FIC : คำเตือน ภาคพิเศษ
JIN X KAME
By Dezair
.........................................


คณะเศรษฐศาสตร์วันนี้ครึกครื้นกว่าทุกวัน เพราะนิสิตปีสามถูกเรียกมารวมพลเพื่อร่วมประชุมตกลงคอนเซ็ปต์งานของซุ้มปีสามสำหรับงานเศรษฐศาสตร์ แฟร์ที่จะจัดในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้า แน่นอนว่ากำหนดการนั้นรู้ตั้งแต่เมื่อห้าเดือนก่อนแล้ว แต่นัยว่าชอบทำอะไรแบบหางจุกตูด เลยดองงานจนมาถึงวันนี้ ที่เหลือเวลาอีกยี่สิบวันนิดๆ กับโครงงานว่างๆ ที่ยังไม่มีแม้แต่ไอเดีย




ประเด็นแรกที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกัน คือเรื่องละครเวที ตอนงานเลี้ยงสิ้นปีที่ผ่านมา พวกเขาทำเอารุ่นพี่รุ่นน้องฮือฮามาแล้วกับสโนว์ไวท์เวอร์ชั่นน้องห่าม แบบที่พระเอกทำได้แค่ยืนประกอบฉาก เพราะสโนว์ไวท์คนงามจัดการกับแม่มดใจร้ายด้วยสองเท้าของตัวเอง!



นอกจากฮือฮา ยังเกิดเป็นข่าวลือไปทั่วมหา’ลัย ว่าเศรษฐศาสตร์ปีนี้ มีสโนว์ไวท์ที่น่ารักโคตรๆ



และด้วยว่าต้องแบกรับความคาดหวังอันใหญ่หลวงของคนทั้งคณะ รวมถึงหนุ่มๆนอกคณะ นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์รุ่น 60 แซยิดพอดีเป๊ะ รุ่นนี้ จึงตัดสินใจจะเอาสโนว์ไวท์มารีเมคอีกครั้ง แต่เติม ภาค 2 ไปข้างหลังด้วย



ทันใดนั้นเอง เสียงโวยของไอ้คนต้องรับบทเป็นสโนว์ไวท์ก็เลยดังลั่นแบบที่ฟังดูรู้ว่าเจ้าตัวไม่ยินดีนัก กับการรับบทสำคัญครั้งนี้





“สโนว์ไวท์นะโว๊ย~!! ไม่ใช่แฮร์รี่ พอตเตอร์ จะได้มีภาค 2 ภาค 3 บ้าเปล่าวะ!!” คาเมนาชิ คาซึยะ ยังคงห่ามเสมอต้นเสมอปลาย ด้วยการนั่งสูงกว่าใครเพื่อน คือการนั่งบนโต๊ะ เอาเท้าวางบนเก้าอี้ว่าง แล้วโยกเล่น ในขณะที่เพื่อนอีกหลายคนต้องหาที่สิงตามพื้น ตามเก้าอี้ที่มีน้อยนัก และมีบางพวกต้องยืนเอา พวกนั้นคือพวกไหน ก็พวกที่ชื่อ อาคานิชิ จิน เจ้าของเก้าอี้ที่ถูกคาเมะเอาไปใช้โยกเล่นน่ะสิ



“ทำไมจะมีภาค 2 ไม่ได้วะ ก็ภาคที่แล้วแม่มดยังไม่ตายนี่หว่า ตอนตกเหวดันคว้ากิ่งไม้ไว้ทัน” หัวหน้ารุ่นอย่างไอ้เรียว เพื่อนรักร่วมกลุ่มให้เหตุผลหน้าตาย คาเมะเลยเซ็งสนิท ลองเป็นว่าตัวร้ายยังไม่ตายแบบนี้ นางเอกอย่างสโนว์ไวท์ก็สุขีสโมสรไม่ได้ว่างั้น



“เพราะงั้นมึงเล่นอีกรอบนั่นแหละ สบายอยู่แล้ว คะแนนนิยมมึงเยอะจะตาย”



“อ้อ!! เลือกกูเพราะกูคะแนนนิยมเยอะเหรอ!! นึกว่าเลือกเพราะว่ากูขาวซะอีก!!” ไม่มีใครต่อล้อต่อเถียงไอ้คาเมะที่รู้กันดีว่ามันแค้นแบบเกิดสิบชาติไม่จบ ก็จะอะไรที่ทำให้มันแค้น ถ้าไม่ใช่เหตุผลโง่ๆของไอ้เรียวคราวที่แล้ว ที่ให้เหตุผลตอนเลือกมันเป็นสโนว์ไวท์ว่า




‘เพราะมึงขาว มึงต้องเป็นสโนว์ไวท์’ ทุกคนยังจำได้ ว่าไอ้ห่ามมันโวยซะลั่น จนไอ้จินต้องลากมันไปเก็บ แต่ถึงจะลากมันไปแล้ว มันก็ยังทิ้งคำด่าเอาไว้ให้ระคายใจเล่นนั่นแหละ




‘ไอ้จั๊ดง่าว!!! สโนว์ไวท์ มึงต้องเลือกจากผู้หญิงโว๊ย!!! ไม่ใช่เลือกจากคนขาว!!!!’



…………………



ไอ้คาเมะมันเป็นสโนว์ไวท์ได้ไม่แย่นักหรอก




อาคานิชิ จิน ที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นพระเอกในชีวิตของไอ้ห่าม ได้แต่ยืนอยู่นอกวง แล้วมองเข้าไปยังมุมห้องด้านหนึ่ง ที่ถูกใช้เป็นมุมสำหรับซ้อมละครเวที เห็นคนตัวเล็กแต่เจ้าอารมณ์กำลังปวดหัวอยู่กับบทที่ไปไกลกว่าสโนว์ไวท์ฉบับออริจินัลมากนัก




แน่ล่ะ เพราะถ้าสโนว์ไวท์ต้นฉบับ มีฉากที่ นางเอกเอาแอปเปิ้ลอาบยาพิษยัดปากแม่มดเป็นการแก้แค้นล่ะก็ นิทานเรื่องนี้คงไม่ถูกเอาขึ้นไปเล่าให้เด็กๆฟังก่อนนอนอีกเลย เพราะมันติดเรท PG 13




“ไม่อยากเป็นพระเอกรึไง กูไปขอเปลี่ยนตัวกับไอ้ชิโรตะให้เอามั้ย” บทพระเอก เจ้าชายไร้น้ำยา ตกเป็นของไอ้ลูกครึ่งฝรั่งหัวน้ำตาลอย่าง ชิโรตะ ยู



จินหันมามองโคคิ แล้วส่ายหน้าไปมา ก่อนจะก้มลงตัดกระดาษสำหรับทำฉากต่อไป แต่ก็ทำได้ไม่นานนัก เพราะไอ้เรียวเปิดประตูเข้ามาเรียก



“จิน โคคิ จิมมี่ พวกมึงไปช่วยกันยกข้าวกล่องหน่อย” ยังไม่ทันที่กรรมกรทั้งสามจะลุก ใครบางคนที่หูไวก็ร้องเสียงลั่น



“ข้าว~~~~~~” คาเมะหน้าตาสดใส เตรียมจะโผออกจากห้องไปตามคำว่า ‘ข้าว’ จริงๆ แต่ถูกโคยามะผู้กำกับที่ต้องคอยกำกับทั้งบท ทั้งนักแสดงอย่างคาเมะคว้าคอเสื้อไอ้ห่ามไว้เสียก่อน



“มึงซ้อมฉากนี้ให้เสร็จก่อน ไอ้น้องห่าม!! ห่วงแต่กินนะมึง!!” จินหันกลับมายิ้มขำ คาเมะที่ทำได้แค่โวยวายโหวกเหวกไปไหนไม่รอด เพราะถูกดึงเสื้อเอาไว้มองเห็นรอยยิ้มที่เจ้าตัวเห็นว่ามันเป็นการเยาะเย้ยอย่างที่สุด



“แม่ง!!! ไอ้จินมันหัวเราะเยาะกู!!!” คาเมะถูกยึดแค่เสื้อ แต่มือเท้ายังว่างพอจะยกขาขึ้นมาถอดรองเท้าแล้วปาไล่หลังไอ้คนที่รีบตามจิมมี่ออกไปก่อนจะกลายเป็นเป้าให้รองเท้าบิน



“รีบใส่ตีนหมาไปเอาข้าวมาให้กูเลยนะ!!!”



อ่า...ได้ข่าวว่า คนที่ไอ้คาเมะมันเขวี้ยงรองเท้าใส่ เป็นผัวมันไม่ใช่รึไง



...ไอ้ห่ามมันกล้า หรือไอ้จินมันกลัวเมียวะ...



...................




และพอข้าวมา มันก็เงียบ จินมองคนสิ้นฤทธิ์ที่ตักข้าวเข้าปากด้วยความหิว รู้ว่าหิว รู้ว่าเหนื่อย ก็มันไม่ได้พักเลย แถมซ้อมที ก็เห็นแต่มันบ้าพลัง เลยแบ็ตหมดเร็วกว่าคนอื่น ร่างสูงไปหยิบน้ำมาวางไว้ให้ แต่คาเมะไม่ว่างพอจะเงยหน้าขึ้นมาขอบคุณ ได้แต่ผงกหัวหงึกหงัก ซึ่งคงเป็นเพราะคบกันมาตั้งสามปี จินเลยพอจะเดาออกว่าท่าทางแบบนั้นคือท่าทางขอบคุณของมัน



“ค่อยๆกินก็ได้ เดี๋ยวก็ติดคอหรอก” แล้วก็นาทีนั้นเอง ที่คาเมะไอโขลกเพราะข้าวลงคอไปแบบยังไม่ทันเคี้ยว จินรีบแกะขวดน้ำส่งให้ร่างบางดื่ม ก่อนจะเข้าไปช่วยลูบหลังแบบที่เรียกเสียงเป่าปากวิ้ดวิ้วจากเพื่อนๆในห้องได้ไม่ยาก คาเมะกลืนน้ำลงคอ จนข้าวลงกระเพาะไปแล้ว เลยหันมาใช้เท้าถีบจินให้ออกห่าง ตัดเสียงวิ้ดวิ้วได้ชะงัด



“มึงแช่งกู ติดคอเลยเห็นมั้ย ไปเอามาให้กูอีกกล่องเลย”




“มั่วแล้วไอ้คาเมะ!! เขาให้กินกันคนละกล่องเว้ย!!!” จิมมี่ที่ไปแบกข้าวมาให้เพื่อนๆผู้หิวโหยร้องบอกทันที ทำเอาคาเมะเหี่ยวทันใด วางกล่องข้าวที่ใกล้จะหมดลงกับพื้น ก่อนจะถกเสื้อขึ้นโชว์หน้าท้องแบนราบเป็นหลักฐาน




“แต่กูยังไม่อิ่ม”



“ไอ้ท้องมาร!!!” ชิโรตะโวย แต่ก็ต้องหุบปากเงียบสนิท เมื่อไอ้จินยกกล่องข้าวตัวเองให้เป็นของไอ้คนที่กินเกือบจะหมดแล้วหนึ่งกล่องแต่ยังไม่อิ่ม




“มึงกินแล้วเอาเสื้อลงซะ จะโชว์รอยจูบกูบนท้องมึงให้คนอื่นดูอีกเท่าไหร่” จินบอกเสียงเรียบ ยกกล่องข้าวตัวเองให้คาเมะไปแล้วก็กลับไปนั่งทำงานที่ได้รับมอบหมายต่อ




...ส่วนไอ้คาเมะ....




ชิโรตะ จิมมี่ โคยามะ โคคิ ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนี้ อยากจะมอบมะเหงกเป็นรางวัลไอ้ห่ามนั่นจริง เพราะนอกจากดูท่าทางมันจะไม่ซึ้งกับการเสียสละของไอ้จินแล้ว ไอ้คาเมะยังยิ้มกว้างเหมือนได้ชัยชนะมาอยู่ในมือ แถมกระซิบกระซาบบอกพวกเขาอีกว่า



“ที่ท้องกูอ่ะ ยุงกัด ไอ้จินไม่มีปัญญาทำหร้อก!!!!”



ห่ามตลอดศก แม้จะมีผัวแล้ว เอากับมันเถอะ.....



........................................................



การซ้อมละครเวทีเรื่องสโนว์ไวท์เวอร์ชั่นวิบัติ ภาค 2 ดำเนินต่อไปเรื่อยๆแบบขาดๆเกินๆ บางวันคนขาด บางวันคนเกิน คนขาดยังพอเข้าใจได้ ว่าเป็นเพราะติดเรียน ติดงาน ติดธุระ ติดขี้เกียจ(ซึ่งดูเหมือนจะมีอยู่คนเดียวที่ติดขี้เกียจ) แต่ไอ้ตอนคนเกินเนี่ยสิ ผู้กำกับอย่างโคยามะปวดหัวยิ่งกว่า เจ้าชายขอตายตอนจบ สโนว์ไวท์เถื่อน หรือแม้แต่แม่มดอยากเด่นเสียอีก




“น้องครับ!! ที่นี่มันห้องซ้อมของปีสาม น้องมากันทำไมครับ” จุนโนะที่ปกติต้องตะเวนขายตั๋วชมละครเวทีสำหรับบุคคลภายนอกคณะ ถูกเรียกมาเปลี่ยนหน้าที่โดยด่วน อาศัยตัวสูงหน้าเซ่อ มายืนปฏิเสธแฟนคลับไอ้ห่าม ที่ทำเนียนจะเดินเข้าห้องซ้อมเรื่อย



“เอ๊ะ! ผมนึกว่าปีสอง” มันยังทำซื่อพยายามชะเง้อข้ามไหล่จุนโนะไปยังประตูกระจกด้านหลังที่มีม่านปิดมิดชิด ไม่เห็นอะไรอยู่ดี นอกจากแสงที่ลอดออกมาบอกให้รู้ว่ามีคนใช้อยู่ภายใน




“ปีสามครับ เข้าใจถูกแล้ว ก็กลับไปได้แล้ว” พวกมันมองหน้ากันก่อนจะยอมล่าถอยไปแต่โดยดี ให้จุนโนะถอนหายใจเฮือก ไอ้ห่ามมันเสน่ห์แรงเหลือเกิน ดีแค่ไหนที่ยืนเฝ้าอยู่นี่ ถ้าไม่มีเขา ป่านนี้ไอ้เด็กพวกนั้นมันเปิดประตูเข้าไปกันแล้ว



ปึ้ก!!!! ร่างสูงสะดุ้งโหยง สะท้านไปทั้งตัว เมื่อประตูที่อยู่ด้านหลังถูกดันเต็มแรงมากระแทกเขา



“ไอ้คาเมะ!!” ไม่มีใครหรอก ถ้าไม่ใช่ไอ้สวยทรามนามว่าคาเมนาชิ คาซึยะ ดูแค่นิสัยเปิดประตูมันแบบไม่ห่วงคนยืนใกล้ๆ ก็พอจะรู้ว่ามันทรามแค่ไหน



“อ้าว โดนมึงเหรอ” ใครคาดหวังจะได้คำขอโทษจากมัน ลืมไปได้เลย



“แล้วมึงจะไปไหนเนี่ย” ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือที่บอกเวลาเกือบจะทุ่ม ก่อนจะเงยหน้าถามด้วยความสงสัย ไม่ใช่เวลาพักแน่ๆ เพราะเพิ่งจะพักทานข้าวเย็นไปเมื่อหกโมงเอง



“ไปฉี่ กูปวดจะตายอยู่แล้ว ไอ้โคยามะแม่งไม่ยอมปล่อยกูออกมาสักที บังคับให้กูซ้อมให้จบฉากห้า ห้ามไปไหนทั้งสิ้น กูเลยต้องบอกไอ้จินว่าให้มันเตรียมไม้ถูพื้นรอกูฉี่ราดด้วย ไอ้ตี่หน้าแมวถึงยอมปล่อยกูออกมา” ฟังมันเล่าแล้ว จุนโนะก็เหมือนจะนึกออกเป็นฉากๆ ว่าตอนไอ้คนตัวบางมันขู่ห่ามๆ ให้ไอ้จินเตรียมไม้ถูพื้น หน้าตามันเป็นยังไง เขามองตามไอ้คนที่วิ่งปร๋อไปห้องน้ำ แล้วถอนหายใจยาวอีกรอบ ไอ้จินมันชอบของแปลกเอง หรือเพราะว่าคาเมะมันมีอะไรดีหลบในที่ใครก็มองไม่เห็นวะ



“คาเมะล่ะ” ประตูเปิดออกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มีมารยาทกว่าเมื่อกี้เยอะ อ้อ...ไอ้จินนั่นเอง



“ห้องน้ำ” แล้วก็โบ้ยไปสุดทางเดินของระเบียงที่ทอดตัวยาว ห้องน้ำกับห้องซ้อมของปีสามอยู่คนละมุมตึกที่เชื่อมกันด้วยระเบียง ซึ่งมีทางออกสองทาง ไม่ว่าจะเป็นฝั่งห้องซ้อม หรือฝั่งห้องน้ำ จินกลัวใจไอ้ห่ามจอมขี้เกียจมันจะเลยออกไปไกลกว่าห้องน้ำนั่นแหละ



“หวังว่าคงไปแค่ห้องน้ำ” เขาพึมพำก่อนจะเดินไปตาม ทิ้งจุนโนะให้มองตามหลังเพื่อนสนิท



...................................................




แล้วก็จริงดังคิด จินถอนหายใจเฮือก เมื่อเห็นร่างบอบบางนั่งเลียไอศกรีมแผล่บๆอยู่ข้างทางออกของระเบียงหน้าห้องน้ำ มันกินไม่สนใจใคร ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น แม้จะมืด และมีแค่ไฟจากเสาที่ตั้งกระจายกันอยู่ในลานจอดรถด้านข้าง



เสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามาใกล้ ทำให้คนกำลังสุขใจกับไอศกรีมต้องหันมอง ก่อนจะยิ้มเหมือนรู้ทัน แล้วส่ายหัวไปมา หันกลับไปเลียไอศกรีมต่อ



“คิดแล้ว ว่ามึงต้องตามกูออกมา” ร่างโปร่งพูด ก่อนจะหยิบไอศกรีมอีกอันที่ยังไม่ได้แกะ และวางแหมะอยู่ข้างกาย ยื่นให้คนที่ยืนค้ำหัวอยู่ตรงหน้า



“กินดิ กูซื้อมาสองอัน” มาแปลก ที่ไอ้คาเมะคิดจะมีน้ำใจแบ่งปัน จินหรี่ตามองอย่างจับผิด จนคาเมะต้องถอนหายใจ



“กินเหอะหน่า ไม่ได้ติดสินบนอะไรมึงหรอก” ยัดไอศกรีมที่กำลังเลียเข้าไปอมในปาก ก่อนจะใช้มือข้างหนึ่ง ดึงมือจินมาแบ แล้ววางไอศกรีมที่ยังไม่ได้แกะลงไป ชายหนุ่มรับมา ก่อนจะยอมแกะถุง และทันทีที่แกะ ไอ้ตัวเล็กมันก็พูดขึ้นหน้าตายๆ




“ตอบแทนข้าวกล่องเมื่อวันนั้น กูกะมึงไม่ติดค้างกันแล้ว” เอากับมันสิ จินทรุดกายลงนั่งยองข้างๆ แล้วหยิบไอศกรีมขึ้นมาอมได้คำเดียว ก็แทบจะคายทิ้ง เพราะรสชาติเปรี้ยวจี๊ดวิ่งขึ้นหัว ไอ้คาเมะมันชอบกินเปรี้ยว และกินเปรี้ยวมากแบบที่มะนาวก็คงอยากเรียกมันว่าพ่อ




“ไม่อร่อยเหรอ มา...กูกินแทน” มันร้ายจะตาย ให้เขาแล้วยังจะมาขอคืนหน้าตาเฉย จินยกแขนหนีมือที่เอื้อมมาจะคว้าไอศกรีมคืน ไอ้คนเจ้าเล่ห์เลยได้แต่เอื้อมค้าง ก่อนจะทำเนียนไม่สนใจ ยักไหล่แล้วหันไปเลียไอศกรีมของตัวเองต่ออย่างสบายอารมณ์ จินยังไม่ละสายตาหนีไปไหน เขามองเสี้ยวหน้าด้านข้าง แล้วนึกถึงตอนไปตามมันกลับมาจากบ้านเกิด นึกถึงตอนที่มันยอมตกลงจะคบกับเขา แต่ถึงอย่างนั้น ทุกวันนี้มันก็ยังทำตัวแบบเดิม




เวลาไปไหนมาไหนกันแค่สองคน มันจะถามทันที ‘ไอ้จุนโนะล่ะ?’ ‘ไอ้โคคิล่ะ?’ ‘ไอ้นั่นล่ะ ไอ้นี่ล่ะ’ และหนักสุดถึงกับเล่น ‘แล้วไอ้ชิโรตะเมียมึงล่ะ?’ แน่นอนว่าจินหมดอารมณ์เที่ยว ลากไอ้ตัวดีกลับบ้าน แล้วตอบคำถามของมันด้วยร่างกายว่าใครกันแน่นที่เป็นเมียเขา แต่ก็เท่านั้น คาเมนาชิ คาซึยะทุกวันนี้ก็ยังสำนึกไม่ได้สักที



“มองไร กูไม่ใช่ปลากัด อย่าหวังผสมพันธุ์กับกูด้วยสายตา” ปากมันก็ยังทรามไม่เปลี่ยน จินนึกหมั่นไส้กลีบปากสีแดงฉ่ำ จนต้องยื่นหน้าเข้าไปจูบหนักๆ ชิมรสชาติไอศกรีมที่มันเลียเล่น (แต่ละลายหยดลงพื้นเป็นส่วนใหญ่) ชายหนุ่มละเลียดเก็บเกี่ยวรสชาติบนริมฝีปากจนรับรู้ถึงรสนมที่เคลือบบางๆ ไม่ใช่รสญาติน้ำส้มสายชูเปรี้ยวจี๊ดเข็ดฟันที่มันให้เขา ร่างสูงผละออกมา



“ไอติมกูละลายหมด” มันโวยเล็กๆ แล้วลุกขึ้นโยนไม้ไอศกรีมเปล่าทิ้งใส่ถังขยะที่ตั้งอยู่ไม่ไกล แน่นอนว่าไอ้คาเมะมีดีแค่ฝีเท้าเตะฟุตบอล ไอ้เรื่องใช้มือโยนเลยไม่ถนัด ไม้ไอศกรีมชนขอบถัง กระเด็นตกลงมาที่พื้นแบบที่คนหวังทำเท่ห์ต้องหงุดหงิด แล้วมันจะเดินเข้าไปเก็บไม้ไอศกรีมมาทิ้งมั้ย? คาเมนาชิ คาซึยะไม่ได้รักสะอาดมากขนาดนั้น



“ไปซ้อมต่อได้แล้ว เดี๋ยวคืนนี้ก็ได้กลับตีสามหรอก” จินบอก จำใจยกไอศกรีมในมือขึ้นมาเลีย



“สองทุ่มกูก็กลับล่ะ ใครจะอยู่ถึงตีสามวะ” มันว่าอย่างนั้น แต่จินนึกเถียงในใจว่า หนึ่งทุ่มสี่สิบห้ามึงก็สะพายกระเป๋าแล้ว




เขาไม่พูดอะไรอีก กลั้นใจรูดไอศกรีมเข้าปาก เพื่อเดินเอาไม้ไปทิ้ง และกะจะเก็บไม้ของไอ้ห่ามที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นด้วย แต่ไม่ทันจะได้ขยับ มือเล็กก็ฉวยข้อมือเขาไว้ ก่อนที่มันจะยืดตัวขึ้นมาจูบ จินจำได้ว่าครั้งแรกที่พวกเขาจูบกัน แบบที่ต่างฝ่ายต่างยินยอมพร้อมใจ ไอ้คาเมะมันยังไม่อุกอาจถึงขนาดนี้เลย แต่ครั้งนี้มันปีกกล้าขาแข็ง ถึงขนาดฉกลิ้นเข้ามาขโมยไอศกรีมในปากเขา แถมยังกลับมาหยอกล้อรัดลิ้นเขาให้น่าจับมันกดตรงนี้นัก แต่...แค่เสี้ยววินาที มันก็ถอยห่าง



“กูเตือนมึงเอาไว้ ทีหลังกูสั่งอะไรต้องตามใจกู” มันว่าอย่างนั้น ทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ เคี้ยวไอศกรีมในปากอย่างมีความสุข ก่อนจะเดินหนีจากไป แบบที่จินได้แต่ก้มลงมองเสื้อตัวเอง เห็นคราบไอศกรีมเป็นปื้นก็ส่ายหน้า




“เลอะเสื้อกูอีก”


...........................................................



ในขณะที่คาเมะต้องซ้อมละครเวทีอย่างเอาเป็นเอาตาย (คนที่เอาเป็นเอาตายคือ โคยามะ ชิโรตะ และคนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ส่วนคาเมะชิลด์เป็นเรื่องปกติ และยิ่งทำตัวชิลด์มากขึ้น เมื่อเห็นเพื่อนเครียด)



ฝ่ายจินเองก็ต้องเร่งทำฉากหลังไม่ต้องหลับต้องนอน แทบจะกลายเป็นศพหมู่ร่วมกับโคคิและจิมมี่อยู่แล้ว ไอ้เรียวก็ใช่จะงานน้อยเสียที่ไหน เป็นหัวหน้ารุ่นเลยยิ่งวุ่นกว่าใคร วิ่งเข้าห้องประชุมไม่เว้นแต่ละวัน ไอ้ยูอิจิที่อยู่ฝ่ายเสื้อผ้ายิ่งแล้วใหญ่ มันบ่นแล้วบ่นอีกว่าไม่ได้เจอยามะพีแฟนรักมาหลายวัน จนจมูกเหี่ยวลงเรื่อยๆตามกำลังใจในการดำรงชีวิต ส่วนไอ้จุนโนะที่ถูกโยกมาเฝ้าประตู ต้องเปลืองน้ำลายมากขึ้นทุกวัน ยิ่งใกล้วันแสดงมากเท่าไหร่ ไอ้พวกชมรวมคนรักเต่าห่าเหวอะไรนั่น ก็ยิ่งแห่แหนกันมารอหน้าห้องซ้อม ไม่รู้จะรักจะหลงจะเทิดทูนอะไรนักหนา




และจากการทำงานแบบห่ามรุ่งห่ามค่ำของทุกฝ่าย สุดท้าย ก็มาถึงวันแสดงจริง อันเป็นส่วนหนึ่งของงานเศรษฐศาสตร์ แฟร์



“นมกูสองข้างไม่เท่ากัน!! ไอ้ยู!! กูบอกให้มึงไปซื้อซาลาเปามายัด เอาเศษผ้ามาใส่แล้วมันเหี่ยว” เสียงสโนว์ไวท์ที่ต้องเสริมนมดังลั่น เมื่อภาพบนกระจกสะท้อนให้เห็นว่าหน้าอกหน้าใจนั้นมีขนาดไม่เท่ากัน แถมยังยานอีกต่างหาก



“เออๆ...เฮ้ย! ชินโง มึงไปซื้อซาลาเปามา 2 ลูกดิ...เอ้อ~! กูว่าเอามา 4 เลยดีกว่า”



“บอกมันเอาไส้หมู กูไม่กินถั่ว” คาเมะเสริม ทำเอายูอิจิห้องหันมาเขกหัว



“ไม่ใช่ให้เอามากิน!! อายะ แต่งหน้ามันเลย” ว่าแล้วก็ไปบอกเพื่อนร่วมรุ่นที่สแตนด์บายรอพร้อมเครื่องสำอางจำนวนมากประหนึ่งเปิดบู้ทขาย คาเมะเห็นแล้วขยาด ถ้าต้องโดนโบ๊ะทุกอย่างที่อยู่ในกระเป๋านั่น เขาคงเหมือนรูปปั้นฉาบปูนแหง



“กูขอสวยธรรมชาติไม่ได้เหรอ” อายะยิ้มหวาน แต่ตอบเข้ม



“ไม่ได้ค่ะมึง เพราะธรรมชาติของมึงไม่ได้เรื่องเลย!!” มีเพื่อนเป็นลิงทโมน สาวๆคณะเศรษฐศาสตร์เลยต้องดุเข้าว่า หล่อนจิกตาใส่จึ้กเดียว คาเมะก็ศิโรราบยอมให้แต่งหน้าทำผมแต่โดยดี แต่งหน้าได้สักพัก ซาลาเปาสี่ลูกก็มาถึง ควันฉุยออกมาจากถุงบอกให้รู้ว่านึ่งกันมาใหม่ๆ ถ้ากินตอนนี้จะอร่อยมาก แต่คาเมะถึงกับตาโตรีบยกมือกอดอกตัวเอง



“เอาไปเป่าพัดลมเลยนะมึง!! ร้อนขนาดนี้ยัดลงไป นมกูสุกพอดี!!” แล้วไอ้สโนว์ไวท์เลือกมาก ก็ได้ตามความต้องการอีกครั้ง ลองว่าถ้าเรื่องนี้มันแสดงเป็นก้อนหิน ต้นไม้ที่ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด ยูอิจิจะถีบส่งมันออกจากห้องจริงๆ



ชั่วโมงต่อมา สโนว์ไวท์ก็พร้อมสรรพทั้งเสื้อผ้าหน้าผมและอกคัพโตผลพวงจากซาลาเปาสี่ลูก ผมที่เคยกระเซอะกระเซิงถูกเก็บเรียบด้วยวิกผมสั้นสีดำสนิท คาดทับด้วยมงกุฎดอกไม้ช่อเล็กๆ หน้าที่เคยมันแผล่บอันเกิดมาจากมันซกมกเอง หรือเหงื่อออกง่าย(ตามที่มันอ้าง) ถูกแต่งเติมเสียใหม่ด้วย สารพัดเครื่องสำอาง เสื้อผ้าที่เคยโกโรโกโส รีดมั่งไม่รีดมั่ง กลายเป็นชุดเจ้าหญิงสีขาวสะอาดยาวกร่อมเท้า (คาเมะประกาศเด็ดขาดว่าไม่ใส่ชุดสโนว์ไวท์ของแท้ที่ ช่วงบนสีน้ำเงิน ช่วงล่างสีเหลือง มีผ้าคลุมไหล่สีแดง ซึ่งเจ้าตัวบอกว่ามันคัลเลอร์ฟลูเอามากๆ)




ทุกอย่างพร้อมแล้ว จะขาดก็แต่...รองเท้า...




“ไอ้จินขับมอไซค์ไปเอาจากบ้านมิกิมาให้แล้ว” โยโกยามะที่กำลังวุ่นอยู่กับการช่วยชิโรตะแต่งตัวหันมาตะโกนบอก มือยังยุ่งพันกันเป็นระวิง คนอื่นๆในห้องก็ยุ่งพอกัน มุมอุปกรณ์เสริมก็โล้งเล้งถามหานั่นหานี่ มุมฉากหลังก็ยังเสร็จไม่ดี เก็บงานกันวุ่นวาย ภายในห้องเสียงดัง ฟังไม่รู้เรื่องสักคำ จนคาเมะยังปวดหัว มองไม่ออกว่าใครเป็นใคร เพราะเห็นมันอยู่ตรงนี้แปบๆ เดี๋ยวก็ไปโผล่ตรงอื่นแล้ว



“โยโก กูเอารองเท้ามาให้แล้ว” ร่างสูงๆโผล่เข้ามาให้ห้อง ตรงมุมที่โยโกกำลังแต่งตัวให้ชิโรตะพอดี




“มึงเอาไปให้ไอ้คาเมะนู่น” จินเลยต้องมองหาคาเมะ และก็เห็นเจ้านั่นกำลังยืนหมุนซ้ายหมุนขวาอยู่หน้ากระจก มันกัดปากเหมือนไม่มั่นใจ เอาเข้าจริงๆแล้ว จินก็รู้ว่ามันออกจะตื่นๆอยู่บ้าง ถึงจะเคยรับบทนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง



และครั้งนี้ มันก็สวยเหมือนครั้งนั้น ครั้งที่เขาตกหลุมรักมัน เพราะฉากมันแสดงเป็นสโนว์ไวท์ร้องไห้วอนขอชีวิตจากนายพราน




ร่างสูงเดินเข้าไปหา แต่เจ้านั่นไม่รู้ตัวสักที จนเขาต้องพูด




“หมุนไปหมุนมาแบบนั้น เดี๋ยวกระโปรงก็ไปเกี่ยวอะไรเข้าหรอก” เขาว่าอย่างนั้น ก่อนจะวางรองเท้าลงบนพื้น ส้นสูงสีขาวมีเชือกรัดข้อเท้าประดับด้วยเลื่อมวาวและดอกไม้ผ้า เหมาะกับชุดสีขาวที่มันรีเควสเองว่าต้องเป็นชุดโทน ขาว เทา ดำ เท่านั้น( ‘ไม่งั้นก็สีซีเปีย ถ้ามึงหาได้’ ไอ้คาเมะมันว่างี้) พวกไอ้ยูอิจิเลยเอาชุดแต่งงานมาให้มันใส่เสียเลย และไอ้ชุดนี้ มันก็พาลจะทำให้คาเมะดูสวยบอบบางเสียด้วย แต่ถึงอย่างนั้น จินก็ชอบไอ้คาเมะที่ใส่กางเกงยีนส์ เสื้อกล้าม ลากแตะมากกว่า




“กูไม่ได้ซุ่มซ่ามขนาดนั้น” อย่างน้อย เสื้อผ้าอย่างที่ว่ามา ก็เหมาะกับคำว่า ‘กู’ ของมันมากกว่า




“ใส่รองเท้าซะ” จินยังนั่งยอง เงยหน้าบอกคนร่างเล็ก คาเมะต้องรวบชายกระโปรงขึ้น แล้วสอดเท้าเข้าไปในรองเท้าส้นสูง ขณะจะก้มลงไปรัดสาย ก็ปรากฏว่ามือใหญ่แย่งไปทำเสียนี่ ร่างโปร่งมองคนช่วยอย่างเงียบๆ แล้วรู้สึกถึงบรรยากาศบางอย่างที่ลอยวนอย่างเบาบาง มันออกจะเป็นบรรยากาศที่หวานอยู่นิดๆ เป็นบรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกว่ามีแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น



คาเมะปล่อยให้อีกฝ่ายทำให้ จนเสร็จเรียบร้อย มันจึงลุกขึ้นยืนตามความสูง และนั่นทำให้คาเมะมองเห็นแผลสดใต้ตาขวา มันยังสด ยังมีเลือดซึม ร่างโปร่งรีบหันไปดึงทิชชู่จากโต๊ะใกล้ๆมาซับให้



“โดนอะไรมา” จินสะดุ้งเล็กๆ กับความเจ็บแปลบที่ปากแผล



“ตอนติดฉาก อุปกรณ์มันหล่นใส่” ใบหน้าหวานสวย ใกล้แค่คืบ จินมองเห็นริมฝีปากแดงมันวาวจากลิปกลอส ยิ่งชวนให้น่าสัมผัสจนใจสั่น ร่างสูงอยากเข้าไปกอด อยากแสดงความเป็นเจ้าของกับริมฝีปากนี้ แต่...คาเมะต้องแสดงละครเวทีตอนสิบโมง...



“หน้าอกนี่เอาอะไรยัด” ถามโพล่งออกไปเพื่อขจัดบรรยากาศเป็นใจ คาเมะถึงกับนิ่ง มือที่กำลังใช้ทิชชู่เช็ดแผล ถึงกับทิ้งลงข้างกาย เมื่ออยู่ดีๆ มู้ดที่ชวนให้หวานในอารมณ์เมื่อกี้มลายหายไปในอากาศ เขาถอยออกมาแล้วเหลือบมองคนถามอย่างไม่สบอารมณ์



“ซาลาเปา!! ไว้แสดงจบแล้วจะแบ่งมึง!!!”



แล้วเจ้าสโนว์ไวท์คนงามก็เดินกระแทกเท้าตึงตังไปอีกมุมห้อง แบบที่แม้แต่ตัวเองยังอดสงสัยไม่ได้ ว่าอารมณ์เสียจินเรื่องอะไร


......................................................



วันนี้สโนว์ไวท์ของคณะเศรษฐศาสตร์ทั้งโหด ทั้งดุ ไม่รู้ใครทำอะไรให้ไม่พอใจ ที่รู้ๆคือสโนว์ไวท์ยิ้มยากเหลือร้าย แถมยังเตะเป็นเตะ ถีบเป็นถีบ คนดูเองก็สงสัย สรุปแล้ว เข้ามาดู คาเมนาชิ คาซึยะเล่นสโนว์ไวท์ หรือเข้ามาดูร่างโปร่งเล่นชาร์ลี แองเจิ้ลกันแน่ และนั่น รวมไปถึงนักแสดงร่วมอย่าง ชิโรตะ ยู ผู้รับบทเจ้าชาย ยังอดจะโอดโอยหลังจากลงจากเวทีไม่ได้



“ไอ้คาเมะ วันนี้มึงเมนท์มาเปล่าวะ ‘รมณ์เสียไรของมึง” เพื่อนร่างหนาเอ่ยปากถาม ทันทีที่เขามานั่งพักในห้องซ้อมได้ มุมอื่นๆของห้องยังคงวุ่นวายไม่เปลี่ยนแปลง พวกเก็บฉากเก็บอุปกรณ์ต้องรีบเคลียร์ข้าวของเพื่อรอแสดงอีกรอบตอนบ่ายสามโมง



“ ’รมณ์เสียคน!!” คาเมะตอบกระแทกกระทั้น ตาจ้องจิกไปยังใครบางคนที่เดินยกฉากตามหลังจิมมี่เข้ามาในห้อง ชิโรตะที่กำลังทายานวดแก้รอยฟกช้ำที่หน้าแข้งหันมองตามสายตาคนพูด



...ไอ้คาเมะมันมองอะไรของมัน ฉากหลัง? ไม่ใช่ มันบอกว่าอารมณ์เสียคนนี่หว่า คนที่อยู่ตรงมุมเก็บฉากหลัง ก็มีไอ้โคคิ ไอ้จิมมี่ ไอ้จิน และไอ้จุนโนะที่กำลังแบกฉากตามเข้ามาสมทบ




ขอทายก่อน ว่าคงไม่ได้อารมณ์เสียทรงผมเหนือเทรนด์ของไอ้โคคิ และตัวสูงเป็นเปรตของจิมมี่ก็คงไม่ได้ทำให้ไอ้ห่ามอารมณ์บูด หน้าซื่อๆของไอ้จุนโนะก็คงไม่ได้กระตุกต่อมโมโหมันแต่อย่างใด ที่น่าจะอยู่ในข่ายก็มีแต่.. ไอ้จิน...



ชิโรตะหันมามองไอ้คนอารมณ์บูดที่กำลังฉุดกระชากรองเท้าคู่งามออกจากเท้าตัวเอง



“มันทำมึงอารมณ์เสียเรื่องอะไร”



“ก็มันโง่!! บรรยากาศดีๆ เสือกถามมาได้ว่านมกูเอาอะไรยัด แม่ง!! อ๊ะ!!.....” คาเมะมัวแต่หงุดหงิด ใครถามอะไรก็พาลหลุดปากตอบออกไปหมด และพอตอบหมดแล้ว ถึงได้รู้ว่าพลาด ร่างโปร่งเงยหน้ามองคนถาม แล้วต้องอ้าปากค้างกับสายตาเจ้าเล่ห์ของชิโรตะ หมอนั่นพยักหน้ารับเหมือนเข้าใจลึกซึ้ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินตรงดิ่งไปหาจิน ในขณะที่คาเมะยังตั้งสติไม่ทัน กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ตอนที่เห็นไอ้ลูกครึ่งกล้ามโตนั่นบอกอะไรบางอย่างกับไอ้จินแล้วชี้มาทางเขา



.....ม่ายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!.....



และก็ได้แต่ร่ำร้องในใจเท่านั้น เพราะไอ้คนที่เคยทำลายบรรยากาศดันเดินตรงดิ่งเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา ก่อนจะพูดเรียบๆ



“แล้วไม่บอกแต่แรก” พูดจบมันก็ทรุดตัวลงนั่ง ช่วยถอดรองเท้าของคาเมะ ไอ้ที่ตั้งท่าว่าจะโวยเบี่ยงประเด็น เลยต้องอ้าปากค้างอีกรอบ



“ถอดรองเท้าไม่ได้ก็เรียกสิ เกิดกระชากแล้วขาด รอบเย็นจะใส่อะไรเล่น” คาเมะยังงง จับต้นชนปลายไม่ถูก แต่เริ่มรู้แล้วว่าไอ้คนรับบทเจ้าชายมันคงไม่ได้ไปฟอยอะไรให้เสียหน้าหรอก...ใช่มั้ย...




“ไอ้ชิโรตะบอกอะไรมึง” จินเงยหน้ามองคนถาม



“บอกว่ามึงถอดรองเท้าไม่ได้” พระเจ้าคุ้มครองคนดีเสมอ คาเมะท่องคำนี้ในใจ เหมือนรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดีมาก



“แล้วสรุปโมโหอะไร” คาเมะนิ่งไป ไม่คิดว่าจะถูกถาม มันรู้ได้ไงวะ เห็นวิ่งวุ่นอยู่แต่หลังเวที



“มายุ่งอะไรกะกูล่ะ” ร่างโปร่งตอบไปแบบนั้น ไม่รู้ทำไมถึงทำตัวแบบนี้ แบบที่คาเมะเคยปากดีหาว่า ‘นิสัยผู้หญิง’ ไอ้ประเภทมีเรื่องในใจแต่ไม่พูด รออีกฝ่ายง้อเสียแบบนั้น คาเมะบอกตัวเองว่าไม่ได้ต้องการให้จินง้อสักหน่อย!!~ ไม่ได้ต้องการเลยจริงๆนะ!!



ชายหนุ่ม วางรองเท้าที่ถอดเสร็จแล้วไว้ใกล้ๆ ก่อนจะเหลือบมองแล้วยิ้มบาง ดวงตาระยิบ



“งอนกูเหรอ” คำถามนั้นทำเอาคาเมะถึงกับหน้าตึง หันควับมามองคนถามทันที



“ใครบอกวะ! กูเนี่ยนะงอนมึง!! เปล่าโว๊ย!!”



“ไอ้ชิโรตะบอก”



“ไหนมึงว่ามันบอกเรื่องที่กูถอดรองเท้าไม่ได้”



“ก็ใช่ มันบอกกูสองเรื่อง เรื่องนี้กับเรื่องนั้น” คาเมะพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ลุกพรวด จะเดินหนีออกจากห้อง




“อย่าหนีกู กูขี้เกียจเตือนมึงแล้วนะคาเมะ งอนก็บอกว่างอน ไม่บอกแล้วกูจะรู้ได้ยังไง” จินบอกเสียงมีความสุข เพิ่งเคยเห็นคาเมะเป็นแบบนี้ จะว่าไปก็น่ารักดีเหมือนกัน หน้าตาบูดๆของมันเนี่ย



“กูไม่ได้งอน!!!!! ไอ้ยักษ์!!!!” แล้วมันก็วิ่งหายออกไปจากห้องตามอารมณ์มันนั่นแหละ จินหัวเราะกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปช่วยเพื่อนคนอื่นเก็บฉาก แบบที่มีแต่สายตาสงสัยมองเขา



..................................................



แม้จินจะไปกวนอารมณ์คนตัวเล็กเอาไว้แบบนั้น แต่ร่างสูงก็ไม่อาจจะตามแก้ไขได้ เพราะอุปกรณ์และฉากหลังที่ต้องใช้ต่อในการแสดงรอบบ่ายสามโมง มีบางส่วนชำรุดเนื่องจากอารมณ์อันไม่ค่อยปกติของสโนว์ไวท์ที่เล่นรอบเช้า และเพราะแบบนั้น คาเมะก็เลยได้แต่หงุดหงิดงุ่นง่านฟาดหัวฟาดหางเอากับคนรอบข้าง ที่ไม่พ้น ชิโรตะ ยู ผู้รับบทเจ้าชาย โคยามะ เคอิจิโร่ ตำแหน่งผู้กำกับ และนากามารุ ยูอิจิ คอสตูมประจำตัว จนในที่สุด สามหนุ่มเพื่อนรักที่ห่วงสวัสดิภาพขี้หูตัวเองเป็นที่สุด เลยต้องส่งตัวแทนอย่างยูอิจิวิ่งไปเรียกจินมาแก้ไขอารมณ์สโนว์ไวท์แต่โดยด่วน



“จิน...มึงไปดูเมียมึงหน่อยเหอะวะ มันอารมณ์เสียอะไรไม่รู้ กัดพวกกูจนเหวอะไปหมดแล้ว” จินในขณะนั้น กำลังติดอุปกรณ์และฉากอยู่ที่เวที เพื่อรอเปิดการแสดงตอนสามโมง




“กูต้องทำงาน”




“มึงไปเหอะจิน เดี๋ยวทางนี้พวกกูจัดการกันเอง” โคคิที่กำลังช่วยติดฉาก หันมาบอกเพื่อน นึกห่วงทั้งชิโรตะ ทั้งไอ้โคยามะ และก็ห่วงไอ้คนที่วิ่งมาตามนั่นแหละ หากไอ้จินไม่รีบไปแต่ไว คาดการณ์ได้ว่า เย็นวันนี้ กลุ่มโคคิคงมีไม่ครบเก้าคนอีกต่อไป



ร่างสูงยอมวางมือ แล้ววิ่งตามเพื่อนไปที่ห้องซ้อม และพอผลักประตูเข้าไป ชิโรตะและโคยามะก็ถลาเข้ามาหาประหนึ่งพบบ่อน้ำกลางทะเลทราย



“จิน มึงช่วยกูด้วย...ไอ้คาเมะมันบ้าไปแล้ว” คนถูกหาว่าบ้านั่งกระดิกขายิกๆ ใบหน้าสวยๆบิดเบี้ยวจนแม้แต่อายะ เจ้าแม่แต่งหน้ายังไม่กล้าเข้ามาจัดการเหมือนเมื่อเช้า ตอนนี้คาเมะก็เลยมีแต่เสื้อผ้ากับรองเท้า ส่วนหน้าตามัน อย่าว่าแต่จะแต่งหน้าเลยเถอะ เอาแค่ให้หน้ามันไม่เบี้ยวก็ทำยากแล้ว และเพราะว่ามันยากนั่นแหละ ทุกคนที่อยู่ในห้อง และประสบกับพายุอารมณ์ลูกโตของมัน เลยลงความเห็นว่า อารมณ์ร้ายเหลือของ คาเมนาชิ คาซึยะ ต้องไปลาก อาคานิชิ จิน มาจัดการเท่านั้น




จินเดินเข้าไปหา เขาไม่พูดอะไร แต่คว้ามือเล็กฉุดรั้งให้ร่างบอบบางลุกขึ้นยืน ทว่าคาเมะกลับทำตัวหนัก และพยายามยื้อแขนตัวเองเอาไว้



“กูขอเตือน อย่ามายุ่งกับกู!” คาเมะตะคอกใส่ แต่จินส่ายหน้าไม่ฟังคำเตือนที่ไม่เห็นมีอะไรมากไปกว่าการที่มันแค่ปากดีใส่ ไอ้คาเมะก็ทำได้แค่นี้ แค่บอกว่า ‘เตือน’ แต่ไม่มีบทลงโทษจริงจัง




“ไปด้วยกันหน่อย” ไม่มีการตอบรับจากอีกฝ่าย ชายหนุ่มฉุดแขนอีกครั้ง




“คาเมะ...อย่าให้ต้องเตือน หรืออยากให้คนอื่นเห็นเวลาโดนจูบ” มันต้องแบบนี้ จินอยากกระซิบบอกคาเมะว่าถ้าจะเตือน มันต้องมีผลของการไม่ทำตามคำเตือนตามมาด้วย คนอื่นถึงจะเชื่อฟัง



ร่างโปร่งเหลือบมองคนพูดอย่างไม่สบอารมณ์ ถ้าถูกจูบตรงนี้ คนทั้งห้องที่เป็นเพื่อนทั้งรุ่นต้องเห็นแน่ ไม่อยากจะคิดเลยว่าหากเรียนจบไป เวลามีงานศิษย์เก่า พวกมันคงทัก ‘นี่คาเมะ ที่เคยจูบกับจินในห้องซ้อมตอนปีสามใช่มั้ย’





จำใจต้องยอม เพราะไม่อยากให้ขายขี้หน้าตัวเองไปตลอดชีวิต คาเมะสะบัดแขนออกจากมือร้อน ลุกขึ้นรวบกระโปรงชุดที่สวมอยู่ เดินโครมๆออกจากห้อง มีจินเดินตามหลังออกไปเงียบๆ




ออกจากห้องกันมาได้ คาเมะก็ถูกลากมาที่ห้องน้ำชาย มือใหญ่ดันร่างเล็กเข้าไปในห้องมุมสุด



“เข้ามาทำไมวะ!! แคบจะตาย!!” ยิ่งแคบก็ยิ่งแนบชิด และดูเหมือนอาคานิชิ จิน จะจงใจให้แนบและชิดยิ่งกว่าเดิมด้วยการคว้าร่างคนหงุดหงิดเข้ามากอดรัด



“อารมณ์เสียอะไร” จินก้มลงไปถามกระซิบบนริมฝีปากบาง ให้คนตัวเล็กกว่าชักจะเขินกับสถานการณ์ที่ชวนหวั่นไหวแบบนี้ แต่ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายยืนหยัดให้อย่าหลบสายตา จูบหมอนี่ก่อนก็เคยมาแล้ว ถึงตอนนั้นจะมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่แค่แย่งไอศกรีมคืนมาก็เถอะ




“ถามก็ไม่ตอบ...ดื้อ” ดุให้คนไม่ยอมใครต้องตาโตวาว หมายจะเอาเรื่อง แต่ทันเสียที่ไหน เพราะไม่ทันจะได้อ้าปากว่าให้เจ็บๆแสบๆ จูบอ่อนโยนที่ทาบทับลงมาก็ชวนให้ใจอ่อนเสียแล้ว มันเล็มไล้ ดูดซับให้มัวเมาจนลืมตัวและลืมเวลา ความหวานซึมซับสู่หัวใจที่แห้งแล้งมาทั้งวัน ก่อนที่ริมฝีปากหนาจะถอยห่าง คาเมะก้มหน้าหอบหายใจเบาๆ มืออุ่นร้อนยังลูบไล้อยู่ข้างแก้ม เรื่อยมายังใบหูเล็ก คาเมะรับรู้ว่าตุ้มหูของตัวเองถูกถอดออกไป และแทนที่ด้วยอันใหม่ที่ปักลงไปแทนที่อันเดิม ร่างโปร่งเงยหน้ามองคนตรงหน้า ก่อนจะยกมือขึ้นคลำ



“อย่าถอด ถือว่าเป็นกำลังใจจากฉัน” นานมากแล้วที่พวกเขาไม่เคยใช้คำธรรมดาๆอย่างเช่น ‘ฉัน’ และ ‘นาย’ อาจจะตั้งแต่ที่รู้ตัวว่าสนิทกันก็เริ่มใช้มึงใช้กูมาตลอด ผู้ชายด้วยกัน จะพูดเพราะไปทำไม แต่วันนี้ คาเมะรู้แล้ว ว่าคำพูดที่เคยคิดว่า ‘เพราะ’ มันชวนให้ร้อนวูบไปทั้งหน้าได้อีกด้วย



“ไปดูหน้าเวทีไม่ได้ แต่จะคอยดูอยู่ข้างหลัง” อารมณ์เสียที่บ่มมาทั้งวัน หายไปก็ตอนนี้เอง คาเมะไม่กล้าเงยหน้ามองคนพูด ได้แต่เบนสายตาไปทางอื่น จนจินต้องประคองหน้าสวยให้เงยขึ้นสบตาเขา ริมฝีปากฝากรอยจูบเบาๆที่กลีบปากบาง ก่อนจะไล้ไปตามผิวแก้มนุ่ม และจูบอีกครั้งเบาๆที่ตุ้มหูเล็กๆบนติ่งหูข้างซ้าย ให้คาเมะสะท้านไปทั้งร่างกับ ‘กำลังใจ’ ที่อีกฝ่ายฝากไว้ให้





.................................................




ไม่มีใครรู้ว่าอะไรที่ทำให้ คามเนาชิ คาซึยะ อารมณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่รู้ๆ คือถ้าไม่เรียกจินให้มาลากคาเมะไปจัดการ เราก็คงไม่ได้เห็นสโนว์ไวท์เวอร์ชั่นตั้งใจเล่นแบบนี้หรอก



“มึงพูดอะไรกับมันวะ” จุนโนะอดไม่ได้ที่จะอยากรู้ แม้จะกำลังเรียงฉากที่จะใช้ต่อไว้อยู่หลังเวที



“ก็ไม่ได้พูดอะไร”



“งั้นมึงก็เตือนอะไรมันอ่ะดิ ไอ้คาเมะถึงไม่กล้าหือ” ยูอิจิเองก็สแตนด์บายรอหลังเวที จบฉากนี้ เดี๋ยวคาเมะต้องกลับเข้ามา เขาต้องคอยดูแลความเรียบร้อยเรื่องชุดมันอีก



“หึ! กูไม่ได้เตือน”



“อ้าว แล้วมึงทำไรมันวะ ไอ้คาเมะถึงเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาแบบนี้” โคยามะอดไม่ได้ที่จะกัด ยอมรับจริงๆว่าไอ้คาเมะเป็นผู้เป็นคนขึ้นแบบที่ไม่คาดคิดมาก่อน ดูเอาจากที่มันตั้งใจแสดงเป็นสโนว์ไวท์เต็มที่บนเวทีก็พอรู้ ตอนซ้อมยังไม่ขนาดนี้เลยนี่หว่า แล้วแค่หายไปกับไอ้จินแปบเดียว กลับมาขึ้นเวทีก็เล่นเอานึกว่าจบเอกการแสดงซะอีก โคยามะทายได้เลยว่าพ้นวันนี้ไป สโนว์ไวท์เวอร์ชั่นวิบัติของคณะเศรษฐศาสตร์ต้องอยู่ในใจชายทั้งมหา’ลัยไปอีกนาน



จินยิ้มบาง แล้วส่ายหน้า ไม่รู้จะตอบเพื่อนอย่างไรดี ได้แต่นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องน้ำ แล้วตอบสั้นๆ



“กูให้ของมันเฉยๆ” ไม่มีใครถามอะไรต่อ ว่าจินให้อะไรไอ้คาเมะ แต่คิดว่าไอ้คนขี้เห่อมันคงเอามาโชว์ในเร็ววันนี้แหละ ไม่งั้นมันก็อาจจะพกติดตัวขึ้นไปแสดงละครเวทีด้วยก็ได้ ก็ผัวมันให้นี่เนอะ....




ในขณะที่หลังเวทีกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับการเตรียมพร้อมสำหรับฉากต่อไป ด้านหน้าเวที คาเมนาชิ คาซึยะ ผู้รับบทสโนว์ไวท์ยังคงแจกรอยยิ้มหวานจับใจให้ผู้ชมทั้งห้องโถง พร้อมกับประกายวิบวับของแสงไฟที่ส่องกระทบบางอย่างบนติ่งหูข้างซ้ายที่สะท้อนเข้าตาผู้ชมครั้งแล้วครั้งเล่า นับตั้งแต่เริ่มเล่น




ประกายบนติ่งหูที่สโนว์ไวท์รอบเมื่อเช้าไม่มี แต่รอบนี้มี



รอยยิ้มสดใสที่สโนว์ไวท์รอบเมื่อเช้าไม่มี แต่รอบนี้มี



และที่สำคัญ กำลังใจของสโนว์ไวท์ที่เมื่อเช้าไม่มี แต่รอบนี้มี



โอ้!!! เศรษฐศาสตร์รุ่นนี้มันเอาเรื่องเว้ย!! มันเล่นสโนว์ไวท์เวอร์ชั่นใหม่ เล่นสองรอบ ไม่เหมือนกันทั้งสองรอบ!!!



FIN
FIC : ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง
JIN X KAME
By : Dezair
………………………….
PART 4




ความหรูหราของผู้ชายที่ชื่อ อาคานิชิ จิน ไม่ใช่มีแค่รถยนต์นำเข้าเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคฤหาสน์หลังงามบนพื้นที่ทำเลทองของโตเกียวอีกหนึ่งหลัง คาเมะทายอีกเช่นกัน ว่าเจ้าคฤหาสน์หลังนี้ก็คงเป็นลิมิเต็ดเอดิชั่น หนึ่งเดียวในโลกใบนี้ เพราะมันใหญ่เว่อร์! หรูเว่อร์! และ(คงจะ)แพงเว่อร์!!





และเป็นที่แน่นอนว่าอาคานิชิ จิน ไม่มีอารมณ์มากพอจะมาบรรยายว่าห้องปีกซ้ายเป็นอะไร ห้องปีกขวามีไว้ทำไม เพราะทันทีที่จอดรถจึ้กเข้าที่หน้าบ้านแบบไม่ดับเครื่อง หรือมีสำนึกถึงปรากฏการณ์โลกร้อนใดๆ ร่างสูงหนาก็กระชากแขนคนที่นั่งคู่ให้ลงจากรถทันที




“ปล่อยเด๊!!” คาเมะร้องโวยวายตั้งแต่อยู่ในรถนั่นแหละ และทำเอาคนที่โมโหอยู่แล้ว ถึงกับตวัดสาตากลับมาจ้องทันที




“มันติดเกียร์โว๊ย! เดี๋ยวออกทางนี้!” ร่างบางย้อนเข้าให้ และนั่นทำให้อีกฝ่ายพอจะนึกขึ้นได้ว่าประตูรถไม่ได้มีประตูฝั่งคนขับอย่างที่เขากะจะกระชากมันลงมาทางเดียวกับที่เขาลง จินรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อย ที่เอาแต่อารมณ์มากเกินไป แต่ก็ยอมปล่อยแขนเล็กออก แล้วยืนรอให้คาเมะเดินลงจากรถอ้อมมาหา




...และก็เป็นอีกครั้งที่จินคิดผิด...




...เขาโมโหมากไปจนลืมเสียสิ้น ว่าคาเมนาชิ คาซึยะ คือลูกผู้ชายตัวจริง ที่หยามได้ฆ่าไม่ได้ เป็นลูกผู้ชายตัวจริงที่รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง เป็นลูกผู้ชายตัวจริงที่เน้นการรักษาตัวให้รอดเป็นยอดดี และที่สำคัญ คือเป็นลูกผู้ชายตัวจริงที่...ต้องวิ่ง




“เฮ้ย!!!!!” จินร้องลั่น แล้วชี้นิ้วไปที่ร่างโปร่งที่ลงจากรถได้ก็หมุนตัววิ่งตรงไปยังประตูใหญ่ของบ้านทันที




“จับไอ้เด็กนั่นไว้!!!!!” ร่างสูงตะโกนบอกคนรับใช้ที่อยู่ไม่ไกลจากประตูบ้านนัก และทันทีที่ได้ยินคำสั่งนาย คนรับใช้ชายสี่ห้าคนที่มีหน้าที่ตรวจตราเป็นเวรยามยามค่ำคืนก็รีบละทิ้งหน้าที่ประจำมาทำหน้าที่ใหม่เอี่ยมแกะกล่อง นั่นคือจับไอ้เด็กที่วิ่งเร็วเป็นลมกรดและกำลังตรงมาทางประตูใหญ่




คาเมะวิ่งเร็วก็ใช่ คาเมะปราดเปรียวก็จริงอยู่ แต่โดนผู้ชายห้าคนขวางหน้าแบบนี้ ถึงจะหลบซ้าย เอี้ยวขวา แต่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่รอดพ้นชายร่างกำยำคนหนึ่งที่ตวัดล็อคคอเล็กเอาไว้ ก่อนจะถูกจับลากเข้าไปหาจินที่ยืนหน้าบึ้งอยู่หน้าประตูคฤหาสน์ที่เปิดรออยู่แล้ว คาเมะถูกกระชากไปอยู่เคียงข้างร่างสูงใหญ่ด้วยความไม่พอใจนัก นึกเซ็งที่ไอ้หมอนี่มีอำนาจบาตรใหญ่มากขนาดนี้




“จนกว่าเที่ยงวันพรุ่งนี้ ถ้าไอ้เด็กนี่หนีออกจากบ้านหลังนี้ พวกนายทุกคนถูกไล่ออก!!!” คนตกอยู่ในสถานะเป็น ‘ไอ้เด็กนี่’ ถึงกับตาโตอ้าปากหวอ มองหน้าหล่อเหลาที่ดุจริงจังน่ากลัว จนแม้แต่คนรับใช้ยังไม่มีใครกล้าเงยหน้าสบตา





ไม่ใช่แค่ อำนาจบาตรใหญ่ซะแล้ว อย่างงี้เรียก บาตรมโหฬารว่ะ!!!




ซวยสิทีนี้ ถ้ากูหนี พวกนี้ถูกไล่ออก อ่า...เอามนุษยธรรมมาเล่นกะกูชัดๆงานนี้




.........................................................




คาเมะยังตัดสินใจไม่ได้ ว่าระหว่างตัวเองรอด กับผู้ชายห้าคนตกงาน จะเลือกแบบไหนดี ดังนั้น ระหว่างที่กำลังตัดสินใจ ก็ถูกเจ้าบ้านลากถูลู่ถูกังแบบที่ถ้าคุณนายคาเมนาชิ ริทสึโกะมาเห็นเข้า หล่อนต้องร้องกรี๊ดใส่หน้าแน่ๆ ว่าทำไมถึงทำกับลูกชายสุดที่รักของหล่อนได้ขนาดนี้ แต่ก็ไม่แน่ อย่างคุณริทสึโกะอาจจะร้องกรี๊ดแล้วยิ้มหน้าบานก่อนจะร้องว่า ‘ว้าว~! โรแมนติก’ ก็ได้ ผู้หญิงเข้าใจง่ายที่ไหนกันล่ะ




“ไปอาบน้ำ” อาคานิชิ จิน สั่งสั้นง่าย แต่สายตาบอกให้รู้ว่าอย่าคิดหือ แต่คนอย่างคาเมะน่ะเหรอ เคยคิดอะไรที่ไหน ถ้าจะหือก็หือเลย ไม่คิดหรอก




“ไม่มีชุด”




“ไปอาบน้ำ!” เสียงเข้มขึ้นอีกห้าสิบเปอร์เซ็นต์ บอกให้รู้ว่าต่อให้คาเมะไม่มีชุด ไม่มีสบู่ ไม่มียาสระผม ไม่มีผ้าเช็ดตัว หรือไม่มีแม้แต่น้ำ คาเมะก็ต้องอาบ!!!




ร่างโปร่งไม่รู้จะเถียงยังไง เลยต้องยอมหน้าบึ้งเดินเข้าห้องน้ำที่มืออีกฝ่ายชี้ไปเหมือนเรียกให้หมาวิ่งตามกระดูกอะไรทำนองนั้น




และทันทีที่คาเมะหายลับเข้าไปในห้องน้ำแล้ว ชายหนุ่มถึงได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร.หาคนทางบ้านคาเมนาชิ บ้านนี้คงอยากจะยกลูกชายนักวิ่งให้เขาจริงๆนั่นแหละ เพราะเล่นแจกทั้งเบอร์บ้าน เบอร์พ่อ เบอร์แม่ เบอร์พี่ เบอร์น้อง เรียกว่า ถ้าไม่เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดแล้วสิ้นชีพทั้งครอบครัว จินต้องโทร.หาใครคนใดคนหนึ่งติดแน่นอน และวันนี้ เขาเลือกที่จะโทร.หาคุณแม่ของครอบครัว คุณนายริทสึโกะ ผู้ยกหางเขาเสียสูงลิบลิ่วเป็นทุนเดิม




“สวัสดีครับ คุณแม่” จินพยายามปรับเสียงให้นุ่มทุ้มเหมือนเคย และเพียงเขาเอ่ยออกไปแค่นั้น ก็ได้ยินเสียงคุณนายอวบ หันไปกระซิบกระซาบกับคนข้างกายว่า ‘ว่าที่ลูกเขยโทร.มา!’




“คือผมจะขออนุญาตพาคาซึยะค้างที่บ้านผมน่ะครับ เขาท่าทางจะเหนื่อยมาก แล้วบ้านผมก็ใกล้กว่า ก็เลยว่าจะให้คืนนี้เขาค้างทีนี่” แน่นอนว่าประโยคตอบกลับมาของแม่เจ้าเด็กวิ่งเร็วนั่นคือคำว่า ‘ตามสบายเลยจ๊ะ’ แต่ก็ดูเหมือนหล่อนจะนึกขึ้นได้ว่าประเจิดประเจ้อมากเกินไปหน่อย เลยบอกเสียงอ่อนๆตามมาว่า ‘แล้ว คาซึกวนอะไรรึเปล่าจ๊ะ แม่ไม่ค่อยสบายใจเลยนะ กลัวคาซึจะทำให้จินลำบาก’




ลำบากสิ...ลำบากมาก... ร่างสูงร้องบอกในใจอย่างอัดอั้น แต่จะเอ่ยปากได้อย่างไร สุดท้ายเลยต้องพยายามบอกด้วยน้ำเสียงที่เหมือนยินดีเหลือเกิน



“ไม่ลำบากมากมายหรอกครับ ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะพาเขาไปส่งแต่เช้านะครับ ขอบคุณมากๆครับ คุณแม่” วางสายลงได้ แล้วจำต้องถอนหายใจออกมาอย่างหนักอก ร่างสูงหันกลับไปมองที่ห้องน้ำ เมื่อรู้สึกว่ายังไม่ได้ยินเสียงน้ำสักหยด




และทันทีที่จินหันไปมอง ก็ถึงได้เห็นว่าคนที่เขาสั่งให้เข้าไปอาบน้ำ กำลังยืนมองเขาอยู่




“เปิดฝักบัวไม่เป็น แล้วก็ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นสบู่” คาเมะเข้าไปในห้องน้ำแล้วรอบหนึ่ง แล้วก็ได้พบว่าคนรวยมาก กับคนธรรมดานี่มันแตกต่างกันยังไง ดูจากขนาดห้องน้ำของคนรวยมาก ที่ใหญ่กว่าห้องนอนของคนธรรมดาก็พอจะรู้แล้ว นี่ยังไม่รวมออพชั่นสารพัดในห้องน้ำ ที่แต่ละอันไม่ต้องเสียเวลาหาราคาให้นานเลย แค่ยี่ห้อที่แปะหน้าก็พอจะบอกได้ว่ารวมๆกันแล้วในห้องน้ำนั่น ตกแต่งแพงกว่าห้องนอนรกเป็นรูหนูของคาเมะเสียอีก





จินมองคนที่บอกเขาหน้าซื่อ แล้วได้แต่ถอนหายใจกับตัวเอง เมื่อกี้เขาโกรธมันมาก ที่ไม่คิดจะฟังอะไรเขาเลย ตอนขับรถก็โมโหอยู่ และยิ่งโมโหมากขึ้น ตอนเห็นมันวิ่งหนีจะออกจากบ้าน แต่ตอนนี้....ร่างสูงบอกตามตรง ว่าลืมไปแล้วว่าตัวเองโกรธมัน แค่เห็นมันทำหน้าซื่อๆ ตาใสๆ ไม่มีอะไรมากมาย จินก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่า




...อภัยมันเถอะ มันเด็ก...




ร่างสูงเดินเข้าไปหาคาเมะ แล้วดึงข้อมือเล็กให้เดินตามเขาเข้าไปในห้องน้ำ ตรงไปยังคอกฝักบัวที่กรุเป็นกระจกฝ้า ลวดลายหยดน้ำ เอาง่ายๆว่าแค่คอกฝักบัว คาเมะยังรู้สึกเลยว่ากว้างขวางพอจะนอนได้!



“บ้านนายรวยเนอะ” คำพูดตรงๆ ทำเอาจินต้องหันกลับมามอง แล้วหัวเราะพรืด เมื่อนึกไปถึงคำถามที่คาเมะเคยถามเขา



“หัวเราะอะไร” ร่างโปร่งถาม



“ไม่ถามเหรอ ว่าบ้านหลังนี้ฉันสร้างเอง หรือพ่อจ่าย” จินจำได้ว่าคำถามนี้ คาเมะเคยถามเขาตอนขึ้นรถเขาครั้งแรก ไม่มีคำโต้ตอบจากคาเมะ ที่รู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังถูกล้อเลียน ร่างโปร่งหน้ามุ่ยเล็กๆ ก่อนจะโบ้ยไปที่ฝักบัว เพื่อให้จินสอนเสียที



“น้ำอุ่นเปิดตรงนี้ ส่วนอันนี้น้ำเย็น ส่วนขวดนี้สบู่ จะสระผมด้วยรึเปล่า ถ้าสระผมก็ขวดสีขาว” จินอธิบายเรื่องการเปิดน้ำจากฝักบัวแบบที่คาเมะเห็นบ่อยๆตามสระว่ายน้ำ ที่เป็นจานอันใหญ่ๆ เปิดทีสะดุ้งไปแปดบ้านเพราะน้ำแรงมาก ก่อนจะขยับไปหยิบขวดแชมพู ขวดสบู่ ที่มีสักสิบขวดจากเชลฟ์เข้ามุม ติดผนังคอกฝักบัวมาให้



“แล้วนายล่ะ” จินชะงักไปนิด กับคำถามสั้นง่ายของคาเมะ ให้ร่างโปร่งต้องอธิบายซ้ำ แบบที่ทำเอาร่างสูงแข็งทื่อ



“แล้วนายไม่อาบน้ำเหรอ จะอาบพร้อมกันรึเปล่า”




บอกที ว่าอาคานิชิ จิน กำลังถูกเด็กผู้ชายคนนี้ พูดซื่อๆใสๆเข้าทำนองชวนอาบน้ำพร้อมกันแบบสองต่อสอง!!!!



“เอ่อ...นายอาบก่อนเถอะ เดี๋ยวจะไปหาเสื้อผ้ามาให้” กว่าจะหาเหตุผลมาปฏิเสธได้ จินต้องใช้เวลาหาลิ้นและเส้นเสียงตัวเองอีกพักหนึ่ง แล้วทันทีที่บอกออกไปแบบนั้น ก็รีบใช้สองเท้า พาตัวเองออกมาจากห้องน้ำทันที ทิ้งให้คาเมะมองตามด้วยความไม่เข้าใจ กับท่าทางที่ติดจะแปลกประหลาดของเจ้าบ้าน



...อ้อ...ลืมไป หมอนี่มันรวยนี่หว่า คงไม่เคยอาบน้ำร่วมกับคนอื่น แต่คาเมะน่ะ อาบร่วมกับพี่กับน้องมาตั้งแต่รู้จักว่าปากเอาไว้ใช้พูดและกินข้าวนั่นแหละ และทุกวันนี้ นึกครึ้มขึ้นมาก็ลากพี่ลากน้องเข้าไปอาบด้วยบ่อยๆ



และเมื่อ ท่าทางของจินที่แสดงออกเมื่อครู่ ไม่ได้รบกวนความสงสัยของคาเมะมากนัก ร่างโปร่งก็จัดแจงถอดเสื้อผ้าเตรียมอาบน้ำ



........................................



กว่าจะออกจากห้องน้ำ กว่าจะทำใจกับคำถามของคาเมะ กว่าจะเดินไปเลือกเสื้อผ้า กว่าจะตั้งสติแล้วกลับเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้ง จินก็ต้องสูดลมหายใจรวบรวมลมปราณทั้งหมดที่มีเป็นรอบที่ห้าสิบเก้าพอดีเดะ และพอเดินมาเคาะประตูห้องน้ำแล้ว เสียงน้ำที่ดังจากฝักบัวที่ดังลอดออกมา ก็ทำให้จินต้องสูดลมหายใจครั้งที่หกสิบ



“คาเมะ” เขาเรียก แต่ไม่มีเสียงขานรับ อาจจะเป็นเพราะ เสียงน้ำมันกลบเสียงเขาเสียหมดก็ได้ จินไม่มีทางเลือกมากพอ เขาลองหมุนลูกบิดประตู ปรากฏว่ามันไม่ได้ล็อค เลยตัดสินใจจะแค่หลับหูหลับตาเดินเข้าไปวางเสื้อผ้าไว้ให้ที่เคาท์เตอร์ล้างหน้า แล้วเขาก็จะเดินออกมา



จินไม่รู้ว่าทำไมตัวเองจะต้องหลับหูหลับตา เขาเองก็อาบน้ำพร้อมเพื่อนผู้ชายมาตั้งเยอะ ไม่เคยต้องทำใจมากมายขนาดนี้ ไม่เคยต้องทำเป็นหลับหูหลับตา เพียงเพราะว่ากลัวจะเห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าของอีกฝ่าย



แต่กับคาเมะ...ร่างสูงสูดลมหายใจอีกครั้ง แค่คิดว่าคาเมะอยู่ในห้องน้ำของเขา ทั้งยังกำลังอาบน้ำอยู่ใต้ฝักบัวที่เขาใช้เป็นประจำ จินก็เหมือนจะลมหายใจขาดห้วง ...เอาวะ!!...แค่เอาเสื้อผ้าเข้าไปวางเท่านั้นเอง




ร่างสูงเปิดประตูเข้าไปช้าๆ เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หันไปมองยังคอกฝักบัว แค่จะเข้ามาวางเสื้อผ้าเท่านั้น จินท่องในใจ เขารีบวางมันลง ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องน้ำ ทว่า จินท่องแค่ว่าจะหลับหูหลับตาแค่ตอนเดินเข้าไป แต่ไม่หลับหูหลับตาตอนจะเดินออก ดังนั้น ตอนกำลังจะออกจากห้องน้ำ หางตาของเขา จึงเหลือบไปเห็นภาพบนกระจกหน้าเคาท์เตอร์ ที่สะท้อนคอกฝักบัวกระจกฝ้า มันมีร่างขาวนวลกำลังขยับกายอาบน้ำอยู่ภายในนั้น และมันทำให้จินชักจะรู้สึกว่าหัวใจตัวเองเต้นเร็ว แรง และแทบจะทะลุออกมาจากอก




...จินเคยคิดว่ากระจกฝ้านี่ ช่วยเบลอภาพอะไรก็ตาม ให้กลายออกมาเป็นสิ่งที่มองไม่รู้เรื่อง แต่วันนี้เขาได้รู้แล้วว่า กระจกฝ้าก็กระจกฝ้าเถอะ มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ถ้าสิ่งที่ถูกบังเป็นร่างกายของคาเมะ เสียงน้ำหยุดไหลแล้ว และทำให้ร่างสูงรู้สึกตัว ก่อนที่คาเมะจะรู้ว่ามีใครบางคนยืนแอบมองนานแล้ว จินก็รีบถลาออกมาเสียก่อน




เขายืนพิงประตูห้องน้ำ เลียริมฝีปากที่แห้งผาดของตัวเอง แล้วถึงได้รู้สึกว่าเขายืนมองร่างกายเปลือยเปล่าของคาเมะนานมากจนภาพนั้นติดตาแม้กระทั่งตอนนี้



...................................



คาเมะว่าตอนจินออกจากห้องน้ำทำตัวประหลาดแล้ว แต่ตอนจะนอน อาคานิชิ จิน ทำตัวประหลาดยิ่งกว่า



“นายไม่นอนเหรอ” แขกผู้มีเกียรติอย่าง คาเมนาชิ คาซึยะ มีมารยาทมากพอจะรู้สึกเขินๆ หากตัวเองจะนอนเพียงลำพัง โดยทิ้งเจ้าของห้องให้นั่งตัวตรงหลังตรงอ่านหนังสืออยู่ปลายเตียง หมอนี่มันแปลกๆ นอนอ่านสบายๆไม่ชอบ ดันนั่งหลังขดหลังแข็งซะงั้น หรือพวกรวยๆมันรักความลำบากวะ



“ไม่ล่ะ นอนก่อนเถอะ” ตอนนั้นก็ปลุกมนุษยธรรมคาเมะ ตอนนี้จะมาปลุกมารยาทผู้ดีให้คาเมะอีก




และอาจจะเป็นเพราะ แม่เล็งเห็นว่าคาเมะคงจะหาผัวมากกว่าหาเมีย คุณนายริทสึโกะจึงใส่มารยาทในการดำรงชีวิตให้มากเป็นพิเศษ จนบางทีมันก็โอเวอร์โหลดอยู่บ่อยๆ แต่วันนี้...มารยาทที่แม่สู้อุตส่าห์สั่งสมมา บอกให้คาเมะได้รู้ว่า ถ้าเจ้าของห้องยังไม่นอน แขกอย่างเขาก็ไม่ควรไปเข้าเฝ้าพระอินทร์ก่อน



“นายเรียนถาปัตย์ใช่มั้ย” คาเมะถาม พลางกลับหัวกลับหางมานอนเท้าคางชะเง้อมองหนังสือออกแบบบ้านในมือจิน



“อืม” จินกล้าสาบานว่าไม่ได้ตั้งใจจะหันไปมอง แต่เขาหันไปเพื่อจะตอบคำถาม และเหลือบไปเห็นแผ่นหลังขาวๆที่เสื้อเลิกเปิดโชว์



“งั้นก็วาดรูปเก่งอ่ะดิ ฉันงี้ไม่ไหวอ่ะ วาดบ้านแล้วมีหน้าต่างประตูครบก็แย่แล้ว” อย่าคิด อย่าคิด กะแค่ฉากอาบน้ำแบบมัวๆนั่น



“แต่นายเรียนเศรษฐศาสตร์ ก็คงเก่งตัวเลข” จินชวนคุยไปแบบนั้นเอง สายตาบังคับให้อยู่แต่กับภาพสวนหินในหนังสือ




...สวนหิน สวนหิน....สวนหิน....




....สวนหิน...บ่ออาบน้ำร้อน...และคาเมนาชิ คาซึยะ กำลังแช่กายสบายใจให้เขาเห็นผิวขาวๆที่มีหยดน้ำเกาะพราว ใบหน้าเรียวยาวแก้มขึ้นสีเรื่อจากไอน้ำ ดวงตาเรียวยาวที่ถูกปิดบังด้วยเปลือกตาบาง และแพขนตา เรื่อยมายังจมูกโด่ง และกลีบปากสีแดงที่จินเคยสัมผัสมาแล้ว



...เฮ้ย!! จากแค่สวนหิน คิดไปถึงไหนวะเนี่ย!!!....






“.......ได้พวกมันช่วยเอาไว้ คงแย่แหละ” คำพูดคาเมะเข้าหูซ้ายวิ่งทะลุออกหูขวา แถมไม่ทิ้งเสียงเอคโค่อะไรไว้ให้จับใจความเลยแม้แต่น้อย จินเลยต่ออะไรไม่ออก ได้แต่ทำทีเปลี่ยนหน้าหนังสือ




“อาคานิชิ เป็นอะไรรึเปล่า หรือว่านายคิดเรื่องที่นายจูบฉัน” ร่างโปร่งติดสินใจถาม ทำเอาจินถึงกับหันควับมามองคนที่นอนคว่ำ เท้าคางช้อนตามองเขา



“อย่าคิดมากหน่า นายไม่พูดฉันไม่พูด ใครจะรู้ นอนเหอะ...ง่วง” คาเมะตัดสินใจทิ้งมารยาทอันดีงาม ลุกขึ้นนั่งเปลี่ยนทิศนอน ก่อนจะตะแครงหันหลังให้เจ้าบ้านซึ่งยังนั่งเงียบ




‘นายไม่พูดฉันไม่พูด ใครจะรู้’ คำพูดย้อนกลับเข้ามาวิ่งเล่นในสมองของเจ้าของคำพูด ที่ทำได้แค่หลับตา แต่ไม่อาจหลับจริง มันร้อนวาบในอกชวนให้ไม่สบายใจพอจะหลับลง รสสัมผัสหนักหน่วงยังตรึงแน่นอยู่ที่ริมฝีปาก แต่ทั้งอย่างนั้นก็ต้องพูด



‘นายไม่พูด ฉันไม่พูด ใครจะรู้’




...ฉันนี่ไงที่รู้... คาเมนาชิ คาซึยะครางลึกในอกด้วยความปวดหนึบในใจ ที่จำได้แม้กระทั่งวินาทีที่ความร้อนผ่าวบดเบียดลงมาให้ตกตะลึง


..........................................



สรุปเป็นว่า คืนนั้น จินแทบไม่ได้หลับได้นอน ใช่ล่ะ เหตุผลแรกเป็นเพราะเขามัวแต่คิดถึงจูบนั้น กับคำพูดของไอ้คนที่ถูกเขาจูบ ‘ฉันไม่พูด นายไม่พูด ใครจะรู้’ จูบนั้นมันแย่มากจนไม่น่าบอกให้ใครรู้เชียวเหรอ คิดไปคิดมา เลยพาลเป็นนอนกระสับกระส่าย จนสุดท้ายต้องหันไปนอนมองหน้าไอ้คนที่นอนท่าไหนไม่รู้ รู้แต่ตอนนี้มันพลิกตัวมากระแซะเขาเสียแล้ว และพอหันไปมองหน้ามัน เขาก็....ยิ่งนอนไม่หลับ




อย่า...อย่าคิดว่าเพราะนอนร่วมเตียงเดียวกับมัน เห็นหน้ามันบนเตียงที่เขานอนประจำแล้วจะอารมณ์ขึ้น? ไม่...อาคานิชิ จิน ไม่ได้ตกอับ อดอยากมากขนาดนั้น แต่ที่ไม่ได้นอน เป็นเพราะ...




‘หือ...อย่าทรยศ...ฉันเป็นนายแก’ ไอ้คนหลับมันละเมอ!! จินที่กำลังจะเคลิ้มไปกับหน้าหวานๆของไอ้คนที่หลับอยู่ถึงกับนิ่งงัน ก่อนจะตัดสินใจหันไปกระตุกป่านโคมไฟเพิ่มความสว่าง เพื่อให้มั่นใจว่าเขาไม่ได้กำลังเจอสิ่งเหนือธรรมชาติประเภทมาขอส่วนบุญอะไรทำนองนั้น แต่มันเป็นเพราะใครบางคนละเมอ




‘อย่าหยุดดิวะ...แก...อย่าทรยศ’ จินขมวดคิ้วด้วยความสงสัย จะว่าไอ้เด็กนี่ถูกใครหักหลังก็ไม่น่าใช่ เพราะแค่คนที่กล้าคบกับมัน ยังน้อยแบบคัดคนกลัวตายออกเล้ย~! แล้วใครที่ไหน ที่ลงทุนเสี่ยงคบกับมัน แล้วยังบ้าคิดจะหักหลังมันอีก ร่างสูงไม่นอนมันแล้ว อารมณ์อยากรู้ มีมากกว่า




‘อย่างนั้น!! วิ่งสิลูก! วิ่ง!!’ ...วิ่ง...



‘เย้!! เข้าเส้นชัย!! กูวิ่งชนะมึง! อาคานิชิ!!!’ จินตาโตกับชื่อตัวเองที่หลุดออกมาจากคำละเมอของคนตัวเล็กกว่า ก่อนจะเปลี่ยนความอึ้งให้กลายเป็นเสียงหัวเราะเบาๆของตัวเอง



..เจ้าเด็กนี่... มันวิ่งหนีเขาไม่ทัน จนต้องเก็บเอาไว้ฝันว่าชนะเขาเชียวเหรอ ร่างสูงยิ้มกว้าง ขยี้เส้นผมนิ่มของคนหลับด้วยความมันเขี้ยว



“จำไว้นะ คาซึยะ นายจะต้องวิ่งหนีฉันไม่ทันไปชั่วชีวิต” อะไรไม่รู้ที่ดลใจให้จินพูดออกไปแบบนั้น จนกระทั่งตอนเช้า ร่างสูงก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี




และนั่นแหละ เป็นเพราะเมื่อคืนจินอาจจะไม่ได้นอน เช้านี้ ร่างสูงเลยรู้สึกว่า คนที่นั่งทานอาหารเช้าร่วมโต๊ะดูน่ารักเป็นพิเศษ ไม่รู้มันน่ารักด้วยหน้าตาท่าทางของมันเอง หรือเป็นเพราะเสื้อเชิ้ตตัวเล็กสุดของเขา กับกางเกงตัวเมื่อวานที่จินสั่งให้แม่บ้านไปจัดการซักรีดให้ตั้งแต่เมื่อคืน ที่มันใส่อยู่ แต่เอาเป็นว่าวันนี้มันดูน่ารักมากๆแล้วกัน จินรู้สึกแบบนี้ ตั้งแต่เห็นมันเอาช้อนขึ้นมาส่องหน้าตัวเองแล้ว




“อร่อยมั้ย” ถามไปอย่างนั้นเอง เพราะจินรู้ดีว่าฝีมือแม่ครัวของคฤหาสน์อาคานิชิอยู่ในระดับที่นำหน้าเชฟโรงแรมห้าดาวไปหลายคน




“อืม แต่มันเยอะขนาดนี้ กินไม่หมด” อาหารเช้าแบบตะวันตกครบเซ็ต ทั้งขนมปัง แยม เนย เบคอน แฮม ไส้กรอก ไข่ดาว น้ำส้ม นมสด และที่ทำให้คาเมะตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษคือ ชุดมีดส้อมช้อนที่เงาวับจนใกล้เคียงกับกระจกเข้าไปทุกที




“อิ่มก็เลิก ไม่ต้องกินหมดก็ได้ เมื่อเช้าโทร.ไปบอกคุณแม่ให้แล้ว ว่าทานข้าวเช้าเสร็จ จะพาไปส่ง”




“ถ้าจะให้ดี ไปส่งที่มหา’ลัยได้มั้ย จะไปห้องสมุดแปบนึง” ความจริง คาเมะไม่ได้มีปัญหาอะไรจะพบบรรณารักษ์แว่นหนาประจำห้องสมุดคณะเศรษฐศาสตร์ แต่ที่มีปัญหาน่ะ คือคุณนายคาเมนาชิที่อยู่ที่บ้านต่างหากล่ะ



คาเมะขี้เกียจตอบคำถามทำนอง ‘ไปถึงขั้นไหนแล้ว’ ของพ่อกับแม่ และขี้เกียจตอบพี่และน้องว่า ‘ของมงคลที่ให้ไป ช่วยได้มากน้อยแค่ไหน’ เพราะฉะนั้น ตัดปัญหาเสีย ไม่กลับบ้านดีกว่า ไว้ตอนเย็นค่อยคิดอีกที ว่าจะเอายังไง จะยอมกลับบ้าน หรือจะไปนอนบ้านไอ้จุนโนะ ไอ้โคยามะ



“ได้ งั้นตอนเที่ยงไปหาอะไรทานแถวนั้นกันดีมั้ย”




“มื้อเช้ายังกินไม่หมดเลยเนี่ยนะ จะกินมื้อเที่ยงอีกแล้ว” นั่นสิ...จินไม่ทันคิด ว่าเขากำลังร่วมโต๊ะมื้อเช้ากับ คาเมนาชิ คาซึยะ แล้วยังชวนเจ้านี่ไปกินมื้อเที่ยงกันอีก คุณชายขี้เบื่อถามตัวเองว่า ไม่เบื่อเหรอ ที่ต้องกินข้าวกับคาเมะติดกันหนึ่งมื้อขึ้นไป แต่คำตอบที่วิ่งขึ้นมาทันทีที่ถาม คือคำว่า ‘ไม่’ จินไม่เบื่อสักนิด แม้เมื่อวานทั้งวันต้องทุ่มเทเวลาไปกับการเดทที่เจ้าตัวดีเป็นคนออกความคิดเสียมากกว่าครึ่ง




“คิดไว้ก่อนก็ได้นี่ รีบกินเถอะ จะได้ไปกัน” จินเองก็รีบกิน เพื่อจะได้ขับรถไปส่งคาเมะที่ห้องสมุด ให้คาเมะรีบหาหนังสือ แล้ว ‘เรา’ จะได้ไปทานมื้อเที่ยงกัน



...อืม...คำว่า เรา ฟังดูดีจังแหะ...



.........................




คาเมะคิดว่าตัวเองรอดพ้นสถานภาพผู้ชายที่อนาคตจะต้องมีผัวไปแล้วเชียว เพราะอุตส่าห์ลำบากลำบนมาสิงที่ห้องสมุดคณะตั้งแต่เช้า โดยมีรถหรูคันงามที่ไม่ใช่คันเดียวกับเมื่อวานมาส่งที่หน้าตึก โดยไอ้คนขับมันให้เหตุผลว่า คันนี้สำหรับมามหา’ลัย ส่วนคันนั้นเอาไว้ไปเที่ยว วะ!! มันจะรวยไปไหนเนี่ย




และเพราะความที่มีผู้ชายหน้าตาดี ที่เคยเป็นถึงเดือนคณะสถาปัตย์ผู้โด่งดัง และเป็นที่รู้จักของคนค่อนมหา’ลัย ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยาก หากจะมีใครหน้าไหนจำได้ว่าไอ้คนขับที่แต่งตัวงั้นๆ จำพวกเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์ที่มาส่งคาเมะ จะเป็นคนเดียวกับผู้ชายคนนั้น คนที่ชื่อ อาคานิชิ จิน และเพราะมีคนจำได้ ห้องสมุดที่คาเมะคาดว่าจะเงียบ เลยไม่เงียบ เพราะสาวๆแวะเวียนกันเข้ามาถามไถ่ให้ร่างโปร่งลืมไปเสียสนิทว่า ตนเองเข้ามาหาหนังสือ ไม่ใช่เข้ามาเพื่อเป็นนักกางเมืองถูกซักฟอก



“อาคานิชิซังมาส่งเหรอ” มันจะเกริ่นกันมาด้วยคำถามทำนองนี้ ถ้าคาเมะตอบว่า ‘ใช่’ ทีนี้ล่ะวี้ดว้ายกระตู้วู้ แต่ถ้าคาเมะตอบว่า ‘เปล่า’ คนเหล่านั้นจะถามต่อโดยใช้การอ้างอิงที่ฟังดูน่าเชื่อถือมาก ว่า…



“แต่มีคนเห็นกันเต็มเลย”



....เต็มเลย... คาเมะจำได้ ถึงจะไม่ใช่พวกสมองเทพ แต่ระดับสอบเข้ามหา’ลัย แถมไม่เคยติดเอฟสักตัวนับตั้งแต่เรียนมา คาเมะก็พอจะเชื่อความฉลาดและความจำของตัวเองได้ว่า ตอนที่จินมาส่ง มันเป็นเวลาที่เช้ามากๆ มากๆ และมากๆ ของวันอาทิตย์ที่ไม่ค่อยจะมีใครมาเตร่เปิดตึกคณะกันหรอก นอกจากยามแก่ๆที่นั่งหลับมาค่อนคืน และตาสว่างรอเปลี่ยนกะน่ะ




และหลังจากอ้างอิงด้วยคำว่า ‘คนเห็นกันเต็มเลย’ พวกสาวๆคณะเศรษฐศาสตร์ที่เคยเอ่ยปากว่าชอบตัวอักษรอันดับท้ายๆจนแทบจะกลายเป็นลูกเมียน้อย อย่าง Y มากที่สุด จะเอ่ยถามต่อไปแบบไม่เกรงใจคำว่า ‘ลูกผู้ชาย’ ของคาเมะเลยแม้แต่น้อย




“คาเมะกับอาคานิชซังเป็นแฟนกันเหรอ” สาบานด้วยสามนิ้วตามกฎลูกเสือ ว่าคาเมะไม่เคยถูกเรียกตีซี้ขนาดนี้จากคนอื่นในคณะยกเว้นไอ้จุนโนะกับไอ้โคยามะมาก่อน อักษร Y ในสายเลือดพวกหล่อนคงไปกระตุ้นต่อมอะไรเข้าล่ะมั้งนี่




และแน่อยู่แล้วว่าเจอเข้าแบบนี้ คาเมะก็ต้องตอบได้คำเดียวว่า ‘เปล่า’ และพอตอบไปแล้ว ยัยพวกนั้นก็ไม่พอใจ วกกลับไปถามประโยคเดิมว่า ‘แต่อาคานิชิซังมาส่งไม่ใช่เหรอ’ แล้วมันก็จะวนเวียนเป็นวัฏจักรยิ่งกว่าวงจรชีวิตหนอนผีเสื้อซะอีก คาเมะล่ะอยากจะถอนหายใจสักเฮือก แต่นอกจากโทร.จิกจินให้รีบมารับ หลังจากถูกซักไซ้วนไปวนมา 3 รอบ คาเมะก็ไม่กล้าทำอะไรอีก เดี๋ยวจะหาว่า ‘อุ้ย! ลมหายใจออกนี้ แด่อาคานิชิซังด้วยรึเปล่า’




...กลุ้มว่ะ กลุ้ม...




พักเดียว หลังจากโทร.ไปบอกว่าคาเมะจะกลับแล้ว รถหรูก็ขับเข้ามาจอดที่หน้าตึก ที่ร่างโปร่งยืนรออย่างไม่สุขนัก และไม่ต้องรอให้รถจอดสนิทดี คาเมะก็กระโดดขึ้นนั่งทันที



“ไหนว่าจะอยู่ถึงสายๆ”



“ไม่ไหว ถ้าอยู่คณะต่อ กลับบ้านยังดีกว่า” อย่างน้อยคุณนายที่บ้านก็ไม่ซักไซ้ให้คาเมะปวดหัว เพราะรายนั้นถนัดคิดเองเออเองมากกว่า!



“แล้วจะไปไหนล่ะ ตอนนี้ร้านอาหารยังไม่เปิด” คาเมะไม่มีทางเลือก เพราะโทร.ไปเช็คกับโคยามะมาแล้ว ปรากฏว่าเจ้าตาตี่นั่นต้องกลับบ้านต่างจังหวัด เพื่อไปเป็นกำลังใจให้หมาให้แมวสุดที่รักของมันตอนถ่ายพยาธิ ส่วนไอ้จุนโนะ เจ้านี่อาการหนัก เพราะพอบอกว่าเมื่อวานไปดู ดูบบี้ บิวตี้กับ อาคานิชิ จิน มันก็พาลงอนที่เขาไม่ชวน แล้วมันยังผลักไสไล่ส่งให้เขาไปท้องกับอาคานิชิ จิน เสียเลย ดูมันเถอะ!! คาเมะล่ะอยากจะด่ากลับ แต่ติดที่มันวางสายไปแล้ว และคาเมะก็ไม่อยากเสียเงินค่าโทรศัพท์เพิ่ม เพียงเพราะจะแค่โทร.กลับไปด่ามัน




ในเมื่อไอ้โคยามะไม่อยู่บ้าน ส่วนไอ้จุนโนะไม่ต้อนรับ คาเมะก็มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น



“ไปบ้านฉันก็ได้” แล้วรถหรูก็ทิ้งคณะเศรษฐศาสตร์ไว้เบื้องหลัง ขณะที่มุ่งหน้าสู้บ้านคาเมนาชิ แบบที่คนบนรถไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ว่าข่าวลืออันเป็นผลมาจากการตอบแต่คำว่า ‘เปล่า’ จะกระจายไกล เพราะสัญญาณโทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต หรือถ้านกพิราบสื่อสารยังใช้กันอยู่ เราก็คงได้เห็นมันคาบข่าวลือจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งนั่นแหละ!!!



...................................




บ้านคาเมนาชิหลังเล็กไม่ได้จัดโต๊ะจีนเลี้ยงฉลองที่ลูกชายคนกลางไปค้างคืนบ้านผู้ชาย ทั้งยังทำตัวปกติเอามากๆ (ขอย้ำ ณ ที่นี้ว่า ปกติมาก!!) คุณพ่อผู้ถ่ายทอดยีนส์ตาขีดให้แก่ลูกชายทั้งสามกำลังตัดต้นไม้อยู่ในสวน มีลูกชายคนโตส่งเครื่องไม้เครื่องมือ และช่วยเป็นระยะๆ ส่วนลูกชายคนเล็กกำลังล้างรถอย่างแข็งขัน และขาดไม่ได้คือ คุณแม่ผู้มอบรอยยิ้มหวานเจี๊ยบให้แก่ผู้ชายทุกคนที่เข้านอกออกในบ้านหลังนี้ กำลังถักอะไรสักอย่างอยู่บนเก้าอี้เข้าชุดในสวนไม่ไกล บนโต๊ะข้างกายมีชา กาแฟ และขนมนมเนยครบชุด ใกล้ๆคือไอ้จิโร่ ไอ้หมาทรยศประจำตระกูลที่นอนเล่นสงบเสงี่ยม





...แลดูเป็นครอบครัวสุขสรรค์....




คาเมะบอกตัวเองว่านี่คงไม่ใช่บ้านคาเมนาชิที่เขารู้จัก นึกย้อนไปเมื่อวันอาทิตย์ก่อนๆในชีวิตของตัวเอง ภาพที่คุ้นเคยคือพ่อไปตีกอล์ฟบ้าง นอนเกลือกบ้าง ลูกชายคนโตเองก็ออกจากบ้านแต่เช้า ไม่ใช่มันจะไปทำงาน อันนี้เดาได้ ส่วนไอ้ลูกชายคนเล็ก ไม่ต้องถามถึง ถ้ามันไม่หิว มันไม่เสือกตัวเองออกจากห้องหรอก ส่วนไอ้จิโร่ มันคงคิดว่ากำลังเล่นหนังชุดหมายอดนักขุดนั่นแหละ เพราะวันอาทิตย์ มันจะขุดดินอยู่นั่น ชาติที่แล้วมันคงเป็นตัวตุ่นหรืออะไรเทือกนั้น และแม่ เวลาสายๆของวันอาทิตย์เช่นนี้ ต้องติดหนึบอยู่หน้าโทรทัศน์เพื่อเสพข่าวคาวดาราไว้เม้าส์ให้สนั่นเมืองกับคุณนายละแวกใกล้เคียง



“สวัสดีครับ คุณพ่อคุณแม่” นี่ก็ว่าที่ลูกเขยดีเด่น ยังไม่ต้องดับเครื่องรถยนต์ พ่อคุณก็ลงไปทักทายก่อนเลย คุณนายริทสึโกะไม่รักให้รู้ไปสิ



“สวัสดีจ๊ะ ทานอะไรมารึยังเอ่ย แม่ทำขนมไว้เยอะแยะเลย” หญิงอวบยิ้มรับหน้าบานด้วยความปลื้มปิติกับการไปค้างบ้านอาคานิชิ จินของบุตรชาย และพอชายหนุ่มโทร.มาเพื่อขออนุญาตเมื่อคืนตอนเกือบตีหนึ่ง หล่อนก็ต้องปลุกคนทั้งบ้านให้ลุกขึ้นมาทำตัวเป็นครอบครัวดีเด่น ซึ่งแน่นอนว่าสมาชิกทั้งหมดพร้อมพลีกายเพื่อเธอ! เอ้ย!!~ เพื่อคาซึยะ




“ขอโทษนะครับ ที่เมื่อวานไม่ได้มาส่งคาซึยะ” จินดับเครื่องเรียบร้อย ก็เดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ว่างข้างแม่ให้คาเมะเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้




“อุ้ย! ทางนี้ต่างหากที่รบกวน เมื่อคืนคาซึยะทำอะไรให้ลำบากใจรึเปล่าจ๊ะ จิน” คุณนายริทสึโกะเบนสายตามาทางบุตรชายแวบเดียว ก่อนจะกลับมาหยุดที่หน้าหล่อเหลานานเป็นพิเศษ ตอนนี้ ทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งพี่ชาย น้องชาย หรือแม้แต่ไอ้จิโร่เริ่มวางมือจากกิจกรรมผักชีโรยหน้ากันแล้ว ทั้งยังพากันเดินมาสมทบที่โต๊ะอีกต่างหาก




“ไม่เลยครับ คาซึยะน่ารัก” ชมกันง่ายๆแบบนี้ ทำเอาคุณแม่ตาวาวก่อนจะเสหัวเราะน้อยๆ



“ชมลูกต่อหน้าพ่อแม่แบบนี้ ไม่เกรงใจเลยนะ” หล่อนเอ่ยปากล้อเลียน แต่คาเมะอยากจะอ้วกแบบไม่เสียดายข้าวเช้า ‘คาซึยะน่ารัก’ ได้ข่าวว่ามันทั้ง ขู่ ทั้งจูบ ทั้งอะไรไม่รู้สารพัด ถึงตอนนี้มันจะพูดดีด้วยแล้วก็เถอะ



“ถ้ายังไง อาคานิชิซังอยู่ทานมื้อกลางวันกับพวกเราสิ วันอาทิตย์แบบนี้ เป็นเวรทำอาหารของเจ้านี่น่ะ” นั่นไง ปล่อยให้อยู่กันเองพ่อแม่ลูก แบบไม่มีคาเมะคอยกำกับแล้วเป็นยังไง สุดท้ายพี่ชายก็ได้รับเชื้อร้ายจำพวกชอบเสนอขายจากแม่ไปจนได้ จินเหลือบตามองร่างโปร่งที่ยืนใกล้เขา เลิกคิ้วน้อยๆเป็นเชิงถามว่าที่พี่ชายพูดมาจริงหรือไม่ แต่การพยักหน้ารับเล็กๆ ก็พอจะเป็นคำตอบได้ และทำให้จินได้รู้อะไรเกี่ยวกับคนร่างบางมากขึ้น



คาเมนาชิ คาซึยะวิ่งเร็ว แล้วยังทำอาหารเป็นอีกต่างหาก



“ถ้าไม่รบกวนเกินไป มื้อกลางวันขอผมช่วยคาซึยะทำได้มั้ยครับ” ไม่ต้องเหลือบมองสายตามารดา คาเมะก็รับรู้ผ่านทางออร่าอันเปล่งประกายออกมาจากร่างกายคุณริทสึโกะ ว่าหล่อนกำลังแจกคะแนนนิยมให้อาคานิชิ จิน อย่างไม่หวาดไม่ไหว!!!



.........................................



และจินก็ได้รู้ ว่านอกจากไอ้เด็กนี่จะวิ่งเร็วแล้ว มันยังทำอาหารคล่องอีกต่างหาก ดูได้จากการที่มันหยิบจับกระทะ มีด ตะหลิวอะไรนั่นก็ได้ เขาเองต่างหากที่บอกว่าจะขอช่วย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการหั่นผักหั่นหมูตามคำสั่ง




“หยิบจานมาหน่อย” ร่างโปร่งที่กำลังขะมักเขม้นอยู่หน้าเตาร้องบอกคนที่ยืนเตร่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล จินหันรีหันขวาง ส่ายสายตาจนเห็นตู้เก็บจาน เขาหยิบจานใบใหญ่ออกมา ก่อนจะเดินไปรอรับผัดยากิโซบะร้อนๆจากเตา



คาเมะตักอาหารจากกระทะวางลงบนจานในมือของจิน และด้วยว่าไม่ทันระวัง ตะหลิวร้อนๆ จึงไปโดนมือคุณชายท่านเข้า ทำเอาจินร้องเสียงหลง




“โอ้ย!!!”




“อะไรน่ะ” คาเมะตาโตตกใจ รีบวางตะหลิวลงในกระทะ แล้วหันมาคว้ามือที่สะบัดเร้าๆของจินไปดู นิ้วโป้งของร่างสูงแดงแตกต่างจากผิวเนื้อบริเวณอื่น




“ขอโทษ ฉันไม่เห็นมือนาย” เงยหน้าบอก แล้วก้มลงเป่าเบาๆให้คลายความร้อน จินยืนนิ่ง กระพริบตาปริบๆพูดอะไรไม่ออก กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับนิ้วของตัวเอง มือนุ่มๆที่โอบประคองมือเขาอยู่ ริมฝีปากแดงๆที่เป่ารดไอร้อนลงมายังนิ้วเขา บอกไม่ถูกว่ามันรู้สึกแบบไหน แต่ที่รู้ๆ เขาชอบ....




“หายเจ็บรึยัง” คาเมะจบหลักสูตรการพยาบาลเบื้องต้นจากที่ไหน แค่เป่าแปบเดียว จะรักษาอาการถูกของร้อนแบบนี้ได้ด้วย จินนึกสงสัย แต่ไม่กล้าถาม เพราะถ้ามีคราวหน้า เขาก็อยากให้รักษาแบบนี้อีก



“ไม่เท่าไหร่” ความใกล้ชิดในชั่วเวลาเพียงไม่กี่นาที เริ่มปรากฏในความรู้สึก พาลให้คาเมะถอยห่างออกมา แล้วคว้าจานใบใหญ่ในมือร่างสูงไปวางบนเคาท์เตอร์ แล้วตักผัดยากิโซบะต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น



“ไปบอกแม่สิ เดี๋ยวแม่คงหายาทาให้ แล้วบอกพวกนั้นด้วย ว่าข้าวเสร็จแล้ว” คาเมะทำเป็นไม่สนใจ ได้ยินเสียงครางรับเบาๆจากด้านหลัง พร้อมฝีเท้าที่เดินห่างออกไป จนลับออกจากห้องครัวในที่สุด เมื่อเดาเอาว่าคงเหลือเพียงตนเองในห้องครัว ร่างโปร่งก็วางตะหลิวลง แล้วค้ำสองแขนลงกับเคาท์เตอร์ พลางถอนหายใจด้วยความอัดอั้น



...เมื่อกี้ทำอะไร เมื่อกี้เขาทำอะไร.... คาเมะไม่เข้าใจตัวเอง พอๆกับที่ไม่เข้าใจว่าทำไมหมอนั่นถึงยอมให้คาเมะทำอะไรที่ชวนให้น่าคลื่นไส้สำหรับผู้ชายสองคนได้ง่ายๆ แบบที่มันไม่โวยวาย




...หรือเป็นเพราะช่วงนี้ไม่ค่อยได้วิ่ง ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ความคิดความอ่านเลยพาลเบลอไปหมดแบบนี้....



...คงจะเป็นแบบนั้น คงจะเป็นเพราะไม่ได้วิ่งนั่นแหละ...



...............................................................



มื้อเที่ยงจบลงไปแล้ว เมื่อสองชั่วโมงก่อน แต่อาคานิชิ จิน ก็ยังไม่มีวี่แววจะถูกไล่ตะเพิดออกไปสักที ไม่รู้หมอนี่ทำอะไรมาดีนักหนา พ่อแม่พี่น้องของคาเมะถึงปลื้มชนิดที่วางไม่ลงกันเลยทีเดียว แต่ในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็ดูเหมือน มารยาทของหมอนั่นจะพุ่งพรวดขึ้นมากะทันหัน เพราะขอตัวกลับบ้าน ด้วยข้ออ้างว่ามีงานรออยู่ แต่ก็เถอะ ถึงมันจะยอมล่าถอยไปแต่โดยดี แต่มันก็ยังมาทิ้งระเบิดไว้กับเขา




“พรุ่งนี้มีเรียนแต่เช้าใช่มั้ย เดี๋ยวมารับ รอนะ” มีคำว่า นะ คาเมะมั่นใจว่า ลงท้ายว่า นะ อย่างงี้ ไม่ใช่คำขู่ แต่ทำไมสายตามันถึงดูจะขู่จังเลยวะ




ร่างโปร่งพยายามทำเนียนไม่รู้เรื่อง ไม่สนใจ ให้เป็นเหมือนว่าจินกำลังคุยกับอากาศอะไรทำนองนั้น ร่างสูงขมวดคิ้วน้อยๆ ดูเหมือนตั้งแต่ตอนทานข้าว คาเมะจะกันตัวเองออกห่างจากเขาแบบสังเกตได้ ไม่พูดไม่คุย เวลาถามที อย่าคิดว่ามันจะตอบคำเดียว เพราะมันไม่ตอบเลย แต่ใช้วิธีส่ายหน้ากับพยักหน้าเอา อยากจะตีก็ไม่ได้ เพราะมันชี้ให้ดูกันไปเลยว่าปากมันกำลังเคี้ยวข้าว ไม่อยากพูด!!



“คาซึยะขอบคุณจินเขาสิลูก เด็กคนนี้นี่นะ” คุณแม่เตือนสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่มือที่ไขว้หลังน่ะ เอามาบิดเอวคาเมะเสียแทบสะดุ้ง



“ไม่เป็นไรครับคุณแม่ ผมเต็มใจ”




“งั้นพรุ่งนี้ จินแวะมาทานข้าวเช้าที่นี่นะจ๊ะ” น้ำใจของสองชายหญิงที่มีให้กันและกัน คาเมะบอกตามตรงว่าน่าหมั่นไส้เอามากๆ โดยเฉพาะหน้าตายิ้มกว้างประหนึ่งเทพบุตรของอาคานิชิ จิน น่าเตะเป็นพิเศษ



“โอ้ ผมรบกวนคุณแม่เกินไปรึเปล่าครับ” มารยาทจอมปลอม แต่แม่ปลื้มเสียเหลือเกิน คาเมะเห็นหัวใจแปดล้านดวงในตาดำของมารดา




“โธ่ ยังไงๆก็ครอบครัวเดียวกัน เอ้ย! แม่หมายถึงว่า เราก็สนิทสนมกัน จะเกรงใจทำไมล่ะจ๊ะ” แม่คงคาดหวังมากจริงๆ เพราะถึงขนาดพลาดพลั้งหลุดความต้องการที่จะเกี่ยวดองคล้องตระกูลกันออกมาจนได้ คาเมะถอนหายใจแล้วส่ายหน้าไปมาเบาๆ ไม่ให้คุณริทสึโกะสังเกต




“ถ้ายังไง ผมก็ขอบคุณมากครับ ไปแล้วครับคุณแม่ คุณพ่อ ไปนะ คาซึยะ” ไม่มีเข้ามาจูบ มากอดบอกลาตามธรรมเนียมฝรั่ง ซึ่งคาเมะก็รู้สึกเป็นพระคุณแล้ว ที่หมอนี่ไม่ทำให้แม่เขาฝันหวานไปมากกว่านี้ กำลังจะผลักไสไล่ส่งมัน แต่ไอ้เวรเบื้อกนั่นที่หันหลังเดินไปที่รถแล้ว ยังมีหน้าหันกลับมา แล้ว....




....ส่งจูบให้หนึ่งที....




“โอ้! พระเจ้า!! เขาหลงลูกแม่ที่สุดเลยนะนั่น!!” คุณนายริทสึโกะถึงกับร้องออกมาอย่างปลาบปลื้ม ยกมือขึ้นทาบอก ดวงตาเป็นประกายเหมือนพบสิ่งที่เป็นที่สุดในชีวิตแล้ว คาเมะถอนหายใจอีกเฮือก กำลังจะหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้าน แต่ถูกมืออวบอวมของคุณแม่คว้าคอเสื้อเอาไว้




“จะไปไหนจ๊ะ คาซึยะ ลืมแล้วหรือไง ว่าพรุ่งนี้ จินเขาจะมารับเราไปเรียน” เห็นท่าทางดิ้นรนจะเป็นจะตาย คุณนายร่างอวบก็กลัวลูกชายสุดที่รักจะขาดอากาศหายใจตายซะก่อน เลยต้องยอมปล่อยคอเสื้อแล้วให้ยืนคุยกันดีๆ




“ไม่ได้ลืมสักหน่อย” คาเมะอยากจะบอกด้วยซ้ำ ว่าถึงไม่ลืม ก็จะไม่อยู่รอให้หมอนั่นมารับเด็ดขาด!



“ดีแล้วลูก เพราะฉะนั้น วันนี้ไปนวดตัวกับแม่”



“ห๊ะ!!!



“ฟังไม่ผิดจ๊ะลูกรัก วันนี้ไปนวดตัวกับแม่”



...ไม่มีเวลาไหนอีกแล้ว ที่จะเหมาะสมแก่การวิ่งได้เท่าเวลานี้ คาเมะไม่อยู่ให้ตัวเองถูกลากไปนวดตัว ทำผม แต่งเล็บอะไรเทือกนั้น ใส่เท้าหมาได้ ก็โกยแน่บ ชนิดที่คุณริทสึโกะมองตาค้าง แล้วร้องเสียงลั่น



“จับคาซึยะกลับมา!!!!!”



.......................................




เอาเข้าจริง สองพี่น้อง คาเมนาชิ ทั้งคนโตคนเล็กก็ไม่ถนัดการใช้ขาใช้เท้าเท่าน้องชายคนกลาง สุดท้าย คาเมนาชิ คาซึยะเลยรอดจากเงื้อมมือไปได้แบบหวุดหวิด ชนิดที่ประตูรถไฟใต้ดินปิดไปแล้ว ตอนที่สองพี่น้องนั่นวิ่งมาทันเห็น คาเมะยืนโบกมือเหย็งๆอยู่ข้างใน




นั่งรถไฟจากมาได้ ก็ตรงไปที่บ้านไอ้เพื่อนเพียงคนเดียวที่มีเอาไว้ช่วยเหลือยามยาก แม้มันจะงอนอยู่บ้าง แต่คาเมะว่าไม่ยากเท่าไหร่ ถ้าจะขอมันค้างสักคืน กดออดเรียกมันมาเปิดประตูแล้ว ไอ้จุนโนะก็ยืนหน้าบอกบุญไม่รับคาทางเข้าออกไว้แบบนั้น ไม่ยอมให้คาเมะเข้าไป



“กูมาขอคืนดี”



“หลังจากมึงไประเริงกะอาคานิชิมาทั้งคืนเนี่ยนะ” จุนโนะบอกหน้าบูด เหล่มองไอ้ตัวดีที่มันยืนหน้าเจี๋ยมเจี๊ยมก็รู้ว่ามันหนีร้อนมาพึ่งเย็น หน้ามันเหมือนลูกหมาตกยาก เลยใจแข็งไม่ลง ยอมเดินนำเข้าห้อง ให้มันเดินตาม เมื่อเห็นว่าเพื่อนยอมเปิดทางแล้ว คาเมะก็ยิ้มกว้าง เดินตามมันเข้าไป



“กูไประเริงมาที่ไหน มึงก็รู้ว่าแม่กูหมายมั่น รายนี้ต้องเป็นลูกเขยเขา กูก็ต้องดูแลเป็นธรรมดา” แล้วจากนั้น คาเมะก็เริ่มเล่าเรื่องเมื่อวานให้ฟัง ว่า ‘ดูแล’ อาคานิชิ จิน แบบไหนบ้าง



“มึงพาเขาไปกินข้าววัดเนี่ยนะ!!” จุนโนะแทบลมจับ ลืมไปแล้วว่ากำลังงอนมันอยู่ ไอ้คาเมะมันบ้า มันประสาท มันไร้สติสตังจริงๆ


“ก็อยากมาหลอกกูเองนี่หว่า แล้วนี่ยังมาบอกว่าพรุ่งนี้จะมารับกูไปเรียนอีกต่างหาก ไม่เอาอ่ะ กูไปเองมาเองได้ มีเท้าเดิน” คาเมะเล่าต่อ แต่ก็ยังข้ามรายละเอียดบางอย่างไป เช่นเรื่องเป่าแผลอะไรนั่น




“ท่าทางอาคานิชิจะไม่ปล่อยมึงจริงๆ”




“กูก็ว่างั้น แค้นฝังหุ่นยิ่งกว่าไอ้จมูกโตคณะบัญชีนั่นอีก” จุนโนะหรี่ตามองเพื่อน รู้ดีว่าคำว่า ‘ไม่ปล่อย’ ของเขาและของไอ้คาเมะไม่เหมือนกัน และดูคล้ายว่าไอ้คาเมะจะไม่เข้าใจคำว่า ‘ไม่ปล่อย’ ของเขาเสียด้วยสิ



จุนโนะคิดเล่นๆตั้งแต่ครั้งแรกๆ ตั้งแต่ที่รู้ว่า หนุ่มสถาปัตย์คนนั้นบุกถึงบ้านคาเมะ เขารู้สึกว่าหมอนี่เหมือนจะจีบเพื่อนเขา แต่ตอนนี้ อะไรหลายอย่างตามที่เจ้านี่มันเล่ามา มันทำให้จุนโนะคิดเล่นๆไม่ได้แล้ว อาคานิชิ จิน ไม่ปล่อยไอ้คาเมะจริงๆ และคงไม่ปล่อยตลอดชีวิตด้วย




“กูน่าจะเชื่อที่มึงเตือนว่ะจุนโนะ เรื่องอย่าปากพล่อย” ยิ่งคิดทบทวน รอยยิ้มกว้างๆก็เริ่มหายจากหน้า คาเมะเอนตัวลงนอนบนฟูกอย่างเหนื่อยอ่อน เหนื่อยที่ต้องรู้สึกแปลกประหลาด เหนื่อยที่ต้องคิดถึงใครบางคน เหนื่อย เพราะไม่เข้าใจว่าระหว่างกันและกันคืออะไรที่อยู่ตรงกลาง เหนื่อยเพราะไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าสถานการณ์ทุกวันนี้ เกิดขึ้นเพราะอีกฝ่ายต้องการอะไร




เพื่อนร่างโย่งมองท่าทางแบบนั้นแล้วถอนหายใจ เขาวางมือลงบนดวงตาที่ปิดสนิทของคาเมะแล้วยิ้มบาง




“ถึงมึงเชื่อ มึงก็ทำตามไม่ได้หรอกหน่า มึงกินข้าวเที่ยงมารึยัง” ไม่มีคำตอบใดๆหลุดออกมาจากคนที่นอนหลับตา แต่จุนโนะสัมผัสได้ว่ามือเขาที่ปิดตาเพื่อนอยู่ มีน้ำร้อนๆไหลซึมจมสัมผัสได้



มันสัมผัสได้จนจุนโนะสะท้อนในอก ไม่มีใครที่จะทำให้ไอ้คาเมะมันร้องไห้ ถ้าไม่ใช่คนที่มันพูดถึงเมื่อกี้ แต่ที่จุนโนะไม่รู้คือมันเจ็บปวดเรื่องอะไร มันเสียใจเรื่องอะไร เขาอยากถาม แต่รู้ว่ามันไม่ยอมตอบ แต่ไม่เป็นไร ถึงมันไม่ตอบ เขาก็จะปลอบมันเอง



ร่างสูงไหลตัวลงไปนอนเคียงข้างเพื่อน แล้วดึงคาเมะเข้ามากอด ลูบหลังลูบไหลไอ้คนที่กำลังสะอื้นฮักอยู่กับอก พลางบอกตัวเองว่า เขาจะไม่ยอมให้มันวิ่งหนีไปไหนอีกแล้ว ใครไม่รักมัน ใครรังแกมัน จุนโนะจะชกไอ้เวรนั่นเอง คอยดูสิ!!





...R R R R เสียงโทรศัพท์แผดลั่น ให้เจ้าของห้องต้องขยับมือไปคว้ามารับ ในขณะที่คนในอ้อมแขนชักจะรู้สึกตัวแล้วว่าตัวเองกำลังร้องไห้ และปล่อยให้ความอ่อนแอครอบงำ



“ไง ไอ้โคยามะ ลูกมึงถ่ายพยาธิได้รึยัง” จุนโนะเหลือบมองคาเมะที่ก้มหน้าก้มตาเช็ดน้ำตา




“เออ ไอ้คาเมะก็อยู่เนี่ย รอแปบ” แล้วจุนโนะก็ส่งโทรศัพท์ให้คนที่ยังตาแดงช้ำ คาเมะรับไป กลืนน้ำลายอึกใหญ่เพื่อปรับเสียงไม่ให้เครือนัก



“ว่าไงไอ้โคยามะ” ปลายสายเงียบ ก่อนจะย้อนถาม



‘เสียงมึงแปลกๆ ร้องไห้เหรอ’ เจอคำถามตรงๆแบบนี้ คาเมะถึงกับอึ้ง และเมื่อคำตอบคือความเงียบ ไอ้ปลายสายเลยชักร้อนรน



‘เฮ้ย! มึงร้องไห้เหรอคาเมะ!! เกิดอะไรขึ้น ไอ้จุนโนะแกล้งมึงเหรอ!!’



“เปล่า” มีแค่คำว่าเปล่า เพราะคาเมะเองก็ไม่รู้ว่าเขาร้องไห้เพราะเรื่องไหน มันปนเปกันมั่วไปหมด แต่ดูเหมือนทุกเรื่องที่ปนเปจะคาบเกี่ยวกันด้วยชื่อชื่อเดียว คือ อาคานิชิ จิน



‘เดี๋ยวกูกลับแล้ว มึงรอที่ห้องจุนโนะนะโว๊ย!! ใครแกล้งมึงวะ’ แล้วไอ้โคยามะก็บ่นตามมาอีกหลายประโยค ก่อนจะวางสายไป คาเมะส่งโทรศัพท์คืนเจ้าของ จุนโนะมอง ก่อนจะยิ้มกว้าง



“มึงง่วง ก็นอนซะ ก่อนที่คืนนี้จะไม่ได้นอน ไอ้โคยามะมันไม่ปล่อยให้เรื่องลอยนวลหรอก กูบอกไว้ก่อน”




……………………………………..


ไม่ได้นอนจริงๆ ไอ้โคยามะกลับมาถึงตอนเกือบจะหกโมงเย็นแล้ว และคาเมะต้องตอบคำถามว่า ทำไมถึงร้องไห้ ทำไมถึงอันนั้น ทำไมถึงอันนี้ มีแต่คำถามว่าทำไม ทำไม และทำไม จนจุนโนะต้องลากไอ้ตาตี่นั่นไปขังในห้องน้ำนั่นแหละ มันถึงยอมเลิกถามไป




แล้วคาเมะตอบคำถามของโคยามะมั้ย? คาเมะตอบ แต่ตอบแค่คำว่า ‘เปล่า’ นั่นล่ะ เลยเป็นสาเหตุที่โคยามะถามไม่หยุด



เช้าวันจันทร์สามเพื่อนซี้ที่คนหนึ่งลี้ภัยมาอาศัย อีกหนึ่งขี้เกียจกลับบ้าน และอีกหนึ่งเจ้าของห้องก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมตัวจะออกไปเรียนคาบเช้า



“นี่เสื้อมึงเหรอวะ ยี่ห้อนี้แพงนี่หว่า” โคยามะถาม ตอนที่คาเมะถอดเสื้อออกมาเตรียมซัก



“ของอาคานิชิ” ไอ้ตาตี่ ศัลยกรรมดีเอ็นเอตัวเองกลายเป็นตาโตขึ้นมากะทันหัน และก่อนที่มันจะถามว่า ‘ทำไมเสื้ออาคานิชิถึงมาอยู่ที่มึง’ ไอ้จุนโนะก็ปิดปากมันทันที นับเป็นบุญคุณครั้งใหญ่หลวง คาเมะนึกขอบคุณเพื่อนในใจ ก่อนที่พลพรรคทั้งสามจะเคลื่อนตัวออกจากห้องพักของจุนโนะ




...และ...




“ว่าแล้วว่าหนีมาอยู่ที่นี่” อาคานิชิ จิน ยืนโชว์ความหล่อบาดใจ แถมความรวยบาดตาด้วยรถยนต์คันหรูที่จอดอยู่ริมถนนหน้าตึกอพาร์ทเม้นท์ของไอ้จุนโนะ บ้านเพื่อนคาเมะที่แม้แต่พ่อแม่พี่น้องของคาเมะยังไม่รู้ แต่ไอ้หมอนี่รู้!!!




“บอกว่าจะมารับใช่มั้ย ทำไมไม่ฟัง” จินยังยืนพิงสะโพกกับรถตัวเอง สองแขนกอดอก และมองร่างโปร่งที่ตัวเล็กกว่าเพื่อนสองคนอย่างเห็นได้ชัดผ่านทางแว่นตากันแดดสีชา คาเมะไม่ตอบ แต่แอบสะกิดขาไอ้โคยามะให้ช่วยเปิดทางเพื่อเป็นทางออกฉุกเฉิน



“ไป ขึ้นรถ” ชายหนุ่มเอ่ยปาก และคาเมะก็ทำท่าจะเดินเข้ามาหาอย่างว่าง่าย แต่... แทนที่มันจะเดินตรงเข้ามาหาเขา มันหลับหมุนตัวแล้วออกวิ่ง!!!!




“วิ่งอีกแล้ว!” จินบ่นกับตัวเองอย่างรำคาญใจ หันกลับมามองจุนโนะและโคยามะที่ยังพากันจ้องเขา



“ขอตัวก่อน เพื่อนพวกนายชอบออกกำลังขาจริงๆ ไว้จะส่งคัดตัวนักกีฬาโอลิมปิค” ร่างสูงบอก ก่อนจะกลับไปขึ้นรถตัวเองทันที แล้วขับปราดออกไปยังถนนเบื้องหน้า จุนโนะมองตามรถยนต์คันหรู ก่อนจะมองไปตามฟุตบาธที่ไม่เห็นหลังคาเมะแล้ว



“กูว่า อาคานิชิ คงได้ส่งไอ้คาเมะเล่นพาราลิมปิคแทนโอลิมปิคว่ะ ถ้าคราวนี้หมอนั่นจับไอ้คาเมะได้อีกรอบน่ะ” โคยามะไม่เข้าใจในสิ่งที่เพื่อนอธิบาย แต่เขาก็ว่าไม่ยากหรอก ถ้าจะคาดคั้นมันว่าเมื่อวานตอนไอ้คาเมะร้องไห้ มันเกิดอะไรขึ้น




.................................................


ด้วยผลบุญผลกรรม เอ้ย ด้วยพลังขาอันทรงพลังของตัวเอง คาเมะก็มาถึงคณะได้แบบที่อาศัยสองเท้า และหนึ่งรถเมล์ สุดท้ายก็มายืนชื่นชมผลงานที่หน้าคณะตน แบบที่ไม่เห็นวี่แววรถคันหรูมันจะตามมาทัน



ได้วิ่งหนีมัน แถมยังวิ่งทันแบบนี้ คาเมะก็ชักรู้สึกว่าตัวเองกลับมาเป็น คาเมนาชิ คาซึยะ อย่างที่เคยเป็นแล้ว และมันก็คงไม่เปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นอีก




...ในที่สุด!!! กูก็ชนะ!!!~ วิ่งชนะไอ้หมอนั่นแล้วโว๊ย!!!!!!...




...อย่างงี้สิ ลูกผู้ชายตัวจริงกลับมาแล้ว วู้~!!! ดีใ.....จ.....




“เร็วดีนี่ แม้จะช้ากว่าฉันหกนาทีก็เถอะ” เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลัง ให้คาเมะที่กำลังเริงร่ากับชัยชนะของตัวเองถึงกับสะดุ้งเฮือก แล้วหันกลับไปมอง




อาคานิชิ จิน!!!!!




หมอนั่นกระตุกยิ้มร้าย แล้วเดินเข้ามาจับข้อมือเล็กบีบแรงๆให้คาเมะหน้าเบี้ยว



“คิดจะหนีฉันเหรอ บอกแล้วว่าไม่มีทางวิ่งทัน ต่อให้วิ่งหนีเร็วแค่ไหน ฉันก็จะตามไปจับนายกลับมาให้เร็วกว่าที่นายวิ่งได้ ทนไปเถอะ ตลอดชีวิตนั่นแหละ”




...ตลอดชีวิตนั่นแหละ...หมายความว่า ลูกผู้ชายตัวจริงคนนี้ จะวิ่งหนีมึงไม่ทันตลอดชีวิตอย่างนั้นเหรอ...



...กูไม่ยอมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!!




ในฝันกูยังวิ่งชนะมึง แล้วทำไมชีวิตจริงกูจะวิ่งไม่ได้วะ!!!!!!!!




อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก




แล้วเสียงร้องของลูกผู้ชาย ที่ถูกทำให้กลายเป็นตัวไม่จริงก็ดังลั่นแบบที่จินต้องใช้มือข้างหนึ่งจับข้อมือเล็กนั่นไว้ และอีกข้างปิดปากมัน ก่อนจะลากมันขึ้นตึก พร้อมกับข่าวลือที่กระจายไกลยิ่งกว่าเดิม



‘อาคานิชิซัง กับคาเมะเด็กคณะเราเป็นแฟนกัน!!!’


TO BE CON
…………………………………………..

2009.04.15 FIC : ฟ.แฟน
FIC : ฟ.แฟน
JIN X KAME
By : Dezair
………………………..

ฟ.แฟนนั้นหายาก ต้องลำบาก ทุกขั้นตอน
ยามกินต้องอ้อนวอน ถึงยามนอน ต้องกล่อมลา
ยามเที่ยวอย่าได้ขัด ปรนนิบัติ ขันอาสา
ยามนัด อย่าชักช้า ควรรีบมา ก่อนเจอดี
อยากได้สิ่งใดมา ต้องตามหา ทันท่วงที
ยามโกรธอย่าชวนตี จะให้ดีต้องยอมความ
คำสั่งนั้นศักดิ์สิทธิ์ อย่าได้คิดห้าม หรือปราม
ขัดใจคือข้อห้าม ท่องทุกยาม มันคือแฟน!!!


อาคานิชิ จิน ถอนหายใจเฮือกที่ร้อย ขณะมองดูใครบางคนนอนแหกแข้งแหกขาอยู่บนโซฟา มันคงลืมไป ว่ามันไม่ได้นอนอยู่บนเตียง ไอ้ท่าที่มันเคยบอกว่านอนแล้วสบายที่สุด เลยมาปรากฏบนโซฟาหน้าโทรทัศน์ โซฟาที่อุตส่าห์เลือกใหญ่พิเศษแล้ว มาเจอท่านอนไอ้ตัวดีที่นอนอ้าสามร้อยหกสิบองศา ก็เลยเล็กไปถนัดตา




ร่างสูงยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา แล้วเหลือบมองคนหลับที่นอนได้สมชายชาตรีเหลือเกิน ดีแค่ไหนว่ามันไม่กรนเป็นของแถม เห็นมันนอนก็รู้ว่ามันเพลีย แต่จะปล่อยให้มันนอนต่อ เดี๋ยวกลางค่ำกลางคืนก็ไม่นอนกันพอดี เล่นมานอนเอาตอนจะหกโมงเย็นแบบนี้ แต่ถ้าขืนปลุก… จินถอนหายใจเฮือกที่หนึ่งร้อยหนึ่ง




มันคงบ่นเขาหูชา




“คาเมะ คาเมะ ตื่น หกโมงเย็นแล้ว” เอาเถอะ ให้มันบ่นตอนนี้ ยังดีกว่ามันไปบ่นตอนกลางคืนให้เขาไม่ต้องหลับต้องนอนตามมัน



“อื้อ!!” แล้วไอ้คนนอน มันก็พลิกตัว ซุกตะแครงเข้ากับพนักโซฟา ให้ชายหนุ่มที่เพิ่งกลับมาจากที่ทำงานต้องส่ายศีรษะไปมาด้วยความระอา พลางนึกไปถึงฟอร์เวิร์ดเมลแปลกๆจากเพื่อนสนิทนิสัยดี ใช่! มันนิสัยดีมากเสียจนส่งกลอนประหลาดๆมาให้เขา พร้อมกับลงท้ายที่ว่า ‘แด่มึง ที่กลัวเมีย’ วะ!! ยังไม่มีเมียเสียหน่อย ที่พอจะมีก็แค่…..



แค่…..



คิดเท่านั้น จินก็เหลือบมองคนที่ยังนอนอยู่บนโซฟา คงจะเรียกว่าแฟนได้ละมั้ง อายุก็ห่างกันตั้ง 6 ปี คงจะไม่ใช่เพื่อนสนิทเล่นหัวกันหรอก แล้วก็ยังคนละพ่อคนละแม่ เพราะฉะนั้น ก็ไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกันด้วย นั่นแหละๆ คงเป็นแฟนอย่างที่กลอนในฟอร์เวิร์ดเมลนั่นว่า




“คาเมะ ตื่นได้แล้ว นอนตอนนี้ เดี๋ยวกลางคืนไม่นอน” จินทรุดตัวลงนั่งเบียดบนโซฟาตัวเดียวกัน แล้วพยายามดึงแขนคนหลับให้ลุกขึ้นนั่ง มืออีกข้าง จับขาทั้งสองข้างของร่างโปร่งเอาไว้ก่อน เขายังไม่อยากถูกมันถีบลงไปนอนเล่นที่พื้นตอนนี้




“คาเมะ ตื่น” ตอนแรก ที่จินบอกเพื่อนสนิทว่ามีคนรักอายุน้อยกว่า 6 ปี เพื่อนเขาถึงกับทำตาโต แถมยังมาหาว่าเขาเลี้ยงต้อยอีกต่างหาก แต่ตอนนี้สิ!! มีแต่คนสงสารเขากันทั้งนั้น เพราะ ‘ต้อย’ ที่ว่า ดันน่ารัก น่าเอ็นดูเกินเหตุ จนน่าเลี้ยงด้วยลำแข้งเหลือเกิน!!




“คาเมะ!!” จินชักดุ เพราะคนที่ยังนอน เป็นประเภทตื่นยากอย่างมีประสิทธิภาพเหลือเกิน เพราะมันไม่ได้ส่งเสียงโวยวายเขาที่ทำตัวเป็นนาฬิกาปลุกเลย แต่มันทำเนียน เอาความสงบสยบความเคลื่อนไหวท่าเดียว



“คาเมะ!! ลุกได้แล้ว!!” และแม้จินจะเพิ่งคบกับคาเมะได้สองสามปี แต่เขาก็รู้ดีว่าไอ้คนชอบทำเป็นเนียน มันต้องเจอฉุดกระชากลากถูด้วยการดึงแขนแรงๆแบบนี้



คนนอนถูกดึงขึ้นมานั่ง ในสภาพหัวฟู ตาปรือ หน้ามุ่ยสนิท จนมองผาดๆก็รู้ว่าเจ้าตัวเต็มใจจะตื่นอย่างมาก!!




“จะปลุกทำไมวะ!! คนกำลังหลับสบาย โอย ปวดหัว” คาเมนาชิ คาซึยะ โวยกลับด้วยความไม่พอใจ แต่ตายังปรือ ไม่ยอมลืมขึ้นมาเต็มๆเสียที



“มันก็ต้องปวดอยู่แล้ว นอนตอนเย็นๆแบบนี้ แถมหน้าต่างก็ไม่เปิด แอร์ก็ไม่เปิด”



“อ้าว ตอนแรกเปิดแอร์แล้วนี่หว่า สงสัยกดไม่ติด มึนหัวชะมัดเลย” คนเพิ่งตื่นบ่น หน้าบูด แล้วตบเข้าที่ขมับเบาๆให้หายอาการมึน แต่ตบได้แค่สองครั้ง ก็ถูกมือใหญ่ของอีกฝ่ายดึงไว้




“หิวข้าวรึเปล่า ซื้อสปาเก็ตตี้กับซุปมา ไปล้างหน้าล้างตาไป จะอุ่นร้อนๆให้” ร่างโปร่งพยักหน้ารับ แล้วลุกจากโซฟาเดินเข้าห้องน้ำอย่างว่าง่าย ก็ยังดีอยู่บ้าง ที่เรื่องกิน จินไม่ต้องอ้อนวอนนัก เพราะรายนี้กินง่าย ขอให้มีกินเถอะ



ออกจากห้องน้ำมาได้ คาเมะก็เดินมานั่งรอที่โต๊ะอาหารใกล้ๆโซนครัว ที่จินกำลังอุ่นซุปรอ ไม่นานนัก ร่างสูงก็ลำเลียงทั้งซุป ทั้งสปาเก็ตตี้ออกมาวางตรงหน้า ให้มื้อเย็นเล็กๆเริ่มต้นขึ้นง่ายๆ




“หายมึนหัวรึยัง” ร่างสูงเงยหน้าถาม คำตอบมีเพียงการส่ายหน้าเบาๆ ให้จินต้องวางส้อมลงกับจาน แล้วส่งมือไปวางทาบที่หน้าผาก




…ตัวไม่ร้อน… ความเบาใจเกิดขึ้น แต่หน้าตามุ่ยๆของคนร่างโปร่ง ก็ทำให้เขาอยู่ไม่สุขนัก



“บอกแล้วว่าอย่านอนตอนเย็นๆแบบนี้” เขาเอ่ยปากเสียงเรียบเรื่อย



“ก็มันง่วง วันนี้รบกับอาจารย์มาทั้งวัน”





คาเมะยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปี สาม พวกเขาอยู่ด้วยกัน ได้ด้วยข้ออ้างที่ว่า จินเป็นลูกของเพื่อนของพ่อของคาเมะ ความสัมพันธ์ของพวกเขาที่ค่อนข้างจะผิดแปลกออกไปจากสังคมเล็กน้อย เป็นไปอย่างจริงใจและจริงจังในคอนโดเล็กๆแห่งนี้ และในสายตาคนรอบข้างที่รู้เรื่องแค่ไม่กี่คน




แน่นอนว่าพ่อและแม่ของพวกเขาทั้งคู่ไม่รู้ จินกับคาเมะไม่คิดจะบอก เพราะรู้ดีว่ามันรับได้ยากเกินไป หากลูกชายสองคนจะจูงมือกันเข้าไปบอกว่าพวกผมเป็นผัวเมียกัน แล้วอีกอย่าง พวกเขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับความรักนัก ต่างคนต่างรู้ว่ารักกัน และปัจจุบันที่ได้รักกัน ได้อยู่ด้วยกัน มันก็ดีกว่าอนาคตที่มองไม่เห็นอะไร




“งั้นรายงานเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย” คาเมะเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเดินมายังจุดนี้ มายังหนทางที่รักชอบผู้ชายด้วยกัน แต่เพราะอะไรหลายอย่างของคนตรงหน้า ร่างโปร่งเลยไม่ลังเล หากจะต้องเลือกระหว่างการเป็นผู้ชายปกติของสังคม กับการมีคนรักที่ชื่อ อาคานิชิ จิน




“ไม่เรียบร้อยก็ไม่แก้แล้ว เหนื่อยจะตาย” พูดไปทั้งๆที่รู้ดี ว่ามีใครบางคนเหนื่อยกว่า วันไหนคาเมะนอนดึก จะมีบางคนที่หลับๆตื่นๆตลอดทั้งคืน เพียงเพื่อจะลุกขึ้นมาถามว่าให้ช่วยอะไรมั้ย หิวอะไรรึเปล่า วันไหนคาเมะจำเป็นต้องตื่นเช้า จะมีบางคนที่ตื่นเช้ากว่าเพื่อลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าไว้ให้คาเมะรองท้องก่อน วันไหนคาเมะกลับเย็น จะมีใครบางคนเดินเป็นหนูติดจั่น นั่งไม่ติดที่ และโทรศัพท์หาทุกๆครึ่งชั่วโมง เพียงเพื่อจะถามว่า กลับเองไหวรึเปล่า จะให้ไปรับไหม ใครคนนั้น คือคนที่นั่งทานข้าวกับคาเมะอยู่ตรงนี้




“เด็กขี้เกียจจริงๆ” จินบ่นอย่างไม่จริงจังนัก และ พลั่ก!! ร่างสูงหน้าเบี้ยว ยกเท้าขึ้นมาจับด้วยความเจ็บกับรางวัลที่ทำตัวเป็นคนช่างบ่น




“เล่นใต้โต๊ะนะคาเมะ” เขาคาดโทษ แต่แฟนเด็กอยู่ในโอวาทเสียที่ไหน เพราะรายนั้นลอยหน้าลอยตา ตักสปาเก็ตตี้เข้าปากจนมันเลอะไปถึงข้างแก้มนู่น จินลอบยิ้มกับซอสสีแดงที่ติดอยู่บนแก้มขาว นึกหมั่นเขี้ยวอยากส่งนิ้วไปปาดออกแรงๆ แต่คิดอีกที ปล่อยไว้แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เหมือนได้นั่งมองเด็กอนุบาลกินอาหารเลอะเทอะ!!




และเจ้าซอสนั่น ก็ยังติดอยู่บนแก้มไปแบบที่เจ้าตัวไม่รู้เลยสักนิด จนถึงตอนทานผลไม้แก้คาวปากหลังมื้ออาหารเย็นนั่นล่ะ และไม่ต้องทายก็รู้ ว่าใครจะเป็นทาสปอกผลไม้ ถ้าไม่ใช่อาคานิชิ จิน ที่เป็นคนซื้อมา




“หัดกินซะมั่ง ไม่ใช่กินอยู่แค่ไม่กี่อย่าง” ร่างสูงบอกตอนปอกลูกพลับสีส้มสด แล้วยื่นให้คนที่ทำหน้าแหย เพราะไม่คุ้นเคย คาเมะไม่ชอบกินผลไม้นัก และจะกินก็ต่อเมื่อมันเป็นผลไม้ที่ ‘อยาก’ หรือมีความหมายในเชิงนัยยะสำคัญว่า ‘รู้จัก’ ซึ่งไม่พ้น แอปเปิ้ล ส้ม องุ่น สตรอเบอร์รี่และแตงโม ส่วนนอกนั้น ลืมไปได้เลยว่าคาเมะจะแล




“สีอย่างงี้ไม่อร่อยแหง” ไม่ทันจะรับ มันก็โวยล่วงหน้าแล้วว่าไม่อร่อย ให้คนอุตส่าห์ซื้อ คนอุตส่าห์ปอกอยากจะเอาลูกพลับเขกหัวเหลือเกิน




“ลองกินดูก่อนสิ”




“ไม่เอาอ่ะ ทำไมไม่ซื้ออะไรที่มันกินง่ายๆหน่อย” จินอยากจะบอกว่าลูกพลับนี่ คนทั้งโลกก็กินง่าย จะมีอยู่คนเดียวที่กินยากก็คือ คาเมะเนี่ยแหละ แต่พูดไปแล้ว มันจะฟังเรอะ มันดื้อออกอย่างนั้น ไม่มีทางอยู่แล้ว




“กินเถอะหน่า” ชิ้นแรกที่ปอกยังคาอยู่ในมือ และคาเมะก็ไม่ยอมหยิบเสียที ก็คาเมะไม่อยากกินนี่หว่า ผลไม้หน้าตาแปลกๆ เหมือนมีญาติเป็นฟักทองเวอร์ชั่นจูเนียร์ แต่สีดันโคตรส้มแบบนี้ ยังไงๆ คาเมะก็ว่าไม่อร่อยแน่ๆ!!



“กิน” จินบอกสั้นง่าย แต่คาเมะไม่พอใจคิ้วขมวดมุ่น



“จินอย่าบังคับกันดิ”



“ไม่ได้บังคับ…กิน” ไม่ได้บังคับตรงไหนวะ สั่งให้กินด้วยท่าเอาเรื่องอย่างงี้เนี่ยนะ




“คาเมะ” ต้องเรียกชื่ออีกรอบ ร่างโปร่งจึงยอมคว้าไปยัดเข้าปากด้วยท่าทางตรอมใจสุดฤทธิ์ ชายหนุ่มมองคนรักอย่างเหนื่อยอ่อน เพราะเห็นว่ามันอร่อยหรอก เห็นว่ามันแพง อยากให้คาเมะได้กินของดีๆ ก็เลยซื้อมา แต่ถ้าต้องมาบังคับจนกลายเป็นทะเลาะกันแบบนี้ เขาก็ไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้น




ร่างสูงจัดการให้คาเมะเอาลูกพลับหนึ่งชิ้นเข้าปากได้ ก็ลุกจากเก้าอี้ เอาลูกพลับที่เหลือเข้าไปปอกในโซนครัว กะจะเอาใส่ทัปเปอร์แวร์เอาไว้ทานเอง เพราะคาเมะคงไม่ทานอีก




คนถูกบังคับให้กินทำใจแต่แรกแล้วว่า รสชาติมันต้องแย่เอามากๆ เพราะมันคงมีพ่อเป็นฟักทอง และมีแม่เป็นส้ม อะไรๆก็คงผสมจนมั่วให้ชวนแหวะ แต่เอาเข้าจริงแล้ว เจ้าลูกพลับก็ใช่จะรสชาติแย่นัก




กัดไปคำแรก คาเมะว่ามันกรอบ กัดคำที่สอง อืม มันหอมแหะ กัดคำที่สาม มันหวานด้วยล่ะ แล้วจากนั้นก็เริ่มเคี้ยว เคี้ยว เคี้ยว ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งรู้สึกว่ามันอร่อยใช้ได้เหมือนกันแหะ จนกลืนมันลงคอไปแล้ว ถึงได้เหลือบมองแผ่นหลังกว้างของคนที่ยืนปอกผลไม้อยู่ที่เคาท์เตอร์




คาเมะรู้ว่าจินหวังดี จินไม่เคยทำอะไรให้คาเมะไม่มีความสุข จินเป็นผู้ชายที่ดี เป็นคนรักที่ดี



ร่างโปร่งลุกจากเก้าอี้ เดินเข้าไปยืนข้างๆ เห็นจินกำลังปอกลูกพลับอย่างขะมักเขม้น มีบางส่วนที่ปอกเสร็จแล้ว และถูกจัดเรียงอยู่ในกล่องทัปเปอร์แวร์ คาเมะพลิกตัว แล้วเท้าแขนขึ้นไปนั่งบนเคาท์เตอร์ ก่อนจะทำเนียนหยิบลูกพลับในกล่องหนึ่งชิ้นเข้าปากตัวเอง ให้คนกำลังปอกต้องหันมอง




“มองอะไร ปอกไปดิ” คาเมะบอก ทั้งๆที่ลูกพลับยังเต็มปาก จินยิ้มบาง ลองว่ามาหยิบเองแบบนี้ แสดงว่าอร่อยถูกใจเจ้าตัวดี เขาส่ายหน้าเล็กๆ ก่อนจะก้มลงปอกตามเดิม คาเมะหยิบลูกพลับอีกชิ้นเข้าปาก ให้จินต้องพยายามซ่อมยิ้มดีใจอย่างยากลำบาก



“อร่อยเหรอ” ต้องพยายามยิ้มให้น้อยที่สุด คาเมะเกลียดคนรู้ทัน จินไม่อยากให้คนรักที่กำลังอารมณ์ดีต้องหันมาโวยวายเขาหรอก ชายหนุ่มเงยหน้าถาม แต่รอยยิ้มเก็บซ่อนได้ไม่มิดนัก เพราะคาเมะยังมองเห็นสายตาของอีกฝ่ายที่ดูจะแฝงแววดีใจจนน่าอ้วก ร่างโปร่งเหล่มองอย่างหมั่นไส้ แล้วหยิบลูกพลับอีกชิ้น ยัดเข้าปากคนถาม



“พูดมากว่ะ” ไม่มีคำตอบของคำถามที่ว่า ลูกพลับอร่อยมั้ย มีแต่เจ้าผลไม้สีส้มๆ ที่ถูกปอกใส่กล่องทัปเปอร์แวร์ค่อยๆพร่องลงทีละชิ้น ทีละชิ้น เข้าปากคาเมะบ้าง ปากจินบ้าง ด้วยมือใครบางคนที่ไม่ยอมตอบคำถามสักที ว่าลูกพลับถูกใจรึเปล่า




ลูกพลับถูกปอกจนหมด และไม่มีเหลือในทัปเปอร์แวร์ไว้กินวันต่อๆไป คนที่ยึดเคาท์เตอร์เป็นเก้าอี้ เลยไถตัวลงมายืนบนพื้น ช่วยจินเก็บเศษ เก็บเปลือกลงถังขยะ




“ยังไม่ตอบเลย ว่าลูกพลับอร่อยมั้ย” จินที่กำลังล้างมีด หันมาถามคนที่กำลังเช็ดเคาท์เตอร์



“ไม่รู้”



“งั้นพรุ่งนี้ตอนเย็นจะกินอะไร ในตู้เย็นมีแตงโมแค่ซีกเดียว เอาแอปเปิ้ลอีกอย่างมั้ย” จินถาม เพราะรู้ว่าคาเมะเป็นคนทานผลไม้ยาก เขาไม่อยากให้ร่างโปร่งขาดวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย เลยกลายเป็นว่าต้องกินทุกวันหลังมื้อเย็นให้เคยตัว



คาเมะนิ่งไปกับคำถาม ก่อนจะทำเป็นหันหลังเดินหนี ไม่ยอมตอบ ให้จินต้องเรียกซ้ำ



“คาเมะ”



“เอาไอ้ลูกเมื่อกี้ก็ได้” ก็มันอร่อยใช้ได้ คาเมะก็เลยอยากกินอีกน่ะสิ จินยิ้มกับคำตอบที่เหมือนจะจำใจเลือก เขาร้องเรียกร่างโปร่งไว้อีก



“คาเมะ




“อะไรอีกล่ะ” เจ้าของชื่อหันกลับมามองด้วยหน้าตาเอาเรื่องเล็กน้อย จินปิดก๊อกน้ำเช็ดมือกับผ้าแล้ว จึงเดินเข้ามาหา ก่อนจะเช็ดเบาๆที่ข้างแก้มนิ้ม


“ซอสเลอะ”



“ซอส?” ซอสอะไร เมื่อกี้กินไอ้ลูกส้มๆ ไม่ได้มีซอสอะไรสักหน่อย ร่างสูงมองคนทำหน้างงด้วยสายตาวาววับ



“ซอสสปาเก็ตตี้”



ห๊ะ!! ซอสสปาเก็ตตี้!! สปาเก็ตตี้ที่กินเสร็จไปตั้งนานแล้วเนี่ยนะ!! คาเมะรีบยกมือขึ้นเช็ดแก้มสองข้างของตัวเองแรงๆ ในขณะที่จินหัวเราะลั่นอย่างมีความสุข ก่อนจะเดินหนีไปที่โซฟา ทิ้งให้คาเมะโวยวายตามหลัง



“ทำไมไม่บอกแต่แรกเล่า!!” แน่นอนอยู่แล้วว่าคาเมะไม่แต๋วพอจะทำแค่กระทืบๆด้วยความไม่พอใจ ที่จินไม่ยอมบอกตั้งแต่แรก ร่างโปร่งวิ่งเข้าไปชนจินให้ล้มลงไปนอนบนโซฟา แล้วไล่ทุบกันเหมือนหมาบ้าไม่มีผิด




ในคอนโดดังลั่นไปด้วยเสียงหัวเราะของจิน ที่ปนเสียงวอนขออย่างไม่จริงจังนัก และเสียงโวยวายจำพวก ‘หยา!!!’ ‘นี่แหน่ะ!!!’ ‘แกตาย!!!’ กับบรรยากาศยามพลบค่ำที่ดวงอาทิตย์กำลังส่องแสงสีส้มอยู่ที่ขอบฟ้าไกลๆ กับเมืองโตเกียวเบื้องล่างที่กำลังถล่มการไฟฟ้านครหลวง ด้วยหลอดไฟนับล้านดวงที่เปิดกันพรึ่บพรั่บเพื่อรับการมาของค่ำคืน




ส่วนคืนนี้ของสองคนคู่รัก หนึ่ง ผู้ชายเลี้ยงต้อย กับสอง ต้อยที่ถูกผู้ชายเลี้ยง อาคานิชิ จิน กับคาเมนาชิ คาซึยะ…….




เราไม่อยากให้คุณทายเท่าไหร่ ว่าคืนนี้ใครจะได้นอน หรือใครจะไม่ได้นอน หรือมันจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่ยังไงก็ตาม ฟ.แฟน ก็คือ ฟ.แฟน



ฟ.แฟนนั้นหายาก ต้องลำบาก ทุกขั้นตอน
ยามกินต้องอ้อนวอน ถึงยามนอน ต้องกล่อมลา
ยามเที่ยวอย่าได้ขัด ปรณนิบัติ ขันอาสา
ยามนัด อย่าชักช้า ควรรีบมา ก่อนเจอดี
อยากได้สิ่งใดมา ต้องตามหา ทันท่วงที
ยามโกรธอย่าชวนตี จะให้ดีต้องยอมความ
คำสั่งนั้นศักดิ์สิทธิ์ อย่าได้คิดห้าม หรือปราม
ขัดใจคือข้อห้าม ท่องทุกยาม มันคือแฟน!!!



จินนึกถึงกลอนแปลกๆของเพื่อนรักที่ชื่อ นากามารุ ยูอิจิ ขณะที่ยังนอนหอบบนพื้นพรม มีใครบางคนนอนทับอยู่ด้านบนและหอบไม่แพ้กัน เพราะมัวแต่วิ่งไล่ วิ่งตีกันเมื่อกี้ สุดท้ายเลยมานอนหอบกันแบบนี้




“คาเมะ ลูกพลับอร่อยมั้ย” คำถามเดิมที่ยังไม่ได้รับคำตอบ ทำเอาคาเมะรีบลุกจากร่างอีกฝ่ายทันควัน แต่ไม่ได้เร็วไปกว่าคนที่ดึงรั้งเอาไว้ ให้ทรุดตัวลงมานอนทับกันตามเดิม



“พูดให้ดีใจหน่อยได้มั้ย” เขาถามเสียงเบาอย่างมีความสุข รู้คำตอบอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่อร่อย คาเมะคงไม่เรียกร้องอยากจะกินอีกหรอก แต่ยังไง เขาก็อยากได้ยินออกมาเป็นคำพูดอยู่ดี



“อร่อย” คำตอบทำเอาร่างสูงยิ้มกว้าง ผงกศีรษะขึ้นมาจูบเบาๆที่ขมับคนที่นอนหนุนอก ก่อนจะหงายผึ่งลงนอนต่อ แล้วปล่อยให้คาเมะนอนกลิ้งหัวไป กลิ้งหัวมาบนอกเขาต่อไป ในขณะที่จินเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานสูง ที่สะท้อนท้องฟ้ามืดแต้มด้วยดวงดาวนับพัน



เขาคิดถึงเพื่อนรักเจ้าของฟอร์เวิร์ดเมล




ถึงการมีแฟนจะชวนให้ปวดหัวอยู่สักหน่อย ต้องคอยอ้อนยามมันจะกิน ต้องคอยกล่อมยามมันจะนอน ต้องคอยตามใจไม่ว่ามันจะอยากทำอะไร ทำให้ทุกอย่าง ทำทุกวิถีทาง เพื่อมัน เพื่อไอ้คนที่ได้ชื่อว่าเป็น ฟ.แฟน



มันเหนื่อยก็จริง มันหนักก็ใช่




แต่ถึงอย่างนั้น มันก็เทียบไม่ได้หรอก กับการมีเวลาสบายๆเพียงช่วงสั้นๆแบบนี้ แล้วมีแฟนมานอนหนุนอกแบบนี้




ใช่ มันเทียบไม่ได้จริงๆ




ร่างสูงยิ้มบางกับตัวเองแล้วหลับตาลง ขณะเอื้อมมือไปกดรีโมทแอร์ให้มันทำงาน




นอนพักหลังกินข้าวสักหน่อย มันคงไม่ทำให้คืนนี้นอนไม่หลับหรอกหน่า



FIN


FIC : คู่รักจืดชืด ตอน สวีท ไวท์เดย์
JIN X KAME
BY : Dezair
...................................



....สวัสดีครับ ผม ทานากะ โคคิ....



....ส่วนผม ทาคิซาว่า ฮิเดอากิ....




....วันนี้เราสองคนจะมาทำหน้าที่หน่วยกล้าตาย แห่ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ อีกครั้ง เพื่อกระทุ้งความหวานจากไอ้คู่บ้าบอจอมจืดชืด อันเป็นที่เลื่องชื่อไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัย



....นั่นครับ....เจอแล้วหนึ่งคน.....




..... ยอดชาย อาคานิชิ จิน กำลังนั่งดูดกาแฟปั่นจ๊วบๆอยู่คนเดียว ณ ที่ประจำ บนโต๊ะไม้ริมลานเกียร์นั่นเอง..... ใครที่งงคำว่าลานเกียร์หมายถึงลานอะไร กรุณากลับไปอ่าน ตอน สวีท วาเลนไทน์ครับ พวกผมสองคนไม่ขออธิบายซ้ำ ....



...กลับเข้าเรื่องกันต่อ งานนี้ไอ้จินมันโชว์เดี่ยว ทำตัวเป็นชายโสดเหมือนทุกครั้งที่มันมีของกินในมือ ไอ้บ้านี่จะไม่ร่วมสถานที่ใดๆกับคนรู้จักทั้งสิ้น




....นัยว่าคงกลัวถูกแย่งของกินไปนั่นเองครับ รุ่นพี่ทักกี้.... ไม่รู้ แม่ยอดยาหยี เอ้ย~! คู่รักร่วมอุดมการณ์ของมันไปไหนแล้ว.....คงไม่ใช่ถูกไล่ไปไกลๆเพราะไอ้จินกลัวจะแย่งของกินมันหรอกนะ...




....ไม่หรอกน่ะ....แต่....วันนี้มันวันไวท์เดย์ ทำไมมันไม่มานั่งด้วยกัน.... หรือจินมันอาจจะเซอร์ไพรส์คาเมะก็ได้นะ.... โคคิว่าไง...



....ก็อาจจะล่ะมั้ง ทีตอนวาเลนไทน์ยังมีแหวนคู่เลยนี่นา....อ๊ะ~!!! รุ่นพี่ดูโน่นสิ!!!!!....




....O.O ดอกกุหลาบขาวเต็มหลังรถกระบะ!!!!!..... นี่หรือว่า....นี่จะเป็น!!!!!!??????.....




….ของขวัญไวท์เดย์ ที่จินเตรียมไว้ให้คาเมะ!!!!!!!!!!!!....





“แด่พีจังของยู~~~~~~~!!!!!!!!!!!!!!!!” .....เอ่อ..... มะ.....มะ.....ไม่ใช่สินะ.... =.=




ครับ.....ที่ทุกท่านกำลังรับชมอยู่ ไม่ใช่คู่เอกของเรื่องแต่อย่างใด แต่เป็นคู่ที่น่าเอียนที่สุดในศตวรรษ




.....มันวิ่งมากันแล้วครับรุ่นพี่.....ไอ้ยูอยู่มุมนึง ส่วนพีจังสุดที่รักของมันก็อยู่อีกมุมนึง....มาแล้วครับท่านผู้ชม วิ่งกันมาคนล่ะมุม แล้วก็....



....ครับ!!!!!....มันโผเข้ากอดกันกลางลานเกียร์ เป็นเกียรติประวัติไปอีกคู่~!!!! ....




....ฉากหลังของพวกมันก็สุดแสนจะโรแมนติก เป็นรถกระบะสีขาวคันเล็กน่ารักที่เห็นบ่อยๆในหนังรัก ….



….แต่ไอ้คู่นี้พิเศษกว่า ตรงที่ในกระบะนั้น เต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีขาวนับพัน ที่ ‘ยู’ ของพีจังยกให้เป็นของขวัญวันไวท์เดย์ ตอบแทนข้าวกล่องรสเยี่ยมเมื่อวาเลนไทน์ที่ผ่านมา …..




….โฮ~!!!!!!.ไอ้เว่อร์~!!!!!!....




....แล้วไอ้พวกคนโสดที่ยืนชื่นชมกับความหวานเกินพิกัดของเจ้าบ้าสองคนนั่นก็ดันไปปรบมือให้มันอีก!!!!....




....จะตบมือกันเพื่อ~!!!!???? =.=....ไม่ต้องไปยินดีปรีดากับความกุ๊กกิ๊กของไอ้คู่นี้หรอก มาช่วยกันเข็นไอ้คู่เวรนั่นดีกว่า!!!.....อ๊ะ! โทษทีครับรุ่นพี่ พอดีผมหมั่นไส้ไอ้ยูไปหน่อย....




...ไม่เป็นไรๆ....แต่พี่ว่า เราเข้าไปคุยกับไอ้จินกันเลยดีกว่ามั้ย.... พี่ชักอยากรู้แล้วสิ ว่าจินมันเตรียมอะไรให้คาเมะ....



....โอ.เค. ครับ....งั้นคุณผู้ชมตามผมมาเลย~!!!....


-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*


“ไงจิน~~~” โคคิส่งเสียงทักไปเป็นคนแรก ทำให้จินที่กำลังดูดกาแฟปั่นหมดแก้วจนได้ยินแต่เสียงดูดอากาศ ต้องเงยหน้ามอง สีหน้าประมาณว่า …..อีกแล้วเหรอเนี่ย........




“เอามากินมั่งดิ~!!!”




โคคิไม่เข้าใจว่าจินจะดูดไปอีกทำไม ในเมื่อตรงหน้ายังมีนมปั่นอีกแก้ว แต่ในเมื่อมันไม่กิน พี่โล้นซ่าก็ขอหาเรื่องขโมยล่ะนะ




ทว่า......ไม่ทันจะได้ก้มลงดูดให้ชื่นใจ ร่างสูงก็กลับคว้าหมับคืนมา แล้วยื่นแก้วกาแฟปั่นซึ่งหมดแล้วให้แทน



....ช่างเป็นเพื่อนที่น้ำใจประเสริฐ....เอาแก้วที่หมดแล้วมาให้เนี่ยนะ.... T.T



“คาเมะล่ะ....ไม่นั่งด้วยกันเหรอ” โคคิมัวแต่ตรอมใจกับนิสัยสุดแย่ของจิน ทักกี้เลยถามแทน



“ไปห้องสมุด” นับว่าเป็นฤกษ์ดี คาเมะไม่อยู่ งั้นตะล่อมเอากับไอ้จินมันโล้ด~~....



“แกเห็นคู่ไอ้ยูกับพีจังเมื่อกี้มั้ย” ผู้กล้าตายนัมเบอร์วัน ทาคิซาว่า ฮิเดอากิ ออกโรง!!!!



“ทำไม?.....มันทำไรกัน” นอกจากของกินแล้ว ไม่สนอย่างอื่นว่างั้น?.... แกนะแก.... =.=



“เมื่อกี้ยูมันเอากุหลาบขาวเต็มหลังรถกระบะมาให้พีจังเลยว่ะ!~~....”



ผู้กล้าตายนัมเบอร์ทู ทานากะ โคคิ วิ่งออกมาจากโหมดอึ้งเพื่อบอกต่อ แล้วโบ้ยไปทางคู่รักสุดเลิฟที่ยังประคองออเซาะกันกลางลาน กระแทกตาคนโสดสิ้นดี ก่อนจะก้มลงหาเศษซากกาแฟปั่นจากแก้วเปล่าๆที่จินยกให้



....เพื่อนชั่ว~!!! T.T ฉันเป็นเพื่อนสนิทแกมาตั้งนาน นี่คือสิ่งที่แกตอบแทนฉันงั้นเรอะ!!!!....




“ให้ทำไม.....วันนี้วันเกิดพีเหรอ”



เกิดเป็นความเงียบลอยตัวเคว้งอยู่เหนือโต๊ะทันทีที่จินถามจบ โคคิกับทักกี้หันมองหน้ากัน สบตากันปิ๊งๆแต่ไม่มีการสปาร์คแต่อย่างใด




“คือ....วันนี้มันวันไวท์เดย์....” โคคิเป็นคนเฉลยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ




...หมดกัน....ไม่ต้องลุ้นมันแล้วล่ะ....เซอร์ไพรส์ไวท์เดย์ที่จินจะมีให้คาเมะน่ะ!!!!....




จินทำคิ้วขมวดเล็กน้อยเมื่อมองหน้าเพื่อนและรุ่นพี่



“ไวท์เดย์?.....วันสีขาวเหรอ?...” O.O ถามอะไรของม๊านนนนนนนนน~!!!!!!!....





“เอ่อ.....อ่า.....ไวท์เดย์....ก็....วันที่ผู้ชายจะให้ของตอบแทนคนรักที่ให้ของขวัญวาเลนไทน์น่ะ” คราวนี้ถึงตาทักกี้ต้องพูดบ้าง เพราะดูโคคิจะอึ้งสนิทไปอีกรอบแล้วเรียบร้อย




“อ้อ....” แล้วจินก็รับรู้แค่นั้น ไม่คิดจะถามอะไรเพิ่มเติม ไม่คิดจะเอาความรู้ทีได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงเลยแม้แต่น้อย




“แก.....เตรียมอะไรให้คาเมะบ้างรึยังล่ะ” คำตอบเป็นที่คาดได้ เพราะไอ้จิน ส่ายหน้าพรึ่บ~!!



“ไม่มีตังส์อีกล่ะสิ....” ทักกี้ถามพลางถอนหายใจ คล้ายจะปลงกับรุ่นน้องของตัวเอง




...ไม่รู้ต้องเอาอะไรกระแทกให้มันได้สำนึกสิหน่า ว่าคู่มันน่ะพึ่งจะคบกัน ไม่ใช่แต่งกันมาชาติเศษจนเบื่อน้ำหน้า แล้วจืดชืดอย่างงี้...




“อืม...” จินตอบด้วยการขานในลำคอ พร้อมรอยยิ้มมุมปาก ....ท่าทางมีลับลมคมในอย่างงั้น ทักกี้ก็เดาได้อย่างเดียวว่ามันคงเอาเงินไปละลายกับของกินหมด!!!!....




“แล้วนี่ ถ้าคาเมะมาแล้ว แกจะกลับเลยรึเปล่า” จนปัญญาแล้วล่ะ ไอ้คู่นี้น่ะ ทักกี้เลิกหวังแล้ว ว่าพวกมันจะมี ‘สวีท ไวท์เดย์’ สุดเริ่ดแบบ ยูกับพีจัง ที่ยังยืนกอดกันแนบแน่น อยู่โน้น




“เดี๋ยวรอคาเมะกินนี่ก่อน....” จินโบ้ยไปทางนมปั่นที่เริ่มละลาย รุ่นพี่จอมสังเกตถึงกับเลิ่กคิ้ว




....อ้อ.....ที่แท้ก็ของคาเมะนี่เอง มันถึงไม่ยอมให้โคคิกินตอนแรก....



....แถมดูแล้ว แม้แต่ไอ้จินเอง ก็ยังไม่ได้แตะเจ้านมปั่นนี่ด้วยสินะ....



....ไม่งั้นนมปั่นแก้วนี้ก็คงไม่มีชีวิตอยู่ถึงช่วงกระบวนการทำละลายตัวเองหร้อกกกกกก~!!!!!....




“นั่นไง คาเมะมาพอดี” แล้วร่างบอบบางก็เดินตรงเข้ามาก็ทำให้รุ่นพี่หนุ่มต้องร้องทัก คาเมะเดินเข้ามาที่โต๊ะไม่ลืมที่จะโค้งศีรษะสวัสดีรุ่นพี่ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ




....เอ่อ..... ‘ข้างๆ’ ที่ว่าน่ะ ....ข้างๆทักกี้หรอกนะ ไม่ใช่ข้างๆจิน..... =.=




“โคคิเป็นอะไรไปน่ะ” คนมาใหม่ถาม




“อึ้งนิดหน่อย....เออ....คาเมะมีของขวัญให้จิน วันไวท์เดย์รึเปล่า” ทักกี้ถามไปงั้น ไม่คิดว่าคนข้างกายจะพยักหน้ารับแล้วทำท่าเขินอายหรอก



.....แต่.... ใช่!!! มีแต่!!!!....



“มี....อ่ะ....นี่ของจิน ....” O.O เฮ้ย~~ จริงเด๊~~!!!!!!.....




“ของรุ่นพี่ก็มี....อันนี้ให้โคคิด้วย ถ้าหายอึ้งแล้ว...”




แล้วคนสวยก็ยิ้มใสๆหนึ่งที ตอนที่ยื่น ไวท์ชอคโกแลตกล่องเล็กๆสามกล่องที่เหมือนกันทุกประการให้กับคนสามคน



….เอ่อ.....คาเมะเข้าใจวันไวท์เดย์รึเปล่า....วันไวท์เดย์เขาต้องให้ตอบแทน ‘คนที่รัก’ ไม่ใช่ให้มันทุกคนที่ผ่านเข้ามาอย่างงี้~!!!! โอ้ยยยยย ทักกี้ล่ะอยากจะเขียนไว้บนหน้าผากสวยๆนี่เสียจริง!!!!



....เจ้าบ้า!!!!!!!!!.....




“อันเมื่อเช้านี่นา....” จินโวยเล็กๆ เมื่อพลิกหน้าพลิกหลังกล่องชอคโกแลตในมือสองสามรอบ



“อือ...ลองชิมดูสิ ไม่รู้ว่าอร่อยรึเปล่า แต่ในหนังสือบอกว่าหวานน้อย” แล้วจินมันก็แกะกล่องชอคโกแลตออกกิน




ทักกี้ล่ะไม่อยากจะสาธยายตอนมันแกะเลย ไม่สิ ต้องเรียกว่า …‘ฉีก’… ไม่รู้มันหิวจัดหรืออะไร พอหาที่เปิดไม่เจอ พี่แกก็ใช้นิ้วจิก แล้วกระชากทีเดียว กล่องกระดาษก็ขาดแคว่ก~!!!!




....เจริญ~!!!!.....ของขวัญไวท์เดย์นะแก!!! ทำให้ดูมีคุณค่านิดนึง....



“อืม....ใช้ได้....แต่ของเมื่อวานอร่อยกว่า” แล้วจินก็หยิบเข้าปากไปอีกชิ้น



“งั้นเหรอ...งั้นคราวหน้าจะทำแบบเมื่อวานแทนแล้วกัน” ทักกี้หูกระดิกแล้วตาโตนิดๆ.....ห๊ะ~!!!~ อะไรนะ.... ‘ทำ’ งั้นเหรอ….




“คาเมะทำเองเหรอ....” ทักกี้ถามพลางชูกล่องชอคโกแลตในมือขึ้น ร่างบางดูดนมปั่นแล้วยิ้มตาหยีแทนคำตอบ



“ไอ้จินก็เลยลาภลอยได้ชิมตั้งแต่เมื่อวานสินะ....ไปทำที่บ้านคาเมะเหรอ”




รุ่นพี่หนุ่มเอ่ยปากถามไปเรื่อย แต่ไม่มีเสียงตอบจากไอ้คู่บ้านี่ เขาก็เลยไม่สนใจมันอีก




“รุ่นพี่จะออกไปรถไฟใต้ดินพร้อมกันรึเปล่า....” จินถาม เมื่อเห็นคาเมะดูดนมปั่นไปได้เกินครึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นคว้ากระเป๋ามาสะพาย



“อ้อ อือ...เดี๋ยววันนี้ฉันจะลงสถานีเดียวกับคาเมะ ว่าจะไปหาญาติแถวนั้น...” ทักกี้ว่า แล้วหันมาสะกิดโคคิให้ตื่นจากความอึ้ง



“เอ่อ....ผมไม่ได้อยู่ที่บ้านแล้วล่ะฮะรุ่นพี่”



“อ้าว ย้ายมาอยู่หอเหรอ....”



“ฮะ....”



“แถวไหนล่ะ”



“ถนนชิรุซากิน่ะฮะ” คาเมะตอบ แล้วยิ้มบางๆอีกที และคำตอบนั้น ทำเอาโคคิที่พึ่งได้สติถึงกับคิ้วขมวด อยากจะถามบางอย่าง แต่ไอ้จินก็ดันโบกมือหยอยๆเป็นการลาเสียแล้ว




“ไปล่ะนะโคคิ...”



“อ๊ะ....คาเมะ....ทำของตกแหน่ะ”



โคคิเรียกไว้ เมื่อสังเกตเห็นแผ่นอะไรบางอย่างบนพื้นที่ร่วงลงมาจากกระเป๋าสะพายของคาเมะ เขาเดินเข้าไปเก็บ แต่ก่อนจะส่งคืน สายตาอันแหลมคมก็ดันเหลือบเห็นข้อความบนแผ่น



‘….คอนโดเทรนด์ กลอเรีย ห้องเลขที่ 2709 ถนน ชิรุซากิ เขตนิชิมาตะ.... ’




“เฮ้ย~!!!” โคคิร้องลั่น ให้คนทั้งลานเกียร์หันควับมามอง




“คอนโดนี้ที่ไอ้จินชวนฉันไปดูนี่หว่า~!!!!!!!!!!” เขาตะโกน แล้วเงยหน้ามองจินกับคาเมะอย่างตกตะลึง



คนถูกจ้องถึงกับเบนสายตาหนีคนล่ะวูบสองวูบ คาเมะหันมองอาคารเรียนข้างเคียง ส่วนจินก้มลงมองพื้นเหมือนจะหาของกิน มือเกาท้ายทอยตัวเองไปด้วย



“ทำไมคีย์การ์ดคอนโดที่ไอ้จินชวนฉันไปดู ถึงมาอยู่ที่คาเมะได้ล่ะ.....” โคคิร้องถาม



“งั้นที่คาเมะบอกว่าย้ายไปอยู่หอแถวถนนชิรุซากิก็....” ทักกี้ทวนความทรงจำทีได้ยินมาเมื่อกี้




....คาเมะบอกว่าอยู่ถนนชิรุซากิ.....ไอ้คอนโด เทรนด์ๆ อะไรเนี่ยก็ถนนชิรุซากิพอดี!!!!...คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้วมั้ง~!!!



“แต่วันที่แกซื้อ แกใช้ชื่อ อาคานิชิ.....อ๊ะ.....ใช่!!!!!!.....แกหลบไปนั่งเขียนคนเดียว!!!!!” มาถึงตรงนี้โคคิยิ่งประกาศเสียงดังกว่าปกติ



“ยุ่งหน่า.....” จินพูดเบาๆ แล้วดึงคีย์การ์ดในมือเพื่อนมาถือไว้เอง




“นี่แก.....แก.....แกซื้อคอนโดให้คาเมะ.....” ทักกี้สรุปความ ทั้งที่ยังอึ้งไม่หาย ตอนนี้ไอ้คู่จืดชืดมันยืนหน้าแดงก่ำรอวันให้เขาเชือดแล้ว~~~



....หนอย~!!!!~ ที่ทำตัวจืดจนต้องลุ้นกันจนเหนื่อยนี่ ความจริงแล้วมัน......



“ไม่ได้ซื้อให้คาเมะซะหน่อย.....” ร่างสูงรวบรัดทีเดียว เกิดเป็นความเงียบกริบไปทั่วลานเกียร์ บ่งบอกให้รู้ว่า




....ถ้าขืนเล่นตุกติกงุบงิบไม่ยอมพูดล่ะก็....ตายคาลานแน่ๆ....



“ก็แค่ซื้อ ‘เอาไว้อยู่ด้วยกัน’ .....แค่นั้นเอง” O.O โอ้~!!!! จอช!!!!! บอกที ว่าที่ได้ยิน นี่ไม่ได้ฝันไป....




“กลับล่ะ...ต้องไปซื้อของเข้าบ้านอีกเยอะ” จินบอกลาเป็นรอบที่สอง ขืนอยู่นานได้ถูกซักไม่จบสิ้น คาเมะยิ้มบาง บอกลาคนรอบข้าง ร่างบางดูเหมือนจะทั้งเขิน ทั้งมีความสุขในอารมณ์เดียว




.... แล้วไอ้คู่จืดชืดก็หมุนตัวเดินออกไปด้วยกัน…




....แล้ววันนี้....



.....ถึงจินจะไม่รู้ว่า ‘ไวท์เดย์’ คือวันอะไร....




....ถึงคาเมะจะ ไม่มีชอคโกแลตเวอร์ชั่นพิเศษ....



....แต่สองคนนั่นก็ยังเดินเคียงกัน พร้อมกับการเกี่ยวนิ้วเล็กๆของกันและกันเอาไว้....




....นิ้วที่มีแหวนสองวงเหมือนกัน....




....เพื่อกลับบ้าน ที่มีชื่อเป็นเจ้าของร่วมกัน....



“ไหนแกบอกว่า ไม่รู้จักวันไวท์เดย์ไง...ไอ้จิน!!!!!” โคคิตะโกนถาม ให้ร่างสูงต้องหันกลับมามอง




“ก็ไม่รู้จริงๆ....คอนโดนี่ ซื้อเพราะอยากซื้อ แล้วที่อยู่กับคาเมะ ก็เพราะอยากอยู่.....มีปัญหาไรมั้ยวะ”




เป็นคำตอบน็อคคนฟังเสียอยู่หมัด ไม่มีใครมีสติพอจะถามอะไรอีก ปล่อยให้จำเลยสองคนหายลับออกไปเรียบร้อย


....ท่ามกลางความรักหลากหลายบนโลกใบใหญ่ ยังมีความรักอีกประเภทที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัวเล็กน้อย....



....เพราะเป็นความรักที่ไม่เผื่อแผ่ความหวานให้ใครได้รับรู้....



…เป็นความหวานเล็กๆที่เขาเข้าใจกันแค่สองคนเท่านั้น....



….แค่ความหวานเล็กๆ....ที่ไม่มีใครมองไม่เห็นเท่านั้นล่ะ…



….สวีท ไวท์เดย์ ของไอ้คู่จืดชืด มีจริง~!!!!!!....


FIN

FIC : คู่รักจืดชืด ตอน สวีท แฮปปี้ มีล
JIN X KAME
By : Dezair
..............................................................



เรื่องราวของวันนี้ ยังคงเกิดขึ้นที่ โต๊ะไม้ ริมลานเกียร์ แห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์เช่นเดิม ขณะนี้คือเวลาเลยเที่ยงไปนิดหน่อย แต่เหล่านิสิตชายทั้งหลายก็ยังมีแต่พวกแห่แหนเข้าสู่โรงอาหารคณะที่แคบแสนแคบ




เพื่อลดอัตราการตีหัวแย่งที่นั่ง จึงมีบางกลุ่มเสียสละ ยกข้าวก้าวขาออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ ที่นอกโรงอาหาร หนึ่งในนั้นคือกลุ่มของ ทานากะ โคคิ นิสิตปีสาม ภาคเครื่องยนต์



“คราวหน้าไปกินราเมงที่รัฐศาสตร์กันบ้างเหอะ ฉันเบื่อที่นี่แล้วว่ะ” โคคิเอ่ยปากชวน ทั้งๆที่ยังซูดเส้นราเมงสีเหลืองเข้าปากไม่หยุด




“เอาดิ” คนรับคำอย่างเห็นดีเห็นงามไม่ใช่ใครที่ไหน อาคานิชิ จิน นั่นเอง




จินพูดไป คีบข้าวเข้าปากไป เผลอๆก็หันไปคีบข้าวคนข้างกายมาเข้าปากบ้าง นำความอึ้งมาให้คนรอบข้างอย่างไม่ต้องเรียกให้มองซ้ำ



เพราะระดับท่านชายจิน ไม่แย่งครั้งเดียวอยู่แล้ว พี่แกแย่งเรื่อยๆ ตอดนิด ตอดหน่อย แต่ตอดตลอดเวลา =.=




โอ๊ะ....ดูเหมือนจะมีคนที่ไม่อึ้งอยู่หนึ่ง คาเมะคนที่ถูกขโมยของกินซึ่งๆหน้านั่นเอง....




ร่างบางไม่ได้มีทีท่าตกอกตกใจ หรือยี่หระกับการกระทำแบบนั้นของจิน




นัยว่า คงจะชินเสียแล้ว กับพฤติกรรมขโมยกิน ที่ทั้ง ‘ด้าน’ ทั้ง ‘เนียน’ ของแฟนหนุ่ม (ละมั้งนะ?)




“อ้าม~~ พีจังทำกับข้าวอร่อยจังเลย~~~~” เสียงสดใสซาบซ่าน ที่ดังมาจากโต๊ะด้านหลังของหนุ่มๆ เป็นตัวปลุกอย่างดี ให้โคคิหลุดออกมาจากความอึ้งที่เห็น จินแย่งข้าวคาเมะ




....ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมไอ้คู่แหววนี่มันต้องโผล่เข้ามาอยู่ด้วยในทุกเหตุการณ์….



…ยิ่งมีคู่มัน โคคิก็ยิ่งเห็นแวว ‘หย่าร้าง’ ของไอ้คู่ จินกับคาเมะสว่างขึ้นทุกขณะ....



....เฮ้อ.....นี่ก่อนกลับบ้าน ไม่ใช่ว่าโคคิต้องแวะโรงพยาบาลเพื่อตรวจหา ปริมาณน้ำตาลในเลือด หรือหาแผ่นพับบอกวิธีป้องกันโรคเบาหวานหรอกเหรอ....




“พีจังนี่ก็ดีนะ ทำกับข้าวมาให้ไอ้ยูกินทุกวัน” โคคิหันกลับมาบ่นที่โต๊ะ ซึ่งมีกันห้าคน




ความจริงแล้วกลุ่มเขาเป็นกลุ่มค่อนข้างใหญ่ แต่พอถึงเวลาพักกลางวัน ไอ้พวกมีแฟนก็มักจะหายต่อมเข้ากลีบเมฆไปแบบไม่บอกไม่กล่าว แต่ถ้าช่วงไหนที่มันทะเลาะกับแฟนล่ะก็ ค่อยเห็นหน้าเห็นตาบนโต๊ะกินข้าวหน่อย




แต่นั่นล่ะ....สุดท้ายก็จะเหลือ ‘โสดสาม’ กับ ‘ไม่โสดสอง’ นั่งร่วมโต๊ะกันเป็นประจำ




“คาเมะน่าจะทำกับข้าวใส่ปิ่นโตมากินมั่ง ทำอร่อยออก ฉันจะได้จิ้มด้วยคน....” จุนโนะเดินตามทางที่โคคิกระตุ้นไว้อย่างรู้หน้าที่



....ก็แหม คบกันมานาน ทำไมจะไม่รู้ว่าที่โคคิ ‘เกริ่น’ เรื่อง พีจังทำกับข้าว ก็เพราะหวังจะถามว่า ‘ทำไมคาเมะไม่ทำมั่งล่ะ’…




....ไม่หรอก โคคิไม่อยากมีบทมากนัก เดี๋ยวคนอื่นไม่ได้แจ้งเกิด มันต้องช่วยกันสิ คนละนิดคนล่ะหน่อย สำหรับ ‘คดีรักหลืบๆ’ แบบนี้....




“จินไม่อยากเอามากินน่ะ” ร่างบางตอบพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ แล้วก้มลงตักข้าวเข้าปาก มีตะเกียบจากคนข้างกายลงมาแย่งเป็นระยะ




“ทำไมไม่อยากเอามาวะไอ้จิน....ดูอย่างไอ้ยูกะพีจังดิ” จุนโนะขอยกตัวอย่างเป็นคู่รักต้นฉบับ ที่ใช้ได้ในทุกสถานการณ์




“เรื่องอะไรจะเอามาให้คนอื่นแย่ง” จินตอบ พร้อมกับทำสีหน้าแบบที่โคยามะเห็นแล้ว ก็ถึงกับต้องโวยกลบเสียงจ๊ะจ๋าของโต๊ะด้านหลัง



“โฮย~!!!! ไอ้ขี้งก!!!!” แล้วก็ตบหัวจินไปที ร่างสูงเลยเงียบ ไม่ยอมตอบอะไร ได้แต่ส่งสายตาแค้นๆให้คนตบหัว



“ยู~!! อย่ายื่นหน้าเข้ามาสิ เช็ดปากก่อน ....บ้า....จะมาหอมแก้มอะไรกันล่ะ....” เสียงคู่สวีทยังคงลอยมาเป็นระลอก ให้คลื่นไส้กันเป็นระยะ



“เห็นมั้ย ถ้าพีจังป้อนยูแต่แรกนะ มันก็ไม่เลอะจนต้องเช็ดหรอก...ไม่รู้ล่ะ คำต่อไปพีจังป้อนยูนะครับ ไม่งั้นยูกินไม่ได้~~”





.....อ้วกกกกกกกกกกกกก!!!!!.... ขอให้มันเป็นง่อยไปซะ!!.... สามหนุ่มแห่งวงการชายโสด พร้อมใจกันหันไปมองคู่รักหวานเจี๊ยบด้วยสายตาอาฆาต




....คอยดู....จะแช่งให้เลิกกันสามเวลาหลังอาหารเลย หึ~!!!!....




โคคิหันกลับมาที่โต๊ะตัวเองด้วยความเซ็งหนัก พระเจ้าจะใจร้ายเกินไปแล้ว ที่ส่งไอ้คู่รักหวานมดไต่มาอยู่คณะเดียวกับเขา



แล้วพอหันกลับมา เขาก็ต้องถอนหายใจเฮือก~~~




....อาคานิชิ จิน กำลังแย่งข้าวแฟนกินง้วบๆ หน้างี้ไม่มีเงยจากจานเลยล่ะ~!!!!!!.....




“จิน....แกน่ะ....เลิกแย่งคาเมะกินได้แล้ว คาเมะมันผอมจะตาย” โคคิเอ่ยปากด้วยความระอาใจอย่างสุดจะทน




“เออหน่า....” จินยอมหยุดแย่ง หันไปกวาดยากิโซบะในจานตัวเองจนเกลี้ยง จึงได้ลุกขึ้นยืน




“ไปไหนอีกวะ” โคยามะถามทันควัน นี่ไม่ใช่ อิ่มแล้วทิ้งแฟนให้นั่งกินข้าวคนเดียวหรอกนะ ....พ่อจะเลคเชอร์วิชามารยาทสามีให้กลางโต๊ะกินข้าวเลย~!!!....



“จะไปซื้อขนม” .....=.=.....โฮย สมมันอ้วน....




“อ๊ะ จิน” ร่างบางหันไปเรียกให้คนตัวสูงต้องหยุดก้าวขาออกจากเก้าอี้ พอเห็นคาเมะกำลังจะหยิบกระเป๋าสตางค์ จินจึงยกมือห้าม




“ไม่ต้อง เดี๋ยวออกให้....ถือว่าแทนข้าวที่ ‘แย่ง’ ไปเมื่อกี้ละกัน”




จินพูด พลางโบ้ยไปที่โคคิเจ้าของประเด็น ‘จินแย่งข้าวคาเมะ’ ให้ร่างบางต้องยิ้ม



ร่างสูงเดินลับหายเข้าไปในโรงอาหารแล้ว แต่หนุ่มสามโสดยังเหลือบตามองกันด้วยความสงสัยสุดๆ ทว่า ไม่มีใครกล้าถามว่า ‘อะไร’ ที่จินจะ ‘ใจปล้ำ’ ออกตังส์ซื้อมาเลี้ยงแฟน



“คาเมะ.... ไอ้จินมันกินเก่งมั้ย เวลาอยู่กันสองคน”




เงียบกันไปครู่ โคคิก็ถามขึ้นมา ด้วยอะไรสักอย่างดลใจ อาจจะเป็นการกระทำ ‘แย่งข้าวแฟน’ เมื่อกี้ล่ะมั้ง




“ไม่หรอก ยกเว้นวันไหนมีเบียร์ด้วย จินจะกินเยอะเป็นพิเศษ” แล้วคาเมะก็หัวเราะน้อยๆเมื่อคิดถึงเวลาจินกินเยอะ ให้หนุ่มๆยกเว้นเพื่อนสนิทได้ใจละลายกันเป็นอาหารเที่ยง




....น่ารักอะไรอย่างงี้ นางฟ้าแห่งวิศวะ..... *.*




“นินทาอะไรฉัน”




คนถูกนินทาเดินลิ่วออกมาจากโรงอาหารอย่างรวดเร็ว พร้อมขนมห่อหนึ่งในมือ และขวดน้ำเปล่าอีกขวด ที่เขาวางลงตรงหน้าคาเมะให้ทุกคนหายข้องใจว่า ‘อะไร’ ที่จินจะเลี้ยงคาเมะ




.....น้ำเปล่าหนึ่งขวด.....โอ้.....ลงทุนเหลือเกิน อาคานิชิ!!!!!....



“คาเมะบอกว่าแกจะกินเยอะ ถ้ามีเบียร์” ร่างสูงหัวเราะอารมณ์ดีเมื่อฟังจบ



“อือ.....แต่ว่าจะเลิกแล้ว....ทั้งเบียร์ทั้งเหล้า”




คราวนี้ทั้งโต๊ะที่ตอนแรกเอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวตัวเองพากันเงยพรึ่บมามองคนพูด ….




…มาถึงประเด็นนี้ ไม่มีการยกเว้น มนุษย์ตนใดในโลก ....




....เพราะแม้แต่คาเมะ ก็ยังเลิกคิ้วน้อยๆ แล้วหันมามองคนข้างกายซึ่งยังเคี้ยวขนมแจ๊บๆ....



“เฮ้ย....พวกฉันฟังผิดเปล่าเนี่ย เทพแห่งสุราอย่างแกจะงด ‘เครื่องดื่มแอลกอฮอล์’ เนี่ยนะ!!!....” โคยามะถามด้วยศัพท์วิชาการสุดๆเท่าที่หัวสมองคนพึ่ง ‘หลุดตะลึง’ จะนึกออก




“มีคนไม่ชอบน่ะ” จินตอบ ยังคงใช้น้ำเสียงเรื่อยๆราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโต แล้วหยิบตะเกียบตัวเองไปคีบข้าวในจานคาเมะเข้าปาก คนถูกแย่งข้าวยิ้มบาง คล้ายจะอารมณ์ดีขึ้นมา จนโคคิอดสงสัยไม่ได้ว่า



....การถูกจินแย่งของกินนี่มันมีความสุขตรงไหน =.=…. คาเมะเอ้ย~~~.....



....เอ๊ะ~! หรือที่คาเมะยิ้มจะไม่ใช่มาจากประเด็น ‘แย่งข้าว’….



….แต่มาจากประเด็นก่อนหน้านั้นไม่กี่วินาที....



....ประเด็นที่จินบอกว่า เลิกเหล้าเลิกเบียร์ เพราะ ‘มีบางคน’ ไม่ชอบ....



...จะว่าไปแล้ว....ตั้งแต่เข้ามาปีหนึ่งจนจะหัวหงอกจบปีสามกันแล้วเนี่ย โคคิก็ไม่เคยเห็น คาเมะ แตะเหล้า แตะเบียร์เลยนี่นา....



....ทั้งๆที่พวกเด็กวิศวะฯน่ะ....กินเหล้าต่างน้ำกันแทบทุกคนนั่นล่ะ อาทิเช่น เขา ไอ้จิน หรือแม้แต่ไอ้ยูที่มีแฟนให้สวีททุกเวลา ก็ยังแอบโดดไปกระดกเหล้ากับพวกเขาได้เลยเหอะ....



“เดี๋ยวพวกฉันต้องไปห้องสมุด เจอกันที่ห้องเรียนเลยแล้วกัน” ไอ้จินเป็นฝ่ายบอกลา เมื่อคาเมะ(ที่น่าจะเป็น)แฟนมันตักข้าวผัดคำสุดท้ายเข้าปาก



แต่ก่อนที่สองคนนั่นจะลุกเอาจานเปล่าไปเก็บ โคคิก็สะดุดตากับบางสิ่งบางอย่างถึงกับต้องเรียกไว้




“เดี๋ยว คาเมะ....” ร่างบางเลิกคิ้วหันกลับมามองคนเรียก




“คาเมะสั่งอะไรมากิน”




“ข้าวผัด” เสียงติดแหบแบบเด็กผู้ชายดังกลับมา ให้โคคิต้องขมวดคิ้วแล้วถามต่อ



“สั่งแบบไม่ใส่ผักเหรอ”



“เปล่านี่”



“แล้วมะเขือเทศไปไหน นายไม่กินไม่ใช่เหรอ” คนสองคนนิ่งกันไปทั้งคู่ ก่อนที่คาเมะจะอมยิ้มแทนคำตอบ ในขณะที่จินผิวปาก วิ้ว~ ไม่ยอมพูดอะไรเช่นกัน



“นี่!!! หรือว่า....” O.O




“หรือว่าที่ไอ้จินมันแย่ง….ของที่มันแย่งจากจานคาเมะคือ มะเขือเทศ ที่คาเมะไม่กินงั้นเหรอ~!!!!....”




ร่างสูงเหลือบมองโคคิที่อ้าปากพะงาบๆ ในขณะที่เพื่อนคนอื่นยังมองกันเลิ่กลั่ก




....หมายความว่า ที่จินมันคีบเอาคีบเอาจากจานแฟนมัน ไม่ใช่จะแย่งข้าว แต่จะกินสิ่งที่คาเมะไม่ชอบงั้นเหรอ....




“แกมันช่างสังเกตอย่างงี้ สงสัยคราวหลังต้องนั่งแยกโต๊ะล่ะมั้ง” จินพูด พลางยิ้มบาง ก่อนจะหมุนตัวเพื่อเดินไปเก็บจานพร้อมคนข้างกายที่ยังอมยิ้มเล็กๆ




.....ให้ตาย....ไอ้คู่นี้มันหวานเงียบแต่เหลือร้าย....




...เป็นความหวานที่เหลือร้ายจริงๆสำหรับมื้อกลางวันที่แสนโหวกเหวกกลางลานเกียร์....




....มื้อกลางวัน ที่คาเมะไม่ต้องทำปิ่นโตมาให้....



....มื้อกลางวัน ที่จินไม่ต้องป้อนคาเมะทุกคำที่อ้าปาก....



….มื้อกลางวัน ที่มันรักกันอย่างเงียบๆ มื้อที่มันไม่ยอมบอกใคร เป็นแค่ ‘มื้อเที่ยง’ ที่มันมีความสุขกันสองคน....




“ไอ้จิน!!!!” โคคิลุกพรวด ให้คนทั้งคู่ที่เดินจากไปไม่ไกลต้องหันกลับมามอง




“ที่แกไม่ยอมให้คาเมะทำปิ่นโตมากินที่มหา’ลัย ไม่ใช่เพราะแกไม่อยากแบ่งพวกฉันใช่มั้ย”



จินยิ้มกับคำถาม ก่อนจะยักไหล่กวนๆส่งให้ทีนึง




“แล้วแต่แกจะคิด....แต่....”




“สำหรับฉัน....ไม่ได้เรียกว่า ‘งก’ ....ฉันเรียกว่า ‘หวง’....หวงปิ่นโตที่คาเมะทำน่ะ เข้าใจมั้ย”




เป็นคำตอบที่ยอดเยี่ยม และเท่ห์โคตรในสายตาคนถาม



...ไอ้คู่นี้มันเป็นคู่รักบ้าบอที่จืดสนิท....



....แต่เป็นความจืดที่มี ‘น้ำตาล’ ตกตะกอนอยู่ข้างใน....



....ถ้าไม่กวนขึ้นมา จะไม่มีวันมองเห็น....



....และคงเป็นความหวานที่พวกมันเคยชิน เพราะจินคงจะตกตะกอนทุกวัน ทุกวัน...



....วันละผลึกเล็กๆ เป็นเสี้ยวเล็กๆของเกล็ดน้ำตาล ค่อยๆทับถมทีละวัน ทีละวัน....



....แต่นานแสนนาน....






....สวีท แฮปปี้ มีล ของไอ้คู่จืดชืด มีจริง~!!!!!!.....




FIN

FIC : คู่รักจืดชืด ตอน สวีท วาเลนไทน์
JIN X KAME
BY : Dezair
..............................................



“อร่อยมั้ย~~”



ร่างบอบบางผิวน้ำผึ้งเอ่ยเสียงหวาน ขณะที่ดวงตากลมโตจ้องมองคนรักตรงหน้าอย่างมีความสุข




“อร่อยมาก~!!!!! ฝีมือพีจังอร่อยที่สุดเลย~!!!”



ยืนยันคำพูดด้วยการใช้ตะเกียบคีบอาหารในกล่องข้าวสีหวานเข้าปากไปอีกคำโตๆ เคี้ยวตุ้ยๆทั้งๆที่ยังมีรอยยิ้มอยู่เต็มแก้ม



....มันเป็นเรื่องปกติ....



.....ใช่.....มันเป็นเรื่องปกติของคนคู่นี้ และสมควรจะเป็นเรื่องปกติของคนทุกคู่ ยิ่งโดยเฉพาะกับคู่รักวัยเรียนด้วยแล้ว การทานอาหารด้วยกัน แม้จะไม่ใช่ในวันวาเลนไทน์อย่างเช่นวันนี้ แต่ก็เป็นเรื่องที่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง~!!!




....คู่รักวัยเรียนคู่ดัง (หรืออาจจะไม่ดังก็ตาม) มันจะต้องสวีทหวาน น่ารักน่าชัง น่าเตะน่าหมั่นไส้อย่างที่สุด....




..... เริ่มต้นด้วยตอนเช้าจูงมือมาเรียนพร้อมกัน ….



.....กลางวันก็หลบมุมไปนั่งกินข้าวสองต่อสอง หรืออาจจะประกาศความรักหวานชื่นด้วยการกินข้าวในโรงอาหารที่คนเยอะอย่างกับฝูงมดก็ไม่ว่ากัน ….




.....ส่วนตอนเย็นก็ต้องจูงมือกันกลับบ้าน ปิดท้ายด้วยโทรศัพท์ฝากคำหวานทุกคืน....




....และทั้งๆที่....ทั้งๆที่คู่รักทั้งหลาย มันต้องทำตามแพทเทิร์นดังกล่าวข้างต้น ....




.... ทว่า....ภายในคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งนี้ ก็ยังมีคู่อันน่าพิศวงอีกคู่ ที่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ช่วยกันลุ้นจนเหนื่อย ....



....ไม่รู้ว่าตอนนี้ มันสองคนเป็นเพื่อนกัน เป็นแฟนกัน หรือว่าเลิกเป็นแฟนกันไปแล้ว.....




“คาเมะ....”



หน่วยสืบราชการลับแห่งคณะ ส่งผู้กล้าตายคนแรก ทานากะ โคคิ เข้ามาเจรจาถามไถ่ร่างบางหน้าสวยที่นั่งอ่านหนังสือการ์ตูนเพียงลำพัง อยู่บนโต๊ะไม้ฟากหนึ่งของลานกว้างประจำคณะ หรือที่เรียกกันติดปากว่า ลานเกียร์ นั่นล่ะ




“หือ?.....” ร่างเล็กส่งเสียงขานรับทั้งๆที่สายตายังไม่ละจากการ์ตูนในมือ




“ไอ้จินล่ะ” โคคิทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกฟากของโต๊ะได้ ก็ถามหาเพื่อนร่วมคณะอีกคนของตัวเองทันที



.... ‘ไอ้จิน’ ที่ว่า น่ะ เค้า ‘ลือ’ กันให้แซ่ดว่าเป็นแฟนคาเมะ~!!....



“กินข้าวอยู่โรงอาหารล่ะมั้ง” คนตอบเหมือนตอบส่งๆ ไม่สนใจเท่าที่ควร จนโคคิได้แต่ทำหน้าแหย หันมองไปที่คู่หวานประจำคณะที่กำลังกินข้าวกันไปออเซาะกันไป แล้วต้องหันมามองร่างตรงหน้าอีกครั้ง




…นั่นก็คู่รัก นี่ก็ (เหมือนจะเป็น) คู่รัก....



…ไอ้คู่นั้นก็ตัวติดกันอย่างกับตังเม แงะแทบไม่ออก ส่วนไอ้คู่นี้ ..... โคคิขอ ‘เฮ้อ~’ ดังๆ....สงสัยต้องเอากาวตราช้างแปะ แล้วเอาเชือกมัดอีกรอบ มันถึงจะตัวติดกันได้!!!!....




....ต่างกันชิบเป๋งเลย!!!!!....



“เอ่อ....แล้วนาย....ไม่ไปกินข้าวกับไปจินมันบ้างเหรอ...”



“ขี้เกียจ...ในโรงอาหารคนเยอะจะตาย” คนถามล่ะอยากจะดีดหน้าผากคนตอบนัก ไม่รู้จะสนใจอะไรนักหนากับการ์ตูนนั่น



....พูดมาได้ว่า ‘ขี้เกียจ’...ไอ้จินน่ะแฟนแกนะเว้ย~!!!!.....




“ไง โคคิ....” เสียงทุ้มที่ดังขึ้นข้างหลัง ทำให้พ่อหนุ่มหัวเกือบโล้นที่กำลังเข่นเขี้ยวได้ที่ หันไปมองตามเสียงเรียกที่แสนสดใสนั่น





คนที่กำลังเดินเข้ามาที่โต๊ะคือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ เต็มอ้อมแขนกว้างๆนั่นประกอบไปด้วยขนมเพิ่มน้ำหนักทั้งหลาย



.....ปากมันแผล่บมาเชียว ไอ้จินเอ้ย~~~ ‘แฟนสาว’ แกผอมแห้งจะแย่อยู่แล้ว ไปกินข้าวก็แทนจะลากไปกินด้วยกัน นี่อะไร ไปหม่ำคนเดียวสบายใจเฉิบ!!!!




....คิดว่าโสดอยู่รึไงฟะ!!!!.....




“กินข้าวมาเหรอ” โคคิเอ่ยปากถามไปงั้น เห็นกับตาว่าจินมันพึ่งมุดหัวออกมาจากประตูโรงอาหารคณะวิศวะฯที่แคบแสนแคบสำหรับคณะเกือบชายล้วนแห่งนี้



“เออสิ....วันนี้คนเยอะเป็นบ้าเลย ดีว่าเจ้าประจำยังเก็บไว้ให้ ไม่งั้นไม่มีกินแน่....แกอ่ะ....ไม่มีนัดเดทกับสาวที่ไหนรึไง” จินเดินตรงมาที่โต๊ะได้ปุ๊บ ก็ทิ้งตัวลงนั่งข้างโคคิทันที



“แกจำได้ด้วยเหรอ ว่า ‘วันนี้’ ควรจะไป ‘เดทกับสาว’ น่ะ.....”




โคคิหวังปลุกกระแสในตัวจิน ให้สำเหนียกว่า ‘วันนี้’ ควรเป็นวันที่แกจะพา ‘สาว’ ของแก ไปเดทซะ!!!....




“เอ้า~! ก็ปกติเห็นแกทำบ่อยๆนี่หว่า....”




จินพูดปนขำๆ ก่อนจะฉีกกล่องป๊อกกี้ออก แล้วหยิบเข้าปากตัวเองก่อนจะคิดแบ่งให้แฟนมันด้วยซ้ำ




….การกระตุ้นของโคคิกลายเป็น ‘ม่าย’ สินะ....




“ยูบ้า~ จะมากินอะไรแท่งเดียวกันล่ะ ไปกินอันอื่นสิ มีอีกตั้งเยอะ”



เสียงสดใสซาบซ่านดังแว่วๆมาจากโต๊ะคู่รักดูดดื่ม ที่ร่ำๆจะกินป๊อกกี้แท่งเดียวกันอยู่หลายครั้ง



...เหอะ....แล้วดูโต๊ะนี้สิ.... อย่าว่าแต่จะกินแท่งเดียวกันเลย โคคิคิดว่า แม้แต่ ‘กล่อง’ เดียวกัน แฟนไอ้จินก็อาจจะไม่ต้องหวังจากไอ้อ้วนกินเก่งข้างเขานี่....



“แล้วแกสองคนอ่ะ คบกันมาตั้งเกือบปี ไม่ไปเดทอะไรบ้างรึไง” .....เกิดเป็นความเงียบชั่วอึดใจ โคคิแอบสังเกตเห็นว่าร่างเล็กๆของคนที่นั่งอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่นั้นเกร็งขึ้นเล็กน้อย




ส่วนจิน....เอ่อ =.= ....หยิบป๊อกกี้แท่งสุดท้ายของกล่องเข้าปาก.....




“ไงจิน....ไม่พาคาเมะไปเดทบ้างเหรอ”



โคคิล่ะอยากจะรู้คำตอบของเพื่อนสนิทเขาจริงๆ มันยังเคี้ยวง้วบๆ ไม่เกรงใจความอ้วน พอกลืนลงคอได้ปุ๊บ ก็ตอบคำถามให้คนถามหัวแทบทิ่ม




“ไม่มีตังส์ว่ะ.....” …O.O….ไอ้จิน~~!!!! พูดไรของแกฟะ!!!!...




...ดูท่า.....คงไม่ต้องหาแล้วมั้ง ไอ้ ‘สวีท วาเลนไทน์’ ไรเนี่ย.....เอาแค่สวีทแบบปกติที่คู่อื่นเขาทำกันจนชิน สำหรับไอ้คู่นี้ก็ยังลุ้นแทบแย่เล้ย~!!!!!....




“คะ.....คะ.....คาเมะล่ะ.....ไม่ซื้อชอคโกแลตให้จินเหรอ....” โคคิหันมาทางคนที่เขาคิดว่าน่าจะพึ่งพาได้มากกว่า




คาเมะตอนนี้ดูอารมณ์ดีขึ้นมานิดๆ ซึ่งนั่นทำให้เขาไม่เข้าใจ ว่าคำตอบของไอ้จินมันน่าอารมณ์ดีตรงไหน =.=




“นายอยากได้เหรอจิน” ร่างเล็กไม่ได้ตอบคำถามเพื่อน แต่หันไปถามอีกคนแทน จินตอนนี้กำลังแกะขนมถุงที่สองออกมากินแล้ว



โคคิล่ะไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมจินถึงไม่ตังส์ทุกครั้ง ที่เขาคะยั้นคะยอให้มันไปเดท ....



....เพราะมัวแต่เอาไปซื้อของกินอยู่นี่เอง...




“ไม่ล่ะ....พวกที่ขายทั่วไปมันหวาน ไม่อร่อยด้วย” เอ่อ.....พี่จินครับ....ชอคโกแลตวาเลนไทน์น่ะ ไม่ได้กินเอาอร่อย แต่กินเอาความรักโว้ย~~!!!!! โคคิล่ะอยากจะตะโกนกรอกหูมันจริงๆเลย....




“อ้าว....งั้นอันนี้ให้นายละกัน โคคิ” ว่าแล้วคาเมะก็ยื่นห่อชอคโกแลตสีชมพูอ่อนที่มีริบบิ้นสีฟ้าผูกอยู่ด้านบนให้กับพ่อสื่อตัวดี โคคิทำตาโต ชี้นิ้วเข้าหน้าตัวเองราวกับไม่เข้าใจ



“รับสิ โคคิ....คาเมะไม่ได้ใจดีแจกขนมบ่อยๆหรอกนะ” ....นั่นแหน่ะ~!!! จินมันให้ท้ายอีก....แถมหัวเราะ ทำเป็นเรื่องตลกอีกด้วย!!!



“เดินผ่านอักษรฯเมื่อกี้แล้วมีคนให้มา รับไปสิ ฉันก็ไม่ชอบของหวานหรอก....” โคคิรับมาแบบที่ยังเอ๋อไม่หาย




....ให้ตายสิไอ้คนคู่นี้....



....จบแค่นี้ล่ะ......ปิดประเด็นวาเลนไทน์ไปซะสำหรับไอ้บ้าสองตัวนี่..... ทานากะ โคคิ ขอลา....




แล้วก่อนที่โต๊ะของคาเมะและจินจะกลับเข้าสู่ความเงียบเช่นเดิม เสียงเรียกซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นส่วนเกินก็ดังขึ้น



“คาเมะจัง....”



ร่างบางหันมองตามเสียงเรียก ในขณะที่จินยังคงเอาแต่หยิบขนมเข้าปาก พร้อมกับเปิดหนังสือพิมพ์กีฬาดูข่าวบอลนัดล่าสุด ….โคคิล่ะอยากจะร้องไห้.....ช่วยสนใจแฟนท่านหน่อยได้มั้ยขอรับ อาคานิชิ!!!!...




“ช่วยรับไว้ได้มั้ยครับ” หากเป็นปกติ คงไม่มีผู้ชายญี่ปุ่นคนไหนให้ชอคโกแลตผู้ชายด้วยกันในวันวาเลนไทน์ แต่มันกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ดันมีนิสิตหนุ่มหน้าสวย ดาวเด่นของคณะแบบนี้โผล่ขึ้นมา




ร่างบางมองชายหนุ่มร่างสูงหนาตรงหน้า จำได้คร่าวๆว่าเป็นรุ่นพี่ในคณะ ที่พอจะคุ้นหน้ากันอยู่บ้างเล็กน้อย




“นายอยากได้รึเปล่าจิน....” คาเมะหันมาทางชายหนุ่มที่นั่งก้มหน้างุดอยู่กับหนังสือพิมพ์ เจ้าของชื่อเงยหน้ามองตามเสียงเรียก เห็นคาเมะโบ้ยไปทางชอคโกแลตกล่องโตในมือรุ่นพี่ ก็เลยมองตาม




“เอา....” พอปากหนาขยับแบบนั้น คาเมะก็รับมาอย่างว่าง่าย แถมรอยยิ้มหวานๆให้รุ่นพี่นั่นไปด้วยอีกหนึ่งกะละมัง ก่อนจะโยนกล่องชอคโกแลตที่รับมา ให้กับคนที่ ‘เอา’




เกิดเป็นความงงชั่วขณะในลานเกียร์ คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันจ้องไอ้คู่รักบ้าบอนี่ราวกับเห็นเป็นของแปลก



....ก็ไม่แปลกได้ไงเล่า~~!!! มีอย่างที่ไหน รับชอคโกแลตจากคนที่เข้ามาจีบ แล้วเอาไปให้แฟนตัวเองกิน!!!...





…มันชักเพี้ยนไปกันใหญ่แล้ว~!!!!!!!.....




“เอ่อ...คาเมะจังคบกับใครอยู่รึเปล่าครับ” รุ่นพี่คนเดิมยังคงตอกตะปูลงกับขา ยืนนิ่งอยู่กับที่ แล้วเอ่ยคำถามที่ทำเอาคนทั้งคณะพากันเงียบเสียงแล้วตั้งใจฟัง




....ทว่า.....ไม่มีเสียงตอบจากคนหน้าสวยที่เอาแต่ยิ้มหวาน....



....คาเมะไม่ตอบอะไรเลย.... จินก็ไม่แสดงความเป็นเจ้าของอะไรเหมือนกัน....




....นอกจากโยนกล่องชอคโกแลตที่กำลังจะเปิดกินลงถังขยะที่ตั้งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล....




“ถึงจะไม่ได้คบกับใครอยู่ ก็คบกับคนอื่นไม่ได้...” เสียงทุ้มดังมาจากร่างหนาที่พึ่งยัดเยียดชอคโกแลตราคาแพงลงถังขยะ ส่วนคาเมะก็เอาแต่ยิ้ม ยิ้มแล้วยิ้มอีก ยิ้มบางๆแบบขอลุแก่โทษ




....แล้วงี้ใครจะโกรธลง....คนสวยมีเจ้าของ (แบบไม่ยอมเปิดเผยว่าตัวเองเป็นเจ้าของ) ไม่ใช่เรื่องผิดของคนสวยสักหน่อย....




แล้วบรรยากาศจืดชืดก็กลับมาอย่างเก่า เมื่อรุ่นพี่คนนั้นจากไปพร้อมกับความชอกช้ำปนงงๆ โต๊ะของจินและคาเมะ ที่มีซากโคคินั่งเอ๋ออยู่ด้วยก็กลับเข้าสู่สถานการณ์แบบเดิมๆ




....จินกินขนม และ อ่านหนังสือพิมพ์กีฬา....



....คาเมะอ่านหนังสือการ์ตูนเงียบๆ....




.....มันช่างเป็นความรักที่สุดแสนจะน่าเบื่อ และน่าเบื่อระดับติดหล่มเมื่อเทียบกับโต๊ะข้างเคียงของ พีจังและพี่ยู ซึ่งหวานชื่นตลอดศก...




นั่งกันได้อีกหน่อย เสียงโทรศัพท์เป็นเพลงร็อคหนักหน่วงก็ดังทำลายความเงียบ จินเช็ดมือที่เลอะขนมกับกางเกงยีนส์ตัวเก่ง ก่อนจะล้วงเอาโทรศัพท์ออกมาเปิดดู เขาทำคิ้วขมวดเล็กน้อย แล้วส่งให้ร่างบางที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม




“รับให้ที” จินว่าอย่างงั้น แล้วก้มลงอ่านผลบอลต่อ



“โมชิ โมชิ.....” พอคนสวยรับสาย ทั่วลานก็เงียบลงอีกครั้ง




“อาคานิชิไม่อยู่....มีอะไรจะฝากไว้มั้ย” หากเป็นไปได้ คนทั้งลานก็อยากจะพ่วงโทรศัพท์เครื่องนั้นกับลำโพงเสียจริง




.....อยากรู้ว่าปลายสายเป็นใคร! อยากรู้ว่าคุยอะไรมั่ง! อยากรู้~! อยากรู้~! อยากรู้~!!!!!!!....




ร่างบางเงียบไปเกือบสองนาทีเต็ม แล้วเอ่ยปากประโยคสุดท้าย ก่อนกดตัดสาย




“ขอโทษที....ถ้าอย่างนั้นคงบอกให้ไม่ได้....ขอโทษนะ.....แต่เลิกโทร.มาเถอะ....วันนี้วันวาเลนไทน์....”




“....และเขาอยากอยู่กับฉัน”



จินรับมือถือไปเก็บ โดยไม่ถามอะไรสักคำ เหมือนว่ามันเป็นเรื่องปกติ ถ้าหากจินจะให้คาเมะรับโทรศัพท์แทน หรืออะไรทำนองนั้น




คนที่อยู่ในละแวกนั้นต่างก็มองหน้ากัน สงสัยใคร่รู้สุดๆจนถึงขนาดต้องให้กองสืบรายการลับส่งมือดีหมายเลขสองเข้ามาหาคู่รักสุดแปลก



....รุ่นพี่ ทาคิซาว่า ฮิเดฮากิ....




“วันนี้ แกสองคนไม่มีโปรแกรมไปไหนกันเหรอ” ทักกี้เอ่ยปาก ถามคำถามเดิมกับที่โคคิเคยถาม แล้วเดินเข้ามาโอบแขนพาดไหล่บาง หวังให้ไอ้คนตัวโตที่สนใจแต่หนังสือพิมพ์จะเกิดอารมณ์หึงหวงขึ้นมาบ้าง




....แต่ก็เปล่า.... จินเงยหน้ามองแวบนึง แล้วก้มลงอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ พร้อมกับส่งขนมห่อที่เท่าไหร่ไม่รู้เข้าปาก




“ไม่ล่ะ คาเมะไม่ชอบคนเยอะๆ” คนตอบไม่ใช่คาเมะ แต่เป็นไอ้คนที่กำลังเคี้ยวขนมตุ้ยๆ



“เอ่อ....พวกแกไม่รู้สึกว่าคู่ตัวเองจืดชืดไปหน่อยเหรอ...ดูอย่างคู่ของไอ้ยูกับพีจังสิ...” ว่าแล้วทักกี้ก็ยกคู่รักตัวอย่างขึ้นมาเป็นบุญตา




....ไอ้คู่นั้นก็สวีทเช้าสายบ่ายเย็น จนมดจะตั้งรกรากในคณะอยู่แล้ว....



“ไม่นี่” แล้วจินก็เป็นฝ่ายตอบเช่นเคย



“หรือพวกแกไม่ได้เป็นแฟนกันแล้ว...ใช่มั้ย.....พวกแกเลิกกันแล้วงั้นเหรอ.....จิน.....ทำไมแกไม่หึงที่มีคนมาจีบคาเมะล่ะ....”




เยี่ยมมาก~!!!!!...ทักกี้~!!!!.....นั่นล่ะ~!!!! สิ่งที่คนทั้งคณะอยากจะรู้!!!!!....




คราวนี้เกิดอาการ ‘เงี่ยหูฟัง’ กันอย่างแพร่หลาย ในจำนวนนิสิตนับร้อยที่สิงสถิตกันที่ลานเกียร์




จินเงยหน้ามองคนถาม แล้วยิ้มบางๆให้




“รุ่นพี่....ผมไม่ใช่เจ้าของคาเมะ.....แล้วคาเมะก็ไม่ใช่เจ้าของผม....” คำตอบของร่างหนา ทำให้รุ่นพี่ตัวดีถึงกับตาโต




.....ประโยคนี้มัน.....ประโยคนี้~!!!!....หมายความว่า สองคนนี้เลิกกันแล้วงั้นเหรอ!!!!....




“เราสองคนไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของกันและกัน” O.O เฮ้ย~!!!!!!!!




ตอนนี้เกิดอาการ ‘อ้าปากค้าง’ ไปทั่วทุกหย่อมหญ้า




“.....เพราะเราเชื่อใจกัน....” จินพูดแล้วยิ้มบาง




....ทักกี้ตาค้างเป็นสองเท่า....ให้ตายเหอะ!!!! ตอนไอ้จินมันพูดคำนี้ ทำไมเขาถึงได้รู้สึกว่ากองทัพมดบุกเยอะกว่าโต๊ะไอ้ยูกับพีจังอีกวะ!!!!!....




“รุ่นพี่ไม่มีอะไรสงสัยอีกแล้วใช่มั้ย....งั้นผมไปก่อนนะ” ว่าแล้วจินก็คว้าเป้ขึ้นสะพายไหล่ ในขณะที่คาเมะคู่รักร่วมอุดมการณ์จืดชืดก็ลุกตามอย่างว่าง่าย ส่วนโคคิยังคงลอยละล่องหาทางกลับเข้าสู่โลกปัจจุบันไม่ได้




....เอ๋อนานเพราะไอ้คู่บ้านี่แหล่ะ~!!!!....



“แล้ว..... พวกแกจะไปไหนกันอ่ะ.....” ใครสักคนร้องถามไอ้คู่รักที่เดินเร็วอย่างกับวิ่ง แปบเดียวมันไปถึงนู่นกันแล้ว และเพราะเสียงร้องนั่นล่ะ โคคิถึงได้สติกลับมา ส่วนทักกี้แตะมือกับโคคิ กลับเข้าไปอึ้งแทน




สองคนนั่นหยุดเดิน แล้วหันมามอง...



.....แต่เดี๋ยวนะ.....




จากมุมที่นั่ง พี่โล้นซ่าโคคิของเราสาบานจริงๆ....




…เมื่อกี้....ก่อนที่สองคนนั่นจะตอบคำถามน่ะ....




....เขาเห็นมันหันกลับมามองตากัน แล้วยิ้มให้กันน้อยๆ.... ก่อนที่จินจะหันกลับมาตะโกน




“วันนี้วันอะไรล่ะวะ~!....พวกฉันไปกันสองคนไม่ได้รึไง” แล้วมันก็เดินคู่กันออกไป



.....ถึงไอ้จินจะไม่มีดอกกุหลาบ.....



....ถึงคาเมะจะไม่มีชอคโกแลต....




....ถึงมันสองคนจะไม่จูงมือกันเดิน....




....แต่โคคิเห็น.....




....เห็นนิ้วก้อยมันเกี่ยวกันอยู่.....




....เป็นการ ‘เกี่ยว’ ของนิ้วเล็กๆที่ยิ่งใหญ่.... นิ้วที่มีแหวนสองวงเหมือนกัน.....




“อ๊ะ!!!! แหวนนั่น!!!! ที่ไอ้จินชวนฉันไปเลือกนี่หว่า!!!!!”




โคคิผุดลุกขึ้นตะโกนลั่น เหมือนจะประกาศก้องว่า ท่ามกลางความจืดชืดที่ไม่มีอะไรเลย มีความหวานเล็กๆที่คนรอบข้างมองไม่เห็น




....เป็นความหวานเล็กๆเท่านั้นล่ะ....




….สวีท วาเลนไทน์ ของไอ้คู่จืดชืด มีจริง~!!!!!!....



FIN

FIC : ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง
JIN X KAME
By : Dezair
………………………….
PART 3



หลง...หลง...หลง...




ใครบอกว่ากูหลงเจ้าเด็ก คาเมนาชิ คาซึยะ นั่นกันวะ!!! ไม่ได้หลงมันสักหน่อย ดอกไม้ที่ซื้อมาให้ เอ้ย ซื้อมายัดเยียดมัน ก็เพราะเห็นว่าวางขายอยู่ในร้านดอกไม้นานแล้ว ก็เลยซื้อไปงั้นล่ะ! แล้วที่กลับมา ทั้งๆที่ออกไปแล้ว ก็เพราะ เอ่อ...เพราะ... เพราะเห็นทางกระจกส่องหลังว่าหน้ามันเศร้าๆ ก็เลยแวะกลับมาดูว่าใกล้ตายรึยัง




...ส่วน...ส่วน...ส่วนที่บอกไปว่า เป็นแฟนกัน...เอ่อ...ก็กูกลัวแม่มันเสียใจ ถ้ารู้ความจริง ก็เลยพูดออกไป ทำไม กูเป็นคนดีแล้วผิดตรงไหน ที่รักษาน้ำใจคนแก่ เหอะ!!




“งั้น...จินกับคาซึยะก็นั่งคุยกันไปก่อนนะลูกนะ เดี๋ยวแม่ ไปคอนวิเนียนดีกว่า จะได้ซื้อของมาทำอาหารให้กิน” คุณนายคาเมนาชิรีบหาทางชิ่งออกจากบ้าน ด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ กำลังประเมินในใจว่าจะไปคอนวิเนียนด้วยเส้นทางไหนดี หล่อนจะได้เจอคนเยอะที่สุด แล้วจะได้บอกให้พวกเขาฟัง ว่าหล่อนกำลังจะมีลูกเขยที่หล่อมากๆ!!!




คาเมะกำลังจะหันไปห้ามแม่ ว่าไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น แต่สตรีอวบระยะสุดท้ายผู้นี้มีความไวเป็นเลิศ แม้มวลสารจะมากอยู่สักหน่อย แต่ไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับหล่อนแม้แต่น้อย เพราะยังไม่ทันที่คาเมะจะเรียก แม่ หล่อนก็หายวับไปแล้ว ไวทุกที เวลาจะทิ้งลูกคนนี้ให้อยู่กับผู้ชายเนี่ย!!



เสียงประตูบ้านปิดดังปึงเบาๆ ทำให้สองคนในห้องครัวรู้ว่า คุณริทสึโกะออกจากบ้านไปแล้ว คาเมะเลยหันมามองไอ้คนที่ถือดอกไม้ไว้ในมือด้วยความไม่เข้าใจ




“มึงจะเอายังไง อาคานิชิ” คาเมะไม่ได้มีอารมณ์มากพอจะมาเรียก นาย เรียกฉัน แล้วที่สำคัญ ก็เป็นศัตรูกัน จะมาพูดจาเป็นผู้ดีอยู่ทำไม



“ก็...ก็มึงทำกูเลิกกับแฟน มึงก็ต้องรับผิดชอบสิ”



“ด้วยการเป็นแฟนมึงเนี่ยนะ!” คาเมะโวยอย่างไม่พอใจ ไม่รู้หมอนี่คิดด้วยสมองซีกไหน ถึงออกมาเป็นความคิดที่อุบาศว์ที่สุด



“แน่นอน จนกว่ากูจะหาแฟนใหม่ได้ มึงต้องเป็นแฟนกู” จินบอกหน้าตาเฉย คว้ามือเล็กขึ้นมา แล้วยัดช่อดอกกุหลาบสีขาวลงไปในนั้น หากจะว่านี่เป็นการให้ดอกไม้ที่กระด้างที่สุดในชีวิตของ อาคานิชิ จิน ก็ว่าได้ เพราะทุกทีมีแต่ป้อยอคำหวาน แล้วอีกฝ่ายก็รับไปแต่โดยดี แต่ลองป้อยอใส่ไอ้คนตรงหน้านี่สิ เดี๋ยวก็ได้โดนมันย้อนแสบๆกลับมาล่ะ




“ประสาท!! ดอกไม้เวรอะไรนี่ก็เหม็นชะมัด เอามาให้กูทำไมเนี่ย” คาเมะโวยอีกรอบ แล้วยื่นดอกไม้ไปจิ้มหน้าจิน ทำเอาร่างสูงถึงกับผงะ แล้วได้แต่ย่นจมูก เขาก็ว่ากลิ่นดอกไม้มันทำให้เวียนหัว แต่ตั้งแต่เกิดมาเป็นคนซื้อดอกไม้ เขาก็ไม่เคยดมเสียที อาศัยซื้อที่แพงๆเข้าไว้




“เหม็นจริงๆแหะ” ชายหนุ่มบอก ให้คาเมะได้แต่นิ่ง แล้วมองผู้ชายตรงหน้าที่ก้มลงดมกลิ่นดอกไม้อีกที คล้ายจะพิสูจน์กลิ่น ท่าทางเงอะงะเล็กน้อย ทำให้คาเมะถึงกับหัวเราะออกมาเบาๆ จินเงยหน้ามองด้วยความไม่เข้าใจ




“ซื้อมา แล้วไม่ได้ดมรึไง”




“ก็มีหน้าที่ซื้อนี่หว่า”




“ทีหลังก็ไม่ต้องซื้อ ซื้อมาเดี๋ยวก็เหี่ยว ต้องมานั่งเก็บ นั่งทิ้งอีก” จินไม่เคยคิดถึงวาระต่อไปของเจ้าดอกไม้พวกนี้ เพราะไม่เคยถามผู้หญิงที่รับสักที ว่าจะเอาดอกไม้ไปทำไม แล้วจะเอามันไปเก็บไว้ส่วนไหนของบ้าน แล้วพอมันเหี่ยวล่ะ ชะตากรรมมันจะเป็นยังไงต่อไป แล้วพอมาได้ยินคาเมะพูด เขาก็พอจะเข้าใจแล้วว่า เจ้าดอกไม้ที่เขาเคยให้สาวๆไป สุดท้ายมันก็แอ้งแม้งอยู่ในถังขยะอยู่ดี



“งั้นคราวหน้าจะซื้อของกิน” จินบอก กับคนที่วางดอกไม้ลงกับโต๊ะกินข้าว แล้วทรุดตัวลงนั่ง




“นี่นายเอาจริงเหรอ อาคานิชิ เรื่องแฟนน่ะ” คาเมะถามเสียงจริงจัง ตั้งแต่เกิดมา เป็นคนมีศัตรูประมาณครึ่งโลกได้ คาเมะไม่เคยเจอศัตรูคนไหน แก้แค้นเขาด้วยวิธีนี้มาก่อน หรือว่า อาคานิชิ จิน มันเป้นพวกอาฆาตแค้นขั้นเทพวะ



“ก็...บอกแล้วว่าจนกว่าจะหาแฟนใหม่ได้ นายต้องเป็นแฟนฉัน” จินยังย้ำคำเดิม บอกตัวเองในใจว่าที่ทำไปก็เพื่อแก้แค้นทั้งนั้น คอยดูสิ พอเป็นแฟนกันแล้ว เขาจะแกล้งมันให้เข็ด คอยดูละกันคอยดู



“ฉันไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธใช่มั้ย” คาเมะถามอีก




“หรืออยากให้แม่นายเสียใจ ถ้าเขารู้ว่าเราสองคนเป็นอะไรกัน” จินท้า ทำเอาคาเมะอยากจะตะโกนใส่หน้าว่า กูทำแม่กูเสียใจมามากกว่านี้เยอะ!! เรื่องแค่นี้ก็ไม่กลัวหรอกเว้ย!! แต่เอาเถอะ ปล่อยให้มันแก้แค้นสักพัก เดี๋ยวมันก็เบื่อแหละ



“ก็ได้...งั้นเป็นแฟนกัน มันก็ต้องมีเดทใช่มั้ย วันเสาร์นี้มารับฉันไปดูลิงอีกรอบนะ”



..........................................


คาเมะไม่เคยคิดมาก่อนว่าแม่จะบ้าเห่อได้มากขนาดนี้ เพราะทันทีที่อาคานิชิ จินทานข้าวเย็นที่บ้าน และกินกาแฟกับพ่อเรียบร้อย หมอนั่นก็ลากลับ และทันทีที่หมอนั่นกลับ คุณนายริทสึโกะก็รีบหันมาบอกลูกชายคนกลาง



“อู้ย~! แม่ล่ะอยากชวนเขาค้างกับคาซึยะจริงๆ แต่แม่กลัวประเจิดประเจ้อ จะดูว่าบ้านเราน่ะยกคาซึยะให้เขาง่ายๆ” คาเมะถอนหายใจเฮือก ตอนแม่บอก พวกพี่ๆน้องๆ และพ่อ ทุกคนก็พยักหน้าเห็นดีเห็นงามกับความคิดแม่ คงจะกลัวประเจิดประเจ้อมากจริงๆนั่นแหละ ถึงได้ไม่รั้งให้หมอนั่นค้างที่นี่สักคืน แต่ไม่ได้คิดกันหรอก ว่าที่ทำๆอยู่ไม่ได้ประเจิดประเจ้อเลย





“แต่พ่อว่า เราน่าจะทำให้เขาสบายใจ ว่าเราจะยกคาซึยะให้เขาจริงๆ เขาจะได้ไม่ดิ้นรนไปไหนยังไงล่ะ” แม้แต่พ่อก็เป็นไปด้วย คาเมะอยากจะถอนหายใจอีกสักร้อยรอบ ใครที่คิดว่าพ่อจะขวางทางแม่ แล้วยกให้คาเมะเป็นลูกชายดังเพศในทะเบียนบ้านแล้วล่ะก็ คาดผิดถนัด เพราะขึ้นชื่อว่า ‘พ่อ’ แล้ว ย่อมกลัวแม่วันยังค่ำ



“นี่ คาซึยะ แล้ววันเสาร์นี้ ลูกเขยแม่จะมารับไปเดทใช่มั้ย จัดกระเป๋ารึยัง ต้องไปค้างกี่คืน” นั่นไง แค่จินบอกว่าจะพาคาเมะไปเที่ยววันเสาร์ คุณนายผู้อยากได้ลูกเขยถึงขนาดตู่ยกตำแหน่งอย่างเป็นทางการให้เรียบร้อย ก็รีบผลักไสไล่ส่งให้ลูกชายสุดที่รักไปค้างนอกบ้านเสียแบบนั้น ถ้ามีประกวดคนไม่รักนวลสงวนตัว คาเมะคงซิวตำแหน่งชนะเลิศ ส่วนแม่เขาคว้ารางวัลผู้สนับสนุนให้ลูกชิงสุกก่อนห่ามไปนอนกอดอย่างไม่ต้องสงสัย




“ไปสวนสัตว์แค่นี้เอง จะไปค้างได้ยังไง” เจอคำถามลูกชาย คนเป็นแม่ก็ค้อนควั่ก



“แหม ก็หัดนอกเส้นทางซะบ้างสิ ออกจากสวนสัตว์ก็อ้อนเสียหน่อย ว่าอยากไปทะเลขึ้นมากระทันหัน…”



“อยากไปกะทันหัน แต่ดันจัดกระเป๋าเสื้อผ้าไปด้วยเนี่ยนะ” คาเมะหันมาย้อนอีก คุณนายริทสึโกะเลยเงียบ แล้วได้แต่ถอนหายใจ




“เออๆ ไม่ต้องจัดก็ได้ แต่พรุ่งนี้ไม่ต้องไปเรียนเข้าใจมั้ย โดดเรียนหนึ่งวันนะ เดี๋ยวแม่จะพาไปซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ พ่อจ๊ะ แม่ขอเงินหน่อยนะ”




“เดี๋ยวผมช่วยสมทบทุนแม่”



“ผมด้วย” คาเมะมองพี่ๆน้องๆ และพ่อแม่ตัวเองแล้ว ก็เข้าใจแจ่มแจ้ง



บ้านคาเมนาชิ ไม่ประเจิดประเจ้อจริงๆ เรื่องที่อยากมีลูกเขยเนี่ย



……………………………………….



วันเสาร์สำหรับคาเมะ ออกจะเป็นวันที่ธรรมด๊า ธรรมดา แต่สำหรับคนเป็นแม่ เป็นพ่อ เป็นพี่ เป็นน้องของเขานั้นไม่ธรรมดา คาเมะไม่เคยเข้าใจกระบวนการความคิดของคนในครอบครัวเขาเลย พวกนั้นทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่คนปกติ เพราะไม่ได้คิดไปในแนวเดียวกัน เรื่องที่นิยมชมชอบให้เขาหาลูกเขยเข้าตระกูล




เสียงรถแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้าน และแน่นอน ว่าคุณนายริทสึโกะไม่จำเป็นต้องเลิกผ้าม่านทางหน้าต่างห้องครัวออกไปมองรถเจ้าของเสียงให้เสียเวลา เพราะดูเหมือนหล่อนจะแยกแยะระหว่างเสียงรถของคนอื่น และเสียงรถของว่าที่ลูกเขยได้แล้ว



“ตายแล้ว ลูกเขยแม่มาแล้ว!” ดีใจประหนึ่งจะไปออกเดทเสียเอง และนั่นก็ทำให้เหล่าสมาชิกในครอบครัวคาเมนาชิรีบลุกจากโต๊ะอาหารทันที ในขณะที่คาเมะยังละเลียดขนมปังทาเนยไม่ถึงครึ่งแผ่นเลยด้วยซ้ำ




“คาซึยะ นี่ของขวัญจากพ่อในการไปเดทของลูก” คาเมะนึกว่าจะมีแต่แม่ที่เห่อ แต่พ่อก็เอากับเขาด้วย ของขวัญที่พ่อให้คือเครื่องรางของขลังเป็นถุงผ้าสีแดง ที่มีตัวอักษรปักด้วยด้ายทองหน้าถุงเขียนว่า ‘ขอให้ประสบความสำเร็จในความรัก’



“นี่ขอพี่ นี่ของพี่” พี่ชายคนโตยื่นใบเซียมซีจากวัดชื่อดังของเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการขอพรในด้านความรัก คาเมะอยากจะน้อมรับด้วยใจแค่นั้นพอ แต่สายตาของพี่และพ่อคาดหวังอย่างเหลือหลายให้เขารับไปเก็บเอาไว้เป็นสิริมงคลประจำเดทนี้ คาเมะคาดหวังให้ของขวัญหมดแค่นี้ แต่เขายังมีน้องชายอีกคน ซึ่งมันก็มายืนยิ้มกว้างอยู่ข้างๆนี่แล้ว





“ส่วนนี่ของผม” ว่าแล้วมันก็ยื่นใบโคลเวอร์สี่แฉกที่ดูยังไงก็เป็นกระดาษตัดแล้วทาสีเขียวเท่านั้น



“อย่าดูถูกเชียวนะคาซึยะ นี่น่ะ เอาไปวางไว้ในเขตวัดตั้งแต่เมื่อคืน แล้วไม่ต้องอธิษฐาน ฉันอธิษฐานให้คาซึยะได้อาคานิชิเป็นผัวแล้วเรียบร้อย” นั่นไง ไอ้น้องก็อยากมีพี่เขยเต็มแก่เหมือนกัน คาเมะอยากจะบอกว่าขอบใจมาก แต่พูดไม่ออกเพราะความหวังดีของสมาชิกแต่ละคนล้วนทำร้ายจิตใจเขาจริงๆ



“ไปก่อนนะ” เขาไม่กล้าอยู่นานกว่านี้ กลัวใจพ่อแม่พี่น้องอาจจะให้ของขวัญอันทรงคุณค่ามากกว่า อาทิเช่นแหวนประจำตระกูล หรือเป็นชุดกิโมโนสำหรับใส่ในพิธีหมั้นไปเลย ซึ่งแน่นอน ว่ามันคงทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองถูกกดดันให้กลายเป็นลูกสาวของบ้านไปอย่างที่ไม่อาจลืมตาอ้าปากได้



……………………………



“นี่ไม่ใช่ทางไปสวนสัตว์” คาเมะหันไปบอกคนที่กำลังขับรถ เขาจำได้ว่าถ้าจะไปดูลิงตามที่เขาต้องการ มันต้องเลี้ยวที่สี่แยกเมื่อกี้นี้ แต่หมอนี่ดันตรง และดูท่าว่ากำลังจะออกนอกเมืองในไม่ช้านี้




“จะพาไปสวนสัตว์น้ำ เคยไปรึยัง” ไปสวนสัตว์แล้วชีวิตรุ่งริ่ง เกิดเจ้าตัวดีได้กลิ่นสาบสัตว์แล้วปากดี พาซวยเข้าหาตัวอีก เขาก็คงต้องพามันวิ่งออกมาอีก พามันเข้าสวนสัตว์น้ำเลย จะได้สิ้นเรื่อง อย่างน้อยก็ตัดประเด็นเรื่อง สัตว์ไม่อาบน้ำ ไปได้ล่ะวะ




“ที่นั่นมีลิงเหรอ” คำถามของคาเมะทำเอาจินชะงัก ก่อนจะหันมามอง



“ลิงตัวนั้น มันตายไปเมื่อสองปีก่อน เมื่อวานฉันโทร.ไปถามแล้ว” จินตอบอย่างที่เด็กอนุบาลก็รู้ว่าโกหก แต่คาเมะกลับเออออรับรู้ง่ายๆเสียแบบนั้น แถมยังเงียบไปเหมือนจะจำยอมไปสวนสัตว์น้ำอย่างไม่มีปัญหาใดๆอีก ให้ชายหนุ่มนึกดีใจที่วันนี้ ไอ้คนที่เคยพยศแบบน่าปวดหัวทำตัวว่าง่ายดีเหลือเกิน




แต่… อาคานิชิ จิน ประเมิน คาเมนาชิ คาซึยะผิดไป เพราะภายในรถเงียบไปได้ห้านาที เป็นห้านาทีที่จินคิดว่าคาเมะวันนี้ มาแบบนิวลุค คือว่าง่าย น่ารัก ไม่ทำตัวปวดกะโหลก และคงถูกคุณนายริทสึโกะสั่งมาดิบดี แต่เพียงเข้านาทีที่หก อาคานิชิ จินก็รู้แล้ว ว่าคาเมนาชิ คาซึยะไม่มีทางเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนความคิดของตัวเอง และแน่นอนว่าต่อให้คุณนายริทสึโกะสั่งสอนมาดีแค่ไหน เจ้าตัวก็ยังเดินไปในเส้นทางที่ชวนให้คนรอบข้างต้องกุมหัวกันหมด



“ลิงตัวนั้นตายแล้วเหรอ นายแน่ใจใช่มั้ย” จินอยากจะบอกว่าแน่ใจล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ยังไม่ทันจะรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ คาเมะก็โพล่งออกมาว่า




“งั้นพาไปที่หลุมศพมันหน่อยได้มั้ย ฉันอยากเอาดอกไม้ไปไหว้ จะได้อโหสิกรรมให้กัน”




พระเจ้าช่วย ไอ้เด็กนี่มันธรรมะธรรมโมถึงขนาดจะอโหสิกรรมให้ลิง!!!



……………………………..



แล้วสรุปวันนั้นทริปดูลิงของคาเมะ ก็ถูกจินเปลี่ยนเป็นทริปไปท่องสวนสัตว์น้ำ ก่อนจะถูกคาเมะเปลี่ยนแปลงในวินาทีสุดท้าย ให้กลายเป็นไปเที่ยววัดแถวๆนั้นแทน ด้วยเหตุผลที่ว่า คาเมะจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ลิง ที่เคยมีเวรมีกรรมต่อกัน




อาคานิชิ จิน ไม่เคยคิดมาก่อน ว่าตัวเองจะต้องมีเดทที่สองกับเจ้านั่นที่วัดแบบนี้ ให้ตายสิ เดทแรกเข้าร้านแฮมเบอร์เกอร์ เดทที่สองเข้าวัด สมถะขั้นสุดยอดจนอยากจะกลับไปประกาศให้คนที่บ้านรับรู้ด้วยจริงๆ



“หิวข้าวรึยัง” เขาหันมาถามคนที่กำลังบำเพ็ญกุศลแรงกล้าด้วยการช่วยพระลูกวัดกวาดลาน เจ้าตัวบอกว่า เป็นการทำดีเพื่ออุทิศความดีทั้งหมดให้ลิงที่จากไปนั่นเอง สาธุ




“เดี๋ยวไปขอข้าวจากพระก็ได้ วัดพุทธเขาให้อยู่แล้ว” จินแทบจะตาถลนออกมา เมื่อได้ยินว่าไอ้ตัวแสบจะไปขอข้าวจากวัดกิน โอ้! คุณชายอาคานิชิ เกิดมาไม่เคยขออะไรใคร แต่วันนี้ต้องมาขอข้าววัดเนี่ยนะ!!



“คาเมนาชิ เราสองคนเป็นแฟนกันใช่มั้ย” เขาถามอย่างสะกดกลั้นอารมณ์ ที่คิดไว้มันไม่ใช่แบบนี้นี่นา ที่คิดเอาไว้คือเมื่อเป็นแฟนกันแล้ว เขาจะใช้งานมันเยี่ยงทาส เขาจะแกล้งมัน จะทำทุกทางเพื่อไม่ให้มันมีความสุข เพื่อเป็นการลงโทษที่มันทำให้เขาเสีย ชิโดะ มิกะไปเพราะความปากบอนของมัน แต่แล้วที่เป็นอยู่ขณะนี้คืออะไร มันคือการที่ไอ้เจ้า คาเมนาชิ คาซึยะเป็นคนกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วมีเขาเดินตามต้อยๆ อย่างไม่อาจต้านทานมันได้ เพียงเพราะมันพูดด้วยสีหน้าซื่อๆ ตาซื่อๆ แล้วลงท้ายเป็นเขาตามใจมันทุกที




“ก็นายบอกเมื่อวานว่าเป็นแฟนกัน”



“ถ้าอย่างนั้น ถ้าฉันไม่อยากทานข้าวที่วัด นายก็จะยอมตามใจฉันรึเปล่า” คาเมะเอียงคอมองคนถาม ก่อนจะส่ายหน้าไปมา ให้จินตาโตกับความตรงของมัน นี่คิดจะปฏิเสธก็ปฏิเสธงั้นเหรอ!! มันไม่คิดจะตามใจเขาบ้างเลยรึไงวะ!!



“งั้นฉันถามนายบ้าง ว่าตอนนายคบกับแฟนเก่าน่ะ ถ้าเขาอยากกินภัตตาคารห้าดาว นายพาเขาเข้ามั้ย” จินพยักหน้ารับ



“แล้วถ้าเขาอยากกินข้าวในห้องสูทหรูโคตรล่ะ นายยอมจ่ายค่าห้องทั้งคืน เพียงเพื่อนั่งกินข้าวสองชั่วโมงรึเปล่า” จินพยักหน้ารับอีก ทีนี้คาเมะเลยยิ้มหวาน



“แล้วฉันที่คบกับนาย ก็มีหน้าที่เป็นแฟนนาย แทนแฟนผู้หญิงคนเก่าๆอย่างนั้นใช่มั้ย ถ้างั้น นายก็ควรตามใจฉัน เหมือนที่นายตามใจผู้หญิงพวกนั้นสิ” จินถึงกับพูดไม่ออก ที่ถูกย้อนง่ายๆแบบนี้ และก่อนที่เขาจะได้โต้แย้งใดๆ คาเมะก็วิ่งปรู้ดไปหาพระลูกวัดรูปหนึ่ง แล้วพูดเสียงดังฟังชัดแบบที่ทำเอาจินอยากจะกลายร่างเป็นอนุสาวรีย์ยืนเด่นเป็นสง่ากลางลานวัดมันเสียเลย




“หลังท่านฉันแล้ว ผมขออาหารที่เหลือได้มั้ยครับ”



บางทีแล้ว อาจจะเป็นจินนั่นแหละ ที่ผิดเอง คิดจะมีเรื่องกับคนอย่างคาเมะ



……………………………..



มื้อเที่ยงแบบที่คุณชายหัวสูงออกจะทานไม่ค่อยลงนั้น คาเมะกลับกินง่ายแบบที่มีอะไรมาก็หมด ความจริงแล้ว มันไม่ใช่อาหารที่พระฉันเหลือแล้วหรอก แต่มันเป็นอาหารที่กันเอาไว้ เผื่อมีใครมาขอไป ถือเป็นการทำทานตามหลักศาสนา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม จินก็ยังคิดว่า เขาเองต้องกินของเหลือต่อจากคนอื่นอยู่ดี



กว่าคาเมะจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เพื่อนร่วมโลกที่เคยก่อกรรมทำเข็นใส่กันและกันมาแล้วสมัยป.4 และกว่าคาเมะจะกินข้าวเสร็จ จนอิ่มตื้อ พุงกาง ก็เกือบบ่ายสามเข้าไปแล้ว ที่จินลากไอ้ตัวดีออกมาจากวัดได้ ไม่รู้จะเก็บเอาไว้ในซอกไหนของหัวใจดี ว่าครั้งหนึ่งในชีวิต เคยมาเดทที่วัดแบบนี้ อย่างน้อยล่ะ จินตั้งมั่นว่าจะไม่เล่าเรื่องนี้ให้ลูกหลานอาคานิชิฟังเด็ดขาด เขายังไม่พร้อมถ้าพวกนั้นจะมองหน้าเขา แล้วพากันยกมือไหว้ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา เพราะรัศมีแห่งบุญบารมีสถิตตัว



“เดี๋ยวไปดูหนังสักเรื่องมั้ย แล้วตอนค่ำๆไปฟังเพลงกัน” จินคิดว่าเขาควรเปิดประเด็นก่อนที่ไอ้เจ้าคาเมะจะตัดสินใจใดๆ



“ไปฟังเพลงเลยดีกว่า” คาเมะหันมาบอก ก่อนจะหยิบมือถือตัวเองออกมากดยุกยิกๆอยู่ครู่นึง แล้วจึงหันมาบอกคนที่กำลังขับรถ




“หนึ่งทุ่มคืนนี้ ที่บาร์มอนมอน มีวงดูบบี้ บิวตี้มาเล่นแหน่ะ ไปดูกันเหอะ” จินฟังชื่อบาร์และชื่อวงแล้วถึงกับต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่คุ้นหู ชื่อบาร์ก็ประหลาดแล้ว ‘มอนมอน’ เนี่ยนะ ไม่เห็นจะเคยได้ยินชื่อ อย่างจินน่ะ ไปแต่บาร์ หรือไม่ก็คลับชั้นเลิศ ที่ต้องเสียค่าสมาชิกรายปีหัวละหลายตังส์เท่านั้น แล้วไหนจะชื่อวงดนตรีที่มาเล่นอีก เจ้านี่พูดว่าอะไรนะ สกูปปี้ดู รึเปล่า ไม่ใช่ๆ หรือจะเป็น ดูบบี้ ดูบบี้ ก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ อะไรสักอย่าง ซึ่งฟังแค่ชื่อก็ไม่น่าไว้ใจแล้ว




“เดี๋ยวไปหาขนมกินก่อนดีกว่า นายเลี้ยวซ้ายข้างหน้า แล้วตรงไปตามทาง ฉันรู้จักขนมร้านนึง อร่อยอย่างงี้เลย” และเพราะจินมัวแต่คิดถึงเรื่องชื่อวงและชื่อบาร์ จนไม่ว่าคาเมะจะสั่งให้เลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวาที่ไหน เขาก็ทำตามอย่างไม่ได้ไตร่ตรอง จนคาเมะบอกว่าให้จอดนั่นแหละ เขาถึงได้รู้ ว่าตัวเองกำลังเดินตามคำสั่งเจ้านี่ต้อยๆอีกแล้ว!!!




“ซอฟครีมตรงนี้ อร่อยจนต้องยกนิ้วให้” คาเมะหันมาบอก แล้วชี้ไปที่รถตู้ ที่ถูกดัดแปลงเป็นรถขายซอฟครีม จอดอยู่ริมถนนหน้าโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดัง




“นายไปซื้อให้หน่อย เดี๋ยวฉันเดินไปซื้อน้ำเปล่าให้ ของฉันเอาชอคโกบานาน่า แล้วก็เพิ่มวิปครีมด้วย” คาเมะสั่งเสร็จปุ๊บ ก็ลงจากรถปั๊บ ทิ้งให้จินได้แต่อึ้งกับ ‘ร้านขนมที่อร่อยโคตร’ และปริมาณนักเรียนหญิงมัธยมปลายที่แห่กันออกมาซื้อ เพราะโรงเรียนเลิกพอดี




และทั้งๆที่มีแต่นักเรียนหญิงรุมซื้อ เจ้านั่นก็จะยังให้ผู้ชายตัวเท่าตึกอย่างเขาไปต่อแถวซื้อด้วยอย่างนั้นเหรอ แม่งเอ้ย!!!! นี่กูถูกแกล้งเปล่าวะเนี่ย!!!



………………………..



คาเมะไม่อยากจะคิดถึงสีหน้าคนขาย และสีหน้าพวกนักเรียนหญิงที่จะเห็นจินไปซื้อซอฟครีมเลยสิหน่า ขนมผู้หญิ๊ง ผู้หญิงแบบนี้ ถึงคาเมะจะชอบแค่ไหน แต่ก็ยังไม่ใจกล้าหน้าด้านมากพอจะไปซื้อคนเดียวด้วยซ้ำ แล้วคนอย่างหมอนั่นล่ะ ผู้ชายที่แค่กินข้าววัดก็ทำหน้ากระอักกระอ่วนน่ะ เหอะ ก็มาหลอกคาเมะทำไม ว่าลิงตาย สมแล้วล่ะ





คาเมะไปซื้อน้ำเปล่ามาสองขวด แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังไม่ยอมกลับไปที่รถแต่โดยดี หลบแอบอยู่ข้างเสา มองผู้ชายตัวใหญ่ที่ยืนลุกลี้ลุกลนอยู่ข้างรถหรู อาจจะเพราะท่าทางพิรุธ หรืออาจจะเพราะว่าหมอนั่นมันหล่อ นักเรียนสาวๆที่แห่กันมาซื้อซอฟครีมเจ้าอร่อยเลยพากันมองไม่วางตา คาเมะเห็นจินยืนชะเง้อมองซ้ายมองขวาอยู่เกือบห้านาที สุดท้าย หมอนั่นก็ถอนหายใจ แล้วหมุนตัวเดินไปต่อแถวเด็กผู้หญิงผมเปียที่กำลังรอซื้อซอฟครีม เกิดเป็นเสียงฮือฮา และเสียงหัวเราะของคาเมะที่แอบมองอยู่นาน




เมื่อเห็นจินได้ซอฟครีมมาแล้ว คาเมะถึงได้ยอมเดินเตร่เข้าไปหา พร้อมน้ำเปล่าสองขวด ด้วยหน้าตาเรียบเฉย เหมือนตัวเองไม่ได้ทำอะไรเสียหาย หรือกลั่นแกล้งใคร




“แถวนี้ไม่มีร้านน้ำเลย กว่าจะหาเจอ อ๊ะ ขอบคุณนะ” แล้วก็ทำเนียนไม่รู้เรื่องเสีย ส่งขวดน้ำให้จินขวดนึง ก่อนจะดึงซอฟครีมมาจากมือร่างสูง แล้วก้มลงกินแบบไม่สนใจใครทั้งสิ้น ไม่สนใจแม้กระทั่งสายตาแค้นอาฆาตของคนที่ได้น้ำเปล่าเป็นรางวัลความหน้าด้านที่อุตส่าห์ไปต่อแถวซื้อซอฟครีม




“ขึ้นไปกินต่อบนรถไป” จินไม่อาจยืนต่อไปได้อีกแล้ว มีแต่คนมองเต็มไปหมดแบบนี้ แล้วแต่ละคนมองเขา แล้วซุบซิบกันเองอีกต่างหาก




“อื้อ เดี๋ยวไปบาร์มอนมอนกัน” ชายหนุ่มไม่อยากจะคิดว่าไอ้บาร์มอนมอนอะไรนั่นมันจะเป็นยังไง เพราะขนาดร้านขนมยังกลายเป็นรถขายซอฟครีมไปได้แบบนี้ บาร์มอนมอนของมัน ก็อาจจะเป็นแค่ลานกว้างสำหรับเต้นแอโรบิกประจำหมู่บ้านก็ได้!



………………………………



และแม้ว่าเขาจะค่อนขอดว่า บาร์มอนมอนของคาเมะจะเป็นไปได้อย่างมากไม่เกินไปกว่าลานเต้นแอโรบิก แต่จินก็ยังต้องขับรถพาคาเมะไป ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม ทั้งๆที่รถก็รถเขา น้ำมันก็น้ำมันเขา ถ้าจะไม่ไปสักอย่าง เจ้าคาเมนาชิ คาซึยะที่กำลังเลียซอฟครีมแผลบๆอยู่นี่จะทำอะไรได้ แต่เขาไม่อยากขัดใจมันนี่หว่า ก็หน้าตามันน่ะ น่าตามใจจะตายไป โดยเฉพาะเวลาตามใจมัน แล้วได้รอยยิ้มหวานๆกลับมาแบบนี้




“จอดแถวนี้แหละ ต้องเดินไปอีกหน่อย” คาเมะจัดการซอฟครีมหมดแล้ว พอดีกับที่จินขับมาถึง ไม่ไกลนัก มีที่ว่างพอจะจอดรถได้อยู่ จินจึงจัดการเสียบเข้าไปตรงนั้นทันที สภาพแวดล้อมรอบข้างอาจจะบอกได้ว่า มันค่อนข้างเกินกว่าที่จินคาดหมายอยู่เหมือนกัน แถวนี้เป็นสถานบันเทิงขึ้นชื่อของโตเกียว แต่คนละแนวกับแนวคุณชายอย่างเขาที่ต้องเป็นบาร์ชั้นหรูเท่านั้น เอาเถอะ! จะหวังอะไรมากจากที่ที่เจ้าคาเมนาชิมันแนะนำกันล่ะ ได้แค่นี้ก็ถือว่าดีแล้ว เพราะดูท่าว่าบาร์มอนมอนที่อยู่ในละแวกนี้ คงไม่ใช่ลานเต้นแอโรบิกอย่างที่เขาคิดด้วย




คาเมะเดินนำจินไปตามทาง เห็นการเดินแบบที่เรียกได้ว่าไม่สะเปะสะปะ แถมเหมือนจะรู้ทางแล้ว จินก็บอกได้ว่า คาเมะคงเคยมาที่นี่ไม่ต่ำกว่าห้าครั้ง ไม่อย่างนั้น คงต้องเดินไป มองซ้ายมองขวาไป




“ฮู้! คนเยอะเป็นบ้า” ห้าโมงกว่าแล้ว สถานบันเทิงยามค่ำคืนแบบนี้ยังไม่ถึงเวลาเปิดทำการ แต่ที่หน้าบาร์แห่งหนึ่ง กลับมีคนเข้าแถวต่อกันยาว สักห้าสิบคนเห็นจะได้ ปริมาณคนที่มายืนรอ ก็น่าจะพอประมาณได้หรอกมั้งว่า ‘วงสกูปปี้ดู’ หรืออะไรสักอย่าง คงจะเข้าท่าอยู่เหมือนกัน




“ต่อแถวเร็ว ต่อแถว” คาเมะรีบวิ่งไปต่อแถว ให้จินต้องเดินตามเข้าไปหยุดเคียงข้าง



“ไม่ต้องมีบัตรเหรอ”



“เดี๋ยวจ่ายเงินสดตรงหน้าประตูเลย วงนี้เป็นแบบนี้แหละ นายเคยฟังมั้ย เพลง เฮ้ ไอแอมแฮปปี้ น่ะ ดังสุดๆ” จินไม่อยากจะบอกว่าเขาไม่เคยฟัง ไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อเพลงด้วยซ้ำ



“เพลงนี้ก็เพราะ เนยแข็งกับขนมปัง” เพลงอะไรของมันวะ เนยแข็งกับขนมปัง แน่ใจเหรอว่ามันเป็นชื่อเพลง ไม่ใช่ชื่ออาหาร




แล้วจากนั้น จินก็ได้ฟังเรื่องแปลกๆอีกหลายอย่าง ทั้งชื่อเพลงแปลกๆ ที่คาเมะยืนยัน นั่งยัน นอนยัน และอาจจะยอมลุงทุนถึงขนาดตีลังกายันว่าเป็นเพลงที่ดังสุดๆ ดังอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แต่ทั้งอย่างนั้น จินก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่าเขาไม่รู้จักเอาเสียเลย บางทีเขาอาจจะฟังเพลงน้อยไป หรือเรื่องในวงการเพลงไม่กว้าง เดี๋ยวคืนนี้กลับไปบ้าน อาจจะต้องหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาดูเสียหน่อย เขาคงจ๋อมอยู่กับเจ้าคาเมนาชิ มากเกินไป จนไม่ได้ตามข่าวสารด้านอื่นก็เป็นได้




…………………………..



ประตูเปิดตอนหกโมง และคนก็พากันเฮโลเข้าไป จินคว้าแขนเล็กไว้ เพราะกลัวคาเมะจะพลัดหลงไปกับฝูงชน แต่แรงมวลชนก็มหาศาล สุดท้าย ชายหนุ่มจึงคว้าร่างเล็กเข้ามาใกล้ แล้วเปลี่ยนวิธีเป็นการโอบเอวเสียเลย คาเมะชะงักกึก กับสัมผัสที่ค่อนข้างจะแนบชิดเกินไปสักหน่อย




แน่ล่ะ คาเมะไม่ถนัดเรื่องการแตะเนื้อต้องตัวคนอื่นมากนัก เพราะทั้งชีวิต ไม่ค่อยมีใครอยากจะมาคลุกคลีใกล้ชิด เนื่องจากกลัวความตายจะมาก่อนอายุขัย ส่วนเพื่อนที่พอจะมี ก็มีแต่ไอ้จุนโนะ ไอ้โคยามะแบบนี้ อวัยวะที่ใกล้กันที่สุด ระหว่างเขากับพวกมัน คือมือพวกมัน กับหัวเขา ที่ดูจะดึงดูดกันดีเหลือเกิน ในเวลาที่เขาไปปากเสียใส่คนอื่น




“อย่าดันตัวออกสิคาเมะ เดี๋ยวหลุด” จินก้มลงดุคนที่ถูกเขาโอบเอวเข้ามาแนบชิด อกเขาส่วนหนึ่งแนบอยู่กับแผ่นหลังของคาเมะ เจ้านี่ไม่ได้เตี้ยกว่าเขามากนัก ดังนั้น แค่เพียงลดสายตาลงก็เห็นแก้มขาวๆที่อยู่ใกล้เสียจนจินเหมือนจะอุตริคิดไปว่า เขาได้กลิ่นแป้งบางๆจากผิวหน้าของคนในอ้อมแขน




“ก็นายเบียด” คาเมะพยายามใช้แขนตัวเองดันตัวออกห่างจากกายของอีกฝ่าย แต่ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะจินกลายเป็นใช้สองมือโอบประคองเอวเล็กเสียเลย ทำเอาคาเมะถึงกับตาโต รู้สึกถึงความร้อนผ่าวบนใบหน้า พร้อมกับอารมณ์บางอย่างที่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘หวาน’ แล่นวาบขึ้นมากลางใจ




“เอามือออกไป อาคานิชิ” คาเมะหันมามอง และต้องยิ่งอึ้ง เมื่อได้รู้ว่าหน้าตัวเอง อยู่ใกล้หน้าจินมากแค่ไหน ร่างบางรีบหันกลับไป แต่ทั้งอย่างนั้น จินก็ยังพอจะทันเห็นแววตาตื่นตระหนก และออกจะเขินอายของคนตัวเล็กกว่า ชายหนุ่มอมยิ้ม ก่อนจะแกล้งพิงศีรษะตัวเองกับศีรษะของอีกฝ่าย




“ไม่เอาออก” เขาบอก และย้ำกับตัวเอง ว่าที่ทำลงไปทั้งหมด เพียงเพื่อจะเอาคืนที่ถูกคาเมะแกล้งมาทั้งวัน ไม่ใช่เพียงเพราะผมคาเมะหอมดี และเขาก็รู้สึกดีกับการกอดกันแบบนี้




“ไอ้…ไอ้…” คาเมะพูดอะไรไม่ออก และไม่ทันจะได้ทำอะไร ไฟในร้านที่สว่างจ้าก็ดับพรึ่บ เป็นความนัยบอกให้คนที่เข้ามาแออัดกันในนี้ได้รู้ว่าวงดนตรีเจ้าของไลฟ์เล็กๆคืนนี้กำลังจะเริ่มต้นแล้ว



“อ…อาคานิชิ ถอยไปหน่อย เดี๋ยวเต้นไม่ได้” จินยอมถอยห่างออกมาอีกนิด ยอมลดมือลงจากเอวคอด แต่กลายเป็นว่า มือข้างนึงดันไปคว้ามือคาเมะมากุมเอาไว้เสียแบบนั้น ร่างบางหันควับไปมอง แสงสลัวจากหน้าเวที ทำให้พอจะมองเห็นแววตาวิบวับของคนตัวสูงกว่า คาเมะนึกอยากจะแก้เผ็ดสักที แต่เสียงประกาศกลับดังขึ้น




“พร้อมกันรึยัง!!!!!” คำตอบว่าพร้อมดังลั่น คาเมะรีบหันกลับไปที่เวที และก็ได้เห็นเงาตะคุ่มบนนั้น พร้อมกับเสียงของนักร้องนำที่ตะโกนผ่านไมโครโฟนตามมา




“งั้นเอาเลย!! เฮ้! ไอแอมแฮปปี้!!!” นักร้องหนุ่มบอกชื่อเพลงที่จะเล่นเป็นเพลงแรกของวันนี้ และได้เสียงเฮลั่นดังสนั่น ก่อนที่เสียงกลองจะดังรัว ตามมาด้วยเสียงเบส เสียงกีต้าร์ที่กรีดร้อง จนจินถึงกับตาโต แล้วได้แต่อ้าปาก เมื่อเห็นไอ้นักร้องนำบนเวทีมันกระโดดแสดงท่าทางว่ามัน แฮปปี้มากจริงๆ




แต่อาคานิชิ จิน ผู้คุ้นเคยกับโอเปร่า บรอดเวย์ และคอนเสิร์ตยิ่งใหญ่อลังการแบบ ป๊อปแจ๊ส หรือป๊อปร็อคเล็กน้อย รวมทั้งวงออเครต้าร์ชั้นยอดได้แต่กระพริบตาปริบๆ แล้วถามตัวเองว่า กูแฮปปี้ไปกับเพลงของวงนี้มั้ยวะ คำตอบที่ได้ทันทีที่ถามคือ โน ไอแอม อันแฮปปี้ แล้วนี่กูมาทำไม!!!!



…………………………….



คอนเสิร์ตเริ่มเล่นตอนหนึ่งทุ่มตรง ไปจบเอาตอนเกือบจะห้าทุ่มแล้ว และมันจบลงแบบที่จินได้ความรู้เพิ่มอีกหลายอย่าง อย่างแรกคือ คาเมะเป็นแฟนร็อคแบบฮาร์ดคอร์ตัวจริง เพราะวง ดูบบี้ บิวตี้ เป็นร็อคแบบฮาร์ดคอร์ชนิดที่เรียกได้ว่ามันตะเบ็งเสียงตั้งแต่วินาทีแรก ยันวินาทีสุดท้ายของเพลง (เขาเรียกชื่อวงถูกแล้ว หลังจากยืนเอ๋ออยู่ในไลฟ์เกือบสามชั่วโมง และสายตาเหลือบไปเห็นชื่อวงที่ติดอยู่บนผนังด้านหลังกลองชุด)





อย่างที่สองคือ แม้วงนี้จะฮาร์ดคอร์มากแค่ไหน แต่ก็เป็นวงที่ร้องเพลงช้าเพราะมากถึงมากที่สุด และนั่น!! พระเจ้าช่วย!! เพลงเนยแข็งกับขนมปัง เป็นชื่อเพลงช้า!! เปรียบเทียบความรักของคนสองคน ที่ไม่หวานหอมเหมือนกินขนมปังกับแยมสตรอเบอร์รี่!! ไอ้คนแต่งมันคิดได้!!!




อย่างที่สามคือ นอกจากเพลงเนยแข็งกับขนมปังแล้ว ยังมีชื่อเพลงตระกูลอาหารอีกหลายเพลง



ทั้งเพลงชาเขียวอร่อยดี (อันนี้เป็นเพลงเร็วที่จินปวดหัวที่สุด ตั้งแต่ฟังมา เพราะฟังออกแต่คำว่า ‘ชาเขียวอร่อย’ ‘ชาเขียวอร่อย’ มาได้ยินคำอื่นก็ตอนท่อนท้ายสุดของเพลงที่บอกว่า ‘แต่ทั้งอย่างนั้นกูก็ไม่ชอบชาเขียว’ ทำเอาจินอึ้งไปเลย )



และเพลงเต้าหู้แช่เย็น อันนี้จินก็ปวดหัวไม่แพ้กัน เพราะตลอดเพลงมีแต่เนื้อร้องที่บอกว่า ‘เปิดตู้เย็นสิ เปิดตู้เย็น เปิดตู้เย็นจะเจอเต้าหู้’ เพลงนี้เขายอมรับว่าเป็นเพลงช้าที่ดนตรีเพราะมาก แต่ที่ปวดหัวคือเนื้อหาเพลงนั่นล่ะ แต่ก็ไม่ใช่จะมีแต่เพลงแบบนี้ มีเพลงที่เพราะมากๆ ถึงมากๆ แบบที่เขาไม่คาดหวังก็หลายเพลง แถมเป็นเพลงที่เขาจำชื่อแล้วตั้งใจจะกลับไปหามาใส่ไว้ในเอ็มพีสาม ไว้ฟังด้วย




และอย่างสุดท้ายคือ วงดูบบี้ บิวตี้ เหมาะกับนิสัยของ คาเมนาชิ คาซึยะเป็นอย่างยิ่ง จินไม่เคยแน่ใจอะไรเท่านี้มาก่อนเลย เขากล้าพูดได้ว่า คาเมะเกิดมาเพียงเพื่อจะเป็นแฟนเพลงวงนี้นั่นแหละ เพราะอะไรหลายอย่างคล้ายกันอย่างน่าใจหาย ตรงที่ชอบทำให้ปวดหัว แต่ก็มีบางส่วนที่เข้าท่าเหมือนกัน




“กลับได้แล้ว อาคานิชิ นายจะอยู่ต่อรอดูอีกรอบวันพรุ่งนี้งั้นเหรอ” คาเมะหันมาบอกคนที่ยังยืนนิ่ง ไม่ขยับตัวไปไหน ร่างสูงเหมือนได้สติ หันกลับมามองคนที่ยืนอยู่ข้างกายในร้านที่ยังคงเปิดให้ลูกค้าดิ้นต่อ แบบไม่กลัวสลบ



“เออ กลับก็กลับดิ” ร่างสูงบอกแล้วเดินนำ ให้คาเมะเดินตาม ร่างบางหยิบมือถือขึ้นมาดู ไม่มีใครโทร.เข้ามา แม้ว่าลูกชายคนนี้จะหายออกจากบ้านตั้งแต่เช้า จนจะเข้าวันใหม่อยู่แล้ว คนที่บ้านคาเมนาชิก็ยังไม่นึกจะโทร.มาถามสารทุกข์สุขดิบสักนิด เอาจริงๆนะ คาเมะทายด้วยซ้ำว่าป่านนี้พ่อ แม่ พี่ชาย และน้องชายของเขาคงจะคิดไกลถึงขนาดว่าเขากับจินคงจะเสร็จกันที่โรงแรมแถวไหนสักแห่งไปแล้วล่ะ




“นายไปส่งฉันบ้านเพื่อนดีกว่า ป่านนี้พ่อกับแม่คงนอนหมดแล้ว ปิดบ้านไปแล้วละมั้ง” คาเมะไม่ได้คิดว่าตัวเองจะกลับดึก เลยไม่ได้ติดกุญแจบ้านมาด้วย เพิ่งมานึกออกว่าวงโปรดมีไลฟ์แถวนี้ ก็ตอนที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูโปรแกรมเที่ยวน่าสนใจที่เขามักจะบันทึกเอาไว้ในนั้น




และไม่ต้องถามอีกนั่นแหละ ว่าพ่อแม่จะไม่อยู่รอเปิดประตูให้เหรอ คาเมะทายแบบไม่ต้องเอาสมองคิดว่าบ้านคาเมนาชิอาจจะล็อคกลอนตั้งแต่หกโมงเย็นด้วยซ้ำ พวกนั้นน่ะอยากกันจนตัวสั่นให้คาเมะเสร็จจินเร็วๆ




“เพื่อนที่ไหน สองคนนั่นน่ะเหรอ” จินถาม ซึ่งคำตอบก็มีแค่อย่างเดียวคือพยักหน้า ก็นอกจากสองคนนั่น แล้วจะมีใครที่ไหนให้คาเมะค้างกันเล่า ในเมื่อคาเมะปากร้ายหน้าซื่อแบบนี้




“ไปกวนเขาเปล่าๆ ไปนอนบ้านฉันก็ได้”



“เฮ้ย ไม่ต้อง” คาเมะไม่อยากให้แม่คิดมากไปกว่านี้อีกแล้ว แค่แม่เห็นหมอนี่มารับ มาส่ง มาพาเขาไปเที่ยว แม่ก็คิดมากเสียจนคาเมะคิดว่าแม่มีสมองสองอัน เพื่อเอาไว้ตรองเฉพาะเรื่องลูกเขยอย่างเดียวด้วยซ้ำ ขืนแม่มารู้ว่าเขาไปค้างบ้านหมอนี่ด้วย มีหวังแม่คงคิดหนักขึ้นไปอีก และอาจถึงขั้นหาฤกษ์แต่งงานในเร็ววัน



“ได้ไงล่ะ ฉันเป็นคนพานายออกมา แล้วพอตอนกลางคืนก็ไปปล่อยให้ค้างบ้านเพื่อนน่ะเหรอ ไม่ได้หรอก ฉันต้องรับผิดชอบสิ ที่ทำให้กลับดึกน่ะ” จินรีบค้านหัวชนฝา เขาไม่ยอมให้คาเมะไปค้างกับใครที่ไหนหรอกหน่า ไม่! เขาไม่ได้ห่วงอะไรเสียหน่อย เพียงแต่ว่า แค่ เอ่อ แค่… แค่ แค่ต้องรับผิดชอบนั่นล่ะ!!




“ไม่เกี่ยวซะหน่อย” คาเมะรู้ว่าถ้าหมอนี่ค้านขนาดนี้ ก็คงไม่ได้ไปค้างบ้านเพื่อนจริงๆ และมีโอกาสเป็นไปได้สูงว่าต้องไปค้างบ้านหมอนี่ เอาไงดีวะ วิ่งหนีมันไปเลยดีมั้ย มืดๆ กลางค่ำ กลางคืนแบบนี้วิ่งหายไปเลยก็ง่ายนิดเดียว แต่ติดที่มือไอ้บ้านี่มันไม่ปล่อยสักทีเนี่ยสิ จับจนเหงื่อชุ่มไปหมดแล้ว




“ปล่อยมือสักทีได้มั้ย อาคานิชิ” คาเมะหันมาบอก แต่ไม่ทันที่จินจะได้ตอบอะไร เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น




“จินคะ!!” ไม่ต้องหันไปมอง คาเมะก็คาดได้ว่าเจ้าของเสียงคงจะเป็นคู่ขาเก่าๆสักคน ที่ค่อนข้างขี้อิจฉา ตามสูตรสำเร็จของละครอันมีนางเอกใสซื่ออย่างเขา เอ้ย! ไม่ใช่ๆ



“อ้าว นานาโกะ” จินหันไปทัก แล้วยิ้มบางให้ที ถือโอกาสกุมมือเล็กๆของคาเมะต่อไปอย่างไม่รู้ไม่ชี้



“ชื่อนานาโกะ? ชื่อเชยชะมัดเลยแหะ” คาเมะพูดไม่ดัง และไม่เบา แน่นอนว่าคนชื่อเชยได้ยินอย่างไม่ต้องสงสัย หล่อนตาลุกวาว จ้องมองคาเมะจนอายชาโดว์จะทะลักอยู่แล้ว ริมฝีปากที่ทาเคลือบด้วยลิปกลอสสีสวยเผยอออกด้วยความไม่พอใจ




“มาเที่ยวเหรอ ตามสบายนะ กำลังจะกลับพอดี” จินรีบแก้สถานการณ์ นึกว่าวันนี้จะรอดพ้นการมีชีวิตอยู่บนเส้นด้ายเพราะปากมรณะของคาเมะ แต่ตอนห้าทุ่มจะเที่ยงคืนแบบนี้ เจ้านี่ก็ยังคงสถิติการมีเรื่องทุกวันอยู่ดี




“จินไม่อยู่เที่ยวอีกหน่อยเหรอ”




“ก็บอกว่ากำลังจะกลับ ฟังไม่ออกรึไงหว่า” จินอยากจะรีบลากคาเมะออกไปเสียเดี๋ยวนี้ เพราะเจ้าตัวดูจะไม่รู้เรื่องเท่าไหร่ ว่ากำลังพูดจาแบบที่ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทได้ง่าย




“เอ๊ะ!! ไอ้เด็กนี่!!” สาวชื่อเชยเริ่มไม่พอใจเช่นกัน และเริ่มที่จะไม่อยู่สุขแล้ว หล่อนก้าวเข้าไปหาคาเมะ หน้าตาบูดเบี้ยวไม่พอใจ




“เอ่อ นานาโกะ ขอตัวก่อนนะ ไป กลับกัน” จินรีบขวางเอาไว แล้วหันกลับไปบอกคนที่ถูกเขาดันไปยืนอยู่ข้างหลังแล้ว



“ก็คงได้กลับนานแล้ว ถ้าไม่ถูกเรียกเอาไว้” คาเมะตอบแบบไม่สนใจว่าตัวเองกำลังทำตัวแบบเดิมๆ ที่ชวนให้ก้าวไปสู่ความซวยซ้ำๆซากๆ จนจินต้องหันกลับไปตวาด



“คาเมะ!! หยุดพูด!!” จินไม่อยากให้คาเมะสร้างศัตรูเยอะขึ้นกว่าเดิมอีกแล้ว แค่นี้เจ้าตัวก็แทบจะออกจากบ้านลำบากจนอาจไม่ต้องออกไปไหน แล้วยังจะพูดมากให้แย่ลงอีกทำไม ชายหนุ่มไม่เข้าใจเลย คาเมะชะงักไป เมื่อถูกคนร่างสูงกว่าดุ แล้วยังถูกหมอนั่นลากออกจากตรงนั้นอีกต่างหาก คาเมะมองคนที่เดินนำตรงหน้าด้วยความไม่เข้าใจ ทำไมอยู่ดีๆหมอนี่ถึงหงุดหงิด ก่อนหน้านี่ยังเห็นทำหน้าอึ้งๆอยู่ในไลฟ์อยู่เลย อารมณ์แปรปรวนง่ายจริงๆ ผู้ชายอะไรวะ




ร่างบางพยายามดึงมือตัวเองออกจากมืออีกฝ่าย แต่ไม่หลุดเสียที จนจินต้องหันมาดุ




“คาเมะ! หยุดดื้อเสียที!!!” การตวาดรอบที่สองภายในไม่กี่นาที ทำให้คาเมะยิ่งไม่เข้าใจมากยิ่งขึ้น ว่าทำไมต้องมาดุเขาด้วย และความไม่เข้าใจของคาเมะ ก็ทำให้เจ้าตัวดื้อมากขึ้น และแรงเยอะมากขึ้นด้วย



ร่างบางสะบัดแขนมากยิ่งขึ้น และมันให้จินเองก็โกรธมากยิ่งขึ้น ชายหนุ่มเคยคิดว่าเขาเริ่มเข้าใจความปากเสียของคาเมะมากขึ้นแล้ว แต่ไม่ใช่ตอนนี้ ที่คาเมะทั้งปากเสีย และดื้อจนไม่ฟังใคร ชายหนุ่มเปลี่ยนทิศทางลากคนตัวเล็กกว่าเข้าไปในซอกตึกใกล้ๆ แล้วตามเข้าไปค้ำแขนกับกำแพง ให้คาเมะตกอยู่ในวงล้อมของเขา



“ทำไมถึงดื้อแบบนี้!!!” ทั้งดื้อ ทั้งปากไว ทั้งพูดทุกคำที่คิด มีเด็กแบบนี้บนโลกได้ไงวะ!!




“แล้วจะดุหาหอกอะไร” คาเมะย้อนถามอย่างไม่ยอมความ เขาเองก็ไม่พอใจเหมือนกัน ที่อยู่ดีๆ อารมณ์ที่ดีมาทั้งวันก็มาชะงักเอาแบบนี้ เพียงเพราะไอ้บ้านี่อารมณ์แปรปรวน



“ไม่ให้ดุอย่างนั้นเหรอ!! ไม่ให้ดุได้ยังไง! ทำตัวแบบนี้น่ะ”



“ทำตัวยังไงวะ!!”


“ก็ที่ปากไว พูดทุกคำที่คิดยังไงล่ะ!! ไหนจะดื้อด้านอีก! มันอะไรนักคาเมะ ทำไมถึงชอบสร้างศัตรูไปทั่วแบบนี้”



“กูไม่ได้สร้าง!!”



“สร้าง!”



“กูบอกว่าไม่ได้สร้าง!!”



“สร้าง!!”



“ไม่ได้ส…! อื้อ!!” ไม่ใช่การจับบีบปาก ปิดปากแบบคราวก่อน แต่มันเป็นการกระทำ ที่คาเมะเคยเห็นพวกสาวกวายในคณะตัวเองเชียร์ทุกครั้งที่อ่านนิยายที่พวกหล่อนพร้อมใจกันเรียกว่า ‘ฟิค’ และมีฉากทำนองว่าทะเลาะกันของนายเอกและพระเอก




ใช่ คาเมะถูกจินจูบ!! ตามพล๊อตฟิคเป๊ะนั่นแหละ!!!



“อื้อ!!!!!” แต่คาเมะไม่ใช่นายเอกฟิค ที่จะมาตกตะลึงเพียงเพราะถูกจูบ แน่ล่ะ จูบนี่เป็นจูบแรก สำหรับคนที่มีคนรักเท่าผืนผ้าเช็ดหน้าเด็ก และมีคนชังเท่าขนาดผ้าปูที่นอนยักษ์ แต่มัวแต่มาอึ้ง ก็พอดีถูกฟันคาซอกตึกให้พ่อแม่พี่น้องที่บ้านคาเมนาชิเลี้ยงโต๊ะจีนตั้งแต่ต้นซอยยันท้ายซอย



คาเมะพยายามดันจินออกห่าง แต่ยิ่งดัน จินก็ยิ่งบดปากแรงขึ้น และมันแรงมากพอจนทำให้คาเมะรู้สึกถึงรสขมปร่าของเลือดที่ไหลซึมออกมาจากรอยเจ็บแปลบบนริมฝีปากตัวเอง



จินยอมถอนจูบออกมา เขาก้มลงมองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจทั้งตัวเอง และความรู้สึกในใจ จินรู้ว่าตอนแรกเขาโกรธมากที่คาเมะไม่ฟังเขาบ้าง เลยก้มลงจูบเพราะหมั่นไส้ริมฝีปากบางๆนั่น แต่พอจูบแล้ว เขากลับพบว่ามันแปลกใหม่เอามากๆ ทำเอาใจเต้นจนสั่นไปหมด ทั้งยังอยากกอดจนต้องแนบกายเข้าหา แต่เมื่อแนบเข้าไปแล้ว ปรากฏว่าอีกฝ่ายกลับผลักไสเขาอีกจนน่าโมโห ที่คิดอยากจะโอนอ่อนให้ เลยกลายเป็นบดจูบมากขึ้น และมากขึ้น




“จำไว้ อย่าดื้อกับฉัน มานี่!!!” ชายหนุ่มเอ่ยปาก แล้วลากแขนคนที่จ้องมองเขาด้วยความแค้นเคืองไปที่รถ คาเมะยังดื้อแพ่ง ทั้งดื้อ ทั้งสะบัด อยากร้องโวยวายให้สะใจ แต่อาจจะได้ของตอบแทนเป็นจูบที่ดุเดือดมากกว่าเมื่อกี้ก็ได้ ซึ่งคาเมะไม่ต้องการแบบนั้น




สุดท้ายก็เลยโดนจับเหวี่ยงเข้าไปอยู่ในรถ แบบที่จินชี้หน้าคาดโทษเอาไว้แล้ว ว่าถ้าเขาเปิดประตูหนีลงไปตอนนี้ล่ะก็ จินจะตามล้างตามผลาญชนิดที่ว่า แค่จูบเดียวไม่พอ และคาเมะก็ไม่กล้าพอจะทดลองว่าจูบที่สองรสชาติเป็นยังไงด้วย



ประตูรถปิดดังปัง ตอนที่จินก้าวเข้ามา มันดังมากพอที่จะบอกได้ว่า ร่างสูงโมโหมากแค่ไหน และนั่นทำเอาคาเมะถึงกับสะดุ้งเล็กๆ ตอนนี้เขาอยากจะหนี อยากจะวิ่งไปให้ไกลที่สุด คาเมะไม่เคยเข้าใจว่าทำไมตั้งแต่มาเจอผู้ชายที่ชื่อ อาคานิชิ จิน เขาถึงหนีมันไม่เคยรอด และต้องมารองรับอารมณ์มันตลอดเวลา คาเมะไม่เคยเข้าใจจริงๆ ว่าขาที่เคยวิ่งหนีใครต่อใครมาตลอดหลายปี พอวันนี้ ทำไมมันถึงทำงานได้ไม่ดีเอาเสียเลย




แย่ชะมัด แย่จริงๆ ขาแม่งทรยศว่ะ!

To BE CON

....................................................