไม่แฟร์นี่หว่า…อึ๊!!!...”
อย่า...อย่าคิดว่าเสียง อึ๊!!! คือการถูกปิดปากด้วยริมฝีปาก แบบที่คาเมะเคยเห็นเพื่อนสาวในคณะผู้คลั่งไคล้ความรักระหว่างชายกับชาย ชอบใช้คำนี้เพื่อแสดงถึงอาการจูบแบบที่ฝ่ายหนึ่งไม่เต็มใจ แต่อีกฝ่ายเต็มใจเพราะเห็นว่าปากแดงน่าจูบดี
ความจริงแล้ว เรื่องจริงที่เกิดขึ้น มันไม่ได้อิงนิยายมากมายนักหรอก เพราะอิงนิสัยของไอ้คนทำเป็นส่วนใหญ่ ก็น้ำหน้าอย่างอาคานิชิ จิน ที่ประกาศปาวๆว่า ‘กู...ศัตรูคู่อาฆาตของมึง’ มันจะมาจูบปิดปงปิดปากได้ที่ไหนกัน ถ้าบีบคอล่ะไม่ว่า
“เอาดิ...อยากให้กูตายคามือมึงก็เอาเลย ขนาดมึงมีเรื่องชกต่อย ผู้หญิงคนนั้นยังเลิกกับมึง ลองมึงบีบคอกูให้ตาย กูว่า คราวนี้ แม้แต่แผ่นดินเดียวกัน เขาก็ไม่ให้มึงเหยียบ” คาเมะปากดีใส่ นึกหมั่นไส้ไอ้ผู้ชายที่หน้าตาก็ออกจะเพลย์บอย แต่ทำไมถึงยึดติดกับผู้หญิงแค่คนเดียวได้ขนาดนั้น
จินมองเข้าไปในดวงตาเรียวเล็ก ดวงตาที่ไม่มีอะไรอยู่ข้างในมากไปกว่าความไม่เข้าใจและงุนงง แววตาที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว เผลอๆมันอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าไอ้เรื่องบีบคอฆ่ากันตายนี่มันเกิดขึ้นจริงๆมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากเย็นที่มันจะทำปากดีเอามาพูดพล่อยๆเพื่อเป็นการขู่เขา
ร่างสูงรู้ว่าแค่เขาออกแรงเพียงนิดเดียว ลำคอเล็กๆใต้อุ้งมือจะแหลกละเอียดลงในพริบตา แต่ไม่รู้ทำไม เขาถึงยอมปล่อยมันออกมา ก่อนจะหมุนตัวหันหลังให้ไอ้เจ้าของห้องเพื่อสงบสติอารมณ์
“อาคานิชิ...” คาเมะไม่เข้าใจ ไม่รู้อะไรที่ผลักดันให้ไอ้หมอนี่ตามมาถึงบ้าน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรมันถึงไม่ทำในสิ่งที่มันเองก็ทำได้ หากมันจะทำ คาเมะไม่เข้าใจมันเลยจริงๆ
“กูไม่ปล่อยให้มึงอยู่สุขสบายแน่ๆ มึงเตรียมตัวไว้เถอะ กูจะเอาให้มึงไปไหนไม่รอด” จินพูดแต่ไม่ยอมหันไปมอง ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้คาเมะได้แต่ถอนหายใจ ยกมือขึ้นจับอกตัวเองวัดเสียงหัวใจที่เต้นดังตึกตัก
“เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่ากูรอดตายได้ แม้จะไม่วิ่ง...เก่งจริงๆ คาเมนาชิ คาซึยะ” แล้วร่างบอบบางก็หงายหลังลงนอนแผ่กับเตียง เมื่อความอึดอัดมลายหายไปจากหัวใจ
ความอึดอัดจากไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนที่คาเมะมองตาไอ้หมอนั่น คาเมะก็พอจะเข้าใจว่าความจริงแล้ว มันไม่ได้เกลียด เคียดแค้นอะไรมากมายนักหรอก เพียงแต่มันโกรธก็เท่านั้น
แล้วพอรู้ว่ามันแค่โกรธ แค่หงุดหงิด คาเมะก็สบายใจ ความจริงก็ไม่ได้อยากจะเป็นศัตรูกับใคร คาเมะชอบชีวิตสงบๆ ถึงจะยอมรับว่าการมีศัตรูเยอะแยะก็ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นในระดับหนึ่ง อันเนื่องมาจากการออกกำลังกายด้วยการวิ่งอยู่บ่อยครั้ง แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว คาเมะก็คือวัยรุ่นธรรมดาๆคนนึง ที่อยากใช้ชีวิตกับเพื่อนฝูง ใช้ชีวิตสบายๆ
แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อปากมันเป็นแบบนี้ คาเมะจะทำยังไงได้กันล่ะ ปากที่มันพูดจาอะไร ก็พาความซวยเข้าตัวตลอด ความบังเอิญมันเหลือเชื่อจนปวดหัว ขนาดโจทก์คาเมะทุกคนยังบังเอิญเป็นเพื่อนกับหมอนั่นหมดเลย
“ชีวิตกูนี่มันซวยเพราะปากจริงๆแหละ” แล้วก็ได้พึมพำแบบนั้น
และหากฝาผนัง เตียง พื้น เพดาน โต๊ะ ประตู หน้าต่าง ฟังและพูดโต้ตอบได้ มันก็คงจะบอกไอ้คนที่เป็นเจ้าของห้องนี้ว่า
‘ได้ยินพูดแบบนี้มาตั้งหลายรอบแล้ว หัดเปลี่ยนแปลงปากตัวเองเซ่!!’
...ถ้ามันเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ ป่านนี้ คาเมะก็คงไม่มีศัตรูคู่อาฆาตที่ชื่อ อาคานิชิ จิน หรอก จริงมั้ย...
...............................
คาเมะไม่ใช่คนปากโป้งนักหรอก แต่เรื่องที่โดนโจทก์ตัวเป้งบุกถึงบ้าน แถมมันยังหว่านเสน่ห์ใส่พ่อกับแม่ คาเมะก็อดจะเก็บเรื่องราวไว้กับตัวเองคนเดียวไม่ไหว เพราะฉะนั้น ทันทีที่มามหา’ลัยในเช้าวันต่อมา ไอ้ปากบอนของสองเพื่อนซี้ โคยามะและจุนโนะ ก็รีบแจกแจงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทันที
“เห็นมั้ยล่ะ ซวยแล้วไงมึง ไอ้คาเมะ” คนกุมหน้าผาก และวิตกจริต ไม่ใช่ไอ้คนที่สร้างศัตรูไปทั่วทุกที่ แต่เป็นเพื่อนสองคนที่ห่วงสวัสดิภาพของไอ้ปากบอนเหลือเกิน
“ทีหลังจำไว้เลยนะ ว่าอย่าไปพ่นที่ไหน เห็นมั้ยว่ามันเป็นเรื่องน่ะ” โคยามะดุสั่งสอน แต่คาดการณ์ไปแล้วล่วงหน้าว่าไอ้คาเมะคงทำตามไม่ได้ เพราะขนาดมีศัตรูออกมาประกาศตัวโต้งๆแล้วว่าจะไม่ปล่อยไอ้คาเมะลอยนวล แต่ดูสีหน้ามันเถอะ ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวได้อีก!
“คนที่ทำให้เป็นเรื่องคือฝ่ายหมอนั่นต่างหาก กูผิดที่ไหนเล่า” นั่น มันยังคิดว่ามันไม่ผิดอีก เวรกรรม พ่อแม่มันเลี้ยงลูกคนนี้มายังไงวะเนี่ย!!
“พ่อกับแม่มึงเจอฝ่ายนั้นแล้วว่าไงมั่ง” จุนโนะถาม
สมัยแรกๆที่เขาไปบ้านไอ้คาเมะ แม่มันชื่นชมลูกชายให้เขาฟัง ราวกับจะเสนอขาย แล้วพอไอ้โคยามะไปอีกคน แม่มันก็มาสะกิดถามว่า ระหว่างเขากับไอ้โคยามะ ใครรักคาเมะมากกว่ากัน กะหาลูกเขยเข้าบ้านเต็มที่ แล้วนี่ มีผู้ชายไปโผล่บ้านมัน แถมแนะนำตัวเองว่าเป็น ‘เพื่อนชายคนสนิท’ จุนโนะเหมือนจะเห็นเค้ารำไร ว่ารายนั้นก็อาจจะโดนตะล่อม แบบแอบขายลูกของเซลล์แมนหญิงที่ชื่อว่า คาเมนาชิ ริทสึโกะก็เป็นได้
“จะว่าไง แม่กูก็เต็มที่ดิ ดูแล บริการจนกูยังงงเลยเหอะ” คาเมะเข้าใจความต้องการของแม่นานแล้ว นานตั้งแต่ขึ้นม.ต้นได้มั้ง แม่ที่อยากได้ลูกสาว กลับมีแต่ลูกชายออกมาสามคน แล้วคราวซวยก็มาตกที่ไอ้ลูกคนกลางอย่างคาเมะ ที่พอจบประถม ขึ้นม.ต้นไปได้พักหนึ่ง ก็ดูเหมือนร่างกายจะไม่ยืดยาวเก้งก้าง สมกับที่เป็นลูกชาย แถมโดนน้องแซงนำ ทั้งความสูง ทั้งน้ำหนัก รวมไปถึงมัดกล้ามที่หน้าอก และแขน
ความต้องการของแม่เริ่มเห็นแสงรำไรของความสมหวัง เมื่อบ้านคาเมนาชิไปพักผ่อนตากอากาศกันที่เรียวกังในฮอกไกโดตอนคาเมะอยู่ไฮสคูลปีสอง ปรากฏว่าคาเมะโดนยัยป้าคนดูแลดุ ตอนที่กำลังเดินตามพ่อเข้าห้องอาบน้ำชาย แถมโดนไล่ให้ไปอาบกับแม่อีกต่างหาก คาเมะเลยเซ็งหนัก แต่คุณนายคาเมนาชิน่ะหน้าบานเป็นกระด้งกลับบ้านชนิดไม่ปิดบัง
“แน่ล่ะ หมอนั่นก็หล่อใช่ย่อยนี่หว่า กูได้ข่าวว่าตอนเข้าปีหนึ่ง รายนั้นเป็นเดือนคณะสถาปัตย์” โคยามะเล่า แต่ก็ยังเครียด ถึงไอ้คาเมะจะปากดีพาแต่เรื่องมาให้ปวดหัว แต่จากที่ฟังๆมันเล่าแล้ว ดูท่าโจทก์รายนี้จะกัดมันไม่ปล่อย นึกแล้วก็อดเป็นห่วงมันไม่ได้ อย่างน้อยมันก็นิสัยดี มีน้ำใจ แล้วมันก็ไม่เคยโกหกใคร และเพราะมันไม่โกหกนั่นล่ะ แถมยังช่างพูด มันก็เลยเป็นเรื่องแบบนี้อยู่บ่อยๆ
“เดือนหรือพี่ว้ากวะ กูว่าอย่างหลังยังให้มากกว่าอีก” คาเมะบ่น แต่ก็ใช่จะใส่ใจนัก ก้มหน้าก้มตาลอกเลกเชอร์ที่ตัวเองจดไม่ทัน จนไม่สังเกตว่ามีใครบางคนมายืนอยู่ข้างหลังนานแล้ว และก็นานพอดูกับที่ชื่อตนถูกเปลี่ยนสถานะจากเดือนคณะ เป็นพี่ว้าก
“เออ กูเป็นเดือนคณะตอนปีหนึ่ง แล้วกูก็เป็นพี่ว้ากตั้งแต่ปีสอง จนถึงตอนนี้เนี่ยแหละ” เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลัง ให้คาเมะถึงกับสะดุ้งเฮือก เงยหน้ามองเพื่อนสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วได้แต่เห็นสีหน้าแหยๆของพวกมัน คล้ายจะขอโทษที่ไม่บอกให้รู้ตัวตั้งแต่แรก
...แม่ง! มันมาทำไมที่นี่วะ ได้ข่าวว่านี่ตึกคณะเศรษฐศาสตร์ แล้วเด็กสถาปัตย์อย่างมันมาทำไมไม่ทราบ!!...
...จะวิ่งหนีก็ไม่ได้ เพราะนั่งในโต๊ะยาวแบบนี้ ลุกยาก แถมข้าวของก็พะรุงพะรัง เพราะวันนี้จะหอบหนังสือกลับไปอ่านที่บ้านด้วย
สุดท้าย เมื่อไม่มีทางเลือก คาเมะเลยต้องหันกลับไปมอง ไอ้คนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง
“กูไม่ได้อยากรู้เรื่องของมึง เล่าทำไม” โคยามะแทบทรุด ทำไมมันถึงปากดีเสมอต้นเสมอปลายแบบนี้ เห็นๆกันอยู่ว่าไอ้คนที่บอกว่าตัวเองเป็นพี่ว้ากมาสามปีนั่น หน้าโหดตาดุ แถมเอาเรื่องชิบหาย
“กูแค่บอกให้รู้เอาไว้ วันนี้ไม่มีเรียนแล้วใช่มั้ย มึงต้องไปหามิกะกับกู” จินไม่พูดเปล่า แต่คว้าหมับเข้าที่แขนเล็กๆแล้วดึงให้ลุกขึ้น แต่คาเมะก็ทำตัวหนัก แถมสะบัดแขนออกจากการเกาะกุม
“ปัญญาอ่อน ถ้ามึงถ่อมาถึงคณะกูเพราะเรื่องนี้แค่นี้ล่ะก็ กูว่ามึงกลับบ้านไปกอดตุ๊กตากินนมนอนเหอะ” จุนโนะอ้าปากค้าง นอกจากไอ้คาเมะจะพูดตรงได้ใจแล้ว ปากคอมันยังเราะร้าย แล้วมันร้าย แบบมันไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนด้วย แล้วจะไปเตือนมันได้ที่ไหน นอกจากพะงาบๆแล้วคาดหวังในใจ
กูกราบล่ะคาเมะ มึงช่วยเหลือบตามองหน่อยเถอะ คู่กรณีมึงอ่ะ จะเปลี่ยนร่างเป็นยักษ์แล้วโว๊ย
จุนโนะกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก ขณะแอบมองสีหน้าของ อาคานิชิ จิน โจทก์ที่บุกไปหาไอ้คาเมะถึงบ้าน และคราวนี้ก็ถึงขนาดบุกมาคณะ ทว่า สายตาของเขากลับไปไกลกว่าจะหยุดที่หน้าหล่อเหลาแต่โหดดุของฝ่ายนั้น
...คล้อยหลังจินไปเพียงเล็กน้อย คือกลุ่มผู้ชายนับสิบคน จากหน้าตาและการแต่งตัวแล้ว ดูไม่เหมือนเด็กในมหา’ลัยนี้ จุนโนะว่าพวกนั้นหน้าตาคุ้นๆอยู่ เหมือนเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง แต่นึกไม่ออก
“ตายห่า นั่นพวกช่างกลที่ไอ้คาเมะมันมีเรื่องด้วยเมื่อวันจันทร์นี่หว่า” เสียงพึมพำของโคยามะที่ดังอยู่ข้างกาย ทำเอาจุนโนะถึงกับเบิกตาโพลง แล้วร้องบอกตัวเองในใจว่า จริงด้วย!!!
“คาเมะ...แย่แล้วมึง” ตอนนี้สองเพื่อนซี้ไม่ได้สนใจโจทก์เดี่ยวๆที่บุกมาเอาเรื่อง อย่างอาคานิชิ จิน เท่าไหร่ ทั้งโคยามะ และจุนโนะห่วงไอ้กลุ่มช่างกลที่แทคทีมกันมาทั้งกลุ่มนั่นมากกว่า
“อะไร”
“ไอ้พวกช่างกลที่มึงไปมีเรื่องบนรถไฟเมื่อวันจันทร์ มันตามมาถึงนี่!” โคยามะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบใกล้ๆ ให้คาเมะถึงกับตาโต ค่อยๆหันไปมองด้านหลังตามที่จุนโนะส่งสายตาบอกทิศทาง
เห็นแล้วคาเมะก็แทบอยากจะเป็นลม ทำไมวันนี้มันพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรกยังงี้วะ ทั้งไอ้จิน ทั้งเด็กช่างกล
จินมองอาการลุกลี้ลุกลนของคนทั้งกลุ่มด้วยความแปลกใจ ยิ่งเห็นอาการเก็บข้าวเก็บของของคาเมะ เขาก็ยิ่งไม่แน่ใจ มันคงไม่ได้เก็บของเพื่อจะไปพบมิกะตามที่เขาสั่งหรอก
“เอ่อ...อาคานิชิ ถอยหน่อยเถอะ ไอ้คาเมะมันจะวิ่ง” โคยามะบอกเสียงอ่อน หมายจะให้ร่างสูงเห็นใจคนศัตรูมาก ที่บัดนี้เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว มือนึงแนบหนังสือสามสี่เล่มเข้าไปอก อีกมือสะพายกระเป๋าเป้ขึ้นไหล่ เตรียมลุกเต็มที่
“จะหนีไปไหน” จินถาม ขยับตัวบังทางออก จนคาเมะต้องเงยหน้ามองด้วยความไม่พอใจ
“เฮ้ย!! ไอ้เด็กนั่นไง!!!!” คาเมะตาเหลือก หันควับกลับไปมอง ก็เห็นไอ้พวกช่างกลชี้นิ้วมาทางเขา ร่างบางไม่สนอะไรอีกแล้ว ผลักจินออกห่างได้ปุ๊บ ก็กระโดดออกจากโต๊ะ วิ่งหนีออกจากใต้ตึกไปทันที
...แม่งเอ้ย~! จะกลับบ้านอยู่แล้ว ดันได้ออกกำลังกายขาอีก...
........................................
อาจจะเป็นเพราะพวกมันไม่ใช่เด็กมหา’ลัยนี้ หรือเป็นเพราะคาเมะวิ่งเร็ว สุดท้ายแล้ว ร่างบางก็ลัดเลาะเข้ามาแอบอยู่ในซอกระหว่างตึกของคณะวิทยาศาสตร์จนได้ ไม่รู้พวกนั้นไปทางไหนกันแล้ว แต่คิดว่ามันคงหาคาเมะไม่เจอในวันนี้หรอก
“เฮ้อ...” ทั้งวิ่ง ทั้งแบกข้าวของ มันก็เลยเหนื่อยเกินกว่าปกติ จนต้องพิงร่างกับผนังตึก ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจ
ทำไมพักนี้เจอแต่พวกกัดไม่ปล่อยวะ...
“วิ่งเร็วชะมัดนะมึงเนี่ย” เสียงทุ้มดังขึ้น ทำเอาคาเมะสะดุ้ง รีบลุกพรวด แต่พอเห็นว่าเป็นใครยืนหอบอยู่ตรงหน้า ร่างบางก็ทรุดตัวลงนั่งที่เดิมอย่างเบาใจ
ไม่รู้เบาใจเข้าไปได้ยังไง ในเมื่อไอ้คนตรงหน้าก็ศัตรูคู่อาฆาตไม่ต่างจากไอ้เด็กช่างกลพวกนั้นเท่าไหร่
จินเดินเข้าไปหา มองหน้าแดงก่ำเพราะเลือดสูบฉีด แล้วนึกเห็นใจมันขึ้นมา ทั้งๆที่แรกๆเขาทั้งโกรธ ทั้งเกลียดมัน แต่พอเห็นมันมานั่งหอบ นั่งลิ้นห้อยอย่างนี้แล้ว ก็ชักสงสาร สุดท้าย เลยควักผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาส่งให้
“เช็ดเหงื่อซะสิ” เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นทั่วใบหน้า โดยเฉพาะที่จมูก จินแอบหมั่นเขี้ยวจมูกรั้นๆนั่น ไม่รู้นึกแบบไหน ถึงอยากใช้นิ้วเช็ดเหงื่อที่ปลายจมูกให้มัน แล้วก็อยากแกล้งบีบจมูกมันสักหน่อย
“ไม่เป็นไร” คาเมะไม่ได้รับผ้าเช็ดหน้ามา แต่ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดแทน จินเลยทรุดตัวลงนั่งยองตรงหน้า แล้วปัดแขนเล็กทิ้ง ก่อนจะเช็ดหน้าให้อีกฝ่ายเบาๆ
“ไปทำอีท่าไหน พวกนั้นถึงตามมาถึงมหา’ลัยแบบนี้”
“ก็ทำแบบเดียวกับที่ทำให้มึงบุกไปถึงบ้านนั่นแหละ” คาเมะก็แค่เดินบ่นกับจุนโนะและโคยามะที่สถานีรถไฟตอนจะกลับบ้านว่า พวกช่างกลที่มีเรื่องกันน่ะ สงสัยเลือดคงเยอะ เลยตีกัน กะเอาเลือดออก แล้วถ้าอยากเอาเลือดออกมากขนาดนั้น ทำไมไม่ไปบริจาคสภากาชาดวะ แล้วก็ช่างบังเอิญอีกแล้ว ที่มีกลุ่มช่างกลอยู่แถวนั้นพอดี สุดท้ายก็เลย...เป็นอย่างที่เห็น
“ก็อย่าปากดีนักสิ มีเรื่องกับเด็กในมหา’ลัยไม่พอ จะเอาเด็กข้างนอกด้วย แบบนี้ไม่ต้องวิ่งทุกครั้งที่ออกจากบ้านรึไง” ร่างสูงดุแล้วมองหน้าอีกฝ่าย นี่เป็นครั้งแรกได้ล่ะมั้ง ที่เขาได้เห็นหน้ามันใกล้ขนาดนี้ หน้ามันก็...สวยดีหรอก ไม่แปลกใจที่แม่มันเหมือนจะพยายามถวายใส่พานให้เขา
จินไม่ได้จะเข้าข้างตัวเองหรอกนะ แต่ท่าทางของคุณนายบ้านคาเมนาชิน่ะ มันออกแววว่าจะอยากได้เขาไปเป็นลูกเขยยังไงไม่รู้
...เดี๋ยว!!เดี๋ยวนะ...เมื่อกี้เขาคิดอะไรวะ... เขาชมไอ้หน้าตากวนโอ้ยว่าสวยงั้นเหรอ!! แล้วเขาก็ยังเช็ดหน้าให้มันด้วยผ้าเช็ดหน้าของเขาอีก!! เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย!!
จินรีบดึงมือตัวเองออกมา ผ้าเช็ดหน้าสีเทาเข้มยังคาอยู่ เป็นหลักฐานว่า เมื่อกี้ เขาทำในสิ่งที่ไม่คาดฝัน
“สรุปว่ามึงจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตกู หรือมึงจะมาเป็นคนบ่นประจำตัว” คาเมะย้อน ก่อนจะลุกขึ้นยืน ชะโงกหน้าออกไปดูความเป็นไปนอกซอกตึก เห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว ก็หมายจะกลับบ้าน แต่มือเล็กดันถูกดึงไว้
“เดี๋ยวกูไปส่ง” ร่างบางชะงักกึก กับคำพูดของไอ้คนที่อาศัยซอกตึกมาด้วยกันเมื่อกี้
...เอ๊~! เดี๋ยวนี้ พวกที่มันเป็นศัตรูกันเนี่ย มันมีวิธีการแก้แค้นใหม่ๆ เช่นการพาไปส่งที่บ้านด้วยเหรอวะ...
............................................
จินก็บอกไม่ได้ว่าทำไมถึงอยากมาส่งมัน แต่อย่างน้อย ตอนที่เขาเห็นมันเดินเข้าบ้าน ตามมาด้วยการปิดประตู เสียงในใจก็บอกจินว่า เขาสบายใจแล้ว
เขาสบายใจที่อย่างน้อย วันนี้มันก็ถึงบ้านโดยปลอดภัยแล้ว
อารมณ์คล้ายๆจะห่วง แต่ถึงอย่างนั้น จินก็รีบค้านกับตัวเองว่า คนอย่างเขา จะปล่อยให้ไอ้คาเมะตายคามือคนอื่นไม่ได้ เขาต่างหากที่มีสิทธิ์ทำแบบนั้นแค่คนเดียว เพราะฉะนั้น เขาถึงต้องรีบวิ่งตามมันออกมาตอนที่เห็นไอ้พวกช่างกลวิ่งไล่หลัง วิ่งตามมันเพียงเพื่อจะได้รู้ว่ามันไปหลบ ไปแอบที่ไหน วิ่งตามมันเพียงเพื่อจะช่วยอะไรได้ หากมันหนีพวกนั้นไม่พ้น
ก็บอกแล้ว ว่าจินไม่ยอมให้คนอื่นมีสิทธิ์เหนือชีวิตไอ้คาเมะหรอก มันทำกับเขาเอาไว้แบบนั้น ทำให้เขาถูกผู้หญิงบอกเลิก เพราะฉะนั้นมันต้องชดใช้...
...ด้วยการเป็นผู้หญิงของเขา...
...ไม่ใช่!!! คิดบ้าอะไรวะเนี่ย!!...หน้าอย่างนั้นน่ะเหรอ จะมาเป็นผู้หญิงของเขา นิสัยแบบนั้นน่ะเหรอ จะมาเป็นคนรักของเขา จินปฏิเสธเสียงแข็งในใจตัวเอง ขณะขับรถกลับบ้านด้วยเสียงสองเสียงที่ตีกันไปตลอดทาง และสองเสียงนั้น ก็คือเสียงของเขาเอง
................................
ยังพอจะเป็นโชคดีอยู่บ้าง ที่วันต่อมา คาเมะไม่มีเรียน ไม่ต้องออกจากบ้าน เพียงเพื่อจะไปเจอคู่อริสักคน แล้วพาลให้กล้ามเนื้อขาต้องทำงานอย่างกับนักวิ่งโอลิมปิค แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันก็ยังมีโชคร้ายปะปนเข้ามาตั้งแต่หัววันเสมอ
“แม่ล่ะดีใจ๊ ดีใจ ที่จินมาอีก ทำไมคาซึยะไม่ยอมบอกนะ จินเค้าก็ฝากมาบอกแล้วนี่ ว่าวันนี้จะมากินข้าวเช้ากับพวกเรา โชคดี ที่จินโทร.เข้ามาที่บ้าน บอกล่วงหน้า แม่ถึงได้ออกไปคอนวิเนียนทัน” คุณนายคาเมนาชิบ่นบุตรชายทันทีที่เจ้าตัวก้าวขาเข้ามาในห้องครัว เพื่อหาอาหารเช้า
คาเมะไม่ทันจะได้อ้าปากเถียงว่าไม่รู้เรื่องเสียหน่อย ที่ไอ้ศัตรูคู่อาฆาตส่งตรงมาจากสถาปัตย์จะมาบ้านเขาเช้านี้ แล้วก็ไม่รู้ด้วย ว่าทำไมมันถึงรู้กระทั่งเบอร์บ้าน ที่สำคัญคือไม่รู้ว่ามันคิดอะไรของมัน ถึงได้มานั่งยิ้มบาง อวดหน้าตาหล่อๆให้แม่นอกใจพ่ออีกแล้ว!!
“ผมรบกวนรึเปล่าครับคุณแม่” ดูเถอะ มีการแสร้งเป็นตีหน้ามาดผู้ดีขี้เกรงใจอีกต่างหาก
“อูย~! รบกวนอะไรกัน ปกติวันแบบนี้น่ะ แม่ก็กินกับคาซึยะสองคนเท่านั้นแหละ เหงาจะตาย จินมาก็ดีแล้ว กินด้วยกันเยอะๆเนี่ย สนุกออกนะ” นี่ก็ด้วย เรื่องอยากได้ลูกเขยนี่กระดี๊กระด๊าไม่มีใครเกิน
“มาๆ กินกันเถอะจ๊ะ วันนี้จินจะพาคาซึยะไปเที่ยวด้วยใช่มั้ย ดีจ๊ะ คาซึยะน่ะ ใครๆก็ชมว่าเป็นเพื่อนเที่ยวที่ดี” คุณนายคาเมนาชิ ยังคงสานต่อมาตรการกวักมือเรียกผู้ชายทุกคนในชีวิตลูก เข้ามาร่วมชายคาบ้านคาเมนาชิอยู่นั่น คงจะอยากได้ลูกเขยมากจริงๆ คาเมะนึกเห็นใจแม่ขึ้นมา แต่ก็อยากจะบอกเหลือเกิน ว่าเลือกผู้ชายคนอื่นได้มั้ย อย่าเอาเลยคนนี้ เพราะมันจะทำให้อายุของลูกสั้นลง
“ครับ ผมก็ว่าแบบนั้น” จินยิ้มบางรับ ก่อนจะเหลือบมองไอ้คนที่นั่งกินข้าวแบบไม่สนใจอะไร มองหน้ามันแล้ว ก็นึกถึงคำพูดเมื่อกี้ของหญิงอวบผู้แสนจะเป็นมิตร
‘เพื่อนเที่ยวที่ดี’ หล่อนคงละเมอไปละมั้ง ถึงได้ไม่รู้ว่า ถ้าเอาคาเมะไปไหนต่อไหน เพื่อนเที่ยวที่ดีรายนี้ จะชวนวิ่งอย่างสม่ำเสมอ เพราะไปเหยียบตาปลาคนทุกที่
“นี่ก็ว่าจะพาเขาไปสวนสัตว์ คาเมะไปครั้งล่าสุดเมื่อไหร่” จินหันมาทำทีเป็นชวนคุย
“ป.4มั้ง ว่าแต่...นายชวนฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่อง” คาเมะย้อนถามหน้าตาเฉย เขาไม่รู้จริงๆว่าหมอนี่ชวนไว้ตั้งแต่ตอนไหน และในความเป็นจริงแล้ว มันก็ไม่ควรจะชวนเขาด้วย เป็นคู่อริกันประเภทไหน มาพากันไปเที่ยววะ ไอ้หมอนี่มันสติดีอยู่รึเปล่า
“ก็เมื่อวานไง ตอนฉันมาส่ง” คำว่า ฉันมาส่ง ทำเอาคุณนายคาเมนาชิตาโตลุกวาวด้วยความยินดี
“ตายแล้ว คาซึยะทำไมให้จินมาส่งถึงบ้านล่ะลูก ไปกวนเขาใช่มั้ย” หล่อนรีบหันมาบอกลูกชาย แต่สายตาคนเป็นลูกดูปราดเดียวก็รู้ว่ามารดาปลื้มแค่ไหนกับการที่ลูกชายตัวเองมีผู้ชายมาส่งถึงบ้าน
“ไม่กวนหรอกครับ คุณแม่ พอดีบังเอิญเจอกัน ก็เลยแวะมาส่งเท่านั้นเอง”
“แต่ยังไง แม่ก็เกรงใจจินนะจ๊ะ วันนี้ยังไงคาซึยะก็ไปเที่ยวกับจินนะลูก เขาอุตส่าห์มีน้ำใจมาส่งแหนะ” ผลักดันลูกชายให้ไปกับผู้ชายสองต่อสองก็ได้อีก คาเมะอยากจะถอนหายใจอีกสักสิบรอบ ดูหน้าตาแม่ก็รู้ ว่าขืนวันนี้เขาไม่ไปเที่ยวกับไอ้หมอนี่ เขานั่นแหละ ที่จะถูกแม่ขังไว้ในบ้าน แล้วไม่ให้ไปไหนอีกเลย คุณนายคาเมนาชิน่ะ เห็นหน้าตายิ้มๆแบบนี้ พอเอาจริงขึ้นมา โหดระดับเทพเถอะ
แล้วมื้อเช้าวันนั้น ก็เป็นวันที่คาเมะรู้สึกว่าคุณนายคาเมนาชิจะเจริญอาหารมากกว่าปกติ แถมสีหน้าสีตาก็ดูมีความสุขราวกับย้อนวัยไปในช่วงสาวสะพรั่ง แล้วมีหนุ่มหล่อมาชวนเดทเสียแบบนั้น และในเมื่อคุณริทสึโกะผู้แสนจะอยากได้ลูกเขยเป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้ออกปากเอง ว่าลูกชาย ควรจะไปเที่ยวกับ อาคานิชิ จิน แล้วคาเมะจะมีโอกาสปฏิเสธได้หรือ สุดท้าย ก็โดนแม่ลากขึ้นห้อง แปลงโฉมที่ตอนแรกก็ไม่ค่อยจะดี กลายเป็นไม่ดีมากกว่าเดิมในสายตาลูก แต่แม่น่ะดีใจเห่อไปแล้วล่วงหน้า
“เขาต้องชอบลูกของแม่แน่ๆเลย” สตรีอวบอ้วน เป็นคนพับเสื้อผ้าชุดเก่าของคาเมะเตรียมไปเก็บตู้ แล้วมองร่างบอบบางที่อยู่ในชุดไปเที่ยว ที่หล่อนเป็นคนเลือกให้เองกับมือ
“ตอนไอ้จุนโนะกับโคยามะ มาบ้าน แม่ก็พูดแบบนี้” และไม่ใช่แค่สองคนนั้นหรอก เพื่อนพี่ชายน้องชาย ถ้าใครคนไหนมาที่บ้านเกินหนึ่งรอบขึ้นไป คุณนายคนนี้ก็พร้อมจะคิดอยู่เสมอว่า มาเพราะลูกชายคนกลางของหล่อน
“แหม แต่คนนี้ไม่เหมือนกันนี่จ๊ะ ไปๆ ป่านนี้จินรอแล้ว แล้วไม่ต้องรีบกลับนะลูก” อย่างนี้ก็มีด้วย ไม่ให้ลูกรีบกลับ คาเมะถอนหายใจยาวอย่างหนักอก แม่นะแม่ ยิ่งปล่อยลูกคนนี้อยู่กับหมอนั่นนานๆ ลูกก็คงไม่ได้กลับเข้าบ้านนี้อีกเลย เพราะถูกฆ่าหมกพงหญ้าแถวไหนไปแล้วล่ะ
“ที่สำคัญ...แม่คาดหวังกับว่าที่ลูกเขยคนนี้มากนะลูก” นั่นคือประโยคสุดท้ายของคุณนายคาเมนาชิ ก่อนจะส่งลูกชายที่หน้าบ้าน แล้วมองรถยนต์คันหรูที่ขับฉิวพ้นไปด้วยความปิติยินดี พร้อมการเรียบเรียงในใจ ว่าหล่อนจะเริ่มต้นโทร.หาญาติคนไหนในตระกูลก่อนดี ถึงสถานการณ์ใกล้ได้เขยเข้าบ้านแบบนี้
......................................................
ระหว่างทาง ที่เจ้ารถยนต์คันหรูพอๆกับพอชสีเหลืองมะนาว ที่คาเมะเคยซ่าเอาแก้วน้ำไปวางบนฝากระโปรงขับผ่านไปนั้น ไม่มีการพูดคุยระหว่างคนขับ กับตุ๊กตาหน้ารถที่ทำหน้าตาเฉยเฉื่อย จนเดาได้ว่า อยากมาด้วยมากจริงๆ
จินเหลือบมองคนที่นั่งเฉย ไม่มีอารมณ์กระดี๊กระด๊าเหมือนสาวๆคนอื่นที่เขาเคยพาขึ้นรถ ก่อนจะนึกขำกับตัวเองที่อุตริตื่นเช้ามารับศัตรูขึ้นรถด้วยข้ออ้างที่ว่า ‘จะพาไปเที่ยว’
แล้วไอ้เด็กนี่ก็ตามมาต้อยๆเสียแบบนั้น แม้จะพอคาดได้ก็เถอะ ว่ามันคงถูกแม่มันบังคับมา แต่มันก็ไม่เห็นงอแง หน้าบูดหน้าหงิก เหมือนคนถูกบังคับเลยนี่นา ซ้ำร้าย ยังหน้าตาไร้อารมณ์จนเขาคิดว่ามันเป็นหุ่นกระป๋องซะอีก
“มีอะไรจะถามมั้ย” จินเป็นคนเอ่ยปาก ขัดความเงียบที่มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ดังเบาๆ
“รถคันนี้ ซื้อเองหรือพ่อจ่าย” ร่างสูงหันควับกลับมามองคนถามทันที แต่ไอ้คนถามยังมองเขาตาแป๋ว จนจินได้แต่ถอนหายใจ แล้วหันกลับไปมองถนนตามเดิม
“นายเนี่ยนะคาเมะ...ไม่ต้องถามทุกเรื่องที่อยากรู้ก็ได้” ชายหนุ่มชักจะรู้เสียแล้ว ว่าอะไรที่ทำให้มันเป็นคนมีศัตรูมากมายล้นแผ่นดินแบบนี้
ตอนแรก จินคิดว่าเพราะว่าหน้าตามันกวนประสาท แถมคำพูดคำจาไม่ผ่านกระบวนการคิด ถึงทำให้มันมีศัตรูอยู่ทั่วทุกเหลือบของมหา'ลัย แต่มาวันนี้ ชายหนุ่มชักเข้าใจอะไรบางอย่าง หน้าตามันไม่ได้กวนหรอก แล้วคำพูดมันก็ไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดด้วย แต่เป็นเพราะมันพูดทุกอย่างที่มันคิด แล้วก็ช่างเป็นโชคดีเหลือเกิน ที่มีคนที่พร้อมจะมีเรื่องมาได้ยินเข้าพอดี แล้วเวลาได้ยิน ไอ้พวกนั้นก็คงไม่ได้เห็นสายตาไร้เดียงสาของมัน สุดท้าย เรื่องเลยลงเอยที่ เจ้า คาเมนาชิ คาซึยะ ต้องออกแรงวิ่งทุกที
จินเชื่อว่า ถ้าทุกคนได้ยินในสิ่งที่มันพูด แล้วเห็นสายตา แววตา เห็นสีหน้ามันด้วย ไอ้คนพวกนั้นจะโกรธไม่ลง หงุดหงิดไม่ลง หรือแม้แต่จะนึกเอ็นดูเสียด้วยซ้ำ
“ก็ฉันอยากรู้” มันยังเถียงเสียงเรื่อย ไม่ได้คาดคั้นอะไรนัก
“ตังส์ฉันเอง ค่าน้ำมันก็ออกเอง คราวนี้อยากรู้อะไรอีก”
“ทำไมต้องพาไปเที่ยวสวนสัตว์” จินเหลือบมองแล้วยิ้มบาง
“อยากรู้ว่านอกจากจะหาเรื่องคนเก่งแล้ว จะหาเรื่องสัตว์เก่งด้วยมั้ย”
“เพื่อนบอกว่าเก่ง ตอนป.4 ที่ไปทัศนศึกษาที่สวนสัตว์ ฉันเคยเอาเปลือกกล้วยโยนเข้าไปในกรงลิง แล้วฉันก็กินเนื้อกล้วยอยู่ข้างนอก มันอาละวาดใหญ่เลย ก็ฉันแค่อยากรู้นี่ ว่ามันจะกินเปลือกกล้วยเปล่าๆมั้ย ถ้าข้างในกลวงโบ๋น่ะ” จินอยากจะขำ แต่ก็อยากจะเขกหัวไอ้คนที่เล่าแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวนี่จริงๆ
“แล้วสรุปเป็นไง”
“ก็จะเป็นไง วันต่อมา ครูก็เชิญพ่อแม่ฉันไปคุย แล้วหลังจากนั้น ถ้าโรงเรียนมีทัศนศึกษา ฉันก็ไม่เคยได้ไปอีกเลย” มันก็สมควรแล้ว จินคันปากอยากจะบอกไอ้ตัวเล็กที่เล่าเหมือนเป็นเรื่องปกตินี่จริงๆ มันจะรู้มั้ย ว่าความอยากรู้อยากเห็น และความปากกับใจตรงกันของมัน ทำให้ตัวมันเองเดือดร้อน
“งั้นแล้วจะไปมั้ย สวนสัตว์น่ะ” เขาหันไปถาม คาเมะหันมาเอียงคอมองเหมือนกำลังชั่งใจ ก่อนจะตอบตกลง
“อืม...ไปก็ได้ อยากรู้ว่าลิงตัวนั้นยังอยู่รึเปล่า”
...จินชักรู้สึกว่าตัวเองมาเป็นศัตรูกับไอ้คนที่ไม่ควรเป็นศัตรูซะแล้วสิ...
............................................
ซื้อบัตรเข้าชมกันแล้วเรียบร้อย แบบที่ต่างฝ่ายต่างออกของตัวเอง ความจริงจินมีน้ำใจมากพอ เพราะถือว่าตนเป็นคนชวนมา เขาก็ควรจะเป็นคนออกค่าใช้จ่าย แต่ไอ้เด็กปากไว แถมไม่ค่อยคิดกลับยืนยันที่จะจ่ายค่าบัตรตัวเอง ด้วยวิธีการเดินหนีไปต่อแถวที่เคาท์เตอร์อีกจุด
สุดท้าย ต่างคนต่างก็ได้บัตรมาคนละใบ เดินผ่านประตูกันเข้ามาได้แล้ว คาเมะก็เริ่มทำสิ่งถนัด
“เหม็นสาบสัตว์ว่ะ ไม่อาบน้ำใช่มั้ยเนี่ย” มันเป็นเรื่องปกติของคนที่พูดในสิ่งที่คิด จินเองก็คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติของไอ้เด็กนี่ไปแล้ว เขาไม่คิดอะไรมากนัก เพราะเริ่มเดานิสัยมันได้ ว่าคิดจะพูดก็พูด
แต่คนข้างหน้า ที่เดินนำไม่เข้าใจในสิ่งที่จินเข้าใจ
“มึงด่ากูเหรอ” ชายแปลกหน้าที่เดินนำอยู่ข้างหน้าหันมาถามเอาเรื่อง คาเมะยังงง จับต้นชนปลายไม่ถูก แต่จินถึงกับตาโต อ้าปากค้างกับความบังเอิญขั้นไม่ปกติ ที่ทำให้คำพูดของคนคนนึง ไปเขี่ยต่อมหงุดหงิดของคนอื่นได้ง่ายดายขนาดนี้
“เปล่าสักหน่อย แค่บอกว่าเหม็นสาบสัตว์ สงสัยไม่อาบน้ำ”
“ก็กูไม่อาบน้ำ! มึงด่าว่ากูเหม็นสาบสัตว์ใช่มั้ย!!” ความบังเอิญสำหรับคาเมะเป็นเรื่องที่เจ้าตัวชินจนชา แล้วได้แต่ร้องบอกกับตัวเองว่า อ้อ~! คราวนี้ก็บังเอิญอีกแล้ว
“อ้าว...อย่ามาพาลดิ กูด่าสัตว์ ไม่ได้ด่ามึง” คาเมะย้อน แต่เท้าเริ่มก้าวถอยหลังเล็กน้อย หมายเคลียร์พื้นที่ ว่าถ้าหากกลับตัววิ่งออกไปตอนนี้ คงไม่ชนใครใกล้เคียงล้มลง ให้ตัวเองซวยถูกเบรก
“มึงด่ากู! กูรู้ ...ไอ้นี่ อยากมีเรื่องใช่มั้ย” คาเมะอยากบอกว่า เปล่า กูไม่อยากมีเรื่อง เพราะเห็นแล้วว่าฝ่ายนั้น มีเพื่อนมาด้วยอีกห้าคน แต่นี่คาเมะตัวคนเดียว ส่วนไอ้จิน หมอนั่นมันก็แค่พามา ไม่ได้จะร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่นี่หว่า แล้วที่สำคัญ คาเมะก็ไม่ถนัดเตะๆต่อยๆด้วย ถ้าเรื่องวิ่งๆล่ะว่าไปอย่าง
คาเมะมองผู้ชายตัวใหญ่ ที่กำลังรุกไล่ รู้สึกถึงสายตาคนรอบข้างที่มองมาด้วยความสนใจ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะรีบเดินหนีเพราะกลัวลูกหลงกันทั้งนั้น และนี่แหละ คาเมะเองก็กำลังจะหนี เพราะกลัวลูกหลงเหมือนกัน ทว่า...ไม่ใช่กับใครบางคน...
จินขยับตัวมายืนดักหน้าผู้ชายที่กำลังไล่ต้อนคาเมะ ฝ่ายนั้นชะงักไปเมื่อเห็นมีคนกล้าชน
“เด็กมันก็บอกแล้วว่าไม่ได้ด่ามึง แล้วจะเอาอะไรอีก” เขาถามเสียงเรียบ แต่สายตาจ้องอย่างไม่หวั่นกลัว
“เออ!! ถือว่าโชคดีนะมึง ไอ้เตี้ย ที่มีคนคุ้มกะลาหัว” ฝ่ายนั้นดูเหมือนจะล่าถอยไปแล้ว และจินเองก็กำลังจะเบาใจที่ไม่ต้องลงไม้ลงมืออะไร ถ้าไม่ใช่เพราะคำพูดของไอ้คนบางคนที่ไม่ค่อยจะยั้งปากเท่าไหร่
“ด่าว่ากูเตี้ย ตัวมันก็ไม่เห็นจะสูงกว่ากูสักเท่าไหร่เลย” ร่างสูงหันควับกลับไปใช้สายตาดุคนพูดมาก ก่อนจะหันกลับมามองไอ้คนที่กำลังจะยุติไม่เอาเรื่อง แต่อีกฝ่ายคล้ายจะได้ยินคำพูดนั้น ตามันเลยจ้องเขม็ง เพื่อนมันแต่ละคนก็ดูจะพร้อมเอาเรื่องเช่นกัน จินกำลังตัดสินใจว่าจะจัดการยังไงดี แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยวิ่งเข้ามาถามไถ่เสียก่อน
“มีอะไรกันรึเปล่าครับ” ครั้งนี้ปลอดภัยก็ใช่ แต่จินคงต้องลากเจ้าเด็กปากบอนไปที่อื่นเสียแล้ว เขาคงไม่เสี่ยงพามันเที่ยวที่นี่ ทั้งๆที่มันเพิ่งสร้างศัตรูไปหยกๆหรอก
“เปล่าครับ เข้าใจอะไรผิดนิดหน่อย” จินเป็นคนตอบ ก่อนจะหันกลับไปลากคาเมะเดินหนีออกมาจากสวนสัตว์ สรุปเป็นว่า ‘เพื่อนเที่ยวที่ดี’ ที่คุณนายคาเมนาชิ อุตส่าห์โฆษณาเสียดิบดี ทำเรื่องไม่ผิดไปจากที่เขาคิดเอาไว้เลย
มาถึงที่ปุ๊บ เหยียบตาปลาคนอื่นปั๊บ ให้มันได้อย่างนี้สิหน่า
“นายไม่น่าลากฉันออกมาเลย ยังไม่ทันดูลิงด้วยซ้ำ” คาเมะบ่น แต่ถูกอีกฝ่ายดันหลังขึ้นรถไปแล้ว
“แล้วค่าบัตรฉันล่ะ อุตส่าห์เสียไปตั้งเยอะ ยังไม่ได้ดูสักอย่าง”
“ก็แล้วมันเป็นเพราะใคร” จินหันมาถาม ไม่ได้ใส่อารมณ์นัก แต่ก็หงุดหงิดเหมือนกันที่เจ้าตัวดี ทำให้เขา ผู้ซึ่งเพื่อนพ้องมากมาย ต้องมามีศัตรูในชีวิตแบบนี้
“อะไร นายหาว่าเป็นเพราะฉันงั้นเหรอ” คาเมะไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด เพราะถือว่าตัวเองพูดความจริงทุกอย่าง จินมองหน้าตางงๆที่ย้อนถามกลับมา แล้วได้แต่ถอนหายใจ อยากกลับไปถามบ้านคาเมนาชินัก ว่าลูกคนนี้เลี้ยงด้วยวิธีไหน มันถึงมีกระบวนการคิดที่ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาแบบนี้
สุดท้าย ด้วยความซื่อ จนบื้อ หรือเพราะจินอาจจะปวดกะโหลกมากเกินไป เขาก็เลยได้แต่ถอนหายใจแล้วส่ายศีรษะไปมา
“ไม่ใช่เพราะนายหรอก เพราะหมอนั่นต่างหาก” ความจริง เจ้าเด็กปากบอนนี่มันก็พูดถูก เรื่องทั้งหมดไม่ใช่ความผิดที่มันพูด แต่มันผิดที่เรื่องบังเอิญอันน่ามหัศจรรย์ ในการสร้างศัตรูต่างหากล่ะ เพราะตอนที่มันก่อเรื่องกับเขา สถานการณ์มันก็คล้ายๆแบบนี้แหละ คิดไปคิดมาแล้วได้แต่เหนื่อยใจ ไม่รู้เจ้าคาเมนาชิ มันทำบุญทำกรรมมาด้วยอะไร ชีวิตนี้ถึงได้มีสีสันเหลือเกินสิหน่า
“แล้วจะไปไหนดีล่ะทีนี้” จินหันมาถาม เหมือนขอความคิดเห็น ทั้งๆที่ในใจคาดหวังเอาไว้ว่าให้ไอ้เจ้านี่มันตอบสั้นๆง่ายๆว่า ‘กลับบ้าน’ อย่างน้อย กลับไปตีหน้าคุณชายรูปหล่อ ให้แม่เจ้านี่อกแตกเล่นก็ยังสนุกเสียกว่าพามันตะลอนๆไปลับฝีปากที่ไหน
“ฉันจะไปร้านหนังสือ ถ้านายผ่านตรงไหน ก็จอดให้หน่อย แล้วนายจะไปไหนก็ไปเหอะ” หมายความว่า เจ้าคาเมนาชิ จะไปร้านหนังสือคนเดียวงั้นสิ แล้วมันจะไปเหยียบตาปลาใครอีกมั้ย หน้าตามันก็ไม่ได้อ้อนอวัยวะเบื้องล่างนักหรอก แต่ปากมันเนี่ยสิ
“ฉันก็จะซื้อหนังสือเหมือนกัน” แม้ตอนแรก จินจะภาวนาขอให้มันกลับบ้าน แต่พอมันจะไปไหนต่อ เขาก็นึกห่วงมันขึ้นมา สุดท้ายแล้ว อาคานิชิ จิน ก็เพิ่งรู้เอาวันนี้ ว่าเขาเป็นผู้ชายที่ใจบุญสุนทานเหลือเกิน
....................................
ร้านหนังสือขนาดใหญ่ใจกลางกรุงโตเกียว คือสถานที่ที่จินพาอีกฝ่ายมาซื้อหนังสือ หลังจากทริปท่องสวนสัตว์ล่มไม่เป็นท่า เพราะคาเมะพกความซวยมาด้วยฝีปากเต็มกระเป๋า แถมโชว์พลังตั้งแต่ยังไม่ทันได้แวะดูแม้แต่อีกัวน่าสักตัว
แล้วพอเหยียบเท้าเข้าร้านหนังสือปุ๊บ เจ้าคนร่างบางก็หันไปบอกคนที่มาด้วยว่า ‘ต่างคนต่างเลือกนะ’
จินพูดตามตรง ว่าตั้งแต่เกิดมาเป็น อาคานิชิ จิน ที่ผู้หญิงครึ่งมหา’ลัยใฝ่ฝันเนี่ย ไม่เคยไปไหนกับใครสองต่อสอง เพียงเพื่อจะ ‘ต่างคนต่างเลือก’ เลยสักครั้ง แต่เจ้าคาเมนาชินี่สิ มันไม่ได้สำนึกเลยแม้สักนิด ว่าเขา ซึ่งเป็นคนพามันมา แถมยังพ่วงตำแหน่งเลิศหรูเป็นศัตรูคู่อาฆาตมันอีก แล้วดูที่มันทำกับเขาเถอะ แบบนี้เรียกว่าไม่อยู่ในสายตาชัดๆ
จินมองร่างบางที่กำลังสนอกสนใจกับหนังสือจากชั้น เขาได้แต่กรอกตามองเพดานอย่างหงุดหงิดเล็กๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงอยากให้เจ้านั่นรับรู้ถึงการมีตัวตนของเขานักหนา แต่...แต่...ก็เขาพามันมา!! เพราะฉะนั้นมันก็น่าจะสำนึกในพระคุณซะมั่งสิ!
“ชอบหนังสือฆาตกรรมเหรอ” สุดท้ายก็เป็นเขาที่เดินเข้าไปถามไถ่
“อื้อ อ่านแล้วเดามุขง่ายดี” เอ่อ...อ่านหนังสือฆาตกรรมเพียงเพื่อจะเดามุขอย่างนั้นเหรอ
“ซื้อหนังสือเสร็จแล้วจะไปไหน” อย่างน้อย ตั้งแต่เข้าร้านมา มันก็ยังไม่ได้กวนประสาทใคร เขาก็น่าจะให้รางวัลมันเป็นการเลี้ยงข้าวมื้อเล็กๆสักหน่อย ก็น่าจะดีแหะ
“ไม่รู้ดิ คงกลับบ้านมั้ง แต่ความจริงอยากดูลิงที่สวนสัตว์” จินชะงักกึก กับสีหน้าเรียบเฉย และคำพูดเรียบสนิท ไม่ได้บ่งบอกอารมณ์อะไร แต่เขาก็รู้ว่ามันเหมือนจะย้ำกลายๆ ว่าเขาเป็นต้นเหตุทำให้มันอดดูลิง
เออ!! มึงไม่ได้คิดว่ามึงผิดเลยสักนิด ที่อยู่ดีๆก็พูดจนไอ้พวกปัญญานิ่มคิดว่ามึงด่ามันเนี่ย!!!...
“งั้นไปกินข้าวละกัน”
“อยากดูลิง ไม่ได้อยากกินข้าว” วะ จะย้ำคิดย้ำทำไปไหน จินเหลือบมองอย่างหงุดหงิด
“คาเมนาชิ ฉันหิวข้าว” จินพูดเสียงเรียบ ทำหน้าตาเอาจริง
“ก็ได้ งั้นฉันเลือกร้าน” คาเมะตอบรับง่ายดาย ก่อนจะเดินหนีไปที่เคาท์เตอร์เพื่อจ่ายเงินค่าหนังสือฆาตกรรมในมือ
.................................
จินปวดหัว แล้วมันคงปวดตั้งแต่กะโหลกลงไปถึงแกนสมอง เผลอๆอาจจะปวดเผื่อแผ่ไปยังต่อมทอมซิล ลิ้นไก่ หรือแม้แต่ฟันกราม
...ไม่น่าให้มันเลือก ไม่น่าให้มันเลือก รู้อยู่แล้วว่ามันไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมือง รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังหลงกลมัน...
“กินดิ” มันยังมีการหันมาชวน แถมพยักเพยิดไปที่แฮมเบอร์เกอร์สดใหม่ที่ยังอยู่ในห่อกระดาษ จินยังไม่ได้แกะ และไม่คิดจะแกะ นอกจากนั้นยังไม่คิดมาก่อนในชีวิต ว่าเขา ชายหนุ่มรูปหล่อ หัวสมองเป็นเลิศ แถมเงินทองมั่งมี จะต้องมามี เดท ในร้านแฮมเบอร์เกอร์! ลองถ้าย้อนเวลากลับไปยังเดทแรกสมัยประถมได้ จินก็อยากจะพาคาเมะไปดูเหมือนกัน ว่าคุณชายอาคานิชิตอนนั้น พาสาวไปเดทที่ร้านไอศกรีมสุดหรู ทำเอาเด็กหญิงคนนั้นหลงละเมอเพ้อพกถึง ‘จินคุง’ ไปหลายปี!
แล้วดูสิเนี่ย เดทนี้ ‘จินคุง’ ในวัยยี่สิบกว่าๆก็จะขอละเมอเพ้อพกไปตลอดชีวิตเหมือนกัน เพราะมันเป็นเดทที่วัยรุ่นมากๆ กินเบอร์เกอร์คนละอัน แล้วจินทายต่อ หลังจากเห็นสายตาคาเมะตอนก่อนเข้าร้าน ว่าทั้งเขาทั้งมัน คงล้างปากด้วยของหวานเป็นไอศกรีมของร้านเบอร์เกอร์ร้านนี้เนี่ยล่ะ!
“นายไม่คิดอยากจะกินอะไรหรูๆหน่อยเหรอ” จินถามอย่างเหนื่อยอ่อน ลองเป็นสาวอื่น มากับเขานี่เป็นว่าไม่เข้าภัตตาคารในโรงแรมระดับห้าดาว ก็ต้องนู่นร้านชื่อดังราคาแพง ไม่มีหรอก ใครจะมาขอให้จินพาเข้ามากินร้านเบอร์เกอร์แบบนี้น่ะ
“ไม่อ่ะ ของแพงไม่แพงก็เหมือนกัน ถ้ากินแล้วท้องไม่เสีย ฉันก็โอเค” มันคิดง่ายขนาดนี้เชียว เจ้าเด็กนี่ จินมองหน้ามัน ก่อนจะถอนหายใจแล้วหยิบเบอร์เกอร์ขึ้นมาแกะ ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยกินหรอก แต่สำหรับผู้ชายที่มีหน้ามีตาในสังคม ของพวกนี้ต้องเลี่ยงให้ไกลหลายร้อยเมตร ไม่ใช่เพราะอ้วน แต่เพราะมันทำลายภาพลักษณ์ผู้ชายไฮโซเสียย่อยยับ ใครจะคิดยังไง ถ้ามาเห็นทายาทอาคานิชิกัดเบอร์เกอร์ง้วบๆเอร็ดอร่อยน่ะ
แต่นั่นคงไม่ใช่เจ้าเด็กตรงหน้า เพราะมันเองก็เคี้ยวเบอร์เกอร์ง้วบๆ ไม่ห่วงภาพลักษณ์ตัวเองเหมือนกัน หน้าตามันก็ดีหรอก แต่มันทำตัวติดดินได้ใจจริงๆ แถมมันก็ไม่สนใจเขาสักนิด พาเขามานี่ เดินอาดๆไปสั่ง แล้วพอได้มาปุ๊บ มันก็กินปั๊บ เออเว้ย เลี้ยงง่ายดีจริงๆ ไม่เห็นผู้หญิงที่เขาเคยพามาเดทด้วยเหรอ
...เอ๊ะ! เดี๋ยวสิ....มันแปลกๆอยู่นะ...ทำไม...ทำไมเขาเอามันไปเปรียบกับสาวๆที่เขาเคยเดทด้วยล่ะ เดทงั้นเหรอ...แล้วนี่เขามาเดทกับมันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ!!
“เป็นอะไร ทำหน้าแต่แปลกๆ” จินเหมือนจะได้ความทรงจำดั้งเดิมกลับคืนมา
ความทรงจำที่ว่า ตั้งแต่แรก เขาไม่ได้ญาติดีกับมัน และตั้งแต่ตอนแรก เขาก็ไม่ได้คิดจะมาทำนั่นทำนี่สองต่อสองกับมัน เฮ้ย!! แล้วกูมานั่งทำอะไรตรงนี้เนี่ย อาคานิชิ จิน ตั้งแต่เช้าก็แหกขี้ตาตื่นขึ้นมาพามันไปเที่ยว แถมพามันไปร้านหนังสือ ขับรถพามันมากินข้าว วะ!! กูเป็นอะไรของกูเนี่ย!! มันเป็นศัตรูไง มันเป็นศัตรู มันทำให้มิกะทิ้งกูไป เพราะงั้นต้องโกรธมันเซ่! ต้องให้มันชดใช้ในสิ่งที่มันทำ!!
...ก็นี่ไง ให้มันชดใช้ด้วยการมาเดทแทนมิกะ...
ไม่ใช่โว๊ย!!~ มันเป็นผู้ชายมันจะมาเดทแทนมิกะได้ยังไง!! หน้าตาก็ไม่ได้ใกล้เคียง นิสัยยิ่งคนละมุมโลก
...แต่มันก็หน้าตาน่ารักเถอะ นิสัยมันก็พอใช้ ไม่ได้ขี้นินทา จุกจิกจู้จี้เหมือนผู้หญิงประเภทต้องห้าม...
ยัง...ยังไงก็ไม่ได้!! ไม่ได้เข้าใจมั้ย!!!
“อาคานิชิ เป็นอะไรรึเปล่า” เสียงคาเมถามย้ำ ให้จินต้องเงียหน้ามอง แล้วพูดเสียงแข็ง
“เปล่า แต่กูกับมึงเป็นศัตรูกัน” ร่างบางนิ่งงัน มองคนพูด แล้วลอบถอนหายใจบางเบา ก่อนจะพยักหน้ารับรู้ ไม่ได้ต่อล้อต่เถียงอะไรออกไป ได้แต่ก้มลงกัดเบอร์เกอร์เงียบๆ
...เออ กูรู้แล้วว่าเป็นศัตรูกัน แต่ใจคอมึงจะไม่ให้กูพักรบกะมึงบ้างสักวันรึไงวะ กูก็เหนื่อยเป็นนะเว้ย...
..................................................
เย็นนั้น จินขับรถมาส่งที่หน้าบ้าน และพอคาเมะลงจากรถปุ๊บ เขาก็กระชากรถขับออกไปทันที คาเมะได้แต่มองตามรถหรูที่เร่งเครื่องจากไป ก่อนจะถอนหายใจด้วยความมึนงงกับอารมณ์เป็นพายุเดี๋ยวมาเดี๋ยวไปของอีกฝ่าย แต่ก็นั่นแหละ คาเมะมีสิทธิ์ถามที่ไหนเล่า เดี๋ยวหมอนั่นตอกกลับมาว่า ‘เป็นศัตรูกัน อย่าสะเออะจะรู้’ คาเมะคงหน้าหงาย ไอ้จุนโนะไอ้โคยามะรับไม่ทันล่ะทีนี้
ร่างบางหมุนตัวเดินเข้าบ้าน ยังไม่ทันจะถอดรองเท้าผ้าใบ คุณแม่คนดีก็ถลาออกมาจากห้องครัวพร้อมใบหน้ายิ้มแป้น
“เป็นยังไงบ้างคาซึยะ” คาเมะเงยหน้ามอง อยากจะบอกนักว่า ก็จะให้เป็นไงล่ะแม่ นอกจากเป็นศัตรูกันน่ะ
“ก็...ดี...” ศัพท์วัยรุ่นคำว่า ‘ก็ดี’ นี่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย คาซึยะเคยเห็นพี่ชายพูดคำนี้ตั้งแต่หมอนั่นอายุสิบสาม จนตอนนี้เขาที่เอามาใช้ต่อ อายุยี่สิบแล้ว คำนี้ก็ยังใช้ได้แบบ ‘ก็ดี’ เสมอมา
“ก็ดีอะไรเล่า บอกแม่หน่อยสิคาซึยะ ไปเดทเป็นไงมั่งลูก มีจับมงจับมือ กอดกัน อะไรกันมั่งมั้ย” คนลูกได้แต่นึกสงสัยตะหงิดๆว่า ไอ้ ‘อะไรกันมั่งมั้ย’ ในท้ายประโยคของแม่ นี่ต้องการจะถามไปถึงขั้นไหน
“ก็ไปเที่ยวเฉยๆ” ไม่ตีกันตายก็บุญโขแล้ว คาเมะเดินเลี่ยงแม่เข้ามาในห้องครัว แต่คุณนายคาเมนาชิ ไม่เคยปล่อยใครเป็นอิสระ เพราะหล่อนยังตามจิกทึ้งบุตรชายคนเดียวที่สามารถทำให้หล่อนมีลูกเขยได้คนนี้
“ไปเที่ยวเฉยๆนั่นล่ะ ไปไหนมั่ง” สายตาเป็นประกายแวววาว แบบที่คาเมะทายได้ว่าถ้าบอกแม่ว่า ‘เข้าโรงแรมกันมา’ แม่คงกรี๊ดลั่น เอาให้บ้านข้างๆตะโกนด่ากลับมาเป็นแน่แท้
แต่เวลานี้ คาเมะไม่มีอารมณ์จะหยอกแม่เล่น แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไม ถึงรู้สึกแย่ๆ นับตั้งแต่ได้ยินคำว่า ‘กูกับมึง เป็นศัตรูกัน’ ทั้งๆที่มันก็เป็นศัตรูกันมาตั้งแต่ที่คาเมะไปทำให้หมอนั่นต้องเลิกกับแฟน แต่วันนี้ตอนไปเที่ยวกับมัน ตอนนั่งรถ ตอนไปร้านหนังสือ หรือตอนที่คาเมะแกล้งพาเข้าร้านเบอร์เกอร์ คาเมะไม่ได้รู้สึกเลยสักนิด ว่าพาศัตรูเหน็บเอวไปไหนต่อไหน แล้วพอมันพูด คาเมะก็ถึงระลึกได้ ว่าความเป็นจริงมันเป็นยังไง
“แม่ ถ้าบอกความจริง แม่จะโกรธมั้ย” สายตาจริงจังของคนเป็นลูก ทำเอามารดากระดี๊กระด๊าเรื่องว่าที่ลูกเขยคนล่าสุดไม่ออก หล่อนนิ่งไปนิด ก่อนจะย้อนถาม
“ความจริงเรื่องอะไร”
“เรื่องอาคานิชิ”
“ทำไม ลูกกับเขาเป็นอะไรเหรอ”
“ผมกับเขาน่ะ เราไม่ได้เป็นแม้แต่เพื่อนกันด้วยซ้ำ” คาเมะรู้ว่าประโยคนี้ทำร้ายจิตใจแม่มากพอๆกับถ้ารู้ว่า พี่ชายคนโตไปแอบสักที่ต้นขานั่นล่ะ
“ไม่ได้เป็นเพื่อน? หมายความว่ายังไง” ร่างบางสูดลมหายใจเรียกความกล้าที่จะทำร้ายจิตใจแม่ซ้ำสอง คราวนี้มันอาจจะเลวร้ายพอๆกับถ้าแม่รู้ว่า ลูกชายคนนี้ของแม่เคยไปอาบอบนวดกับน้องชายมาแล้ว
“ผมกับเขา....”
“เราเป็นแฟนกันครับ!!” คาเมะอ้าปากบอกยังไม่ทันจบ ก็เหมือนมีเสียงพากษ์ดังแทรก บอกตัวเองว่านั่นไม่ใช่เสียงแหบเป็ดของเขาหรอก แล้วเนื้อหาในประโยค ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะพูดด้วย งั้นแล้วใครพูดวะ
ทั้งคุณแม่ทั้งคุณลูกหันไปมองที่ต้นเสียง แล้วก็ได้เห็น ผู้ชายที่ชื่อ อาคานิชิ จิน กำลังยืนยิ้มหล่อ พร้อมช่อดอกไม้ในมือ
“ม...ม...หมายความว่ายังไงนะจ๊ะจิน” คราวนี้คุณนายคาเมนาชิไม่มองหน้าลูกชายอีกเลย จ้องแขกผู้มีเกียรติด้วยดวงตาที่มองเห็นเป็นรูปหัวใจสีชมพู
“หมายความว่าเราสองคนตกลงเป็นแฟนกันวันนี้เองครับ” จินยังคงเป็นคนตอบคำถาม แต่คาเมะน่ะใบ้กินตั้งแต่ได้ยินคำพูดหมอนี่รอบแรกแล้ว
...เป็นแฟนกัน เป็นแฟนกัน เป็นแฟนกัน...
...แล้วในร้านเบอร์เกอร์ หมาตัวไหนบอกกูว่าเป็นศัตรูกัน มันใช่ไอ้หมาตัวเดียวกับที่เดินเอาช่อดอกไม้มายื่นให้ตรงหน้า พร้อมสายตาหวานเยิ้มนี่รึเปล่า...
...เอาไงดีคาเมะ เอาไงดี ทางหนีทีไล่ถูกปิดตายเพราะคุณนายคาเมนาชิยืนยิ้มแก้มปริอยู่ข้างๆนี่ แถมตรงหน้าคือไอ้ยักษ์สถาปัตย์ที่เคยประกาศโต้งๆว่ากู ศัตรูคู่อาฆาตของมึง ส่วนข้างหลังคือเคาท์เตอร์ห้องครัว...
…ซ้ายไม่รอด ขวาไม่รอด อย่าว่าข้างหน้าเลย ข้างหลังก็ติดแหง็ก...
แล้วถ้ามันเป็นอย่างนี้ ก็แสดงว่ากูหนีมันไปไหนไม่พ้น ยกเว้นว่าต้องรับช่อดอกไม้กลิ่นทะลักพวกนี้ไว้ก่อนงั้นสิแล้วถ้ารับไว้แล้ว มันจะปล่อยให้หนีมั้ย สายตามันหวานเชื่อม แต่มีแววบอกว่า ‘ถ้าไม่รับดอกไม้มึงตาย หรือถ้ารับแล้วมึงหนี มึงจะตายหนักกว่า’
...ซวยล่ะสิกู วิ่งไม่ทันอีกแล้วงานนี้...
กูขอเปลี่ยนชื่อเรื่องดีมั้ย ลูกผู้ชายตัวจริง วิ่งไม่ทันตั้งแต่เจอมัน อาคานิชิ จินนนนนนนนนนนนน!!!!!!!
To Be Con
.....................................................
JIN X KAME
By : Dezair
………………………….
PART 2
หลังจากมื้ออาหารอันแสนหวานชื่น ที่คาเมะรู้สึกด้วยปลายประสาทสัมผัสทั้ง 6 หรือ 7 ทวาร ว่าพ่อแม่ ดูจะปลาบปลื้มกับไอ้หนาหน้าเฟคที่ชื่อ อาคานิชิ จิน สุดๆ นอกจากนั้นยังไม่พอ คุณแม่แสนสวย ผู้อยากได้ลูกเขยมาเป็นขวัญและกำลังใจในการดำรงชีวิต ก็รีบผลักไสไอ้หมอนั่น ให้ขึ้นมาเชยชมห้องนอนของเขา ด้วยคำพูดประเภทที่ว่า
“คาซึยะพาจินไปนั่งเล่นบนห้องสิลูก เดี๋ยวแม่เอาขนมขึ้นไปให้” ทั้งปีทั้งชาติ ไม่เห็นจะเคยรู้ว่า ห้องนอนนี่เอาขนมขึ้นไปกินได้ แล้วคาเมะก็ไม่เคยรู้ด้วย ว่าบนห้องนอนที่แคบเท่ารูหนู แถมรกรุงรัง มันน่า ‘นั่งเล่น’ ตรงไหน
“ไปจิน เดินตามคาซึยะขึ้นไปนั่นแหละ อยากได้น้ำอะไรจ๊ะ น้ำมะนาวมั้ย จะได้สดชื่น หรือเอากาแฟ” น้ำมะนาว? แม่ไปเอาน้ำมะนาวมาจากไหน ถ้ากาแฟล่ะพอมีก็ใช่ เพราะพ่อกินทุกเช้า แต่ไอ้น้ำมะนาวเนี่ยสิ ตั้งแต่เกิดมาในบ้านคาเมนาชิ คาเมะไม่เห็นจะเคยรู้ว่าบ้านนี้เคยมี น้ำมะนาวติดตู้เย็นไว้ต้อนรับแขกด้วย
...แปลกจริงๆ บ้านนี้แปลกจริงๆ...
“ขอบคุณมากครับ ผมขอน้ำเปล่าก็พอ” เห็นหน้ามันตอนบอกว่าขอน้ำเปล่าแล้ว คาเมะก็อยากจะอ็อกอีกสักรอบ ...อะไรมันจะตีหน้าเทพได้ขนาดนี้ว้า~!
“อุ้ย...ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจหรอกนะจ๊ะ ทางแม่ต่างหากที่ต้องเกรงใจ ที่คนดีๆอย่างจิน มาเป็นเพื่อนกับลูกแม่น่ะ” นี่ก็หวานเหลือเกิน คาเมะอยากหันไปบอกแม่นัก ว่าคำพูดแนะนำตัวของไอ้คนดีๆ ที่แม่พูดเนี่ย มันเคยบอกคาเมะว่ายังไง
‘อาคานิชิ จิน คณะสถาปัตย์ ปีสี่...ศัตรูคู่อาฆาตของมึง’ คำพูดมันยังจำขึ้นใจ แล้วดูซิ ประโยคแบบนี้น่ะเหรอ ประโยคแนะนำตัวของไอ้คนดีที่แม่กำลังคุยจ๊ะ คุยจ๋าด้วยเนี่ย
“ผมก็...เป็นเกียรติ... มากครับ ที่ได้รู้จักกับคาเมะ งั้นผมขอขึ้นไปคุยกับเขาหน่อยนะครับ”
คาเมะเบ้ปากเป็นรอบที่ล้าน แต่เอาเถอะ บอกอะไรไปแม่ก็คงไม่เชื่อ ก็ดูสายตาชื่นชมของแม่เสียก่อนสิ ปลื้มกว่านี้มีอีกมั้ยเนี่ย!
ร่างบอบบางเดินนำขึ้นบันได นึกอยากให้ไอ้คนที่เดินตามหลัง มันโง่งี่เง่าสะดุดบันได ตกลงไปคอหักตายเสียตั้งแต่วินาทีนี้ เพราะไม่อย่างนั้น ก็อาจจะเป็นเขาเองที่ต้องตายคาน้ำมือมัน ก็ได้แต่หวังล่ะนะ ว่าถ้าเป็นอะไรไป มันก็คงจะชดใช้ค่าเสียหายให้พ่อกับแม่เขาบ้าง ดูท่าทางก็น่าจะมีตังส์ มันคงไม่งกหรอกหน่า
“บอกไว้ก่อนว่าห้องรก” ไม่ได้จะขู่ คาเมะสาบานด้วยเกียรติแห่งลูกเสือ ลูกสิงโตที่ไหนก็ได้ เพราะเมื่อเช้าก่อนไปมหา’ลัยดันตื่นสาย เสื้อผ้า ข้าวของ ผ้าห่มที่นอน ที่ปกติต้องทำให้เรียบเข้าไว้ กันแม่เปิดประตูเข้ามาจ๊ะเอ๋ความโสมม ก็เลยขยุกขยิกยู่ยี่ อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะ บ็อกเซอร์ตัวเมื่อคืนที่ใส่ ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกจะแขวนอยู่บนประตูตู้เสื้อผ้านี่ล่ะ
“ไม่เป็นไร กูไม่ได้คาดหวังอะไรจากสิ่งรอบตัวมึงนักหรอก” ฟังมันเหอะ ฟังมัน...พอพ่อแม่ไม่อยู่ด้วยล่ะ มันออกฤทธิ์ใหญ่ สักวันกูจะอัดคำพูดประเภทนี้ไปตีแผ่ มึงคอยดูแล้วกัน อาคานิชิ จิน
คาเมะยักไหล่ทำเป็นไม่สนใจ ก่อนจะหมุนลูกบิดเปิดประตูเข้าไป
ห้องนอนเล็กๆบนชั้นสองของบ้านหลังน้อย มุมห้องฝั่งหนึ่ง ตั้งเตียงเดี่ยวเล็กๆ ถัดออกมาเป็นโต๊ะข้างเตียง และโต๊ะเขียนหนังสือติดหน้าต่างที่ถูกรวบม่านเปิดรับแสงสว่าง มุมอีกด้านเป็นโทรทัศน์และตู้หนังสือ ส่วนฝั่งผนังริมประตูเป็นที่ตั้งของตู้เสื้อผ้า และชั้นวางของ
โดยรวมแล้ว คาเมะจำได้ว่าเฟอร์นิเจอร์พวกนี้เป็นของเขา...แต่...แล้วความสกปรก ซกมก รกรุงรังมันหายไปไหน...
ไหนล่ะเสื้อผ้าที่ถอดทิ้งไว้บนพื้นเมื่อเช้า ไหนล่ะตั้งหนังสือการ์ตูนที่รื้อออกมาจากตู้เมื่อคืน ไหนล่ะเศษกระดาษที่ขยำทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อวาน...
...มันหายไปได้ไงวะ!...แล้วไอ้ห้องสะอาดเอี่ยมนี่มันมาจากไหน...
“อ้าว คาซึยะ ทำไมไม่พาจินเข้าห้องละจ๊ะ” เสียงแม่นำมาก่อนตัว ให้คนเป็นลูกต้องหันไปมองด้วยความไม่เข้าใจ เห็นมารดาเดินถือคุ้กกี้และน้ำมะนาวในถาดแก้วขึ้นมา
...มีคุ้กกี้ด้วยเว้ย...เออ แปลก แปลก...
“แหม อายอะไรล่ะลูก ห้องหนุ่ม ‘โสด’ สะอาดแบบนี้ ไม่เห็นน่าอายตรงไหนเลย คาซึยะเขาเป็นคนรักสะอาดน่ะจ๊ะจิน” คำว่า โสด เน้นย้ำ ชัดแจ้ง ยิ่งกว่าเอาไฮไลต์สีชมพูแป้ดป้ายเสียอีก บอกกันให้รู้ แบบไม่ต้องแปลซ้ำ ว่าลูกคนนี้ของแม่ โสดสนิท และพร้อมมีแฟนทุกเมื่อ
คาเมะเหลือบมองหน้าแม่ด้วยความหมั่นไส้เล็กๆ กับอาการอยากขายลูกเต็มแก่ และพอเห็นหน้าแล้ว ก็ทายต่อไปได้เลยว่า คุณนายคาเมนาชิ ริทสึโกะ เนี่ยล่ะ ตัวตั้งตัวตี ขึ้นมาเก็บกวาดทุกสิ่งทุกอย่างบนห้องเขา
ร่างบางได้แต่เกาหัวแกรกๆ อยากบอกแม่ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ว่าเลิกเสนอลูกคนนี้ให้ไอ้หมอนี่สักทีเหอะ เพราะนอกจากมันจะไม่ซื้อแล้ว ต่อให้แม่ยกคาเมะให้มันฟรี แถมที่ดินและบ้านหลังนี้ มันก็ไม่เอา
“โอ้...ไม่แปลกหรอกครับ ดีเสียอีก เด็กผู้ชายรักสะอาดน่ะหายาก ว่างั้นมั้ยคาเมะ” ไอ้จอมเฟคมันว่าอย่างนั้น แต่ดันหลังคาเมะให้รีบเข้าห้อง มีคุณนายคาเมนาชิเดินเข้ามาวางถาดขนมนมเนย ก่อนที่หล่อนจะยิ้มหวาน
“อยากได้อะไรเพิ่ม ก็ให้คาซึยะวิ่งลงไปบอกแม่นะจ๊ะ แล้วเย็นนี้อยู่กินข้าวมื้อเย็นด้วยกันนะ เดี๋ยวแม่จะทำสุดฝีมือเลย” คนเป็นลูกตาโตเท่าไข่ห่านกับอาการเกินจะทุ่มของผู้เป็นแม่ นี่นอกจากจะเลี้ยงข้าวกลางวันมันแล้ว ยังจะเลี้ยงข้าวเย็นมันอีก
“ไม่ได้ครับไม่ได้ วันนี้ผมรบกวนคุณแม่กับคุณพ่อมากไปแล้ว แค่มาโดยไม่บอกล่วงหน้า ผมก็เกรงใจจะแย่ แล้วอีกอย่าง พอดีเย็นนี้ผมต้องรีบกลับไปเคลียร์โปรเจ็คน่ะครับ เอาไว้คราวหน้า แล้วผมจะมาฝากท้องทั้งวัน ให้คุณแม่เบื่อหน้าผมไปข้างเลย”
จินแถมรอยยิ้มไปให้อีกหน่อย คุณนายคาเมนาชิก็หลงละเมอเพ้อพก กลายเป็นได้ยินว่า พ่อหนุ่มสุดหล่อคนนี้ จะมาฝากท้องกับหล่อนไปตลอดชีวิต ในฐานะลูกเขยผู้แสนจะมีรัศมีเจิดจ้า
“อู้ย~! เบื่ออะไรกัน จินหล๊อ หล่อแบบนี้ แม่ไม่เบื่อหรอกจ๊ะ เอาเถอะ ถ้าวันนี้ติดงานก็ไม่เป็นไรจ๊ะ ไว้มาใหม่ก็ได้ เอ้า! แม่ไม่กวนล่ะ” แล้วคาเมะก็แอบเห็นแม่นอกใจพ่อเป็นครั้งที่ร้อยของวันนี้ ด้วยการส่งยิ้มหวานชื่มจนมดบุก ก่อนที่หมุนตัวออกจากห้องไปได้ แล้วพอประตูปิดลง ไอ้ผู้ชายที่ตีหน้ายิ้มแย้มราวกับคนมีมารยาทก็ชักหน้าตึง ประหนึ่งว่าคาเมะเป็นศัตรูมันมาตั้งแต่ชาติที่แล้ว
...อา ก็ไม่แน่หรอกนะ อาจจะเป็นศัตรูกันมาสิบชาติแล้วก็ได้ ไอ้หมอนี่มันถึงตื้อสะบัด ถึงขนาดตามมาบี้เอาถึงบ้านแบบนี้...
“จะเอาไงก็ว่ามา” ในเมื่อว่าวิ่งหนีไม่ทันแล้ว คาเมะก็ไม่มีเหตุผลอะไรต้องหนีอีกต่อไป แถมเชื่อเอาขนมกินได้เลย ว่าคุณนายคาเมนาชิ ริทสึโกะน่ะ ไม่ไปไหนไกลจากหน้าห้องแน่ๆ เผลอๆก็เอาหูแนบอยู่กับบานประตู แล้วอย่างนั้น ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน แสนรักแสนหวงอย่างคาเมะเนี่ยนะ จะออกจากห้องได้ ในเมื่อแม่อยากจะเอาลูกคนนี้ถวายใส่พานทองประดับเพชรให้ไอ้หมอนี่จะแย่อยู่แล้ว
“ไปบอกมิกะ”
“กูไม่รู้จักมิกะ” คาเมะตอบ ทรุดตัวลงนั่งกับเตียง มองหน้าอีกฝ่ายที่ยืนกอดอกผิงขอบโต๊ะเขียนหนังสือ
“เดี๋ยวกูพาไปเอง มึงมีหน้าที่บอกเขา ว่ากูไม่เคยมีเรื่องกับแฟนเก่าเขา”
“ไม่...กูไม่ว่าง” นี่ก็รับรองได้เหมือนกัน ว่าถ้าไอ้จุนโนะกับโคยามะ เพื่อนรักพากันตายทั้งสองได้ยินคำพูดประเภทไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น แถมทำให้เรื่องเลวร้ายลงแบบนี้ พวกมันคงเขกหัวคาเมะกันคนละแปดรอบได้มั้ง
แต่คาเมะไม่ว่างอย่างที่ปากพูดจริงๆนี่หว่า ระหว่างเอาเวลาไปตะลุยในเกมเซ็นเตอร์ กับต้องถ่อไปบอกเล่าเก้าสิบ อธิบายเรื่องจริงให้กลายเป็นเรื่องโกหกล่ะก็ คาเมะยอมเสียเงินฟรีๆกับตู้เกมยังจะดีเสียกว่า
“มึงไม่ได้สำนึกเลยนะ ว่ามึงทำให้กูต้องเลิกกับแฟน” จินถามอย่างเข่นเขี้ยว ไอ้นี่หน้าตามันกวนเรียกส้นจริงๆ ไอ้คอเล็กๆนั่นก็ด้วย น่าบีบให้แหลกคามือ ตัวมันก็เท่านี้ เทียบหุ่นกันแล้ว จินบอกได้คำเดียวว่าถ้าเขากระโดดทับมันตอนนี้ล่ะก็ บ้านคาเมนาชิเสียลูกชายคนกลางไปชนิดต้องไปเจอกันชาติหน้าแน่ๆ
“คนทำให้เลิกไม่ใช่กูซะหน่อย มึงทำตัวมึงเอง แล้วอย่ามาพาลดิ ประสาทเปล่าวะ มึงชกของมึงเอง มึงมีเรื่องของมึงเอง แล้วพอแฟนมึงรู้ เพราะคำพูดของกู แล้วเขาก็ขอเลิกกับมึง แล้วมันความผิดกูตรงไหน”
“ก็ความผิดมึงเพราะมันเป็นคำพูดของมึงน่ะแหละ!!!” จินตะคอกดังลั่นห้อง ให้คาเมะต้องหันไปมองที่ประตู คาดได้ว่า ป่านนี้คุณนายคาเมนาชิคนสวยคงสะดุ้งโหยงเพราะมาดผู้ดีของไอ้เวรหน้าหนานี่กระจุยกระจัดกระจาย
“แล้วไม่ใช่ความผิดมึงรึไง ถ้ามึงไม่มีเรื่อง แล้วกูจะเอาที่ไหนไปพูดได้วะ ทำตัวเองแล้วก็เอามาลงกับคนอื่น ไม่แฟร์นี่หว่า…อึ๊!!!...”
อย่า...อย่าคิดว่าเสียง อึ๊!!! คือการถูกปิดปากด้วยริมฝีปาก แบบที่คาเมะเคยเห็นเพื่อนสาวในคณะผู้คลั่งไคล้ความรักระหว่างชายกับชาย ชอบใช้คำนี้เพื่อแสดงถึงอาการจูบแบบที่ฝ่ายหนึ่งไม่เต็มใจ แต่อีกฝ่ายเต็มใจเพราะเห็นว่าปากแดงน่าจูบดี
ความจริงแล้ว เรื่องจริงที่เกิดขึ้น มันไม่ได้อิงนิยายมากมายนักหรอก เพราะอิงนิสัยของไอ้คนทำเป็นส่วนใหญ่ ก็น้ำหน้าอย่างอาคานิชิ จิน ที่ประกาศปาวๆว่า ‘กู...ศัตรูคู่อาฆาตของมึง’ มันจะมาจูบปิดปงปิดปากได้ที่ไหนกัน ถ้าบีบคอล่ะไม่ว่า
“เอาดิ...อยากให้กูตายคามือมึงก็เอาเลย ขนาดมึงมีเรื่องชกต่อย ผู้หญิงคนนั้นยังเลิกกับมึง ลองมึงบีบคอกูให้ตาย กูว่า คราวนี้ แม้แต่แผ่นดินเดียวกัน เขาก็ไม่ให้มึงเหยียบ” คาเมะปากดีใส่ นึกหมั่นไส้ไอ้ผู้ชายที่หน้าตาก็ออกจะเพลย์บอย แต่ทำไมถึงยึดติดกับผู้หญิงแค่คนเดียวได้ขนาดนั้น
จินมองเข้าไปในดวงตาเรียวเล็ก ดวงตาที่ไม่มีอะไรอยู่ข้างในมากไปกว่าความไม่เข้าใจและงุนงง แววตาที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว เผลอๆมันอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าไอ้เรื่องบีบคอฆ่ากันตายนี่มันเกิดขึ้นจริงๆมาแล้ว ไม่ใช่เรื่องยากเย็นที่มันจะทำปากดีเอามาพูดพล่อยๆเพื่อเป็นการขู่เขา
ร่างสูงรู้ว่าแค่เขาออกแรงเพียงนิดเดียว ลำคอเล็กๆใต้อุ้งมือจะแหลกละเอียดลงในพริบตา แต่ไม่รู้ทำไม เขาถึงยอมปล่อยมันออกมา ก่อนจะหมุนตัวหันหลังให้ไอ้เจ้าของห้องเพื่อสงบสติอารมณ์
“อาคานิชิ...” คาเมะไม่เข้าใจ ไม่รู้อะไรที่ผลักดันให้ไอ้หมอนี่ตามมาถึงบ้าน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรมันถึงไม่ทำในสิ่งที่มันเองก็ทำได้ หากมันจะทำ คาเมะไม่เข้าใจมันเลยจริงๆ
“กูไม่ปล่อยให้มึงอยู่สุขสบายแน่ๆ มึงเตรียมตัวไว้เถอะ กูจะเอาให้มึงไปไหนไม่รอด” จินพูดแต่ไม่ยอมหันไปมอง ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้คาเมะได้แต่ถอนหายใจ ยกมือขึ้นจับอกตัวเองวัดเสียงหัวใจที่เต้นดังตึกตัก
“เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่ากูรอดตายได้ แม้จะไม่วิ่ง...เก่งจริงๆ คาเมนาชิ คาซึยะ” แล้วร่างบอบบางก็หงายหลังลงนอนแผ่กับเตียง เมื่อความอึดอัดมลายหายไปจากหัวใจ
ความอึดอัดจากไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าตอนที่คาเมะมองตาไอ้หมอนั่น คาเมะก็พอจะเข้าใจว่าความจริงแล้ว มันไม่ได้เกลียด เคียดแค้นอะไรมากมายนักหรอก เพียงแต่มันโกรธก็เท่านั้น
แล้วพอรู้ว่ามันแค่โกรธ แค่หงุดหงิด คาเมะก็สบายใจ ความจริงก็ไม่ได้อยากจะเป็นศัตรูกับใคร คาเมะชอบชีวิตสงบๆ ถึงจะยอมรับว่าการมีศัตรูเยอะแยะก็ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นในระดับหนึ่ง อันเนื่องมาจากการออกกำลังกายด้วยการวิ่งอยู่บ่อยครั้ง แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว คาเมะก็คือวัยรุ่นธรรมดาๆคนนึง ที่อยากใช้ชีวิตกับเพื่อนฝูง ใช้ชีวิตสบายๆ
แต่ก็นั่นแหละ ในเมื่อปากมันเป็นแบบนี้ คาเมะจะทำยังไงได้กันล่ะ ปากที่มันพูดจาอะไร ก็พาความซวยเข้าตัวตลอด ความบังเอิญมันเหลือเชื่อจนปวดหัว ขนาดโจทก์คาเมะทุกคนยังบังเอิญเป็นเพื่อนกับหมอนั่นหมดเลย
“ชีวิตกูนี่มันซวยเพราะปากจริงๆแหละ” แล้วก็ได้พึมพำแบบนั้น
และหากฝาผนัง เตียง พื้น เพดาน โต๊ะ ประตู หน้าต่าง ฟังและพูดโต้ตอบได้ มันก็คงจะบอกไอ้คนที่เป็นเจ้าของห้องนี้ว่า
‘ได้ยินพูดแบบนี้มาตั้งหลายรอบแล้ว หัดเปลี่ยนแปลงปากตัวเองเซ่!!’
...ถ้ามันเปลี่ยนกันได้ง่ายๆ ป่านนี้ คาเมะก็คงไม่มีศัตรูคู่อาฆาตที่ชื่อ อาคานิชิ จิน หรอก จริงมั้ย...
...............................
คาเมะไม่ใช่คนปากโป้งนักหรอก แต่เรื่องที่โดนโจทก์ตัวเป้งบุกถึงบ้าน แถมมันยังหว่านเสน่ห์ใส่พ่อกับแม่ คาเมะก็อดจะเก็บเรื่องราวไว้กับตัวเองคนเดียวไม่ไหว เพราะฉะนั้น ทันทีที่มามหา’ลัยในเช้าวันต่อมา ไอ้ปากบอนของสองเพื่อนซี้ โคยามะและจุนโนะ ก็รีบแจกแจงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทันที
“เห็นมั้ยล่ะ ซวยแล้วไงมึง ไอ้คาเมะ” คนกุมหน้าผาก และวิตกจริต ไม่ใช่ไอ้คนที่สร้างศัตรูไปทั่วทุกที่ แต่เป็นเพื่อนสองคนที่ห่วงสวัสดิภาพของไอ้ปากบอนเหลือเกิน
“ทีหลังจำไว้เลยนะ ว่าอย่าไปพ่นที่ไหน เห็นมั้ยว่ามันเป็นเรื่องน่ะ” โคยามะดุสั่งสอน แต่คาดการณ์ไปแล้วล่วงหน้าว่าไอ้คาเมะคงทำตามไม่ได้ เพราะขนาดมีศัตรูออกมาประกาศตัวโต้งๆแล้วว่าจะไม่ปล่อยไอ้คาเมะลอยนวล แต่ดูสีหน้ามันเถอะ ยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวได้อีก!
“คนที่ทำให้เป็นเรื่องคือฝ่ายหมอนั่นต่างหาก กูผิดที่ไหนเล่า” นั่น มันยังคิดว่ามันไม่ผิดอีก เวรกรรม พ่อแม่มันเลี้ยงลูกคนนี้มายังไงวะเนี่ย!!
“พ่อกับแม่มึงเจอฝ่ายนั้นแล้วว่าไงมั่ง” จุนโนะถาม
สมัยแรกๆที่เขาไปบ้านไอ้คาเมะ แม่มันชื่นชมลูกชายให้เขาฟัง ราวกับจะเสนอขาย แล้วพอไอ้โคยามะไปอีกคน แม่มันก็มาสะกิดถามว่า ระหว่างเขากับไอ้โคยามะ ใครรักคาเมะมากกว่ากัน กะหาลูกเขยเข้าบ้านเต็มที่ แล้วนี่ มีผู้ชายไปโผล่บ้านมัน แถมแนะนำตัวเองว่าเป็น ‘เพื่อนชายคนสนิท’ จุนโนะเหมือนจะเห็นเค้ารำไร ว่ารายนั้นก็อาจจะโดนตะล่อม แบบแอบขายลูกของเซลล์แมนหญิงที่ชื่อว่า คาเมนาชิ ริทสึโกะก็เป็นได้
“จะว่าไง แม่กูก็เต็มที่ดิ ดูแล บริการจนกูยังงงเลยเหอะ” คาเมะเข้าใจความต้องการของแม่นานแล้ว นานตั้งแต่ขึ้นม.ต้นได้มั้ง แม่ที่อยากได้ลูกสาว กลับมีแต่ลูกชายออกมาสามคน แล้วคราวซวยก็มาตกที่ไอ้ลูกคนกลางอย่างคาเมะ ที่พอจบประถม ขึ้นม.ต้นไปได้พักหนึ่ง ก็ดูเหมือนร่างกายจะไม่ยืดยาวเก้งก้าง สมกับที่เป็นลูกชาย แถมโดนน้องแซงนำ ทั้งความสูง ทั้งน้ำหนัก รวมไปถึงมัดกล้ามที่หน้าอก และแขน
ความต้องการของแม่เริ่มเห็นแสงรำไรของความสมหวัง เมื่อบ้านคาเมนาชิไปพักผ่อนตากอากาศกันที่เรียวกังในฮอกไกโดตอนคาเมะอยู่ไฮสคูลปีสอง ปรากฏว่าคาเมะโดนยัยป้าคนดูแลดุ ตอนที่กำลังเดินตามพ่อเข้าห้องอาบน้ำชาย แถมโดนไล่ให้ไปอาบกับแม่อีกต่างหาก คาเมะเลยเซ็งหนัก แต่คุณนายคาเมนาชิน่ะหน้าบานเป็นกระด้งกลับบ้านชนิดไม่ปิดบัง
“แน่ล่ะ หมอนั่นก็หล่อใช่ย่อยนี่หว่า กูได้ข่าวว่าตอนเข้าปีหนึ่ง รายนั้นเป็นเดือนคณะสถาปัตย์” โคยามะเล่า แต่ก็ยังเครียด ถึงไอ้คาเมะจะปากดีพาแต่เรื่องมาให้ปวดหัว แต่จากที่ฟังๆมันเล่าแล้ว ดูท่าโจทก์รายนี้จะกัดมันไม่ปล่อย นึกแล้วก็อดเป็นห่วงมันไม่ได้ อย่างน้อยมันก็นิสัยดี มีน้ำใจ แล้วมันก็ไม่เคยโกหกใคร และเพราะมันไม่โกหกนั่นล่ะ แถมยังช่างพูด มันก็เลยเป็นเรื่องแบบนี้อยู่บ่อยๆ
“เดือนหรือพี่ว้ากวะ กูว่าอย่างหลังยังให้มากกว่าอีก” คาเมะบ่น แต่ก็ใช่จะใส่ใจนัก ก้มหน้าก้มตาลอกเลกเชอร์ที่ตัวเองจดไม่ทัน จนไม่สังเกตว่ามีใครบางคนมายืนอยู่ข้างหลังนานแล้ว และก็นานพอดูกับที่ชื่อตนถูกเปลี่ยนสถานะจากเดือนคณะ เป็นพี่ว้าก
“เออ กูเป็นเดือนคณะตอนปีหนึ่ง แล้วกูก็เป็นพี่ว้ากตั้งแต่ปีสอง จนถึงตอนนี้เนี่ยแหละ” เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลัง ให้คาเมะถึงกับสะดุ้งเฮือก เงยหน้ามองเพื่อนสองคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วได้แต่เห็นสีหน้าแหยๆของพวกมัน คล้ายจะขอโทษที่ไม่บอกให้รู้ตัวตั้งแต่แรก
...แม่ง! มันมาทำไมที่นี่วะ ได้ข่าวว่านี่ตึกคณะเศรษฐศาสตร์ แล้วเด็กสถาปัตย์อย่างมันมาทำไมไม่ทราบ!!...
...จะวิ่งหนีก็ไม่ได้ เพราะนั่งในโต๊ะยาวแบบนี้ ลุกยาก แถมข้าวของก็พะรุงพะรัง เพราะวันนี้จะหอบหนังสือกลับไปอ่านที่บ้านด้วย
สุดท้าย เมื่อไม่มีทางเลือก คาเมะเลยต้องหันกลับไปมอง ไอ้คนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง
“กูไม่ได้อยากรู้เรื่องของมึง เล่าทำไม” โคยามะแทบทรุด ทำไมมันถึงปากดีเสมอต้นเสมอปลายแบบนี้ เห็นๆกันอยู่ว่าไอ้คนที่บอกว่าตัวเองเป็นพี่ว้ากมาสามปีนั่น หน้าโหดตาดุ แถมเอาเรื่องชิบหาย
“กูแค่บอกให้รู้เอาไว้ วันนี้ไม่มีเรียนแล้วใช่มั้ย มึงต้องไปหามิกะกับกู” จินไม่พูดเปล่า แต่คว้าหมับเข้าที่แขนเล็กๆแล้วดึงให้ลุกขึ้น แต่คาเมะก็ทำตัวหนัก แถมสะบัดแขนออกจากการเกาะกุม
“ปัญญาอ่อน ถ้ามึงถ่อมาถึงคณะกูเพราะเรื่องนี้แค่นี้ล่ะก็ กูว่ามึงกลับบ้านไปกอดตุ๊กตากินนมนอนเหอะ” จุนโนะอ้าปากค้าง นอกจากไอ้คาเมะจะพูดตรงได้ใจแล้ว ปากคอมันยังเราะร้าย แล้วมันร้าย แบบมันไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนด้วย แล้วจะไปเตือนมันได้ที่ไหน นอกจากพะงาบๆแล้วคาดหวังในใจ
กูกราบล่ะคาเมะ มึงช่วยเหลือบตามองหน่อยเถอะ คู่กรณีมึงอ่ะ จะเปลี่ยนร่างเป็นยักษ์แล้วโว๊ย
จุนโนะกลืนน้ำลายลงคอดังเอื้อก ขณะแอบมองสีหน้าของ อาคานิชิ จิน โจทก์ที่บุกไปหาไอ้คาเมะถึงบ้าน และคราวนี้ก็ถึงขนาดบุกมาคณะ ทว่า สายตาของเขากลับไปไกลกว่าจะหยุดที่หน้าหล่อเหลาแต่โหดดุของฝ่ายนั้น
...คล้อยหลังจินไปเพียงเล็กน้อย คือกลุ่มผู้ชายนับสิบคน จากหน้าตาและการแต่งตัวแล้ว ดูไม่เหมือนเด็กในมหา’ลัยนี้ จุนโนะว่าพวกนั้นหน้าตาคุ้นๆอยู่ เหมือนเคยเห็นที่ไหนสักแห่ง แต่นึกไม่ออก
“ตายห่า นั่นพวกช่างกลที่ไอ้คาเมะมันมีเรื่องด้วยเมื่อวันจันทร์นี่หว่า” เสียงพึมพำของโคยามะที่ดังอยู่ข้างกาย ทำเอาจุนโนะถึงกับเบิกตาโพลง แล้วร้องบอกตัวเองในใจว่า จริงด้วย!!!
“คาเมะ...แย่แล้วมึง” ตอนนี้สองเพื่อนซี้ไม่ได้สนใจโจทก์เดี่ยวๆที่บุกมาเอาเรื่อง อย่างอาคานิชิ จิน เท่าไหร่ ทั้งโคยามะ และจุนโนะห่วงไอ้กลุ่มช่างกลที่แทคทีมกันมาทั้งกลุ่มนั่นมากกว่า
“อะไร”
“ไอ้พวกช่างกลที่มึงไปมีเรื่องบนรถไฟเมื่อวันจันทร์ มันตามมาถึงนี่!” โคยามะยื่นหน้าเข้าไปกระซิบใกล้ๆ ให้คาเมะถึงกับตาโต ค่อยๆหันไปมองด้านหลังตามที่จุนโนะส่งสายตาบอกทิศทาง
เห็นแล้วคาเมะก็แทบอยากจะเป็นลม ทำไมวันนี้มันพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรกยังงี้วะ ทั้งไอ้จิน ทั้งเด็กช่างกล
จินมองอาการลุกลี้ลุกลนของคนทั้งกลุ่มด้วยความแปลกใจ ยิ่งเห็นอาการเก็บข้าวเก็บของของคาเมะ เขาก็ยิ่งไม่แน่ใจ มันคงไม่ได้เก็บของเพื่อจะไปพบมิกะตามที่เขาสั่งหรอก
“เอ่อ...อาคานิชิ ถอยหน่อยเถอะ ไอ้คาเมะมันจะวิ่ง” โคยามะบอกเสียงอ่อน หมายจะให้ร่างสูงเห็นใจคนศัตรูมาก ที่บัดนี้เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว มือนึงแนบหนังสือสามสี่เล่มเข้าไปอก อีกมือสะพายกระเป๋าเป้ขึ้นไหล่ เตรียมลุกเต็มที่
“จะหนีไปไหน” จินถาม ขยับตัวบังทางออก จนคาเมะต้องเงยหน้ามองด้วยความไม่พอใจ
“เฮ้ย!! ไอ้เด็กนั่นไง!!!!” คาเมะตาเหลือก หันควับกลับไปมอง ก็เห็นไอ้พวกช่างกลชี้นิ้วมาทางเขา ร่างบางไม่สนอะไรอีกแล้ว ผลักจินออกห่างได้ปุ๊บ ก็กระโดดออกจากโต๊ะ วิ่งหนีออกจากใต้ตึกไปทันที
...แม่งเอ้ย~! จะกลับบ้านอยู่แล้ว ดันได้ออกกำลังกายขาอีก...
........................................
อาจจะเป็นเพราะพวกมันไม่ใช่เด็กมหา’ลัยนี้ หรือเป็นเพราะคาเมะวิ่งเร็ว สุดท้ายแล้ว ร่างบางก็ลัดเลาะเข้ามาแอบอยู่ในซอกระหว่างตึกของคณะวิทยาศาสตร์จนได้ ไม่รู้พวกนั้นไปทางไหนกันแล้ว แต่คิดว่ามันคงหาคาเมะไม่เจอในวันนี้หรอก
“เฮ้อ...” ทั้งวิ่ง ทั้งแบกข้าวของ มันก็เลยเหนื่อยเกินกว่าปกติ จนต้องพิงร่างกับผนังตึก ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจ
ทำไมพักนี้เจอแต่พวกกัดไม่ปล่อยวะ...
“วิ่งเร็วชะมัดนะมึงเนี่ย” เสียงทุ้มดังขึ้น ทำเอาคาเมะสะดุ้ง รีบลุกพรวด แต่พอเห็นว่าเป็นใครยืนหอบอยู่ตรงหน้า ร่างบางก็ทรุดตัวลงนั่งที่เดิมอย่างเบาใจ
ไม่รู้เบาใจเข้าไปได้ยังไง ในเมื่อไอ้คนตรงหน้าก็ศัตรูคู่อาฆาตไม่ต่างจากไอ้เด็กช่างกลพวกนั้นเท่าไหร่
จินเดินเข้าไปหา มองหน้าแดงก่ำเพราะเลือดสูบฉีด แล้วนึกเห็นใจมันขึ้นมา ทั้งๆที่แรกๆเขาทั้งโกรธ ทั้งเกลียดมัน แต่พอเห็นมันมานั่งหอบ นั่งลิ้นห้อยอย่างนี้แล้ว ก็ชักสงสาร สุดท้าย เลยควักผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาส่งให้
“เช็ดเหงื่อซะสิ” เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นทั่วใบหน้า โดยเฉพาะที่จมูก จินแอบหมั่นเขี้ยวจมูกรั้นๆนั่น ไม่รู้นึกแบบไหน ถึงอยากใช้นิ้วเช็ดเหงื่อที่ปลายจมูกให้มัน แล้วก็อยากแกล้งบีบจมูกมันสักหน่อย
“ไม่เป็นไร” คาเมะไม่ได้รับผ้าเช็ดหน้ามา แต่ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดแทน จินเลยทรุดตัวลงนั่งยองตรงหน้า แล้วปัดแขนเล็กทิ้ง ก่อนจะเช็ดหน้าให้อีกฝ่ายเบาๆ
“ไปทำอีท่าไหน พวกนั้นถึงตามมาถึงมหา’ลัยแบบนี้”
“ก็ทำแบบเดียวกับที่ทำให้มึงบุกไปถึงบ้านนั่นแหละ” คาเมะก็แค่เดินบ่นกับจุนโนะและโคยามะที่สถานีรถไฟตอนจะกลับบ้านว่า พวกช่างกลที่มีเรื่องกันน่ะ สงสัยเลือดคงเยอะ เลยตีกัน กะเอาเลือดออก แล้วถ้าอยากเอาเลือดออกมากขนาดนั้น ทำไมไม่ไปบริจาคสภากาชาดวะ แล้วก็ช่างบังเอิญอีกแล้ว ที่มีกลุ่มช่างกลอยู่แถวนั้นพอดี สุดท้ายก็เลย...เป็นอย่างที่เห็น
“ก็อย่าปากดีนักสิ มีเรื่องกับเด็กในมหา’ลัยไม่พอ จะเอาเด็กข้างนอกด้วย แบบนี้ไม่ต้องวิ่งทุกครั้งที่ออกจากบ้านรึไง” ร่างสูงดุแล้วมองหน้าอีกฝ่าย นี่เป็นครั้งแรกได้ล่ะมั้ง ที่เขาได้เห็นหน้ามันใกล้ขนาดนี้ หน้ามันก็...สวยดีหรอก ไม่แปลกใจที่แม่มันเหมือนจะพยายามถวายใส่พานให้เขา
จินไม่ได้จะเข้าข้างตัวเองหรอกนะ แต่ท่าทางของคุณนายบ้านคาเมนาชิน่ะ มันออกแววว่าจะอยากได้เขาไปเป็นลูกเขยยังไงไม่รู้
...เดี๋ยว!!เดี๋ยวนะ...เมื่อกี้เขาคิดอะไรวะ... เขาชมไอ้หน้าตากวนโอ้ยว่าสวยงั้นเหรอ!! แล้วเขาก็ยังเช็ดหน้าให้มันด้วยผ้าเช็ดหน้าของเขาอีก!! เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย!!
จินรีบดึงมือตัวเองออกมา ผ้าเช็ดหน้าสีเทาเข้มยังคาอยู่ เป็นหลักฐานว่า เมื่อกี้ เขาทำในสิ่งที่ไม่คาดฝัน
“สรุปว่ามึงจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตกู หรือมึงจะมาเป็นคนบ่นประจำตัว” คาเมะย้อน ก่อนจะลุกขึ้นยืน ชะโงกหน้าออกไปดูความเป็นไปนอกซอกตึก เห็นว่าไม่มีอะไรแล้ว ก็หมายจะกลับบ้าน แต่มือเล็กดันถูกดึงไว้
“เดี๋ยวกูไปส่ง” ร่างบางชะงักกึก กับคำพูดของไอ้คนที่อาศัยซอกตึกมาด้วยกันเมื่อกี้
...เอ๊~! เดี๋ยวนี้ พวกที่มันเป็นศัตรูกันเนี่ย มันมีวิธีการแก้แค้นใหม่ๆ เช่นการพาไปส่งที่บ้านด้วยเหรอวะ...
............................................
จินก็บอกไม่ได้ว่าทำไมถึงอยากมาส่งมัน แต่อย่างน้อย ตอนที่เขาเห็นมันเดินเข้าบ้าน ตามมาด้วยการปิดประตู เสียงในใจก็บอกจินว่า เขาสบายใจแล้ว
เขาสบายใจที่อย่างน้อย วันนี้มันก็ถึงบ้านโดยปลอดภัยแล้ว
อารมณ์คล้ายๆจะห่วง แต่ถึงอย่างนั้น จินก็รีบค้านกับตัวเองว่า คนอย่างเขา จะปล่อยให้ไอ้คาเมะตายคามือคนอื่นไม่ได้ เขาต่างหากที่มีสิทธิ์ทำแบบนั้นแค่คนเดียว เพราะฉะนั้น เขาถึงต้องรีบวิ่งตามมันออกมาตอนที่เห็นไอ้พวกช่างกลวิ่งไล่หลัง วิ่งตามมันเพียงเพื่อจะได้รู้ว่ามันไปหลบ ไปแอบที่ไหน วิ่งตามมันเพียงเพื่อจะช่วยอะไรได้ หากมันหนีพวกนั้นไม่พ้น
ก็บอกแล้ว ว่าจินไม่ยอมให้คนอื่นมีสิทธิ์เหนือชีวิตไอ้คาเมะหรอก มันทำกับเขาเอาไว้แบบนั้น ทำให้เขาถูกผู้หญิงบอกเลิก เพราะฉะนั้นมันต้องชดใช้...
...ด้วยการเป็นผู้หญิงของเขา...
...ไม่ใช่!!! คิดบ้าอะไรวะเนี่ย!!...หน้าอย่างนั้นน่ะเหรอ จะมาเป็นผู้หญิงของเขา นิสัยแบบนั้นน่ะเหรอ จะมาเป็นคนรักของเขา จินปฏิเสธเสียงแข็งในใจตัวเอง ขณะขับรถกลับบ้านด้วยเสียงสองเสียงที่ตีกันไปตลอดทาง และสองเสียงนั้น ก็คือเสียงของเขาเอง
................................
ยังพอจะเป็นโชคดีอยู่บ้าง ที่วันต่อมา คาเมะไม่มีเรียน ไม่ต้องออกจากบ้าน เพียงเพื่อจะไปเจอคู่อริสักคน แล้วพาลให้กล้ามเนื้อขาต้องทำงานอย่างกับนักวิ่งโอลิมปิค แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันก็ยังมีโชคร้ายปะปนเข้ามาตั้งแต่หัววันเสมอ
“แม่ล่ะดีใจ๊ ดีใจ ที่จินมาอีก ทำไมคาซึยะไม่ยอมบอกนะ จินเค้าก็ฝากมาบอกแล้วนี่ ว่าวันนี้จะมากินข้าวเช้ากับพวกเรา โชคดี ที่จินโทร.เข้ามาที่บ้าน บอกล่วงหน้า แม่ถึงได้ออกไปคอนวิเนียนทัน” คุณนายคาเมนาชิบ่นบุตรชายทันทีที่เจ้าตัวก้าวขาเข้ามาในห้องครัว เพื่อหาอาหารเช้า
คาเมะไม่ทันจะได้อ้าปากเถียงว่าไม่รู้เรื่องเสียหน่อย ที่ไอ้ศัตรูคู่อาฆาตส่งตรงมาจากสถาปัตย์จะมาบ้านเขาเช้านี้ แล้วก็ไม่รู้ด้วย ว่าทำไมมันถึงรู้กระทั่งเบอร์บ้าน ที่สำคัญคือไม่รู้ว่ามันคิดอะไรของมัน ถึงได้มานั่งยิ้มบาง อวดหน้าตาหล่อๆให้แม่นอกใจพ่ออีกแล้ว!!
“ผมรบกวนรึเปล่าครับคุณแม่” ดูเถอะ มีการแสร้งเป็นตีหน้ามาดผู้ดีขี้เกรงใจอีกต่างหาก
“อูย~! รบกวนอะไรกัน ปกติวันแบบนี้น่ะ แม่ก็กินกับคาซึยะสองคนเท่านั้นแหละ เหงาจะตาย จินมาก็ดีแล้ว กินด้วยกันเยอะๆเนี่ย สนุกออกนะ” นี่ก็ด้วย เรื่องอยากได้ลูกเขยนี่กระดี๊กระด๊าไม่มีใครเกิน
“มาๆ กินกันเถอะจ๊ะ วันนี้จินจะพาคาซึยะไปเที่ยวด้วยใช่มั้ย ดีจ๊ะ คาซึยะน่ะ ใครๆก็ชมว่าเป็นเพื่อนเที่ยวที่ดี” คุณนายคาเมนาชิ ยังคงสานต่อมาตรการกวักมือเรียกผู้ชายทุกคนในชีวิตลูก เข้ามาร่วมชายคาบ้านคาเมนาชิอยู่นั่น คงจะอยากได้ลูกเขยมากจริงๆ คาเมะนึกเห็นใจแม่ขึ้นมา แต่ก็อยากจะบอกเหลือเกิน ว่าเลือกผู้ชายคนอื่นได้มั้ย อย่าเอาเลยคนนี้ เพราะมันจะทำให้อายุของลูกสั้นลง
“ครับ ผมก็ว่าแบบนั้น” จินยิ้มบางรับ ก่อนจะเหลือบมองไอ้คนที่นั่งกินข้าวแบบไม่สนใจอะไร มองหน้ามันแล้ว ก็นึกถึงคำพูดเมื่อกี้ของหญิงอวบผู้แสนจะเป็นมิตร
‘เพื่อนเที่ยวที่ดี’ หล่อนคงละเมอไปละมั้ง ถึงได้ไม่รู้ว่า ถ้าเอาคาเมะไปไหนต่อไหน เพื่อนเที่ยวที่ดีรายนี้ จะชวนวิ่งอย่างสม่ำเสมอ เพราะไปเหยียบตาปลาคนทุกที่
“นี่ก็ว่าจะพาเขาไปสวนสัตว์ คาเมะไปครั้งล่าสุดเมื่อไหร่” จินหันมาทำทีเป็นชวนคุย
“ป.4มั้ง ว่าแต่...นายชวนฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่อง” คาเมะย้อนถามหน้าตาเฉย เขาไม่รู้จริงๆว่าหมอนี่ชวนไว้ตั้งแต่ตอนไหน และในความเป็นจริงแล้ว มันก็ไม่ควรจะชวนเขาด้วย เป็นคู่อริกันประเภทไหน มาพากันไปเที่ยววะ ไอ้หมอนี่มันสติดีอยู่รึเปล่า
“ก็เมื่อวานไง ตอนฉันมาส่ง” คำว่า ฉันมาส่ง ทำเอาคุณนายคาเมนาชิตาโตลุกวาวด้วยความยินดี
“ตายแล้ว คาซึยะทำไมให้จินมาส่งถึงบ้านล่ะลูก ไปกวนเขาใช่มั้ย” หล่อนรีบหันมาบอกลูกชาย แต่สายตาคนเป็นลูกดูปราดเดียวก็รู้ว่ามารดาปลื้มแค่ไหนกับการที่ลูกชายตัวเองมีผู้ชายมาส่งถึงบ้าน
“ไม่กวนหรอกครับ คุณแม่ พอดีบังเอิญเจอกัน ก็เลยแวะมาส่งเท่านั้นเอง”
“แต่ยังไง แม่ก็เกรงใจจินนะจ๊ะ วันนี้ยังไงคาซึยะก็ไปเที่ยวกับจินนะลูก เขาอุตส่าห์มีน้ำใจมาส่งแหนะ” ผลักดันลูกชายให้ไปกับผู้ชายสองต่อสองก็ได้อีก คาเมะอยากจะถอนหายใจอีกสักสิบรอบ ดูหน้าตาแม่ก็รู้ ว่าขืนวันนี้เขาไม่ไปเที่ยวกับไอ้หมอนี่ เขานั่นแหละ ที่จะถูกแม่ขังไว้ในบ้าน แล้วไม่ให้ไปไหนอีกเลย คุณนายคาเมนาชิน่ะ เห็นหน้าตายิ้มๆแบบนี้ พอเอาจริงขึ้นมา โหดระดับเทพเถอะ
แล้วมื้อเช้าวันนั้น ก็เป็นวันที่คาเมะรู้สึกว่าคุณนายคาเมนาชิจะเจริญอาหารมากกว่าปกติ แถมสีหน้าสีตาก็ดูมีความสุขราวกับย้อนวัยไปในช่วงสาวสะพรั่ง แล้วมีหนุ่มหล่อมาชวนเดทเสียแบบนั้น และในเมื่อคุณริทสึโกะผู้แสนจะอยากได้ลูกเขยเป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้ออกปากเอง ว่าลูกชาย ควรจะไปเที่ยวกับ อาคานิชิ จิน แล้วคาเมะจะมีโอกาสปฏิเสธได้หรือ สุดท้าย ก็โดนแม่ลากขึ้นห้อง แปลงโฉมที่ตอนแรกก็ไม่ค่อยจะดี กลายเป็นไม่ดีมากกว่าเดิมในสายตาลูก แต่แม่น่ะดีใจเห่อไปแล้วล่วงหน้า
“เขาต้องชอบลูกของแม่แน่ๆเลย” สตรีอวบอ้วน เป็นคนพับเสื้อผ้าชุดเก่าของคาเมะเตรียมไปเก็บตู้ แล้วมองร่างบอบบางที่อยู่ในชุดไปเที่ยว ที่หล่อนเป็นคนเลือกให้เองกับมือ
“ตอนไอ้จุนโนะกับโคยามะ มาบ้าน แม่ก็พูดแบบนี้” และไม่ใช่แค่สองคนนั้นหรอก เพื่อนพี่ชายน้องชาย ถ้าใครคนไหนมาที่บ้านเกินหนึ่งรอบขึ้นไป คุณนายคนนี้ก็พร้อมจะคิดอยู่เสมอว่า มาเพราะลูกชายคนกลางของหล่อน
“แหม แต่คนนี้ไม่เหมือนกันนี่จ๊ะ ไปๆ ป่านนี้จินรอแล้ว แล้วไม่ต้องรีบกลับนะลูก” อย่างนี้ก็มีด้วย ไม่ให้ลูกรีบกลับ คาเมะถอนหายใจยาวอย่างหนักอก แม่นะแม่ ยิ่งปล่อยลูกคนนี้อยู่กับหมอนั่นนานๆ ลูกก็คงไม่ได้กลับเข้าบ้านนี้อีกเลย เพราะถูกฆ่าหมกพงหญ้าแถวไหนไปแล้วล่ะ
“ที่สำคัญ...แม่คาดหวังกับว่าที่ลูกเขยคนนี้มากนะลูก” นั่นคือประโยคสุดท้ายของคุณนายคาเมนาชิ ก่อนจะส่งลูกชายที่หน้าบ้าน แล้วมองรถยนต์คันหรูที่ขับฉิวพ้นไปด้วยความปิติยินดี พร้อมการเรียบเรียงในใจ ว่าหล่อนจะเริ่มต้นโทร.หาญาติคนไหนในตระกูลก่อนดี ถึงสถานการณ์ใกล้ได้เขยเข้าบ้านแบบนี้
......................................................
ระหว่างทาง ที่เจ้ารถยนต์คันหรูพอๆกับพอชสีเหลืองมะนาว ที่คาเมะเคยซ่าเอาแก้วน้ำไปวางบนฝากระโปรงขับผ่านไปนั้น ไม่มีการพูดคุยระหว่างคนขับ กับตุ๊กตาหน้ารถที่ทำหน้าตาเฉยเฉื่อย จนเดาได้ว่า อยากมาด้วยมากจริงๆ
จินเหลือบมองคนที่นั่งเฉย ไม่มีอารมณ์กระดี๊กระด๊าเหมือนสาวๆคนอื่นที่เขาเคยพาขึ้นรถ ก่อนจะนึกขำกับตัวเองที่อุตริตื่นเช้ามารับศัตรูขึ้นรถด้วยข้ออ้างที่ว่า ‘จะพาไปเที่ยว’
แล้วไอ้เด็กนี่ก็ตามมาต้อยๆเสียแบบนั้น แม้จะพอคาดได้ก็เถอะ ว่ามันคงถูกแม่มันบังคับมา แต่มันก็ไม่เห็นงอแง หน้าบูดหน้าหงิก เหมือนคนถูกบังคับเลยนี่นา ซ้ำร้าย ยังหน้าตาไร้อารมณ์จนเขาคิดว่ามันเป็นหุ่นกระป๋องซะอีก
“มีอะไรจะถามมั้ย” จินเป็นคนเอ่ยปาก ขัดความเงียบที่มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ดังเบาๆ
“รถคันนี้ ซื้อเองหรือพ่อจ่าย” ร่างสูงหันควับกลับมามองคนถามทันที แต่ไอ้คนถามยังมองเขาตาแป๋ว จนจินได้แต่ถอนหายใจ แล้วหันกลับไปมองถนนตามเดิม
“นายเนี่ยนะคาเมะ...ไม่ต้องถามทุกเรื่องที่อยากรู้ก็ได้” ชายหนุ่มชักจะรู้เสียแล้ว ว่าอะไรที่ทำให้มันเป็นคนมีศัตรูมากมายล้นแผ่นดินแบบนี้
ตอนแรก จินคิดว่าเพราะว่าหน้าตามันกวนประสาท แถมคำพูดคำจาไม่ผ่านกระบวนการคิด ถึงทำให้มันมีศัตรูอยู่ทั่วทุกเหลือบของมหา'ลัย แต่มาวันนี้ ชายหนุ่มชักเข้าใจอะไรบางอย่าง หน้าตามันไม่ได้กวนหรอก แล้วคำพูดมันก็ไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดด้วย แต่เป็นเพราะมันพูดทุกอย่างที่มันคิด แล้วก็ช่างเป็นโชคดีเหลือเกิน ที่มีคนที่พร้อมจะมีเรื่องมาได้ยินเข้าพอดี แล้วเวลาได้ยิน ไอ้พวกนั้นก็คงไม่ได้เห็นสายตาไร้เดียงสาของมัน สุดท้าย เรื่องเลยลงเอยที่ เจ้า คาเมนาชิ คาซึยะ ต้องออกแรงวิ่งทุกที
จินเชื่อว่า ถ้าทุกคนได้ยินในสิ่งที่มันพูด แล้วเห็นสายตา แววตา เห็นสีหน้ามันด้วย ไอ้คนพวกนั้นจะโกรธไม่ลง หงุดหงิดไม่ลง หรือแม้แต่จะนึกเอ็นดูเสียด้วยซ้ำ
“ก็ฉันอยากรู้” มันยังเถียงเสียงเรื่อย ไม่ได้คาดคั้นอะไรนัก
“ตังส์ฉันเอง ค่าน้ำมันก็ออกเอง คราวนี้อยากรู้อะไรอีก”
“ทำไมต้องพาไปเที่ยวสวนสัตว์” จินเหลือบมองแล้วยิ้มบาง
“อยากรู้ว่านอกจากจะหาเรื่องคนเก่งแล้ว จะหาเรื่องสัตว์เก่งด้วยมั้ย”
“เพื่อนบอกว่าเก่ง ตอนป.4 ที่ไปทัศนศึกษาที่สวนสัตว์ ฉันเคยเอาเปลือกกล้วยโยนเข้าไปในกรงลิง แล้วฉันก็กินเนื้อกล้วยอยู่ข้างนอก มันอาละวาดใหญ่เลย ก็ฉันแค่อยากรู้นี่ ว่ามันจะกินเปลือกกล้วยเปล่าๆมั้ย ถ้าข้างในกลวงโบ๋น่ะ” จินอยากจะขำ แต่ก็อยากจะเขกหัวไอ้คนที่เล่าแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวนี่จริงๆ
“แล้วสรุปเป็นไง”
“ก็จะเป็นไง วันต่อมา ครูก็เชิญพ่อแม่ฉันไปคุย แล้วหลังจากนั้น ถ้าโรงเรียนมีทัศนศึกษา ฉันก็ไม่เคยได้ไปอีกเลย” มันก็สมควรแล้ว จินคันปากอยากจะบอกไอ้ตัวเล็กที่เล่าเหมือนเป็นเรื่องปกตินี่จริงๆ มันจะรู้มั้ย ว่าความอยากรู้อยากเห็น และความปากกับใจตรงกันของมัน ทำให้ตัวมันเองเดือดร้อน
“งั้นแล้วจะไปมั้ย สวนสัตว์น่ะ” เขาหันไปถาม คาเมะหันมาเอียงคอมองเหมือนกำลังชั่งใจ ก่อนจะตอบตกลง
“อืม...ไปก็ได้ อยากรู้ว่าลิงตัวนั้นยังอยู่รึเปล่า”
...จินชักรู้สึกว่าตัวเองมาเป็นศัตรูกับไอ้คนที่ไม่ควรเป็นศัตรูซะแล้วสิ...
............................................
ซื้อบัตรเข้าชมกันแล้วเรียบร้อย แบบที่ต่างฝ่ายต่างออกของตัวเอง ความจริงจินมีน้ำใจมากพอ เพราะถือว่าตนเป็นคนชวนมา เขาก็ควรจะเป็นคนออกค่าใช้จ่าย แต่ไอ้เด็กปากไว แถมไม่ค่อยคิดกลับยืนยันที่จะจ่ายค่าบัตรตัวเอง ด้วยวิธีการเดินหนีไปต่อแถวที่เคาท์เตอร์อีกจุด
สุดท้าย ต่างคนต่างก็ได้บัตรมาคนละใบ เดินผ่านประตูกันเข้ามาได้แล้ว คาเมะก็เริ่มทำสิ่งถนัด
“เหม็นสาบสัตว์ว่ะ ไม่อาบน้ำใช่มั้ยเนี่ย” มันเป็นเรื่องปกติของคนที่พูดในสิ่งที่คิด จินเองก็คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติของไอ้เด็กนี่ไปแล้ว เขาไม่คิดอะไรมากนัก เพราะเริ่มเดานิสัยมันได้ ว่าคิดจะพูดก็พูด
แต่คนข้างหน้า ที่เดินนำไม่เข้าใจในสิ่งที่จินเข้าใจ
“มึงด่ากูเหรอ” ชายแปลกหน้าที่เดินนำอยู่ข้างหน้าหันมาถามเอาเรื่อง คาเมะยังงง จับต้นชนปลายไม่ถูก แต่จินถึงกับตาโต อ้าปากค้างกับความบังเอิญขั้นไม่ปกติ ที่ทำให้คำพูดของคนคนนึง ไปเขี่ยต่อมหงุดหงิดของคนอื่นได้ง่ายดายขนาดนี้
“เปล่าสักหน่อย แค่บอกว่าเหม็นสาบสัตว์ สงสัยไม่อาบน้ำ”
“ก็กูไม่อาบน้ำ! มึงด่าว่ากูเหม็นสาบสัตว์ใช่มั้ย!!” ความบังเอิญสำหรับคาเมะเป็นเรื่องที่เจ้าตัวชินจนชา แล้วได้แต่ร้องบอกกับตัวเองว่า อ้อ~! คราวนี้ก็บังเอิญอีกแล้ว
“อ้าว...อย่ามาพาลดิ กูด่าสัตว์ ไม่ได้ด่ามึง” คาเมะย้อน แต่เท้าเริ่มก้าวถอยหลังเล็กน้อย หมายเคลียร์พื้นที่ ว่าถ้าหากกลับตัววิ่งออกไปตอนนี้ คงไม่ชนใครใกล้เคียงล้มลง ให้ตัวเองซวยถูกเบรก
“มึงด่ากู! กูรู้ ...ไอ้นี่ อยากมีเรื่องใช่มั้ย” คาเมะอยากบอกว่า เปล่า กูไม่อยากมีเรื่อง เพราะเห็นแล้วว่าฝ่ายนั้น มีเพื่อนมาด้วยอีกห้าคน แต่นี่คาเมะตัวคนเดียว ส่วนไอ้จิน หมอนั่นมันก็แค่พามา ไม่ได้จะร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่นี่หว่า แล้วที่สำคัญ คาเมะก็ไม่ถนัดเตะๆต่อยๆด้วย ถ้าเรื่องวิ่งๆล่ะว่าไปอย่าง
คาเมะมองผู้ชายตัวใหญ่ ที่กำลังรุกไล่ รู้สึกถึงสายตาคนรอบข้างที่มองมาด้วยความสนใจ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะรีบเดินหนีเพราะกลัวลูกหลงกันทั้งนั้น และนี่แหละ คาเมะเองก็กำลังจะหนี เพราะกลัวลูกหลงเหมือนกัน ทว่า...ไม่ใช่กับใครบางคน...
จินขยับตัวมายืนดักหน้าผู้ชายที่กำลังไล่ต้อนคาเมะ ฝ่ายนั้นชะงักไปเมื่อเห็นมีคนกล้าชน
“เด็กมันก็บอกแล้วว่าไม่ได้ด่ามึง แล้วจะเอาอะไรอีก” เขาถามเสียงเรียบ แต่สายตาจ้องอย่างไม่หวั่นกลัว
“เออ!! ถือว่าโชคดีนะมึง ไอ้เตี้ย ที่มีคนคุ้มกะลาหัว” ฝ่ายนั้นดูเหมือนจะล่าถอยไปแล้ว และจินเองก็กำลังจะเบาใจที่ไม่ต้องลงไม้ลงมืออะไร ถ้าไม่ใช่เพราะคำพูดของไอ้คนบางคนที่ไม่ค่อยจะยั้งปากเท่าไหร่
“ด่าว่ากูเตี้ย ตัวมันก็ไม่เห็นจะสูงกว่ากูสักเท่าไหร่เลย” ร่างสูงหันควับกลับไปใช้สายตาดุคนพูดมาก ก่อนจะหันกลับมามองไอ้คนที่กำลังจะยุติไม่เอาเรื่อง แต่อีกฝ่ายคล้ายจะได้ยินคำพูดนั้น ตามันเลยจ้องเขม็ง เพื่อนมันแต่ละคนก็ดูจะพร้อมเอาเรื่องเช่นกัน จินกำลังตัดสินใจว่าจะจัดการยังไงดี แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยวิ่งเข้ามาถามไถ่เสียก่อน
“มีอะไรกันรึเปล่าครับ” ครั้งนี้ปลอดภัยก็ใช่ แต่จินคงต้องลากเจ้าเด็กปากบอนไปที่อื่นเสียแล้ว เขาคงไม่เสี่ยงพามันเที่ยวที่นี่ ทั้งๆที่มันเพิ่งสร้างศัตรูไปหยกๆหรอก
“เปล่าครับ เข้าใจอะไรผิดนิดหน่อย” จินเป็นคนตอบ ก่อนจะหันกลับไปลากคาเมะเดินหนีออกมาจากสวนสัตว์ สรุปเป็นว่า ‘เพื่อนเที่ยวที่ดี’ ที่คุณนายคาเมนาชิ อุตส่าห์โฆษณาเสียดิบดี ทำเรื่องไม่ผิดไปจากที่เขาคิดเอาไว้เลย
มาถึงที่ปุ๊บ เหยียบตาปลาคนอื่นปั๊บ ให้มันได้อย่างนี้สิหน่า
“นายไม่น่าลากฉันออกมาเลย ยังไม่ทันดูลิงด้วยซ้ำ” คาเมะบ่น แต่ถูกอีกฝ่ายดันหลังขึ้นรถไปแล้ว
“แล้วค่าบัตรฉันล่ะ อุตส่าห์เสียไปตั้งเยอะ ยังไม่ได้ดูสักอย่าง”
“ก็แล้วมันเป็นเพราะใคร” จินหันมาถาม ไม่ได้ใส่อารมณ์นัก แต่ก็หงุดหงิดเหมือนกันที่เจ้าตัวดี ทำให้เขา ผู้ซึ่งเพื่อนพ้องมากมาย ต้องมามีศัตรูในชีวิตแบบนี้
“อะไร นายหาว่าเป็นเพราะฉันงั้นเหรอ” คาเมะไม่เคยคิดว่าตัวเองผิด เพราะถือว่าตัวเองพูดความจริงทุกอย่าง จินมองหน้าตางงๆที่ย้อนถามกลับมา แล้วได้แต่ถอนหายใจ อยากกลับไปถามบ้านคาเมนาชินัก ว่าลูกคนนี้เลี้ยงด้วยวิธีไหน มันถึงมีกระบวนการคิดที่ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาแบบนี้
สุดท้าย ด้วยความซื่อ จนบื้อ หรือเพราะจินอาจจะปวดกะโหลกมากเกินไป เขาก็เลยได้แต่ถอนหายใจแล้วส่ายศีรษะไปมา
“ไม่ใช่เพราะนายหรอก เพราะหมอนั่นต่างหาก” ความจริง เจ้าเด็กปากบอนนี่มันก็พูดถูก เรื่องทั้งหมดไม่ใช่ความผิดที่มันพูด แต่มันผิดที่เรื่องบังเอิญอันน่ามหัศจรรย์ ในการสร้างศัตรูต่างหากล่ะ เพราะตอนที่มันก่อเรื่องกับเขา สถานการณ์มันก็คล้ายๆแบบนี้แหละ คิดไปคิดมาแล้วได้แต่เหนื่อยใจ ไม่รู้เจ้าคาเมนาชิ มันทำบุญทำกรรมมาด้วยอะไร ชีวิตนี้ถึงได้มีสีสันเหลือเกินสิหน่า
“แล้วจะไปไหนดีล่ะทีนี้” จินหันมาถาม เหมือนขอความคิดเห็น ทั้งๆที่ในใจคาดหวังเอาไว้ว่าให้ไอ้เจ้านี่มันตอบสั้นๆง่ายๆว่า ‘กลับบ้าน’ อย่างน้อย กลับไปตีหน้าคุณชายรูปหล่อ ให้แม่เจ้านี่อกแตกเล่นก็ยังสนุกเสียกว่าพามันตะลอนๆไปลับฝีปากที่ไหน
“ฉันจะไปร้านหนังสือ ถ้านายผ่านตรงไหน ก็จอดให้หน่อย แล้วนายจะไปไหนก็ไปเหอะ” หมายความว่า เจ้าคาเมนาชิ จะไปร้านหนังสือคนเดียวงั้นสิ แล้วมันจะไปเหยียบตาปลาใครอีกมั้ย หน้าตามันก็ไม่ได้อ้อนอวัยวะเบื้องล่างนักหรอก แต่ปากมันเนี่ยสิ
“ฉันก็จะซื้อหนังสือเหมือนกัน” แม้ตอนแรก จินจะภาวนาขอให้มันกลับบ้าน แต่พอมันจะไปไหนต่อ เขาก็นึกห่วงมันขึ้นมา สุดท้ายแล้ว อาคานิชิ จิน ก็เพิ่งรู้เอาวันนี้ ว่าเขาเป็นผู้ชายที่ใจบุญสุนทานเหลือเกิน
....................................
ร้านหนังสือขนาดใหญ่ใจกลางกรุงโตเกียว คือสถานที่ที่จินพาอีกฝ่ายมาซื้อหนังสือ หลังจากทริปท่องสวนสัตว์ล่มไม่เป็นท่า เพราะคาเมะพกความซวยมาด้วยฝีปากเต็มกระเป๋า แถมโชว์พลังตั้งแต่ยังไม่ทันได้แวะดูแม้แต่อีกัวน่าสักตัว
แล้วพอเหยียบเท้าเข้าร้านหนังสือปุ๊บ เจ้าคนร่างบางก็หันไปบอกคนที่มาด้วยว่า ‘ต่างคนต่างเลือกนะ’
จินพูดตามตรง ว่าตั้งแต่เกิดมาเป็น อาคานิชิ จิน ที่ผู้หญิงครึ่งมหา’ลัยใฝ่ฝันเนี่ย ไม่เคยไปไหนกับใครสองต่อสอง เพียงเพื่อจะ ‘ต่างคนต่างเลือก’ เลยสักครั้ง แต่เจ้าคาเมนาชินี่สิ มันไม่ได้สำนึกเลยแม้สักนิด ว่าเขา ซึ่งเป็นคนพามันมา แถมยังพ่วงตำแหน่งเลิศหรูเป็นศัตรูคู่อาฆาตมันอีก แล้วดูที่มันทำกับเขาเถอะ แบบนี้เรียกว่าไม่อยู่ในสายตาชัดๆ
จินมองร่างบางที่กำลังสนอกสนใจกับหนังสือจากชั้น เขาได้แต่กรอกตามองเพดานอย่างหงุดหงิดเล็กๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงอยากให้เจ้านั่นรับรู้ถึงการมีตัวตนของเขานักหนา แต่...แต่...ก็เขาพามันมา!! เพราะฉะนั้นมันก็น่าจะสำนึกในพระคุณซะมั่งสิ!
“ชอบหนังสือฆาตกรรมเหรอ” สุดท้ายก็เป็นเขาที่เดินเข้าไปถามไถ่
“อื้อ อ่านแล้วเดามุขง่ายดี” เอ่อ...อ่านหนังสือฆาตกรรมเพียงเพื่อจะเดามุขอย่างนั้นเหรอ
“ซื้อหนังสือเสร็จแล้วจะไปไหน” อย่างน้อย ตั้งแต่เข้าร้านมา มันก็ยังไม่ได้กวนประสาทใคร เขาก็น่าจะให้รางวัลมันเป็นการเลี้ยงข้าวมื้อเล็กๆสักหน่อย ก็น่าจะดีแหะ
“ไม่รู้ดิ คงกลับบ้านมั้ง แต่ความจริงอยากดูลิงที่สวนสัตว์” จินชะงักกึก กับสีหน้าเรียบเฉย และคำพูดเรียบสนิท ไม่ได้บ่งบอกอารมณ์อะไร แต่เขาก็รู้ว่ามันเหมือนจะย้ำกลายๆ ว่าเขาเป็นต้นเหตุทำให้มันอดดูลิง
เออ!! มึงไม่ได้คิดว่ามึงผิดเลยสักนิด ที่อยู่ดีๆก็พูดจนไอ้พวกปัญญานิ่มคิดว่ามึงด่ามันเนี่ย!!!...
“งั้นไปกินข้าวละกัน”
“อยากดูลิง ไม่ได้อยากกินข้าว” วะ จะย้ำคิดย้ำทำไปไหน จินเหลือบมองอย่างหงุดหงิด
“คาเมนาชิ ฉันหิวข้าว” จินพูดเสียงเรียบ ทำหน้าตาเอาจริง
“ก็ได้ งั้นฉันเลือกร้าน” คาเมะตอบรับง่ายดาย ก่อนจะเดินหนีไปที่เคาท์เตอร์เพื่อจ่ายเงินค่าหนังสือฆาตกรรมในมือ
.................................
จินปวดหัว แล้วมันคงปวดตั้งแต่กะโหลกลงไปถึงแกนสมอง เผลอๆอาจจะปวดเผื่อแผ่ไปยังต่อมทอมซิล ลิ้นไก่ หรือแม้แต่ฟันกราม
...ไม่น่าให้มันเลือก ไม่น่าให้มันเลือก รู้อยู่แล้วว่ามันไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมือง รู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังหลงกลมัน...
“กินดิ” มันยังมีการหันมาชวน แถมพยักเพยิดไปที่แฮมเบอร์เกอร์สดใหม่ที่ยังอยู่ในห่อกระดาษ จินยังไม่ได้แกะ และไม่คิดจะแกะ นอกจากนั้นยังไม่คิดมาก่อนในชีวิต ว่าเขา ชายหนุ่มรูปหล่อ หัวสมองเป็นเลิศ แถมเงินทองมั่งมี จะต้องมามี เดท ในร้านแฮมเบอร์เกอร์! ลองถ้าย้อนเวลากลับไปยังเดทแรกสมัยประถมได้ จินก็อยากจะพาคาเมะไปดูเหมือนกัน ว่าคุณชายอาคานิชิตอนนั้น พาสาวไปเดทที่ร้านไอศกรีมสุดหรู ทำเอาเด็กหญิงคนนั้นหลงละเมอเพ้อพกถึง ‘จินคุง’ ไปหลายปี!
แล้วดูสิเนี่ย เดทนี้ ‘จินคุง’ ในวัยยี่สิบกว่าๆก็จะขอละเมอเพ้อพกไปตลอดชีวิตเหมือนกัน เพราะมันเป็นเดทที่วัยรุ่นมากๆ กินเบอร์เกอร์คนละอัน แล้วจินทายต่อ หลังจากเห็นสายตาคาเมะตอนก่อนเข้าร้าน ว่าทั้งเขาทั้งมัน คงล้างปากด้วยของหวานเป็นไอศกรีมของร้านเบอร์เกอร์ร้านนี้เนี่ยล่ะ!
“นายไม่คิดอยากจะกินอะไรหรูๆหน่อยเหรอ” จินถามอย่างเหนื่อยอ่อน ลองเป็นสาวอื่น มากับเขานี่เป็นว่าไม่เข้าภัตตาคารในโรงแรมระดับห้าดาว ก็ต้องนู่นร้านชื่อดังราคาแพง ไม่มีหรอก ใครจะมาขอให้จินพาเข้ามากินร้านเบอร์เกอร์แบบนี้น่ะ
“ไม่อ่ะ ของแพงไม่แพงก็เหมือนกัน ถ้ากินแล้วท้องไม่เสีย ฉันก็โอเค” มันคิดง่ายขนาดนี้เชียว เจ้าเด็กนี่ จินมองหน้ามัน ก่อนจะถอนหายใจแล้วหยิบเบอร์เกอร์ขึ้นมาแกะ ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยกินหรอก แต่สำหรับผู้ชายที่มีหน้ามีตาในสังคม ของพวกนี้ต้องเลี่ยงให้ไกลหลายร้อยเมตร ไม่ใช่เพราะอ้วน แต่เพราะมันทำลายภาพลักษณ์ผู้ชายไฮโซเสียย่อยยับ ใครจะคิดยังไง ถ้ามาเห็นทายาทอาคานิชิกัดเบอร์เกอร์ง้วบๆเอร็ดอร่อยน่ะ
แต่นั่นคงไม่ใช่เจ้าเด็กตรงหน้า เพราะมันเองก็เคี้ยวเบอร์เกอร์ง้วบๆ ไม่ห่วงภาพลักษณ์ตัวเองเหมือนกัน หน้าตามันก็ดีหรอก แต่มันทำตัวติดดินได้ใจจริงๆ แถมมันก็ไม่สนใจเขาสักนิด พาเขามานี่ เดินอาดๆไปสั่ง แล้วพอได้มาปุ๊บ มันก็กินปั๊บ เออเว้ย เลี้ยงง่ายดีจริงๆ ไม่เห็นผู้หญิงที่เขาเคยพามาเดทด้วยเหรอ
...เอ๊ะ! เดี๋ยวสิ....มันแปลกๆอยู่นะ...ทำไม...ทำไมเขาเอามันไปเปรียบกับสาวๆที่เขาเคยเดทด้วยล่ะ เดทงั้นเหรอ...แล้วนี่เขามาเดทกับมันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ!!
“เป็นอะไร ทำหน้าแต่แปลกๆ” จินเหมือนจะได้ความทรงจำดั้งเดิมกลับคืนมา
ความทรงจำที่ว่า ตั้งแต่แรก เขาไม่ได้ญาติดีกับมัน และตั้งแต่ตอนแรก เขาก็ไม่ได้คิดจะมาทำนั่นทำนี่สองต่อสองกับมัน เฮ้ย!! แล้วกูมานั่งทำอะไรตรงนี้เนี่ย อาคานิชิ จิน ตั้งแต่เช้าก็แหกขี้ตาตื่นขึ้นมาพามันไปเที่ยว แถมพามันไปร้านหนังสือ ขับรถพามันมากินข้าว วะ!! กูเป็นอะไรของกูเนี่ย!! มันเป็นศัตรูไง มันเป็นศัตรู มันทำให้มิกะทิ้งกูไป เพราะงั้นต้องโกรธมันเซ่! ต้องให้มันชดใช้ในสิ่งที่มันทำ!!
...ก็นี่ไง ให้มันชดใช้ด้วยการมาเดทแทนมิกะ...
ไม่ใช่โว๊ย!!~ มันเป็นผู้ชายมันจะมาเดทแทนมิกะได้ยังไง!! หน้าตาก็ไม่ได้ใกล้เคียง นิสัยยิ่งคนละมุมโลก
...แต่มันก็หน้าตาน่ารักเถอะ นิสัยมันก็พอใช้ ไม่ได้ขี้นินทา จุกจิกจู้จี้เหมือนผู้หญิงประเภทต้องห้าม...
ยัง...ยังไงก็ไม่ได้!! ไม่ได้เข้าใจมั้ย!!!
“อาคานิชิ เป็นอะไรรึเปล่า” เสียงคาเมถามย้ำ ให้จินต้องเงียหน้ามอง แล้วพูดเสียงแข็ง
“เปล่า แต่กูกับมึงเป็นศัตรูกัน” ร่างบางนิ่งงัน มองคนพูด แล้วลอบถอนหายใจบางเบา ก่อนจะพยักหน้ารับรู้ ไม่ได้ต่อล้อต่เถียงอะไรออกไป ได้แต่ก้มลงกัดเบอร์เกอร์เงียบๆ
...เออ กูรู้แล้วว่าเป็นศัตรูกัน แต่ใจคอมึงจะไม่ให้กูพักรบกะมึงบ้างสักวันรึไงวะ กูก็เหนื่อยเป็นนะเว้ย...
..................................................
เย็นนั้น จินขับรถมาส่งที่หน้าบ้าน และพอคาเมะลงจากรถปุ๊บ เขาก็กระชากรถขับออกไปทันที คาเมะได้แต่มองตามรถหรูที่เร่งเครื่องจากไป ก่อนจะถอนหายใจด้วยความมึนงงกับอารมณ์เป็นพายุเดี๋ยวมาเดี๋ยวไปของอีกฝ่าย แต่ก็นั่นแหละ คาเมะมีสิทธิ์ถามที่ไหนเล่า เดี๋ยวหมอนั่นตอกกลับมาว่า ‘เป็นศัตรูกัน อย่าสะเออะจะรู้’ คาเมะคงหน้าหงาย ไอ้จุนโนะไอ้โคยามะรับไม่ทันล่ะทีนี้
ร่างบางหมุนตัวเดินเข้าบ้าน ยังไม่ทันจะถอดรองเท้าผ้าใบ คุณแม่คนดีก็ถลาออกมาจากห้องครัวพร้อมใบหน้ายิ้มแป้น
“เป็นยังไงบ้างคาซึยะ” คาเมะเงยหน้ามอง อยากจะบอกนักว่า ก็จะให้เป็นไงล่ะแม่ นอกจากเป็นศัตรูกันน่ะ
“ก็...ดี...” ศัพท์วัยรุ่นคำว่า ‘ก็ดี’ นี่ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย คาซึยะเคยเห็นพี่ชายพูดคำนี้ตั้งแต่หมอนั่นอายุสิบสาม จนตอนนี้เขาที่เอามาใช้ต่อ อายุยี่สิบแล้ว คำนี้ก็ยังใช้ได้แบบ ‘ก็ดี’ เสมอมา
“ก็ดีอะไรเล่า บอกแม่หน่อยสิคาซึยะ ไปเดทเป็นไงมั่งลูก มีจับมงจับมือ กอดกัน อะไรกันมั่งมั้ย” คนลูกได้แต่นึกสงสัยตะหงิดๆว่า ไอ้ ‘อะไรกันมั่งมั้ย’ ในท้ายประโยคของแม่ นี่ต้องการจะถามไปถึงขั้นไหน
“ก็ไปเที่ยวเฉยๆ” ไม่ตีกันตายก็บุญโขแล้ว คาเมะเดินเลี่ยงแม่เข้ามาในห้องครัว แต่คุณนายคาเมนาชิ ไม่เคยปล่อยใครเป็นอิสระ เพราะหล่อนยังตามจิกทึ้งบุตรชายคนเดียวที่สามารถทำให้หล่อนมีลูกเขยได้คนนี้
“ไปเที่ยวเฉยๆนั่นล่ะ ไปไหนมั่ง” สายตาเป็นประกายแวววาว แบบที่คาเมะทายได้ว่าถ้าบอกแม่ว่า ‘เข้าโรงแรมกันมา’ แม่คงกรี๊ดลั่น เอาให้บ้านข้างๆตะโกนด่ากลับมาเป็นแน่แท้
แต่เวลานี้ คาเมะไม่มีอารมณ์จะหยอกแม่เล่น แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไม ถึงรู้สึกแย่ๆ นับตั้งแต่ได้ยินคำว่า ‘กูกับมึง เป็นศัตรูกัน’ ทั้งๆที่มันก็เป็นศัตรูกันมาตั้งแต่ที่คาเมะไปทำให้หมอนั่นต้องเลิกกับแฟน แต่วันนี้ตอนไปเที่ยวกับมัน ตอนนั่งรถ ตอนไปร้านหนังสือ หรือตอนที่คาเมะแกล้งพาเข้าร้านเบอร์เกอร์ คาเมะไม่ได้รู้สึกเลยสักนิด ว่าพาศัตรูเหน็บเอวไปไหนต่อไหน แล้วพอมันพูด คาเมะก็ถึงระลึกได้ ว่าความเป็นจริงมันเป็นยังไง
“แม่ ถ้าบอกความจริง แม่จะโกรธมั้ย” สายตาจริงจังของคนเป็นลูก ทำเอามารดากระดี๊กระด๊าเรื่องว่าที่ลูกเขยคนล่าสุดไม่ออก หล่อนนิ่งไปนิด ก่อนจะย้อนถาม
“ความจริงเรื่องอะไร”
“เรื่องอาคานิชิ”
“ทำไม ลูกกับเขาเป็นอะไรเหรอ”
“ผมกับเขาน่ะ เราไม่ได้เป็นแม้แต่เพื่อนกันด้วยซ้ำ” คาเมะรู้ว่าประโยคนี้ทำร้ายจิตใจแม่มากพอๆกับถ้ารู้ว่า พี่ชายคนโตไปแอบสักที่ต้นขานั่นล่ะ
“ไม่ได้เป็นเพื่อน? หมายความว่ายังไง” ร่างบางสูดลมหายใจเรียกความกล้าที่จะทำร้ายจิตใจแม่ซ้ำสอง คราวนี้มันอาจจะเลวร้ายพอๆกับถ้าแม่รู้ว่า ลูกชายคนนี้ของแม่เคยไปอาบอบนวดกับน้องชายมาแล้ว
“ผมกับเขา....”
“เราเป็นแฟนกันครับ!!” คาเมะอ้าปากบอกยังไม่ทันจบ ก็เหมือนมีเสียงพากษ์ดังแทรก บอกตัวเองว่านั่นไม่ใช่เสียงแหบเป็ดของเขาหรอก แล้วเนื้อหาในประโยค ก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะพูดด้วย งั้นแล้วใครพูดวะ
ทั้งคุณแม่ทั้งคุณลูกหันไปมองที่ต้นเสียง แล้วก็ได้เห็น ผู้ชายที่ชื่อ อาคานิชิ จิน กำลังยืนยิ้มหล่อ พร้อมช่อดอกไม้ในมือ
“ม...ม...หมายความว่ายังไงนะจ๊ะจิน” คราวนี้คุณนายคาเมนาชิไม่มองหน้าลูกชายอีกเลย จ้องแขกผู้มีเกียรติด้วยดวงตาที่มองเห็นเป็นรูปหัวใจสีชมพู
“หมายความว่าเราสองคนตกลงเป็นแฟนกันวันนี้เองครับ” จินยังคงเป็นคนตอบคำถาม แต่คาเมะน่ะใบ้กินตั้งแต่ได้ยินคำพูดหมอนี่รอบแรกแล้ว
...เป็นแฟนกัน เป็นแฟนกัน เป็นแฟนกัน...
...แล้วในร้านเบอร์เกอร์ หมาตัวไหนบอกกูว่าเป็นศัตรูกัน มันใช่ไอ้หมาตัวเดียวกับที่เดินเอาช่อดอกไม้มายื่นให้ตรงหน้า พร้อมสายตาหวานเยิ้มนี่รึเปล่า...
...เอาไงดีคาเมะ เอาไงดี ทางหนีทีไล่ถูกปิดตายเพราะคุณนายคาเมนาชิยืนยิ้มแก้มปริอยู่ข้างๆนี่ แถมตรงหน้าคือไอ้ยักษ์สถาปัตย์ที่เคยประกาศโต้งๆว่ากู ศัตรูคู่อาฆาตของมึง ส่วนข้างหลังคือเคาท์เตอร์ห้องครัว...
…ซ้ายไม่รอด ขวาไม่รอด อย่าว่าข้างหน้าเลย ข้างหลังก็ติดแหง็ก...
แล้วถ้ามันเป็นอย่างนี้ ก็แสดงว่ากูหนีมันไปไหนไม่พ้น ยกเว้นว่าต้องรับช่อดอกไม้กลิ่นทะลักพวกนี้ไว้ก่อนงั้นสิแล้วถ้ารับไว้แล้ว มันจะปล่อยให้หนีมั้ย สายตามันหวานเชื่อม แต่มีแววบอกว่า ‘ถ้าไม่รับดอกไม้มึงตาย หรือถ้ารับแล้วมึงหนี มึงจะตายหนักกว่า’
...ซวยล่ะสิกู วิ่งไม่ทันอีกแล้วงานนี้...
กูขอเปลี่ยนชื่อเรื่องดีมั้ย ลูกผู้ชายตัวจริง วิ่งไม่ทันตั้งแต่เจอมัน อาคานิชิ จินนนนนนนนนนนนน!!!!!!!
To Be Con
.....................................................
| หน้าแรก |

