| หน้าแรก |
2009.06.30
FIC : ฟ.แฟน (อีกครั้ง)
FIC : ฟ.แฟน (อีกครั้ง)
JIN X KAME
By : Dezair
……………………………..
ฟ.แฟนมีแล้วเหนื่อย ยามเราเมื่อย มันไม่แล
ยามแข่ง มันห้ามแพ้ ยามเราแย่ มันเริงร่า
ยามชนะ มันว่าโกง อยากเตะโด่ง แต่ไม่กล้า
ยามแกล้ง มันร้องด่า แถมท่วงท่า เตะ ต่อย ตี
ยามงอน มันจะง้อ แต่ต้องรอ มันว่างดี
ถูกง้อไม่กี่ที ต้องรีบดี ก่อนมันเมิน
ความรัก ให้ไม่ขาด จะดีมาก ถ้ามันเกิน
น้อยไป มันจะเริ่ม ถามเพิ่มเติม ‘กูคือใคร!!!!’
“โกง!!!!!” ไอ้ต้อยที่ชื่อคาเมะมันร้องเสียลั่นคอนโด เมื่อบนจอโทรทัศน์ที่แบ่งเป็น 2 ฝั่ง เพราะเกมส์แข่งรถ มีฝั่งหนึ่งที่ขึ้นหราว่า ‘win’ ในขณะที่อีกฝั่งขึ้นว่า ‘lose’ แล้วไอ้ฝั่ง win มันคือฝั่งไหน ฟังจากน้ำ เสียงที่กล่าวหาคู่แข่งว่า ‘โกง’ ก็พอจะเดาได้
“โกงอะไร” จินหันมาถาม วันเสาร์แทนที่จะได้นอนตื่นสายสบายๆ นู่น! ไอ้ตัวดีมันลากเขาลงจากเตียงตั้งแต่หกโมงครึ่ง ให้ลุกมาชงโกโก้ให้มัน แล้วพอเจ็ดโมง มันก็ลากเขามานั่งแปะอยู่หน้าโทรทัศน์เพื่อเป็นคู่แข่งให้มัน ไอ้ว่าจะตื่นสาย ก็ต้องเลยต้องกลายเป็นเล่นเกมส์จนสายเนี่ยแหละ
“นายโกงฉันแน่ๆ จิน นายโกงฉัน” ไอ้ตัวดีมันเอานิ้วชี้หน้าแล้วจ้องจิกตาเอาเรื่อง ร่างสูงถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนแล้วส่ายหน้าไปมา ก่อนจะถาม
“จะเล่นต่อมั้ย”
“เล่นดิ! ฉันไม่ชนะ ห้ามเลิก!” แล้วจินก็ได้แต่ภาวนาในใจ ขอให้ไอ้คาเมะมันเรียนรู้วิธีเหยียบคันเร่งของไอ้เกมส์รถแข่งนี่เสียที มันจะได้ชนะบ้าง กูอยากเลิกเล่นแล้ว!!!
......................
แล้วเลิกได้มั้ย?.... นู่น บ่ายสอง!!
“มากินข้าว” จินอำลาไปจัดทำมื้อเที่ยงตั้งแต่ตอนเกือบจะบ่ายโมง โดยให้ข้ออ้างคาเมะว่าควรฝึกฝีมือตัวเองก่อนจะมาแข่งกับเขา เจ้านั่นถึงได้ยอมปล่อยเขาออกมาแต่โดยดี จัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย วางกับข้าวลงบนโต๊ะเสร็จ ตอนบ่ายโมงครึ่ง หันไปที่หน้าโทรทัศน์อีกที ไม่เห็นไอ้ตัวดีนั่งเล่นแล้ว ก็นึกว่ามันคงหิวลุกไปล้างหน้าล้างตาจะมาทานข้าว เลยเดินเข้าไปกะจะปิดเกมส์ให้ ปรากฏว่าที่ไหนได้! ไอ้คนที่นั่งเล่นมาตั้งแต่เช้ามันเลื้อยลงไปนอนกับพื้น สองมือยังประคองจอยสติ๊กมั่น!!
จินต้องยกกับข้าวมาที่โต๊ะเล็กหน้าโทรทัศน์ บริการกันแบบถึงที่ นี่ถ้าถึงปากได้ ไอ้คาเมะคงยอมง่อยกิน แล้วทำแค่อ้าปากรอรับข้าวจากเขาแน่ๆ
“จินกินไปก่อนเลย เดี๋ยวค่อยกิน ยังไม่หิว” ไอ้ตัวเล็กมันว่าอย่างงั้น แต่ไม่ปรายตามามองเขาแม้สักนิด ให้เล่นเกมส์ทีไร ลืมเวลาลืมสิ่งรอบข้างทุกที จินเลยไม่ค่อยให้มันเล่นบ่อยนักหรอก แต่เห็นเมื่อวานมันว่ามันได้แผ่นใหม่มา จะลองมือสักหน่อย เขาเห็นว่าไม่ได้เล่นนานแล้ว เลยปล่อยตามใจมัน แล้วก็เป็นแบบนี้ทุกที
“คาเมะ!!!” จินขึ้นเสียงดุ ทำเอาไอ้คนกำลังเมามันต้องขมวดคิ้วจึ้ก แล้วหันมามอง
“ก็ยังเล่นไม่เสร็จนี่”
“มันไม่มีทางเล่นเสร็จหรอก พัก แล้วมากินข้าว!!”
“จบตานี้” ดูมันต่อรอง จินอยากจะเขกหัวจริงๆ ร่างสูงไม่ตอบว่าอนุญาตหรือไม่ แต่ใช้สายตาจ้องทีเดียว ไอ้คนเจรจาก็หุบปากเงียบ ยอมวางมือจากเกมแบบหน้าตึง กระเถิบมาที่โต๊ะเล็กหน้าโทรทัศน์ แล้วตักข้าวเข้าปากรีบๆแต่หน้ามุ่ยๆ
“กินดีๆคาเมะ” ร่างสูงดุ เมื่อไอ้คนรักห่วงแต่เล่นเอาแต่ก้มตากินข้าวเปล่าๆ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
“เรื่องมากว่ะ” คาเมะเงยหน้าบ่น แต่เห็นสายตาเข้มงวดของคนรัก ก็เลยต้องเงียบ ยอมยื่นมือออกไปตักกับข้าวมากินด้วย คาเมะรู้ว่าจินตามใจเขาเสมอ แต่ถึงอย่างนั้น เวลาไหนที่จินดุ เขาก็ต้องยอมลงให้ ร่างบางรู้ดีว่าจินเข้มงวดกับเรื่องไม่กี่เรื่อง และเรื่องหนึ่งในนั้นคือเรื่องกินข้าว อยู่ด้วยกันมาปีสองปี คาเมะก็พอจะรู้ว่า อีกฝ่ายเป็นคนแบบไหน ลองว่าปล่อยให้โมโหเรื่องแบบนี้ คาเมะรู้ดีว่ากว่าจะง้อได้นั้นนาน....
เห็นท่าทางยอมอ่อนให้ จินก็ผ่อนอารมณ์ลง เขาแกะปลาให้ แล้ววางลงบนจานข้าวของคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“เอานิดเดียว” คาเมะรีบบอก เขาไม่ชอบกินปลา เนื้อมันอร่อยนั่นแหละ แต่ก้างซี่เล็กๆคมๆของพวกนี้ ทำเอาประสาทจะกินทุกที
“กินไปเถอะ แกะก้างออกหมดแล้ว” ต่างฝ่ายต่างก็รับรู้อารมณ์ของกันและกัน จินรู้ว่าคาเมะหงุดหงิดที่ถูกบังคับให้เลิกเล่นเกมส์ ในขณะที่คาเมะเองก็รู้ว่าจินโมโหที่เขาทำตัวกวนประสาท ก็จะทำยังไงล่ะ ในเมื่อทั้งเขาและจินไม่เหมือนกันสักอย่าง อายุก็ห่างกันตั้งเยอะ นิสัยก็ไม่ใกล้เคียงเลยแม้แต่น้อย ถ้ายังอยากอยู่ด้วยกัน ยังอยากรักกัน มันก็ต้องแบบนี้ ต้องอดทน
“ไม่ชอบปลา”
“มันมีประโยชน์” เมื่อคนที่เคยลงให้ทุกครั้ง มาถึงเรื่องข้าวปลาอาหารที่ไม่เคยจะลงให้ คนที่ต้องเป็นฝ่ายยอมก็ต้องเป็นคาเมะเสียเอง ที่ต้องก้มหน้าก้มตากินข้าวกับปลาแม้จะไม่พอใจนัก จินมองท่าทางแบบนั้น แล้วต้องถอนหายใจเบาๆ ทั้งเขาและคาเมะมีหลายเรื่องที่เข้ากันไม่ได้ บางที เรื่องเล็กๆก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ง่ายๆ หากใครสักคนไม่ควบคุมอารมณ์ หรือปล่อยให้ความหงุดหงิดเข้าครอบงำ อย่างเช่นตอนนี้…
จินรู้ว่าเขาเป็นผู้ใหญ่กว่า และเขาก็ควรจะควบคุมอารมณ์ให้ได้ เพื่อเป็นหลักยึดให้กับความรัก แต่บางทีมันก็อดใจไม่ไหว
“จินกินบ้างดิ” เจ้าต้อยตัวดีที่ชอบทำให้เขาไขว้เขวจากความเป็นผู้ใหญ่ใจเย็นอยู่บ่อยๆ ตักกับข้าววางลงบนถ้วยข้าวของเขา จินพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเอง แต่ทั้งอย่างนั้นก็๋ทำได้ยากเกินไป เพราะยังอยากแกล้งคนที่ห่วงแต่เล่น และไม่ค่อยเข้าใจความหวังดีของเขา
“อันนี้ก็อร่อยเนอะ” เขารู้ว่าคาเมะกำลังพยายามง้อ และก็รู้ว่าอีกฝ่ายสำนึกผิดแล้ว เขาควรจะยกโทษ และลืมเลือนเรื่องทะเลาะเล็กๆนั้นไป แต่บางที ความเป็นผู้ใหญ่ ก็พาลให้อยากแกล้งเด็กไม่ใช่รึไงล่ะ
“ไม่ต้องตักให้หรอก กินเองเถอะ” เขาบอกเสียงเรียบ เหลือบมองคนร่างบางเล็กน้อย ก็ชักจะเห็นแววไม่พอใจของไอ้คนง้อ ที่มันกัดริมฝีปากตัวเอง แถมจ้องเขาตาขุ่น เอาแล้วไง ทำตัวง้อยากเกินไป เจ้าต้อยก็เลยชักจะหงุดหงิดซะแล้ว
เฮ้อ เกิดเป็นคนเลี้ยงต้อยนี่มันแสนลำบากเถอะ เวลาต้อยงอน กว่าจะง้อได้ แทบเป็นแทบตาย แต่เวลางอนต้อยบ้าง ต้องรีบงอนรีบหาย ก่อนที่จะกลายเป็นฝ่ายถูกงอนเสียเอง นี่ล่ะมั้ง เขาถึงได้เตือนว่าถ้าไม่เจ๋งจริง อย่าริมีแฟนเด็ก มันเป็นแบบนี้นี่เอง
“เกมส์ต้องรีบเล่นรึเปล่า” เอาล่ะ มาถึงตอนนี้ ก็ต้องเป็นจินที่ลงให้ก่อนเท่านั้น
“ไม่รีบ!!” เห็นมั้ยล่ะ มันงอนเขาจริงๆ
“งั้นไปดูหนังกันมั้ย บ่ายนี้” อย่างเจ้าต้อยรายนี้ เอาเรื่องกินมาล่อไม่ได้หรอก ต้องเอาเรื่องเที่ยวเท่านั้น คาเมะเหลือบมองคนชวน ก่อนจะพยักหน้าแกนๆ แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังท่ามาก ปากแข็ง
“เพราะว่าไม่อยากรีบเล่นให้จบหรอกนะ เลยไปดูหนังได้” อารมณ์คล้ายๆอยากจะเขกหัว แต่ทั้งอย่างนั้นก็ชวนให้ยิ้มอยู่ดี ร่างสูงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะแกะปลาวางลงในชามข้าวของคนรักเพิ่มอีกหน่อย ในใจหวนคิดไปถึงไอ้เพื่อนรักนามว่า นากามารุ ยูอิจิ ที่พักนี้ดูจะคลั่งไคล้การหากลอนเกี่ยวกับแฟนแบบแปลกๆส่งมาให้เขาอ่านบ่อยเหลือเกิน อย่างกลอนล่าสุดนี่ จินว่ามันแปลกประหลาดเสียมาก แต่ทั้งอย่างนั้นก็ตรงเผงกับชีวิตคู่ของเขา
…..ฟ.แฟนมีแล้วเหนื่อย ยามเราเมื่อย มันไม่แล
ยามแข่ง มันห้ามแพ้ ยามเราแย่ มันเริงร่า
ยามชนะ มันว่าโกง อยากเตะโด่ง แต่ไม่กล้า
ยามแกล้ง มันร้องด่า แถมท่วงท่า เตะ ต่อย ตี
ยามงอน มันจะง้อ แต่ต้องรอ มันว่างดี
ถูกง้อไม่กี่ที ต้องรีบดี ก่อนมันเมิน
ความรัก ให้ไม่ขาด จะดีมาก ถ้ามันเกิน
น้อยไป มันจะเริ่ม ถามเพิ่มเติม ‘กูคือใคร!!!!’…..
ฟ.แฟน มีแล้วเหนื่อย เป็นเรื่องแน่อยู่แล้ว เพราะต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนที่มาจากต่างพ่อต่างแม่ ต่างครอบครัว ต่างสิ่งแวดล้อม ไม่มีแฟนที่ไหนจะเข้ากันได้ทุกเรื่องหรอก มันไม่ทะเลาะกันเรื่องหนึ่ง มันก็ต้องตีกันเรื่องหนึ่ง
ฟ.แฟน มีแล้วต้องยอมมัน เรื่องนี้ก็ใช่ ถ้าไม่ยอมแฟนแล้วจะให้ไปยอมใครกันล่ะ ก็กับคนอื่น ไม่ได้รักมากพอจะยอมลงให้ได้นี่หว่า
ต้องทนทั้งเหนื่อย ทั้งยอมลงให้
แต่ทั้งอย่างนั้น มันก็เทียบไม่ได้หรอก กับการเอาเวลาว่างๆไปนั่งเล่นเกม ได้เห็นมันหัวเราะอยู่ข้างกาย ได้เห็นมันเริงร่าเวลามันชนะ ได้เห็นมันหน้างอยามมันแพ้ ได้เห็นมันทำท่าไม่ยอมอย่างจริงจังเวลาแพ้หลายๆตาเข้า ได้เห็นมันงอน เวลาบังคับให้มันเลิกเล่น
และเพราะเป็นแบบนั้น ก็เลยชอบที่จะง้อมันด้วยการเอาเรื่องเที่ยวมาบังหน้า ได้พามันไปนั่นมานี่ พามันไปกินข้าวร้านอร่อย พาไปดูหนังเรื่องโปรด
บางทีแล้ว ไอ้คนที่ดีแต่หากลอนมากัดจิกเรื่อง ฟ.แฟน อาจจะไม่เข้าใจก็ได้ ว่าการมีแฟนมันดียังไง แน่ล่ะ ก็เรื่องแบบนี้ มันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับคนที่มีแฟนเท่านั้น
“ไหนว่าจะพาไปดูหนังไง” ไอ้ต้อยตัวเตี้ยที่ปากก็ว่า ไม่ได้อยากดูหนังอะไรมากมาย มันทวงสัญญายิกๆใส่คนที่กำลังล้างจานชามอยู่ในครัว จินหันกลับมามองแล้วยิ้มบางให้หน้าหวานที่บูดมู่ทู่
“ขอรางวัลสำหรับการพาไปดูหน่อยสิ”
“ท่ามาก!! งั้นก็ไม่ต้องพาไปดูเลย ไปนั่งเล่นเกมเหมือนเดิมก็ได้” ร่างโปร่งหมุนตัวจะเดินกลับไปที่หน้าโทรทัศน์ แต่ถูกแขนแกร่งโอบล้อมเอวแล้วลากเข้ามาแนบกาย
“เฮ้ย!! เลอะหมดแล้ว” มือจินยังเต็มไปด้วยฟองน้ำยาล้างจาน และมันก็เลอะเสื้อคาเมะเป็นปื้นไป แล้วด้วย
“ขอรางวัลหน่อยเร็ว คาซึยะ” คาเมะหันกลับมามองท่าทางเอาเรื่อง
“เร็ว ถ้าอยากดูหนังรอบบ่ายสามโมงครึ่ง” เด็กหนุ่มย่นจมูกใส่ ก่อนจะยอมกดจมูกเร็วๆกับแก้มสาก แล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง
“น่ารักมาก มีแฟนเด็กเนี่ย ว่าง่ายจริงๆ”
“ว่าไงนะ!!! ไอ้เฒ่าหัวงู” จินตาโตกับคำเรียกของคนในอ้อมแขนที่ตาวาวเป็นประกายเอาเรื่อง
“เฮ้ย! ฉันยังไม่แก่ขนาดเป็นเฒ่าหัวงูสักหน่อย” จินชักหวั่นกับคำพูดของคนรัก เพราะว่ากันตามจริงแล้ว เขาเองก็อายุห่างกับคาเมะหลายปี ถึงแม้ต่างคนต่างจะพยายามมองข้ามช่องว่างของอายุ แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ต้อยก็ยังเป็นต้อยวันยังค่ำ และมันก็เป็นต้อยที่ไม่ค่อยจะใส่ใจด้วย ว่าคนเลี้ยงต้อยอย่างเขาจะรู้สึกแบบไหน กับบคำพูดของมัน
“ไม่แก่ได้ไง ตอนจินอายุหกสิบ ฉันก็เพิ่งจะห้าสิบต้นๆ พอจินแปดสิบ ฉันก็เพิ่งจะเจ็ดสิบมาไม่มีกี่ปีเอง แบบนี้ไม่เรียกแก่แล้วเรียกอะไร” ในประโยคที่มีแต่คำว่าแก่ ทำเอาจินต้องหรี่ตาดุเจ้าคนที่เปรียบเทียบได้หน้าตาเฉย แล้วดูมันทำลอยหน้าลอยตา อย่างงี้น่าจะลากเข้าห้องประกาศความหนุ่มให้รู้กันไปเลย
“ไปดูหนังได้รึยัง คุณลุง ผมยังเด็กอยู่นะ กลับดึกไม่ได้ ต้องรีบกินนมนอน” ดูมัน ดู!! ดูไอ้ต้อยตัวแสบปากดี น่าหมั่นเขี้ยวจริงๆ จินอยากจะจับมันมาเขย่าๆ แต่มันดิ้นหลุดจากวงแขนเขาไปแล้ว แถมไปยืนควงกุญแจรถโชว์อีกต่างหาก น่าตีโว๊ย!! แฟนเด็กเนี่ย
“เร็วดิลุง ชักช้าอืดอาดอยู่ได้ นอกจากจะเตะปี๊บไม่ดัง แล้วยังเอ๋ออีกต่างหาก”
บางที จินควรจะทำอะไรสักอย่างให้ไอ้ต้อยตัวดีมันรู้กันไปเลย ว่าผู้ใหญ่ น่ะ มีไว้เคารพและอ่อนน้อม ไม่ใช่มีไว้ล้อเลียน!! ฮึ่ม!!
FIN
JIN X KAME
By : Dezair
……………………………..
ฟ.แฟนมีแล้วเหนื่อย ยามเราเมื่อย มันไม่แล
ยามแข่ง มันห้ามแพ้ ยามเราแย่ มันเริงร่า
ยามชนะ มันว่าโกง อยากเตะโด่ง แต่ไม่กล้า
ยามแกล้ง มันร้องด่า แถมท่วงท่า เตะ ต่อย ตี
ยามงอน มันจะง้อ แต่ต้องรอ มันว่างดี
ถูกง้อไม่กี่ที ต้องรีบดี ก่อนมันเมิน
ความรัก ให้ไม่ขาด จะดีมาก ถ้ามันเกิน
น้อยไป มันจะเริ่ม ถามเพิ่มเติม ‘กูคือใคร!!!!’
“โกง!!!!!” ไอ้ต้อยที่ชื่อคาเมะมันร้องเสียลั่นคอนโด เมื่อบนจอโทรทัศน์ที่แบ่งเป็น 2 ฝั่ง เพราะเกมส์แข่งรถ มีฝั่งหนึ่งที่ขึ้นหราว่า ‘win’ ในขณะที่อีกฝั่งขึ้นว่า ‘lose’ แล้วไอ้ฝั่ง win มันคือฝั่งไหน ฟังจากน้ำ เสียงที่กล่าวหาคู่แข่งว่า ‘โกง’ ก็พอจะเดาได้
“โกงอะไร” จินหันมาถาม วันเสาร์แทนที่จะได้นอนตื่นสายสบายๆ นู่น! ไอ้ตัวดีมันลากเขาลงจากเตียงตั้งแต่หกโมงครึ่ง ให้ลุกมาชงโกโก้ให้มัน แล้วพอเจ็ดโมง มันก็ลากเขามานั่งแปะอยู่หน้าโทรทัศน์เพื่อเป็นคู่แข่งให้มัน ไอ้ว่าจะตื่นสาย ก็ต้องเลยต้องกลายเป็นเล่นเกมส์จนสายเนี่ยแหละ
“นายโกงฉันแน่ๆ จิน นายโกงฉัน” ไอ้ตัวดีมันเอานิ้วชี้หน้าแล้วจ้องจิกตาเอาเรื่อง ร่างสูงถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนแล้วส่ายหน้าไปมา ก่อนจะถาม
“จะเล่นต่อมั้ย”
“เล่นดิ! ฉันไม่ชนะ ห้ามเลิก!” แล้วจินก็ได้แต่ภาวนาในใจ ขอให้ไอ้คาเมะมันเรียนรู้วิธีเหยียบคันเร่งของไอ้เกมส์รถแข่งนี่เสียที มันจะได้ชนะบ้าง กูอยากเลิกเล่นแล้ว!!!
......................
แล้วเลิกได้มั้ย?.... นู่น บ่ายสอง!!
“มากินข้าว” จินอำลาไปจัดทำมื้อเที่ยงตั้งแต่ตอนเกือบจะบ่ายโมง โดยให้ข้ออ้างคาเมะว่าควรฝึกฝีมือตัวเองก่อนจะมาแข่งกับเขา เจ้านั่นถึงได้ยอมปล่อยเขาออกมาแต่โดยดี จัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย วางกับข้าวลงบนโต๊ะเสร็จ ตอนบ่ายโมงครึ่ง หันไปที่หน้าโทรทัศน์อีกที ไม่เห็นไอ้ตัวดีนั่งเล่นแล้ว ก็นึกว่ามันคงหิวลุกไปล้างหน้าล้างตาจะมาทานข้าว เลยเดินเข้าไปกะจะปิดเกมส์ให้ ปรากฏว่าที่ไหนได้! ไอ้คนที่นั่งเล่นมาตั้งแต่เช้ามันเลื้อยลงไปนอนกับพื้น สองมือยังประคองจอยสติ๊กมั่น!!
จินต้องยกกับข้าวมาที่โต๊ะเล็กหน้าโทรทัศน์ บริการกันแบบถึงที่ นี่ถ้าถึงปากได้ ไอ้คาเมะคงยอมง่อยกิน แล้วทำแค่อ้าปากรอรับข้าวจากเขาแน่ๆ
“จินกินไปก่อนเลย เดี๋ยวค่อยกิน ยังไม่หิว” ไอ้ตัวเล็กมันว่าอย่างงั้น แต่ไม่ปรายตามามองเขาแม้สักนิด ให้เล่นเกมส์ทีไร ลืมเวลาลืมสิ่งรอบข้างทุกที จินเลยไม่ค่อยให้มันเล่นบ่อยนักหรอก แต่เห็นเมื่อวานมันว่ามันได้แผ่นใหม่มา จะลองมือสักหน่อย เขาเห็นว่าไม่ได้เล่นนานแล้ว เลยปล่อยตามใจมัน แล้วก็เป็นแบบนี้ทุกที
“คาเมะ!!!” จินขึ้นเสียงดุ ทำเอาไอ้คนกำลังเมามันต้องขมวดคิ้วจึ้ก แล้วหันมามอง
“ก็ยังเล่นไม่เสร็จนี่”
“มันไม่มีทางเล่นเสร็จหรอก พัก แล้วมากินข้าว!!”
“จบตานี้” ดูมันต่อรอง จินอยากจะเขกหัวจริงๆ ร่างสูงไม่ตอบว่าอนุญาตหรือไม่ แต่ใช้สายตาจ้องทีเดียว ไอ้คนเจรจาก็หุบปากเงียบ ยอมวางมือจากเกมแบบหน้าตึง กระเถิบมาที่โต๊ะเล็กหน้าโทรทัศน์ แล้วตักข้าวเข้าปากรีบๆแต่หน้ามุ่ยๆ
“กินดีๆคาเมะ” ร่างสูงดุ เมื่อไอ้คนรักห่วงแต่เล่นเอาแต่ก้มตากินข้าวเปล่าๆ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
“เรื่องมากว่ะ” คาเมะเงยหน้าบ่น แต่เห็นสายตาเข้มงวดของคนรัก ก็เลยต้องเงียบ ยอมยื่นมือออกไปตักกับข้าวมากินด้วย คาเมะรู้ว่าจินตามใจเขาเสมอ แต่ถึงอย่างนั้น เวลาไหนที่จินดุ เขาก็ต้องยอมลงให้ ร่างบางรู้ดีว่าจินเข้มงวดกับเรื่องไม่กี่เรื่อง และเรื่องหนึ่งในนั้นคือเรื่องกินข้าว อยู่ด้วยกันมาปีสองปี คาเมะก็พอจะรู้ว่า อีกฝ่ายเป็นคนแบบไหน ลองว่าปล่อยให้โมโหเรื่องแบบนี้ คาเมะรู้ดีว่ากว่าจะง้อได้นั้นนาน....
เห็นท่าทางยอมอ่อนให้ จินก็ผ่อนอารมณ์ลง เขาแกะปลาให้ แล้ววางลงบนจานข้าวของคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“เอานิดเดียว” คาเมะรีบบอก เขาไม่ชอบกินปลา เนื้อมันอร่อยนั่นแหละ แต่ก้างซี่เล็กๆคมๆของพวกนี้ ทำเอาประสาทจะกินทุกที
“กินไปเถอะ แกะก้างออกหมดแล้ว” ต่างฝ่ายต่างก็รับรู้อารมณ์ของกันและกัน จินรู้ว่าคาเมะหงุดหงิดที่ถูกบังคับให้เลิกเล่นเกมส์ ในขณะที่คาเมะเองก็รู้ว่าจินโมโหที่เขาทำตัวกวนประสาท ก็จะทำยังไงล่ะ ในเมื่อทั้งเขาและจินไม่เหมือนกันสักอย่าง อายุก็ห่างกันตั้งเยอะ นิสัยก็ไม่ใกล้เคียงเลยแม้แต่น้อย ถ้ายังอยากอยู่ด้วยกัน ยังอยากรักกัน มันก็ต้องแบบนี้ ต้องอดทน
“ไม่ชอบปลา”
“มันมีประโยชน์” เมื่อคนที่เคยลงให้ทุกครั้ง มาถึงเรื่องข้าวปลาอาหารที่ไม่เคยจะลงให้ คนที่ต้องเป็นฝ่ายยอมก็ต้องเป็นคาเมะเสียเอง ที่ต้องก้มหน้าก้มตากินข้าวกับปลาแม้จะไม่พอใจนัก จินมองท่าทางแบบนั้น แล้วต้องถอนหายใจเบาๆ ทั้งเขาและคาเมะมีหลายเรื่องที่เข้ากันไม่ได้ บางที เรื่องเล็กๆก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ง่ายๆ หากใครสักคนไม่ควบคุมอารมณ์ หรือปล่อยให้ความหงุดหงิดเข้าครอบงำ อย่างเช่นตอนนี้…
จินรู้ว่าเขาเป็นผู้ใหญ่กว่า และเขาก็ควรจะควบคุมอารมณ์ให้ได้ เพื่อเป็นหลักยึดให้กับความรัก แต่บางทีมันก็อดใจไม่ไหว
“จินกินบ้างดิ” เจ้าต้อยตัวดีที่ชอบทำให้เขาไขว้เขวจากความเป็นผู้ใหญ่ใจเย็นอยู่บ่อยๆ ตักกับข้าววางลงบนถ้วยข้าวของเขา จินพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเอง แต่ทั้งอย่างนั้นก็๋ทำได้ยากเกินไป เพราะยังอยากแกล้งคนที่ห่วงแต่เล่น และไม่ค่อยเข้าใจความหวังดีของเขา
“อันนี้ก็อร่อยเนอะ” เขารู้ว่าคาเมะกำลังพยายามง้อ และก็รู้ว่าอีกฝ่ายสำนึกผิดแล้ว เขาควรจะยกโทษ และลืมเลือนเรื่องทะเลาะเล็กๆนั้นไป แต่บางที ความเป็นผู้ใหญ่ ก็พาลให้อยากแกล้งเด็กไม่ใช่รึไงล่ะ
“ไม่ต้องตักให้หรอก กินเองเถอะ” เขาบอกเสียงเรียบ เหลือบมองคนร่างบางเล็กน้อย ก็ชักจะเห็นแววไม่พอใจของไอ้คนง้อ ที่มันกัดริมฝีปากตัวเอง แถมจ้องเขาตาขุ่น เอาแล้วไง ทำตัวง้อยากเกินไป เจ้าต้อยก็เลยชักจะหงุดหงิดซะแล้ว
เฮ้อ เกิดเป็นคนเลี้ยงต้อยนี่มันแสนลำบากเถอะ เวลาต้อยงอน กว่าจะง้อได้ แทบเป็นแทบตาย แต่เวลางอนต้อยบ้าง ต้องรีบงอนรีบหาย ก่อนที่จะกลายเป็นฝ่ายถูกงอนเสียเอง นี่ล่ะมั้ง เขาถึงได้เตือนว่าถ้าไม่เจ๋งจริง อย่าริมีแฟนเด็ก มันเป็นแบบนี้นี่เอง
“เกมส์ต้องรีบเล่นรึเปล่า” เอาล่ะ มาถึงตอนนี้ ก็ต้องเป็นจินที่ลงให้ก่อนเท่านั้น
“ไม่รีบ!!” เห็นมั้ยล่ะ มันงอนเขาจริงๆ
“งั้นไปดูหนังกันมั้ย บ่ายนี้” อย่างเจ้าต้อยรายนี้ เอาเรื่องกินมาล่อไม่ได้หรอก ต้องเอาเรื่องเที่ยวเท่านั้น คาเมะเหลือบมองคนชวน ก่อนจะพยักหน้าแกนๆ แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังท่ามาก ปากแข็ง
“เพราะว่าไม่อยากรีบเล่นให้จบหรอกนะ เลยไปดูหนังได้” อารมณ์คล้ายๆอยากจะเขกหัว แต่ทั้งอย่างนั้นก็ชวนให้ยิ้มอยู่ดี ร่างสูงหัวเราะเบาๆ ก่อนจะแกะปลาวางลงในชามข้าวของคนรักเพิ่มอีกหน่อย ในใจหวนคิดไปถึงไอ้เพื่อนรักนามว่า นากามารุ ยูอิจิ ที่พักนี้ดูจะคลั่งไคล้การหากลอนเกี่ยวกับแฟนแบบแปลกๆส่งมาให้เขาอ่านบ่อยเหลือเกิน อย่างกลอนล่าสุดนี่ จินว่ามันแปลกประหลาดเสียมาก แต่ทั้งอย่างนั้นก็ตรงเผงกับชีวิตคู่ของเขา
…..ฟ.แฟนมีแล้วเหนื่อย ยามเราเมื่อย มันไม่แล
ยามแข่ง มันห้ามแพ้ ยามเราแย่ มันเริงร่า
ยามชนะ มันว่าโกง อยากเตะโด่ง แต่ไม่กล้า
ยามแกล้ง มันร้องด่า แถมท่วงท่า เตะ ต่อย ตี
ยามงอน มันจะง้อ แต่ต้องรอ มันว่างดี
ถูกง้อไม่กี่ที ต้องรีบดี ก่อนมันเมิน
ความรัก ให้ไม่ขาด จะดีมาก ถ้ามันเกิน
น้อยไป มันจะเริ่ม ถามเพิ่มเติม ‘กูคือใคร!!!!’…..
ฟ.แฟน มีแล้วเหนื่อย เป็นเรื่องแน่อยู่แล้ว เพราะต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนที่มาจากต่างพ่อต่างแม่ ต่างครอบครัว ต่างสิ่งแวดล้อม ไม่มีแฟนที่ไหนจะเข้ากันได้ทุกเรื่องหรอก มันไม่ทะเลาะกันเรื่องหนึ่ง มันก็ต้องตีกันเรื่องหนึ่ง
ฟ.แฟน มีแล้วต้องยอมมัน เรื่องนี้ก็ใช่ ถ้าไม่ยอมแฟนแล้วจะให้ไปยอมใครกันล่ะ ก็กับคนอื่น ไม่ได้รักมากพอจะยอมลงให้ได้นี่หว่า
ต้องทนทั้งเหนื่อย ทั้งยอมลงให้
แต่ทั้งอย่างนั้น มันก็เทียบไม่ได้หรอก กับการเอาเวลาว่างๆไปนั่งเล่นเกม ได้เห็นมันหัวเราะอยู่ข้างกาย ได้เห็นมันเริงร่าเวลามันชนะ ได้เห็นมันหน้างอยามมันแพ้ ได้เห็นมันทำท่าไม่ยอมอย่างจริงจังเวลาแพ้หลายๆตาเข้า ได้เห็นมันงอน เวลาบังคับให้มันเลิกเล่น
และเพราะเป็นแบบนั้น ก็เลยชอบที่จะง้อมันด้วยการเอาเรื่องเที่ยวมาบังหน้า ได้พามันไปนั่นมานี่ พามันไปกินข้าวร้านอร่อย พาไปดูหนังเรื่องโปรด
บางทีแล้ว ไอ้คนที่ดีแต่หากลอนมากัดจิกเรื่อง ฟ.แฟน อาจจะไม่เข้าใจก็ได้ ว่าการมีแฟนมันดียังไง แน่ล่ะ ก็เรื่องแบบนี้ มันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับคนที่มีแฟนเท่านั้น
“ไหนว่าจะพาไปดูหนังไง” ไอ้ต้อยตัวเตี้ยที่ปากก็ว่า ไม่ได้อยากดูหนังอะไรมากมาย มันทวงสัญญายิกๆใส่คนที่กำลังล้างจานชามอยู่ในครัว จินหันกลับมามองแล้วยิ้มบางให้หน้าหวานที่บูดมู่ทู่
“ขอรางวัลสำหรับการพาไปดูหน่อยสิ”
“ท่ามาก!! งั้นก็ไม่ต้องพาไปดูเลย ไปนั่งเล่นเกมเหมือนเดิมก็ได้” ร่างโปร่งหมุนตัวจะเดินกลับไปที่หน้าโทรทัศน์ แต่ถูกแขนแกร่งโอบล้อมเอวแล้วลากเข้ามาแนบกาย
“เฮ้ย!! เลอะหมดแล้ว” มือจินยังเต็มไปด้วยฟองน้ำยาล้างจาน และมันก็เลอะเสื้อคาเมะเป็นปื้นไป แล้วด้วย
“ขอรางวัลหน่อยเร็ว คาซึยะ” คาเมะหันกลับมามองท่าทางเอาเรื่อง
“เร็ว ถ้าอยากดูหนังรอบบ่ายสามโมงครึ่ง” เด็กหนุ่มย่นจมูกใส่ ก่อนจะยอมกดจมูกเร็วๆกับแก้มสาก แล้วหันหน้าหนีไปอีกทาง
“น่ารักมาก มีแฟนเด็กเนี่ย ว่าง่ายจริงๆ”
“ว่าไงนะ!!! ไอ้เฒ่าหัวงู” จินตาโตกับคำเรียกของคนในอ้อมแขนที่ตาวาวเป็นประกายเอาเรื่อง
“เฮ้ย! ฉันยังไม่แก่ขนาดเป็นเฒ่าหัวงูสักหน่อย” จินชักหวั่นกับคำพูดของคนรัก เพราะว่ากันตามจริงแล้ว เขาเองก็อายุห่างกับคาเมะหลายปี ถึงแม้ต่างคนต่างจะพยายามมองข้ามช่องว่างของอายุ แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ต้อยก็ยังเป็นต้อยวันยังค่ำ และมันก็เป็นต้อยที่ไม่ค่อยจะใส่ใจด้วย ว่าคนเลี้ยงต้อยอย่างเขาจะรู้สึกแบบไหน กับบคำพูดของมัน
“ไม่แก่ได้ไง ตอนจินอายุหกสิบ ฉันก็เพิ่งจะห้าสิบต้นๆ พอจินแปดสิบ ฉันก็เพิ่งจะเจ็ดสิบมาไม่มีกี่ปีเอง แบบนี้ไม่เรียกแก่แล้วเรียกอะไร” ในประโยคที่มีแต่คำว่าแก่ ทำเอาจินต้องหรี่ตาดุเจ้าคนที่เปรียบเทียบได้หน้าตาเฉย แล้วดูมันทำลอยหน้าลอยตา อย่างงี้น่าจะลากเข้าห้องประกาศความหนุ่มให้รู้กันไปเลย
“ไปดูหนังได้รึยัง คุณลุง ผมยังเด็กอยู่นะ กลับดึกไม่ได้ ต้องรีบกินนมนอน” ดูมัน ดู!! ดูไอ้ต้อยตัวแสบปากดี น่าหมั่นเขี้ยวจริงๆ จินอยากจะจับมันมาเขย่าๆ แต่มันดิ้นหลุดจากวงแขนเขาไปแล้ว แถมไปยืนควงกุญแจรถโชว์อีกต่างหาก น่าตีโว๊ย!! แฟนเด็กเนี่ย
“เร็วดิลุง ชักช้าอืดอาดอยู่ได้ นอกจากจะเตะปี๊บไม่ดัง แล้วยังเอ๋ออีกต่างหาก”
บางที จินควรจะทำอะไรสักอย่างให้ไอ้ต้อยตัวดีมันรู้กันไปเลย ว่าผู้ใหญ่ น่ะ มีไว้เคารพและอ่อนน้อม ไม่ใช่มีไว้ล้อเลียน!! ฮึ่ม!!
FIN
2009.06.22
FIC : คู่รักจืดชืด ตอน สวีท เพอร์ฟูม
FIC : คู่รักจืดชืด ตอน สวีท เพอร์ฟูม
JIN X KAME
By : Dezair
…………………………………
ณ ลานเกียร์
ลานกว้างเพียงหนึ่งเดียวของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่ยังคงคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา แน่นอน ว่าล้วนแล้วเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งสิ้น โต๊ะนั้นมองหน้ายังไงก็ปีหนึ่งชัดๆ ออร่าความอยากเรียนพุ่งปี๊ดออกแบบนี้ คงไม่ใช่พวกเจนโลกปีสองขึ้นไป ส่วนโต๊ะนู้นก็ไม่ต้องเดา ล่วงเข้าสู่วัยกลางคนแบบนี้ ไม่น่าจะอยู่ปริญญาตรีเคียงคู่สถาบัน คงจะเป็นพวกปริญญาโท หรือเอกมากกว่า แล้วโต๊ะโน้น โต๊ะที่ถัดไปจนใกล้จะถึงโรงอาหารนั่นก็หน้าตาแบบนี้ ไม่น่าจะใช่เด็กวิศวะฯเจ้าของคณะแต่อย่างใด
แล้วผู้ชายพวกนี้มันมาแออัดกันที่ลานเกียร์ทำไม ไม่มีบ้านช่องให้กลับ หรือแสดงออกถึงนิสัยรักคณะ อย่าพยายามนั่งทางในดูเหตุผลให้เสียเวลา เราจะเฉลยให้คุณฟังตอนนี้แหละ
ก็โน้น… โต๊ะของกลุ่มทานากะ โคคิน่ะสิ ที่เป็นตะปูยึดเท้าผู้ชายวิศวะฯให้สถิตที่คณะ และเป็นนางกวักเรียกผู้ชายคณะอื่นแวะเวียนมาสิงสู่น่ะ แน่นอน พวกนั้นคงจะไม่ได้มาดูว่า ทานากะ โคคิวันนี้ ตัดผมทรงอะไร หรือมาดูว่า คู่รักสะท้านมหา’ลัยอย่างยูและพีจะยังรักใคร่กลมเกลียวกันดีอยู่หรือไม่ แต่พวกนั้นแค่มาดู…นางฟ้า
“ไอ้จิน ไม่คิดจะแบ่งแฟนกินมั่งเลยรึไง”
แต่นางฟ้าคนสวยของวิศวะฯนั้น เรียกได้ว่าอาภัพในด้านความรักจริงๆ เพราะดันมีคนรัก (ที่ไม่ใช่ก็คงใกล้เคียง) เห็นแก่กินอย่าง อาคานิชิ จิน
ยามใดมันมีขนม อาหารหรืออะไรก็ตามที่มีนิยามว่า เอาเข้าปากและกลืนได้อยู่ในมือแล้วล่ะก็ มันพร้อมจะลืมคนรอบข้างเสมอ และคนรอบข้างที่ว่า ก็หมายรวมถึงแฟนมันอย่าง คาเมนาชิ คาซึยะที่ใครๆก็ยกให้เป็นนางฟ้าวิศวะฯด้วยล่ะนะ
คนเคี้ยวป๊อกกี้ง๊วบๆ เหลือบตาคมดุมองเพื่อนรักอย่างเอือมระอากับนิสัยจู้จี้และจอมบงการ หยิบป๊อกกี้ขึ้นมาจากกล่องได้หนึ่งแท่ง ก็จัดการยัดเข้าปาก…
ใช่ ! ขอย้ำให้ชัดๆกันไปเลย ว่ากิริยาที่จินทำนั้น เข้าข่าย ยัด มากกว่าป้อนอย่างเห็นได้ชัด
“ไอ้จิน!!!!!” ไม่ใช่เสียงโคคิ แต่เป็นเสียงของยูอิจิที่ดังลั่นลานเกียร์ ทันทีที่เห็นไอ้จินยัดป๊อกกี้เข้าปากแฟน ก็ถ้ามันยัดเข้าปากแฟนมัน ยูจะไม่ว่าหรอก แต่นี่มันมายัดเข้าปากยามะพีแฟนสุดที่รักของเขาโว๊ย!! อ้ากกกกก!! คนรักแฟนหวงแฟนอย่างชายยูรับไม่ได้!!!
“พีจัง!! คายออกมา! อย่ากลืนนะ! คายออกมาเร็ว!!” ยูรีบร้องบอกแฟนตัวเอง ประหนึ่งว่ายามะพีกินน้ำยาล้างห้องน้ำฆ่าตัวตายอะไรแบบนั้น
“ไอ้จิน ฉันหมายความว่าให้แกป้อนคาเมะ ไม่ใช่ป้อนยามะพี” โคคิโวยเสียงอ่อนอย่างเหนื่อยใจเหลือจะทนกับพฤติกรรมของเพื่อน แล้วคาเมะก็ไม่รักษาสิทธิ์ให้ตัวเองเลย นั่งยิ้มบางดูดน้ำปั่นให้หนุ่มอื่นมองกันตาทะลักอยู่ได้ แทนที่จะลุกขึ้นมางอแงที่เห็นแฟนตัวเองไปป้อนขนมคนอื่นแบบนั้น เฮ้อ เป็นคู่ที่น่าปวดกะโหลกจริงๆ ไอ้คู่รักที่ไม่เคยทำอะไรต่อหน้าสาธารณะชนแบบนี้เนี่ย ไม่รู้รึไงว่าพื้นที่สาธารณะต้องการให้พวกมันโชว์บ้าง!!
“พีจังครับ ห้ามมองไอ้จินนะ ป๊อกกี้ที่มันป้อนน่ะ อร่อยไม่ได้ครึ่งของที่ยูป้อนหรอก มานี่มา มากินของยูล้างพิษไอ้จินนะ” ยูอิจิยังหวงแฟนต่อไป เมื่อเห็นว่าคนรักเอาแต่จ้องไอ้คนที่กลับไปนั่งเคี้ยวป๊อกกี้อ่านหนังสือพิมพ์กีฬาต่อแบบไม่สนใจโลกภายนอกอีก
“ยูหยุดก่อน อย่าเพิ่งพูดอะไร คาเมะ… น้ำหอมที่ไปดูเมื่อสองวันก่อนน่ะ สรุปแล้วได้ซื้อมั้ย” ร่างโปร่งผิวน้ำผึ้งหันมาเอ่ยปากถามคนที่นั่งดูดน้ำปั่นเงียบๆมาตั้งนาน วั
นนี้อาจจะด้วยเพราะว่าไอ้คู่จืดมันมาทีหลัง (ได้ความว่าไอ้จินอยากกินป๊อกกี้ แต่ที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆไม่มี มันก็เลยถ่อไปซื้ออีกฟากของถนน) โต๊ะประจำจึงเหลือที่แบบจำกัดให้พวกมันต้องทรุดตัวลงนั่งข้างกัน
แต่ก็เท่านั้น จะนั่งข้างกัน หรือไม่นั่งข้างกัน มันก็ไม่สนใจกันและกันอยู่ดี
“ซื้อแล้วล่ะ วันนั้นขอบคุณนะที่ไปช่วยหาเป็นเพื่อน” พูดขอบคุณแล้วยิ้มหวานให้อีกหน่อยแบบนี้ หนุ่มๆทั้งลานเกียร์ก็อยากจะขอลงสยบแทบเท้า
ตายตาหลับแล้ว แค่เห็นคนหน้าสวยนิสัยน่ารักยิ้มหวานๆแบบนี้น่ะ
“คาเมะเปลี่ยนน้ำหอมเหรอ” โคยามะถามทันทีด้วยความสู่รู้ส่วนตัว นอกนั้นให้คนฟังรายอื่นๆหู่ผึ่งเอาไปคิดกันเองว่ากลิ่นน้ำหอมของนางฟ้าประจำวิศวะฯเป็นแบบไหน
“อันเก่าหมดพอดีน่ะ”
“ไหนๆ ขอดมหน่อย” ได้ที จุนโนะก็เริ่มปฏิบัติการ รีบยกสองมือขอพิสูจน์กลิ่น ก่อนจะหันไปขยิบตาให้โคคิร่วมมือด้วย จะดูซิว่าถ้าพวกเขาเอาจมูกไปดมซอกคอคาเมะ ไอ้จินจะยังทนนั่งเฉยได้มั้ย
จุนโนะไม่อยากจะบอกว่าคราวก่อนแค่ใบไม้ติดเสื้อยามะพี แล้วไอ้โคยามะยื่นมือไปหยิบออกให้ ไอ้ยูยังร้องเสียลั่นคณะเหมือนว่าแฟนมันโดนลากไปทำอะไรมิดีมิร้ายอย่างนั้นน่ะแหละ เรื่องรักแฟนแบบเว่อร์ๆนี่ไม่มีใครเกิน นากามารุ ยูอิจิ ส่วนเรื่องรักแฟนแบบห่างเหินต้องยกให้ อาคานิชิ จิน ได้เหรียญทองไปครอง
“โฮ!!! หอมมากเลย!!” โคคิยื่นหน้าเข้าไปดมใกล้ซอกคอคาเมะเป็นคนแรก ก่อนจะออกปากร้องแบบที่ทำเอาหนุ่มในลานเกียร์สูดหายใจกันคนละเฮือก เผื่อจะได้กลิ่นบ้าง
แต่…หนุ่มในลานเกียร์ที่ว่า ไม่ได้หมายรวมถึงหนุ่มที่ชื่อ อาคานิชิ จิน
โคคิแอบเอาตาไปเหล่มองคนรักของคาเมะ แต่ไม่มีปฏิกริยาใดๆจากคนที่กำลังนั่งอ่านผลฟุตบอลนัดเมื่อคืนที่ผ่านมา
“นั่นสิๆ หอมจัง” จุนโนะเอาบ้าง ดมแล้วร้องบอกอย่างกับว่ากลิ่นน้ำหอมของคาเมะเป็นกลิ่นที่ควรค่าแก่การดมเป็นอย่างยิ่ง
ปากจุนโนะร้อง ตาก็เหล่มองจิน แต่เหล่แล้วเหล่อีก เหล่จนกลัวว่าตาจะเขทั้งสองข้าง ก็เลยต้องเปลี่ยนวิธีเป็นเรียกจินให้หันมาสนใจเสียเลย
“จิน แกดมกลิ่นน้ำหอมคาเมะรึยัง”
ร่างสูงหันกลับมามอง แล้วหยักยิ้มพลางส่ายหัวไปมาคล้ายจะบอกว่า คำถามของจุนโนะนั้นไร้สาระเอามากๆ
แต่จุนโนะสนใจงั้นเหรอ ประสบการณ์เก่าเก็บที่เคยอยู่ร่วมในสถานการณ์ไขคดีของโคคิและทักกี้มาหลายต่อหลายครั้งบอกให้รู้ว่าไอ้คู่นี้น่ะ มันประหลาดทำเป็นไม่สนใจกันไปงั้นแหละ เอาเข้าจริงๆแล้ว มีเรื่องที่คาดไม่ถึงอยู่เรื่อย!!
“น้ำหอมขวดนี้ซื้อเองหรือมีคนซื้อให้ล่ะคาเมะ” โคยามะถามนำร่องอย่างจับผิด ก็ลองไม่จับผิดสิ ไม่มีทางรู้อะไรเพิ่มหรอก คู่นี้มันเหมือนคู่ยูพีเสียที่ไหน
“ก็ต้องซื้อเองดิวะ ถามอะไรแปลกๆไอ้โคยามะ” คนตอบไม่ใช่คนใช้น้ำหอมกลิ่นใหม่ แต่เป็นไอ้คนที่ยังกางหนังสือพิมพ์กีฬาอ่านอยู่นั่นแหละ
เป็นว่าน้ำหอมขวดนี้มาจากเงินของคาเมะเอง โคยามะเชื่อว่าไอ้จินไม่ได้ซื้อให้จริงๆ เพราะไอ้คู่นี้น่ะ มันไม่โกหกหรอก แต่ถ้าเรื่องปิดบังล่ะมีเยอะ!!
“แล้วแกใช้น้ำหอมกลิ่นเดียวกับคาเมะมั้ย” โคยามะถามอีก ในขณะที่เพื่อนโสดอีกสองอย่างโคคิและจุนโนะนั่งมองหน้าคนถูกถามราวกับกำลังจับผิด ส่วนคู่รักยูพีขอสยบความหวานเรียกมดชั่วคราวเพราะไอ้ยูยังนั่งครางแต่คำว่า ‘พีจังคายออกมา พีจังคายออกมา’
จินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะส่ายหัวอีกรอบ แล้วบอก “พวกแกประสาทเปล่าวะ ใครจะอยากใช้น้ำหอมกลิ่นเดียวกัน” บอกออกไปแบบนั้น แต่สามเพื่อนสนิท ยังอยากเอาให้ชัวร์ป้าบ จึงลุกขึ้นชะโงกหน้าไปดมเสื้อไอ้คนพูด ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งมองหน้ากัน เมื่อพบว่ากลิ่นน้ำหอมบนเสื้อของจิน กับกลิ่นน้ำหอมของคาเมะเป็นคนห่างไกลกันอย่างเห็นได้ชัด
… หรือพวกเขาจะคิดมากไปเอง ว่าพวกมันจะมีอะไรกุ๊กกิ๊กกัน คราวนี้อาจจะไม่มีก็ได้…
“พี เป็นอะไรรึเปล่า” ในขณะที่โคคิ โคยามะ และจุนโนะอยากจะปลงกับเรื่องน้ำหอมคราวนี้ เสียงของยูอิจิก็ดังขึ้น
หากเป็นปกติแล้ว พวกเขาไม่คิดจะหันไปมองหรอก เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าไอ้คู่นี้มันไม่มีอะไรนักหนา ไม่หวานกันไปก็หวานกันมา ไม่เกรงใจเพื่อนฝูง แต่เสียงไอ้ยูคราวนี้ออกแนวไม่หวานอย่างที่เคย แถมยังฟังดูกังวลอีกด้วย
“พีจังครับ พีจัง พีจังเหม่ออะไร พีเป็นอะไรรึเปล่า หรือไอ้จินมันวางยาอะไรในป๊อกกี้แท่งเมื่อกี้ใช่มั้ย โธ่! พี บอกแล้วว่าให้คายออกมาให้หมด” สมเป็นชายยู ผู้ชายหวงแฟนรักแฟนบูชาแฟน ที่ยังคงกังวลเรื่องบ้าๆ ไม่พ้นเรื่องน่าอ้วก กะอีแค่ไอ้จินป้อนป๊อกกี้แท่งเดียว ทำเป็นโรครักกำเริบไปได้
โคคิอยากจะฉายสไลด์ความหลังครั้งวันวานให้ไอ้ยูดูคู่จินคาเมะยามมีใครมาป้อนอะไรคนหน้าสวยซะจริง เพราะนอกจากไอ้จินจะไม่ท้วง ไม่ห้าม ไม่ค้านแล้ว ยังสนับสนุนด้วยคำพูดที่ว่า ‘กินดิ ให้มันป้อนให้อิ่ม กลับไปที่คอนโดได้ไม่ต้องกินอีก เปลือง’ พระเจ้า!! ท่านสร้างสุภาพบุรุษที่ชื่อ อาคานิชิ จิน มายังไงเนี่ย!!!!
แล้วดูซิ!!! มันต่างกันมั้ย!! คู่นี้กับคู่นั้น มันต่างกันมั้ย พระเจ้า!!! ท่านทำอะไรกับความรักบนโลกใบนี้!!!
“ยูเนี่ย พูดมากจังเลย พีแค่กำลังคิดอะไรนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
“พีจังกำลังคิดอะไรครับ บอกยูสิ ยูช่วยคิด” แต่คนรักกลับเงียบ ไม่ยอมบอกอะไรให้ไอ้คนเสนอตัวได้ทำอย่างที่ต้องการ ซ้ำยังต้องน้ำตาตกเพราะยามะพีเอาแต่มองไอ้จิน นี่อย่าบอกนะว่าพีจังสุดที่รักของยูเจอมนต์รักป๊อกกี้น่ะ!! ไม่ยอมเด็ดขาด ยังไงก็ไม่ยอม!! จะให้ไอ้จินมาคว้าหัวใจยามะพีสุดที่รักของยูไปไม่ได้!!
“พีจัง พีจังมองอะไรครับ มองหน้ายูสิ มองหน้ายู ไม่เอานะครับ อย่าไปมองไอ้จินนะ ไอ้จินไม่หล่อหรอก” ยูอิจิยังพร่ำพรรณนา อยากจะยกแม่น้ำแปดร้อยสายทั่วญี่ปุ่นขึ้นมารำลึกให้ยามะพีคิดถึงยามรักกันที่ยูดูแลเทคแคร์ดีทุกอย่าง มดไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม แล้วอย่างนี้ยังจะทิ้งยูลงได้อีกเหรอ
ยามะพีหันมาคิ้วขมวดมองคนรักแล้วยกนิ้วแตะปากไม่ให้พูดมากไปกว่านี้ ก่อนจะหันกลับมาจ้องจินอีกรอบ
“จิน ขอดมเสื้อหน่อยได้มั้ย”
ไม่ต้องสงสัยว่าจะเกิดเสียงอะไรจาก นากามารุ ยูอิจิ มันร้องออกมาได้คำเดียวว่า ‘ม่ายยยยยยยยยย!!!!’ ก่อนจะหันไปซบไหล่โคคิอย่างสุดแสนจะเศร้าเสียใจสุดซึ้ง กับการกระทำของคนรักที่ตัวเองตีความว่าเป็นการนอกใจอย่างสมบูรณ์แบบ
และถึงแม้โคคิจะหมั่นไส้มันมากแค่ไหน แต่ในเมื่อมันหนีร้อนมาพึ่งเย็น หนีอกหักมาพึ่งเพื่อน เขาก็ต้องปลอบมันไปตามยถากรรมนั่นแหละ
“อะไรน่ะพี ฉันก็ใช้กลิ่นเดิม คนที่เปลี่ยนน่ะคาเมะ ไปดมของคาเมะสิ” มีอย่างงี้ด้วย ไล่ให้คนอื่นไปดมน้ำหอมของแฟนตัวเองหน้าตาเฉย ไม่มีหวง มีห่วงอะไรเลย อาคานิชิ ยอดมาก!!
ยามะพีส่ายหน้ากับคำพูดผลักไสของร่างสูง และไม่ขอคำอนุญาตใดๆเป็นครั้งที่สอง ก็ชะโงกหน้าเข้าไปดมเสื้อคนพูดทันที เร็วชนิดที่ว่าแม้แต่ยูอิจิที่มือไวเสมอกับเรื่องของคนรักยังคว้าเอวเอาไว้ไม่ทัน และได้แต่นั่งหน้าซีดหน้าตอบให้โคคิลูบหลังลูบไหล่ปลอบใจ
“จริงๆด้วย” ร่างโปร่งผิวน้ำผึ้งผละออกมาจากเสื้อของจิน ก่อนจะหันมามองคาเมะ แล้วยื่นหน้าไปดมเสื้อคนร่างบางบ้าง ก่อนจะส่ายหน้าไปมา แล้วทรุดตัวลงนั่งที่เดิม พลางสบตาจินแบบที่ทำเอายูอิจิซึ่งทำได้แค่นั่งดูเหตุการณ์ตาปริบๆ และอยากจะร้องไห้เสียเดี๋ยวนั้น
ยามะพีที่รักของยูไปจ้องชายอื่นแบบนี้ ยูอยากตาย!!!
“ทำไมมือจิน…” ยามะพีกำลังจะเอ่ยปากถาม แต่จินยัดหนังสือพิมพ์ลงกระเป๋าเป้เสียก่อน แล้วรีบลุกขึ้นยืนให้คาเมะต้องลุกตาม ทั้งๆที่ยังดูดน้ำปั่นไม่หมดแก้วดี
“สามโมงแล้ว ต้องไปซื้อของ วันนี้ของที่คอนโดหมด” ร่างสูงตัดบท แบบที่ทำเอาโคคิต้องยกนาฬิกาข้อมือตัวเองขึ้นมอง ซึ่งมองยังไง มันก็ยังเป็นสองโมงสี่สิบ ไม่ใช่สามโมงอย่างที่ไอ้คนเห็นแก่กินมันพูด แล้วที่สำคัญ ไอ้จินดูจะรีบผิดปกติรึเปล่า ถึงเขาจะกำลังปลงที่คราวนี้สถานการณ์เรื่องน้ำหอมจะกลายเป็นประเด็นเคว้ง แต่โคคิก็ไวพอจะเห็นว่าก่อนที่จินจะลุกนั้น ยามะพีกำลังจะถามอะไรบางอย่าง
“ไปได้แล้วคาเมะ ต้องไปซื้อของอีก เดี๋ยวกลับคอนโดมืด” ร่างสูงหันไปบอกคนร่างบางที่ไม่เคยมีปากมีเสียงใดๆเลย เป็นช้างเท้าหลังโดยสมบูรณ์แบบจริงๆ เขารีบเร่งให้อีกฝ่ายลุกขึ้น แต่ทั้งอย่างนั้น ก็เป็นจินเสียเองที่ถูกรั้งไว้ด้วยมือของยามะพี
ไม่ต้องถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับยูอิจิอีก ที่ไปเห็นว่าแฟนสุดบูชาของตัวเองแตะเนื้อต้องตัวชายอื่นต่อหน้าต่อตาแบบนี้ นอกจากทำตาโต อ้าปากค้าง และสติหลุดจนเอ๋อพูดอะไรไม่ออก
“จิน เดี๋ยวก่อน… ฉันไม่เข้าใจ ทำไมจินใช้น้ำหอมสองกลิ่น”
ว่าไงนะ!!!!
“ห๊ะ!! น้ำหอมสองกลิ่น!!” โคคิ โคยามะ จุนโนะ ร้องพร้อมกัน แล้วพาลเป็นคิดหนักว่าน้ำหอมยี่ห้อไหนมีสองกลิ่นในขวดเดียวกัน
“ที่มือจิน กับที่เสื้อจินน่ะ กลิ่นมาจากน้ำหอมคนละขวดใช่มั้ย” คำถามจี้ของยามะพีอีกครั้ง ทำเอาโคคิต้องรีบคว้ามือเพื่อนขึ้นมาดม
ไม่ใช่จะรักจะชอบอะไรไอ้จินขึ้นมาตอนนี้ แต่เขาแค่อยากพิสูจน์ในสิ่งที่ยามะพีพูด แล้วมันก็จริงอย่างที่ว่าเสียด้วย!! กลิ่นที่มือจินกับกลิ่นที่เสื้อมันเป็นคนละกลิ่น!! แล้วกลิ่นที่มือจินมันกลิ่นอะไร กลิ่นคุ้นขนาดนี้ ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมของโคคิเองแน่ กลิ่นหอมบางๆแบบนี้มัน…
“มือจินน่ะ กลิ่นเดียวกับน้ำหอมของคาเมะใช่มั้ย” ยามะพีถามครั้งสุดท้าย เล่นเอาผองเพื่อนตาโตกันเป็นแทบๆ โคคิถึงกับชกกำปั้นเข้ากับฝ่ามือตัวเอง แล้วร้องลั่น
“ใช่!! กลิ่นที่มือไอ้จินคือกลิ่นน้ำหอมของคาเมะ!” แล้วหลังจากนั้น ทั้งโคยามะและจุนโนะก็เข้ามามะรุมมะตุ้มเสื้อและมือของร่างสูงเสียยกใหญ่
“ไหนแกว่าใช้น้ำหอมคนละกลิ่นกับคาเมะไง!!” จุนโนะร้องถาม
“ก็คนละกลิ่น” และจินก็ยังคงยืนกระต่ายขาเดียวเถียงอย่างไม่ยอมรับ แม้สามเพื่อนจะดมมือจนพวกมันแทบจะหาส่วนผสมทางเคมีของน้ำหอมบนมือเขาได้อยู่แล้ว
“ไม่มีอะไรแล้วใช่…” จินกำลังจะบอกลาเป็นครั้งที่สอง แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ดวงเรื่องการปกปิดความลับของเขาจะตก เพราะยังไม่ทันจะพูดจบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“อาคานิชิ” เสียงทักทายดังมาจากด้านหลังให้คนมีชนักปักหลังยิ่งชะงัก ก่อนจะหันควับกลับไปมอง
เจ้าของเสียงคือรุ่นพี่สาวสวยปีสี่ ที่ทุกวันเห็นเดินควงกับแฟนหนุ่มปริญญาโท แต่แล้ววันนี้มันเป็นอะไร ที่คนข้างกายดันไม่ใช่แฟน แต่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของหล่อน และเป็นรุ่นพี่ที่สนิทของพวกเขา ทาคิซาว่า ฮิเดอากิ รุ่นพี่ที่ทำความลับของจินและคาเมะรั่วไหลมานักต่อนัก
“น้ำหอมที่ถามเมื่อวานนี้น่ะ หาที่ซื้อได้รึยัง พอดีเพื่อนฉันจะไปฝรั่งเศส จะฝากซื้อมั้ย”
“น้ำหอม? ไอ้จินมันฝากน้ำหอมอะไรครับ รุ่นพี่ชิโนคาวะ” โคคิรีบถามแทรก กลัวไอ้จินพาเปลี่ยนเรื่องตอนนี้ล่ะอดรู้กันพอดี
“ก็อาคานิชิจะซื้อน้ำหอมใหม่นี่ เห็นมาถามของ fleur คอลเลคชั่นซัมเมอร์มีขายที่ไหนบ้าง ว่าไง หาที่ซื้อได้รึยัง”
“เอ๋? ของยี่ห้อนี้ก็ที่ไปดูกับคาเมะเมื่อสองวันก่อนน่ะสิ” ยามะพีร้องตาโต
ตอนแรกก็ไม่ได้สงสัยอะไรหรอก คาเมะชวนไปเลือกน้ำหอมใหม่ ยามะพีเห็นว่าว่างก็เลยไปด้วยกัน แต่พอมาวันนี้ ตอนที่ถูกจินยัดป๊อกกี้เข้ามาในปาก กลิ่นน้ำหอมบนมือจินดันเข้าจมูก แล้วก็พาลเป็นให้ยามะพีนั่งคิดจนถูกยูอิจิเข้าใจผิด แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ขอยามะพีรู้เรื่องของจินกับคาเมะให้ได้เสียก่อน เรื่องยูไว้จัดการทีหลังก็ได้
เกิดเป็นความเงียบพักใหญ่ๆที่โต๊ะของโคคิ ทักกี้มองอาการจ้องกันไปจ้องกันมาก็ชักจะเดาสถานการณ์ออก ลองว่าไอ้จินทำท่ากระวนกระวายจะรีบกลับให้ได้ แต่ถูกเพื่อนรั้งเอาไว้แบบนี้ แน่นอนว่ามันไม่ปกติ และคงมีอะไรลึกๆลับๆให้น่าไขคดีอีกแล้วสิเนี่ย
หนุ่มรุ่นพี่ขยับเข้าไปยืนใกล้จุนโนะ ก่อนจะรีบถามให้อีกฝ่ายรีบเล่า ซึ่งรายนั้นก็รีบสรุปเรื่องทั้งหมดให้ฟังภายในสองนาที จับใจความได้ว่า
มือไอ้จินมีกลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดียวกับน้ำหอมที่คาเมะใช้ และน้ำหอมที่คาเมะใช้ก็คือน้ำหอมที่คาเมะไปเลือกกับกกับยามะพีเมื่อสองวันก่อน ซึ่งไอ้เจ้าน้ำหอมนี้เนี่ยแหละ ที่ชิโนคาวะบอกว่า จินมาถามว่าจะหาที่ซื้อ เมื่อวานนี้!!
หมายความว่า คาเมะไปเลือกน้ำหอมกับยามะพีก่อน เสร็จแล้วก็มาบอกจิน แล้วจินก็เลยมาถามกับชิโนคาวะ และไปๆมาๆ ไอ้จินก็คงหาที่ขายได้ ก็เลยไม่ต้องพึ่งชิโนคาวะอีก ก่อนจะกลายมาเป็นว่าคาเมะมีน้ำหอมขวดใหม่เป็นนของตนเอง รวมไปถึงมือไอ้จินก็มีกลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดียวกับกลิ่นใหม่ของคาเมะด้วย
“ไปเถอะคาเมะ” จินอาศัยว่าเพื่อนทั้งหลายกำลังเงียบ เลยกะจะเนียนดึงแขนคาเมะออกจากคณะ แต่ถูกทักกี้ดักหน้าไว้เสียก่อน
“ขอดมมือหน่อยได้มั้ยคาเมะ” คนดักทางว่าอย่างนั้น ก่อนจะคว้ามือเล็กขึ้นมาดม แล้วยิ้มกว้างกับข้อสันนิษฐานของตัวเอง คราวนี้แหละ ทักกี้จะโชว์ภูมิความรู้ให้คนทั้งลานเกียร์ได้เห็น ว่าการเรียนวิศวะฯมาสี่ปี มันช่วยให้เขามองอะไรได้ทะลุปรุโปร่งแบบนี้!!!
“ขอดมมือแกด้วย” ว่าแล้วทักกี้ก็หันไปคว้ามือจินมาดม ก่อนจะปล่อยลงแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิมหลายเท่า
“คราวนี้ขอถามแกบ้างนะจิน แกฉีดน้ำหอมคาเมะใส่มือตัวเองทำไม ไม่สิ กลิ่นน้ำหอมไม่ได้มาจากฝ่ามือแก แต่มาจากนิ้วแก ส่วนของคาเมะ ไม่มีกลิ่นน้ำหอมที่มือเลย”
“รุ่นพี่ก็รู้ว่าข้อมือคาเมะแพ้น้ำหอม ฉีดน้ำหอมที่ข้อมือไม่ได้” จินบอก เรื่องนี้เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป ใครเป็นสาวกของนางฟ้าวิศวะก็รู้กันทั้งนั้นแหละ ว่าคาเมนาชิ คาซึยะ มีอะไรเป็นข้อยกเว้นบ้าง
และหนึ่งในข้อยกเว้นที่ว่า ก็คือคาเมะไม่เคยฉีดน้ำหอมกับข้อมือของตัวเอง เพราะจะเป็นผื่นแดงเป็นปื้น
ทักกี้ยิ้มอย่างเหนือกว่า ก่อนจะพยักหน้ารับ
“ใช่ ฉันไม่เถียง คาเมะไม่ฉีดน้ำหอมที่ข้อมือ เพราะว่าแพ้ แต่ที่ฉันพูดเมื่อกี้น่ะ ไม่ใช่เรื่องที่ว่าข้อมือคาเมะไม่มีกลิ่นน้ำหอม แต่ฉันพูดว่านิ้วคาเมะไม่มีกลิ่นน้ำหอมต่างหาก”
“ใครๆก็รู้กันทั้งนั้น ว่าคาเมะจะไม่ฉีดน้ำหอมที่เสื้อผ้า แต่จะฉีดเข้าที่ซอกคอ และคนเราโดยปกติแล้ว ถ้าฉีดน้ำหอมเข้าคอตัวเอง ก็ต้องเอามือถูให้น้ำหอมแห้งไปกับผิวใช่มั้ย คงไม่มีใครฉีดแล้วทิ้งมันเอาไว้แบบนั้น แล้วอีกอย่าง น้ำหอมน่ะ มันเป็นละออง ไม่ว่ายังไง มันก็ต้องมีกลิ่นติดนิ้วอยู่ดี แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ฉีดน้ำหอมเอง… มันก็คงไม่มีกลิ่นติด…ใช่มั้ย… คนฉีดน้ำหอมให้คาเมะ”
ทักกี้ปิดท้ายประโยคด้วยคำพูดที่เตรียมการในสมองด้วยเวลาไม่กี่วินาที แต่เป็นพล๊อตคำพูดแบบที่พวกนักสืบในละครชอบใช้นักแหละ เวลาเอาตัวคนร้ายไว้ท้ายประโยคเนี่ย
“หมายความว่าไอ้จินฉีดน้ำหอมให้คาเมะงั้นเหรอ!!” โคคิร้องตาโต แล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ขณะมองหน้าคาเมะที่แดงก่ำจนแทบสุกอยู่แล้ว ในขณะที่จินยกมือขึ้นถูจมูกแก้เขิน ไ
ม่รู้ทำไม แต่สำหรับโคคิ การได้รับรู้ว่าไอ้จินฉีดน้ำหอมให้คาเมะ เขากลับรู้สึกว่ามันเป็นการกระทำที่หวานเอามากๆ ว่าง่ายๆว่าไอ้ยูกับยามะพีตกขอบไปเลยนั่นแหละ
“จบแล้วใช่มั้ย จะได้ไปซื้อของแล้ว” เขาว่าอย่างนั้น ก่อนจะดึงแขนคาเมะให้เดินตามออกไปด้วยกัน คนถูกดึงก็ยอมก้าวง่ายๆเสียแบบนั้น ไม่เงยหน้ามองใครอีกเลยด้วยซ้ำ เอาแต่ก้มหน้าซ่อนแก้มแดงๆ
“เดี๋ยว! ยังไม่จบว่ะจิน แกฉีดน้ำหอมให้คาเมะมานานเท่าไหร่แล้ว” โคยามะตะโกนถามด้วยความอยากรู้
ร่างสูงหันกลับมามองคนถาม ก่อนจะเหลือบมองคนร่างบางข้างกาย ใบหน้าหวานแดงเรื่อ แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังพยักหน้าเล็กๆคล้ายจะเป็นการอนุญาตให้จินยอมเปิดเผยความลับเรื่องนี้
“ก็…ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ด้วยกันใหม่ๆละมั้ง”
“แล้วเหตุผลล่ะ? ทำไมต้องฉีดให้คาเมะวะ” โคคิร้องถามบ้าง คราวนี้จินยิ้มบาง ยกมือขึ้นถูจมูกไปมา ก่อนจะยอมพูดให้คนทั้งลานเกียร์เงียบกริบ
“เคยสังเกตมั้ยละ ไอ้นักสืบหัวเห็ด ว่าฉันชอบเอานิ้วถูจมูก”
จินบอกแบบนั้น แล้วหมุนตัวเดินออกจากคณะไป ทิ้งให้คนถามยืนนิ่งอยู่กับที่ และอาจจะไปไหนไม่ได้อีกนาน เขาเหลือบมองทักกี้ ผู้ไขคดีรักเหลือบๆในขวดน้ำหอมคราวนี้
“ไอ้จินมันคงอยากได้กลิ่นน้ำหอมคาเมะตลอดเวลาละมั้ง ไม่รู้จะเรียกคู่นี้ว่าบ้าหรือแปลกดี” ทักกี้เปรย พลางยิ้มบาง คิดไปถึงน้ำหอมที่ใช้อยู่ทุกวันนี้
สำหรับเขา น้ำหอมอาจจะเป็นแค่อะไรบางอย่างที่รู้แค่ว่ามันหอม เลือกเพราะมันหอม ใช้เพราะชอบที่มันหอม
แต่สำหรับบางคน ไม่สิ ทักกี้ต้องบอกว่าบางคู่ พวกมันไม่ได้รับรู้แค่ว่าน้ำหอมเป็นแค่น้ำหอม แต่มันรับรู้ไปไกลกว่านั้น
มันรับรู้ว่าน้ำหอมแทนกลิ่นของคนที่มันห่วงหาได้
มันรับรู้ว่าน้ำหอมมีค่ากว่าแค่ประพรมลงบนร่างกาย
และที่สำคัญ
มันรับรู้ว่าน้ำหอม…
เป็นสิ่งที่ยืนหยัดให้อยู่เพียงลำพังได้ แม้จะไม่ต้องเห็นหน้า หรือชิดใกล้
แค่เพียงมีกลิ่นหอมของใครบางคนติดที่ปลายนิ้วเท่านั้น
จริงอย่างที่ทักกี้ว่า ไม่รู้จะบอกว่าคู่นี้บ้าหรือแปลกดี เพราะมันเป็นคู่ที่ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา
มันเป็นคู่ที่รักกันเงียบๆ รักกันง่ายๆด้วยน้ำหอมเพียงขวดเดียว เป็นน้ำหอมเพียงขวดเดียวที่มันปิดเป็นความลับไม่ให้ใครรู้มาตั้งนาน พวกมันใช้วิธีง่ายๆด้วยการเอากลิ่นหอมเป็นสิ่งดับความคิดถึงยามห่างกัน นี่สินะ ไอ้จินถึงไม่เคยกระตือรือร้นว่าจะได้นั่งใกล้คาเมะหรือไม่ ไม่แยแสว่าต้องห่างกันสักเท่าไหร่ เพราะมันมีตัวแทนของคาเมะติดอยู่ที่ปลายนิ้วแบบนี้นี่เอง แค่เพียงยกขึ้นติดจมูก มันก็คงรู้สึกเหมือนว่าคาเมะมานั่งอยู่ข้างมัน
โคคิยิ้มแล้วส่ายศีรษะไปมา ประมาทไม่ได้จริงๆไอ้คู่นี้ ความรักของพวกมันมองข้ามไม่ได้แม้กระทั่งปลายนิ้วและกลิ่นน้ำหอม
….สวีท เพอร์ฟูม ของไอ้คู่จืดชืด มีจริง~!!!!!!....
FIN
JIN X KAME
By : Dezair
…………………………………
ณ ลานเกียร์
ลานกว้างเพียงหนึ่งเดียวของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่ยังคงคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา แน่นอน ว่าล้วนแล้วเป็นผู้ชายด้วยกันทั้งสิ้น โต๊ะนั้นมองหน้ายังไงก็ปีหนึ่งชัดๆ ออร่าความอยากเรียนพุ่งปี๊ดออกแบบนี้ คงไม่ใช่พวกเจนโลกปีสองขึ้นไป ส่วนโต๊ะนู้นก็ไม่ต้องเดา ล่วงเข้าสู่วัยกลางคนแบบนี้ ไม่น่าจะอยู่ปริญญาตรีเคียงคู่สถาบัน คงจะเป็นพวกปริญญาโท หรือเอกมากกว่า แล้วโต๊ะโน้น โต๊ะที่ถัดไปจนใกล้จะถึงโรงอาหารนั่นก็หน้าตาแบบนี้ ไม่น่าจะใช่เด็กวิศวะฯเจ้าของคณะแต่อย่างใด
แล้วผู้ชายพวกนี้มันมาแออัดกันที่ลานเกียร์ทำไม ไม่มีบ้านช่องให้กลับ หรือแสดงออกถึงนิสัยรักคณะ อย่าพยายามนั่งทางในดูเหตุผลให้เสียเวลา เราจะเฉลยให้คุณฟังตอนนี้แหละ
ก็โน้น… โต๊ะของกลุ่มทานากะ โคคิน่ะสิ ที่เป็นตะปูยึดเท้าผู้ชายวิศวะฯให้สถิตที่คณะ และเป็นนางกวักเรียกผู้ชายคณะอื่นแวะเวียนมาสิงสู่น่ะ แน่นอน พวกนั้นคงจะไม่ได้มาดูว่า ทานากะ โคคิวันนี้ ตัดผมทรงอะไร หรือมาดูว่า คู่รักสะท้านมหา’ลัยอย่างยูและพีจะยังรักใคร่กลมเกลียวกันดีอยู่หรือไม่ แต่พวกนั้นแค่มาดู…นางฟ้า
“ไอ้จิน ไม่คิดจะแบ่งแฟนกินมั่งเลยรึไง”
แต่นางฟ้าคนสวยของวิศวะฯนั้น เรียกได้ว่าอาภัพในด้านความรักจริงๆ เพราะดันมีคนรัก (ที่ไม่ใช่ก็คงใกล้เคียง) เห็นแก่กินอย่าง อาคานิชิ จิน
ยามใดมันมีขนม อาหารหรืออะไรก็ตามที่มีนิยามว่า เอาเข้าปากและกลืนได้อยู่ในมือแล้วล่ะก็ มันพร้อมจะลืมคนรอบข้างเสมอ และคนรอบข้างที่ว่า ก็หมายรวมถึงแฟนมันอย่าง คาเมนาชิ คาซึยะที่ใครๆก็ยกให้เป็นนางฟ้าวิศวะฯด้วยล่ะนะ
คนเคี้ยวป๊อกกี้ง๊วบๆ เหลือบตาคมดุมองเพื่อนรักอย่างเอือมระอากับนิสัยจู้จี้และจอมบงการ หยิบป๊อกกี้ขึ้นมาจากกล่องได้หนึ่งแท่ง ก็จัดการยัดเข้าปาก…
ใช่ ! ขอย้ำให้ชัดๆกันไปเลย ว่ากิริยาที่จินทำนั้น เข้าข่าย ยัด มากกว่าป้อนอย่างเห็นได้ชัด
“ไอ้จิน!!!!!” ไม่ใช่เสียงโคคิ แต่เป็นเสียงของยูอิจิที่ดังลั่นลานเกียร์ ทันทีที่เห็นไอ้จินยัดป๊อกกี้เข้าปากแฟน ก็ถ้ามันยัดเข้าปากแฟนมัน ยูจะไม่ว่าหรอก แต่นี่มันมายัดเข้าปากยามะพีแฟนสุดที่รักของเขาโว๊ย!! อ้ากกกกก!! คนรักแฟนหวงแฟนอย่างชายยูรับไม่ได้!!!
“พีจัง!! คายออกมา! อย่ากลืนนะ! คายออกมาเร็ว!!” ยูรีบร้องบอกแฟนตัวเอง ประหนึ่งว่ายามะพีกินน้ำยาล้างห้องน้ำฆ่าตัวตายอะไรแบบนั้น
“ไอ้จิน ฉันหมายความว่าให้แกป้อนคาเมะ ไม่ใช่ป้อนยามะพี” โคคิโวยเสียงอ่อนอย่างเหนื่อยใจเหลือจะทนกับพฤติกรรมของเพื่อน แล้วคาเมะก็ไม่รักษาสิทธิ์ให้ตัวเองเลย นั่งยิ้มบางดูดน้ำปั่นให้หนุ่มอื่นมองกันตาทะลักอยู่ได้ แทนที่จะลุกขึ้นมางอแงที่เห็นแฟนตัวเองไปป้อนขนมคนอื่นแบบนั้น เฮ้อ เป็นคู่ที่น่าปวดกะโหลกจริงๆ ไอ้คู่รักที่ไม่เคยทำอะไรต่อหน้าสาธารณะชนแบบนี้เนี่ย ไม่รู้รึไงว่าพื้นที่สาธารณะต้องการให้พวกมันโชว์บ้าง!!
“พีจังครับ ห้ามมองไอ้จินนะ ป๊อกกี้ที่มันป้อนน่ะ อร่อยไม่ได้ครึ่งของที่ยูป้อนหรอก มานี่มา มากินของยูล้างพิษไอ้จินนะ” ยูอิจิยังหวงแฟนต่อไป เมื่อเห็นว่าคนรักเอาแต่จ้องไอ้คนที่กลับไปนั่งเคี้ยวป๊อกกี้อ่านหนังสือพิมพ์กีฬาต่อแบบไม่สนใจโลกภายนอกอีก
“ยูหยุดก่อน อย่าเพิ่งพูดอะไร คาเมะ… น้ำหอมที่ไปดูเมื่อสองวันก่อนน่ะ สรุปแล้วได้ซื้อมั้ย” ร่างโปร่งผิวน้ำผึ้งหันมาเอ่ยปากถามคนที่นั่งดูดน้ำปั่นเงียบๆมาตั้งนาน วั
นนี้อาจจะด้วยเพราะว่าไอ้คู่จืดมันมาทีหลัง (ได้ความว่าไอ้จินอยากกินป๊อกกี้ แต่ที่ร้านสะดวกซื้อใกล้ๆไม่มี มันก็เลยถ่อไปซื้ออีกฟากของถนน) โต๊ะประจำจึงเหลือที่แบบจำกัดให้พวกมันต้องทรุดตัวลงนั่งข้างกัน
แต่ก็เท่านั้น จะนั่งข้างกัน หรือไม่นั่งข้างกัน มันก็ไม่สนใจกันและกันอยู่ดี
“ซื้อแล้วล่ะ วันนั้นขอบคุณนะที่ไปช่วยหาเป็นเพื่อน” พูดขอบคุณแล้วยิ้มหวานให้อีกหน่อยแบบนี้ หนุ่มๆทั้งลานเกียร์ก็อยากจะขอลงสยบแทบเท้า
ตายตาหลับแล้ว แค่เห็นคนหน้าสวยนิสัยน่ารักยิ้มหวานๆแบบนี้น่ะ
“คาเมะเปลี่ยนน้ำหอมเหรอ” โคยามะถามทันทีด้วยความสู่รู้ส่วนตัว นอกนั้นให้คนฟังรายอื่นๆหู่ผึ่งเอาไปคิดกันเองว่ากลิ่นน้ำหอมของนางฟ้าประจำวิศวะฯเป็นแบบไหน
“อันเก่าหมดพอดีน่ะ”
“ไหนๆ ขอดมหน่อย” ได้ที จุนโนะก็เริ่มปฏิบัติการ รีบยกสองมือขอพิสูจน์กลิ่น ก่อนจะหันไปขยิบตาให้โคคิร่วมมือด้วย จะดูซิว่าถ้าพวกเขาเอาจมูกไปดมซอกคอคาเมะ ไอ้จินจะยังทนนั่งเฉยได้มั้ย
จุนโนะไม่อยากจะบอกว่าคราวก่อนแค่ใบไม้ติดเสื้อยามะพี แล้วไอ้โคยามะยื่นมือไปหยิบออกให้ ไอ้ยูยังร้องเสียลั่นคณะเหมือนว่าแฟนมันโดนลากไปทำอะไรมิดีมิร้ายอย่างนั้นน่ะแหละ เรื่องรักแฟนแบบเว่อร์ๆนี่ไม่มีใครเกิน นากามารุ ยูอิจิ ส่วนเรื่องรักแฟนแบบห่างเหินต้องยกให้ อาคานิชิ จิน ได้เหรียญทองไปครอง
“โฮ!!! หอมมากเลย!!” โคคิยื่นหน้าเข้าไปดมใกล้ซอกคอคาเมะเป็นคนแรก ก่อนจะออกปากร้องแบบที่ทำเอาหนุ่มในลานเกียร์สูดหายใจกันคนละเฮือก เผื่อจะได้กลิ่นบ้าง
แต่…หนุ่มในลานเกียร์ที่ว่า ไม่ได้หมายรวมถึงหนุ่มที่ชื่อ อาคานิชิ จิน
โคคิแอบเอาตาไปเหล่มองคนรักของคาเมะ แต่ไม่มีปฏิกริยาใดๆจากคนที่กำลังนั่งอ่านผลฟุตบอลนัดเมื่อคืนที่ผ่านมา
“นั่นสิๆ หอมจัง” จุนโนะเอาบ้าง ดมแล้วร้องบอกอย่างกับว่ากลิ่นน้ำหอมของคาเมะเป็นกลิ่นที่ควรค่าแก่การดมเป็นอย่างยิ่ง
ปากจุนโนะร้อง ตาก็เหล่มองจิน แต่เหล่แล้วเหล่อีก เหล่จนกลัวว่าตาจะเขทั้งสองข้าง ก็เลยต้องเปลี่ยนวิธีเป็นเรียกจินให้หันมาสนใจเสียเลย
“จิน แกดมกลิ่นน้ำหอมคาเมะรึยัง”
ร่างสูงหันกลับมามอง แล้วหยักยิ้มพลางส่ายหัวไปมาคล้ายจะบอกว่า คำถามของจุนโนะนั้นไร้สาระเอามากๆ
แต่จุนโนะสนใจงั้นเหรอ ประสบการณ์เก่าเก็บที่เคยอยู่ร่วมในสถานการณ์ไขคดีของโคคิและทักกี้มาหลายต่อหลายครั้งบอกให้รู้ว่าไอ้คู่นี้น่ะ มันประหลาดทำเป็นไม่สนใจกันไปงั้นแหละ เอาเข้าจริงๆแล้ว มีเรื่องที่คาดไม่ถึงอยู่เรื่อย!!
“น้ำหอมขวดนี้ซื้อเองหรือมีคนซื้อให้ล่ะคาเมะ” โคยามะถามนำร่องอย่างจับผิด ก็ลองไม่จับผิดสิ ไม่มีทางรู้อะไรเพิ่มหรอก คู่นี้มันเหมือนคู่ยูพีเสียที่ไหน
“ก็ต้องซื้อเองดิวะ ถามอะไรแปลกๆไอ้โคยามะ” คนตอบไม่ใช่คนใช้น้ำหอมกลิ่นใหม่ แต่เป็นไอ้คนที่ยังกางหนังสือพิมพ์กีฬาอ่านอยู่นั่นแหละ
เป็นว่าน้ำหอมขวดนี้มาจากเงินของคาเมะเอง โคยามะเชื่อว่าไอ้จินไม่ได้ซื้อให้จริงๆ เพราะไอ้คู่นี้น่ะ มันไม่โกหกหรอก แต่ถ้าเรื่องปิดบังล่ะมีเยอะ!!
“แล้วแกใช้น้ำหอมกลิ่นเดียวกับคาเมะมั้ย” โคยามะถามอีก ในขณะที่เพื่อนโสดอีกสองอย่างโคคิและจุนโนะนั่งมองหน้าคนถูกถามราวกับกำลังจับผิด ส่วนคู่รักยูพีขอสยบความหวานเรียกมดชั่วคราวเพราะไอ้ยูยังนั่งครางแต่คำว่า ‘พีจังคายออกมา พีจังคายออกมา’
จินหัวเราะเบาๆ ก่อนจะส่ายหัวอีกรอบ แล้วบอก “พวกแกประสาทเปล่าวะ ใครจะอยากใช้น้ำหอมกลิ่นเดียวกัน” บอกออกไปแบบนั้น แต่สามเพื่อนสนิท ยังอยากเอาให้ชัวร์ป้าบ จึงลุกขึ้นชะโงกหน้าไปดมเสื้อไอ้คนพูด ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งมองหน้ากัน เมื่อพบว่ากลิ่นน้ำหอมบนเสื้อของจิน กับกลิ่นน้ำหอมของคาเมะเป็นคนห่างไกลกันอย่างเห็นได้ชัด
… หรือพวกเขาจะคิดมากไปเอง ว่าพวกมันจะมีอะไรกุ๊กกิ๊กกัน คราวนี้อาจจะไม่มีก็ได้…
“พี เป็นอะไรรึเปล่า” ในขณะที่โคคิ โคยามะ และจุนโนะอยากจะปลงกับเรื่องน้ำหอมคราวนี้ เสียงของยูอิจิก็ดังขึ้น
หากเป็นปกติแล้ว พวกเขาไม่คิดจะหันไปมองหรอก เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าไอ้คู่นี้มันไม่มีอะไรนักหนา ไม่หวานกันไปก็หวานกันมา ไม่เกรงใจเพื่อนฝูง แต่เสียงไอ้ยูคราวนี้ออกแนวไม่หวานอย่างที่เคย แถมยังฟังดูกังวลอีกด้วย
“พีจังครับ พีจัง พีจังเหม่ออะไร พีเป็นอะไรรึเปล่า หรือไอ้จินมันวางยาอะไรในป๊อกกี้แท่งเมื่อกี้ใช่มั้ย โธ่! พี บอกแล้วว่าให้คายออกมาให้หมด” สมเป็นชายยู ผู้ชายหวงแฟนรักแฟนบูชาแฟน ที่ยังคงกังวลเรื่องบ้าๆ ไม่พ้นเรื่องน่าอ้วก กะอีแค่ไอ้จินป้อนป๊อกกี้แท่งเดียว ทำเป็นโรครักกำเริบไปได้
โคคิอยากจะฉายสไลด์ความหลังครั้งวันวานให้ไอ้ยูดูคู่จินคาเมะยามมีใครมาป้อนอะไรคนหน้าสวยซะจริง เพราะนอกจากไอ้จินจะไม่ท้วง ไม่ห้าม ไม่ค้านแล้ว ยังสนับสนุนด้วยคำพูดที่ว่า ‘กินดิ ให้มันป้อนให้อิ่ม กลับไปที่คอนโดได้ไม่ต้องกินอีก เปลือง’ พระเจ้า!! ท่านสร้างสุภาพบุรุษที่ชื่อ อาคานิชิ จิน มายังไงเนี่ย!!!!
แล้วดูซิ!!! มันต่างกันมั้ย!! คู่นี้กับคู่นั้น มันต่างกันมั้ย พระเจ้า!!! ท่านทำอะไรกับความรักบนโลกใบนี้!!!
“ยูเนี่ย พูดมากจังเลย พีแค่กำลังคิดอะไรนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
“พีจังกำลังคิดอะไรครับ บอกยูสิ ยูช่วยคิด” แต่คนรักกลับเงียบ ไม่ยอมบอกอะไรให้ไอ้คนเสนอตัวได้ทำอย่างที่ต้องการ ซ้ำยังต้องน้ำตาตกเพราะยามะพีเอาแต่มองไอ้จิน นี่อย่าบอกนะว่าพีจังสุดที่รักของยูเจอมนต์รักป๊อกกี้น่ะ!! ไม่ยอมเด็ดขาด ยังไงก็ไม่ยอม!! จะให้ไอ้จินมาคว้าหัวใจยามะพีสุดที่รักของยูไปไม่ได้!!
“พีจัง พีจังมองอะไรครับ มองหน้ายูสิ มองหน้ายู ไม่เอานะครับ อย่าไปมองไอ้จินนะ ไอ้จินไม่หล่อหรอก” ยูอิจิยังพร่ำพรรณนา อยากจะยกแม่น้ำแปดร้อยสายทั่วญี่ปุ่นขึ้นมารำลึกให้ยามะพีคิดถึงยามรักกันที่ยูดูแลเทคแคร์ดีทุกอย่าง มดไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม แล้วอย่างนี้ยังจะทิ้งยูลงได้อีกเหรอ
ยามะพีหันมาคิ้วขมวดมองคนรักแล้วยกนิ้วแตะปากไม่ให้พูดมากไปกว่านี้ ก่อนจะหันกลับมาจ้องจินอีกรอบ
“จิน ขอดมเสื้อหน่อยได้มั้ย”
ไม่ต้องสงสัยว่าจะเกิดเสียงอะไรจาก นากามารุ ยูอิจิ มันร้องออกมาได้คำเดียวว่า ‘ม่ายยยยยยยยยย!!!!’ ก่อนจะหันไปซบไหล่โคคิอย่างสุดแสนจะเศร้าเสียใจสุดซึ้ง กับการกระทำของคนรักที่ตัวเองตีความว่าเป็นการนอกใจอย่างสมบูรณ์แบบ
และถึงแม้โคคิจะหมั่นไส้มันมากแค่ไหน แต่ในเมื่อมันหนีร้อนมาพึ่งเย็น หนีอกหักมาพึ่งเพื่อน เขาก็ต้องปลอบมันไปตามยถากรรมนั่นแหละ
“อะไรน่ะพี ฉันก็ใช้กลิ่นเดิม คนที่เปลี่ยนน่ะคาเมะ ไปดมของคาเมะสิ” มีอย่างงี้ด้วย ไล่ให้คนอื่นไปดมน้ำหอมของแฟนตัวเองหน้าตาเฉย ไม่มีหวง มีห่วงอะไรเลย อาคานิชิ ยอดมาก!!
ยามะพีส่ายหน้ากับคำพูดผลักไสของร่างสูง และไม่ขอคำอนุญาตใดๆเป็นครั้งที่สอง ก็ชะโงกหน้าเข้าไปดมเสื้อคนพูดทันที เร็วชนิดที่ว่าแม้แต่ยูอิจิที่มือไวเสมอกับเรื่องของคนรักยังคว้าเอวเอาไว้ไม่ทัน และได้แต่นั่งหน้าซีดหน้าตอบให้โคคิลูบหลังลูบไหล่ปลอบใจ
“จริงๆด้วย” ร่างโปร่งผิวน้ำผึ้งผละออกมาจากเสื้อของจิน ก่อนจะหันมามองคาเมะ แล้วยื่นหน้าไปดมเสื้อคนร่างบางบ้าง ก่อนจะส่ายหน้าไปมา แล้วทรุดตัวลงนั่งที่เดิม พลางสบตาจินแบบที่ทำเอายูอิจิซึ่งทำได้แค่นั่งดูเหตุการณ์ตาปริบๆ และอยากจะร้องไห้เสียเดี๋ยวนั้น
ยามะพีที่รักของยูไปจ้องชายอื่นแบบนี้ ยูอยากตาย!!!
“ทำไมมือจิน…” ยามะพีกำลังจะเอ่ยปากถาม แต่จินยัดหนังสือพิมพ์ลงกระเป๋าเป้เสียก่อน แล้วรีบลุกขึ้นยืนให้คาเมะต้องลุกตาม ทั้งๆที่ยังดูดน้ำปั่นไม่หมดแก้วดี
“สามโมงแล้ว ต้องไปซื้อของ วันนี้ของที่คอนโดหมด” ร่างสูงตัดบท แบบที่ทำเอาโคคิต้องยกนาฬิกาข้อมือตัวเองขึ้นมอง ซึ่งมองยังไง มันก็ยังเป็นสองโมงสี่สิบ ไม่ใช่สามโมงอย่างที่ไอ้คนเห็นแก่กินมันพูด แล้วที่สำคัญ ไอ้จินดูจะรีบผิดปกติรึเปล่า ถึงเขาจะกำลังปลงที่คราวนี้สถานการณ์เรื่องน้ำหอมจะกลายเป็นประเด็นเคว้ง แต่โคคิก็ไวพอจะเห็นว่าก่อนที่จินจะลุกนั้น ยามะพีกำลังจะถามอะไรบางอย่าง
“ไปได้แล้วคาเมะ ต้องไปซื้อของอีก เดี๋ยวกลับคอนโดมืด” ร่างสูงหันไปบอกคนร่างบางที่ไม่เคยมีปากมีเสียงใดๆเลย เป็นช้างเท้าหลังโดยสมบูรณ์แบบจริงๆ เขารีบเร่งให้อีกฝ่ายลุกขึ้น แต่ทั้งอย่างนั้น ก็เป็นจินเสียเองที่ถูกรั้งไว้ด้วยมือของยามะพี
ไม่ต้องถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับยูอิจิอีก ที่ไปเห็นว่าแฟนสุดบูชาของตัวเองแตะเนื้อต้องตัวชายอื่นต่อหน้าต่อตาแบบนี้ นอกจากทำตาโต อ้าปากค้าง และสติหลุดจนเอ๋อพูดอะไรไม่ออก
“จิน เดี๋ยวก่อน… ฉันไม่เข้าใจ ทำไมจินใช้น้ำหอมสองกลิ่น”
ว่าไงนะ!!!!
“ห๊ะ!! น้ำหอมสองกลิ่น!!” โคคิ โคยามะ จุนโนะ ร้องพร้อมกัน แล้วพาลเป็นคิดหนักว่าน้ำหอมยี่ห้อไหนมีสองกลิ่นในขวดเดียวกัน
“ที่มือจิน กับที่เสื้อจินน่ะ กลิ่นมาจากน้ำหอมคนละขวดใช่มั้ย” คำถามจี้ของยามะพีอีกครั้ง ทำเอาโคคิต้องรีบคว้ามือเพื่อนขึ้นมาดม
ไม่ใช่จะรักจะชอบอะไรไอ้จินขึ้นมาตอนนี้ แต่เขาแค่อยากพิสูจน์ในสิ่งที่ยามะพีพูด แล้วมันก็จริงอย่างที่ว่าเสียด้วย!! กลิ่นที่มือจินกับกลิ่นที่เสื้อมันเป็นคนละกลิ่น!! แล้วกลิ่นที่มือจินมันกลิ่นอะไร กลิ่นคุ้นขนาดนี้ ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมของโคคิเองแน่ กลิ่นหอมบางๆแบบนี้มัน…
“มือจินน่ะ กลิ่นเดียวกับน้ำหอมของคาเมะใช่มั้ย” ยามะพีถามครั้งสุดท้าย เล่นเอาผองเพื่อนตาโตกันเป็นแทบๆ โคคิถึงกับชกกำปั้นเข้ากับฝ่ามือตัวเอง แล้วร้องลั่น
“ใช่!! กลิ่นที่มือไอ้จินคือกลิ่นน้ำหอมของคาเมะ!” แล้วหลังจากนั้น ทั้งโคยามะและจุนโนะก็เข้ามามะรุมมะตุ้มเสื้อและมือของร่างสูงเสียยกใหญ่
“ไหนแกว่าใช้น้ำหอมคนละกลิ่นกับคาเมะไง!!” จุนโนะร้องถาม
“ก็คนละกลิ่น” และจินก็ยังคงยืนกระต่ายขาเดียวเถียงอย่างไม่ยอมรับ แม้สามเพื่อนจะดมมือจนพวกมันแทบจะหาส่วนผสมทางเคมีของน้ำหอมบนมือเขาได้อยู่แล้ว
“ไม่มีอะไรแล้วใช่…” จินกำลังจะบอกลาเป็นครั้งที่สอง แต่ดูเหมือนว่าวันนี้ดวงเรื่องการปกปิดความลับของเขาจะตก เพราะยังไม่ทันจะพูดจบ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“อาคานิชิ” เสียงทักทายดังมาจากด้านหลังให้คนมีชนักปักหลังยิ่งชะงัก ก่อนจะหันควับกลับไปมอง
เจ้าของเสียงคือรุ่นพี่สาวสวยปีสี่ ที่ทุกวันเห็นเดินควงกับแฟนหนุ่มปริญญาโท แต่แล้ววันนี้มันเป็นอะไร ที่คนข้างกายดันไม่ใช่แฟน แต่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของหล่อน และเป็นรุ่นพี่ที่สนิทของพวกเขา ทาคิซาว่า ฮิเดอากิ รุ่นพี่ที่ทำความลับของจินและคาเมะรั่วไหลมานักต่อนัก
“น้ำหอมที่ถามเมื่อวานนี้น่ะ หาที่ซื้อได้รึยัง พอดีเพื่อนฉันจะไปฝรั่งเศส จะฝากซื้อมั้ย”
“น้ำหอม? ไอ้จินมันฝากน้ำหอมอะไรครับ รุ่นพี่ชิโนคาวะ” โคคิรีบถามแทรก กลัวไอ้จินพาเปลี่ยนเรื่องตอนนี้ล่ะอดรู้กันพอดี
“ก็อาคานิชิจะซื้อน้ำหอมใหม่นี่ เห็นมาถามของ fleur คอลเลคชั่นซัมเมอร์มีขายที่ไหนบ้าง ว่าไง หาที่ซื้อได้รึยัง”
“เอ๋? ของยี่ห้อนี้ก็ที่ไปดูกับคาเมะเมื่อสองวันก่อนน่ะสิ” ยามะพีร้องตาโต
ตอนแรกก็ไม่ได้สงสัยอะไรหรอก คาเมะชวนไปเลือกน้ำหอมใหม่ ยามะพีเห็นว่าว่างก็เลยไปด้วยกัน แต่พอมาวันนี้ ตอนที่ถูกจินยัดป๊อกกี้เข้ามาในปาก กลิ่นน้ำหอมบนมือจินดันเข้าจมูก แล้วก็พาลเป็นให้ยามะพีนั่งคิดจนถูกยูอิจิเข้าใจผิด แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ขอยามะพีรู้เรื่องของจินกับคาเมะให้ได้เสียก่อน เรื่องยูไว้จัดการทีหลังก็ได้
เกิดเป็นความเงียบพักใหญ่ๆที่โต๊ะของโคคิ ทักกี้มองอาการจ้องกันไปจ้องกันมาก็ชักจะเดาสถานการณ์ออก ลองว่าไอ้จินทำท่ากระวนกระวายจะรีบกลับให้ได้ แต่ถูกเพื่อนรั้งเอาไว้แบบนี้ แน่นอนว่ามันไม่ปกติ และคงมีอะไรลึกๆลับๆให้น่าไขคดีอีกแล้วสิเนี่ย
หนุ่มรุ่นพี่ขยับเข้าไปยืนใกล้จุนโนะ ก่อนจะรีบถามให้อีกฝ่ายรีบเล่า ซึ่งรายนั้นก็รีบสรุปเรื่องทั้งหมดให้ฟังภายในสองนาที จับใจความได้ว่า
มือไอ้จินมีกลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดียวกับน้ำหอมที่คาเมะใช้ และน้ำหอมที่คาเมะใช้ก็คือน้ำหอมที่คาเมะไปเลือกกับกกับยามะพีเมื่อสองวันก่อน ซึ่งไอ้เจ้าน้ำหอมนี้เนี่ยแหละ ที่ชิโนคาวะบอกว่า จินมาถามว่าจะหาที่ซื้อ เมื่อวานนี้!!
หมายความว่า คาเมะไปเลือกน้ำหอมกับยามะพีก่อน เสร็จแล้วก็มาบอกจิน แล้วจินก็เลยมาถามกับชิโนคาวะ และไปๆมาๆ ไอ้จินก็คงหาที่ขายได้ ก็เลยไม่ต้องพึ่งชิโนคาวะอีก ก่อนจะกลายมาเป็นว่าคาเมะมีน้ำหอมขวดใหม่เป็นนของตนเอง รวมไปถึงมือไอ้จินก็มีกลิ่นน้ำหอมกลิ่นเดียวกับกลิ่นใหม่ของคาเมะด้วย
“ไปเถอะคาเมะ” จินอาศัยว่าเพื่อนทั้งหลายกำลังเงียบ เลยกะจะเนียนดึงแขนคาเมะออกจากคณะ แต่ถูกทักกี้ดักหน้าไว้เสียก่อน
“ขอดมมือหน่อยได้มั้ยคาเมะ” คนดักทางว่าอย่างนั้น ก่อนจะคว้ามือเล็กขึ้นมาดม แล้วยิ้มกว้างกับข้อสันนิษฐานของตัวเอง คราวนี้แหละ ทักกี้จะโชว์ภูมิความรู้ให้คนทั้งลานเกียร์ได้เห็น ว่าการเรียนวิศวะฯมาสี่ปี มันช่วยให้เขามองอะไรได้ทะลุปรุโปร่งแบบนี้!!!
“ขอดมมือแกด้วย” ว่าแล้วทักกี้ก็หันไปคว้ามือจินมาดม ก่อนจะปล่อยลงแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิมหลายเท่า
“คราวนี้ขอถามแกบ้างนะจิน แกฉีดน้ำหอมคาเมะใส่มือตัวเองทำไม ไม่สิ กลิ่นน้ำหอมไม่ได้มาจากฝ่ามือแก แต่มาจากนิ้วแก ส่วนของคาเมะ ไม่มีกลิ่นน้ำหอมที่มือเลย”
“รุ่นพี่ก็รู้ว่าข้อมือคาเมะแพ้น้ำหอม ฉีดน้ำหอมที่ข้อมือไม่ได้” จินบอก เรื่องนี้เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป ใครเป็นสาวกของนางฟ้าวิศวะก็รู้กันทั้งนั้นแหละ ว่าคาเมนาชิ คาซึยะ มีอะไรเป็นข้อยกเว้นบ้าง
และหนึ่งในข้อยกเว้นที่ว่า ก็คือคาเมะไม่เคยฉีดน้ำหอมกับข้อมือของตัวเอง เพราะจะเป็นผื่นแดงเป็นปื้น
ทักกี้ยิ้มอย่างเหนือกว่า ก่อนจะพยักหน้ารับ
“ใช่ ฉันไม่เถียง คาเมะไม่ฉีดน้ำหอมที่ข้อมือ เพราะว่าแพ้ แต่ที่ฉันพูดเมื่อกี้น่ะ ไม่ใช่เรื่องที่ว่าข้อมือคาเมะไม่มีกลิ่นน้ำหอม แต่ฉันพูดว่านิ้วคาเมะไม่มีกลิ่นน้ำหอมต่างหาก”
“ใครๆก็รู้กันทั้งนั้น ว่าคาเมะจะไม่ฉีดน้ำหอมที่เสื้อผ้า แต่จะฉีดเข้าที่ซอกคอ และคนเราโดยปกติแล้ว ถ้าฉีดน้ำหอมเข้าคอตัวเอง ก็ต้องเอามือถูให้น้ำหอมแห้งไปกับผิวใช่มั้ย คงไม่มีใครฉีดแล้วทิ้งมันเอาไว้แบบนั้น แล้วอีกอย่าง น้ำหอมน่ะ มันเป็นละออง ไม่ว่ายังไง มันก็ต้องมีกลิ่นติดนิ้วอยู่ดี แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ฉีดน้ำหอมเอง… มันก็คงไม่มีกลิ่นติด…ใช่มั้ย… คนฉีดน้ำหอมให้คาเมะ”
ทักกี้ปิดท้ายประโยคด้วยคำพูดที่เตรียมการในสมองด้วยเวลาไม่กี่วินาที แต่เป็นพล๊อตคำพูดแบบที่พวกนักสืบในละครชอบใช้นักแหละ เวลาเอาตัวคนร้ายไว้ท้ายประโยคเนี่ย
“หมายความว่าไอ้จินฉีดน้ำหอมให้คาเมะงั้นเหรอ!!” โคคิร้องตาโต แล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ขณะมองหน้าคาเมะที่แดงก่ำจนแทบสุกอยู่แล้ว ในขณะที่จินยกมือขึ้นถูจมูกแก้เขิน ไ
ม่รู้ทำไม แต่สำหรับโคคิ การได้รับรู้ว่าไอ้จินฉีดน้ำหอมให้คาเมะ เขากลับรู้สึกว่ามันเป็นการกระทำที่หวานเอามากๆ ว่าง่ายๆว่าไอ้ยูกับยามะพีตกขอบไปเลยนั่นแหละ
“จบแล้วใช่มั้ย จะได้ไปซื้อของแล้ว” เขาว่าอย่างนั้น ก่อนจะดึงแขนคาเมะให้เดินตามออกไปด้วยกัน คนถูกดึงก็ยอมก้าวง่ายๆเสียแบบนั้น ไม่เงยหน้ามองใครอีกเลยด้วยซ้ำ เอาแต่ก้มหน้าซ่อนแก้มแดงๆ
“เดี๋ยว! ยังไม่จบว่ะจิน แกฉีดน้ำหอมให้คาเมะมานานเท่าไหร่แล้ว” โคยามะตะโกนถามด้วยความอยากรู้
ร่างสูงหันกลับมามองคนถาม ก่อนจะเหลือบมองคนร่างบางข้างกาย ใบหน้าหวานแดงเรื่อ แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังพยักหน้าเล็กๆคล้ายจะเป็นการอนุญาตให้จินยอมเปิดเผยความลับเรื่องนี้
“ก็…ตั้งแต่ย้ายมาอยู่ด้วยกันใหม่ๆละมั้ง”
“แล้วเหตุผลล่ะ? ทำไมต้องฉีดให้คาเมะวะ” โคคิร้องถามบ้าง คราวนี้จินยิ้มบาง ยกมือขึ้นถูจมูกไปมา ก่อนจะยอมพูดให้คนทั้งลานเกียร์เงียบกริบ
“เคยสังเกตมั้ยละ ไอ้นักสืบหัวเห็ด ว่าฉันชอบเอานิ้วถูจมูก”
จินบอกแบบนั้น แล้วหมุนตัวเดินออกจากคณะไป ทิ้งให้คนถามยืนนิ่งอยู่กับที่ และอาจจะไปไหนไม่ได้อีกนาน เขาเหลือบมองทักกี้ ผู้ไขคดีรักเหลือบๆในขวดน้ำหอมคราวนี้
“ไอ้จินมันคงอยากได้กลิ่นน้ำหอมคาเมะตลอดเวลาละมั้ง ไม่รู้จะเรียกคู่นี้ว่าบ้าหรือแปลกดี” ทักกี้เปรย พลางยิ้มบาง คิดไปถึงน้ำหอมที่ใช้อยู่ทุกวันนี้
สำหรับเขา น้ำหอมอาจจะเป็นแค่อะไรบางอย่างที่รู้แค่ว่ามันหอม เลือกเพราะมันหอม ใช้เพราะชอบที่มันหอม
แต่สำหรับบางคน ไม่สิ ทักกี้ต้องบอกว่าบางคู่ พวกมันไม่ได้รับรู้แค่ว่าน้ำหอมเป็นแค่น้ำหอม แต่มันรับรู้ไปไกลกว่านั้น
มันรับรู้ว่าน้ำหอมแทนกลิ่นของคนที่มันห่วงหาได้
มันรับรู้ว่าน้ำหอมมีค่ากว่าแค่ประพรมลงบนร่างกาย
และที่สำคัญ
มันรับรู้ว่าน้ำหอม…
เป็นสิ่งที่ยืนหยัดให้อยู่เพียงลำพังได้ แม้จะไม่ต้องเห็นหน้า หรือชิดใกล้
แค่เพียงมีกลิ่นหอมของใครบางคนติดที่ปลายนิ้วเท่านั้น
จริงอย่างที่ทักกี้ว่า ไม่รู้จะบอกว่าคู่นี้บ้าหรือแปลกดี เพราะมันเป็นคู่ที่ไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขา
มันเป็นคู่ที่รักกันเงียบๆ รักกันง่ายๆด้วยน้ำหอมเพียงขวดเดียว เป็นน้ำหอมเพียงขวดเดียวที่มันปิดเป็นความลับไม่ให้ใครรู้มาตั้งนาน พวกมันใช้วิธีง่ายๆด้วยการเอากลิ่นหอมเป็นสิ่งดับความคิดถึงยามห่างกัน นี่สินะ ไอ้จินถึงไม่เคยกระตือรือร้นว่าจะได้นั่งใกล้คาเมะหรือไม่ ไม่แยแสว่าต้องห่างกันสักเท่าไหร่ เพราะมันมีตัวแทนของคาเมะติดอยู่ที่ปลายนิ้วแบบนี้นี่เอง แค่เพียงยกขึ้นติดจมูก มันก็คงรู้สึกเหมือนว่าคาเมะมานั่งอยู่ข้างมัน
โคคิยิ้มแล้วส่ายศีรษะไปมา ประมาทไม่ได้จริงๆไอ้คู่นี้ ความรักของพวกมันมองข้ามไม่ได้แม้กระทั่งปลายนิ้วและกลิ่นน้ำหอม
….สวีท เพอร์ฟูม ของไอ้คู่จืดชืด มีจริง~!!!!!!....
FIN
2009.06.13
FIC : คำเตือน (บอกแล้วว่าให้ค้าง)
FIC : คำเตือน (บอกแล้วว่าให้ค้าง)
JIN X KAME
By : Dezair
……………………………….
...เคยบอกแล้ว... เคยเตือนแล้ว...บอกจนปากจะฉีก เตือนจนปากเปียกปากแฉะ...
แล้วมันเคยฟังมั้ย เคยทำตามที่บอกมั้ย นอกจากจะไม่เคยแล้ว แม่งยังเป็นประเภทยิ่งดุยิ่งทำ ยิ่งยุยิ่งกวน
ดื้ออะไรอย่างงี้วะ เตือนก็ไม่ฟัง บอกก็ไม่ฟัง เดี๋ยวกูจูบสักทีให้สำนึกดีมั้ยห๊ะ!!!!
………………………………
“ทำไมต้องค้างห้องมึง ไม่เอา กูจะกลับไปนอนห้องกู” คาเมนาชิ คาซึยะ นิสิตปีสาม คณะเศรษฐศาสตร์ เจ้าของฉายาน้องห่าม เอ่ยปากง่ายๆ ตอนเกือบจะเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว ส่งผลให้ห้องพักของเพื่อนสนิทที่ขยับฐานะเป็นคนรัก ซึ่งเคยครึกครื้นไปด้วยเสียงเฮฮาของเหล่าเจ็ดแสบร่วมกลุ่มเงียบลงทันที
ก็ไม่ได้ตั้งใจจะฟังไอ้พี่โหดน้องห่ามมันคุยกันหรอก แต่พ่อแม่สอนมาให้มีมารยาท เวลาคนอื่นพูด เราต้องเงียบ
“แล้วจะกลับยังไง นี่มันจะเที่ยงคืนแล้ว” เขาว่าเรื่องผัวๆเมียๆไม่ควรเอามือเข้าไปสอด เพื่อนสนิททั้งเจ็ดเลยต้องปล่อยให้ผัวดุเมียเอาเอง ซึ่งก็ไม่รู้จะดุได้มากน้อยแค่ไหน เพราะขึ้นชื่อว่าเมียแล้ว มักจะเอาอารมณ์มาก่อนเหตุผลเสมอ และแน่นอนว่ายึดมั่นถือมั่นเชื่อว่าตัวเองถูก แบบที่ถึงแม้จะมารู้ตัวว่าผิดเอาทีหลัง ก็ยังแถเอาสีข้างถู ไปทั้งน้ำขุ่นๆว่า ‘ก็…กูไม่รู๊! (เสียงสูงปี้ด)’
“ไอ้พวกนี้กลับได้ ทำไมกูจะกลับไม่ได้” นั่นไง ไอ้ ‘เมีย’ มันเริ่มเถียงข้างๆคูๆ แถมยกเพื่อนอีกเจ็ดที่หมายมั่นจะทำตัวเป็นผู้ไม่อยู่ในเหตุการณ์ มาเป็นข้ออ้างอีกต่างหาก ซึ่งโดยปกติแล้ว ก็ควรจะถามกันก่อนบ้าง ว่าพร้อมจะยอมเป็นแหล่งอ้างอิงให้หรือไม่ แต่ก็นั่นแหละ!! ทำอะไรแบบมนุษย์เขาทำกัน มันใช่ไอ้คาเมะเสียที่ไหนเล่า
“มันคนละทาง”
“ก็แน่ดิ กูไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับพวกมันนี่หว่า ถึงจะได้กลับทางเดียวกัน” เห็นมั้ยล่ะ ฟังคำเถียงของน้องห่ามมันเถอะ มีคู่เถียงแบบนี้ เป็นใครก็ปวดหัวกันทั้งนั้น
“คาเมะ กูว่ามึงฟังที่ไอ้จินพูดก็ดีนะเว้ย นี่มันจะเที่ยงคืนแล้ว มึงจะกลับคนเดียวได้ไง รถมึงก็ไม่มี มอ’ไซค์มึงก็ไม่มี แล้วอีกอย่าง มึงก็น่าจะสงสารมันมั่ง มาใช้งานมันเสร็จ แล้วมึงก็จะกลับเนี่ยนะ”
… อย่างนี้เรียกลูบหลังก่อน แล้วกระโดดถีบหัวส่งชัดๆ… นิชิคิโด เรียวไม่กล้าพูดในส่วนที่คิด แต่เขาก็ถือว่าช่วยพูดให้แล้วในส่วนหนึ่ง เพื่อบรรเทาความไม่สบอารมณ์ของเพื่อนร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกขมวดคิ้วมุ่น เรียวว่าเป็นใครก็ไม่สบอารมณ์ทั้งนั้น ที่มีแฟนนิสัยแบบไอ้คาเมะคนนี้ มันนิสัยยังไงน่ะเหรอ
เรียวจะเล่าให้ฟัง…
วันนี้ หลังจากจบคาบเรียนสุดท้ายตอนสี่โมงเย็น ไอ้ห่ามมันก็เกาะหนึบแฟนหนุ่มของมัน หรือก็คือไอ้จิน ขอติดสอยห้อยตามกลับมาที่ห้องพักของไอ้จินด้วย
พวกเขาก็นึกว่ามันจะรักแฟนขึ้นมากระทันหัน อยากจะกุ๊กกิ๊กกระหนุงกระหนิง แต่ที่ไหนได้ จุดประสงค์ของมันก็แค่ต้องการคนซักผ้า รีดผ้า และทำกับข้าวให้ เนื่องจากน้องชายที่แสนรักยิ่งของมันไม่อยู่ ไปเที่ยวกับแฟนสาวแบบทิ้งพี่ทิ้งเชื้อ ข้าวปลาอาหาร เสื้อผ้า ที่นอนไม่ได้เตรียมไว้ให้คาเมะมีชีวิตรอดไปถึงวันพรุ่งนี้ ไอ้คนถูกน้องทิ้งเลยต้องดิ้นรนช่วยตัวเองด้วยการเอาตัวซกมก เสื้อผ้าโทรมๆ และหน้าตาแห้งเหือดหิ้วกระเป๋าเป้มาหาไอ้คนที่ทำกับข้าวอร่อย ทำงานบ้านเป็นเลิศอย่าง อาคานิชิ จิน
แน่นอนว่าเพื่อนทั้งเจ็ดรับรู้ความโชคร้าย โหดร้าย และอะไรร้ายๆที่จินได้รับแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งพวกเขาก็พยายามช่วยพูดให้คาเมะได้สำนึกตั้งแต่อยู่มหา’ลัยแล้ว ว่าแฟนไม่ได้มีเอาไว้เป็นทาสส่วนบุคคล แต่มันก็ดูเหมือนจะไม่แยแสนัก เพราะถ้ามันแยแส ป่านนี้มันคงไม่มายืนเถียงปาวๆ เรียกร้องจะกลับหอ หลังจากใช้งานไอ้จินเยี่ยงทาสเสร็จหร๊อก!!
“จะกลับไปได้ยังไง ยูยะก็ไม่อยู่ไม่ใช่เหรอ” จินถามเสียงหงุดหงิด หงุดหงิดที่มันจะกลับไปนอนคนเดียว หงุดหงิดที่มันไม่ฟังความต้องการของเขา ที่อยากให้มันค้างที่นี่ ดึกขนาดนี้แล้วจะกลับคนเดียวได้ยังไง รถก็ขับไม่เป็น มอเตอร์ไซค์ก็ขี่ไม่เป็น มันไม่มีทางนั่งแท็กซี่อยู่แล้ว ไอ้คาเมะขี้งกอย่างกับอะไร มีทางเดียวนั่นแหละ เดี๋ยวมันก็ใช้ให้เขาไปส่งมันอีกจนได้ ไม่ใช่ไม่อยากส่งมัน แต่จินอยากให้มันค้างที่นี่มากกว่า เขาไม่อยากให้มันกลับไปนอนคนเดียว ถึงมันจะเป็นแบบนี้ ปากแบบนี้ นิสัยแบบนี้ แต่เขาก็เป็นห่วง
“กูโตแล้วนะจิน กูอยู่ได้ ไม่ใช่ว่าไอ้ยูยะไม่อยู่แล้วกูจะตายนี่หว่า”
“ปากดีบอกว่าน้องไม่อยู่แล้วไม่ตาย แต่ต้องถ่อมาให้ไอ้จินทำนั่นทำนี่ให้เนี่ยนะ” ยูอิจิอดไม่ได้ เลยหันไปกระซิบกระซาบกับจิมมี่ที่นั่งข้างๆ ผลที่ได้คือไอ้ห่ามมันหูดีมากพอจนตวัดสายตากลับมาจิกหนึ่งที ยูอิจิเลยเงียบ และต้องนั่งท่องว่าผัวเมียทะเลาะกัน กูไม่เกี่ยว
“กูจะกลับก็คือกูจะกลับ อ่านปากกูออกมั้ย กูจะกลับไปนอนที่ห้องกู ถ้ามึงไม่ไปส่ง เดี๋ยวกูให้ชิโรตะแวะไปส่งก็ได้” หลังจากจิกตาใส่ยูไปหนึ่งที คาเมะก็หันกลับมาพูดง่ายๆ ทั้งๆที่ไม่ถามสักคำว่าชิโรตะพร้อมจะส่งรึไม่ เรื่องเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลกนี่มันถนัดเป็นพิเศษจริงๆ
“งั้นก็ตามใจ!” จินชักโมโห และไม่อยากจะคุยด้วยแล้ว ในเมื่อคาเมะไม่ฟังคำพูดของเขา ไม่คิดว่าเขาจะห่วง เขาก็จะไม่ห้าม อยากกลับก็กลับ มีตัวเลือกเยอะนักนี่ ไม่มีเขาก็ได้ ไม่เป็นไรอย่างนั้นหรือ แล้วใครกันที่เมื่อตอนเย็นมันขนเสื้อผ้ามาให้เขาซัก ให้เขารีด ใครกันที่เอาหน้าหงอยๆมาขอให้เขาทำกับข้าวให้มันกิน พอมันอิ่ม พอมันได้ทุกอย่างที่มันต้องการ มันก็ไป นิสัยเสียแก้ไม่หาย!!
“ก็ต้องงั้นอยู่แล้ว จะให้กูตามใจมึงรึไง บ้าเปล่าวะ แล้วยังจะมาทำหน้าโมโหกูอีก” ร่างสูงไม่อยู่รอฟังคำโวยวายของคนรักที่ดูเหมือนจะเป็นคนรักแค่สถานะเท่านั้น เรื่องอื่นๆและอื่นๆไม่ใกล้เคียงคำว่าคู่รักเลย
เขาหมุนตัวเดินหนีกลับเข้าไปในครัว ปล่อยให้ไอ้ตัวดีจอมห่ามยังนั่งท่ามกลางวงเพื่อนต่อไปแบบไม่สำนึก ในขณะที่เพื่อนทั้งเจ็ดนึกสงสารจินขึ้นมาตะหงิดๆ ก่อนที่โคคิและยูอิจิจะลุกขึ้นเดินตามเจ้าของห้องไป ทิ้งเพื่อนอีกห้าเอาไว้อบรมคนที่ยังนั่งกินผลไม้ไม่ใส่ใจอะไร
“คาเมะ ไอ้จินมันไม่ใช่ทาสมึงนะเว้ย มาใช้มันเสร็จแล้วก็ทิ้งมันเนี่ย” จิมมี่บอกเสียงเบา ในใจก็ได้แต่บอกว่าจินมันคงทำบุญมาน้อย มันถึงได้คนรักนิสัยดีเยี่ยมเกรดเอแถมใบรับประกันแบบนี้
“ก็ไม่ใช่น่ะสิ ถ้ามันเป็นทาสกู กูเรียกให้มันไปจัดการเสื้อผ้าให้กูตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ไม่รอมาถึงวันนี้แล้วเป็นคนแบกของมาหามันเองหรอก” อ้อ นี่อัพเกรดจากทาสขึ้นมาแล้วสินะ เพราะมึงเป็นฝ่ายเสียสละมาหาเอง
“มึงบอกว่าไม่ได้เป็นทาส แต่มึงใช้ให้มันรีดแม้กระทั่งกางเกงนอนมึงเนี่ยนะ!!!” โคยามะร้องถามเสียงสูง ก่อนจะรีบปิดปากตัวเอง เมื่อเห็นสายตาดุๆของโคคิที่ตวัดควับมาจากห้องครัว ดูเหมือนในนั้นไอ้สองเพื่อนซี้ โคคิและยูอิจิกำลังปฏิบัติการปลอบใจเจ้าของห้องดวงซวยที่มีแฟนเส็งเคร็งกันอยู่
“กูจะให้มันรีดกางเกงในด้วยแล้ว แต่กลัวพวกมึงด่ากู” เพื่อนอีกห้าทำหน้าเข้าใจขึ้นมาพร้อมกัน ยังดีที่พวกเขาพอจะมีบารมีให้ไอ้คาเมะเกรงใจอยู่บ้าง จนมันไม่เอากางเกงในมาให้แฟนมันรีดให้ นับเป็นบุญของไอ้จินมันละนะ ที่มีพวกเขาไว้คอยเป็นไม้กันหมาห่ามๆอย่างไอ้คาเมะนี่
“แล้วมึงจะกลับกี่โมงวะ ชิโรตะ กูง่วงแล้วนะ” คาเมะส่งผลไม้ชิ้นสุดท้ายในจานเข้าปากเคี้ยวกร๊วบๆ ก่อนจะหันไปถามเพื่อนเจ้าของรถที่หมายตาจะทำตัวเป็นปลิงเกาะติดกลับห้องพักด้วย
“กูยังไม่ง่วงเลย ไอ้จุนโนะก็ยังเล่นเกมไม่เสร็จ มึงรอมันเล่นให้จบก่อนดิ ถ้ามึงง่วง มึงหลับรอก็ได้ เดี๋ยวจะกลับแล้วพวกกูปลุก” คำพูดของชิโรตะทำเอาคาเมะต้องเหลือบตามองจุนโนะที่ยังเล่นเกมไม่ผ่านสักทีมาสามชั่วโมงเข้าไปแล้ว ถ้าจะให้มันน็อคเกมก่อนแล้วค่อยกลับ ดูท่าว่าเขาคงต้องค้างที่นี่แหง
“แล้วพวกมึงอ่ะ” เห็นทีต้องพึ่งคนอื่น คาเมะไม่เคยพึ่งตัวเองอยู่แล้ว เขาไม่มีรถ เพราะขับไม่เป็น หรือถึงขับเป็น ไอ้ห่ามตัวดีก็รู้แก่ใจว่าแม่ไม่ซื้อให้แม้แต่จักรยานนั่นแหละ เหตุผลไม่มีอะไรมากไปกว่า เรื่องราวสมัยหกขวบ ที่ว่าคาเมะเคยเอาจักรยานสามล้อไปขับในแปลงปลูกผักของโรงเรียน จนกะหล่ำปลีอวบๆ บี้ เละ และราบเป็นหน้ากลอง
“กูรอกลับพร้อมชิโรตะเหมือนกัน” ไอ้เรียวรีบบอกทันที แล้วหลังจากนั้น คนอื่นๆก็พากันยกมือยกไม้ และบอกประโยคที่แปลความได้อย่างเดียวว่า ‘จะกลับพร้อมชิโรตะ’ ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องรอไอ้จุนโนะเล่นเกมให้เสร็จเสียก่อน
“จุนโนะ เมื่อไรมึงจะผ่านวะ กูเห็นมึงเล่นด่านนี้มาชั่วโมงนึงแล้ว” ไม่รู้จะไปไล่เอากับใคร ในเมื่อทุกคนรอไอ้ชิโรตะ แต่ชิโรตะรอไอ้จุนโนะคนเดียว คาเมะเลยต้องไปจัดการไอ้ตัวเป้งที่สุด
“ก็มันไม่ผ่าน ชิโรตะก็บอกมึงแล้ว ว่าถ้ามึงง่วง มึงหลับไปก่อน”
“กูก็บอกแล้วเหมือนกัน ว่าจะกลับไปหลับที่ห้องกู มึงรีบๆเล่นเลย” สั่งไม่พอ แต่ยังเอาเท้าไปเขี่ยขาคนกำลังใช้สมาธิกับเกมอีกต่างหาก และนั่นก็ทำให้จุนโนะสติหลุด จนพลาดบังคับเกมผิด และส่งผลให้ตัวละครในเกมตายเป็นครั้งที่ร้อยของชั่วโมงนี้
“อ้ากกกกกกกกกก ตายอีกแล้ว!!!” คาเมะมองคนโวยลั่นแล้วพ่นลมหายใจแรงๆ ก่อนจะพิงหลังกับผนักโซฟา เห็นมันตายบ่อยๆแบบนี้ แล้วคาเมะชักปลง
วันนี้กูจะได้กลับไปนอนที่ห้องกูมั้ยเนี่ย
……………………………………….
จินมองร่างบอบบางที่เอนแผ่ไปกับพนักโซฟา ก่อนจะเหลือบมองเพื่อนอีกเจ็ดชีวิตที่ค่อยๆลุกจากที่นั่งของตัวเองช้าๆ ไอ้จุนโนะที่นั่งอยู่หน้าโทรทัศน์หันมาพูดแบบไม่มีเสียงอ่านเป็นข้อความได้ว่า ‘กูทิ้งไว้แบบนี้ก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้กูมาเก็บเกมให้’ เป็นว่าจะรีบกลับแบบปัจจุบันทันด่วนเอาก็ตอนนี้ เพราะข้าวของทิ้งระเนระนาด ไม่มีใครอยากจะเก็บสักคน ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของห้องอย่างจินก็ไม่คิดจะให้เพื่อนทั้งหลายรักสะอาดหมายจะเก็บของให้เขาก่อนกลับเหมือนกัน
เดี๋ยวให้ห่ามมันตื่นขึ้นมาเห็นว่าพวกนี้จะกลับ แล้วมันร้องจะกลับตาม เรื่องจะยุ่งเข้าไปใหญ่
โคคิเดินเข้ามาตบไหล่เขาเบาๆเป็นเชิงลา ก่อนจะกระซิบบอก
“ถ้าคืนนี้มึงปล่อยให้มันรอด พวกกูตัดเพื่อน” ร่างสูงหยักยิ้มมุมปาก ไม่รับคำหรือปฏิเสธใดๆว่าเขาหวั่นเรื่องการตัดเพื่อนของมันหรือไม่ จัดการเดินไปส่งที่หน้าประตู พวกมันรีบลากลับกันแทบไม่ทัน กลัวใจไอ้คนรอจนหลับมันจะตื่นขึ้นมาขอกลับด้วยอีก ถ้ามันตื่นขึ้นมาเห็นว่าพวกนี้ทิ้งมันไปละก็ รับรองว่าห้องจินแตกยิ่งกว่าเจอแฟนไอ้ยูถล่มวงเหล้าแน่ๆ
ปิดประตูลงกลอนเรียบร้อยแล้ว จินก็หันกลับมายังคนที่นอนคอพับคออ่อนอยู่กับโซฟา เขาเดินเข้าไปหา จัดการอุ้มไอ้คนหลับยากตื่นยากขึ้นมาแนบอก ตัวมันก็แค่นี้ แขนก็แค่นี้ ขาก็แค่นี้ แล้วยังทำตัวซ่า ทำตัวห่ามให้เขาปวดหัวบ่อยๆ และน่าแปลกที่เขาก็ยอมมันทุกครั้ง จินบอกตามตรงว่าถ้าคืนนี้ไม่ได้ไอ้เพื่อนแสบเจ็ดตัวนั่น คาเมะคงไม่ได้ค้างห้องเขาหรอก
“ก็บอกแล้วว่าให้ค้าง เคยฟังที่พูดมั่งมั้ยคาเมะ” เขากระซิบกับใบหูเล็ก ลองว่ามันตื่นขึ้นมาตอนนี้ เขาก็ไม่ปล่อยมันกลับแล้ว บางที เขาควรจับมันขังไว้ในห้องนี้เลยตลอดชีวิต ไม่ต้องไปเห็นเดือนเห็นตะวันที่ไหน ไม่ต้องไปเจอโลกภายนอก แล้วสร้างเรื่องก่อปัญหาให้เขาปวดหัวบ่อยๆ เก็บมันไว้ในห้องนี้ ขังมันไว้ในห้องนี้ อยากทำแบบนั้น แต่ก็รู้ว่ามันไม่ยอม
“ทั้งดื้อทั้งรั้น เตือนก็ไม่ฟังสักอย่าง” เขาพึมพำ ขณะเดินอุ้มคนร่างบางเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะก้มลงจูบเบาๆที่ใบหูเล็ก และได้รับรู้รสสัมผัสเย็นๆที่ริมฝีปาก มันไม่ใช่สัมผัสของเนื้อนุ่ม ไม่ใช่รอยอุ่นของใบหู แต่มันเย็นเฉียบเหมือนเป็นอะไรสักอย่างที่….
…เป็นตุ้มหู…
จินก้มลงมอง ก่อนจะยิ้มบางกับตุ้มหูเล็กๆบนติ่งหูของคนในอ้อมแขน ตุ้มหูที่เขาให้สโนว์ไวท์ใส่ และสโนว์ไวท์รายนั้นก็ใส่มาจนถึงวันนี้
“ก็ว่าจะยอมให้พวกนั้นตัดเพื่อนหรอกนะคาซึยะ แต่ชอบทำตัวดื้อไม่ฟังคำเตือน แล้วยังมาใส่ตุ้มหูไว้ตลอดเวลาแบบนี้ ท่าทางจะยอมให้พวกนั้นตัดเพื่อนไม่ได้แล้ว” เขากระซิบกับหูของคนหลับ ก่อนจะค่อยๆวางร่างโปร่งลงกับเตียงนุ่ม
เกิดมาไม่เคยลักหลับใครสักที ลองสักหน ก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
………………………………………..
“อื้อ”
ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น คาเมะรู้สึกถึงความอึดอัด เป็นความอึดอัดที่ร้อนรุ่มเพราะคล้ายจะถูกกอดรัดด้วยอะไรบางอย่างที่ร้อนผ่าว และชวนให้หวั่นไหว สัมผัสแผ่วเบาประทับลงกลางหลัง ก่อนจะเคลื่อนย้ายไปมา ไล่ตั้งแต่เส้นรอยกระดูกสันหลังขึ้นไปถึงท้ายทอย แล้ววกกลับลงมากดหนักที่สะบักไหล่ ทำให้แม้จะง่วงแค่ไหน แต่ก็ต้องพยายามตั้งสติแล้วบังคับให้เปลือกตาที่ปิดสนิทต้องลืมขึ้นมาให้เห็นกับตา ว่าอะไรกันแน่ที่กำลังปลุกเขาจากการนอนในยามค่ำคืนแบบนี้
ร่างโปร่งก้มลงมองร่างกายตัวเองที่ถูกโอบรัด ภายใต้แสงสลัวจากโคมไฟบนโต๊ะข้างเตียง ทำให้พอจะมองเห็นว่า มือหนากำลังลูบไล้ ลงแรงหนักๆจากหน้าท้องเปลือยเปล่าขึ้นมาที่หน้าอก ในขณะที่แผ่นหลังรับสัมผัสของความอุ่นจัดที่เคลื่อนย้ายไปมา และมาจบที่การซุกไซ้อยู่กับซอกคอ
“ตื่นแล้วเหรอ” เสียงทุ้มกระซิบกับใบหู ยิ่งทำให้คนห่ามขนลุกเกรียวไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะเสียงมันหลอน แต่เพราะเสียงมันหื่นต่างหาก
“ปล่อยกูนะจิน!!” นึกโกรธตัวเองขึ้นมาทันใด ที่เผลอหลับจนถูกมันลอกคราบเสียตัวเปล่าไปหมดขนาดนี้ คาเมะไม่ต้องเลิกผ้าห่มขึ้นดู เพื่อให้เห็นคาตาว่าเบื้องล่างมีเสื้อผ้าสักชิ้นหรือไม่ เพราะสัมผัสบางอย่างที่เบียดแทรกอยู่ด้านหลังเขา บอกให้รู้ว่าไอ้จินมันหน้ามืดตามัว ถึงขนาดแก้ผ้าคนหลับ แล้วตามขึ้นมาทั้งเบียดทั้งไซ้แบบนี้
“ไม่ปล่อย บอกแล้วว่าให้ค้าง ก็ไม่ฟัง” ไอ้คนหื่นมันว่าอย่างนั้น แล้วยังเบียดเข้ามาอีก และเพราะมันยิ่งเบียด คาเมะก็เลยได้รับรู้ว่าร่างกายอีกฝ่ายเป็นอะไรมากน้อยแค่ไหน
บ้าเอ้ย!! มันแก้ผ้ากู! แต่ตัวมันเอง เสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์ครบชุดเนี่ยนะ!
“ปล่อยกูเด๊! กูเจ็บ!!” คาเมะยังโวยวายอาละวาดไม่หยุด แต่ทำอะไรได้นอกจากปากเก่งเสียที่ไหน ในเมื่อไอ้คนที่ยังกอดไม่ยอมปล่อยเสียที แถมหน้ามันก็ซุกอยู่แต่กับซอกคอเขา แล้วไม่ซุกอย่างเดียว มันเอาทั้งจมูก ทั้งปาก ทั้งคาง ไซ้ซอกคอ และไล่จูบลงมาที่ลาดไหล่ ก่อนจะกลับไปขบเบาๆที่ใบหู จนคาเมะสั่นไปทั้งร่าง เกิดมาเคยแต่ไซ้คนอื่น ไม่คิดมาก่อนว่าพอมาถูกคนอื่นไซ้แล้ว มันจะทำให้รู้สึกหวามไปทั้งตัวแบบนี้
“เจ็บตรงไหน หือ” เสียงทุ้มยังดังกระซิบให้คาเมะต้องข่มตาหนักๆเพื่อระงับความรู้สึกบางอย่างที่ถูกปลุกปั่นด้วยสัมผัสร้อนผ่าว นอกจากจมูกกับปากของจินที่ไม่ละห่างออกมาจากคอและไหล่ของเขาแล้ว มือมันทั้งสองข้างก็ไม่หลุดออกจากอกเขาเหมือนกัน ทั้งบีบทั้งลูบ และหนักข้อถึงขนาดจิกเบาๆที่ยอดอก ส่งผ่านความรู้สึกให้คาเมะต้องรีบกัดริมฝีปากเพื่อหยุดเสียงครางของตัวเอง เรื่องขาไม่ต้องพูดถึง ที่ทำให้คาเมะไปไหนไม่รอด ดิ้นหนีไม่ได้ ก็เพราะขามันข้างหนึ่งก่ายทับเขามาครึ่งตัว และเพราะมันก่ายแบบนั้น อะไรๆก็เลยแนบชิดไปเสียหมด
ถึงไอ้บ้าจินจะใส่กางเกงยีนส์ แต่จินน้อยของมันอ่อนแอที่ไหนล่ะ! ดันจนแทบจะทะลุออกมาเบียดก้นเขาอยู่แล้ว!!!!
“ไอ้หื่น ปล่อยกู!! อยากมากมึงไปห้องน้ำดิ! กูจะกลั…อื้อ!!!” จินไม่ปล่อยให้ไอ้ห่ามพูดนานไปกว่านั้น เขาจับบิดหน้าสวยๆทีเดียว มันก็หันมาให้เขาก้มลงไปจูบปิดปากบางๆนั่นทันที
“อื้อ!” คาเมะไม่อยากเคลิ้ม แม้มันจะชวนให้ลอยละลิ่วไปกับความรู้สึกหวานล้ำของจูบหนักแน่นที่อีกฝ่ายมอบให้ก็เถอะ แต่ร่างกายเขารับไม่ไหว แค่นี้ก็แทบจจะลุกไม่ขึ้นมาสองสามวันแล้ว ใครว่าคาเมะไม่อยากค้างกันล่ะ จริงอยู่ที่เขาออกจะท่ามาก ฟอร์มเยอะไปหน่อย แต่เขาก็มีช่วงเวลาที่อยากจะอยู่กับหมอนี่เหมือนกัน ถ้าไม่อยากอยู่กับมัน แล้วจะทำตัวเป็นเด็กกระจอกงอกง่อยไม่รู้จักวิธีใช้เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญทำไม ก็เพราะอยากอยู่กับมันให้นานขึ้นอีกนิด เลยต้องทำเป็นว่าซักผ้าเองไม่เป็น รีดผ้าเองไม่เป็น เเล้วต้องขนมาให้มันทำให้
ส่วนเรื่องแบบนั้น… ก็ขนาดเจอหน้ากันแทบทุกวัน เขายังอยากอยู่กับมันให้นานขึ้นเลย แล้วเรื่องนั้นเขาจะไม่อยากเชียวเหรอ ก็เพราะว่าอยากไง เพราะว่าอยากก็เลยค้างด้วยไม่ได้ มันยังเจ็บอยู่เลย ถ้าคราวนี้ทำอีก ท่าทางพรุ่งนี้คนที่โดดเรียนครบลิมิตมาตั้งแต่เปิดเทอมคงหมดสิทธิ์สอบเพราะโดดเรียนเกินแน่ๆ
“ทำไมดื้อแบบนี้” ร่างสูงผละออกมาถามคนดื้อด้าน ที่รั้นแม้กระทั่งยามถูกเขาจูบ จินสบดวงตาเรียวเล็กที่จ้องมองเขา ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น แววเล็กๆในดวงตาสีน้ำตาลส่อประกายบางอย่างที่จินไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดสามปีที่คบหาเป็นเพื่อนกันมา หรือแม้แต่ตอนที่เป็นคนรักกันแล้ว
แววตาประหลาดที่จินยอมรับว่าไม่เคยเห็นมาก่อนจากดวงตาที่ดีแต่ยั่วโมโหคนอื่นสม่ำเสมอ แววประกายที่คล้ายจะ…
คล้ายจะน้อยใจ…
ไม่สิ แววแบบนี้เขาเคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนที่มันหนีเขากลับไปบ้านต่างจังหวัด เพราะเข้าใจผิดคำพูดของเขา ครั้งนั้น มันก็น้อยใจ ใช่ มันน้อยใจ แล้วครั้งนี้ล่ะ มันน้อยใจเหมือนครั้งนั้นหรือ มันน้อยใจเรื่องอะไร
“ปล่อยกูสักที กูอึดอัด” ร่างโปร่งเบนหน้าหนี ไม่อยากแสดงให้รู้หรอกว่าบางที คาเมะก็อึดอัดเหมือนกัน น้อยใจเหมือนกัน สถานะเป็นคนรักมันค้ำคอ แต่ทั้งอย่างนั้น ไอ้คนที่ปากบอกว่าเป็นคนรักของเขากลับไม่เคยฟังเขาเลย มันนึกอยากจะบังคับอะไรมันก็บังคับ ขู่เอาขู่เอา เอาแต่เตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่มันเคยถามเขาสักคำมั้ย ว่าเขาพร้อมจะทำตามรึเปล่า เคยถามเหตุผลมั้ย ว่าทำไมเขาถึงดื้อกับมัน ไอ้เบื้อกจินไม่เคยสนใจอะไรทั้งนั้นแหละ!!!
“คาเมะ” จินรู้สึกแปลกๆกับทีท่าของคนที่อยู่ใต้ร่าง อาการหลบสายตาแบบนี้ไม่ใช่นิสัยของไอ้เด็กห่ามนิสัยเสียที่เขานึกรักเลย
“กูบอกให้ปล่อยไงเล่า!! กูจะกลับห้อง”
“ไม่ให้กลับ” เจ้าของห้องพลิกร่างโปร่งให้นอนหงาย ตรึงแขนสองข้างของคาเมะลงกับเตียงนอนกว้าง แต่ทั้งอย่างนั้น ใบหน้าที่เบือนหนีก็ยังไม่ยอมหันกลับมาสบตาเขา
“คาเมะ เป็นอะไร คุยกันให้รู้เรื่อง”
“มึงต่างหากที่ไม่รู้เรื่อง กูบอกว่าอยากกลับห้องโว๊ย!” คาเมะหันกลับมาด่าเข้าให้ แต่จินไม่มีอารมณ์จะต่อล้อต่อเถียง เขาถามเสียงเรียบย้อนกลับไป
“แล้วทำไมนอนที่นี่ไม่ได้” คนถูกถามนิ่งเงียบ เพราะไม่รู้จะตอบยังไง จะให้ตอบงั้นเหรอว่าเพราะรู้จุดประสงค์ของไอ้เจ้าของห้อง รู้ว่ามันอยากให้ค้าง เพราะอยากกอด แต่ร่างกายเขาไม่พร้อมนี่หว่า จะให้บอกได้ยังไงว่ากูเจ็บก้น ไม่พร้อมให้มึงจับกด จะให้บอกได้ยังไง ถึงจะห่ามแต่คาเมะก็อายเป็นเหมือนกันแหละ ไอ้เรื่องแบบนี้น่ะ!
“ก็…ก็… ก็ไม่อยาก! มึงจะบังคับอะไรกูนักหนาวะ ปล่อยกูสักทีได้มั้ย มึงทับจนกูจะแบนหมดแล้ว!!” จินส่ายหน้าระอากับเหตุผลของคนไม่มีเหตุผล เขาลุกขึ้นมานั่ง เพื่อระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีต่อคนดื้อด้าน มีแฟนแบบนี้นอกจากจะปวดประสาทเป็นรายวันแล้ว ยังชวนให้โมโหเป็นรายชั่วโมงด้วย เขาเหลือบมองไอ้คนที่ค่อยๆลุกขึ้นนั่งแล้วหมั่นเขี้ยวขึ้นมาตะหงิดๆ มันน่าตีจริงๆ อะไรที่อยากทำ มันต้องทำให้ได้ใช่มั้ย อยากจะกลับก็ต้องกลับให้ได้ เคยคิดบ้างมั้ยว่าใครเป็นห่วงมันบ้าง จะกลับไปอยู่คนเดียวได้ยังไง
คาเมะลุกขึ้นนั่งได้แล้วก็ก้มตัวลงไปหยิบกางเกงที่ตกอยู่ข้างเตียง เปิดโอกาสให้คนโมโหและหมั่นเขี้ยวเป็นทุนเดิมนึกอยากตีก้นเจ้าตัวดีขึ้นมา เลยพาดเพี๊ยะลงบนสะโพกมนที่อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา
“โอ้ย!!!” ร่างโปร่งหันควับกลับมามองเอาเรื่อง แล้วชกแขนจินไปที น้ำตาปริ่มเพราะความเจ็บแล่นริ้วขึ้นมาถึงขอบตา จินชะงักกึก เขารีบขยับเข้าไปหาคนที่ทำหน้าเบี้ยวเจ็บปวด
“เจ็บนะโว๊ย!! ตีมาได้ นึกว่าตีก้นวัวก้นควายรึไงวะ!!”
“แต่…” จินรู้ว่าตัวเองออกแรงแค่ไหน และก็รู้ว่าคาเมะทนได้แค่ไหน เขารู้ว่ามันไม่มีทางจะมาน้ำตาเล็ดกับเรื่องเจ็บเล็กเจ็บน้อยเพราะแค่ถูกตีแน่ๆ ขนาดเคยโดนไอ้ชิโรตะชกมาแล้ว มันยังไม่ร้องไห้สักแอะ แถมยังเตะผ่าหมากจนไอ้เพื่อนตัวโตล้มลงไปนอนครวญครางด้วยซ้ำ แล้วครั้งนี้มันอะไร
“แต่อะไรเล่า!!!” คาเมะเงยหน้าถามด้วยความหงุดหงิด ลืมไปแล้วว่าตัวเองต้องใส่เสื้อผ้า รอยระบมที่สะโพกยังส่งผลให้เขาอยากนั่งเฉยๆมากกว่าจะหาเรื่องลุกขึ้นเดินไปไหนมาไหน ตอนแรกก็ว่ามันทุเลาลงมากแล้ว พอจะซ่าได้แบบที่เคยทำเป็นกิจวัตร ไม่ให้ใครสงสัย แต่พอมาโดนตีเข้าที คาเมะก็บอกตามตรงว่ามันยังเจ็บ และยังไม่หายดี
ร่างสูงเงียบไป ขณะที่กวาดสายตามองร่างกายอีกฝ่าย ช่วงบนเปลือยเปล่า ในขณะที่เบื้องล่างมีกองผ้าห่มตวัดคลุมเอาไว้ แผ่นอกบางยังปรากฏรอยจูบแดงๆบนผิวเนื้อขาวๆ ที่ถึงแม้จะเริ่มจางลงไปแล้ว แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังพอจะมองเห็น มันเป็นรอยจูบที่เกิดจากเมื่อสองคืนก่อน ที่คาเมะมาค้างที่นี่ตามความต้องการของเขา เป็นความต้องการทางใจล้วนๆ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรให้มาค้าง นอกจากว่าเขาอยากกอดมันบนเตียง และก่ายทับด้วยร่างกายเปลือยเปล่า
จินจำได้ว่าคืนนั้นเขามัวเมาไปกับความรู้สึกที่ร่างผอมบางมอบให้แค่ไหน ยามตอดรัดให้ความรู้สึกดีแค่ไหน อารมณ์ต้องการมีมากแค่ไหน และจำได้แม้กระทั่งว่า เช้าวันต่อมา คาเมะถึงกับลุกจากเตียงไม่ขึ้นตลอดทั้งเช้านั้นเลย
และขนาดรอยจูบยังไม่ทันจาง แล้วสะโพกล่ะ…
หรือว่าที่คาเมะเจ็บจนร้องไห้ เป็นเพราะเขาตีลงที่สะโพกอย่างนั้นเหรอ
“คืนนี้นอนที่นี่” จินเอ่ยปาก ทำเอาคาเมะถึงกับเงยหน้ามองอ้าปากค้างตาโตกับนิสัยชอบบังคับของอีกฝ่าย อะไรของมันวะเนี่ย!! จะบังคับกันให้ได้เลยใช่มั้ย!!
“ยังไม่หายเจ็บใช่มั้ย งั้นลุกไปอาบน้ำ จะหายามาทาให้”
“ยาอะไร!!!” ก็ว่าจะด่าเรื่องที่มันช่างบังคับ แต่มาเจอศัตรูฟ้าประทานอย่าง ‘ยา’ เสียก่อน คาเมะเลยรีบจัดการเรื่องสำคัญที่สุด
จินมองหน้าคนตะโกนแผดเสียงดังลั่น แล้วก็ถึงคราวอึกอักขึ้นมาบ้าง ไม่รู้จะพูดแบบไหนว่าเป็นยาที่ใช้ทาเพื่อรักษาอาการบอบช้ำของร่างกายบางส่วน
“ยาเฉพาะที่ ไปอาบน้ำไป หรือจะให้อาบให้” เขาบอกคอนเซ็ปต์โดยกว้างของยา ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องด้วยการเอาเรื่องอาบน้ำขึ้นมาขู่
“อาบเอง! แต่ไม่ทายา” จะยาเฉพาะที่ ไม่เฉพาะที่ มันก็คือยาวันยังค่ำ คาเมะไม่มีทางมานั่งทายาอะไรนั่นแน่
“พูดมาก จะไปอาบน้ำดีๆ หรือจะให้ปล้ำก่อน แล้วค่อยไปอาบ” จินต้องยกเรื่องปล้ำขึ้นมาอ้างอีก คาเมะเลยได้แต่อ้าปากค้างอีกรอบ เถียงไม่ออกตามเคย ก่อนจะยอมฮึดฮัดลุกไปอาบน้ำแต่โดยดี แต่แม้จะยอมอาบน้ำ มันก็ยังฉวยผ้าห่มขึ้นมาพันเอวเดินลากเข้าห้องน้ำไป จินได้แต่มองตามแล้วส่ายหน้า ไม่รู้มันจะอายอะไร เคยเห็นมาตั้งแต่เข้าเรียนด้วยกันตอนปีหนึ่ง จนตอนนี้กลายเป็นคนรักกันแล้ว ยังจะมาทำหน้าบาง
จินปล่อยให้คาเมะเข้าไปอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย จัดแจงเอาเสื้อผ้าไปวางไว้ให้บนเคาท์เตอร์ข้างอ่างล้างหน้า ไอ้คาเมะมันประเภทไม่ชอบล็อคประตู ดังนั้นจะเข้าจะออกห้องน้ำ ไอ้คนที่หวงเนื้อหวงตัวถึงขนาดต้องเอาผ้าห่มพันร่าง ก็ไม่เห็นจะสนอกสนใจอะไรเลย จินล่ะปลงกับนิสัยแปลกๆของมันจริงๆ
ร่างสูงเตรียมเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัวให้เรียบร้อย จึงได้ออกไปหากล่องยาที่ตอนแรกไม่เคยคิดจะซื้อ แต่นับตั้งแต่เป็นเพื่อนกับคาเมะ เขาต้องไปควานหามาเก็บไว้ที่ห้องจนได้ นัยว่าถึงไอ้ตัวดีจะเกลียดยาเข้าไส้แค่ไหน แต่มันก็ซ่าจนมีแผลมาเรื่อยๆนั่นล่ะ จินได้ครีมทาแผลสดที่คาดว่าน่าจะพอใช้ได้มาหนึ่งหลอด ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้องนอน ทรุดตัวลงนั่งรอที่หน้าเตียง
แล้วพอได้ว่าง ก็เริ่มได้คิด…ทำไมมันถึงไม่บอกว่ามันยังเจ็บ หรือที่มันไม่ยอมค้าง เพราะมันรู้ว่าถ้าค้าง เขาคงอดใจไม่ไหวต้องกอดมันจนได้ แล้วมันจะยิ่งแย่กันเข้าไปใหญ่ เจ้าบ้านั่นคิดว่าเขาหื่นแล้วหน้ามืดตามัวไม่ฟังอะไรรึไง ถ้ามันบอกสักคำว่าไม่พร้อม เขาจะไม่ว่าอะไรเลย จะดูแลมันอย่างดีเสียด้วยซ้ำ แล้วนี่มันบอกมั้ย นอกจากจะไม่บอกแล้วยังมาน้อยใจอีก ก็ใครมันจะไปรู้วะ ว่ายังไม่หายดี
เสียงน้ำหยุดไหลไปแล้ว มันเงียบไปพักใหญ่ๆ ประตูห้องน้ำถึงได้เปิดออกมา พร้อมกับคนที่สวมเสื้อผ้าชุดใหม่เรียบร้อย นี่ยังดี ที่มันเอาเสื้อผ้ามันมาให้เขารีดเมื่อตอนเย็น ไม่งั้นมันก็ต้องยืมเสื้อผ้าเขาอีก แล้วเวลามันยืมทีก็ไม่เคยคืน มันว่ามันใส่แล้ว ไม่ชอบให้ใครใส่ต่อจากมัน นิสัยแบบนี้ก็มีด้วย ประเภทใช้ของคนอื่นก็ถือว่าเป็นของตัวเองเนี่ย
“ถอดกางเกง แล้วขึ้นมานอนบนเตียง” จินลุกขึ้นสั่งง่ายๆ เหมือนสั่งให้คาเมะกินข้าว
“มึงจะบ้าเหรอ!!!” คนถูกสั่งถึงกับตาโตร้องเสียงลั่น ถึงจะห่าม ถึงจะห้าว แต่ก็ไม่บ้าพอจะทำตามที่มันสั่งหรอก หนึ่งคือคาเมะเกลียดยา อย่างที่บอกไปแล้ว ไม่ว่ายากินยาทา คาเมะก็ไม่เคยอยากจะอยู่ร่วมโลกกับมันหรอก!! และสอง คาเมะไม่ใช่ผู้ชายประเภทที่กระโดดขึ้นเตียงง่ายๆแบบที่มันสั่งนะเว้ย!!!
“ดื้อชะมัด งั้นก็ไม่ต้องนอน” ร่างสูงเดินเข้าไปหา แต่คาเมะก็พร้อมจะหนี ทว่า มีหรือที่จินจะปล่อยให้คาเมะหลุดมือไปได้ เขาคว้าเอวเล็กเอาไว้ แล้วจับพลิกกาย หันหน้าสวยๆเข้าไปเบียดผนังห้อง ก่อนจะตามทับด้วยร่างกายของตัวเอง กลายเป็นว่าคาเมะตกอยู่ระหว่างผนังและร่างกายของ อาคานิชิ จิน
“มึงจะทำอะไรน่ะจิน!!! มึงอย่าบ้านะ!!!” คาเมะทำอะไรไม่ได้นอกจากโวยวาย เพิ่งรู้ก็วันนี้เอง ว่าที่เคยแกล้งมันสำเร็จมาตลอด ไม่ใช่เพราะว่าตัวเองเก่ง ตัวเองแรงเยอะกว่ามัน แต่เป็นเพราะมันยอมออมแรงให้ต่างหาก
ร่างหนาแนบซ้ำเบียดให้คาเมะตกอยู่ใต้ร่างและแนบชิดอยู่กับผนังเย็นเฉียบ ในขณะที่มือร้อนผ่าวถูกส่งลงเบื้องล่าง กระตุกทีเดียว กางเกงขาสั้นก็หลุดจากการเกาะสะโพกแบบหมิ่นเหม่ลงไปกองที่ข้อเท้า
“ไอ้!!!” จินไม่ปล่อยให้คาเมะโวยวายแบบที่อาจเรียกข้างห้องออกมาด่า เขารีบจูบปิดปากเสียก่อน ในขณะที่มือซ้ายที่ถือหลอดยา หมุนฝาเปิดด้วยปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้ง ก่อนจะป้ายเนื้อครีมเย็นๆลงกับนิ้วชี้ของอีกมือ
ร่างสูงจูบซ้ำ ย้ำอยู่กับกลีบปากบาง ก่อนจะส่งปลายลิ้นเข้าสู่โพรงปากร้อน ชักชวนให้หวั่นไหวไปกับรสจูบเรียกร้องที่ร้อนผ่าวนั่น คาเมะอยากห้ามสุดใจ เพราะความปวดหนึบยังสะท้านทุกการเคลื่อนไหว แต่ริมฝีปากหนาที่ขยับไปมาอยู่บนกลีบปากเขาก็ชวนให้หัวใจไม่รักดี ยอมจำนนโอนอ่อน ถึงขนาดยอมให้อีกฝ่ายบุกรุกเข้ามาด้วยปลายลิ้น แล้วขมวดตอดรัดลิ้นเขาเอาไว้ คาเมะลืมวันลืมเวลา ลืมแม้กระทั่งว่าร่างกายเบื้องล่างของตัวองอยู่ในสภาพแบบใด มัวเมาไปกับรสจูบที่อีกฝ่ายปรนเปรอ มันมากพอจะทำให้คาเมะขาดอากาศหายใจ แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังหยัดหน้าขึ้นรับรอยอุ่นที่ทาบทับลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง….
… สัมผัสเย็นเฉียบที่ร่องสะโพกวิ่งขึ้นมากลางใจ
คาเมะตาเบิกโพลง พยายามสะบัดหน้าให้หลุดจากจูบยาวนานนั่น แต่ก็ต้องรอจนจินยอมถอนออกมานั่นแหละ กลีบปากสีเรื่อถึงได้เป็นอิสระ
“มึงทำอะไรวะ!!!” ร่างสูงถอยออกมาเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงเก็บหลอดยาและฝาที่ตกอยู่บนพื้น แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมาตอบ
“ทายา ใส่กางเกงซะ แล้วไปนอน” จินไม่มีทีท่าอะไรเลย แถมยังเดินออกจากห้องไปแบบไม่สนใจอะไรอีก ทิ้งให้คาเมะได้แต่หงุดหงิดอยู่เบื้องหลัง
ไอ้…ไอ้หื่น!! ไอ้บ้าเอ้ย!!
แล้วทำอะไรมันได้ที่ไหนล่ะ สุดท้ายคาเมะก็ต้องรีบดึงกางเกงขึ้นมาใส่ตามเดิม แล้วปีนขึ้นไปนอนขดบนเตียงด้วยความโมโห ตวัดผ้าห่มทั้งหมดเป็นของตัวเองคนเดียว ก็ในเมื่อไอ้บ้านั่นมันอยากทำให้คาเมะโมโหดีนัก งั้นคืนนี้ก็นอนหนาวไปนั่นแหละ!! แล้วอย่าหวังว่าหลังจากนี้คาเมะจะยอมให้มันจูบจนเคลิ้มอีก แถมดีไม่ดี กูจะปล้ำมึงให้ได้ คอยดู!!!!
……………………..
จินเก็บยาเรียบร้อย ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้ง เขามองคนที่ขดตัวกลมอยู่ใต้ผ้าห่มแล้วอมยิ้ม บางทีคาเมะมันก็มีมุมอายแบบน่ารักอยู่บ้าง อย่างน้อยก็พอจะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นแฟนที่มีน้ำยาพอจะทำให้อีกฝ่ายเขินอายจนต้องขดตัวกลมเป็นแมวอยู่ใต้ผ้าห่มแบบนี้ ร่างสูงเดินเข้าห้องน้ำอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนเรียบร้อย ก็ปีนขึ้นเตียงไปนอนเคียงข้างคนที่ลืมตัวไม่ดื้อรั้นจะกลับไปนอนห้องมันอีก และในเมื่อเขาได้ไอ้คนดื้อมานอนข้างกายทั้งที จินจะปล่อยโอกาสไม่นอนกอดได้เหรอ
“เฮ้ย!! ทำอะไรของมึงอีกเนี่ย!!” คาเมะลืมตาโพลงด้วยความตกใจ เมื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกคนที่นอนอยู่เคียงข้างพลิกมากอดรัดแถมก่ายขาหมดโอกาสดิ้นหนี
“ก็เล่นเอาผ้าห่มไปห่มคนเดียว ฉันก็หนาวน่ะสิ เลยอยากกอดใครบางคนให้อุ่น”
“ก็ไปกอดคนอื่นดิ!!”
“ยอมเหรอ?” เจอย้อนถามไปแบบนี้ ไอ้คนปากเก่งที่เคยห่าม ยอมอะไรก็ได้ไปเสียทุกเรื่องที่คิดว่าไม่สำคัญก็เริ่มอยากจะถอนคำพูดของตัวเองเสียแล้ว ยอมได้เหรอที่จะให้อ้อมกอดอุ่นๆนี้ไปกอดใครคนอื่น ยอมได้เหรอที่จะให้ใครนอกจากเขาได้ซุกอยู่ในอ้อมกอดแข็งแรงแบบนี้
“ไม่ยอม” คำตอบเบาจนน่าใจหาย เบาจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นคำพูดของคนช่างโวยวาย และรักการโหวกเหวกเป็นชีวิตจิตใจ
“ฉันเองก็ไม่ยอมให้คาซึยะไปถูกใครกอดเหมือนกัน” จินบอกเสียงทุ้มนุ่ม ยิ้มบางในความมืด ก่อนจะผงกหัวขึ้นมาจูบเบาๆที่ติ่งหู รสสัมผัสเย็นๆของโลหะชิ้นเล็กยังซึมซับได้ บอกให้รู้ว่าแม้กระทั่งยามนอน คาเมะก็ไม่ยอมถอดตุ้มหูที่เขาใส่ให้
“คาซึยะ” ภายในห้องที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่วเบา ร่างบางในอ้อมแขนขยับตัวเล็กน้อยเป็นการขานรับการเรียกชื่อนั้น
“ทีหลัง ถ้าไม่พร้อมก็บอกตรงๆ อย่าอ้างเรื่องนั้นเรื่องนี้ ได้รึเปล่า”
“อืม”
“นอนเถอะ พรุ่งนี้เรียนเก้าโมง เดี๋ยวตื่นไม่ไหว”
“อืม”
“เอ่อ จิน”
“หือ”
“ราตรีสวัสดิ์” ร่างสูงนิ่งไปพักกับคำพูดที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากคนที่ได้ชื่อว่า ห่ามที่สุดในคณะ เขายิ้มบางในความมืด แล้วผงกหัวขึ้นมาจูบหนักๆลงกับขมับของอีกฝ่าย
“ราตรีสวัสดิ์ คาซึยะ” เขาบอกเสียงเบา ก่อนจะทรุดลงนอนกอดคนร่างบางใต้ผ้าห่มผืนหนา
คำเตือน จินยอมรับว่าเพราะคำเตือน เขากับคาเมะถึงได้เดินมายังจุดที่เขาเองก็ยังคาดไม่ถึง แต่เพราะคำเตือน ถึงได้ทำให้คาเมะน้อยใจจนไม่ยอมมองหน้าเขา บางที เขาควรจะลด ละ คำเตือนเสียบ้าง ถึงคาเมะจะห่ามไปสักหน่อย แต่จินเชื่อว่าสิ่งที่เขาแสดงออกให้มันรู้ว่าเขารักมันมากแค่ไหน แคร์มันมากแค่ไหน จะเป็นตัวประคับประคองให้มันเรียนรู้วิธีแสดงความรักกลับมาบ้าง
เอาแค่เล็กน้อยก่อนก็ได้ เริ่มจากคำว่า ราตรีสวัสดิ์ อรุณสวัสดิ์ หรืออะไรก็ได้
จินไม่ได้หวังอะไรไว้มากนัก เพราะรู้ว่าเขารักคนแบบไหน มันอาจจะยากไปบ้าง แต่จินเชื่อว่าไอ้คนที่ได้ชื่อว่าห่าม ก็มีมุมหวานที่ชวนให้หวั่นไหวไม่ต่างจากคนอื่นหรอก
เอ… แต่ถ้ามันไม่หวานสักที
ถึงเวลานั้น เขาค่อยเตือนมันใหม่ก็ได้นี่
“จิน…กูร้อน มึงจะกอดกูอีกนานแค่ไหน”
หรือไม่งั้น เขาก็ควรเตือนมันตั้งแต่ตอนนี้เลยดีมั้ย ห่ามๆแบบนี้ หัวทึบแบบนี้ ไม่ค่อยสนใครแบบนี้ จินไม่ควรลด ละ คำเตือนหรอก
“บอกว่าให้นอนได้แล้ว หรือต้องให้ทำอะไรเป็นการเตือนห๊ะ!!”
“น…นอน… นอนก็นอนดิ!! กูไม่ร้อนก็ได้!!”
ไม่ได้ฟังคำว่า เตือน ท่าทางมันจะนอนไม่หลับ ไอ้เด็กห่ามเอ้ย!!!!!
FIN
แรงบันดาลใจจาก เบื้องหลังการถ่ายทำเรื่อง Takumi kun Series II ขอบคุณมากๆค่ะ
JIN X KAME
By : Dezair
……………………………….
...เคยบอกแล้ว... เคยเตือนแล้ว...บอกจนปากจะฉีก เตือนจนปากเปียกปากแฉะ...
แล้วมันเคยฟังมั้ย เคยทำตามที่บอกมั้ย นอกจากจะไม่เคยแล้ว แม่งยังเป็นประเภทยิ่งดุยิ่งทำ ยิ่งยุยิ่งกวน
ดื้ออะไรอย่างงี้วะ เตือนก็ไม่ฟัง บอกก็ไม่ฟัง เดี๋ยวกูจูบสักทีให้สำนึกดีมั้ยห๊ะ!!!!
………………………………
“ทำไมต้องค้างห้องมึง ไม่เอา กูจะกลับไปนอนห้องกู” คาเมนาชิ คาซึยะ นิสิตปีสาม คณะเศรษฐศาสตร์ เจ้าของฉายาน้องห่าม เอ่ยปากง่ายๆ ตอนเกือบจะเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว ส่งผลให้ห้องพักของเพื่อนสนิทที่ขยับฐานะเป็นคนรัก ซึ่งเคยครึกครื้นไปด้วยเสียงเฮฮาของเหล่าเจ็ดแสบร่วมกลุ่มเงียบลงทันที
ก็ไม่ได้ตั้งใจจะฟังไอ้พี่โหดน้องห่ามมันคุยกันหรอก แต่พ่อแม่สอนมาให้มีมารยาท เวลาคนอื่นพูด เราต้องเงียบ
“แล้วจะกลับยังไง นี่มันจะเที่ยงคืนแล้ว” เขาว่าเรื่องผัวๆเมียๆไม่ควรเอามือเข้าไปสอด เพื่อนสนิททั้งเจ็ดเลยต้องปล่อยให้ผัวดุเมียเอาเอง ซึ่งก็ไม่รู้จะดุได้มากน้อยแค่ไหน เพราะขึ้นชื่อว่าเมียแล้ว มักจะเอาอารมณ์มาก่อนเหตุผลเสมอ และแน่นอนว่ายึดมั่นถือมั่นเชื่อว่าตัวเองถูก แบบที่ถึงแม้จะมารู้ตัวว่าผิดเอาทีหลัง ก็ยังแถเอาสีข้างถู ไปทั้งน้ำขุ่นๆว่า ‘ก็…กูไม่รู๊! (เสียงสูงปี้ด)’
“ไอ้พวกนี้กลับได้ ทำไมกูจะกลับไม่ได้” นั่นไง ไอ้ ‘เมีย’ มันเริ่มเถียงข้างๆคูๆ แถมยกเพื่อนอีกเจ็ดที่หมายมั่นจะทำตัวเป็นผู้ไม่อยู่ในเหตุการณ์ มาเป็นข้ออ้างอีกต่างหาก ซึ่งโดยปกติแล้ว ก็ควรจะถามกันก่อนบ้าง ว่าพร้อมจะยอมเป็นแหล่งอ้างอิงให้หรือไม่ แต่ก็นั่นแหละ!! ทำอะไรแบบมนุษย์เขาทำกัน มันใช่ไอ้คาเมะเสียที่ไหนเล่า
“มันคนละทาง”
“ก็แน่ดิ กูไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับพวกมันนี่หว่า ถึงจะได้กลับทางเดียวกัน” เห็นมั้ยล่ะ ฟังคำเถียงของน้องห่ามมันเถอะ มีคู่เถียงแบบนี้ เป็นใครก็ปวดหัวกันทั้งนั้น
“คาเมะ กูว่ามึงฟังที่ไอ้จินพูดก็ดีนะเว้ย นี่มันจะเที่ยงคืนแล้ว มึงจะกลับคนเดียวได้ไง รถมึงก็ไม่มี มอ’ไซค์มึงก็ไม่มี แล้วอีกอย่าง มึงก็น่าจะสงสารมันมั่ง มาใช้งานมันเสร็จ แล้วมึงก็จะกลับเนี่ยนะ”
… อย่างนี้เรียกลูบหลังก่อน แล้วกระโดดถีบหัวส่งชัดๆ… นิชิคิโด เรียวไม่กล้าพูดในส่วนที่คิด แต่เขาก็ถือว่าช่วยพูดให้แล้วในส่วนหนึ่ง เพื่อบรรเทาความไม่สบอารมณ์ของเพื่อนร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกขมวดคิ้วมุ่น เรียวว่าเป็นใครก็ไม่สบอารมณ์ทั้งนั้น ที่มีแฟนนิสัยแบบไอ้คาเมะคนนี้ มันนิสัยยังไงน่ะเหรอ
เรียวจะเล่าให้ฟัง…
วันนี้ หลังจากจบคาบเรียนสุดท้ายตอนสี่โมงเย็น ไอ้ห่ามมันก็เกาะหนึบแฟนหนุ่มของมัน หรือก็คือไอ้จิน ขอติดสอยห้อยตามกลับมาที่ห้องพักของไอ้จินด้วย
พวกเขาก็นึกว่ามันจะรักแฟนขึ้นมากระทันหัน อยากจะกุ๊กกิ๊กกระหนุงกระหนิง แต่ที่ไหนได้ จุดประสงค์ของมันก็แค่ต้องการคนซักผ้า รีดผ้า และทำกับข้าวให้ เนื่องจากน้องชายที่แสนรักยิ่งของมันไม่อยู่ ไปเที่ยวกับแฟนสาวแบบทิ้งพี่ทิ้งเชื้อ ข้าวปลาอาหาร เสื้อผ้า ที่นอนไม่ได้เตรียมไว้ให้คาเมะมีชีวิตรอดไปถึงวันพรุ่งนี้ ไอ้คนถูกน้องทิ้งเลยต้องดิ้นรนช่วยตัวเองด้วยการเอาตัวซกมก เสื้อผ้าโทรมๆ และหน้าตาแห้งเหือดหิ้วกระเป๋าเป้มาหาไอ้คนที่ทำกับข้าวอร่อย ทำงานบ้านเป็นเลิศอย่าง อาคานิชิ จิน
แน่นอนว่าเพื่อนทั้งเจ็ดรับรู้ความโชคร้าย โหดร้าย และอะไรร้ายๆที่จินได้รับแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งพวกเขาก็พยายามช่วยพูดให้คาเมะได้สำนึกตั้งแต่อยู่มหา’ลัยแล้ว ว่าแฟนไม่ได้มีเอาไว้เป็นทาสส่วนบุคคล แต่มันก็ดูเหมือนจะไม่แยแสนัก เพราะถ้ามันแยแส ป่านนี้มันคงไม่มายืนเถียงปาวๆ เรียกร้องจะกลับหอ หลังจากใช้งานไอ้จินเยี่ยงทาสเสร็จหร๊อก!!
“จะกลับไปได้ยังไง ยูยะก็ไม่อยู่ไม่ใช่เหรอ” จินถามเสียงหงุดหงิด หงุดหงิดที่มันจะกลับไปนอนคนเดียว หงุดหงิดที่มันไม่ฟังความต้องการของเขา ที่อยากให้มันค้างที่นี่ ดึกขนาดนี้แล้วจะกลับคนเดียวได้ยังไง รถก็ขับไม่เป็น มอเตอร์ไซค์ก็ขี่ไม่เป็น มันไม่มีทางนั่งแท็กซี่อยู่แล้ว ไอ้คาเมะขี้งกอย่างกับอะไร มีทางเดียวนั่นแหละ เดี๋ยวมันก็ใช้ให้เขาไปส่งมันอีกจนได้ ไม่ใช่ไม่อยากส่งมัน แต่จินอยากให้มันค้างที่นี่มากกว่า เขาไม่อยากให้มันกลับไปนอนคนเดียว ถึงมันจะเป็นแบบนี้ ปากแบบนี้ นิสัยแบบนี้ แต่เขาก็เป็นห่วง
“กูโตแล้วนะจิน กูอยู่ได้ ไม่ใช่ว่าไอ้ยูยะไม่อยู่แล้วกูจะตายนี่หว่า”
“ปากดีบอกว่าน้องไม่อยู่แล้วไม่ตาย แต่ต้องถ่อมาให้ไอ้จินทำนั่นทำนี่ให้เนี่ยนะ” ยูอิจิอดไม่ได้ เลยหันไปกระซิบกระซาบกับจิมมี่ที่นั่งข้างๆ ผลที่ได้คือไอ้ห่ามมันหูดีมากพอจนตวัดสายตากลับมาจิกหนึ่งที ยูอิจิเลยเงียบ และต้องนั่งท่องว่าผัวเมียทะเลาะกัน กูไม่เกี่ยว
“กูจะกลับก็คือกูจะกลับ อ่านปากกูออกมั้ย กูจะกลับไปนอนที่ห้องกู ถ้ามึงไม่ไปส่ง เดี๋ยวกูให้ชิโรตะแวะไปส่งก็ได้” หลังจากจิกตาใส่ยูไปหนึ่งที คาเมะก็หันกลับมาพูดง่ายๆ ทั้งๆที่ไม่ถามสักคำว่าชิโรตะพร้อมจะส่งรึไม่ เรื่องเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของโลกนี่มันถนัดเป็นพิเศษจริงๆ
“งั้นก็ตามใจ!” จินชักโมโห และไม่อยากจะคุยด้วยแล้ว ในเมื่อคาเมะไม่ฟังคำพูดของเขา ไม่คิดว่าเขาจะห่วง เขาก็จะไม่ห้าม อยากกลับก็กลับ มีตัวเลือกเยอะนักนี่ ไม่มีเขาก็ได้ ไม่เป็นไรอย่างนั้นหรือ แล้วใครกันที่เมื่อตอนเย็นมันขนเสื้อผ้ามาให้เขาซัก ให้เขารีด ใครกันที่เอาหน้าหงอยๆมาขอให้เขาทำกับข้าวให้มันกิน พอมันอิ่ม พอมันได้ทุกอย่างที่มันต้องการ มันก็ไป นิสัยเสียแก้ไม่หาย!!
“ก็ต้องงั้นอยู่แล้ว จะให้กูตามใจมึงรึไง บ้าเปล่าวะ แล้วยังจะมาทำหน้าโมโหกูอีก” ร่างสูงไม่อยู่รอฟังคำโวยวายของคนรักที่ดูเหมือนจะเป็นคนรักแค่สถานะเท่านั้น เรื่องอื่นๆและอื่นๆไม่ใกล้เคียงคำว่าคู่รักเลย
เขาหมุนตัวเดินหนีกลับเข้าไปในครัว ปล่อยให้ไอ้ตัวดีจอมห่ามยังนั่งท่ามกลางวงเพื่อนต่อไปแบบไม่สำนึก ในขณะที่เพื่อนทั้งเจ็ดนึกสงสารจินขึ้นมาตะหงิดๆ ก่อนที่โคคิและยูอิจิจะลุกขึ้นเดินตามเจ้าของห้องไป ทิ้งเพื่อนอีกห้าเอาไว้อบรมคนที่ยังนั่งกินผลไม้ไม่ใส่ใจอะไร
“คาเมะ ไอ้จินมันไม่ใช่ทาสมึงนะเว้ย มาใช้มันเสร็จแล้วก็ทิ้งมันเนี่ย” จิมมี่บอกเสียงเบา ในใจก็ได้แต่บอกว่าจินมันคงทำบุญมาน้อย มันถึงได้คนรักนิสัยดีเยี่ยมเกรดเอแถมใบรับประกันแบบนี้
“ก็ไม่ใช่น่ะสิ ถ้ามันเป็นทาสกู กูเรียกให้มันไปจัดการเสื้อผ้าให้กูตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ไม่รอมาถึงวันนี้แล้วเป็นคนแบกของมาหามันเองหรอก” อ้อ นี่อัพเกรดจากทาสขึ้นมาแล้วสินะ เพราะมึงเป็นฝ่ายเสียสละมาหาเอง
“มึงบอกว่าไม่ได้เป็นทาส แต่มึงใช้ให้มันรีดแม้กระทั่งกางเกงนอนมึงเนี่ยนะ!!!” โคยามะร้องถามเสียงสูง ก่อนจะรีบปิดปากตัวเอง เมื่อเห็นสายตาดุๆของโคคิที่ตวัดควับมาจากห้องครัว ดูเหมือนในนั้นไอ้สองเพื่อนซี้ โคคิและยูอิจิกำลังปฏิบัติการปลอบใจเจ้าของห้องดวงซวยที่มีแฟนเส็งเคร็งกันอยู่
“กูจะให้มันรีดกางเกงในด้วยแล้ว แต่กลัวพวกมึงด่ากู” เพื่อนอีกห้าทำหน้าเข้าใจขึ้นมาพร้อมกัน ยังดีที่พวกเขาพอจะมีบารมีให้ไอ้คาเมะเกรงใจอยู่บ้าง จนมันไม่เอากางเกงในมาให้แฟนมันรีดให้ นับเป็นบุญของไอ้จินมันละนะ ที่มีพวกเขาไว้คอยเป็นไม้กันหมาห่ามๆอย่างไอ้คาเมะนี่
“แล้วมึงจะกลับกี่โมงวะ ชิโรตะ กูง่วงแล้วนะ” คาเมะส่งผลไม้ชิ้นสุดท้ายในจานเข้าปากเคี้ยวกร๊วบๆ ก่อนจะหันไปถามเพื่อนเจ้าของรถที่หมายตาจะทำตัวเป็นปลิงเกาะติดกลับห้องพักด้วย
“กูยังไม่ง่วงเลย ไอ้จุนโนะก็ยังเล่นเกมไม่เสร็จ มึงรอมันเล่นให้จบก่อนดิ ถ้ามึงง่วง มึงหลับรอก็ได้ เดี๋ยวจะกลับแล้วพวกกูปลุก” คำพูดของชิโรตะทำเอาคาเมะต้องเหลือบตามองจุนโนะที่ยังเล่นเกมไม่ผ่านสักทีมาสามชั่วโมงเข้าไปแล้ว ถ้าจะให้มันน็อคเกมก่อนแล้วค่อยกลับ ดูท่าว่าเขาคงต้องค้างที่นี่แหง
“แล้วพวกมึงอ่ะ” เห็นทีต้องพึ่งคนอื่น คาเมะไม่เคยพึ่งตัวเองอยู่แล้ว เขาไม่มีรถ เพราะขับไม่เป็น หรือถึงขับเป็น ไอ้ห่ามตัวดีก็รู้แก่ใจว่าแม่ไม่ซื้อให้แม้แต่จักรยานนั่นแหละ เหตุผลไม่มีอะไรมากไปกว่า เรื่องราวสมัยหกขวบ ที่ว่าคาเมะเคยเอาจักรยานสามล้อไปขับในแปลงปลูกผักของโรงเรียน จนกะหล่ำปลีอวบๆ บี้ เละ และราบเป็นหน้ากลอง
“กูรอกลับพร้อมชิโรตะเหมือนกัน” ไอ้เรียวรีบบอกทันที แล้วหลังจากนั้น คนอื่นๆก็พากันยกมือยกไม้ และบอกประโยคที่แปลความได้อย่างเดียวว่า ‘จะกลับพร้อมชิโรตะ’ ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องรอไอ้จุนโนะเล่นเกมให้เสร็จเสียก่อน
“จุนโนะ เมื่อไรมึงจะผ่านวะ กูเห็นมึงเล่นด่านนี้มาชั่วโมงนึงแล้ว” ไม่รู้จะไปไล่เอากับใคร ในเมื่อทุกคนรอไอ้ชิโรตะ แต่ชิโรตะรอไอ้จุนโนะคนเดียว คาเมะเลยต้องไปจัดการไอ้ตัวเป้งที่สุด
“ก็มันไม่ผ่าน ชิโรตะก็บอกมึงแล้ว ว่าถ้ามึงง่วง มึงหลับไปก่อน”
“กูก็บอกแล้วเหมือนกัน ว่าจะกลับไปหลับที่ห้องกู มึงรีบๆเล่นเลย” สั่งไม่พอ แต่ยังเอาเท้าไปเขี่ยขาคนกำลังใช้สมาธิกับเกมอีกต่างหาก และนั่นก็ทำให้จุนโนะสติหลุด จนพลาดบังคับเกมผิด และส่งผลให้ตัวละครในเกมตายเป็นครั้งที่ร้อยของชั่วโมงนี้
“อ้ากกกกกกกกกก ตายอีกแล้ว!!!” คาเมะมองคนโวยลั่นแล้วพ่นลมหายใจแรงๆ ก่อนจะพิงหลังกับผนักโซฟา เห็นมันตายบ่อยๆแบบนี้ แล้วคาเมะชักปลง
วันนี้กูจะได้กลับไปนอนที่ห้องกูมั้ยเนี่ย
……………………………………….
จินมองร่างบอบบางที่เอนแผ่ไปกับพนักโซฟา ก่อนจะเหลือบมองเพื่อนอีกเจ็ดชีวิตที่ค่อยๆลุกจากที่นั่งของตัวเองช้าๆ ไอ้จุนโนะที่นั่งอยู่หน้าโทรทัศน์หันมาพูดแบบไม่มีเสียงอ่านเป็นข้อความได้ว่า ‘กูทิ้งไว้แบบนี้ก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้กูมาเก็บเกมให้’ เป็นว่าจะรีบกลับแบบปัจจุบันทันด่วนเอาก็ตอนนี้ เพราะข้าวของทิ้งระเนระนาด ไม่มีใครอยากจะเก็บสักคน ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าของห้องอย่างจินก็ไม่คิดจะให้เพื่อนทั้งหลายรักสะอาดหมายจะเก็บของให้เขาก่อนกลับเหมือนกัน
เดี๋ยวให้ห่ามมันตื่นขึ้นมาเห็นว่าพวกนี้จะกลับ แล้วมันร้องจะกลับตาม เรื่องจะยุ่งเข้าไปใหญ่
โคคิเดินเข้ามาตบไหล่เขาเบาๆเป็นเชิงลา ก่อนจะกระซิบบอก
“ถ้าคืนนี้มึงปล่อยให้มันรอด พวกกูตัดเพื่อน” ร่างสูงหยักยิ้มมุมปาก ไม่รับคำหรือปฏิเสธใดๆว่าเขาหวั่นเรื่องการตัดเพื่อนของมันหรือไม่ จัดการเดินไปส่งที่หน้าประตู พวกมันรีบลากลับกันแทบไม่ทัน กลัวใจไอ้คนรอจนหลับมันจะตื่นขึ้นมาขอกลับด้วยอีก ถ้ามันตื่นขึ้นมาเห็นว่าพวกนี้ทิ้งมันไปละก็ รับรองว่าห้องจินแตกยิ่งกว่าเจอแฟนไอ้ยูถล่มวงเหล้าแน่ๆ
ปิดประตูลงกลอนเรียบร้อยแล้ว จินก็หันกลับมายังคนที่นอนคอพับคออ่อนอยู่กับโซฟา เขาเดินเข้าไปหา จัดการอุ้มไอ้คนหลับยากตื่นยากขึ้นมาแนบอก ตัวมันก็แค่นี้ แขนก็แค่นี้ ขาก็แค่นี้ แล้วยังทำตัวซ่า ทำตัวห่ามให้เขาปวดหัวบ่อยๆ และน่าแปลกที่เขาก็ยอมมันทุกครั้ง จินบอกตามตรงว่าถ้าคืนนี้ไม่ได้ไอ้เพื่อนแสบเจ็ดตัวนั่น คาเมะคงไม่ได้ค้างห้องเขาหรอก
“ก็บอกแล้วว่าให้ค้าง เคยฟังที่พูดมั่งมั้ยคาเมะ” เขากระซิบกับใบหูเล็ก ลองว่ามันตื่นขึ้นมาตอนนี้ เขาก็ไม่ปล่อยมันกลับแล้ว บางที เขาควรจับมันขังไว้ในห้องนี้เลยตลอดชีวิต ไม่ต้องไปเห็นเดือนเห็นตะวันที่ไหน ไม่ต้องไปเจอโลกภายนอก แล้วสร้างเรื่องก่อปัญหาให้เขาปวดหัวบ่อยๆ เก็บมันไว้ในห้องนี้ ขังมันไว้ในห้องนี้ อยากทำแบบนั้น แต่ก็รู้ว่ามันไม่ยอม
“ทั้งดื้อทั้งรั้น เตือนก็ไม่ฟังสักอย่าง” เขาพึมพำ ขณะเดินอุ้มคนร่างบางเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะก้มลงจูบเบาๆที่ใบหูเล็ก และได้รับรู้รสสัมผัสเย็นๆที่ริมฝีปาก มันไม่ใช่สัมผัสของเนื้อนุ่ม ไม่ใช่รอยอุ่นของใบหู แต่มันเย็นเฉียบเหมือนเป็นอะไรสักอย่างที่….
…เป็นตุ้มหู…
จินก้มลงมอง ก่อนจะยิ้มบางกับตุ้มหูเล็กๆบนติ่งหูของคนในอ้อมแขน ตุ้มหูที่เขาให้สโนว์ไวท์ใส่ และสโนว์ไวท์รายนั้นก็ใส่มาจนถึงวันนี้
“ก็ว่าจะยอมให้พวกนั้นตัดเพื่อนหรอกนะคาซึยะ แต่ชอบทำตัวดื้อไม่ฟังคำเตือน แล้วยังมาใส่ตุ้มหูไว้ตลอดเวลาแบบนี้ ท่าทางจะยอมให้พวกนั้นตัดเพื่อนไม่ได้แล้ว” เขากระซิบกับหูของคนหลับ ก่อนจะค่อยๆวางร่างโปร่งลงกับเตียงนุ่ม
เกิดมาไม่เคยลักหลับใครสักที ลองสักหน ก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
………………………………………..
“อื้อ”
ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น คาเมะรู้สึกถึงความอึดอัด เป็นความอึดอัดที่ร้อนรุ่มเพราะคล้ายจะถูกกอดรัดด้วยอะไรบางอย่างที่ร้อนผ่าว และชวนให้หวั่นไหว สัมผัสแผ่วเบาประทับลงกลางหลัง ก่อนจะเคลื่อนย้ายไปมา ไล่ตั้งแต่เส้นรอยกระดูกสันหลังขึ้นไปถึงท้ายทอย แล้ววกกลับลงมากดหนักที่สะบักไหล่ ทำให้แม้จะง่วงแค่ไหน แต่ก็ต้องพยายามตั้งสติแล้วบังคับให้เปลือกตาที่ปิดสนิทต้องลืมขึ้นมาให้เห็นกับตา ว่าอะไรกันแน่ที่กำลังปลุกเขาจากการนอนในยามค่ำคืนแบบนี้
ร่างโปร่งก้มลงมองร่างกายตัวเองที่ถูกโอบรัด ภายใต้แสงสลัวจากโคมไฟบนโต๊ะข้างเตียง ทำให้พอจะมองเห็นว่า มือหนากำลังลูบไล้ ลงแรงหนักๆจากหน้าท้องเปลือยเปล่าขึ้นมาที่หน้าอก ในขณะที่แผ่นหลังรับสัมผัสของความอุ่นจัดที่เคลื่อนย้ายไปมา และมาจบที่การซุกไซ้อยู่กับซอกคอ
“ตื่นแล้วเหรอ” เสียงทุ้มกระซิบกับใบหู ยิ่งทำให้คนห่ามขนลุกเกรียวไปทั้งตัว ไม่ใช่เพราะเสียงมันหลอน แต่เพราะเสียงมันหื่นต่างหาก
“ปล่อยกูนะจิน!!” นึกโกรธตัวเองขึ้นมาทันใด ที่เผลอหลับจนถูกมันลอกคราบเสียตัวเปล่าไปหมดขนาดนี้ คาเมะไม่ต้องเลิกผ้าห่มขึ้นดู เพื่อให้เห็นคาตาว่าเบื้องล่างมีเสื้อผ้าสักชิ้นหรือไม่ เพราะสัมผัสบางอย่างที่เบียดแทรกอยู่ด้านหลังเขา บอกให้รู้ว่าไอ้จินมันหน้ามืดตามัว ถึงขนาดแก้ผ้าคนหลับ แล้วตามขึ้นมาทั้งเบียดทั้งไซ้แบบนี้
“ไม่ปล่อย บอกแล้วว่าให้ค้าง ก็ไม่ฟัง” ไอ้คนหื่นมันว่าอย่างนั้น แล้วยังเบียดเข้ามาอีก และเพราะมันยิ่งเบียด คาเมะก็เลยได้รับรู้ว่าร่างกายอีกฝ่ายเป็นอะไรมากน้อยแค่ไหน
บ้าเอ้ย!! มันแก้ผ้ากู! แต่ตัวมันเอง เสื้อเชิ้ตกางเกงยีนส์ครบชุดเนี่ยนะ!
“ปล่อยกูเด๊! กูเจ็บ!!” คาเมะยังโวยวายอาละวาดไม่หยุด แต่ทำอะไรได้นอกจากปากเก่งเสียที่ไหน ในเมื่อไอ้คนที่ยังกอดไม่ยอมปล่อยเสียที แถมหน้ามันก็ซุกอยู่แต่กับซอกคอเขา แล้วไม่ซุกอย่างเดียว มันเอาทั้งจมูก ทั้งปาก ทั้งคาง ไซ้ซอกคอ และไล่จูบลงมาที่ลาดไหล่ ก่อนจะกลับไปขบเบาๆที่ใบหู จนคาเมะสั่นไปทั้งร่าง เกิดมาเคยแต่ไซ้คนอื่น ไม่คิดมาก่อนว่าพอมาถูกคนอื่นไซ้แล้ว มันจะทำให้รู้สึกหวามไปทั้งตัวแบบนี้
“เจ็บตรงไหน หือ” เสียงทุ้มยังดังกระซิบให้คาเมะต้องข่มตาหนักๆเพื่อระงับความรู้สึกบางอย่างที่ถูกปลุกปั่นด้วยสัมผัสร้อนผ่าว นอกจากจมูกกับปากของจินที่ไม่ละห่างออกมาจากคอและไหล่ของเขาแล้ว มือมันทั้งสองข้างก็ไม่หลุดออกจากอกเขาเหมือนกัน ทั้งบีบทั้งลูบ และหนักข้อถึงขนาดจิกเบาๆที่ยอดอก ส่งผ่านความรู้สึกให้คาเมะต้องรีบกัดริมฝีปากเพื่อหยุดเสียงครางของตัวเอง เรื่องขาไม่ต้องพูดถึง ที่ทำให้คาเมะไปไหนไม่รอด ดิ้นหนีไม่ได้ ก็เพราะขามันข้างหนึ่งก่ายทับเขามาครึ่งตัว และเพราะมันก่ายแบบนั้น อะไรๆก็เลยแนบชิดไปเสียหมด
ถึงไอ้บ้าจินจะใส่กางเกงยีนส์ แต่จินน้อยของมันอ่อนแอที่ไหนล่ะ! ดันจนแทบจะทะลุออกมาเบียดก้นเขาอยู่แล้ว!!!!
“ไอ้หื่น ปล่อยกู!! อยากมากมึงไปห้องน้ำดิ! กูจะกลั…อื้อ!!!” จินไม่ปล่อยให้ไอ้ห่ามพูดนานไปกว่านั้น เขาจับบิดหน้าสวยๆทีเดียว มันก็หันมาให้เขาก้มลงไปจูบปิดปากบางๆนั่นทันที
“อื้อ!” คาเมะไม่อยากเคลิ้ม แม้มันจะชวนให้ลอยละลิ่วไปกับความรู้สึกหวานล้ำของจูบหนักแน่นที่อีกฝ่ายมอบให้ก็เถอะ แต่ร่างกายเขารับไม่ไหว แค่นี้ก็แทบจจะลุกไม่ขึ้นมาสองสามวันแล้ว ใครว่าคาเมะไม่อยากค้างกันล่ะ จริงอยู่ที่เขาออกจะท่ามาก ฟอร์มเยอะไปหน่อย แต่เขาก็มีช่วงเวลาที่อยากจะอยู่กับหมอนี่เหมือนกัน ถ้าไม่อยากอยู่กับมัน แล้วจะทำตัวเป็นเด็กกระจอกงอกง่อยไม่รู้จักวิธีใช้เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญทำไม ก็เพราะอยากอยู่กับมันให้นานขึ้นอีกนิด เลยต้องทำเป็นว่าซักผ้าเองไม่เป็น รีดผ้าเองไม่เป็น เเล้วต้องขนมาให้มันทำให้
ส่วนเรื่องแบบนั้น… ก็ขนาดเจอหน้ากันแทบทุกวัน เขายังอยากอยู่กับมันให้นานขึ้นเลย แล้วเรื่องนั้นเขาจะไม่อยากเชียวเหรอ ก็เพราะว่าอยากไง เพราะว่าอยากก็เลยค้างด้วยไม่ได้ มันยังเจ็บอยู่เลย ถ้าคราวนี้ทำอีก ท่าทางพรุ่งนี้คนที่โดดเรียนครบลิมิตมาตั้งแต่เปิดเทอมคงหมดสิทธิ์สอบเพราะโดดเรียนเกินแน่ๆ
“ทำไมดื้อแบบนี้” ร่างสูงผละออกมาถามคนดื้อด้าน ที่รั้นแม้กระทั่งยามถูกเขาจูบ จินสบดวงตาเรียวเล็กที่จ้องมองเขา ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น แววเล็กๆในดวงตาสีน้ำตาลส่อประกายบางอย่างที่จินไม่เคยเห็นมาก่อนตลอดสามปีที่คบหาเป็นเพื่อนกันมา หรือแม้แต่ตอนที่เป็นคนรักกันแล้ว
แววตาประหลาดที่จินยอมรับว่าไม่เคยเห็นมาก่อนจากดวงตาที่ดีแต่ยั่วโมโหคนอื่นสม่ำเสมอ แววประกายที่คล้ายจะ…
คล้ายจะน้อยใจ…
ไม่สิ แววแบบนี้เขาเคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนที่มันหนีเขากลับไปบ้านต่างจังหวัด เพราะเข้าใจผิดคำพูดของเขา ครั้งนั้น มันก็น้อยใจ ใช่ มันน้อยใจ แล้วครั้งนี้ล่ะ มันน้อยใจเหมือนครั้งนั้นหรือ มันน้อยใจเรื่องอะไร
“ปล่อยกูสักที กูอึดอัด” ร่างโปร่งเบนหน้าหนี ไม่อยากแสดงให้รู้หรอกว่าบางที คาเมะก็อึดอัดเหมือนกัน น้อยใจเหมือนกัน สถานะเป็นคนรักมันค้ำคอ แต่ทั้งอย่างนั้น ไอ้คนที่ปากบอกว่าเป็นคนรักของเขากลับไม่เคยฟังเขาเลย มันนึกอยากจะบังคับอะไรมันก็บังคับ ขู่เอาขู่เอา เอาแต่เตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่มันเคยถามเขาสักคำมั้ย ว่าเขาพร้อมจะทำตามรึเปล่า เคยถามเหตุผลมั้ย ว่าทำไมเขาถึงดื้อกับมัน ไอ้เบื้อกจินไม่เคยสนใจอะไรทั้งนั้นแหละ!!!
“คาเมะ” จินรู้สึกแปลกๆกับทีท่าของคนที่อยู่ใต้ร่าง อาการหลบสายตาแบบนี้ไม่ใช่นิสัยของไอ้เด็กห่ามนิสัยเสียที่เขานึกรักเลย
“กูบอกให้ปล่อยไงเล่า!! กูจะกลับห้อง”
“ไม่ให้กลับ” เจ้าของห้องพลิกร่างโปร่งให้นอนหงาย ตรึงแขนสองข้างของคาเมะลงกับเตียงนอนกว้าง แต่ทั้งอย่างนั้น ใบหน้าที่เบือนหนีก็ยังไม่ยอมหันกลับมาสบตาเขา
“คาเมะ เป็นอะไร คุยกันให้รู้เรื่อง”
“มึงต่างหากที่ไม่รู้เรื่อง กูบอกว่าอยากกลับห้องโว๊ย!” คาเมะหันกลับมาด่าเข้าให้ แต่จินไม่มีอารมณ์จะต่อล้อต่อเถียง เขาถามเสียงเรียบย้อนกลับไป
“แล้วทำไมนอนที่นี่ไม่ได้” คนถูกถามนิ่งเงียบ เพราะไม่รู้จะตอบยังไง จะให้ตอบงั้นเหรอว่าเพราะรู้จุดประสงค์ของไอ้เจ้าของห้อง รู้ว่ามันอยากให้ค้าง เพราะอยากกอด แต่ร่างกายเขาไม่พร้อมนี่หว่า จะให้บอกได้ยังไงว่ากูเจ็บก้น ไม่พร้อมให้มึงจับกด จะให้บอกได้ยังไง ถึงจะห่ามแต่คาเมะก็อายเป็นเหมือนกันแหละ ไอ้เรื่องแบบนี้น่ะ!
“ก็…ก็… ก็ไม่อยาก! มึงจะบังคับอะไรกูนักหนาวะ ปล่อยกูสักทีได้มั้ย มึงทับจนกูจะแบนหมดแล้ว!!” จินส่ายหน้าระอากับเหตุผลของคนไม่มีเหตุผล เขาลุกขึ้นมานั่ง เพื่อระงับอารมณ์หงุดหงิดที่มีต่อคนดื้อด้าน มีแฟนแบบนี้นอกจากจะปวดประสาทเป็นรายวันแล้ว ยังชวนให้โมโหเป็นรายชั่วโมงด้วย เขาเหลือบมองไอ้คนที่ค่อยๆลุกขึ้นนั่งแล้วหมั่นเขี้ยวขึ้นมาตะหงิดๆ มันน่าตีจริงๆ อะไรที่อยากทำ มันต้องทำให้ได้ใช่มั้ย อยากจะกลับก็ต้องกลับให้ได้ เคยคิดบ้างมั้ยว่าใครเป็นห่วงมันบ้าง จะกลับไปอยู่คนเดียวได้ยังไง
คาเมะลุกขึ้นนั่งได้แล้วก็ก้มตัวลงไปหยิบกางเกงที่ตกอยู่ข้างเตียง เปิดโอกาสให้คนโมโหและหมั่นเขี้ยวเป็นทุนเดิมนึกอยากตีก้นเจ้าตัวดีขึ้นมา เลยพาดเพี๊ยะลงบนสะโพกมนที่อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา
“โอ้ย!!!” ร่างโปร่งหันควับกลับมามองเอาเรื่อง แล้วชกแขนจินไปที น้ำตาปริ่มเพราะความเจ็บแล่นริ้วขึ้นมาถึงขอบตา จินชะงักกึก เขารีบขยับเข้าไปหาคนที่ทำหน้าเบี้ยวเจ็บปวด
“เจ็บนะโว๊ย!! ตีมาได้ นึกว่าตีก้นวัวก้นควายรึไงวะ!!”
“แต่…” จินรู้ว่าตัวเองออกแรงแค่ไหน และก็รู้ว่าคาเมะทนได้แค่ไหน เขารู้ว่ามันไม่มีทางจะมาน้ำตาเล็ดกับเรื่องเจ็บเล็กเจ็บน้อยเพราะแค่ถูกตีแน่ๆ ขนาดเคยโดนไอ้ชิโรตะชกมาแล้ว มันยังไม่ร้องไห้สักแอะ แถมยังเตะผ่าหมากจนไอ้เพื่อนตัวโตล้มลงไปนอนครวญครางด้วยซ้ำ แล้วครั้งนี้มันอะไร
“แต่อะไรเล่า!!!” คาเมะเงยหน้าถามด้วยความหงุดหงิด ลืมไปแล้วว่าตัวเองต้องใส่เสื้อผ้า รอยระบมที่สะโพกยังส่งผลให้เขาอยากนั่งเฉยๆมากกว่าจะหาเรื่องลุกขึ้นเดินไปไหนมาไหน ตอนแรกก็ว่ามันทุเลาลงมากแล้ว พอจะซ่าได้แบบที่เคยทำเป็นกิจวัตร ไม่ให้ใครสงสัย แต่พอมาโดนตีเข้าที คาเมะก็บอกตามตรงว่ามันยังเจ็บ และยังไม่หายดี
ร่างสูงเงียบไป ขณะที่กวาดสายตามองร่างกายอีกฝ่าย ช่วงบนเปลือยเปล่า ในขณะที่เบื้องล่างมีกองผ้าห่มตวัดคลุมเอาไว้ แผ่นอกบางยังปรากฏรอยจูบแดงๆบนผิวเนื้อขาวๆ ที่ถึงแม้จะเริ่มจางลงไปแล้ว แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังพอจะมองเห็น มันเป็นรอยจูบที่เกิดจากเมื่อสองคืนก่อน ที่คาเมะมาค้างที่นี่ตามความต้องการของเขา เป็นความต้องการทางใจล้วนๆ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรให้มาค้าง นอกจากว่าเขาอยากกอดมันบนเตียง และก่ายทับด้วยร่างกายเปลือยเปล่า
จินจำได้ว่าคืนนั้นเขามัวเมาไปกับความรู้สึกที่ร่างผอมบางมอบให้แค่ไหน ยามตอดรัดให้ความรู้สึกดีแค่ไหน อารมณ์ต้องการมีมากแค่ไหน และจำได้แม้กระทั่งว่า เช้าวันต่อมา คาเมะถึงกับลุกจากเตียงไม่ขึ้นตลอดทั้งเช้านั้นเลย
และขนาดรอยจูบยังไม่ทันจาง แล้วสะโพกล่ะ…
หรือว่าที่คาเมะเจ็บจนร้องไห้ เป็นเพราะเขาตีลงที่สะโพกอย่างนั้นเหรอ
“คืนนี้นอนที่นี่” จินเอ่ยปาก ทำเอาคาเมะถึงกับเงยหน้ามองอ้าปากค้างตาโตกับนิสัยชอบบังคับของอีกฝ่าย อะไรของมันวะเนี่ย!! จะบังคับกันให้ได้เลยใช่มั้ย!!
“ยังไม่หายเจ็บใช่มั้ย งั้นลุกไปอาบน้ำ จะหายามาทาให้”
“ยาอะไร!!!” ก็ว่าจะด่าเรื่องที่มันช่างบังคับ แต่มาเจอศัตรูฟ้าประทานอย่าง ‘ยา’ เสียก่อน คาเมะเลยรีบจัดการเรื่องสำคัญที่สุด
จินมองหน้าคนตะโกนแผดเสียงดังลั่น แล้วก็ถึงคราวอึกอักขึ้นมาบ้าง ไม่รู้จะพูดแบบไหนว่าเป็นยาที่ใช้ทาเพื่อรักษาอาการบอบช้ำของร่างกายบางส่วน
“ยาเฉพาะที่ ไปอาบน้ำไป หรือจะให้อาบให้” เขาบอกคอนเซ็ปต์โดยกว้างของยา ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องด้วยการเอาเรื่องอาบน้ำขึ้นมาขู่
“อาบเอง! แต่ไม่ทายา” จะยาเฉพาะที่ ไม่เฉพาะที่ มันก็คือยาวันยังค่ำ คาเมะไม่มีทางมานั่งทายาอะไรนั่นแน่
“พูดมาก จะไปอาบน้ำดีๆ หรือจะให้ปล้ำก่อน แล้วค่อยไปอาบ” จินต้องยกเรื่องปล้ำขึ้นมาอ้างอีก คาเมะเลยได้แต่อ้าปากค้างอีกรอบ เถียงไม่ออกตามเคย ก่อนจะยอมฮึดฮัดลุกไปอาบน้ำแต่โดยดี แต่แม้จะยอมอาบน้ำ มันก็ยังฉวยผ้าห่มขึ้นมาพันเอวเดินลากเข้าห้องน้ำไป จินได้แต่มองตามแล้วส่ายหน้า ไม่รู้มันจะอายอะไร เคยเห็นมาตั้งแต่เข้าเรียนด้วยกันตอนปีหนึ่ง จนตอนนี้กลายเป็นคนรักกันแล้ว ยังจะมาทำหน้าบาง
จินปล่อยให้คาเมะเข้าไปอาบน้ำอาบท่าให้เรียบร้อย จัดแจงเอาเสื้อผ้าไปวางไว้ให้บนเคาท์เตอร์ข้างอ่างล้างหน้า ไอ้คาเมะมันประเภทไม่ชอบล็อคประตู ดังนั้นจะเข้าจะออกห้องน้ำ ไอ้คนที่หวงเนื้อหวงตัวถึงขนาดต้องเอาผ้าห่มพันร่าง ก็ไม่เห็นจะสนอกสนใจอะไรเลย จินล่ะปลงกับนิสัยแปลกๆของมันจริงๆ
ร่างสูงเตรียมเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัวให้เรียบร้อย จึงได้ออกไปหากล่องยาที่ตอนแรกไม่เคยคิดจะซื้อ แต่นับตั้งแต่เป็นเพื่อนกับคาเมะ เขาต้องไปควานหามาเก็บไว้ที่ห้องจนได้ นัยว่าถึงไอ้ตัวดีจะเกลียดยาเข้าไส้แค่ไหน แต่มันก็ซ่าจนมีแผลมาเรื่อยๆนั่นล่ะ จินได้ครีมทาแผลสดที่คาดว่าน่าจะพอใช้ได้มาหนึ่งหลอด ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้องนอน ทรุดตัวลงนั่งรอที่หน้าเตียง
แล้วพอได้ว่าง ก็เริ่มได้คิด…ทำไมมันถึงไม่บอกว่ามันยังเจ็บ หรือที่มันไม่ยอมค้าง เพราะมันรู้ว่าถ้าค้าง เขาคงอดใจไม่ไหวต้องกอดมันจนได้ แล้วมันจะยิ่งแย่กันเข้าไปใหญ่ เจ้าบ้านั่นคิดว่าเขาหื่นแล้วหน้ามืดตามัวไม่ฟังอะไรรึไง ถ้ามันบอกสักคำว่าไม่พร้อม เขาจะไม่ว่าอะไรเลย จะดูแลมันอย่างดีเสียด้วยซ้ำ แล้วนี่มันบอกมั้ย นอกจากจะไม่บอกแล้วยังมาน้อยใจอีก ก็ใครมันจะไปรู้วะ ว่ายังไม่หายดี
เสียงน้ำหยุดไหลไปแล้ว มันเงียบไปพักใหญ่ๆ ประตูห้องน้ำถึงได้เปิดออกมา พร้อมกับคนที่สวมเสื้อผ้าชุดใหม่เรียบร้อย นี่ยังดี ที่มันเอาเสื้อผ้ามันมาให้เขารีดเมื่อตอนเย็น ไม่งั้นมันก็ต้องยืมเสื้อผ้าเขาอีก แล้วเวลามันยืมทีก็ไม่เคยคืน มันว่ามันใส่แล้ว ไม่ชอบให้ใครใส่ต่อจากมัน นิสัยแบบนี้ก็มีด้วย ประเภทใช้ของคนอื่นก็ถือว่าเป็นของตัวเองเนี่ย
“ถอดกางเกง แล้วขึ้นมานอนบนเตียง” จินลุกขึ้นสั่งง่ายๆ เหมือนสั่งให้คาเมะกินข้าว
“มึงจะบ้าเหรอ!!!” คนถูกสั่งถึงกับตาโตร้องเสียงลั่น ถึงจะห่าม ถึงจะห้าว แต่ก็ไม่บ้าพอจะทำตามที่มันสั่งหรอก หนึ่งคือคาเมะเกลียดยา อย่างที่บอกไปแล้ว ไม่ว่ายากินยาทา คาเมะก็ไม่เคยอยากจะอยู่ร่วมโลกกับมันหรอก!! และสอง คาเมะไม่ใช่ผู้ชายประเภทที่กระโดดขึ้นเตียงง่ายๆแบบที่มันสั่งนะเว้ย!!!
“ดื้อชะมัด งั้นก็ไม่ต้องนอน” ร่างสูงเดินเข้าไปหา แต่คาเมะก็พร้อมจะหนี ทว่า มีหรือที่จินจะปล่อยให้คาเมะหลุดมือไปได้ เขาคว้าเอวเล็กเอาไว้ แล้วจับพลิกกาย หันหน้าสวยๆเข้าไปเบียดผนังห้อง ก่อนจะตามทับด้วยร่างกายของตัวเอง กลายเป็นว่าคาเมะตกอยู่ระหว่างผนังและร่างกายของ อาคานิชิ จิน
“มึงจะทำอะไรน่ะจิน!!! มึงอย่าบ้านะ!!!” คาเมะทำอะไรไม่ได้นอกจากโวยวาย เพิ่งรู้ก็วันนี้เอง ว่าที่เคยแกล้งมันสำเร็จมาตลอด ไม่ใช่เพราะว่าตัวเองเก่ง ตัวเองแรงเยอะกว่ามัน แต่เป็นเพราะมันยอมออมแรงให้ต่างหาก
ร่างหนาแนบซ้ำเบียดให้คาเมะตกอยู่ใต้ร่างและแนบชิดอยู่กับผนังเย็นเฉียบ ในขณะที่มือร้อนผ่าวถูกส่งลงเบื้องล่าง กระตุกทีเดียว กางเกงขาสั้นก็หลุดจากการเกาะสะโพกแบบหมิ่นเหม่ลงไปกองที่ข้อเท้า
“ไอ้!!!” จินไม่ปล่อยให้คาเมะโวยวายแบบที่อาจเรียกข้างห้องออกมาด่า เขารีบจูบปิดปากเสียก่อน ในขณะที่มือซ้ายที่ถือหลอดยา หมุนฝาเปิดด้วยปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้ง ก่อนจะป้ายเนื้อครีมเย็นๆลงกับนิ้วชี้ของอีกมือ
ร่างสูงจูบซ้ำ ย้ำอยู่กับกลีบปากบาง ก่อนจะส่งปลายลิ้นเข้าสู่โพรงปากร้อน ชักชวนให้หวั่นไหวไปกับรสจูบเรียกร้องที่ร้อนผ่าวนั่น คาเมะอยากห้ามสุดใจ เพราะความปวดหนึบยังสะท้านทุกการเคลื่อนไหว แต่ริมฝีปากหนาที่ขยับไปมาอยู่บนกลีบปากเขาก็ชวนให้หัวใจไม่รักดี ยอมจำนนโอนอ่อน ถึงขนาดยอมให้อีกฝ่ายบุกรุกเข้ามาด้วยปลายลิ้น แล้วขมวดตอดรัดลิ้นเขาเอาไว้ คาเมะลืมวันลืมเวลา ลืมแม้กระทั่งว่าร่างกายเบื้องล่างของตัวองอยู่ในสภาพแบบใด มัวเมาไปกับรสจูบที่อีกฝ่ายปรนเปรอ มันมากพอจะทำให้คาเมะขาดอากาศหายใจ แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังหยัดหน้าขึ้นรับรอยอุ่นที่ทาบทับลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง….
… สัมผัสเย็นเฉียบที่ร่องสะโพกวิ่งขึ้นมากลางใจ
คาเมะตาเบิกโพลง พยายามสะบัดหน้าให้หลุดจากจูบยาวนานนั่น แต่ก็ต้องรอจนจินยอมถอนออกมานั่นแหละ กลีบปากสีเรื่อถึงได้เป็นอิสระ
“มึงทำอะไรวะ!!!” ร่างสูงถอยออกมาเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงเก็บหลอดยาและฝาที่ตกอยู่บนพื้น แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมาตอบ
“ทายา ใส่กางเกงซะ แล้วไปนอน” จินไม่มีทีท่าอะไรเลย แถมยังเดินออกจากห้องไปแบบไม่สนใจอะไรอีก ทิ้งให้คาเมะได้แต่หงุดหงิดอยู่เบื้องหลัง
ไอ้…ไอ้หื่น!! ไอ้บ้าเอ้ย!!
แล้วทำอะไรมันได้ที่ไหนล่ะ สุดท้ายคาเมะก็ต้องรีบดึงกางเกงขึ้นมาใส่ตามเดิม แล้วปีนขึ้นไปนอนขดบนเตียงด้วยความโมโห ตวัดผ้าห่มทั้งหมดเป็นของตัวเองคนเดียว ก็ในเมื่อไอ้บ้านั่นมันอยากทำให้คาเมะโมโหดีนัก งั้นคืนนี้ก็นอนหนาวไปนั่นแหละ!! แล้วอย่าหวังว่าหลังจากนี้คาเมะจะยอมให้มันจูบจนเคลิ้มอีก แถมดีไม่ดี กูจะปล้ำมึงให้ได้ คอยดู!!!!
……………………..
จินเก็บยาเรียบร้อย ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนอีกครั้ง เขามองคนที่ขดตัวกลมอยู่ใต้ผ้าห่มแล้วอมยิ้ม บางทีคาเมะมันก็มีมุมอายแบบน่ารักอยู่บ้าง อย่างน้อยก็พอจะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นแฟนที่มีน้ำยาพอจะทำให้อีกฝ่ายเขินอายจนต้องขดตัวกลมเป็นแมวอยู่ใต้ผ้าห่มแบบนี้ ร่างสูงเดินเข้าห้องน้ำอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนเรียบร้อย ก็ปีนขึ้นเตียงไปนอนเคียงข้างคนที่ลืมตัวไม่ดื้อรั้นจะกลับไปนอนห้องมันอีก และในเมื่อเขาได้ไอ้คนดื้อมานอนข้างกายทั้งที จินจะปล่อยโอกาสไม่นอนกอดได้เหรอ
“เฮ้ย!! ทำอะไรของมึงอีกเนี่ย!!” คาเมะลืมตาโพลงด้วยความตกใจ เมื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกคนที่นอนอยู่เคียงข้างพลิกมากอดรัดแถมก่ายขาหมดโอกาสดิ้นหนี
“ก็เล่นเอาผ้าห่มไปห่มคนเดียว ฉันก็หนาวน่ะสิ เลยอยากกอดใครบางคนให้อุ่น”
“ก็ไปกอดคนอื่นดิ!!”
“ยอมเหรอ?” เจอย้อนถามไปแบบนี้ ไอ้คนปากเก่งที่เคยห่าม ยอมอะไรก็ได้ไปเสียทุกเรื่องที่คิดว่าไม่สำคัญก็เริ่มอยากจะถอนคำพูดของตัวเองเสียแล้ว ยอมได้เหรอที่จะให้อ้อมกอดอุ่นๆนี้ไปกอดใครคนอื่น ยอมได้เหรอที่จะให้ใครนอกจากเขาได้ซุกอยู่ในอ้อมกอดแข็งแรงแบบนี้
“ไม่ยอม” คำตอบเบาจนน่าใจหาย เบาจนไม่น่าเชื่อว่าเป็นคำพูดของคนช่างโวยวาย และรักการโหวกเหวกเป็นชีวิตจิตใจ
“ฉันเองก็ไม่ยอมให้คาซึยะไปถูกใครกอดเหมือนกัน” จินบอกเสียงทุ้มนุ่ม ยิ้มบางในความมืด ก่อนจะผงกหัวขึ้นมาจูบเบาๆที่ติ่งหู รสสัมผัสเย็นๆของโลหะชิ้นเล็กยังซึมซับได้ บอกให้รู้ว่าแม้กระทั่งยามนอน คาเมะก็ไม่ยอมถอดตุ้มหูที่เขาใส่ให้
“คาซึยะ” ภายในห้องที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังแผ่วเบา ร่างบางในอ้อมแขนขยับตัวเล็กน้อยเป็นการขานรับการเรียกชื่อนั้น
“ทีหลัง ถ้าไม่พร้อมก็บอกตรงๆ อย่าอ้างเรื่องนั้นเรื่องนี้ ได้รึเปล่า”
“อืม”
“นอนเถอะ พรุ่งนี้เรียนเก้าโมง เดี๋ยวตื่นไม่ไหว”
“อืม”
“เอ่อ จิน”
“หือ”
“ราตรีสวัสดิ์” ร่างสูงนิ่งไปพักกับคำพูดที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากคนที่ได้ชื่อว่า ห่ามที่สุดในคณะ เขายิ้มบางในความมืด แล้วผงกหัวขึ้นมาจูบหนักๆลงกับขมับของอีกฝ่าย
“ราตรีสวัสดิ์ คาซึยะ” เขาบอกเสียงเบา ก่อนจะทรุดลงนอนกอดคนร่างบางใต้ผ้าห่มผืนหนา
คำเตือน จินยอมรับว่าเพราะคำเตือน เขากับคาเมะถึงได้เดินมายังจุดที่เขาเองก็ยังคาดไม่ถึง แต่เพราะคำเตือน ถึงได้ทำให้คาเมะน้อยใจจนไม่ยอมมองหน้าเขา บางที เขาควรจะลด ละ คำเตือนเสียบ้าง ถึงคาเมะจะห่ามไปสักหน่อย แต่จินเชื่อว่าสิ่งที่เขาแสดงออกให้มันรู้ว่าเขารักมันมากแค่ไหน แคร์มันมากแค่ไหน จะเป็นตัวประคับประคองให้มันเรียนรู้วิธีแสดงความรักกลับมาบ้าง
เอาแค่เล็กน้อยก่อนก็ได้ เริ่มจากคำว่า ราตรีสวัสดิ์ อรุณสวัสดิ์ หรืออะไรก็ได้
จินไม่ได้หวังอะไรไว้มากนัก เพราะรู้ว่าเขารักคนแบบไหน มันอาจจะยากไปบ้าง แต่จินเชื่อว่าไอ้คนที่ได้ชื่อว่าห่าม ก็มีมุมหวานที่ชวนให้หวั่นไหวไม่ต่างจากคนอื่นหรอก
เอ… แต่ถ้ามันไม่หวานสักที
ถึงเวลานั้น เขาค่อยเตือนมันใหม่ก็ได้นี่
“จิน…กูร้อน มึงจะกอดกูอีกนานแค่ไหน”
หรือไม่งั้น เขาก็ควรเตือนมันตั้งแต่ตอนนี้เลยดีมั้ย ห่ามๆแบบนี้ หัวทึบแบบนี้ ไม่ค่อยสนใครแบบนี้ จินไม่ควรลด ละ คำเตือนหรอก
“บอกว่าให้นอนได้แล้ว หรือต้องให้ทำอะไรเป็นการเตือนห๊ะ!!”
“น…นอน… นอนก็นอนดิ!! กูไม่ร้อนก็ได้!!”
ไม่ได้ฟังคำว่า เตือน ท่าทางมันจะนอนไม่หลับ ไอ้เด็กห่ามเอ้ย!!!!!
FIN
แรงบันดาลใจจาก เบื้องหลังการถ่ายทำเรื่อง Takumi kun Series II ขอบคุณมากๆค่ะ
2009.06.12
FIC : คู่รักจืดชืด ตอน สวีท เลิฟ
FIC : คู่รักจืดชืด ตอน สวีท เลิฟ
JIN X KAME
By: Dezair
.........................................
เอ่อ...สวัสดี ไอ้โคคิมันบอกว่าพวกคุณมีเรื่องจะคุยกับผมเหรอ....มีเรื่องอะไรรึเปล่า หรือพวกคุณอยากจะเข้ามาเรียน วิศวะฯ ถ้าอยากได้คำแนะนำเรื่องเรียน ผมว่าน่าจะไปถามรุ่นพี่ทักกี้จะดีกว่า ไอ้ผมมันพวกลอยชายน่ะ....
....ห๊ะ....จะถามเรื่องผม?....เรื่องผมเนี่ยนะ ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอกคุณ....ผมก็แค่นิสิตธรรมดาๆ ไม่ใช่ประธานบริษัทรูปหล่อไฟแรงอะไรสักหน่อย....
...หือ....จะถามเรื่องผมกับคาเมะ....เอ่อ....เรื่องนี้พวกคุณจะอยากรู้ไปทำไมล่ะ...มันก็แค่เรื่องทั่วๆไปเท่านั้นล่ะ...
...เอาเถอะ เห็นแก่ที่พวกคุณติดตามเรื่องของผมมานาน ผมจะเล่าก็ได้ แต่มันไม่ได้หวานแหววอะไรหรอกนะ จะมาว่ากันทีหลังไม่ได้ เข้าใจรึเปล่า....
เมื่อสามปีก่อน
“หวัดดี ชื่อไรวะ”
ทานากะ โคคิ ในมาดเฟรชชี่ปีหนึ่งหนีบเพื่อนรักร่วมโรงเรียนมัธยมที่เข้าคณะเดียวกัน เดินมาหย่อนตัวลงนั่งยองข้างๆ คัทเอาท์ไม้อันใหญ่ ที่มีร่างบอบบางกำลังปาดแปรงสีไปมา
“คาเมนาชิ คาซึยะ” คนนั่งอยู่ก่อนเงยหน้าบอกพร้อมรอยยิ้มบางๆ
“ฉันทานากะ โคคิ ส่วนนี่ อาคานิชิ จิน...มา....ฉันช่วยนะ” ว่าแล้วโคคิก็หันไปคว้าแปรงสีที่ไม่มีเจ้าของ กำลังจะจรดมันลงป้าย ทว่าเพื่อนสนิทที่มาด้วยกัน กลับแย่งจากมือไปหน้าตาเฉย
“อ้าว เฮ้ย จิน ....แกไปหยิบอันอื่นดิวะ”
“แกไปเอาอันใหม่ไป ฉันขออันนี้”
ไอ้คนตัวโตมันว่าอย่างนั้น แล้วก้มหน้าก้มตาทาสีไม่สนใจอาการงงเต็กของโคคิแม้แต่น้อย สุดท้ายก็ต้องตัดใจลุกขึ้นไปหยิบแปรงทาสีอันใหม่ที่อยู่อีกมุมหนึ่งของคัทเอาท์
แล้วพอโคคิจะกลับมานั่งที่เดิมข้างคนร่างบาง ไอ้จินจอมขโมยแปรงก็ดันยึดตำแหน่งของเขาไปซะงั้นล่ะ!!!
...ไรวะ...ไปนั่งที่อื่นก็ได้.... โคคิไม่รู้ว่าจินจะแย่งที่นั่งเขาไปทำไม ในเมื่อมันไม่เห็นจะชวนเพื่อนใหม่คุยสักแอะเดียว ปล่อยเป็นหน้าที่เขาซักประวัตินั่นล่ะ
“คาเมนาชินี่ยิ้มสวยนะ หน้าก็สวยเหอะ ถ้าบอกว่าเป็นผู้หญิงล่ะก็ ฉันเชื่อเลยนะเนี่ย” คนถูกชมว่าเหมือนผู้หญิงได้แต่ยิ้มแห้งๆ ไม่ค่อยยินดีกับคำชมเท่าไหร่
“ไอ้โคคิมันปากพล่อย อย่าไปฟังมันมาก” คนที่ก้มหน้าก้มตาทาสีมานานเอ่ยปาก ทั้งๆที่ไม่ยอมเงยหน้ามอง จนโคคิได้แต่คิ้วขมวด
....จินเป็นไรของมัน หรือเมื่อวานไปทำใครท้องเปล่าวะ ทำไมวันนี้มันดูไม่ค่อยสู้หน้าสู้ตาคนอื่น...แต่...ช่างเหอะ ไอ้จินมันพวกเข้าใจยากแต่ไหนแต่ไร....
“โฮย~!!!~ ขายเพื่อนนะแก!!!! เกิดสาวๆได้ยินเข้า เดี๋ยวก็ไม่มีคนมาจีบฉันหรอก!!! ดูซิ!!!~ เข้ามาตั้งเกือบเดือน ฉันยังไม่มีสาวสักคน”
“พีจังจ๋า.....ยูหิวน้ำ~~”
ป้ายคัทเอาท์อีกแผ่นที่กำลังลงสีอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล คือตำแหน่งที่เสียงหวานของคู่รักคู่ใหม่ของคณะ ลอยละล่องไปกระแทกหูชายโสดทั่วทั้งลานเกียร์ โคคิหันควับไปมองด้วยสายตาหงุดหงิด
“แม่ง!!!! ไอ้ยูมีแฟนแล้วดูดิ!!!~ มันเข้ามหา’ลัยพร้อมฉันกับแก แล้วทำไมมีแต่มันคนเดียวที่ได้แฟนวะ!!! ไม่ยุติธรรมเลย!!!”
“ทานากะอยากมีแฟนเหรอ” ร่างบางหันมาถามยิ้มๆ
“ก็อยากล่ะ...จะได้เอาไปแข่งกับคู่ไอ้ยูได้ไง...”
แล้วโคคิก็โบ้ยไปที่คู่รักรุ่นใหม่ไฟแรง ที่กำลังป้อนน้ำป้อนขนมประหนึ่งโลกนี้มีแค่สองเรา
....ทั้งๆที่พวกมันพึ่งเข้าปีหนึ่งแท้ๆ ไหงมีแฟนง่ายอย่างกับจับสลากอย่างงี้วะ!!!!....
“โอ๊ะ!!!~ ตรงนี้ต้องทาสีแดงใช่มั้ย”
พี่โล้นร้องลั่น เมื่อเกือบจะทาสีเหลืองลงไปในส่วนของสีแดงเสียแล้ว และเพื่อไม่ให้ลืมอีก โคคิเลยลุกจากที่นั่งวิ่งไปหยิบกระป๋องสีแดง ที่ตั้งกองกันอยู่อีกมุมของลานเกียร์
“คาเมนาชิ....มีแฟนรึยัง” เมื่อเหลือกันเพียงสองคน เสียงทุ้มก็ดังถามให้คนตัวเล็กต้องเงยหน้ามอง แต่คนถามก็ยังไม่ยอมเงยหน้ามามอง แม้ตัวเองจะเป็นคนอยากรู้
“ยังหรอก”
“แล้วมองใครบ้างรึยัง” อีกครั้งที่คนถามไม่ยอมเงยหน้า
“ยัง...อืม...เอาไว้....จบปีหนึ่งก่อนน่ะ”
แล้วคนสองคนก็เงียบกันไปอีก จนกระทั่งโคคิกลับเข้ามาร่วมวงด้วย
ความรู้สึกผมตอนนั้นเหรอ...ไม่รู้สิ...ผมเป็นคนประเภทที่ว่า ไม่เคยเชื่อถือความรู้สึกประเภทที่พวยพุ่งขึ้นมา เวลาเจอใครเป็นครั้งแรก
...แต่...วันนั้นคือวันแรกที่ผมได้รู้ ได้รู้ว่าตัวเองก็รู้สึกแบบนั้นเป็น...
...บางคนอาจจะคิดว่าผมรู้สึกแบบนั้นได้ เพราะคาเมะมันหน้าสวยอย่างกับผู้หญิง แต่ผมรู้ตัวดีว่ามันไม่ใช่
...วันนั้นผมไม่ได้เห็นคาเมะที่สวยเหมือนผู้หญิง ไม่ได้เห็นคาเมะที่ร่างกายบอบบางน่ากอดน่าฟัด...ผมเห็นอะไรสักอย่าง อะไรสักอย่างที่ทำให้ไม่กล้ามองหน้ามันอีก แค่แวบเดียวตอนที่มันเงยหน้าขึ้นมาบอกชื่อ ผมก็รู้แล้ว...
...รู้แล้วว่าทำไม ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงทำตัวเหมือนยังไม่พบเจอใครที่ถูกใจ ทำตัวเหมือนไม่มีใครที่น่าสนใจ...
...เพราะคนที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ถูกใจ และน่าสนใจ คือคนที่กำลังปัดแปรงทาสีไปมาอย่างขะมักเขม้น...
...ใครคนนั้นที่ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยบอกชื่อว่า คาเมนาชิ คาซึยะ...
-*-*-*-*-*-*-*-
ผมกับคาเมะยังคบกันแบบเพื่อนมาตลอด พวกเราอยู่กลุ่มเดียวกัน มีโคคิเป็นตัวตั้งตัวตีในหลายๆเรื่อง สิ่งที่ยึดเหนี่ยวให้ผมยังคงความเป็นเพื่อนไว้ ไม่ใช่เพราะผมไม่กล้าบอกความในใจ แต่เพราะสิ่งที่คาเมะมันต้องการต่างหาก
...คาเมะอยากคิดเรื่องหัวใจเมื่อเรียนปีหนึ่งจบ...
...ผมก็จะให้ตามคำขอ...
...ผมรอ รอ รอ...รอจนวันที่ขึ้นปีสอง...
-*-*-*-*-*-*-*
วันนั้นตอนปีสอง กลุ่มของทานากะ โคคิที่มีพลพรรคเกือบยี่สิบคนเฮโลกันไปดื่มที่บาร์แห่งหนึ่ง
“ดื่ม~!!!~ เย้!!!!”
แก้วเหล้าถูกยกชูขึ้นกลางอากาศ ก่อนที่ เสือ สิงห์ กระทิง แรด แห่งวงการสุราจะกระดกรวดเดียวหมดพร้อมๆกัน แต่....ที่ไม่หมดก็ดูเหมือนจะมีอยู่หนึ่งคน คนที่ถูกจินลากติดมือมาด้วย
“เฮ้ย~!!! คาเมนาชิ!!~ ให้ดื่มนะ ไม่ใช่ให้ดม...ดูอย่างพีจังเดะ ยังกินหมดแก้วเลย!!!!”
เสียงแซวดังมาจากโคคิ ทำเอาฮาครืนกันทั้งวง ทั้งๆที่คาเมะคิดว่ามันไม่เห็นจะน่าตลกตรงไหน หรือพวกที่มีแอลกอฮอลในเลือด จะเส้นตื้นขึ้นทุกคนล่ะมั้ง
ร่างบางมีสีหน้าลำบากใจ เมื่อถูกคนทั้งวงเหล้าจ้องจิกให้ดื่ม ช่วงจังหวะที่กำลังตัดสินใจนั้น แก้วเหล้าที่อยู่ในมือก็ถูกแย่งไปกระดกหมดโดยคนที่นั่งอยู่ข้างกาย
“อ้าว~!!! ไอ้จิน อยากกินก็เทเอาใหม่ดิวะ ทำไมไปแย่งคาเมนาชิกินล่ะ!!!~” โคคิร้อง
“เจ้านี่มันชักช้า มัวแต่รอมันก็พอดีไม่ต้องกินต่อ เอาขวดใหม่มาดิ” เมื่อจินเทกินอีกแก้ว เพื่อนคนอื่นก็กินบ้าง ไม่มีใครสนใจคนร่างบางกับแก้วเหล้าเปล่าๆนั่นอีก
-*-*-*-*-*-*-*
“เอิ้ก~!!!~ ม่ายมาว~~~ ม่าย~~~ ต้องดื่ม~ ดื้ม~ ดื่ม~~!!!!”
เสียงป้อแป้ดังมาจากผู้ชายนับสิบ ที่เริ่มเคลื่อนพลออกจากบาร์ พวกที่เมาน้อยหน่อยก็ช่วยพยุงคนเมามาก ใครที่เดินแทบไม่ไหวก็จะเกิดการลากขึ้นรถแท็กซี่พากลับบ้าน
ในขณะที่คนไม่เมาเลยอย่างคาเมะและเมาเล็กน้อยอย่างจินช่วยกันเคลียร์ค่าใช้จ่าย ก่อนจะกลับบ้านพร้อมกันเป็นคู่สุดท้ายด้วยบริการรถไฟใต้ดินตอนห้าทุ่มกว่า
“อ๊ะ....อาคานิชิต้องลงอีกสองป้ายข้างหน้าไม่ใช่เหรอ” ร่างบางหันมาถามคนที่ต้องนั่งต่อไปอีกสองป้าย แต่ดันเดินออกจากขบวนพร้อมเขา
“เดี๋ยวเดินไปส่งที่บ้าน ....ไม่ต้องมา ‘แต่’ เดินไปเหอะ”
สถานีรถไฟตอนห้าทุ่มนั้นค่อนข้างปราศจากผู้คน จะมีบ้าง ก็เล็กน้อย ร่างบางเดินนำออกจากสถานีรถไฟเมื่อถูกอีกฝ่ายดักคอว่าห้ามค้าน
จนกระทั่งมาหยุดที่หน้าซอยบ้านตัวเอง คาเมะหันไปมองคนที่เดินตามมาข้างหลังเงียบๆ
“ต้องเข้าไปในซอยอีกใช่มั้ย”
จินถาม อีกฝ่ายก็พยักหน้ารับ แล้วคนถามก็ทำท่าว่าจะเดินตามเข้าไปส่งที่บ้านด้วย คาเมะเลยต้องจำยอมเดินเข้าซอยทั้งๆที่มีคนตัวโตเดินตามหลัง
เดินเข้ามาเกือบห้านาที ร่างเล็กก็มาหยุดที่หน้าบ้านขนาดเล็กซึ่งมืดสนิท
“พ่อแม่นายคงนอนหมดแล้วมั้ง”
จินเอ่ยปาก แต่เจ้าของบ้านกลับหันมายิ้ม
“นี่บ้านคุณอา วันนี้คุณอาไม่อยู่ ไปพักร้อนกัน อาคานิชิเข้ามาก่อนมั้ย” ร่างสูงพยักหน้ารับ แล้วเดินตามเข้าบ้าน
“นั่งก่อน เดี๋ยวหาน้ำให้...หรือจะเอากาแฟ อาคานิชิกินเหล้าไปตั้งเยอะ”
แขกผู้มีเกียรติส่ายหน้าให้คาเมะต้องเลิกคิ้ว ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ขอบคุณอีกฝ่ายที่ช่วยตนดื่มเหล้าแทน
“อ่า.... ขอบใจนะ ที่ช่วยกินเหล้าแทนฉันน่ะ”
คาเมะเอ่ยปากเขินๆ ที่ต้องให้อีกฝ่ายช่วยในสิ่งที่ดูจะไร้สาระสำหรับผู้ชายด้วยกัน
จินมองคนตรงหน้าเพียงอึดใจเดียว ก่อนจะเดินเข้าไปหา แล้วก้มลงแตะริมฝีปาก กับกลีบปากบางอย่างแผ่วเบา และเพียงวูบเดียวเขาก็ผละออกห่าง เขากระซิบเบาๆบนริมฝีปากสีแดงสดนั่น
“กลับล่ะ ราตรีสวัสดิ์”
แล้วร่างสูงก็ก้าวพรวดๆออกจากบ้าน ทิ้งคนถูกขโมยจูบให้ยืนตะลึงอยู่กลางห้อง ใบหน้าสวยขึ้นสีจนร้อนเห่อ กับสัมผัสที่ยังฉาบเคลือบบางๆบนริมฝีปากตนเอง สัมผัสที่มีรสของเบียร์นิดๆ ไม่หวาน แต่ทำให้หวั่นไหวอย่างน่าประหลาด
คาเมะยืนนิ่งอยู่ที่เดิม จนกระทั่งโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่นให้สะดุ้ง ต้องรีบหยิบขึ้นมาดู
(( มีข้อความเข้า )) ร่างบางกดอ่าน
-- คาเมะ --
ตัวอักษรฮิรางานะสองตัว มีแค่สองตัวในข้อความ จนคนอ่านต้องเลิกคิ้วสูง ครู่ต่อมา โทรศัพท์ในมือก็สั่นอีก
(( มีข้อความเข้า )) ร่างบางกดอ่านอีกครั้ง
-- เราคบกันมั้ย --
ชื่อคนส่งที่ปรากฏอยู่ด้านล่างข้อความ ทำให้คนอ่านยิ่งใจเต้นระรัว
เป็นหัวใจที่เต้นระรัวไม่ต่างจากคนส่งข้อความ ที่ยังนั่งจ้องคำถามของตัวเองอยู่ในรถไฟใต้ดินด้วยอาการประหม่า
จินนั่งจ้องอยู่นาน นานจนกระทั่งถึงสถานีที่ต้องลง เมื่อก้าวขาออกจากชานชาลา โทรศัพท์ที่ยังคงถือไว้สั่นน้อยๆ ชายหนุ่มรีบกดอ่านด้วยหัวใจที่บีบรัดอย่างรุนแรง
แล้วคำตอบที่เขาได้เห็น ก็ทำให้ต้องผ่อนลมหายใจยาว พร้อมกับรอยยิ้มที่ระบายบนสีหน้า
-- อือ --
สั้นๆ แต่ได้ใจความ เป็นใจความที่มาจากหัวใจคนตอบ ที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กลางบ้านตัวเอง
คาเมะยืนมองคำตอบที่ส่งไปแล้วด้วยใบหน้าแดงจัด อารมณ์เขินอาย ตีกับความหวามไหวในหัวใจให้มือไม้สั่น
-- RRRRR -- โทรศัพท์ที่ถืออยู่ร้องลั่นเป็นเสียงดนตรี ให้ร่างบางตาโตกับชื่อคนโทร.เข้ามาตอน เกือบจะเที่ยงคืน
(( อาคานิชิ ))
ร่างบางทำอะไรไม่ถูก จนเกือบจะกดรับสายไม่ได้ และเมื่อกดได้แล้ว ก็ดันพูดไม่ออก ได้แต่บ่อยให้ความเงียบครอบงำ อยู่ครู่ใหญ่ๆ
“อะ....อะ....อาคานิชิ ...เอ่อ...มีอะไรเหรอ”
....เราคบกันแล้วใช่มั้ย....
”อ...อ...อือ...”
....งั้นต่อไปนี้เรียกฉันว่าจินนะ....
“อ...อ...อือ...”
....ฉันจะเรียกนายว่าคาเมะ....
“อ...อ...อือ...”
....แต่....บางที ...ฉันเรียกว่า คาซึยะ ได้รึเปล่า....
“อ...อ...อือ...”
....งั้นราตรีสวัสดิ์อีกครั้ง...คาซึยะ....
“ระ....ราตรีสวัสดิ์...จิน...”
เป็นการบอกรักที่ไม่ต้องมีดอกไม้แทนใจ ไม่ต้องมีจูบดูดดื่มเป็นเครื่องรับประกัน ....มีแค่จูบเบาๆ....และข้อความทางโทรศัพท์สั้นๆอีกเล็กน้อย....
...อ้อ ต้องไม่ลืมการเรียกชื่อของกันและกันเป็นครั้งแรกด้วยล่ะนะ...
...เป็นการเรียกชื่อ ท้ายคำราตรีสวัสดิ์ เพื่อขอให้คืนนี้ จิน ฝันถึง คาซึยะ และขอให้ คาซึยะ ฝันถึง จิน...
...แล้วในฝัน จินจะบอกอีกครั้ง ว่ารู้สึกอย่างไรกับคนตรงหน้า จะบอกให้คาเมะเขินเสียยิ่งกว่าตอนอ่านข้อความทางโทรศัพท์...
....ไว้คืนนี้แล้วเราเจอกันในฝันนะ คาซึยะ.....เรามาเจอกันแค่สองคน....
FIN
JIN X KAME
By: Dezair
.........................................
เอ่อ...สวัสดี ไอ้โคคิมันบอกว่าพวกคุณมีเรื่องจะคุยกับผมเหรอ....มีเรื่องอะไรรึเปล่า หรือพวกคุณอยากจะเข้ามาเรียน วิศวะฯ ถ้าอยากได้คำแนะนำเรื่องเรียน ผมว่าน่าจะไปถามรุ่นพี่ทักกี้จะดีกว่า ไอ้ผมมันพวกลอยชายน่ะ....
....ห๊ะ....จะถามเรื่องผม?....เรื่องผมเนี่ยนะ ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอกคุณ....ผมก็แค่นิสิตธรรมดาๆ ไม่ใช่ประธานบริษัทรูปหล่อไฟแรงอะไรสักหน่อย....
...หือ....จะถามเรื่องผมกับคาเมะ....เอ่อ....เรื่องนี้พวกคุณจะอยากรู้ไปทำไมล่ะ...มันก็แค่เรื่องทั่วๆไปเท่านั้นล่ะ...
...เอาเถอะ เห็นแก่ที่พวกคุณติดตามเรื่องของผมมานาน ผมจะเล่าก็ได้ แต่มันไม่ได้หวานแหววอะไรหรอกนะ จะมาว่ากันทีหลังไม่ได้ เข้าใจรึเปล่า....
เมื่อสามปีก่อน
“หวัดดี ชื่อไรวะ”
ทานากะ โคคิ ในมาดเฟรชชี่ปีหนึ่งหนีบเพื่อนรักร่วมโรงเรียนมัธยมที่เข้าคณะเดียวกัน เดินมาหย่อนตัวลงนั่งยองข้างๆ คัทเอาท์ไม้อันใหญ่ ที่มีร่างบอบบางกำลังปาดแปรงสีไปมา
“คาเมนาชิ คาซึยะ” คนนั่งอยู่ก่อนเงยหน้าบอกพร้อมรอยยิ้มบางๆ
“ฉันทานากะ โคคิ ส่วนนี่ อาคานิชิ จิน...มา....ฉันช่วยนะ” ว่าแล้วโคคิก็หันไปคว้าแปรงสีที่ไม่มีเจ้าของ กำลังจะจรดมันลงป้าย ทว่าเพื่อนสนิทที่มาด้วยกัน กลับแย่งจากมือไปหน้าตาเฉย
“อ้าว เฮ้ย จิน ....แกไปหยิบอันอื่นดิวะ”
“แกไปเอาอันใหม่ไป ฉันขออันนี้”
ไอ้คนตัวโตมันว่าอย่างนั้น แล้วก้มหน้าก้มตาทาสีไม่สนใจอาการงงเต็กของโคคิแม้แต่น้อย สุดท้ายก็ต้องตัดใจลุกขึ้นไปหยิบแปรงทาสีอันใหม่ที่อยู่อีกมุมหนึ่งของคัทเอาท์
แล้วพอโคคิจะกลับมานั่งที่เดิมข้างคนร่างบาง ไอ้จินจอมขโมยแปรงก็ดันยึดตำแหน่งของเขาไปซะงั้นล่ะ!!!
...ไรวะ...ไปนั่งที่อื่นก็ได้.... โคคิไม่รู้ว่าจินจะแย่งที่นั่งเขาไปทำไม ในเมื่อมันไม่เห็นจะชวนเพื่อนใหม่คุยสักแอะเดียว ปล่อยเป็นหน้าที่เขาซักประวัตินั่นล่ะ
“คาเมนาชินี่ยิ้มสวยนะ หน้าก็สวยเหอะ ถ้าบอกว่าเป็นผู้หญิงล่ะก็ ฉันเชื่อเลยนะเนี่ย” คนถูกชมว่าเหมือนผู้หญิงได้แต่ยิ้มแห้งๆ ไม่ค่อยยินดีกับคำชมเท่าไหร่
“ไอ้โคคิมันปากพล่อย อย่าไปฟังมันมาก” คนที่ก้มหน้าก้มตาทาสีมานานเอ่ยปาก ทั้งๆที่ไม่ยอมเงยหน้ามอง จนโคคิได้แต่คิ้วขมวด
....จินเป็นไรของมัน หรือเมื่อวานไปทำใครท้องเปล่าวะ ทำไมวันนี้มันดูไม่ค่อยสู้หน้าสู้ตาคนอื่น...แต่...ช่างเหอะ ไอ้จินมันพวกเข้าใจยากแต่ไหนแต่ไร....
“โฮย~!!!~ ขายเพื่อนนะแก!!!! เกิดสาวๆได้ยินเข้า เดี๋ยวก็ไม่มีคนมาจีบฉันหรอก!!! ดูซิ!!!~ เข้ามาตั้งเกือบเดือน ฉันยังไม่มีสาวสักคน”
“พีจังจ๋า.....ยูหิวน้ำ~~”
ป้ายคัทเอาท์อีกแผ่นที่กำลังลงสีอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล คือตำแหน่งที่เสียงหวานของคู่รักคู่ใหม่ของคณะ ลอยละล่องไปกระแทกหูชายโสดทั่วทั้งลานเกียร์ โคคิหันควับไปมองด้วยสายตาหงุดหงิด
“แม่ง!!!! ไอ้ยูมีแฟนแล้วดูดิ!!!~ มันเข้ามหา’ลัยพร้อมฉันกับแก แล้วทำไมมีแต่มันคนเดียวที่ได้แฟนวะ!!! ไม่ยุติธรรมเลย!!!”
“ทานากะอยากมีแฟนเหรอ” ร่างบางหันมาถามยิ้มๆ
“ก็อยากล่ะ...จะได้เอาไปแข่งกับคู่ไอ้ยูได้ไง...”
แล้วโคคิก็โบ้ยไปที่คู่รักรุ่นใหม่ไฟแรง ที่กำลังป้อนน้ำป้อนขนมประหนึ่งโลกนี้มีแค่สองเรา
....ทั้งๆที่พวกมันพึ่งเข้าปีหนึ่งแท้ๆ ไหงมีแฟนง่ายอย่างกับจับสลากอย่างงี้วะ!!!!....
“โอ๊ะ!!!~ ตรงนี้ต้องทาสีแดงใช่มั้ย”
พี่โล้นร้องลั่น เมื่อเกือบจะทาสีเหลืองลงไปในส่วนของสีแดงเสียแล้ว และเพื่อไม่ให้ลืมอีก โคคิเลยลุกจากที่นั่งวิ่งไปหยิบกระป๋องสีแดง ที่ตั้งกองกันอยู่อีกมุมของลานเกียร์
“คาเมนาชิ....มีแฟนรึยัง” เมื่อเหลือกันเพียงสองคน เสียงทุ้มก็ดังถามให้คนตัวเล็กต้องเงยหน้ามอง แต่คนถามก็ยังไม่ยอมเงยหน้ามามอง แม้ตัวเองจะเป็นคนอยากรู้
“ยังหรอก”
“แล้วมองใครบ้างรึยัง” อีกครั้งที่คนถามไม่ยอมเงยหน้า
“ยัง...อืม...เอาไว้....จบปีหนึ่งก่อนน่ะ”
แล้วคนสองคนก็เงียบกันไปอีก จนกระทั่งโคคิกลับเข้ามาร่วมวงด้วย
ความรู้สึกผมตอนนั้นเหรอ...ไม่รู้สิ...ผมเป็นคนประเภทที่ว่า ไม่เคยเชื่อถือความรู้สึกประเภทที่พวยพุ่งขึ้นมา เวลาเจอใครเป็นครั้งแรก
...แต่...วันนั้นคือวันแรกที่ผมได้รู้ ได้รู้ว่าตัวเองก็รู้สึกแบบนั้นเป็น...
...บางคนอาจจะคิดว่าผมรู้สึกแบบนั้นได้ เพราะคาเมะมันหน้าสวยอย่างกับผู้หญิง แต่ผมรู้ตัวดีว่ามันไม่ใช่
...วันนั้นผมไม่ได้เห็นคาเมะที่สวยเหมือนผู้หญิง ไม่ได้เห็นคาเมะที่ร่างกายบอบบางน่ากอดน่าฟัด...ผมเห็นอะไรสักอย่าง อะไรสักอย่างที่ทำให้ไม่กล้ามองหน้ามันอีก แค่แวบเดียวตอนที่มันเงยหน้าขึ้นมาบอกชื่อ ผมก็รู้แล้ว...
...รู้แล้วว่าทำไม ตลอดเวลาที่ผ่านมา ถึงทำตัวเหมือนยังไม่พบเจอใครที่ถูกใจ ทำตัวเหมือนไม่มีใครที่น่าสนใจ...
...เพราะคนที่ทำให้ผมรู้สึกว่า ถูกใจ และน่าสนใจ คือคนที่กำลังปัดแปรงทาสีไปมาอย่างขะมักเขม้น...
...ใครคนนั้นที่ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยบอกชื่อว่า คาเมนาชิ คาซึยะ...
-*-*-*-*-*-*-*-
ผมกับคาเมะยังคบกันแบบเพื่อนมาตลอด พวกเราอยู่กลุ่มเดียวกัน มีโคคิเป็นตัวตั้งตัวตีในหลายๆเรื่อง สิ่งที่ยึดเหนี่ยวให้ผมยังคงความเป็นเพื่อนไว้ ไม่ใช่เพราะผมไม่กล้าบอกความในใจ แต่เพราะสิ่งที่คาเมะมันต้องการต่างหาก
...คาเมะอยากคิดเรื่องหัวใจเมื่อเรียนปีหนึ่งจบ...
...ผมก็จะให้ตามคำขอ...
...ผมรอ รอ รอ...รอจนวันที่ขึ้นปีสอง...
-*-*-*-*-*-*-*
วันนั้นตอนปีสอง กลุ่มของทานากะ โคคิที่มีพลพรรคเกือบยี่สิบคนเฮโลกันไปดื่มที่บาร์แห่งหนึ่ง
“ดื่ม~!!!~ เย้!!!!”
แก้วเหล้าถูกยกชูขึ้นกลางอากาศ ก่อนที่ เสือ สิงห์ กระทิง แรด แห่งวงการสุราจะกระดกรวดเดียวหมดพร้อมๆกัน แต่....ที่ไม่หมดก็ดูเหมือนจะมีอยู่หนึ่งคน คนที่ถูกจินลากติดมือมาด้วย
“เฮ้ย~!!! คาเมนาชิ!!~ ให้ดื่มนะ ไม่ใช่ให้ดม...ดูอย่างพีจังเดะ ยังกินหมดแก้วเลย!!!!”
เสียงแซวดังมาจากโคคิ ทำเอาฮาครืนกันทั้งวง ทั้งๆที่คาเมะคิดว่ามันไม่เห็นจะน่าตลกตรงไหน หรือพวกที่มีแอลกอฮอลในเลือด จะเส้นตื้นขึ้นทุกคนล่ะมั้ง
ร่างบางมีสีหน้าลำบากใจ เมื่อถูกคนทั้งวงเหล้าจ้องจิกให้ดื่ม ช่วงจังหวะที่กำลังตัดสินใจนั้น แก้วเหล้าที่อยู่ในมือก็ถูกแย่งไปกระดกหมดโดยคนที่นั่งอยู่ข้างกาย
“อ้าว~!!! ไอ้จิน อยากกินก็เทเอาใหม่ดิวะ ทำไมไปแย่งคาเมนาชิกินล่ะ!!!~” โคคิร้อง
“เจ้านี่มันชักช้า มัวแต่รอมันก็พอดีไม่ต้องกินต่อ เอาขวดใหม่มาดิ” เมื่อจินเทกินอีกแก้ว เพื่อนคนอื่นก็กินบ้าง ไม่มีใครสนใจคนร่างบางกับแก้วเหล้าเปล่าๆนั่นอีก
-*-*-*-*-*-*-*
“เอิ้ก~!!!~ ม่ายมาว~~~ ม่าย~~~ ต้องดื่ม~ ดื้ม~ ดื่ม~~!!!!”
เสียงป้อแป้ดังมาจากผู้ชายนับสิบ ที่เริ่มเคลื่อนพลออกจากบาร์ พวกที่เมาน้อยหน่อยก็ช่วยพยุงคนเมามาก ใครที่เดินแทบไม่ไหวก็จะเกิดการลากขึ้นรถแท็กซี่พากลับบ้าน
ในขณะที่คนไม่เมาเลยอย่างคาเมะและเมาเล็กน้อยอย่างจินช่วยกันเคลียร์ค่าใช้จ่าย ก่อนจะกลับบ้านพร้อมกันเป็นคู่สุดท้ายด้วยบริการรถไฟใต้ดินตอนห้าทุ่มกว่า
“อ๊ะ....อาคานิชิต้องลงอีกสองป้ายข้างหน้าไม่ใช่เหรอ” ร่างบางหันมาถามคนที่ต้องนั่งต่อไปอีกสองป้าย แต่ดันเดินออกจากขบวนพร้อมเขา
“เดี๋ยวเดินไปส่งที่บ้าน ....ไม่ต้องมา ‘แต่’ เดินไปเหอะ”
สถานีรถไฟตอนห้าทุ่มนั้นค่อนข้างปราศจากผู้คน จะมีบ้าง ก็เล็กน้อย ร่างบางเดินนำออกจากสถานีรถไฟเมื่อถูกอีกฝ่ายดักคอว่าห้ามค้าน
จนกระทั่งมาหยุดที่หน้าซอยบ้านตัวเอง คาเมะหันไปมองคนที่เดินตามมาข้างหลังเงียบๆ
“ต้องเข้าไปในซอยอีกใช่มั้ย”
จินถาม อีกฝ่ายก็พยักหน้ารับ แล้วคนถามก็ทำท่าว่าจะเดินตามเข้าไปส่งที่บ้านด้วย คาเมะเลยต้องจำยอมเดินเข้าซอยทั้งๆที่มีคนตัวโตเดินตามหลัง
เดินเข้ามาเกือบห้านาที ร่างเล็กก็มาหยุดที่หน้าบ้านขนาดเล็กซึ่งมืดสนิท
“พ่อแม่นายคงนอนหมดแล้วมั้ง”
จินเอ่ยปาก แต่เจ้าของบ้านกลับหันมายิ้ม
“นี่บ้านคุณอา วันนี้คุณอาไม่อยู่ ไปพักร้อนกัน อาคานิชิเข้ามาก่อนมั้ย” ร่างสูงพยักหน้ารับ แล้วเดินตามเข้าบ้าน
“นั่งก่อน เดี๋ยวหาน้ำให้...หรือจะเอากาแฟ อาคานิชิกินเหล้าไปตั้งเยอะ”
แขกผู้มีเกียรติส่ายหน้าให้คาเมะต้องเลิกคิ้ว ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ขอบคุณอีกฝ่ายที่ช่วยตนดื่มเหล้าแทน
“อ่า.... ขอบใจนะ ที่ช่วยกินเหล้าแทนฉันน่ะ”
คาเมะเอ่ยปากเขินๆ ที่ต้องให้อีกฝ่ายช่วยในสิ่งที่ดูจะไร้สาระสำหรับผู้ชายด้วยกัน
จินมองคนตรงหน้าเพียงอึดใจเดียว ก่อนจะเดินเข้าไปหา แล้วก้มลงแตะริมฝีปาก กับกลีบปากบางอย่างแผ่วเบา และเพียงวูบเดียวเขาก็ผละออกห่าง เขากระซิบเบาๆบนริมฝีปากสีแดงสดนั่น
“กลับล่ะ ราตรีสวัสดิ์”
แล้วร่างสูงก็ก้าวพรวดๆออกจากบ้าน ทิ้งคนถูกขโมยจูบให้ยืนตะลึงอยู่กลางห้อง ใบหน้าสวยขึ้นสีจนร้อนเห่อ กับสัมผัสที่ยังฉาบเคลือบบางๆบนริมฝีปากตนเอง สัมผัสที่มีรสของเบียร์นิดๆ ไม่หวาน แต่ทำให้หวั่นไหวอย่างน่าประหลาด
คาเมะยืนนิ่งอยู่ที่เดิม จนกระทั่งโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่นให้สะดุ้ง ต้องรีบหยิบขึ้นมาดู
(( มีข้อความเข้า )) ร่างบางกดอ่าน
-- คาเมะ --
ตัวอักษรฮิรางานะสองตัว มีแค่สองตัวในข้อความ จนคนอ่านต้องเลิกคิ้วสูง ครู่ต่อมา โทรศัพท์ในมือก็สั่นอีก
(( มีข้อความเข้า )) ร่างบางกดอ่านอีกครั้ง
-- เราคบกันมั้ย --
ชื่อคนส่งที่ปรากฏอยู่ด้านล่างข้อความ ทำให้คนอ่านยิ่งใจเต้นระรัว
เป็นหัวใจที่เต้นระรัวไม่ต่างจากคนส่งข้อความ ที่ยังนั่งจ้องคำถามของตัวเองอยู่ในรถไฟใต้ดินด้วยอาการประหม่า
จินนั่งจ้องอยู่นาน นานจนกระทั่งถึงสถานีที่ต้องลง เมื่อก้าวขาออกจากชานชาลา โทรศัพท์ที่ยังคงถือไว้สั่นน้อยๆ ชายหนุ่มรีบกดอ่านด้วยหัวใจที่บีบรัดอย่างรุนแรง
แล้วคำตอบที่เขาได้เห็น ก็ทำให้ต้องผ่อนลมหายใจยาว พร้อมกับรอยยิ้มที่ระบายบนสีหน้า
-- อือ --
สั้นๆ แต่ได้ใจความ เป็นใจความที่มาจากหัวใจคนตอบ ที่ยังคงยืนนิ่งอยู่กลางบ้านตัวเอง
คาเมะยืนมองคำตอบที่ส่งไปแล้วด้วยใบหน้าแดงจัด อารมณ์เขินอาย ตีกับความหวามไหวในหัวใจให้มือไม้สั่น
-- RRRRR -- โทรศัพท์ที่ถืออยู่ร้องลั่นเป็นเสียงดนตรี ให้ร่างบางตาโตกับชื่อคนโทร.เข้ามาตอน เกือบจะเที่ยงคืน
(( อาคานิชิ ))
ร่างบางทำอะไรไม่ถูก จนเกือบจะกดรับสายไม่ได้ และเมื่อกดได้แล้ว ก็ดันพูดไม่ออก ได้แต่บ่อยให้ความเงียบครอบงำ อยู่ครู่ใหญ่ๆ
“อะ....อะ....อาคานิชิ ...เอ่อ...มีอะไรเหรอ”
....เราคบกันแล้วใช่มั้ย....
”อ...อ...อือ...”
....งั้นต่อไปนี้เรียกฉันว่าจินนะ....
“อ...อ...อือ...”
....ฉันจะเรียกนายว่าคาเมะ....
“อ...อ...อือ...”
....แต่....บางที ...ฉันเรียกว่า คาซึยะ ได้รึเปล่า....
“อ...อ...อือ...”
....งั้นราตรีสวัสดิ์อีกครั้ง...คาซึยะ....
“ระ....ราตรีสวัสดิ์...จิน...”
เป็นการบอกรักที่ไม่ต้องมีดอกไม้แทนใจ ไม่ต้องมีจูบดูดดื่มเป็นเครื่องรับประกัน ....มีแค่จูบเบาๆ....และข้อความทางโทรศัพท์สั้นๆอีกเล็กน้อย....
...อ้อ ต้องไม่ลืมการเรียกชื่อของกันและกันเป็นครั้งแรกด้วยล่ะนะ...
...เป็นการเรียกชื่อ ท้ายคำราตรีสวัสดิ์ เพื่อขอให้คืนนี้ จิน ฝันถึง คาซึยะ และขอให้ คาซึยะ ฝันถึง จิน...
...แล้วในฝัน จินจะบอกอีกครั้ง ว่ารู้สึกอย่างไรกับคนตรงหน้า จะบอกให้คาเมะเขินเสียยิ่งกว่าตอนอ่านข้อความทางโทรศัพท์...
....ไว้คืนนี้แล้วเราเจอกันในฝันนะ คาซึยะ.....เรามาเจอกันแค่สองคน....
FIN
2009.06.12
FIC : คู่รักจืดชืด ตอน สวีท ซีเนม่า
FIC : คู่รักจืดชืด ตอน สวีท ซีเนม่า
JIN X KAME
By: Dezair
.................................................
มีไม่บ่อยนักหรอก ที่กลุ่มของทานากะ โคคิ จะยกพลไปดูหนังพร้อมกัน วันนี้มีภาพยนตร์เข้าใหม่ ฉากบู๊ล้างผลาญเป็นความพอใจส่วนหนึ่งของหนุ่มๆในกลุ่ม ให้ต้องตีตั๋วยาวตั้งแต่ที่นั่ง หมายเลข G9 จนถึง G 16
ทว่า...เมื่อมีความต้องการของคนหมู่มาก ก็ต้องมีความต้องการของคนหมู่น้อย...
นากามารุ ยูอิจิออกจะไม่ยินดีเล็กน้อย ที่เพื่อนพ้องเฮโลจะดูหนังระห่ำเสียงกระหึ่ม
‘จะบ้าเหรอวะ!! ผู้ชายตัวเท่าหมีตั้งเกือบสิบคน จะให้เข้าไปดูหนังรัก!!!’
โคยามะด่าผู้ชายรักแฟนอย่างยูอิจิ ทันทีที่หมอนี่ ขอเปลี่ยนจากหนังเลือดสาดระเบิดตูมตาม มาเป็นหนังรักโรแมนติกหวานซึ้งกินใจ ด้วยสาเหตุอันน่าเตะเป็นที่สุด
‘ก็พีจังไม่ชอบหนังแบบนั้นนี่หว่า พีจังของฉันขี้กลัว’
‘งั้นแกก็ไปดูกับพีจังของแกสองคน!!’
หากเป็นปกติแล้ว ยูอิจิคงโกยแน่บเข้าไปตีตั๋วหนังโรแมนติกมาเอาใจแฟน
แต่!...นี่ไม่ใช่เวลาปกติ เพราะตั๋วหนังมื้อนี้ อุปถัมภ์โดย รุ่นพี่ทักกี้ หรือแปลง่ายๆว่า มื้อนี้ทักกี้เลี้ยง~!!!...
...และนั่นคือสาเหตุสำคัญ ที่คุณชายยูต้องขอขัดใจแฟน แล้วกระโดดงับหนังฟรีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...
...เอาเถอะ! ขึ้นชื่อว่าคู่รักยูพีแล้ว หากมันไม่ได้หนึ่ง มันก็ต้องเอาสอง แม้จะยอมเข้าไปดูหนังบู๊ แต่คู่รักหวานสะท้านโลกก็ทำตัวอี๋อ๋อสะท้านโรง
เริ่มต้นด้วยการขอที่นั่งตรงกลางระหว่างเพื่อนฝูงแบบแพ็คคู่ ของยูเบอร์ จีสิบเอ็ด ในขณะที่ของพีจังนั้นวางก้นแหมะลงบนที่นั่งหมายเลข จี สิบสอง ปล่อยให้เพื่อนคนอื่นมองกันตาปริบๆ แล้วแยกย้ายกันนั่งตัวใครตัวมัน
ไม่ต้องสงสัยว่าคนที่ร่วมโปรเจ็ค ‘ตัวใครตัวมัน’ ก็ต้องมีชื่อ จิน และคาเมะอยู่แล้ว พี่จินนั้นฟาดที่นั่งหัวแถว เบอร์จีสิบหก ในขณะที่น้องคาเมะหย่อนตัวลงที่นั่งเบอร์เก้า คนละหัว คนละหาง ประหนึ่งว่าไม่ได้มาด้วยกันแต่อย่างใด =.=
“นี่!!~ ไอ้โคคิ อย่ามานั่งใกล้แฟนฉัน!!!”
อย่า...กรุณาอย่าคิดว่านี่เป็นเสียงจิน เพราะมันไม่มีทางเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว คนพูดคือคุณยู
“เออๆ!!!” โคคิที่นั่งอีกฟากของพีจังถึงกับต้องหันมาตะคอกใส่เพื่อนด้วยความหงุดหงิดเล็กๆ อยากจะเอาสปอตไลน์สาดไปที่หัวแถว และท้ายแถว ให้ไอ้ยูมันได้ดูเป็นบุญตาก่อนจบชีวิตซะจริง!!
...แหกตาดูซะก่อน!!! จุนโนะที่นั่งข้างคาเมะน่ะ เกือบจะปีนขึ้นไปนั่งตักแล้วเหอะ ไอ้จินไม่เห็นยินดียินร้ายอะไรเลย เอาแต่ตาตกล้วงป๊อปคอร์นอยู่ได้
...แล้วหันมาดูไอ้คู่ขี้อวดนี่ซิ~!!! สะเออะมานั่งตรงกลาง แล้วยังทำตัวขี้หวงไม่เข้าเรื่องอีก!!!...
“พีจังจ๊ะ~ ต่อจากนี้โรงหนังจะปิดไฟ ถ้ากลัวล่ะก็ จับมือยูเอาไว้นะ”
...แอทเทนชั่น พลีส~ แอทเทนชั่น พลีส... ขณะนี้ ท่านนากามารุกำลังอยู่ในโรงภาพยนตร์ ไม่ใช่บ้านผีสิง...ไม่ต้องเว่อร์ -.-
“ยูน่ะ~ เกรงใจคนอื่นหน่อยสิ...” โอ๊ะๆ พีจังดูมีสำนึกนะ...
“แหม ยูก็แค่ดูแลแฟนอย่างดี...แล้วแอร์ลงรึเปล่าครับ หนาวไปมั้ย..ขยับเข้ามาใกล้อีกหน่อยก็ได้นะ”
“ขอบคุณนะยู...ยูเนี่ย ดูแลเราทุกอย่างเลย” อ้าวๆ...อย่าตามน้ำสิครับ คุณหนูพีจัง!!!...
“ก็ยูรักพีจังนี่นา ไม่ดูแลอย่างดีได้ไง”
“บ้า~~~พูดอะไรแบบนั้น”
โคคิเหลือบตามองทักกี้ที่นั่งอีกฝั่งของตน เขาว่ากันว่า มองตาก็รู้ใจนี่ท่าจะใช้ได้จริง เพราะตอนนี้โคคิรู้ได้ในทันทีว่า ทักกี้กำลังคิดจะออกเงินซื้อตั๋วหนังใบใหม่ แล้วอัปเปหิไอ้คู่หวานฟ้าถล่ม ไปนั่งให้ไกลสุดลูกหูลูกตา...
...ไม่งั้น...หนังล้างผลาญต้นทุนพันล้าน อาจจะกลายเป็นหนังรักหวานฉ่ำ ที่ลงทุนด้วยความรักของไอ้ยู และหัวใจพีจังที่ลอยวิ๊งๆเต็มจอ...
ครู่เดียว โรงหนังก็ปิดไฟมืด พร้อมกับฉายหนังตัวอย่าง พี่โล้นซ่าได้ยินเสียงปลอบทุกสามวินาทีมาจากไอ้คู่ข้างกาย พอชะเง้อไปมองที่หัวแถวและท้ายแถว ก็พบว่า คาเมะนั่งตาแป๋วมองจอที่กำลังฉายตัวอย่างหนังผีแบบไม่สะทกสะท้าน ไม่ต้องเรียกร้องให้ไอ้จินเดินมาดูแล โอบกอด และปลอบประโลมแต่อย่างใด...
...ทำไมมันต่างกันอย่างงี้วะ!!!...
ดูหนังกันไปได้หน่อย ทางฝั่งท้ายแถวก็เริ่มเรียกร้องหากล่องป๊อปคอร์นที่ยังคงสิงสถิตอยู่กับจิน โคคิชะโงกหน้าผ่าน คู่รักยูพี และ โคยามะไปยังจินที่นั่งหัวแถว
“ไอ้จิน!!! ควบสองกล่องเลยนะแก~....ไม่ได้ซื้อมาให้แกกินคนเดียวนะโว๊ย~~!!! รีบส่งมาได้แล้ว” ร่างสูงยอมส่งกล่องป๊อปคอร์นสองกล่องที่ถือครองมานาน ไปแต่โดยดี ก่อนจะลุกขึ้นยืนให้โคยามะต้องหันไปถาม
“ไปไหนวะ”
“ไปฉี่”
คำตอบไร้คำสุภาพแบบนี้ โคยามะล่ะอยากจะด่ามันซะจริงว่า แฟนไม่สั่งสอน!!~ แต่ไม่ได้ๆ พาดพิงถึงคาเมะคนงามของคณะได้ไง คาเมะคงสั่งสอนมันแล้วแหล่ะ แต่ไอ้จินมันคงไม่จำ!!!
จินหายออกจากโรงไปเข้าห้องน้ำ ในขณะที่หนังยังดำเนินเรื่องต่อด้วยฉากบู๊ถูกใจ พอร่างสูงกลับมาอีกที ก็ไม่มีใครหันมาสนใจกันแล้ว เพราะกำลังอยู่ในช่วงไคลแม็กซ์ของเรื่อง ที่พระเอกใกล้ตายและอยู่ในสภาวะวิกฤต ชนิดเหยียบเท้าข้างนึงไปเยี่ยมปรโลกแล้ว
ความยาวของหนังร่วมสามชั่วโมง ทำเอาอิ่มเอิบไปตามๆกันสำหรับคอหนัง และไม่ใช่คอหนังอย่างยูพีที่หวานชื่นกอดกันตลอดทั้งเรื่อง
ทว่า...ก็ยังมีเรื่องไม่น่าพอใจเล็กน้อยถึงปานกลาง
“แม่ง...หยิบป๊อปคอร์นแล้วเจอแต่แบบเค็มๆว่ะ ไอ้จินกินรสหวานหมดแล้วแน่เลย” โคยามะบ่นอุบ
อุตส่าห์สั่งป๊อปคอร์ตั้งสองกล่อง กล่องนึงหวาน กล่องนึงเค็ม กะเอามาชิมทั้งสองรส แต่หยิบกี่รอบกี่รอบ ก็ได้แต่รสเค็ม ...สากลิ้นจะแย่แล้วเนี่ย...
“เออๆ ฉันด้วย...คราวหน้า สั่งหวานอย่างเดียวเลยดีกว่าว่ะ” โคคิสนับสนุนอีกเสียง
“อ๊ะ...แต่ฉันได้กินรสหวานบ้างเหมือนกันนะ” จุนโนะยกมือบอก
“แล้วคาเมะล่ะ ...นั่งดูเงียบเชียว ไอ้กินป๊อปคอร์นบ้างรึเปล่า” โคคิอดเป็นห่วงไม่ได้ กลัวน้ำกลัวขนมจะส่งไม่ถึงคนตัวเล็ก ก็แหม...รายทางก่อนจะถึงมือคาเมะ มีแต่ไอ้พวกอดอยากทั้งนั้น ไม่รู้ชาติที่แล้วมันเกิดเป็นอะไร ชาตินี้ถึงกินเก่งกันเหลือเกิน
“อืม ได้กิน...รสหวานอร่อยดีนะ”
“หือ...คาเมะได้กินรสหวานด้วยเหรอ” ทักกี้หันควับมามอง เขานี่ล่ะคนนึงที่ได้กินแต่รสเค็ม หยิบไปทีไรเจอแต่รสเค็มทุกที ขนาดว่าเปลี่ยนกล่องก็แล้ว ก็ยังได้แต่รสเค็ม ...หรือยัยคนขายจะตักให้ผิดหว่า...
“อืม...รุ่นพี่ไม่ได้กินเหรอ” คาเมะย้อนถามหน้าใส ในขณะที่ร่างสูงที่นั่งอยู่หัวแถวเดินอย่างรวดเร็วมาดึงแขนคนพูด
“คาเมะ...วันนี้ต้องรีบกลับไปซักผ้า”
จินว่าอย่างนั้น ให้คนตัวเล็กหันมองด้วยความสงสัย อยากจะค้านว่า...ก็ซักไปแล้วเมื่อเช้า... แต่ฝ่ามือหนาก็ยังดึงมือเขาเอาไว้อีก จึงต้องปล่อยตามเลย ไม่ค้าน ไม่ท้วงแต่อย่างใด
“อือ...” สองคนคู่จืดกำลังจะหันมาบอกลาเพื่อนๆ แต่ทักกี้ผู้ตาดี กลับจ้องเขม็งไปที่บางสิ่งบางอย่างในมือคาเมะ
“คาเมะ...ในมือน่ะ เสื้อกันหนาวไอ้จินใช่มั้ย”
“อ๊ะ...อืม...”
“รุ่นพี่ พวกเรารีบกลับ...ไปนะ” จินตัดบททันควัน กำลังจะลากคาเมะออกไปจริงๆ แต่ทักกี้คว้าหมับที่คอเสื้อเอาไว้
“เดี๋ยวสิ...แกบอกฉันก่อนว่าทำไมเสื้อกันหนาว ที่ตอนแรกแกใส่เข้ามาในโรงหนัง ถึงไปอยู่กับคาเมะตอนหนังจบได้...”
“รุ่นพี่จะรู้ไปทำไม...” จินหันมาย้อนถาม
“ก็ฉันอยากรู้วิธี”
“ยัดใส่ใต้ถังป๊อปคอร์นแล้วส่งต่อไปเรื่อยๆไง” ร่างสูงตอบอย่างไม่จริงจัง
“แกเห็นว่าฉันอายุเท่าไหร่วะ...เสื้อตัวเบอเร่อเนี่ยนะ! ยัดไว้ใต้ถังป๊อปคอร์น!!”
“อ๊ะ!!!~ ตอนนั้นไง!!!” โคยามะร้อง แล้วชี้หน้าเพื่อนสนิท ให้คนทั้งกลุ่มหันควับมามองที่เขาเป็นตาเดียว
“มีตอนนึงที่แกบอกว่าจะไปห้องน้ำ แล้วแกก็หายไปนานมาก!!”
ความจริงแล้ว โคยามะไม่รู้ว่าจินหายไปนานเท่าไหร่ เพราะตัวเองก็เอาแต่สนใจหนัง แต่ก็นะ...มันก็คงหายไปนานนั่นล่ะ เพราะว่ามันคงต้องเดินวนไปฝั่งคาเมะ แล้วถอดเสื้อกันหนาวให้ก่อน แล้วถึงกลับมานั่งที่ตัวเอง...
...ใช่แน่ๆ...มันต้องเอาเสื้อกันหนาวไปให้คาเมะตอนนั้นแน่ๆ...
“โฮย...แกลงทุนขนาดนี้เลยเหรอวะ” จุนโนะร้องอย่างปลื้มปิติ
“เปล่า...ห้องน้ำมันอยู่ฝั่งคาเมะอยู่แล้ว” จินแถไปอย่างหน้าตาเฉย ความจริงแล้ว ห้องน้ำมันออกได้ทั้งสองประตูต่างหากล่ะ...
“เออ...ฉันจะถือว่าแกแค่บังเอิญเดินผ่านคาเมะ แล้วเห็นคาเมะหนาว จากนั้นอารมณ์คนรักแฟนในตัวมันก็ลุกฮือ ให้แกต้องถอดเสื้อกันหนาวให้!!!”
“เออๆ...คิดงั้นก็ได้” จินรับไปลวกๆอย่างนึกรำคาญ กำลังจะหันหลังออกจากโรง แต่โคคิก็ดันเรียกเอาไว้อีก
“เดี๋ยวๆ...คาเมะ...ทุกครั้งที่ส่งป๊อปคอร์นไปเนี่ย ได้กินแต่รสหวานใช่รึเปล่า”
“ก็...ใช่...”
“ไม่เคยหยิบได้อันเค็มเลยใช่มั้ย”
“อืม...”
“จิน...แกล่ะ...ได้กินป๊อปคอร์นบ้างรึเปล่า”
“ได้กิน”
“แน่เหรอ...แกไม่ใช่เอาแต่นั่งคุ้ยป๊อปคอร์นเหรอวะ” โคคิพูดแล้วหรี่ตาจับผิด จินทำหน้าเฉย หันมองไปทางอื่นไม่ยอมตอบ ในขณะที่เพื่อนทั้งหลายยังงงกันถ้วนหน้า
“หมายความว่าไงวะโคคิ” ยูอิจิหันมากระแซะถาม เนื่องจากตามไม่ทัน
“ตามที่ฉันเดานะ...ขั้นแรกเนี่ย ไอ้จินก็ต้องลงทุนกินอันหวานไปก่อน หน่อยนึง แล้วก็เอาอันเค็มมาเทโปะหน้าอันหวาน ทีนี้ ตอนมันส่ง พวกเรากำลังดูหนังกันอยู่ ไม่มีใครมานั่งเพ่งหรอกใช่มั้ย ว่าอันไหนหวานอันไหนเค็ม พอหยิบกล่องแรกเข้าปาก เราก็ต้องหยิบกล่องที่สองด้วย เพื่อจะได้ชิมอันหวาน ถูกมั้ย แต่พวกเราก็ดันเจอแต่อันเค็มใช่เปล่า”
ทุกคนพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย เพราะทำอย่างที่โคคิว่าไว้จริงๆ
“พวกแกก็รู้ ที่นั่งของพวกเราน่ะ คาเมะนั่งอยู่ท้ายแถว เพราะงั้นกว่าจะส่งจากหัวแถวอย่างไอ้จินไปถึงท้ายแถว อันเค็มที่มันโปะอยู่ข้างบนก็คงหมดพอดี เหลือแต่อันหวานๆไว้ให้คาเมะ...”
“คาเมะ... จินมันบอกอะไรก่อนเข้าโรงบ้างรึเปล่า เรื่องป๊อปคอร์นน่ะ” ว่าแล้วก็หันไปถามคนร่างบางอีกที คาเมะเหลือบมองคนข้างกาย จินพยักหน้าหงึกหงัก สุดท้าย คนตัวเล็กเลยยอมพูด
“จินบอกว่า ถ้าหยิบไม่เจออันหวาน ให้ลองหยิบอีกกล่องนึงดู”
“นั่นไง~! เห็นมั้ยล่ะ ฉันเดาไว้มันผิดที่ไหน!!” โคคิยิ้มกว้างกับการไขคดีรอบนี้ ...ฮ่า ฮ่า...ไม่ต้องให้ไอ้จินมาเฉลย คราวที่แล้วเสียเหลี่ยมหมดเลย...
“โฮย...สุดยอดอ่ะจิน...” โคยามะตะลึงค้าง ไม่คิดว่าเพื่อนจะทำอะไรมากขนาดนี้ แค่เพราะคนที่มันบอกว่า ‘ไม่ได้เป็นแฟน’
…นี่ขนาดไม่ได้เป็นแฟน ยังทำเอาคู่ยูพีแพ้กระจุย...
“สุดยอดไรวะ...ไปแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีเสื้อผ้าใส่” จินหาเรื่องกลับบ้านอย่างเดียว อยู่นานเดี๋ยวมันก็ยิ่งถามนั่นถามนี่ ร่างสูงสงสารคาเมะ...ไม่รู้อะไรด้วยสักหน่อย แต่ต้องมายืนอายหน้าแดงก่ำเพราะคนอื่นจ้องตาไม่กระพริบ
“เออๆ...แล้วกลับไปซักผ้าอย่างที่ปากพูดนะเว้ย...” ทักกี้ล้อเลียน จินก็พยักหน้าตามน้ำ ในขณะที่คาเมะเอาแต่ก้มหน้า มือกำชายเสื้อคนข้างกายด้วยความประหม่า
“เดี๋ยวๆ...ในมือคาเมะน่ะ...ที่ถือเสื้อกันหนาวไอ้จิน แล้วนั่นถังอะไรอีกอันนึง” ช่วงจังหวะที่สองร่างหมุนตัว โคคิผู้ตาแหลมแถมฉับไวก็ดันสังเกตเห็นวัตถุส่วนเกินในมือน้อยๆ
“ถังป๊อปคอร์น” ร่างบางหันมาตอบเสียงแผ่ว ให้โคคิต้องก้มลงมองถังป๊อปคอร์นในมือตัวเองด้วยความงุนงง
...เท่าที่จำได้...ตอนแรก พวกเขาซื้อป๊อปคอร์นมาแค่สองถังไม่ใช่เหรอ...แล้วทำไมมันไปงอกในมือคาเมะอีกถังนึงได้วะ...
“อ๊ะ!!! นี่ไอ้จินลงไปซื้อมาเพิ่มให้ด้วยเหรอวะ!!!” พี่ยูของพีจัง ผู้อยากลองบทนักสืบขึ้นมาบ้าง ลองเดาสุ่มสี่สุ่มห้า แต่แถมท่าทางเหมือนรู้จริงให้เพื่อนๆฮือฮา
“ม...ม...ไม่ใช่นะ...จินไม่ได้ซื้อหรอก” ร่างบางก้มหน้าตอบเสียงเขิน ไม่กล้าเงยหน้าสบตาใครสักคน
“หือ?” ...ไม่ใช่ไอ้จิน แล้วงั้นใคร...
“เราลงไปซื้อเองแหล่ะ” แล้วคาเมะก็เอ่ยปากตอบ ให้คนร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างกายต้องหันมองด้วยความตกตะลึง ส่วนเพื่อนทั้งหลายที่ได้ยิน ได้ฟังนั้น พากันอึ้งไปแล้วถ้วนหน้า
“ก็...พอป๊อปคอร์นมาถึงเราทีไร มันก็เหลือแต่รสหวานทุกที เราก็นึกว่ารสเค็มมันอร่อยจนคนอื่นกินกันหมด กลัว...จิน...จะไม่ได้กิน เลยแอบลงไปซื้อมาเพิ่มน่ะ”
คำว่า จิน ของคาเมะนั้นเบาเสียยิ่งกว่าเบา แต่เป็นระดับเสียงที่เบาจนน่าคว้าคนพูดไปกอดนัก
จินอมยิ้มแก้เขิน...สรุปว่าทั้งเขา ทั้งคาเมะนี่บ้าพอกันทั้งคู่ใช่รึเปล่า...
...เขาอุตส่าห์ทำทุกวิถีทางให้คาเมะได้กินแต่ป๊อปคอร์นรสหวาน เพราะคิดว่าคนตัวเล็กน่าจะชอบ...
...ในขณะที่อีกฝ่ายกลับพยายามทำให้เขาได้กินแต่ป๊อปคอร์นรสเค็ม ถึงขนาดยอมลุกจากที่นั่ง ลงไปซื้อมาเพิ่มให้...
...น่ารักเกินไปแล้วคาเมะ...
“เอ้า~! หมดเรื่องสอบสวนแล้วใช่มั้ย พวกฉันกลับกันแล้วนะ” จินหันมาลาเพื่อนยิ้มๆ ส่วนคาเมะยังคงเอาแต่ก้มหน้าแดงก่ำไม่ยอมเงยขึ้นมาสบตาใครสักคน ก้มไป มือกำชายเสื้อเขาไปด้วย
...เป็นพยานให้ด้วย ว่าถ้าเสื้อจินย้วยเพราะแรงกำจากฝ่ามือเล็กๆนี่ คาเมะต้องเป็นคนไปเลือกเสื้อตัวใหม่ให้จิน...
“เออ...ตามสบาย” โคคิไม่มีเหตุผลอะไรต้องรั้งมันเอาไว้ ได้แต่ปล่อยให้คนทั้งคู่เดินออกจากโรงหนังไปแบบที่มีเพื่อนซี้ทั้งกลุ่มมองตาม
“แล้วคราวหน้า...ฉันจะเรียกพวกแกสองคนมาดูหนังรัก” โคคิตะโกนตามหลัง ให้จินต้องหันกลับมามอง
“ไม่เอาว่ะ...” ร่างสูงปฏิเสธอย่างไม่ไยดี
“คาเมะไม่ชอบ” แล้วตามด้วยเหตุผลที่ทำเอาเพื่อนยิ้มแก้มปริกันเป็นแถว
...ไอ้จินมันรักคาเมะจริงๆ...
...ไม่รู้ว่าระหว่างมันทั้งคู่ ใครโชคดีกว่ากัน...คาเมะที่มีคนรักแบบจิน หรือจินที่มีคนรักแบบคาเมะ...
...แต่ช่างเถอะ...ไม่รู้ว่าใครโชคดีกว่าใคร รู้แต่ว่า ถ้าเปลี่ยนคู่ของจินเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คาเมะ หรือเปลี่ยนคู่คาเมะเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่จิน
...ความรักแปลกๆแบบนี้ ก็คงไม่ถือกำเนิดขึ้นมาในโลก...
…ความรักแบบที่ทำให้ใครสักคน ลุกจากที่นั่งไปซื้อป๊อปคอร์นมาเพิ่ม...
...ความรักแบบที่ทำให้ใครอีกคน ไม่ยอมดูหนัง แล้วเอาแต่คุ้ยถังป๊อปคอร์น...
...ความรักแบบที่ทำให้ใครคนนั้น อุตส่าห์ถ่อไปเข้าห้องน้ำแล้วเดินกลับมาอีกทาง เพียงเพื่อจะถอดเสื้อกันหนาวให้คนที่นั่งอยู่อีกฟากของแถว...
...ความรัก...แบบที่พวกมันก็ยังรักกันได้ แม้จะมีคนนั่งคั่นกลางห้าหกคนแบบนี้...
...สโลแกนความรักของมันคืออะไรกันนะ...
...รักได้ทุกสถานที่ หรือ...รักอยู่แล้วทุกลมหายใจ...
…ความรักของพวกมันเป็นแบบไหน...คำตอบคงต้องไปถามเอาจากไอ้คนสองคนที่ปากบอกว่าจะกลับไปซักผ้า ทั้งๆที่เมื่อเช้ามันก็มาสายเพราะเหตุผลซักผ้า...
...ไม่รู้จะซักผ้าอะไรกันนักหนา...หรือมันฟอร์มจัดนักจนต้องเอา ซักผ้า มาอ้าง...
...ไอ้คู่บ้าเอ้ย~~…
...สวีท ซีเนม่าของไอ้คู่จืดชืดมีจริง!!!!
FIN
-*-*-*-*-*
ตอน สวีท ซีเนม่า เวอร์ชั่น 2
วันนี้ ทานากะ โคคิ ตื่นสายเล็กน้อย แล้วเลยใช้เป็นข้ออ้างในการโดดเรียนวิชาเลือกเสรีที่ลงกับเพื่อนบางคน ณ ตอนนี้ เวลานี้ เขาจึงมาเตร็ดเตร่อยู่ที่ย่านการค้าด้วยหัวใจอันอิ่มเอิบกับสาวๆ สวยๆที่มาช้อปปิ้งขวักไขว่
แต่...ในขณะที่กำลังหลงเสน่ห์สาวน้อยหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มรายหนึ่งอยู่นั้น สายตาอันแหลมคมของพ่อยอดนักสืบประจำลานเกียร์ก็ดันเหลือบไปเห็นคนบางคน คู่บางคู่ที่กำลังเดินด้วยกันอยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกล
...เดินคุยกัน ยิ้มกัน หัวเราะกัน...
...คนตัวโตกว่า ดูยังไงโคคิก็คิดว่าไม่ใช่ ไอ้จมูกโตจอมขี้อวดอย่าง นากามารุ ยูอิจิ ที่ชอบพร่ำพรรณนาถึงความรักอันมากล้นที่ตัวเองมีต่อแฟนมัน
...ส่วนคนตัวเล็กกว่า ถึงโคคิจะตีลังกามอง ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่ใช่ เจ้าปลาทองทำตัวแอ๊บแบ๊วอย่าง พีจัง ที่ถูกบริการด้วยความรักน้ำเน่าจนน่าจะเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและทำอะไรไม่เป็นในบั้นปลายชีวิต
...ที่อธิบายมาทั้งหมด โคคิก็แค่อยากจะบอกว่า...ไอ้คู่ที่มันเดินด้วยกันอยู่ ณ ขณะนี้ คือ อาคานิชิ จิน และคาเมนาชิ คาซึยะ คู่รักยุคประวัติศาสตร์ที่คงถูกสร้างขึ้นมาในยุคที่โลกยังไม่รู้จักน้ำตาล!!!...
...อ๊ะ!!~ ประเด็นคือพวกมันมาทำอะไรที่นี่...วันนี้ เวลานี้ พวกมันไม่มีวิชาเรียนเลือกเสรีแบบที่โคคิมี และโดดออกมา แล้วที่ภาคของพวกเขาก็ไม่มีการเรียนการสอนใดๆด้วย...
...แสดงว่ามันมาเดทงั้นเรอะ!!!!...
เพียงเท่านั้น ทานากะ โคคิก็ล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหาเพื่อนรักทันที
“ฮัลโล!!~ โคยามะ!!~ ข่าวใหญ่โว้ย!!! ฉันเจอคาเมะกับจินที่หน้าโรงหนัง!!!”
“เออๆ...เดี๋ยวฉันจะตามเข้าไปซื้อตั๋วก่อน แกรีบมาเลยนะเว้ย!!!” เรียบร้อยอย่างเร็วจี๋ โคคิก็พุ่งเข้าไปจองตั๋วสำหรับสมาชิกกลุ่มทั้งหลาย
ทายได้ด้วยเซนต์เฉพาะตัว ว่าต่อให้การโทรศัพท์ขณะขับรถกลายเป็นกฎหมายบ้านเมืองอันเคร่งครัด แต่ช่วงเวลาแบบนี้ โคยามะก็คงต้องแหกกฎสักครั้ง เพื่อที่เพื่อนรักทั้งหลายจะได้ทราบข่าวดีอันด่วนยิ่งอย่างพร้อมเพรียงกัน
...ก็หวังว่าคุณตำรวจจราจรจะเข้าใจ...จินกับคาเมะมาเดทกันสองคนนี่มันหาดูยากยิ่งกว่าดาวหางระยะประชิดอีกนะ!!...
เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พลพรรคกลุ่มทานากะก็เคลื่อนพล สมาชิกหลักอย่าง โคคิ โคยามะ จุนโนะ และยูพีจัง พร้อมด้วยรุ่นพี่ทักกี้ รับตั๋วหนังคนละใบแห่ตามคู่รักจืดชืดเข้าไปในโรง...
...ไม่มีใครสักคน จะก้มลงมองชื่อเรื่องในตั๋วแม้สักแวบสายตาเดียว...
...อ่า...หวังว่าคงพกพระเข้าไปใช่มั้ย...
-*-*-*-*-*-*-*
“แม่งเอ้ย~!!! มันมาเดทไรของมันวะ!! ดูหนังผีเนี่ย!!!”
โคยามะหันมาบ่นกับโคคิ ปิดตาที เปิดตาที จะปิดก็เพราะผีเละๆบนจอ แต่จะเปิดก็เพราะอยากรู้ว่าไอ้คู่รักที่มันนั่งถัดลงไปสองแถวมันจะทำอะไรกันมั่ง
“นี่!!...ทำไมแกไม่จองแถวหลังมันเลยว่ะ ห่างอย่างงี้จะมองไรเห็น” ทักกี้หันมาดุรุ่นน้อง นึกรำคาญกับความมืดของโรงหนัง กับระยะทางความห่าง ที่ทำได้แค่เห็นหัวดำๆของพวกมันสองคน
“มันก็ได้รู้น่ะสิ ว่าตามเข้ามาน่ะ!”
โรงหนังรอบเช้าค่อนข้างปลอดผู้คน นอกจากกลุ่มพวกเขาและจินกับคาเมะแล้ว ก็มีอีกไม่กี่คนเท่านั้น เพราะงั้น สมาชิกวิศวะฯกลุ่มนี้ จึงไม่ค่อยจะเกรงใจใครเท่าที่ควร เดี๋ยวชะเง้อบ้าง เดี๋ยวซุบซิบบ้าง
“นั่งตรงนี้มองไรไม่เห็นเลยอ่ะ...เฮ้ยๆ มันทำไรกันวะ” จุนโนะพูดไม่ทันขาดคำ เจ้าเป้าสายตาที่เรียกว่าจิน ก็ขยับตัวไปมา
“ฮูย~!! มันคุยกันด้วย~~” ยูอิจิร้อง นับเป็นเรื่องที่น่าตกใจ เพราะทุกคนตระหนักดีว่า การที่พวกมันจะหันหน้าเข้าหากันสักครั้งเป็นเรื่องที่หาดูยาก แล้วยิ่งหันมาคุยกันแบบที่ ตาเธอจ้องหน้าฉัน ตาฉันจ้องหน้าเธอนั้น ก็ยิ่งหาดูแทบไม่ได้
ในความมืดสลัวนั้น แสงสว่างจากหน้าจอขนาดใหญ่ พอจะทำให้หกหนุ่มวิศวะฯเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าคนตัวโต เมื่อร่างบางหันมาพูดอะไรด้วย...แต่ ไอ้เสียงเซอร์ราวน์นี่ ช่วยลดสักวอลุ่มดีมั้ยวะ...
“O.o โอ๊ะ!!” โคคิร้องตาโต เมื่อจินไม่ยิ้มเปล่า แต่ดันเอานิ้วจิ้มหน้าผากคนข้างกายจึ้กๆ ...โฮย~!!~ มันแตะเนื้อต้องตัวกันด้วย!!!...
“พีจังจ๊ะ...คราวหน้าไปดูหนังกับยู อย่าลืมเตือนให้ยูจิ้มนิ้วบนหน้าผากพีจังบ้างนะจ๊ะ...” ยูอิจิหันไปบอกแฟนอย่างไม่ยอมแพ้... คู่รักอลังการอย่างพวกเขาเนี่ยเหรอ จะมาแพ้ไอ้คู่ที่ไม่มีอะไรเลยอย่างไอ้คู่จืด...ไม่มีทาง!!! ยูไม่ย๊อม~~~....
แล้วตลอดการดูหนัง เหล่าเพื่อนผองวิศวะฯก็ต้องนั่งทนอึดอัดกับ เสียงดัง และระยะทางอันเป็นขีดจำกัดของการมองเห็น เมื่อมีอุปสรรคอย่างความมืดมาร่วมแจม
...แน่นอน หากโรงหนังเปิดไฟได้ และลดเสียงได้ สิ่งที่ทั้งหกหนุ่มจะได้เห็นได้ยิน ก็คงเป็นเรื่องบางเรื่อง ของคนบางคน...
‘เอ้า’ จินที่ขยับกายไปมาเพื่อถอดเสื้อโค้ทให้คนข้างกายเอาไปคลุมกันหนาว
‘เรื่องนี้ไม่สนุกเลย’ คนร่างบางหันมาบอก
‘ไม่สนุกหรือง่วงกันแน่’ กับจินที่หันมาจิ้มหน้าผากพร้อมรอยยิ้มเล็กน้อย
…และ....
ก่อนที่หนังจะเข้าสู่ช่วงประกาศรายชื่อนักแสดงเล็กน้อย คือจินที่ก้มลงไปหาคนที่นั่งเบาะข้าง
...แต่...
....น่าเสียดาย...ที่โรงหนังมืดมากพอจะอำพรางการกระทำของจินจากสายตาเพื่อนฝูง ฉะนั้นแล้ว ถึงพวกมันจะชะเง้อกันยังไงก็ยังมองไม่เห็นอยู่ดีว่าจินทำอะไร
แต่...ถ้ามีคนเห็น...ก็คงจะถามจินว่า...
‘แก้มคาเมะหอมมั้ยวะ’ และจินคงจะตอบว่า
‘ไม่รู้ ไม่ได้หอมแก้ม’
‘อ้าว...แล้วเมื่อกี้ทำอะไร’
‘จูบ...’
‘จูบตรงไหน’
‘ใบหู’
‘จูบอย่างเดียวเหรอ’
‘เปล่า’
‘แล้วทำอะไรอีก’
‘ไม่บอก...ไม่ใช่เรื่องของแก’
…ใช่...ไม่ใช่เรื่องของใคร... เพราะงั้น จินถึงไม่สนใจ แม้จะรู้เต็มอกว่ามีคนตามเข้ามา และนั่งห่างออกไปอีกสองแถว...
...ไม่สนใจ เพราะคิดว่าถึงมันจะตามมานั่งติดกัน มันก็ไม่มีทางรู้
...ก็ในเมื่อทั้งเขาและคาเมะไม่บอกเสียอย่าง ใครหน้าไหนมันจะรู้กันล่ะ...
...ที่สำคัญ...วันนี้พวกเขาแค่มาเที่ยวกันเฉยๆ...ก็แค่มาดูหนัง แล้วเดี๋ยวก็ไปกินข้าว แล้วกลับบ้าน...
...ไม่ใช่เดทอะไรนั่นเสียหน่อย...ถ้าคนอย่าง อาคานิชิ จิน จะไปเดทน่ะนะ แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็นที่ที่รู้กันแค่สองคน...
...สองคนกับคาเมะ...แค่นั้นก็พอสำหรับเดทของพวกเขา...
FIN
JIN X KAME
By: Dezair
.................................................
มีไม่บ่อยนักหรอก ที่กลุ่มของทานากะ โคคิ จะยกพลไปดูหนังพร้อมกัน วันนี้มีภาพยนตร์เข้าใหม่ ฉากบู๊ล้างผลาญเป็นความพอใจส่วนหนึ่งของหนุ่มๆในกลุ่ม ให้ต้องตีตั๋วยาวตั้งแต่ที่นั่ง หมายเลข G9 จนถึง G 16
ทว่า...เมื่อมีความต้องการของคนหมู่มาก ก็ต้องมีความต้องการของคนหมู่น้อย...
นากามารุ ยูอิจิออกจะไม่ยินดีเล็กน้อย ที่เพื่อนพ้องเฮโลจะดูหนังระห่ำเสียงกระหึ่ม
‘จะบ้าเหรอวะ!! ผู้ชายตัวเท่าหมีตั้งเกือบสิบคน จะให้เข้าไปดูหนังรัก!!!’
โคยามะด่าผู้ชายรักแฟนอย่างยูอิจิ ทันทีที่หมอนี่ ขอเปลี่ยนจากหนังเลือดสาดระเบิดตูมตาม มาเป็นหนังรักโรแมนติกหวานซึ้งกินใจ ด้วยสาเหตุอันน่าเตะเป็นที่สุด
‘ก็พีจังไม่ชอบหนังแบบนั้นนี่หว่า พีจังของฉันขี้กลัว’
‘งั้นแกก็ไปดูกับพีจังของแกสองคน!!’
หากเป็นปกติแล้ว ยูอิจิคงโกยแน่บเข้าไปตีตั๋วหนังโรแมนติกมาเอาใจแฟน
แต่!...นี่ไม่ใช่เวลาปกติ เพราะตั๋วหนังมื้อนี้ อุปถัมภ์โดย รุ่นพี่ทักกี้ หรือแปลง่ายๆว่า มื้อนี้ทักกี้เลี้ยง~!!!...
...และนั่นคือสาเหตุสำคัญ ที่คุณชายยูต้องขอขัดใจแฟน แล้วกระโดดงับหนังฟรีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...
...เอาเถอะ! ขึ้นชื่อว่าคู่รักยูพีแล้ว หากมันไม่ได้หนึ่ง มันก็ต้องเอาสอง แม้จะยอมเข้าไปดูหนังบู๊ แต่คู่รักหวานสะท้านโลกก็ทำตัวอี๋อ๋อสะท้านโรง
เริ่มต้นด้วยการขอที่นั่งตรงกลางระหว่างเพื่อนฝูงแบบแพ็คคู่ ของยูเบอร์ จีสิบเอ็ด ในขณะที่ของพีจังนั้นวางก้นแหมะลงบนที่นั่งหมายเลข จี สิบสอง ปล่อยให้เพื่อนคนอื่นมองกันตาปริบๆ แล้วแยกย้ายกันนั่งตัวใครตัวมัน
ไม่ต้องสงสัยว่าคนที่ร่วมโปรเจ็ค ‘ตัวใครตัวมัน’ ก็ต้องมีชื่อ จิน และคาเมะอยู่แล้ว พี่จินนั้นฟาดที่นั่งหัวแถว เบอร์จีสิบหก ในขณะที่น้องคาเมะหย่อนตัวลงที่นั่งเบอร์เก้า คนละหัว คนละหาง ประหนึ่งว่าไม่ได้มาด้วยกันแต่อย่างใด =.=
“นี่!!~ ไอ้โคคิ อย่ามานั่งใกล้แฟนฉัน!!!”
อย่า...กรุณาอย่าคิดว่านี่เป็นเสียงจิน เพราะมันไม่มีทางเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว คนพูดคือคุณยู
“เออๆ!!!” โคคิที่นั่งอีกฟากของพีจังถึงกับต้องหันมาตะคอกใส่เพื่อนด้วยความหงุดหงิดเล็กๆ อยากจะเอาสปอตไลน์สาดไปที่หัวแถว และท้ายแถว ให้ไอ้ยูมันได้ดูเป็นบุญตาก่อนจบชีวิตซะจริง!!
...แหกตาดูซะก่อน!!! จุนโนะที่นั่งข้างคาเมะน่ะ เกือบจะปีนขึ้นไปนั่งตักแล้วเหอะ ไอ้จินไม่เห็นยินดียินร้ายอะไรเลย เอาแต่ตาตกล้วงป๊อปคอร์นอยู่ได้
...แล้วหันมาดูไอ้คู่ขี้อวดนี่ซิ~!!! สะเออะมานั่งตรงกลาง แล้วยังทำตัวขี้หวงไม่เข้าเรื่องอีก!!!...
“พีจังจ๊ะ~ ต่อจากนี้โรงหนังจะปิดไฟ ถ้ากลัวล่ะก็ จับมือยูเอาไว้นะ”
...แอทเทนชั่น พลีส~ แอทเทนชั่น พลีส... ขณะนี้ ท่านนากามารุกำลังอยู่ในโรงภาพยนตร์ ไม่ใช่บ้านผีสิง...ไม่ต้องเว่อร์ -.-
“ยูน่ะ~ เกรงใจคนอื่นหน่อยสิ...” โอ๊ะๆ พีจังดูมีสำนึกนะ...
“แหม ยูก็แค่ดูแลแฟนอย่างดี...แล้วแอร์ลงรึเปล่าครับ หนาวไปมั้ย..ขยับเข้ามาใกล้อีกหน่อยก็ได้นะ”
“ขอบคุณนะยู...ยูเนี่ย ดูแลเราทุกอย่างเลย” อ้าวๆ...อย่าตามน้ำสิครับ คุณหนูพีจัง!!!...
“ก็ยูรักพีจังนี่นา ไม่ดูแลอย่างดีได้ไง”
“บ้า~~~พูดอะไรแบบนั้น”
โคคิเหลือบตามองทักกี้ที่นั่งอีกฝั่งของตน เขาว่ากันว่า มองตาก็รู้ใจนี่ท่าจะใช้ได้จริง เพราะตอนนี้โคคิรู้ได้ในทันทีว่า ทักกี้กำลังคิดจะออกเงินซื้อตั๋วหนังใบใหม่ แล้วอัปเปหิไอ้คู่หวานฟ้าถล่ม ไปนั่งให้ไกลสุดลูกหูลูกตา...
...ไม่งั้น...หนังล้างผลาญต้นทุนพันล้าน อาจจะกลายเป็นหนังรักหวานฉ่ำ ที่ลงทุนด้วยความรักของไอ้ยู และหัวใจพีจังที่ลอยวิ๊งๆเต็มจอ...
ครู่เดียว โรงหนังก็ปิดไฟมืด พร้อมกับฉายหนังตัวอย่าง พี่โล้นซ่าได้ยินเสียงปลอบทุกสามวินาทีมาจากไอ้คู่ข้างกาย พอชะเง้อไปมองที่หัวแถวและท้ายแถว ก็พบว่า คาเมะนั่งตาแป๋วมองจอที่กำลังฉายตัวอย่างหนังผีแบบไม่สะทกสะท้าน ไม่ต้องเรียกร้องให้ไอ้จินเดินมาดูแล โอบกอด และปลอบประโลมแต่อย่างใด...
...ทำไมมันต่างกันอย่างงี้วะ!!!...
ดูหนังกันไปได้หน่อย ทางฝั่งท้ายแถวก็เริ่มเรียกร้องหากล่องป๊อปคอร์นที่ยังคงสิงสถิตอยู่กับจิน โคคิชะโงกหน้าผ่าน คู่รักยูพี และ โคยามะไปยังจินที่นั่งหัวแถว
“ไอ้จิน!!! ควบสองกล่องเลยนะแก~....ไม่ได้ซื้อมาให้แกกินคนเดียวนะโว๊ย~~!!! รีบส่งมาได้แล้ว” ร่างสูงยอมส่งกล่องป๊อปคอร์นสองกล่องที่ถือครองมานาน ไปแต่โดยดี ก่อนจะลุกขึ้นยืนให้โคยามะต้องหันไปถาม
“ไปไหนวะ”
“ไปฉี่”
คำตอบไร้คำสุภาพแบบนี้ โคยามะล่ะอยากจะด่ามันซะจริงว่า แฟนไม่สั่งสอน!!~ แต่ไม่ได้ๆ พาดพิงถึงคาเมะคนงามของคณะได้ไง คาเมะคงสั่งสอนมันแล้วแหล่ะ แต่ไอ้จินมันคงไม่จำ!!!
จินหายออกจากโรงไปเข้าห้องน้ำ ในขณะที่หนังยังดำเนินเรื่องต่อด้วยฉากบู๊ถูกใจ พอร่างสูงกลับมาอีกที ก็ไม่มีใครหันมาสนใจกันแล้ว เพราะกำลังอยู่ในช่วงไคลแม็กซ์ของเรื่อง ที่พระเอกใกล้ตายและอยู่ในสภาวะวิกฤต ชนิดเหยียบเท้าข้างนึงไปเยี่ยมปรโลกแล้ว
ความยาวของหนังร่วมสามชั่วโมง ทำเอาอิ่มเอิบไปตามๆกันสำหรับคอหนัง และไม่ใช่คอหนังอย่างยูพีที่หวานชื่นกอดกันตลอดทั้งเรื่อง
ทว่า...ก็ยังมีเรื่องไม่น่าพอใจเล็กน้อยถึงปานกลาง
“แม่ง...หยิบป๊อปคอร์นแล้วเจอแต่แบบเค็มๆว่ะ ไอ้จินกินรสหวานหมดแล้วแน่เลย” โคยามะบ่นอุบ
อุตส่าห์สั่งป๊อปคอร์ตั้งสองกล่อง กล่องนึงหวาน กล่องนึงเค็ม กะเอามาชิมทั้งสองรส แต่หยิบกี่รอบกี่รอบ ก็ได้แต่รสเค็ม ...สากลิ้นจะแย่แล้วเนี่ย...
“เออๆ ฉันด้วย...คราวหน้า สั่งหวานอย่างเดียวเลยดีกว่าว่ะ” โคคิสนับสนุนอีกเสียง
“อ๊ะ...แต่ฉันได้กินรสหวานบ้างเหมือนกันนะ” จุนโนะยกมือบอก
“แล้วคาเมะล่ะ ...นั่งดูเงียบเชียว ไอ้กินป๊อปคอร์นบ้างรึเปล่า” โคคิอดเป็นห่วงไม่ได้ กลัวน้ำกลัวขนมจะส่งไม่ถึงคนตัวเล็ก ก็แหม...รายทางก่อนจะถึงมือคาเมะ มีแต่ไอ้พวกอดอยากทั้งนั้น ไม่รู้ชาติที่แล้วมันเกิดเป็นอะไร ชาตินี้ถึงกินเก่งกันเหลือเกิน
“อืม ได้กิน...รสหวานอร่อยดีนะ”
“หือ...คาเมะได้กินรสหวานด้วยเหรอ” ทักกี้หันควับมามอง เขานี่ล่ะคนนึงที่ได้กินแต่รสเค็ม หยิบไปทีไรเจอแต่รสเค็มทุกที ขนาดว่าเปลี่ยนกล่องก็แล้ว ก็ยังได้แต่รสเค็ม ...หรือยัยคนขายจะตักให้ผิดหว่า...
“อืม...รุ่นพี่ไม่ได้กินเหรอ” คาเมะย้อนถามหน้าใส ในขณะที่ร่างสูงที่นั่งอยู่หัวแถวเดินอย่างรวดเร็วมาดึงแขนคนพูด
“คาเมะ...วันนี้ต้องรีบกลับไปซักผ้า”
จินว่าอย่างนั้น ให้คนตัวเล็กหันมองด้วยความสงสัย อยากจะค้านว่า...ก็ซักไปแล้วเมื่อเช้า... แต่ฝ่ามือหนาก็ยังดึงมือเขาเอาไว้อีก จึงต้องปล่อยตามเลย ไม่ค้าน ไม่ท้วงแต่อย่างใด
“อือ...” สองคนคู่จืดกำลังจะหันมาบอกลาเพื่อนๆ แต่ทักกี้ผู้ตาดี กลับจ้องเขม็งไปที่บางสิ่งบางอย่างในมือคาเมะ
“คาเมะ...ในมือน่ะ เสื้อกันหนาวไอ้จินใช่มั้ย”
“อ๊ะ...อืม...”
“รุ่นพี่ พวกเรารีบกลับ...ไปนะ” จินตัดบททันควัน กำลังจะลากคาเมะออกไปจริงๆ แต่ทักกี้คว้าหมับที่คอเสื้อเอาไว้
“เดี๋ยวสิ...แกบอกฉันก่อนว่าทำไมเสื้อกันหนาว ที่ตอนแรกแกใส่เข้ามาในโรงหนัง ถึงไปอยู่กับคาเมะตอนหนังจบได้...”
“รุ่นพี่จะรู้ไปทำไม...” จินหันมาย้อนถาม
“ก็ฉันอยากรู้วิธี”
“ยัดใส่ใต้ถังป๊อปคอร์นแล้วส่งต่อไปเรื่อยๆไง” ร่างสูงตอบอย่างไม่จริงจัง
“แกเห็นว่าฉันอายุเท่าไหร่วะ...เสื้อตัวเบอเร่อเนี่ยนะ! ยัดไว้ใต้ถังป๊อปคอร์น!!”
“อ๊ะ!!!~ ตอนนั้นไง!!!” โคยามะร้อง แล้วชี้หน้าเพื่อนสนิท ให้คนทั้งกลุ่มหันควับมามองที่เขาเป็นตาเดียว
“มีตอนนึงที่แกบอกว่าจะไปห้องน้ำ แล้วแกก็หายไปนานมาก!!”
ความจริงแล้ว โคยามะไม่รู้ว่าจินหายไปนานเท่าไหร่ เพราะตัวเองก็เอาแต่สนใจหนัง แต่ก็นะ...มันก็คงหายไปนานนั่นล่ะ เพราะว่ามันคงต้องเดินวนไปฝั่งคาเมะ แล้วถอดเสื้อกันหนาวให้ก่อน แล้วถึงกลับมานั่งที่ตัวเอง...
...ใช่แน่ๆ...มันต้องเอาเสื้อกันหนาวไปให้คาเมะตอนนั้นแน่ๆ...
“โฮย...แกลงทุนขนาดนี้เลยเหรอวะ” จุนโนะร้องอย่างปลื้มปิติ
“เปล่า...ห้องน้ำมันอยู่ฝั่งคาเมะอยู่แล้ว” จินแถไปอย่างหน้าตาเฉย ความจริงแล้ว ห้องน้ำมันออกได้ทั้งสองประตูต่างหากล่ะ...
“เออ...ฉันจะถือว่าแกแค่บังเอิญเดินผ่านคาเมะ แล้วเห็นคาเมะหนาว จากนั้นอารมณ์คนรักแฟนในตัวมันก็ลุกฮือ ให้แกต้องถอดเสื้อกันหนาวให้!!!”
“เออๆ...คิดงั้นก็ได้” จินรับไปลวกๆอย่างนึกรำคาญ กำลังจะหันหลังออกจากโรง แต่โคคิก็ดันเรียกเอาไว้อีก
“เดี๋ยวๆ...คาเมะ...ทุกครั้งที่ส่งป๊อปคอร์นไปเนี่ย ได้กินแต่รสหวานใช่รึเปล่า”
“ก็...ใช่...”
“ไม่เคยหยิบได้อันเค็มเลยใช่มั้ย”
“อืม...”
“จิน...แกล่ะ...ได้กินป๊อปคอร์นบ้างรึเปล่า”
“ได้กิน”
“แน่เหรอ...แกไม่ใช่เอาแต่นั่งคุ้ยป๊อปคอร์นเหรอวะ” โคคิพูดแล้วหรี่ตาจับผิด จินทำหน้าเฉย หันมองไปทางอื่นไม่ยอมตอบ ในขณะที่เพื่อนทั้งหลายยังงงกันถ้วนหน้า
“หมายความว่าไงวะโคคิ” ยูอิจิหันมากระแซะถาม เนื่องจากตามไม่ทัน
“ตามที่ฉันเดานะ...ขั้นแรกเนี่ย ไอ้จินก็ต้องลงทุนกินอันหวานไปก่อน หน่อยนึง แล้วก็เอาอันเค็มมาเทโปะหน้าอันหวาน ทีนี้ ตอนมันส่ง พวกเรากำลังดูหนังกันอยู่ ไม่มีใครมานั่งเพ่งหรอกใช่มั้ย ว่าอันไหนหวานอันไหนเค็ม พอหยิบกล่องแรกเข้าปาก เราก็ต้องหยิบกล่องที่สองด้วย เพื่อจะได้ชิมอันหวาน ถูกมั้ย แต่พวกเราก็ดันเจอแต่อันเค็มใช่เปล่า”
ทุกคนพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย เพราะทำอย่างที่โคคิว่าไว้จริงๆ
“พวกแกก็รู้ ที่นั่งของพวกเราน่ะ คาเมะนั่งอยู่ท้ายแถว เพราะงั้นกว่าจะส่งจากหัวแถวอย่างไอ้จินไปถึงท้ายแถว อันเค็มที่มันโปะอยู่ข้างบนก็คงหมดพอดี เหลือแต่อันหวานๆไว้ให้คาเมะ...”
“คาเมะ... จินมันบอกอะไรก่อนเข้าโรงบ้างรึเปล่า เรื่องป๊อปคอร์นน่ะ” ว่าแล้วก็หันไปถามคนร่างบางอีกที คาเมะเหลือบมองคนข้างกาย จินพยักหน้าหงึกหงัก สุดท้าย คนตัวเล็กเลยยอมพูด
“จินบอกว่า ถ้าหยิบไม่เจออันหวาน ให้ลองหยิบอีกกล่องนึงดู”
“นั่นไง~! เห็นมั้ยล่ะ ฉันเดาไว้มันผิดที่ไหน!!” โคคิยิ้มกว้างกับการไขคดีรอบนี้ ...ฮ่า ฮ่า...ไม่ต้องให้ไอ้จินมาเฉลย คราวที่แล้วเสียเหลี่ยมหมดเลย...
“โฮย...สุดยอดอ่ะจิน...” โคยามะตะลึงค้าง ไม่คิดว่าเพื่อนจะทำอะไรมากขนาดนี้ แค่เพราะคนที่มันบอกว่า ‘ไม่ได้เป็นแฟน’
…นี่ขนาดไม่ได้เป็นแฟน ยังทำเอาคู่ยูพีแพ้กระจุย...
“สุดยอดไรวะ...ไปแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้ไม่มีเสื้อผ้าใส่” จินหาเรื่องกลับบ้านอย่างเดียว อยู่นานเดี๋ยวมันก็ยิ่งถามนั่นถามนี่ ร่างสูงสงสารคาเมะ...ไม่รู้อะไรด้วยสักหน่อย แต่ต้องมายืนอายหน้าแดงก่ำเพราะคนอื่นจ้องตาไม่กระพริบ
“เออๆ...แล้วกลับไปซักผ้าอย่างที่ปากพูดนะเว้ย...” ทักกี้ล้อเลียน จินก็พยักหน้าตามน้ำ ในขณะที่คาเมะเอาแต่ก้มหน้า มือกำชายเสื้อคนข้างกายด้วยความประหม่า
“เดี๋ยวๆ...ในมือคาเมะน่ะ...ที่ถือเสื้อกันหนาวไอ้จิน แล้วนั่นถังอะไรอีกอันนึง” ช่วงจังหวะที่สองร่างหมุนตัว โคคิผู้ตาแหลมแถมฉับไวก็ดันสังเกตเห็นวัตถุส่วนเกินในมือน้อยๆ
“ถังป๊อปคอร์น” ร่างบางหันมาตอบเสียงแผ่ว ให้โคคิต้องก้มลงมองถังป๊อปคอร์นในมือตัวเองด้วยความงุนงง
...เท่าที่จำได้...ตอนแรก พวกเขาซื้อป๊อปคอร์นมาแค่สองถังไม่ใช่เหรอ...แล้วทำไมมันไปงอกในมือคาเมะอีกถังนึงได้วะ...
“อ๊ะ!!! นี่ไอ้จินลงไปซื้อมาเพิ่มให้ด้วยเหรอวะ!!!” พี่ยูของพีจัง ผู้อยากลองบทนักสืบขึ้นมาบ้าง ลองเดาสุ่มสี่สุ่มห้า แต่แถมท่าทางเหมือนรู้จริงให้เพื่อนๆฮือฮา
“ม...ม...ไม่ใช่นะ...จินไม่ได้ซื้อหรอก” ร่างบางก้มหน้าตอบเสียงเขิน ไม่กล้าเงยหน้าสบตาใครสักคน
“หือ?” ...ไม่ใช่ไอ้จิน แล้วงั้นใคร...
“เราลงไปซื้อเองแหล่ะ” แล้วคาเมะก็เอ่ยปากตอบ ให้คนร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างกายต้องหันมองด้วยความตกตะลึง ส่วนเพื่อนทั้งหลายที่ได้ยิน ได้ฟังนั้น พากันอึ้งไปแล้วถ้วนหน้า
“ก็...พอป๊อปคอร์นมาถึงเราทีไร มันก็เหลือแต่รสหวานทุกที เราก็นึกว่ารสเค็มมันอร่อยจนคนอื่นกินกันหมด กลัว...จิน...จะไม่ได้กิน เลยแอบลงไปซื้อมาเพิ่มน่ะ”
คำว่า จิน ของคาเมะนั้นเบาเสียยิ่งกว่าเบา แต่เป็นระดับเสียงที่เบาจนน่าคว้าคนพูดไปกอดนัก
จินอมยิ้มแก้เขิน...สรุปว่าทั้งเขา ทั้งคาเมะนี่บ้าพอกันทั้งคู่ใช่รึเปล่า...
...เขาอุตส่าห์ทำทุกวิถีทางให้คาเมะได้กินแต่ป๊อปคอร์นรสหวาน เพราะคิดว่าคนตัวเล็กน่าจะชอบ...
...ในขณะที่อีกฝ่ายกลับพยายามทำให้เขาได้กินแต่ป๊อปคอร์นรสเค็ม ถึงขนาดยอมลุกจากที่นั่ง ลงไปซื้อมาเพิ่มให้...
...น่ารักเกินไปแล้วคาเมะ...
“เอ้า~! หมดเรื่องสอบสวนแล้วใช่มั้ย พวกฉันกลับกันแล้วนะ” จินหันมาลาเพื่อนยิ้มๆ ส่วนคาเมะยังคงเอาแต่ก้มหน้าแดงก่ำไม่ยอมเงยขึ้นมาสบตาใครสักคน ก้มไป มือกำชายเสื้อเขาไปด้วย
...เป็นพยานให้ด้วย ว่าถ้าเสื้อจินย้วยเพราะแรงกำจากฝ่ามือเล็กๆนี่ คาเมะต้องเป็นคนไปเลือกเสื้อตัวใหม่ให้จิน...
“เออ...ตามสบาย” โคคิไม่มีเหตุผลอะไรต้องรั้งมันเอาไว้ ได้แต่ปล่อยให้คนทั้งคู่เดินออกจากโรงหนังไปแบบที่มีเพื่อนซี้ทั้งกลุ่มมองตาม
“แล้วคราวหน้า...ฉันจะเรียกพวกแกสองคนมาดูหนังรัก” โคคิตะโกนตามหลัง ให้จินต้องหันกลับมามอง
“ไม่เอาว่ะ...” ร่างสูงปฏิเสธอย่างไม่ไยดี
“คาเมะไม่ชอบ” แล้วตามด้วยเหตุผลที่ทำเอาเพื่อนยิ้มแก้มปริกันเป็นแถว
...ไอ้จินมันรักคาเมะจริงๆ...
...ไม่รู้ว่าระหว่างมันทั้งคู่ ใครโชคดีกว่ากัน...คาเมะที่มีคนรักแบบจิน หรือจินที่มีคนรักแบบคาเมะ...
...แต่ช่างเถอะ...ไม่รู้ว่าใครโชคดีกว่าใคร รู้แต่ว่า ถ้าเปลี่ยนคู่ของจินเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คาเมะ หรือเปลี่ยนคู่คาเมะเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่จิน
...ความรักแปลกๆแบบนี้ ก็คงไม่ถือกำเนิดขึ้นมาในโลก...
…ความรักแบบที่ทำให้ใครสักคน ลุกจากที่นั่งไปซื้อป๊อปคอร์นมาเพิ่ม...
...ความรักแบบที่ทำให้ใครอีกคน ไม่ยอมดูหนัง แล้วเอาแต่คุ้ยถังป๊อปคอร์น...
...ความรักแบบที่ทำให้ใครคนนั้น อุตส่าห์ถ่อไปเข้าห้องน้ำแล้วเดินกลับมาอีกทาง เพียงเพื่อจะถอดเสื้อกันหนาวให้คนที่นั่งอยู่อีกฟากของแถว...
...ความรัก...แบบที่พวกมันก็ยังรักกันได้ แม้จะมีคนนั่งคั่นกลางห้าหกคนแบบนี้...
...สโลแกนความรักของมันคืออะไรกันนะ...
...รักได้ทุกสถานที่ หรือ...รักอยู่แล้วทุกลมหายใจ...
…ความรักของพวกมันเป็นแบบไหน...คำตอบคงต้องไปถามเอาจากไอ้คนสองคนที่ปากบอกว่าจะกลับไปซักผ้า ทั้งๆที่เมื่อเช้ามันก็มาสายเพราะเหตุผลซักผ้า...
...ไม่รู้จะซักผ้าอะไรกันนักหนา...หรือมันฟอร์มจัดนักจนต้องเอา ซักผ้า มาอ้าง...
...ไอ้คู่บ้าเอ้ย~~…
...สวีท ซีเนม่าของไอ้คู่จืดชืดมีจริง!!!!
FIN
-*-*-*-*-*
ตอน สวีท ซีเนม่า เวอร์ชั่น 2
วันนี้ ทานากะ โคคิ ตื่นสายเล็กน้อย แล้วเลยใช้เป็นข้ออ้างในการโดดเรียนวิชาเลือกเสรีที่ลงกับเพื่อนบางคน ณ ตอนนี้ เวลานี้ เขาจึงมาเตร็ดเตร่อยู่ที่ย่านการค้าด้วยหัวใจอันอิ่มเอิบกับสาวๆ สวยๆที่มาช้อปปิ้งขวักไขว่
แต่...ในขณะที่กำลังหลงเสน่ห์สาวน้อยหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มรายหนึ่งอยู่นั้น สายตาอันแหลมคมของพ่อยอดนักสืบประจำลานเกียร์ก็ดันเหลือบไปเห็นคนบางคน คู่บางคู่ที่กำลังเดินด้วยกันอยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกล
...เดินคุยกัน ยิ้มกัน หัวเราะกัน...
...คนตัวโตกว่า ดูยังไงโคคิก็คิดว่าไม่ใช่ ไอ้จมูกโตจอมขี้อวดอย่าง นากามารุ ยูอิจิ ที่ชอบพร่ำพรรณนาถึงความรักอันมากล้นที่ตัวเองมีต่อแฟนมัน
...ส่วนคนตัวเล็กกว่า ถึงโคคิจะตีลังกามอง ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่ใช่ เจ้าปลาทองทำตัวแอ๊บแบ๊วอย่าง พีจัง ที่ถูกบริการด้วยความรักน้ำเน่าจนน่าจะเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและทำอะไรไม่เป็นในบั้นปลายชีวิต
...ที่อธิบายมาทั้งหมด โคคิก็แค่อยากจะบอกว่า...ไอ้คู่ที่มันเดินด้วยกันอยู่ ณ ขณะนี้ คือ อาคานิชิ จิน และคาเมนาชิ คาซึยะ คู่รักยุคประวัติศาสตร์ที่คงถูกสร้างขึ้นมาในยุคที่โลกยังไม่รู้จักน้ำตาล!!!...
...อ๊ะ!!~ ประเด็นคือพวกมันมาทำอะไรที่นี่...วันนี้ เวลานี้ พวกมันไม่มีวิชาเรียนเลือกเสรีแบบที่โคคิมี และโดดออกมา แล้วที่ภาคของพวกเขาก็ไม่มีการเรียนการสอนใดๆด้วย...
...แสดงว่ามันมาเดทงั้นเรอะ!!!!...
เพียงเท่านั้น ทานากะ โคคิก็ล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหาเพื่อนรักทันที
“ฮัลโล!!~ โคยามะ!!~ ข่าวใหญ่โว้ย!!! ฉันเจอคาเมะกับจินที่หน้าโรงหนัง!!!”
“เออๆ...เดี๋ยวฉันจะตามเข้าไปซื้อตั๋วก่อน แกรีบมาเลยนะเว้ย!!!” เรียบร้อยอย่างเร็วจี๋ โคคิก็พุ่งเข้าไปจองตั๋วสำหรับสมาชิกกลุ่มทั้งหลาย
ทายได้ด้วยเซนต์เฉพาะตัว ว่าต่อให้การโทรศัพท์ขณะขับรถกลายเป็นกฎหมายบ้านเมืองอันเคร่งครัด แต่ช่วงเวลาแบบนี้ โคยามะก็คงต้องแหกกฎสักครั้ง เพื่อที่เพื่อนรักทั้งหลายจะได้ทราบข่าวดีอันด่วนยิ่งอย่างพร้อมเพรียงกัน
...ก็หวังว่าคุณตำรวจจราจรจะเข้าใจ...จินกับคาเมะมาเดทกันสองคนนี่มันหาดูยากยิ่งกว่าดาวหางระยะประชิดอีกนะ!!...
เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พลพรรคกลุ่มทานากะก็เคลื่อนพล สมาชิกหลักอย่าง โคคิ โคยามะ จุนโนะ และยูพีจัง พร้อมด้วยรุ่นพี่ทักกี้ รับตั๋วหนังคนละใบแห่ตามคู่รักจืดชืดเข้าไปในโรง...
...ไม่มีใครสักคน จะก้มลงมองชื่อเรื่องในตั๋วแม้สักแวบสายตาเดียว...
...อ่า...หวังว่าคงพกพระเข้าไปใช่มั้ย...
-*-*-*-*-*-*-*
“แม่งเอ้ย~!!! มันมาเดทไรของมันวะ!! ดูหนังผีเนี่ย!!!”
โคยามะหันมาบ่นกับโคคิ ปิดตาที เปิดตาที จะปิดก็เพราะผีเละๆบนจอ แต่จะเปิดก็เพราะอยากรู้ว่าไอ้คู่รักที่มันนั่งถัดลงไปสองแถวมันจะทำอะไรกันมั่ง
“นี่!!...ทำไมแกไม่จองแถวหลังมันเลยว่ะ ห่างอย่างงี้จะมองไรเห็น” ทักกี้หันมาดุรุ่นน้อง นึกรำคาญกับความมืดของโรงหนัง กับระยะทางความห่าง ที่ทำได้แค่เห็นหัวดำๆของพวกมันสองคน
“มันก็ได้รู้น่ะสิ ว่าตามเข้ามาน่ะ!”
โรงหนังรอบเช้าค่อนข้างปลอดผู้คน นอกจากกลุ่มพวกเขาและจินกับคาเมะแล้ว ก็มีอีกไม่กี่คนเท่านั้น เพราะงั้น สมาชิกวิศวะฯกลุ่มนี้ จึงไม่ค่อยจะเกรงใจใครเท่าที่ควร เดี๋ยวชะเง้อบ้าง เดี๋ยวซุบซิบบ้าง
“นั่งตรงนี้มองไรไม่เห็นเลยอ่ะ...เฮ้ยๆ มันทำไรกันวะ” จุนโนะพูดไม่ทันขาดคำ เจ้าเป้าสายตาที่เรียกว่าจิน ก็ขยับตัวไปมา
“ฮูย~!! มันคุยกันด้วย~~” ยูอิจิร้อง นับเป็นเรื่องที่น่าตกใจ เพราะทุกคนตระหนักดีว่า การที่พวกมันจะหันหน้าเข้าหากันสักครั้งเป็นเรื่องที่หาดูยาก แล้วยิ่งหันมาคุยกันแบบที่ ตาเธอจ้องหน้าฉัน ตาฉันจ้องหน้าเธอนั้น ก็ยิ่งหาดูแทบไม่ได้
ในความมืดสลัวนั้น แสงสว่างจากหน้าจอขนาดใหญ่ พอจะทำให้หกหนุ่มวิศวะฯเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าคนตัวโต เมื่อร่างบางหันมาพูดอะไรด้วย...แต่ ไอ้เสียงเซอร์ราวน์นี่ ช่วยลดสักวอลุ่มดีมั้ยวะ...
“O.o โอ๊ะ!!” โคคิร้องตาโต เมื่อจินไม่ยิ้มเปล่า แต่ดันเอานิ้วจิ้มหน้าผากคนข้างกายจึ้กๆ ...โฮย~!!~ มันแตะเนื้อต้องตัวกันด้วย!!!...
“พีจังจ๊ะ...คราวหน้าไปดูหนังกับยู อย่าลืมเตือนให้ยูจิ้มนิ้วบนหน้าผากพีจังบ้างนะจ๊ะ...” ยูอิจิหันไปบอกแฟนอย่างไม่ยอมแพ้... คู่รักอลังการอย่างพวกเขาเนี่ยเหรอ จะมาแพ้ไอ้คู่ที่ไม่มีอะไรเลยอย่างไอ้คู่จืด...ไม่มีทาง!!! ยูไม่ย๊อม~~~....
แล้วตลอดการดูหนัง เหล่าเพื่อนผองวิศวะฯก็ต้องนั่งทนอึดอัดกับ เสียงดัง และระยะทางอันเป็นขีดจำกัดของการมองเห็น เมื่อมีอุปสรรคอย่างความมืดมาร่วมแจม
...แน่นอน หากโรงหนังเปิดไฟได้ และลดเสียงได้ สิ่งที่ทั้งหกหนุ่มจะได้เห็นได้ยิน ก็คงเป็นเรื่องบางเรื่อง ของคนบางคน...
‘เอ้า’ จินที่ขยับกายไปมาเพื่อถอดเสื้อโค้ทให้คนข้างกายเอาไปคลุมกันหนาว
‘เรื่องนี้ไม่สนุกเลย’ คนร่างบางหันมาบอก
‘ไม่สนุกหรือง่วงกันแน่’ กับจินที่หันมาจิ้มหน้าผากพร้อมรอยยิ้มเล็กน้อย
…และ....
ก่อนที่หนังจะเข้าสู่ช่วงประกาศรายชื่อนักแสดงเล็กน้อย คือจินที่ก้มลงไปหาคนที่นั่งเบาะข้าง
...แต่...
....น่าเสียดาย...ที่โรงหนังมืดมากพอจะอำพรางการกระทำของจินจากสายตาเพื่อนฝูง ฉะนั้นแล้ว ถึงพวกมันจะชะเง้อกันยังไงก็ยังมองไม่เห็นอยู่ดีว่าจินทำอะไร
แต่...ถ้ามีคนเห็น...ก็คงจะถามจินว่า...
‘แก้มคาเมะหอมมั้ยวะ’ และจินคงจะตอบว่า
‘ไม่รู้ ไม่ได้หอมแก้ม’
‘อ้าว...แล้วเมื่อกี้ทำอะไร’
‘จูบ...’
‘จูบตรงไหน’
‘ใบหู’
‘จูบอย่างเดียวเหรอ’
‘เปล่า’
‘แล้วทำอะไรอีก’
‘ไม่บอก...ไม่ใช่เรื่องของแก’
…ใช่...ไม่ใช่เรื่องของใคร... เพราะงั้น จินถึงไม่สนใจ แม้จะรู้เต็มอกว่ามีคนตามเข้ามา และนั่งห่างออกไปอีกสองแถว...
...ไม่สนใจ เพราะคิดว่าถึงมันจะตามมานั่งติดกัน มันก็ไม่มีทางรู้
...ก็ในเมื่อทั้งเขาและคาเมะไม่บอกเสียอย่าง ใครหน้าไหนมันจะรู้กันล่ะ...
...ที่สำคัญ...วันนี้พวกเขาแค่มาเที่ยวกันเฉยๆ...ก็แค่มาดูหนัง แล้วเดี๋ยวก็ไปกินข้าว แล้วกลับบ้าน...
...ไม่ใช่เดทอะไรนั่นเสียหน่อย...ถ้าคนอย่าง อาคานิชิ จิน จะไปเดทน่ะนะ แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็นที่ที่รู้กันแค่สองคน...
...สองคนกับคาเมะ...แค่นั้นก็พอสำหรับเดทของพวกเขา...
FIN
2009.06.12
FIC : คู่รักจืดชืด ตอน สวีท โฟน
FIC : คู่รักจืดชืด ตอน สวีท โฟน
JIN X KAME
By : Dezair
...................................................
“พีจัง~~ ต่อแต่นี้ เราก็จะมี ‘มือถือคู่รัก’ แล้วนะ....ชอบมั้ยจ๊ะ!! สีชมพูแบบนี้ ยูสั่งทำโดยเฉพาะเลยน้า~~”
แม้กระทั่งในวันที่ไม่มีการเรียนการสอนใดๆ แต่ลานเกียร์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ก็ยังคงแน่นขนัดไปด้วยนิสิตชายนับร้อยที่รู้ข่าวลือลับๆมาว่า
...วันนี้....จินและคาเมะจะแวะเข้ามากินข้าวเที่ยงที่คณะ....
“ชอบสิ~~ ขอบคุณนะยู.....” ว่าแล้ว คู่รักหวานช่ำไม่หวั่นยุคน้ำตาลแพง ก็เบียดกระแซะกันและกัน ชื่นชมโทรศัพท์มือถือสองเครื่องที่เหมือนกันทั้งสี ทั้งรุ่น
...และเป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว....
....ว่าระดับ นากามารุ ยูอิจิ หรือ ยูที่รักของพีจังนั้น ไม่เคยเก็บงำความรักไว้เป็นความลับ....
.... เพราะทันทีที่เหลือบตาไปเห็น จิน เดินตรงเข้ามาที่โต๊ะประจำในลานเกียร์ พ่อหนุ่มสุดที่รักของพีจัง ก็พุ่งทะยานเข้าไปหาทันทีด้วยความอยากอวด
“นี่~!!! ไอ้จิน....มือถือใหม่ของฉัน!!” คนถูกเรียกให้ดูมือถือ เหลือบมองแวบเดียว ก่อนจะรับคำสั้นๆ แล้วเดินเลยยูอิจิไปวางกระเป๋าที่โต๊ะ
“แล้วเครื่องเก่าแกล่ะ” ร่างสูงถามเหมือนไม่สนใจนัก เพราะหยิบหนังสือออกจากระเป๋ามานั่งทำด้วย
“โยนทิ้งไปแล้ว... เพราะฉันกับพีจังอยากใช้มือถือคู่กัน...เคยได้ยินมั้ยวะ ‘มือถือคู่รัก’ ไรเงี้ย...”
ว่าแล้ว ยูอิจิก็วิ่งมาอีกฟากโต๊ะ พร้อมกับพลิกหลังมือถือให้เพื่อนรักได้ยลโฉมความรักอันสุกงอม
“แกดูๆ...ข้างหลังเครื่องสกรีนเป็นตัวอักษร ‘พี’ ด้วยนะเว้ย...เห็นมะ ฉันรักพีจังของฉันแค่ไหน~~”
ยูอิจิพูดพร้อมกับใบหน้าที่บานเป็นกระด้งด้วยความภาคภูมิใจ กับความรักอันเอ่อล้นของตัวเอง ในขณะที่เจ้าของตัวอักษร พี นั้น ถึงกับลุกขึ้นมาทุบอกคนรักด้วยความเขิน
“ยูบ้า~ ไปบอกจินทำไม....”
“แหม...เครื่องของพีจังก็สกรีนตัววายไม่ใช่เหรอจ๊ะ...”
“บ้า~~”
“แล้วยูก็เมมชื่อพีจังไว้ชื่อแรกสุดเลยนะจ๊ะ...นี่ไงๆ ชื่อนี้...พีจังสุดที่รัก ฟอร์เอเวอร์~!!~...”
“ยูอ่ะ~”
จินเหลือบมองยูอิจิและแฟนมัน ก่อนจะส่ายหน้าระอาใจ แล้วหันกลับมาสนใจหนังสือของตัวเองต่อ เพียงครู่เดียว โคคิ จุนโนะ และโคยามะก็ตามเข้ามา
“ทำไรอยู่วะจิน...โฮย~!!~ นี่งานของอาจารย์ชิโด้นี่หว่า..ขยันจังวะ ถึงขนาดพกมาทำด้วยเลยเหรอ”
โคยามะทักทาย แล้วชะโงกหน้ามาดูหนังสือตรงหน้าเพื่อน ที่เป็นพจนานุกรมคันจิเล่มโต กับรายงานศัพท์เฉพาะทางที่ทั้งยาก ทั้งโหด แถมใกล้กำหนดส่งเข้าไปทุกขณะ
“เฮ้ย~! ไอ้คู่นั้นมันเป็นอะไรของมันวะ” โคคิค้ำโต๊ะถามบ้าง พลางบุ้ยใบ้ไปที่ยูและยามะพี ที่ยังคุยกันไป ทุบอกกันไป เขินอายไม่จบสิ้นสักที
“ก็ไอ้ยูมันพูดเรื่องมือถือเครื่องใหม่ของมัน ที่สกรีนหลังเครื่องเป็นตัวพี ส่วนของพีเป็นตัววาย พีก็เลยอายน่ะ” สามหนุ่มโสดพยักหน้ารับรู้
“อ้อ...เมื่อคืนมันโทร.มาโม้ให้ฟังล่ะ...เออ...ฉันก็ว่าจะซื้อใหม่นะ จินล่ะ เครื่องแกตั้งสามปีแล้วไม่ใช่เหรอ” โคยามะพูด พลางมองหน้าเพื่อนตัวโต
“ก็ยังใช้ได้อยู่นี่”
“โฮย....ของแกน่ะโคตรจะเก่ากึ้กเลย...เปลี่ยนบ้างสิวะ หรือจะเก็บเงินเอาไว้แต่งเมีย” โคคิกัด รู้ทั้งรู้ว่าคนอย่าง อาคานิชิ จิน นั้นมีนิสัยงกไม่เข้าเรื่อง ไอ้จะเก็บเงินไว้แต่งงานน่ะไม่มีทางเด็ดๆ คงเอาไว้ซื้อของกินนั่นล่ะ
“......”
“ห๊ะ....ว่าไงนะ” คำพูดประโยคถัดมาของจิน เบาจน เพื่อนอีกสามคนต้องชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ๆ
“เปล่า...ถามว่าพวกแกจะไปซื้อข้าวก่อน หรือให้ฉันไปก่อน” จินพูดไปอีกเรื่อง วันนี้ทั้งเขาและคาเมะนัดพวกนี้มากินข้าวที่มหา’ลัย
“แล้วคาเมะไปไหน” โคคิย้อน
“ไปธุระ....งั้นฉันไปซื้อก่อนนะ” จินสรุปบททันที ก่อนจะลุกขึ้นคว้ากระเป๋าสตางค์ เตรียมเดินเข้าโรงอาหาร
“ไม่ใช่สั่งแต่ของแกนะเว้ย!! สั่งเผื่อคาเมะด้วย...เข้าใจมั้ยวะจิน” โคคิรีบสั่ง
...เอาแน่เอานอนอะไรกับไอ้จินไม่ได้หรอก เกิดมันทำตัวเป็นผู้ชายประเภท ‘ซังกะบ๊วย’ ขึ้นมา มีหวัง คาเมะอดข้าวกลางวันแน่ นี่ปาเข้าไปจะบ่ายโมงแล้ว มันจะไม่มีของเหลือให้กินน่ะสิ!!
...แต่...จะว่าไปแล้ว เขาก็ยังไม่มีโอกาสยุให้คาเมะมีแฟนใหม่สักที!! ไอ้จินมันถึงได้ใจ ทำตัวเอื่อยเฉื่อยอยู่แบบนี้ไงล่ะ...
“เออๆ แกเป็นพ่อมันเหรอไงวะ”
ดูเอาเหอะ....เรียกแฟนว่า ‘มัน’ ก็ได้ด้วย...โคคิล่ะอยากจะเอาหัวโขกกับลานเกียร์นัก!!!
“ถ้าเป็นพ่อคาเมะได้ล่ะก็...ฉันจะกีดกันว่าที่ลูกเขยอย่างแกให้ถึงที่สุดเลย!!!” คนเกือบถูกกีดกันอมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าโรงอาหารโดยไม่พูดอะไรอีก
- R R R R – เสียงโทรศัพท์ดังมาจากกระเป๋าเป้ของคนที่พึ่งหายหัวเข้าไปในโรงอาหาร ให้เพื่อนอีกสามคนมองหน้ากัน ก่อนที่โคยามะจะเป็นคนเดินไปล้วงกระเป๋า หยิบขึ้นมารับ
“คาเมะโทร.มาว่ะ...แม่งเอ้ย!!! พวกแกดูมันทำ....”
...เดี๋ยวๆ...ใครที่กำลังคิดว่า ชื่อคาเมะบนหน้าจอโทรศัพท์ของจิน จะมีรูปหัวใจต่อท้าย หรือมีวงเล็บว่า ที่รัก มายฮันนี่ สวีทฮาร์ท อะไรก็ตามแต่ในทำนองนี้...ขอร้องให้หยุดคิด...
...เพราะขึ้นชื่อว่าเป็น ‘มือถือของจิน’ แล้ว ชื่อคาเมะก็เป็นเพียงคำว่า ‘คาเมะ’ สั้นๆ ห้วนๆ ซึ่งโคยามะก็รู้สึกเป็นพระคุณอย่างสูงล่ะ ที่จินไม่เติมคำว่า ‘ไอ้’ นำหน้าชื่อคาเมะไปด้วย...
...แต่....ถึงไม่เติมคำว่า ‘ไอ้’ ....แต่ไอ้รูป กำปั้นคนที่มันโชว์หรา ตอนคาเมะโทร.เข้ามา นี่มันอะไรวะ!!!!~...
“ไอ้จินมันบ้า...” โคคิบ่น ...เอาเถอะ...กำปั้นก็ดีกว่ารูปเท้าล่ะวะ...
หลังจากทำใจอยู่ครู่กับรูปกำปั้นบนจอ โคยามะก็กดรับสาย “ฮัลโล...คาเมะ...จินไปซื้อข้าว มีไรฝากไว้มั้ย”
“อ๋อเหรอ...งั้นให้มันโทร.กลับมั้ย...อ้อ ใกล้ถึงแล้ว...อือๆ...รีบๆมาละกัน ฝากข้าวไว้ที่ไอ้จินนานเกินห้านาที จะไม่เหลือแม้แต่เศษตะเกียบนะ” ตัดสายเพียงเท่านั้น สำหรับโทรศัพท์จากคาเมะที่โทร.หาจิน
“คาเมะว่าไง” จุนโนะถามด้วยความอยากรู้
“พีจังจ๊ะ~~ เดี๋ยวคืนนี้ ยูจะส่งเมซเสจหาดีมั้ย~ พีจังรอรับเมสเซจราตรีสวัสดิ์ด้วยนะครับ” ...ให้ตาย!!!!...เสียงไอ้ยูนี่มันช่างมาไม่รู้เวล่ำเวลาจริงๆ....
....ตอนนี้ไม่มีใครอยากรู้เรื่องแกและพีจังเว้ย!!!~ เงียบๆไปได้มั้ยวะ!!!!...
“อย่าส่งมาดึกนะ พีจังง่วง”...นี่ก็เป็นไปอีกคน...ฮึ้ย!!!!
“เดี๋ยวๆ ไอ้ยู...” โคคิเรียกไอ้คู่รักไร้ยางอายที่กำลังจ้องตากันหวานซึ้ง
“ไรวะ!!! แกไม่เห็นรึไงว่าพวกฉันกำลังคุยกัน ‘สองคน’…” ยูอิจิเน้นคำว่า สองคน ได้หมั่นไส้ยิ่งนัก สำหรับหัวจิตหัวใจคนโสดอย่างโคคิ
“แกสองคนย้ายมาอยู่คอนโดเดียวกันแล้วไม่ใช่เหรอวะ แล้วจะส่งเมสเซจหาพระแสงอะไร”
โคคิจำได้ดีว่า ไอ้คู่นี้มันรีบย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ด้วยกันทันที ที่ความลับเรื่องคอนโดของจินและคาเมะแตก
....ท่าทางคงไม่อยากหวานน้อยกว่าไอ้คู่จืด...
...แต่...โคคิก็อยากจะบอกยูและพีจังนักล่ะ...ว่าจะไปห่วงเรื่องแบบนั้นทำไม ในเมื่อความหวานของคู่นี้อยู่ที่ระดับยกกำลังด้วยล้าน ในขณะที่อีกคู่นั้น ใส่ สแควร์รูท แล้ว ใส่ สแควร์รูท อีก จนเหลืออกมาเป็นเลขทศนิยมแบบที่ อัล-กาชี ผู้คิดค้นก็คงงงนั่นล่ะ...
“วะ!!!~ แกนี่มันสมกับไม่มีแฟนจริงๆ...ถ้าพูดกันมันไม่มีหลักฐานเว้ย แต่ถ้าส่งเมสเซจ มันก็จะเหลือร่องรอยความรักเอาไว้ในมือถือของคนสองคน ทั้งคนส่ง คนรับ~~”
“หลักฐานเหรอ...” โคคิคราง ก่อนจะร้องลั่นโต๊ะ
“เฮ้ย!!!~ ไอ้โคยามะ เอามือถือไอ้จินมาดิ๊!!” แล้วจากนั้น ห้าหัวก็สุมกันเข้ามาดูมือถือเครื่องเดียว ห้าหัวที่ว่านี่รวม ยูแอนด์พีจังด้วยล่ะนะ...
“เฮ้ย!!~ มันให้ใส่พาสเวิร์ด” จุนโนะร้องออกมา ตอนที่เครื่องโชว์ช่องรับรหัส เมื่อกดเข้า อินบ็อกซ์ (Inbox)
“อย่างงี้มันต้องมีอะไรแน่ๆเลย...ไอ้จินมันมีความลับอะไรวะ” โคยามะพูดอย่างตื่นเต้น
“มันจะมีความลับอะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องคาเมะ...ช่วยกันคิดดิ พาสเวิร์ดน่าจะเป็นเลขอะไร” โคคิไล่กดตั้งแต่
....วันและเดือนเกิดของจินก็แล้ว.... วันและเดือนเกิดของคาเมะก็แล้ว
....ก็ยังไม่ใช่...
“รหัสนิสิตล่ะ” ยูอิจิเสนอ
“พาสเวิร์ดใส่สูงสุดได้แค่ห้าตัว รหัสนิสิตมีตั้งสิบตัว บ้าเปล่าวะ ไอ้ยู”
โคยามะหันมาด่า ยูอิจิเลยเงียบ ส่วนโคคิก็ยังมือเป็นระวิงกับตัวเลขที่เกี่ยวกับคนสองคน
.....กดบ้านเลขที่ของคอนโดที่มันอยู่ด้วยกันก็ไม่ใช่ ....
.... เอาวันเกิดจินบวกกับคาเมะก็ยังไม่ใช่อีก….
“1011 ล่ะ” ยามะพีเสนอบ้างให้ทุกคนเงยหน้ามอง
“ก็ ตัว เจ ชื่อย่อจินเป็นตัวที่สิบในตัวอักษรภาษาอังกฤษ ส่วนตัว เค ชื่อย่อคาเมะก็เป็นตัวที่สิบเอ็ด”
“โฮย~ พีจังของยูล้ำลึกมากจ๊ะ...มาๆ ยูให้รางวัลน้า~” แล้วในช่วงที่เพื่อนอีกสามหน่อกำลังใช้สมองกันสุดฤทธิ์ ยูอิจิก็ทิ้งงานทิ้งการ หันไปให้รางวัลแฟนเป็นการหอมแก้มฟอดใหญ่
....ไม่รู้ใครได้รางวัลสิหน่า เพราะดูเหมือนคนให้รางวัลจะเป็นคนได้กำไร..
“พีจังคืนรางวัลไอ้ยูไปได้เลย...1011 ก็ยังเข้าไม่ได้” โคคิเงยหน้าบอก แล้วคิดต่อ
“งั้น...ถ้าเป็นเบอร์มือถือคาเมะห้าตัวสุดท้ายล่ะ” จุนโนะเสนออีกทาง
“ก็ยังไม่ใช่อยู่ดีนั่นล่ะ”
เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลัง พาลเอาวงแตกฮือกระเด็นกันไปคนล่ะมุมโต๊ะ โคคิที่มีหลักฐานอยู่ในมือนั้น ถึงกับยิ้มแฮะๆ เมื่อสบตาเพื่อนรัก ซึ่งกำลังวางจานข้าวสองจานลงกับโต๊ะ
“เอาคืนมา” จินหันมาบอกอย่างใจเย็น แต่ชั่วโมงนี้ ชั่วโมงที่ความอยากรู้ของโคคิมากเกินขีดจำกัดนั้น ผลักดันให้เจ้าตัวปฏิเสธด้วยการซ่อนมือถือไว้ด้านหลัง
“แกล็อคทำไมวะ ในอินบ็อคซ์มีอะไรพิเศษรึไง พวกฉันถึงดูไม่ได้น่ะ”
“เปล่านี่” เจ้าของโทรศัพท์ตอบ แล้วทรุดตัวลงนั่งตักข้าวเข้าปาก
“เฮ้ย!!~ คาเมะยังไม่มาเลยนะเว้ย” โคยามะร้องเสียงหลง เมื่อเพื่อนรัก กินเอา กินเอา ในขณะที่เจ้าของข้าวอีกจานนั้นยังมาไม่ถึง
…เอาล่ะ เปลี่ยนประเด็นจากเรื่องมือถือมาเรื่องข้าวก่อน...
“แล้วไง” จินย้อนถามข้าวเต็มปาก
“แล้วไง!!! แกถามฉันว่า ‘แล้วไง’ งั้นเหรอ...ไอ้จิน!! ทำไมแกไม่รอกินข้าวพร้อมคาเมะวะ คาเมะกับแกเป็นแฟนกันนะเว้ย!!~ มันใช่เรื่องที่แกควรทำงั้นเรอะ!! กินข้าวก่อน แล้วพอคาเมะมา แกก็กินเสร็จคนเดียว!! แกเป็นผู้ชายนะเว้ยไอ้จิน!!! เรื่องแค่นี้น่าจะรู้นี่หว่า!!!”
คนถูกห้ามไม่ให้กิน ไอ้แต่ส่ายหน้าไปมา แล้วกินต่ออย่างไม่สนใจ สรุปว่า คำด่าของโคยามะไม่มีผลต่อต่อมใต้สมองในการบังคับเรื่องกินของจินแต่อย่างใด
“ไอ้จิน!!!!” โคยามะดุ ทำท่าจะเทศนาถึงหน้าที่พึงทำของแฟนที่ดี เผื่อให้จินซึมซาบไปปฏิบัติจริง สักบทสองบท แต่ถูกอีกฝ่ายขัด
“หันไปดูข้างหลังแกสิ” พอหันไปดู ถึงได้เห็นคนร่างบางเดินตรงมาทางนี้ ให้หนุ่มๆลานเกียร์ตาเป็นประกาย กับรัศมีความน่ารักของนางฟ้าแห่งวิศวะฯ
คนที่เตรียมพร้อมจะถ่ายทอดความรู้เรื่อง ‘หน้าที่สามี’ เลยต้องหุบปากเงียบไปโดยปริยาย
“หวัดดีคาเมะ” สิ่งตอบแทนคำว่าสวัสดี คือรอยยิ้มหวานๆ ที่ทำเอาสัตว์โลกเพศชายทั้งหลาย กระชุ่มกระชวยกันขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“มากันนานแล้วเหรอ” คาเมะถาม พลางทรุดตัวลงนั่งข้างโคยามะ จินเลื่อนจานข้าวให้ ก่อนจะก้มลงกินต่อ
…สำหรับตำแหน่งที่นั่งของคู่จืดเวลากินข้าวนั้น ไม่มีผองเพื่อนคนไหนอยากจะท้วงติงกันอีกแล้ว...
....เพราะเห็นจนชินชา หากคราวไหนไปกินข้าวกันเยอะๆ ก็ไม่ต้องมองหาไอ้คู่นี้ให้ยาก ถ้าจินนั่งกระดกแก้วอยู่หัวโต๊ะ ก็ทายได้เลยว่า คาเมะนั่งอยู่ท้ายโต๊ะนั่นล่ะ...
“แปบเดียวเอง...เออ....คาเมะส่งเมสเซจหาจินบ่อยมั้ย”
โคคิถามเข้าประเด็น และนั่นทำเอาคนถูกถามถึงกับชะงักไปนิด ร่างบางเหลือบตามองคนที่นั่งกินข้าวอยู่ฝั่งตรงข้ามแวบนึง ก่อนจะตอบพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ
“ไม่หรอก อยู่ดีๆทำไมถามล่ะ”
“ก็...อยากรู้ว่าไอ้จินมันล็อคอินบ็อคซ์ทำไม” โคคิชูมือถือจินขึ้น
“เราก็ไม่รู้หรอก”
“พวกแกไปซื้อข้าวกันได้แล้ว ไม่กินกันรึไงวะ” จินโพล่งขึ้นมา
“ไม่กินจนกว่าแกจะบอกพาสเวิร์ด” โคยามะประท้วง แต่มีหรือที่คนตัวโตจะสนใจ เพราะจินทำแค่ยักไหล่ แล้วก้มลงกินต่อ
เมื่อเห็นท่าทางไม่แยแสของจิน โคคิจึงตีท่าทางนั้น เป็นการอนุญาตกลายๆ ให้เขาค้นหาความจริงต่อไป เลยตั้งหน้าตั้งตาจะเปิดอินบ็อคซ์ของจินให้ได้
“พ่อคาเมะเกิดวันที่เท่าไหร่”
“บ้าเปล่าวะโคคิ...” จินหันมาด่าพลางหัวเราะ
“งั้นวันเกิดนักเบสบอลคนที่คาเมะชอบล่ะ”
“ประสาทแล้วแก” เจ้าของมือถือด่าอีกแล้วหัวเราะร่วน
“งั้น...คาเมะ...ขอมือถือหน่อย” โคคิเปลี่ยนประเด็น ทำเอาร่างบางถึงกับหน้าเหวอ
“ไม่ให้โว๊ย!! แค่มือถือฉัน แกยังไม่มีปัญญา มือถือคาเมะก็อย่าหวัง” จินขวางทันควัน ให้สามหนุ่มโสดกับอีกหนึ่งคู่รักอย่างยูพี พากันห่อเหี่ยวไปตามๆกัน
- R R R R – เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นให้คนร่างบางต้องวางมือจากช้อน แล้วก้มลงหยิบขึ้นมารับ
“ฮัลโล...อ้อ...ส่งให้แล้ว พึ่งส่งเมื่อกี้นี้เอง” แล้วก็ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ทำเอาผู้ชายหลายคนถึงกับน้ำตาพราก เพราะความภูมิใจในชีวิต ที่ได้เห็นความงดงามของใบหน้าสวยๆนั่น
“ไม่รู้สิ...ต้องถามจินเอง” คาเมะส่งมือถือให้คนที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“พ่อน่ะ” เป็นอันรู้กันสองคน แต่ห้าชีวิตที่รายล้อมนั้น ไม่มีใครรู้ว่า ‘พ่อ’ ที่ว่าน่ะ พ่อใคร
...จะว่าเป็นพ่อจิน แล้วทำไมต้องโทร.เข้าเครื่องคาเมะ แต่ถ้าเป็นพ่อคาเมะ แล้วทำไมต้องคุยกับจิน...
….อ่า....งงวุ้ย!!!!....
“ครับ...” โฮ~!!~ อาคานิชิเวอร์ชั่นไหนวะเนี่ย!! มีมารยาทเป็นออพชั่นเสริมด้วยเรอะ!!!...
“ครับ เหมือนที่สั่งทุกอย่าง...แน่นอนครับ...ถ้าอยากได้อีก เดี๋ยวผมจะยกขึ้นไปให้เลย...ครับ...เสาร์นี้ครับ...ครับ...” แล้ว อาคานิชิ จิน ก็ปิดท้ายวางสายด้วยคำสุภาพ ที่ทำเอาเพื่อนพ้องตาค้างกันทั้งโต๊ะ
“พ่อใครวะ” โคยามะถาม
“พ่อคาเมะมัน” ...เอาคำว่า มัน ออกห่างจากชื่อแฟนแกได้มั้ย T.T คาเมะน่ะแฟนนะเว้ย ไม่ใช่เพื่อน...
“แล้วแกไปรู้จักพ่อคาเมะได้ไง” ยูอิจิถามไว้ประดับความรู้
เห็นสวีทจ๊ะจ๋ากับพีจังสุดที่รักมาตั้งแต่ปีหนึ่งอย่างนี้ แต่ยอดชายนากามารุ ไม่เคยเข้าหาพ่อแม่ของยามะพีเลยสักครั้ง
...แต่ไอ้จินเนี่ยสิ....เห็นมันเงียบๆ หง่อยๆ ดันล้ำหน้าถึงขนาดเข้าหาผู้ใหญ่แล้วเหรอวะ!!...
….อย่างงี้!!! ยูอิจิทนไม่ได้!!!!!!...
“พวกแกนี่ท่าทางต่อมความอยากรู้จะมากเกินคนปกติ....คาเมะ...กินข้าวเสร็จรึยัง” แล้วจินก็ทำหน้าที่แฟนที่ดี ด้วยการหันไปเร่งคนรักกินข้าว ทำเอาเพื่อนๆปวดหัวใจไปตามๆกัน
“จะรีบไปไหนวะ คาเมะมันมีปากเดียวนะเว้ย...” โคคิพูด
“ไม่บอก...เอามือถือคืนมาได้แล้ว” แล้วจินก็อาศัยจังหวะที่เพื่อนเผลอ คว้ามือถือของตัวเองคืนมา ให้คนอื่นมองกันตาละห้อย ส่วนโคคินั้นอยากจะทุบหัวตัวเองนัก
...อย่าบอกนะว่า คดีรักหลืบของคู่จืดคดีนี้ เขาจะไขความกระจ่างไม่ได้น่ะ...
“แล้วเสาร์นี้ จินจะไปไหนเหรอ” ยามะพีถามยิ้มๆ ให้คนที่กำลังเร่งแฟนกินข้าวต้องหันมอง
“ต่างจังหวัด”
“อ้อ...แกก็เลยรีบทำงานของอาจารย์ชิโด้งั้นสิ” จุนโนะย้อนให้ร่างสูงพยักหน้ารับ
“ไปหาพ่อคาเมะเหรอ” พีจังคนดีของยูอิจิทำหน้าที่แทนแฟนหนุ่ม ที่ดูเหมือนจะเข้าญาณไปแล้ว เพราะมัวแต่คิดหาแผนเนียนเข้าหาพ่อแม่คนรัก
“นิสัยอยากรู้นี่ติดมาจากไอ้ยูเหรอ” จินย้อนถามให้อีกฝ่ายยิ้มเขิน บิดไปบิดมา
“พวกฉันไปนะ” ร่างสูงเอ่ยปาก เมื่อคาเมะทานข้าวเสร็จ
“พวกแกจะไปไหนกัน” โคยามะถามคำถามที่ไม่มีใครยอมตอบ เพราะคู่จืดช่วยกันยกจานไปเก็บ แล้วคว้ากระเป๋าคนละใบ เดินออกจากโต๊ะ ราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่ถาม
“เฮ้ย!! จิน....คาเมะ” ร่างสูงหันมามองคนถามที่ดูท่าจะตื้อไม่เลิก
“ไปเดท!! จะไปด้วยกันมั้ยล่ะ”
....ใครจะกล้าไปด้วยเล่า...
จินหันกลับไปคว้ามือคนข้างกาย แล้วเดินออกไปด้วยกัน ทิ้งโคคิไว้กับความหงุดหงิดเรื่องพาสเวิร์ดเจ้าปัญหาที่ตัวเองไม่มีความสามารถในการไขรหัสลับ
“เฮ้อ...ฉันน่าจะไปเดทกับพวกมันว่ะ จะได้ซื้อดิคฯทำรายงานอาจารย์ชิโด้ด้วย...” จุนโนะหันมาบ่นกับเพื่อนร่วมโต๊ะ
“บ้าสิ!! ขืนไปด้วย ไอ้จินได้เอาแกตาย...ดันไปขวางคอมัน” โคยามะว่าเข้าให้ ที่คนพูดดูจะไม่เจียมตัว
“เฮ้ย!!!~ ดิคฯคันจิไง….” โคคิร้องครางกับตัวเอง เมื่อบางสิ่งบางอย่างผุดวาบขึ้นมาในสมอง
...ถ้าในเมื่อ ยามะพียังคิดเรื่อง ลำดับอักษรภาษาอังกฤษ ตัวที่สิบตัวที่สิบเอ็ดได้ ทำไมเขาไม่ลองคิดเรื่อง ลำดับตัวคันจิของชื่อมันสองคนดู…
โคคิหันควับไปมองจินและคาเมะที่ยังเดินไม่พ้นลานเกียร์....จะวิ่งไปถามเลยก็ได้ แต่เขาก็อยากตะโกนให้คนทั้งลานเกียร์ได้รู้ร่วมกันไปด้วย...
“เดี๋ยว!!!~ จิน” เกิดเป็นความเงียบชั่วอึดใจ เมื่อเจ้าของชื่อหันมามอง
“พาสเวิร์ดของแกน่ะ....ต้องใช้ดิคฯคันจิสิ.....”
“56236”
ไม่ทันที่โคคิจะได้พูดจบ เจ้าของมือถือก็เฉลยให้คนทั้งลานได้งุนงงกับตัวเลขห้าตัวที่ดูจะไม่มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
“56 คือ เลขลำดับตัวคันจิของชื่อฉัน ส่วน 326 คือลำดับตัวคันจิตัวแรกในชื่อคาเมะ...” จินพูดพลางยิ้ม ในขณะที่ปลายนิ้วตนนั้น ยังแตะเบาๆที่ปลายนิ้วเรียวของคนข้างกาย
“แกทายถูกแบบนี้ แสดงว่าไม่ค่อยยาก...คราวหน้าต้องเอาให้ยากกว่านี้” เขาว่าต่อ
“งั้น...ฉันดูเมสเซจแกได้แล้วใช่มั้ย” โคคิยังคงถามเรื่องที่อยากรู้
“ไม่มีอะไรพิเศษ แกจะดูทำไม”
“ก็ในเมื่อไม่พิเศษ แล้วทำไมแกไม่ให้ดู” คนอยากรู้ย้อนเข้าให้ เจ้าของมือถืออมยิ้ม
“ไม่พิเศษ...แต่มันสำคัญ...” แล้วจินก็หมุนตัวเดินออกไป คาเมะหันมองตาม ก่อนจะหันมาโค้งศีรษะนิดๆให้เพื่อน ก่อนจะวิ่งตามออกไปอีกคน
การเดินออกไปคราวนี้ ไม่มีมนุษย์ตนไหนกล้าพอจะรั้งมันทั้งคู่เอาไว้ ไม่มีแม้แต่ใครสักคนจะลุกขึ้นด่าจินที่ทำตัวไม่เป็นสุภาพบุรุษด้วยการเดินลิ่วๆแต่ลำพัง แล้วปล่อยให้คาเมะเดินตาม
....เพราะทุกคนมัวแต่คิด...
....คิดกับคำทิ้งท้ายของมัน...
...ไม่พิเศษ แต่สำคัญ...
....โทรศัพท์ที่ไม่พิเศษ ไม่ต้องใช้เหมือนกัน ไม่ต้องซื้อสีเดียวกัน ไม่ต้องมีอะไรเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นของคนสองคนที่รักกัน...
...เพราะแค่นี้....มันก็สำคัญมากพออยู่แล้ว...
…สำคัญ...เพราะมันเอาไว้ฟังเสียงของคนสำคัญในยามที่คิดถึง...
....สำคัญ...เพราะมันเอาไว้อ่านทวนข้อความสำคัญในยามที่ห่วงหา...
...มิน่าล่ะ ไอ้จินกับคาเมะถึงไม่เคยเปลี่ยนมือถือเลย นับตั้งแต่ปีหนึ่ง...เพราะพวกมันคงมีเรื่องราวสำคัญเก็บเอาไว้ในมือถือเต็มไปหมด...
...มือถือที่ไม่ใช่ของพิเศษอะไร แต่เป็นแค่ของสำคัญ...
...สำคัญสำหรับหัวใจ...
“จิน!!~ ฉันมีอีกเรื่องที่ไม่เข้าใจ...ทำไมตอนคาเมะโทร.เข้าเครื่องแก ถึงมีรูปกำปั้นโชว์บนหน้าจอวะ”
โคคิถามอีก พาลให้คู่รักจืดชืดต้องหันมาอีกครั้ง จินเหลือบมองคนข้างกายที่ก้มหน้าต่ำ แดงก่ำถึงใบหู แล้วต้องหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะหันกลับมาตอบเพื่อน
“ก็...กำปั้นของคนน่ะ มีขนาดเท่ากับหัวใจไม่ใช่รึไง”
...อ่า...ถึงได้บอกว่ามือถือของมันไม่มีอะไรเป็นพิเศษเลย....แถมยังตกรุ่น ล้าสมัย แล้วยังเก่าชนิดอาจจะหาอะไหล่ไม่ได้....
....แต่ในมือถือของมัน ก็มีสิ่งสำคัญซ่อนเอาไว้มากมาย....
...อย่างเช่น ‘หัวใจดวงนั้น’ ที่ปรากฏบนหน้าจอทุกครั้งที่คาเมะโทร.หาจิน...
...ไม่แน่หรอก...พาสเวิร์ดเข้าอินบ็อคซ์มือถือของจินคราวหน้า อาจจะเป็นขนาดกำปั้นของพวกมันสองคน...
....เข้าอินบ็อคซ์สำคัญ ...
.....เพื่ออ่านข้อความสำคัญ ....
....ด้วย ‘ขนาดหัวใจ’ ของคนสองคน....
....สวีท โฟน ของไอ้คู่จืดชืดมีจริง ~!!!!!!
FIN
JIN X KAME
By : Dezair
...................................................
“พีจัง~~ ต่อแต่นี้ เราก็จะมี ‘มือถือคู่รัก’ แล้วนะ....ชอบมั้ยจ๊ะ!! สีชมพูแบบนี้ ยูสั่งทำโดยเฉพาะเลยน้า~~”
แม้กระทั่งในวันที่ไม่มีการเรียนการสอนใดๆ แต่ลานเกียร์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ ก็ยังคงแน่นขนัดไปด้วยนิสิตชายนับร้อยที่รู้ข่าวลือลับๆมาว่า
...วันนี้....จินและคาเมะจะแวะเข้ามากินข้าวเที่ยงที่คณะ....
“ชอบสิ~~ ขอบคุณนะยู.....” ว่าแล้ว คู่รักหวานช่ำไม่หวั่นยุคน้ำตาลแพง ก็เบียดกระแซะกันและกัน ชื่นชมโทรศัพท์มือถือสองเครื่องที่เหมือนกันทั้งสี ทั้งรุ่น
...และเป็นที่แน่นอนอยู่แล้ว....
....ว่าระดับ นากามารุ ยูอิจิ หรือ ยูที่รักของพีจังนั้น ไม่เคยเก็บงำความรักไว้เป็นความลับ....
.... เพราะทันทีที่เหลือบตาไปเห็น จิน เดินตรงเข้ามาที่โต๊ะประจำในลานเกียร์ พ่อหนุ่มสุดที่รักของพีจัง ก็พุ่งทะยานเข้าไปหาทันทีด้วยความอยากอวด
“นี่~!!! ไอ้จิน....มือถือใหม่ของฉัน!!” คนถูกเรียกให้ดูมือถือ เหลือบมองแวบเดียว ก่อนจะรับคำสั้นๆ แล้วเดินเลยยูอิจิไปวางกระเป๋าที่โต๊ะ
“แล้วเครื่องเก่าแกล่ะ” ร่างสูงถามเหมือนไม่สนใจนัก เพราะหยิบหนังสือออกจากระเป๋ามานั่งทำด้วย
“โยนทิ้งไปแล้ว... เพราะฉันกับพีจังอยากใช้มือถือคู่กัน...เคยได้ยินมั้ยวะ ‘มือถือคู่รัก’ ไรเงี้ย...”
ว่าแล้ว ยูอิจิก็วิ่งมาอีกฟากโต๊ะ พร้อมกับพลิกหลังมือถือให้เพื่อนรักได้ยลโฉมความรักอันสุกงอม
“แกดูๆ...ข้างหลังเครื่องสกรีนเป็นตัวอักษร ‘พี’ ด้วยนะเว้ย...เห็นมะ ฉันรักพีจังของฉันแค่ไหน~~”
ยูอิจิพูดพร้อมกับใบหน้าที่บานเป็นกระด้งด้วยความภาคภูมิใจ กับความรักอันเอ่อล้นของตัวเอง ในขณะที่เจ้าของตัวอักษร พี นั้น ถึงกับลุกขึ้นมาทุบอกคนรักด้วยความเขิน
“ยูบ้า~ ไปบอกจินทำไม....”
“แหม...เครื่องของพีจังก็สกรีนตัววายไม่ใช่เหรอจ๊ะ...”
“บ้า~~”
“แล้วยูก็เมมชื่อพีจังไว้ชื่อแรกสุดเลยนะจ๊ะ...นี่ไงๆ ชื่อนี้...พีจังสุดที่รัก ฟอร์เอเวอร์~!!~...”
“ยูอ่ะ~”
จินเหลือบมองยูอิจิและแฟนมัน ก่อนจะส่ายหน้าระอาใจ แล้วหันกลับมาสนใจหนังสือของตัวเองต่อ เพียงครู่เดียว โคคิ จุนโนะ และโคยามะก็ตามเข้ามา
“ทำไรอยู่วะจิน...โฮย~!!~ นี่งานของอาจารย์ชิโด้นี่หว่า..ขยันจังวะ ถึงขนาดพกมาทำด้วยเลยเหรอ”
โคยามะทักทาย แล้วชะโงกหน้ามาดูหนังสือตรงหน้าเพื่อน ที่เป็นพจนานุกรมคันจิเล่มโต กับรายงานศัพท์เฉพาะทางที่ทั้งยาก ทั้งโหด แถมใกล้กำหนดส่งเข้าไปทุกขณะ
“เฮ้ย~! ไอ้คู่นั้นมันเป็นอะไรของมันวะ” โคคิค้ำโต๊ะถามบ้าง พลางบุ้ยใบ้ไปที่ยูและยามะพี ที่ยังคุยกันไป ทุบอกกันไป เขินอายไม่จบสิ้นสักที
“ก็ไอ้ยูมันพูดเรื่องมือถือเครื่องใหม่ของมัน ที่สกรีนหลังเครื่องเป็นตัวพี ส่วนของพีเป็นตัววาย พีก็เลยอายน่ะ” สามหนุ่มโสดพยักหน้ารับรู้
“อ้อ...เมื่อคืนมันโทร.มาโม้ให้ฟังล่ะ...เออ...ฉันก็ว่าจะซื้อใหม่นะ จินล่ะ เครื่องแกตั้งสามปีแล้วไม่ใช่เหรอ” โคยามะพูด พลางมองหน้าเพื่อนตัวโต
“ก็ยังใช้ได้อยู่นี่”
“โฮย....ของแกน่ะโคตรจะเก่ากึ้กเลย...เปลี่ยนบ้างสิวะ หรือจะเก็บเงินเอาไว้แต่งเมีย” โคคิกัด รู้ทั้งรู้ว่าคนอย่าง อาคานิชิ จิน นั้นมีนิสัยงกไม่เข้าเรื่อง ไอ้จะเก็บเงินไว้แต่งงานน่ะไม่มีทางเด็ดๆ คงเอาไว้ซื้อของกินนั่นล่ะ
“......”
“ห๊ะ....ว่าไงนะ” คำพูดประโยคถัดมาของจิน เบาจน เพื่อนอีกสามคนต้องชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ๆ
“เปล่า...ถามว่าพวกแกจะไปซื้อข้าวก่อน หรือให้ฉันไปก่อน” จินพูดไปอีกเรื่อง วันนี้ทั้งเขาและคาเมะนัดพวกนี้มากินข้าวที่มหา’ลัย
“แล้วคาเมะไปไหน” โคคิย้อน
“ไปธุระ....งั้นฉันไปซื้อก่อนนะ” จินสรุปบททันที ก่อนจะลุกขึ้นคว้ากระเป๋าสตางค์ เตรียมเดินเข้าโรงอาหาร
“ไม่ใช่สั่งแต่ของแกนะเว้ย!! สั่งเผื่อคาเมะด้วย...เข้าใจมั้ยวะจิน” โคคิรีบสั่ง
...เอาแน่เอานอนอะไรกับไอ้จินไม่ได้หรอก เกิดมันทำตัวเป็นผู้ชายประเภท ‘ซังกะบ๊วย’ ขึ้นมา มีหวัง คาเมะอดข้าวกลางวันแน่ นี่ปาเข้าไปจะบ่ายโมงแล้ว มันจะไม่มีของเหลือให้กินน่ะสิ!!
...แต่...จะว่าไปแล้ว เขาก็ยังไม่มีโอกาสยุให้คาเมะมีแฟนใหม่สักที!! ไอ้จินมันถึงได้ใจ ทำตัวเอื่อยเฉื่อยอยู่แบบนี้ไงล่ะ...
“เออๆ แกเป็นพ่อมันเหรอไงวะ”
ดูเอาเหอะ....เรียกแฟนว่า ‘มัน’ ก็ได้ด้วย...โคคิล่ะอยากจะเอาหัวโขกกับลานเกียร์นัก!!!
“ถ้าเป็นพ่อคาเมะได้ล่ะก็...ฉันจะกีดกันว่าที่ลูกเขยอย่างแกให้ถึงที่สุดเลย!!!” คนเกือบถูกกีดกันอมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าโรงอาหารโดยไม่พูดอะไรอีก
- R R R R – เสียงโทรศัพท์ดังมาจากกระเป๋าเป้ของคนที่พึ่งหายหัวเข้าไปในโรงอาหาร ให้เพื่อนอีกสามคนมองหน้ากัน ก่อนที่โคยามะจะเป็นคนเดินไปล้วงกระเป๋า หยิบขึ้นมารับ
“คาเมะโทร.มาว่ะ...แม่งเอ้ย!!! พวกแกดูมันทำ....”
...เดี๋ยวๆ...ใครที่กำลังคิดว่า ชื่อคาเมะบนหน้าจอโทรศัพท์ของจิน จะมีรูปหัวใจต่อท้าย หรือมีวงเล็บว่า ที่รัก มายฮันนี่ สวีทฮาร์ท อะไรก็ตามแต่ในทำนองนี้...ขอร้องให้หยุดคิด...
...เพราะขึ้นชื่อว่าเป็น ‘มือถือของจิน’ แล้ว ชื่อคาเมะก็เป็นเพียงคำว่า ‘คาเมะ’ สั้นๆ ห้วนๆ ซึ่งโคยามะก็รู้สึกเป็นพระคุณอย่างสูงล่ะ ที่จินไม่เติมคำว่า ‘ไอ้’ นำหน้าชื่อคาเมะไปด้วย...
...แต่....ถึงไม่เติมคำว่า ‘ไอ้’ ....แต่ไอ้รูป กำปั้นคนที่มันโชว์หรา ตอนคาเมะโทร.เข้ามา นี่มันอะไรวะ!!!!~...
“ไอ้จินมันบ้า...” โคคิบ่น ...เอาเถอะ...กำปั้นก็ดีกว่ารูปเท้าล่ะวะ...
หลังจากทำใจอยู่ครู่กับรูปกำปั้นบนจอ โคยามะก็กดรับสาย “ฮัลโล...คาเมะ...จินไปซื้อข้าว มีไรฝากไว้มั้ย”
“อ๋อเหรอ...งั้นให้มันโทร.กลับมั้ย...อ้อ ใกล้ถึงแล้ว...อือๆ...รีบๆมาละกัน ฝากข้าวไว้ที่ไอ้จินนานเกินห้านาที จะไม่เหลือแม้แต่เศษตะเกียบนะ” ตัดสายเพียงเท่านั้น สำหรับโทรศัพท์จากคาเมะที่โทร.หาจิน
“คาเมะว่าไง” จุนโนะถามด้วยความอยากรู้
“พีจังจ๊ะ~~ เดี๋ยวคืนนี้ ยูจะส่งเมซเสจหาดีมั้ย~ พีจังรอรับเมสเซจราตรีสวัสดิ์ด้วยนะครับ” ...ให้ตาย!!!!...เสียงไอ้ยูนี่มันช่างมาไม่รู้เวล่ำเวลาจริงๆ....
....ตอนนี้ไม่มีใครอยากรู้เรื่องแกและพีจังเว้ย!!!~ เงียบๆไปได้มั้ยวะ!!!!...
“อย่าส่งมาดึกนะ พีจังง่วง”...นี่ก็เป็นไปอีกคน...ฮึ้ย!!!!
“เดี๋ยวๆ ไอ้ยู...” โคคิเรียกไอ้คู่รักไร้ยางอายที่กำลังจ้องตากันหวานซึ้ง
“ไรวะ!!! แกไม่เห็นรึไงว่าพวกฉันกำลังคุยกัน ‘สองคน’…” ยูอิจิเน้นคำว่า สองคน ได้หมั่นไส้ยิ่งนัก สำหรับหัวจิตหัวใจคนโสดอย่างโคคิ
“แกสองคนย้ายมาอยู่คอนโดเดียวกันแล้วไม่ใช่เหรอวะ แล้วจะส่งเมสเซจหาพระแสงอะไร”
โคคิจำได้ดีว่า ไอ้คู่นี้มันรีบย้ายสำมะโนครัวมาอยู่ด้วยกันทันที ที่ความลับเรื่องคอนโดของจินและคาเมะแตก
....ท่าทางคงไม่อยากหวานน้อยกว่าไอ้คู่จืด...
...แต่...โคคิก็อยากจะบอกยูและพีจังนักล่ะ...ว่าจะไปห่วงเรื่องแบบนั้นทำไม ในเมื่อความหวานของคู่นี้อยู่ที่ระดับยกกำลังด้วยล้าน ในขณะที่อีกคู่นั้น ใส่ สแควร์รูท แล้ว ใส่ สแควร์รูท อีก จนเหลืออกมาเป็นเลขทศนิยมแบบที่ อัล-กาชี ผู้คิดค้นก็คงงงนั่นล่ะ...
“วะ!!!~ แกนี่มันสมกับไม่มีแฟนจริงๆ...ถ้าพูดกันมันไม่มีหลักฐานเว้ย แต่ถ้าส่งเมสเซจ มันก็จะเหลือร่องรอยความรักเอาไว้ในมือถือของคนสองคน ทั้งคนส่ง คนรับ~~”
“หลักฐานเหรอ...” โคคิคราง ก่อนจะร้องลั่นโต๊ะ
“เฮ้ย!!!~ ไอ้โคยามะ เอามือถือไอ้จินมาดิ๊!!” แล้วจากนั้น ห้าหัวก็สุมกันเข้ามาดูมือถือเครื่องเดียว ห้าหัวที่ว่านี่รวม ยูแอนด์พีจังด้วยล่ะนะ...
“เฮ้ย!!~ มันให้ใส่พาสเวิร์ด” จุนโนะร้องออกมา ตอนที่เครื่องโชว์ช่องรับรหัส เมื่อกดเข้า อินบ็อกซ์ (Inbox)
“อย่างงี้มันต้องมีอะไรแน่ๆเลย...ไอ้จินมันมีความลับอะไรวะ” โคยามะพูดอย่างตื่นเต้น
“มันจะมีความลับอะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องคาเมะ...ช่วยกันคิดดิ พาสเวิร์ดน่าจะเป็นเลขอะไร” โคคิไล่กดตั้งแต่
....วันและเดือนเกิดของจินก็แล้ว.... วันและเดือนเกิดของคาเมะก็แล้ว
....ก็ยังไม่ใช่...
“รหัสนิสิตล่ะ” ยูอิจิเสนอ
“พาสเวิร์ดใส่สูงสุดได้แค่ห้าตัว รหัสนิสิตมีตั้งสิบตัว บ้าเปล่าวะ ไอ้ยู”
โคยามะหันมาด่า ยูอิจิเลยเงียบ ส่วนโคคิก็ยังมือเป็นระวิงกับตัวเลขที่เกี่ยวกับคนสองคน
.....กดบ้านเลขที่ของคอนโดที่มันอยู่ด้วยกันก็ไม่ใช่ ....
.... เอาวันเกิดจินบวกกับคาเมะก็ยังไม่ใช่อีก….
“1011 ล่ะ” ยามะพีเสนอบ้างให้ทุกคนเงยหน้ามอง
“ก็ ตัว เจ ชื่อย่อจินเป็นตัวที่สิบในตัวอักษรภาษาอังกฤษ ส่วนตัว เค ชื่อย่อคาเมะก็เป็นตัวที่สิบเอ็ด”
“โฮย~ พีจังของยูล้ำลึกมากจ๊ะ...มาๆ ยูให้รางวัลน้า~” แล้วในช่วงที่เพื่อนอีกสามหน่อกำลังใช้สมองกันสุดฤทธิ์ ยูอิจิก็ทิ้งงานทิ้งการ หันไปให้รางวัลแฟนเป็นการหอมแก้มฟอดใหญ่
....ไม่รู้ใครได้รางวัลสิหน่า เพราะดูเหมือนคนให้รางวัลจะเป็นคนได้กำไร..
“พีจังคืนรางวัลไอ้ยูไปได้เลย...1011 ก็ยังเข้าไม่ได้” โคคิเงยหน้าบอก แล้วคิดต่อ
“งั้น...ถ้าเป็นเบอร์มือถือคาเมะห้าตัวสุดท้ายล่ะ” จุนโนะเสนออีกทาง
“ก็ยังไม่ใช่อยู่ดีนั่นล่ะ”
เสียงทุ้มดังมาจากด้านหลัง พาลเอาวงแตกฮือกระเด็นกันไปคนล่ะมุมโต๊ะ โคคิที่มีหลักฐานอยู่ในมือนั้น ถึงกับยิ้มแฮะๆ เมื่อสบตาเพื่อนรัก ซึ่งกำลังวางจานข้าวสองจานลงกับโต๊ะ
“เอาคืนมา” จินหันมาบอกอย่างใจเย็น แต่ชั่วโมงนี้ ชั่วโมงที่ความอยากรู้ของโคคิมากเกินขีดจำกัดนั้น ผลักดันให้เจ้าตัวปฏิเสธด้วยการซ่อนมือถือไว้ด้านหลัง
“แกล็อคทำไมวะ ในอินบ็อคซ์มีอะไรพิเศษรึไง พวกฉันถึงดูไม่ได้น่ะ”
“เปล่านี่” เจ้าของโทรศัพท์ตอบ แล้วทรุดตัวลงนั่งตักข้าวเข้าปาก
“เฮ้ย!!~ คาเมะยังไม่มาเลยนะเว้ย” โคยามะร้องเสียงหลง เมื่อเพื่อนรัก กินเอา กินเอา ในขณะที่เจ้าของข้าวอีกจานนั้นยังมาไม่ถึง
…เอาล่ะ เปลี่ยนประเด็นจากเรื่องมือถือมาเรื่องข้าวก่อน...
“แล้วไง” จินย้อนถามข้าวเต็มปาก
“แล้วไง!!! แกถามฉันว่า ‘แล้วไง’ งั้นเหรอ...ไอ้จิน!! ทำไมแกไม่รอกินข้าวพร้อมคาเมะวะ คาเมะกับแกเป็นแฟนกันนะเว้ย!!~ มันใช่เรื่องที่แกควรทำงั้นเรอะ!! กินข้าวก่อน แล้วพอคาเมะมา แกก็กินเสร็จคนเดียว!! แกเป็นผู้ชายนะเว้ยไอ้จิน!!! เรื่องแค่นี้น่าจะรู้นี่หว่า!!!”
คนถูกห้ามไม่ให้กิน ไอ้แต่ส่ายหน้าไปมา แล้วกินต่ออย่างไม่สนใจ สรุปว่า คำด่าของโคยามะไม่มีผลต่อต่อมใต้สมองในการบังคับเรื่องกินของจินแต่อย่างใด
“ไอ้จิน!!!!” โคยามะดุ ทำท่าจะเทศนาถึงหน้าที่พึงทำของแฟนที่ดี เผื่อให้จินซึมซาบไปปฏิบัติจริง สักบทสองบท แต่ถูกอีกฝ่ายขัด
“หันไปดูข้างหลังแกสิ” พอหันไปดู ถึงได้เห็นคนร่างบางเดินตรงมาทางนี้ ให้หนุ่มๆลานเกียร์ตาเป็นประกาย กับรัศมีความน่ารักของนางฟ้าแห่งวิศวะฯ
คนที่เตรียมพร้อมจะถ่ายทอดความรู้เรื่อง ‘หน้าที่สามี’ เลยต้องหุบปากเงียบไปโดยปริยาย
“หวัดดีคาเมะ” สิ่งตอบแทนคำว่าสวัสดี คือรอยยิ้มหวานๆ ที่ทำเอาสัตว์โลกเพศชายทั้งหลาย กระชุ่มกระชวยกันขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“มากันนานแล้วเหรอ” คาเมะถาม พลางทรุดตัวลงนั่งข้างโคยามะ จินเลื่อนจานข้าวให้ ก่อนจะก้มลงกินต่อ
…สำหรับตำแหน่งที่นั่งของคู่จืดเวลากินข้าวนั้น ไม่มีผองเพื่อนคนไหนอยากจะท้วงติงกันอีกแล้ว...
....เพราะเห็นจนชินชา หากคราวไหนไปกินข้าวกันเยอะๆ ก็ไม่ต้องมองหาไอ้คู่นี้ให้ยาก ถ้าจินนั่งกระดกแก้วอยู่หัวโต๊ะ ก็ทายได้เลยว่า คาเมะนั่งอยู่ท้ายโต๊ะนั่นล่ะ...
“แปบเดียวเอง...เออ....คาเมะส่งเมสเซจหาจินบ่อยมั้ย”
โคคิถามเข้าประเด็น และนั่นทำเอาคนถูกถามถึงกับชะงักไปนิด ร่างบางเหลือบตามองคนที่นั่งกินข้าวอยู่ฝั่งตรงข้ามแวบนึง ก่อนจะตอบพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ
“ไม่หรอก อยู่ดีๆทำไมถามล่ะ”
“ก็...อยากรู้ว่าไอ้จินมันล็อคอินบ็อคซ์ทำไม” โคคิชูมือถือจินขึ้น
“เราก็ไม่รู้หรอก”
“พวกแกไปซื้อข้าวกันได้แล้ว ไม่กินกันรึไงวะ” จินโพล่งขึ้นมา
“ไม่กินจนกว่าแกจะบอกพาสเวิร์ด” โคยามะประท้วง แต่มีหรือที่คนตัวโตจะสนใจ เพราะจินทำแค่ยักไหล่ แล้วก้มลงกินต่อ
เมื่อเห็นท่าทางไม่แยแสของจิน โคคิจึงตีท่าทางนั้น เป็นการอนุญาตกลายๆ ให้เขาค้นหาความจริงต่อไป เลยตั้งหน้าตั้งตาจะเปิดอินบ็อคซ์ของจินให้ได้
“พ่อคาเมะเกิดวันที่เท่าไหร่”
“บ้าเปล่าวะโคคิ...” จินหันมาด่าพลางหัวเราะ
“งั้นวันเกิดนักเบสบอลคนที่คาเมะชอบล่ะ”
“ประสาทแล้วแก” เจ้าของมือถือด่าอีกแล้วหัวเราะร่วน
“งั้น...คาเมะ...ขอมือถือหน่อย” โคคิเปลี่ยนประเด็น ทำเอาร่างบางถึงกับหน้าเหวอ
“ไม่ให้โว๊ย!! แค่มือถือฉัน แกยังไม่มีปัญญา มือถือคาเมะก็อย่าหวัง” จินขวางทันควัน ให้สามหนุ่มโสดกับอีกหนึ่งคู่รักอย่างยูพี พากันห่อเหี่ยวไปตามๆกัน
- R R R R – เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นให้คนร่างบางต้องวางมือจากช้อน แล้วก้มลงหยิบขึ้นมารับ
“ฮัลโล...อ้อ...ส่งให้แล้ว พึ่งส่งเมื่อกี้นี้เอง” แล้วก็ตบท้ายด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ทำเอาผู้ชายหลายคนถึงกับน้ำตาพราก เพราะความภูมิใจในชีวิต ที่ได้เห็นความงดงามของใบหน้าสวยๆนั่น
“ไม่รู้สิ...ต้องถามจินเอง” คาเมะส่งมือถือให้คนที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“พ่อน่ะ” เป็นอันรู้กันสองคน แต่ห้าชีวิตที่รายล้อมนั้น ไม่มีใครรู้ว่า ‘พ่อ’ ที่ว่าน่ะ พ่อใคร
...จะว่าเป็นพ่อจิน แล้วทำไมต้องโทร.เข้าเครื่องคาเมะ แต่ถ้าเป็นพ่อคาเมะ แล้วทำไมต้องคุยกับจิน...
….อ่า....งงวุ้ย!!!!....
“ครับ...” โฮ~!!~ อาคานิชิเวอร์ชั่นไหนวะเนี่ย!! มีมารยาทเป็นออพชั่นเสริมด้วยเรอะ!!!...
“ครับ เหมือนที่สั่งทุกอย่าง...แน่นอนครับ...ถ้าอยากได้อีก เดี๋ยวผมจะยกขึ้นไปให้เลย...ครับ...เสาร์นี้ครับ...ครับ...” แล้ว อาคานิชิ จิน ก็ปิดท้ายวางสายด้วยคำสุภาพ ที่ทำเอาเพื่อนพ้องตาค้างกันทั้งโต๊ะ
“พ่อใครวะ” โคยามะถาม
“พ่อคาเมะมัน” ...เอาคำว่า มัน ออกห่างจากชื่อแฟนแกได้มั้ย T.T คาเมะน่ะแฟนนะเว้ย ไม่ใช่เพื่อน...
“แล้วแกไปรู้จักพ่อคาเมะได้ไง” ยูอิจิถามไว้ประดับความรู้
เห็นสวีทจ๊ะจ๋ากับพีจังสุดที่รักมาตั้งแต่ปีหนึ่งอย่างนี้ แต่ยอดชายนากามารุ ไม่เคยเข้าหาพ่อแม่ของยามะพีเลยสักครั้ง
...แต่ไอ้จินเนี่ยสิ....เห็นมันเงียบๆ หง่อยๆ ดันล้ำหน้าถึงขนาดเข้าหาผู้ใหญ่แล้วเหรอวะ!!...
….อย่างงี้!!! ยูอิจิทนไม่ได้!!!!!!...
“พวกแกนี่ท่าทางต่อมความอยากรู้จะมากเกินคนปกติ....คาเมะ...กินข้าวเสร็จรึยัง” แล้วจินก็ทำหน้าที่แฟนที่ดี ด้วยการหันไปเร่งคนรักกินข้าว ทำเอาเพื่อนๆปวดหัวใจไปตามๆกัน
“จะรีบไปไหนวะ คาเมะมันมีปากเดียวนะเว้ย...” โคคิพูด
“ไม่บอก...เอามือถือคืนมาได้แล้ว” แล้วจินก็อาศัยจังหวะที่เพื่อนเผลอ คว้ามือถือของตัวเองคืนมา ให้คนอื่นมองกันตาละห้อย ส่วนโคคินั้นอยากจะทุบหัวตัวเองนัก
...อย่าบอกนะว่า คดีรักหลืบของคู่จืดคดีนี้ เขาจะไขความกระจ่างไม่ได้น่ะ...
“แล้วเสาร์นี้ จินจะไปไหนเหรอ” ยามะพีถามยิ้มๆ ให้คนที่กำลังเร่งแฟนกินข้าวต้องหันมอง
“ต่างจังหวัด”
“อ้อ...แกก็เลยรีบทำงานของอาจารย์ชิโด้งั้นสิ” จุนโนะย้อนให้ร่างสูงพยักหน้ารับ
“ไปหาพ่อคาเมะเหรอ” พีจังคนดีของยูอิจิทำหน้าที่แทนแฟนหนุ่ม ที่ดูเหมือนจะเข้าญาณไปแล้ว เพราะมัวแต่คิดหาแผนเนียนเข้าหาพ่อแม่คนรัก
“นิสัยอยากรู้นี่ติดมาจากไอ้ยูเหรอ” จินย้อนถามให้อีกฝ่ายยิ้มเขิน บิดไปบิดมา
“พวกฉันไปนะ” ร่างสูงเอ่ยปาก เมื่อคาเมะทานข้าวเสร็จ
“พวกแกจะไปไหนกัน” โคยามะถามคำถามที่ไม่มีใครยอมตอบ เพราะคู่จืดช่วยกันยกจานไปเก็บ แล้วคว้ากระเป๋าคนละใบ เดินออกจากโต๊ะ ราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่ถาม
“เฮ้ย!! จิน....คาเมะ” ร่างสูงหันมามองคนถามที่ดูท่าจะตื้อไม่เลิก
“ไปเดท!! จะไปด้วยกันมั้ยล่ะ”
....ใครจะกล้าไปด้วยเล่า...
จินหันกลับไปคว้ามือคนข้างกาย แล้วเดินออกไปด้วยกัน ทิ้งโคคิไว้กับความหงุดหงิดเรื่องพาสเวิร์ดเจ้าปัญหาที่ตัวเองไม่มีความสามารถในการไขรหัสลับ
“เฮ้อ...ฉันน่าจะไปเดทกับพวกมันว่ะ จะได้ซื้อดิคฯทำรายงานอาจารย์ชิโด้ด้วย...” จุนโนะหันมาบ่นกับเพื่อนร่วมโต๊ะ
“บ้าสิ!! ขืนไปด้วย ไอ้จินได้เอาแกตาย...ดันไปขวางคอมัน” โคยามะว่าเข้าให้ ที่คนพูดดูจะไม่เจียมตัว
“เฮ้ย!!!~ ดิคฯคันจิไง….” โคคิร้องครางกับตัวเอง เมื่อบางสิ่งบางอย่างผุดวาบขึ้นมาในสมอง
...ถ้าในเมื่อ ยามะพียังคิดเรื่อง ลำดับอักษรภาษาอังกฤษ ตัวที่สิบตัวที่สิบเอ็ดได้ ทำไมเขาไม่ลองคิดเรื่อง ลำดับตัวคันจิของชื่อมันสองคนดู…
โคคิหันควับไปมองจินและคาเมะที่ยังเดินไม่พ้นลานเกียร์....จะวิ่งไปถามเลยก็ได้ แต่เขาก็อยากตะโกนให้คนทั้งลานเกียร์ได้รู้ร่วมกันไปด้วย...
“เดี๋ยว!!!~ จิน” เกิดเป็นความเงียบชั่วอึดใจ เมื่อเจ้าของชื่อหันมามอง
“พาสเวิร์ดของแกน่ะ....ต้องใช้ดิคฯคันจิสิ.....”
“56236”
ไม่ทันที่โคคิจะได้พูดจบ เจ้าของมือถือก็เฉลยให้คนทั้งลานได้งุนงงกับตัวเลขห้าตัวที่ดูจะไม่มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
“56 คือ เลขลำดับตัวคันจิของชื่อฉัน ส่วน 326 คือลำดับตัวคันจิตัวแรกในชื่อคาเมะ...” จินพูดพลางยิ้ม ในขณะที่ปลายนิ้วตนนั้น ยังแตะเบาๆที่ปลายนิ้วเรียวของคนข้างกาย
“แกทายถูกแบบนี้ แสดงว่าไม่ค่อยยาก...คราวหน้าต้องเอาให้ยากกว่านี้” เขาว่าต่อ
“งั้น...ฉันดูเมสเซจแกได้แล้วใช่มั้ย” โคคิยังคงถามเรื่องที่อยากรู้
“ไม่มีอะไรพิเศษ แกจะดูทำไม”
“ก็ในเมื่อไม่พิเศษ แล้วทำไมแกไม่ให้ดู” คนอยากรู้ย้อนเข้าให้ เจ้าของมือถืออมยิ้ม
“ไม่พิเศษ...แต่มันสำคัญ...” แล้วจินก็หมุนตัวเดินออกไป คาเมะหันมองตาม ก่อนจะหันมาโค้งศีรษะนิดๆให้เพื่อน ก่อนจะวิ่งตามออกไปอีกคน
การเดินออกไปคราวนี้ ไม่มีมนุษย์ตนไหนกล้าพอจะรั้งมันทั้งคู่เอาไว้ ไม่มีแม้แต่ใครสักคนจะลุกขึ้นด่าจินที่ทำตัวไม่เป็นสุภาพบุรุษด้วยการเดินลิ่วๆแต่ลำพัง แล้วปล่อยให้คาเมะเดินตาม
....เพราะทุกคนมัวแต่คิด...
....คิดกับคำทิ้งท้ายของมัน...
...ไม่พิเศษ แต่สำคัญ...
....โทรศัพท์ที่ไม่พิเศษ ไม่ต้องใช้เหมือนกัน ไม่ต้องซื้อสีเดียวกัน ไม่ต้องมีอะไรเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นของคนสองคนที่รักกัน...
...เพราะแค่นี้....มันก็สำคัญมากพออยู่แล้ว...
…สำคัญ...เพราะมันเอาไว้ฟังเสียงของคนสำคัญในยามที่คิดถึง...
....สำคัญ...เพราะมันเอาไว้อ่านทวนข้อความสำคัญในยามที่ห่วงหา...
...มิน่าล่ะ ไอ้จินกับคาเมะถึงไม่เคยเปลี่ยนมือถือเลย นับตั้งแต่ปีหนึ่ง...เพราะพวกมันคงมีเรื่องราวสำคัญเก็บเอาไว้ในมือถือเต็มไปหมด...
...มือถือที่ไม่ใช่ของพิเศษอะไร แต่เป็นแค่ของสำคัญ...
...สำคัญสำหรับหัวใจ...
“จิน!!~ ฉันมีอีกเรื่องที่ไม่เข้าใจ...ทำไมตอนคาเมะโทร.เข้าเครื่องแก ถึงมีรูปกำปั้นโชว์บนหน้าจอวะ”
โคคิถามอีก พาลให้คู่รักจืดชืดต้องหันมาอีกครั้ง จินเหลือบมองคนข้างกายที่ก้มหน้าต่ำ แดงก่ำถึงใบหู แล้วต้องหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะหันกลับมาตอบเพื่อน
“ก็...กำปั้นของคนน่ะ มีขนาดเท่ากับหัวใจไม่ใช่รึไง”
...อ่า...ถึงได้บอกว่ามือถือของมันไม่มีอะไรเป็นพิเศษเลย....แถมยังตกรุ่น ล้าสมัย แล้วยังเก่าชนิดอาจจะหาอะไหล่ไม่ได้....
....แต่ในมือถือของมัน ก็มีสิ่งสำคัญซ่อนเอาไว้มากมาย....
...อย่างเช่น ‘หัวใจดวงนั้น’ ที่ปรากฏบนหน้าจอทุกครั้งที่คาเมะโทร.หาจิน...
...ไม่แน่หรอก...พาสเวิร์ดเข้าอินบ็อคซ์มือถือของจินคราวหน้า อาจจะเป็นขนาดกำปั้นของพวกมันสองคน...
....เข้าอินบ็อคซ์สำคัญ ...
.....เพื่ออ่านข้อความสำคัญ ....
....ด้วย ‘ขนาดหัวใจ’ ของคนสองคน....
....สวีท โฟน ของไอ้คู่จืดชืดมีจริง ~!!!!!!
FIN
2009.06.12
FIC : คู่รักจืดชืด ตอน สวีท เรน
FIC : คู่รักจืดชืด ตอน สวีท เรน
JIN X KAME
By: Dezair
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“โฮย หนาวโว๊ย หนาว~!!!!” วันนี้ จะขอเปลี่ยนสถานที่จาก โต๊ะไม้ริมลานเกียร์ มาเป็นห้องสมุดเย็นเฉียบของคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพราะอุปสรรคหลักอย่าง ฝนเม็ดเท่าก้อนหิน ที่ตกหนักไม่ลืมหูลืมตามาจะครึ่งชั่วโมงแล้ว
และเมื่อฝนที่ตกนั้น ตกแบบ ‘ไม่ดูตาม้าตาเรือ’ นิสิตชายที่นั่งแกร่วกันอยู่ที่ลานเกียร์ ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องเลยเปียกกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มของ ทานากะ โคคิ
เพราะฉะนั้นแล้ว คนนับร้อยที่ตัวเปียกม่ะล่อกม่ะแล่กเลยต้องแออัดกันเข้ามาใช้ห้องสมุด ไม่ต้องเดากันเลยว่าตัวชื้นๆมาเจอกับแอร์จะเป็นยังไง ถ้าไม่ใช่ยืนสั่น นั่งสั่นกันเป็นเจ้าเข้า
....อ้อ.....ยกเว้นสำหรับคนมีคู่ล่ะนะ....
“พีจังหนาวมั้ยจ๊ะ ขยับมาใกล้ยูอีกนิดมา เดี๋ยวยูกอดเองนะ” ช่างเป็นคู่รักคู่รองที่เด่นเกินหน้าเกินตาคู่เอกเหลือเกิน
“พีจังขอโทษนะยู.....ถ้าพีจังกลับบ้านตั้งแต่เลิกเรียน ไม่ดื้อนั่งเล่นที่ลานต่อ ยูก็ไม่ต้องเปียกแบบนี้.....”
“ไม่ใช่ความผิดพีจังสักนิด....ความผิดฝนต่างหาก มันนึกจะตกก็ตกแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน โอ๋~ พีจังไม่หนาวนะครับ ยูจะกอดพีจังเอง” .....โทษฟ้าโทษฝนก็ได้อีก =.=.....
แล้วสองคนคู่รักก็ขยับเข้ากอดกันแนบแน่นตัวกลมดิ๊ก ให้นิสิตชายโสดที่รายล้อมรู้สึกแปลกประหลาด เป็นอาการที่คงไม่มีหมอคนไหนรักษาถูก เพราะมัน …..หนาวกาย.....แต่ตาลุกเป็นไฟ!!!!!......
“เดี๋ยวฉันจะไปบอกให้พี่บรรณารักษ์ลดแอร์ให้ แล้วคราวหน้าจะบริจาคฮีทเตอร์ ไม่ก็เตาผิงแม่งซะเลย!!!!” โคยามะลุกพรวดอย่างสุดจะทน
...ไอ้คู่บ้านี่สงสัยไม่มีบ้านให้สวีท หรืออยากอวดมากนัก ทีหลังก็ปล้ำกันกลางลานเกียร์เลยดิ๊~!!!!!....
“ไง~~ เฮ้ย.....ทำไมวันนี้เข้าห้องสมุดกันเยอะงี้วะ....” ทักกี้เดินยิ้มแย้มทักทายเข้ามา
“รุ่นพี่.....มาไงเนี่ย วันนี้มีเรียนด้วยเหรอ แล้วทำไมไม่เปียกเลยอ่ะ” จุนโนะร้อง วิ่งเข้าไปจับตามเนื้อตามตัวคนปีสี่ที่ยังยิ้มแฉ่ง
“ดูแกจะตื่นเต้น ที่เจอฉันนะเนี่ย วันนี้เอารถมา โชคดีในรถมีร่มติดไว้ แล้วไอ้คู่นั้นมันเป็นอะไร” ทักกี้ถามแล้วโบ้ยไปที่ยูกับพีจัง คู่รักหวานเจี๊ยบที่ยังกอดกันแน่น
“มันหนาวน่ะ แต่เดี๋ยวไอ้โคยามะมันจะบริจาคฮีทเตอร์แล้ว คราวนี้คงได้กอดกันเป็นครั้งสุดท้ายล่ะ!” โคคิบอกอย่างอารมณ์ดี
....หึ!!! ทีนี้คงได้เด้งออกจากกันไปยืนคนละทิศแน่!!!....หมั่นไส้มานานล่ะ ไอ้คู่นี้เนี่ย....
“หือ....แล้วจินไปไหน เมื่อกี้ฉันเจอคาเมะยืนคนเดียวที่หน้าห้องสมุด” รุ่นพี่ปีสี่ถามอีก
“อ้าว มันไปเอาของด้วยกัน เห็นจินว่าลืมอะไรไว้ที่ล็อคเกอร์ไม่รู้ นี่ไอ้จินทิ้งแฟนมันอีกแล้วเรอะ!!....วะ! เดี๋ยวยุให้คาเมะเลิกกะมันดีกว่า” โคคิบ่นกระปอดกระแปด
“โน้น.....ยุเลย มันเข้ามากันพอดี” เพื่อนคนนึงร้องบอก แล้วชี้ไปที่ประตูทางเข้าห้องสมุด ทุกคนหันพรึ่บไปมอง ราวกับกำลังคาดหวังว่า
หนาวสุดๆแบบนี้ แถมไอ้สองคนนั่นก็เปียกไม่น้อยไปกว่าพวกเขา เดินเข้ามาเจอแอร์เย็นๆ มันก็คงต้องเดินชิดไหล่ชนไหล่ หรือไม่ก็โอบกันให้อุ่นมั่งล่ะ.....
.....แต่....คู่จืดชืดก็คือ คู่จืดชืด ถึงมันจะเดินมาพร้อมกัน แต่ไม่ต้องไปวัดระยะห่างหรอก~!!! เดี๋ยวจะต้องเหมาโหลไม้บรรทัด หรือไม่ก็ซื้อไม้เมตร!!!....
“ไปไหนกันมาวะ ทักกี้บอกว่าแกทิ้งคาเมะยืนคนเดียว” โคคิแย๊บถาม
“ไม่ใช่เด็กอนุบาลนะเว้ย ทำไมจะยืนคนเดียวไม่ได้วะ” จินตอบเสียงเรียบ แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ หลังจากหันไปทักทายกับทักกี้แล้ว
“แกดูเปียกหนักกว่าเดิมเปล่าวะจิน วิ่งไปเล่นฝนอีกรอบรึไง” โคคิร้องอีก ก็ดูสิ หัวหูหน้าตามัน ไหนจะโค้ทมันอีกล่ะ ไม่ต้องยื่นมือไปจับก็รู้เลยว่าผ่านการ ‘โชก’ มาแล้ว
“อืม....มั้ง” ทำไมไอ้จินมันช่างเป็นคนที่ปากหนักอย่างนี้นะ อุตส่าห์ทักด้วยความเป็นห่วงหรอก ว่าแล้วเพื่อนพ้องทั้งหลายก็หันไปสนใจคนร่างบางยิ้มง่าย ดีกว่าจะมาซักไซ้เอากับไอ้คนพูดน้อยอย่างจิน
“คาเมะหน้าซีดๆนะ....หนาวเหรอ” จุนโนะถามบ้าง เมื่อสังเกตสีหน้าคนที่พึ่งนั่งลงข้างๆแฟน
“ไม่หนาวหรอก” คนตอบไม่ใช่ นางฟ้าแห่งวิศวะ แต่เป็นไอ้เทพบุตรรูปหล่อแต่กินเก่งอย่าง อาคานิชิ จิน มันตอบแบบไม่ต้องหันไปถามแฟนมันเลยด้วยซ้ำ แถมยังเอาแต่จ้องโบชัวร์รถยนต์ในมือ
“เฮ้ย แต่คาเมะมันหน้าซีดจริงๆ ไม่สบายรึเปล่า” จุนโนะยังคงไม่ล้มเลิก กำลังจะยื่นมือไปทาบหน้าผากคนสวย แต่จินกลับหยิบหนังสือออกจากกระเป๋ามาส่งให้
“แกเอาไปคืนให้ฉันที” คนถูกใช้แบบไม่มีเหตุมีผลทำหน้าเหวอ แต่ไม่ได้ติดใจถามอะไร ยอมลุกไปคืนแต่โดยดี
“แกทำรายงานเสร็จแล้วเหรอวะ” เพื่อนคนนึงร้องขึ้นมา เมื่อเห็นชื่อหนังสือที่จุนโนะเอาไปคืน
....นั่นมันหนังสือที่ต้องใช้ทำรายงานตัวเป้งของอาจารย์จอมโหดคนนึงในภาคนี่นา
“ยัง”
“อ้าว....” แล้วมันจะคืนเพื่อ?....
“เดี๋ยวค่อยยืมใหม่” คำตอบของจินไม่ได้ทำให้คนสงสัยฉลาดขึ้นแม้แต่น้อย แต่ในเมื่อเจ้าตัวไม่คิดจะให้คำตอบเพิ่มเติม ประเด็นเรื่องหนังสือเลยพับเก็บไปตามระเบียบ แล้ววนมาที่เรื่องคาเมะไม่สบายเป็นรอบที่สอง เมื่อเห็นร่างบางฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
“เฮ้ย คาเมะท่าทางจะไม่สบายจริงๆนะ.....ทำไมไม่พาไปหาหมอวะ”
“ฝนตกอย่างงี้จะออกไปได้ไงล่ะ” คนฟังพากันถอนหายใจ ….โลกใบนี้มันมีอะไรดีๆหลายอย่าง แต่ที่ไม่ดีคือมันไม่ค่อยจะ ‘สมดุล’ เท่าไหร่....
....นึกถึงตอนที่พีจังสุดที่รักของไอ้ยูโดน ‘เสี้ยน’ ตำแล้วไอ้ยูแหกปากอย่างกับโดนรถชนนั้น นึกอยากให้ไอ้จินโวยวายแบบนั้นสักหนึ่งในสิบของไอ้ยูก็พอ....
....แต่ดูเอาเหอะ....คาเมะหน้าซีดเป็นกระดาษอย่างงั้น ไอ้จินยังนั่งเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาว....
....พูดจริงๆว่าถ้ามีใครมาสารภาพรักคาเมะล่ะก็ จะยุให้เลิกกับจินแล้วมีแฟนใหม่ไปซะให้รู้แล้วรู้รอด!!!!....
“พี่บรรณารักษ์บอกว่าลดแอร์ได้เท่านี้ว่ะ” โคยามะเดินกลับมาจากเคาท์เตอร์ห้องสมุด แล้วมายืนจ่อมอยู่ข้างจิน
“เออ....ลดได้หน่อยเดียวก็ดีกว่าไม่ได้ลดเลยล่ะวะ” เพื่อนคนอื่นพากันปลงตก
“โอ๊ะ จินแกจะซื้อรถเหรอ....นี่ๆ รุ่นนี้ฉันจ้องไว้ ว่าจะเก็บตังส์อีกหน่อยแล้วจะซื้อ” ว่าแล้วก็จิ้มนิ้วจึ้กๆลงบนรูปรถคันโต
“ฉันว่ามันใหญ่ไปหน่อย”
“อ้าว ก็ฉันมันคนเพื่อนเยอะ ไปไหนจะได้ขนเพื่อนไปได้ไงเล่า”
“งั้นเหรอ”
“ทำไม แกจะซื้อคันเล็กรึไง นี่ๆ ถ้าเอาแบบเล็กๆต้องยี่ห้อนี้ ฉันว่าค่อนข้างโอเคเลย ราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่ด้วย….เฮ้ย.....ไปนั่งคุยกันที่อื่นได้มั้ย ตรงนี้แอร์ลงว่ะ แกไม่หนาวเหรอ จิน” โคยามะพูดแล้วทำตัวสั่น
“หนาว”
“หนาวก็ลุกดิวะ”
“คาเมะมันนอนอยู่” เหตุผลของคนไม่ลุก น่าสงสัยเป็นที่สุดในสายตาเพื่อน
ก็คนอย่าง อาคานิชิ จิน จะทำนั่นทำนี่ หรือทำอะไรสักอย่าง ไม่เห็นจะเคยเอ่ยชื่อแฟนเป็นบุญปากเลยสักครั้ง แล้ววันนี้มันอะไร วันนี้มันอะไร~!! ทำไมอยู่ดีๆ จินถึงอ้างชื่อคาเมะล่ะเนี่ย~!!!!!!
“เกี่ยวตรงไหนวะ คาเมะนอนก็ปล่อยมันนอนไปดิ แกตัวเปียกขนาดนี้ มานั่งให้แอร์ลงเดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก”
“ฉันแข็งแรง แกจะไปนั่งไหนก็ไป แต่ฉันจะนั่งนี่” ....เออเว้ย~!!! วันนี้ อาคานิชิ จิน รักแฟนชนิดโงหัวไม่ขึ้นแหะ!!!....โคคิกับทักกี้เหลือบมองกันอย่างแปลกใจ ฝนตกแล้วผีเข้าล่ะมั้ง ไอ้จิน....
“มองทำไม” จินเงยหน้าจากโบชัวร์รถในมือ เมื่อรับรู้ถึงการจับจ้อง แล้วไม่ใช่มีแค่ลูกตาคู่เดียวหรอกนะ เพราะนิสิตทั้งห้องสมุดที่ตีอาการไม่ยอมลุกไปไหนของจินเป็น อาการ ‘หวงเก้าอี้’ พากันจ้องหมดนั่นล่ะ
“ทำไมอยู่ดีๆ แกถึงได้ดูจะรักคาเมะขึ้นมาวะ” โคคิถาม ใช้สายตาจับผิดเพื่อนรักปากหนักราวกับว่ากำลังสืบสวนคดีสำคัญระดับประเทศอยู่เชียว
“ใช่ๆ นึกยังไงถึงมาทำเป็นห่วงคาเมะ ปกติแกไม่เคยหวงที่นั่งข้างคาเมะเลยนี่หว่า” ทักกี้เอาบ้าง คิดมานานแล้วล่ะ ว่าก่อนจะเรียนจบต้องต้อนไอ้จินจนมุมให้ได้สักครั้ง
“ก็ไม่ได้นึกยังไง” เขาตอบเรียบๆ แต่ฟังก็รู้ว่า จินพยายามทำให้ ‘เรียบ’....ก็ดูหน้ามันสิ หัวหูแดงเถือกอย่างงั้นน่ะ
.....แหม......คนอื่นจี้ถามหน่อยล่ะมาทำอาย!!!.....ดูไอ้คู่รักสะท้านฟ้าโน่นซิ~!!!! กอดกันกลางห้องสมุดไม่เห็นมีอายซะมั่ง!!!!
“ไม่นึกแล้วทำไมไม่ลุก แกควรจะย้ายที่นั่งนะจิน ตรงแกมันหนาว โคยามะก็บอก” โคคิเดินหน้าเต็มกำลัง หันไปพยักเพยิดให้เพื่อนสามสี่คน พวกนั้นก็รีบเฮโลกันไปมะรุมมะตุ้มลากจินออกจากเก้าอี้อย่างรู้หน้าที่
“อะไรของพวกแกวะ~!!!! เฮ้ย!!!!” สุดท้ายแล้ว ถึงแม้ว่า อาคานิชิ จิน จะตัวใหญ่บึกบึนแค่ไหน แต่มีหรือที่แรงแค่คนเดียว จะสู้แรงสี่ชายฉกรรจ์ตัวมโหฬาร ก็นี่มันวิศวกรรมศาสตร์ ทรัพยากรผู้ชายน่ะ ขึ้นชื่อเรื่องพละกำลังอยู่แล้ว
แล้วพอจินลุก ปรากฏการณ์ที่ตามมาคือ ...... คนที่นอนฟุบกับโต๊ะ ขยับตัวนิดๆ ราวกับกำลังหนาว เส้นผมที่เริ่มแห้ง ไหวน้อยๆเพราะแรงแอร์ที่ตกลงมาพอดี.....
ทุกคนมองภาพตรงหน้าแล้วอึ้งสนิท ก็ดูนางฟ้าแห่งวิศวะเค้านอนสิ นอนแล้วสั่นนิดๆอย่างงี้ มันน่าลงไปนอนกอดให้หายหนาวนักล่ะ....
....อ๊ะ!!....เดี๋ยว.... ‘หนาว’ เหรอ..... ตอนไอ้จินนั่ง คาเมะก็นอนได้ ไม่มีทีท่าว่าจะหนาวเลยนี่นา.....แล้วพอไอ้จินลุก......
“อ๊ะ!!!!” O.O..... โคคิตาโต หันมาชี้หน้าเพื่อนสนิทตัวดีจอมปิดปาก จินเห็นสายตาคนชี้หน้าก็รีบเบนหลบทันควัน
“จิน.....นี่แก.....ที่นั่งทนหนาวมาตั้งนาน เพราะจะนั่งบังแอร์ให้คาเมะงั้นเหรอ!!!” คนถูกถามไม่ยอมตอบ ได้แต่สะบัดตัวออกจากการเกาะกุมของเพื่อนผู้ชายตัวโตสี่คน แล้วทรุดตัวลงนั่งที่เดิม
....อ่า.....พอมันนั่ง.....คาเมะก็หยุดสั่น.....
“จะประกาศทำไมวะ....อยากให้รู้ทั้งมหา’ลัยรึไง” จินบ่นเบาๆ ก่อนจะก้มลงอ่านโบชัวร์รถในมือต่อ ปล่อยให้ห้องสมุดเงียบลงอย่างน่าใจหาย
....ให้ตายสิ....จะมีอีกมั้ยบนโลกใบนี้.....กับคู่รักที่ดูไม่เหมือนคู่รัก แต่แท้จริงแล้ว มันรักกันมากที่สุด.....
“อ๊ะ~!! พีจัง ฝนหยุดแล้วล่ะ เรารีบกลับบ้านดีกว่านะ เดี๋ยวยูจะชงโกโก้ร้อนๆให้พีจังด้วย” .....เอ่อ......ช่วยเอาคู่นี้ไปไกลๆได้มั้ย รำคาญพวกมันจริง~!!!!!!!!!!.....
จินละสายตาหันมองไปนอกหน้าต่าง เห็นว่าฝนหยุดตกจริงอย่างที่ไอ้คู่หวานมันว่า เลยหันไปปลุกคนข้างกาย
....เดี๋ยว~!!!!!..... ขอโคคิอธิบายนิด....ถ้าใครคิดว่าไอ้คู่นี้มันจะ ‘ปลุก’ กันแบบใช้นิ้วสะกิด แล้วก้มลงไปกระซิบข้างหูว่า ‘ตื่นเถิด ที่รัก’ อะไรนั่นล่ะก็.....คงต้องไปหวังเอากับคู่ ไอ้ยูกับพีจัง แล้วล่ะ เพราะคู่จินคาเมะนั้น.......เป็นอีกเรื่อง.....
“คาเมะ.....ตื่น ฝนหยุดตกแล้ว” ไม่พูดเปล่า แต่โบชัวร์ในมือ จินใช้มันอย่างคุ้มค่าด้วยการตีลงบนหัวคนนอน ให้คาเมะต้องสะดุ้งตื่น ในขณะที่แฟนคลับนางฟ้าแห่งวิศวะน้ำตาตกกันถ้วนหน้า
.....จินมันกล้าดียังไง.....ปลุกคนสวยด้วยโบชัวร์~!!!! นี่ถ้าในมือเป็น เอนไซโคพีเดีย หรือไม่ก็ดิคชันนารีศัพท์เทคนิคทางเครื่องยนต์ เครื่องกล ฟิสิกซ์.....ชีวิตของคาเมะคนสวยคงดับอนาถคาห้องสมุดนี่เลยล่ะมั้ง....
“พวกฉันกลับก่อนล่ะ” แน่อยู่แล้วว่าถึงคาเมะจะป่วยปางตายแค่ไหน จินก็ไม่ใช่ผู้ชายประเภทเทคแคร์ดูแลไปทุกเรื่อง เพราะงั้น.....กระเป๋าใครกระเป๋ามัน......ถือกันเอาเอง~!!!!....
“พาคาเมะไปหาหมอด้วยนะจิน” จุนโนะแนะนำ คนถูกสั่งก็ได้แต่พยักหน้ารับแกนๆ .....ไม่รู้มันจะพาไปหาหมอจริงๆ หรือแค่แวะร้านขายยาแล้วซื้อตามใบสั่งตัวเองสิหน่า....
“เดี๋ยว......” โคคิร้อง ให้เพื่อนทุกคนต้องส่งสายตาไปจ้องกับคู่รักจืดชืดเป็นตาเดียว
....ก็แหม.... ทานากะ โคคิ ร้องอย่างงี้ทีไร มันมีอะไรดีๆมาให้พวกเขาได้สังเกตกันเรื่อยล่ะ....
โคคิลุกจากเก้าอี้ เดินตรงเข้าไปหาคนป่วยหน้าซีด เดินวนซ้ายที ขวาทีรอบตัวคาเมะด้วยความสงสัย ....แปลก.....มีอะไรสักอย่างแปลก....
“มีอะไรรึเปล่า โคคิ” เสียงแผ่วของคาเมะ กับตาปรือๆเพราะหวัด แทบจะกระชากวิญญาณคนแถวนั้นให้ไปปรโลกกันเร็วขึ้น
.....พระเจ้า~!!!! กรุณาให้คาเมะเป็นหวัดทุกวันเถอะ~!!!!!.....
“เมื่อเช้าคาเมะใส่เสื้อตัวนี้มาเหรอ” ว่าแล้วก็ยื่นมือไปกระตุกชายเสื้อยืดที่มีสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งคาเมะสวมอยู่ด้านใน ทับด้วยโค้ทชื้นๆอีกชั้น
....ถึงตอนเช้า โค้ทนี่จะบังตาไปหน่อย แต่โคคิว่า ยังไงๆ คาเมะก็ไม่ได้ใส่เสื้อตัวนี้มา.....เสื้อที่ทางมหาวิทยาลัยทำขาย มีวางแผงดาษดื่นในสหกรณ์ตัวนี้น่ะ....
“เปล่าหรอก” ร่างบางปฏิเสธ ก่อนจะหันไปมองคนข้างกาย แล้วทั้งคู่ก็พากันเงียบ
โคคิจ้องไม่เลิก นัยว่าพวกมันพากันเงียบอย่างงี้ ต้องมีอะไรหมกเม็ดไม่ยอมแพร่งพรายแน่ๆ มันต้องมีอะไรสักอย่างสิหน่า.....ต้องมี......
“เฮ้ย!!!!!!.....” จินยกมือขึ้นลูบหน้าผากแก้เก้อ แล้วกลืนน้ำลายลงคออีกอึก เมื่อคราวนี้โคคิชี้นิ้วไปที่หน้าพวกเขาสองคนพร้อมกัน
“ตอนฉันชวนพวกแกเข้ามา ไอ้จินบอกว่ามันจะไปเอาของ แต่ตอนที่รุ่นพี่ทักกี้ตามเข้ามาทีหลัง กลับบอกว่าเจอคาเมะยืนอยู่คนเดียว แสดงว่าตอนนั้น....”
“ตอนนั้น..... จินวิ่งไปซื้อเสื้อตัวนี้จากสหกรณ์ใช่มั้ย ไม่งั้นมันไม่กลับมาแบบเปียกฝนไปทั้งตัวอย่างงั้นหรอก!!!!!”
คนที่ยืนรายล้อมฟังแล้วอ้าปากค้าง อยากจะปรบมือให้เหลือเกิน แต่ไม่รู้จะปรบให้ใครดี
....ระหว่าง ทานากะ โคคิ คนไขคดี กับ อาคานิชิ จิน และคาเมนาชิ คาซึยะ คนก่อคดี.....
“จะจับผิดอะไรกันนักวะ ฉันจะดูแล ‘คนของฉัน’ มันผิดรึไง....ไปล่ะ คาเมะจะแย่อยู่แล้วเนี่ย” ร่างสูงบอกปัด กำลังจะฉุดคนข้างกายให้ออกเดิน แต่จุนโนะผู้แสนดีกลับเสนอขึ้นมาว่า
“คาเมะ เดี๋ยวฉันช่วยถือกระเป๋าไปส่งแล้วกันนะ....” ว่าแล้วก็คว้าหมับเข้าที่กระเป๋าในมือคนป่วย ดึงนิดเดียว คาเมะก็ปล่อยให้ไปอยู่ในมือคนใจดี แบบที่ไม่มีเรี่ยวแรงจะดึงคืนมา
....แหม ไอ้จินน่ะ คงไม่ทันนึกล่ะมั้ง ว่ากระเป๋าแฟนมันจะหนัก ก็เมื่อเช้า จุนโนะแบกหนังสือเล่มเท่าบ้านมาให้คาเมะยืม มันก็ต้องหนักเป็นธรรมดา......เอ๊ะ~!!!!....
“เบาจังคาเมะ....หนังสือที่ฉันให้ยืมไม่ได้ใส่กระเป๋าไว้เหรอ”
“คาเมะเก็บไว้ในล็อคเกอร์” คนตอบคือจิน ที่พูดรัวเร็วเสียจนเหมือนกลัวใครจะแย่งพูด
....ทว่า....อาการแบบนั้น ทำให้ทักกี้และโคคิตีความว่ามันเป็น ‘พิรุธ’.....
“จุนโนะเอากระเป๋าคืนคาเมะไปเหอะ เบาขนาดนั้น แกไม่ต้องถือไปส่งก็ได้” จินหันไปสั่งเพื่อน จุนโนะก็คืนให้แต่โดยดี
ทว่ายังไม่ทันที่จินจะได้ก้าวขาเดินออกจากห้องสมุด กระเป๋าสะพายก็ถูกรั้งไว้ น้ำหนักของมันทำให้ร่างสูงแทบหงายหลัง
“ดูเหมือนกระเป๋าแกจะหนักกว่าปกตินะ....ขอดูหน่อยได้มั้ยว่าแบกอะไรกลับบ้าน” ที่พูดออกไปนั้นเป็นประโยคขอร้อง แต่ทั้งโคคิและทักกี้ไม่รอการอนุญาตใดๆทั้งสิ้น จัดการรูดซิปเปิดกระเป๋าได้ปุ๊บ ความจริงก็ปรากฏแก่สายตา
“อ๊ะ!!! นั่นหนังสือที่ฉันเอามาให้คาเมะยืมนี่นา” จุนโนะร้องตาโตเมือ่เห็นข้าวของในกระเป๋าเป้จิน
“มีอะไรจะอธิบายมั้ยครับ คุณอาคานิชิ” โคคิเอ่ยปากล้อเลียน ในขณะที่คู่รักจืดชืดพากันเงียบ มองไปคนละทาง แต่ที่เหมือนกันคือ พวกมันต่างยิ้มบางๆ
“เอ้า~!! มีอะไรก็สารภาพมา ทำไมหนังสือคาเมะถึงมาอยู่ในกระเป๋าแก” ทักกี้ถามยิ้มๆ
“โธ่....รุ่นพี่....ทีไอ้ยูยังนั่งกอดแฟนมันแก้หนาวได้ ผมก็มีอารมณ์อยากทำอะไรให้คาเมะมั่งเหมือนกันล่ะ ปล่อยได้รึยัง เดี๋ยวคาเมะก็เป็นลมไปตรงนี้หรอก” จินพูด แล้วสะบัดตัวออกมารูดซิปปิดตามเดิม ก่อนจะหันไปลากคาเมะออกจากห้องสมุด ปล่อยให้คนอื่นพากันมองตาม
.....อ่า.....พวกมันเป็นคู่รักที่บ้าบออะไรอย่างนี้นะ....
“รุ่นพี่.....ทั้งๆที่ผมว่าชีวิตโสดมันก็สนุกดี แต่ทำไมพอเห็นไอ้คู่นี้มันรักกันแล้ว ผมถึงได้อยากมีแฟนบ้างก็ไม่รู้สิ....”
“นั่นสินะ....ความรักแบบพวกมันเนี่ย....ให้ความรู้สึกดีจริงๆ”
“เออ....โคยามะ” คนที่ควรจะเดินออกจากห้องสมุดไปแล้ว วิ่งกลับเข้ามาเพื่อจะบอกอะไรบางอย่าง
“ขอบใจที่แนะนำเรื่องรถนะ....” จินพูด
“…..แต่ฉันว่า....จะซื้อคันเล็กๆแบบสองที่นั่งก็พอ ไม่อยากให้คนอื่นขึ้นไปนั่งจับผิดว่ะ.....”
....เป็นการบอก ‘อะไร’ บางอย่าง ที่ทำให้คนฟังถึงกับยิ้ม ส่วนคนพูดนั้น ถูจมูกเขินๆ แล้วเดินหนีออกจากห้องสมุดไป ไม่รอให้ใครซักไซ้อะไรอีก
...โคคิมองออกไปนอกหน้าต่างกระจก ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมีแสงแดดสาดส่องหลังฝนตกหนัก
....บางที ความรักของพวกมัน ก็คงเหมือน ‘ไอน้ำ’ ....ล่องลอยอยู่ทุกที่ รอบตัวมันสองคน พอรวมตัวกันมากเข้า ก็กลั่นตัวเป็นฝนให้ชุ่มช่ำ.....
.....บางคราว ก็เป็นเพียงเม็ดฝนบางเบา คนอื่นไม่รู้สึก แต่บางคราวก็ตกหนัก ให้คนรอบข้างรับรู้ไปด้วย อย่างคราวนี้....
....ต้องขอบคุณ ‘ฝน’ สินะ.....ขอบคุณที่ตกลงมา ขอบคุณที่ทำให้เห็นความรักแบบแปลกๆของคู่รักจืดชืดอีกมุมนึง.....
....มุมที่มันรักกันแบบไม่เหมือนใคร.....รักกันในแบบของมัน....แบบที่พวกมันรู้กันแค่สองคน.....
.....สวีท เรน ของไอ้คู่จืดชืดมีจริง~!!!!!!....
FIN
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
แถมๆ....ตอน สวีท มอร์นิ่ง
คาเมะเป็นคนตื่นเช้า ต่อให้นอนดึกแค่ไหนก็มักจะตื่นเวลาเดิมเสมอ เป็นอย่างนี้ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะยามนอนคนเดียวเมื่ออดีต หรือในปัจจุบัน ที่มีคนนอนข้างกาย
และวันนี้ เวลานี้ ก็ได้เวลาที่คนร่างบางจะตื่นแล้ว
ร่างเล็กที่นอนขดตัวอยู่ฝั่งหนึ่งของเตียงขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นในห้องสลัวยามเช้าตรู่
....พระอาทิตย์ยังคงขึ้นที่เดิม ส่องแสงลอดผ่านผ้าม่านที่หน้าต่างบานเดิม เข้ามาภายในห้องห้องเดิมที่มีคนคนเดิมนอนอยู่...
คาเมะยิ้มบางกับภาพแรกที่สะท้อนเข้าสู่สายตา .... อาคานิชิ จิน ยังคงนอนหลับอยู่ข้างเขา...
...เป็นการนอนข้างกันที่แท้จริง เพราะไม่มีฝ่ายไหนขยับเข้าไปนอนกอด หรือฝ่ายไหนดึงเข้าไปแนบชิด...
....นี่คือข้อดีข้อที่หนึ่งของการไม่นอนกอดกัน....เพราะพอคาเมะลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งที่จะได้เห็นเป็นอย่างแรกคือ ใบหน้ายามหลับของคนข้างกาย ไม่ใช่หน้าอก หรือเสื้อนอน...
“ฮือ....” เสียงครางทุ้มต่ำอย่างนึกรำคาญ ดังมาจากร่างหนาที่คงไม่พอใจแสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่เริ่มจัดจ้านมากขึ้นทุกที คาเมะขยับตัวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา แล้วเดินไปขยับผ้าม่านให้รอยต่อชิดกันมากขึ้น เพื่อลดแสงลอดเข้ามาแยงตาคนนอน
...นี่คือข้อดีข้อที่สองของการไม่นอนกอดกัน...เพราะคาเมะสามารถลุกออกจากเตียงไปทำอะไรหลายต่อหลายอย่างเพื่อจิน โดยที่ไม่เป็นการกวนคนนอน
....และข้อดีข้อสุดท้าย...
“อรุณสวัสดิ์ จิน...” คาเมะสามารถบอก ‘อรุณสวัสดิ์’ จากจุดที่ยืนอยู่ห่างๆ ผ่านอากาศโดยรอบ ไปยังคนที่ยังจมอยู่กับความฝัน
...ไม่ต้องเข้าไปกระซิบข้างหู เพราะคาเมะไม่อยากกวนให้คนนอนดึก ตื่นสายอย่างจิน ต้องตื่นแต่เช้า....
...ไม่ต้องบอกเมื่อจินรู้สึกตัว เพราะคาเมะรู้ดีว่าจินคงตื่นไม่ทันคำว่า ‘อรุณสวัสดิ์’...
...แต่ถึงอย่างนั้น....ร่างบางก็ชอบเวลาแบบนี้... ถึงอีกคนจะยังไม่รู้สึกตัว และปล่อยให้คาเมะตื่นรับแสงแรกของวันเพียงลำพัง...คาเมะก็ยินดี...
...ยินดีที่จะตื่นก่อน ตื่นเพื่อขยับผ้าม่าน ตื่นเพื่อบอกอรุณสวัสดิ์... ตื่นเพื่อเตรียมพร้อมวันที่มีค่าอีกวันของคนสองคน...
“รีบๆตื่นนะจิน” เสียงติดแหบครางกับตัวเองเบาๆพร้อมรอยยิ้มบางๆบนใบหน้าหวาน
...เช้านี้ยังคงเป็นเช้าที่ธรรมดา...เป็นเช้าที่คาเมะตื่นเพื่อเฝ้ารอใครอีกคนให้ตื่นตามหลังมา...
...เป็นการเฝ้ารอที่ทำให้เกิดความสุขเล็กๆในใจ แค่ความสุขเพียงเล็กน้อยในเช้าตรู่ที่มีแค่ตัวเองเพียงลำพัง....กับใครอีกคนที่ยังหลับสนิทอยู่บนเตียง...
....สวีท มอร์นิ่ง ที่ไม่มีใครรู้....
FIN
JIN X KAME
By: Dezair
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“โฮย หนาวโว๊ย หนาว~!!!!” วันนี้ จะขอเปลี่ยนสถานที่จาก โต๊ะไม้ริมลานเกียร์ มาเป็นห้องสมุดเย็นเฉียบของคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพราะอุปสรรคหลักอย่าง ฝนเม็ดเท่าก้อนหิน ที่ตกหนักไม่ลืมหูลืมตามาจะครึ่งชั่วโมงแล้ว
และเมื่อฝนที่ตกนั้น ตกแบบ ‘ไม่ดูตาม้าตาเรือ’ นิสิตชายที่นั่งแกร่วกันอยู่ที่ลานเกียร์ ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องเลยเปียกกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มของ ทานากะ โคคิ
เพราะฉะนั้นแล้ว คนนับร้อยที่ตัวเปียกม่ะล่อกม่ะแล่กเลยต้องแออัดกันเข้ามาใช้ห้องสมุด ไม่ต้องเดากันเลยว่าตัวชื้นๆมาเจอกับแอร์จะเป็นยังไง ถ้าไม่ใช่ยืนสั่น นั่งสั่นกันเป็นเจ้าเข้า
....อ้อ.....ยกเว้นสำหรับคนมีคู่ล่ะนะ....
“พีจังหนาวมั้ยจ๊ะ ขยับมาใกล้ยูอีกนิดมา เดี๋ยวยูกอดเองนะ” ช่างเป็นคู่รักคู่รองที่เด่นเกินหน้าเกินตาคู่เอกเหลือเกิน
“พีจังขอโทษนะยู.....ถ้าพีจังกลับบ้านตั้งแต่เลิกเรียน ไม่ดื้อนั่งเล่นที่ลานต่อ ยูก็ไม่ต้องเปียกแบบนี้.....”
“ไม่ใช่ความผิดพีจังสักนิด....ความผิดฝนต่างหาก มันนึกจะตกก็ตกแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน โอ๋~ พีจังไม่หนาวนะครับ ยูจะกอดพีจังเอง” .....โทษฟ้าโทษฝนก็ได้อีก =.=.....
แล้วสองคนคู่รักก็ขยับเข้ากอดกันแนบแน่นตัวกลมดิ๊ก ให้นิสิตชายโสดที่รายล้อมรู้สึกแปลกประหลาด เป็นอาการที่คงไม่มีหมอคนไหนรักษาถูก เพราะมัน …..หนาวกาย.....แต่ตาลุกเป็นไฟ!!!!!......
“เดี๋ยวฉันจะไปบอกให้พี่บรรณารักษ์ลดแอร์ให้ แล้วคราวหน้าจะบริจาคฮีทเตอร์ ไม่ก็เตาผิงแม่งซะเลย!!!!” โคยามะลุกพรวดอย่างสุดจะทน
...ไอ้คู่บ้านี่สงสัยไม่มีบ้านให้สวีท หรืออยากอวดมากนัก ทีหลังก็ปล้ำกันกลางลานเกียร์เลยดิ๊~!!!!!....
“ไง~~ เฮ้ย.....ทำไมวันนี้เข้าห้องสมุดกันเยอะงี้วะ....” ทักกี้เดินยิ้มแย้มทักทายเข้ามา
“รุ่นพี่.....มาไงเนี่ย วันนี้มีเรียนด้วยเหรอ แล้วทำไมไม่เปียกเลยอ่ะ” จุนโนะร้อง วิ่งเข้าไปจับตามเนื้อตามตัวคนปีสี่ที่ยังยิ้มแฉ่ง
“ดูแกจะตื่นเต้น ที่เจอฉันนะเนี่ย วันนี้เอารถมา โชคดีในรถมีร่มติดไว้ แล้วไอ้คู่นั้นมันเป็นอะไร” ทักกี้ถามแล้วโบ้ยไปที่ยูกับพีจัง คู่รักหวานเจี๊ยบที่ยังกอดกันแน่น
“มันหนาวน่ะ แต่เดี๋ยวไอ้โคยามะมันจะบริจาคฮีทเตอร์แล้ว คราวนี้คงได้กอดกันเป็นครั้งสุดท้ายล่ะ!” โคคิบอกอย่างอารมณ์ดี
....หึ!!! ทีนี้คงได้เด้งออกจากกันไปยืนคนละทิศแน่!!!....หมั่นไส้มานานล่ะ ไอ้คู่นี้เนี่ย....
“หือ....แล้วจินไปไหน เมื่อกี้ฉันเจอคาเมะยืนคนเดียวที่หน้าห้องสมุด” รุ่นพี่ปีสี่ถามอีก
“อ้าว มันไปเอาของด้วยกัน เห็นจินว่าลืมอะไรไว้ที่ล็อคเกอร์ไม่รู้ นี่ไอ้จินทิ้งแฟนมันอีกแล้วเรอะ!!....วะ! เดี๋ยวยุให้คาเมะเลิกกะมันดีกว่า” โคคิบ่นกระปอดกระแปด
“โน้น.....ยุเลย มันเข้ามากันพอดี” เพื่อนคนนึงร้องบอก แล้วชี้ไปที่ประตูทางเข้าห้องสมุด ทุกคนหันพรึ่บไปมอง ราวกับกำลังคาดหวังว่า
หนาวสุดๆแบบนี้ แถมไอ้สองคนนั่นก็เปียกไม่น้อยไปกว่าพวกเขา เดินเข้ามาเจอแอร์เย็นๆ มันก็คงต้องเดินชิดไหล่ชนไหล่ หรือไม่ก็โอบกันให้อุ่นมั่งล่ะ.....
.....แต่....คู่จืดชืดก็คือ คู่จืดชืด ถึงมันจะเดินมาพร้อมกัน แต่ไม่ต้องไปวัดระยะห่างหรอก~!!! เดี๋ยวจะต้องเหมาโหลไม้บรรทัด หรือไม่ก็ซื้อไม้เมตร!!!....
“ไปไหนกันมาวะ ทักกี้บอกว่าแกทิ้งคาเมะยืนคนเดียว” โคคิแย๊บถาม
“ไม่ใช่เด็กอนุบาลนะเว้ย ทำไมจะยืนคนเดียวไม่ได้วะ” จินตอบเสียงเรียบ แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ หลังจากหันไปทักทายกับทักกี้แล้ว
“แกดูเปียกหนักกว่าเดิมเปล่าวะจิน วิ่งไปเล่นฝนอีกรอบรึไง” โคคิร้องอีก ก็ดูสิ หัวหูหน้าตามัน ไหนจะโค้ทมันอีกล่ะ ไม่ต้องยื่นมือไปจับก็รู้เลยว่าผ่านการ ‘โชก’ มาแล้ว
“อืม....มั้ง” ทำไมไอ้จินมันช่างเป็นคนที่ปากหนักอย่างนี้นะ อุตส่าห์ทักด้วยความเป็นห่วงหรอก ว่าแล้วเพื่อนพ้องทั้งหลายก็หันไปสนใจคนร่างบางยิ้มง่าย ดีกว่าจะมาซักไซ้เอากับไอ้คนพูดน้อยอย่างจิน
“คาเมะหน้าซีดๆนะ....หนาวเหรอ” จุนโนะถามบ้าง เมื่อสังเกตสีหน้าคนที่พึ่งนั่งลงข้างๆแฟน
“ไม่หนาวหรอก” คนตอบไม่ใช่ นางฟ้าแห่งวิศวะ แต่เป็นไอ้เทพบุตรรูปหล่อแต่กินเก่งอย่าง อาคานิชิ จิน มันตอบแบบไม่ต้องหันไปถามแฟนมันเลยด้วยซ้ำ แถมยังเอาแต่จ้องโบชัวร์รถยนต์ในมือ
“เฮ้ย แต่คาเมะมันหน้าซีดจริงๆ ไม่สบายรึเปล่า” จุนโนะยังคงไม่ล้มเลิก กำลังจะยื่นมือไปทาบหน้าผากคนสวย แต่จินกลับหยิบหนังสือออกจากกระเป๋ามาส่งให้
“แกเอาไปคืนให้ฉันที” คนถูกใช้แบบไม่มีเหตุมีผลทำหน้าเหวอ แต่ไม่ได้ติดใจถามอะไร ยอมลุกไปคืนแต่โดยดี
“แกทำรายงานเสร็จแล้วเหรอวะ” เพื่อนคนนึงร้องขึ้นมา เมื่อเห็นชื่อหนังสือที่จุนโนะเอาไปคืน
....นั่นมันหนังสือที่ต้องใช้ทำรายงานตัวเป้งของอาจารย์จอมโหดคนนึงในภาคนี่นา
“ยัง”
“อ้าว....” แล้วมันจะคืนเพื่อ?....
“เดี๋ยวค่อยยืมใหม่” คำตอบของจินไม่ได้ทำให้คนสงสัยฉลาดขึ้นแม้แต่น้อย แต่ในเมื่อเจ้าตัวไม่คิดจะให้คำตอบเพิ่มเติม ประเด็นเรื่องหนังสือเลยพับเก็บไปตามระเบียบ แล้ววนมาที่เรื่องคาเมะไม่สบายเป็นรอบที่สอง เมื่อเห็นร่างบางฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
“เฮ้ย คาเมะท่าทางจะไม่สบายจริงๆนะ.....ทำไมไม่พาไปหาหมอวะ”
“ฝนตกอย่างงี้จะออกไปได้ไงล่ะ” คนฟังพากันถอนหายใจ ….โลกใบนี้มันมีอะไรดีๆหลายอย่าง แต่ที่ไม่ดีคือมันไม่ค่อยจะ ‘สมดุล’ เท่าไหร่....
....นึกถึงตอนที่พีจังสุดที่รักของไอ้ยูโดน ‘เสี้ยน’ ตำแล้วไอ้ยูแหกปากอย่างกับโดนรถชนนั้น นึกอยากให้ไอ้จินโวยวายแบบนั้นสักหนึ่งในสิบของไอ้ยูก็พอ....
....แต่ดูเอาเหอะ....คาเมะหน้าซีดเป็นกระดาษอย่างงั้น ไอ้จินยังนั่งเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาว....
....พูดจริงๆว่าถ้ามีใครมาสารภาพรักคาเมะล่ะก็ จะยุให้เลิกกับจินแล้วมีแฟนใหม่ไปซะให้รู้แล้วรู้รอด!!!!....
“พี่บรรณารักษ์บอกว่าลดแอร์ได้เท่านี้ว่ะ” โคยามะเดินกลับมาจากเคาท์เตอร์ห้องสมุด แล้วมายืนจ่อมอยู่ข้างจิน
“เออ....ลดได้หน่อยเดียวก็ดีกว่าไม่ได้ลดเลยล่ะวะ” เพื่อนคนอื่นพากันปลงตก
“โอ๊ะ จินแกจะซื้อรถเหรอ....นี่ๆ รุ่นนี้ฉันจ้องไว้ ว่าจะเก็บตังส์อีกหน่อยแล้วจะซื้อ” ว่าแล้วก็จิ้มนิ้วจึ้กๆลงบนรูปรถคันโต
“ฉันว่ามันใหญ่ไปหน่อย”
“อ้าว ก็ฉันมันคนเพื่อนเยอะ ไปไหนจะได้ขนเพื่อนไปได้ไงเล่า”
“งั้นเหรอ”
“ทำไม แกจะซื้อคันเล็กรึไง นี่ๆ ถ้าเอาแบบเล็กๆต้องยี่ห้อนี้ ฉันว่าค่อนข้างโอเคเลย ราคาก็ไม่แพงเท่าไหร่ด้วย….เฮ้ย.....ไปนั่งคุยกันที่อื่นได้มั้ย ตรงนี้แอร์ลงว่ะ แกไม่หนาวเหรอ จิน” โคยามะพูดแล้วทำตัวสั่น
“หนาว”
“หนาวก็ลุกดิวะ”
“คาเมะมันนอนอยู่” เหตุผลของคนไม่ลุก น่าสงสัยเป็นที่สุดในสายตาเพื่อน
ก็คนอย่าง อาคานิชิ จิน จะทำนั่นทำนี่ หรือทำอะไรสักอย่าง ไม่เห็นจะเคยเอ่ยชื่อแฟนเป็นบุญปากเลยสักครั้ง แล้ววันนี้มันอะไร วันนี้มันอะไร~!! ทำไมอยู่ดีๆ จินถึงอ้างชื่อคาเมะล่ะเนี่ย~!!!!!!
“เกี่ยวตรงไหนวะ คาเมะนอนก็ปล่อยมันนอนไปดิ แกตัวเปียกขนาดนี้ มานั่งให้แอร์ลงเดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก”
“ฉันแข็งแรง แกจะไปนั่งไหนก็ไป แต่ฉันจะนั่งนี่” ....เออเว้ย~!!! วันนี้ อาคานิชิ จิน รักแฟนชนิดโงหัวไม่ขึ้นแหะ!!!....โคคิกับทักกี้เหลือบมองกันอย่างแปลกใจ ฝนตกแล้วผีเข้าล่ะมั้ง ไอ้จิน....
“มองทำไม” จินเงยหน้าจากโบชัวร์รถในมือ เมื่อรับรู้ถึงการจับจ้อง แล้วไม่ใช่มีแค่ลูกตาคู่เดียวหรอกนะ เพราะนิสิตทั้งห้องสมุดที่ตีอาการไม่ยอมลุกไปไหนของจินเป็น อาการ ‘หวงเก้าอี้’ พากันจ้องหมดนั่นล่ะ
“ทำไมอยู่ดีๆ แกถึงได้ดูจะรักคาเมะขึ้นมาวะ” โคคิถาม ใช้สายตาจับผิดเพื่อนรักปากหนักราวกับว่ากำลังสืบสวนคดีสำคัญระดับประเทศอยู่เชียว
“ใช่ๆ นึกยังไงถึงมาทำเป็นห่วงคาเมะ ปกติแกไม่เคยหวงที่นั่งข้างคาเมะเลยนี่หว่า” ทักกี้เอาบ้าง คิดมานานแล้วล่ะ ว่าก่อนจะเรียนจบต้องต้อนไอ้จินจนมุมให้ได้สักครั้ง
“ก็ไม่ได้นึกยังไง” เขาตอบเรียบๆ แต่ฟังก็รู้ว่า จินพยายามทำให้ ‘เรียบ’....ก็ดูหน้ามันสิ หัวหูแดงเถือกอย่างงั้นน่ะ
.....แหม......คนอื่นจี้ถามหน่อยล่ะมาทำอาย!!!.....ดูไอ้คู่รักสะท้านฟ้าโน่นซิ~!!!! กอดกันกลางห้องสมุดไม่เห็นมีอายซะมั่ง!!!!
“ไม่นึกแล้วทำไมไม่ลุก แกควรจะย้ายที่นั่งนะจิน ตรงแกมันหนาว โคยามะก็บอก” โคคิเดินหน้าเต็มกำลัง หันไปพยักเพยิดให้เพื่อนสามสี่คน พวกนั้นก็รีบเฮโลกันไปมะรุมมะตุ้มลากจินออกจากเก้าอี้อย่างรู้หน้าที่
“อะไรของพวกแกวะ~!!!! เฮ้ย!!!!” สุดท้ายแล้ว ถึงแม้ว่า อาคานิชิ จิน จะตัวใหญ่บึกบึนแค่ไหน แต่มีหรือที่แรงแค่คนเดียว จะสู้แรงสี่ชายฉกรรจ์ตัวมโหฬาร ก็นี่มันวิศวกรรมศาสตร์ ทรัพยากรผู้ชายน่ะ ขึ้นชื่อเรื่องพละกำลังอยู่แล้ว
แล้วพอจินลุก ปรากฏการณ์ที่ตามมาคือ ...... คนที่นอนฟุบกับโต๊ะ ขยับตัวนิดๆ ราวกับกำลังหนาว เส้นผมที่เริ่มแห้ง ไหวน้อยๆเพราะแรงแอร์ที่ตกลงมาพอดี.....
ทุกคนมองภาพตรงหน้าแล้วอึ้งสนิท ก็ดูนางฟ้าแห่งวิศวะเค้านอนสิ นอนแล้วสั่นนิดๆอย่างงี้ มันน่าลงไปนอนกอดให้หายหนาวนักล่ะ....
....อ๊ะ!!....เดี๋ยว.... ‘หนาว’ เหรอ..... ตอนไอ้จินนั่ง คาเมะก็นอนได้ ไม่มีทีท่าว่าจะหนาวเลยนี่นา.....แล้วพอไอ้จินลุก......
“อ๊ะ!!!!” O.O..... โคคิตาโต หันมาชี้หน้าเพื่อนสนิทตัวดีจอมปิดปาก จินเห็นสายตาคนชี้หน้าก็รีบเบนหลบทันควัน
“จิน.....นี่แก.....ที่นั่งทนหนาวมาตั้งนาน เพราะจะนั่งบังแอร์ให้คาเมะงั้นเหรอ!!!” คนถูกถามไม่ยอมตอบ ได้แต่สะบัดตัวออกจากการเกาะกุมของเพื่อนผู้ชายตัวโตสี่คน แล้วทรุดตัวลงนั่งที่เดิม
....อ่า.....พอมันนั่ง.....คาเมะก็หยุดสั่น.....
“จะประกาศทำไมวะ....อยากให้รู้ทั้งมหา’ลัยรึไง” จินบ่นเบาๆ ก่อนจะก้มลงอ่านโบชัวร์รถในมือต่อ ปล่อยให้ห้องสมุดเงียบลงอย่างน่าใจหาย
....ให้ตายสิ....จะมีอีกมั้ยบนโลกใบนี้.....กับคู่รักที่ดูไม่เหมือนคู่รัก แต่แท้จริงแล้ว มันรักกันมากที่สุด.....
“อ๊ะ~!! พีจัง ฝนหยุดแล้วล่ะ เรารีบกลับบ้านดีกว่านะ เดี๋ยวยูจะชงโกโก้ร้อนๆให้พีจังด้วย” .....เอ่อ......ช่วยเอาคู่นี้ไปไกลๆได้มั้ย รำคาญพวกมันจริง~!!!!!!!!!!.....
จินละสายตาหันมองไปนอกหน้าต่าง เห็นว่าฝนหยุดตกจริงอย่างที่ไอ้คู่หวานมันว่า เลยหันไปปลุกคนข้างกาย
....เดี๋ยว~!!!!!..... ขอโคคิอธิบายนิด....ถ้าใครคิดว่าไอ้คู่นี้มันจะ ‘ปลุก’ กันแบบใช้นิ้วสะกิด แล้วก้มลงไปกระซิบข้างหูว่า ‘ตื่นเถิด ที่รัก’ อะไรนั่นล่ะก็.....คงต้องไปหวังเอากับคู่ ไอ้ยูกับพีจัง แล้วล่ะ เพราะคู่จินคาเมะนั้น.......เป็นอีกเรื่อง.....
“คาเมะ.....ตื่น ฝนหยุดตกแล้ว” ไม่พูดเปล่า แต่โบชัวร์ในมือ จินใช้มันอย่างคุ้มค่าด้วยการตีลงบนหัวคนนอน ให้คาเมะต้องสะดุ้งตื่น ในขณะที่แฟนคลับนางฟ้าแห่งวิศวะน้ำตาตกกันถ้วนหน้า
.....จินมันกล้าดียังไง.....ปลุกคนสวยด้วยโบชัวร์~!!!! นี่ถ้าในมือเป็น เอนไซโคพีเดีย หรือไม่ก็ดิคชันนารีศัพท์เทคนิคทางเครื่องยนต์ เครื่องกล ฟิสิกซ์.....ชีวิตของคาเมะคนสวยคงดับอนาถคาห้องสมุดนี่เลยล่ะมั้ง....
“พวกฉันกลับก่อนล่ะ” แน่อยู่แล้วว่าถึงคาเมะจะป่วยปางตายแค่ไหน จินก็ไม่ใช่ผู้ชายประเภทเทคแคร์ดูแลไปทุกเรื่อง เพราะงั้น.....กระเป๋าใครกระเป๋ามัน......ถือกันเอาเอง~!!!!....
“พาคาเมะไปหาหมอด้วยนะจิน” จุนโนะแนะนำ คนถูกสั่งก็ได้แต่พยักหน้ารับแกนๆ .....ไม่รู้มันจะพาไปหาหมอจริงๆ หรือแค่แวะร้านขายยาแล้วซื้อตามใบสั่งตัวเองสิหน่า....
“เดี๋ยว......” โคคิร้อง ให้เพื่อนทุกคนต้องส่งสายตาไปจ้องกับคู่รักจืดชืดเป็นตาเดียว
....ก็แหม.... ทานากะ โคคิ ร้องอย่างงี้ทีไร มันมีอะไรดีๆมาให้พวกเขาได้สังเกตกันเรื่อยล่ะ....
โคคิลุกจากเก้าอี้ เดินตรงเข้าไปหาคนป่วยหน้าซีด เดินวนซ้ายที ขวาทีรอบตัวคาเมะด้วยความสงสัย ....แปลก.....มีอะไรสักอย่างแปลก....
“มีอะไรรึเปล่า โคคิ” เสียงแผ่วของคาเมะ กับตาปรือๆเพราะหวัด แทบจะกระชากวิญญาณคนแถวนั้นให้ไปปรโลกกันเร็วขึ้น
.....พระเจ้า~!!!! กรุณาให้คาเมะเป็นหวัดทุกวันเถอะ~!!!!!.....
“เมื่อเช้าคาเมะใส่เสื้อตัวนี้มาเหรอ” ว่าแล้วก็ยื่นมือไปกระตุกชายเสื้อยืดที่มีสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งคาเมะสวมอยู่ด้านใน ทับด้วยโค้ทชื้นๆอีกชั้น
....ถึงตอนเช้า โค้ทนี่จะบังตาไปหน่อย แต่โคคิว่า ยังไงๆ คาเมะก็ไม่ได้ใส่เสื้อตัวนี้มา.....เสื้อที่ทางมหาวิทยาลัยทำขาย มีวางแผงดาษดื่นในสหกรณ์ตัวนี้น่ะ....
“เปล่าหรอก” ร่างบางปฏิเสธ ก่อนจะหันไปมองคนข้างกาย แล้วทั้งคู่ก็พากันเงียบ
โคคิจ้องไม่เลิก นัยว่าพวกมันพากันเงียบอย่างงี้ ต้องมีอะไรหมกเม็ดไม่ยอมแพร่งพรายแน่ๆ มันต้องมีอะไรสักอย่างสิหน่า.....ต้องมี......
“เฮ้ย!!!!!!.....” จินยกมือขึ้นลูบหน้าผากแก้เก้อ แล้วกลืนน้ำลายลงคออีกอึก เมื่อคราวนี้โคคิชี้นิ้วไปที่หน้าพวกเขาสองคนพร้อมกัน
“ตอนฉันชวนพวกแกเข้ามา ไอ้จินบอกว่ามันจะไปเอาของ แต่ตอนที่รุ่นพี่ทักกี้ตามเข้ามาทีหลัง กลับบอกว่าเจอคาเมะยืนอยู่คนเดียว แสดงว่าตอนนั้น....”
“ตอนนั้น..... จินวิ่งไปซื้อเสื้อตัวนี้จากสหกรณ์ใช่มั้ย ไม่งั้นมันไม่กลับมาแบบเปียกฝนไปทั้งตัวอย่างงั้นหรอก!!!!!”
คนที่ยืนรายล้อมฟังแล้วอ้าปากค้าง อยากจะปรบมือให้เหลือเกิน แต่ไม่รู้จะปรบให้ใครดี
....ระหว่าง ทานากะ โคคิ คนไขคดี กับ อาคานิชิ จิน และคาเมนาชิ คาซึยะ คนก่อคดี.....
“จะจับผิดอะไรกันนักวะ ฉันจะดูแล ‘คนของฉัน’ มันผิดรึไง....ไปล่ะ คาเมะจะแย่อยู่แล้วเนี่ย” ร่างสูงบอกปัด กำลังจะฉุดคนข้างกายให้ออกเดิน แต่จุนโนะผู้แสนดีกลับเสนอขึ้นมาว่า
“คาเมะ เดี๋ยวฉันช่วยถือกระเป๋าไปส่งแล้วกันนะ....” ว่าแล้วก็คว้าหมับเข้าที่กระเป๋าในมือคนป่วย ดึงนิดเดียว คาเมะก็ปล่อยให้ไปอยู่ในมือคนใจดี แบบที่ไม่มีเรี่ยวแรงจะดึงคืนมา
....แหม ไอ้จินน่ะ คงไม่ทันนึกล่ะมั้ง ว่ากระเป๋าแฟนมันจะหนัก ก็เมื่อเช้า จุนโนะแบกหนังสือเล่มเท่าบ้านมาให้คาเมะยืม มันก็ต้องหนักเป็นธรรมดา......เอ๊ะ~!!!!....
“เบาจังคาเมะ....หนังสือที่ฉันให้ยืมไม่ได้ใส่กระเป๋าไว้เหรอ”
“คาเมะเก็บไว้ในล็อคเกอร์” คนตอบคือจิน ที่พูดรัวเร็วเสียจนเหมือนกลัวใครจะแย่งพูด
....ทว่า....อาการแบบนั้น ทำให้ทักกี้และโคคิตีความว่ามันเป็น ‘พิรุธ’.....
“จุนโนะเอากระเป๋าคืนคาเมะไปเหอะ เบาขนาดนั้น แกไม่ต้องถือไปส่งก็ได้” จินหันไปสั่งเพื่อน จุนโนะก็คืนให้แต่โดยดี
ทว่ายังไม่ทันที่จินจะได้ก้าวขาเดินออกจากห้องสมุด กระเป๋าสะพายก็ถูกรั้งไว้ น้ำหนักของมันทำให้ร่างสูงแทบหงายหลัง
“ดูเหมือนกระเป๋าแกจะหนักกว่าปกตินะ....ขอดูหน่อยได้มั้ยว่าแบกอะไรกลับบ้าน” ที่พูดออกไปนั้นเป็นประโยคขอร้อง แต่ทั้งโคคิและทักกี้ไม่รอการอนุญาตใดๆทั้งสิ้น จัดการรูดซิปเปิดกระเป๋าได้ปุ๊บ ความจริงก็ปรากฏแก่สายตา
“อ๊ะ!!! นั่นหนังสือที่ฉันเอามาให้คาเมะยืมนี่นา” จุนโนะร้องตาโตเมือ่เห็นข้าวของในกระเป๋าเป้จิน
“มีอะไรจะอธิบายมั้ยครับ คุณอาคานิชิ” โคคิเอ่ยปากล้อเลียน ในขณะที่คู่รักจืดชืดพากันเงียบ มองไปคนละทาง แต่ที่เหมือนกันคือ พวกมันต่างยิ้มบางๆ
“เอ้า~!! มีอะไรก็สารภาพมา ทำไมหนังสือคาเมะถึงมาอยู่ในกระเป๋าแก” ทักกี้ถามยิ้มๆ
“โธ่....รุ่นพี่....ทีไอ้ยูยังนั่งกอดแฟนมันแก้หนาวได้ ผมก็มีอารมณ์อยากทำอะไรให้คาเมะมั่งเหมือนกันล่ะ ปล่อยได้รึยัง เดี๋ยวคาเมะก็เป็นลมไปตรงนี้หรอก” จินพูด แล้วสะบัดตัวออกมารูดซิปปิดตามเดิม ก่อนจะหันไปลากคาเมะออกจากห้องสมุด ปล่อยให้คนอื่นพากันมองตาม
.....อ่า.....พวกมันเป็นคู่รักที่บ้าบออะไรอย่างนี้นะ....
“รุ่นพี่.....ทั้งๆที่ผมว่าชีวิตโสดมันก็สนุกดี แต่ทำไมพอเห็นไอ้คู่นี้มันรักกันแล้ว ผมถึงได้อยากมีแฟนบ้างก็ไม่รู้สิ....”
“นั่นสินะ....ความรักแบบพวกมันเนี่ย....ให้ความรู้สึกดีจริงๆ”
“เออ....โคยามะ” คนที่ควรจะเดินออกจากห้องสมุดไปแล้ว วิ่งกลับเข้ามาเพื่อจะบอกอะไรบางอย่าง
“ขอบใจที่แนะนำเรื่องรถนะ....” จินพูด
“…..แต่ฉันว่า....จะซื้อคันเล็กๆแบบสองที่นั่งก็พอ ไม่อยากให้คนอื่นขึ้นไปนั่งจับผิดว่ะ.....”
....เป็นการบอก ‘อะไร’ บางอย่าง ที่ทำให้คนฟังถึงกับยิ้ม ส่วนคนพูดนั้น ถูจมูกเขินๆ แล้วเดินหนีออกจากห้องสมุดไป ไม่รอให้ใครซักไซ้อะไรอีก
...โคคิมองออกไปนอกหน้าต่างกระจก ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มมีแสงแดดสาดส่องหลังฝนตกหนัก
....บางที ความรักของพวกมัน ก็คงเหมือน ‘ไอน้ำ’ ....ล่องลอยอยู่ทุกที่ รอบตัวมันสองคน พอรวมตัวกันมากเข้า ก็กลั่นตัวเป็นฝนให้ชุ่มช่ำ.....
.....บางคราว ก็เป็นเพียงเม็ดฝนบางเบา คนอื่นไม่รู้สึก แต่บางคราวก็ตกหนัก ให้คนรอบข้างรับรู้ไปด้วย อย่างคราวนี้....
....ต้องขอบคุณ ‘ฝน’ สินะ.....ขอบคุณที่ตกลงมา ขอบคุณที่ทำให้เห็นความรักแบบแปลกๆของคู่รักจืดชืดอีกมุมนึง.....
....มุมที่มันรักกันแบบไม่เหมือนใคร.....รักกันในแบบของมัน....แบบที่พวกมันรู้กันแค่สองคน.....
.....สวีท เรน ของไอ้คู่จืดชืดมีจริง~!!!!!!....
FIN
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
แถมๆ....ตอน สวีท มอร์นิ่ง
คาเมะเป็นคนตื่นเช้า ต่อให้นอนดึกแค่ไหนก็มักจะตื่นเวลาเดิมเสมอ เป็นอย่างนี้ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะยามนอนคนเดียวเมื่ออดีต หรือในปัจจุบัน ที่มีคนนอนข้างกาย
และวันนี้ เวลานี้ ก็ได้เวลาที่คนร่างบางจะตื่นแล้ว
ร่างเล็กที่นอนขดตัวอยู่ฝั่งหนึ่งของเตียงขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นในห้องสลัวยามเช้าตรู่
....พระอาทิตย์ยังคงขึ้นที่เดิม ส่องแสงลอดผ่านผ้าม่านที่หน้าต่างบานเดิม เข้ามาภายในห้องห้องเดิมที่มีคนคนเดิมนอนอยู่...
คาเมะยิ้มบางกับภาพแรกที่สะท้อนเข้าสู่สายตา .... อาคานิชิ จิน ยังคงนอนหลับอยู่ข้างเขา...
...เป็นการนอนข้างกันที่แท้จริง เพราะไม่มีฝ่ายไหนขยับเข้าไปนอนกอด หรือฝ่ายไหนดึงเข้าไปแนบชิด...
....นี่คือข้อดีข้อที่หนึ่งของการไม่นอนกอดกัน....เพราะพอคาเมะลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งที่จะได้เห็นเป็นอย่างแรกคือ ใบหน้ายามหลับของคนข้างกาย ไม่ใช่หน้าอก หรือเสื้อนอน...
“ฮือ....” เสียงครางทุ้มต่ำอย่างนึกรำคาญ ดังมาจากร่างหนาที่คงไม่พอใจแสงสว่างของดวงอาทิตย์ที่เริ่มจัดจ้านมากขึ้นทุกที คาเมะขยับตัวลงจากเตียงอย่างแผ่วเบา แล้วเดินไปขยับผ้าม่านให้รอยต่อชิดกันมากขึ้น เพื่อลดแสงลอดเข้ามาแยงตาคนนอน
...นี่คือข้อดีข้อที่สองของการไม่นอนกอดกัน...เพราะคาเมะสามารถลุกออกจากเตียงไปทำอะไรหลายต่อหลายอย่างเพื่อจิน โดยที่ไม่เป็นการกวนคนนอน
....และข้อดีข้อสุดท้าย...
“อรุณสวัสดิ์ จิน...” คาเมะสามารถบอก ‘อรุณสวัสดิ์’ จากจุดที่ยืนอยู่ห่างๆ ผ่านอากาศโดยรอบ ไปยังคนที่ยังจมอยู่กับความฝัน
...ไม่ต้องเข้าไปกระซิบข้างหู เพราะคาเมะไม่อยากกวนให้คนนอนดึก ตื่นสายอย่างจิน ต้องตื่นแต่เช้า....
...ไม่ต้องบอกเมื่อจินรู้สึกตัว เพราะคาเมะรู้ดีว่าจินคงตื่นไม่ทันคำว่า ‘อรุณสวัสดิ์’...
...แต่ถึงอย่างนั้น....ร่างบางก็ชอบเวลาแบบนี้... ถึงอีกคนจะยังไม่รู้สึกตัว และปล่อยให้คาเมะตื่นรับแสงแรกของวันเพียงลำพัง...คาเมะก็ยินดี...
...ยินดีที่จะตื่นก่อน ตื่นเพื่อขยับผ้าม่าน ตื่นเพื่อบอกอรุณสวัสดิ์... ตื่นเพื่อเตรียมพร้อมวันที่มีค่าอีกวันของคนสองคน...
“รีบๆตื่นนะจิน” เสียงติดแหบครางกับตัวเองเบาๆพร้อมรอยยิ้มบางๆบนใบหน้าหวาน
...เช้านี้ยังคงเป็นเช้าที่ธรรมดา...เป็นเช้าที่คาเมะตื่นเพื่อเฝ้ารอใครอีกคนให้ตื่นตามหลังมา...
...เป็นการเฝ้ารอที่ทำให้เกิดความสุขเล็กๆในใจ แค่ความสุขเพียงเล็กน้อยในเช้าตรู่ที่มีแค่ตัวเองเพียงลำพัง....กับใครอีกคนที่ยังหลับสนิทอยู่บนเตียง...
....สวีท มอร์นิ่ง ที่ไม่มีใครรู้....
FIN
2009.06.12
FIC : คู่รักจืดชืด ตอน สวีท เดย์ แอนด์ ไนท์
FIC : คู่รักจืดชืด ตอน สวีท เดย์ แอนด์ ไนท์
JIN X KAME
BY : Dezair
...................................
ตอน สวีท เดย์
“แก้วยูกับพีจังใส่น้ำแข็งมั้ย”
วันนี้ ....เป็นวันธรรมดา.....ที่เหล่าผองเพื่อนแห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ นัดกันบุกรังรักของไอ้คู่จืดชืดแห่งมหาวิทยาลัย ...
....แน่นอนว่าคนที่มา ก็คือไอ้พวกตัวตั้งตัวตีที่อยากสลอนกันมาเสนอหน้า รับรู้เรื่อง ผัวๆเมียๆ ของคนอื่นเค้านั่นล่ะ~!!!!
“อ๊ะ~! คาเมะ....ฉันกับพีจังเอาแก้วมาเอง”
ร่างบางผู้มีสิทธิ์ในคอนโดครึ่งหนึ่ง วางแก้วในมือลงกับโต๊ะ เพื่อจะรับแก้วสองใบที่ท่านชายยูอิจิล้วงออกมาจากกระเป๋าเป้
“โฮย~~!!!!! แก้วคู่!!!!!.....เว่อร์ไปมั้ยวะ!!!” โคคิร้องลั่นเมื่อเห็นแก้วสองใบที่เหมือนกันเปี๊ยบในมือของเพื่อน
“ทำไม~!!... คนเค้ารักกัน!!!” แล้วไอ้ยูก็คว้าสุดที่รักอย่างพีจังเข้ามาจูบจ๊วบ~ลงที่แก้มพองๆ อวดความหวานชื่นให้เพื่อนคนอื่นอ้วกกันไปคนล่ะแหวะสองแหวะก่อนกินข้าว
“อย่าไปสนใจมัน กินกันเลยเหอะ” รุ่นพี่อย่างทักกี้ตัดบทก่อนที่ ยูอิจิและพีจังสุดที่รัก จะงัดไม้เด็ดอะไรออกมาให้คลื่นไส้มากกว่านี้
เขาจัดการเปิดฝาหม้อไฟที่กำลังเดือดปุดๆได้เรียบร้อย ตะเกียบนับสิบคู่ก็จุ่มพรึ่บลงพร้อมกัน
เป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว ว่าสำหรับคู่จืดชืดมันจะต้องตัวใครตัวมัน ใครคีบอะไรได้ก็กินอันนั้น ไม่ต้องสะเออะยื่นถ้วยออกไปรับแล้วคาดหวังว่าฝ่ายตรงข้ามจะคีบอะไรให้
จินคีบได้เนื้อก็กินเนื้อ คาเมะคีบได้ผักก็กินผัก ไม่เหมือนไอ้คู่โน้น~!!!!...
“พีจังกินเยอะๆนะจ๊ะ....” เสียงหวานเจี๊ยบดังขึ้น พร้อมกับที่พี่ยูของน้องพีจัง คีบสารพัดอย่างในหม้อประเคนใส่ถ้วย
.....ไม่ได้แหกตาดูเล้ย~~!!! ถ้วยพีจังของมันน่ะ แทบจะทะลักอยู่แล้วเว้ย~!!!!!....
“ยูกินมั่งสิ”
“พีจังป้อนยูได้มั้ยล่ะ~~~.....” =.= เอ่อ.....มันคิดว่าเวลานี้ มีแค่มันสองตัวบนโลกเบี้ยวๆนี่รึไง....
“มาๆไอ้ยู...ฉันป้อนแกเอง~!!!!” แล้วโคคิที่ทนความหมั่นไส้ซึ่งเต้นเร้าๆในใจไม่ไหว ก็คีบผักในถ้วยตัวเองยัดใส่ปากยูอิจิไปในคำเดียว ...หมดสิทธิ์หวานกับแฟนมันไปได้อีกสามนาที~!!!....
“คอนโดนี้มีสองห้องนอนเหรอ” ทักกี้เอ่ยปากถามกลางมื้อ เขามองไปรอบๆห้อง นึกชมคนออกแบบที่ตกแต่งเก่งใช้ได้ ทางกำแพงฝั่งซ้ายมีประตูสามบาน บานตรงกลางนั่นเป็นห้องน้ำที่ทักกี้เข้าไปใช้แล้ว
เพราะงั้น ประตูสองบานที่ขนาบข้าง ก็คงเป็นห้องนอนสองห้อง ของไอ้เจ้าของสองคนนี่
“โฮย~!!! จินกับคาเมะมันคงจะนอนกกกันบนเตียงในห้องเดียวกันหรอก!!”
โคคิกัดด้วยความเซ็ง คู่นึงก็น่าอ้วก คู่นึงก็น่าเบื่อ....โลกนี้มันช่างหาคำว่า ‘พอดี’ ไม่เจอ....
“ฉันว่าพวกแกน่าจะนอนห้องเดียวกันได้แล้วนะ”
ทักกี้ยังคงยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนไอ้คู่รักเจ้าของคอนโดจะไม่สนอกสนใจคำแนะนำเท่าไหร่ จินพยักหน้าแกนๆ ส่วนคาเมะก็คีบอะไรสักอย่างจากในหม้อเดือด
“แต่นี่แกตกแต่งใหม่รึเปล่าวะจิน ฉันจำได้ว่าตอนมาดูกับแกมันไม่ใช่อย่างงี้นี่นา” โคคิหันมาถาม ส่งตะเกียบลงไปคุ้ยในหม้อบ้าง
“คาเมะทำน่ะ” จินตอบ สายตาเอื่อยเฉื่อยอยู่ในหม้อพร้อมๆกับตะเกียบตัวเองที่จุ่มลงไปควาน
“ไอเดียคาเมะเจ๋งดี....อ๊ะ!! ไอ้จิน! แกจะเขี่ยหมูออกจากตะเกียบฉันทำไมวะ!” พี่โล้นซ่าโคคิเงยหน้าโวย แต่คนหน้าด้านทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“อ้าว....จะกินเหรอ โทษทีๆ....” มันว่าอย่างนั้น แปบนึงก็ยกตะเกียบออกโดยไม่คีบอะไรสักอย่างติดกลับไปใส่ชามตัวเอง
....แล้วมันจะจุ่มตะเกียบเข้ามาเพื่อ?....
“นี่คาเมะ....จินมันพูดยังไงเหรอ ตอนที่ชวนมาอยู่ด้วยกันอ่ะ” ชายตาตี่ที่ชื่อ โคยามะ เปิดประเด็นด้วยความอยากรู้ พาลให้เกิดเป็นความเงียบทั่วทั้งโต๊ะ
เมื่อทุกคนอยากจะรู้ สายตาทุกคู่ก็ตกมาอยู่ที่ร่างบาง ไม่เว้นแม้แต่ไอ้คู่หวาน ที่งดสร้างน้ำตาลชั่วคราว
“ก็ชวนปกติ ถามว่ามาอยู่ด้วยกันมั้ย....”
“พวกแกอยากจะรู้ไปทำไม” จินขัดขึ้น
“เอ้า! ก็เอาไว้เป็นอุทาหรณ์ ว่าคำขอจากผู้ชายทื่อๆอย่างแก ก็ได้เรื่องเหมือนกัน” โคคิกัดไม่ไว้หน้า แต่จินเอาแต่ยิ้มไม่สำนึก แล้วจุ่มตะเกียบลงไปในหม้อไฟอีกรอบ เขี่ยนั่นเขี่ยนี่อยู่แปบก็ยกตะเกียบออกโดยไม่คีบอะไรกลับไปเช่นเคย
“แกจะจุ่มตะเกียบลงมาทำไม ในเมื่อไม่คีบอะไรสักอย่างวะ ไอ้จิน~!!” ยูบ่น เพราะตะเกียบของไอ้จินแท้ๆเชียว เนื้อชิ้นโตที่เขาเล็งไว้ถึงได้หายต่อม ควานหาไม่เจออย่างงี้
“ล้างตะเกียบ” จินตอบแบบไม่ใส่ใจ ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อในหม้อไฟมาใส่ในชามตัวเองแล้วกินต่อ
“คาเมะไม่น่ามาอยู่กับมันเลย ไอ้จินมันไม่เต็ม ยากันบ้าก็ไม่ได้ฉีด....” แล้วพ่อคนรักแฟนแบบชอบออกนอกหน้าก็หันมาไซโคคาเมะ ร่างบางยิ้มน้อยๆ ก่อนจะยกจานเนื้อสัตว์ขึ้นมาเติมลงในหม้อ
“กินหม้อไฟกับแกทีไร มีปลาหมึกโผล่มาทุกที แกไม่ชอบปลาหมึกแล้วซื้อมาใส่ทำไมวะ” โคคิบ่นเป็นระยะๆเมื่อเห็นเนื้อขาวๆของปลาหมึกไหลจากจานลงไปกองในหม้อ
“อืม.....” จินแค่รับคำ ไม่ยอมตอบคำถาม ก้มลงกินอาหารในชามตัวเองแล้วปล่อยให้คำถามของโคคิหายไปในอากาศ เมื่อไม่มีคำตอบจากคำถามแรก โคคิที่เตรียมคำถามที่สองไว้แล้ว เลยหันไปถามร่างบาง
“ถามจริงๆเหอะคาเมะ....ชอบไอ้จินมันตรงไหน”
เป็นคำถามที่ผู้ชมทางบ้านฝากมา เอ้ย ผู้ชมทั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์สงสัยใคร่รู้กันสุดๆ นั่นรวมทั้งพี่โคคิก็สงสัยด้วยล่ะนะ
....ไอ้จินมันเข้าใจยากจะตาย มันคิดจะตอบอะไรมันก็ตอบ ตรงคำถามมั่ง ไม่ตรงมั่ง ปากเสียด้วย แถมกวนประสาทสม่ำเสมออีกต่างหาก.... คาเมะไปหลงใหลได้ปลื้มมันตรงไหนกัน...
“คาเมะไม่ได้ชอบฉันสักหน่อย” คนตอบไม่ใช่คนถูกถาม แต่เป็นคนที่อยากจะตอบอย่างจิน
“อ้าว......” เกิดเป็นเสียงนี้ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงไปทั่วโต๊ะ
“คนที่จะมาคบกัน ไม่ใช่ต้องชอบกันนี่” จินพูด ในขณะที่คาเมะเอาแต่ยิ้มบางๆ ไม่ช่วยเพิ่มความเข้าใจใดๆให้กับไอ้คนหน้าแฉล่มทั้งหลายที่ใจจะขาดกับประโยคงงๆของจินจะแย่
….หลักสูตรไหนของมันฟะ!! คนคบกันไม่ต้องเป็นคนที่ชอบกันเนี่ย!!! =.=….
“แล้วสรุปตอนนี้พวกแกเป็นอะไรกัน” ยูซักไซ้ คาดไว้ในใจ ว่าวันนี้ก่อนจะกลับจากคอนโดไอ้จินและคาเมะ ต้องคาบข่าวเอาไว้เม้าท์ให้มันปากสักเรื่องสองเรื่อง
“ไม่รู้” คำตอบทำเอาคนถามชักคิ้วขมวด จินเหลือบตามองเพื่อนนิดนึง ก่อนจะยอมขยายความ
“บางเรื่องของคาเมะ ฉันก็ไม่ชอบ เช่นคาเมะอาบน้ำช้า หรือชอบตื่นเช้า แล้วบางเรื่องของฉัน คาเมะก็ไม่ชอบ อย่างฉันสูบบุหรี่ แล้วก็ขับรถเร็ว....เพราะงั้น จะบอกได้ไงว่าฉันกับคาเมะชอบกัน ในเมื่อต่างคนต่างก็ไม่ชอบเรื่องบางเรื่องของฝ่ายตรงข้าม”
ร่างสูงเงียบไปครู่ เมื่อรอยยิ้มบางๆจุดที่มุมปาก
“แล้วมาอยู่ด้วยกันทำไม” โคคิถามต่อไม่เลิก นัยว่าวันนี้ต้องรู้เรื่องให้ได้ว่า สองคนนี่มันคบกันแบบไหน
จินหันไปสบตากับคนข้างกาย ต่างฝ่ายต่างยิ้มน้อยๆ
“แกรู้จักคำว่า ‘ความเข้าใจ’ มั้ย” ร่างสูงไม่ได้ตอบคำถาม แต่ย้อนเอาเสียนี่
….ไม่ได้ชอบกัน แต่แค่ ‘เข้าใจกัน’.... ไม่ได้รักกัน แต่แค่ ‘เข้าใจกัน’….
....แค่ ‘ความเข้าใจ’ เท่านั้น....
ไม่ว่าจะ โคคิ ยูอิจิ ยามะพี โคยามะ หรือจุนโนะ....ไม่มีใครนึกมาก่อนว่า ‘ความเข้าใจ’ จะมีอิทธิพลมากมายถึงขนาดทำให้คนสองคนโคจรเข้ามาใกล้ชิดกัน....ทำให้หัวใจสองดวงขยับทับซ้อนกัน มองเห็นข้อเสียของฝ่ายตรงข้าม แต่ก็พร้อมจะยอมรับ และปล่อยผ่านมันไป
....แค่เพียง ‘เข้าใจกัน’ เท่านั้น....
มื้อหม้อไฟที่แสนครื้นเครงในตอนแรก ตอนนี้ตกอยู่ในห้วงความอึ้งกันถ้วนหน้า
….แต่....
...ที่ดูจะไม่อึ้ง และกินต่อได้ก็มีแค่ จินกับคาเมะ..........และ.............
....รุ่นพี่ทักกี้.....
“รุ่นพี่ไม่อึ้งแบบพวกมันบ้างเหรอ” จินพูดแซวๆ แล้วจุ่มตะเกียบลงไปในหม้ออีกรอบ ทักกี้หัวเราะน้อยๆ
....ประสบการณ์ครั้งเก่าสอนเอาไว้ ว่าให้จับตาไอ้คู่นี้ให้ดี มันมีอะไรงุบงิบที่รู้กันเองแค่สองคนเรื่อยล่ะ....
“พอได้แล้วมั้ง ไอ้ ‘ล้างตะเกียบ’ ของแกน่ะ” ร่างสูงที่กำลังจุ่มตะเกียบลงในหม้อน้ำเดือด เลิ่กคิ้วหันมามองคนพูด
“ไอ้พวกนี้ยังไม่หายอึ้ง....” รุ่นพี่ปีสี่เอ่ยปาก แล้วโบ้ยมาทางสมาชิกของมื้อหม้อไฟที่นั่งค้างเป็นหิน
“เพราะงั้น คงไม่มีใครจะคีบอะไรตอนนี้หรอก แกไม่ต้องเอาตะเกียบลงไปเป็น ‘บอดี้การ์ด’ ให้ตะเกียบคาเมะก็ได้....คาเมะคีบทันอยู่แล้วใช่มั้ย” แล้วรุ่นพี่จอมสังเกตก็เหลือบไปถามร่างบางที่กำลังคีบอะไรสักอย่างในหม้อ
….นี่คือคำตอบของคำถาม ที่ทั้งยูอิจิและโคคิสงสัย.....ว่าทำไม จินถึงจุ่มตะเกียบลงไปในหม้อ แล้วไม่คีบอะไรขึ้นไป.....
.....ความจริงแล้ว มันแค่เอาตะเกียบตัวเอง ลงไปขวางตะเกียบคนอื่น เพื่อให้คาเมะคีบนั่นคีบนี่ได้สะดวกขึ้น.....
......นี่คือสิ่งที่นักสังเกตรุ่นเดอะอย่าง ทักกี้ ได้รับรู้....
“แล้วก็....ถ้าคาเมะ ‘เลิกชอบ’ …......หม้อไฟคราวหน้าที่จะมากินกับพวกแก ฉันก็คงไม่ได้กิน ‘ปลาหมึก’ สินะ”
คำพูดของทักกี้ ทำเอาคู่รักจืดชืดต้องหันมองหน้ากัน สบตากับเล็กน้อย ก่อนที่จินจะหันมาทางรุ่นพี่
“ตาดีเกินไปแล้ว” เขาพูดยิ้มๆ
...แย่ล่ะสิ....ความรักในวันธรรมดาๆ ที่จะเก็บเอาไว้รู้กันสองคน ดันมีคนอื่นสังเกตเห็นจนได้....ทำยังไงดีน้า~~....
“ที่สำคัญ...คอนโดสองห้องนอนเนี่ย.....คงมีห้องใดห้องหนึ่งที่มีเตียงขนาดผู้ชายสองคนนอนด้วยกันได้สบายๆใช่รึเปล่า....”
...ช่างเป็น ‘คนอื่น’....ที่ตีความและคาดเดาอะไรต่อมิอะไรได้แม่นยำเหลือเกิน....
ไม่มีคำตอบให้กับคำถามที่เหมือนจะแสดงความรู้ลึก รู้จริงของทักกี้ เพราะทั้งจินและคาเมะเอาแต่ยิ้มบางๆ
....ยิ้มบางๆ ให้กับความหวานเล็กๆที่ถูกเปิดโปง....
... ยิ้มบางๆ ให้กับความรักลับๆที่ถูกเปิดเผย....
....ไม่รู้จะสนใจอะไรกันนักหนาสิหน่า เพราะมันก็เป็นแค่เรื่องธรรมดาในวันธรรมดาของคู่รักจืดชืดเท่านั้น.....
....วันธรรมดา ที่อาคานิชิ จิน และ คาเมนาชิ คาซึยะ ดูแลกันและกัน อย่างธรรมดา....
....เป็นการดูแลที่ธรรมดา เป็นความหวานที่ธรรมดา.....
.....อ้อ~…..แต่มันก็เป็นแค่ ความหวาน ‘ส่วนที่เล็ก’ มากที่สุด และเป็นความรัก ‘ส่วนที่ลับ’ น้อยที่สุด เท่านั้นล่ะ ที่คนอื่นจะได้รู้....
….สวีท เดย์ ของไอ้คู่จืดชืด มีจริง~!!!!!!....
FIN
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
ตอน สวีท ไนท์
ท่ามกลางความมืดในห้องนอนของคอนโดเล็กๆ
บนเตียงกว้างที่ร่างสองร่างนอนเคียงกันนั้น หนึ่งในสองกำลังลืมตาจ้องมองเข้าไปในความมืด ที่มีเพียงแสงจันทร์เบาบางส่องลอดเข้ามาทางผ้าม่านสีครีม
อาคานิชิ จิน ไม่ได้นอนไม่หลับ แต่หลับไปแล้ว และตื่นขึ้นมากลางดึกเท่านั้น ตื่นขึ้นมาเพียงเพื่อจะพบว่า ค่ำคืนนี้ เป็นอีกคืน ที่มีร่างอีกร่างนอนเคียงกาย
....ทักกี้พูดถูก....คอนโดนี้มีสองห้องนอน แต่หนึ่งในสอง มีเตียงขนาดที่ผู้ชายสองคนนอนข้างกันได้สบายๆ
....อ่า....ทำยังไงดีนะ....ถูกคนอื่นมองทะลุปรุโปร่งแล้วสิ....
ร่างผอมบางที่นอนอยู่ข้างกายขยับตัวเล็กน้อยด้วยความเมื่อยขบ พลิกตัวหันมานอนตะแครงให้จินต้องเหลือบมอง ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะดึงผ้าห่มที่หล่นลงไปกองที่เอวคอดขึ้นมาคลุมถึงลาดไหล่เล็ก
....คาเมะตัวเล็ก....จินไม่เคยรู้เรื่องนี้ เพราะไม่เคยสนใจคนตรงหน้า....
.....เขาไม่เคยสนใจว่า วันนี้คาเมะจะรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง พรุ่งนี้หรือวันต่อไป จะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน....
....จินสนใจแค่ว่า....วันนี้เขายังมีคาเมะอยู่ข้างๆรึเปล่า แล้วอนาคตล่ะ เขาจะทำอะไรให้คาเมะได้อีกบ้าง พรุ่งนี้ คาเมะจะมีความสุขกว่าวันนี้หรือไม่....เขาสนใจแค่นั้น
“นอนไม่หลับเหรอ....ฉันไปนอนห้องนู้นมั้ย” คาเมะสะลึมสะลือขึ้นมาถาม เมื่อรับรู้ถึงสัมผัสบางเบาจากฝ่ามือหนาที่ลูบไล้ไปตามเส้นผม
“ไม่หรอก คาเมะนอนต่อเถอะ” จินพูด คนร่างเล็กเลยหลับต่อ ชายหนุ่มขยับร่างออกห่างอีกหน่อย เพื่อให้คาเมะได้นอนสบายมากยิ่งขึ้น แล้วหลับตาลงเพื่อตามเข้าสู่ห้วงนิทราไปอีกคน
….และแม้แต่ในช่วงครึ่งหลับครึ่งตื่น จินก็ยังบอกตัวเอง....
....เขาไม่มีทางคว้าร่างน้อยๆนั่นมากกกอด ถ้าหากมันจะทำให้คาเมะหายใจลำบากทั้งคืน....
....เขาไม่มีทางคว้าร่างบางๆเข้ามานอนหนุนแขน ถ้าหากมันจะทำให้คาเมะตื่นมาตอนเช้าแล้วปวดคอไปทั้งวัน....
“ราตรีสวัสดิ์” เสียงทุ้มดังเป็นครั้งสุดท้ายในค่ำคืนนี้
ค่ำคืน....ที่เป็นเพียงการนอนข้างกัน บนเตียงกว้างๆที่มีช่องว่างระหว่างกลาง….
....เป็นเพียงการนอนใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน แล้วรับรู้แค่ไออุ่นจากข้างกายอย่างแผ่วเบา….
....ไม่ต้องให้ร้อนรุ่ม เพราะจินขี้ร้อน ไม่ต้องให้หวานฉ่ำ เพราะคาเมะขี้อาย….
...เอาแค่พออบอุ่น....ให้หลับสบายตลอดทั้งคืน….
.....เป็นความอบอุ่นเล็กๆ ในค่ำคืนที่ไม่มีใครรู้....
....สวีท ไนท์ ของคนสองคน....
(โคคิไม่อยู่ เลยไม่มีคนตะโกนว่า ‘สวีท ไนท์ ของไอ้คู่จืดชืด มีจริง!!!!’ ^_______^)
FIN
JIN X KAME
BY : Dezair
...................................
ตอน สวีท เดย์
“แก้วยูกับพีจังใส่น้ำแข็งมั้ย”
วันนี้ ....เป็นวันธรรมดา.....ที่เหล่าผองเพื่อนแห่งคณะวิศวกรรมศาสตร์ นัดกันบุกรังรักของไอ้คู่จืดชืดแห่งมหาวิทยาลัย ...
....แน่นอนว่าคนที่มา ก็คือไอ้พวกตัวตั้งตัวตีที่อยากสลอนกันมาเสนอหน้า รับรู้เรื่อง ผัวๆเมียๆ ของคนอื่นเค้านั่นล่ะ~!!!!
“อ๊ะ~! คาเมะ....ฉันกับพีจังเอาแก้วมาเอง”
ร่างบางผู้มีสิทธิ์ในคอนโดครึ่งหนึ่ง วางแก้วในมือลงกับโต๊ะ เพื่อจะรับแก้วสองใบที่ท่านชายยูอิจิล้วงออกมาจากกระเป๋าเป้
“โฮย~~!!!!! แก้วคู่!!!!!.....เว่อร์ไปมั้ยวะ!!!” โคคิร้องลั่นเมื่อเห็นแก้วสองใบที่เหมือนกันเปี๊ยบในมือของเพื่อน
“ทำไม~!!... คนเค้ารักกัน!!!” แล้วไอ้ยูก็คว้าสุดที่รักอย่างพีจังเข้ามาจูบจ๊วบ~ลงที่แก้มพองๆ อวดความหวานชื่นให้เพื่อนคนอื่นอ้วกกันไปคนล่ะแหวะสองแหวะก่อนกินข้าว
“อย่าไปสนใจมัน กินกันเลยเหอะ” รุ่นพี่อย่างทักกี้ตัดบทก่อนที่ ยูอิจิและพีจังสุดที่รัก จะงัดไม้เด็ดอะไรออกมาให้คลื่นไส้มากกว่านี้
เขาจัดการเปิดฝาหม้อไฟที่กำลังเดือดปุดๆได้เรียบร้อย ตะเกียบนับสิบคู่ก็จุ่มพรึ่บลงพร้อมกัน
เป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว ว่าสำหรับคู่จืดชืดมันจะต้องตัวใครตัวมัน ใครคีบอะไรได้ก็กินอันนั้น ไม่ต้องสะเออะยื่นถ้วยออกไปรับแล้วคาดหวังว่าฝ่ายตรงข้ามจะคีบอะไรให้
จินคีบได้เนื้อก็กินเนื้อ คาเมะคีบได้ผักก็กินผัก ไม่เหมือนไอ้คู่โน้น~!!!!...
“พีจังกินเยอะๆนะจ๊ะ....” เสียงหวานเจี๊ยบดังขึ้น พร้อมกับที่พี่ยูของน้องพีจัง คีบสารพัดอย่างในหม้อประเคนใส่ถ้วย
.....ไม่ได้แหกตาดูเล้ย~~!!! ถ้วยพีจังของมันน่ะ แทบจะทะลักอยู่แล้วเว้ย~!!!!!....
“ยูกินมั่งสิ”
“พีจังป้อนยูได้มั้ยล่ะ~~~.....” =.= เอ่อ.....มันคิดว่าเวลานี้ มีแค่มันสองตัวบนโลกเบี้ยวๆนี่รึไง....
“มาๆไอ้ยู...ฉันป้อนแกเอง~!!!!” แล้วโคคิที่ทนความหมั่นไส้ซึ่งเต้นเร้าๆในใจไม่ไหว ก็คีบผักในถ้วยตัวเองยัดใส่ปากยูอิจิไปในคำเดียว ...หมดสิทธิ์หวานกับแฟนมันไปได้อีกสามนาที~!!!....
“คอนโดนี้มีสองห้องนอนเหรอ” ทักกี้เอ่ยปากถามกลางมื้อ เขามองไปรอบๆห้อง นึกชมคนออกแบบที่ตกแต่งเก่งใช้ได้ ทางกำแพงฝั่งซ้ายมีประตูสามบาน บานตรงกลางนั่นเป็นห้องน้ำที่ทักกี้เข้าไปใช้แล้ว
เพราะงั้น ประตูสองบานที่ขนาบข้าง ก็คงเป็นห้องนอนสองห้อง ของไอ้เจ้าของสองคนนี่
“โฮย~!!! จินกับคาเมะมันคงจะนอนกกกันบนเตียงในห้องเดียวกันหรอก!!”
โคคิกัดด้วยความเซ็ง คู่นึงก็น่าอ้วก คู่นึงก็น่าเบื่อ....โลกนี้มันช่างหาคำว่า ‘พอดี’ ไม่เจอ....
“ฉันว่าพวกแกน่าจะนอนห้องเดียวกันได้แล้วนะ”
ทักกี้ยังคงยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนไอ้คู่รักเจ้าของคอนโดจะไม่สนอกสนใจคำแนะนำเท่าไหร่ จินพยักหน้าแกนๆ ส่วนคาเมะก็คีบอะไรสักอย่างจากในหม้อเดือด
“แต่นี่แกตกแต่งใหม่รึเปล่าวะจิน ฉันจำได้ว่าตอนมาดูกับแกมันไม่ใช่อย่างงี้นี่นา” โคคิหันมาถาม ส่งตะเกียบลงไปคุ้ยในหม้อบ้าง
“คาเมะทำน่ะ” จินตอบ สายตาเอื่อยเฉื่อยอยู่ในหม้อพร้อมๆกับตะเกียบตัวเองที่จุ่มลงไปควาน
“ไอเดียคาเมะเจ๋งดี....อ๊ะ!! ไอ้จิน! แกจะเขี่ยหมูออกจากตะเกียบฉันทำไมวะ!” พี่โล้นซ่าโคคิเงยหน้าโวย แต่คนหน้าด้านทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“อ้าว....จะกินเหรอ โทษทีๆ....” มันว่าอย่างนั้น แปบนึงก็ยกตะเกียบออกโดยไม่คีบอะไรสักอย่างติดกลับไปใส่ชามตัวเอง
....แล้วมันจะจุ่มตะเกียบเข้ามาเพื่อ?....
“นี่คาเมะ....จินมันพูดยังไงเหรอ ตอนที่ชวนมาอยู่ด้วยกันอ่ะ” ชายตาตี่ที่ชื่อ โคยามะ เปิดประเด็นด้วยความอยากรู้ พาลให้เกิดเป็นความเงียบทั่วทั้งโต๊ะ
เมื่อทุกคนอยากจะรู้ สายตาทุกคู่ก็ตกมาอยู่ที่ร่างบาง ไม่เว้นแม้แต่ไอ้คู่หวาน ที่งดสร้างน้ำตาลชั่วคราว
“ก็ชวนปกติ ถามว่ามาอยู่ด้วยกันมั้ย....”
“พวกแกอยากจะรู้ไปทำไม” จินขัดขึ้น
“เอ้า! ก็เอาไว้เป็นอุทาหรณ์ ว่าคำขอจากผู้ชายทื่อๆอย่างแก ก็ได้เรื่องเหมือนกัน” โคคิกัดไม่ไว้หน้า แต่จินเอาแต่ยิ้มไม่สำนึก แล้วจุ่มตะเกียบลงไปในหม้อไฟอีกรอบ เขี่ยนั่นเขี่ยนี่อยู่แปบก็ยกตะเกียบออกโดยไม่คีบอะไรกลับไปเช่นเคย
“แกจะจุ่มตะเกียบลงมาทำไม ในเมื่อไม่คีบอะไรสักอย่างวะ ไอ้จิน~!!” ยูบ่น เพราะตะเกียบของไอ้จินแท้ๆเชียว เนื้อชิ้นโตที่เขาเล็งไว้ถึงได้หายต่อม ควานหาไม่เจออย่างงี้
“ล้างตะเกียบ” จินตอบแบบไม่ใส่ใจ ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อในหม้อไฟมาใส่ในชามตัวเองแล้วกินต่อ
“คาเมะไม่น่ามาอยู่กับมันเลย ไอ้จินมันไม่เต็ม ยากันบ้าก็ไม่ได้ฉีด....” แล้วพ่อคนรักแฟนแบบชอบออกนอกหน้าก็หันมาไซโคคาเมะ ร่างบางยิ้มน้อยๆ ก่อนจะยกจานเนื้อสัตว์ขึ้นมาเติมลงในหม้อ
“กินหม้อไฟกับแกทีไร มีปลาหมึกโผล่มาทุกที แกไม่ชอบปลาหมึกแล้วซื้อมาใส่ทำไมวะ” โคคิบ่นเป็นระยะๆเมื่อเห็นเนื้อขาวๆของปลาหมึกไหลจากจานลงไปกองในหม้อ
“อืม.....” จินแค่รับคำ ไม่ยอมตอบคำถาม ก้มลงกินอาหารในชามตัวเองแล้วปล่อยให้คำถามของโคคิหายไปในอากาศ เมื่อไม่มีคำตอบจากคำถามแรก โคคิที่เตรียมคำถามที่สองไว้แล้ว เลยหันไปถามร่างบาง
“ถามจริงๆเหอะคาเมะ....ชอบไอ้จินมันตรงไหน”
เป็นคำถามที่ผู้ชมทางบ้านฝากมา เอ้ย ผู้ชมทั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์สงสัยใคร่รู้กันสุดๆ นั่นรวมทั้งพี่โคคิก็สงสัยด้วยล่ะนะ
....ไอ้จินมันเข้าใจยากจะตาย มันคิดจะตอบอะไรมันก็ตอบ ตรงคำถามมั่ง ไม่ตรงมั่ง ปากเสียด้วย แถมกวนประสาทสม่ำเสมออีกต่างหาก.... คาเมะไปหลงใหลได้ปลื้มมันตรงไหนกัน...
“คาเมะไม่ได้ชอบฉันสักหน่อย” คนตอบไม่ใช่คนถูกถาม แต่เป็นคนที่อยากจะตอบอย่างจิน
“อ้าว......” เกิดเป็นเสียงนี้ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงไปทั่วโต๊ะ
“คนที่จะมาคบกัน ไม่ใช่ต้องชอบกันนี่” จินพูด ในขณะที่คาเมะเอาแต่ยิ้มบางๆ ไม่ช่วยเพิ่มความเข้าใจใดๆให้กับไอ้คนหน้าแฉล่มทั้งหลายที่ใจจะขาดกับประโยคงงๆของจินจะแย่
….หลักสูตรไหนของมันฟะ!! คนคบกันไม่ต้องเป็นคนที่ชอบกันเนี่ย!!! =.=….
“แล้วสรุปตอนนี้พวกแกเป็นอะไรกัน” ยูซักไซ้ คาดไว้ในใจ ว่าวันนี้ก่อนจะกลับจากคอนโดไอ้จินและคาเมะ ต้องคาบข่าวเอาไว้เม้าท์ให้มันปากสักเรื่องสองเรื่อง
“ไม่รู้” คำตอบทำเอาคนถามชักคิ้วขมวด จินเหลือบตามองเพื่อนนิดนึง ก่อนจะยอมขยายความ
“บางเรื่องของคาเมะ ฉันก็ไม่ชอบ เช่นคาเมะอาบน้ำช้า หรือชอบตื่นเช้า แล้วบางเรื่องของฉัน คาเมะก็ไม่ชอบ อย่างฉันสูบบุหรี่ แล้วก็ขับรถเร็ว....เพราะงั้น จะบอกได้ไงว่าฉันกับคาเมะชอบกัน ในเมื่อต่างคนต่างก็ไม่ชอบเรื่องบางเรื่องของฝ่ายตรงข้าม”
ร่างสูงเงียบไปครู่ เมื่อรอยยิ้มบางๆจุดที่มุมปาก
“แล้วมาอยู่ด้วยกันทำไม” โคคิถามต่อไม่เลิก นัยว่าวันนี้ต้องรู้เรื่องให้ได้ว่า สองคนนี่มันคบกันแบบไหน
จินหันไปสบตากับคนข้างกาย ต่างฝ่ายต่างยิ้มน้อยๆ
“แกรู้จักคำว่า ‘ความเข้าใจ’ มั้ย” ร่างสูงไม่ได้ตอบคำถาม แต่ย้อนเอาเสียนี่
….ไม่ได้ชอบกัน แต่แค่ ‘เข้าใจกัน’.... ไม่ได้รักกัน แต่แค่ ‘เข้าใจกัน’….
....แค่ ‘ความเข้าใจ’ เท่านั้น....
ไม่ว่าจะ โคคิ ยูอิจิ ยามะพี โคยามะ หรือจุนโนะ....ไม่มีใครนึกมาก่อนว่า ‘ความเข้าใจ’ จะมีอิทธิพลมากมายถึงขนาดทำให้คนสองคนโคจรเข้ามาใกล้ชิดกัน....ทำให้หัวใจสองดวงขยับทับซ้อนกัน มองเห็นข้อเสียของฝ่ายตรงข้าม แต่ก็พร้อมจะยอมรับ และปล่อยผ่านมันไป
....แค่เพียง ‘เข้าใจกัน’ เท่านั้น....
มื้อหม้อไฟที่แสนครื้นเครงในตอนแรก ตอนนี้ตกอยู่ในห้วงความอึ้งกันถ้วนหน้า
….แต่....
...ที่ดูจะไม่อึ้ง และกินต่อได้ก็มีแค่ จินกับคาเมะ..........และ.............
....รุ่นพี่ทักกี้.....
“รุ่นพี่ไม่อึ้งแบบพวกมันบ้างเหรอ” จินพูดแซวๆ แล้วจุ่มตะเกียบลงไปในหม้ออีกรอบ ทักกี้หัวเราะน้อยๆ
....ประสบการณ์ครั้งเก่าสอนเอาไว้ ว่าให้จับตาไอ้คู่นี้ให้ดี มันมีอะไรงุบงิบที่รู้กันเองแค่สองคนเรื่อยล่ะ....
“พอได้แล้วมั้ง ไอ้ ‘ล้างตะเกียบ’ ของแกน่ะ” ร่างสูงที่กำลังจุ่มตะเกียบลงในหม้อน้ำเดือด เลิ่กคิ้วหันมามองคนพูด
“ไอ้พวกนี้ยังไม่หายอึ้ง....” รุ่นพี่ปีสี่เอ่ยปาก แล้วโบ้ยมาทางสมาชิกของมื้อหม้อไฟที่นั่งค้างเป็นหิน
“เพราะงั้น คงไม่มีใครจะคีบอะไรตอนนี้หรอก แกไม่ต้องเอาตะเกียบลงไปเป็น ‘บอดี้การ์ด’ ให้ตะเกียบคาเมะก็ได้....คาเมะคีบทันอยู่แล้วใช่มั้ย” แล้วรุ่นพี่จอมสังเกตก็เหลือบไปถามร่างบางที่กำลังคีบอะไรสักอย่างในหม้อ
….นี่คือคำตอบของคำถาม ที่ทั้งยูอิจิและโคคิสงสัย.....ว่าทำไม จินถึงจุ่มตะเกียบลงไปในหม้อ แล้วไม่คีบอะไรขึ้นไป.....
.....ความจริงแล้ว มันแค่เอาตะเกียบตัวเอง ลงไปขวางตะเกียบคนอื่น เพื่อให้คาเมะคีบนั่นคีบนี่ได้สะดวกขึ้น.....
......นี่คือสิ่งที่นักสังเกตรุ่นเดอะอย่าง ทักกี้ ได้รับรู้....
“แล้วก็....ถ้าคาเมะ ‘เลิกชอบ’ …......หม้อไฟคราวหน้าที่จะมากินกับพวกแก ฉันก็คงไม่ได้กิน ‘ปลาหมึก’ สินะ”
คำพูดของทักกี้ ทำเอาคู่รักจืดชืดต้องหันมองหน้ากัน สบตากับเล็กน้อย ก่อนที่จินจะหันมาทางรุ่นพี่
“ตาดีเกินไปแล้ว” เขาพูดยิ้มๆ
...แย่ล่ะสิ....ความรักในวันธรรมดาๆ ที่จะเก็บเอาไว้รู้กันสองคน ดันมีคนอื่นสังเกตเห็นจนได้....ทำยังไงดีน้า~~....
“ที่สำคัญ...คอนโดสองห้องนอนเนี่ย.....คงมีห้องใดห้องหนึ่งที่มีเตียงขนาดผู้ชายสองคนนอนด้วยกันได้สบายๆใช่รึเปล่า....”
...ช่างเป็น ‘คนอื่น’....ที่ตีความและคาดเดาอะไรต่อมิอะไรได้แม่นยำเหลือเกิน....
ไม่มีคำตอบให้กับคำถามที่เหมือนจะแสดงความรู้ลึก รู้จริงของทักกี้ เพราะทั้งจินและคาเมะเอาแต่ยิ้มบางๆ
....ยิ้มบางๆ ให้กับความหวานเล็กๆที่ถูกเปิดโปง....
... ยิ้มบางๆ ให้กับความรักลับๆที่ถูกเปิดเผย....
....ไม่รู้จะสนใจอะไรกันนักหนาสิหน่า เพราะมันก็เป็นแค่เรื่องธรรมดาในวันธรรมดาของคู่รักจืดชืดเท่านั้น.....
....วันธรรมดา ที่อาคานิชิ จิน และ คาเมนาชิ คาซึยะ ดูแลกันและกัน อย่างธรรมดา....
....เป็นการดูแลที่ธรรมดา เป็นความหวานที่ธรรมดา.....
.....อ้อ~…..แต่มันก็เป็นแค่ ความหวาน ‘ส่วนที่เล็ก’ มากที่สุด และเป็นความรัก ‘ส่วนที่ลับ’ น้อยที่สุด เท่านั้นล่ะ ที่คนอื่นจะได้รู้....
….สวีท เดย์ ของไอ้คู่จืดชืด มีจริง~!!!!!!....
FIN
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
ตอน สวีท ไนท์
ท่ามกลางความมืดในห้องนอนของคอนโดเล็กๆ
บนเตียงกว้างที่ร่างสองร่างนอนเคียงกันนั้น หนึ่งในสองกำลังลืมตาจ้องมองเข้าไปในความมืด ที่มีเพียงแสงจันทร์เบาบางส่องลอดเข้ามาทางผ้าม่านสีครีม
อาคานิชิ จิน ไม่ได้นอนไม่หลับ แต่หลับไปแล้ว และตื่นขึ้นมากลางดึกเท่านั้น ตื่นขึ้นมาเพียงเพื่อจะพบว่า ค่ำคืนนี้ เป็นอีกคืน ที่มีร่างอีกร่างนอนเคียงกาย
....ทักกี้พูดถูก....คอนโดนี้มีสองห้องนอน แต่หนึ่งในสอง มีเตียงขนาดที่ผู้ชายสองคนนอนข้างกันได้สบายๆ
....อ่า....ทำยังไงดีนะ....ถูกคนอื่นมองทะลุปรุโปร่งแล้วสิ....
ร่างผอมบางที่นอนอยู่ข้างกายขยับตัวเล็กน้อยด้วยความเมื่อยขบ พลิกตัวหันมานอนตะแครงให้จินต้องเหลือบมอง ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะดึงผ้าห่มที่หล่นลงไปกองที่เอวคอดขึ้นมาคลุมถึงลาดไหล่เล็ก
....คาเมะตัวเล็ก....จินไม่เคยรู้เรื่องนี้ เพราะไม่เคยสนใจคนตรงหน้า....
.....เขาไม่เคยสนใจว่า วันนี้คาเมะจะรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง พรุ่งนี้หรือวันต่อไป จะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน....
....จินสนใจแค่ว่า....วันนี้เขายังมีคาเมะอยู่ข้างๆรึเปล่า แล้วอนาคตล่ะ เขาจะทำอะไรให้คาเมะได้อีกบ้าง พรุ่งนี้ คาเมะจะมีความสุขกว่าวันนี้หรือไม่....เขาสนใจแค่นั้น
“นอนไม่หลับเหรอ....ฉันไปนอนห้องนู้นมั้ย” คาเมะสะลึมสะลือขึ้นมาถาม เมื่อรับรู้ถึงสัมผัสบางเบาจากฝ่ามือหนาที่ลูบไล้ไปตามเส้นผม
“ไม่หรอก คาเมะนอนต่อเถอะ” จินพูด คนร่างเล็กเลยหลับต่อ ชายหนุ่มขยับร่างออกห่างอีกหน่อย เพื่อให้คาเมะได้นอนสบายมากยิ่งขึ้น แล้วหลับตาลงเพื่อตามเข้าสู่ห้วงนิทราไปอีกคน
….และแม้แต่ในช่วงครึ่งหลับครึ่งตื่น จินก็ยังบอกตัวเอง....
....เขาไม่มีทางคว้าร่างน้อยๆนั่นมากกกอด ถ้าหากมันจะทำให้คาเมะหายใจลำบากทั้งคืน....
....เขาไม่มีทางคว้าร่างบางๆเข้ามานอนหนุนแขน ถ้าหากมันจะทำให้คาเมะตื่นมาตอนเช้าแล้วปวดคอไปทั้งวัน....
“ราตรีสวัสดิ์” เสียงทุ้มดังเป็นครั้งสุดท้ายในค่ำคืนนี้
ค่ำคืน....ที่เป็นเพียงการนอนข้างกัน บนเตียงกว้างๆที่มีช่องว่างระหว่างกลาง….
....เป็นเพียงการนอนใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน แล้วรับรู้แค่ไออุ่นจากข้างกายอย่างแผ่วเบา….
....ไม่ต้องให้ร้อนรุ่ม เพราะจินขี้ร้อน ไม่ต้องให้หวานฉ่ำ เพราะคาเมะขี้อาย….
...เอาแค่พออบอุ่น....ให้หลับสบายตลอดทั้งคืน….
.....เป็นความอบอุ่นเล็กๆ ในค่ำคืนที่ไม่มีใครรู้....
....สวีท ไนท์ ของคนสองคน....
(โคคิไม่อยู่ เลยไม่มีคนตะโกนว่า ‘สวีท ไนท์ ของไอ้คู่จืดชืด มีจริง!!!!’ ^_______^)
FIN
2009.06.06
FIC : รักนะ...อ้วนคุง ตอน อ้วนคุงเห่อแฟน
SF : *~~ รักนะ...อ้วนคุง ^.^ ~~* ตอน อ้วนคุงเห่อแฟน
JIN X KAME
By : Dezair
..........................................................
...ผมไม่เข้าใจเลย ทำไมจินถึงชอบมองผู้หญิงนัก ไม่ใช่แค่คนเดียวด้วยนะ!!! คนไหนเดินผ่านก็มองอยู่นั่น!!! มองเหลียวหลังเลยด้วย!!!
....มอง....มอง....มอง....มองแล้วก็ส่ายหน้า!!! ทำไมเหรอ ผมสู้ผู้หญิงพวกนั้นไม่ได้ใช่มั้ย ทั้งๆที่ผมนั่งข้างๆเขา แทบจะเบียดกันอยู่แล้ว แต่เขาไม่มองผมเลย T.T
...หรือว่า....อ้วนคุงจะเลิกรักผมแล้ว....เลิกรักอาหารของผมแล้ว....แง๊....
“อ้าว คาเมะ...จะไปไหนล่ะ” จินหันมาถามคนรักที่นั่งด้วยกันอยู่ดีๆ สุดเลิฟก็ลุกขึ้นยืนไม่พูดไม่จา
“กลับ” คาเมะตอบพร้อมทำปากยื่น ฮึ!!...ทีเมื่อกี้ล่ะไม่เห็นจะสนใจเรา ทีอย่างงี้ล่ะมาถาม เชอะ!!!...ไม่ทำบราวนี่ให้กินแล้ว!! อ้วนบ้า!!!....
“เฮ้ย!!...กลับได้ไง!!! พวกเรายังไม่ได้กินอะไรกันเลยนะ” คิดแต่เรื่องกินนั่นล่ะจิน -.-“..
วันนี้จินชวนคาเมะออกมาเดทกันที่ชินจูกุ เดินช๊อปปิ้งกันเพลิน เลยมานั่งพักกะไว้ว่าพอหายเหนื่อยแล้วค่อยแวะหาร้านอาหารบรรยากาศดีๆสวีทกันเล็กน้อย แล้วค่อยกลับบ้าน
...แต่นี่!!! จินยังไม่ทันหายเหนื่อย แถมที่สำคัญ ยังไม่ได้แวะกินข้าวเลยนะ!! อ้วนก็หิวเป็นนะค้าบบบบบ!~~
“งั้นจินก็หาอะไรกินแถวนี้ละกัน....เรากลับก่อน” ว่าแล้วคาเมะก็คว้าถุงมากมายที่ซื้อมาเดินจ้ำหายไปกับฝูงชน ปล่อยให้จินอึ้งอยู่ที่เดิม พร้อมกับอาการค้าง
...คาเมะมาแปลก!!!....ทำไมวันนี้ขัดใจจินล่ะ!!!...
-*-*-*-**-*-*-*-*-*-*-***--*-*-*-*
“คาเมะ...คาเมะ...คาเมะโกรธอะไรจินเหรอ” หลังจากได้สติ พี่อ้วนตุ๊ต๊ะก็พาร่างตุ้ยนุ้ยกลับมาที่คอนโด พบว่าคาเมะเข้าไปขังตัวในห้องนอนแล้ว เลยตามไปเคาะประตูเรียก
“เปล่า...”ร่างบางที่ซุกหน้าอยู่กับหมอนตะโกนกลับออกไป
“ถ้าเปล่าก็ออกมาทำข้าวเย็นให้ฉันกินหน่อย....ฉันหิว~” อาคานิชี๊~~....คาเมะโกรธแกอยู่นะเฟ้ย!!!...-.-“…
“ในตู้เย็นมีข้าวกล่อง เอาออกมาอุ่นกินเองเถอะ ฉันง่วง อยากนอน” คาเมะตะโกนกลับออกมาอีก ทำเอาจินจ๋อยทันที ได้แต่เดินคอตกเข้าไปในครัว เปิดตู้เย็นหยิบเอาข้าวกล่องออกมาดูแล้วถอนหายใจทำปากเบ้
...คาเมะใจร้าย Y.Y ...รู้ทั้งรู้ว่าจินไม่ถูกกับข้าวกล่องก็ยังบังคับให้จินกิน...ดูสิ!!!...มื้อเย็นน่ะเป็นมื้อสำคัญนะ!! เป็นมื้อที่ต้องตักตวงเอาไว้ใช้ยามค่ำคืน
...แต่คาเมะให้จินกินข้าวกล่อง T.T… ข้าวกล่องก็สุดแสนจะน้อย กินห้าคำหมด รสชาติห่วยแตกสู้ฝีมือคาเมะไม่ได้สักนิด....แล้วอย่างงี้....จินจะไม่ผอมแย่เหรอ....
“อยากกินอะไรล่ะ...” เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง ทำเอาคนที่กำลังจะตัดใจต้องกินข้าวกล่องแน่แล้ว ถึงกับหันควับไปมอง ก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกายวิบวับ เมื่อเห็นสุดที่รักยืนอยู่
....ถึงคาเมะจะหน้ามุ่ยๆก็เถอะ...
“คาเม๊....” ร้องลั่นแล้วกระโดดกอดคอล๊อคตัวคาเมะไว้ซะเลย ...เกิดคาเมะเปลี่ยนใจกลับเข้าห้องนอน....แล้วจินจะกินอะไรเป็นข้าวเย็นล่ะ!!!....
“ไม่ต้องมากอดเลย...จินอยากกินอะไรก็บอกมา เราจะทำให้กิน” คาเมะยังคงนิ่งเพราะยังงอนเรื่องที่เกิดขึ้น แต่จินเองก็ยังไม่รู้ตัว เพราะมัวแต่คิดเรื่องอาหารเย็น...กินอะไรดีน๊า....
“คาเมะอยากทำอะไร จินก็กินอันนั้นล่ะ~~” คาเมะทำซะอย่าง ไม่ว่าจะอะไรจินก็กินได้หมดอยู่แล้ว...
ร่างบางเดินไปเปิดตู้เย็น หาของสดมาทำอาหารเย็นให้คนรัก ตอนแรกก็กะจะให้จินกินข้าวกล่องจริงๆ แต่กลัวจินไม่อิ่ม แล้วจินก็เคยพูดให้ฟังว่า ไอ้เจ้าข้าวกล่องนั่นน่ะ มันไม่อร่อยถูกปาก รสชาติไม่ได้เรื่อง แล้วอย่างนี้จะคาเมะจะปล่อยให้จินกินของไม่ถูกปากได้ยังไงล่ะ
...สุดท้ายก็เลยต้องออกมาทำให้กิน ถึงแม้จะยังโกรธบวกน้อยใจก็เถอะ เกิดพุงย้วยๆกลมๆของจินหายไป คาเมะจะเล่นอะไรล่ะ!!!...
...R R R R… ร่างบางมารู้สึกตัวตอนที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือของจิน มือล้างผักล้างเนื้อไปเรื่อย ราวกับไม่สนใจ
“ฮัลโล...ว่าไง อายะจัง” ...อายะจัง??...ผู้หญิงเหรอ....
“เรื่องดอกไม้?...อ้อ ไม่เป็นไรๆ เรื่องเล็กน้อยหน่า” ดอกไม้? ดอกไม้อะไร? หรือว่าจินให้ดอกไม้ใคร?
“จ๊ะๆ ไว้ตอบแทนคราวหน้าละกัน เออ...ได้อยู่แล้ว” ....จินต้องมีผู้หญิงอื่นแน่ๆเลย จินจะทิ้งคาเมะแล้วแน่ๆ....
ยิ่งได้ยินเสียงจ๊ะจ๋าที่จินพูดกับปลายสาย มือที่ล้างผักก็แทบจะหมดแรง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง พร้อมๆกับที่ความกลัวแล่นพล่านไปทั้งร่าง
...กลัวจินมีคนใหม่ กลัวจินไม่รัก กลัวไม่ได้ทำกับข้าวให้อ้วนคุงกินอีก และก็กลัว...กลัวว่าคนที่จะเล่นพุงนิ่มๆของจินจะเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คาเมะ ฮือ!!~~ T.T…
“จิน....จินจะเลิกกับเราเหรอ” ร่างบางถามเสียงสั่น ไม่ยอมแม้แต่จะหันมามองหน้าคนรัก ถ้าสายตาที่จินมองมาไม่ใช่แบบเดิม ไม่รักคาเมะเหมือนเดิม คาเมะจะทำยังไง...
“ห๊า!! ใครจะเลิกกับใคร!!!...” จินร้องลั่นด้วยความตกใจ ลุกจากเก้าอี้วิ่งพรวดมาหาคาเมะ
“ก็จิน...ชอบผู้หญิงนี่นา จินไม่รักเราแล้ว จินเบื่อเรา” ร่างบางก้มหน้าพูดน้ำตาคลอ
“ไม่จริง!!! ใครทำให้คาเมะคิดอย่างนั้น!! จินรักคาเมะจะตาย รักกับข้าวคาเมะด้วย!! ถ้าเราเลิกกัน แล้วจินจะกินอะไรล่ะ!!” อ้อ....ห่วงปากท้องว่างั้นเห๊อะ!!!
“วันนี้จินก็มองแต่ผู้หญิง ทั้งๆที่เรานั่งข้างจินแท้ๆ!!! แล้วเมื่อกี้ก็ผู้หญิงโทร.มาเรื่องดอกไม้ที่จินให้เขาใช่มั้ยล่ะ จินจะเลิกกับเรา เพราะเราไม่มีหน้าอกเหมือนผู้หญิงพวกนั้น แล้วก็เบื่อกับข้าวฝีมือเราด้วย” ยิ่งพูด คาเมะก็ยิ่งออกไปไกล ฟูมฟายปานใจจะขาด เพราะกลัวจินจะทิ้งจริงๆ
“ไม่นะไม่!!! จินไม่เคยเบื่อคาเมะเลยสักครั้ง!!! ยิ่งกับข้าวฝีมือคาเมะนี่ไม่ต้องพูดถึง!! จินรักยิ่งกว่าชีวิตจินอีก!!! แล้วเมื่อกี้ที่โทร.มาน่ะไม่ใช่ผู้หญิง แต่เป็นกะเทย” ร่างบางถึงกับชะงัก เงยหน้ามองคนพูดด้วยความอึ้ง
“จินชอบกระเทยเหรอ...” โฮ....อ้วนคุงเปลี่ยนรสนิยม!!! นี่คาเมะแพ้แม้กระทั่งกะเทยเหรอเนี่ย!!!...
“ไม่ช่าย~!! คืออายะจังที่เป็นกะเทยเนี่ย กำลังตามจีบเพื่อนจินอยู่ เลยขอให้จินช่วยส่งดอกไม้ไปให้ แค่นั้น ไม่มีอะไร” พอฟังคำอธิบาย คาเมะก็โล่งอกไปหนึ่งเปราะ...ใช่...แค่หนึ่งเปราะ....
“แล้ว...แล้วทำไมวันนี้จินมองแต่ผู้หญิงล่ะ ??” คราวนี้พี่อ้วนของเราถึงกับอึกอัก หน้าอูมๆแดงปลั่งเพราะอาการเขินอาย
“ก็...ก็แบบว่า....”
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
สาวสวมมินิสเกิ้ตเดินผ่าน ‘ขาลายเป็นบ้า สู้คาเมะก็ไม่ได้ เนี๊ยน เนียน~’
สาวสวมเสื้อกล้ามเดินผ่าน ‘แขนใหญ่ชะมัด คาเมะของจินนะ แขนงี้ กลมกลึง’
สาวสวมเสื้อเอวลอยเดินผ่าน ‘โฮย...หน้าท้องเหรอนั่น!! โธ่โถ หน้าท้องคาเมะแฟนจินน่าจุ๊บกว่าเยอะ’
สาวผมทองดัดหยิกเดินผ่าน ‘โห...ไม่รักสีผมเชื้อชาติตัวเองเลย ดูคาเมะสิ ! ผมดำหน้าเด็ก ดูดี๊ ดูดี’
สาวผิวแทนเดินผ่าน ‘นี่ก็อีกคน....ผิวแบบนี้จะไปเซ็กซี่อาร้ายยยย!! ต้องแบบคาเมะแฟนจิน ขาวจั๊วะ น่าเจี๊ยะ’
สาวหุ่นอวบอั๋นสวมชุดรัดรูปเดินผ่าน ‘ชิ...หุ่นเหรอนั่น ทำไมมันตันอย่างกะเสาบ้าน นี่!! ต้องแบบคาเมะสิ ผอมเพรียวน่าฟัด!!’
สาวแต่งหน้าคมเข้มเดินผ่าน ‘แต่งอย่างกับจะไปกาลาดินเนอร์ สู้คาเมะก็ไม่ได้ สวยด้วยธรรมชาติ!!’
สาวสวมชุดแซกเซ็กซี่เดินผ่าน ‘โอ้โฮ...แต่งตัวอย่างกับรุ่นป้า!! ต้องแบบคาเมะ!! เสื้อยืดสีชมพูกับกางเกงสามส่วนสีขาว สดใส น่ารักจะตาย!!’
มองสาวเดินผ่านหน้าไปมา กี่คนต่อกี่คน จินก็ได้แต่ถอนหายใจเอือมระอาสาวสมัยนี้
...มองไปทางไหน ก็ไม่เห็นจะมีใครสวย ใครดี ใครน่ารักสู้คาเมะแฟนจินได้สักคน...เฮ้อ...อนาถใจแทนผู้ชายคนอื่นจริ๊ง จริง ที่หาแฟนสู้จินไม่ได้....โลกนี้เนี่ย มักจะมีผู้ชายที่โชคดี(อย่างจิน) แค่คนเดียวเสมอ....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ^___________^
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“สรุปแล้ว ที่จินมองคนอื่น เพราะจะเอามาเปรียบกับเรา” ฟังความจริงจากปากจิน ก็ทำเอาคาเมะอายม้วน ก็แต่ล่ะอย่างที่จินพูดออกมา มันชมเค้าทั้งนั้นเลย
“ช่าย~ แต่เอามาเปรียบกับคาเมะกี่คนนะ สู้คาเมะแฟนจินไม่ได้สักคน แพ้กระจุยเลยด้วย” อ้วนคุงพูดยิ้มๆ กอดเอวบางเอียงหน้าซบศีรษะเล็ก คลอเคลียสูดดมกลิ่นยาสระผมไม่ห่าง
...ซูด~~ ฮ้า...ผมคาเมะหอมจังเลยน้า กลิ่นน้ำหอมขวดเป็นแสนของผู้หญิงคนอื่นยังสู้ไม่ได้เลย....>.<
“บ้า~” ร่างบางเขินใหญ่ ทุบอกแน่นๆนั่นไปที
“ว่าแต่...คาเมะจะทำข้าวเย็นให้จินกินได้รึยัง จินหิวแล้วนะ” จบเรื่องสอบสวน จินก็ถามหาของกินทันที คาเมะก็เลยหันกลับไปทำกับข้าวต่อ มีพี่อ้วนกินเก่งคอยเป็นลูกมือ ช่วยหยิบนั่นส่งนี่ กระจุ๋งกระจิ๋งสวีทหวานในห้องครัวไม่อาย กระทะ หม้อ ชาม ไห
...ก็แหม...ช่วยกันคนละไม้ละมือ จะได้เสร็จไวๆไงล่ะ ง่ายๆก็คือ จินอยากกินไวๆนั่นเอง!!!...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“คาเมะ พรุ่งนี้ทำข้าวกล่องให้หน่อยสิ จะเอาไปกินที่บริษัท” จินพูดขณะที่ปากเว้นว่างจากการกิน ไม่ใช่...ไม่ใช่อิ่มหรอกนะ แต่ชามข้าวอยู่ที่คาเมะอ่ะ สุดเลิฟของจินกำลังเติมข้าวให้อยู่ วันนี้มีแต่ของโปรดทั้งนั้นเลย อ้วนของเราเลยกะจะฟาดสักสี่จานเป็นอย่างต่ำ นี่ก็ชามที่สี่แล้ว แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะอิ่ม!!!
“ได้สิ จินอยากกินอะไรเป็นพิเศษล่ะ จะทำให้” นี่ก็แฟนสาวที่แสนดี เรื่องทำกับข้าวนี่ขอแค่จินพูด ก็พร้อมจะพลีกายยอมทำให้ทุกอย่าง จินไม่อ้วนก็ให้มันรู้ไป!!!
“อะไรก็ได้จ๊ะ กับข้าวคาเมะน่ะ จินชอบกินทุกอย่างเลย!!!” หน้างี้บานอย่างกับกะละมัง รับชามข้าวจากคาเมะปุ๊บ ก็ลงมือโซ้ยทันที แม้มารยาทการกินจะติดลบ แต่คาเมะก็ยังมองอ้วนคุงผู้สุดแสนจะกินเก่งอย่างสุดรัก สมองของคาเมะกำลังทำอะไรน่ะเหรอ
....ก็กำลังคิดเมนูอาหารที่จะทำใส่ข้าวกล่องให้คนรักไปกินพรุ่งนี้น่ะสิ!!!....
-*-**-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“อู้ฮู้~~…” ^.^
“อ๊ะฮ๊า~~…” >.<
“โอ๊ะโฮ~~….” ^O^
“ทั้งหมดนี่ แฟนผมทำเองครับ!!!” พักกลางวันของวันถัดมา พนักงานฝ่ายกราฟฟิคดีไซน์ของบริษัทอนิเมชั่นชื่อดังก็พากันยกเอาปิ่นโตข้าวกลางวันออกมาอวดกันอย่างกับเด็กประถม -“- ...ออกแนว...แฟนฉันเจ๋งกว่า....
แน่นอนว่าเรื่องอวดแฟน เห่อแฟน นี่เรื่องใหญ่ของ อาคานิชิ อ้วนคุง อยู่แล้ว พ่อหนุ่มตุ้ยนุ้ยก็เลยยกปิ่นโตมาอวดบ้างด้วยความภาคภูมิใจ และเป็นปิ่นโตที่สร้างความฮือฮาให้กับทุกคนได้อย่างดี
...ก็นะ...หน้าตาน่าทานออกขนาดนั้น แถมตรงข้าวยังตกแต่งเป็นคำว่า ...รักนะ อ้วนคุง... อีก พี่อ้วนของเราเลยยิ้มไม่หุบ อวดความน่าอิจฉาให้พี่ๆเพื่อนๆร่วมแผนก เอากลับไปฝันค้างที่บ้าน
“ขอชิมหน่อยสิ อาคานิชิ นะๆๆ” ทุกคนพากันขอ จินคุงก็หน้าใหญ่ใจกว้าง ให้เพื่อนๆร่วมแผนกชิมกันคนละหนึ่งคำเล็กๆ พอชิมกันเข้าไป ความอิจฉาก็ยิ่งมากขึ้น
“อร่อยเป็นบ้าเลย!!! แฟนนายเจ๋งชะมัด อาคานิชิ!!!” อ้วนยิ้มหน้าบานรับคำชม ปลื้มสุดใจขาดดิ้น....วุ้ย!! มีแฟนอย่างคาเมะเนี่ย ....โชคดีสุดๆไปเลย!!!
นั่งกินข้าวรวมกลุ่มกัน อ้วนคุงค่อยๆละเลียดทีละคำ เน้นๆ ย้ำๆให้หนุ่มๆคนอื่นเห็นถึงความโชคดีของตัวเองที่มีแฟนดีเริ่ดทำกับข้าวอร่อย อ้าม....เข้าไปแต่ละคำ นี่คนอื่นๆเค้ามองกันอิจฉาตาร้อนผ่าว
“อ๊ะ!! เมลเข้ามา” กินกันอยู่ที่โต๊ะทำงาน จินก็เหลือบไปเห็นที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเอง พี่อ้วนวางตะเกียบลงกับปิ่นโตอย่างแสนเสียดาย ก่อนจะหันไปเปิดเมลอ่าน
....ว้าว จากคาเมะนี่นา!!!...
‘ตั้งใจทำงานนะ จะทำข้าวเย็นรอ วันนี้มีสเต็คกับเบียร์เย็นๆที่จินอยากกินด้วยล่ะ....รักนะ อ้วนคุง....’
แค่รายการอาหารเย็น ที่คาเมะแปะใส่มาในเมล จินก็ฝันกลางวันว่าได้กลิ่นสเต็คลอยมาโดนจมูก ทั้งที่ข้าวกลางวันยังไม่หมดเลยด้วยซ้ำ
พอคิดถึงอาหารมื้อเย็น อ้วนคุงก็รีบหันกลับมากินข้าวกลางวันให้เสร็จ ติดสปีดจนคนที่อื่นพากันสงสัย
“ไม่ต้องรีบกินก็ได้ อาคานิชิ”… พวกเราไม่แย่งหรอกหน่า แล้วถึงจะอยากแย่ง แกยอมให้แย่งที่ไหนล่ะ เอาตัวคร่อนโตอย่างงั้นน่ะ -.-
“ไม่ได้ครับ...ต้องรีบกิน จะได้ทำงานต่อ วันนี้ต้องรีบกลับบ้าน แฟนผมทำข้าวเย็นรอแล้ว”....เอ่อ...ข้าวกลางวันน่ะ ยังเต็มปากอยู่เลยนะ =.= …
....สงสัย ถ้าคาเมะยังไม่เลิกทำกับข้าวรสชาติถูกปาก พี่อ้วนของเราคงไม่มีวันที่พุงจะยุบ...แต่เอาเถอะ เขารักของเขานี่เนอะ...ใช่มั้ยคาเมะจัง
...อื้อ ^___________^ …รักจินที่สุด...รักนะ อ้วนคุง ^.^
....ข้าวเย็นจะเสร็จแล้ว รีบๆกลับบ้านน้า!!!...
FIN
JIN X KAME
By : Dezair
..........................................................
...ผมไม่เข้าใจเลย ทำไมจินถึงชอบมองผู้หญิงนัก ไม่ใช่แค่คนเดียวด้วยนะ!!! คนไหนเดินผ่านก็มองอยู่นั่น!!! มองเหลียวหลังเลยด้วย!!!
....มอง....มอง....มอง....มองแล้วก็ส่ายหน้า!!! ทำไมเหรอ ผมสู้ผู้หญิงพวกนั้นไม่ได้ใช่มั้ย ทั้งๆที่ผมนั่งข้างๆเขา แทบจะเบียดกันอยู่แล้ว แต่เขาไม่มองผมเลย T.T
...หรือว่า....อ้วนคุงจะเลิกรักผมแล้ว....เลิกรักอาหารของผมแล้ว....แง๊....
“อ้าว คาเมะ...จะไปไหนล่ะ” จินหันมาถามคนรักที่นั่งด้วยกันอยู่ดีๆ สุดเลิฟก็ลุกขึ้นยืนไม่พูดไม่จา
“กลับ” คาเมะตอบพร้อมทำปากยื่น ฮึ!!...ทีเมื่อกี้ล่ะไม่เห็นจะสนใจเรา ทีอย่างงี้ล่ะมาถาม เชอะ!!!...ไม่ทำบราวนี่ให้กินแล้ว!! อ้วนบ้า!!!....
“เฮ้ย!!...กลับได้ไง!!! พวกเรายังไม่ได้กินอะไรกันเลยนะ” คิดแต่เรื่องกินนั่นล่ะจิน -.-“..
วันนี้จินชวนคาเมะออกมาเดทกันที่ชินจูกุ เดินช๊อปปิ้งกันเพลิน เลยมานั่งพักกะไว้ว่าพอหายเหนื่อยแล้วค่อยแวะหาร้านอาหารบรรยากาศดีๆสวีทกันเล็กน้อย แล้วค่อยกลับบ้าน
...แต่นี่!!! จินยังไม่ทันหายเหนื่อย แถมที่สำคัญ ยังไม่ได้แวะกินข้าวเลยนะ!! อ้วนก็หิวเป็นนะค้าบบบบบ!~~
“งั้นจินก็หาอะไรกินแถวนี้ละกัน....เรากลับก่อน” ว่าแล้วคาเมะก็คว้าถุงมากมายที่ซื้อมาเดินจ้ำหายไปกับฝูงชน ปล่อยให้จินอึ้งอยู่ที่เดิม พร้อมกับอาการค้าง
...คาเมะมาแปลก!!!....ทำไมวันนี้ขัดใจจินล่ะ!!!...
-*-*-*-**-*-*-*-*-*-*-***--*-*-*-*
“คาเมะ...คาเมะ...คาเมะโกรธอะไรจินเหรอ” หลังจากได้สติ พี่อ้วนตุ๊ต๊ะก็พาร่างตุ้ยนุ้ยกลับมาที่คอนโด พบว่าคาเมะเข้าไปขังตัวในห้องนอนแล้ว เลยตามไปเคาะประตูเรียก
“เปล่า...”ร่างบางที่ซุกหน้าอยู่กับหมอนตะโกนกลับออกไป
“ถ้าเปล่าก็ออกมาทำข้าวเย็นให้ฉันกินหน่อย....ฉันหิว~” อาคานิชี๊~~....คาเมะโกรธแกอยู่นะเฟ้ย!!!...-.-“…
“ในตู้เย็นมีข้าวกล่อง เอาออกมาอุ่นกินเองเถอะ ฉันง่วง อยากนอน” คาเมะตะโกนกลับออกมาอีก ทำเอาจินจ๋อยทันที ได้แต่เดินคอตกเข้าไปในครัว เปิดตู้เย็นหยิบเอาข้าวกล่องออกมาดูแล้วถอนหายใจทำปากเบ้
...คาเมะใจร้าย Y.Y ...รู้ทั้งรู้ว่าจินไม่ถูกกับข้าวกล่องก็ยังบังคับให้จินกิน...ดูสิ!!!...มื้อเย็นน่ะเป็นมื้อสำคัญนะ!! เป็นมื้อที่ต้องตักตวงเอาไว้ใช้ยามค่ำคืน
...แต่คาเมะให้จินกินข้าวกล่อง T.T… ข้าวกล่องก็สุดแสนจะน้อย กินห้าคำหมด รสชาติห่วยแตกสู้ฝีมือคาเมะไม่ได้สักนิด....แล้วอย่างงี้....จินจะไม่ผอมแย่เหรอ....
“อยากกินอะไรล่ะ...” เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง ทำเอาคนที่กำลังจะตัดใจต้องกินข้าวกล่องแน่แล้ว ถึงกับหันควับไปมอง ก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกายวิบวับ เมื่อเห็นสุดที่รักยืนอยู่
....ถึงคาเมะจะหน้ามุ่ยๆก็เถอะ...
“คาเม๊....” ร้องลั่นแล้วกระโดดกอดคอล๊อคตัวคาเมะไว้ซะเลย ...เกิดคาเมะเปลี่ยนใจกลับเข้าห้องนอน....แล้วจินจะกินอะไรเป็นข้าวเย็นล่ะ!!!....
“ไม่ต้องมากอดเลย...จินอยากกินอะไรก็บอกมา เราจะทำให้กิน” คาเมะยังคงนิ่งเพราะยังงอนเรื่องที่เกิดขึ้น แต่จินเองก็ยังไม่รู้ตัว เพราะมัวแต่คิดเรื่องอาหารเย็น...กินอะไรดีน๊า....
“คาเมะอยากทำอะไร จินก็กินอันนั้นล่ะ~~” คาเมะทำซะอย่าง ไม่ว่าจะอะไรจินก็กินได้หมดอยู่แล้ว...
ร่างบางเดินไปเปิดตู้เย็น หาของสดมาทำอาหารเย็นให้คนรัก ตอนแรกก็กะจะให้จินกินข้าวกล่องจริงๆ แต่กลัวจินไม่อิ่ม แล้วจินก็เคยพูดให้ฟังว่า ไอ้เจ้าข้าวกล่องนั่นน่ะ มันไม่อร่อยถูกปาก รสชาติไม่ได้เรื่อง แล้วอย่างนี้จะคาเมะจะปล่อยให้จินกินของไม่ถูกปากได้ยังไงล่ะ
...สุดท้ายก็เลยต้องออกมาทำให้กิน ถึงแม้จะยังโกรธบวกน้อยใจก็เถอะ เกิดพุงย้วยๆกลมๆของจินหายไป คาเมะจะเล่นอะไรล่ะ!!!...
...R R R R… ร่างบางมารู้สึกตัวตอนที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือของจิน มือล้างผักล้างเนื้อไปเรื่อย ราวกับไม่สนใจ
“ฮัลโล...ว่าไง อายะจัง” ...อายะจัง??...ผู้หญิงเหรอ....
“เรื่องดอกไม้?...อ้อ ไม่เป็นไรๆ เรื่องเล็กน้อยหน่า” ดอกไม้? ดอกไม้อะไร? หรือว่าจินให้ดอกไม้ใคร?
“จ๊ะๆ ไว้ตอบแทนคราวหน้าละกัน เออ...ได้อยู่แล้ว” ....จินต้องมีผู้หญิงอื่นแน่ๆเลย จินจะทิ้งคาเมะแล้วแน่ๆ....
ยิ่งได้ยินเสียงจ๊ะจ๋าที่จินพูดกับปลายสาย มือที่ล้างผักก็แทบจะหมดแรง ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง พร้อมๆกับที่ความกลัวแล่นพล่านไปทั้งร่าง
...กลัวจินมีคนใหม่ กลัวจินไม่รัก กลัวไม่ได้ทำกับข้าวให้อ้วนคุงกินอีก และก็กลัว...กลัวว่าคนที่จะเล่นพุงนิ่มๆของจินจะเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่คาเมะ ฮือ!!~~ T.T…
“จิน....จินจะเลิกกับเราเหรอ” ร่างบางถามเสียงสั่น ไม่ยอมแม้แต่จะหันมามองหน้าคนรัก ถ้าสายตาที่จินมองมาไม่ใช่แบบเดิม ไม่รักคาเมะเหมือนเดิม คาเมะจะทำยังไง...
“ห๊า!! ใครจะเลิกกับใคร!!!...” จินร้องลั่นด้วยความตกใจ ลุกจากเก้าอี้วิ่งพรวดมาหาคาเมะ
“ก็จิน...ชอบผู้หญิงนี่นา จินไม่รักเราแล้ว จินเบื่อเรา” ร่างบางก้มหน้าพูดน้ำตาคลอ
“ไม่จริง!!! ใครทำให้คาเมะคิดอย่างนั้น!! จินรักคาเมะจะตาย รักกับข้าวคาเมะด้วย!! ถ้าเราเลิกกัน แล้วจินจะกินอะไรล่ะ!!” อ้อ....ห่วงปากท้องว่างั้นเห๊อะ!!!
“วันนี้จินก็มองแต่ผู้หญิง ทั้งๆที่เรานั่งข้างจินแท้ๆ!!! แล้วเมื่อกี้ก็ผู้หญิงโทร.มาเรื่องดอกไม้ที่จินให้เขาใช่มั้ยล่ะ จินจะเลิกกับเรา เพราะเราไม่มีหน้าอกเหมือนผู้หญิงพวกนั้น แล้วก็เบื่อกับข้าวฝีมือเราด้วย” ยิ่งพูด คาเมะก็ยิ่งออกไปไกล ฟูมฟายปานใจจะขาด เพราะกลัวจินจะทิ้งจริงๆ
“ไม่นะไม่!!! จินไม่เคยเบื่อคาเมะเลยสักครั้ง!!! ยิ่งกับข้าวฝีมือคาเมะนี่ไม่ต้องพูดถึง!! จินรักยิ่งกว่าชีวิตจินอีก!!! แล้วเมื่อกี้ที่โทร.มาน่ะไม่ใช่ผู้หญิง แต่เป็นกะเทย” ร่างบางถึงกับชะงัก เงยหน้ามองคนพูดด้วยความอึ้ง
“จินชอบกระเทยเหรอ...” โฮ....อ้วนคุงเปลี่ยนรสนิยม!!! นี่คาเมะแพ้แม้กระทั่งกะเทยเหรอเนี่ย!!!...
“ไม่ช่าย~!! คืออายะจังที่เป็นกะเทยเนี่ย กำลังตามจีบเพื่อนจินอยู่ เลยขอให้จินช่วยส่งดอกไม้ไปให้ แค่นั้น ไม่มีอะไร” พอฟังคำอธิบาย คาเมะก็โล่งอกไปหนึ่งเปราะ...ใช่...แค่หนึ่งเปราะ....
“แล้ว...แล้วทำไมวันนี้จินมองแต่ผู้หญิงล่ะ ??” คราวนี้พี่อ้วนของเราถึงกับอึกอัก หน้าอูมๆแดงปลั่งเพราะอาการเขินอาย
“ก็...ก็แบบว่า....”
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
สาวสวมมินิสเกิ้ตเดินผ่าน ‘ขาลายเป็นบ้า สู้คาเมะก็ไม่ได้ เนี๊ยน เนียน~’
สาวสวมเสื้อกล้ามเดินผ่าน ‘แขนใหญ่ชะมัด คาเมะของจินนะ แขนงี้ กลมกลึง’
สาวสวมเสื้อเอวลอยเดินผ่าน ‘โฮย...หน้าท้องเหรอนั่น!! โธ่โถ หน้าท้องคาเมะแฟนจินน่าจุ๊บกว่าเยอะ’
สาวผมทองดัดหยิกเดินผ่าน ‘โห...ไม่รักสีผมเชื้อชาติตัวเองเลย ดูคาเมะสิ ! ผมดำหน้าเด็ก ดูดี๊ ดูดี’
สาวผิวแทนเดินผ่าน ‘นี่ก็อีกคน....ผิวแบบนี้จะไปเซ็กซี่อาร้ายยยย!! ต้องแบบคาเมะแฟนจิน ขาวจั๊วะ น่าเจี๊ยะ’
สาวหุ่นอวบอั๋นสวมชุดรัดรูปเดินผ่าน ‘ชิ...หุ่นเหรอนั่น ทำไมมันตันอย่างกะเสาบ้าน นี่!! ต้องแบบคาเมะสิ ผอมเพรียวน่าฟัด!!’
สาวแต่งหน้าคมเข้มเดินผ่าน ‘แต่งอย่างกับจะไปกาลาดินเนอร์ สู้คาเมะก็ไม่ได้ สวยด้วยธรรมชาติ!!’
สาวสวมชุดแซกเซ็กซี่เดินผ่าน ‘โอ้โฮ...แต่งตัวอย่างกับรุ่นป้า!! ต้องแบบคาเมะ!! เสื้อยืดสีชมพูกับกางเกงสามส่วนสีขาว สดใส น่ารักจะตาย!!’
มองสาวเดินผ่านหน้าไปมา กี่คนต่อกี่คน จินก็ได้แต่ถอนหายใจเอือมระอาสาวสมัยนี้
...มองไปทางไหน ก็ไม่เห็นจะมีใครสวย ใครดี ใครน่ารักสู้คาเมะแฟนจินได้สักคน...เฮ้อ...อนาถใจแทนผู้ชายคนอื่นจริ๊ง จริง ที่หาแฟนสู้จินไม่ได้....โลกนี้เนี่ย มักจะมีผู้ชายที่โชคดี(อย่างจิน) แค่คนเดียวเสมอ....ฮ่า ฮ่า ฮ่า ^___________^
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“สรุปแล้ว ที่จินมองคนอื่น เพราะจะเอามาเปรียบกับเรา” ฟังความจริงจากปากจิน ก็ทำเอาคาเมะอายม้วน ก็แต่ล่ะอย่างที่จินพูดออกมา มันชมเค้าทั้งนั้นเลย
“ช่าย~ แต่เอามาเปรียบกับคาเมะกี่คนนะ สู้คาเมะแฟนจินไม่ได้สักคน แพ้กระจุยเลยด้วย” อ้วนคุงพูดยิ้มๆ กอดเอวบางเอียงหน้าซบศีรษะเล็ก คลอเคลียสูดดมกลิ่นยาสระผมไม่ห่าง
...ซูด~~ ฮ้า...ผมคาเมะหอมจังเลยน้า กลิ่นน้ำหอมขวดเป็นแสนของผู้หญิงคนอื่นยังสู้ไม่ได้เลย....>.<
“บ้า~” ร่างบางเขินใหญ่ ทุบอกแน่นๆนั่นไปที
“ว่าแต่...คาเมะจะทำข้าวเย็นให้จินกินได้รึยัง จินหิวแล้วนะ” จบเรื่องสอบสวน จินก็ถามหาของกินทันที คาเมะก็เลยหันกลับไปทำกับข้าวต่อ มีพี่อ้วนกินเก่งคอยเป็นลูกมือ ช่วยหยิบนั่นส่งนี่ กระจุ๋งกระจิ๋งสวีทหวานในห้องครัวไม่อาย กระทะ หม้อ ชาม ไห
...ก็แหม...ช่วยกันคนละไม้ละมือ จะได้เสร็จไวๆไงล่ะ ง่ายๆก็คือ จินอยากกินไวๆนั่นเอง!!!...
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“คาเมะ พรุ่งนี้ทำข้าวกล่องให้หน่อยสิ จะเอาไปกินที่บริษัท” จินพูดขณะที่ปากเว้นว่างจากการกิน ไม่ใช่...ไม่ใช่อิ่มหรอกนะ แต่ชามข้าวอยู่ที่คาเมะอ่ะ สุดเลิฟของจินกำลังเติมข้าวให้อยู่ วันนี้มีแต่ของโปรดทั้งนั้นเลย อ้วนของเราเลยกะจะฟาดสักสี่จานเป็นอย่างต่ำ นี่ก็ชามที่สี่แล้ว แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะอิ่ม!!!
“ได้สิ จินอยากกินอะไรเป็นพิเศษล่ะ จะทำให้” นี่ก็แฟนสาวที่แสนดี เรื่องทำกับข้าวนี่ขอแค่จินพูด ก็พร้อมจะพลีกายยอมทำให้ทุกอย่าง จินไม่อ้วนก็ให้มันรู้ไป!!!
“อะไรก็ได้จ๊ะ กับข้าวคาเมะน่ะ จินชอบกินทุกอย่างเลย!!!” หน้างี้บานอย่างกับกะละมัง รับชามข้าวจากคาเมะปุ๊บ ก็ลงมือโซ้ยทันที แม้มารยาทการกินจะติดลบ แต่คาเมะก็ยังมองอ้วนคุงผู้สุดแสนจะกินเก่งอย่างสุดรัก สมองของคาเมะกำลังทำอะไรน่ะเหรอ
....ก็กำลังคิดเมนูอาหารที่จะทำใส่ข้าวกล่องให้คนรักไปกินพรุ่งนี้น่ะสิ!!!....
-*-**-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“อู้ฮู้~~…” ^.^
“อ๊ะฮ๊า~~…” >.<
“โอ๊ะโฮ~~….” ^O^
“ทั้งหมดนี่ แฟนผมทำเองครับ!!!” พักกลางวันของวันถัดมา พนักงานฝ่ายกราฟฟิคดีไซน์ของบริษัทอนิเมชั่นชื่อดังก็พากันยกเอาปิ่นโตข้าวกลางวันออกมาอวดกันอย่างกับเด็กประถม -“- ...ออกแนว...แฟนฉันเจ๋งกว่า....
แน่นอนว่าเรื่องอวดแฟน เห่อแฟน นี่เรื่องใหญ่ของ อาคานิชิ อ้วนคุง อยู่แล้ว พ่อหนุ่มตุ้ยนุ้ยก็เลยยกปิ่นโตมาอวดบ้างด้วยความภาคภูมิใจ และเป็นปิ่นโตที่สร้างความฮือฮาให้กับทุกคนได้อย่างดี
...ก็นะ...หน้าตาน่าทานออกขนาดนั้น แถมตรงข้าวยังตกแต่งเป็นคำว่า ...รักนะ อ้วนคุง... อีก พี่อ้วนของเราเลยยิ้มไม่หุบ อวดความน่าอิจฉาให้พี่ๆเพื่อนๆร่วมแผนก เอากลับไปฝันค้างที่บ้าน
“ขอชิมหน่อยสิ อาคานิชิ นะๆๆ” ทุกคนพากันขอ จินคุงก็หน้าใหญ่ใจกว้าง ให้เพื่อนๆร่วมแผนกชิมกันคนละหนึ่งคำเล็กๆ พอชิมกันเข้าไป ความอิจฉาก็ยิ่งมากขึ้น
“อร่อยเป็นบ้าเลย!!! แฟนนายเจ๋งชะมัด อาคานิชิ!!!” อ้วนยิ้มหน้าบานรับคำชม ปลื้มสุดใจขาดดิ้น....วุ้ย!! มีแฟนอย่างคาเมะเนี่ย ....โชคดีสุดๆไปเลย!!!
นั่งกินข้าวรวมกลุ่มกัน อ้วนคุงค่อยๆละเลียดทีละคำ เน้นๆ ย้ำๆให้หนุ่มๆคนอื่นเห็นถึงความโชคดีของตัวเองที่มีแฟนดีเริ่ดทำกับข้าวอร่อย อ้าม....เข้าไปแต่ละคำ นี่คนอื่นๆเค้ามองกันอิจฉาตาร้อนผ่าว
“อ๊ะ!! เมลเข้ามา” กินกันอยู่ที่โต๊ะทำงาน จินก็เหลือบไปเห็นที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเอง พี่อ้วนวางตะเกียบลงกับปิ่นโตอย่างแสนเสียดาย ก่อนจะหันไปเปิดเมลอ่าน
....ว้าว จากคาเมะนี่นา!!!...
‘ตั้งใจทำงานนะ จะทำข้าวเย็นรอ วันนี้มีสเต็คกับเบียร์เย็นๆที่จินอยากกินด้วยล่ะ....รักนะ อ้วนคุง....’
แค่รายการอาหารเย็น ที่คาเมะแปะใส่มาในเมล จินก็ฝันกลางวันว่าได้กลิ่นสเต็คลอยมาโดนจมูก ทั้งที่ข้าวกลางวันยังไม่หมดเลยด้วยซ้ำ
พอคิดถึงอาหารมื้อเย็น อ้วนคุงก็รีบหันกลับมากินข้าวกลางวันให้เสร็จ ติดสปีดจนคนที่อื่นพากันสงสัย
“ไม่ต้องรีบกินก็ได้ อาคานิชิ”… พวกเราไม่แย่งหรอกหน่า แล้วถึงจะอยากแย่ง แกยอมให้แย่งที่ไหนล่ะ เอาตัวคร่อนโตอย่างงั้นน่ะ -.-
“ไม่ได้ครับ...ต้องรีบกิน จะได้ทำงานต่อ วันนี้ต้องรีบกลับบ้าน แฟนผมทำข้าวเย็นรอแล้ว”....เอ่อ...ข้าวกลางวันน่ะ ยังเต็มปากอยู่เลยนะ =.= …
....สงสัย ถ้าคาเมะยังไม่เลิกทำกับข้าวรสชาติถูกปาก พี่อ้วนของเราคงไม่มีวันที่พุงจะยุบ...แต่เอาเถอะ เขารักของเขานี่เนอะ...ใช่มั้ยคาเมะจัง
...อื้อ ^___________^ …รักจินที่สุด...รักนะ อ้วนคุง ^.^
....ข้าวเย็นจะเสร็จแล้ว รีบๆกลับบ้านน้า!!!...
FIN
2009.06.04
FIC : ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง PART 7
FIC : ลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่ง
JIN X KAME
By : Dezair
………………………….
PART 7
หากจะบอกว่ามีการปลุกปล้ำกันอยู่บนเตียง ระหว่าง อาคานิชิ จิน ที่ผีหื่นเข้าสิง อยากให้แฟน ใส่กางเกงในต้นทุนต่ำเนื้อผ้าน้อย กับคาเมนาชิ คาซึยะ ที่อยู่ในภาวะใกล้เสียตัว ต้องตกเป็นทาสในสถานการณ์แบบนี้ ก็อาจจะเป็นการสรุปความที่รวบรัดเกินไป และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด รวมถึงอาจทำให้ตระกูลคาเมนาชิหน้าบานเร็วเกินไป ดังนั้นแล้ว จึงขอเรียกฉากที่กำลังเกิดขึ้นบนเตียงว่าเป็นการ…เอ่อ….
…เป็นการบังคับใส่กางเกงในก็แล้วกัน…
“เดี๋ยว!!! อาคานิชิ!!” คาเมะเกลียดมือตัวเองขึ้นมาทันใด ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่มีมือเท่าใบลาน จะได้ดันหน้าไอ้ผู้ชายหล่อแต่ทำตัวลามกให้มันพ้นๆไปเสียที
“ใส่สิคาซึยะ ของคาซึยะนี่” มันยังพูดเป็นแค่ประโยคเดียว ถ้ามีใครบอกว่า อาคานิชิ จิน เป็นทูตสันถวไมตรีระหว่างคนกับกางเกงในล่ะก็ คาเมะเชื่อสนิทใจจริงๆ
“ฉันบอกว่าเดี๋ยว!! โอ้ย! นายอยากให้ฉันใส่ใช่มั้ย!!” คาเมะชักรำคาญ ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงอยากประเคนเขาให้หมอนี่มากขนาดนี้ และก็รำคาญไอ้บ้านี่ด้วย ตอนเจอกันแรกๆก็ว่ามันโหด มันหล่อ แต่ทำไมพักหลังถึงบ้าบอได้ขนาดนี้ก็ไม่รู้
“ใช่! ใส่ให้ฉันดูนะคาซึยะ” อยากตะโกนกรอกหูไอ้คนพูดว่า กูไม่ใช่นายแบบชุดชั้นในนะโว๊ย!! แต่กรอกหูมันข้างซ้าย ก็ทะลุข้างขวา เชื่อสิ ตามันแวววาวประกายหื่นชัดแจ้งขนาดนั้น กู่ไม่กลับแล้ว แล้วคาเมะจะทำยังไงได้... นอกเสียจาก……
“ก็ได้!!!!” ร่างโปร่งประกาศยอมรับ ทำเอาคนกู่ไม่กลับ ยิ่งตาลุกวาวสนับสนุนทฤษฎีที่ว่า ความหื่นทำให้คนตาเป็นประกาย
“แต่นายต้องให้เวลาฉันทำใจกับมันบ้าง ขอฉันเข้าไปใส่มันในห้องน้ำคนเดียว” คาเมะยืนหยัดหนักเเน่น ว่าจะให้หมอนี่ได้ดูตอนใส่เสร็จแล้วเท่านั้น ไม่ให้เข้าไปนั่งถ่างตาดูช่วงกระบวนการใส่ด้วยหรอก!!
“ฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่าคาซึยะจะไม่ขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำ” จินเอง แม้จะหน้ามืดตาวาวเพราะความลามกพุ่งพล่าน แต่ก็ยังมีสติพอจะต่อรอง
“ลูกผู้ชาย!! คำไหนคำนั้น” เป็นอันว่าคาเมะสัญญาด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายที่พอจะเหลือไว้ดูต่างหน้าเล็กน้อย แต่ทั้งอย่างนั้น จินก็จำเป็นต้องให้ร่างโปร่งคว้ากระเป๋าเสื้อผ้าเข้าไปจัดการในห้องน้ำเล็กๆมุมห้อง ก่อนจะออกมาให้เขาได้เห็น ‘ภาพ’ บางอย่างที่จินตั้งมั่น ว่าจะไม่มีวันลืมบุญคุณครั้งนี้ที่คุณนายคาเมนาชิทำกับเขาอีกเลย ตลอดชีวิต
……………………..
คาเมนาชิ คาซึยะ ชูกางเกงในจีสตริงลายเสือดาวขึ้นดู แล้วขนแขนขนขาก็ลุกพรวดพราดกันอย่างพร้อมเพรียง จะมีลูกชายบ้านไหนอีกมั้ย ที่ต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ เอาง่ายๆแค่ว่า มีลูกชายบ้านไหนอีกมั้ยที่พ่อแม่พี่น้องพร้อมใจกันยกให้ผู้ชายคนอื่นหน้าตาเฉยแบบนี้ คิดๆแล้วก็ถอนหายใจ หรือว่าเขาจะเป็นลูกชายที่ว่าง่ายเกินไปสำหรับครอบครัวนี้ เขาน่าจะดื้อดูบ้าง
แต่…ดื้อเพื่อให้ได้อะไร… ยอมรับไปแล้วนี่หว่า ว่าชอบไอ้ผู้ชายคนนั้น แถมยังตกปากรับคำเป็นแฟนกับมันตลอดชีวิตแล้วด้วย นั่นสิ มาถึงขนาดนี้แล้วจะดื้อให้ได้อะไร คาเมะถูกสอนมาว่าก่อนจะซื่อสัตย์กับคนอื่น ต้องซื่อสัตย์กับตัวเองเสียก่อน เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่ทำ พูด หรือแสดงออกแล้วตรงข้ามกับใจ คาเมะเลยไม่เคยคิดจะลอง
แล้วใส่กางเกงในตัวนี้ล่ะ? ค้นเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจ แม้จะยอมรับว่าชอบผู้ชาย ชอบเพศเดียวกับตัวเอง แต่คาเมะก็ไม่เห็นว่าส่วนไหนของหัวใจร่ำร้องจะใส่กางเกงในชวนสยิวอย่างงี้ เพื่ออวดหุ่นให้ผู้ชายรายนั้นมันมองด้วยสายตาหื่นกามแล้วโผเขามากอดพร้อมตะโกนลั่นว่า ‘ยาหยี คุณมันเซ็กซี่จริงๆ’
งั้นแล้วคาเมะจะทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับใจทำไม ไม่ใส่มันเสียจะดีกว่า เพื่อเป็นการซื่อสัตย์กับตัวเอง แต่…แล้วไอ้ผู้ชายที่ชื่อ อาคานิชิ จิน ที่มันรออยู่ข้างนอกจะยอมมั้ย? ไม่แน่ป่านนี้ หมอนั่นอาจจะเลือดกำเดาทะลักนำร่องไปแล้วก็ได้
เอาไงดีวะ นี่ก็ว่าตอนตกลงคบเป็นแฟนหมอนั่น ตัดสินใจยากแล้วนะเนี่ย ตอนมาตัดสินใจเรื่องกางเกงในจีสตริงยังยากยิ่งกว่าอีก เอายังไงดี ขืนใส่ออกไปให้ดูจริงๆ มีหวังเสียตัวแหงๆ ไม่ใช่ว่าคาเมะจะมาหวงพรหมจรรย์อะไรตอนอายุยี่สิบจะยี่สิบเอ็ดหรอกนะ แล้วอีกอย่าง เขาก็ไม่ใช่ผู้หญิงด้วย แต่…ไม่พร้อมก็คือไม่พร้อมนี่หว่า
ทำยังไงดี ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ข้อนี้คาเมะรู้ แต่แล้วเวลาที่ ‘ตน’ พึ่งไม่ได้ล่ะ มีหน้าไหนบอกไว้มั้ย ว่าให้ไปพึ่งใคร พ่อแม่? พ่อแม่ของลูกคนอื่น คาเมะเชื่อว่าเป็นที่พึ่งยามยากให้กับบุตรธิดาทั้งหลายทั้งปวง แต่พ่อแม่บ้านคาเมนาชิไม่ใช่น่ะสิ พี่น้อง? นี่ก็ไม่ต้องหวัง เพราะรับดีเอ็นเอจากพ่อแม่มาเต็มๆ เพื่อน? ไม่ได้เด็ดๆ จะให้ไอ้จุนโนะกับโคยามะมารับรู้เรื่องน่าอายอย่างเช่นปัญหา ‘จีสตริงลายเสือดาว’ ของเขาเนี่ยนะ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น
ไร้ที่พึ่งจริงๆ ไร้ที่พึ่ง แล้วจะทำยังไงดีวะ หรือต้องใส่ให้มันดู ต้องใส่ให้มันดู… เอ๊! ใส่ให้มันดูงั้นเหรอ เขามีหน้าที่ใส่ และหมอนั่นมีหน้าที่ดู อย่างนั้นใช่มั้ย แล้วถ้าสิ่งที่เขาใส่ กับสิ่งที่มันดูเป็นคนละอย่างกันล่ะ หมอนั่นไม่ได้บอกนี่นา ว่าให้เขาใส่อย่างเดียวกับที่มันจะดูน่ะ
รู้แล้ว… จะทำยังไงให้ไอ้คนอยากดูดี และแน่นอนว่ามันไม่แสลงใจไอ้คนต้องใส่อย่างเขาด้วยเนี่ยสิ หึหึหึ…
นายรู้จักฉันน้อยไปแล้ว อาคานิชิ จิน... คาเมนาชิ คาซึยะน่ะ เป็นลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่งก็ใช่ แต่เวลาวิ่งไม่ทัน เรื่องเอาตัวรอดแบบปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ก็มีถมเถเฟ้ย!!! ไม่งั้นจะรอดมาถึงป่านนี้เรอะ!
…………………………………….
จินแทบจะหายใจไม่ไหวแล้ว สายตาเอาแต่เหล่มองประตูห้องน้ำอย่างใจจดใจจ่อ เขากำลังคาดหวังอะไรบางอย่างที่แม้จะเข้าข่ายเกินความจริง แต่มันจะเป็นจริงในไม่ช้า
คาซึยะกับกางเกงจีสตริง!! โอ้!! แค่คิดก็เหมือนเลือดลมจะตี จินไม่ได้ทะลึ่งตึงตัง ลามกผีทะเลอะไรหรอกนะ แต่เรื่องของความรัก มันอธิบายไม่ได้หรอกว่า ทำไมเขาถึงอยากจะเห็นเจ้าเด็กวิ่งเร็วรายนั้น กลายร่างเป็น…เป็น…เอ่อ…เป็น
เป็นหนุ่มร่างบอบบางในชุดกางเกงจีสตริงลายเสือดาว จินแถมหูเสือสองข้าง กับหางและแส่อีกหนึ่งอันให้คาเมนาชิ คาซึยะในฝันของเขาเลยก็ได้ เอ้า!!
แค่คิดก็จะเตลิดอีกแล้ว เมื่อไหร่คาซึยะจะออกมาสักทีละ เขาจะตายอยู่แล้วกับจินตนาการอันสุดโต่งแบบนี้
แกร็ก!! เสียงปลดกลอนทำเอาหัวใจของจินบีบตัวรุนแรง เหมือนหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาจะอัดฉีดเลือดพุ่งออกจากหัวใจห้องล่างซ้าย ลงไปที่ขาทั้งสองข้างโดยไม่ต้องผ่านส่วนใดๆของร่างกาย และมีผลให้สองขาของเขายันตัวลุกขึ้นยืนจากเตียงกว้างทันที
จินกลืนน้ำลายอีกอึก เมื่อเห็นเท้าเล็กก้าวออกมาจากห้องน้ำ เขาไล่สายตาจากปลายเท้าขึ้นมายังหน้าแข้ง ที่ครั้งหนึ่ง เจ้าของมันเคยอวดให้เขาฟังว่า ‘แต่ก่อนขนเยอะมาก! แต่แม่แวกซ์’ ส่วนแม่มันน่ะเหรอ บอกเขาไปอีกเรื่อง ‘คาซึยะเป็นคนขนน้อยจ๊ะ ได้ผิวสวยๆของแม่ไปก็แบบนี้แหละ’
ร่างสูงไล่สายตาขึ้นมาที่หัวเข่า อันมีแผลเป็นเล็กน้อย บอกให้รู้ถึงการยืนหยัดที่จะวิ่ง และมีบ้างที่ต้องหกล้ม เขาไล่ขึ้นมาอีก และต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อพบว่า เหนือเข่าขาวๆขึ้นไป มีชายผ้าบางอย่างบดบังสายตาเอาไว้
“ฉันไม่อาบน้ำนะ จิน นายจะอาบก็รีบอาบดิ” เสียงเจ้าของหัวเข่ามีรอยแผลเป็นเอ่ยปากบอก ให้จินยิ่งขมวดคิ้วหนัก เขากำลังสงสัยบางอย่าง แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังไม่กล้าทะลึ่งพรวดขึ้นไปดูว่าส่วนที่อยู่เหนือเข่าขึ้นไปอยู่ในสภาพใด
“จิน นายมองอะไร ชอบกางเกงฉันเหรอ ตัวนี้ยกให้ไม่ได้นะ ไอ้จุนโนะซื้อให้วันเกิด”
กางเกง!!! กางเกงงั้นเรอะ!!!!
เหมือนสติจะมากระทันหัน ให้จินต้องเงยหน้ามองคนพูด และก็ได้พบว่า นอกจากเหนือหัวเข่าจะมีชายผ้าบางอย่างขวางกั้นสายตาเขาแล้ว ทั้งร่างกายคาซึยะก็มีเสื้อผ้าปกปิดทั้งหมด
แล้วไหนจีสตริงวะ!!!!!
“ไหนว่าจะใส่จีสตริงไง!” จินร้องลั่นเหมือนทวงคืนซึ่งสิทธิ์ของตัวเอง คาเมะเลิกคิ้วใส่คนถาม ด้วยสายตาเหมือนจะย้อนว่า ‘ไม่เห็นเหรอ’ นิ้วเรียวชี้ลงที่ขอบสะโพกของตัวเอง ให้จินต้องละสายตาลงมองตาม แล้วเขาก็ถึงกับตาโตกับความกล้าและบ้าบิ่นของแฟนสุดที่รัก
“ฉันรู้แล้วว่าทำไมซุปเปอร์แมนชอบใส่กางเกงในไว้ข้างนอก สงสัยเพราะคนดูคงเรียกร้อง แบบที่นายเรียกร้องให้ฉันใส่จีสตริงให้ดูละมั้ง” คาเมะบอกหน้าตาเฉย แต่ดวงตาเรียวระยับไปด้วยแววของความสนุกสนาน กับสีหน้าตกตะลึงของคนดู
อยากให้คาเมะใส่จีสตริงให้ดู ก็ใส่แล้วไง แต่หมอนั่นไม่ได้บอกนี่หว่า ว่านอกจากจีสตริงแล้วห้ามใส่เสื้อผ้าอย่างอื่น คาเมะเลยแต่งชุดนอนอันได้แก่เสื้อยืด กางเกงขาสั้นครบชุด แต่แถมรีเควสของจินให้อีกหน่อย ด้วยการใส่จีสตริงทับกางเกงขาสั้น แต่งตั้วคล้ายซุปเปอร์แมนนั่นแหละ
“ทีนี้ฉันเล่นเกมต่อได้แล้วใช่มั้ย” จิน ไม่มีอารมณ์จะพูดใดๆ ได้แต่ปล่อยให้เจ้าแฟนแสบลอยหน้าลอยตาไปนอนแอ้งแม้งคว้าเกมขึ้นมากดยิกๆ ส่วนตัวเองยืนนิ่ง พร้อมกับประโยคหนึ่งที่วิ่งเข้ามาในจิตใจ
แพ้.... ผมแพ้เขา อาคานิชิ จิน แพ้ คาเมนาชิ คาซึยะแล้วครับ
………………………………………..
บางที จินก็น่าจะรู้ตัวตั้งแต่แรก ว่าเขาไม่มีทางชนะเจ้าเด็กวิ่งเร็ว และฉลาดเป็นกรด ก็เพราะมันเป็นแบบนั้น มันถึงมีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้ ทั้งๆที่ปากชวนตายแทบทุกวันจนเขาหัวใจจะวายตายก่อนมันอยู่แล้ว เฮ้อ แล้วเขาจะเอายังไงกับมันดี เอายังไงกับไอ้คนที่ไม่ค่อยจะสนอกสนใจโลกใบนี้ และรักการมีชีวิตอยู่กับความพึงพอใจของตัวเองเป็นหลักแบบนี้ดี
“คาซึยะ นี่เวลากินข้าว อย่าเอาแต่เล่นเกม” เช้าวันต่อมา กิจวัตรของ คาเมนาชิ คาซึยะ ก็ยังคงไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าการกดเกมในมือยิกๆ และไม่ใช่แค่เช้านี้หรอก ตั้งแต่เมื่อคืน จินต้องหลับลงพร้อมกับเสียง‘ตะดึดึ้ง!’ และ ‘วะฮู้!’ จากไอ้เกมเครื่องเล็กๆนั่นหลอกหลอนจนกลายเป็นฝันร้าย ฝันเห็นไอ้เจ้า ทางุจิอะไรนั่นมายืนหัวเราะเยาะแล้วชี้หน้าว่า ‘ไร้น้ำยา!!!’ ไม่รู้ว่าจินคิดมาก จนเก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะเอง หรือเพราะแรงอาฆาตของไอ้เจ้าของเกมมันส่งมาถึงเขา แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร จินก็บอกตัวเองแล้ว ว่าวันนี้ เขาจะไม่ยอมให้ตัวเองกลายเป็น ‘คนไร้น้ำยา’ เป็นวันที่สอง
“จะจบแล้ว จะจบแล้ว” มันว่าอย่างนั้น แต่ไม่เงยหน้ามองเขาเลย อาหารเช้าที่สั่งมาทานที่ห้องก็ไม่ต้องพูดถึง ยังเต็มจานอยู่ตรงหน้ามันแบบไม่มีการพร่องลงแม้แต่น้อย
“คาซึยะ! รู้รึเปล่าว่าวันนี้เรามาทำอะไรกัน” เจอคำถามแบบนี้ หากเป็นคนโดยทั่วไปคงรู้แน่แล้วว่าถูกประชด แต่ คาเมนาชิ คาซึยะ ไม่ใช่คนทั่วไป เจ้าตัวเลยยังสนใจแต่เกมในมือ แล้วพยักหน้าหงึกหงักแทนคำตอบ
“รู้ดิ นายไม่รู้เหรอ” จินอยากจะเข้าไปบีบคอไอ้ตัวเล็กตรงหน้านี่จริงๆ
“ถ้ารู้แล้ว ก็หยุดเล่นเกมสักที ” คราวนี้คาเมะเลยจำต้องเงยหน้าขึ้นมองคนพูดที่ดูจอารมณ์เสียนิดๆ จำยอมปิดเกมในมือ แล้ววางมันลงข้างกาย
“อาคานิชิ จิน นายโมโหอะไร” จินพ่นลมหายใจแรงๆ แล้วเอนหลังพิงพนัก ตาจ้องคนถาม ใจอยากจะปากแข็งบอกว่าเปล่า แต่ในเมื่อคาเมะยังเอาแต่พูดในสิ่งที่คิด แล้วทำไมเขาถึงไม่พูดในสิ่งที่รู้สึกบ้าง
“ฉันนึกว่าเรามาเที่ยวกันสองคนแบบนี้ จะทำให้เราได้รู้จักกันมากขึ้น ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น คาซึยะอาจจะคิดว่ามาครั้งนี้ แค่มาดูที่ เผื่อมาเที่ยวคราวหน้า แต่สำหรับฉัน มาครั้งนี้ถือว่ามาเดทกับคาซึยะ เข้าใจกันบ้างมั้ย” คนฟังถึงกับเงียบ แล้วเอาแต่มองหน้าจิน สบตากันและกัน ร่างสูงคาดหวังลึกๆว่าคาเมะจะเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็แค่เข้าใจเพียงนิดว่าการมาเที่ยวครั้งนี้ ควรมีค่ามากกว่ามานั่งเล่นเกมในห้องพัก ทว่า ดวงตาเรียวเล็กของร่างบางก็ยังว่างเปล่า และปราศจากแววของความเข้าใจ ร่างสูงท้อในอก ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการรักใครสักคนจะยากเย็นถึงเพียงนี้
“ทานข้าวให้เสร็จ แล้วจะเล่นเกมต่อก็เอาเถอะ ฉันจะออกไปดูว่าที่นี่มีอะไรบ้าง จะได้เอาไปบอกคุณแม่ได้” จินบอกเสียงเหนื่อยอ่อน ก่อนจะลุกจากเก้าอี้นวม กำลังจะเดินออกจากห้อง แต่เสียงของคนตัวเล็กกว่าก็ดังไล่หลัง
“นายบอกว่ามาเดท แล้วจะออกไปคนเดียวน่ะเหรอ นายเข้าใจคำว่าเดทแน่รึเปล่า เดทมันต้องไปเป็นคู่”
……………………………..
เดทมันต้องไปเป็นคู่ เดทมันต้องไปเป็นคู่ เดทมันต้องไปเป็นคู่
จินท่องแต่คำว่าเดทต้องไปเป็นคู่จนขึ้นใจ จนเผลอยิ้มขึ้นมา จนเผลอ เผลอแม้กระทั่งส่งมือตัวเองไปคว้ามือเล็กมาจับเอาไว้ ขณะเดินเคียงกันไปตามทางโรยกรวดที่ทอดตัวสู่เรือนสปาของที่พัก
“จับมือฉันทำไม ฉันตาไม่บอด มองเห็นทาง ไม่ต้องจูง” และก็ได้คำพูดแบบไม่เผลอของอีกฝ่ายย้อนกลับมาให้จินต้องรีบปล่อยมือแทบไม่ทัน
แต่เอาวะ มีแฟนปากตรงกับใจมันก็ต้องมีคำพูดอะไรแบบนี้บ้าง ทำใจไว้ อาคานิชิ จิน เลือกมาแล้ว มันก็ต้องมีอะไรที่ขัดใจบ้าง เพราะฉะนั้น…
“อ้าว เจอผู้หญิงชื่อเชยคนนั้นอีกแล้ว ท่าทางเขาจะอยากจับนายจริงๆแหละ จิน” น้ำเสียงที่ไม่เบาเลยของคาเมะ ทำเอาจินที่กำลังปลงและพยายามยอมรับลักษณะนิสัยของอีกฝ่ายให้ได้ถึงกับชะงักกึก แล้วหันควับไปมองทันที สายตาไม่พอใจของหญิงสาวที่บังเอิญมาพักที่เดียวกัน แถมยังบังเอิญจะมาสปาของที่นี่เหมือนกัน ทำเอาจินนึกเกลียดโชคชะตาความบังเอิญของ คาเมนาชิ คาซึยะจริงๆ
“เจอกันแต่เช้าเลยนะฮะ ผมนึกว่าหน้าอย่างคุณจะเป็นพวกนอนตื่นสายซะอีก” ร่างสูงล่ะอยากจะจูบปิดปากเจ้าคนพูดตอนนี้เหลือเกิน
“จินคะ ทำไมเด็กคนนี้ไม่มีมารยาทเลย” เอาแล้วไง จินเริ่มทำอะไรไม่ถูก เมื่อคนรักยังปากดี ในขณะที่คู่กรณีก็เอาแต่ฟ้องเขา แถมยังเข้ามาเกาะแขนเขาอีก จินต้องรีบปลดมือหล่อนลง ไม่ใช่จะมากลัวแฟนหรืออะไร อย่างนี้เรียกเกรงใจแฟนต่างหาก
“คุณเองก็่ท่าทางจะไม่มีมารยาทเหมือนกัน ไม่รู้เหรอว่าคนที่มีแฟนแล้วน่ะ ไม่ควรเข้าไปยุ่งวุ่นวาย หรือว่าหาแฟนเองไม่ได้ เลยต้องอาศัยแย่งคนอื่น” คาเมะไม่ใช่เด็กปากร้ายโดยกำเนิด แต่เน้นพูดในสิ่งที่คิดเป็นหลัก เพราะฉะนั้น เรื่องที่พูดออกไป จึงไม่มีประโยคใดเลยที่ประชดประชัน เป็นความจริงจากหัวใจล้วนๆ
“นี่แก!” เจอหน้าตาสวยๆบิดเบี้ยวไม่สบอารมณ์ของหญิงสาว ร่างโปร่งก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมา
“คุณเหมือนพวกนางร้ายในนิยายจัง อ่า ถ้างั้นผมก็ต้องเป็นนางเอกน่ะสิ งั้นนายก็เป็นพระเอก ไม่ดีแหะ นายเป็นนางเอกแทนได้มั้ยจิน ฉันไม่ชอบบทนางเอกเท่าไหร่” ว่าคนอื่นแล้วยังมาทำหน้าซื่อ จินล่ะไม่รู้จะพูดอะไรดี นอกจากกุมขมับน้อยๆ แล้วขยับเข้าไปหาคนพูด
“เราเข้าไปดูข้างในกันเถอะ คาซึยะ ขอตัวก่อนนะครับ นานาโกะ” ร่างสูงรีบปัดทุกอย่างทิ้ง แล้วหมายจะลากเจ้าตัวดีเข้าไปดูสถานที่ แต่หญิงสาวไม่ยอมปล่อยมือที่ยังเกาะแขนเขาอยู่ จนคาเมะต้องหันไปถาม
“คุณไม่เข้าใจคำว่า ‘ขอตัวก่อน’ เหรอ อ่า…แย่จังแหะ นอกจากจะชื่อเชยแล้ว จินไม่ค่อยอยากคุยด้วย จนต้องวิ่งเข้ามาทักจินก่อนบ่อยๆแล้ว ยังไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นบางคำอีกต่างหาก คุณคงใช้ชีวิตลำบากน่าดูเลยนะ” สิ้นประโยคนั้นเอง เสียงกรี๊ดก็ดังลั่นแบบที่จินต้องสะเทือนไปทั้งหู แต่ทั้งอย่างนั้น คนที่ทำให้เกิดเสียงกรี๊ดก็ยังปากดีต่อไปว่า
“อ้อ ดีอย่างเดียวคือเสียงนี่เอง ผมรู้แล้วว่าคุณก็มีประโยชน์เหมือนกัน”
พระเจ้า… ท่านให้พรสวรรค์ทางฝีปากกับ คาเมนาชิ คาซึยะ มากไปรึเปล่า
………………………….
การไปชมสปา เพื่อกลับไปบอกเล่าเป็นข้อมูลให้แก่คุณนายริทสึโกะ สิ้นสุดตั้งแต่ยังไม่ทันจะย่างเท้าเข้าประตูแม้แต่นิดเดียว คาเมะก็รีบพาจินจากมาเสียก่อน ก่อนจะมีเรื่องเกิดขึ้น ในขณะที่จินไม่คุ้นชินกับเสียงวี้ดจนแก้วหูจะแตกยังยืนเอ๋อ
แม้คราวนี้ จะไม่ต้องอาศัยสองเท้าในการวิ่งหนี เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายยังมัวแต่กรี๊ดและไม่มีทางวิ่งตามทัน แต่คาเมะก็อดจะถอนหายใจไม่ได้
ถอนหายใจเพราะไม่คิดว่าการมีเรื่องกับผู้หญิงจะทำให้รู้สึกแย่ขนาดนี้ หูยังอื้อไม่หาย แถมยังอาจโดนดักตบได้ทุกเมื่อ
ถอนหายใจเพราะไม่คิดว่า ผู้หญิงจะหวงข้าวหวงของ หวงแม้กระทั่งผู้ชายที่ไม่ใช่แฟนตัวเองแบบนี้ กรณีนี้ ท่าทางจะทำให้ถูกตบในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน
“ถ้าฉันถูกตบ นายบอกทุกคนด้วยนะ ว่าเป็นเพราะพิษรักแรงหึง” ร่างโปร่งเอ่ยปากบอก หลังจากคิดมาทั้งวัน ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากไปปากดีใส่ผู้หญิงชื่อเชยคนนั้น จนได้เสียงกรี๊ดเป็นของตอบแทน และพาลให้หูอื้อไม่หาย เขาก็สรุปความได้ว่า อาจจะถูกดักตบวันใดก็วันหนึ่ง ซึ่งมันอาจจะเป็นเร็วๆนี้ก็ได้
“พูดอะไรน่ะคาซึยะ ไปอาบน้ำไป จะได้ไปทานข้าวเย็นกัน วันนี้จองโต๊ะที่ห้องอาหารไว้” วันนี้ หลังจากหลบออกมาจากสปาแบบที่ยังไม่ทันได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศภายใน พวกเขาสองคนก็ใช้เวลาเที่ยวบริเวณใกล้ๆนี้แทน หาข้อมูลว่ามีอะไรที่น่าเที่ยวบ้าง เพื่อเก็บไปบอกคุณนายริทสึโกะ
“ไปชุดนี้ไม่ได้เหรอ หิวแล้วนะ” คาเมะเงยหน้าถาม แต่จินส่ายหัว
“ไม่เอา มอมแมมขนาดนั้น ไปอาบน้ำ หรือจะให้อาบให้”
“นายปกติก็ลามกแบบนี้เหรอ” ถูกย้อนถามไปแบบนี้ ทำเอาจินถึงกับสะอึก เขาทำหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆคนถาม แล้วเกี่ยวเอาเอวเล็กๆเข้ามาโอบเอาไว้
“ลามกที่ไหนเล่า คนรักกันเขาก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ”
“ทำกันแบบนี้? ที่หาว่า มอมแมม แล้วไล่ให้ไปอาบน้ำน่ะเหรอ” คาเมะไม่ได้ใสซื่อมากนักหรอก เข้าใจดีว่า ‘ทำแบบนี้กันทั้งนั้น’ ที่จินพูดมา หมายความว่ายังไง ร่างสูงหันไปมองคนทำตัวเนียนว่าซื่อ แล้วหมั่นเขี้ยวจนต้องบีบปลายจมูกไปที
“พูดมาก ไปอาบน้ำไป คืนนี้มีดินเนอร์ แต่งตัวน่ารักๆนะ” เขาบอกแล้วยิ้มบาง แต่คาเมะกลับหันมายิ้มกว้างแถมหลิ่วตาให้อีกที ก่อนจะบอกให้ฝันหวานของจินมลายลงทันตา
“นายไม่รู้ซะแล้ว ว่านอกจากฉันจะเป็นแฟนฮาร์ดคอร์ตัวจริง ฉันยังเป็นพวกบ้าฮิพฮอพด้วยล่ะ”
หมายความว่า ดินเนอร์ใต้แสงเทียน ที่จินอุตส่าห์ลงทุนจองโต๊ะริมสวนสวยของห้องอาหาร เขาจะได้ทานข้าวกับแฟนพันธุ์แท้ของวงการฮิพฮอพงั้นเหรอ ต้องให้ไปจ้างดีเจมาเปิดเพลง แถมแสคลชแผ่นเป็นของแถมด้วยมั้ย =.=
……………………………….
อาคานิชิ จิน บอกกับตัวเองว่าจะเทิดทูนแม่ยายอย่างคุณนายริทสึโกะสุดหัวใจไปตลอดชีวิตที่มี เพราะทันทีที่เห็นคนตัวเล็กเดินออกจากห้องน้ำพร้อมหน้าบูดๆ และชุดที่ไม่เข้าข่ายฮิพฮอพ แถมยังไปไกลเกินกว่าจะะเป็นชุดของผู้ชายแมนๆสักคน อย่างเอี๊ยมยีนส์ขายาวและเสื้อยืดสีชมพูสดใส เขาก็ยิ่งอยากจะยิ้มให้หน้าบานกว่านี้เป็นสิบเท่า
“ไม่น่าให้แม่จัดกระเป๋าให้เลย!” ผลของชุดที่มองยังไงก็ไม่มีมุมไหนจะเป็นเทรนด์ของผู้ชาย ก็ทำเอาคาเมะอยากจะไปคว้าชุดนอนเมื่อคืนมาใส่แทนเสียเหลือเกิน
เสื้อยืดสีชมพู๊ ชมพูแบบนี้ ไม่รู้จริงๆว่าแม่ไปเตรียมมาจากไหน จะเอาตัวอื่นก็ไม่ได้ เพราะเสื้อผ้าที่แม่เตรียมมาให้ มีแค่นี้! ใช่! นอกจากชุดเอี๊ยมและเสื้อยืดตัวนี้แล้ว ไม่มีชุดอื่นอีก พวกเขาแค่จะมากัน สามวันสองคืน เสื้อผ้าไม่ได้มากมายอะไร แค่ชุดตอนกลางวันสองชุด กับชุดนอนอีกชุดก็พอเหลือหลาย แต่วันนี้ คาเมะรู้แล้วว่ามันไม่พอ และควรเตรียมชุดมาเผื่ออีกชุดหนึ่ง อย่างน้อยก็เผื่อว่า ชุดมันใส่ไม่ลงเช่นชุดนี้ จะได้มีเอาไว้เปลี่ยน!!
แล้วก็เอี๊ยมนี่อีก ดีแค่ไหนที่แม่ไม่แปะกระดาษรีเควสมาด้วยว่าให้ถักเปียสองข้าง ไม่อย่างนั้น คาเมะคงเข้าใกล้มาดลูกสาวกำนันเข้าไปทุกที!! เวรกรรม!!
“ชุดนี้เหรอ ฮิพฮอพที่ว่า” ร่างสูงล้อเลียน ให้คาเมะยิ่งนึกโกรธแม่ขึ้นมาอีกล้านเท่า
“งั้นฉันใส่ชุดนอนเมื่อคืนไปแล้วกัน” ร่างโปร่งหมุนตัวจะเดินกลับไปเปลี่ยนเป็นชุดนอนอันได้แก่เสื้อยืดแขนสั้น และกางเกงขาสั้น กับจีสตริงลายเสือดาวเมื่อคืนจริงๆ ถ้าไม่ได้ร่างสูงคว้าแขนเอาไว้ก่อน
“ไม่เอาหน่า ชุดนี้ก็น่ารักออก รอตรงนี้แหละ ขอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน จะได้ไปทานข้าวกัน” แล้วจินก็หายเข้าไปในห้องน้ำ ปล่อยให้คาเมะมานั่งดูโทรทัศน์รอเรื่อยเปื่อย ก่อนที่เสียงโทรศัพท์จะดังขึ้น ร่างงโปร่งเดินไปหยิบขึ้นมาดู ตัวอักษรที่ขึ้นบนหน้าจอ ยิ่งทำให้คาเมะเข่นเขี้ยวนัก
…แม่…
อยากรู้จริงๆว่าโทร.มาเนี่ย รักลูก คิดถึงลูก หรือเพราะว่าอยากรู้เหตุการณ์หลังใส่จีสตริง!!
คาเมะกดรับสาย ก่อนจะเอาแนบหู และไม่ทันจะได้กรอกเสียงทักทาย อีกฝ่ายก็แผดเสียงแทรกขึ้นมาเสียก่อน
‘คาซึยะ! เป็นยังไงบ้างลูก มีความสุขดีมั้ยจ๊ะ นี่… มานาบุ อย่าเพิ่งอยากรู้เรื่องจีสตริงสิ เอาทีละเรื่อง เดี๋ยวน้องรู้หมด ว่าแม่โทร.ถามเรื่องนั้น’ ท้ายประโยค คาเมะได้ยินเสียงคุณแม่หันไปบอกพี่ชายอย่างกระซิบกระซาบ แต่เขาจับใจความได้ทั้งประโยค! ดีจริงๆ แม่นะแม่
‘ฮัลโล คาซึยะ ได้ยินมั้ยลูก เป็นยังไงบ้างจ๊ะ เห็นของขวัญวันแต่งงาน เอ้ย วันไปเดทของลูกกับจินรึยัง ถูกใจมั้ย แม่อุตส่าห์ไปเลือกกับพ่อเชียวนะ คาซึยะ ยังอยู่รึเปล่า’
“อยู่ฮะ ทีหลังแม่ไม่ต้องซื้อก็ได้นะ” คาเมะล่ะเกรงใจแม่จริงๆ อายุปูนนี้แล้วยังต้องไปตะลอนๆกับพ่อหาซื้อจีสตริงเนี่ย สงสารคนขายจะเข้าใจผิด คิดว่าสองสามีภรรยาจะยังมีไฟโชติช่วงกันอยู่
‘ไม่ซื้อได้ยังไง คนขายยังบอกเลย ว่าของแบบนี้ มันทำให้คู่รักแต่งงานใหม่น่ะ สดใสซาบซ่านกันมาทั้งนั้น’
“คู่รักแต่งงานใหม่? แม่บอกคนขายว่ายังไงน่ะ”
‘ก็บอกว่าลูกแม่มีแฟน และกำลังจะแต่งงานน่ะสิ เขาก็เลยถามไปถามมา แม่ก็เล่าหมดทุกอย่าง คนขายยังบอกเลยว่าแม่โชคดี มีลูกเขยน่ารัก มีลูกชายน่ารัก’ ถ้าเขกหัวด้วยโทรศัพท์มือถือแล้วฆ่าตัวตายได้ คาเมะจะทำเดี๋ยวนี้ เอากับแม่เขาเถอะ ตอนแรกก็แค่อยากจะให้ลูกมีแฟนเป็นผู้ชาย พอลูกมีแฟนเป็นผู้ชาย ก็ยังอยากจะเอาให้ไกลกว่านั้นด้วยการแต่งงานอีก! อย่างงี้เรียกได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาสิบศอกใช่มั้ยเนี่ย
‘แล้วจินพาลูกไปเที่ยวไหนบ้าง บรรยากาศดีมั้ยที่นั่น แล้วลูกกับเขาล่ะ ถึงขั้นไหนกันแล้ว…เอ๊! มานาบุเนี่ย อย่าเพิ่งกวนแม่ได้มั้ย แม่กำลังถามน้องอยู่นะ ไม่เป็นไรหรอก ถามเยอะๆน้องไม่งง เดี๋ยวน้องจะได้ตอบทีเดียวเลยไง แม่อยากรู้’ มีเสียงพากษ์จากนอกบทสนทนาเข้ามาเรื่อยๆ เพราะมารดายังโต้เถียงกับพี่ชายไม่เสร็จดี คาเมะล่ะปวดใจกับครอบครัวของตัวเองจริงๆ มีแม่อยู่คนก็เป็นเสียแบบนี้ แถมมีพี่อีกคน ก็รับดีเอ็นเอแม่ไปเต็มๆอีกต่างหาก
“แถวนี้ก็สวยดีนะแม่ ถ้าจะมาอาทิตย์หน้าก็โอ.เค. มีที่เที่ยวเยอะดีด้วย ใกล้ๆมีน้ำตก เดินไปได้ แล้วที่พักก็มีสปาให้ด้วย ออนเซ็นก็มี” คาเมะตอบภาพรวมทั้งหมดของคำถามของมารดา แต่ไม่ใส่ประเด็นเจาะลึกเรื่องของตัวเองและจิน ทว่า… มีหรือที่คุณนายริทสึโกะจะยอม อุตส่าห์ทั้งผลักทั้งดันให้ลูกชายตัวเองมีแฟนเป็นผู้ชายสมความปรารถนาได้แล้ว ไอ้จะมาตายน้ำตื้นเพราะลูกงุบงิบไม่ยอมตอบคำถาม ก็ดูจะไม่สมเป็นคุณนายแม่ร่างอวบคนนี้หรอก
‘เเล้วเรื่องลูกกับจินเป็นยังไงบ้าง เขากับลูกไปถึงไหนกันแล้ว นี่แม่ไม่ได้ละลาบละล้วงนะคาซึยะ แม่แค่เป็นห่วงเท่านั้น’ คาเมะรู้ว่าสีหน้าของคนที่ปากบอกว่า ‘ไม่ได้ละลาบละล้วง’ ตอนนี้จะยิ้มหน้าบานเป็นกระด้งแค่ไหน
“ยังไม่ถึงไหนหรอกแม่ ก่อนมาเป็นยังไง ตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น”
‘อุ๊ยต๊าย!!’ ร่างโปร่งสาบาน ว่าได้ยินเสียงแม่อุทานแบบนี้จริงๆ แถมยังนึกภาพออกอีกต่างหาก ว่าตอนนี้คุณนายเจ้าของคำอุทานคงกำลังยกมืออูมๆทาบอกตัวเอง
‘แม่ไม่เชื่อหรอก อะไรกัน ไปค้างกันมาหนึ่งคืนเต็มๆ ลูกไม่มีส่วนไหนบุบเลยรึไง อย่าโกหกแม่เลยคาซึยะ เรื่องอย่างนี้แม่รับได้ แม่บอกแล้วไง แม่ให้ลูกไปเที่ยวกับจิน ก็แสดงว่าแม่เต็มใจ ถ้าหากลูกจะมีอะไรกันก่อนแต่ง หรืออะไรทำนองนั้น’ มีแม่คนไหนอีกมั้ย ที่จะใจกว้างเป็นมหาสมุทธได้เท่าคุณนายริทสึโกะ มีการเต็มใจให้ลูกชายมีอะไรกับแฟนก่อนแต่งอีกต่างหาก เจริญจริงๆ
‘คาซึยะ บอกความจริงแม่มาเถอะ ถึงขั้นไหนแล้ว ขั้น ซี ขั้น บี หรือว่า…อุ้ย! มานาบุก็ แม่จะถามน้องให้รู้เรื่องไปเลยไง พวกเราจะได้ไม่ต้องมานั่งทายเอง ’ อ้อ นี่ถ้าไม่รู้วันนี้ คาเมะคงผิดบาปอย่างหนัก เพราะปล่อยให้ครอบครัวคาเมนาชิหมกหมุ่นอยู่แต่กับการทายว่าเขาและจินไปถึงขั้นไหนสินะ เฮ้อ
“ยังไม่เริ่มสักขั้น แม่ เดี๋ยวจะไปกินข้าวแล้ว แม่มีอะไรจะฝากบอกจินรึเปล่า หมอนั่นอาบน้ำอยู่” คาเมะรีบบอกปัด ก่อนจะถูกมารดาชวนคุยเรื่องลึกลับลงไปมากกว่านั้น เขาไม่อยากตอบให้โดนด่าหรอก ว่าเอากางเกงในจีสตริงไปทำอะไรมาบ้าง เดี๋ยวนอกจากจะหูอื้อเพราะเสียงกรี๊ดผู้หญิงชื่อเชยเมื่อกลางวันแล้ว จะหูชาเพราะโดนผู้หญิงชื่อ ริทสึโกะเทศน์เข้าให้
‘งั้น…ฝากบอกจินด้วยนะลูก ว่าจัดการคาซึยะได้ทุกอย่าง ได้ทุกเวลา แล้วกลับมา ค่อยมาขอขมาแม่ก็ได้ แม่ไม่ซีเรียส’ คาเมะขอชูนิ้วปฏิญาณตนว่าจะไม่บอกสิ่งที่แม่ฝาก ให้อาคานิชิ จิน รับรู้โดยเด็ดขาด!!!
…………………….
ดินเนอร์ใต้แสงเทียนริมสวนสวยที่จินจองโต๊ะเอาไว้ โรแมนติกเอามากๆ โดยเฉพาะสำหรับร่างสูง ที่มีคนหน้าตาน่ารัก แต่งตัวน่ารักมานั่งกินข้าวอยู่ฝั่งตรงข้ามแบบนี้ จินคอยเอาอกเอาใจไม่ห่าง รู้ดีว่าการจะมีช่วงเวลาที่เรียกได้ว่าดีเยี่ยมแบบนี้กับคนรักอย่าง คาเมนาชิ คาซึยะ เป็นเรื่องที่หายากเอามากๆ
มื้อค่ำผ่านพ้นไป แบบที่จินได้เก็บรายละเอียดมากมาย เกี่ยวกับคนร่างบาง ที่เวลาทานข้าวนั้น เงียบจนนน่าใจหาย ถามไปถามมาถึงได้ยอมบอกว่า ‘แม่บอกว่า เวลากินข้าว ห้ามพูด’ คนรักของจินกตัญญูและเชื่อฟังบุพการีมากแค่ไหน ร่างสูงเห็นกันจะจะคาตาก็วันนี้
นอกจากนั้น ร่างสูงยังได้ดูแล ได้เทคแคร์ ได้รู้ว่าคาเมะเอง ก็มีมุมน่ารักๆอย่างการอยากสั่งขนม ทั้งๆที่ข้าวตัวเองยังเต็มจาน โดยให้เหตุผลว่า ‘กว่าขนมจะมา ข้าวก็กินหมดพอดี มันจะได้ไม่ต้องเว้นเวลาเอาไว้ กินให้ต่อๆกันไปเลย กระเพาะได้ทำงานทีเดียว’ นี่ก็มาแนวรักสุขภาพรึเปล่า จินไม่แน่ใจนัก แต่นึกรักเวลาคนพูดมันพูดหน้าตาย แต่ตาใสๆเสียจริงๆ
กว่าจะกลับห้องพักกันได้ ก็ล่วงเวลาเข้าไปดึกมากแล้ว คาเมะต่อรองไม่อาบน้ำอีกรอบ เพราะขี้เกียจ หรืออะไรก็ตามแต่ แต่เจ้าตัวให้เหตุผลว่า ‘ช่วยประเทศประหยัดน้ำ’ มันอ้างเป็นวาระระดับชาติอย่างนี้ จินเลยไม่คิดจะฝืนความต้องการของมัน ส่วนเขาขอกลับไปอาบน้ำอีกรอบ และพอออกมาอีกที ก็พบคนร่างบางกำลัง นั่งเล่นอยู่ที่ระเบียงนอกห้อง
“คาซึยะ ไม่ง่วงเหรอ” เขาเปิดประตูระเบียงออกไปทัก ทำเอาคนกำลังเคลิ้มกับอากาศเย็นๆและความเงียบสงบต้องหันมอง
“ยัง พระจันทร์ที่นี่ใหญ่ดีเนอะ ในโตเกียวเห็นเล็กนิดเดียว” จินเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งเคียงข้าง ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้ายามดึกดื่น ท้องฟ้าตามต่างจังหวัดก็แบบนี้ ไม่มีตึกสูงๆบดบัง ไม่มีแสงนีออนทำลายแสงดาวระยิบระยับนับร้อยนับพัน
“คาซึยะชอบมองพระจันทร์เหรอ”
“เปล่า แต่ไม่มีอะไรทำ นายไม่ให้ฉันเล่นเกมนี่หว่า” เอ่อ… ว่าจะชวนคุยอะไรโรแมนติกๆอย่างตำนานพระจันทร์หรืออะไรทำนองนั้นเสียหน่อย มาเจอความตรงเข้าไปล่ะจินเซแซ่ดๆ ต้องตั้งหลักอยู่อึดใจหนึ่ง จึงชวนคุยกลับเข้ามาเรื่องเดิม
“แต่ฉันชอบดูพระจันทร์นะ มันสวยดี แล้วยิ่งมีคนข้างๆเป็นคาซึยะ มานั่งดูด้วยกันแบบนี้ ฉันก็ยิ่ง…” ยัง ยังไม่ทันจะพรรณาว่า ความรู้สึกตอนนี้ของจิน ยามมีคนรักนั่งเคียงข้างดูพระจันทร์ด้วยกัน ในคืนที่เงียบสงบ ปราศจากเสียงรบกวนแบบนี้ มันทำให้เขาหวั่นไหวและเผลอไผลมากแค่ไหน
เจ้าคนที่ไม่ค่อยจะโรแมนติก แถมยังตรงเผงก็ดันช่วยสร้างมู้ดที่ไม่โรแมนติกมากขึ้นด้วยการ…
“ฮ้าววววว ง่วงชะมัดเลย สงสัยวันนี้จะเหนื่อย” เอาตัวเองเป็นหลักจริงๆ เพราะคาเมะไม่ได้อยู่ฟังว่าอีกฝ่ายจะพร่ำเพ้ออะไรมากมายแค่ไหน พอรู้สึกว่าง่วงปุ๊บ ก็ลุกปั๊บ พาเอาคนกำลังปั่นอารมณ์ไหวถึงกับอยากจะหัวคะมำมันเสียเดี๋ยวนี้
“ไปนอนก่อนนะ จิน ถ้านายดูพระจันทร์เสร็จแล้วก็ตามเข้ามาแล้วกัน พรุ่งนี้ต้องเช็คเอาท์ตอนสิบเอ็ดโมง อย่าลืมล่ะ ตื่นสายไม่ได้” อย่างน้อย คาเมะก็ยังมีมารยาทของการเป็นคนรักอยู่พอสมควร ถึงได้หันมาบอกจินเป็นการราตรีสวัสดิ์ แบบที่ร่างสูงบอกได้คำเดียว ว่าสำหรับคนที่เคยมีแฟนมามากมายอย่างเขา นี่เป็นค่ำคืนที่บทพูดบอก ราตรีสวัสดิ์ ฟังดูห่างเหินจริงๆ ไม่มีการเข้ามานัวเนีย กระซิบคำหวานว่า ‘ฝันดีนะ ที่รัก’ หรือจะเป็นการหอมแก้มสักฟอด แล้วไม่ต้องพูดอะไร แบบนั้นจินก็ยินดี แต่ไม่ใช่แค่พูดว่า ‘ไปนอนก่อนนะ’ แน่ๆ
“เดี๋ยวสิ คาซึยะ” ร่างสูงรีบลุกขึ้นคว้าแขนคนกำลังจะเข้าห้องเอาไว้ รั้งให้อีกฝ่ายต้องหันกลับมามองด้วยความไม่เข้าใจ และสงสัย อ่านสายตาจากดวงตาเรียวๆได้ว่า ‘จะรั้งกูไว้ทำไม กูง่วง!’ จินพูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลของคนตัวเล็กกว่า อยากทำในสิ่งที่เรียกร้องมาจากส่วนลึกของหัวใจ อยากก้มมลงไปบอกรักเพื่อเป็นการราตรีสวัสดิ์ให้อีกฝ่ายฝันดีตลอดทั้งคืน
แต่… คาซึยะจะยินดีมั้ย หากว่าเขาจะแถมจูบเล็กๆลงไปให้ด้วย จูบเล็กๆเพื่อให้คาซึยะนอนหวั่นไหว และได้รับรู้ว่าความรู้สึกของเขา ณ เวลานี้ มันเป็นยังไง มันมากมายแค่ไหน
“จิน” ร่างบางขยับกลีบปากสีอ่อนได้แค่คำเดียว ริมฝีปากหนาก็ทาบทับลงแผ่วเบา ให้ต้องหยุดทุกการเคลื่อนไหว คาเมะยืนนิ่ง ในขณะที่กำลังถูกแขนแกร่งโอบล้อมทีละน้อย ก่อนจะดึงรั้งร่างบอบบางให้เข้าไปตกอยู่ในอ้อมกอด และริมฝีปากที่กดทับลงมาก็หนักแน่นมากยิ่งขึ้น คล้ายจะตอกย้ำให้คาเมะได้รับรู้ถึงความรู้สึกกทั้งหมดของจิน
ร่างสูงขบย้ำ หนักแน่น ทว่านุ่มนวลในทุกสัมผัส เขาอยากให้มันเป็นจูบที่คาเมะจะจดจำ หากใครถามถึงเรื่องที่มาเที่ยวกับเขาในช่วงสองสามวันมานี้ จินก็อยากให้ร่างบางคิดถึงจูบนี้เป็นอันดับแรก รู้ว่ามันยาก จินรู้ดีว่าเขาไม่ได้สำคัญอะไรมากมายนัก สำหรับคาเมะ แต่ทั้งอย่างนั้น เขาก็อยากให้คาเมะได้รู้สึก ได้คิดถึง ได้หวนกลับมายังจูบนี้อีกครั้ง ในอนาคต
“คาซึยะ” จินถอนจูบออกมาเรียกชื่อร่างบางเพียงแผ่วเบาบนกลีบปากฉ่ำ มองสบเข้าไปในดวงตาเรียวสวย แล้วได้แต่ยิ้มบาง คาเมะยังยืนนิ่ง ยังสบตาเขา ราวกับไม่รับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาก็ยังอยากจะย้ำ
“จำไว้นะคาซึยะ จำจูบนี้ของเราสองคนเอาไว้”
จำไว้นะคาซึยะ อย่าลืมว่าเราเคยจูบกัน เคยจูบกันด้วยความรู้สึกแบบไหน หวั่นไหวเพียงใด จำไว้ คาซึยะ อย่าลืมจูบนี้ของเราสองคน
………………………
กลับจากไปดูที่ดูทางให้บ้านคาเมนาชิ คาเมะก็ต้องมาผจญกับแววตาวิบวับอยากได้ลูกเขยใจจะขาดของมารดาอีกครั้ง แถมด้วยคำถามทำนองว่า ‘มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ระหว่างลูกกับว่าที่ลูกเขยของแม่’ คาเมะอยากจะบอกว่าไม่มี แต่เพราะถูกสอนมาทั้งชีวิตให้ยอมรับความจริง และไม่โกหกตัวเอง หัวสมองเลยพาลคิดไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนดูพระจันทร์คืนนั้น ไอ้จะตอบปดไปเสีย ก็ไม่อยากพูด คาเมะเลยใช้วิธีเดินหนีพร้อมกับหน้าแดงๆของตัวเองแทน ยิ่งทำให้คุณนายริทสึโกะตาเป็นประกายหนักกว่าเก่า และคนเป็นลูกอย่างคาเมะบอกได้คำเดียวว่าแม่เขาคิดไกลไปถึงขั้นที่ว่า เขาเสียตัวให้จินแล้วแน่ๆ
“ไอ้คาเมะ เป็นไง น็อคเกมรึยัง” สายวันจันทร์ เสียงทักทายของเพื่อนรักกลุ่มดายฮาร์ดฆ่าไม่ตายอย่างจุนโนะก็วิ่งถลาเข้ามาทักทาย พร้อมถามไถ่ถึงเกมของตัวเองที่ส่งไปเป็นไม้กันหมานามว่าอาคานิชิ จุนโนะเชื่อแน่ๆว่าเซียนเกมอย่างคาเมะต้องเล่นจนน็อค ถ้าได้เล่นทั้งวันทั้งคืนภายในเวลาสองวัน และเพราะแบบนั้นแหละ เขาถึงได้สู้อุตส่าห์ไถตังส์ตัวเองและไอ้โคยามะไปซื้อเกมมาบูชาไอ้คาเมะก่อนมันจะไปเที่ยวกับผู้ชายคนนั้นยังไงล่ะ
“ยังเลย ไปที่นู่นได้เล่นแค่วันเดียว จะเอาคืนก่อนรึเปล่า” ร่างโปร่งหันมาถาม ให้จุนโนะคิ้วขมวดด้วยความสงสัย
“ทำไมได้เล่นแค่วันเดียว”
“จินไม่ยอมน่ะ คาบนี้ไม่มีอะไรต้องส่งใช่มั้ย” คาเมะหันกลับมาสนใจเรื่องการเรียนต่อ แม้จะรับรู้ถึงสายตาของสาวๆในคณะที่สนอกสนใจเรื่องของเขาและผู้ชายที่ชื่อ อาคานิชิ จิน เสียเหลือเกิน แต่ถ้าเขาไม่สบตาพวกหล่อนซะอย่าง มีหรือจะกล้าเข้ามาถาม เพราะงั้นคาเมะไม่สบตาใครหรอก ไม่อยากจะเล่าว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง กลัวพูดความจริงออกไปหมดก็ซวยน่ะสิ!!
“แล้วไปที่นู่นทำอะไรมั่ง” แม้จะไม่มีสาวไหนถาม แต่เพื่อนสนิทอย่าง จุนโนะและโคยามะไม่ยอมปล่อยให้คาเมะงุบงิบเรื่องไม่ยอมคาย
“ก็…” จะเล่าตรงไหนดี แล้วจะกระโดดข้ามเรื่องตอนจูบไปด้วยดีมั้ย จะเล่าข้ามแบบไหนไม่ให้พวกมันรู้ดีล่ะ ว่าคาเมะข้ามฉากบางฉากไป ร่างโปร่งเหลือบตามองสองเพื่อนซี้ที่จ้องเขาราวกับอยากจะคาดอยากจะเค้น
เอาวะ… มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังไงไอ้สองคนนี่ก็เพื่อนเขาเอง เล่าอะไรไป มันคงไม่ไปปากโป้งที่ไหนหรอก มันก็รักเขาอยู่นี่หว่า มันคงหวังดีกับเพื่อนคนนี้ของมันบ้าง มันคงไม่เอาไปโพทะนาให้เขารู้กันทั้งมหา’ลัยหรอก เอาก็เอา เล่าก็เล่า…
“พวกมึงอย่าตกใจกันล่ะ คืองี้…”
……………………….
………………
………
….
“รักหมอนั่นแน่ใช่มั้ย” นั่นคือคำถามแรกที่จุนโนะโพล่งขึ้นมากลางอากาศ หลังจากสามหนุ่มเลือกที่จะสละเวลาเรียนอันมีค่ายิ่ง มานั่งเล่า นั่งฟังเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาให้รู้กันอย่างเท่าเทียม รู้แม้กระทั่ง อาคานิชิ จิน ขอให้คาเมะจำ ‘จูบ’ นั้น เอาไว้ และอย่าลืมมันเด็ดขาด
“ใช่” จุนโนะรู้นานแล้วว่าเพื่อนเป็นคนตรงไปตรงมา ถ้ามันไม่ตรงไปตรงมา ป่านนี้มันก็คงไม่รู้จักคนทั้งมหา’ลัย เพราะเขาแค้นปากมันกันหรอก
“รู้รึเปล่าว่าหมอนั่นเจ้าชู้ขนาดไหน มีแฟนมาตั้งกี่คนแล้ว” เขาถาม คาเมะก็ยังพยักหน้าหงึกหงัก
“แต่รักหมอนั่นไปแล้วนี่นา จะให้ทำไง” เจอคำถามย้อนกลับมาแบบนี้ ทั้งจุนโนะทั้งโคยามะก็พากันพูดไม่ออก จริงอย่างที่คาเมะพูด ก็รักไปแล้ว แล้วจะให้ทำยังไง มันไม่มีทางแก้ได้หรอก ถ้าคนที่รู้สึกรัก ไม่ใช่คนตัดใจจากความรู้สึกแบบนี้เอง
“เอาเถอะ รักไปแล้วก็รักไปแล้ว มีปัญหาอะไรก็มาปรึกษาแล้วกัน”
“จุนโนะเคยมีแฟนแล้วเหรอ ถึงจะเป็นที่ปรึกษาให้” โดนไอ้คนปากดีมันย้อนถามหน้าตายๆแบบนี้ จุนโนะก็ชักอยากจะลุกขึ้นวิ่งไล่เตะมันดูสักทีเสียแล้วสิ มันปากดีแม้กับเพื่อนกับฝูง ไอ้คาเมะเอ้ย!!
“คาซึยะ” แต่ไม่ทันเสียหรอก ที่จุนโนะจะได้ลุกขึ้นเตะคาเมะให้สมใจอยาก พระเอกขี่ม้าขาวก็เข้ามาช่วยนายเอกเสียก่อน
สามหนุ่มเพื่อนสนิทหันไปมองตามเสียง แม้สองในสามจะไม่ได้ชื่อ คาซึยะ แต่ก็พร้อมจะหันไปดู ผู้ชายที่มาคว้าหัวใจไอ้คนปากดีฝีเท้าเร็วไปครอง
“เลิกเรียนแล้วใช่มั้ย มารับไปทานข้าว” โคยามะอยากจะผิวปากล้อเลียนไอ้เพื่อนตัวดีของเขาเสียจริง ที่วันนี้มีหนุ่มหล่อมารับมาส่ง และถึงขนาดมารับไปกินข้าวมื้อกลางวันเสียด้วย
“มารับทำไม ฉันไปกินข้าวเองเป็น” แต่จุนโนะอยากจะหัวเราะเสียมากกว่า เพื่อนเขาเนี่ย มันน่ารักตรงที่มันคิดอะไรมันก็พูดออกมาหมดเนี่ยแหละ จินนิ่งไป ชะงักเพราะความตรง ก่อนจะเข้าไปจับมือเล็กมากุมเอาไว้
“จะพาไปกินที่สถาปัตย์ ไปด้วยกันนะ” เป็นอันว่า มื้อเที่ยงของ คาเมนาชิ คาซึยะ ก็ถูกผู้ชายคาสโนว่าอย่าง อาคานิชิ จิน พิชิตไปจนได้ จุนโนะกับโคยามะได้แต่มองหน้ากัน ก่อนจะเหลือบมองคู่รักคู่ใหม่ของมหา’ลัยที่เดินเคียงกันออกจากคณะเศรษฐศาสตร์ไป
ความรักของสองคนนี้ ง่ายดายเกินไปรึเปล่า อุปสรรคล่ะ หายหัวไปไหนหมด
…………………
อุปสรรคที่สองเพื่อนซี้ ผู้หวังดีต่อคาเมะมากเสียจนอยากให้ร่างบางเลิกกับจินวันละสามเวลา อาจจะไม่ได้หายหัวไปหมดก็ได้ เพราะอย่างน้อย อุปสรรคชิ้นเป้งรายที่หนึ่งก็โผล่หน้าโผล่ตาขึ้นมา เมื่อทันทีที่คาเมะเหยียบเท้าผ่านเข้าไปในดินแดนของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และพบกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่เคยคุ้นหน้าค่าตากันมาก่อน และคำทักทายสำหรับคนคุ้นเคยที่คาเมะมีให้ก็คือ
“อ้าว วันนี้ไม่สูบบุหรี่เหรอ กลัวตายเพราะมะเร็งปอด ก็เลยเลิกใช่มั้ย” คำทักทายของคาเมะมีให้ ชายหนุ่มร่างสูงที่ตนไม่รู้จักชื่อ รู้จักแต่หน้าตาเพราะเคยมาปากดีใส่เมื่อคราวเดินผ่านสถาปัตย์ครั้งก่อนว่า ‘เหม็นบุหรี่ชิบหาย ถ้ากูเป็นโรคมะเร็งตาย กูจะมาเรียกค่าทำขวัญสำหรับเกิดชาติหน้าจากไอ้พวกสูบบุหรี่นี่แหละ’
และคำทักทายที่ว่า ก็ทำเอาคนถูกทักถึงกับตาโต อ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก แล้วได้แต่เหลือบสายตามองไปทางจินที่ยืนกุมหน้าผากอยู่ข้างหลังคาเมะ
“ไอ้จิน มึงมากับกูหน่อย” กว่าจะตั้งสติ เรียกลมปราณกลับมาได้ ซากุราอิ โช ที่เคยสูบบุหรี่มวนต่อมวน แต่วันนี้ไม่สูบเพราะนึกครึ้มอะไรไม่รู้ ก่อนจะมาถูกไอ้เด็กปากมอมมันทักด้วยความเป็นห่วงสุขภาพยิ่ง ก็รีบเรียกน้องรหัสที่ชื่อ อาคานิชิ จิน ไปคุยกันเป็นการส่วนตัวในทันที
ก็ดูท่า มันจะเป็นคนพาเจ้าเด็กนี้มา มันต้องรับผิดชอบที่คนของมันมาปากดีแบบนี้
ร่างสูงหันมองคนรักที่ยังทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก่อนจะขอเวลากับพี่รหัสสักครู่ เพื่อพาคาเมะไปสั่งข้าว และพาไปนั่งโต๊ะให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงได้แวบออกมาหา
“ว่าไงพี่” จินรู้ดีว่าพี่รหัสไม่พอใจแฟนเขาเท่าไหร่นัก จะว่าไม่พอใจแฟนก็ไม่ถูก ต้องบอกว่าไม่พอใจปากของแฟนเขามากกว่า
“เด็กนั่นน่ะ แฟนมึงรึเปล่า” วันนี้ว่าจะไม่สูบบุหรี่แล้วเชียว แต่เจอปากไอ้เด็กนั่นไปแล้วโชเครียด เลยต้องไปหามาดูดสักหน่อย กันไมเกรนขึ้น
“ใช่” โชถอนหายใจยาว เบนสายตามองไปทางอื่นเหมือนกำลังตัดสินใจว่าเรื่องนี้เขาควรจะสอดมือเข้าไปแนะนำดีมั้ย แต่จะไม่แนะเลยก็ไม่ได้ เพราะไอ้จินก็น้องรหัสเขา เขาไม่ได้นึกห่วงแฟนจินมันหรอก ที่ห่วงน่ะคือไอ้จินต่างหาก ที่ต้องมามีแฟนปากดีแบบนี้ แล้วที่รู้มา เจ้าเด็กนั่นก็สร้างศัตรูเพราะปากตรงๆแบบนี้มาเจ็ดย่านน้ำ ลองเป็นว่าถ้ามีย่านน้ำที่แปด มันก็คงไปสร้างศัตรูไว้แถวนั้นได้อีกนั่นแหละ
“มึงต้องคุมมันให้อยู่” โชหันมาบอกเสียงเรียบ แต่คล้ายจะสั่งอยู่ในที คราวนี้กลายเป็นจินที่ถอนหายใจยาว
“ยาก” คำตอบสั้นง่าย แต่เหมือนโชจะรู้ตั้งแต่แรก เพราะถ้าเจ้าเด็กนั่นมันจัดการกันได้ง่ายๆ ป่านนี้ก็คงไม่ปากดีเท่านี้
“ไม่งั้นมึงจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้น่ะเหรอ กูเป็นพี่รหัสมึงแท้ๆ มันยังไม่เกรงใจกูเลย แบบนี้ทำเหมือนมันไม่เคารพหรือให้เกียรติมึงด้วย” จินเข้าใจความหมายของคนพูด เขาเองที่รั้งรอไม่ยอมพาคาเมะไปเปิดตัวให้ที่บ้านรู้จักก็เพราะปากมันเป็นแบบนี้ กลัวพาไปแล้วมันจะปากดีให้คนที่บ้านเขาเกลียดหน้ามัน พูดตรงๆ มันดีก็จริง แต่บางที สังคมก็ต้องการอะไรก็ได้ที่จอมปลอมแต่ดูดี
“กูพูดจริงๆ มึงต้องพยายามให้มันเคารพและเกรงใจมึงให้ได้จิน อย่างน้อยก็ในฐานะที่มึงเองอายุมากกว่ามัน หรือจะในฐานะแฟน หรืออะไรก็ตาม มึงต้องทำให้มันให้เกียรติมึง เพราะนั่นหมายความว่ามันจะให้เกียรติคนรอบข้างของมึงด้วย แล้วอีกอย่าง กูคิดว่ามึงคงไม่อยากจูงมือมันวิ่งหนีคู่อริไปทั้งชีวิตใช่มั้ย คงสนุกตายล่ะ กำลังสวีทก็ต้องมาใส่ตีนหมาโกยน่ะ” โชยังย้ำประโยคทำนองเดิมๆ ซึ่งมันเป็นประโยคเดิมที่จินเองก็เคย คิดมาแล้วหลายครั้ง เกี่ยวกับความตรงไปตรงมาของคนรักที่มีมากเกินลิมิตของคนอื่นๆ
แล้วเขาควรจะทำยังไงดี เขาควรจะทำแบบไหน เขาไม่ได้คาดหวังให้คาเมะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้พูดจาดีขึ้นหรืออะไร เขาแค่อยากให้คาเมะรู้ว่าเวลาไหนพูดตรงได้ เวลาไหนพูดไม่ได้
“แล้วจะทำยังไงดี” โชเหลือบมอง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“กูขอยุให้มึงปล้ำแฟนมึงซะ คงยังไม่เคยมีอะไรกันใช่มั้ย ปล้ำเขาซะ ทำให้เขาเห็นว่ามึงอยู่เหนือกว่าเขาในด้านหนึ่ง ให้เขาได้รู้ว่ามึงเองพร้อมจะคุมเขา และก็คุมเขาได้ อย่างน้อยก็เรื่องบนเตียง”
“จะดีเหรอพี่!” ร่างสูงหันกลับมาร้องถามด้วยสีหน้าตกใจ
“แล้วแต่มึงจะตัดสินใจ กูแค่ยุมึงเฉยๆ ปล้ำกันไปแล้ว อาจจะคุยอะไรกันได้ง่ายขึ้น สั่งสอนอะไรง่ายขึ้นก็ได้” จินได้แต่มองพี่รหัสที่แนะนำอะไรแปลกๆ มันก็น่าลองเถอะ ถึงมันจะไม่มีเหตุผลไปบ้าง แต่อะไรที่ลองแล้วไม่เสียหายก็น่าจะทำดู เพราะทั้งเขาและคาซึยะก็เป็นแฟนกันอยู่แล้ว เรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ
เขาจะลองทำตามคำแนะนำนั้นดูดีมั้ย เขาควรจะลองปล้ำคาซึยะดูดีมั้ย เขาจะลองเพื่อแสดงให้คาซึยะ ได้เห็นดีมั้ย ว่าเขาเองก็สามารถคุมคาซึยะได้ อย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งพึงทำได้ ไม่ใช่เป็นลูกไล่ให้เจ้าตัวดีกัดเจ็บๆแสบๆแล้วลอยนวลกันได้ง่ายๆ
เขาจะลองดูดีมั้ย ลอง….
………………….
“นายเป็นอะไรรึเปล่าจิน ไม่กินข้าวเหรอ” ร่างบางเอ่ยปากถามคนที่กลับมาจากการไปพูดคุยกับพี่รหัส
ตั้งแต่กลับมานั่งที่โต๊ะ จินไม่แตะข้าวของตัวเองแม้แต่น้อย เอาแต่นั่งจ้องหน้าเขาอยู่ได้ ก็ถ้ามันจ้องเขาแล้วอิ่มทิพย์ มันจะสั่งข้าวมาทำไม บูชาอากาศงั้นเรอะ
ชายหนุ่มถอนหายใจ …ขนาดเขาจ้องมันด้วยสายตาอยากได้มันจะแย่ มันยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย อย่างนี้ควรจะคาดหวังดีมั้ย ว่าถ้าปล้ำกันไปแล้ว มันจะสำนึกได้ว่าเขาอยู่เหนือมันในเรื่องบนเตียง
“เปล่า อาหารที่นี่อร่อยมั้ย”
“อร่อยดี แต่ฉันจะบอกอะไรนายอย่างนะจิน คำว่า ‘เปล่า’ เป็นคำโกหกชนิดหนึ่ง นายมีอะไรก็พูดออกมา เก็บเอาไว้ฉันก็ไม่รู้ด้วยหรอก ถ้าไม่อยากบอก ก็อย่ามานั่งมองหน้าฉันแบบนี้ มีคนนั่งจ้องแล้วกินไม่ลงว่ะ” ก็จริงอย่างที่คาเมะว่า คำว่าเปล่า น่ะ ตอบไป ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น แถมยังทำให้คนถามอึดอัดอีกต่างหาก เพราะไม่รู้จะต่อบทพูดยังไงดี
แต่…จะให้พูดเลยเนี่ยนะ กลางโต๊ะอาหารเที่ยงแบบนี้ กลางโรงอาหารสถาปัตย์ที่คนเยอะแยะเป็นมดปลวกแบบนี้น่ะเหรอ
“ว่าไง จะพูดไม่พูด ถ้าไม่พูดก็กินข้าวสักที ข้าวนายจะระเหิดหมดแล้ว” สุดท้าย คาเมะก็ยังเป็นคนพูดตรงไปตรงมาเสมอ แม้กระทั่งตอนกินข้าว ที่จินเคยอยากให้มันมีช่วงเวลาโรแมนติกบ้าง ตักข้าวให้กันบ้าง พูดจากันด้วยเรื่องหวานหูบ้าง
“พูด…” จินตัดสินใจ เขาจะลองถามคาซึยะดู จะลองถามว่าถ้าเขาอยากจะปล้ำ… คาซึยะจะยอมมั้ย
“ว่ามาดิ” คาเมะบอก แต่ก้มหน้าตักข้าวเข้าปาก ทิ้งให้อีกฝ่ายสูดลมหายใจเรียกความกล้า ก่อนจะเอ่ยปาก
“ฉันอยากปล้ำคาซึยะ”
“อ๊อก!!!!!!” คนกำลังเคี้ยวข้าวถึงกับสำลักตาเหลือก เงยหน้ามองคนพูดด้วยดวงตาเบิกกว้าง ทั้งๆที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา คาเมนาชิ คาซึยะเป็นเพียงลูกผู้ชายตาขีด
“ฉันพูดจริงๆ ฉันอยากปล้ำคาซึยะ”
คาเมะกลืนข้าวที่เกือบจะลงหลอดลม ให้เปลี่ยนเส้นทางไปลงที่ทางเดินอาหารตามเดิมด้วยพลังกายทั้งหมด ในขณะที่พลังใจเหี่ยวฟีบเพราะคำพูดของใครบางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า
‘ฉันอยากปล้ำคาซึยะ’
ไอ้หมอนี่มันบ้าหรือเพี้ยนวะ!!! พูดอะไรของมันเนี่ย!!!!
“คาซึยะ คาซึยะ” มือหนายื่นมาสะกิดมือเล็ก แต่คาเมะสะดุ้งเฮือก กระตุกมือกลับทันที ร่างโปร่งสบตาคมดุด้วยความตื่นตระหนก นับหนึ่งถึงสามในใจเพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจที่คงทะลุกราฟไปแล้ว
หนึ่ง…
สอง…
สาม…
โว๊ย!!! กูไม่หยง ไม่อยู่มันแล้ว!!! วิ่งล่ะโว๊ย!!! บ้าเอ้ย!! ไอ้จินอะไรนั่นมันบ้าชัดๆ มันบ้าไปแล้ว มันเพี้ยนด้วย มันประสาทกลับ มันเอ๋อกิน มัน… มัน… มัน…
อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!
สองเท้าลูกพ่อ!!! โกยด่วนลูก!!!! โกยด่วน!! ได้ยินคำสั่งพ่อมั้ย!! วิ่งเข้าลูกวิ่ง!! วิ่งไปจากที่นี่ ไปจากโรงอาหารนี่ ไปจากไอ้คนบ้าๆนี่!! ไปลูก!! ไปโล้ด! แล้วอย่ากลับมา!!
พ่อไม่พร้อมเสียตัว!!!!!!
คาเมะวิ่งปรู้ดออกจากโรงอาหารคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ไปแบบไม่เห็นฝุ่น ไม่มีใครวิ่งตาม ไม่มีใครวิ่งไล่เหมือนทุกที จินไม่คิดจะวิ่งตามออกไป เขาได้แต่นั่งอยู่กับที่ แล้วปล่อยให้สายตามองตามหลังคนวิ่งเร็ว จนแทบไม่เห็นร่างบางๆนั่นแล้ว เพราะหายลับไปกับหัวมุมโค้งหน้าคณะ
บางที เขาควรให้คาเมะได้คิด เพื่อหาคำตอบของสิ่งที่เขาเรียกร้องออกไป
เขาจะไม่ตาม จะไม่ไล่ จะอยู่เฉยๆ เขาจะรอ…
วันนี้จะปล่อยให้ลูกผู้ชายตัวจริง วิ่งหนีเขาได้หนึ่งวัน แล้วเขาจะไปเอาคำตอบ
‘ฉันอยากปล้ำคาซึยะ’
TO BE CON
……………………………………………..
JIN X KAME
By : Dezair
………………………….
PART 7
หากจะบอกว่ามีการปลุกปล้ำกันอยู่บนเตียง ระหว่าง อาคานิชิ จิน ที่ผีหื่นเข้าสิง อยากให้แฟน ใส่กางเกงในต้นทุนต่ำเนื้อผ้าน้อย กับคาเมนาชิ คาซึยะ ที่อยู่ในภาวะใกล้เสียตัว ต้องตกเป็นทาสในสถานการณ์แบบนี้ ก็อาจจะเป็นการสรุปความที่รวบรัดเกินไป และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด รวมถึงอาจทำให้ตระกูลคาเมนาชิหน้าบานเร็วเกินไป ดังนั้นแล้ว จึงขอเรียกฉากที่กำลังเกิดขึ้นบนเตียงว่าเป็นการ…เอ่อ….
…เป็นการบังคับใส่กางเกงในก็แล้วกัน…
“เดี๋ยว!!! อาคานิชิ!!” คาเมะเกลียดมือตัวเองขึ้นมาทันใด ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่มีมือเท่าใบลาน จะได้ดันหน้าไอ้ผู้ชายหล่อแต่ทำตัวลามกให้มันพ้นๆไปเสียที
“ใส่สิคาซึยะ ของคาซึยะนี่” มันยังพูดเป็นแค่ประโยคเดียว ถ้ามีใครบอกว่า อาคานิชิ จิน เป็นทูตสันถวไมตรีระหว่างคนกับกางเกงในล่ะก็ คาเมะเชื่อสนิทใจจริงๆ
“ฉันบอกว่าเดี๋ยว!! โอ้ย! นายอยากให้ฉันใส่ใช่มั้ย!!” คาเมะชักรำคาญ ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ถึงอยากประเคนเขาให้หมอนี่มากขนาดนี้ และก็รำคาญไอ้บ้านี่ด้วย ตอนเจอกันแรกๆก็ว่ามันโหด มันหล่อ แต่ทำไมพักหลังถึงบ้าบอได้ขนาดนี้ก็ไม่รู้
“ใช่! ใส่ให้ฉันดูนะคาซึยะ” อยากตะโกนกรอกหูไอ้คนพูดว่า กูไม่ใช่นายแบบชุดชั้นในนะโว๊ย!! แต่กรอกหูมันข้างซ้าย ก็ทะลุข้างขวา เชื่อสิ ตามันแวววาวประกายหื่นชัดแจ้งขนาดนั้น กู่ไม่กลับแล้ว แล้วคาเมะจะทำยังไงได้... นอกเสียจาก……
“ก็ได้!!!!” ร่างโปร่งประกาศยอมรับ ทำเอาคนกู่ไม่กลับ ยิ่งตาลุกวาวสนับสนุนทฤษฎีที่ว่า ความหื่นทำให้คนตาเป็นประกาย
“แต่นายต้องให้เวลาฉันทำใจกับมันบ้าง ขอฉันเข้าไปใส่มันในห้องน้ำคนเดียว” คาเมะยืนหยัดหนักเเน่น ว่าจะให้หมอนี่ได้ดูตอนใส่เสร็จแล้วเท่านั้น ไม่ให้เข้าไปนั่งถ่างตาดูช่วงกระบวนการใส่ด้วยหรอก!!
“ฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่าคาซึยะจะไม่ขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำ” จินเอง แม้จะหน้ามืดตาวาวเพราะความลามกพุ่งพล่าน แต่ก็ยังมีสติพอจะต่อรอง
“ลูกผู้ชาย!! คำไหนคำนั้น” เป็นอันว่าคาเมะสัญญาด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายที่พอจะเหลือไว้ดูต่างหน้าเล็กน้อย แต่ทั้งอย่างนั้น จินก็จำเป็นต้องให้ร่างโปร่งคว้ากระเป๋าเสื้อผ้าเข้าไปจัดการในห้องน้ำเล็กๆมุมห้อง ก่อนจะออกมาให้เขาได้เห็น ‘ภาพ’ บางอย่างที่จินตั้งมั่น ว่าจะไม่มีวันลืมบุญคุณครั้งนี้ที่คุณนายคาเมนาชิทำกับเขาอีกเลย ตลอดชีวิต
……………………..
คาเมนาชิ คาซึยะ ชูกางเกงในจีสตริงลายเสือดาวขึ้นดู แล้วขนแขนขนขาก็ลุกพรวดพราดกันอย่างพร้อมเพรียง จะมีลูกชายบ้านไหนอีกมั้ย ที่ต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ เอาง่ายๆแค่ว่า มีลูกชายบ้านไหนอีกมั้ยที่พ่อแม่พี่น้องพร้อมใจกันยกให้ผู้ชายคนอื่นหน้าตาเฉยแบบนี้ คิดๆแล้วก็ถอนหายใจ หรือว่าเขาจะเป็นลูกชายที่ว่าง่ายเกินไปสำหรับครอบครัวนี้ เขาน่าจะดื้อดูบ้าง
แต่…ดื้อเพื่อให้ได้อะไร… ยอมรับไปแล้วนี่หว่า ว่าชอบไอ้ผู้ชายคนนั้น แถมยังตกปากรับคำเป็นแฟนกับมันตลอดชีวิตแล้วด้วย นั่นสิ มาถึงขนาดนี้แล้วจะดื้อให้ได้อะไร คาเมะถูกสอนมาว่าก่อนจะซื่อสัตย์กับคนอื่น ต้องซื่อสัตย์กับตัวเองเสียก่อน เพราะฉะนั้น อะไรก็ตามที่ทำ พูด หรือแสดงออกแล้วตรงข้ามกับใจ คาเมะเลยไม่เคยคิดจะลอง
แล้วใส่กางเกงในตัวนี้ล่ะ? ค้นเข้าไปในส่วนลึกของจิตใจ แม้จะยอมรับว่าชอบผู้ชาย ชอบเพศเดียวกับตัวเอง แต่คาเมะก็ไม่เห็นว่าส่วนไหนของหัวใจร่ำร้องจะใส่กางเกงในชวนสยิวอย่างงี้ เพื่ออวดหุ่นให้ผู้ชายรายนั้นมันมองด้วยสายตาหื่นกามแล้วโผเขามากอดพร้อมตะโกนลั่นว่า ‘ยาหยี คุณมันเซ็กซี่จริงๆ’
งั้นแล้วคาเมะจะทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับใจทำไม ไม่ใส่มันเสียจะดีกว่า เพื่อเป็นการซื่อสัตย์กับตัวเอง แต่…แล้วไอ้ผู้ชายที่ชื่อ อาคานิชิ จิน ที่มันรออยู่ข้างนอกจะยอมมั้ย? ไม่แน่ป่านนี้ หมอนั่นอาจจะเลือดกำเดาทะลักนำร่องไปแล้วก็ได้
เอาไงดีวะ นี่ก็ว่าตอนตกลงคบเป็นแฟนหมอนั่น ตัดสินใจยากแล้วนะเนี่ย ตอนมาตัดสินใจเรื่องกางเกงในจีสตริงยังยากยิ่งกว่าอีก เอายังไงดี ขืนใส่ออกไปให้ดูจริงๆ มีหวังเสียตัวแหงๆ ไม่ใช่ว่าคาเมะจะมาหวงพรหมจรรย์อะไรตอนอายุยี่สิบจะยี่สิบเอ็ดหรอกนะ แล้วอีกอย่าง เขาก็ไม่ใช่ผู้หญิงด้วย แต่…ไม่พร้อมก็คือไม่พร้อมนี่หว่า
ทำยังไงดี ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ข้อนี้คาเมะรู้ แต่แล้วเวลาที่ ‘ตน’ พึ่งไม่ได้ล่ะ มีหน้าไหนบอกไว้มั้ย ว่าให้ไปพึ่งใคร พ่อแม่? พ่อแม่ของลูกคนอื่น คาเมะเชื่อว่าเป็นที่พึ่งยามยากให้กับบุตรธิดาทั้งหลายทั้งปวง แต่พ่อแม่บ้านคาเมนาชิไม่ใช่น่ะสิ พี่น้อง? นี่ก็ไม่ต้องหวัง เพราะรับดีเอ็นเอจากพ่อแม่มาเต็มๆ เพื่อน? ไม่ได้เด็ดๆ จะให้ไอ้จุนโนะกับโคยามะมารับรู้เรื่องน่าอายอย่างเช่นปัญหา ‘จีสตริงลายเสือดาว’ ของเขาเนี่ยนะ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น
ไร้ที่พึ่งจริงๆ ไร้ที่พึ่ง แล้วจะทำยังไงดีวะ หรือต้องใส่ให้มันดู ต้องใส่ให้มันดู… เอ๊! ใส่ให้มันดูงั้นเหรอ เขามีหน้าที่ใส่ และหมอนั่นมีหน้าที่ดู อย่างนั้นใช่มั้ย แล้วถ้าสิ่งที่เขาใส่ กับสิ่งที่มันดูเป็นคนละอย่างกันล่ะ หมอนั่นไม่ได้บอกนี่นา ว่าให้เขาใส่อย่างเดียวกับที่มันจะดูน่ะ
รู้แล้ว… จะทำยังไงให้ไอ้คนอยากดูดี และแน่นอนว่ามันไม่แสลงใจไอ้คนต้องใส่อย่างเขาด้วยเนี่ยสิ หึหึหึ…
นายรู้จักฉันน้อยไปแล้ว อาคานิชิ จิน... คาเมนาชิ คาซึยะน่ะ เป็นลูกผู้ชายตัวจริง ต้องวิ่งก็ใช่ แต่เวลาวิ่งไม่ทัน เรื่องเอาตัวรอดแบบปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ก็มีถมเถเฟ้ย!!! ไม่งั้นจะรอดมาถึงป่านนี้เรอะ!
…………………………………….
จินแทบจะหายใจไม่ไหวแล้ว สายตาเอาแต่เหล่มองประตูห้องน้ำอย่างใจจดใจจ่อ เขากำลังคาดหวังอะไรบางอย่างที่แม้จะเข้าข่ายเกินความจริง แต่มันจะเป็นจริงในไม่ช้า
คาซึยะกับกางเกงจีสตริง!! โอ้!! แค่คิดก็เหมือนเลือดลมจะตี จินไม่ได้ทะลึ่งตึงตัง ลามกผีทะเลอะไรหรอกนะ แต่เรื่องของความรัก มันอธิบายไม่ได้หรอกว่า ทำไมเขาถึงอยากจะเห็นเจ้าเด็กวิ่งเร็วรายนั้น กลายร่างเป็น…เป็น…เอ่อ…เป็น
เป็นหนุ่มร่างบอบบางในชุดกางเกงจีสตริงลายเสือดาว จินแถมหูเสือสองข้าง กับหางและแส่อีกหนึ่งอันให้คาเมนาชิ คาซึยะในฝันของเขาเลยก็ได้ เอ้า!!
แค่คิดก็จะเตลิดอีกแล้ว เมื่อไหร่คาซึยะจะออกมาสักทีละ เขาจะตายอยู่แล้วกับจินตนาการอันสุดโต่งแบบนี้
แกร็ก!! เสียงปลดกลอนทำเอาหัวใจของจินบีบตัวรุนแรง เหมือนหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ตาจะอัดฉีดเลือดพุ่งออกจากหัวใจห้องล่างซ้าย ลงไปที่ขาทั้งสองข้างโดยไม่ต้องผ่านส่วนใดๆของร่างกาย และมีผลให้สองขาของเขายันตัวลุกขึ้นยืนจากเตียงกว้างทันที
จินกลืนน้ำลายอีกอึก เมื่อเห็นเท้าเล็กก้าวออกมาจากห้องน้ำ เขาไล่สายตาจากปลายเท้าขึ้นมายังหน้าแข้ง ที่ครั้งหนึ่ง เจ้าของมันเคยอวดให้เขาฟังว่า ‘แต่ก่อนขนเยอะมาก! แต่แม่แวกซ์’ ส่วนแม่มันน่ะเหรอ บอกเขาไปอีกเรื่อง ‘คาซึยะเป็นคนขนน้อยจ๊ะ ได้ผิวสวยๆของแม่ไปก็แบบนี้แหละ’
ร่างสูงไล่สายตาขึ้นมาที่หัวเข่า อันมีแผลเป็นเล็กน้อย บอกให้รู้ถึงการยืนหยัดที่จะวิ่ง และมีบ้างที่ต้องหกล้ม เขาไล่ขึ้นมาอีก และต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อพบว่า เหนือเข่าขาวๆขึ้นไป มีชายผ้าบางอย่างบดบังสายตาเอาไว้
“ฉันไม่อาบน้ำนะ จิน นายจะอาบก็รีบอาบดิ” เสียงเจ้าของหัวเข่ามีรอยแผลเป็นเอ่ยปากบอก ให้จินยิ่งขมวดคิ้วหนัก เขากำลังสงสัยบางอย่าง แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังไม่กล้าทะลึ่งพรวดขึ้นไปดูว่าส่วนที่อยู่เหนือเข่าขึ้นไปอยู่ในสภาพใด
“จิน นายมองอะไร ชอบกางเกงฉันเหรอ ตัวนี้ยกให้ไม่ได้นะ ไอ้จุนโนะซื้อให้วันเกิด”
กางเกง!!! กางเกงงั้นเรอะ!!!!
เหมือนสติจะมากระทันหัน ให้จินต้องเงยหน้ามองคนพูด และก็ได้พบว่า นอกจากเหนือหัวเข่าจะมีชายผ้าบางอย่างขวางกั้นสายตาเขาแล้ว ทั้งร่างกายคาซึยะก็มีเสื้อผ้าปกปิดทั้งหมด
แล้วไหนจีสตริงวะ!!!!!
“ไหนว่าจะใส่จีสตริงไง!” จินร้องลั่นเหมือนทวงคืนซึ่งสิทธิ์ของตัวเอง คาเมะเลิกคิ้วใส่คนถาม ด้วยสายตาเหมือนจะย้อนว่า ‘ไม่เห็นเหรอ’ นิ้วเรียวชี้ลงที่ขอบสะโพกของตัวเอง ให้จินต้องละสายตาลงมองตาม แล้วเขาก็ถึงกับตาโตกับความกล้าและบ้าบิ่นของแฟนสุดที่รัก
“ฉันรู้แล้วว่าทำไมซุปเปอร์แมนชอบใส่กางเกงในไว้ข้างนอก สงสัยเพราะคนดูคงเรียกร้อง แบบที่นายเรียกร้องให้ฉันใส่จีสตริงให้ดูละมั้ง” คาเมะบอกหน้าตาเฉย แต่ดวงตาเรียวระยับไปด้วยแววของความสนุกสนาน กับสีหน้าตกตะลึงของคนดู
อยากให้คาเมะใส่จีสตริงให้ดู ก็ใส่แล้วไง แต่หมอนั่นไม่ได้บอกนี่หว่า ว่านอกจากจีสตริงแล้วห้ามใส่เสื้อผ้าอย่างอื่น คาเมะเลยแต่งชุดนอนอันได้แก่เสื้อยืด กางเกงขาสั้นครบชุด แต่แถมรีเควสของจินให้อีกหน่อย ด้วยการใส่จีสตริงทับกางเกงขาสั้น แต่งตั้วคล้ายซุปเปอร์แมนนั่นแหละ
“ทีนี้ฉันเล่นเกมต่อได้แล้วใช่มั้ย” จิน ไม่มีอารมณ์จะพูดใดๆ ได้แต่ปล่อยให้เจ้าแฟนแสบลอยหน้าลอยตาไปนอนแอ้งแม้งคว้าเกมขึ้นมากดยิกๆ ส่วนตัวเองยืนนิ่ง พร้อมกับประโยคหนึ่งที่วิ่งเข้ามาในจิตใจ
แพ้.... ผมแพ้เขา อาคานิชิ จิน แพ้ คาเมนาชิ คาซึยะแล้วครับ
………………………………………..
บางที จินก็น่าจะรู้ตัวตั้งแต่แรก ว่าเขาไม่มีทางชนะเจ้าเด็กวิ่งเร็ว และฉลาดเป็นกรด ก็เพราะมันเป็นแบบนั้น มันถึงมีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้ ทั้งๆที่ปากชวนตายแทบทุกวันจนเขาหัวใจจะวายตายก่อนมันอยู่แล้ว เฮ้อ แล้วเขาจะเอายังไงกับมันดี เอายังไงกับไอ้คนที่ไม่ค่อยจะสนอกสนใจโลกใบนี้ และรักการมีชีวิตอยู่กับความพึงพอใจของตัวเองเป็นหลักแบบนี้ดี
“คาซึยะ นี่เวลากินข้าว อย่าเอาแต่เล่นเกม” เช้าวันต่อมา กิจวัตรของ คาเมนาชิ คาซึยะ ก็ยังคงไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าการกดเกมในมือยิกๆ และไม่ใช่แค่เช้านี้หรอก ตั้งแต่เมื่อคืน จินต้องหลับลงพร้อมกับเสียง‘ตะดึดึ้ง!’ และ ‘วะฮู้!’ จากไอ้เกมเครื่องเล็กๆนั่นหลอกหลอนจนกลายเป็นฝันร้าย ฝันเห็นไอ้เจ้า ทางุจิอะไรนั่นมายืนหัวเราะเยาะแล้วชี้หน้าว่า ‘ไร้น้ำยา!!!’ ไม่รู้ว่าจินคิดมาก จนเก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะเอง หรือเพราะแรงอาฆาตของไอ้เจ้าของเกมมันส่งมาถึงเขา แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร จินก็บอกตัวเองแล้ว ว่าวันนี้ เขาจะไม่ยอมให้ตัวเองกลายเป็น ‘คนไร้น้ำยา’ เป็นวันที่สอง
“จะจบแล้ว จะจบแล้ว” มันว่าอย่างนั้น แต่ไม่เงยหน้ามองเขาเลย อาหารเช้าที่สั่งมาทานที่ห้องก็ไม่ต้องพูดถึง ยังเต็มจานอยู่ตรงหน้ามันแบบไม่มีการพร่องลงแม้แต่น้อย
“คาซึยะ! รู้รึเปล่าว่าวันนี้เรามาทำอะไรกัน” เจอคำถามแบบนี้ หากเป็นคนโดยทั่วไปคงรู้แน่แล้วว่าถูกประชด แต่ คาเมนาชิ คาซึยะ ไม่ใช่คนทั่วไป เจ้าตัวเลยยังสนใจแต่เกมในมือ แล้วพยักหน้าหงึกหงักแทนคำตอบ
“รู้ดิ นายไม่รู้เหรอ” จินอยากจะเข้าไปบีบคอไอ้ตัวเล็กตรงหน้านี่จริงๆ
“ถ้ารู้แล้ว ก็หยุดเล่นเกมสักที ” คราวนี้คาเมะเลยจำต้องเงยหน้าขึ้นมองคนพูดที่ดูจอารมณ์เสียนิดๆ จำยอมปิดเกมในมือ แล้ววางมันลงข้างกาย
“อาคานิชิ จิน นายโมโหอะไร” จินพ่นลมหายใจแรงๆ แล้วเอนหลังพิงพนัก ตาจ้องคนถาม ใจอยากจะปากแข็งบอกว่าเปล่า แต่ในเมื่อคาเมะยังเอาแต่พูดในสิ่งที่คิด แล้วทำไมเขาถึงไม่พูดในสิ่งที่รู้สึกบ้าง
“ฉันนึกว่าเรามาเที่ยวกันสองคนแบบนี้ จะทำให้เราได้รู้จักกันมากขึ้น ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น คาซึยะอาจจะคิดว่ามาครั้งนี้ แค่มาดูที่ เผื่อมาเที่ยวคราวหน้า แต่สำหรับฉัน มาครั้งนี้ถือว่ามาเดทกับคาซึยะ เข้าใจกันบ้างมั้ย” คนฟังถึงกับเงียบ แล้วเอาแต่มองหน้าจิน สบตากันและกัน ร่างสูงคาดหวังลึกๆว่าคาเมะจะเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็แค่เข้าใจเพียงนิดว่าการมาเที่ยวครั้งนี้ ควรมีค่ามากกว่ามานั่งเล่นเกมในห้องพัก ทว่า ดวงตาเรียวเล็กของร่างบางก็ยังว่างเปล่า และปราศจากแววของความเข้าใจ ร่างสูงท้อในอก ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการรักใครสักคนจะยากเย็นถึงเพียงนี้
“ทานข้าวให้เสร็จ แล้วจะเล่นเกมต่อก็เอาเถอะ ฉันจะออกไปดูว่าที่นี่มีอะไรบ้าง จะได้เอาไปบอกคุณแม่ได้” จินบอกเสียงเหนื่อยอ่อน ก่อนจะลุกจากเก้าอี้นวม กำลังจะเดินออกจากห้อง แต่เสียงของคนตัวเล็กกว่าก็ดังไล่หลัง
“นายบอกว่ามาเดท แล้วจะออกไปคนเดียวน่ะเหรอ นายเข้าใจคำว่าเดทแน่รึเปล่า เดทมันต้องไปเป็นคู่”
……………………………..
เดทมันต้องไปเป็นคู่ เดทมันต้องไปเป็นคู่ เดทมันต้องไปเป็นคู่
จินท่องแต่คำว่าเดทต้องไปเป็นคู่จนขึ้นใจ จนเผลอยิ้มขึ้นมา จนเผลอ เผลอแม้กระทั่งส่งมือตัวเองไปคว้ามือเล็กมาจับเอาไว้ ขณะเดินเคียงกันไปตามทางโรยกรวดที่ทอดตัวสู่เรือนสปาของที่พัก
“จับมือฉันทำไม ฉันตาไม่บอด มองเห็นทาง ไม่ต้องจูง” และก็ได้คำพูดแบบไม่เผลอของอีกฝ่ายย้อนกลับมาให้จินต้องรีบปล่อยมือแทบไม่ทัน
แต่เอาวะ มีแฟนปากตรงกับใจมันก็ต้องมีคำพูดอะไรแบบนี้บ้าง ทำใจไว้ อาคานิชิ จิน เลือกมาแล้ว มันก็ต้องมีอะไรที่ขัดใจบ้าง เพราะฉะนั้น…
“อ้าว เจอผู้หญิงชื่อเชยคนนั้นอีกแล้ว ท่าทางเขาจะอยากจับนายจริงๆแหละ จิน” น้ำเสียงที่ไม่เบาเลยของคาเมะ ทำเอาจินที่กำลังปลงและพยายามยอมรับลักษณะนิสัยของอีกฝ่ายให้ได้ถึงกับชะงักกึก แล้วหันควับไปมองทันที สายตาไม่พอใจของหญิงสาวที่บังเอิญมาพักที่เดียวกัน แถมยังบังเอิญจะมาสปาของที่นี่เหมือนกัน ทำเอาจินนึกเกลียดโชคชะตาความบังเอิญของ คาเมนาชิ คาซึยะจริงๆ
“เจอกันแต่เช้าเลยนะฮะ ผมนึกว่าหน้าอย่างคุณจะเป็นพวกนอนตื่นสายซะอีก” ร่างสูงล่ะอยากจะจูบปิดปากเจ้าคนพูดตอนนี้เหลือเกิน
“จินคะ ทำไมเด็กคนนี้ไม่มีมารยาทเลย” เอาแล้วไง จินเริ่มทำอะไรไม่ถูก เมื่อคนรักยังปากดี ในขณะที่คู่กรณีก็เอาแต่ฟ้องเขา แถมยังเข้ามาเกาะแขนเขาอีก จินต้องรีบปลดมือหล่อนลง ไม่ใช่จะมากลัวแฟนหรืออะไร อย่างนี้เรียกเกรงใจแฟนต่างหาก
“คุณเองก็่ท่าทางจะไม่มีมารยาทเหมือนกัน ไม่รู้เหรอว่าคนที่มีแฟนแล้วน่ะ ไม่ควรเข้าไปยุ่งวุ่นวาย หรือว่าหาแฟนเองไม่ได้ เลยต้องอาศัยแย่งคนอื่น” คาเมะไม่ใช่เด็กปากร้ายโดยกำเนิด แต่เน้นพูดในสิ่งที่คิดเป็นหลัก เพราะฉะนั้น เรื่องที่พูดออกไป จึงไม่มีประโยคใดเลยที่ประชดประชัน เป็นความจริงจากหัวใจล้วนๆ
“นี่แก!” เจอหน้าตาสวยๆบิดเบี้ยวไม่สบอารมณ์ของหญิงสาว ร่างโปร่งก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมา
“คุณเหมือนพวกนางร้ายในนิยายจัง อ่า ถ้างั้นผมก็ต้องเป็นนางเอกน่ะสิ งั้นนายก็เป็นพระเอก ไม่ดีแหะ นายเป็นนางเอกแทนได้มั้ยจิน ฉันไม่ชอบบทนางเอกเท่าไหร่” ว่าคนอื่นแล้วยังมาทำหน้าซื่อ จินล่ะไม่รู้จะพูดอะไรดี นอกจากกุมขมับน้อยๆ แล้วขยับเข้าไปหาคนพูด
“เราเข้าไปดูข้างในกันเถอะ คาซึยะ ขอตัวก่อนนะครับ นานาโกะ” ร่างสูงรีบปัดทุกอย่างทิ้ง แล้วหมายจะลากเจ้าตัวดีเข้าไปดูสถานที่ แต่หญิงสาวไม่ยอมปล่อยมือที่ยังเกาะแขนเขาอยู่ จนคาเมะต้องหันไปถาม
“คุณไม่เข้าใจคำว่า ‘ขอตัวก่อน’ เหรอ อ่า…แย่จังแหะ นอกจากจะชื่อเชยแล้ว จินไม่ค่อยอยากคุยด้วย จนต้องวิ่งเข้ามาทักจินก่อนบ่อยๆแล้ว ยังไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นบางคำอีกต่างหาก คุณคงใช้ชีวิตลำบากน่าดูเลยนะ” สิ้นประโยคนั้นเอง เสียงกรี๊ดก็ดังลั่นแบบที่จินต้องสะเทือนไปทั้งหู แต่ทั้งอย่างนั้น คนที่ทำให้เกิดเสียงกรี๊ดก็ยังปากดีต่อไปว่า
“อ้อ ดีอย่างเดียวคือเสียงนี่เอง ผมรู้แล้วว่าคุณก็มีประโยชน์เหมือนกัน”
พระเจ้า… ท่านให้พรสวรรค์ทางฝีปากกับ คาเมนาชิ คาซึยะ มากไปรึเปล่า
………………………….
การไปชมสปา เพื่อกลับไปบอกเล่าเป็นข้อมูลให้แก่คุณนายริทสึโกะ สิ้นสุดตั้งแต่ยังไม่ทันจะย่างเท้าเข้าประตูแม้แต่นิดเดียว คาเมะก็รีบพาจินจากมาเสียก่อน ก่อนจะมีเรื่องเกิดขึ้น ในขณะที่จินไม่คุ้นชินกับเสียงวี้ดจนแก้วหูจะแตกยังยืนเอ๋อ
แม้คราวนี้ จะไม่ต้องอาศัยสองเท้าในการวิ่งหนี เพราะรู้ดีว่าอีกฝ่ายยังมัวแต่กรี๊ดและไม่มีทางวิ่งตามทัน แต่คาเมะก็อดจะถอนหายใจไม่ได้
ถอนหายใจเพราะไม่คิดว่าการมีเรื่องกับผู้หญิงจะทำให้รู้สึกแย่ขนาดนี้ หูยังอื้อไม่หาย แถมยังอาจโดนดักตบได้ทุกเมื่อ
ถอนหายใจเพราะไม่คิดว่า ผู้หญิงจะหวงข้าวหวงของ หวงแม้กระทั่งผู้ชายที่ไม่ใช่แฟนตัวเองแบบนี้ กรณีนี้ ท่าทางจะทำให้ถูกตบในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน
“ถ้าฉันถูกตบ นายบอกทุกคนด้วยนะ ว่าเป็นเพราะพิษรักแรงหึง” ร่างโปร่งเอ่ยปากบอก หลังจากคิดมาทั้งวัน ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป หลังจากไปปากดีใส่ผู้หญิงชื่อเชยคนนั้น จนได้เสียงกรี๊ดเป็นของตอบแทน และพาลให้หูอื้อไม่หาย เขาก็สรุปความได้ว่า อาจจะถูกดักตบวันใดก็วันหนึ่ง ซึ่งมันอาจจะเป็นเร็วๆนี้ก็ได้
“พูดอะไรน่ะคาซึยะ ไปอาบน้ำไป จะได้ไปทานข้าวเย็นกัน วันนี้จองโต๊ะที่ห้องอาหารไว้” วันนี้ หลังจากหลบออกมาจากสปาแบบที่ยังไม่ทันได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศภายใน พวกเขาสองคนก็ใช้เวลาเที่ยวบริเวณใกล้ๆนี้แทน หาข้อมูลว่ามีอะไรที่น่าเที่ยวบ้าง เพื่อเก็บไปบอกคุณนายริทสึโกะ
“ไปชุดนี้ไม่ได้เหรอ หิวแล้วนะ” คาเมะเงยหน้าถาม แต่จินส่ายหัว
“ไม่เอา มอมแมมขนาดนั้น ไปอาบน้ำ หรือจะให้อาบให้”
“นายปกติก็ลามกแบบนี้เหรอ” ถูกย้อนถามไปแบบนี้ ทำเอาจินถึงกับสะอึก เขาทำหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆคนถาม แล้วเกี่ยวเอาเอวเล็กๆเข้ามาโอบเอาไว้
“ลามกที่ไหนเล่า คนรักกันเขาก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ”
“ทำกันแบบนี้? ที่หาว่า มอมแมม แล้วไล่ให้ไปอาบน้ำน่ะเหรอ” คาเมะไม่ได้ใสซื่อมากนักหรอก เข้าใจดีว่า ‘ทำแบบนี้กันทั้งนั้น’ ที่จินพูดมา หมายความว่ายังไง ร่างสูงหันไปมองคนทำตัวเนียนว่าซื่อ แล้วหมั่นเขี้ยวจนต้องบีบปลายจมูกไปที
“พูดมาก ไปอาบน้ำไป คืนนี้มีดินเนอร์ แต่งตัวน่ารักๆนะ” เขาบอกแล้วยิ้มบาง แต่คาเมะกลับหันมายิ้มกว้างแถมหลิ่วตาให้อีกที ก่อนจะบอกให้ฝันหวานของจินมลายลงทันตา
“นายไม่รู้ซะแล้ว ว่านอกจากฉันจะเป็นแฟนฮาร์ดคอร์ตัวจริง ฉันยังเป็นพวกบ้าฮิพฮอพด้วยล่ะ”
หมายความว่า ดินเนอร์ใต้แสงเทียน ที่จินอุตส่าห์ลงทุนจองโต๊ะริมสวนสวยของห้องอาหาร เขาจะได้ทานข้าวกับแฟนพันธุ์แท้ของวงการฮิพฮอพงั้นเหรอ ต้องให้ไปจ้างดีเจมาเปิดเพลง แถมแสคลชแผ่นเป็นของแถมด้วยมั้ย =.=
……………………………….
อาคานิชิ จิน บอกกับตัวเองว่าจะเทิดทูนแม่ยายอย่างคุณนายริทสึโกะสุดหัวใจไปตลอดชีวิตที่มี เพราะทันทีที่เห็นคนตัวเล็กเดินออกจากห้องน้ำพร้อมหน้าบูดๆ และชุดที่ไม่เข้าข่ายฮิพฮอพ แถมยังไปไกลเกินกว่าจะะเป็นชุดของผู้ชายแมนๆสักคน อย่างเอี๊ยมยีนส์ขายาวและเสื้อยืดสีชมพูสดใส เขาก็ยิ่งอยากจะยิ้มให้หน้าบานกว่านี้เป็นสิบเท่า
“ไม่น่าให้แม่จัดกระเป๋าให้เลย!” ผลของชุดที่มองยังไงก็ไม่มีมุมไหนจะเป็นเทรนด์ของผู้ชาย ก็ทำเอาคาเมะอยากจะไปคว้าชุดนอนเมื่อคืนมาใส่แทนเสียเหลือเกิน
เสื้อยืดสีชมพู๊ ชมพูแบบนี้ ไม่รู้จริงๆว่าแม่ไปเตรียมมาจากไหน จะเอาตัวอื่นก็ไม่ได้ เพราะเสื้อผ้าที่แม่เตรียมมาให้ มีแค่นี้! ใช่! นอกจากชุดเอี๊ยมและเสื้อยืดตัวนี้แล้ว ไม่มีชุดอื่นอีก พวกเขาแค่จะมากัน สามวันสองคืน เสื้อผ้าไม่ได้มากมายอะไร แค่ชุดตอนกลางวันสองชุด กับชุดนอนอีกชุดก็พอเหลือหลาย แต่วันนี้ คาเมะรู้แล้วว่ามันไม่พอ และควรเตรียมชุดมาเผื่ออีกชุดหนึ่ง อย่างน้อยก็เผื่อว่า ชุดมันใส่ไม่ลงเช่นชุดนี้ จะได้มีเอาไว้เปลี่ยน!!
แล้วก็เอี๊ยมนี่อีก ดีแค่ไหนที่แม่ไม่แปะกระดาษรีเควสมาด้วยว่าให้ถักเปียสองข้าง ไม่อย่างนั้น คาเมะคงเข้าใกล้มาดลูกสาวกำนันเข้าไปทุกที!! เวรกรรม!!
“ชุดนี้เหรอ ฮิพฮอพที่ว่า” ร่างสูงล้อเลียน ให้คาเมะยิ่งนึกโกรธแม่ขึ้นมาอีกล้านเท่า
“งั้นฉันใส่ชุดนอนเมื่อคืนไปแล้วกัน” ร่างโปร่งหมุนตัวจะเดินกลับไปเปลี่ยนเป็นชุดนอนอันได้แก่เสื้อยืดแขนสั้น และกางเกงขาสั้น กับจีสตริงลายเสือดาวเมื่อคืนจริงๆ ถ้าไม่ได้ร่างสูงคว้าแขนเอาไว้ก่อน
“ไม่เอาหน่า ชุดนี้ก็น่ารักออก รอตรงนี้แหละ ขอไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน จะได้ไปทานข้าวกัน” แล้วจินก็หายเข้าไปในห้องน้ำ ปล่อยให้คาเมะมานั่งดูโทรทัศน์รอเรื่อยเปื่อย ก่อนที่เสียงโทรศัพท์จะดังขึ้น ร่างงโปร่งเดินไปหยิบขึ้นมาดู ตัวอักษรที่ขึ้นบนหน้าจอ ยิ่งทำให้คาเมะเข่นเขี้ยวนัก
…แม่…
อยากรู้จริงๆว่าโทร.มาเนี่ย รักลูก คิดถึงลูก หรือเพราะว่าอยากรู้เหตุการณ์หลังใส่จีสตริง!!
คาเมะกดรับสาย ก่อนจะเอาแนบหู และไม่ทันจะได้กรอกเสียงทักทาย อีกฝ่ายก็แผดเสียงแทรกขึ้นมาเสียก่อน
‘คาซึยะ! เป็นยังไงบ้างลูก มีความสุขดีมั้ยจ๊ะ นี่… มานาบุ อย่าเพิ่งอยากรู้เรื่องจีสตริงสิ เอาทีละเรื่อง เดี๋ยวน้องรู้หมด ว่าแม่โทร.ถามเรื่องนั้น’ ท้ายประโยค คาเมะได้ยินเสียงคุณแม่หันไปบอกพี่ชายอย่างกระซิบกระซาบ แต่เขาจับใจความได้ทั้งประโยค! ดีจริงๆ แม่นะแม่
‘ฮัลโล คาซึยะ ได้ยินมั้ยลูก เป็นยังไงบ้างจ๊ะ เห็นของขวัญวันแต่งงาน เอ้ย วันไปเดทของลูกกับจินรึยัง ถูกใจมั้ย แม่อุตส่าห์ไปเลือกกับพ่อเชียวนะ คาซึยะ ยังอยู่รึเปล่า’
“อยู่ฮะ ทีหลังแม่ไม่ต้องซื้อก็ได้นะ” คาเมะล่ะเกรงใจแม่จริงๆ อายุปูนนี้แล้วยังต้องไปตะลอนๆกับพ่อหาซื้อจีสตริงเนี่ย สงสารคนขายจะเข้าใจผิด คิดว่าสองสามีภรรยาจะยังมีไฟโชติช่วงกันอยู่
‘ไม่ซื้อได้ยังไง คนขายยังบอกเลย ว่าของแบบนี้ มันทำให้คู่รักแต่งงานใหม่น่ะ สดใสซาบซ่านกันมาทั้งนั้น’
“คู่รักแต่งงานใหม่? แม่บอกคนขายว่ายังไงน่ะ”
‘ก็บอกว่าลูกแม่มีแฟน และกำลังจะแต่งงานน่ะสิ เขาก็เลยถามไปถามมา แม่ก็เล่าหมดทุกอย่าง คนขายยังบอกเลยว่าแม่โชคดี มีลูกเขยน่ารัก มีลูกชายน่ารัก’ ถ้าเขกหัวด้วยโทรศัพท์มือถือแล้วฆ่าตัวตายได้ คาเมะจะทำเดี๋ยวนี้ เอากับแม่เขาเถอะ ตอนแรกก็แค่อยากจะให้ลูกมีแฟนเป็นผู้ชาย พอลูกมีแฟนเป็นผู้ชาย ก็ยังอยากจะเอาให้ไกลกว่านั้นด้วยการแต่งงานอีก! อย่างงี้เรียกได้คืบจะเอาศอก ได้ศอกจะเอาสิบศอกใช่มั้ยเนี่ย
‘แล้วจินพาลูกไปเที่ยวไหนบ้าง บรรยากาศดีมั้ยที่นั่น แล้วลูกกับเขาล่ะ ถึงขั้นไหนกันแล้ว…เอ๊! มานาบุเนี่ย อย่าเพิ่งกวนแม่ได้มั้ย แม่กำลังถามน้องอยู่นะ ไม่เป็นไรหรอก ถามเยอะๆน้องไม่งง เดี๋ยวน้องจะได้ตอบทีเดียวเลยไง แม่อยากรู้’ มีเสียงพากษ์จากนอกบทสนทนาเข้ามาเรื่อยๆ เพราะมารดายังโต้เถียงกับพี่ชายไม่เสร็จดี คาเมะล่ะปวดใจกับครอบครัวของตัวเองจริงๆ มีแม่อยู่คนก็เป็นเสียแบบนี้ แถมมีพี่อีกคน ก็รับดีเอ็นเอแม่ไปเต็มๆอีกต่างหาก
“แถวนี้ก็สวยดีนะแม่ ถ้าจะมาอาทิตย์หน้าก็โอ.เค. มีที่เที่ยวเยอะดีด้วย ใกล้ๆมีน้ำตก เดินไปได้ แล้วที่พักก็มีสปาให้ด้วย ออนเซ็นก็มี” คาเมะตอบภาพรวมทั้งหมดของคำถามของมารดา แต่ไม่ใส่ประเด็นเจาะลึกเรื่องของตัวเองและจิน ทว่า… มีหรือที่คุณนายริทสึโกะจะยอม อุตส่าห์ทั้งผลักทั้งดันให้ลูกชายตัวเองมีแฟนเป็นผู้ชายสมความปรารถนาได้แล้ว ไอ้จะมาตายน้ำตื้นเพราะลูกงุบงิบไม่ยอมตอบคำถาม ก็ดูจะไม่สมเป็นคุณนายแม่ร่างอวบคนนี้หรอก
‘เเล้วเรื่องลูกกับจินเป็นยังไงบ้าง เขากับลูกไปถึงไหนกันแล้ว นี่แม่ไม่ได้ละลาบละล้วงนะคาซึยะ แม่แค่เป็นห่วงเท่านั้น’ คาเมะรู้ว่าสีหน้าของคนที่ปากบอกว่า ‘ไม่ได้ละลาบละล้วง’ ตอนนี้จะยิ้มหน้าบานเป็นกระด้งแค่ไหน
“ยังไม่ถึงไหนหรอกแม่ ก่อนมาเป็นยังไง ตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น”
‘อุ๊ยต๊าย!!’ ร่างโปร่งสาบาน ว่าได้ยินเสียงแม่อุทานแบบนี้จริงๆ แถมยังนึกภาพออกอีกต่างหาก ว่าตอนนี้คุณนายเจ้าของคำอุทานคงกำลังยกมืออูมๆทาบอกตัวเอง
‘แม่ไม่เชื่อหรอก อะไรกัน ไปค้างกันมาหนึ่งคืนเต็มๆ ลูกไม่มีส่วนไหนบุบเลยรึไง อย่าโกหกแม่เลยคาซึยะ เรื่องอย่างนี้แม่รับได้ แม่บอกแล้วไง แม่ให้ลูกไปเที่ยวกับจิน ก็แสดงว่าแม่เต็มใจ ถ้าหากลูกจะมีอะไรกันก่อนแต่ง หรืออะไรทำนองนั้น’ มีแม่คนไหนอีกมั้ย ที่จะใจกว้างเป็นมหาสมุทธได้เท่าคุณนายริทสึโกะ มีการเต็มใจให้ลูกชายมีอะไรกับแฟนก่อนแต่งอีกต่างหาก เจริญจริงๆ
‘คาซึยะ บอกความจริงแม่มาเถอะ ถึงขั้นไหนแล้ว ขั้น ซี ขั้น บี หรือว่า…อุ้ย! มานาบุก็ แม่จะถามน้องให้รู้เรื่องไปเลยไง พวกเราจะได้ไม่ต้องมานั่งทายเอง ’ อ้อ นี่ถ้าไม่รู้วันนี้ คาเมะคงผิดบาปอย่างหนัก เพราะปล่อยให้ครอบครัวคาเมนาชิหมกหมุ่นอยู่แต่กับการทายว่าเขาและจินไปถึงขั้นไหนสินะ เฮ้อ
“ยังไม่เริ่มสักขั้น แม่ เดี๋ยวจะไปกินข้าวแล้ว แม่มีอะไรจะฝากบอกจินรึเปล่า หมอนั่นอาบน้ำอยู่” คาเมะรีบบอกปัด ก่อนจะถูกมารดาชวนคุยเรื่องลึกลับลงไปมากกว่านั้น เขาไม่อยากตอบให้โดนด่าหรอก ว่าเอากางเกงในจีสตริงไปทำอะไรมาบ้าง เดี๋ยวนอกจากจะหูอื้อเพราะเสียงกรี๊ดผู้หญิงชื่อเชยเมื่อกลางวันแล้ว จะหูชาเพราะโดนผู้หญิงชื่อ ริทสึโกะเทศน์เข้าให้
‘งั้น…ฝากบอกจินด้วยนะลูก ว่าจัดการคาซึยะได้ทุกอย่าง ได้ทุกเวลา แล้วกลับมา ค่อยมาขอขมาแม่ก็ได้ แม่ไม่ซีเรียส’ คาเมะขอชูนิ้วปฏิญาณตนว่าจะไม่บอกสิ่งที่แม่ฝาก ให้อาคานิชิ จิน รับรู้โดยเด็ดขาด!!!
…………………….
ดินเนอร์ใต้แสงเทียนริมสวนสวยที่จินจองโต๊ะเอาไว้ โรแมนติกเอามากๆ โดยเฉพาะสำหรับร่างสูง ที่มีคนหน้าตาน่ารัก แต่งตัวน่ารักมานั่งกินข้าวอยู่ฝั่งตรงข้ามแบบนี้ จินคอยเอาอกเอาใจไม่ห่าง รู้ดีว่าการจะมีช่วงเวลาที่เรียกได้ว่าดีเยี่ยมแบบนี้กับคนรักอย่าง คาเมนาชิ คาซึยะ เป็นเรื่องที่หายากเอามากๆ
มื้อค่ำผ่านพ้นไป แบบที่จินได้เก็บรายละเอียดมากมาย เกี่ยวกับคนร่างบาง ที่เวลาทานข้าวนั้น เงียบจนนน่าใจหาย ถามไปถามมาถึงได้ยอมบอกว่า ‘แม่บอกว่า เวลากินข้าว ห้ามพูด’ คนรักของจินกตัญญูและเชื่อฟังบุพการีมากแค่ไหน ร่างสูงเห็นกันจะจะคาตาก็วันนี้
นอกจากนั้น ร่างสูงยังได้ดูแล ได้เทคแคร์ ได้รู้ว่าคาเมะเอง ก็มีมุมน่ารักๆอย่างการอยากสั่งขนม ทั้งๆที่ข้าวตัวเองยังเต็มจาน โดยให้เหตุผลว่า ‘กว่าขนมจะมา ข้าวก็กินหมดพอดี มันจะได้ไม่ต้องเว้นเวลาเอาไว้ กินให้ต่อๆกันไปเลย กระเพาะได้ทำงานทีเดียว’ นี่ก็มาแนวรักสุขภาพรึเปล่า จินไม่แน่ใจนัก แต่นึกรักเวลาคนพูดมันพูดหน้าตาย แต่ตาใสๆเสียจริงๆ
กว่าจะกลับห้องพักกันได้ ก็ล่วงเวลาเข้าไปดึกมากแล้ว คาเมะต่อรองไม่อาบน้ำอีกรอบ เพราะขี้เกียจ หรืออะไรก็ตามแต่ แต่เจ้าตัวให้เหตุผลว่า ‘ช่วยประเทศประหยัดน้ำ’ มันอ้างเป็นวาระระดับชาติอย่างนี้ จินเลยไม่คิดจะฝืนความต้องการของมัน ส่วนเขาขอกลับไปอาบน้ำอีกรอบ และพอออกมาอีกที ก็พบคนร่างบางกำลัง นั่งเล่นอยู่ที่ระเบียงนอกห้อง
“คาซึยะ ไม่ง่วงเหรอ” เขาเปิดประตูระเบียงออกไปทัก ทำเอาคนกำลังเคลิ้มกับอากาศเย็นๆและความเงียบสงบต้องหันมอง
“ยัง พระจันทร์ที่นี่ใหญ่ดีเนอะ ในโตเกียวเห็นเล็กนิดเดียว” จินเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งเคียงข้าง ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้ายามดึกดื่น ท้องฟ้าตามต่างจังหวัดก็แบบนี้ ไม่มีตึกสูงๆบดบัง ไม่มีแสงนีออนทำลายแสงดาวระยิบระยับนับร้อยนับพัน
“คาซึยะชอบมองพระจันทร์เหรอ”
“เปล่า แต่ไม่มีอะไรทำ นายไม่ให้ฉันเล่นเกมนี่หว่า” เอ่อ… ว่าจะชวนคุยอะไรโรแมนติกๆอย่างตำนานพระจันทร์หรืออะไรทำนองนั้นเสียหน่อย มาเจอความตรงเข้าไปล่ะจินเซแซ่ดๆ ต้องตั้งหลักอยู่อึดใจหนึ่ง จึงชวนคุยกลับเข้ามาเรื่องเดิม
“แต่ฉันชอบดูพระจันทร์นะ มันสวยดี แล้วยิ่งมีคนข้างๆเป็นคาซึยะ มานั่งดูด้วยกันแบบนี้ ฉันก็ยิ่ง…” ยัง ยังไม่ทันจะพรรณาว่า ความรู้สึกตอนนี้ของจิน ยามมีคนรักนั่งเคียงข้างดูพระจันทร์ด้วยกัน ในคืนที่เงียบสงบ ปราศจากเสียงรบกวนแบบนี้ มันทำให้เขาหวั่นไหวและเผลอไผลมากแค่ไหน
เจ้าคนที่ไม่ค่อยจะโรแมนติก แถมยังตรงเผงก็ดันช่วยสร้างมู้ดที่ไม่โรแมนติกมากขึ้นด้วยการ…
“ฮ้าววววว ง่วงชะมัดเลย สงสัยวันนี้จะเหนื่อย” เอาตัวเองเป็นหลักจริงๆ เพราะคาเมะไม่ได้อยู่ฟังว่าอีกฝ่ายจะพร่ำเพ้ออะไรมากมายแค่ไหน พอรู้สึกว่าง่วงปุ๊บ ก็ลุกปั๊บ พาเอาคนกำลังปั่นอารมณ์ไหวถึงกับอยากจะหัวคะมำมันเสียเดี๋ยวนี้
“ไปนอนก่อนนะ จิน ถ้านายดูพระจันทร์เสร็จแล้วก็ตามเข้ามาแล้วกัน พรุ่งนี้ต้องเช็คเอาท์ตอนสิบเอ็ดโมง อย่าลืมล่ะ ตื่นสายไม่ได้” อย่างน้อย คาเมะก็ยังมีมารยาทของการเป็นคนรักอยู่พอสมควร ถึงได้หันมาบอกจินเป็นการราตรีสวัสดิ์ แบบที่ร่างสูงบอกได้คำเดียว ว่าสำหรับคนที่เคยมีแฟนมามากมายอย่างเขา นี่เป็นค่ำคืนที่บทพูดบอก ราตรีสวัสดิ์ ฟังดูห่างเหินจริงๆ ไม่มีการเข้ามานัวเนีย กระซิบคำหวานว่า ‘ฝันดีนะ ที่รัก’ หรือจะเป็นการหอมแก้มสักฟอด แล้วไม่ต้องพูดอะไร แบบนั้นจินก็ยินดี แต่ไม่ใช่แค่พูดว่า ‘ไปนอนก่อนนะ’ แน่ๆ
“เดี๋ยวสิ คาซึยะ” ร่างสูงรีบลุกขึ้นคว้าแขนคนกำลังจะเข้าห้องเอาไว้ รั้งให้อีกฝ่ายต้องหันกลับมามองด้วยความไม่เข้าใจ และสงสัย อ่านสายตาจากดวงตาเรียวๆได้ว่า ‘จะรั้งกูไว้ทำไม กูง่วง!’ จินพูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลของคนตัวเล็กกว่า อยากทำในสิ่งที่เรียกร้องมาจากส่วนลึกของหัวใจ อยากก้มมลงไปบอกรักเพื่อเป็นการราตรีสวัสดิ์ให้อีกฝ่ายฝันดีตลอดทั้งคืน
แต่… คาซึยะจะยินดีมั้ย หากว่าเขาจะแถมจูบเล็กๆลงไปให้ด้วย จูบเล็กๆเพื่อให้คาซึยะนอนหวั่นไหว และได้รับรู้ว่าความรู้สึกของเขา ณ เวลานี้ มันเป็นยังไง มันมากมายแค่ไหน
“จิน” ร่างบางขยับกลีบปากสีอ่อนได้แค่คำเดียว ริมฝีปากหนาก็ทาบทับลงแผ่วเบา ให้ต้องหยุดทุกการเคลื่อนไหว คาเมะยืนนิ่ง ในขณะที่กำลังถูกแขนแกร่งโอบล้อมทีละน้อย ก่อนจะดึงรั้งร่างบอบบางให้เข้าไปตกอยู่ในอ้อมกอด และริมฝีปากที่กดทับลงมาก็หนักแน่นมากยิ่งขึ้น คล้ายจะตอกย้ำให้คาเมะได้รับรู้ถึงความรู้สึกกทั้งหมดของจิน
ร่างสูงขบย้ำ หนักแน่น ทว่านุ่มนวลในทุกสัมผัส เขาอยากให้มันเป็นจูบที่คาเมะจะจดจำ หากใครถามถึงเรื่องที่มาเที่ยวกับเขาในช่วงสองสามวันมานี้ จินก็อยากให้ร่างบางคิดถึงจูบนี้เป็นอันดับแรก รู้ว่ามันยาก จินรู้ดีว่าเขาไม่ได้สำคัญอะไรมากมายนัก สำหรับคาเมะ แต่ทั้งอย่างนั้น เขาก็อยากให้คาเมะได้รู้สึก ได้คิดถึง ได้หวนกลับมายังจูบนี้อีกครั้ง ในอนาคต
“คาซึยะ” จินถอนจูบออกมาเรียกชื่อร่างบางเพียงแผ่วเบาบนกลีบปากฉ่ำ มองสบเข้าไปในดวงตาเรียวสวย แล้วได้แต่ยิ้มบาง คาเมะยังยืนนิ่ง ยังสบตาเขา ราวกับไม่รับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาก็ยังอยากจะย้ำ
“จำไว้นะคาซึยะ จำจูบนี้ของเราสองคนเอาไว้”
จำไว้นะคาซึยะ อย่าลืมว่าเราเคยจูบกัน เคยจูบกันด้วยความรู้สึกแบบไหน หวั่นไหวเพียงใด จำไว้ คาซึยะ อย่าลืมจูบนี้ของเราสองคน
………………………
กลับจากไปดูที่ดูทางให้บ้านคาเมนาชิ คาเมะก็ต้องมาผจญกับแววตาวิบวับอยากได้ลูกเขยใจจะขาดของมารดาอีกครั้ง แถมด้วยคำถามทำนองว่า ‘มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ระหว่างลูกกับว่าที่ลูกเขยของแม่’ คาเมะอยากจะบอกว่าไม่มี แต่เพราะถูกสอนมาทั้งชีวิตให้ยอมรับความจริง และไม่โกหกตัวเอง หัวสมองเลยพาลคิดไปถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนดูพระจันทร์คืนนั้น ไอ้จะตอบปดไปเสีย ก็ไม่อยากพูด คาเมะเลยใช้วิธีเดินหนีพร้อมกับหน้าแดงๆของตัวเองแทน ยิ่งทำให้คุณนายริทสึโกะตาเป็นประกายหนักกว่าเก่า และคนเป็นลูกอย่างคาเมะบอกได้คำเดียวว่าแม่เขาคิดไกลไปถึงขั้นที่ว่า เขาเสียตัวให้จินแล้วแน่ๆ
“ไอ้คาเมะ เป็นไง น็อคเกมรึยัง” สายวันจันทร์ เสียงทักทายของเพื่อนรักกลุ่มดายฮาร์ดฆ่าไม่ตายอย่างจุนโนะก็วิ่งถลาเข้ามาทักทาย พร้อมถามไถ่ถึงเกมของตัวเองที่ส่งไปเป็นไม้กันหมานามว่าอาคานิชิ จุนโนะเชื่อแน่ๆว่าเซียนเกมอย่างคาเมะต้องเล่นจนน็อค ถ้าได้เล่นทั้งวันทั้งคืนภายในเวลาสองวัน และเพราะแบบนั้นแหละ เขาถึงได้สู้อุตส่าห์ไถตังส์ตัวเองและไอ้โคยามะไปซื้อเกมมาบูชาไอ้คาเมะก่อนมันจะไปเที่ยวกับผู้ชายคนนั้นยังไงล่ะ
“ยังเลย ไปที่นู่นได้เล่นแค่วันเดียว จะเอาคืนก่อนรึเปล่า” ร่างโปร่งหันมาถาม ให้จุนโนะคิ้วขมวดด้วยความสงสัย
“ทำไมได้เล่นแค่วันเดียว”
“จินไม่ยอมน่ะ คาบนี้ไม่มีอะไรต้องส่งใช่มั้ย” คาเมะหันกลับมาสนใจเรื่องการเรียนต่อ แม้จะรับรู้ถึงสายตาของสาวๆในคณะที่สนอกสนใจเรื่องของเขาและผู้ชายที่ชื่อ อาคานิชิ จิน เสียเหลือเกิน แต่ถ้าเขาไม่สบตาพวกหล่อนซะอย่าง มีหรือจะกล้าเข้ามาถาม เพราะงั้นคาเมะไม่สบตาใครหรอก ไม่อยากจะเล่าว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง กลัวพูดความจริงออกไปหมดก็ซวยน่ะสิ!!
“แล้วไปที่นู่นทำอะไรมั่ง” แม้จะไม่มีสาวไหนถาม แต่เพื่อนสนิทอย่าง จุนโนะและโคยามะไม่ยอมปล่อยให้คาเมะงุบงิบเรื่องไม่ยอมคาย
“ก็…” จะเล่าตรงไหนดี แล้วจะกระโดดข้ามเรื่องตอนจูบไปด้วยดีมั้ย จะเล่าข้ามแบบไหนไม่ให้พวกมันรู้ดีล่ะ ว่าคาเมะข้ามฉากบางฉากไป ร่างโปร่งเหลือบตามองสองเพื่อนซี้ที่จ้องเขาราวกับอยากจะคาดอยากจะเค้น
เอาวะ… มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังไงไอ้สองคนนี่ก็เพื่อนเขาเอง เล่าอะไรไป มันคงไม่ไปปากโป้งที่ไหนหรอก มันก็รักเขาอยู่นี่หว่า มันคงหวังดีกับเพื่อนคนนี้ของมันบ้าง มันคงไม่เอาไปโพทะนาให้เขารู้กันทั้งมหา’ลัยหรอก เอาก็เอา เล่าก็เล่า…
“พวกมึงอย่าตกใจกันล่ะ คืองี้…”
……………………….
………………
………
….
“รักหมอนั่นแน่ใช่มั้ย” นั่นคือคำถามแรกที่จุนโนะโพล่งขึ้นมากลางอากาศ หลังจากสามหนุ่มเลือกที่จะสละเวลาเรียนอันมีค่ายิ่ง มานั่งเล่า นั่งฟังเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาให้รู้กันอย่างเท่าเทียม รู้แม้กระทั่ง อาคานิชิ จิน ขอให้คาเมะจำ ‘จูบ’ นั้น เอาไว้ และอย่าลืมมันเด็ดขาด
“ใช่” จุนโนะรู้นานแล้วว่าเพื่อนเป็นคนตรงไปตรงมา ถ้ามันไม่ตรงไปตรงมา ป่านนี้มันก็คงไม่รู้จักคนทั้งมหา’ลัย เพราะเขาแค้นปากมันกันหรอก
“รู้รึเปล่าว่าหมอนั่นเจ้าชู้ขนาดไหน มีแฟนมาตั้งกี่คนแล้ว” เขาถาม คาเมะก็ยังพยักหน้าหงึกหงัก
“แต่รักหมอนั่นไปแล้วนี่นา จะให้ทำไง” เจอคำถามย้อนกลับมาแบบนี้ ทั้งจุนโนะทั้งโคยามะก็พากันพูดไม่ออก จริงอย่างที่คาเมะพูด ก็รักไปแล้ว แล้วจะให้ทำยังไง มันไม่มีทางแก้ได้หรอก ถ้าคนที่รู้สึกรัก ไม่ใช่คนตัดใจจากความรู้สึกแบบนี้เอง
“เอาเถอะ รักไปแล้วก็รักไปแล้ว มีปัญหาอะไรก็มาปรึกษาแล้วกัน”
“จุนโนะเคยมีแฟนแล้วเหรอ ถึงจะเป็นที่ปรึกษาให้” โดนไอ้คนปากดีมันย้อนถามหน้าตายๆแบบนี้ จุนโนะก็ชักอยากจะลุกขึ้นวิ่งไล่เตะมันดูสักทีเสียแล้วสิ มันปากดีแม้กับเพื่อนกับฝูง ไอ้คาเมะเอ้ย!!
“คาซึยะ” แต่ไม่ทันเสียหรอก ที่จุนโนะจะได้ลุกขึ้นเตะคาเมะให้สมใจอยาก พระเอกขี่ม้าขาวก็เข้ามาช่วยนายเอกเสียก่อน
สามหนุ่มเพื่อนสนิทหันไปมองตามเสียง แม้สองในสามจะไม่ได้ชื่อ คาซึยะ แต่ก็พร้อมจะหันไปดู ผู้ชายที่มาคว้าหัวใจไอ้คนปากดีฝีเท้าเร็วไปครอง
“เลิกเรียนแล้วใช่มั้ย มารับไปทานข้าว” โคยามะอยากจะผิวปากล้อเลียนไอ้เพื่อนตัวดีของเขาเสียจริง ที่วันนี้มีหนุ่มหล่อมารับมาส่ง และถึงขนาดมารับไปกินข้าวมื้อกลางวันเสียด้วย
“มารับทำไม ฉันไปกินข้าวเองเป็น” แต่จุนโนะอยากจะหัวเราะเสียมากกว่า เพื่อนเขาเนี่ย มันน่ารักตรงที่มันคิดอะไรมันก็พูดออกมาหมดเนี่ยแหละ จินนิ่งไป ชะงักเพราะความตรง ก่อนจะเข้าไปจับมือเล็กมากุมเอาไว้
“จะพาไปกินที่สถาปัตย์ ไปด้วยกันนะ” เป็นอันว่า มื้อเที่ยงของ คาเมนาชิ คาซึยะ ก็ถูกผู้ชายคาสโนว่าอย่าง อาคานิชิ จิน พิชิตไปจนได้ จุนโนะกับโคยามะได้แต่มองหน้ากัน ก่อนจะเหลือบมองคู่รักคู่ใหม่ของมหา’ลัยที่เดินเคียงกันออกจากคณะเศรษฐศาสตร์ไป
ความรักของสองคนนี้ ง่ายดายเกินไปรึเปล่า อุปสรรคล่ะ หายหัวไปไหนหมด
…………………
อุปสรรคที่สองเพื่อนซี้ ผู้หวังดีต่อคาเมะมากเสียจนอยากให้ร่างบางเลิกกับจินวันละสามเวลา อาจจะไม่ได้หายหัวไปหมดก็ได้ เพราะอย่างน้อย อุปสรรคชิ้นเป้งรายที่หนึ่งก็โผล่หน้าโผล่ตาขึ้นมา เมื่อทันทีที่คาเมะเหยียบเท้าผ่านเข้าไปในดินแดนของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และพบกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่เคยคุ้นหน้าค่าตากันมาก่อน และคำทักทายสำหรับคนคุ้นเคยที่คาเมะมีให้ก็คือ
“อ้าว วันนี้ไม่สูบบุหรี่เหรอ กลัวตายเพราะมะเร็งปอด ก็เลยเลิกใช่มั้ย” คำทักทายของคาเมะมีให้ ชายหนุ่มร่างสูงที่ตนไม่รู้จักชื่อ รู้จักแต่หน้าตาเพราะเคยมาปากดีใส่เมื่อคราวเดินผ่านสถาปัตย์ครั้งก่อนว่า ‘เหม็นบุหรี่ชิบหาย ถ้ากูเป็นโรคมะเร็งตาย กูจะมาเรียกค่าทำขวัญสำหรับเกิดชาติหน้าจากไอ้พวกสูบบุหรี่นี่แหละ’
และคำทักทายที่ว่า ก็ทำเอาคนถูกทักถึงกับตาโต อ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก แล้วได้แต่เหลือบสายตามองไปทางจินที่ยืนกุมหน้าผากอยู่ข้างหลังคาเมะ
“ไอ้จิน มึงมากับกูหน่อย” กว่าจะตั้งสติ เรียกลมปราณกลับมาได้ ซากุราอิ โช ที่เคยสูบบุหรี่มวนต่อมวน แต่วันนี้ไม่สูบเพราะนึกครึ้มอะไรไม่รู้ ก่อนจะมาถูกไอ้เด็กปากมอมมันทักด้วยความเป็นห่วงสุขภาพยิ่ง ก็รีบเรียกน้องรหัสที่ชื่อ อาคานิชิ จิน ไปคุยกันเป็นการส่วนตัวในทันที
ก็ดูท่า มันจะเป็นคนพาเจ้าเด็กนี้มา มันต้องรับผิดชอบที่คนของมันมาปากดีแบบนี้
ร่างสูงหันมองคนรักที่ยังทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก่อนจะขอเวลากับพี่รหัสสักครู่ เพื่อพาคาเมะไปสั่งข้าว และพาไปนั่งโต๊ะให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงได้แวบออกมาหา
“ว่าไงพี่” จินรู้ดีว่าพี่รหัสไม่พอใจแฟนเขาเท่าไหร่นัก จะว่าไม่พอใจแฟนก็ไม่ถูก ต้องบอกว่าไม่พอใจปากของแฟนเขามากกว่า
“เด็กนั่นน่ะ แฟนมึงรึเปล่า” วันนี้ว่าจะไม่สูบบุหรี่แล้วเชียว แต่เจอปากไอ้เด็กนั่นไปแล้วโชเครียด เลยต้องไปหามาดูดสักหน่อย กันไมเกรนขึ้น
“ใช่” โชถอนหายใจยาว เบนสายตามองไปทางอื่นเหมือนกำลังตัดสินใจว่าเรื่องนี้เขาควรจะสอดมือเข้าไปแนะนำดีมั้ย แต่จะไม่แนะเลยก็ไม่ได้ เพราะไอ้จินก็น้องรหัสเขา เขาไม่ได้นึกห่วงแฟนจินมันหรอก ที่ห่วงน่ะคือไอ้จินต่างหาก ที่ต้องมามีแฟนปากดีแบบนี้ แล้วที่รู้มา เจ้าเด็กนั่นก็สร้างศัตรูเพราะปากตรงๆแบบนี้มาเจ็ดย่านน้ำ ลองเป็นว่าถ้ามีย่านน้ำที่แปด มันก็คงไปสร้างศัตรูไว้แถวนั้นได้อีกนั่นแหละ
“มึงต้องคุมมันให้อยู่” โชหันมาบอกเสียงเรียบ แต่คล้ายจะสั่งอยู่ในที คราวนี้กลายเป็นจินที่ถอนหายใจยาว
“ยาก” คำตอบสั้นง่าย แต่เหมือนโชจะรู้ตั้งแต่แรก เพราะถ้าเจ้าเด็กนั่นมันจัดการกันได้ง่ายๆ ป่านนี้ก็คงไม่ปากดีเท่านี้
“ไม่งั้นมึงจะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้น่ะเหรอ กูเป็นพี่รหัสมึงแท้ๆ มันยังไม่เกรงใจกูเลย แบบนี้ทำเหมือนมันไม่เคารพหรือให้เกียรติมึงด้วย” จินเข้าใจความหมายของคนพูด เขาเองที่รั้งรอไม่ยอมพาคาเมะไปเปิดตัวให้ที่บ้านรู้จักก็เพราะปากมันเป็นแบบนี้ กลัวพาไปแล้วมันจะปากดีให้คนที่บ้านเขาเกลียดหน้ามัน พูดตรงๆ มันดีก็จริง แต่บางที สังคมก็ต้องการอะไรก็ได้ที่จอมปลอมแต่ดูดี
“กูพูดจริงๆ มึงต้องพยายามให้มันเคารพและเกรงใจมึงให้ได้จิน อย่างน้อยก็ในฐานะที่มึงเองอายุมากกว่ามัน หรือจะในฐานะแฟน หรืออะไรก็ตาม มึงต้องทำให้มันให้เกียรติมึง เพราะนั่นหมายความว่ามันจะให้เกียรติคนรอบข้างของมึงด้วย แล้วอีกอย่าง กูคิดว่ามึงคงไม่อยากจูงมือมันวิ่งหนีคู่อริไปทั้งชีวิตใช่มั้ย คงสนุกตายล่ะ กำลังสวีทก็ต้องมาใส่ตีนหมาโกยน่ะ” โชยังย้ำประโยคทำนองเดิมๆ ซึ่งมันเป็นประโยคเดิมที่จินเองก็เคย คิดมาแล้วหลายครั้ง เกี่ยวกับความตรงไปตรงมาของคนรักที่มีมากเกินลิมิตของคนอื่นๆ
แล้วเขาควรจะทำยังไงดี เขาควรจะทำแบบไหน เขาไม่ได้คาดหวังให้คาเมะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้พูดจาดีขึ้นหรืออะไร เขาแค่อยากให้คาเมะรู้ว่าเวลาไหนพูดตรงได้ เวลาไหนพูดไม่ได้
“แล้วจะทำยังไงดี” โชเหลือบมอง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“กูขอยุให้มึงปล้ำแฟนมึงซะ คงยังไม่เคยมีอะไรกันใช่มั้ย ปล้ำเขาซะ ทำให้เขาเห็นว่ามึงอยู่เหนือกว่าเขาในด้านหนึ่ง ให้เขาได้รู้ว่ามึงเองพร้อมจะคุมเขา และก็คุมเขาได้ อย่างน้อยก็เรื่องบนเตียง”
“จะดีเหรอพี่!” ร่างสูงหันกลับมาร้องถามด้วยสีหน้าตกใจ
“แล้วแต่มึงจะตัดสินใจ กูแค่ยุมึงเฉยๆ ปล้ำกันไปแล้ว อาจจะคุยอะไรกันได้ง่ายขึ้น สั่งสอนอะไรง่ายขึ้นก็ได้” จินได้แต่มองพี่รหัสที่แนะนำอะไรแปลกๆ มันก็น่าลองเถอะ ถึงมันจะไม่มีเหตุผลไปบ้าง แต่อะไรที่ลองแล้วไม่เสียหายก็น่าจะทำดู เพราะทั้งเขาและคาซึยะก็เป็นแฟนกันอยู่แล้ว เรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ
เขาจะลองทำตามคำแนะนำนั้นดูดีมั้ย เขาควรจะลองปล้ำคาซึยะดูดีมั้ย เขาจะลองเพื่อแสดงให้คาซึยะ ได้เห็นดีมั้ย ว่าเขาเองก็สามารถคุมคาซึยะได้ อย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งพึงทำได้ ไม่ใช่เป็นลูกไล่ให้เจ้าตัวดีกัดเจ็บๆแสบๆแล้วลอยนวลกันได้ง่ายๆ
เขาจะลองดูดีมั้ย ลอง….
………………….
“นายเป็นอะไรรึเปล่าจิน ไม่กินข้าวเหรอ” ร่างบางเอ่ยปากถามคนที่กลับมาจากการไปพูดคุยกับพี่รหัส
ตั้งแต่กลับมานั่งที่โต๊ะ จินไม่แตะข้าวของตัวเองแม้แต่น้อย เอาแต่นั่งจ้องหน้าเขาอยู่ได้ ก็ถ้ามันจ้องเขาแล้วอิ่มทิพย์ มันจะสั่งข้าวมาทำไม บูชาอากาศงั้นเรอะ
ชายหนุ่มถอนหายใจ …ขนาดเขาจ้องมันด้วยสายตาอยากได้มันจะแย่ มันยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย อย่างนี้ควรจะคาดหวังดีมั้ย ว่าถ้าปล้ำกันไปแล้ว มันจะสำนึกได้ว่าเขาอยู่เหนือมันในเรื่องบนเตียง
“เปล่า อาหารที่นี่อร่อยมั้ย”
“อร่อยดี แต่ฉันจะบอกอะไรนายอย่างนะจิน คำว่า ‘เปล่า’ เป็นคำโกหกชนิดหนึ่ง นายมีอะไรก็พูดออกมา เก็บเอาไว้ฉันก็ไม่รู้ด้วยหรอก ถ้าไม่อยากบอก ก็อย่ามานั่งมองหน้าฉันแบบนี้ มีคนนั่งจ้องแล้วกินไม่ลงว่ะ” ก็จริงอย่างที่คาเมะว่า คำว่าเปล่า น่ะ ตอบไป ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น แถมยังทำให้คนถามอึดอัดอีกต่างหาก เพราะไม่รู้จะต่อบทพูดยังไงดี
แต่…จะให้พูดเลยเนี่ยนะ กลางโต๊ะอาหารเที่ยงแบบนี้ กลางโรงอาหารสถาปัตย์ที่คนเยอะแยะเป็นมดปลวกแบบนี้น่ะเหรอ
“ว่าไง จะพูดไม่พูด ถ้าไม่พูดก็กินข้าวสักที ข้าวนายจะระเหิดหมดแล้ว” สุดท้าย คาเมะก็ยังเป็นคนพูดตรงไปตรงมาเสมอ แม้กระทั่งตอนกินข้าว ที่จินเคยอยากให้มันมีช่วงเวลาโรแมนติกบ้าง ตักข้าวให้กันบ้าง พูดจากันด้วยเรื่องหวานหูบ้าง
“พูด…” จินตัดสินใจ เขาจะลองถามคาซึยะดู จะลองถามว่าถ้าเขาอยากจะปล้ำ… คาซึยะจะยอมมั้ย
“ว่ามาดิ” คาเมะบอก แต่ก้มหน้าตักข้าวเข้าปาก ทิ้งให้อีกฝ่ายสูดลมหายใจเรียกความกล้า ก่อนจะเอ่ยปาก
“ฉันอยากปล้ำคาซึยะ”
“อ๊อก!!!!!!” คนกำลังเคี้ยวข้าวถึงกับสำลักตาเหลือก เงยหน้ามองคนพูดด้วยดวงตาเบิกกว้าง ทั้งๆที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมา คาเมนาชิ คาซึยะเป็นเพียงลูกผู้ชายตาขีด
“ฉันพูดจริงๆ ฉันอยากปล้ำคาซึยะ”
คาเมะกลืนข้าวที่เกือบจะลงหลอดลม ให้เปลี่ยนเส้นทางไปลงที่ทางเดินอาหารตามเดิมด้วยพลังกายทั้งหมด ในขณะที่พลังใจเหี่ยวฟีบเพราะคำพูดของใครบางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า
‘ฉันอยากปล้ำคาซึยะ’
ไอ้หมอนี่มันบ้าหรือเพี้ยนวะ!!! พูดอะไรของมันเนี่ย!!!!
“คาซึยะ คาซึยะ” มือหนายื่นมาสะกิดมือเล็ก แต่คาเมะสะดุ้งเฮือก กระตุกมือกลับทันที ร่างโปร่งสบตาคมดุด้วยความตื่นตระหนก นับหนึ่งถึงสามในใจเพื่อลดอัตราการเต้นของหัวใจที่คงทะลุกราฟไปแล้ว
หนึ่ง…
สอง…
สาม…
โว๊ย!!! กูไม่หยง ไม่อยู่มันแล้ว!!! วิ่งล่ะโว๊ย!!! บ้าเอ้ย!! ไอ้จินอะไรนั่นมันบ้าชัดๆ มันบ้าไปแล้ว มันเพี้ยนด้วย มันประสาทกลับ มันเอ๋อกิน มัน… มัน… มัน…
อ้ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!!!!!
สองเท้าลูกพ่อ!!! โกยด่วนลูก!!!! โกยด่วน!! ได้ยินคำสั่งพ่อมั้ย!! วิ่งเข้าลูกวิ่ง!! วิ่งไปจากที่นี่ ไปจากโรงอาหารนี่ ไปจากไอ้คนบ้าๆนี่!! ไปลูก!! ไปโล้ด! แล้วอย่ากลับมา!!
พ่อไม่พร้อมเสียตัว!!!!!!
คาเมะวิ่งปรู้ดออกจากโรงอาหารคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ไปแบบไม่เห็นฝุ่น ไม่มีใครวิ่งตาม ไม่มีใครวิ่งไล่เหมือนทุกที จินไม่คิดจะวิ่งตามออกไป เขาได้แต่นั่งอยู่กับที่ แล้วปล่อยให้สายตามองตามหลังคนวิ่งเร็ว จนแทบไม่เห็นร่างบางๆนั่นแล้ว เพราะหายลับไปกับหัวมุมโค้งหน้าคณะ
บางที เขาควรให้คาเมะได้คิด เพื่อหาคำตอบของสิ่งที่เขาเรียกร้องออกไป
เขาจะไม่ตาม จะไม่ไล่ จะอยู่เฉยๆ เขาจะรอ…
วันนี้จะปล่อยให้ลูกผู้ชายตัวจริง วิ่งหนีเขาได้หนึ่งวัน แล้วเขาจะไปเอาคำตอบ
‘ฉันอยากปล้ำคาซึยะ’
TO BE CON
……………………………………………..
| หน้าแรก |






