| หน้าแรก |
2009.08.29
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก บทที่ 3
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก บทที่ 3
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 3
คาซึยะไม่ยอมอยู่เฉยเสียหรอก สำหรับเรื่องขนมของโปรด ปล่อยปละละเลยให้ผู้ชายคนนั้นกุมความลับเอาไว้คนเดียวมาตั้งแต่เด็กจนโต คราวนี้คาซึยะจะหาด้วยตัวเองให้ได้ ว่าใครที่เป็นคนทำขนมอร่อยถูกใจจนอดคิดถึงไม่ได้
“ท่านแม่” ทันทีที่กลับถึงเรือนคาเมนาชิ ร่างโปร่งก็ตรงดิ่งเข้าไปหามารดาที่กำลังนั่งจัดดอกไม้อยู่ที่ห้องพักผ่อน การเข้ามาของบุตรคนเล็กอย่างเร่งด่วนนั้น ทำให้ท่านผู้หญิงมามิต้องวางมือจากงานที่กำลังจดจ่อ
“มีอะไรหรือ”
“อ้าว ท่านพี่ วันนี้ไม่มีงานหรือ” พอทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างมารดาได้ สายตาก็เหลือบไปเห็นพี่ชายคนโตที่นั่งอยู่ ให้ต้องทักทายอย่างอดเสียไม่ได้ คาเมนาชิ โนบุทากะนั้น เป็นพี่ชายที่อายุมากกว่าคาซึยะถึงเจ็ดปี และย่างเท้าตามรอยบิดาอย่างท่านนายพลไม่ผิดเพี้ยน เรือนนอนไม่เคยได้กลับ เพราะหมกมุ่นอยู่แต่กับงานกรมกองที่เกี่ยวข้องกับหัวเมืองสำคัญในด้านการทหาร
ถ้าหากที่กรมกลาโหมส่วนกลางมีบุรุษผู้ได้รับเงินประจำไม่คุ้มค่ากับงานปริมาณมหาศาลที่ทำแล้วล่ะก็ คาซึยะบอกได้คำเดียวว่า พี่ชายของตนก็เป็นบุรุษอีกหนึ่ง ที่ได้เงินประจำไม่คุ้มค่ากับงานเช่นกัน เพราะความหมกมุ่นในเรื่องงานนั้น เป็นเหตุให้จนบัดนี้ แม้แต่เรื่องดูตัวก็ยังไม่เป็นไปตามกำหนดการของประเพณีอันดีงาม
“ช่วงนี้ทางกองได้พัก”
“ลองไม่ได้พัก ข้าจะไปทูลขอจากองค์ชายรัชทายาทให้เอง ว่าท่านพี่รับงานจนจะจุกอกตายอยู่แล้ว” คำพูดไม่สมสตรีของน้องนั้น ทำเอาโนบุทากะถึงกับส่ายศีรษะ
“พี่เลือกเอง พี่ยอมจุกอกตายเพราะงาน”
“ท่านพี่เหมือนเพื่อนร่วมงานของข้าคนหนึ่งไม่มีผิด มิน่าล่ะ กรมกลาโหมถึงได้ดิบได้ดีเช่นนี้ เพราะในกรมทั้งส่วนกลางส่วนนอก มีคนบ้างานถึงสองคนคอยค้ำจุน” คาซึยะอดไม่ได้ที่จะค่อนขอดไปถึงผู้ชายคนนั้น คนที่ทำให้คาซึยะอดทานขนมเกือบทั้งจาน
“แล้วพี่จะไปบอกองครักษ์อาคานิชิ ว่าเจ้าว่าเขา” จะมีใครที่หมกมุ่นงานการจนเลื่องชื่อ โนบุทากะรู้ดีว่าถ้าหากชื่อของเขาถูกนินทาเกี่ยวกับงานแล้ว อีกชื่อที่ข้องแวะไปพร้อมๆกันก็คือชื่อขององครักษ์ อาคานิชิ จิน ที่แม้จะมีฐานะเป็นองครักษ์ แต่ก็ควบรวมไปถึงตำแหน่งเลขานุการส่วนพระองค์ในองค์ชายรัชทายาทอีกด้วย
“ข้าไม่กลัวหรอก ผู้ชายคนนั้นอย่างมากก็แค่เอางานทุบหัวข้าทีหนึ่ง เสร็จแล้วก็หันกลับไปสนใจงานของตัวเองต่อ” ฟังคำยอกย้อนของลูกแล้ว ท่านผู้หญิงมามิก็ส่ายศีรษะระอา ได้แต่ตีแขนบุตรคนเล็กเป็นการปรามให้หยุดเสีย ถึงจะรับรู้ว่าลูกเกิดมาอย่างเพศชาย แต่ทั้งอย่างนั้น ในสังคม คาซึยะก็ยังดำรงอยู่อย่างสตรี ไม่ว่าจะเป็นวันที่กายเป็นชาย หรือกายเป็นหญิงก็ตาม ฉะนั้น คำพูดคำจาจึงไม่สมควรจะห้าวหาญมากนักหรอก
“วิ่งตึงตังมาหาแม่เมื่อกี้ มีเรื่องอะไรรึเปล่า”
“จริงสิ… ข้าจะถามท่านแม่ ว่าท่านพอจะรู้ไหม ว่าในวังหลวงมีใครที่มีฝีมือด้านขนมตำรับทาคิซาวะบ้าง” เพียงเท่านั้น เรื่องด่วนของผู้เป็นลูก ก็กลายเป็นเรื่องขำขันของบุรุษผู้เป็นพี่และสตรีผู้เป็นมารดา
“คาซึยะ ที่วิ่งหน้าตั้งมานี่ เพื่อจะถามเรื่องขนมอย่างนั้นหรือ หญิงในวังเลิกสนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่อายุได้สิบสองแล้วรู้ไหม อายุเท่าเจ้า เขากำลังสนใจเรื่องเครื่องประดับและแพรพรรณต่างหาก” ผู้เป็นพี่ชายล้อเลียนให้คาซึยะยิ่งหน้ามุ่ย ก่อนจะหันมาทางมารดาเพื่อหวังคำตอบ ท่านผู้หญิงมามิยิ้มบาง
“ในวังหลวงมีตั้งหลายคนที่ทำขนมอร่อย เรือนชิโรอิก็เยี่ยม ส่วนเรือนอิชิฮาระก็ใช้ได้…ลูกไปติดใจขนมที่ใดมาเล่า ถ้าบอกอะไรที่เฉพาะเจาะจงกว่านี้ แม่อาจจะพอนึกออก ว่ามีท่านผู้หญิงคนใดที่เก่งกาจเรื่องขนมเป็นการเฉพาะ”
“ข้า…ได้ขนมมาจากคนที่กรม แต่เขาไม่ยอมบอกว่าไปเอามาจากไหน ข้าเลยตั้งใจจะตามหาเอง”
“อร่อยมากเลยหรือ” ผู้เป็นแม่เอ่ยปากถาม เพียงเท่านั้นสีหน้าคนเป็นลูกก็บอกเสียหมดว่ามันอร่อยเพียงใด ดวงตาเรียวที่ระยิบระยับนั้น ทำเอาผู้เป็นพี่ชายยังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
“แล้วคนที่กรมที่เจ้าว่าคือใครล่ะ ถ้าลองว่าไปเอาขนมมาได้ง่ายๆ ก็น่าจะเป็นคนในเรือนนั้นไม่ใช่รึ” คาซึยะหันมองพี่ชาย ความจริงเขาก็คิดแบบเดียวกับโนบุทากะ ว่าอาจจะเป็นคนในเรือนอาคานิชิที่ทำขึ้นมา เพราะคนอย่างองครักษ์ผู้แสนจะทึบทึมรายนั้น ไม่น่าจะถ่อออกไปหาซื้อถึงในเมืองหรอกกระมั้ง
“ข้าไม่มั่นใจ ท่านแม่…ถ้าข้าบุกเรือนคนอื่นนี่น่าเกลียดรึเปล่า”
“บุกเรือนเพื่อขนมน่ะรึ! น่าเกลียดแน่น้องรัก” โนบุทากะขวางกลางลำอย่างน่าหยิก ให้คนเป็นน้องต้องหันไปทำตาดุใส่
“หากจะว่าน่าเกลียดก็ไม่หรอก ถ้าลูกรู้จักเข้าหา ว่าแต่…ลูกจะบุกเรือนใคร”
“เรือนอาคานิชิ ท่านแม่รู้จักคนในเรือนนั้นไหม” วังหลวงนั้นกว้างใหญ่ แม้จะมีงานรื่นเริงพบปะระหว่างตระกูลขุนนางนายทหารอยู่เนืองๆ แต่ทั้งอย่างนั้นมันก็เป็นไปเพียงเพื่อการรู้จักอย่างผิวเผิน
“แม่ว่า คนในเรือนนั้นน่าจะรู้จักลูกดีกว่าแม่เสียอีก สมัยเด็กๆไปซนที่นั่นเสียบ่อยนี่”
“ข้าไม่เห็นจำได้…งั้นข้าไปขอให้ป้ามิซาเอะจัดผลไม้ให้สักกล่องดีไหม ไปบุกเรือนคนอื่นทั้งที ก็น่าจะมีติดไม้ติดมือไปเสียบ้าง” คาซึยะตอบบางเบา ก่อนจะถอยห่าง เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะบุกเรือนอาคานิชิสักครั้ง เพื่อหาให้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของขนมที่เคยลิ้มรสมาแล้วสองครั้ง
“ลูกจะไปวันนี้เลยหรือ” ผู้เป็นแม่ถามด้วยความตกใจกับการกระทำอันรวดเร็วของบุตรคนเล็ก
“ก็วันนี้สิท่านแม่ ข้าไม่อยากรอหรอก ขนมของข้ารอได้ที่ไหนกัน” ว่าแล้วเจ้าตัวก็รีบผลุนผลันออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงมารดาและพี่ชายให้มองตาม
“อาคานิชิ จิน…คือคนที่เสด็จลุงสนพระทัยอยู่ใช่ไหมท่านแม่” โนบุทากะเอ่ยปากถามมารดา
“ใช่ ทำไมหรือ”
“อาจจะไม่ได้มีแค่เสด็จลุง แต่อาคานิชิ จินเองก็สนใจจะเป็นบุรุษแห่งราชสำนักเช่นกัน ข้าคงจะมีน้องเขยในเร็ววันเสียแล้ว” บุตรชายคนโตเปรยอย่างไม่จริงจังนัก เพราะเขาเอง ก็เหมือนกับหลายคน ที่รับรู้แค่เรื่องที่ว่า คาซึยะถูกทำนายทายทักว่าจะต้องสมรสกับ ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ หากแต่อะไรที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น ชายหนุ่มเลือดทหารไม่รู้แม้สักนิด
ในขณะที่ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง อย่างท่านผู้หญิงมามินั้น ถึงกับนิ่งงันไปกับคำพูดของบุตรชาย แม้จะรับรู้เรื่องคำทำนายทายทักเกี่ยวกับ ‘เขย’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เนื้อแท้ในใจนาง กลับไม่เคยนึกอยากให้ลูกรู้จักกับความรักเลย เพราะไม่ว่าจะมองไปทางทิศใด วี่แววแห่งความสุขก็ไม่มีแม้แต่จะเห็นเป็นเค้าลาง
‘เขย’ อย่างนั้นหรือ
‘เขย’ ใดจะรับได้ หากรู้ความจริงว่าคาซึยะเป็นทั้งชายและหญิง
……………..
ช่างเป็นวันที่แสนโชคดีนัก เพราะทันทีที่จัดเตรียมของเยี่ยมสำหรับบุกเรือนอาคานิชิแล้ว คาซึยะก็ตรงดิ่งไปยังเรือนทางปีกซ้ายของพระราชฐานทันที และได้รู้ว่าที่เรือนอาคานิชินั้น มีเพียงท่านผู้หญิงโซระเท่านั้น
“ไม่เจอเสียนาน ท่านโตขึ้นมาก” ความเงียบเหงาของเรือนอาคานิชิ ทำให้ท่านผู้หญิงออกจะดีใจอยู่ไม่น้อยที่มีคนมาเยี่ยมเยียน
“อย่าเรียกข้ายกย่องเช่นนั้นเลย ท่านผู้หญิง ข้าเป็นเพียงบุตรขุนนาง วันนี้ข้านำผลไม้มาเยี่ยม สมัยเด็กเคยมาซนไว้ที่นี่เสียเยอะ” ความจริงแล้ว คาซึยะจำไม่ได้เสียด้วยซ้ำว่าเคยมาที่เรือนอาคานิชิ สมัยนั้นยังเล็กนัก หากจำได้สิ เป็นเรื่องแปลก แต่คนเราก็ต้องริใช้มารยากันเสียบ้าง หากไม่จำเป็น ไม่ทำเสียหรอก เพื่อขนมแท้ๆเชียว
ท่านผู้หญิงอดไม่ได้จะหัวเราะเบาๆยามคิดถึงความหลังครั้งก่อน สมัยที่เรือนอาคานิชิยังเสียงดังลั่นเพราะมีเด็กๆวิ่งเล่นไม่ห่าง หากแต่เมื่อเด็กเหล่านั้นเติบโตเพื่อเป็นเสาหลักให้แก่อาณาจักร ความเงียบสงบก็กลับมาพร้อมกับความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว
“ขอบใจมาก ไม่จำเป็นเลยแม้แต่น้อย แค่มาเยี่ยมบ้าง ข้าก็ดีใจแล้ว จริงสิ นี่ก็เย็นแล้ว วันนี้อยู่ทานมื้อเย็นกับข้าได้ไหม จินคงไม่กลับกระมั้ง ส่วนเรโอะก็คงออกไปเตร่ในเมือง ไม่รู้จะกลับกี่โมงกี่ยามกัน” ส่วนสามีของนางนั้น ติดงานที่หัวเมือง ยามเย็นแบบนี้ จึงเป็นช่วงเวลาแห่งความโดดเดี่ยวของผู้เป็นแม่ที่แท้จริง คาซึยะรู้สึกสงสารความเหงาเปล่าเปลี่ยวของสตรีตรงหน้าขึ้นมาจับใจ บางที แม่ของเขาเองก็คงเช่นกัน เมื่อลูกโต คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ไม่มีกิจใดอีก นอกจากความรักและห่วงหาอาทร
“อะไรกันท่านแม่ ท่านกำลังนินทาบุตรชายผู้น่ารักอยู่นะ” เสียงทุ้มชวนหยอกดังมาจากหน้าประตู พร้อมกับที่เรือนกายสูงใหญ่ และหน้าตาคล้ายคลึงกับเพื่อนร่วมงานผู้แสนทึบทึมโผล่เข้ามาในเรือน คาซึยะนิ่งไปนิด เมื่อพบว่าใบหน้าหล่อเหลาของผู้มาใหม่นั้น มีส่วนละม้ายกับ อาคานิชิ จิน เสียเหลือเกิน แต่ติดที่ว่า อาคานิชิ จิน ไม่เคยยิ้มกว้างจนดวงตาหยีแทบปิดแบบนี้เลยสักครั้ง
“เรโอะ ทำไมวันนี้กลับเร็วได้” ผู้เป็นแม่หันไปถามพร้อมรอยยิ้มที่แสดงให้รู้ถึงความดีใจท่วมท้น
“ท่าทางจะรู้ว่าท่านแม่มีแขกเป็นสาวงาม ข้าเลยขอกลับมาเสนอหน้าบ้าง ยินดีที่ได้รู้จัก แม่หญิง ข้า อาคานิชิ เรโอะ” ชายหนุ่มตรงหน้าแนะนำด้วยทีท่าเจ้าชู้ที่ออกจะมากกว่า องครักษ์นากามารุ ยูอิจิเสียอีก
“เจ้าจำไม่ได้หรือ เรโอะ... นี่แม่หญิงคาซึยะ คาเมนาชิ คาซึยะ ที่เคยมาเที่ยวเรือนเราบ่อยๆ สมัยก่อน ยังเคยจับแมลงวิ่งไล่เจ้าอยู่เลย” ร่างสูงชะงักกึกไปกับคำบอกเล่าของมารดา เขาหันมองร่างงามตรงหน้าอีกครั้ง และครั้งนี้ ใบหน้าหล่อคมก็เริ่มซีดเผือด เมื่อความทรงจำอันร้ายกาจหวนเข้ามาในสมองอีกครั้ง
ความทรงจำที่ว่า เขาเคยถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆที่ไม่มีอะไรชวนให้คิดว่ามีพิษมีภัย จับแมลงวิ่งไล่จนเขาร้องไห้และไข้จับอยู่สามวัน หลังจากนั้น อาคานิชิ เรโอะก็เติบโตขึ้นมาเป็นหนุ่มเจ้าสำราญแต่มีความอัปยศอดสูที่ว่ากลัวแมลง!
“ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้ง ท่านเรโอะ” คาซึยะยิ้มกว้าง เมื่อวีรกรรมสมัยเก่าก่อนชวนให้ขำขันจนอดค่อนตัวเองไม่ได้ว่าร้ายกาจเสียเหลือเกิน ที่ไปแกล้งเด็กผู้ชายแบบนั้น
“เอ้อ…ยินดี…” ชักจะไม่น่ายินดีเสียแล้ว เรโอะยังจำความน่ากลัวในครั้งนั้นได้ มันชวนให้เขาไม่ตามพี่ชายอย่างจินไปเล่นกับเด็กหญิงผู้นั้นอีก ทั้งยังสาปส่งเมื่อได้ข่าวว่าเด็กหญิงไปเรียนต่อต่างแดน เขาเคยขอว่าอย่าได้พบอย่าได้เจอกันอีก แต่นี่แล้วอย่างไร! นางมาถึงเรือน!!
“ไม่ต้องกลัวไปหรอก ข้าเลิกแกล้งแล้ว” คาซึยะให้คำสัญญา
“จริงหรือ…” เรโอะยังอดจะไม่ไว้ใจไม่ได้ แต่อีกฝ่ายกลับเอาแต่หัวเราะส่งให้ใบหน้าหวานๆนั่นกระจ่างตาขึ้นมาทีเดียว
“งั้นวันนี้ก็ร่วมมื้อเย็นปรับความเข้าใจดีไหม แม่ทำขนมไว้ด้วย เดี๋ยวจะให้เด็กเอาออกมาให้ทานเป็นของว่าง คาซึยะชอบขนมใช่ไหม” ร่างโปร่งหันมายิ้มกว้าง แล้วรับคำเสียงเบา กำลังตั้งใจจะหาทางนำบทเข้าสู่เรื่องขนมพอดี ท่านผู้หญิงโซระกลับเสนอขึ้นมาเสียก่อน ดีเลย คาซึยะจะได้ไม่ต้องสรรหาคำพูดมาใช้
มื้อของว่างนั้น เริ่มก่อนเวลาอาหารเย็นเล็กน้อย และทันทีที่เห็นขนมในจานที่เด็กรับใช้ของเรือนอาคานิชินำมาให้ ร่างโปร่งก็บอกตัวเองทันทีว่า เจอแล้ว
พบแล้วเจ้าของรสมือที่ติดตรึงในใจมานานแสนนาน พบแล้วเจ้าของตำรับที่ผู้ชายคนนั้นเก็บเอาไว้เป็นความลับ
“ยิ้มอะไรรึ” เรโอะถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นใบหน้าหวานยิ้มบางกับตัวเองอย่างสมใจ
“ข้าแค่…ดีใจ ที่จะได้ทานขนมอร่อยๆ”
“ดีใจก็มาบ่อยๆ ข้าจะทำไว้ให้ ที่เรือนนี้ไม่มีใครชอบทานขนมนักหรอก ถ้าเจ้าช่วยทาน ข้าก็มีแรงทำ” ท่านผู้หญิงโซระเอ่ยปากอย่างเอ็นดูกับใบหน้าที่เต็มตื้นไปด้วยความสุข หลังจากที่ส่งขนมชิ้นพอดีคำทำจากแป้งเนื้อนุ่มเข้าปาก ยิ่งรสชาติที่ซ่านอยู่ภายใน คาซึยะก็ยิ่งมั่นใจ
ไม่มีอีกแล้ว ใครจะทำได้รสชาติแบบนี้
ท่านผู้หญิงอาคานิชิ โซระ คือคนที่เขาตามหาจริงๆ ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์บุกถึงเรือนอาคานิชิ
“อ้าว จิน…ตายจริง วันนี้บทจะกลับเร็ว ก็มาพร้อมกันทั้งพี่ทั้งน้อง” เสียงของท่านผู้หญิงโซระ ทำเอาคาซึยะที่กำลังหลงใหลไปกับรสชาติของขนมที่ถูกปากต้องเงยหน้ามอง และบุรุษที่เข้ามาใหม่นั้น ก็ถึงกับนิ่งตะลึงเมื่อสบตาเข้ากับเขาโดยบังเอิญ
อาคานิชิ จิน ชะงักไปทันทีที่พบว่าในเรือนอาคานิชิ ไม่ได้มีเพียงแค่มารดา หรือน้องชายเท่านั้น แต่ยังมีใครบางคนมานั่งหน้ากลม เพราะเคี้ยวขนมตุ้ยๆอยู่เต็มปากอีกด้วย
จริงสิ! ขนม…
“คาซึยะเขามาเยี่ยมแม่ นี่ก็เลยให้เขาทานขนมรองท้องไปก่อน จินทานมื้อเย็นมารึยัง จะได้ทานพร้อมกัน” ร่างสูงส่ายหน้าเล็กๆ และตกลงจะร่วมมื้อเย็นด้วย ในขณะที่สายตายังส่งไปตอบรับหน้าตาท้าทายและติดจะเหนือกว่าของคนที่หยิบขนมเข้าปากไม่หยุด
หมดกัน…อย่างนี้ก็คงรู้หมดแล้ว ว่าขนมที่เขาเอาไปให้ เป็นฝีมือมารดาของเขา…
“อาหารพร้อมแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ออกมาตามที่ห้องโถงใหญ่ ให้ท่านผู้หญิงต้องหัวเราะน้อยๆ เมื่อหันไปเห็นว่าคาซึยะกำลังส่งขนมเข้าปากอีกชิ้น
“ไปลูก ไปทานข้าวก่อน แล้วค่อยทานขนมดีไหม” นางนึกเอ็นดูเหลือเกินกับแขกผู้นี้ที่แสนจะน่ารัก ทานขนมตุ้ยๆไม่พูดไม่จา ท่าทางจะชอบเสียมาก อย่างนี้น่าจะให้จินพามาบ่อยๆหรอก นางจะเลี้ยงขนมให้อวบอ้วนเสียเลย
“ขนมฝีมือท่านอร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยทานมา”
“ปากหวานจริงเชียว แล้วข้าจะฝากขนมไปกับจินบ่อยๆ อย่ามาบ่นเชียวว่าเอียนรสมือข้า มานี่เถอะ” แล้วท่านผู้หญิงโซระก็จับจูงมือเล็กให้เดินตามเข้าไปในห้องทานอาหาร มีเรโอะเดินตามต้อยๆราวกับสนิทสนมคุ้นเคยกันดี ทั้งๆที่สมัยเด็กนั้นไม่เคยกล้าเข้าใกล้เลยแม้แต่น้อย แต่เดี่ยวนี้จะกลัวอะไรกันเล่า ในเมื่อนางก็เอ่ยปากแล้วว่าจะไม่แกล้งใดๆอีก
เมื่อลับร่างคนทั้งสาม อาคานิชิ จิน ก็ถอนหายใจเฮือก ไม่รู้หนักอก หรือสิ้นหวังกันแน่
……………….
มื้อเย็นผ่านพ้นไป คาซึยะยังอยู่พูดคุยกับท่านผู้หญิงโซระอีกพักใหญ่ จนฟ้าเริ่มมืด ท่านผู้หญิงจึงสั่งให้บุตรชายคนโตไปส่งที่เรือนคาเมนาชิ
“ส่งแค่นี้ก็ได้ เดี๋ยวข้ากลับเอง” ร่างโปร่งเอ่ยปาก เมื่อชายหนุ่มเดินออกมาที่หน้าเรือน
“ท่านแม่สั่งเอาไว้ว่าให้ไปส่งถึงคาเมนาชิ”
“ท่านทำตามคำสั่งท่านผู้หญิงโซระเหมือนกันหรือ ถ้าอย่างนั้นก็คงได้ยินใช่ไหม ว่าท่านผู้หญิงบอกว่าจะฝากขนมมาให้ข้าบ่อยๆ” คาซึยะพูดพร้อมรอยยิ้มบางอย่างสมใจ
“งั้นก็คงจะฝากเรโอะไปให้” จินบอกเสียงเรียบ
“คงจะอย่างนั้น เพราะข้าที่อยู่กรมกลาโหม ใกล้ชิดกับท่านเรโอะที่อยู่กรมคลังมาก!” ร่างสูงเหลือบมองคนพูด อยากย้อนนักว่าเห็นคุยกันออกรสบนโต๊ะอาหาร คาซึยะสนใจเรโอะมากกว่าเขาเสียอีก แล้วจะแปลกอะไร หากท่านแม่จะฝากขนมไปกับเรโอะแทน ในเมื่อที่โต๊ะอาหาร ไม่เห็นจะพูดกับเขาสักคำ
“คาซึยะ…” คนร่างบางกำลังจะก้าวเร็วๆเดินหนีคนทึบทึมรายนี้ แต่ถูกอีกฝ่ายคว้าแขนไว้เสียก่อน และทันทีที่หยุด มือร้อนก็ปลดปล่อยให้เป็นอิสระราวกับไม่กล้าสัมผัสนานกว่านี้
“ถ้าอยากทานขนมก็มาที่เรือน ท่านแม่คงดีใจที่เห็นเจ้ามา” คาซึยะพยักหน้ารับรู้
“แม่ของท่านดูท่าจะเหงามาก ตระกูลอาคานิชิไม่ค่อยมีลูกหลานหรือ” ที่เรือนคาเมนาชิยังไม่เงียบเท่านี้เลย อาจจะเพราะว่าลูกหลานในตระกูลวิ่งเล่นไปมาส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันตลอดเวลาเสียกระมั้ง
“รุ่นของข้ายังไม่มีใครแต่งงาน”
“คงจะรอท่านคนแรก” คาซึยะค่อนขอดไม่จริงจังนัก แต่ทำเอาอีกฝ่ายนิ่งไป พลางเหลือบมองคนพูด ที่หันไปสนใจใบไม้ริมทางตลอดทางเดินเสียแล้ว
คาซึยะจะรู้หรือไม่ ว่าที่เขาไม่แต่งงาน ไม่แม้แต่จะสนใจเรื่องการดูตัวเป็นเพราะใคร
…ไม่มีทางรู้… คาซึยะไม่มีทางรู้ และอาจจะไม่ได้รู้ไปชั่วชีวิต พอๆกับที่เขาเองก็อาจจะไม่ได้แต่งงานไปชั่วชีวิต
จินรู้ดีถึงความแตกต่างของเขาและร่างโปร่งบาง หากฐานะชาติตระกูลไม่เป็นอุปสรรค แต่วิถีชีวิตของคนที่แสนจะเรียบง่ายอย่างเขา กับวิถีชีวิตของคนมุทะลุอย่างคาซึยะนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดูจากวันนี้ก็รู้ หากเป็นเขา ต่อให้อยากรู้แค่ไหน ก็คงไม่บุกมาถึงเรือนใครต่อใครเช่นนี้ แต่คาซึยะไม่ใช่ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ร่างโปร่งยินดีทำทุกอย่าง แน่นอนว่ามันไม่รอบคอบเอาเสียเลย สำหรับเขาที่ถูกสอนมาว่าต้องรอดูให้ทุกอย่างเหมาะเจาะเสียก่อน เพื่อไม่ให้ผิดพลาดในทุกเรื่องของชีวิต
อาคานิชิ จิน ก็เลยกลายเป็นผู้ชายทึบทึม และเฉื่อยชาแบบนี้ ในขณะที่ คาเมนาชิ คาซึยะ นั้นสดใสและคล่องแคล่วไปเสียทุกอย่าง
ช่างแตกต่างกันเสียเหลือเกิน
ทางเดินโรยกรวดที่ทอดยาว สองร่างที่เดินเคียงคู่ แต่ความเงียบสงัดของบรรยากาศชวนให้ว้าเหว่อยู่ลึกๆ จินเงยหน้ามองพระจันทร์สีเหลืองนวลบนท้องฟ้าสีเข้ม แล้วเหลือบมองแผ่นหลังเล็กของคนที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า
จันทร์…ช่างห่างไกล
………………..
วันนี้คาซึยะทำได้เพียงรออยู่ที่ห้องทรงงานเท่านั้น แม้จะมีตำแหน่งหน้าที่ในการรับใช้องค์ชายรัชทายาท แต่การประชุมของนายทหารชั้นสูงแห่งกรมกลาโหมนั้น ล้วนมีแต่ชายทั้งสิ้น เมื่อคำนี้ถึงหูในครั้งแรกจากปากผู้เป็น ‘เจ้าพี่’ คาซึยะที่อยู่ในช่วงเวลาที่ร่างเป็น ‘ชาย’ พอดิบพอดี ก็นึกอึดอัดเสียจนอยากจะเปิดเสื้อให้ดูเสียจริง แต่ติดเสียแต่ว่ามันเป็นความลับ
ความลับจำต้องเป็นความลับ
ช่างเถอะ เข้าประชุมไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คาซึยะรออยู่ที่ห้องก็ได้ แม้อยากรู้ใจจะขาด ว่าผลของการประชุมจะออกมาเป็นเช่นไร อาณาจักรทาคิซาวะจะมีโอกาสเปิดเผยวิทยาการทางด้านทหารให้อีกอาณาจักรรู้หรือไม่
“พวกคร่ำครึ!!” เสียงสบถดังทันทีที่ประตูห้องเปิดผางออก โดยองค์ชายรัชทายาทที่เสด็จนำ มีสององครักษ์คู่พระทัยก้าวตามอย่างเร่งรีบ
“เจ้าพี่…” ร่างโปร่งเข้าไปหา และทันทีที่เห็นหน้าผู้เป็นน้อง องค์ชายหนุ่มก็ถอนปัสสาสะ ก่อนเอ่ยโอษฐ์
“มีแต่พวกคนหนุ่มที่ยอมอยู่ข้างพี่ ส่วนพวก… พวกนายพลไม่เห็นด้วย หาว่าเป็นการไว้ใจต่างแดนมากเกินไป หวั่นอะไรไม่เข้าเรื่องว่าพวกนั้นจะลักลอบเอาวิทยาการของเราไปพัฒนา และกลับมาก่อสงครามกับทาคิซาวะเสียเอง”
วรกายสง่าทรุดลงนั่งกับเก้าอี้บุนวมมุมห้อง ให้คาซึยะนั่งตามแล้วลูบท่อนกรคลายกังวล
“แต่การปิดบังไว้เป็นความลับ ก็รังแต่จะทำให้ต่างแดนระแวง มัวแต่ระแวงกันไประแวงกันมา สุดท้ายก็ก่อสงครามอยู่ดี พี่ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกโบราณเหล่านั้นถึงได้มองโลกเก่านัก”
“มติที่ประชุมเป็นอย่างไรเพคะ”
“นายพลส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะรับเรื่องนี้ ทั้งยังกังวลว่าทางคุโรคาวะหมายจะประเมินความสามารถทางการทหารของเรา จึงได้ส่งสาสน์มา…ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราก็ยิ่งต้องเปิดให้เขาได้ประเมิน ให้เขาได้เห็นว่าเราไม่มีพิษภัยใดๆต่อเขา โลกเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้ว คนพวกนั้นยังกังวลแต่เรื่องอาวุธอยู่นั่น”
“เจ้าพี่… ถ้าอย่างนั้น ทำไมพระองค์ไม่ตอบรับสาสน์ทางคุโรคาวะเสียล่ะเพคะ ไม่จำเป็นที่เขาต้องมาในฐานะผู้เยี่ยมชมทางการทหาร แต่ให้เขามาในฐานะทูต” คาซึยะเอ่ยปากตามที่พบเห็นยามไปอยู่ในตะวันตก แถบนั้นเน้นการส่งทูตเข้าเจรจาเป็นส่วนใหญ่ หากมีเรื่องใดที่เกรงจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักร ก็มักจะมีข่าวประกาศเสียแล้วว่าคณะทูตเดินทางเข้าเมืองนั้นออกเมืองนี้เป็นว่าเล่น
“จริงสิ…ถ้าพี่ส่งไปเชิญในฐานะทูต ก็ไม่จำเป็นต้องหักหน้าพวกนายพลหัวโบราณนั่น แล้วทูต ก็ต้องเจรจากับทูตใช่ไหม… จิน เจ้ารับเรื่องต้อนรับคณะทูตจากคุโรคาวะแล้วกัน ส่วนที่ว่าทางนั้นอยากชมวิทายาการทางการทหาร เราก็จะทำให้เขาเห็น ว่าทหารของเรามีไว้เพื่อความมั่นคงภายในเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อก่อสงครามกับใคร”
“หมายความว่าพระองค์จะประกาศว่าอาณาจักรของเราตั้งรับอยู่ตลอดเวลาหรือเพคะ” คาซึยะถาม ทว่าองครักษ์ผู้มากอารมณ์ขันอย่างนากามารุ ยูอิจิกลับยิ้มกว้าง แล้วตอบแทน
“กำลังตั้งเพื่อรุกต่างหาก แม่หญิงคาซึยะ ถ้าทหารรักษาความมั่นคงภายในได้ เศรษฐกิจจะขยาย เพราะใครก็อยากจะเข้ามาค้าขายทั้งนั้น และนั่นหมายความว่า อาณาจักรของเรา เหมาะแก่การทำการค้าด้วยอย่างยิ่ง”
คาซึยะเหลือบมองบุรุษทั้งสามที่อยู่ตรงหน้าแล้วยิ้มบาง จะไม่แปลกใจแม้แต่น้อย หากอีกสิบปี หรือยี่สิบปีข้างหน้า อาณาจักรทาคิซาวะจะถูกลือชื่อว่ายิ่งใหญ่ในแผ่นดิน!!
……….
สาสน์เชิญถูกส่งไปยังอาณาจักรคุโรคาวะในเวลาต่อมา และคำตอบที่ได้รับก็เป็นไปตามดังที่หวัง คือคุโรคาวะต้องการจะเข้ามาในฐานะทูต ซึ่งคำตอบนี้เอง ที่ทำให้เกิดการประชุมครั้งใหญ่ของกรมกลาโหม พวกนายพลต่างพูดไม่ออก เมื่อองค์ชายรัชทายาทตรัสว่า ‘คุโรคาวะมาในฐานะทูต ไม่ได้มาเพื่อชมวิทยาการทหารเสียหน่อย’ ไม่มีใครว่าอะไรอีก และกลายเป็นการประชุมที่ทำให้องค์ชายหนุ่มแย้มพระสรวลอย่างมีความสุขยิ่งนัก แต่ความสุขนั้น มักมาพร้อมกับความเหน็ดเหนื่อย เมื่อรายละเอียดต่างๆสำหรับการต้อนรับ ต้องถูกจัดการในเร็ววันนี้ เพื่อให้ทันกับวันที่คุโรคาวะจะเดินทางมาถึงอาณาจักรทาคิซาวะ
“ทางนั้นแจ้งว่า จะมีองค์ชายลำดับที่สามเสด็จมาด้วย ข้าส่งเรื่องเพื่อขอเปิดตำหนักรับรองแล้ว” เพราะเป็นงานของกรมกลาโหมโดยตรง เนื่องจากเป็นผู้เชิญ ดังนั้นจึงไม่สามารถจะโยนทุกเรื่องไปยังกรมพิธีการหรือกองที่รับผิดชอบในการรับรองใดๆได้ สุดท้ายแล้ว ผู้รับหน้าที่ก็คือคาซึยะเสียเอง
“และงานเลี้ยงต้อนรับ ข้าสั่งให้จัดการตั้งแต่เมื่อวาน เห็นว่ากรมสถานที่กำลังเร่งประชุมเพื่อจัดสถานที่ และวันมะรืน ทางห้องเครื่องของตำหนักหลวงจะส่งรายชื่ออาหารขึ้นมาให้เพคะ” ร่างโปร่งถวายรายงานความคืบหน้าให้กับองค์ชายหนุ่ม
“แล้วเจ้าล่ะจิน… เป็นอย่างไร” พระองค์หันไปตรัสกับองครักษ์หนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“เรียบร้อยดีพระเจ้าค่ะ พรุ่งนี้จะรวบรวมรายละเอียดทั้งหมดถวายพระองค์อีกครั้ง”
“อย่างไรก็อย่าลืมเตรียมตัวด้วยแล้วกัน เจ้าต้องเจรจากับทูตของฝ่ายนั้น…”
“ให้องครักษ์อาคานิชิเป็นทูตหรือเพคะ” คาซึยะถามหน้าตื่น หันมองชายหนุ่มร่างสูงอย่างไม่เชื่อสายตา ก็ผู้ชายปากหนักเสียแบบนั้น จะให้เป็นทูตของกรมกลาโหม แล้วจะได้เรื่องอยู่หรือ หากส่งองครักษ์นากามารุไปเป็นทูตเสีย คาซึยะคิดว่าอาจจะได้เรื่องมากกว่า
องค์ชายรัชทายาทสรวลน้อยๆ กับคำถามของพระขนิษฐาบุญธรรม
“อย่าดูถูกไปเชียว จินน่ะ จบหลักสูตรทางการทูตมาแล้ว เจรจาเรื่องสาระดีกว่ายูอิจิเสียอีก จริงไหม” ว่าแล้วก็หันไปตรัสถามความเห็นจากชายผู้ชื่อ ยูอิจิ
“ก็…พอใช้ได้เท่านั้นกระหม่อม ส่วนเจรจาเรื่องไร้สาระนั้น องครักษ์อาคานิชิเลวร้ายหนักกว่า โดยเฉพาะเรื่อง ‘จีบ’ ติดหล่มอย่างเห็นได้ชัดพระเจ้าค่ะ” ยูอิจิอดไม่ได้ที่จะแอบกัดเพื่อนสนิท เพราะกัดแล้วเงียบ มีแค่สายตาดุๆส่งมาเท่านั้น องครักษ์ผู้มากทะเล้นเลยไม่ค่อยจะเกรงเสียเท่าไร อาศัยสนุกปากเป็นพอ
“แม่หญิงคาซึยะ หากไม่เชื่อว่า จินติดหล่มเรื่องจีบจริง วันใดที่รายนั้นไปตรอกแดง ข้าจะพาแม่หญิงไปด้วย” ว่าแล้วก็หันมาเชิญชวนให้ร่างโปร่งไปร่วมรู้เห็น อาการติดหล่มขององครักษ์ทึบทึมเสียอีก
“ยูอิจิ!! จะพาน้องเราไปตรอกแดงงั้นรึ!!” สุรเสียงดังก้องอย่างเคร่งครัดนัก ให้คาซึยะต้องหัวเราะ
“แค่ตรอกแดงเอง ข้าอยากไปเห็นอีกสักครั้ง ไม่รู้เปลี่ยนแปลงไปมากไหม” ตรอกแดงคือถนนเล็กๆท้ายตลาดใหญ่ของเมือง ที่เต็มไปด้วยโสเภณีทั้งชายและหญิง ร่างโปร่งเคยแอบหนีออกจากวังไปกับเจ้าพี่และผู้ติดตามของเจ้าพี่ สมัยเมื่อยังเด็กมากนัก ครั้งนั้นจำได้ดีว่าเจ้าพี่และผู้ติดตามถูกลงโทษไปหลายไม้ เพราะพา ‘น้องสาว’ ไปเปิดหูเปิดตาในเรื่องอันไม่ควร
“เป็นสาวเป็นนางจะไปทำไมตรอกแดง พี่ไม่ให้ไปหรอก” ขึ้นชื่อว่าพี่แล้วก็ยังหวงน้องอยู่วันยังค่ำ ยามนั้นยอมพาไป เพราะติดว่าองค์เองก็อยากรู้อยากเห็น แต่ยามนี้ที่น้องเติบใหญ่แล้ว จะปล่อยให้ไปเดินท่อมๆแถวนั้นได้อย่างไร
“ไม่ไปตรอกแดงก็ได้เพคะ แต่ขอไปเรือนขององครักษ์อาคานิชิได้ไหม” คาซึยะขอเสียงใส ง่ายดายราวกับตนไม่ใช่หญิงสูงศักดิ์ ผู้ต้องถนอมเนื้อถนอมตัว
ก็ไม่ใช่หญิง… วันนี้คาซึยะเป็นชายทั้งใจและกาย แม้จะต้องอยู่ในชุดตัดเย็บแบบสตรี แต่ผ้าที่ถูกพับทบเอาไว้เป็นหน้าอกก็ยังกดทับให้รู้สึกตัว
“ท่านองครักษ์ขอให้ข้าไปทานขนมฝีมือท่านผู้หญิงโซระบ่อยๆ ข้าไม่อยากเสียคำพูด วันนี้เลยว่าจะไปเสียหน่อย”
“จะไปน่ะ ขออนุญาตเจ้าของเรือนหรือยัง” องค์ชายตรัสถาม แล้วเลยสายเนตรไปยังชายหนุ่มผู้เป็นองครักษ์ซึ่งยังยืนเงียบ
“ขอแล้วเพคะ”
“จริงหรือจิน”
“แม่หญิงคาซึยะยังไม่ได้พูดอะไรกับกระหม่อมเลยสักคำพระเจ้าค่ะ” คำตอบเถรตรง ทำเอาร่างโปร่งแทบอยากจะหันไปโวยเสีย
“ก็…ข้าขอท่านผู้หญิงโซระเอาไว้แล้ว ไม่รู้ว่าเจ้าของเรือนอาคานิชิเป็นท่านองครักษ์นี่” แล้วก็ไปได้น้ำขุ่นๆ ให้ผู้เป็นเชษฐาต้องส่ายเศียรอย่างระอาเสียเหลือเกิน
“เป็นสาวเป็นแส้ พูดจาแบบนี้แล้วใครที่ไหนจะอยากเป็นบุรุษแห่งราชสำนักกัน”
“ถ้าไม่มี ข้าหาสตรีแห่งราชสำนักแทนเสียก็ได้เพคะ” จินถอนหายใจเบากับคำพูดของคนตรงไปตรงมาที่ไม่ค่อยจะยึดติดกับอะไรมากนัก ในขณะที่องค์ชายหนุ่มถึงกับชะงักงัน
…จะหาสตรีแห่งราชสำนักแทน…
องค์ชายรัชทายาทกับองค์กษัตริย์คงจะยอมเสียหรอก
ส่วนเขา… ไม่มีความสำคัญใดที่จะยอมหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะเป็นอย่างไร สัญญาในใจก็จะยังเป็นสัญญา ไม่ว่าบุรุษแห่งราชสำนัก หรือสตรีแห่งราชสำนักจะเป็นใคร เขาก็ยังจะเป็น อาคานิชิ จิน คนเดิม คนที่เคียงข้าง คนที่ปกป้อง คนที่ไม่เคยหายไปไหน
.
.
.
.
.
‘ที่นี่หรือ ตรอกแดง คนเยอะนัก ข้าต้องหลงแน่’
‘ไม่หลงหรอก’ นั่นคือคำตอบของคนที่เดินตามเงียบๆ
‘งั้นจับมือกันไว้ เจ้าพี่ไปไหนไม่รู้ ไม่จับมือแบบนี้ เดี๋ยวก็หลง ปล่อยให้กลับวังคนเดียวไปเลย จินจับแน่นๆ อ๊ะ!’
‘คนเยอะ มาอยู่ข้างหลังข้าแล้วกัน’
ภาพของเด็กสองคนที่จับจูงมือกันและกัน ในขณะที่ผู้อายุมากกว่าเดินนำ มีเด็กตัวน้อยแก้มแดงเดินซุกอยู่ข้างหลัง เพราะเคลื่อนฝูงชนนั้นไหล่บ่า ทว่า…มือของจินก็ยังจับไม่คลาย ร่างกายที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ของเด็กชายก็ยังยืนหยัดไม่ให้สิ่งใดกระทบกระเทือนร่างเล็กเบื้องหลัง
เคียงข้างและปกป้อง
สัญญาจากหัวใจ ของอาคานิชิ จิน
……………
ที่เรือนอาคานิชิวันนี้รื่นเริงนัก เพราะมีคนพูดเก่ง ทั้งยังช่างเอาอกเอาใจอย่างคาซึยะมานั่งอยู่ด้วย เรื่องคุยมีไม่หมดเสียที จบเรื่องนั้นก็ต่อด้วยเรื่องนี้ จนจินเองยังรับรู้ได้ ว่าแม่ของเขาเพลินมากเพียงใดกับการมีคนมานั่งเล่นนั่งคุยด้วยเช่นนี้ นอกจากนั้น ขนมที่นางทำก็หมดทุกอย่าง ไม่มีเหลือเสียอีก
“เอาไปฝากที่เรือนด้วยนะ คาซึยะ” นอกจากทานที่เรือนอาคานิชิแล้ว ท่านผู้หญิงโซระยังจัดใส่กล่องให้อีกด้วย ร่างโปร่งรีบส่ายหน้ากำลังปฏิเสธจะไม่เอา แต่ก็ถูกบังคับเสียแล้ว
“เอาไปเถอะ อยู่ที่นี่ก็เสียของเปล่าๆ ลูกข้าแต่ล่ะคน ไม่มีใครกินขนมหวานเป็นสักคน” นั่นล่ะ ถึงได้ล่ำลาจากมาได้ แต่ทั้งๆที่ออกจากเรือนอาคานิชิแล้ว ท่านผู้หญิงโซระก็ยังให้บุตรชายคนโตตามมาส่ง ทั้งๆที่ฟ้ายังไม่ทันมืดสักนิด
“ท่านแม่ของท่านคงไม่รู้เสียแล้ว ว่ากระทั่งจากต่างแดน กลับมาที่ทาคิซาวะ ข้าก็มาเอง ไม่เห็นมีผู้ชายคนใดตามมาส่ง” ก็ลองมาส่ง… ราชสำนักคงเกิดการลุกฮือก็คราวนี้ ร่างสูงได้แต่คิดต่อในใจ
“ท่านแม่เป็นห่วงเจ้า จากเรือนอาคานิชิไปคาเมนาชิก็ใช่จะใกล้ๆเสียที่ไหน” ร่างสูงรู้ดีว่านอกจากห่วงแล้ว มารดาของเขายังคิดถึงคาซึยะอยู่ด้วย วันนี้มาหา เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ถามอีก ว่าเมื่อไรจะมาอีก ใจจริงของจินอยากให้มาทุกวันเสียด้วยซ้ำ แต่ติดที่ว่ามันดูไม่เหมาะเลย กับการเทียวเข้าเทียวออกเรือนชายโสดอย่างอาคานิชิ ทั้งๆที่คาซึยะเป็นสตรีสูงศักดิ์แห่งราชสำนัก
“ท่านแม่ของท่านน่ารัก” แล้วบทสนทนาก็จบเพียงเท่านั้น ตลอดทางเดินโรยกรวดที่ทอดตัวยาวลัดเลาะไปตามสวนในเขตพระราชฐานชั้นนอก จากเรือนอาคานิชิจนมาถึงเรือนคาเมนาชินั้น ความเงียบยังคงครอบคลุมระหว่างคนทั้งคู่ จินไม่รู้ว่าคาซึยะรู้สึกเช่นไร บางทีอาจจะเบื่อหน่าย เพราะเขาไม่ใช่คนช่างพูดนัก ทว่า เขาก็มีความสุข ที่เพียงแค่เหลือบสายตามอง เขาก็เห็นร่างบอบบางยังเดินอยู่เคียงข้าง
แม้ไม่รู้ว่าจะเคียงข้างกันได้ถึงเมื่อไร ต่อไป คาซึยะอาจจะต้องเคียงข้างหรือชิดใกล้ใครอื่น แต่ที่ว่างข้างกายเขา ก็ยังเป็นของคนร่างบางคนนี้
ตลอดไป
“ขอบคุณที่มาส่ง” หน้าเรือนคาเมนาชิเต็มไปด้วยแมกไม้ ซุ้มประตูนั้นประดับด้วยไม้เลื้อยพันเกลียว ออกดอกส่งกลิ่นหอมยามค่ำคืน ร่างโปร่งหันกลับมาบอกพร้อมรอยยิ้มบาง
“ไม่เป็นไร…เอ่อ… ข้ามีเรื่องจะขอ” จินตัดสินใจที่จะพูดในสิ่งที่เขาคิดว่าเหมาะสม ให้คาซึยะต้องเลิกคิ้วสงสัย
…นี่ก็ด้วย…ไม่ใช่เด็กๆเสียหน่อย มาทำเป็นเล่นคิ้วอะไรแบบนี้กัน…
ชายหนุ่มถอนหายใจบางเบา ยังมีมารยาทสตรีอีกมาก ที่คาซึยะต้องเรียนรู้ก่อนออกเรือน เขาสบกับดวงตาเรียวเล็ก
“คราวหน้าคราวหลัง อย่าพูดว่าจะมีสตรีแห่งราชสำนักอะไรนั่นอีก ถึงจะไปเรียนที่ตะวันตก แต่ทาคิซาวะก็คือทาคิซาวะ สตรีชั้นสูงไม่ควรพูดถึงเรื่อง…เอ่อ…เล่นเพื่อน” จินออกจะกระดากปากเล็กน้อย เมื่อต้องพูดถึงความสัมพันธ์เกินเลยระหว่างสตรีด้วยกัน แม้ทาคิซาวะจะเปิดกว้างทางสังคมมากพอจะยินยอมในเรื่องแบบนี้ ทั้งความรักระหว่างบุรุษก็เอิกเกริกนัก ทว่าชนชั้นสูงก็คือชนชั้นสูงที่มากไปด้วยประเพณีอันสืบทอดกันมายาวนาน สตรีเป็นเพียงเพศผู้ให้กำเนิดทายาท ความรักจำต้องรับและมอบให้แก่ชายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อสตรีเพศด้วยกัน
“ข้าเพียงแต่แหย่เจ้าพี่เล่นเท่านั้น”
“ถึงแค่แหย่ก็ไม่ใช่เรื่องเหมาะ…เกิดพวกทหารได้ยินเข้า แล้วเอาไปลือปากต่อปาก เจ้าจะเสียหาย ถ้าเป็นเช่นนั้น จะมีใครใดอยากร่วมหอด้วยกัน”
เมื่อพูดถึง ‘คนร่วมหอ’ ดวงตาเรียวที่เคยวาววับสดใสก็อ่อนแสงลง แต่ก็เพียงชั่วเวลาสั้นๆเท่านั้น ทว่า องครักษ์หนุ่มก็สังเกตเห็น
“ไม่คิดร่วมหอกับใครหรอก ขอบคุณที่เป็นห่วง”
“ทำไม” เผลอหลุดคำถามออกไป ร่างสูงถึงได้รู้ตัวว่าเขาไม่ควรรุกไล่เช่นนี้เลย มันเป็นเรื่องส่วนตัวทั้งสิ้น หากคาซึยะจะไม่แต่งงานกับใคร
คนถูกถามเงยหน้าขึ้นยิ้มบาง
“ข้าชอบอยู่คนเดียว”
“ยามชรา ใครจะดูแล” ทว่าแม้จะรู้ว่าไม่เหมาะสมนัก กับการตั้งคำถามแบบนี้ แต่จินก็อดไม่ได้ เขาห่วงใย เขาสนใจ เขาอยากรู้ไปเสียหมดว่าคนตรงหน้ามีความคิดเช่นไร หรือรู้สึกอะไรอยู่ และดวงตาที่แสนเศร้าเมื่อครู่เกิดมาจากอะไร ชายหนุ่มอยากแบ่งเบาความทุกข์นั้น แม้เพียงสักครึ่งก็ยังดี
“ข้าก็ดูแลตัวเองสิ ดีเสียอีก ไม่ต้องผูกชีวิตกับใคร อยากไปเที่ยวหัวเมืองใดก็ได้ไป” หากจริงแล้ว คาซึยะรู้ดีว่าไม่มีใครคนใดอยากจะผูกชีวิตไว้กับเขา ร่างกายไม่แน่นอนเช่นนี้ วันดีคืนดีเป็นหญิง วันดีคืนดีเป็นชาย ไม่ว่าจะบุรุษหรือสตรีแห่งราชสำนักก็คงรับได้ยากนัก
แต่ก็ดีแล้ว…ไม่แต่งงานกับใครก็ดีเหมือนกัน รักตัวเอง รักคนรอบข้าง รักครอบครัว แค่นี้ก็คงเพียงพอสำหรับชีวิตที่เกิดมา
“ข้า…จะดูแลเจ้าด้วย…” เสียงทุ้มบอกเบา ทว่าหนักแน่นในความรู้สึก ดวงตาคมที่มองมา ทำให้ร่างโปร่งถึงกับนิ่งงัน
“หากอยากไปที่ใด ข้าก็จะพาไป อยากได้สิ่งใด ข้าก็พยายามหามาให้ หากเจ้าไม่สมรสกับใคร ข้าก็จะดูแลเจ้าเอง ตามที่สัญญาไว้”
“สัญญา?” คาซึยะทวนคำ ทั้งสับสนและตกตะลึงกับคำพูดที่ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้ยิน ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีใครมาพูดเช่นนี้ด้วย
“ราตรีสวัสดิ์” จินไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งคำถามใดๆ เขาบอกลาก่อนจะหมุนกายเดินกลับไปตามทางเดิม ทิ้งไว้เพียงแต่สายตาของคาซึยะที่มองตามหลังอย่างไม่อาจเข้าใจ
………………
คาซึยะยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่อาจตั้งสติได้ จนกระทั่งสาวใช้ออกมาเรียก จึงได้เดินเข้ามาในเรือนอย่างที่สัมปชัญญะที่มี ไม่อาจทำให้ปัญญาทั้งปวงกลับคืนมา
“คาซึยะ ลูกเป็นอะไรหรือ” ผู้เป็นมารดาถามอย่างห่วงใย เห็นบุตรยืนอยู่นานแล้ว ไม่เข้าเรือนเสียที พอส่งสาวใช้ออกไปตาม ก็กลับเข้ามาอย่างที่เรียกว่าไม่มีสติติดตัว
“ข้า…แค่ไม่เข้าใจอะไรนิดหน่อยเท่านั้น” ท่านผู้หญิงมามิเห็นตั้งแต่ที่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้มีตำแหน่งเป็นองครักษ์ในองค์ชายรัชทายาทมาส่ง และก็จับตาคนทั้งคู่ตั้งแต่พูดจากัน ทว่านางไม่ได้ยินว่าบทสนทนานั้นเป็นไปอย่างไร แต่ดูจากท่าทีของบุตรแล้ว ท่านผู้หญิงมามิก็นึกหวั่นใจนัก
ไม่รู้ว่าอาคานิชิ จิน เป็นบุรุษแห่งราชสำนักตามคำทำนายหรือไม่ หากใช่ก็ดีหรอก แต่หากไม่ใช่ เกิดแต่งงานกันไป แล้วล่วงรู้ความจริงทั้งหมดและไม่อาจรับได้ ทุกสิ่งทุกอย่างคงพังครืน และคนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือคาซึยะ
“คาซึยะ…” ผู้เป็นแม่เรียกให้สติกลับคืนมาอีกครั้ง แต่กลับไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูดเช่นไร ให้ผู้เป็นลูกได้เข้าใจในความหวังดีของนาง
นางไม่อยากให้คาซึยะแต่งงาน ไม่รู้ว่าใครกัน ที่เป็นบุรุษแห่งราชสำนัก หรือถึงรู้ แต่ก็ไม่แน่นอนไม่ใช่หรือ คำทำนายใช่จะทำนายได้ทุกเรื่อง ทั้งยังมีโอกาสผิดพลาดทั้งสิ้น หากมันผิดพลาด หากบุรุษแห่งราชสำนักรับร่างกายอันแปลกประหลาดของคาซึยะไม่ได้
บัดนั้นก็คงได้แต่โทษตนเองที่โง่เง่าและขลาดเขลาจนหลงเชื่อในโชคชะตามากเกินไป
“ไม่เป็นไรท่านแม่ นับตั้งแต่ข้าอายุได้เจ็ดขวบ ข้าก็ตัดสินใจแล้ว ว่าชีวิตนี้ต้องอยู่คนเดียว” รอยยิ้มบางที่ส่งมาให้ ทำเอาท่านผู้หญิงมามิปวดร้าวไปทั้งหัวใจ จะมีสิ่งใดอีกที่นางพอจะทำได้ หากแลกชีวิตกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ปกติ’ ในชีวิตของลูกได้ นางจะไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“ข้าขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียหน่อย แล้วเดี๋ยวจะมาร่วมมื้อค่ำด้วย”
นี่นางควรจะทำอย่างไรดี ท่านผู้หญิงมามิคร่ำครวญในอกอย่างอับจนหนทาง
………………….
อาทิตย์หน้า จะพยายามมาต่อให้วันพฤหัสนะคะ เพราะว่าศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ไปเที่ยวววววว
มีคำถามเล็กน้อย มีคอมเม้นท์นึงถามเรื่อง “วรองค์” แหะ แหะ คำนี้ตอนแรกที่ใช้เนี่ย ก็เพราะไปอ่านเจอมา (อ่านเจออีกแล้ว
) แต่เราอ่านเมื่อนานมาแล้ว เลยจำไม่ได้ว่ามาจากเรื่องไหนอ่ะค่ะ
แต่ว่า พอดีมีคอมเม้นท์นึงช่วยตอบคำถามค่ะ จากคอมเม้นท์ของ พี่ renika นะคะ
“วรองค์ คำนี้ถ้าหาในพจนานุกรมจะไม่มีค่ะ แต่เคยคุยกับนักเขียนบางคนแล้วเขาบอกว่าถือว่าใช้ได้เป็นสำนวนการเขียน ส่วนคำว่า รานี ก็แปลว่า พระราชินี ถูกต้องแล้วค่ะ ใช้ได้เหมือนกัน แต่อาจจะไม่ค่อยชินกับคำนี้กันเท่าไหร่”
ภาษาไทยนี่ยากจริงๆค่ะ แต่เราว่ามันมีลูกเล่นเยอะดีเนอะ

ขอบคุณทั้งคำถาม และคำตอบค่ะ เราเองก็ได้รู้ไปด้วย แหะ แหะ

AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 3
คาซึยะไม่ยอมอยู่เฉยเสียหรอก สำหรับเรื่องขนมของโปรด ปล่อยปละละเลยให้ผู้ชายคนนั้นกุมความลับเอาไว้คนเดียวมาตั้งแต่เด็กจนโต คราวนี้คาซึยะจะหาด้วยตัวเองให้ได้ ว่าใครที่เป็นคนทำขนมอร่อยถูกใจจนอดคิดถึงไม่ได้
“ท่านแม่” ทันทีที่กลับถึงเรือนคาเมนาชิ ร่างโปร่งก็ตรงดิ่งเข้าไปหามารดาที่กำลังนั่งจัดดอกไม้อยู่ที่ห้องพักผ่อน การเข้ามาของบุตรคนเล็กอย่างเร่งด่วนนั้น ทำให้ท่านผู้หญิงมามิต้องวางมือจากงานที่กำลังจดจ่อ
“มีอะไรหรือ”
“อ้าว ท่านพี่ วันนี้ไม่มีงานหรือ” พอทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างมารดาได้ สายตาก็เหลือบไปเห็นพี่ชายคนโตที่นั่งอยู่ ให้ต้องทักทายอย่างอดเสียไม่ได้ คาเมนาชิ โนบุทากะนั้น เป็นพี่ชายที่อายุมากกว่าคาซึยะถึงเจ็ดปี และย่างเท้าตามรอยบิดาอย่างท่านนายพลไม่ผิดเพี้ยน เรือนนอนไม่เคยได้กลับ เพราะหมกมุ่นอยู่แต่กับงานกรมกองที่เกี่ยวข้องกับหัวเมืองสำคัญในด้านการทหาร
ถ้าหากที่กรมกลาโหมส่วนกลางมีบุรุษผู้ได้รับเงินประจำไม่คุ้มค่ากับงานปริมาณมหาศาลที่ทำแล้วล่ะก็ คาซึยะบอกได้คำเดียวว่า พี่ชายของตนก็เป็นบุรุษอีกหนึ่ง ที่ได้เงินประจำไม่คุ้มค่ากับงานเช่นกัน เพราะความหมกมุ่นในเรื่องงานนั้น เป็นเหตุให้จนบัดนี้ แม้แต่เรื่องดูตัวก็ยังไม่เป็นไปตามกำหนดการของประเพณีอันดีงาม
“ช่วงนี้ทางกองได้พัก”
“ลองไม่ได้พัก ข้าจะไปทูลขอจากองค์ชายรัชทายาทให้เอง ว่าท่านพี่รับงานจนจะจุกอกตายอยู่แล้ว” คำพูดไม่สมสตรีของน้องนั้น ทำเอาโนบุทากะถึงกับส่ายศีรษะ
“พี่เลือกเอง พี่ยอมจุกอกตายเพราะงาน”
“ท่านพี่เหมือนเพื่อนร่วมงานของข้าคนหนึ่งไม่มีผิด มิน่าล่ะ กรมกลาโหมถึงได้ดิบได้ดีเช่นนี้ เพราะในกรมทั้งส่วนกลางส่วนนอก มีคนบ้างานถึงสองคนคอยค้ำจุน” คาซึยะอดไม่ได้ที่จะค่อนขอดไปถึงผู้ชายคนนั้น คนที่ทำให้คาซึยะอดทานขนมเกือบทั้งจาน
“แล้วพี่จะไปบอกองครักษ์อาคานิชิ ว่าเจ้าว่าเขา” จะมีใครที่หมกมุ่นงานการจนเลื่องชื่อ โนบุทากะรู้ดีว่าถ้าหากชื่อของเขาถูกนินทาเกี่ยวกับงานแล้ว อีกชื่อที่ข้องแวะไปพร้อมๆกันก็คือชื่อขององครักษ์ อาคานิชิ จิน ที่แม้จะมีฐานะเป็นองครักษ์ แต่ก็ควบรวมไปถึงตำแหน่งเลขานุการส่วนพระองค์ในองค์ชายรัชทายาทอีกด้วย
“ข้าไม่กลัวหรอก ผู้ชายคนนั้นอย่างมากก็แค่เอางานทุบหัวข้าทีหนึ่ง เสร็จแล้วก็หันกลับไปสนใจงานของตัวเองต่อ” ฟังคำยอกย้อนของลูกแล้ว ท่านผู้หญิงมามิก็ส่ายศีรษะระอา ได้แต่ตีแขนบุตรคนเล็กเป็นการปรามให้หยุดเสีย ถึงจะรับรู้ว่าลูกเกิดมาอย่างเพศชาย แต่ทั้งอย่างนั้น ในสังคม คาซึยะก็ยังดำรงอยู่อย่างสตรี ไม่ว่าจะเป็นวันที่กายเป็นชาย หรือกายเป็นหญิงก็ตาม ฉะนั้น คำพูดคำจาจึงไม่สมควรจะห้าวหาญมากนักหรอก
“วิ่งตึงตังมาหาแม่เมื่อกี้ มีเรื่องอะไรรึเปล่า”
“จริงสิ… ข้าจะถามท่านแม่ ว่าท่านพอจะรู้ไหม ว่าในวังหลวงมีใครที่มีฝีมือด้านขนมตำรับทาคิซาวะบ้าง” เพียงเท่านั้น เรื่องด่วนของผู้เป็นลูก ก็กลายเป็นเรื่องขำขันของบุรุษผู้เป็นพี่และสตรีผู้เป็นมารดา
“คาซึยะ ที่วิ่งหน้าตั้งมานี่ เพื่อจะถามเรื่องขนมอย่างนั้นหรือ หญิงในวังเลิกสนใจเรื่องนี้มาตั้งแต่อายุได้สิบสองแล้วรู้ไหม อายุเท่าเจ้า เขากำลังสนใจเรื่องเครื่องประดับและแพรพรรณต่างหาก” ผู้เป็นพี่ชายล้อเลียนให้คาซึยะยิ่งหน้ามุ่ย ก่อนจะหันมาทางมารดาเพื่อหวังคำตอบ ท่านผู้หญิงมามิยิ้มบาง
“ในวังหลวงมีตั้งหลายคนที่ทำขนมอร่อย เรือนชิโรอิก็เยี่ยม ส่วนเรือนอิชิฮาระก็ใช้ได้…ลูกไปติดใจขนมที่ใดมาเล่า ถ้าบอกอะไรที่เฉพาะเจาะจงกว่านี้ แม่อาจจะพอนึกออก ว่ามีท่านผู้หญิงคนใดที่เก่งกาจเรื่องขนมเป็นการเฉพาะ”
“ข้า…ได้ขนมมาจากคนที่กรม แต่เขาไม่ยอมบอกว่าไปเอามาจากไหน ข้าเลยตั้งใจจะตามหาเอง”
“อร่อยมากเลยหรือ” ผู้เป็นแม่เอ่ยปากถาม เพียงเท่านั้นสีหน้าคนเป็นลูกก็บอกเสียหมดว่ามันอร่อยเพียงใด ดวงตาเรียวที่ระยิบระยับนั้น ทำเอาผู้เป็นพี่ชายยังอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
“แล้วคนที่กรมที่เจ้าว่าคือใครล่ะ ถ้าลองว่าไปเอาขนมมาได้ง่ายๆ ก็น่าจะเป็นคนในเรือนนั้นไม่ใช่รึ” คาซึยะหันมองพี่ชาย ความจริงเขาก็คิดแบบเดียวกับโนบุทากะ ว่าอาจจะเป็นคนในเรือนอาคานิชิที่ทำขึ้นมา เพราะคนอย่างองครักษ์ผู้แสนจะทึบทึมรายนั้น ไม่น่าจะถ่อออกไปหาซื้อถึงในเมืองหรอกกระมั้ง
“ข้าไม่มั่นใจ ท่านแม่…ถ้าข้าบุกเรือนคนอื่นนี่น่าเกลียดรึเปล่า”
“บุกเรือนเพื่อขนมน่ะรึ! น่าเกลียดแน่น้องรัก” โนบุทากะขวางกลางลำอย่างน่าหยิก ให้คนเป็นน้องต้องหันไปทำตาดุใส่
“หากจะว่าน่าเกลียดก็ไม่หรอก ถ้าลูกรู้จักเข้าหา ว่าแต่…ลูกจะบุกเรือนใคร”
“เรือนอาคานิชิ ท่านแม่รู้จักคนในเรือนนั้นไหม” วังหลวงนั้นกว้างใหญ่ แม้จะมีงานรื่นเริงพบปะระหว่างตระกูลขุนนางนายทหารอยู่เนืองๆ แต่ทั้งอย่างนั้นมันก็เป็นไปเพียงเพื่อการรู้จักอย่างผิวเผิน
“แม่ว่า คนในเรือนนั้นน่าจะรู้จักลูกดีกว่าแม่เสียอีก สมัยเด็กๆไปซนที่นั่นเสียบ่อยนี่”
“ข้าไม่เห็นจำได้…งั้นข้าไปขอให้ป้ามิซาเอะจัดผลไม้ให้สักกล่องดีไหม ไปบุกเรือนคนอื่นทั้งที ก็น่าจะมีติดไม้ติดมือไปเสียบ้าง” คาซึยะตอบบางเบา ก่อนจะถอยห่าง เมื่อตัดสินใจได้ว่าจะบุกเรือนอาคานิชิสักครั้ง เพื่อหาให้ได้ว่าใครเป็นเจ้าของขนมที่เคยลิ้มรสมาแล้วสองครั้ง
“ลูกจะไปวันนี้เลยหรือ” ผู้เป็นแม่ถามด้วยความตกใจกับการกระทำอันรวดเร็วของบุตรคนเล็ก
“ก็วันนี้สิท่านแม่ ข้าไม่อยากรอหรอก ขนมของข้ารอได้ที่ไหนกัน” ว่าแล้วเจ้าตัวก็รีบผลุนผลันออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงมารดาและพี่ชายให้มองตาม
“อาคานิชิ จิน…คือคนที่เสด็จลุงสนพระทัยอยู่ใช่ไหมท่านแม่” โนบุทากะเอ่ยปากถามมารดา
“ใช่ ทำไมหรือ”
“อาจจะไม่ได้มีแค่เสด็จลุง แต่อาคานิชิ จินเองก็สนใจจะเป็นบุรุษแห่งราชสำนักเช่นกัน ข้าคงจะมีน้องเขยในเร็ววันเสียแล้ว” บุตรชายคนโตเปรยอย่างไม่จริงจังนัก เพราะเขาเอง ก็เหมือนกับหลายคน ที่รับรู้แค่เรื่องที่ว่า คาซึยะถูกทำนายทายทักว่าจะต้องสมรสกับ ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ หากแต่อะไรที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น ชายหนุ่มเลือดทหารไม่รู้แม้สักนิด
ในขณะที่ผู้ที่รู้ทุกเรื่อง อย่างท่านผู้หญิงมามินั้น ถึงกับนิ่งงันไปกับคำพูดของบุตรชาย แม้จะรับรู้เรื่องคำทำนายทายทักเกี่ยวกับ ‘เขย’ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เนื้อแท้ในใจนาง กลับไม่เคยนึกอยากให้ลูกรู้จักกับความรักเลย เพราะไม่ว่าจะมองไปทางทิศใด วี่แววแห่งความสุขก็ไม่มีแม้แต่จะเห็นเป็นเค้าลาง
‘เขย’ อย่างนั้นหรือ
‘เขย’ ใดจะรับได้ หากรู้ความจริงว่าคาซึยะเป็นทั้งชายและหญิง
……………..
ช่างเป็นวันที่แสนโชคดีนัก เพราะทันทีที่จัดเตรียมของเยี่ยมสำหรับบุกเรือนอาคานิชิแล้ว คาซึยะก็ตรงดิ่งไปยังเรือนทางปีกซ้ายของพระราชฐานทันที และได้รู้ว่าที่เรือนอาคานิชินั้น มีเพียงท่านผู้หญิงโซระเท่านั้น
“ไม่เจอเสียนาน ท่านโตขึ้นมาก” ความเงียบเหงาของเรือนอาคานิชิ ทำให้ท่านผู้หญิงออกจะดีใจอยู่ไม่น้อยที่มีคนมาเยี่ยมเยียน
“อย่าเรียกข้ายกย่องเช่นนั้นเลย ท่านผู้หญิง ข้าเป็นเพียงบุตรขุนนาง วันนี้ข้านำผลไม้มาเยี่ยม สมัยเด็กเคยมาซนไว้ที่นี่เสียเยอะ” ความจริงแล้ว คาซึยะจำไม่ได้เสียด้วยซ้ำว่าเคยมาที่เรือนอาคานิชิ สมัยนั้นยังเล็กนัก หากจำได้สิ เป็นเรื่องแปลก แต่คนเราก็ต้องริใช้มารยากันเสียบ้าง หากไม่จำเป็น ไม่ทำเสียหรอก เพื่อขนมแท้ๆเชียว
ท่านผู้หญิงอดไม่ได้จะหัวเราะเบาๆยามคิดถึงความหลังครั้งก่อน สมัยที่เรือนอาคานิชิยังเสียงดังลั่นเพราะมีเด็กๆวิ่งเล่นไม่ห่าง หากแต่เมื่อเด็กเหล่านั้นเติบโตเพื่อเป็นเสาหลักให้แก่อาณาจักร ความเงียบสงบก็กลับมาพร้อมกับความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว
“ขอบใจมาก ไม่จำเป็นเลยแม้แต่น้อย แค่มาเยี่ยมบ้าง ข้าก็ดีใจแล้ว จริงสิ นี่ก็เย็นแล้ว วันนี้อยู่ทานมื้อเย็นกับข้าได้ไหม จินคงไม่กลับกระมั้ง ส่วนเรโอะก็คงออกไปเตร่ในเมือง ไม่รู้จะกลับกี่โมงกี่ยามกัน” ส่วนสามีของนางนั้น ติดงานที่หัวเมือง ยามเย็นแบบนี้ จึงเป็นช่วงเวลาแห่งความโดดเดี่ยวของผู้เป็นแม่ที่แท้จริง คาซึยะรู้สึกสงสารความเหงาเปล่าเปลี่ยวของสตรีตรงหน้าขึ้นมาจับใจ บางที แม่ของเขาเองก็คงเช่นกัน เมื่อลูกโต คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ไม่มีกิจใดอีก นอกจากความรักและห่วงหาอาทร
“อะไรกันท่านแม่ ท่านกำลังนินทาบุตรชายผู้น่ารักอยู่นะ” เสียงทุ้มชวนหยอกดังมาจากหน้าประตู พร้อมกับที่เรือนกายสูงใหญ่ และหน้าตาคล้ายคลึงกับเพื่อนร่วมงานผู้แสนทึบทึมโผล่เข้ามาในเรือน คาซึยะนิ่งไปนิด เมื่อพบว่าใบหน้าหล่อเหลาของผู้มาใหม่นั้น มีส่วนละม้ายกับ อาคานิชิ จิน เสียเหลือเกิน แต่ติดที่ว่า อาคานิชิ จิน ไม่เคยยิ้มกว้างจนดวงตาหยีแทบปิดแบบนี้เลยสักครั้ง
“เรโอะ ทำไมวันนี้กลับเร็วได้” ผู้เป็นแม่หันไปถามพร้อมรอยยิ้มที่แสดงให้รู้ถึงความดีใจท่วมท้น
“ท่าทางจะรู้ว่าท่านแม่มีแขกเป็นสาวงาม ข้าเลยขอกลับมาเสนอหน้าบ้าง ยินดีที่ได้รู้จัก แม่หญิง ข้า อาคานิชิ เรโอะ” ชายหนุ่มตรงหน้าแนะนำด้วยทีท่าเจ้าชู้ที่ออกจะมากกว่า องครักษ์นากามารุ ยูอิจิเสียอีก
“เจ้าจำไม่ได้หรือ เรโอะ... นี่แม่หญิงคาซึยะ คาเมนาชิ คาซึยะ ที่เคยมาเที่ยวเรือนเราบ่อยๆ สมัยก่อน ยังเคยจับแมลงวิ่งไล่เจ้าอยู่เลย” ร่างสูงชะงักกึกไปกับคำบอกเล่าของมารดา เขาหันมองร่างงามตรงหน้าอีกครั้ง และครั้งนี้ ใบหน้าหล่อคมก็เริ่มซีดเผือด เมื่อความทรงจำอันร้ายกาจหวนเข้ามาในสมองอีกครั้ง
ความทรงจำที่ว่า เขาเคยถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆที่ไม่มีอะไรชวนให้คิดว่ามีพิษมีภัย จับแมลงวิ่งไล่จนเขาร้องไห้และไข้จับอยู่สามวัน หลังจากนั้น อาคานิชิ เรโอะก็เติบโตขึ้นมาเป็นหนุ่มเจ้าสำราญแต่มีความอัปยศอดสูที่ว่ากลัวแมลง!
“ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้ง ท่านเรโอะ” คาซึยะยิ้มกว้าง เมื่อวีรกรรมสมัยเก่าก่อนชวนให้ขำขันจนอดค่อนตัวเองไม่ได้ว่าร้ายกาจเสียเหลือเกิน ที่ไปแกล้งเด็กผู้ชายแบบนั้น
“เอ้อ…ยินดี…” ชักจะไม่น่ายินดีเสียแล้ว เรโอะยังจำความน่ากลัวในครั้งนั้นได้ มันชวนให้เขาไม่ตามพี่ชายอย่างจินไปเล่นกับเด็กหญิงผู้นั้นอีก ทั้งยังสาปส่งเมื่อได้ข่าวว่าเด็กหญิงไปเรียนต่อต่างแดน เขาเคยขอว่าอย่าได้พบอย่าได้เจอกันอีก แต่นี่แล้วอย่างไร! นางมาถึงเรือน!!
“ไม่ต้องกลัวไปหรอก ข้าเลิกแกล้งแล้ว” คาซึยะให้คำสัญญา
“จริงหรือ…” เรโอะยังอดจะไม่ไว้ใจไม่ได้ แต่อีกฝ่ายกลับเอาแต่หัวเราะส่งให้ใบหน้าหวานๆนั่นกระจ่างตาขึ้นมาทีเดียว
“งั้นวันนี้ก็ร่วมมื้อเย็นปรับความเข้าใจดีไหม แม่ทำขนมไว้ด้วย เดี๋ยวจะให้เด็กเอาออกมาให้ทานเป็นของว่าง คาซึยะชอบขนมใช่ไหม” ร่างโปร่งหันมายิ้มกว้าง แล้วรับคำเสียงเบา กำลังตั้งใจจะหาทางนำบทเข้าสู่เรื่องขนมพอดี ท่านผู้หญิงโซระกลับเสนอขึ้นมาเสียก่อน ดีเลย คาซึยะจะได้ไม่ต้องสรรหาคำพูดมาใช้
มื้อของว่างนั้น เริ่มก่อนเวลาอาหารเย็นเล็กน้อย และทันทีที่เห็นขนมในจานที่เด็กรับใช้ของเรือนอาคานิชินำมาให้ ร่างโปร่งก็บอกตัวเองทันทีว่า เจอแล้ว
พบแล้วเจ้าของรสมือที่ติดตรึงในใจมานานแสนนาน พบแล้วเจ้าของตำรับที่ผู้ชายคนนั้นเก็บเอาไว้เป็นความลับ
“ยิ้มอะไรรึ” เรโอะถามด้วยความสงสัย เมื่อเห็นใบหน้าหวานยิ้มบางกับตัวเองอย่างสมใจ
“ข้าแค่…ดีใจ ที่จะได้ทานขนมอร่อยๆ”
“ดีใจก็มาบ่อยๆ ข้าจะทำไว้ให้ ที่เรือนนี้ไม่มีใครชอบทานขนมนักหรอก ถ้าเจ้าช่วยทาน ข้าก็มีแรงทำ” ท่านผู้หญิงโซระเอ่ยปากอย่างเอ็นดูกับใบหน้าที่เต็มตื้นไปด้วยความสุข หลังจากที่ส่งขนมชิ้นพอดีคำทำจากแป้งเนื้อนุ่มเข้าปาก ยิ่งรสชาติที่ซ่านอยู่ภายใน คาซึยะก็ยิ่งมั่นใจ
ไม่มีอีกแล้ว ใครจะทำได้รสชาติแบบนี้
ท่านผู้หญิงอาคานิชิ โซระ คือคนที่เขาตามหาจริงๆ ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์บุกถึงเรือนอาคานิชิ
“อ้าว จิน…ตายจริง วันนี้บทจะกลับเร็ว ก็มาพร้อมกันทั้งพี่ทั้งน้อง” เสียงของท่านผู้หญิงโซระ ทำเอาคาซึยะที่กำลังหลงใหลไปกับรสชาติของขนมที่ถูกปากต้องเงยหน้ามอง และบุรุษที่เข้ามาใหม่นั้น ก็ถึงกับนิ่งตะลึงเมื่อสบตาเข้ากับเขาโดยบังเอิญ
อาคานิชิ จิน ชะงักไปทันทีที่พบว่าในเรือนอาคานิชิ ไม่ได้มีเพียงแค่มารดา หรือน้องชายเท่านั้น แต่ยังมีใครบางคนมานั่งหน้ากลม เพราะเคี้ยวขนมตุ้ยๆอยู่เต็มปากอีกด้วย
จริงสิ! ขนม…
“คาซึยะเขามาเยี่ยมแม่ นี่ก็เลยให้เขาทานขนมรองท้องไปก่อน จินทานมื้อเย็นมารึยัง จะได้ทานพร้อมกัน” ร่างสูงส่ายหน้าเล็กๆ และตกลงจะร่วมมื้อเย็นด้วย ในขณะที่สายตายังส่งไปตอบรับหน้าตาท้าทายและติดจะเหนือกว่าของคนที่หยิบขนมเข้าปากไม่หยุด
หมดกัน…อย่างนี้ก็คงรู้หมดแล้ว ว่าขนมที่เขาเอาไปให้ เป็นฝีมือมารดาของเขา…
“อาหารพร้อมแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ออกมาตามที่ห้องโถงใหญ่ ให้ท่านผู้หญิงต้องหัวเราะน้อยๆ เมื่อหันไปเห็นว่าคาซึยะกำลังส่งขนมเข้าปากอีกชิ้น
“ไปลูก ไปทานข้าวก่อน แล้วค่อยทานขนมดีไหม” นางนึกเอ็นดูเหลือเกินกับแขกผู้นี้ที่แสนจะน่ารัก ทานขนมตุ้ยๆไม่พูดไม่จา ท่าทางจะชอบเสียมาก อย่างนี้น่าจะให้จินพามาบ่อยๆหรอก นางจะเลี้ยงขนมให้อวบอ้วนเสียเลย
“ขนมฝีมือท่านอร่อยที่สุดเท่าที่ข้าเคยทานมา”
“ปากหวานจริงเชียว แล้วข้าจะฝากขนมไปกับจินบ่อยๆ อย่ามาบ่นเชียวว่าเอียนรสมือข้า มานี่เถอะ” แล้วท่านผู้หญิงโซระก็จับจูงมือเล็กให้เดินตามเข้าไปในห้องทานอาหาร มีเรโอะเดินตามต้อยๆราวกับสนิทสนมคุ้นเคยกันดี ทั้งๆที่สมัยเด็กนั้นไม่เคยกล้าเข้าใกล้เลยแม้แต่น้อย แต่เดี่ยวนี้จะกลัวอะไรกันเล่า ในเมื่อนางก็เอ่ยปากแล้วว่าจะไม่แกล้งใดๆอีก
เมื่อลับร่างคนทั้งสาม อาคานิชิ จิน ก็ถอนหายใจเฮือก ไม่รู้หนักอก หรือสิ้นหวังกันแน่
……………….
มื้อเย็นผ่านพ้นไป คาซึยะยังอยู่พูดคุยกับท่านผู้หญิงโซระอีกพักใหญ่ จนฟ้าเริ่มมืด ท่านผู้หญิงจึงสั่งให้บุตรชายคนโตไปส่งที่เรือนคาเมนาชิ
“ส่งแค่นี้ก็ได้ เดี๋ยวข้ากลับเอง” ร่างโปร่งเอ่ยปาก เมื่อชายหนุ่มเดินออกมาที่หน้าเรือน
“ท่านแม่สั่งเอาไว้ว่าให้ไปส่งถึงคาเมนาชิ”
“ท่านทำตามคำสั่งท่านผู้หญิงโซระเหมือนกันหรือ ถ้าอย่างนั้นก็คงได้ยินใช่ไหม ว่าท่านผู้หญิงบอกว่าจะฝากขนมมาให้ข้าบ่อยๆ” คาซึยะพูดพร้อมรอยยิ้มบางอย่างสมใจ
“งั้นก็คงจะฝากเรโอะไปให้” จินบอกเสียงเรียบ
“คงจะอย่างนั้น เพราะข้าที่อยู่กรมกลาโหม ใกล้ชิดกับท่านเรโอะที่อยู่กรมคลังมาก!” ร่างสูงเหลือบมองคนพูด อยากย้อนนักว่าเห็นคุยกันออกรสบนโต๊ะอาหาร คาซึยะสนใจเรโอะมากกว่าเขาเสียอีก แล้วจะแปลกอะไร หากท่านแม่จะฝากขนมไปกับเรโอะแทน ในเมื่อที่โต๊ะอาหาร ไม่เห็นจะพูดกับเขาสักคำ
“คาซึยะ…” คนร่างบางกำลังจะก้าวเร็วๆเดินหนีคนทึบทึมรายนี้ แต่ถูกอีกฝ่ายคว้าแขนไว้เสียก่อน และทันทีที่หยุด มือร้อนก็ปลดปล่อยให้เป็นอิสระราวกับไม่กล้าสัมผัสนานกว่านี้
“ถ้าอยากทานขนมก็มาที่เรือน ท่านแม่คงดีใจที่เห็นเจ้ามา” คาซึยะพยักหน้ารับรู้
“แม่ของท่านดูท่าจะเหงามาก ตระกูลอาคานิชิไม่ค่อยมีลูกหลานหรือ” ที่เรือนคาเมนาชิยังไม่เงียบเท่านี้เลย อาจจะเพราะว่าลูกหลานในตระกูลวิ่งเล่นไปมาส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันตลอดเวลาเสียกระมั้ง
“รุ่นของข้ายังไม่มีใครแต่งงาน”
“คงจะรอท่านคนแรก” คาซึยะค่อนขอดไม่จริงจังนัก แต่ทำเอาอีกฝ่ายนิ่งไป พลางเหลือบมองคนพูด ที่หันไปสนใจใบไม้ริมทางตลอดทางเดินเสียแล้ว
คาซึยะจะรู้หรือไม่ ว่าที่เขาไม่แต่งงาน ไม่แม้แต่จะสนใจเรื่องการดูตัวเป็นเพราะใคร
…ไม่มีทางรู้… คาซึยะไม่มีทางรู้ และอาจจะไม่ได้รู้ไปชั่วชีวิต พอๆกับที่เขาเองก็อาจจะไม่ได้แต่งงานไปชั่วชีวิต
จินรู้ดีถึงความแตกต่างของเขาและร่างโปร่งบาง หากฐานะชาติตระกูลไม่เป็นอุปสรรค แต่วิถีชีวิตของคนที่แสนจะเรียบง่ายอย่างเขา กับวิถีชีวิตของคนมุทะลุอย่างคาซึยะนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดูจากวันนี้ก็รู้ หากเป็นเขา ต่อให้อยากรู้แค่ไหน ก็คงไม่บุกมาถึงเรือนใครต่อใครเช่นนี้ แต่คาซึยะไม่ใช่ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ร่างโปร่งยินดีทำทุกอย่าง แน่นอนว่ามันไม่รอบคอบเอาเสียเลย สำหรับเขาที่ถูกสอนมาว่าต้องรอดูให้ทุกอย่างเหมาะเจาะเสียก่อน เพื่อไม่ให้ผิดพลาดในทุกเรื่องของชีวิต
อาคานิชิ จิน ก็เลยกลายเป็นผู้ชายทึบทึม และเฉื่อยชาแบบนี้ ในขณะที่ คาเมนาชิ คาซึยะ นั้นสดใสและคล่องแคล่วไปเสียทุกอย่าง
ช่างแตกต่างกันเสียเหลือเกิน
ทางเดินโรยกรวดที่ทอดยาว สองร่างที่เดินเคียงคู่ แต่ความเงียบสงัดของบรรยากาศชวนให้ว้าเหว่อยู่ลึกๆ จินเงยหน้ามองพระจันทร์สีเหลืองนวลบนท้องฟ้าสีเข้ม แล้วเหลือบมองแผ่นหลังเล็กของคนที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า
จันทร์…ช่างห่างไกล
………………..
วันนี้คาซึยะทำได้เพียงรออยู่ที่ห้องทรงงานเท่านั้น แม้จะมีตำแหน่งหน้าที่ในการรับใช้องค์ชายรัชทายาท แต่การประชุมของนายทหารชั้นสูงแห่งกรมกลาโหมนั้น ล้วนมีแต่ชายทั้งสิ้น เมื่อคำนี้ถึงหูในครั้งแรกจากปากผู้เป็น ‘เจ้าพี่’ คาซึยะที่อยู่ในช่วงเวลาที่ร่างเป็น ‘ชาย’ พอดิบพอดี ก็นึกอึดอัดเสียจนอยากจะเปิดเสื้อให้ดูเสียจริง แต่ติดเสียแต่ว่ามันเป็นความลับ
ความลับจำต้องเป็นความลับ
ช่างเถอะ เข้าประชุมไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คาซึยะรออยู่ที่ห้องก็ได้ แม้อยากรู้ใจจะขาด ว่าผลของการประชุมจะออกมาเป็นเช่นไร อาณาจักรทาคิซาวะจะมีโอกาสเปิดเผยวิทยาการทางด้านทหารให้อีกอาณาจักรรู้หรือไม่
“พวกคร่ำครึ!!” เสียงสบถดังทันทีที่ประตูห้องเปิดผางออก โดยองค์ชายรัชทายาทที่เสด็จนำ มีสององครักษ์คู่พระทัยก้าวตามอย่างเร่งรีบ
“เจ้าพี่…” ร่างโปร่งเข้าไปหา และทันทีที่เห็นหน้าผู้เป็นน้อง องค์ชายหนุ่มก็ถอนปัสสาสะ ก่อนเอ่ยโอษฐ์
“มีแต่พวกคนหนุ่มที่ยอมอยู่ข้างพี่ ส่วนพวก… พวกนายพลไม่เห็นด้วย หาว่าเป็นการไว้ใจต่างแดนมากเกินไป หวั่นอะไรไม่เข้าเรื่องว่าพวกนั้นจะลักลอบเอาวิทยาการของเราไปพัฒนา และกลับมาก่อสงครามกับทาคิซาวะเสียเอง”
วรกายสง่าทรุดลงนั่งกับเก้าอี้บุนวมมุมห้อง ให้คาซึยะนั่งตามแล้วลูบท่อนกรคลายกังวล
“แต่การปิดบังไว้เป็นความลับ ก็รังแต่จะทำให้ต่างแดนระแวง มัวแต่ระแวงกันไประแวงกันมา สุดท้ายก็ก่อสงครามอยู่ดี พี่ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกโบราณเหล่านั้นถึงได้มองโลกเก่านัก”
“มติที่ประชุมเป็นอย่างไรเพคะ”
“นายพลส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะรับเรื่องนี้ ทั้งยังกังวลว่าทางคุโรคาวะหมายจะประเมินความสามารถทางการทหารของเรา จึงได้ส่งสาสน์มา…ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราก็ยิ่งต้องเปิดให้เขาได้ประเมิน ให้เขาได้เห็นว่าเราไม่มีพิษภัยใดๆต่อเขา โลกเปลี่ยนไปแค่ไหนแล้ว คนพวกนั้นยังกังวลแต่เรื่องอาวุธอยู่นั่น”
“เจ้าพี่… ถ้าอย่างนั้น ทำไมพระองค์ไม่ตอบรับสาสน์ทางคุโรคาวะเสียล่ะเพคะ ไม่จำเป็นที่เขาต้องมาในฐานะผู้เยี่ยมชมทางการทหาร แต่ให้เขามาในฐานะทูต” คาซึยะเอ่ยปากตามที่พบเห็นยามไปอยู่ในตะวันตก แถบนั้นเน้นการส่งทูตเข้าเจรจาเป็นส่วนใหญ่ หากมีเรื่องใดที่เกรงจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างสองอาณาจักร ก็มักจะมีข่าวประกาศเสียแล้วว่าคณะทูตเดินทางเข้าเมืองนั้นออกเมืองนี้เป็นว่าเล่น
“จริงสิ…ถ้าพี่ส่งไปเชิญในฐานะทูต ก็ไม่จำเป็นต้องหักหน้าพวกนายพลหัวโบราณนั่น แล้วทูต ก็ต้องเจรจากับทูตใช่ไหม… จิน เจ้ารับเรื่องต้อนรับคณะทูตจากคุโรคาวะแล้วกัน ส่วนที่ว่าทางนั้นอยากชมวิทายาการทางการทหาร เราก็จะทำให้เขาเห็น ว่าทหารของเรามีไว้เพื่อความมั่นคงภายในเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อก่อสงครามกับใคร”
“หมายความว่าพระองค์จะประกาศว่าอาณาจักรของเราตั้งรับอยู่ตลอดเวลาหรือเพคะ” คาซึยะถาม ทว่าองครักษ์ผู้มากอารมณ์ขันอย่างนากามารุ ยูอิจิกลับยิ้มกว้าง แล้วตอบแทน
“กำลังตั้งเพื่อรุกต่างหาก แม่หญิงคาซึยะ ถ้าทหารรักษาความมั่นคงภายในได้ เศรษฐกิจจะขยาย เพราะใครก็อยากจะเข้ามาค้าขายทั้งนั้น และนั่นหมายความว่า อาณาจักรของเรา เหมาะแก่การทำการค้าด้วยอย่างยิ่ง”
คาซึยะเหลือบมองบุรุษทั้งสามที่อยู่ตรงหน้าแล้วยิ้มบาง จะไม่แปลกใจแม้แต่น้อย หากอีกสิบปี หรือยี่สิบปีข้างหน้า อาณาจักรทาคิซาวะจะถูกลือชื่อว่ายิ่งใหญ่ในแผ่นดิน!!
……….
สาสน์เชิญถูกส่งไปยังอาณาจักรคุโรคาวะในเวลาต่อมา และคำตอบที่ได้รับก็เป็นไปตามดังที่หวัง คือคุโรคาวะต้องการจะเข้ามาในฐานะทูต ซึ่งคำตอบนี้เอง ที่ทำให้เกิดการประชุมครั้งใหญ่ของกรมกลาโหม พวกนายพลต่างพูดไม่ออก เมื่อองค์ชายรัชทายาทตรัสว่า ‘คุโรคาวะมาในฐานะทูต ไม่ได้มาเพื่อชมวิทยาการทหารเสียหน่อย’ ไม่มีใครว่าอะไรอีก และกลายเป็นการประชุมที่ทำให้องค์ชายหนุ่มแย้มพระสรวลอย่างมีความสุขยิ่งนัก แต่ความสุขนั้น มักมาพร้อมกับความเหน็ดเหนื่อย เมื่อรายละเอียดต่างๆสำหรับการต้อนรับ ต้องถูกจัดการในเร็ววันนี้ เพื่อให้ทันกับวันที่คุโรคาวะจะเดินทางมาถึงอาณาจักรทาคิซาวะ
“ทางนั้นแจ้งว่า จะมีองค์ชายลำดับที่สามเสด็จมาด้วย ข้าส่งเรื่องเพื่อขอเปิดตำหนักรับรองแล้ว” เพราะเป็นงานของกรมกลาโหมโดยตรง เนื่องจากเป็นผู้เชิญ ดังนั้นจึงไม่สามารถจะโยนทุกเรื่องไปยังกรมพิธีการหรือกองที่รับผิดชอบในการรับรองใดๆได้ สุดท้ายแล้ว ผู้รับหน้าที่ก็คือคาซึยะเสียเอง
“และงานเลี้ยงต้อนรับ ข้าสั่งให้จัดการตั้งแต่เมื่อวาน เห็นว่ากรมสถานที่กำลังเร่งประชุมเพื่อจัดสถานที่ และวันมะรืน ทางห้องเครื่องของตำหนักหลวงจะส่งรายชื่ออาหารขึ้นมาให้เพคะ” ร่างโปร่งถวายรายงานความคืบหน้าให้กับองค์ชายหนุ่ม
“แล้วเจ้าล่ะจิน… เป็นอย่างไร” พระองค์หันไปตรัสกับองครักษ์หนุ่มที่ยืนอยู่ไม่ไกล
“เรียบร้อยดีพระเจ้าค่ะ พรุ่งนี้จะรวบรวมรายละเอียดทั้งหมดถวายพระองค์อีกครั้ง”
“อย่างไรก็อย่าลืมเตรียมตัวด้วยแล้วกัน เจ้าต้องเจรจากับทูตของฝ่ายนั้น…”
“ให้องครักษ์อาคานิชิเป็นทูตหรือเพคะ” คาซึยะถามหน้าตื่น หันมองชายหนุ่มร่างสูงอย่างไม่เชื่อสายตา ก็ผู้ชายปากหนักเสียแบบนั้น จะให้เป็นทูตของกรมกลาโหม แล้วจะได้เรื่องอยู่หรือ หากส่งองครักษ์นากามารุไปเป็นทูตเสีย คาซึยะคิดว่าอาจจะได้เรื่องมากกว่า
องค์ชายรัชทายาทสรวลน้อยๆ กับคำถามของพระขนิษฐาบุญธรรม
“อย่าดูถูกไปเชียว จินน่ะ จบหลักสูตรทางการทูตมาแล้ว เจรจาเรื่องสาระดีกว่ายูอิจิเสียอีก จริงไหม” ว่าแล้วก็หันไปตรัสถามความเห็นจากชายผู้ชื่อ ยูอิจิ
“ก็…พอใช้ได้เท่านั้นกระหม่อม ส่วนเจรจาเรื่องไร้สาระนั้น องครักษ์อาคานิชิเลวร้ายหนักกว่า โดยเฉพาะเรื่อง ‘จีบ’ ติดหล่มอย่างเห็นได้ชัดพระเจ้าค่ะ” ยูอิจิอดไม่ได้ที่จะแอบกัดเพื่อนสนิท เพราะกัดแล้วเงียบ มีแค่สายตาดุๆส่งมาเท่านั้น องครักษ์ผู้มากทะเล้นเลยไม่ค่อยจะเกรงเสียเท่าไร อาศัยสนุกปากเป็นพอ
“แม่หญิงคาซึยะ หากไม่เชื่อว่า จินติดหล่มเรื่องจีบจริง วันใดที่รายนั้นไปตรอกแดง ข้าจะพาแม่หญิงไปด้วย” ว่าแล้วก็หันมาเชิญชวนให้ร่างโปร่งไปร่วมรู้เห็น อาการติดหล่มขององครักษ์ทึบทึมเสียอีก
“ยูอิจิ!! จะพาน้องเราไปตรอกแดงงั้นรึ!!” สุรเสียงดังก้องอย่างเคร่งครัดนัก ให้คาซึยะต้องหัวเราะ
“แค่ตรอกแดงเอง ข้าอยากไปเห็นอีกสักครั้ง ไม่รู้เปลี่ยนแปลงไปมากไหม” ตรอกแดงคือถนนเล็กๆท้ายตลาดใหญ่ของเมือง ที่เต็มไปด้วยโสเภณีทั้งชายและหญิง ร่างโปร่งเคยแอบหนีออกจากวังไปกับเจ้าพี่และผู้ติดตามของเจ้าพี่ สมัยเมื่อยังเด็กมากนัก ครั้งนั้นจำได้ดีว่าเจ้าพี่และผู้ติดตามถูกลงโทษไปหลายไม้ เพราะพา ‘น้องสาว’ ไปเปิดหูเปิดตาในเรื่องอันไม่ควร
“เป็นสาวเป็นนางจะไปทำไมตรอกแดง พี่ไม่ให้ไปหรอก” ขึ้นชื่อว่าพี่แล้วก็ยังหวงน้องอยู่วันยังค่ำ ยามนั้นยอมพาไป เพราะติดว่าองค์เองก็อยากรู้อยากเห็น แต่ยามนี้ที่น้องเติบใหญ่แล้ว จะปล่อยให้ไปเดินท่อมๆแถวนั้นได้อย่างไร
“ไม่ไปตรอกแดงก็ได้เพคะ แต่ขอไปเรือนขององครักษ์อาคานิชิได้ไหม” คาซึยะขอเสียงใส ง่ายดายราวกับตนไม่ใช่หญิงสูงศักดิ์ ผู้ต้องถนอมเนื้อถนอมตัว
ก็ไม่ใช่หญิง… วันนี้คาซึยะเป็นชายทั้งใจและกาย แม้จะต้องอยู่ในชุดตัดเย็บแบบสตรี แต่ผ้าที่ถูกพับทบเอาไว้เป็นหน้าอกก็ยังกดทับให้รู้สึกตัว
“ท่านองครักษ์ขอให้ข้าไปทานขนมฝีมือท่านผู้หญิงโซระบ่อยๆ ข้าไม่อยากเสียคำพูด วันนี้เลยว่าจะไปเสียหน่อย”
“จะไปน่ะ ขออนุญาตเจ้าของเรือนหรือยัง” องค์ชายตรัสถาม แล้วเลยสายเนตรไปยังชายหนุ่มผู้เป็นองครักษ์ซึ่งยังยืนเงียบ
“ขอแล้วเพคะ”
“จริงหรือจิน”
“แม่หญิงคาซึยะยังไม่ได้พูดอะไรกับกระหม่อมเลยสักคำพระเจ้าค่ะ” คำตอบเถรตรง ทำเอาร่างโปร่งแทบอยากจะหันไปโวยเสีย
“ก็…ข้าขอท่านผู้หญิงโซระเอาไว้แล้ว ไม่รู้ว่าเจ้าของเรือนอาคานิชิเป็นท่านองครักษ์นี่” แล้วก็ไปได้น้ำขุ่นๆ ให้ผู้เป็นเชษฐาต้องส่ายเศียรอย่างระอาเสียเหลือเกิน
“เป็นสาวเป็นแส้ พูดจาแบบนี้แล้วใครที่ไหนจะอยากเป็นบุรุษแห่งราชสำนักกัน”
“ถ้าไม่มี ข้าหาสตรีแห่งราชสำนักแทนเสียก็ได้เพคะ” จินถอนหายใจเบากับคำพูดของคนตรงไปตรงมาที่ไม่ค่อยจะยึดติดกับอะไรมากนัก ในขณะที่องค์ชายหนุ่มถึงกับชะงักงัน
…จะหาสตรีแห่งราชสำนักแทน…
องค์ชายรัชทายาทกับองค์กษัตริย์คงจะยอมเสียหรอก
ส่วนเขา… ไม่มีความสำคัญใดที่จะยอมหรือไม่ เพราะไม่ว่าจะเป็นอย่างไร สัญญาในใจก็จะยังเป็นสัญญา ไม่ว่าบุรุษแห่งราชสำนัก หรือสตรีแห่งราชสำนักจะเป็นใคร เขาก็ยังจะเป็น อาคานิชิ จิน คนเดิม คนที่เคียงข้าง คนที่ปกป้อง คนที่ไม่เคยหายไปไหน
.
.
.
.
.
‘ที่นี่หรือ ตรอกแดง คนเยอะนัก ข้าต้องหลงแน่’
‘ไม่หลงหรอก’ นั่นคือคำตอบของคนที่เดินตามเงียบๆ
‘งั้นจับมือกันไว้ เจ้าพี่ไปไหนไม่รู้ ไม่จับมือแบบนี้ เดี๋ยวก็หลง ปล่อยให้กลับวังคนเดียวไปเลย จินจับแน่นๆ อ๊ะ!’
‘คนเยอะ มาอยู่ข้างหลังข้าแล้วกัน’
ภาพของเด็กสองคนที่จับจูงมือกันและกัน ในขณะที่ผู้อายุมากกว่าเดินนำ มีเด็กตัวน้อยแก้มแดงเดินซุกอยู่ข้างหลัง เพราะเคลื่อนฝูงชนนั้นไหล่บ่า ทว่า…มือของจินก็ยังจับไม่คลาย ร่างกายที่ยังเติบโตไม่เต็มที่ของเด็กชายก็ยังยืนหยัดไม่ให้สิ่งใดกระทบกระเทือนร่างเล็กเบื้องหลัง
เคียงข้างและปกป้อง
สัญญาจากหัวใจ ของอาคานิชิ จิน
……………
ที่เรือนอาคานิชิวันนี้รื่นเริงนัก เพราะมีคนพูดเก่ง ทั้งยังช่างเอาอกเอาใจอย่างคาซึยะมานั่งอยู่ด้วย เรื่องคุยมีไม่หมดเสียที จบเรื่องนั้นก็ต่อด้วยเรื่องนี้ จนจินเองยังรับรู้ได้ ว่าแม่ของเขาเพลินมากเพียงใดกับการมีคนมานั่งเล่นนั่งคุยด้วยเช่นนี้ นอกจากนั้น ขนมที่นางทำก็หมดทุกอย่าง ไม่มีเหลือเสียอีก
“เอาไปฝากที่เรือนด้วยนะ คาซึยะ” นอกจากทานที่เรือนอาคานิชิแล้ว ท่านผู้หญิงโซระยังจัดใส่กล่องให้อีกด้วย ร่างโปร่งรีบส่ายหน้ากำลังปฏิเสธจะไม่เอา แต่ก็ถูกบังคับเสียแล้ว
“เอาไปเถอะ อยู่ที่นี่ก็เสียของเปล่าๆ ลูกข้าแต่ล่ะคน ไม่มีใครกินขนมหวานเป็นสักคน” นั่นล่ะ ถึงได้ล่ำลาจากมาได้ แต่ทั้งๆที่ออกจากเรือนอาคานิชิแล้ว ท่านผู้หญิงโซระก็ยังให้บุตรชายคนโตตามมาส่ง ทั้งๆที่ฟ้ายังไม่ทันมืดสักนิด
“ท่านแม่ของท่านคงไม่รู้เสียแล้ว ว่ากระทั่งจากต่างแดน กลับมาที่ทาคิซาวะ ข้าก็มาเอง ไม่เห็นมีผู้ชายคนใดตามมาส่ง” ก็ลองมาส่ง… ราชสำนักคงเกิดการลุกฮือก็คราวนี้ ร่างสูงได้แต่คิดต่อในใจ
“ท่านแม่เป็นห่วงเจ้า จากเรือนอาคานิชิไปคาเมนาชิก็ใช่จะใกล้ๆเสียที่ไหน” ร่างสูงรู้ดีว่านอกจากห่วงแล้ว มารดาของเขายังคิดถึงคาซึยะอยู่ด้วย วันนี้มาหา เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ถามอีก ว่าเมื่อไรจะมาอีก ใจจริงของจินอยากให้มาทุกวันเสียด้วยซ้ำ แต่ติดที่ว่ามันดูไม่เหมาะเลย กับการเทียวเข้าเทียวออกเรือนชายโสดอย่างอาคานิชิ ทั้งๆที่คาซึยะเป็นสตรีสูงศักดิ์แห่งราชสำนัก
“ท่านแม่ของท่านน่ารัก” แล้วบทสนทนาก็จบเพียงเท่านั้น ตลอดทางเดินโรยกรวดที่ทอดตัวยาวลัดเลาะไปตามสวนในเขตพระราชฐานชั้นนอก จากเรือนอาคานิชิจนมาถึงเรือนคาเมนาชินั้น ความเงียบยังคงครอบคลุมระหว่างคนทั้งคู่ จินไม่รู้ว่าคาซึยะรู้สึกเช่นไร บางทีอาจจะเบื่อหน่าย เพราะเขาไม่ใช่คนช่างพูดนัก ทว่า เขาก็มีความสุข ที่เพียงแค่เหลือบสายตามอง เขาก็เห็นร่างบอบบางยังเดินอยู่เคียงข้าง
แม้ไม่รู้ว่าจะเคียงข้างกันได้ถึงเมื่อไร ต่อไป คาซึยะอาจจะต้องเคียงข้างหรือชิดใกล้ใครอื่น แต่ที่ว่างข้างกายเขา ก็ยังเป็นของคนร่างบางคนนี้
ตลอดไป
“ขอบคุณที่มาส่ง” หน้าเรือนคาเมนาชิเต็มไปด้วยแมกไม้ ซุ้มประตูนั้นประดับด้วยไม้เลื้อยพันเกลียว ออกดอกส่งกลิ่นหอมยามค่ำคืน ร่างโปร่งหันกลับมาบอกพร้อมรอยยิ้มบาง
“ไม่เป็นไร…เอ่อ… ข้ามีเรื่องจะขอ” จินตัดสินใจที่จะพูดในสิ่งที่เขาคิดว่าเหมาะสม ให้คาซึยะต้องเลิกคิ้วสงสัย
…นี่ก็ด้วย…ไม่ใช่เด็กๆเสียหน่อย มาทำเป็นเล่นคิ้วอะไรแบบนี้กัน…
ชายหนุ่มถอนหายใจบางเบา ยังมีมารยาทสตรีอีกมาก ที่คาซึยะต้องเรียนรู้ก่อนออกเรือน เขาสบกับดวงตาเรียวเล็ก
“คราวหน้าคราวหลัง อย่าพูดว่าจะมีสตรีแห่งราชสำนักอะไรนั่นอีก ถึงจะไปเรียนที่ตะวันตก แต่ทาคิซาวะก็คือทาคิซาวะ สตรีชั้นสูงไม่ควรพูดถึงเรื่อง…เอ่อ…เล่นเพื่อน” จินออกจะกระดากปากเล็กน้อย เมื่อต้องพูดถึงความสัมพันธ์เกินเลยระหว่างสตรีด้วยกัน แม้ทาคิซาวะจะเปิดกว้างทางสังคมมากพอจะยินยอมในเรื่องแบบนี้ ทั้งความรักระหว่างบุรุษก็เอิกเกริกนัก ทว่าชนชั้นสูงก็คือชนชั้นสูงที่มากไปด้วยประเพณีอันสืบทอดกันมายาวนาน สตรีเป็นเพียงเพศผู้ให้กำเนิดทายาท ความรักจำต้องรับและมอบให้แก่ชายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อสตรีเพศด้วยกัน
“ข้าเพียงแต่แหย่เจ้าพี่เล่นเท่านั้น”
“ถึงแค่แหย่ก็ไม่ใช่เรื่องเหมาะ…เกิดพวกทหารได้ยินเข้า แล้วเอาไปลือปากต่อปาก เจ้าจะเสียหาย ถ้าเป็นเช่นนั้น จะมีใครใดอยากร่วมหอด้วยกัน”
เมื่อพูดถึง ‘คนร่วมหอ’ ดวงตาเรียวที่เคยวาววับสดใสก็อ่อนแสงลง แต่ก็เพียงชั่วเวลาสั้นๆเท่านั้น ทว่า องครักษ์หนุ่มก็สังเกตเห็น
“ไม่คิดร่วมหอกับใครหรอก ขอบคุณที่เป็นห่วง”
“ทำไม” เผลอหลุดคำถามออกไป ร่างสูงถึงได้รู้ตัวว่าเขาไม่ควรรุกไล่เช่นนี้เลย มันเป็นเรื่องส่วนตัวทั้งสิ้น หากคาซึยะจะไม่แต่งงานกับใคร
คนถูกถามเงยหน้าขึ้นยิ้มบาง
“ข้าชอบอยู่คนเดียว”
“ยามชรา ใครจะดูแล” ทว่าแม้จะรู้ว่าไม่เหมาะสมนัก กับการตั้งคำถามแบบนี้ แต่จินก็อดไม่ได้ เขาห่วงใย เขาสนใจ เขาอยากรู้ไปเสียหมดว่าคนตรงหน้ามีความคิดเช่นไร หรือรู้สึกอะไรอยู่ และดวงตาที่แสนเศร้าเมื่อครู่เกิดมาจากอะไร ชายหนุ่มอยากแบ่งเบาความทุกข์นั้น แม้เพียงสักครึ่งก็ยังดี
“ข้าก็ดูแลตัวเองสิ ดีเสียอีก ไม่ต้องผูกชีวิตกับใคร อยากไปเที่ยวหัวเมืองใดก็ได้ไป” หากจริงแล้ว คาซึยะรู้ดีว่าไม่มีใครคนใดอยากจะผูกชีวิตไว้กับเขา ร่างกายไม่แน่นอนเช่นนี้ วันดีคืนดีเป็นหญิง วันดีคืนดีเป็นชาย ไม่ว่าจะบุรุษหรือสตรีแห่งราชสำนักก็คงรับได้ยากนัก
แต่ก็ดีแล้ว…ไม่แต่งงานกับใครก็ดีเหมือนกัน รักตัวเอง รักคนรอบข้าง รักครอบครัว แค่นี้ก็คงเพียงพอสำหรับชีวิตที่เกิดมา
“ข้า…จะดูแลเจ้าด้วย…” เสียงทุ้มบอกเบา ทว่าหนักแน่นในความรู้สึก ดวงตาคมที่มองมา ทำให้ร่างโปร่งถึงกับนิ่งงัน
“หากอยากไปที่ใด ข้าก็จะพาไป อยากได้สิ่งใด ข้าก็พยายามหามาให้ หากเจ้าไม่สมรสกับใคร ข้าก็จะดูแลเจ้าเอง ตามที่สัญญาไว้”
“สัญญา?” คาซึยะทวนคำ ทั้งสับสนและตกตะลึงกับคำพูดที่ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้ยิน ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีใครมาพูดเช่นนี้ด้วย
“ราตรีสวัสดิ์” จินไม่รอให้อีกฝ่ายตั้งคำถามใดๆ เขาบอกลาก่อนจะหมุนกายเดินกลับไปตามทางเดิม ทิ้งไว้เพียงแต่สายตาของคาซึยะที่มองตามหลังอย่างไม่อาจเข้าใจ
………………
คาซึยะยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่อาจตั้งสติได้ จนกระทั่งสาวใช้ออกมาเรียก จึงได้เดินเข้ามาในเรือนอย่างที่สัมปชัญญะที่มี ไม่อาจทำให้ปัญญาทั้งปวงกลับคืนมา
“คาซึยะ ลูกเป็นอะไรหรือ” ผู้เป็นมารดาถามอย่างห่วงใย เห็นบุตรยืนอยู่นานแล้ว ไม่เข้าเรือนเสียที พอส่งสาวใช้ออกไปตาม ก็กลับเข้ามาอย่างที่เรียกว่าไม่มีสติติดตัว
“ข้า…แค่ไม่เข้าใจอะไรนิดหน่อยเท่านั้น” ท่านผู้หญิงมามิเห็นตั้งแต่ที่ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้มีตำแหน่งเป็นองครักษ์ในองค์ชายรัชทายาทมาส่ง และก็จับตาคนทั้งคู่ตั้งแต่พูดจากัน ทว่านางไม่ได้ยินว่าบทสนทนานั้นเป็นไปอย่างไร แต่ดูจากท่าทีของบุตรแล้ว ท่านผู้หญิงมามิก็นึกหวั่นใจนัก
ไม่รู้ว่าอาคานิชิ จิน เป็นบุรุษแห่งราชสำนักตามคำทำนายหรือไม่ หากใช่ก็ดีหรอก แต่หากไม่ใช่ เกิดแต่งงานกันไป แล้วล่วงรู้ความจริงทั้งหมดและไม่อาจรับได้ ทุกสิ่งทุกอย่างคงพังครืน และคนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือคาซึยะ
“คาซึยะ…” ผู้เป็นแม่เรียกให้สติกลับคืนมาอีกครั้ง แต่กลับไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูดเช่นไร ให้ผู้เป็นลูกได้เข้าใจในความหวังดีของนาง
นางไม่อยากให้คาซึยะแต่งงาน ไม่รู้ว่าใครกัน ที่เป็นบุรุษแห่งราชสำนัก หรือถึงรู้ แต่ก็ไม่แน่นอนไม่ใช่หรือ คำทำนายใช่จะทำนายได้ทุกเรื่อง ทั้งยังมีโอกาสผิดพลาดทั้งสิ้น หากมันผิดพลาด หากบุรุษแห่งราชสำนักรับร่างกายอันแปลกประหลาดของคาซึยะไม่ได้
บัดนั้นก็คงได้แต่โทษตนเองที่โง่เง่าและขลาดเขลาจนหลงเชื่อในโชคชะตามากเกินไป
“ไม่เป็นไรท่านแม่ นับตั้งแต่ข้าอายุได้เจ็ดขวบ ข้าก็ตัดสินใจแล้ว ว่าชีวิตนี้ต้องอยู่คนเดียว” รอยยิ้มบางที่ส่งมาให้ ทำเอาท่านผู้หญิงมามิปวดร้าวไปทั้งหัวใจ จะมีสิ่งใดอีกที่นางพอจะทำได้ หากแลกชีวิตกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ปกติ’ ในชีวิตของลูกได้ นางจะไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“ข้าขอไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียหน่อย แล้วเดี๋ยวจะมาร่วมมื้อค่ำด้วย”
นี่นางควรจะทำอย่างไรดี ท่านผู้หญิงมามิคร่ำครวญในอกอย่างอับจนหนทาง
………………….
อาทิตย์หน้า จะพยายามมาต่อให้วันพฤหัสนะคะ เพราะว่าศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ไปเที่ยวววววว

มีคำถามเล็กน้อย มีคอมเม้นท์นึงถามเรื่อง “วรองค์” แหะ แหะ คำนี้ตอนแรกที่ใช้เนี่ย ก็เพราะไปอ่านเจอมา (อ่านเจออีกแล้ว
) แต่เราอ่านเมื่อนานมาแล้ว เลยจำไม่ได้ว่ามาจากเรื่องไหนอ่ะค่ะ
แต่ว่า พอดีมีคอมเม้นท์นึงช่วยตอบคำถามค่ะ จากคอมเม้นท์ของ พี่ renika นะคะ“วรองค์ คำนี้ถ้าหาในพจนานุกรมจะไม่มีค่ะ แต่เคยคุยกับนักเขียนบางคนแล้วเขาบอกว่าถือว่าใช้ได้เป็นสำนวนการเขียน ส่วนคำว่า รานี ก็แปลว่า พระราชินี ถูกต้องแล้วค่ะ ใช้ได้เหมือนกัน แต่อาจจะไม่ค่อยชินกับคำนี้กันเท่าไหร่”
ภาษาไทยนี่ยากจริงๆค่ะ แต่เราว่ามันมีลูกเล่นเยอะดีเนอะ


ขอบคุณทั้งคำถาม และคำตอบค่ะ เราเองก็ได้รู้ไปด้วย แหะ แหะ


2009.08.21
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก บทที่ 2
ตั้งแต่บทที่ 2 เป็นต้นไป จะขอเปลี่ยนคำว่า “รานี” เป็นคำว่า “ราชินี” แทนนะคะ
ก่อนอื่นเลย ขอขอบคุณคอมเม้นท์ของพี่ azuretea มากๆค่ะ ที่ถามเราเรื่องคำว่า “รานี” ว่าหมายความว่าอะไร แล้วก็ขอโทษคนอ่านทุกๆคนจริงค่ะ
ต้องบอกก่อนว่า คำนี้เนี่ย เราเคยอ่านเจอในนิยายเรื่องนึงเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นเขาใช้คำว่า “รานี” ในความหมายที่แปลว่า ราชินี ค่ะ เราไม่เอะใจเลย คิด(ไปเอง) ว่ามันเป็นต้นคำ หรืออาจจะแผลงมาจาก “ราชินี” แล้วอีกอย่างเรารู้สึกว่าคำนี้เพราะดี แหะแหะ (เอาตัวเองเป็นหลักล้วนๆ) จนกระทั่งมีคอมเม้นท์นึงทักขึ้นมา เราถึงได้คิดขึ้นได้ ว่าก่อนเอามาใช้ ไม่ได้เช็คแม้แต่นิดเดียว ก็เลยไปนั่งหาดู สุดท้ายถึงได้รู้ว่า “รานี” มาจากภาษาอังกฤษ ค่ะ “ranee” มีความหมายว่า ราชินี มเหสี เจ้าหญิงอินเดีย เราคิดว่า (คิดเองอีกแล้ว ฮาฮา) น่าจะมาจากภาษาฮินดี เพราะเห็นแปลว่าเจ้าหญิงอินเดียด้วย
เพราะฉะนั้น ก็เลยว่าจะเปลี่ยนไปใช้ ราชินี แทน ยังไงก็ตาม เราขอโทษคนอ่านทุกๆคนนะคะ เราเป็นคนเขียน แต่ไม่รับผิดชอบในการใช้คำเลย คราวหน้าคราวหลังจะเช็คให้มากกว่านี้ค่ะ ขอบคุณพี่azuretea ด้วยนะคะ ถ้าไม่มีพี่ เราคงใช้คำว่ารานีต่อไป โดยที่ไม่รู้สักนิดว่ามันมาจากภาษาอังกฤษอ่ะ
อ๊ะ แล้วก็ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ที่ช่วยท้วงเรื่องคำนั้นคำนี้ เพราะเราเองเวลาพิมพ์ แล้วมาอ่านทวนอีกรอบ ก็ไล่สายตาเร็วๆ มันเลยไม่เห็นคำผิด หรือตกหล่น สะกดผิดอะไรแบบนี้
ขอบคุณและขอโทษมา ณ ที่นี้ค่ะ ^^
เอาล่ะ ไปอ่าน บทที่ 2 กันเล้ย!!
........................................................................................................................................................................
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 2
“ไปตลาด?” เพราะกิจเร่งด่วนขององค์ชายรัชทายาท ทำให้คาซึยะถูกตามตัวกลับมาที่ห้องทรงงานในบ่ายนั้นเอง และทันทีที่กลับมาถึง องค์ชายหนุ่มก็ตรัสชวนให้ ‘พนักงานใหม่’ ออกนอกวังไปด้วยกัน
“นี่เป็นกิจเร่งด่วนของเจ้าพี่หรือเพคะ” คาซึยะย้อนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ในใจนั้นลิงโลดไปนานแล้ว เมื่อรู้ว่าผู้เป็นพี่บุญธรรมจะพาออกไปเที่ยว โดยปกติ สตรีในรั้วในวังยามออกไปในเมือง จะต้องมีผู้ติดตาม และทำเรื่องขออนุญาตให้ยุ่งยากวุ่นวาย จนคาซึยะอยากจะกระโดดรั้วหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่หากไปกับองค์ชายรัชทายาท… คงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตให้รำคาญหรอกกระมั้ง
“ใช่ หรือเจ้าไม่อยาก… ถ้าพลาดวันนี้แล้ว กว่าจะได้ไปเที่ยวอีก เจ้าก็คงต้องทำเรื่องให้ท่านนายพลอนุญาตเสียก่อน ไหนจะจัดตั้งขบวนสำหรับสตรีสูงศักดิ์อีก…” ไม่ต้องขู่ให้มากความเสียเวลา เพราะร่างบอบบางขยับเข้ามาแตะที่ท่อนพระกร แล้วยิ้มหวานเอาอกเอาใจ แทนคำตอบทั้งหมด
……………………
ตลาดในเมืองนั้นเปลี่ยนไปมาก จากวันวานในสมัยที่คาซึยะเคยแอบหนีออกมาเที่ยวกับเจ้าพี่ เดี๋ยวนี้ข้าวของมากมาย ล้วนแปลกตา มีคนพูดภาษาพื้นเมืองอย่างกระท่อนกระแท่น หน้าตาแปลกประหลาดจากชาวบ้าน รวมถึงการแต่งกายที่บ่งบอกถึงชาติพันธุ์ บอกให้รู้ว่าเป็นชาวต่างแดนที่เข้ามาค้าขายอยู่ในเมืองนี้ได้สักพักใหญ่
และเพราะความแปลกตาของข้าวของรายทาง และนิสัยติดจะเที่ยวอยู่เสียมาก ทำให้คาซึยะเดินรั้งท้ายคอยมองดูสินค้าที่วางเรียงรายซ้ายขวาของฟากถนน ปล่อยให้ชายหนุ่มทั้งสามขึ้นนำ และนั่น… ขนมที่เคยชอบสมัยเด็กๆ ทำให้ร่างบางแวะเวียนเข้าไปหาแม่ค้าได้ไม่ยาก
“อันนี้ขายอย่างไร” คาซึยะเป็นคนติดขนม ยามไปอยู่ต่างแดนก็เที่ยวชิมไปหมดทุกที แต่สุดท้ายก็ติดใจขนมต้นตำรับของอาณาจักรทาคิซาวะมากที่สุด
“ไม้ละห้าชูจ๊ะ” ไม่ต้องบอกให้มากความกว่านั้น ร่างบางก็ล้วงมือเข้าไปในชายแขนเสื้อ หมายจะหยิบถุงเงินออกมาจ่ายเป็นค่าขนมชิ้นโปรดที่ไม่ได้ลิ้มลองมานานแล้ว ทว่า… ไม่มี
…ไม่มีถุงเงิน…
จริงสิ! เพราะว่าเมื่อเช้ามัวแต่ตื่นเต้นเสียมาก ที่จะได้ทำงาน เลยไม่ได้พกถุงเงินออกมาด้วย
คาซึยะหันซ้ายหันขวา จะร้องเรียกหาองค์ชายเพื่อหยิบยืมเงินเล็กน้อยมาเป็นค่าขนม ทว่าร่างสูงใหญ่ขององค์รัชทายาทถูกกลืนหายไปกับฝูงชนเสียแล้ว แล้วเช่นนี้จะทำอย่างไร…
“มีอะไรหรือ” เสียงทุ้มดังขึ้นจากอีกด้าน ให้คาซึยะต้องหันไปมอง
“เอ่อ…คือ” ไม่รู้จะทำเช่นไร ใจหนึ่งก็อยากจะขอความช่วยเหลือจากผู้ชายตรงหน้า ที่ตีหน้าขรึมไปเสียทุกสถานการณ์ แต่อีกใจก็ทิฐิ ทว่า แม่ค้าที่อยู่เบื้องหน้ากำลังรออยู่ แบบนี้จะให้ทำเช่นไร นอกจากต้องละทิฐิทิ้งไปบางส่วน แล้วบอกเสียงเบาขอหยิบยืมเงินจากอีกฝ่าย
“ข้าขอสักห้าชูได้ไหม พอดีไม่ได้พกถุงเงินมา” จินเลิกคิ้วกับคำพูดวอนขอ ก่อนจะเหลือบตามองแม่ค้า แล้วจึงเป็นฝ่ายส่งเงินให้เป็นค่าขนมที่คาซึยะหยิบมาถือไว้ เมื่อการจ่ายเงินเป็นไปอย่างเรียบร้อย ร่างบางจึงหันมาขอบคุณเบาๆแทนน้ำใจของอีกฝ่าย ทว่า จินไม่พูดอะไร ได้แต่ออกเดินนำ ให้คนที่มีขนมในมือต้องเดินตามต้อยๆ เขายิ้มบาง อย่างที่คนเดินตามหลังไม่อาจได้เห็น ยิ้มบางเพราะได้รู้ว่าขนมที่คาซึยะชอบ ก็ยังเป็นขนมที่ชอบอยู่ดี
“ท่าน” เสียงเรียกไม่เบานัก พร้อมกับที่แขนเสื้อของจินถูกรั้งเอาไว้ ร่างสูงหันกลับมามอง ก่อนจะนิ่งไป เมื่อขนมหนึ่งชิ้นถูกดึงออกจากไม้มายื่นให้เขา
“เห็นท่านบอกว่าไม่ชอบขนมตะวันตก”
“ข้าไม่ชอบของหวาน เจ้าทานเถอะ…อยากได้อย่างอื่นอีกรึเปล่า” ความจริงแล้ว คาซึยะมีอะไรอีกหลายอย่างที่อยากได้ แต่ทั้งอย่างนั้นก็ไม่กล้ารบกวนอีกฝ่ายมากไปกว่านี้ ไม่ได้สนิทกันเสียหน่อย ทั้งยังเคยไปคิดค่อนขอดเขาด้วย แล้วแบบนี้ จะให้กล้าขอความช่วยเหลืออะไรมากมายได้อย่างไร
กำลังจะบอกว่า ‘ไม่อยากได้อะไรแล้ว’ แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นแผงขายของเล่นที่อยู่ไม่ไกลนัก ด้วยความที่ไม่มีโอกาสได้เล่นของเล่นพื้นเมืองบ่อยนัก และนึกสนุกอยากย้อนอดีต จึงวิ่งเข้าไปดูทันทีให้จินต้องรีบเดินตาม
ร่างสูงหยุดเท้าเมื่อถึงตัวคาซึยะที่กำลังเพลินไปกับการหยิบของเล่นขึ้นมาดู ลูกข่าง… ของเล่นวัยเยาว์ที่คาซึยะชนะเสมอยามแข่งกับเจ้าพี่และจิน จริงสิ ร่างบางมีเรื่องที่ต้องถามให้ได้จากองครักษ์หนุ่มที่แสนเงียบขรึมนั่น
“ท่านชื่อจินใช่ไหม” หันมาถาม ทั้งๆที่มือยังถือลูกข่างไม่วาง ให้จินได้แต่มองภาพนั้นแล้วซ้อนทับด้วยภาพของเด็กหญิงแก้มแดงในสมัยเด็กที่อวดรอยยิ้มกว้างทุกครั้งที่ปั่นลูกข่างได้นานกว่าใคร
“ใช่”
“ท่านคือ…” ไม่ทันจะได้ตั้งคำถามเพื่อคลายความข้องใจ เสียงอีกเสียงก็ดังขัด
“มาอยู่ที่นี่กันหรอกหรือ พวกข้าตามหาเสียแทบแย่” คล้อยหลังองครักษ์หนุ่มคือหนึ่งองค์ชายและหนึ่งเพื่อนร่วมงาน ให้ทุกคำถามของคาซึยะกลายเป็นอากาศอีกครั้ง เมื่อองค์ชายหนุ่มในคราบคุณชาย ก้าวเข้ามาหา และหัวเราะเบาๆกับภาพสตรีสาวงามและลูกข่างของเล่นสำหรับเด็กชายค่อนเมือง
“ยังชอบลูกข่างอยู่อีกหรือ”
“มันเป็นของเล่นอย่างเดียวที่ข้าถนัด” คำว่าถนัดนั้น หมายความว่าเอาชนะเจ้าพี่และผู้ติดตามของเจ้าพี่ได้ทุกคราไป ซึ่งข้อนี้องค์ชายหนุ่มก็รับรู้มันอย่างดีนั่นเชียว ถึงได้ไม่ยอมฝึกปรือให้เก่งลูกข่างมากกว่าที่เป็นอยู่ อย่างน้อยก็ช่วยหลอกล่อให้น้องน้อยมีกำลังใจในการเล่นเสียบ้าง
“ลูกข่างอันเก่ายังเก็บอยู่อีกไหม ที่พี่ทำให้” ไม่ใช่เพียงแค่องค์ชายเท่านั้นที่ลงหัตถ์ทำเอง แต่ ‘จิน’ ก็ร่วมด้วย แต่ไม่ยอมแสดงฐานะว่าเป็นผู้ลงมือ
“คงจะ… อยู่ในห้องเก็บของที่เรือน” ไม่มีคำลงท้ายเผยฐานะของชายหนุ่มรูปงามเบื้องหน้า พวกเขาออกจากวังอย่างเป็นการส่วนตัว ไม่มีผู้ติดตาม ไม่มีทหารอารักขา คาซึยะทูลถามเจ้าพี่แล้ว ว่าไม่กลัวถูกปองร้ายหรือ แต่สิ่งที่ได้คือเสียงหัวเราะเบาๆและคำตอบที่ว่า ‘จะกลัวทำไม ในเมื่อมีองครักษ์มาด้วยตั้งสองคน’ องครักษ์ที่คนหนึ่งเงียบ และอีกหนึ่งหลงสตรีหัวปักหัวปำน่ะสิ ร่างบางได้แต่ย้อนในอก เพียงแต่ไม่ได้พูดออกไป
“อย่างนี้คนทำเสียใจแย่” พูดเป็นนัย พลางเหลือบสายตามองไปยังองครักษ์หนุ่มสองนายที่เบื้องหลัง หนึ่งในนั้นกำลังส่งสายตาหยาดเยิ้มให้กับแม่ค้าสาวสวยที่อยู่แผงข้างเคียง ส่วนอีกหนึ่งกำลังกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง แต่ทั้งอย่างนั้นก็เชื่อได้ว่าคงได้ยินเป็นแน่แท้
“อยากได้ไหมล่ะ จะซื้อให้” คำตอบมีเพียงรอยยิ้มหวานและการพยักหน้ารับเล็กๆ ให้องค์ชายหนุ่มต้องดึงถุงเงินออกมาจ่ายเป็นค่าของเล่นให้แก่น้องน้อยที่มือหนึ่งยังคงถือขนมไม่ห่าง
ออกจากแผงขายของเล่นมาได้ คาซึยะก็เดินคู่กับผู้เป็นพี่ชายทันที ทิ้งให้สององครักษ์คอยเฝ้าระวังอยู่ด้านหลัง
“ข้าขอยืมสักห้าชูได้ไหม เมื่อครู่ยืมเงินท่านอาคานิชิมาจ่ายค่าขนม” ร่างบางหันมาขอกับคนที่เดินเคียงข้าง อย่างน้อยการติดหนี้กับคนที่สนิทสนมกัน ก็ดีกว่าติดกับคนที่ไม่ค่อยจะรู้จักมักจี่กันเท่าไหร่ องค์ชายหนุ่มเลิกคิ้วกับคำขอนั่น แล้วเหลือบมองไปด้านหลังอีกครั้ง สายตาของอาคานิชิ จิน ยังมีไว้สำหรับระวังภัย ในขณะที่สายตาของ นากามารุ ยูอิจิก็ยังมีเพียงแม่ค้าสวย หรือสาวงามตามถนน น่าแปลกนัก ทั้งๆที่ยูอิจิดูสดใสสมเป็นหนุ่มโสดมากกว่า แต่ทั้งอย่างนั้นพระองค์ก็หมายเนตรไปที่ผู้ชายทึบทึมเงียบขรึมอย่างจิน
และเมื่อคาซึยะได้เงินมาแล้ว ก็ต้องหาโอกาสคืนเงินเพื่อไม่ให้เป็นเป้าสายตาของใคร โดยเฉพาะสายตาขององครักษ์มากอารมณ์ขัน ที่พร้อมจะขำไปเสียทุกเรื่องอย่างท่านนากามารุ โอกาสมาถึง เมื่อองค์ชายหนุ่มหมายจะแวะดูภาพเขียนบนแผงข้างถนน ยูอิจิเองก็ชื่นชอบในเรื่องของงานศิลป์อยู่ จึงไม่พลาดที่จะเข้าไปสอดส่ายสายตาหางานชิ้นเอกมาประดับเรือน จะเหลือก็แต่องครักษ์หนุ่มอีกคน ที่ถอยห่างออกมายืนด้านหลังสุด ร่างบางหันมอง ก่อนจะค่อยๆถอยออกมายืนเคียงข้าง ให้จินต้องหันกลับมา
“เงินที่ข้ายืมท่านไป”
“ไม่จำเป็น” กับแค่เงินค่าขนมเล็กๆน้อยๆ ทำไมจินถึงจะออกให้ไม่ได้ ในเมื่อยังเคยออกให้มามากกว่านี้แล้ว ร่างสูงหันหน้าหนีไปอีกทาง
“แต่ข้าไม่สบายใจ” คาซึยะไม่ชอบยืมข้าวของใคร ไม่ชอบพึ่งพาใคร นี่อาจจะเป็นนิสัยหยิ่งทะนงที่ทำให้เจ้าตัวไม่เหมือนสตรีทั้งหลายในเมืองนี้ ที่มักบอบบางและอ่อนแอจนต้องยืมมือบุรุษอยู่ร่ำไป
“เงินแค่เล็กน้อย อย่าเก็บมาใส่ใจเลย” จินบอกเสียงเรียบ เมื่อร่างสูงบอกปัด นั่นนำมาซึ่งความไม่พอใจของคนที่ไม่เคยมีใครขัดใจ ร่างบางหมุนตัวเดินหนีไปอีกทางทันที ให้ชายหนุ่มต้องรีบออกตาม แล้วคว้าแขนเล็กเอาไว้
“เดินออกมาเช่นนี้ หลงทางไปจะทำอย่างไร”
“ข้ากลับเองเป็น” ดื้อ…ดื้อเหมือนสมัยเด็กไม่มีผิด ร่างสูงถอนหายใจบางเบา ก่อนที่เหลือบสายตาคมจ้องคนเอาแต่ใจ เพียงเท่านั้น คาซึยะก็เงียบ …สายตาแบบนี้ สายตาแบบที่ทำให้คนไม่เคยยอมให้ใครขัดใจต้องนิ่งเงียบ
“แต่ไม่ได้ติดถุงเงินมาไม่ใช่หรือ แล้วจะจ้างรถกลับไปได้อย่างไร” ร่างโปร่งขบริมฝีปากเป็นเส้นตรงกับความมุทะลุของตนเอง จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูดมา ในเมื่อไม่มีถุงเงิน ถึงจะกลับเองเป็น ถึงจะจ้างรถไปส่งที่วังได้ แต่จะให้ไปหยิบยืมเงินของนายทหารเฝ้าหน้าประตูวังอย่างนั้นหรือ เป็นถึงองค์หญิงบุญธรรม เที่ยวติดหนี้บริวารแบบนี้ ถึงจะเป็นเศษเงินเล็กน้อย แต่ก็ไม่เหมาะด้วยเหตุผลทั้งปวง
จินหันกลับไปมองที่แผงขายงานเขียนอีกครั้ง และไม่พบทั้งองค์ชายและองครักษ์แล้ว เขาถอนหายใจอีกครั้ง
“ขอโทษที่ทำให้ท่านคลาดกับคนอื่น” คาซึยะรับรู้ถึงกังวลของอีกฝ่าย และรู้ว่าความมุทะลุของตนทำให้อีกฝ่ายพลัดหลงกับองค์ชาย
“ไม่เป็นไร ยูอิจิจัดการได้”
“ท่านรู้จักกับท่านนากามารุนานแล้วหรือ” สองร่างเคียงข้างกันออกเดิน ทั้งๆที่คาซึยะยังตั้งคำถาม สงสัยในตัวชายหนุ่ม ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเป็น ‘จิน’ คนนั้นหรือไม่ ถ้าเป็นจริง คาซึยะเองก็ไม่รู้ว่าจะทำตัวแบบใดกับอีกฝ่าย ถึงสมัยเด็กจะสนิทกันแค่ไหน แต่ก็เป็นความสนิทที่ห่างเหิน เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ติดตามของเจ้าพี่ ซึ่งเมื่อเจ้าพี่มาเล่นกับเขา อีกฝ่ายก็มาด้วยเพียงเท่านั้น
“ตอนสอบบรรจุราชการทหาร ยูอิจิกลับมาจากนอกเมืองพอดี” นากามารุ ยูอิจิเป็นบุตรชายของแพทย์หลวงฝีมือดีที่ตามเสด็จไปถวายการดูแลพระมารดาขององค์กษัตริย์ที่กลับไปพำนักในบ้านเกิดเมืองนอนที่นอกเมือง แต่เมื่อเสด็จสวรรคต แพทย์หลวงจึงกลับมาถวายการรับใช้ในองค์กษัตริย์เช่นเดิม และพาบุตรชายเข้ามาสอบบรรจุด้วย แม้จะไม่ได้เล่าเรียนในโรงเรียนหลวงมาตั้งแต่เล็ก แต่นากามารุ ยูอิจิก็มีความรู้ความสามารถมากพอ จนในที่สุดก็ได้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาเฉกเช่นในปัจจุบัน
“ถ้าอย่างนั้นก็คงสนิทกันมาก” จินยิ้มบาง พลางหันมองคนถามที่เสียงแผ่วลงเล็กน้อย
“เป็นเรื่องธรรมดา ไม่อย่างนั้นคงทำงานร่วมกันไม่ได้” สำหรับเขา ยูอิจิไม่ใช่เพียงแค่เพื่อนธรรมดา แต่เป็นเพื่อนตาย อย่างที่เรียกได้ว่า หากเขาตาย ยูอิจิจะยืนหยัดอยู่และทำหน้าที่แทนที่เขาได้อย่างที่เขาไม่จำเป็นต้องห่วง
ไม่สิ…ยังมีเรื่องที่จินไม่อาจฝากใครห่วงได้
เขาปรายสายตามองคนที่เดินเคียงข้าง นานเท่าไร ที่นึกห่วง นานเท่าไรที่เฝ้ารอคอย แม้รู้ดีว่าอีกฝ่ายจะมองเห็นเขาเป็นเพียงผู้ติดตามของเจ้าพี่ เป็นเพียงเพื่อนเล่นที่พบหน้าค่าตากันทุกวัน และเป็นเพียงใครบางคนที่ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยมาในจดหมายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ แต่ทั้งอย่างนั้น…
จินก็ยังมั่นในคำสัญญาที่มี
.
.
.
.
.
‘ข้าไม่มีวันทิ้งเจ้า’
………………………..
“โธ่ อย่างนี้แสดงว่าท่านยกตำแหน่ง ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ ให้เจ้าคนพูดน้อยไปแล้วนี่” เสียงพร่ำที่ปั้นแต่งให้ฟังดูน้อยใจดังมาจากคนที่ยืนยิ้มเสียจนแก้มแทบปริ ขัดกับสำเนียงการพูดให้คนฟังต้องหันมามอง
“หรือเจ้าอยากได้อย่างนั้นหรือ” เพียงเท่านั้น องครักษ์จอมพูดมากอย่างนากามารุ ยูอิจิก็รีบส่ายหน้าเสียพัลวัน
“ข้าไม่นิยมแย่งเพื่อน โดยเฉพาะเพื่อนผู้แสนจะน่าสงสารอย่างรายนั้นน่ะ ปล่อยให้ศรรักปักคาอกอย่างต่อไปเถอะ… แล้วท่านจะกลับเลยหรือ ไม่รอพวกเขารึ” องค์ชายหนุ่มที่ยังคงสถานะคุณชายสูงศักดิ์เหลือบเนตรไปยังภาพการเดินเคียงข้างของสองร่างที่ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ แม้ขยับเพียงนิดจะชิดใกล้อิงแอบ หากแต่พระองค์รู้… อาคานิชิ จิน จะไม่มีวันทำตามอำเภอใจ หากสิ่งที่ต้องการนั้นขัดกับหลักประเพณี และอาจนำความเสื่อมเสียมาให้คาซึยะ
“ไม่จำเป็นต้องรอ ข้าเหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อน” แล้วก็ตัดบทเสียง่ายดาย ก่อนจะเสด็จกลับวังพร้อมองครักษ์คู่พระทัย ทิ้งให้องครักษ์อีกคนดูแลน้องน้อยเพียงลำพัง ดังที่เคยทำเหมือนสมัยยังเยาว์ไม่ผิดเพี้ยน
.
.
.
.
.
.
‘เจ้าพี่ไปไหนอีกแล้วก็ไม่รู้!’
‘จินห้ามทิ้งข้าแบบเจ้าพี่นะ!!’
‘ข้าไม่มีวันทิ้งเจ้า’ ยามนั้น องค์ชายฮิเดอากิแอบสรวลเบาๆอยู่หลังต้นไม้ใกล้เคียง และยามนี้ ที่ทิ้งน้องอีกครั้ง พระองค์ก็ยังอยากจะสรวลอยู่นั่นเอง
……………..
งานของกรมกลาโหมนั้น ไม่เพียงแค่เรื่องการซื้อขายอาวุธเท่านั้น แต่ระหว่างกรมกลาโหมของสองอาณาจักรยังมีการติดต่ออย่างเป็นกิจจะลักษณะ ซึ่งในด้านนี้เอง ที่คาซึยะต้องเข้ามาช่วยงานอย่างเต็มตัว
“อาณาจักรคุโรคาวะต้องการส่งคนมาขอชมวิทยาการทางการทหารของเรางั้นรึ จะว่าไปก็ดีเหมือนกัน ได้ข่าวว่าอาณาจักรคุโรคาวะมีเส้นสายในอาณาจักรทางตะวันตกของแผ่นดินเยอะนัก ถ้าผูกไมตรีกับคุโรคาวะได้ อาจจะดีกับการส่งออกของเรา”
“จริงเพคะเจ้าพี่ ตอนข้าเรียนในตะวันตก ข้าเห็นพวกแพรพรรณจากคุโรคาวะขายแถบนั้นมาก บางปี พวกข้าราชการระดับสูงของคุโรคาวะก็ไปเยี่ยมเยียนจนต้องจัดงานต้อนรับเสียเอิกเกริก”
“ถ้าอย่างนั้น พี่จะเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุมของกรมกลาโหมสัปดาห์หน้า ถ้ายังไง เจ้าช่วยทำเอกสารให้หน่อยได้ไหม หากไม่เข้าใจส่วนใด ให้ถามจินแล้วกัน รายนั้นจัดทำเอกสารการประชุมบ่อย คงช่วยเจ้าได้”
“กระหม่อมก็ช่วยได้พระเจ้าค่ะ” ยูอิจิรีบเสนอตัวทันที แม้จะไม่ได้คาดหวังเรื่องการเกี่ยวดองกับสตรีสูงศักดิ์แห่งราชสำนักอย่างคาซึยะ แต่ด้วยเลือดเจ้าชู้ในกาย ทำให้องครักษ์หนุ่มอดไม่ได้ที่จะข้องแวะแม้เล็กน้อย
องค์ชายหนุ่มเหลือบเนตรมองแล้วนึกหมั่นไส้กับอาการเสนอตัวของเจ้าองครักษ์จอมพูดมาก ในขณะที่องครักษ์อีกคนของพระองค์กลับทำตัวเรื่อยและเฉื่อยจนไม่อยากนึกลุ้นตามที่พระบิดาต้องการ
“เจ้าต้องช่วยเราเรื่องตรวจงบอาวุธไม่ใช่หรือ แล้วจะเอาเวลาใดไปช่วยคาซึยะจัดทำเอกสารงานประชุม ให้จินช่วยนั่นแหละดี เอาตามนี้แล้วกันนะ จิน เจ้าก็ช่วยน้องเราด้วย คาซึยะยังมีหลายอย่างที่ไม่รู้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับพวกขุนนางอาวุโสจอมเรื่องมากน่ะ เดี๋ยวเราต้องลงไปคุยกับพวกข้างล่างเรื่องงบอาวุธเสียหน่อย ยูอิจิ เจ้าก็ตามเราลงมาด้วย” องค์ชายหนุ่มรับสั่งงานเสียยาวเหยียด ก่อนจะผุดวรองค์ขึ้นจากเก้าอี้บุนวมหลังโต๊ะทรงอักษรตัวใหญ่
“แต่กระหม่อมอยากร่วมสอนแม่หญิงคาซึยะ…” ยูอิจิยังอดไม่ได้ที่จะขอตอดเล็กตอดน้อยตามนิสัย ให้เนตรคมดุขององค์ชายหนุ่มต้องเหลือบมาจัดการ เพียงเท่านั้น เจ้าองครักษ์จอมเจ้าชู้ก็ลุกพรวดจากเก้าอี้ทันที
“พระเจ้าค่ะ! กระหม่อมจะตามเสด็จองค์ชายสุดความสามารถทีเดียวเชียว!!!” ท่าทางมุ่งมั่นอย่างหยอกล้อนั่น ทำเอาคาซึยะอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มเพราะความอารมณ์ดีของยูอิจิ พาลให้องค์ชายฮิเดอากิถึงกับกลัดกลุ้ม เมื่อปรายเนตรไปทางองครักษ์อีกคนของพระองค์ ซึ่งยังคงนั่งทำงานเงียบๆ
หมายตาคนที่ไม่เคยทำให้น้องหัวเราะได้อย่างนี้ จะดีหรือไม่กัน
…………….
เมื่อห้องทรงงานขององค์ชายหนุ่มเหลือเพียง คาซึยะและองครักษ์อย่างอาคานิชิ จิน ห้องทั้งห้องก็เงียบสงัดลง มีเพียงเสียงกระดาษถูกขีดไปมาด้วยปากกาหมึกจากฝ่ามือใหญ่ และเสียงพลิกหน้ากระดาษไปมาของคาซึยะ เพื่อศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับรายงานสำหรับการประชุมที่ต้องเป็นคนจัดทำขึ้นมา
ผ่านไปเสียครู่ใหญ่ เสียงเคาะประตูจึงดังขึ้น ปลุกคนทั้งคู่ที่จมปลักอยู่กับงานให้เหลือบสายตาหันไปมองพร้อมกัน ก่อนที่จินจะเป็นฝ่ายอนุญาต
“เข้ามา” ประตูห้องถูกเปิดออก พร้อมกับนางกำนัลที่ยกอาหารว่างมาให้ อันประกอบไปด้วยขนมแบบตะวันตกและชาร้อนหอมกรุ่นที่คนนิยมชมชอบชาแบบดั้งเดิมของทาคิซาวะถึงกับยิ้มกว้าง
“วันนี้เป็นชาดอกซึกิหรือ” เพียงเท่านั้น ร่างโปร่งก็รีบลุกไปดูที่โต๊ะวางของว่าง
“เจ้าค่ะ รับคู่กับขนมตะวันตก เข้ากันดีทีเดียว องค์ชายทรงโปรดมาก” โดยปกติแล้ว นางกำนัลถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้ามาวุ่นวายในห้องทรงงานขององค์ชายรัชทายาท ยกเว้นเสียแต่จะมีคำสั่งมาเท่านั้น แต่เมื่อล่วงเลยเกินเวลาอาหารว่างแล้ว สตรีวัยปลายผู้เป็นหัวหน้านางกำนัลในตำหนักแห่งนี้จึงอดรนทนไม่ได้ ยิ่งเมื่อรู้ว่าคนในห้องทรงงานเหลือเพียงองครักษ์อาคานิชิผู้รักงานจนลืมเวล่ำเวลา หล่อนจึงต้องเป็นผู้นำขบวนยกของว่างเข้ามาเสียเอง
“เห็นทีต้องลองเสียหน่อย ขอบคุณมาก” คาซึยะยิ้มบางให้อีกครั้ง เหล่านางกำนัลจึงจากไป ทิ้งห้องทั้งห้องให้เงียบลงอีกครั้ง ร่างโปร่งหันไปมองชายหนุ่มร่างสูงที่ยังนั่งทำงานเงียบๆ ก่อนจะก้มลงเทชาร้อนๆใส่ถ้วย แล้วจึงยกไปวางให้ที่โต๊ะทำงาน จินเงยหน้ามอง และนั่นทำให้เขาได้รอยยิ้มบางๆกลับมา
“ถึงเวลาพักก็ควรพัก ท่านบอกเองว่าสมองคนเราต้องใช้งาน ต้องทานในสิ่งที่มีประโยชน์ และชาดอกซึกิก็มีประโยชน์สำหรับคนใช้สมอง ฉะนั้น เวลาพักก็ควรดื่มชาซึกิ ถูกไหม” ร่างโปร่งไม่ได้ยืนจ้องรอให้อีกฝ่ายยกชาขึ้นจิบ แต่วางเสร็จก็หมุนตัวไปนั่งชิมขนมและชาที่ชุดเก้าอี้บุนวมมุมห้อง ก่อนที่คนเงียบขรึมจะลุกจากโต๊ะทำงานไปทรุดตัวลงนั่งร่วมด้วย
“ชอบขนมตะวันตกสินะ” จินเอ่ยปากถาม เมื่อเห็นในมือเล็กยังมีขนมอบสีน้ำตาลอ่อนๆอันเป็นขนมแบบต่างชาติที่เพิ่งเข้ามาในอาณาจักรทาคิซาวะไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมานี้เอง
“แต่ชอบขนมของทาคิซาวะมากกว่า” ร่างโปร่งตอบ แล้วหันมายิ้มกว้าง ให้อีกฝ่ายนิ่งไป คาซึยะยังเป็นคาซึยะ ยังเป็นเด็กน้อยที่รักขนมเป็นชีวิตจิตใจ นิยมชมชอบขนมพื้นเมืองทุกชนิด เหมือนดังอดีตที่เคยกินแต่ขนมทั้งวันจนถูกดุมาแล้ว
“จำได้ว่าสมัยก่อน เคยทานขนมที่ได้จากคนติดตามของเจ้าพี่ อร่อยมาก…แต่เขาไม่ยอมบอกว่าซื้อที่ไหน” คาซึยะเล่า แล้วเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ด้วยกันเพื่อจับสังเกตท่าที แต่จินกลับทำเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย และไม่มีสิ่งใดแสดงพิรุธว่าเขาคือ ‘คนติดตาม’ คนนั้น
“อย่างนั้นหรือ” มีเพียงแค่รับคำสั้นๆ ให้ความมั่นอกมั่นใจว่า อาคานิชิ จิน ตรงหน้าคือ ‘จิน’ เด็กชายผู้นั้น ลดลงไปมากกว่าครึ่ง
นั่นสิ… คนในวังมีอีกกี่สิบกี่ร้อยคนกันที่ชื่อ ‘จิน’ แล้วคนติดตามสมัยเด็ก โตมาอาจจะไปทำงานการอย่างอื่นก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องมากลายเป็นองครักษ์เลย เขาคงคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปจริงๆ ที่วาดหวังว่า ‘จิน’ จะหาได้ง่ายๆ
“แต่คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว” เพราะแม้แต่หน้าเด็กชายผู้นั้นในปัจจุบันนี้ คาซึยะก็ยังไม่มีโอกาสได้พบเจอ รู้อย่างนี้ ตอนเขียนจดหมายมาหาเจ้าพี่ ถามไถ่ถึงบ้างก็ดีหรอก ป่านนี้คงรู้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ไหนบ้าง อย่างน้อยก็คนเคยรู้จัก เคยเที่ยวเล่นด้วยกัน
“โอกาสมีเสมอ อยู่ที่ว่าเจ้าจะคว้าไว้หรือไม่เท่านั้น เจ้าอยากได้เอกสารงานประชุมอีกใช่ไหม ข้าจะไปสั่งคนให้เอามาให้ แต่คิดว่าคงไม่มีเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องต้อนรับกรมกลาโหมของต่างแดนหรอก” ร่างสูงเอ่ยปาก ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วหมุนตัวเดินออกไปนอกห้อง ทิ้งให้ดวงตาเรียวเล็กมองจับแผ่นหลังกว้างนั่น
…ทำไมในใจยังบอกว่าใช่…
… อาคานิชิ จิน คือ ‘จิน’ เด็กชายที่เคยยื่นขนมห่อเล็กๆให้อย่างเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำ และพอคาซึยะรับมาทาน แล้วชมไม่ขาดปากว่า
‘อร่อย!!’
‘อย่างนั้นหรือ’ นั่นคือประโยคสั้นๆที่อีกฝ่ายมาให้ เพราะหลังจากนั้น เมื่อคาซึยะถามถึงคนทำขนม ฝ่ายนั้นก็เงียบ และไม่มีคำตอบให้อีก นอกจากคำที่ว่า
‘แล้วข้าจะเอามาให้อีก’
……………….
วันนี้งานที่กรมไม่เยอะอย่างที่ผ่านมา อาจจะเป็นเพราะมีคนมาช่วย เลยเบาแรงลงไปเสียมาก อาคานิชิ จิน บุรุษผู้แสนจะรักงานจึงได้กลับเรือนแต่หัววัน
“ตายจริง วันนี้ลูกชายคนโตกลับเร็ว” เสียงมารดาหยอกล้อทันทีที่เห็นบุตรชายก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถงของเรือน จินหันมายิ้มบางแล้วค่อมร่างเล็กน้อยเป็นการทำความเคารพบุพการี
“องค์ชายรับผู้ช่วยมาเพิ่ม งานเลยเสร็จเร็ว” ท่านผู้หญิงโซระพยักหน้าเล็กน้อย
“องค์หญิงคาซึยะสินะ แม่ยังไม่มีโอกาสได้เจอเลยสักครั้ง ตอนเด็กๆจำได้ว่ามีลูกบางคนมาขอให้ทำขนมไปฝากเสียบ่อยๆ ไม่รู้ป่านนี้จะลืมรสมือแม่ไปรึยัง” สตรีวัยค่อนไปทางปลายล้อเลียนบุตรชายที่เริ่มตีหน้าไม่ถูก นางรู้ดีถึงจิตใจของบุตรชายคนโต แม้จะเงียบขรึมและไม่ค่อยพูดไปเสียหน่อย แต่นางก็มองอะไรทะลุปรุโปร่งมาตั้งแต่บุตรชายยังเล็ก และเป็นเพียงผู้ติดตามขององค์ชายรัชทายาท โดยไม่มีตำแหน่ง ‘องครักษ์’ รั้งท้ายเช่นทุกวันนี้
“นาง…ถามถึงขนมฝีมือท่าน” จินไม่รู้จะวางหน้าแบบใดดี ยามเมื่อพูดถึงเรื่องขององค์หญิงผู้นั้นต่อหน้ามารดา เขาก็กลายเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้อ่อนต่อโลก ที่รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเก้งก้างไปเสียหมด
“จริงหรือ? ”
“ท่านแม่…ว่างหรือเปล่า…คือ…ข้า…” จินไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากมารดาเช่นไร เขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ไม่เคยต้องขอให้มารดาทำขนมให้กับใคร ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เขาไม่เคยคิดอยากจะข้องแวะกับสตรีนางใด นอกเหนือไปจากเรื่องปลดปล่อยทางร่างกาย ถ้ายูอิจิผู้เป็นเพื่อนที่มีนิสัยตรงกันข้ามนั่นรู้เข้า เรื่องของเขาคงถูกนำไปล้อเสียสามวันเจ็ดวัน
ท่านผู้หญิงโซระหัวเราะน้อยๆ กับท่าทางของบุตรชายคนโต
“ช่วงนี้แม่ไม่ค่อยว่างนักหรอก เพราะตั้งใจจะทำขนมต้นตำรับ หวั่นๆว่าฝีมือจะตกอยู่รอมร่อ แต่แม่ก็กลัวว่าทำแล้วจะทิ้ง เรือนเราทั้งพ่อทั้งลูก ไม่มีใครชอบขนมหวานเสียสักคน แต่ถ้าจินจะเอาไปแบ่งใคร แม่ก็จะดีใจมาก จินหาคนทานขนมให้แม่ได้ไหมล่ะ” ร่างสูงยิ้มรับบางๆ ถอนหายใจเบาอย่างโล่งอกที่ไม่ต้องอธิบายมากความให้เขายิ่งรู้สึกประดักประเดิด
ท่าทางเบาอกเบาใจนั้น ยิ่งทำให้ท่านผู้หญิงหัวเราะไม่หยุด
“ถ้าท่านองครักษ์นากามารุรู้ว่าลูกชายของแม่จีบนางในฝันด้วยขนมต้นตำรับล่ะก็ เรื่องนี้คงจะกลายเป็นตำนานรักของอาณาจักรทาคิซาวะ ถูกเล่าต่อจากคนแล้วคนเล่าไปสู่คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าแน่เชียว” นางกระซิบล้อเลียนบุตรชาย ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงคำตอบบางเบาในสายลมของ อาคานิชิ จิน
“ข้าไม่ได้จีบคาซึยะ แล้วคาซึยะก็ไม่ใช่นางในฝันของข้า”
…ข้าแค่อยากทำให้มีความสุขเท่านั้น… เพราะคาซึยะ เป็นคนที่ข้าสัญญากับหัวใจ…
…สัญญาว่าจะดูแล สัญญาว่าจะอยู่เคียงข้าง สัญญาว่าจะรักษารอยยิ้มแห่งความสุขนั้นไว้…
…สัญญา… ชั่วนิจนิรันดร์…
…………………..
วันต่อมา จินมาที่ตำหนักกรมกลาโหมแต่เช้า ซึ่งเป็นประจำอยู่แล้วที่เขาจะต้องมาสะสางงานทั้งหลาย แม้จะเป็นวันที่ไม่มีงานใดคั่งค้าง องครักษ์หนุ่มก็ติดนิสัยที่จะต้องมาจัดเตรียมเอกสารและงานการใดๆ เพื่อถวายองค์ชายรัชทายาทผู้เป็นนาย
เช่นเดียวกับวันนี้ ที่เขาเองไม่มีงานใดต้องเร่งรีบ แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังมาตั้งแต่เช้าตรู่ พร้อมกับห่อผ้าเล็กๆ ที่บรรจุกล่องขนมตำรับทาคิซาวะ ฝีมือมารดา
ร่างสูงรับรู้ถึงความหวานซาบซ่านในอก เมื่อก้มลงมองห่อผ้าในมือ ความจริงแล้วเขาทำหน้าไม่ถูกตั้งแต่รับห่อขนมมาจากมารดาซึ่งยิ้มหวานราวกับรู้ทันจิตใจบุตรชาย ยิ่งตีสีหน้าไม่ถูกเข้าไปใหญ่ เมื่อเขาเหลือบมองไปยังโต๊ะทำงานตัวถัดไป ที่ทางฝ่ายสถานที่เพิ่งจะจัดส่งขึ้นมาเป็นโต๊ะทำงานของผู้ช่วยคนใหม่ขององค์ชาย
คาซึยะยังไม่มา แล้วถ้ามาแล้ว เขาจะให้ขนมอย่างไรดี จะให้ตรงๆอย่างนั้นหรือ เดี๋ยวก็ซักถามจนได้ว่าไปเอามาจากไหน เขาไม่อยากบอกนี่ ถ้าเกิดบอกไป แล้วคาซึยะไปตามหามารดาของเขาเอง เขาก็ไม่มีโอกาสเอามาให้อีกน่ะสิ
…นี่เขาหวงอย่างนั้นหรือ…หวงที่สีหน้ามีความสุขยามได้ทานขนมที่ชอบจะต้องเป็นของเขาคนเดียวอย่างนั้นหรือ…เขาเป็นผู้ชายร้ายกาจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน…
ชายหนุ่มวางห่อขนมลงกับโต๊ะทำงานของตน แล้วยกสองมือขึ้นลูบหน้าไปมา ท่าทางจะเป็นเอามากเสียแล้ว สมัยก่อนที่ไม่ยอมบอกว่าเป็นขนมฝีมือมารดาของเขาเองก็เพราะนึกอยากจะแกล้งเด็กหญิงแก้มแดงผู้นั้น แต่ยามนี้ไม่ใช่…
…นี่เขาหวง…
ประตูห้องเปิดออกในช่วงจังหวะนั้นเอง จินรีบหยิบห่อขนมแล้วใส่เข้าไปในลิ้นชักทันเวลากับที่ นากามารุ ยูอิจิ องครักษ์ที่ไม่เคยมาเช้า กลับมาก่อนเวลาทำงาน
“เจ้าใส่อะไรในลิ้นชักน่ะ จิน” คำทักทายของคนที่ตีหน้าง่วงงุน กลับถามด้วยความรู้สึกผิดปกติ เมื่อพบว่าทันทีที่เขาเข้ามา เพื่อนรักกลับทำตัวมีพิรุธรีบปิดลิ้นชักอย่างว่องไว
“ทำไมถึงมาแต่เช้าได้” จินถามเปลี่ยนเรื่อง เขาไม่อยากให้เพื่อนรู้เท่าไรนัก ว่าเขาคิดจะทำอะไร
“เจ้ากำลังเปลี่ยนเรื่อง?...มีอะไรบอกข้ามาเสียดีๆ จะดีกว่าให้ข้าหาเองแล้วเอาไปโพทะนา จินเพื่อนรัก” ยูอิจิรักสนุกมากพอที่จะแสร้งทำเป็นไม่เห็นสีหน้าขรึมๆ แล้วเดินเข้าไปหา หมายจะคาดคั้นเสียบ้างว่าเพื่อนสนิททำอะไรลึกลับไม่สมเป็นบุรุษผู้เถรตรง
ทว่า ไม่ทันที่จะได้คาดคั้นให้เต็มที่อย่างที่ตั้งใจ ประตูห้องก็เปิดออกอีกครั้ง คราวนี้เป็นคนร่างโปร่งบาง ที่ทำเอายูอิจิลืมความลับของเพื่อนเสียสนิท
“อรุณสวัสดิ์แม่หญิงคาซึยะ … มาแต่เช้าเชียว”
“อรุณสวัสดิ์” คาซึยะเผื่อแผ่คำว่าอรุณสวัสดิ์ไปยังองครักษ์ร่างสูงผู้เงียบขรึมนั่นด้วย แต่คนที่รับคำดูเหมือนจะมีเพียงแค่องครักษ์จอมทะเล้นอย่าง นากามารุ ยูอิจิ ที่เดินเข้ามาหา
“วันนี้ข้าได้ดอกไม้สวยๆมาจากในเมืองมาฝากเจ้าด้วย คิดว่ามันเหมาะกับสตรีงามแห่งราชสำนักยิ่งนัก” ไม่พูดเปล่า แต่ยังส่งดอกไม้ช่อใหญ่ในมือที่ล้วนเต็มไปด้วยดอกไม้ราคาแพงจากต่างแดนให้กับอีกฝ่าย
“ท่านให้ข้าเกินไปรึเปล่า มันแพง”
“ไม่มีอะไรแพงสำหรับสาวงาม รับไว้เถอะ ถือเป็นน้ำใจจากเพื่อนร่วมงาน ถ้าเจ้าเกรงใจล่ะก็ ขอเพียงยิ้มหวานๆให้ข้าสักเล็กน้อยก็พอแล้ว ถือเป็นการขอบคุณอย่างไรล่ะ” ยูอิจิมีชั้นเชิงในการป้อล้ออย่างที่จินไม่เคยเรียนรู้และไม่เคยคิดสนใจจะมี
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณ งั้นข้าขอเอาไปจัดใส่แจกันได้ไหม” คาซึยะยิ้ม ก่อนจะรับช่อดอกไม้มาจากร่างสูง
“จัดใส่แจกันแล้วเจ้าต้องมองบ่อยๆด้วย คนให้จะได้ไม่เสียดายอย่างไร” เห็นไหมล่ะ ยูอิจิมันก็หาทางไปได้เรื่อย และเป็นทางที่ทำให้คนร่างบางหัวเราะได้เสียด้วย จินมองภาพตรงหน้า รู้ดีว่าตนไม่มีความสามารถถึงเพียงนั้น เขาไม่อาจทำให้คาซึยะหัวเราะได้ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด เขาก็แค่ผู้ชายทื่อๆ และเฉื่อยชาไปกับเรื่องแบบนี้
อย่างที่แม่บอกไว้เสียจริง
‘ถ้าวันใดที่แม่ได้สะใภ้คนโต คงต้องขอสอบถามเสียหน่อย ว่าทำท่าใดจึงมาหลงรักลูกชายของแม่คนนี้ ที่จีบสตรีด้วยขนม’
เขาคงลืมไป… ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เด็กหญิงวัยไม่เต็มสิบคนนั้นอีกแล้ว แต่กลับเติบโตเป็นสตรีงามแห่งราชสำนักที่เดินไปที่ใดก็มีแต่คนสนอกสนใจ
…ขนม…หรือจะสู้ ดอกไม้ ได้กัน…
……………….
ยูอิจิไม่ได้สอบสวนเขาเรื่องพิรุธเมื่อเช้าอีก บางทีคงจะลืมไปแล้วก็ได้ ว่าในห้องยังมีอาคานิชิ จิน นั่งอยู่ด้วย เพราะทั้งยูอิจิและคาซึยะต่างหยอกล้อกันเพียงลำพังเท่านั้น จนกระทั่งองค์ชายรัชทายาทเข้ามาเมื่อตอนสาย องครักษ์จอมพูดมากถึงได้เริ่มต้นทำงานอย่างจริงจังเสียที
“จิน เจ้าช่วยเอาเรื่องงบประมาณอาวุธคราวที่แล้วไปจัดการกับพวกฝ่ายอาวุธที เราคร้านจะคุยด้วยแล้ว มีแต่พวกทำงานไม่ได้เรื่องทั้งนั้น อีเรื่อยเฉื่อยแฉะกันเสียหมด ไว้ถึงฤดูเปลี่ยนตำแหน่ง เราจะเด็ดเป็นรายหัวเชียว”
“แล้วมีดำริจะเด็ดองครักษ์ทึบทึมสักคนไหมพระเจ้าค่ะ” ยูอิจิเอ่ยปากอย่างล้อเลียน ปรายตามองเพื่อนรักพร้อมอมยิ้มไปด้วย ให้จินได้แต่ส่ายศีรษะไปมาอย่างกลัดกลุ้มกับนิสัยพูดเล่นไม่เป็นเวล่ำเวลา
“ถ้าจะเด็ด เราขอเด็ดองครักษ์พูดมากจะดีกว่า ห้องทำงานของเราจะได้เงียบลงสักหน่อย เจ้าเห็นด้วยกับพี่ไหม คาซึยะ” ร่างโปร่งทำหน้าเหรอหราเมื่อถูกลากเข้าไปเกี่ยวด้วย ก่อนจะยิ้มบาง เมื่อเห็นองครักษ์นากามารุหันมาส่ายหน้าเป็นเชิงให้สัญญาณ
“ถ้าเด็ด กลัวเจ้าพี่จะเหงานะเพคะ ไม่มีนกแก้วนกขุนทองมาคอยร้องอยู่ข้างหู”
“โธ่ แม่หญิงคาซึยะ ทำไมเปรียบข้าเป็นนกไปเสียล่ะ” แล้วก็เกิดเป็นเสียงหัวเราะคลอกันไประหว่างหนึ่งองครักษ์ หนึ่งสตรี และหนึ่งองค์ชาย ในขณะที่จินคว้าเอกสารเดินจากมาอย่างเงียบๆ จนปิดประตูไปแล้ว องค์ชายหนุ่มผู้เป็นนายก็อดเสียไม่ได้ที่จะค่อนขอด
“บางทีข้าอาจจะควรย้ายองครักษ์อาคานิชิไปทำงานฝ่ายสายสืบนะ จะไปจะมาเงียบเฉียบดีเหลือเกิน”
“กระหม่อมว่าอยู่ป่าช้าก็เหมาะพระเจ้าค่ะ” ยูอิจิยังเติมแต่งด้วยฝีปากที่ชวนให้ขำ จนองค์ชายหนุ่มยังส่ายเศียรไปมา
“ถ้าเจ้ายังชักช้า ข้าคิดว่า เจ้าเองก็เหมาะกับตำแหน่งทหารเฝ้ากำแพงเมืองเหมือนกัน” ตรัสแล้วจึงได้ลุกขึ้นนำ ให้องครักษ์ต้องรีบลุกตามอย่างคล่องแคล่ว ท้าทายการส่งไปอยู่กำแพงเมืองเสียจริงๆ
“พี่ไปก่อนนะคาซึยะ วันนี้ต้องเดินสายเข้าหาพวกอาวุโสงี่เง่าเสียหน่อย ได้ข่าวไม่ค่อยจะดีว่าการประชุมเรื่องที่ให้อาณาจักรคุโรคาวะมาเยี่ยมเยียน คงจะเป็นหมัน” และเมื่อพระองค์พร้อมด้วยองครักษ์คู่พระทัยจากไปอีก ภายในห้องก็เหลือเพียงแค่คาซึยะ และงานเอกสารที่ใกล้จะเสร็จ บางที เขาก็ควรพักเสียก่อน วันนี้มันน่าอึดอัดอย่างไรไม่รู้ หรืออาจจะเป็นความรู้สึกที่ว่า อาคานิชิ จิน เงียบผิดปกติ
ร่างโปร่งหันไปมองที่โต๊ะทำงานด้านข้าง ที่ลิ้นชักบนสุดมีชายผ้าลอดออกมา ให้ต้องเอียงศีรษะด้วยความสงสัย
…ผ้า… โต๊ะทำงานทำไมถึงมีชายผ้าลอดออกมาล่ะ
ไวเท่าความคิด คาซึยะเหลือบมองไปที่ประตูที่ปิดสนิท ก่อนจะลุกจากโต๊ะตัวเอง มาเปิดลิ้นชักออกดู ห่อผ้าที่วางอยู่ในลิ้นชักนั้น อยู่ในสภาพที่ไม่เรียบร้อยเสียเท่าไร และอยู่อย่างไม่ถูกที่ถูกทางอีกด้วย เพราะใต้ห่อผ้าล้วนมีแต่เอกสารราชการทั้งนั้น มันช่างขัดกับอุปนิสัยรักระเบียบของเจ้าของโต๊ะเสียเหลือเกิน
เท่าที่จำได้ เมื่อวานนี้ยังไม่มีห่อผ้านี้เลยด้วยซ้ำ ร่างโปร่งมานั่งคุยงานกับอีกฝ่ายที่โต๊ะนี้ และก็เห็นตอนองครักษ์อาคานิชิเปิดลิ้นชักเพื่อหยิบเอกสาร
“ทำอะไรน่ะ!!” เสียงทุ้มดังเข้มงวดมาจากหน้าประตู ทำเอาร่างโปร่งถึงกับสะดุ้งเฮือก หันกลับไปมอง ก็สบเข้ากับสายตาดุๆของเจ้าของโต๊ะที่ทอดมองมาจากหน้าประตูห้อง จินก้าวขายาวๆเข้ามาหา แล้วดึงถุงผ้าบนมือเล็กมาถือไว้
“ค้นโต๊ะข้าทำไม” ร่างสูงถามเสียงเรียบ
“ก็…ข้าเห็นชายผ้าโผล่ออกมา สงสัยเลยเปิดออกดูเท่านั้น ทำไมต้องดุด้วย” จินส่ายหน้าไปมา
“มันไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะเที่ยวค้นโต๊ะคนอื่นตามใจชอบแบบนี้” เหมือนเด็กๆไม่มีผิด อยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกอย่าง เห็นอะไรขัดตาเป็นไม่ได้ ต้องสนใจ จนพาลเป็นอยากจะหาคำตอบให้ได้ในทุกเรื่อง
“ข้าขอโทษก็ได้” คาซึยะยอมเอ่ยปาก ทั้งๆที่ยังไม่สบอารมณ์ที่อีกฝ่ายมาใช้น้ำเสียงเข้มงวดแบบนี้ และเพราะไม่พอใจนั้นเอง ที่ทำให้ร่างโปร่งเดินหนีกลับไปที่โต๊ะอย่างที่เรียกได้ว่า เมิน…
จินมองตามแล้วถอนหายใจเบาๆ รู้ตัวว่าถูกโกรธ ดุหน่อยก็ทำไม่พอใจ เพราะเห็นว่ามันไม่ควรหรอก ถึงได้ดุ ชายหนุ่มก้มลงมองห่อผ้าในมือ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปขอจานจากนางกำนัล คลี่ผ้าออกเพื่อเปิดกล่องขนม แล้วจัดขนมลงบนจาน จากนั้นจึงเดินกลับมาอีกครั้ง แล้ววางขนมลงตรงหน้าคนที่ทำเป็นจดจ่ออยู่กับงาน แต่จินเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่เริ่มแม้แต่จะหยิบปากกาหมึกขึ้นมาจับเลยด้วยซ้ำ
“ทานเสีย” ร่างโปร่งเงยหน้ามองคนพูด ก่อนจะก้มลงมองขนมในจาน
ขนมตำรับทาคิซาวะที่ชอบ เป็นขนมโบราณรสชาติหวานหอมด้วยสมุนไพรพื้นเมือง ปรุงแต่งรสหวานด้วยน้ำผึ้ง เป็นขนมที่คาซึยะติดใจเพราะได้รับมาจาก ‘ผู้ติดตาม’ ของเจ้าพี่ในวัยเยาว์
“ท่านไปเอามาจากไหน” คำถามแรกนั้น จินไม่คิดว่าจะได้ยิน เขาปั้นหน้าขรึม ก่อนตอบสั้น
“ไม่สำคัญ ถ้าไม่อยากทาน ก็ทิ้งไป” ว่าแล้วจึงได้เดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตนโดยไม่สนใจใดๆอีก คาซึยะมองตามแล้วย่นจมูกใส่กับท่าทีเฉยเมยนั้น ก่อนจะหันกลับมามองขนมในจานกระเบื้องสวย ลองหยิบมันเข้าปากเพียงชิ้นเดียว ความหลังครั้งวัยเยาว์ก็หวนกลับมาอีกครั้ง
.
.
.
.
‘อร่อย!!’
‘อย่างนั้นหรือ’
‘แล้วข้าจะเอามาให้อีก’
ร่างโปร่งหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งทำงานเงียบๆอยู่ที่โต๊ะถัดไป
“ถ้าข้าบอกว่า อร่อย ท่านจะตอบกลับมาว่า ‘อย่างนั้นหรือ’ ไหม” จินหันมามองคนตั้งคำถาม รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังไล่ล่าตามหา ‘ผู้ติดตาม’ ขององค์ชายรัชทายาทในยามเยาว์ ถ้าเช่นนั้น เขาควรทำอย่างไรดี ควรเปิดเผยความจริง หรือปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ให้กลายเป็นเพียงเรื่องในอดีตที่เขายังคงจดจำ แต่เลือนหายไปจากใจของคาซึยะทีละน้อย
ชายหนุ่มหันกลับไปสนใจงานอีกครั้ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“ข้าจะบอกว่า ‘แล้วจะเอามาให้อีก’…” คาซึยะยิ้มบางกับคำพูดของอีกฝ่าย ในที่สุดก็ได้รู้ความจริงแล้วสินะ หลังจากถูกบ่ายเบี่ยงมาตลอด
“สุดท้ายก็ไม่ยอมบอกอีกจนได้ ว่าไปเอามาจากไหน จินนะจิน” ร่างโปร่งล้อเลียน ความอิ่มเอิบในใจมันพองฟูจนต้องหยิบขนมเข้าปากอีกชิ้น ก่อนจะก้มลงทำงานต่อ จินเหลือบมองคาซึยะอีกครั้ง แล้วถอนหายใจบางเบา
สุดท้ายเขาก็ยังเหมือนเดิม… การถูกลืมเลือนจากคาซึยะเป็นความเจ็บปวดที่เขาไม่อยากนึกถึงอีกแล้ว วันที่ดีใจเพราะได้ยินจากองค์ชายรัชทายาทว่าคาซึยะส่งจดหมายกลับมาที่ราชสำนัก แต่กลับต้องเสียใจเพราะไม่มีสักประโยคในจดหมายที่จะถามไถ่ถึง ‘ผู้ติดตาม’ ของเจ้าพี่
จินไม่อยากรู้สึกแบบนั้นอีก เขาอยากมีตัวตนในสายตาของคาซึยะบ้าง แม้จะเป็นเพียงผู้ที่นำขนมมาให้ก็ตาม
……………
คาซึยะรู้แล้วว่า อาคานิชิ จิน คือ ‘จิน’ ผู้ติดตามของเจ้าพี่ในยามเยาว์วัย มันน่าเสียใจที่ตอนเด็กติดจะเล่นเสียมากจนลืมนึกถึงไป ยามส่งจดหมายก็ไม่กล้าฝากคำถามไถ่สารทุกข์สุขดิบมาถึง ไม่รู้ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ ถึงไม่กล้า และพอไม่กล้าครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองก็ไม่กล้า กลายเป็นครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ และตลอดมา คือไม่ได้ส่งจดหมายใดๆที่มีเนื้อความเกี่ยวข้องกับผู้ชายคนนี้อีกเลย
ร่างโปร่งไม่กล้าถามว่าอีกฝ่ายโกรธไหม ไม่กล้ารำลึกไปถึงช่วงเวลาตอนนั้น ที่เขาไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของชายผู้นี้เลย
“แม่หญิงคาซึยะ” เสียงร้องเรียกมาก่อนตัวเสียอีก ประตูเปิดออก หลังจากเสียงนำเข้ามาแล้ว และกลายเป็น นากามารุ ยูอิจิที่โผล่หน้าเข้ามา หลังจากหายไปครึ่งค่อนวัน เพราะตามเสด็จองค์ชายรัชทายาท
“ข้าได้ขนมจากเรือนชิโรอิมา คิดว่าท่านอาจจะชอบ…อ้าว มีขนมแล้วหรือ” องครักษ์ร่างสูงผู้เพิ่งกลับเข้ามา เดินมาหาที่โต๊ะ และพบว่าบนโต๊ะไม้ของคาซึยะมีจานขนมวางอยู่ก่อนแล้ว
“ข้าขอชิมบ้างได้ไหม รูปลักษณ์แบบนี้ดูเหมือนจะเป็นฝีมือ…” จินลุกขึ้นมาคว้าจานขนมบนโต๊ะร่างบางไป พาลให้ยูอิจิเงียบสนิท และคาซึยะที่เงยหน้ามองทันที
“ข้าจะเอาจานนี้ไปเก็บ เจ้าจะได้ทานขนมของยูอิจิ” ร่างสูงบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาไม่อยากให้ยูอิจิพูดมากไปกว่านี้ หากเอาขนมไปเก็บเสีย เจ้านั่นก็คงไม่ได้ชิม และจะได้ไม่รู้ว่าขนมนี่เป็นฝีมือท่านผู้หญิงบ้านอาคานิชิ และถ้ายูอิจิไม่รู้ คาซึยะก็จะไม่รู้
“อ๊ะ! ไม่ได้นะ ข้าจะทานขนมนั้นด้วย” คาซึยะร้องบอก แต่อีกฝ่ายเดินหนีออกจากห้องไปแล้ว ร่างโปร่งเลยต้องรีบหันมาค่อมศีรษะขออนุญาตองครักษ์อีกคนที่ยืนมองตาปริบๆ แล้วรีบออกจากห้องตามมา
“ท่านอาคานิชิ รอก่อน” มาทันเอาก็ตอนที่ต้องอาศัยแรงวิ่ง ถึงได้ดึงแขนแข็งแรงของคนเดินเร็วๆนั่นเอาไว้ได้
“ท่านทำแบบนี้ไม่ได้ ขนมนั่นท่านให้ข้าแล้ว คิดจะเอาคืนเมื่อไหร่ก็ได้อย่างนั้นหรือ” คาซึยะไม่ยอมหรอก โดยเฉพาะเรื่องขนมของโปรดแล้ว เรื่องอะไรจะปล่อยให้มันหลุดลอยไปเสียล่ะ ยิ่งอร่อยถูกปากเสียด้วย
“ก็มีขนมของยูอิจิแล้วอย่างไร”
“แต่ข้าต้องการขนมนี้ด้วย” คาซึยะพยายามดึงจานขนมคืนมา เสียแต่ว่าจินไม่ยอมให้ หลังจากยื้อกันไป แย่งกันมา ในที่สุดนั้นเองที่ขนมหกลงกับพื้น
“อ๊ะ!!!” ร่างโปร่งร้องลั่น รีบก้มลงเก็บมาใส่ในจาน แต่ถึงอย่างนั้นจินก็ยังแย่งจานและขนมมาจนได้
“ท่าน!! เอาคืนข้ามา!!”
“มันตกพื้นแล้ว เจ้าจะเอาไปทำไม” จินย้อนเสียงเรียบ ทั้งๆที่ในใจนึกขำกับท่าทางขู่ฟ่อไม่ยอมใครของคนตรงหน้า
“ก็มันของข้านี่!” คาซึยะยังย้ำคำเดิม และพยายามแย่งจานคืนมา ไม่สนใจแม้สักนิดว่าทหารแถวนั้นจะมองเช่นไร พวกทหารเองก็ทำอะไรไม่ถูก ขยับจะเข้าไปห้ามก็ไม่รู้ว่าจะห้ามใคร เหลือบมองไปเห็นองครักษ์นากามารุที่ตามออกมายืนดู ก็เห็นฝ่ายนั้นยืนดูแล้วหัวเราะเงียบๆ ทหารนายอื่นๆเลยไม่กล้าทำอะไรเสียอีก ปล่อยให้หนึ่งองครักษ์และหนึ่งองค์หญิงบุญธรรมแย่งจานขนมกันไปมาอยู่นั่นเอง จนกระทั่ง…
“เกิดอะไรขึ้น!” สุรเสียงดังทุ้มมาจากสุดทางเดิน ให้คนทั้งคู่ต้องหยุดยื้อจานขนม และมันก็ไปตกอยู่ในมือจินนั่นเอง
“เจ้าพี่…องครักษ์ของพระองค์แย่งขนมน้อง” ทันทีที่องค์ชายรัชทายาทเข้ามาห้ามทัพของคนทั้งคู่ คาซึยะก็รีบฟ้องเสียเลย
คำว่า ‘แย่งขนม’ นั้น ทำเอาองค์ชายหนุ่มถึงกับเบิกเนตรด้วยความตกตะลึง ก้มลงมองจานขนมที่ยังอยู่ในมือองครักษ์ซึ่งเป็นพยานหลักฐานได้อย่างดี ว่าคนทั้งคู่ ‘แย่งขนม’ กันจริงๆ
“แม่หญิงคาซึยะจะทานขนมที่ตกพื้นแล้วพระเจ้าค่ะ” จินค่อมศีรษะตอบตามความจริง
“แต่องครักษ์ของเจ้าพี่แย่งมาตั้งแต่แรก ถ้าไม่แย่งน้อง ขนมก็ไม่หกเพคะ” คาซึยะไม่ยอมใครจริงๆ นั่นคือสิ่งที่องค์ชายรัชทายาทมั่นเหมาะนัก ว่านิสัยแบบนี้ต้องได้คนจัดการแบบองครักษ์ผู้แสนเงียบขรึมมาปราบพยศ
มีอย่างที่ไหน มาเถียงกันกลางกรมกลาโหมว่า ‘แย่งขนม’ แบบนี้
“พี่ว่าเข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
“น้องไม่คุย ถ้าไม่รู้ว่าขนมในมือองครักษ์ของพระองค์ ใครเป็นคนทำขึ้นมา” องค์ชายหนุ่มหันไปมอง อาคานิชิ จิน ร่างสูงค่อมศีรษะอีกครั้งก่อนตอบชัดถ้อยชัดคำ
“กระหม่อมทูลไม่ได้พระเจ้าค่ะ”
“เอาอย่างนี้แล้วกัน…” เห็นทีว่าเรื่องจะยาว เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าคาซึยะไม่เคยปล่อยให้ใครก็ตามมายุ่งเกี่ยวกับขนมที่ตัวเองชอบ ดังนั้น องค์ชายรัชทายาทจึงมีรับสั่งอย่างเป็นกลางมากพอที่จะทำให้คนไม่อยากบอกไม่จำเป็นต้องบอก ในขณะที่คนอยากรู้ก็ได้ทานขนมสมใจ
“จิน เจ้าพอจะหาขนมแบบนี้ได้อีกไหม พรุ่งนี้เอามาให้น้องเราที ส่วนคาซึยะ…เจ้ารอทานอย่างเดียวไม่ดีกว่าหรือ อยากกินก็บอกให้จินหามาให้ แบบนั้นสบายกว่านะ” ร่างโปร่งจำต้องยอม เพราะเจ้าพี่ลงมาจัดการด้วยองค์เองแบบนี้ จะให้ขัดเสียทุกอย่างที่พระองค์เสนอมาก็คงไม่เหมาะ ยิ่งโดยเฉพาะต่อหน้านายทหารนางกำนัลทั้งหลายด้วยแล้ว
คาซึยะจำใจต้องพยักหน้ารับอย่างยอมทน แต่ในใจหมายมาดจะหาความจริงให้ได้ ว่าต้นตำรับขนมรสอร่อยที่ได้ทานนี้ ใครเป็นคนทำกันแน่
เขาเหลือบสบตากับอาคานิชิ จิน อีกครั้ง ก่อนจะเมินหนีเดินกลับเข้าห้องไป แบบที่ร่างสูงได้แต่ส่ายศีรษะเล็กน้อย แล้วจึงส่งจานขนมให้นางกำนัลแถวนั้นไปจัดการ ก่อนจะขออนุญาตองค์ชายหนุ่มกลับเข้าไปทำงานต่อบ้าง ทิ้งไว้เพียงเพื่อนองครักษ์และองค์ชายรัชทายาท
“แหม…อย่างนี้ขนมที่กระหม่อมนำมา ก็กลายเป็นหม้ายสินะพระเจ้าค่ะ”
“ก็หัดรู้เสียบ้าง ว่าเจ้าสู้องครักษ์ทึบทึมไม่ได้”องค์ชายตรัส ให้ยูอิจิยิ้มกว้าง แล้วย้ำคำหนักแน่น
“แต่หน้าตาสูสีใช่ไหมพระเจ้าค่ะ” ช่างเป็นองครักษ์ที่มีความคิดน่าปวดเศียรสำหรับพระองค์เหลือเกิน
ชักเริ่มเห็นเค้าลางความปั่นป่วนในห้องทรงงานของพระองค์เสียแล้ว ในเมื่อองครักษ์รายหนึ่งนั้นขี้เล่นไปเสียทุกอย่าง ในขณะที่อีกรายกลับจริงจังเสียทุกเรื่อง ก็หวังว่าคงไม่จริงจังมากไปจนมองว่าความขี้เล่นของนากามารุ ยูอิจิไปหยอกเอิน คาซึยะ จนเกินจะทนไหวล่ะ
พระองค์ไม่อยากเหนื่อยเป็นคนกลาง แค่เรื่อง ‘แย่งขนม’ พระองค์ก็เข็ดแล้ว
…………………….
เจอกันศุกร์ ไม่งั้นก็เสาร์หน้าค่ะ ^^
ก่อนอื่นเลย ขอขอบคุณคอมเม้นท์ของพี่ azuretea มากๆค่ะ ที่ถามเราเรื่องคำว่า “รานี” ว่าหมายความว่าอะไร แล้วก็ขอโทษคนอ่านทุกๆคนจริงค่ะ
ต้องบอกก่อนว่า คำนี้เนี่ย เราเคยอ่านเจอในนิยายเรื่องนึงเมื่อนานมาแล้ว ตอนนั้นเขาใช้คำว่า “รานี” ในความหมายที่แปลว่า ราชินี ค่ะ เราไม่เอะใจเลย คิด(ไปเอง) ว่ามันเป็นต้นคำ หรืออาจจะแผลงมาจาก “ราชินี” แล้วอีกอย่างเรารู้สึกว่าคำนี้เพราะดี แหะแหะ (เอาตัวเองเป็นหลักล้วนๆ) จนกระทั่งมีคอมเม้นท์นึงทักขึ้นมา เราถึงได้คิดขึ้นได้ ว่าก่อนเอามาใช้ ไม่ได้เช็คแม้แต่นิดเดียว ก็เลยไปนั่งหาดู สุดท้ายถึงได้รู้ว่า “รานี” มาจากภาษาอังกฤษ ค่ะ “ranee” มีความหมายว่า ราชินี มเหสี เจ้าหญิงอินเดีย เราคิดว่า (คิดเองอีกแล้ว ฮาฮา) น่าจะมาจากภาษาฮินดี เพราะเห็นแปลว่าเจ้าหญิงอินเดียด้วย
เพราะฉะนั้น ก็เลยว่าจะเปลี่ยนไปใช้ ราชินี แทน ยังไงก็ตาม เราขอโทษคนอ่านทุกๆคนนะคะ เราเป็นคนเขียน แต่ไม่รับผิดชอบในการใช้คำเลย คราวหน้าคราวหลังจะเช็คให้มากกว่านี้ค่ะ ขอบคุณพี่azuretea ด้วยนะคะ ถ้าไม่มีพี่ เราคงใช้คำว่ารานีต่อไป โดยที่ไม่รู้สักนิดว่ามันมาจากภาษาอังกฤษอ่ะ
อ๊ะ แล้วก็ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ที่ช่วยท้วงเรื่องคำนั้นคำนี้ เพราะเราเองเวลาพิมพ์ แล้วมาอ่านทวนอีกรอบ ก็ไล่สายตาเร็วๆ มันเลยไม่เห็นคำผิด หรือตกหล่น สะกดผิดอะไรแบบนี้
ขอบคุณและขอโทษมา ณ ที่นี้ค่ะ ^^
เอาล่ะ ไปอ่าน บทที่ 2 กันเล้ย!!
........................................................................................................................................................................
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 2
“ไปตลาด?” เพราะกิจเร่งด่วนขององค์ชายรัชทายาท ทำให้คาซึยะถูกตามตัวกลับมาที่ห้องทรงงานในบ่ายนั้นเอง และทันทีที่กลับมาถึง องค์ชายหนุ่มก็ตรัสชวนให้ ‘พนักงานใหม่’ ออกนอกวังไปด้วยกัน
“นี่เป็นกิจเร่งด่วนของเจ้าพี่หรือเพคะ” คาซึยะย้อนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ในใจนั้นลิงโลดไปนานแล้ว เมื่อรู้ว่าผู้เป็นพี่บุญธรรมจะพาออกไปเที่ยว โดยปกติ สตรีในรั้วในวังยามออกไปในเมือง จะต้องมีผู้ติดตาม และทำเรื่องขออนุญาตให้ยุ่งยากวุ่นวาย จนคาซึยะอยากจะกระโดดรั้วหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่หากไปกับองค์ชายรัชทายาท… คงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตให้รำคาญหรอกกระมั้ง
“ใช่ หรือเจ้าไม่อยาก… ถ้าพลาดวันนี้แล้ว กว่าจะได้ไปเที่ยวอีก เจ้าก็คงต้องทำเรื่องให้ท่านนายพลอนุญาตเสียก่อน ไหนจะจัดตั้งขบวนสำหรับสตรีสูงศักดิ์อีก…” ไม่ต้องขู่ให้มากความเสียเวลา เพราะร่างบอบบางขยับเข้ามาแตะที่ท่อนพระกร แล้วยิ้มหวานเอาอกเอาใจ แทนคำตอบทั้งหมด
……………………
ตลาดในเมืองนั้นเปลี่ยนไปมาก จากวันวานในสมัยที่คาซึยะเคยแอบหนีออกมาเที่ยวกับเจ้าพี่ เดี๋ยวนี้ข้าวของมากมาย ล้วนแปลกตา มีคนพูดภาษาพื้นเมืองอย่างกระท่อนกระแท่น หน้าตาแปลกประหลาดจากชาวบ้าน รวมถึงการแต่งกายที่บ่งบอกถึงชาติพันธุ์ บอกให้รู้ว่าเป็นชาวต่างแดนที่เข้ามาค้าขายอยู่ในเมืองนี้ได้สักพักใหญ่
และเพราะความแปลกตาของข้าวของรายทาง และนิสัยติดจะเที่ยวอยู่เสียมาก ทำให้คาซึยะเดินรั้งท้ายคอยมองดูสินค้าที่วางเรียงรายซ้ายขวาของฟากถนน ปล่อยให้ชายหนุ่มทั้งสามขึ้นนำ และนั่น… ขนมที่เคยชอบสมัยเด็กๆ ทำให้ร่างบางแวะเวียนเข้าไปหาแม่ค้าได้ไม่ยาก
“อันนี้ขายอย่างไร” คาซึยะเป็นคนติดขนม ยามไปอยู่ต่างแดนก็เที่ยวชิมไปหมดทุกที แต่สุดท้ายก็ติดใจขนมต้นตำรับของอาณาจักรทาคิซาวะมากที่สุด
“ไม้ละห้าชูจ๊ะ” ไม่ต้องบอกให้มากความกว่านั้น ร่างบางก็ล้วงมือเข้าไปในชายแขนเสื้อ หมายจะหยิบถุงเงินออกมาจ่ายเป็นค่าขนมชิ้นโปรดที่ไม่ได้ลิ้มลองมานานแล้ว ทว่า… ไม่มี
…ไม่มีถุงเงิน…
จริงสิ! เพราะว่าเมื่อเช้ามัวแต่ตื่นเต้นเสียมาก ที่จะได้ทำงาน เลยไม่ได้พกถุงเงินออกมาด้วย
คาซึยะหันซ้ายหันขวา จะร้องเรียกหาองค์ชายเพื่อหยิบยืมเงินเล็กน้อยมาเป็นค่าขนม ทว่าร่างสูงใหญ่ขององค์รัชทายาทถูกกลืนหายไปกับฝูงชนเสียแล้ว แล้วเช่นนี้จะทำอย่างไร…
“มีอะไรหรือ” เสียงทุ้มดังขึ้นจากอีกด้าน ให้คาซึยะต้องหันไปมอง
“เอ่อ…คือ” ไม่รู้จะทำเช่นไร ใจหนึ่งก็อยากจะขอความช่วยเหลือจากผู้ชายตรงหน้า ที่ตีหน้าขรึมไปเสียทุกสถานการณ์ แต่อีกใจก็ทิฐิ ทว่า แม่ค้าที่อยู่เบื้องหน้ากำลังรออยู่ แบบนี้จะให้ทำเช่นไร นอกจากต้องละทิฐิทิ้งไปบางส่วน แล้วบอกเสียงเบาขอหยิบยืมเงินจากอีกฝ่าย
“ข้าขอสักห้าชูได้ไหม พอดีไม่ได้พกถุงเงินมา” จินเลิกคิ้วกับคำพูดวอนขอ ก่อนจะเหลือบตามองแม่ค้า แล้วจึงเป็นฝ่ายส่งเงินให้เป็นค่าขนมที่คาซึยะหยิบมาถือไว้ เมื่อการจ่ายเงินเป็นไปอย่างเรียบร้อย ร่างบางจึงหันมาขอบคุณเบาๆแทนน้ำใจของอีกฝ่าย ทว่า จินไม่พูดอะไร ได้แต่ออกเดินนำ ให้คนที่มีขนมในมือต้องเดินตามต้อยๆ เขายิ้มบาง อย่างที่คนเดินตามหลังไม่อาจได้เห็น ยิ้มบางเพราะได้รู้ว่าขนมที่คาซึยะชอบ ก็ยังเป็นขนมที่ชอบอยู่ดี
“ท่าน” เสียงเรียกไม่เบานัก พร้อมกับที่แขนเสื้อของจินถูกรั้งเอาไว้ ร่างสูงหันกลับมามอง ก่อนจะนิ่งไป เมื่อขนมหนึ่งชิ้นถูกดึงออกจากไม้มายื่นให้เขา
“เห็นท่านบอกว่าไม่ชอบขนมตะวันตก”
“ข้าไม่ชอบของหวาน เจ้าทานเถอะ…อยากได้อย่างอื่นอีกรึเปล่า” ความจริงแล้ว คาซึยะมีอะไรอีกหลายอย่างที่อยากได้ แต่ทั้งอย่างนั้นก็ไม่กล้ารบกวนอีกฝ่ายมากไปกว่านี้ ไม่ได้สนิทกันเสียหน่อย ทั้งยังเคยไปคิดค่อนขอดเขาด้วย แล้วแบบนี้ จะให้กล้าขอความช่วยเหลืออะไรมากมายได้อย่างไร
กำลังจะบอกว่า ‘ไม่อยากได้อะไรแล้ว’ แต่สายตาดันเหลือบไปเห็นแผงขายของเล่นที่อยู่ไม่ไกลนัก ด้วยความที่ไม่มีโอกาสได้เล่นของเล่นพื้นเมืองบ่อยนัก และนึกสนุกอยากย้อนอดีต จึงวิ่งเข้าไปดูทันทีให้จินต้องรีบเดินตาม
ร่างสูงหยุดเท้าเมื่อถึงตัวคาซึยะที่กำลังเพลินไปกับการหยิบของเล่นขึ้นมาดู ลูกข่าง… ของเล่นวัยเยาว์ที่คาซึยะชนะเสมอยามแข่งกับเจ้าพี่และจิน จริงสิ ร่างบางมีเรื่องที่ต้องถามให้ได้จากองครักษ์หนุ่มที่แสนเงียบขรึมนั่น
“ท่านชื่อจินใช่ไหม” หันมาถาม ทั้งๆที่มือยังถือลูกข่างไม่วาง ให้จินได้แต่มองภาพนั้นแล้วซ้อนทับด้วยภาพของเด็กหญิงแก้มแดงในสมัยเด็กที่อวดรอยยิ้มกว้างทุกครั้งที่ปั่นลูกข่างได้นานกว่าใคร
“ใช่”
“ท่านคือ…” ไม่ทันจะได้ตั้งคำถามเพื่อคลายความข้องใจ เสียงอีกเสียงก็ดังขัด
“มาอยู่ที่นี่กันหรอกหรือ พวกข้าตามหาเสียแทบแย่” คล้อยหลังองครักษ์หนุ่มคือหนึ่งองค์ชายและหนึ่งเพื่อนร่วมงาน ให้ทุกคำถามของคาซึยะกลายเป็นอากาศอีกครั้ง เมื่อองค์ชายหนุ่มในคราบคุณชาย ก้าวเข้ามาหา และหัวเราะเบาๆกับภาพสตรีสาวงามและลูกข่างของเล่นสำหรับเด็กชายค่อนเมือง
“ยังชอบลูกข่างอยู่อีกหรือ”
“มันเป็นของเล่นอย่างเดียวที่ข้าถนัด” คำว่าถนัดนั้น หมายความว่าเอาชนะเจ้าพี่และผู้ติดตามของเจ้าพี่ได้ทุกคราไป ซึ่งข้อนี้องค์ชายหนุ่มก็รับรู้มันอย่างดีนั่นเชียว ถึงได้ไม่ยอมฝึกปรือให้เก่งลูกข่างมากกว่าที่เป็นอยู่ อย่างน้อยก็ช่วยหลอกล่อให้น้องน้อยมีกำลังใจในการเล่นเสียบ้าง
“ลูกข่างอันเก่ายังเก็บอยู่อีกไหม ที่พี่ทำให้” ไม่ใช่เพียงแค่องค์ชายเท่านั้นที่ลงหัตถ์ทำเอง แต่ ‘จิน’ ก็ร่วมด้วย แต่ไม่ยอมแสดงฐานะว่าเป็นผู้ลงมือ
“คงจะ… อยู่ในห้องเก็บของที่เรือน” ไม่มีคำลงท้ายเผยฐานะของชายหนุ่มรูปงามเบื้องหน้า พวกเขาออกจากวังอย่างเป็นการส่วนตัว ไม่มีผู้ติดตาม ไม่มีทหารอารักขา คาซึยะทูลถามเจ้าพี่แล้ว ว่าไม่กลัวถูกปองร้ายหรือ แต่สิ่งที่ได้คือเสียงหัวเราะเบาๆและคำตอบที่ว่า ‘จะกลัวทำไม ในเมื่อมีองครักษ์มาด้วยตั้งสองคน’ องครักษ์ที่คนหนึ่งเงียบ และอีกหนึ่งหลงสตรีหัวปักหัวปำน่ะสิ ร่างบางได้แต่ย้อนในอก เพียงแต่ไม่ได้พูดออกไป
“อย่างนี้คนทำเสียใจแย่” พูดเป็นนัย พลางเหลือบสายตามองไปยังองครักษ์หนุ่มสองนายที่เบื้องหลัง หนึ่งในนั้นกำลังส่งสายตาหยาดเยิ้มให้กับแม่ค้าสาวสวยที่อยู่แผงข้างเคียง ส่วนอีกหนึ่งกำลังกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง แต่ทั้งอย่างนั้นก็เชื่อได้ว่าคงได้ยินเป็นแน่แท้
“อยากได้ไหมล่ะ จะซื้อให้” คำตอบมีเพียงรอยยิ้มหวานและการพยักหน้ารับเล็กๆ ให้องค์ชายหนุ่มต้องดึงถุงเงินออกมาจ่ายเป็นค่าของเล่นให้แก่น้องน้อยที่มือหนึ่งยังคงถือขนมไม่ห่าง
ออกจากแผงขายของเล่นมาได้ คาซึยะก็เดินคู่กับผู้เป็นพี่ชายทันที ทิ้งให้สององครักษ์คอยเฝ้าระวังอยู่ด้านหลัง
“ข้าขอยืมสักห้าชูได้ไหม เมื่อครู่ยืมเงินท่านอาคานิชิมาจ่ายค่าขนม” ร่างบางหันมาขอกับคนที่เดินเคียงข้าง อย่างน้อยการติดหนี้กับคนที่สนิทสนมกัน ก็ดีกว่าติดกับคนที่ไม่ค่อยจะรู้จักมักจี่กันเท่าไหร่ องค์ชายหนุ่มเลิกคิ้วกับคำขอนั่น แล้วเหลือบมองไปด้านหลังอีกครั้ง สายตาของอาคานิชิ จิน ยังมีไว้สำหรับระวังภัย ในขณะที่สายตาของ นากามารุ ยูอิจิก็ยังมีเพียงแม่ค้าสวย หรือสาวงามตามถนน น่าแปลกนัก ทั้งๆที่ยูอิจิดูสดใสสมเป็นหนุ่มโสดมากกว่า แต่ทั้งอย่างนั้นพระองค์ก็หมายเนตรไปที่ผู้ชายทึบทึมเงียบขรึมอย่างจิน
และเมื่อคาซึยะได้เงินมาแล้ว ก็ต้องหาโอกาสคืนเงินเพื่อไม่ให้เป็นเป้าสายตาของใคร โดยเฉพาะสายตาขององครักษ์มากอารมณ์ขัน ที่พร้อมจะขำไปเสียทุกเรื่องอย่างท่านนากามารุ โอกาสมาถึง เมื่อองค์ชายหนุ่มหมายจะแวะดูภาพเขียนบนแผงข้างถนน ยูอิจิเองก็ชื่นชอบในเรื่องของงานศิลป์อยู่ จึงไม่พลาดที่จะเข้าไปสอดส่ายสายตาหางานชิ้นเอกมาประดับเรือน จะเหลือก็แต่องครักษ์หนุ่มอีกคน ที่ถอยห่างออกมายืนด้านหลังสุด ร่างบางหันมอง ก่อนจะค่อยๆถอยออกมายืนเคียงข้าง ให้จินต้องหันกลับมา
“เงินที่ข้ายืมท่านไป”
“ไม่จำเป็น” กับแค่เงินค่าขนมเล็กๆน้อยๆ ทำไมจินถึงจะออกให้ไม่ได้ ในเมื่อยังเคยออกให้มามากกว่านี้แล้ว ร่างสูงหันหน้าหนีไปอีกทาง
“แต่ข้าไม่สบายใจ” คาซึยะไม่ชอบยืมข้าวของใคร ไม่ชอบพึ่งพาใคร นี่อาจจะเป็นนิสัยหยิ่งทะนงที่ทำให้เจ้าตัวไม่เหมือนสตรีทั้งหลายในเมืองนี้ ที่มักบอบบางและอ่อนแอจนต้องยืมมือบุรุษอยู่ร่ำไป
“เงินแค่เล็กน้อย อย่าเก็บมาใส่ใจเลย” จินบอกเสียงเรียบ เมื่อร่างสูงบอกปัด นั่นนำมาซึ่งความไม่พอใจของคนที่ไม่เคยมีใครขัดใจ ร่างบางหมุนตัวเดินหนีไปอีกทางทันที ให้ชายหนุ่มต้องรีบออกตาม แล้วคว้าแขนเล็กเอาไว้
“เดินออกมาเช่นนี้ หลงทางไปจะทำอย่างไร”
“ข้ากลับเองเป็น” ดื้อ…ดื้อเหมือนสมัยเด็กไม่มีผิด ร่างสูงถอนหายใจบางเบา ก่อนที่เหลือบสายตาคมจ้องคนเอาแต่ใจ เพียงเท่านั้น คาซึยะก็เงียบ …สายตาแบบนี้ สายตาแบบที่ทำให้คนไม่เคยยอมให้ใครขัดใจต้องนิ่งเงียบ
“แต่ไม่ได้ติดถุงเงินมาไม่ใช่หรือ แล้วจะจ้างรถกลับไปได้อย่างไร” ร่างโปร่งขบริมฝีปากเป็นเส้นตรงกับความมุทะลุของตนเอง จริงอย่างที่อีกฝ่ายพูดมา ในเมื่อไม่มีถุงเงิน ถึงจะกลับเองเป็น ถึงจะจ้างรถไปส่งที่วังได้ แต่จะให้ไปหยิบยืมเงินของนายทหารเฝ้าหน้าประตูวังอย่างนั้นหรือ เป็นถึงองค์หญิงบุญธรรม เที่ยวติดหนี้บริวารแบบนี้ ถึงจะเป็นเศษเงินเล็กน้อย แต่ก็ไม่เหมาะด้วยเหตุผลทั้งปวง
จินหันกลับไปมองที่แผงขายงานเขียนอีกครั้ง และไม่พบทั้งองค์ชายและองครักษ์แล้ว เขาถอนหายใจอีกครั้ง
“ขอโทษที่ทำให้ท่านคลาดกับคนอื่น” คาซึยะรับรู้ถึงกังวลของอีกฝ่าย และรู้ว่าความมุทะลุของตนทำให้อีกฝ่ายพลัดหลงกับองค์ชาย
“ไม่เป็นไร ยูอิจิจัดการได้”
“ท่านรู้จักกับท่านนากามารุนานแล้วหรือ” สองร่างเคียงข้างกันออกเดิน ทั้งๆที่คาซึยะยังตั้งคำถาม สงสัยในตัวชายหนุ่ม ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเป็น ‘จิน’ คนนั้นหรือไม่ ถ้าเป็นจริง คาซึยะเองก็ไม่รู้ว่าจะทำตัวแบบใดกับอีกฝ่าย ถึงสมัยเด็กจะสนิทกันแค่ไหน แต่ก็เป็นความสนิทที่ห่างเหิน เพราะอีกฝ่ายเป็นผู้ติดตามของเจ้าพี่ ซึ่งเมื่อเจ้าพี่มาเล่นกับเขา อีกฝ่ายก็มาด้วยเพียงเท่านั้น
“ตอนสอบบรรจุราชการทหาร ยูอิจิกลับมาจากนอกเมืองพอดี” นากามารุ ยูอิจิเป็นบุตรชายของแพทย์หลวงฝีมือดีที่ตามเสด็จไปถวายการดูแลพระมารดาขององค์กษัตริย์ที่กลับไปพำนักในบ้านเกิดเมืองนอนที่นอกเมือง แต่เมื่อเสด็จสวรรคต แพทย์หลวงจึงกลับมาถวายการรับใช้ในองค์กษัตริย์เช่นเดิม และพาบุตรชายเข้ามาสอบบรรจุด้วย แม้จะไม่ได้เล่าเรียนในโรงเรียนหลวงมาตั้งแต่เล็ก แต่นากามารุ ยูอิจิก็มีความรู้ความสามารถมากพอ จนในที่สุดก็ได้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาเฉกเช่นในปัจจุบัน
“ถ้าอย่างนั้นก็คงสนิทกันมาก” จินยิ้มบาง พลางหันมองคนถามที่เสียงแผ่วลงเล็กน้อย
“เป็นเรื่องธรรมดา ไม่อย่างนั้นคงทำงานร่วมกันไม่ได้” สำหรับเขา ยูอิจิไม่ใช่เพียงแค่เพื่อนธรรมดา แต่เป็นเพื่อนตาย อย่างที่เรียกได้ว่า หากเขาตาย ยูอิจิจะยืนหยัดอยู่และทำหน้าที่แทนที่เขาได้อย่างที่เขาไม่จำเป็นต้องห่วง
ไม่สิ…ยังมีเรื่องที่จินไม่อาจฝากใครห่วงได้
เขาปรายสายตามองคนที่เดินเคียงข้าง นานเท่าไร ที่นึกห่วง นานเท่าไรที่เฝ้ารอคอย แม้รู้ดีว่าอีกฝ่ายจะมองเห็นเขาเป็นเพียงผู้ติดตามของเจ้าพี่ เป็นเพียงเพื่อนเล่นที่พบหน้าค่าตากันทุกวัน และเป็นเพียงใครบางคนที่ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยมาในจดหมายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ แต่ทั้งอย่างนั้น…
จินก็ยังมั่นในคำสัญญาที่มี
.
.
.
.
.
‘ข้าไม่มีวันทิ้งเจ้า’
………………………..
“โธ่ อย่างนี้แสดงว่าท่านยกตำแหน่ง ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ ให้เจ้าคนพูดน้อยไปแล้วนี่” เสียงพร่ำที่ปั้นแต่งให้ฟังดูน้อยใจดังมาจากคนที่ยืนยิ้มเสียจนแก้มแทบปริ ขัดกับสำเนียงการพูดให้คนฟังต้องหันมามอง
“หรือเจ้าอยากได้อย่างนั้นหรือ” เพียงเท่านั้น องครักษ์จอมพูดมากอย่างนากามารุ ยูอิจิก็รีบส่ายหน้าเสียพัลวัน
“ข้าไม่นิยมแย่งเพื่อน โดยเฉพาะเพื่อนผู้แสนจะน่าสงสารอย่างรายนั้นน่ะ ปล่อยให้ศรรักปักคาอกอย่างต่อไปเถอะ… แล้วท่านจะกลับเลยหรือ ไม่รอพวกเขารึ” องค์ชายหนุ่มที่ยังคงสถานะคุณชายสูงศักดิ์เหลือบเนตรไปยังภาพการเดินเคียงข้างของสองร่างที่ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ แม้ขยับเพียงนิดจะชิดใกล้อิงแอบ หากแต่พระองค์รู้… อาคานิชิ จิน จะไม่มีวันทำตามอำเภอใจ หากสิ่งที่ต้องการนั้นขัดกับหลักประเพณี และอาจนำความเสื่อมเสียมาให้คาซึยะ
“ไม่จำเป็นต้องรอ ข้าเหนื่อยแล้ว อยากพักผ่อน” แล้วก็ตัดบทเสียง่ายดาย ก่อนจะเสด็จกลับวังพร้อมองครักษ์คู่พระทัย ทิ้งให้องครักษ์อีกคนดูแลน้องน้อยเพียงลำพัง ดังที่เคยทำเหมือนสมัยยังเยาว์ไม่ผิดเพี้ยน
.
.
.
.
.
.
‘เจ้าพี่ไปไหนอีกแล้วก็ไม่รู้!’
‘จินห้ามทิ้งข้าแบบเจ้าพี่นะ!!’
‘ข้าไม่มีวันทิ้งเจ้า’ ยามนั้น องค์ชายฮิเดอากิแอบสรวลเบาๆอยู่หลังต้นไม้ใกล้เคียง และยามนี้ ที่ทิ้งน้องอีกครั้ง พระองค์ก็ยังอยากจะสรวลอยู่นั่นเอง
……………..
งานของกรมกลาโหมนั้น ไม่เพียงแค่เรื่องการซื้อขายอาวุธเท่านั้น แต่ระหว่างกรมกลาโหมของสองอาณาจักรยังมีการติดต่ออย่างเป็นกิจจะลักษณะ ซึ่งในด้านนี้เอง ที่คาซึยะต้องเข้ามาช่วยงานอย่างเต็มตัว
“อาณาจักรคุโรคาวะต้องการส่งคนมาขอชมวิทยาการทางการทหารของเรางั้นรึ จะว่าไปก็ดีเหมือนกัน ได้ข่าวว่าอาณาจักรคุโรคาวะมีเส้นสายในอาณาจักรทางตะวันตกของแผ่นดินเยอะนัก ถ้าผูกไมตรีกับคุโรคาวะได้ อาจจะดีกับการส่งออกของเรา”
“จริงเพคะเจ้าพี่ ตอนข้าเรียนในตะวันตก ข้าเห็นพวกแพรพรรณจากคุโรคาวะขายแถบนั้นมาก บางปี พวกข้าราชการระดับสูงของคุโรคาวะก็ไปเยี่ยมเยียนจนต้องจัดงานต้อนรับเสียเอิกเกริก”
“ถ้าอย่างนั้น พี่จะเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุมของกรมกลาโหมสัปดาห์หน้า ถ้ายังไง เจ้าช่วยทำเอกสารให้หน่อยได้ไหม หากไม่เข้าใจส่วนใด ให้ถามจินแล้วกัน รายนั้นจัดทำเอกสารการประชุมบ่อย คงช่วยเจ้าได้”
“กระหม่อมก็ช่วยได้พระเจ้าค่ะ” ยูอิจิรีบเสนอตัวทันที แม้จะไม่ได้คาดหวังเรื่องการเกี่ยวดองกับสตรีสูงศักดิ์แห่งราชสำนักอย่างคาซึยะ แต่ด้วยเลือดเจ้าชู้ในกาย ทำให้องครักษ์หนุ่มอดไม่ได้ที่จะข้องแวะแม้เล็กน้อย
องค์ชายหนุ่มเหลือบเนตรมองแล้วนึกหมั่นไส้กับอาการเสนอตัวของเจ้าองครักษ์จอมพูดมาก ในขณะที่องครักษ์อีกคนของพระองค์กลับทำตัวเรื่อยและเฉื่อยจนไม่อยากนึกลุ้นตามที่พระบิดาต้องการ
“เจ้าต้องช่วยเราเรื่องตรวจงบอาวุธไม่ใช่หรือ แล้วจะเอาเวลาใดไปช่วยคาซึยะจัดทำเอกสารงานประชุม ให้จินช่วยนั่นแหละดี เอาตามนี้แล้วกันนะ จิน เจ้าก็ช่วยน้องเราด้วย คาซึยะยังมีหลายอย่างที่ไม่รู้ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับพวกขุนนางอาวุโสจอมเรื่องมากน่ะ เดี๋ยวเราต้องลงไปคุยกับพวกข้างล่างเรื่องงบอาวุธเสียหน่อย ยูอิจิ เจ้าก็ตามเราลงมาด้วย” องค์ชายหนุ่มรับสั่งงานเสียยาวเหยียด ก่อนจะผุดวรองค์ขึ้นจากเก้าอี้บุนวมหลังโต๊ะทรงอักษรตัวใหญ่
“แต่กระหม่อมอยากร่วมสอนแม่หญิงคาซึยะ…” ยูอิจิยังอดไม่ได้ที่จะขอตอดเล็กตอดน้อยตามนิสัย ให้เนตรคมดุขององค์ชายหนุ่มต้องเหลือบมาจัดการ เพียงเท่านั้น เจ้าองครักษ์จอมเจ้าชู้ก็ลุกพรวดจากเก้าอี้ทันที
“พระเจ้าค่ะ! กระหม่อมจะตามเสด็จองค์ชายสุดความสามารถทีเดียวเชียว!!!” ท่าทางมุ่งมั่นอย่างหยอกล้อนั่น ทำเอาคาซึยะอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มเพราะความอารมณ์ดีของยูอิจิ พาลให้องค์ชายฮิเดอากิถึงกับกลัดกลุ้ม เมื่อปรายเนตรไปทางองครักษ์อีกคนของพระองค์ ซึ่งยังคงนั่งทำงานเงียบๆ
หมายตาคนที่ไม่เคยทำให้น้องหัวเราะได้อย่างนี้ จะดีหรือไม่กัน
…………….
เมื่อห้องทรงงานขององค์ชายหนุ่มเหลือเพียง คาซึยะและองครักษ์อย่างอาคานิชิ จิน ห้องทั้งห้องก็เงียบสงัดลง มีเพียงเสียงกระดาษถูกขีดไปมาด้วยปากกาหมึกจากฝ่ามือใหญ่ และเสียงพลิกหน้ากระดาษไปมาของคาซึยะ เพื่อศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับรายงานสำหรับการประชุมที่ต้องเป็นคนจัดทำขึ้นมา
ผ่านไปเสียครู่ใหญ่ เสียงเคาะประตูจึงดังขึ้น ปลุกคนทั้งคู่ที่จมปลักอยู่กับงานให้เหลือบสายตาหันไปมองพร้อมกัน ก่อนที่จินจะเป็นฝ่ายอนุญาต
“เข้ามา” ประตูห้องถูกเปิดออก พร้อมกับนางกำนัลที่ยกอาหารว่างมาให้ อันประกอบไปด้วยขนมแบบตะวันตกและชาร้อนหอมกรุ่นที่คนนิยมชมชอบชาแบบดั้งเดิมของทาคิซาวะถึงกับยิ้มกว้าง
“วันนี้เป็นชาดอกซึกิหรือ” เพียงเท่านั้น ร่างโปร่งก็รีบลุกไปดูที่โต๊ะวางของว่าง
“เจ้าค่ะ รับคู่กับขนมตะวันตก เข้ากันดีทีเดียว องค์ชายทรงโปรดมาก” โดยปกติแล้ว นางกำนัลถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้ามาวุ่นวายในห้องทรงงานขององค์ชายรัชทายาท ยกเว้นเสียแต่จะมีคำสั่งมาเท่านั้น แต่เมื่อล่วงเลยเกินเวลาอาหารว่างแล้ว สตรีวัยปลายผู้เป็นหัวหน้านางกำนัลในตำหนักแห่งนี้จึงอดรนทนไม่ได้ ยิ่งเมื่อรู้ว่าคนในห้องทรงงานเหลือเพียงองครักษ์อาคานิชิผู้รักงานจนลืมเวล่ำเวลา หล่อนจึงต้องเป็นผู้นำขบวนยกของว่างเข้ามาเสียเอง
“เห็นทีต้องลองเสียหน่อย ขอบคุณมาก” คาซึยะยิ้มบางให้อีกครั้ง เหล่านางกำนัลจึงจากไป ทิ้งห้องทั้งห้องให้เงียบลงอีกครั้ง ร่างโปร่งหันไปมองชายหนุ่มร่างสูงที่ยังนั่งทำงานเงียบๆ ก่อนจะก้มลงเทชาร้อนๆใส่ถ้วย แล้วจึงยกไปวางให้ที่โต๊ะทำงาน จินเงยหน้ามอง และนั่นทำให้เขาได้รอยยิ้มบางๆกลับมา
“ถึงเวลาพักก็ควรพัก ท่านบอกเองว่าสมองคนเราต้องใช้งาน ต้องทานในสิ่งที่มีประโยชน์ และชาดอกซึกิก็มีประโยชน์สำหรับคนใช้สมอง ฉะนั้น เวลาพักก็ควรดื่มชาซึกิ ถูกไหม” ร่างโปร่งไม่ได้ยืนจ้องรอให้อีกฝ่ายยกชาขึ้นจิบ แต่วางเสร็จก็หมุนตัวไปนั่งชิมขนมและชาที่ชุดเก้าอี้บุนวมมุมห้อง ก่อนที่คนเงียบขรึมจะลุกจากโต๊ะทำงานไปทรุดตัวลงนั่งร่วมด้วย
“ชอบขนมตะวันตกสินะ” จินเอ่ยปากถาม เมื่อเห็นในมือเล็กยังมีขนมอบสีน้ำตาลอ่อนๆอันเป็นขนมแบบต่างชาติที่เพิ่งเข้ามาในอาณาจักรทาคิซาวะไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมานี้เอง
“แต่ชอบขนมของทาคิซาวะมากกว่า” ร่างโปร่งตอบ แล้วหันมายิ้มกว้าง ให้อีกฝ่ายนิ่งไป คาซึยะยังเป็นคาซึยะ ยังเป็นเด็กน้อยที่รักขนมเป็นชีวิตจิตใจ นิยมชมชอบขนมพื้นเมืองทุกชนิด เหมือนดังอดีตที่เคยกินแต่ขนมทั้งวันจนถูกดุมาแล้ว
“จำได้ว่าสมัยก่อน เคยทานขนมที่ได้จากคนติดตามของเจ้าพี่ อร่อยมาก…แต่เขาไม่ยอมบอกว่าซื้อที่ไหน” คาซึยะเล่า แล้วเหลือบมองคนที่นั่งอยู่ด้วยกันเพื่อจับสังเกตท่าที แต่จินกลับทำเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย และไม่มีสิ่งใดแสดงพิรุธว่าเขาคือ ‘คนติดตาม’ คนนั้น
“อย่างนั้นหรือ” มีเพียงแค่รับคำสั้นๆ ให้ความมั่นอกมั่นใจว่า อาคานิชิ จิน ตรงหน้าคือ ‘จิน’ เด็กชายผู้นั้น ลดลงไปมากกว่าครึ่ง
นั่นสิ… คนในวังมีอีกกี่สิบกี่ร้อยคนกันที่ชื่อ ‘จิน’ แล้วคนติดตามสมัยเด็ก โตมาอาจจะไปทำงานการอย่างอื่นก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องมากลายเป็นองครักษ์เลย เขาคงคิดเข้าข้างตัวเองเกินไปจริงๆ ที่วาดหวังว่า ‘จิน’ จะหาได้ง่ายๆ
“แต่คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว” เพราะแม้แต่หน้าเด็กชายผู้นั้นในปัจจุบันนี้ คาซึยะก็ยังไม่มีโอกาสได้พบเจอ รู้อย่างนี้ ตอนเขียนจดหมายมาหาเจ้าพี่ ถามไถ่ถึงบ้างก็ดีหรอก ป่านนี้คงรู้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ไหนบ้าง อย่างน้อยก็คนเคยรู้จัก เคยเที่ยวเล่นด้วยกัน
“โอกาสมีเสมอ อยู่ที่ว่าเจ้าจะคว้าไว้หรือไม่เท่านั้น เจ้าอยากได้เอกสารงานประชุมอีกใช่ไหม ข้าจะไปสั่งคนให้เอามาให้ แต่คิดว่าคงไม่มีเอกสารที่เกี่ยวกับเรื่องต้อนรับกรมกลาโหมของต่างแดนหรอก” ร่างสูงเอ่ยปาก ก่อนจะลุกขึ้นยืน แล้วหมุนตัวเดินออกไปนอกห้อง ทิ้งให้ดวงตาเรียวเล็กมองจับแผ่นหลังกว้างนั่น
…ทำไมในใจยังบอกว่าใช่…
… อาคานิชิ จิน คือ ‘จิน’ เด็กชายที่เคยยื่นขนมห่อเล็กๆให้อย่างเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรสักคำ และพอคาซึยะรับมาทาน แล้วชมไม่ขาดปากว่า
‘อร่อย!!’
‘อย่างนั้นหรือ’ นั่นคือประโยคสั้นๆที่อีกฝ่ายมาให้ เพราะหลังจากนั้น เมื่อคาซึยะถามถึงคนทำขนม ฝ่ายนั้นก็เงียบ และไม่มีคำตอบให้อีก นอกจากคำที่ว่า
‘แล้วข้าจะเอามาให้อีก’
……………….
วันนี้งานที่กรมไม่เยอะอย่างที่ผ่านมา อาจจะเป็นเพราะมีคนมาช่วย เลยเบาแรงลงไปเสียมาก อาคานิชิ จิน บุรุษผู้แสนจะรักงานจึงได้กลับเรือนแต่หัววัน
“ตายจริง วันนี้ลูกชายคนโตกลับเร็ว” เสียงมารดาหยอกล้อทันทีที่เห็นบุตรชายก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถงของเรือน จินหันมายิ้มบางแล้วค่อมร่างเล็กน้อยเป็นการทำความเคารพบุพการี
“องค์ชายรับผู้ช่วยมาเพิ่ม งานเลยเสร็จเร็ว” ท่านผู้หญิงโซระพยักหน้าเล็กน้อย
“องค์หญิงคาซึยะสินะ แม่ยังไม่มีโอกาสได้เจอเลยสักครั้ง ตอนเด็กๆจำได้ว่ามีลูกบางคนมาขอให้ทำขนมไปฝากเสียบ่อยๆ ไม่รู้ป่านนี้จะลืมรสมือแม่ไปรึยัง” สตรีวัยค่อนไปทางปลายล้อเลียนบุตรชายที่เริ่มตีหน้าไม่ถูก นางรู้ดีถึงจิตใจของบุตรชายคนโต แม้จะเงียบขรึมและไม่ค่อยพูดไปเสียหน่อย แต่นางก็มองอะไรทะลุปรุโปร่งมาตั้งแต่บุตรชายยังเล็ก และเป็นเพียงผู้ติดตามขององค์ชายรัชทายาท โดยไม่มีตำแหน่ง ‘องครักษ์’ รั้งท้ายเช่นทุกวันนี้
“นาง…ถามถึงขนมฝีมือท่าน” จินไม่รู้จะวางหน้าแบบใดดี ยามเมื่อพูดถึงเรื่องขององค์หญิงผู้นั้นต่อหน้ามารดา เขาก็กลายเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้อ่อนต่อโลก ที่รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเก้งก้างไปเสียหมด
“จริงหรือ? ”
“ท่านแม่…ว่างหรือเปล่า…คือ…ข้า…” จินไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากมารดาเช่นไร เขาไม่เคยทำอะไรแบบนี้ ไม่เคยต้องขอให้มารดาทำขนมให้กับใคร ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เขาไม่เคยคิดอยากจะข้องแวะกับสตรีนางใด นอกเหนือไปจากเรื่องปลดปล่อยทางร่างกาย ถ้ายูอิจิผู้เป็นเพื่อนที่มีนิสัยตรงกันข้ามนั่นรู้เข้า เรื่องของเขาคงถูกนำไปล้อเสียสามวันเจ็ดวัน
ท่านผู้หญิงโซระหัวเราะน้อยๆ กับท่าทางของบุตรชายคนโต
“ช่วงนี้แม่ไม่ค่อยว่างนักหรอก เพราะตั้งใจจะทำขนมต้นตำรับ หวั่นๆว่าฝีมือจะตกอยู่รอมร่อ แต่แม่ก็กลัวว่าทำแล้วจะทิ้ง เรือนเราทั้งพ่อทั้งลูก ไม่มีใครชอบขนมหวานเสียสักคน แต่ถ้าจินจะเอาไปแบ่งใคร แม่ก็จะดีใจมาก จินหาคนทานขนมให้แม่ได้ไหมล่ะ” ร่างสูงยิ้มรับบางๆ ถอนหายใจเบาอย่างโล่งอกที่ไม่ต้องอธิบายมากความให้เขายิ่งรู้สึกประดักประเดิด
ท่าทางเบาอกเบาใจนั้น ยิ่งทำให้ท่านผู้หญิงหัวเราะไม่หยุด
“ถ้าท่านองครักษ์นากามารุรู้ว่าลูกชายของแม่จีบนางในฝันด้วยขนมต้นตำรับล่ะก็ เรื่องนี้คงจะกลายเป็นตำนานรักของอาณาจักรทาคิซาวะ ถูกเล่าต่อจากคนแล้วคนเล่าไปสู่คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าแน่เชียว” นางกระซิบล้อเลียนบุตรชาย ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงคำตอบบางเบาในสายลมของ อาคานิชิ จิน
“ข้าไม่ได้จีบคาซึยะ แล้วคาซึยะก็ไม่ใช่นางในฝันของข้า”
…ข้าแค่อยากทำให้มีความสุขเท่านั้น… เพราะคาซึยะ เป็นคนที่ข้าสัญญากับหัวใจ…
…สัญญาว่าจะดูแล สัญญาว่าจะอยู่เคียงข้าง สัญญาว่าจะรักษารอยยิ้มแห่งความสุขนั้นไว้…
…สัญญา… ชั่วนิจนิรันดร์…
…………………..
วันต่อมา จินมาที่ตำหนักกรมกลาโหมแต่เช้า ซึ่งเป็นประจำอยู่แล้วที่เขาจะต้องมาสะสางงานทั้งหลาย แม้จะเป็นวันที่ไม่มีงานใดคั่งค้าง องครักษ์หนุ่มก็ติดนิสัยที่จะต้องมาจัดเตรียมเอกสารและงานการใดๆ เพื่อถวายองค์ชายรัชทายาทผู้เป็นนาย
เช่นเดียวกับวันนี้ ที่เขาเองไม่มีงานใดต้องเร่งรีบ แต่ทั้งอย่างนั้นก็ยังมาตั้งแต่เช้าตรู่ พร้อมกับห่อผ้าเล็กๆ ที่บรรจุกล่องขนมตำรับทาคิซาวะ ฝีมือมารดา
ร่างสูงรับรู้ถึงความหวานซาบซ่านในอก เมื่อก้มลงมองห่อผ้าในมือ ความจริงแล้วเขาทำหน้าไม่ถูกตั้งแต่รับห่อขนมมาจากมารดาซึ่งยิ้มหวานราวกับรู้ทันจิตใจบุตรชาย ยิ่งตีสีหน้าไม่ถูกเข้าไปใหญ่ เมื่อเขาเหลือบมองไปยังโต๊ะทำงานตัวถัดไป ที่ทางฝ่ายสถานที่เพิ่งจะจัดส่งขึ้นมาเป็นโต๊ะทำงานของผู้ช่วยคนใหม่ขององค์ชาย
คาซึยะยังไม่มา แล้วถ้ามาแล้ว เขาจะให้ขนมอย่างไรดี จะให้ตรงๆอย่างนั้นหรือ เดี๋ยวก็ซักถามจนได้ว่าไปเอามาจากไหน เขาไม่อยากบอกนี่ ถ้าเกิดบอกไป แล้วคาซึยะไปตามหามารดาของเขาเอง เขาก็ไม่มีโอกาสเอามาให้อีกน่ะสิ
…นี่เขาหวงอย่างนั้นหรือ…หวงที่สีหน้ามีความสุขยามได้ทานขนมที่ชอบจะต้องเป็นของเขาคนเดียวอย่างนั้นหรือ…เขาเป็นผู้ชายร้ายกาจแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน…
ชายหนุ่มวางห่อขนมลงกับโต๊ะทำงานของตน แล้วยกสองมือขึ้นลูบหน้าไปมา ท่าทางจะเป็นเอามากเสียแล้ว สมัยก่อนที่ไม่ยอมบอกว่าเป็นขนมฝีมือมารดาของเขาเองก็เพราะนึกอยากจะแกล้งเด็กหญิงแก้มแดงผู้นั้น แต่ยามนี้ไม่ใช่…
…นี่เขาหวง…
ประตูห้องเปิดออกในช่วงจังหวะนั้นเอง จินรีบหยิบห่อขนมแล้วใส่เข้าไปในลิ้นชักทันเวลากับที่ นากามารุ ยูอิจิ องครักษ์ที่ไม่เคยมาเช้า กลับมาก่อนเวลาทำงาน
“เจ้าใส่อะไรในลิ้นชักน่ะ จิน” คำทักทายของคนที่ตีหน้าง่วงงุน กลับถามด้วยความรู้สึกผิดปกติ เมื่อพบว่าทันทีที่เขาเข้ามา เพื่อนรักกลับทำตัวมีพิรุธรีบปิดลิ้นชักอย่างว่องไว
“ทำไมถึงมาแต่เช้าได้” จินถามเปลี่ยนเรื่อง เขาไม่อยากให้เพื่อนรู้เท่าไรนัก ว่าเขาคิดจะทำอะไร
“เจ้ากำลังเปลี่ยนเรื่อง?...มีอะไรบอกข้ามาเสียดีๆ จะดีกว่าให้ข้าหาเองแล้วเอาไปโพทะนา จินเพื่อนรัก” ยูอิจิรักสนุกมากพอที่จะแสร้งทำเป็นไม่เห็นสีหน้าขรึมๆ แล้วเดินเข้าไปหา หมายจะคาดคั้นเสียบ้างว่าเพื่อนสนิททำอะไรลึกลับไม่สมเป็นบุรุษผู้เถรตรง
ทว่า ไม่ทันที่จะได้คาดคั้นให้เต็มที่อย่างที่ตั้งใจ ประตูห้องก็เปิดออกอีกครั้ง คราวนี้เป็นคนร่างโปร่งบาง ที่ทำเอายูอิจิลืมความลับของเพื่อนเสียสนิท
“อรุณสวัสดิ์แม่หญิงคาซึยะ … มาแต่เช้าเชียว”
“อรุณสวัสดิ์” คาซึยะเผื่อแผ่คำว่าอรุณสวัสดิ์ไปยังองครักษ์ร่างสูงผู้เงียบขรึมนั่นด้วย แต่คนที่รับคำดูเหมือนจะมีเพียงแค่องครักษ์จอมทะเล้นอย่าง นากามารุ ยูอิจิ ที่เดินเข้ามาหา
“วันนี้ข้าได้ดอกไม้สวยๆมาจากในเมืองมาฝากเจ้าด้วย คิดว่ามันเหมาะกับสตรีงามแห่งราชสำนักยิ่งนัก” ไม่พูดเปล่า แต่ยังส่งดอกไม้ช่อใหญ่ในมือที่ล้วนเต็มไปด้วยดอกไม้ราคาแพงจากต่างแดนให้กับอีกฝ่าย
“ท่านให้ข้าเกินไปรึเปล่า มันแพง”
“ไม่มีอะไรแพงสำหรับสาวงาม รับไว้เถอะ ถือเป็นน้ำใจจากเพื่อนร่วมงาน ถ้าเจ้าเกรงใจล่ะก็ ขอเพียงยิ้มหวานๆให้ข้าสักเล็กน้อยก็พอแล้ว ถือเป็นการขอบคุณอย่างไรล่ะ” ยูอิจิมีชั้นเชิงในการป้อล้ออย่างที่จินไม่เคยเรียนรู้และไม่เคยคิดสนใจจะมี
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณ งั้นข้าขอเอาไปจัดใส่แจกันได้ไหม” คาซึยะยิ้ม ก่อนจะรับช่อดอกไม้มาจากร่างสูง
“จัดใส่แจกันแล้วเจ้าต้องมองบ่อยๆด้วย คนให้จะได้ไม่เสียดายอย่างไร” เห็นไหมล่ะ ยูอิจิมันก็หาทางไปได้เรื่อย และเป็นทางที่ทำให้คนร่างบางหัวเราะได้เสียด้วย จินมองภาพตรงหน้า รู้ดีว่าตนไม่มีความสามารถถึงเพียงนั้น เขาไม่อาจทำให้คาซึยะหัวเราะได้ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด เขาก็แค่ผู้ชายทื่อๆ และเฉื่อยชาไปกับเรื่องแบบนี้
อย่างที่แม่บอกไว้เสียจริง
‘ถ้าวันใดที่แม่ได้สะใภ้คนโต คงต้องขอสอบถามเสียหน่อย ว่าทำท่าใดจึงมาหลงรักลูกชายของแม่คนนี้ ที่จีบสตรีด้วยขนม’
เขาคงลืมไป… ว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เด็กหญิงวัยไม่เต็มสิบคนนั้นอีกแล้ว แต่กลับเติบโตเป็นสตรีงามแห่งราชสำนักที่เดินไปที่ใดก็มีแต่คนสนอกสนใจ
…ขนม…หรือจะสู้ ดอกไม้ ได้กัน…
……………….
ยูอิจิไม่ได้สอบสวนเขาเรื่องพิรุธเมื่อเช้าอีก บางทีคงจะลืมไปแล้วก็ได้ ว่าในห้องยังมีอาคานิชิ จิน นั่งอยู่ด้วย เพราะทั้งยูอิจิและคาซึยะต่างหยอกล้อกันเพียงลำพังเท่านั้น จนกระทั่งองค์ชายรัชทายาทเข้ามาเมื่อตอนสาย องครักษ์จอมพูดมากถึงได้เริ่มต้นทำงานอย่างจริงจังเสียที
“จิน เจ้าช่วยเอาเรื่องงบประมาณอาวุธคราวที่แล้วไปจัดการกับพวกฝ่ายอาวุธที เราคร้านจะคุยด้วยแล้ว มีแต่พวกทำงานไม่ได้เรื่องทั้งนั้น อีเรื่อยเฉื่อยแฉะกันเสียหมด ไว้ถึงฤดูเปลี่ยนตำแหน่ง เราจะเด็ดเป็นรายหัวเชียว”
“แล้วมีดำริจะเด็ดองครักษ์ทึบทึมสักคนไหมพระเจ้าค่ะ” ยูอิจิเอ่ยปากอย่างล้อเลียน ปรายตามองเพื่อนรักพร้อมอมยิ้มไปด้วย ให้จินได้แต่ส่ายศีรษะไปมาอย่างกลัดกลุ้มกับนิสัยพูดเล่นไม่เป็นเวล่ำเวลา
“ถ้าจะเด็ด เราขอเด็ดองครักษ์พูดมากจะดีกว่า ห้องทำงานของเราจะได้เงียบลงสักหน่อย เจ้าเห็นด้วยกับพี่ไหม คาซึยะ” ร่างโปร่งทำหน้าเหรอหราเมื่อถูกลากเข้าไปเกี่ยวด้วย ก่อนจะยิ้มบาง เมื่อเห็นองครักษ์นากามารุหันมาส่ายหน้าเป็นเชิงให้สัญญาณ
“ถ้าเด็ด กลัวเจ้าพี่จะเหงานะเพคะ ไม่มีนกแก้วนกขุนทองมาคอยร้องอยู่ข้างหู”
“โธ่ แม่หญิงคาซึยะ ทำไมเปรียบข้าเป็นนกไปเสียล่ะ” แล้วก็เกิดเป็นเสียงหัวเราะคลอกันไประหว่างหนึ่งองครักษ์ หนึ่งสตรี และหนึ่งองค์ชาย ในขณะที่จินคว้าเอกสารเดินจากมาอย่างเงียบๆ จนปิดประตูไปแล้ว องค์ชายหนุ่มผู้เป็นนายก็อดเสียไม่ได้ที่จะค่อนขอด
“บางทีข้าอาจจะควรย้ายองครักษ์อาคานิชิไปทำงานฝ่ายสายสืบนะ จะไปจะมาเงียบเฉียบดีเหลือเกิน”
“กระหม่อมว่าอยู่ป่าช้าก็เหมาะพระเจ้าค่ะ” ยูอิจิยังเติมแต่งด้วยฝีปากที่ชวนให้ขำ จนองค์ชายหนุ่มยังส่ายเศียรไปมา
“ถ้าเจ้ายังชักช้า ข้าคิดว่า เจ้าเองก็เหมาะกับตำแหน่งทหารเฝ้ากำแพงเมืองเหมือนกัน” ตรัสแล้วจึงได้ลุกขึ้นนำ ให้องครักษ์ต้องรีบลุกตามอย่างคล่องแคล่ว ท้าทายการส่งไปอยู่กำแพงเมืองเสียจริงๆ
“พี่ไปก่อนนะคาซึยะ วันนี้ต้องเดินสายเข้าหาพวกอาวุโสงี่เง่าเสียหน่อย ได้ข่าวไม่ค่อยจะดีว่าการประชุมเรื่องที่ให้อาณาจักรคุโรคาวะมาเยี่ยมเยียน คงจะเป็นหมัน” และเมื่อพระองค์พร้อมด้วยองครักษ์คู่พระทัยจากไปอีก ภายในห้องก็เหลือเพียงแค่คาซึยะ และงานเอกสารที่ใกล้จะเสร็จ บางที เขาก็ควรพักเสียก่อน วันนี้มันน่าอึดอัดอย่างไรไม่รู้ หรืออาจจะเป็นความรู้สึกที่ว่า อาคานิชิ จิน เงียบผิดปกติ
ร่างโปร่งหันไปมองที่โต๊ะทำงานด้านข้าง ที่ลิ้นชักบนสุดมีชายผ้าลอดออกมา ให้ต้องเอียงศีรษะด้วยความสงสัย
…ผ้า… โต๊ะทำงานทำไมถึงมีชายผ้าลอดออกมาล่ะ
ไวเท่าความคิด คาซึยะเหลือบมองไปที่ประตูที่ปิดสนิท ก่อนจะลุกจากโต๊ะตัวเอง มาเปิดลิ้นชักออกดู ห่อผ้าที่วางอยู่ในลิ้นชักนั้น อยู่ในสภาพที่ไม่เรียบร้อยเสียเท่าไร และอยู่อย่างไม่ถูกที่ถูกทางอีกด้วย เพราะใต้ห่อผ้าล้วนมีแต่เอกสารราชการทั้งนั้น มันช่างขัดกับอุปนิสัยรักระเบียบของเจ้าของโต๊ะเสียเหลือเกิน
เท่าที่จำได้ เมื่อวานนี้ยังไม่มีห่อผ้านี้เลยด้วยซ้ำ ร่างโปร่งมานั่งคุยงานกับอีกฝ่ายที่โต๊ะนี้ และก็เห็นตอนองครักษ์อาคานิชิเปิดลิ้นชักเพื่อหยิบเอกสาร
“ทำอะไรน่ะ!!” เสียงทุ้มดังเข้มงวดมาจากหน้าประตู ทำเอาร่างโปร่งถึงกับสะดุ้งเฮือก หันกลับไปมอง ก็สบเข้ากับสายตาดุๆของเจ้าของโต๊ะที่ทอดมองมาจากหน้าประตูห้อง จินก้าวขายาวๆเข้ามาหา แล้วดึงถุงผ้าบนมือเล็กมาถือไว้
“ค้นโต๊ะข้าทำไม” ร่างสูงถามเสียงเรียบ
“ก็…ข้าเห็นชายผ้าโผล่ออกมา สงสัยเลยเปิดออกดูเท่านั้น ทำไมต้องดุด้วย” จินส่ายหน้าไปมา
“มันไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะเที่ยวค้นโต๊ะคนอื่นตามใจชอบแบบนี้” เหมือนเด็กๆไม่มีผิด อยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกอย่าง เห็นอะไรขัดตาเป็นไม่ได้ ต้องสนใจ จนพาลเป็นอยากจะหาคำตอบให้ได้ในทุกเรื่อง
“ข้าขอโทษก็ได้” คาซึยะยอมเอ่ยปาก ทั้งๆที่ยังไม่สบอารมณ์ที่อีกฝ่ายมาใช้น้ำเสียงเข้มงวดแบบนี้ และเพราะไม่พอใจนั้นเอง ที่ทำให้ร่างโปร่งเดินหนีกลับไปที่โต๊ะอย่างที่เรียกได้ว่า เมิน…
จินมองตามแล้วถอนหายใจเบาๆ รู้ตัวว่าถูกโกรธ ดุหน่อยก็ทำไม่พอใจ เพราะเห็นว่ามันไม่ควรหรอก ถึงได้ดุ ชายหนุ่มก้มลงมองห่อผ้าในมือ ก่อนจะเดินออกจากห้องไปขอจานจากนางกำนัล คลี่ผ้าออกเพื่อเปิดกล่องขนม แล้วจัดขนมลงบนจาน จากนั้นจึงเดินกลับมาอีกครั้ง แล้ววางขนมลงตรงหน้าคนที่ทำเป็นจดจ่ออยู่กับงาน แต่จินเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่เริ่มแม้แต่จะหยิบปากกาหมึกขึ้นมาจับเลยด้วยซ้ำ
“ทานเสีย” ร่างโปร่งเงยหน้ามองคนพูด ก่อนจะก้มลงมองขนมในจาน
ขนมตำรับทาคิซาวะที่ชอบ เป็นขนมโบราณรสชาติหวานหอมด้วยสมุนไพรพื้นเมือง ปรุงแต่งรสหวานด้วยน้ำผึ้ง เป็นขนมที่คาซึยะติดใจเพราะได้รับมาจาก ‘ผู้ติดตาม’ ของเจ้าพี่ในวัยเยาว์
“ท่านไปเอามาจากไหน” คำถามแรกนั้น จินไม่คิดว่าจะได้ยิน เขาปั้นหน้าขรึม ก่อนตอบสั้น
“ไม่สำคัญ ถ้าไม่อยากทาน ก็ทิ้งไป” ว่าแล้วจึงได้เดินกลับไปที่โต๊ะทำงานของตนโดยไม่สนใจใดๆอีก คาซึยะมองตามแล้วย่นจมูกใส่กับท่าทีเฉยเมยนั้น ก่อนจะหันกลับมามองขนมในจานกระเบื้องสวย ลองหยิบมันเข้าปากเพียงชิ้นเดียว ความหลังครั้งวัยเยาว์ก็หวนกลับมาอีกครั้ง
.
.
.
.
‘อร่อย!!’
‘อย่างนั้นหรือ’
‘แล้วข้าจะเอามาให้อีก’
ร่างโปร่งหันไปมองชายหนุ่มที่นั่งทำงานเงียบๆอยู่ที่โต๊ะถัดไป
“ถ้าข้าบอกว่า อร่อย ท่านจะตอบกลับมาว่า ‘อย่างนั้นหรือ’ ไหม” จินหันมามองคนตั้งคำถาม รู้ดีว่าอีกฝ่ายกำลังไล่ล่าตามหา ‘ผู้ติดตาม’ ขององค์ชายรัชทายาทในยามเยาว์ ถ้าเช่นนั้น เขาควรทำอย่างไรดี ควรเปิดเผยความจริง หรือปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ให้กลายเป็นเพียงเรื่องในอดีตที่เขายังคงจดจำ แต่เลือนหายไปจากใจของคาซึยะทีละน้อย
ชายหนุ่มหันกลับไปสนใจงานอีกครั้ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
“ข้าจะบอกว่า ‘แล้วจะเอามาให้อีก’…” คาซึยะยิ้มบางกับคำพูดของอีกฝ่าย ในที่สุดก็ได้รู้ความจริงแล้วสินะ หลังจากถูกบ่ายเบี่ยงมาตลอด
“สุดท้ายก็ไม่ยอมบอกอีกจนได้ ว่าไปเอามาจากไหน จินนะจิน” ร่างโปร่งล้อเลียน ความอิ่มเอิบในใจมันพองฟูจนต้องหยิบขนมเข้าปากอีกชิ้น ก่อนจะก้มลงทำงานต่อ จินเหลือบมองคาซึยะอีกครั้ง แล้วถอนหายใจบางเบา
สุดท้ายเขาก็ยังเหมือนเดิม… การถูกลืมเลือนจากคาซึยะเป็นความเจ็บปวดที่เขาไม่อยากนึกถึงอีกแล้ว วันที่ดีใจเพราะได้ยินจากองค์ชายรัชทายาทว่าคาซึยะส่งจดหมายกลับมาที่ราชสำนัก แต่กลับต้องเสียใจเพราะไม่มีสักประโยคในจดหมายที่จะถามไถ่ถึง ‘ผู้ติดตาม’ ของเจ้าพี่
จินไม่อยากรู้สึกแบบนั้นอีก เขาอยากมีตัวตนในสายตาของคาซึยะบ้าง แม้จะเป็นเพียงผู้ที่นำขนมมาให้ก็ตาม
……………
คาซึยะรู้แล้วว่า อาคานิชิ จิน คือ ‘จิน’ ผู้ติดตามของเจ้าพี่ในยามเยาว์วัย มันน่าเสียใจที่ตอนเด็กติดจะเล่นเสียมากจนลืมนึกถึงไป ยามส่งจดหมายก็ไม่กล้าฝากคำถามไถ่สารทุกข์สุขดิบมาถึง ไม่รู้ตอนนั้นคิดอะไรอยู่ ถึงไม่กล้า และพอไม่กล้าครั้งที่หนึ่ง ครั้งที่สองก็ไม่กล้า กลายเป็นครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ และตลอดมา คือไม่ได้ส่งจดหมายใดๆที่มีเนื้อความเกี่ยวข้องกับผู้ชายคนนี้อีกเลย
ร่างโปร่งไม่กล้าถามว่าอีกฝ่ายโกรธไหม ไม่กล้ารำลึกไปถึงช่วงเวลาตอนนั้น ที่เขาไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของชายผู้นี้เลย
“แม่หญิงคาซึยะ” เสียงร้องเรียกมาก่อนตัวเสียอีก ประตูเปิดออก หลังจากเสียงนำเข้ามาแล้ว และกลายเป็น นากามารุ ยูอิจิที่โผล่หน้าเข้ามา หลังจากหายไปครึ่งค่อนวัน เพราะตามเสด็จองค์ชายรัชทายาท
“ข้าได้ขนมจากเรือนชิโรอิมา คิดว่าท่านอาจจะชอบ…อ้าว มีขนมแล้วหรือ” องครักษ์ร่างสูงผู้เพิ่งกลับเข้ามา เดินมาหาที่โต๊ะ และพบว่าบนโต๊ะไม้ของคาซึยะมีจานขนมวางอยู่ก่อนแล้ว
“ข้าขอชิมบ้างได้ไหม รูปลักษณ์แบบนี้ดูเหมือนจะเป็นฝีมือ…” จินลุกขึ้นมาคว้าจานขนมบนโต๊ะร่างบางไป พาลให้ยูอิจิเงียบสนิท และคาซึยะที่เงยหน้ามองทันที
“ข้าจะเอาจานนี้ไปเก็บ เจ้าจะได้ทานขนมของยูอิจิ” ร่างสูงบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาไม่อยากให้ยูอิจิพูดมากไปกว่านี้ หากเอาขนมไปเก็บเสีย เจ้านั่นก็คงไม่ได้ชิม และจะได้ไม่รู้ว่าขนมนี่เป็นฝีมือท่านผู้หญิงบ้านอาคานิชิ และถ้ายูอิจิไม่รู้ คาซึยะก็จะไม่รู้
“อ๊ะ! ไม่ได้นะ ข้าจะทานขนมนั้นด้วย” คาซึยะร้องบอก แต่อีกฝ่ายเดินหนีออกจากห้องไปแล้ว ร่างโปร่งเลยต้องรีบหันมาค่อมศีรษะขออนุญาตองครักษ์อีกคนที่ยืนมองตาปริบๆ แล้วรีบออกจากห้องตามมา
“ท่านอาคานิชิ รอก่อน” มาทันเอาก็ตอนที่ต้องอาศัยแรงวิ่ง ถึงได้ดึงแขนแข็งแรงของคนเดินเร็วๆนั่นเอาไว้ได้
“ท่านทำแบบนี้ไม่ได้ ขนมนั่นท่านให้ข้าแล้ว คิดจะเอาคืนเมื่อไหร่ก็ได้อย่างนั้นหรือ” คาซึยะไม่ยอมหรอก โดยเฉพาะเรื่องขนมของโปรดแล้ว เรื่องอะไรจะปล่อยให้มันหลุดลอยไปเสียล่ะ ยิ่งอร่อยถูกปากเสียด้วย
“ก็มีขนมของยูอิจิแล้วอย่างไร”
“แต่ข้าต้องการขนมนี้ด้วย” คาซึยะพยายามดึงจานขนมคืนมา เสียแต่ว่าจินไม่ยอมให้ หลังจากยื้อกันไป แย่งกันมา ในที่สุดนั้นเองที่ขนมหกลงกับพื้น
“อ๊ะ!!!” ร่างโปร่งร้องลั่น รีบก้มลงเก็บมาใส่ในจาน แต่ถึงอย่างนั้นจินก็ยังแย่งจานและขนมมาจนได้
“ท่าน!! เอาคืนข้ามา!!”
“มันตกพื้นแล้ว เจ้าจะเอาไปทำไม” จินย้อนเสียงเรียบ ทั้งๆที่ในใจนึกขำกับท่าทางขู่ฟ่อไม่ยอมใครของคนตรงหน้า
“ก็มันของข้านี่!” คาซึยะยังย้ำคำเดิม และพยายามแย่งจานคืนมา ไม่สนใจแม้สักนิดว่าทหารแถวนั้นจะมองเช่นไร พวกทหารเองก็ทำอะไรไม่ถูก ขยับจะเข้าไปห้ามก็ไม่รู้ว่าจะห้ามใคร เหลือบมองไปเห็นองครักษ์นากามารุที่ตามออกมายืนดู ก็เห็นฝ่ายนั้นยืนดูแล้วหัวเราะเงียบๆ ทหารนายอื่นๆเลยไม่กล้าทำอะไรเสียอีก ปล่อยให้หนึ่งองครักษ์และหนึ่งองค์หญิงบุญธรรมแย่งจานขนมกันไปมาอยู่นั่นเอง จนกระทั่ง…
“เกิดอะไรขึ้น!” สุรเสียงดังทุ้มมาจากสุดทางเดิน ให้คนทั้งคู่ต้องหยุดยื้อจานขนม และมันก็ไปตกอยู่ในมือจินนั่นเอง
“เจ้าพี่…องครักษ์ของพระองค์แย่งขนมน้อง” ทันทีที่องค์ชายรัชทายาทเข้ามาห้ามทัพของคนทั้งคู่ คาซึยะก็รีบฟ้องเสียเลย
คำว่า ‘แย่งขนม’ นั้น ทำเอาองค์ชายหนุ่มถึงกับเบิกเนตรด้วยความตกตะลึง ก้มลงมองจานขนมที่ยังอยู่ในมือองครักษ์ซึ่งเป็นพยานหลักฐานได้อย่างดี ว่าคนทั้งคู่ ‘แย่งขนม’ กันจริงๆ
“แม่หญิงคาซึยะจะทานขนมที่ตกพื้นแล้วพระเจ้าค่ะ” จินค่อมศีรษะตอบตามความจริง
“แต่องครักษ์ของเจ้าพี่แย่งมาตั้งแต่แรก ถ้าไม่แย่งน้อง ขนมก็ไม่หกเพคะ” คาซึยะไม่ยอมใครจริงๆ นั่นคือสิ่งที่องค์ชายรัชทายาทมั่นเหมาะนัก ว่านิสัยแบบนี้ต้องได้คนจัดการแบบองครักษ์ผู้แสนเงียบขรึมมาปราบพยศ
มีอย่างที่ไหน มาเถียงกันกลางกรมกลาโหมว่า ‘แย่งขนม’ แบบนี้
“พี่ว่าเข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
“น้องไม่คุย ถ้าไม่รู้ว่าขนมในมือองครักษ์ของพระองค์ ใครเป็นคนทำขึ้นมา” องค์ชายหนุ่มหันไปมอง อาคานิชิ จิน ร่างสูงค่อมศีรษะอีกครั้งก่อนตอบชัดถ้อยชัดคำ
“กระหม่อมทูลไม่ได้พระเจ้าค่ะ”
“เอาอย่างนี้แล้วกัน…” เห็นทีว่าเรื่องจะยาว เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าคาซึยะไม่เคยปล่อยให้ใครก็ตามมายุ่งเกี่ยวกับขนมที่ตัวเองชอบ ดังนั้น องค์ชายรัชทายาทจึงมีรับสั่งอย่างเป็นกลางมากพอที่จะทำให้คนไม่อยากบอกไม่จำเป็นต้องบอก ในขณะที่คนอยากรู้ก็ได้ทานขนมสมใจ
“จิน เจ้าพอจะหาขนมแบบนี้ได้อีกไหม พรุ่งนี้เอามาให้น้องเราที ส่วนคาซึยะ…เจ้ารอทานอย่างเดียวไม่ดีกว่าหรือ อยากกินก็บอกให้จินหามาให้ แบบนั้นสบายกว่านะ” ร่างโปร่งจำต้องยอม เพราะเจ้าพี่ลงมาจัดการด้วยองค์เองแบบนี้ จะให้ขัดเสียทุกอย่างที่พระองค์เสนอมาก็คงไม่เหมาะ ยิ่งโดยเฉพาะต่อหน้านายทหารนางกำนัลทั้งหลายด้วยแล้ว
คาซึยะจำใจต้องพยักหน้ารับอย่างยอมทน แต่ในใจหมายมาดจะหาความจริงให้ได้ ว่าต้นตำรับขนมรสอร่อยที่ได้ทานนี้ ใครเป็นคนทำกันแน่
เขาเหลือบสบตากับอาคานิชิ จิน อีกครั้ง ก่อนจะเมินหนีเดินกลับเข้าห้องไป แบบที่ร่างสูงได้แต่ส่ายศีรษะเล็กน้อย แล้วจึงส่งจานขนมให้นางกำนัลแถวนั้นไปจัดการ ก่อนจะขออนุญาตองค์ชายหนุ่มกลับเข้าไปทำงานต่อบ้าง ทิ้งไว้เพียงเพื่อนองครักษ์และองค์ชายรัชทายาท
“แหม…อย่างนี้ขนมที่กระหม่อมนำมา ก็กลายเป็นหม้ายสินะพระเจ้าค่ะ”
“ก็หัดรู้เสียบ้าง ว่าเจ้าสู้องครักษ์ทึบทึมไม่ได้”องค์ชายตรัส ให้ยูอิจิยิ้มกว้าง แล้วย้ำคำหนักแน่น
“แต่หน้าตาสูสีใช่ไหมพระเจ้าค่ะ” ช่างเป็นองครักษ์ที่มีความคิดน่าปวดเศียรสำหรับพระองค์เหลือเกิน
ชักเริ่มเห็นเค้าลางความปั่นป่วนในห้องทรงงานของพระองค์เสียแล้ว ในเมื่อองครักษ์รายหนึ่งนั้นขี้เล่นไปเสียทุกอย่าง ในขณะที่อีกรายกลับจริงจังเสียทุกเรื่อง ก็หวังว่าคงไม่จริงจังมากไปจนมองว่าความขี้เล่นของนากามารุ ยูอิจิไปหยอกเอิน คาซึยะ จนเกินจะทนไหวล่ะ
พระองค์ไม่อยากเหนื่อยเป็นคนกลาง แค่เรื่อง ‘แย่งขนม’ พระองค์ก็เข็ดแล้ว
…………………….
เจอกันศุกร์ ไม่งั้นก็เสาร์หน้าค่ะ ^^
2009.08.14
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก บทที่ 1
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 1
วันที่ท่านผู้หญิง คาเมนาชิ มามิ ให้กำเนิดบุตรคนสุดท้องนั้น ว่ากันว่า นอกจากแพทย์ทำคลอดจะส่ายหน้าแล้ว โหรหลวงประจำราชสำนักก็ยังถอนหายใจเฮือก
“เป็นร่างกายที่แปลกประหลาด” นั่นคือคำบอกเล่าอย่างหนักอกของแพทย์วัยชราจากแพทยสภาแห่งพระราชฐานชั้นใน
“ท่าทางจะไม่ไหว” ส่วนนี่คือคำทำนายของโหรหลวงประจำราชสำนักที่มีสีหน้าย่ำแย่เต็มทน
ท่านผู้หญิงมามิเป็นพระน้องนางในองค์จักรพรรดิ หากเมื่ออภิเษกไปกับนายทหารหนุ่มสามัญชน ตำแหน่งทางสายโลหิตจึงเหลือติดกายแค่ ‘ท่านผู้หญิง’ เพียงเท่านั้น ทว่า แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ยังได้รับพระกรุณาจากพระเชษฐาผู้ดำรงองค์เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรแห่งนี้เสมอมา แม้ในยามให้กำเนิดบุตร องค์กษัตริย์ยังมีรับสั่งให้คนจากตำหนักในมาดูแลพระขนิษฐาถึงเรือนคาเมนาชิที่เขตพระราชฐานชั้นนอก
“หลานข้าเป็นอย่างไรหรือ ท่านหมอ” แม่ของเด็กทารกน้อยในอุ้งพระกรขององค์รานียังคงพักฟื้นอยู่ในห้องด้านใน ในขณะที่ผู้อื่นเคลื่อนย้ายมาปรึกษาถึงความเป็นไป ที่นำไปสู่ความหนักใจของโหรหลวงและแพทย์ชราที่ห้องถัดไป ซึ่งปิดเงียบและมีเพียงแค่ องค์กษัตริย์กับมเหสีคู่พระทัย และโหรหลวงกับแพทย์ทำคลอดเท่านั้น
“ชีพจรเต้นแปลกพระเจ้าค่ะ” แพทย์หลวงถวายความจริงด้วยใบหน้าคร่ำเคร่งยิ่ง
“แล้วจะมีผลอย่างไรมากหรือไม่” องค์กษัตริย์ตรัสถามด้วยความห่วงใย
“ขอเดชะ ข้าด้อยความรู้ ความสามารถ” วรกายสูงสง่าของบุรุษผู้อยู่เหนือประชาชนทั้งปวงในใต้หล้าถึงกับทรุดกายลงนั่งด้วยพระทัยที่หายไปกว่าครึ่ง ก้มพักตร์ทอดพระเนตรดวงหน้าจิ้มลิ้มที่ล้อมรอบด้วยห่อผ้าขาวสะอาดในหัตถ์ของมเหสีแล้ว ก็ยิ่งสงสารนัก
เห็นหน้าแล้วนึกเอ็นดู อะไรไม่รู้ที่ดลพระทัยให้ทรงนึกรักเด็กน้อยวัยแรกเกิดคนนี้ ทั้งๆที่เป็นเพียงนัดดา เป็นเพียงแค่บุตรของขนิษฐา
“แล้วท่านล่ะ โหรหลวง หลานเราเป็นอย่างไร” องค์รานีตรัสถามด้วยความร้อนพระทัยไม่แพ้กัน ปลายนิ้วเขี่ยแก้มนิ่มใสของหลานในอ้อมกรด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“ควรเป็นหญิงพระเจ้าค่ะ” คำถวาย ทำเอาคนฟังทั้งปวงพลันเงยพักตร์ทันควัน
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ไหนท่านบอกว่าเป็นชาย…” องค์กษัตริย์ตรัส พลางหันพักตร์มายังแพทย์ผู้ทำคลอดหลาน ‘ชาย’
คนตอบคำถาม ไม่ใช่แพทย์หลวง แต่เป็นโหรประจำราชสำนักที่ยอบกายต่ำยิ่งกว่าเดิม
“ร่างกายเป็นชาย แต่ตามพื้นดวงแล้ว ยากนักที่จะเป็นชาย แม้นิสัยจะห้าวหาญ แต่ไม่อาจสมรสกับสตรีได้พระเจ้าค่ะ”
“เจ้าจะให้หลานเราแต่งกับชายด้วยกันอย่างนั้นรึ!!” สุรเสียงดังยิ่งกว่าเดิมด้วยอารมณ์อันขุ่นมัว จนมเหสีต้องแตะท่อนกรแกร่งขององค์กษัตริย์เอาไว้ เพื่อปรามพระทัยอันร้อนแรงนั่น แม้ในยุคสมัยนี้ ชายกับชายล้วนครองคู่กันอย่างเอิกเกริก แต่องค์กษัตริย์ก็คาดหวังที่จะได้เห็น ‘ทายาท’ จากลูกหลานทุกคนของพระองค์
“เป็นลิขิตของสวรรค์พระเจ้าค่ะ ทารกน้อยจะมีชีวิตเยี่ยงสตรีแห่งราชสำนัก เพื่อพบคู่แท้ และสืบสกุลต่อไปในอนาคต”
“สืบสกุล? เจ้าก็เห็นว่าหลานเราเป็นชาย แล้วยังไม่อาจมีภรรยาได้ ถ้าอย่างนั้น จะสืบสกุลได้อย่างไรกัน” องค์กษัตริย์ขมวดพระขนงด้วยความสับสน แล้วเช่นนี้ จะบอกพระขนิษฐาได้อย่างไร ไหนจะท่านนายพลคาเมนาชิที่จำเป็นต้องจากเมืองหลวงเพื่อราชการทหารอีกเล่า
“สืบสกุลได้พระเจ้าค่ะ! ท่านหญิง ‘คาเมนาชิ คาซึยะ’ จะสืบสกุลกับบุรุษแห่งราชสำนัก แล้วมีบุตรธิดาเป็นเกียรติแก่แผ่นดินสืบไปเป็นร้อย เป็นพันปี!”
… ‘ท่านหญิงคาเมนาชิ คาซึยะ’ หรือ? นี่หมายความว่าหลานชายในอ้อมพระหัตถ์ ณ ขณะนี้ จะต้องกลายเป็นท่านหญิงอย่างนั้นหรือ
“แล้วถ้าเราจะเลี้ยงหลานอย่างชายชาตรี” พระองค์ยังทรงดื้อเพ่ง
“หามิได้พระเจ้าค่ะ หากเป็นเช่นนั้น สวรรค์จะขอคืน และบุรุษแห่งราชสำนักจะต้องครองโสดไปชั่วชีวิต” เป็นอันว่า หากพระองค์ไม่ปรารถนาจะคืน ‘หลาน’ ให้สวรรค์ เด็กคนนี้จะต้องเป็นหญิง
“แล้ว… จะให้หลานเราเป็นสตรี แต่ใช้ชื่อผู้ชายอย่าง ‘คาซึยะ’ น่ะหรือ”
“พระเจ้าค่ะ เป็นชื่อที่ดวงวิญญาณของทารกน้อยใช้เมื่อชาติที่แล้วพระเจ้าค่ะ”
นอกจากจะต้องเลี้ยงดูอย่างสตรีแล้ว ยังต้องใช้ชื่ออย่างบุรุษ โอ… แล้วนี่พระองค์จะอธิบายให้พ่อและแม่ของเด็กฟังได้อย่างไร ว่าบุตรชายคนเล็กของครอบครัวคาเมนาชิ จะต้องเติบโตเพื่อครองรักกับ ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ และมีลูกหลานสืบสกุลต่อไปในอนาคต
………………
‘ไม่เพคะ!! เจ้าพี่!! ลูกของน้อง น้องเลี้ยงดูได้เอง ไม่จำเป็นต้องฟังคำชี้แนะทำนองลิขิตสวรรค์อะไรนั่น!! ลิขิตอยู่ที่มือคนเพคะ! ไม่ใช่อยู่ที่สวรรค์’
พระขนิษฐา ท่านผู้หญิงมามิแผดเสียงลั่นทันทีที่ได้ฟังคำอธิบายจากพระเชษฐา องค์กษัตริย์ถึงกับถอนปัสสาสะด้วยรู้แน่ชัดว่าน้องน้อยของพระองค์นั้นแสนดื้อเพียงไร นอกจากยอมตั้งชื่อตามคำทำนายของโหรหลวงแล้ว อย่างอื่นท่านผู้หญิงมามิก็ไม่ใคร่จะสนใจรับฟังคำทำนายใดๆอีก
แต่แม้จะตั้งปณิธานมั่นถึงเพียงนั้น ว่าจะเลี้ยงบุตรคนเล็กเยี่ยงบุรุษ หากแต่เพียงแค่ขวบปีแรกของการเลี้ยงดูอย่างชาย กลับทำให้ ‘คุณชายเล็ก’ ป่วยกระเซาะกระแซะรักษาไม่หายขาด อีกทั้งแพทย์หลวงจากแพทยสภายังย้ำคำเดิมว่า ‘ชีพจรเต้นแปลกมากขึ้นพระเจ้าค่ะ’
นั่นยิ่งทำให้คุณผู้หญิงมามิร้อนรน และสุดท้ายก็จำเป็นต้องทำตามลิขิตสวรรค์ คือการเลี้ยงดูอย่างสตรี และยกให้เป็นพระธิดาบุญธรรมในองค์กษัตริย์ เมื่อเด็กน้อยอายุได้สองปีครึ่ง ทั้งที่ร่างกายยังเป้นเด็กชาย ซึ่งในยามนั้น องค์กษัตริย์ก็เริ่มเฟ้นหาแวว ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ จากบุตรขุนนางนายทหารที่เข้ามาเล่าเรียนในโรงเรียนหลวง เพื่อจะครองคู่หลานน้อยบุญธรรมต่อไปในอนาคต แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีเด็กชายผู้ใดที่เข้าสายเนตรของพระองค์ เป็นเหตุให้องค์กษัตริย์ต้องมาปรับทุกข์กับองค์รานี ชายาคู่ใจอยู่เนืองๆ และนั่น ทำให้องค์รานีเองก็อดไม่ได้ที่เย้าแหย่สวามี
‘โอรสธิดาของพระองค์ตั้งมากมาย ไม่เห็นใส่พระทัยจะตามหาคู่แท้ให้เช่นนี้เลย คาซึยะช่างเป็นเด็กที่โชคดีนัก’ แต่แม้จะตรัสแบบนั้น องค์รานีเองก็ทั้งรักทั้งหลงคาซึยะยิ่งนัก เพราะโชคชะตาอันโหดร้ายที่เกิดมาเป็นชาย แต่ไม่อาจเป็นชาย ซ้ำองค์เองยังประสูติโอรสมาห้าพระองค์แล้ว ทุกวันต้องคอยเอ็นดูธิดาของสนมอื่น เมื่อมีธิดาบุญธรรมอย่างคาซึยะที่น่ารักนับวันนับคืน พระองค์จึงหลงรักไม่ต่างจากธิดาแท้ๆ
ทว่า… โชคชะตาร้ายกาจของ ‘คาเมนาชิ คาซึยะ’ ถึงขีดสุดในขวบปีที่เจ็ด เมื่อร่างกายอย่างเด็กชายเปลี่ยนแปลงเป็นเด็กหญิงในคืนเดือนดับ พาเอาทั้งหมอหลวงคนสนิท และโหรหลวงผู้สงบปากสงบคำถูกเรียกใช้กลางดึก เพื่อตรวจร่างกายและตรวจดวงชะตา
“ร่างกายไม่มีส่วนใดผิดปกติพระเจ้าค่ะ แม้แต่ชีพจรก็กลับเต้นดังคนปกติทั่วไป” แพทย์หลวงถวายรายงาน พร้อมให้ยาฟื้นกำลังและบำรุงร่างกายอีกอย่างละถ้วย แก่พี่เลี้ยงของเด็กชายที่เปลี่ยนผันกลายเป็นร่างกายของเด็กหญิง
“องค์หญิงน้อยจะต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนกว่าจะมีบุตรธิดารวมสี่คนกับบุรุษผู้เป็นคู่แท้พระเจ้าค่ะ สิบห้าวันเป็นหญิง สิบห้าวันเป็นชาย เริ่มตั้งแต่คืนเดือนดับ ไปจนถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง” คำถวายของโหรหลวงพาเอาองค์กษัตริย์และมเหสีคู่พระทัยที่รับฟัง นิ่งอึ้ง ในขณะที่บิดามารดาของเด็กน้อยนั้น กำลังปลอบขวัญคาซึยะอยู่ภายในห้อง
คาซึยะไม่ใช่เด็กแล้ว อายุได้เจ็ดปีจึงเรียนรู้ว่าร่างกายแบบใดที่เป็นมาตลอด และแบบใดที่ไม่ใช่ แม้ภายนอกจะถูกเลี้ยงดูเยี่ยงธิดา แต่ความซุกซนและอุปนิสัยก็เป็นชายตามร่างกายที่ปกปิด
“ไม่มีทางแก้เลยหรือ” องค์รานีตรัสถามเสียงอ่อนระโหยด้วยว่าสงสารนัก
“ไม่มีพระเจ้าค่ะ ต้องรอจนกว่าจะสมรสกับบุรุษแห่งราชสำนัก และให้กำเนิดบุตรธิดาเพียงเท่านั้น ดวงชะตาจึงจะกลับกลายเป็นปกติ” แล้วอย่างนั้น บุรุษผู้นั้นจะรับได้หรอกหรือ องค์กษัตริย์ได้แต่ขบโอษฐ์อย่างหนักพระทัย แต่ก็ช่างเถอะ หากบุรุษใดรับไม่ได้ องค์ก็จะทรงเลี้ยงดูหลานรักขององค์เอง
“ปกติคือแบบใด ชายหรือหญิง”
“ขอพระราชทานอภัย กระหม่อมด้อยนัก ถึงมิอาจล่วงรู้ความต้องการของสรวงสวรรค์” เป็นว่านอกจากจะเป็นทั้งชายและหญิงจนกว่าจะสมรสแล้ว หลังจากมีบุตรและธิดาสี่คน ก็ยังไม่อาจคาดเดาได้ ว่าจะกลับมาเป็นชายหรือหญิง
“แต่กระหม่อมได้ข่าวว่าเกาะทางใต้มียาโบราณเปลี่ยนเพศได้ กระหม่อมพยายามศึกษา แต่เกรงจะเป็นอันตราย…” หมอหลวงเสนอหนทาง แต่ผู้ฟังส่ายพักตร์ไปมาอย่างไม่เห็นด้วย
“เรากลัวหลานเจ็บ” องค์รานีกลัวเสียงร้องไห้และน้ำตาธิดาบุญธรรมยิ่งนัก และก็เชื่อว่าสวามีของพระองค์ก็กังวลในความเจ็บปวดของคาซึยะเช่นกัน
“ไปเถอะ เจ้าสองคนไปพักผ่อนเสีย คืนนี้คงไม่มีอะไรอีกแล้ว แล้วอย่าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป”
“พระองค์อย่าทรงกังวลพระเจ้าค่ะ”
“หมอหลวง อย่าลืมงานที่เราสั่ง” องค์กษัตริย์หันมาย้ำกับชายชราร่างท้วมอีกรอบ ฝ่ายนั้นยอบกายต่ำและรับคำหนักแน่น
แม้งานที่พระองค์มีโองการจะไม่ร้ายแรง แต่ก็จำเป็น การวางยาสลายความทรงจำสาวใช้ที่รู้เห็นเรื่องขององค์หญิงในค่ำคืนวิปลาสนี้ พอจะช่วยให้ความลับไม่อาจแพร่งพรายออกไป แม้สรรพคุณของยาจะไม่ถึงชีวิต แต่พวกนางจะไม่อาจจดจำอะไรได้ในรอบวันที่ผ่านมา
นั่นคือตำรับยาชั้นสูงของราชสำนักแห่งอาณาจักรทาคิซาวะ!!
………………….
ร่างกายขององค์หญิงน้อยคาซึยะผันเปลี่ยนตามจำนวนวันดังเช่นที่โหรหลวงได้ทูลถวายไว้เบื้องต้น แต่แม้จะมีร่างกายเช่นใด องค์หญิงน้อยกลับซุกซนไม่ต่างจากเด็กชาย จนสนิทสนมกับองค์ชายรัชทายาทเสียจนองค์กษัตริย์จะพระราชฐานตำแหน่งพระขนิษฐาในพระโอรสให้อยู่รอมร่อ
“จะส่งคาซึยะไปเรียนต่างแดนหรือ” กลายเป็นว่า เมื่อเป็นเรื่องขององค์หญิงจอมซนแห่งราชสำนัก ทั้งบิดามารดาบังเกิดเกล้า และบิดามารดาบุญธรรมต้องหันเข้ามาปรึกษากันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“พระเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าคาซึยะอาภัพเรื่องร่างกาย อย่างน้อยก็อยากให้มีความรู้ความสามารถเข้าไว้…” ท่านนายพลคาเมนาชิ ทาคุโระให้คำตอบ
“ก็ดีนะเพคะเจ้าพี่ คาซึยะอยู่ที่วังก็ซุกซนเสียจนจะรู้ไปเสียทุกอย่าง ให้ไปแสวงความรู้ใหม่ๆที่ต่างแดนเสียบ้าง เราได้ยินมาเหมือนกัน ว่าต่างแดนแถบตะวันตกของแผ่นดินมีความรู้แบบแปลกๆที่ทางเราไม่มี” องค์รานีเห็นดีเห็นงามด้วย จนพาลให้องค์กษัตริย์ที่แม้จะนึกห่วงและหวง ยังอดจะคล้อยตามไม่ได้
“แต่… แล้วจะไปอยู่อย่างไรคนเดียว ส่งทหารสักกองพันไปด้วยดีมั้ย หรือจะสร้างวังใหม่ที่นั่นเลย เราจะได้ให้คนส่งสาสน์ไปเจรจา”
“เจ้าพี่ ลูกของน้องไม่ใช่รัชทายาทนะเพคะ ถึงต้องมีทหารเป็นกองพันติดตาม แล้วก็ไม่ต้องสร้างวังใหม่ด้วยเพคะ น้องตัดสินใจจะให้ลูกเข้าโรงเรียนประจำที่นั่น โรงเรียนประจำคือโรงเรียนที่มีเรือนนอนอยู่ในอาณาเขตโรงเรียนเพคะ ทุกอย่างจะอยู่ในสายตาครู” ท่านผู้หญิงมามิอธิบาย เมื่อองค์กษัตริย์ไม่เข้าพระทัยคำว่า ‘โรงเรียนประจำ’ ซึ่งยังไม่แพร่หลายในอาณาจักรทาคิซาวะแห่งนี้
“น้องกับท่านนายพลตั้งใจว่าจะเดินทางไปดูโรงเรียนของคาซึยะก่อน แล้วค่อยส่งลูกไป”
“อย่างนั้นก็ได้ เจ้าจะไปเมื่อไร พี่จะไปด้วย ดีเหมือนกัน คาซึยะโตขึ้นทุกวัน ชักจะรู้ทันพี่มากขึ้นทุกที หาว่าพี่ชอบเฟ้นหาคู่ให้เขานัก คาซึยะไม่อยู่ พี่จะเฟ้นหาให้สะดวกเชียว ไม่อย่างนั้นล่ะจะมาคอยขัดพี่เรื่อย” องค์กษัตริย์กระหยิ่ม ให้องค์รานีต้องตีท่อนพระกรเพี๊ยะ
“พระองค์ไปดูโรงเรียนกับท่านหญิงน้อง แล้วใครจะบริหารราชการแผ่นดินเพคะ” ความจริงที่ว่าบ้านเมืองต้องได้รับการเหลียวแลอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้องค์กษัตริย์ทุกข์ใจขึ้นมาทันที ในขณะที่ชายาอมยิ้มกับความน่ารักของพระสวามี ได้แต่ลูบท่อนพระกรที่องค์เองตีลงไปเมื่อครู่ คล้ายจะปลอบประโลม
“ไม่เป็นไรเพคะ พระองค์ต้องบริหารรัฐกิจ แต่หม่อมฉันไม่ต้อง เพราะฉะนั้น เดี๋ยวหม่อมฉันจะตามท่านหญิงน้องและท่านนายพลไปเอง พอถึงวันเข้าเรียน หม่อมฉันก็จะตามไปส่งหลานอีกรอบ พระองค์จะได้ไม่ต้องทรงห่วง” แล้วองค์รานีก็สรวลเบาๆถูกพระทัยนัก กับสายพระเนตรขององค์กษัตริย์ที่ไม่ใช่แค่ห่วงและหวงหลาน แต่กลับอิจฉาเสียมากกว่า
…………………..
ฤดูกาลถัดมา องค์หญิงน้อยคาซึยะก็เดินทางออกจากเมืองเพื่อไปเรียนต่อในต่างแดน การเลี้ยงส่งเป็นไปอย่างเรียบง่าย เพราะไม่อยากให้การเดินทางไกลของคาซึยะกลับกลายเป็นเป้าล่อสายตากลุ่มกองโจรตามรอยต่ออาณาจักร แต่หากเหตุการณ์เป็นไปเช่นนั้นจริง หน่วยองครักษ์จากวังหลวงได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดการขั้นเด็ดขาดอย่างไม่ต้องไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น
การเรียนในโรงเรียนประจำนั้น ทำให้คาซึยะเติบโตขึ้นมาอย่างสตรีสามัญชนในโลกตะวันตกของแผ่นดิน ปิดเทอมบางครั้งก็ไม่ได้กลับอาณาจักร เพราะติดเที่ยวไปเสียทุกหัวเมือง จะมีก็แต่จดหมายทุกๆสองสัปดาห์ถึงบิดามารดาและเสด็จพ่อเสด็จแม่ที่นำความปิติยินดีมาสู่ราชสำนัก
ฤดูกาลผันเปลี่ยนจนสุดท้ายแล้ว คาเมนาชิ คาซึยะก็สำเร็จหลักสูตรด้วยวัยเพียงสิบเจ็ดปีเต็ม ก่อนหน้าเพื่อนร่วมรุ่นไปราวสองปี เพราะความคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน คิดถึงแผ่นดินมาตุภูมิ จึงทำให้โหมเรียนอย่างหนัก เพื่อจบในเร็ววัน และวันนั้นก็มาถึงแล้ว
ร่างบอบบางผู้ถูกสอนให้พึ่งพาตัวเองจากการบ่มเพาะของโรงเรียนประจำ จัดการหารถม้าเทียมเกวียนและเรือสำเภาขนส่งนักเดินทาง จนสุดท้ายก็มาเหยียบบนท่าเรือของอาณาจักรทาคิซาวะ ที่ไม่ได้กลับมาเกือบสามปีเศษ
ผู้คนจ้อกแจ้กจอแจ ทั้งพ่อค้า แม่ค้า กรรมกร ไหนจะลูกเรือขนสินค้า และลูกค้าหลากฐานะทั้งหลายอีกเล่า ท่าเรือใหญ่ซึ่งเป็นจุดรวมสินค้าจากต่างเมืองยังคงครึกครื้นไม่ต่างจากเมื่อสมัยยังเด็กที่แอบหนีออกมาเที่ยวกับเจ้าพี่บ่อยๆ
เมื่อคิดถึงเจ้าพี่ เรียวปากบางก็ขยับแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้ส่งจดหมายกลับมาสามสัปดาห์กว่าแล้ว ป่านนี้ราชสำนักสุดหวงจะไม่ลุกเป็นไฟแล้วหรือนี่
ร่างบอบบางใต้เนื้อผ้าที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีต แสดงความห้าวหาญไม่สมกุลสตรีด้วยการยกลังไม้ใบไม่ใหญ่นักซึ่งอุดมไปด้วยของฝากนานาชนิดไปติดต่อรถเทียมม้าให้คนทั้งท่าเรือต้องหันมอง ชายหนุ่มหลายคนขยับเข้าไปช่วยเหลือและแสดงน้ำใจ ทว่ากลับถูกบอกปัดและขอบคุณอย่างน่ารักด้วยใบหน้าหวานสวยที่ส่งรอยยิ้มปฏิเสธมาให้ เมื่อไม่สนใจความช่วยเหลือจากใครอีก คาซึยะก็ตรงดิ่งไปขึ้นรถม้าทันที
“ไปวังหลวง” ร่างบางบอกจุดหมายปลายทางแล้วตกลงราคาค่าเดินทางกับคนเทียมม้าเรียบร้อย จึงก้าวขาขึ้นรถม้าอย่างไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบุรุษใดมาประคองส่ง แล้วจากนั้นรถม้าผู้พาส่งสตรีผู้งดงามแต่มีอุปนิสัยแปลกประหลาดก็เคลื่อนตัวไปตามถนนโรยกรวด พร้อมกับเสียงฮัมเพลงอย่างมีความสุขจากผู้โดยสารในนั้น ที่ยังคงทำให้คนทั้งท่าเรืองุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
……………….
“เข้าไม่ได้! ทำไม!!” คาซึยะไม่ทันคิด และไม่ทันเอะใจเลยว่า อารมณ์ดีๆที่เป็นมาตั้งแต่ออกจากท่าเรือที่ดินแดนตะวันตกจะมาสะดุดเอาตอนจะกลับเข้าวังหลวง เมื่อทหารสองนายที่หน้าประตู ไม่ยอมให้ตนผู้รอนแรมมากับทะเลและเรือขนส่งนักท่องเที่ยวนับสิบๆวัน เข้าไปพบหน้าครอบครัวอันเป็นที่รัก
“แม่นางไม่มีใบอนุญาต” นายทหารคนซ้ายตอบ แม้สตรีตรงหน้าจะสวยสดงดงามจนน่าหลงใหล แต่ท่าทางเอาเรื่องและดวงตาวาวระยับเพราะความหงุดหงิดก็ทำเอาเอาหายเพ้อเสียทันควัน
“ตราอนุญาตแบบไหน ข้าเป็นพระธิดาขององค์จักรพรรดิไม่พอหรือ” ความจริงแล้วร่างบางไม่ได้ตั้งใจจะอวดตน แต่อารมณ์อันแสนขุ่นมัวที่ถูกห้ามปรามก็ชักจะทำให้ริมฝีปากบางบิดเบี้ยวมากขึ้นทุกที
“แม่นาง… พระธิดาบุญธรรมมีกำหนดจะกลับในอีกสองปีข้างหน้า โกหกเช่นนี้ จะโดนโทษมหันต์” นายทหารคนขวาบอกพร้อมรอยยิ้มขบขัน ให้คาซึยะยิ่งโมโหนัก ทำไมตอนท่านพ่อท่านแม่ องค์กษัตริย์ องค์รานีไปเยี่ยมเยียนเขาที่นู่น ถึงไม่พาเจ้านายทหารรักษาประตูวังสองคนนี้ไปด้วยนะ!!
ร่างโปร่งได้แต่คิดพาลกับตัวเอง แต่ในเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรดีขึ้น ซ้ำยังไม่ช่วยให้หาทางกลับเข้าวังได้ คาซึยะเลยต้องเม้มฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง แล้วตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดี ถึงจะได้เข้าไปพบหน้าครอบครัวที่ไม่ได้เจอกันมานาน
…หรือจะรอพลบค่ำกว่านี้ แล้วค่อยปีนรั้ววัง อ่า…เป็นวิธีการที่น่าสนใจกว่าการหาทางส่งจดหมายเข้าไปบอกคนข้างในเสียอีก เกิดมาทั้งที ได้ปีนรั้ววังพิสูจน์ความสูงบ้างก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นใช้ได้
ในขณะที่กำลังตัดสินใจจะรอให้เย็นย่ำกว่านี้ แล้วค่อยปีนกำแพงวังพาตนเองกลับเข้าไปในวังหลวงอีกครั้งนั้น รถม้าก็เคลื่อนตัวเข้ามาจอดส่งผู้โดยสารชายหนุ่มสองคน ให้นายทหารหน้าประตูต้องรีบทำความเคารพอย่างแข่งขัน
“มีอะไรกันหรือ แล้วแม่หญิง? มาทำอะไรแถวนี้” ชายหนุ่มหนึ่งในสองหันมาถามด้วยความสงสัย ยิ่งเห็นสัมภาระเล็กน้อยบนพื้นใกล้ตัวร่างเล็กบอบบาง ก็ยิ่งก่อเป็นปมขมวดที่ทำให้ต้องถามที่มาที่ไป ตามนิสัยใฝ่รู้ของนายทหารที่ดี
“ข้ามาเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์” แม้จะพยายามบอกตัวเองให้พูดดีเพียงไร แต่น้ำเสียงก็ยังแข็งห้วน เพราะความหงุดหงิดอยู่ดี
“เข้าเฝ้า? เจ้าต้องไปที่ประตูหน้า แล้ววันนี้ก็ไม่ใช่สัปดาห์ต้นเดือน องค์กษัตริย์ไม่อนุญาตให้เข้าเฝ้า” ชายคนเดิมพูดกลั้วหัวเราะเหมือนว่าเป็นเรื่องที่น่าขำขันนักหนา กับการที่คาซึยะจะมาขอเข้าเฝ้าวันนี้ ร่างบางยิ่งขมวดคิ้วหนักด้วยความไม่สบอารมณ์ รู้หรอกว่าที่นี่มีกฎเช่นไร องค์กษัตริย์จะออกว่าราชการด้วยพระองค์เองในสัปดาห์แรกของเดือนเพื่อไตร่สวนคดี จนชาวเมืองแซ่ซ้อง ถึงจะจากไปนาน แต่คาซึยะก็จำได้ไม่ลืม
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปทูลพระองค์ ว่าธิดาจากแดนไกลมาขอเข้าเฝ้า”
“ท่านองครักษ์อาคานิชิ แม่หญิงคนนี้บอกแต่ว่านางเป็นพระธิดา ข้าน้อยพยายามเตือนนางแล้ว” นายทหารเฝ้าประตูหันไปบอกความกับชายหนุ่มอีกคนที่ยืนเงียบมาตั้งแต่ต้น
“ถ้าไม่เชื่อ ท่านก็นำปิ่นปักผมนี้เข้าไปถวายองค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิ แล้วทูลพระองค์ว่า ‘เจ้าเด็กซน’ กลับมาแล้ว ข้าจะรอตรงนี้” คาซึยะดึงปิ่นปักผมที่ปักอยู่บนเรือนผม ส่งให้ชายหนุ่มร่างสูงที่ถูกเรียกว่าองครักษ์อาคานิชิ ทำให้ผมที่ยาวเคลียบ่าซึ่งถูกรวบไว้ตกลงมาล้อมกรอบใบหน้าเรียวยาว
“แต่เพื่อเป็นหลักประกันว่าท่านจะไม่นำปิ่นปักผมของข้าไปโยนทิ้ง ข้าจะขอหยกอันนี้ไว้ดูเล่นก่อนแล้วกัน” ไม่พูดเปล่า แต่อาศัยความไวของมือบอบบางกระตุกตราหยกข้างเอวจากชายหนุ่มคนแรกที่ยังยืนยิ้ม
หากเป็นปกติแล้ว องรักษ์ประจำราชสำนักคงจะไม่ยอมถูกหยามเกียรติด้วยการถูกฉกชิงข้าวของบนเนื้อตัวไปแบบที่ไม่อาจต่อกรได้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นเจ้าของใบหน้าหวานน่ารักแล้ว การปล่อยปละละเลยให้นางถึงเนื้อถึงตัวบ้าง หรือเอาข้าวของไปบ้าง องครักษ์นากามารุ ยูอิจิ จึงไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องร้ายแรงเท่าใดนัก
“เจ้า!!” นายทหารทำท่าน่ากลัวจะเข้ามาเอาเรื่อง แต่เสียงเฉียบขาดดังขึ้นเสียก่อน
“ไม่ต้อง” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกขานว่าองครักษ์อาคานิชิก้าวเข้ามายืนเคียงข้างเพื่อนร่วมอาชีพเจ้าของตราหยกที่ถูกสตรีมือไวฉวยไปดูเล่น เขาก้มลงมองปิ่นปักผมสีน้ำเงินลงมุกที่ประดับด้วยพลอยเม็ดเล็กเม็ดน้อยเรียงร้อยเป็นรูปมังกรพันรอบปิ่น
มังกร… ที่ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่เหมาะกับการเป็นเครื่องประดับของสตรี แต่ในยามนั้น ยามที่องครักษ์อาคานิชิเป็นเพียงเด็กชาย กลับช่วยองค์ชายรัชทายาทเลือกปิ่นปักผมลายมังกรเป็นของขวัญแด่องค์หญิงน้อยที่กำลังจะจากไกล
ชายหนุ่มเหลือบตามองร่างบอบบางที่เชิดเรียวปากบาง และสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง คิ้วแบบนี้ ดวงตาเรียววาววับรับกับจมูกรั้นอย่างนี้ กับริมฝีปากที่คอยแต่จะงอนทุกคนที่ขัดใจเช่นนี้ ไหนจะกริยาไม่สมหญิงเหล่านั้นอีก ทั้งท้าทายเอย มือไวเอย
นี่ล่ะ… สาเหตุที่ทำให้ยามนั้น อาคานิชิ จิน ถวายคำแนะนำให้องค์ชายรัชทายาทเลือกปิ่นปักผมลายมังกร มากกว่าปิ่นหงส์ ก็องค์หญิงน้อยออกจะห้าวหาญเช่นนั้น ไม่ต่างจากตอนนี้…
“เปิดประตู” ชายหนุ่มสั่ง ทั้งๆที่สายตายังจับจ้องใบหน้าเรียวยาวของร่างบอบบางที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาคืนปิ่นปักผมให้แก่เจ้าของ ก่อนจะค่อมกายต่ำ ให้เพื่อนรักต้องรีบทำตาม ตามประสาคนหัวไว ในขณะที่นายทหารรักษาประตูวังยังมองหน้ากันเลิกลั่ก
“เชิญเสด็จพระเจ้าค่ะ องค์หญิงคาซึยะ” และนั่น ก็ทำให้นายทหารผู้ไม่ฟังคำพูด ‘แม่หญิง’ ตั้งแต่แรก ถึงกับเข่าอ่อน รีบทรุดกายลงโขกหน้าผากกับพื้นพร่ำขออภัยโทษกันเป็นการใหญ่
……………………….
การกลับมาขององค์หญิงบุญธรรมกลายเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งวังหลวง เพราะความงดงามและความรู้ควบคู่มาจากตะวันตกนั้น นำความแปลกใจมาให้เหล่าเสนาอำมาตย์เป็นการใหญ่ นอกจากนั้นมารยาทที่ถูกอบรมมาอย่างไม่ขาดตกบกพร่องจากโรงเรียนประจำก็ช่วยส่งเสริมให้เหล่าภริยาขุนนางนายทหารทั้งหลายหลงรักกันหนักหนาจนวาดหวังจะได้มาเป็นสะใภ้ในตระกูลให้จงได้
เหนือสิ่งอื่นใด คือองค์กษัตริย์และองค์รานีที่ทั้งรักทั้งคิดถึง รับสั่งให้จัดงานเลี้ยงเสียใหญ่โต รวมถึงดุเล็กน้อยที่ร่างบางดั้นด้นกลับมาเพียงลำพัง
‘แล้วเข้าวังมาได้อย่างไร’ รับสั่งของรานี ทำเอาคาซึยะต้องบิดพลิ้วความจริงเล็กน้อย ว่าบังเอิญพบองครักษ์ทั้งสองพอดี เมื่อให้ดูปิ่นปักผมของพระราชทานจากองค์ชายรัชทายาท บุรุษทั้งสองจึงพาเข้ามา คำแก้ต่างให้แก่สองนายทหารรักษาประตู ทำเอาบริวารทั้งรักทั้งเทิดทูนองค์หญิงจากแดนไกลผู้นี้ขึ้นมาจับใจ
“นี่ห้องลูกหรือท่านแม่” เรือนคาเมนาชินั้น แม้จะไม่โอ่อ่าหรูหรา แต่ทั้งท่านผู้หญิงมามิและท่านนายพลก็ต่อเติมห้องพักผ่อนแยกต่างหากให้แก่บุตรคนเล็กเป็นสัดเป็นส่วน มีห้องน้ำภายใน ที่ท่านนายพลให้เหตุผลแก่คนอื่นๆว่า คาซึยะใช้ชีวิตสันโดษมาตลอดช่วงที่อยู่ในต่างแดน ดังนั้น จึงกลายเป็นความเคยชินที่ห้องส่วนตัวจะต้องมีพร้อมทั้งห้องน้ำและห้องอาบน้ำ
“ชอบไหม”
“ชอบ ขอบคุณท่านพ่อท่านแม่” แล้วคนเป็นลูกก็ก้มลงหอมแก้มบิดามารดาอย่างรักใคร่
“ชอบก็ดีแล้ว แต่อย่างไรก็ต้องไปค้างที่ตำหนักฮิคาริบ้าง องค์รานีจะน้อยพระทัยเอา” คนเป็นแม่สั่งความอีก
“พ่อได้ยินจากองค์ชายรัชทายาทว่าลูกจะไปทำงานที่กรมกลาโหมหรือ คาซึยะ”
“ข้าเคยขอพระองค์ไว้แล้ว ว่าถ้ากลับมา ก็อยากช่วยพระองค์ทำงาน ความรู้มีแต่ไม่ได้ใช้ มันก็สูญเปล่า ท่านพ่อให้ข้าทำนะ” มีหรือจะไม่ให้ โชคชะตาที่แสนอาภัพ ทำให้คาซึยะถูกเลี้ยงแบบที่ไม่มีใครกล้าขัดใจ แม้จะไปเรียนในต่างแดน แต่จดหมายก็ถูกส่งมาอ้อนขออย่างนั้นอย่างนี้ไม่มีขาด แต่เป็นที่น่าแปลก เพราะลูกคนนี้ขอแค่เรื่องเดียว คือเรื่องไปเที่ยว ส่วนเรื่องทรัพย์สมบัติหรือข้าวของอื่นใด ไม่เคยได้รับการปริปากจากลูกเลยแม้สักนิด
“พ่อไม่ว่าหรอก เจ้าทูลองค์กษัตริย์รึยัง” คนเป็นลูกยิ้มหวานแทนคำตอบ
“กับเสด็จพ่อ ต้องใช้เวลานิดหน่อย แต่ข้าทูลถวายเสด็จแม่แล้ว” คาซึยะเรียนรู้การเข้าหาคนตั้งแต่เด็ก หากเรื่องใดที่มีแนวโน้มว่าจะไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตจาก ‘เสด็จพ่อ’ แล้วล่ะก็ ต้องหาทางทูลกับ ‘เสด็จแม่’ เสียก่อน เพื่อให้พระองค์ช่วยอีกแรง
“ร้ายจริงเด็กคนนี้ แล้วเริ่มงานเมื่อไหร่” บิดาหัวเราะร่วน ลูบเส้นผมนิ่มของบุตรอย่างเอ็นดู
“ข้าจะทูลถามองค์ชายรัชทายาทอีกที พรุ่งนี้พระองค์จะเสด็จมา”
………………..
“เจ้านี่มันช่างเหลือเกิน รู้อะไรไหม ตอนที่จดหมายเจ้าล่าช้าไม่มาเสียทีน่ะ ราชสำนักแทบลุกเป็นไฟ ทำเอาขุนนางขยาดไม่กล้าสู้หน้าเสียสักคน ขนาดเสด็จแม่ยังตรัสเลยว่าอาการหนัก” คนฟังยิ้มบางกับคำเย้าขององค์ชายรัชทายาทที่วันนี้เสด็จมาเยี่ยมน้องถึงเรือนคาเมนาชิ
“เสด็จพ่อขี้กังวล” องค์ชายฮิเดอากิพยักพักตร์อย่างเห็นด้วย แต่จะไม่ให้ขี้กังวลก็ไม่ไหว ในเมื่อพระธิดาบุญธรรมออกจะแสนซนเสียเพียงนี้ มีอย่างที่ไหน เป็นสาวเป็นนางเดินทางรอนแรมพักค้างคืนในเรือขนส่งกับคนแปลกหน้ามาเกือบร่วมเดือนแบบนี้ หากองค์เป็นบิดาของคาซึยะ ก็คงปวดเศียรเช่นกัน
“โดยเฉพาะเรื่องของเจ้า เสด็จพ่อห่วงเสียยิ่งกว่าห่วงเรื่องงบคลังเสียอีก ช่วงที่เจ้าไม่อยู่ ไม่ว่าจะบุตรชายขุนนางคนไหน เสด็จพ่อเป็นต้องส่งคนออกเฝ้าพฤติกรรมเสียหมด ถึงขนาดร่างรายชื่อชายโสดแห่งราชสำนักอย่างลับๆเลยเชียว แล้วบางทีก็ยังเรียกพี่กับเสด็จแม่เข้าไปถามความเห็น ว่าใครเหมาะจะเป็น ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ เนื้อคู่ของเจ้า” องค์ชายรัชทายาทไม่มั่นพระทัยนัก ว่าทำไมพระบิดาถึงได้ห่วงใยธิดาบุญธรรมมากขนาดนี้ แต่อาจจะเป็นเพราะหน้าตาหวานสวยนี่เสียกระมั้ง
“แล้วพบรึยังล่ะเพคะ ข้าชักจะอยากเห็นเนื้อคู่ของตัวเอง” องค์ชายหนุ่มถอนปัสสาสะอย่างเหนื่อยอ่อน
“พูดจาห้าวหาญขอดูหน้าคู่หมายเช่นนี้ สมเป็นหญิงแล้วหรือคาซึยะ” พระองค์มัวแต่ตรัสบริภาษน้อง จนลืมเสียสนิทว่าข้ามคำถามของร่างบางไป
…พบรึยังล่ะ? ทำไมจะไม่พบ ในเมื่อพระบิดาหมายเนตรไปที่องครักษ์ของพระองค์ จะเหลือก็แต่ให้คาซึยะได้พบกับชายที่พระบิดาหมายตานั่น
“คงจะไม่สมหญิงตั้งแต่มานั่งกับเจ้าพี่แล้วล่ะเพคะ” ในสมัยนี้ แม้สตรีจะมีอิสระมากมายนัก แต่กุลสตรีชั้นสูงก็ยังคงยึดทำเนียมแบบดั้งเดิม นั่นคือการเป็นนางในเรือน และออกงานเท่าที่จำเป็น ไม่แก่นกะโหลกออกมานั่งท้าลมลิ้มลองขนมกับชายหนุ่มคนใดให้หมองราศีดรุณีแรกรุ่นไม่
“ช่างยอกย้อนเช่นนี้ สมควรให้ข้ารับเจ้าเข้าทำงานไหมล่ะนี่” เพียงแค่คำขู่เล็กน้อย ก็ทำเอาร่างบางขยับเข้ามาจับท่อนพระกรแข็งแกร่งอย่างเอาอกเอาใจ
“เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ ผิดคำได้หรือเพคะ” หากจะว่าเป็นคำเอาใจก็อาจจะไม่ใช่ องค์ชายรัชทายาทส่ายพระพักตร์ไปมา กับรอยยิ้มหวานของร่างบาง
“นึกว่าจะอ้อนเจ้าพี่คะ เจ้าพี่ขา รับน้องเข้าทำงานเถอะ… แต่นี่อะไร ขู่พี่เสียอีก”
“ทำเช่นนั้น สตรีทั้งวังหลวงคงค้อนข้าเป็นแน่ เพราะทำอ้อนได้น่าดูชมนัก” เยินยอตัวเองอย่างไม่มีสตรีใดทำ แต่คาซึยะก็ทำ และทำให้องค์ชายหนุ่มสรวลเสียด้วย
“จริงอย่างเจ้าว่า เอาเถอะ พี่จะยอมให้เจ้าทำงาน ไปช่วยแปลเอกสารแล้วกัน กรมกลาโหมมีพวกจดหมายจากต่างแดนมาบ่อย ปกติต้องส่งไปให้ท่านราชครูช่วยแปล แต่ท่านราชครูเองก็งานล้นมือ ไหนจะเอกสารของกรมคลัง ไหนจะกรมกลาโหม ส่วนพวกนักแปลคนอื่นๆก็ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ไม่รู้จบจากไหนมา แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้ พวกต่างแดนค้าขายกับเรามากขึ้น ท่านราชครูก็วิ่งวุ่นอยู่คนเดียว กรมไหนก็อยากให้ช่วยทั้งนั้น เพราะคนแปลเอกสารขาด”
ทั้งวังหลวง มีเพียงท่านราชครูซันโจเท่านั้นที่มีความรู้ในภาษาต่างถิ่นอย่างดีเยี่ยม ทำให้ไม่ว่ากระทรวงใดก็ล้วนเรียกหาท่านราชครูกันทั้งนั้น จนบัดนี้ ท่านราชครูยุ่งเสียจนไม่มีเวลาว่างจะเปิดสอนวิชาภาษาต่างแดนตามความตั้งใจ ซ้ำร้ายลูกขุนน้ำขุนนางชาววังทั้งหลายก็ไม่ชอบภาษาเหล่านี้เสียอีก เห็นบ่นว่ายากกว่าการจับดาบ หรือคิดคำนวณ
“แล้วเริ่มงานเมื่อไรเพคะ” คาซึยะถนัดงานด้านภาษาอยู่แล้ว เมื่อเรียนในต่างแดน ก็เลือกเรียนทางด้านนี้ ทำให้เจ้าตัวไม่ได้มีความรู้แค่เฉพาะภาษาประจำเมืองที่ตนไปอาศัยเท่านั้น แต่ภาษาของอาณาจักรโดยรอบ ร่างบางก็ศึกษาไว้เสียหมด
“พรุ่งนี้เลยก็ได้ แต่พี่คงไม่ได้อยู่ดูแล มีประชุมกับพวกนายทหารตั้งแต่เช้า ไว้จะฝากงานให้แล้วกัน” ตกลงนัดแนะเรื่องงานเรียบร้อยแล้ว องค์ชายรัชทายาทก็ชวนคุยต่ออีกพักใหญ่ ก่อนจะเสด็จกลับไปพร้อมนายทหารอารักขา ที่ไม่ใช่ทั้งสององครักษ์ผู้พาคาซึยะเข้ามาในวัง
และก็เป็นอีกครั้ง ที่บุรุษผู้ถูกหมายตาว่าจะเป็น ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ ยังคงถูกลืมเลือนไปจากใจของธิดาองค์น้อยผู้มีร่างกายแปลกประหลาด
ใช่! แม้จนกระทั่งวันนี้ คาเมนาชิ คาซึยะก็ยังจำไม่ได้ว่า องครักษ์อาคานิชิ คือเด็กชายร่างสูงผู้เงียบขรึมที่เคยตามเสด็จเจ้าพี่ของตนมาตั้งแต่วัยเยาว์
‘จิน!’
………………………..
คาเมนาชิ คาซึยะตระหนักอยู่เสมอ ว่าถึงแม้จะมีร่างกายที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ตนก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีสองมือ สองขาและหนึ่งสมองสั่งการตามที่เรียนรู้มาจากโลกตะวันตก เพราะฉะนั้นแล้ว การจะไปไหนมาไหนขององค์หญิงบุญธรรมจึงไม่จำเป็นต้องมีเกี้ยว ขบวนตามเสด็จ หรือคนติดตามใดๆ
อากาศยามเช้ากำลังเย็นสบาย น่าเดินออกกำลัง ทั้งระยะห่างระหว่างเรือนคาเมนาชิ กับตำหนักชิโรยูกิอันเป็นที่ตั้งของกรมกลาโหมก็ไม่ไกลจากกันมากนัก ฉะนั้น คาซึยะจึงเลือกวิธีเดินลัดเลาะไปตามทางริมสวนที่อุดมไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ เพื่อทบทวนความทรงจำในวัยเยาว์ ว่าก่อนที่จะจากไปเรียนต่อนั้น บริเวณแถบนี้มีภูมิทัศน์เป็นเช่นไร
ใช้เวลาไม่นาน คาซึยะก็มาถึงตำหนักชิโรยูกิ ผู้คนยังบางตา เพราะยังเช้ามากนัก เมื่อเทียบกับเวลาเข้างานแล้ว แต่ความบางตานั้น ก็ยังจับจ้องมาที่ร่างโปร่งกันเป็นสายตาเดียว และยิ่งเมื่อสตรีนางนั้นเดินขึ้นบันไดหรูหราที่ทอดตัวลงมาจากชั้นสอง เหล่าขุนนางผู้มีตำแหน่งในกรมกลาโหมต่างก็พากันนิ่งงัน ก็จะไม่ให้แปลกใจได้อย่างไร ในเมื่อแม้โลกจะเวียนผ่านเข้าสู่ยุคสมัยที่สตรีสามารถทำงานร่วมกับบุรุษ แต่กรมกลาโหมก็ไม่เคยมีผู้หญิงเข้ามายุ่มย่ามเช่นนี้ ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม ทว่าไม่ทันจะได้คัดค้านใดๆ ร่างบอบบางก็หายขึ้นไปยังชั้นบนเสียแล้ว
คาซึยะรับรู้ถึงสายตาที่มองมา แต่ไม่สนใจเสียอย่าง ทั้งยังตั้งหน้าตั้งตาเดินตรงไปยังห้องทำงานที่องค์ชายรัชทายาทรับสั่งเรื่องตำแหน่งไว้แล้ว และยังทรงย้ำหนักแน่นว่าให้มาเรียนรู้งานจาก ‘คนที่มาก่อน’
หลังจากการพูดคุยสองสามประโยคกับนายทหารหน้าประตูฉลุลายชดช้อย ก็ทำให้พอจะรู้บ้างว่า ‘คนที่มาก่อน’ นั้น มาทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ขยันขันแข็งเสียจนน่าใจหาย กลัวใจว่าทางกองคลังจะจ่ายเงินเดือนให้ไม่มากพอกับความพยายามของบุรุษผู้นั้น ร่างโปร่งอมยิ้มกับความคิดของตัวเอง ที่ออกจะแก่นไปเสียหน่อย สำหรับสตรีในรั้วในวัง
แต่จะสนอะไรกัน ถึงร่างกายจะเป็นหญิงหรือชาย แต่คาซึยะก็คือคาซึยะ
“องค์ชายฮิเดอากิให้ข้ามาช่วยงาน” ประตูห้องถูกเปิดออกด้วยมือของสองนายทหาร ให้ร่างโปร่งเดินเข้ามาแจ้งความจำนงกับชายหนุ่มที่เงยหน้าขึ้นมอง และทันทีที่จบประโยค อีกฝ่ายก็ทำเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย และก้มลงอ่านเอกสารบนโต๊ะต่อเช่นเดิม
คาซึยะหันซ้ายหันขวาอย่างไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี แม้จะไม่ได้อยากรับการต้อนรับอย่างพิธีรีตองมากนัก แต่ร่างบางก็ไม่คาดคิดว่าจะไม่มีอะไรเลยเช่นนี้ ไม่มีการบอกกล่าวว่าที่ใดคือที่ทำงาน ไม่มีการอธิบายว่าจะให้เริ่มงานจากตรงไหน ไม่มีอะไรสักอย่างเดียว
ร่างบางมองไปรอบห้อง แล้วเม้มปากเป็นเส้นตรง โต๊ะทำงานหลังใหญ่ที่สุดหันหน้าเข้าหาประตูคงจะเป็นโต๊ะทรงงานขององค์ชายรัชทายาท ขนาบซ้ายขวาด้วยโต๊ะขนาดไม่เล็กไปกว่ากันเสียเท่าไหร่ ที่โต๊ะหนึ่งมีเจ้าของนั่งทำงานอยู่แล้ว ส่วนอีกโต๊ะมีเอกสารกองสุม น่าจะเป็นขององครักษ์รวยอารมณ์ขำคนนั้น
“องค์ชายทรงมีรับสั่งให้ช่างจัดการโต๊ะให้แล้ว อีกสักสองสามวันจึงจะเสร็จ ช่วงนี้ใช้โต๊ะข้าไปก่อน” ชายหนุ่มหนึ่งเดียวในห้องกล่าวอย่างที่ไม่เสียเวลาแม้สักนิดกับการเงยขึ้นมามองคู่สนทนา
“ใช้โต๊ะท่าน?” คาซึยะอยากย้อนนักว่าจะให้ใช้ได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าของโต๊ะยังนั่งเสียเต็มแบบนั้น
“เอาเก้าอี้ของยูอิจิมาใช้ก่อนได้ ห้องเก็บพัสดุยังไม่เปิด ข้าเลยเบิกเก้าอี้ออกมาให้ไม่ได้” ไม่พูดเปล่า แต่ยกเอกสารส่วนหนึ่งลงไปกองที่พื้น เหลือที่ว่างส่วนน้อยเอาไว้ให้คาซึยะเข้าใจว่า ‘นี่คือที่ทำงานของเจ้า’
ร่างโปร่งหมุนตัวเดินไปยกเก้าอี้ไม้บุด้วยเบาะนุ่มจากโต๊ะอีกตัว ถึงจะไม่ได้นึกค่อนขอดว่า องครักษ์ของเจ้าพี่ช่างเป็นผู้ชายใจไม้ไส้ระกำในคราแรก แต่เพราะความหนักของเก้าอี้ก็ทำเอาคุณหนูคาเมนาชิชักจะคิ้วขมวดเสียแล้ว
ทว่า ยังไม่ทันจะได้หันไปขอความช่วยเหลือ เก้าอี้ตัวใหญ่ก็ถูกยกลอยจากพื้น แล้วนำไปวางไว้ข้างโต๊ะทำงานฝั่งซ้ายของห้อง ด้วยฝีมือขององครักษ์หนุ่ม
ร่างสูงไม่ได้พูดอะไร วางเก้าอี้แล้วก็กลับไปนั่งทำงานต่อ ให้คนที่เดินเข้ามาร่วมโต๊ะได้แต่ทรุดตัวลงนั่งเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยปาก
“ขอบคุณ” สุดท้ายก็ตัดสินใจพูด ทำเอาอีกฝ่ายต้องเงยหน้าจากเอกสารขึ้นมอง ก่อนจะหันไปหยิบม้วนกระดาษจากบนพื้นมาส่งให้
“งานที่องค์ชายฝากเอาไว้ แปลใส่กระดาษแผ่นนี้ พระองค์จะเข้ามาตอนบ่าย ถ้าเสด็จทันจะเป็นการดี แต่ถ้าไม่… ก็ไว้พรุ่งนี้ได้” ร่างบางรับกระดาษมาเปิดอ่าน สำหรับคนที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนเจ้าของภาษามานานหลายปี แค่จดหมายเกี่ยวกับราคาอาวุธยุทโธปกรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก
คาซึยะอ่านผ่านตาหนึ่งรอบ ก่อนจะเริ่มจรดปากกาขนนกลงบนกระดาษเปล่าอีกแผ่น เมื่อคนสองคนล้วนมีงานที่ต้องใส่ใจ ความเงียบจึงเริ่มครอบคลุมไปทั่วห้อง และเหลือเพียงแต่เสียงเสียดสีระหว่างปลายปากกากับกระดาษเท่านั้น
อาคานิชิ จินตรวจเอกสารแผ่นสุดท้ายสำหรับเช้านี้เรียบร้อย จึงลุกขึ้นหมายจะออกไปขอชาสักถ้วยจากนางกำนัล เขาไม่ชอบให้ใครเข้ามายุ่งวุ่นวายในยามทำงาน ซึ่งข้อนี้องค์ชายรัชทายาทก็มีดำรัสเห็นด้วย จะขาดก็แต่เพื่อนรักร่วมสายอาชีพอย่างนากามารุ ยูอิจิที่บ่นกระปอดกระแปดว่าไม่มีนางกำนัลคอยเข้ามารินชาแล้วทำให้ห้องทำงานแห้งเหือดไม่มีชีวิตชีวา
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง และนั่นทำให้เขาพบว่า วันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เขาเท่านั้น ที่มาทำงานแต่เช้าตรู่ แต่มีใครอีกคนมาขอปันพื้นที่บนโต๊ะทำงานเพื่อแปลเอกสารด้วย
เขาก้มลงมองคนที่ตั้งอกตั้งใจเขียนบนกระดาษ แล้วนึกหวนไปยังวัยเด็กของคนตรงหน้า องค์หญิงน้อยแสนแก่น แสนห้าวที่หนีเรียนเย็บปักถักร้อยมาฝึกดาบกับเขาและองค์ชายฮิเดอากิบ่อยครั้งจนถูกจับได้ แต่ไม่เคยถูกทำโทษเลยแม้แต่ครั้งเดียว ณ เวลานี้ องค์หญิงน้อยผู้นั้น เติบโตกลายเป็นสาวงามที่คงจำไม่ได้แล้ว ว่าในยามนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ เจ้าพี่ กับน้องเท่านั้น แต่มี ‘จิน’ ตามติดไปทุกหนทุกแห่ง
คนที่ทำงานเสียเพลิน ไม่ได้รู้ตัวแม้แต่น้อยว่ากำลังถูกจับจ้องอยู่นาน ฝ่ายคนจ้องก็เผลอไผลสายตาอยู่กับเสี้ยวหน้าหวานสวยอย่างลืมตัวลืมใจ จนประตูเปิดเข้ามา เพราะองครักษ์อีกคน ทำให้คนในห้องรู้สึกตัว
“ประชุมเสร็จแล้วหรือ” ร่างสูงเอ่ยปากถามแก้เก้อ เมื่อเห็นสายตาสงสัยของคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่
วันนี้องค์ชายฮิเดอากิทรงมีประชุมตั้งแต่เช้าตรู่ และให้ นากามารุ ยูอิจิไปร่วมประชุมด้วย ส่วนเขาต้องจัดการงานเอกสารอีกหลายชิ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมในอีกสองวันข้างหน้า
“ใกล้แล้ว ข้ามาเอาเอกสารน่ะ อะ… แม่หญิงคาเมนาชิ อรุณสวัสดิ์ มาทำงานแต่เช้าเชียว” นากามารุ ยูอิจิทักทายอย่างเป็นกันเอง ด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง ให้คนถูกทักต้องเงยหน้ามองแล้วยิ้มตอบ
“อรุณสวัสดิ์…ท่าน…”
“โอ้ ข้ายังไม่ได้แนะนำตัวเลยสินะ นากามารุ ยูอิจิ บุตรของท่านเจ้ากรมการแพทย์ ตอนนี้เป็นองครักษ์ในองค์รัชทายาท”
“ยินดีที่ได้รู้จัก ท่านนากามารุ”
“เรียกข้าว่ายูอิจิก็ได้ ไม่ต้องพิธีรีตองนักหรอก เอ่อ… ว่าแต่ แม่หญิง…” ยูอิจิชักสับสน เขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงธิดานายพล แต่ตำแหน่งองค์หญิงบุญธรรมก็ยังเป็นที่ประจักษ์
“ไม่ต้องมากพิธีเช่นกัน ถือเสียว่าข้าเป็นเพื่อนร่วมงาน” เพียงเท่านั้น องครักษ์หนุ่มก็ยิ้มกว้าง
“งั้นข้าขอเรียกแม่หญิงคาซึยะแล้วกัน ข้าต้องไปก่อน เดี๋ยวองค์ชายจะทรงรอ… จิน องค์ชายรับสั่งว่าถ้าเสร็จเรื่องเอกสารแล้ว ก็ไม่มีงานแล้ว” แล้วฝ่ายนั้นก็ไปไวมาไว ฉวยเอกสารที่ต้องการได้ ก็หันไปยิ้มกว้างให้คาซึยะอีกครั้ง ก่อนจะบอกเล่าคำฝากขององค์ชายรัชทายาท แล้วจึงเดินจากไป ทิ้งให้ร่างโปร่งได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นกับชื่อที่องครักษ์นากามารุเรียกชายหนุ่มร่างสูงที่ร่วมห้องกับตนมาตั้งนาน แต่นอกจากสกุล ‘อาคานิชิ’ ที่ได้ยินตอนเขาพาคาซึยะเข้าวังแล้ว ก็ไม่รู้อะไรอีก
…จิน… อย่างนั้นหรือ
แต่… ยังไม่ทันจะได้ถามให้หายข้องใจ ชายหนุ่มพูดน้อยก็เดินออกจากห้องไปเสียแล้ว ทิ้งให้คาซึยะได้แต่ย่นจมูกไล่หลังกับอาการของ อาคานิชิ จิน ที่เคร่งขรึมไม่ต่างจาก เด็กชายคนหนึ่งที่เคยสนิทสนมยามเยาว์
คนเคร่งขรึมกลับเข้ามาอีกครั้ง และอีกพักหนึ่ง นางกำนัลก็จัดชาและขนมเข้ามาตั้งโต๊ะเล็กข้างร่างบาง ให้คาซึยะต้องมองคนนั้นคนนี้ทีด้วยความไม่เข้าใจ รอจนนางกำนัลจัดเรียบร้อย และถอยห่างออกจากห้องไปแล้ว ร่างสูงจึงเอ่ยปาก
“กว่าจะถึงมื้อเที่ยง ต้องรออีกพักใหญ่ คนทำงานเอกสารต้องการสารอาหารสำหรับสมอง” อาคานิชิ จิน พูดแค่นั้น ก่อนจะยกชาขึ้นจิบ และหันกลับไปสนใจเอกสารในมือตนต่อ
“นี่ของข้าหรือ” ชุดขนมประกอบไปด้วยขนมปังชิ้นเล็กๆพอดีคำ สำหรับหนึ่งคน และน้ำผลไม้ในแก้วทรงสูง ทำให้คาซึยะต้องหันมาถาม
“ข้าไม่ชอบขนมตะวันตก” หรือที่เมื่อครู่ออกจากห้อง ก็เพื่อจะสั่งนางกำนัลให้นำของเหล่านี้เข้ามาให้ … ดูเหมือนผู้ชายคนนี้ก็มีมุมที่น่ารักใช่ย่อยทีเดียว…
“ขอบคุณ” จินชะงักกับคำขอบคุณครั้งที่สองของวัน โดยเฉพาะใบหน้าหวานที่ขยับแย้มยิ้มจริงใจนั่น ชวนให้หน้าเคร่งขรึมเหมือนจะร้อนผ่าวพอๆกับชาในถ้วย ทำเอาชายหนุ่มต้องเสยกแก้วขึ้นจิบอีกอึก แล้วบอกปัด
“นั่นเพราะองค์ชายมีรับสั่งให้ดูแล” เพียงเท่านั้น ร่างบางก็นึกอยากจะขอคำขอบคุณทั้งหมดคืนมาจากผู้ชายคนนี้เสียจริง!!
……………..
บ่ายวันนั้น เมื่อองค์ชายรัชทายาทกลับเข้ามาในห้องทรงงาน จดหมายจากต่างแดนก็ถูกแปลวางเตรียมไว้ให้บนโต๊ะแล้ว ส่วนเจ้าของผลงานนั้นหายหน้าไปไหน ไม่อาจรู้ ในขณะที่องครักษ์ผู้ขยันขันแข็ง แม้จะจัดการงานในส่วนของตัวเองเรียบร้อย ก็ยังคอยรับใช้ไม่ห่าง
“แล้วคาซึยะล่ะ” องค์ชายมีรับสั่งกับองครักษ์หนุ่มที่คงเป็นเพียงผู้เดียวที่จะรู้เห็น
“เห็นว่าจะออกไปเดินเล่นพระเจ้าค่ะ ทรงมีอะไรเรียกใช้ ข้าจะให้คนไปตาม” จินไม่ได้บอก ว่ากว่าจะคาดคั้นคนที่ลุกหนีจะออกจากห้องเสียดื้อๆ ให้ยอมบอกว่าจะไปไหนมาไหน จนรับรู้นั้น เขาต้องข่มอารมณ์ไม่ให้นึกอยากตีมากเท่าไร เติบโตจนเป็นสาวแล้ว แต่ยังทำตัวดื้อดึงเหมือนสมัยเด็กไม่มีผิด
“อย่างนั้นหรือ” องค์ชายหนุ่มรับคำ ก่อนจะเสเนตรลงอ่านงานแปลของคาซึยะ แล้วจึงได้ขมวดขนงแน่น เมื่อพบว่ามีกระดาษจดหมายน้อยๆแทรกสอดอยู่ระหว่างงานแปลมาด้วย
‘ทูลเจ้าพี่ ข้าไม่อาจทนสูดอากาศร่วมกับผู้ชายพรรค์นั้นต่อไปได้ ขอออกไปเดินเล่นข้างนอกสักพัก หากมีงานใดเร่งด่วน ให้คนไปตามข้าที่หลังตำหนัก ข้าจะกลับมาแต่ไว ขอบพระทัยในพระกรุณา’
เป็นจดหมายฉบับเล็กๆ ที่ทำเอาองค์ชายรัชทายาทถึงกับอมยิ้ม แล้วเหลือบมอง ‘ผู้ชายพรรค์นั้น’ ที่ยังคงนั่งทำงานเงียบๆ แตกต่างจากองครักษ์อีกคนของพระองค์ รายนั้นใช้ชีวิตวัยหนุ่มคุ้มเสียจนเรียกว่าเกินคุ้ม สนุกสนานกับวันเวลา สนุกสนานกับสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ อาคานิชิ จินไม่ใช่
… อาคานิชิ จิน เป็นผู้ชายที่จริงจังไปกับทุกเรื่อง จริงจังจนขาดความรัก จริงจังจนเย็นชา
…หรือพระองค์จะช่วยการหมายเนตรของพระบิดากลายมาเป็นความจริงดี ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ ถ้าหากเป็นอาคานิชิ จิน ขึ้นมาล่ะ ป่านนี้น้องของเขาจะรู้รึยัง ว่า ‘ผู้ชายพรรค์นั้น’ กับ ‘จิน’ เพื่อนเล่นสมัยเด็กเป็นคนคนเดียวกัน
“จิน” เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นเพื่อรับโองการ องค์ชายฮิเดอากิแย้มพระโอษฐ์อย่างอารมณ์ดี
“เย็นนี้ว่างหรือไม่” หากตรัสถามแบบนี้ ต่อให้ไม่ว่างก็ต้องว่าง
“เราอยากเที่ยวตลาด…เจ้าก็ไปด้วยสิ ยูอิจิ นานๆที เราจะเป็นเจ้ามือเลี้ยง ถือเสียว่าต้อนรับพนักงานใหม่”
พนักงานใหม่ ที่ป่านนี้ยังไม่รู้เรื่องรู้ราว และหมายแต่จะหนีจาก ‘ผู้ชายพรรค์นั้น’ ที่ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว
พนักงานใหม่ ที่ไม่รู้เสียแล้ว ว่าเจ้านายผู้เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ กำลังดำริอยากให้คำทำนายของโหรหลวงที่พระบิดาเคยตรัสเล่าให้ฟัง กลายเป็นความจริงในเร็ววัน!!!
……………………….
อ่า นี่เป็นครั้งแรกที่ลงฟิคอีกแนวหนึ่ง
กลัวอ่านแล้วเหนื่อย เลยใช้คำราชาศัพท์นิดหน่อย ถ้ายังไง ช่วยติชมด้วยนะคะ
เพราะไม่เคยลงฟิคสไตล์นี้เลยอ่ะ แต่ก็อยากลง... ฮ่าฮ่า อยากลอง

ขอบคุณมากค่ะ
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 1
วันที่ท่านผู้หญิง คาเมนาชิ มามิ ให้กำเนิดบุตรคนสุดท้องนั้น ว่ากันว่า นอกจากแพทย์ทำคลอดจะส่ายหน้าแล้ว โหรหลวงประจำราชสำนักก็ยังถอนหายใจเฮือก
“เป็นร่างกายที่แปลกประหลาด” นั่นคือคำบอกเล่าอย่างหนักอกของแพทย์วัยชราจากแพทยสภาแห่งพระราชฐานชั้นใน
“ท่าทางจะไม่ไหว” ส่วนนี่คือคำทำนายของโหรหลวงประจำราชสำนักที่มีสีหน้าย่ำแย่เต็มทน
ท่านผู้หญิงมามิเป็นพระน้องนางในองค์จักรพรรดิ หากเมื่ออภิเษกไปกับนายทหารหนุ่มสามัญชน ตำแหน่งทางสายโลหิตจึงเหลือติดกายแค่ ‘ท่านผู้หญิง’ เพียงเท่านั้น ทว่า แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ก็ยังได้รับพระกรุณาจากพระเชษฐาผู้ดำรงองค์เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรแห่งนี้เสมอมา แม้ในยามให้กำเนิดบุตร องค์กษัตริย์ยังมีรับสั่งให้คนจากตำหนักในมาดูแลพระขนิษฐาถึงเรือนคาเมนาชิที่เขตพระราชฐานชั้นนอก
“หลานข้าเป็นอย่างไรหรือ ท่านหมอ” แม่ของเด็กทารกน้อยในอุ้งพระกรขององค์รานียังคงพักฟื้นอยู่ในห้องด้านใน ในขณะที่ผู้อื่นเคลื่อนย้ายมาปรึกษาถึงความเป็นไป ที่นำไปสู่ความหนักใจของโหรหลวงและแพทย์ชราที่ห้องถัดไป ซึ่งปิดเงียบและมีเพียงแค่ องค์กษัตริย์กับมเหสีคู่พระทัย และโหรหลวงกับแพทย์ทำคลอดเท่านั้น
“ชีพจรเต้นแปลกพระเจ้าค่ะ” แพทย์หลวงถวายความจริงด้วยใบหน้าคร่ำเคร่งยิ่ง
“แล้วจะมีผลอย่างไรมากหรือไม่” องค์กษัตริย์ตรัสถามด้วยความห่วงใย
“ขอเดชะ ข้าด้อยความรู้ ความสามารถ” วรกายสูงสง่าของบุรุษผู้อยู่เหนือประชาชนทั้งปวงในใต้หล้าถึงกับทรุดกายลงนั่งด้วยพระทัยที่หายไปกว่าครึ่ง ก้มพักตร์ทอดพระเนตรดวงหน้าจิ้มลิ้มที่ล้อมรอบด้วยห่อผ้าขาวสะอาดในหัตถ์ของมเหสีแล้ว ก็ยิ่งสงสารนัก
เห็นหน้าแล้วนึกเอ็นดู อะไรไม่รู้ที่ดลพระทัยให้ทรงนึกรักเด็กน้อยวัยแรกเกิดคนนี้ ทั้งๆที่เป็นเพียงนัดดา เป็นเพียงแค่บุตรของขนิษฐา
“แล้วท่านล่ะ โหรหลวง หลานเราเป็นอย่างไร” องค์รานีตรัสถามด้วยความร้อนพระทัยไม่แพ้กัน ปลายนิ้วเขี่ยแก้มนิ่มใสของหลานในอ้อมกรด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“ควรเป็นหญิงพระเจ้าค่ะ” คำถวาย ทำเอาคนฟังทั้งปวงพลันเงยพักตร์ทันควัน
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ไหนท่านบอกว่าเป็นชาย…” องค์กษัตริย์ตรัส พลางหันพักตร์มายังแพทย์ผู้ทำคลอดหลาน ‘ชาย’
คนตอบคำถาม ไม่ใช่แพทย์หลวง แต่เป็นโหรประจำราชสำนักที่ยอบกายต่ำยิ่งกว่าเดิม
“ร่างกายเป็นชาย แต่ตามพื้นดวงแล้ว ยากนักที่จะเป็นชาย แม้นิสัยจะห้าวหาญ แต่ไม่อาจสมรสกับสตรีได้พระเจ้าค่ะ”
“เจ้าจะให้หลานเราแต่งกับชายด้วยกันอย่างนั้นรึ!!” สุรเสียงดังยิ่งกว่าเดิมด้วยอารมณ์อันขุ่นมัว จนมเหสีต้องแตะท่อนกรแกร่งขององค์กษัตริย์เอาไว้ เพื่อปรามพระทัยอันร้อนแรงนั่น แม้ในยุคสมัยนี้ ชายกับชายล้วนครองคู่กันอย่างเอิกเกริก แต่องค์กษัตริย์ก็คาดหวังที่จะได้เห็น ‘ทายาท’ จากลูกหลานทุกคนของพระองค์
“เป็นลิขิตของสวรรค์พระเจ้าค่ะ ทารกน้อยจะมีชีวิตเยี่ยงสตรีแห่งราชสำนัก เพื่อพบคู่แท้ และสืบสกุลต่อไปในอนาคต”
“สืบสกุล? เจ้าก็เห็นว่าหลานเราเป็นชาย แล้วยังไม่อาจมีภรรยาได้ ถ้าอย่างนั้น จะสืบสกุลได้อย่างไรกัน” องค์กษัตริย์ขมวดพระขนงด้วยความสับสน แล้วเช่นนี้ จะบอกพระขนิษฐาได้อย่างไร ไหนจะท่านนายพลคาเมนาชิที่จำเป็นต้องจากเมืองหลวงเพื่อราชการทหารอีกเล่า
“สืบสกุลได้พระเจ้าค่ะ! ท่านหญิง ‘คาเมนาชิ คาซึยะ’ จะสืบสกุลกับบุรุษแห่งราชสำนัก แล้วมีบุตรธิดาเป็นเกียรติแก่แผ่นดินสืบไปเป็นร้อย เป็นพันปี!”
… ‘ท่านหญิงคาเมนาชิ คาซึยะ’ หรือ? นี่หมายความว่าหลานชายในอ้อมพระหัตถ์ ณ ขณะนี้ จะต้องกลายเป็นท่านหญิงอย่างนั้นหรือ
“แล้วถ้าเราจะเลี้ยงหลานอย่างชายชาตรี” พระองค์ยังทรงดื้อเพ่ง
“หามิได้พระเจ้าค่ะ หากเป็นเช่นนั้น สวรรค์จะขอคืน และบุรุษแห่งราชสำนักจะต้องครองโสดไปชั่วชีวิต” เป็นอันว่า หากพระองค์ไม่ปรารถนาจะคืน ‘หลาน’ ให้สวรรค์ เด็กคนนี้จะต้องเป็นหญิง
“แล้ว… จะให้หลานเราเป็นสตรี แต่ใช้ชื่อผู้ชายอย่าง ‘คาซึยะ’ น่ะหรือ”
“พระเจ้าค่ะ เป็นชื่อที่ดวงวิญญาณของทารกน้อยใช้เมื่อชาติที่แล้วพระเจ้าค่ะ”
นอกจากจะต้องเลี้ยงดูอย่างสตรีแล้ว ยังต้องใช้ชื่ออย่างบุรุษ โอ… แล้วนี่พระองค์จะอธิบายให้พ่อและแม่ของเด็กฟังได้อย่างไร ว่าบุตรชายคนเล็กของครอบครัวคาเมนาชิ จะต้องเติบโตเพื่อครองรักกับ ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ และมีลูกหลานสืบสกุลต่อไปในอนาคต
………………
‘ไม่เพคะ!! เจ้าพี่!! ลูกของน้อง น้องเลี้ยงดูได้เอง ไม่จำเป็นต้องฟังคำชี้แนะทำนองลิขิตสวรรค์อะไรนั่น!! ลิขิตอยู่ที่มือคนเพคะ! ไม่ใช่อยู่ที่สวรรค์’
พระขนิษฐา ท่านผู้หญิงมามิแผดเสียงลั่นทันทีที่ได้ฟังคำอธิบายจากพระเชษฐา องค์กษัตริย์ถึงกับถอนปัสสาสะด้วยรู้แน่ชัดว่าน้องน้อยของพระองค์นั้นแสนดื้อเพียงไร นอกจากยอมตั้งชื่อตามคำทำนายของโหรหลวงแล้ว อย่างอื่นท่านผู้หญิงมามิก็ไม่ใคร่จะสนใจรับฟังคำทำนายใดๆอีก
แต่แม้จะตั้งปณิธานมั่นถึงเพียงนั้น ว่าจะเลี้ยงบุตรคนเล็กเยี่ยงบุรุษ หากแต่เพียงแค่ขวบปีแรกของการเลี้ยงดูอย่างชาย กลับทำให้ ‘คุณชายเล็ก’ ป่วยกระเซาะกระแซะรักษาไม่หายขาด อีกทั้งแพทย์หลวงจากแพทยสภายังย้ำคำเดิมว่า ‘ชีพจรเต้นแปลกมากขึ้นพระเจ้าค่ะ’
นั่นยิ่งทำให้คุณผู้หญิงมามิร้อนรน และสุดท้ายก็จำเป็นต้องทำตามลิขิตสวรรค์ คือการเลี้ยงดูอย่างสตรี และยกให้เป็นพระธิดาบุญธรรมในองค์กษัตริย์ เมื่อเด็กน้อยอายุได้สองปีครึ่ง ทั้งที่ร่างกายยังเป้นเด็กชาย ซึ่งในยามนั้น องค์กษัตริย์ก็เริ่มเฟ้นหาแวว ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ จากบุตรขุนนางนายทหารที่เข้ามาเล่าเรียนในโรงเรียนหลวง เพื่อจะครองคู่หลานน้อยบุญธรรมต่อไปในอนาคต แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีเด็กชายผู้ใดที่เข้าสายเนตรของพระองค์ เป็นเหตุให้องค์กษัตริย์ต้องมาปรับทุกข์กับองค์รานี ชายาคู่ใจอยู่เนืองๆ และนั่น ทำให้องค์รานีเองก็อดไม่ได้ที่เย้าแหย่สวามี
‘โอรสธิดาของพระองค์ตั้งมากมาย ไม่เห็นใส่พระทัยจะตามหาคู่แท้ให้เช่นนี้เลย คาซึยะช่างเป็นเด็กที่โชคดีนัก’ แต่แม้จะตรัสแบบนั้น องค์รานีเองก็ทั้งรักทั้งหลงคาซึยะยิ่งนัก เพราะโชคชะตาอันโหดร้ายที่เกิดมาเป็นชาย แต่ไม่อาจเป็นชาย ซ้ำองค์เองยังประสูติโอรสมาห้าพระองค์แล้ว ทุกวันต้องคอยเอ็นดูธิดาของสนมอื่น เมื่อมีธิดาบุญธรรมอย่างคาซึยะที่น่ารักนับวันนับคืน พระองค์จึงหลงรักไม่ต่างจากธิดาแท้ๆ
ทว่า… โชคชะตาร้ายกาจของ ‘คาเมนาชิ คาซึยะ’ ถึงขีดสุดในขวบปีที่เจ็ด เมื่อร่างกายอย่างเด็กชายเปลี่ยนแปลงเป็นเด็กหญิงในคืนเดือนดับ พาเอาทั้งหมอหลวงคนสนิท และโหรหลวงผู้สงบปากสงบคำถูกเรียกใช้กลางดึก เพื่อตรวจร่างกายและตรวจดวงชะตา
“ร่างกายไม่มีส่วนใดผิดปกติพระเจ้าค่ะ แม้แต่ชีพจรก็กลับเต้นดังคนปกติทั่วไป” แพทย์หลวงถวายรายงาน พร้อมให้ยาฟื้นกำลังและบำรุงร่างกายอีกอย่างละถ้วย แก่พี่เลี้ยงของเด็กชายที่เปลี่ยนผันกลายเป็นร่างกายของเด็กหญิง
“องค์หญิงน้อยจะต้องใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนกว่าจะมีบุตรธิดารวมสี่คนกับบุรุษผู้เป็นคู่แท้พระเจ้าค่ะ สิบห้าวันเป็นหญิง สิบห้าวันเป็นชาย เริ่มตั้งแต่คืนเดือนดับ ไปจนถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง” คำถวายของโหรหลวงพาเอาองค์กษัตริย์และมเหสีคู่พระทัยที่รับฟัง นิ่งอึ้ง ในขณะที่บิดามารดาของเด็กน้อยนั้น กำลังปลอบขวัญคาซึยะอยู่ภายในห้อง
คาซึยะไม่ใช่เด็กแล้ว อายุได้เจ็ดปีจึงเรียนรู้ว่าร่างกายแบบใดที่เป็นมาตลอด และแบบใดที่ไม่ใช่ แม้ภายนอกจะถูกเลี้ยงดูเยี่ยงธิดา แต่ความซุกซนและอุปนิสัยก็เป็นชายตามร่างกายที่ปกปิด
“ไม่มีทางแก้เลยหรือ” องค์รานีตรัสถามเสียงอ่อนระโหยด้วยว่าสงสารนัก
“ไม่มีพระเจ้าค่ะ ต้องรอจนกว่าจะสมรสกับบุรุษแห่งราชสำนัก และให้กำเนิดบุตรธิดาเพียงเท่านั้น ดวงชะตาจึงจะกลับกลายเป็นปกติ” แล้วอย่างนั้น บุรุษผู้นั้นจะรับได้หรอกหรือ องค์กษัตริย์ได้แต่ขบโอษฐ์อย่างหนักพระทัย แต่ก็ช่างเถอะ หากบุรุษใดรับไม่ได้ องค์ก็จะทรงเลี้ยงดูหลานรักขององค์เอง
“ปกติคือแบบใด ชายหรือหญิง”
“ขอพระราชทานอภัย กระหม่อมด้อยนัก ถึงมิอาจล่วงรู้ความต้องการของสรวงสวรรค์” เป็นว่านอกจากจะเป็นทั้งชายและหญิงจนกว่าจะสมรสแล้ว หลังจากมีบุตรและธิดาสี่คน ก็ยังไม่อาจคาดเดาได้ ว่าจะกลับมาเป็นชายหรือหญิง
“แต่กระหม่อมได้ข่าวว่าเกาะทางใต้มียาโบราณเปลี่ยนเพศได้ กระหม่อมพยายามศึกษา แต่เกรงจะเป็นอันตราย…” หมอหลวงเสนอหนทาง แต่ผู้ฟังส่ายพักตร์ไปมาอย่างไม่เห็นด้วย
“เรากลัวหลานเจ็บ” องค์รานีกลัวเสียงร้องไห้และน้ำตาธิดาบุญธรรมยิ่งนัก และก็เชื่อว่าสวามีของพระองค์ก็กังวลในความเจ็บปวดของคาซึยะเช่นกัน
“ไปเถอะ เจ้าสองคนไปพักผ่อนเสีย คืนนี้คงไม่มีอะไรอีกแล้ว แล้วอย่าแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป”
“พระองค์อย่าทรงกังวลพระเจ้าค่ะ”
“หมอหลวง อย่าลืมงานที่เราสั่ง” องค์กษัตริย์หันมาย้ำกับชายชราร่างท้วมอีกรอบ ฝ่ายนั้นยอบกายต่ำและรับคำหนักแน่น
แม้งานที่พระองค์มีโองการจะไม่ร้ายแรง แต่ก็จำเป็น การวางยาสลายความทรงจำสาวใช้ที่รู้เห็นเรื่องขององค์หญิงในค่ำคืนวิปลาสนี้ พอจะช่วยให้ความลับไม่อาจแพร่งพรายออกไป แม้สรรพคุณของยาจะไม่ถึงชีวิต แต่พวกนางจะไม่อาจจดจำอะไรได้ในรอบวันที่ผ่านมา
นั่นคือตำรับยาชั้นสูงของราชสำนักแห่งอาณาจักรทาคิซาวะ!!
………………….
ร่างกายขององค์หญิงน้อยคาซึยะผันเปลี่ยนตามจำนวนวันดังเช่นที่โหรหลวงได้ทูลถวายไว้เบื้องต้น แต่แม้จะมีร่างกายเช่นใด องค์หญิงน้อยกลับซุกซนไม่ต่างจากเด็กชาย จนสนิทสนมกับองค์ชายรัชทายาทเสียจนองค์กษัตริย์จะพระราชฐานตำแหน่งพระขนิษฐาในพระโอรสให้อยู่รอมร่อ
“จะส่งคาซึยะไปเรียนต่างแดนหรือ” กลายเป็นว่า เมื่อเป็นเรื่องขององค์หญิงจอมซนแห่งราชสำนัก ทั้งบิดามารดาบังเกิดเกล้า และบิดามารดาบุญธรรมต้องหันเข้ามาปรึกษากันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“พระเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าคาซึยะอาภัพเรื่องร่างกาย อย่างน้อยก็อยากให้มีความรู้ความสามารถเข้าไว้…” ท่านนายพลคาเมนาชิ ทาคุโระให้คำตอบ
“ก็ดีนะเพคะเจ้าพี่ คาซึยะอยู่ที่วังก็ซุกซนเสียจนจะรู้ไปเสียทุกอย่าง ให้ไปแสวงความรู้ใหม่ๆที่ต่างแดนเสียบ้าง เราได้ยินมาเหมือนกัน ว่าต่างแดนแถบตะวันตกของแผ่นดินมีความรู้แบบแปลกๆที่ทางเราไม่มี” องค์รานีเห็นดีเห็นงามด้วย จนพาลให้องค์กษัตริย์ที่แม้จะนึกห่วงและหวง ยังอดจะคล้อยตามไม่ได้
“แต่… แล้วจะไปอยู่อย่างไรคนเดียว ส่งทหารสักกองพันไปด้วยดีมั้ย หรือจะสร้างวังใหม่ที่นั่นเลย เราจะได้ให้คนส่งสาสน์ไปเจรจา”
“เจ้าพี่ ลูกของน้องไม่ใช่รัชทายาทนะเพคะ ถึงต้องมีทหารเป็นกองพันติดตาม แล้วก็ไม่ต้องสร้างวังใหม่ด้วยเพคะ น้องตัดสินใจจะให้ลูกเข้าโรงเรียนประจำที่นั่น โรงเรียนประจำคือโรงเรียนที่มีเรือนนอนอยู่ในอาณาเขตโรงเรียนเพคะ ทุกอย่างจะอยู่ในสายตาครู” ท่านผู้หญิงมามิอธิบาย เมื่อองค์กษัตริย์ไม่เข้าพระทัยคำว่า ‘โรงเรียนประจำ’ ซึ่งยังไม่แพร่หลายในอาณาจักรทาคิซาวะแห่งนี้
“น้องกับท่านนายพลตั้งใจว่าจะเดินทางไปดูโรงเรียนของคาซึยะก่อน แล้วค่อยส่งลูกไป”
“อย่างนั้นก็ได้ เจ้าจะไปเมื่อไร พี่จะไปด้วย ดีเหมือนกัน คาซึยะโตขึ้นทุกวัน ชักจะรู้ทันพี่มากขึ้นทุกที หาว่าพี่ชอบเฟ้นหาคู่ให้เขานัก คาซึยะไม่อยู่ พี่จะเฟ้นหาให้สะดวกเชียว ไม่อย่างนั้นล่ะจะมาคอยขัดพี่เรื่อย” องค์กษัตริย์กระหยิ่ม ให้องค์รานีต้องตีท่อนพระกรเพี๊ยะ
“พระองค์ไปดูโรงเรียนกับท่านหญิงน้อง แล้วใครจะบริหารราชการแผ่นดินเพคะ” ความจริงที่ว่าบ้านเมืองต้องได้รับการเหลียวแลอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้องค์กษัตริย์ทุกข์ใจขึ้นมาทันที ในขณะที่ชายาอมยิ้มกับความน่ารักของพระสวามี ได้แต่ลูบท่อนพระกรที่องค์เองตีลงไปเมื่อครู่ คล้ายจะปลอบประโลม
“ไม่เป็นไรเพคะ พระองค์ต้องบริหารรัฐกิจ แต่หม่อมฉันไม่ต้อง เพราะฉะนั้น เดี๋ยวหม่อมฉันจะตามท่านหญิงน้องและท่านนายพลไปเอง พอถึงวันเข้าเรียน หม่อมฉันก็จะตามไปส่งหลานอีกรอบ พระองค์จะได้ไม่ต้องทรงห่วง” แล้วองค์รานีก็สรวลเบาๆถูกพระทัยนัก กับสายพระเนตรขององค์กษัตริย์ที่ไม่ใช่แค่ห่วงและหวงหลาน แต่กลับอิจฉาเสียมากกว่า
…………………..
ฤดูกาลถัดมา องค์หญิงน้อยคาซึยะก็เดินทางออกจากเมืองเพื่อไปเรียนต่อในต่างแดน การเลี้ยงส่งเป็นไปอย่างเรียบง่าย เพราะไม่อยากให้การเดินทางไกลของคาซึยะกลับกลายเป็นเป้าล่อสายตากลุ่มกองโจรตามรอยต่ออาณาจักร แต่หากเหตุการณ์เป็นไปเช่นนั้นจริง หน่วยองครักษ์จากวังหลวงได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดการขั้นเด็ดขาดอย่างไม่ต้องไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น
การเรียนในโรงเรียนประจำนั้น ทำให้คาซึยะเติบโตขึ้นมาอย่างสตรีสามัญชนในโลกตะวันตกของแผ่นดิน ปิดเทอมบางครั้งก็ไม่ได้กลับอาณาจักร เพราะติดเที่ยวไปเสียทุกหัวเมือง จะมีก็แต่จดหมายทุกๆสองสัปดาห์ถึงบิดามารดาและเสด็จพ่อเสด็จแม่ที่นำความปิติยินดีมาสู่ราชสำนัก
ฤดูกาลผันเปลี่ยนจนสุดท้ายแล้ว คาเมนาชิ คาซึยะก็สำเร็จหลักสูตรด้วยวัยเพียงสิบเจ็ดปีเต็ม ก่อนหน้าเพื่อนร่วมรุ่นไปราวสองปี เพราะความคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอน คิดถึงแผ่นดินมาตุภูมิ จึงทำให้โหมเรียนอย่างหนัก เพื่อจบในเร็ววัน และวันนั้นก็มาถึงแล้ว
ร่างบอบบางผู้ถูกสอนให้พึ่งพาตัวเองจากการบ่มเพาะของโรงเรียนประจำ จัดการหารถม้าเทียมเกวียนและเรือสำเภาขนส่งนักเดินทาง จนสุดท้ายก็มาเหยียบบนท่าเรือของอาณาจักรทาคิซาวะ ที่ไม่ได้กลับมาเกือบสามปีเศษ
ผู้คนจ้อกแจ้กจอแจ ทั้งพ่อค้า แม่ค้า กรรมกร ไหนจะลูกเรือขนสินค้า และลูกค้าหลากฐานะทั้งหลายอีกเล่า ท่าเรือใหญ่ซึ่งเป็นจุดรวมสินค้าจากต่างเมืองยังคงครึกครื้นไม่ต่างจากเมื่อสมัยยังเด็กที่แอบหนีออกมาเที่ยวกับเจ้าพี่บ่อยๆ
เมื่อคิดถึงเจ้าพี่ เรียวปากบางก็ขยับแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้ส่งจดหมายกลับมาสามสัปดาห์กว่าแล้ว ป่านนี้ราชสำนักสุดหวงจะไม่ลุกเป็นไฟแล้วหรือนี่
ร่างบอบบางใต้เนื้อผ้าที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีต แสดงความห้าวหาญไม่สมกุลสตรีด้วยการยกลังไม้ใบไม่ใหญ่นักซึ่งอุดมไปด้วยของฝากนานาชนิดไปติดต่อรถเทียมม้าให้คนทั้งท่าเรือต้องหันมอง ชายหนุ่มหลายคนขยับเข้าไปช่วยเหลือและแสดงน้ำใจ ทว่ากลับถูกบอกปัดและขอบคุณอย่างน่ารักด้วยใบหน้าหวานสวยที่ส่งรอยยิ้มปฏิเสธมาให้ เมื่อไม่สนใจความช่วยเหลือจากใครอีก คาซึยะก็ตรงดิ่งไปขึ้นรถม้าทันที
“ไปวังหลวง” ร่างบางบอกจุดหมายปลายทางแล้วตกลงราคาค่าเดินทางกับคนเทียมม้าเรียบร้อย จึงก้าวขาขึ้นรถม้าอย่างไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบุรุษใดมาประคองส่ง แล้วจากนั้นรถม้าผู้พาส่งสตรีผู้งดงามแต่มีอุปนิสัยแปลกประหลาดก็เคลื่อนตัวไปตามถนนโรยกรวด พร้อมกับเสียงฮัมเพลงอย่างมีความสุขจากผู้โดยสารในนั้น ที่ยังคงทำให้คนทั้งท่าเรืองุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
……………….
“เข้าไม่ได้! ทำไม!!” คาซึยะไม่ทันคิด และไม่ทันเอะใจเลยว่า อารมณ์ดีๆที่เป็นมาตั้งแต่ออกจากท่าเรือที่ดินแดนตะวันตกจะมาสะดุดเอาตอนจะกลับเข้าวังหลวง เมื่อทหารสองนายที่หน้าประตู ไม่ยอมให้ตนผู้รอนแรมมากับทะเลและเรือขนส่งนักท่องเที่ยวนับสิบๆวัน เข้าไปพบหน้าครอบครัวอันเป็นที่รัก
“แม่นางไม่มีใบอนุญาต” นายทหารคนซ้ายตอบ แม้สตรีตรงหน้าจะสวยสดงดงามจนน่าหลงใหล แต่ท่าทางเอาเรื่องและดวงตาวาวระยับเพราะความหงุดหงิดก็ทำเอาเอาหายเพ้อเสียทันควัน
“ตราอนุญาตแบบไหน ข้าเป็นพระธิดาขององค์จักรพรรดิไม่พอหรือ” ความจริงแล้วร่างบางไม่ได้ตั้งใจจะอวดตน แต่อารมณ์อันแสนขุ่นมัวที่ถูกห้ามปรามก็ชักจะทำให้ริมฝีปากบางบิดเบี้ยวมากขึ้นทุกที
“แม่นาง… พระธิดาบุญธรรมมีกำหนดจะกลับในอีกสองปีข้างหน้า โกหกเช่นนี้ จะโดนโทษมหันต์” นายทหารคนขวาบอกพร้อมรอยยิ้มขบขัน ให้คาซึยะยิ่งโมโหนัก ทำไมตอนท่านพ่อท่านแม่ องค์กษัตริย์ องค์รานีไปเยี่ยมเยียนเขาที่นู่น ถึงไม่พาเจ้านายทหารรักษาประตูวังสองคนนี้ไปด้วยนะ!!
ร่างโปร่งได้แต่คิดพาลกับตัวเอง แต่ในเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรดีขึ้น ซ้ำยังไม่ช่วยให้หาทางกลับเข้าวังได้ คาซึยะเลยต้องเม้มฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง แล้วตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรดี ถึงจะได้เข้าไปพบหน้าครอบครัวที่ไม่ได้เจอกันมานาน
…หรือจะรอพลบค่ำกว่านี้ แล้วค่อยปีนรั้ววัง อ่า…เป็นวิธีการที่น่าสนใจกว่าการหาทางส่งจดหมายเข้าไปบอกคนข้างในเสียอีก เกิดมาทั้งที ได้ปีนรั้ววังพิสูจน์ความสูงบ้างก็เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นใช้ได้
ในขณะที่กำลังตัดสินใจจะรอให้เย็นย่ำกว่านี้ แล้วค่อยปีนกำแพงวังพาตนเองกลับเข้าไปในวังหลวงอีกครั้งนั้น รถม้าก็เคลื่อนตัวเข้ามาจอดส่งผู้โดยสารชายหนุ่มสองคน ให้นายทหารหน้าประตูต้องรีบทำความเคารพอย่างแข่งขัน
“มีอะไรกันหรือ แล้วแม่หญิง? มาทำอะไรแถวนี้” ชายหนุ่มหนึ่งในสองหันมาถามด้วยความสงสัย ยิ่งเห็นสัมภาระเล็กน้อยบนพื้นใกล้ตัวร่างเล็กบอบบาง ก็ยิ่งก่อเป็นปมขมวดที่ทำให้ต้องถามที่มาที่ไป ตามนิสัยใฝ่รู้ของนายทหารที่ดี
“ข้ามาเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์” แม้จะพยายามบอกตัวเองให้พูดดีเพียงไร แต่น้ำเสียงก็ยังแข็งห้วน เพราะความหงุดหงิดอยู่ดี
“เข้าเฝ้า? เจ้าต้องไปที่ประตูหน้า แล้ววันนี้ก็ไม่ใช่สัปดาห์ต้นเดือน องค์กษัตริย์ไม่อนุญาตให้เข้าเฝ้า” ชายคนเดิมพูดกลั้วหัวเราะเหมือนว่าเป็นเรื่องที่น่าขำขันนักหนา กับการที่คาซึยะจะมาขอเข้าเฝ้าวันนี้ ร่างบางยิ่งขมวดคิ้วหนักด้วยความไม่สบอารมณ์ รู้หรอกว่าที่นี่มีกฎเช่นไร องค์กษัตริย์จะออกว่าราชการด้วยพระองค์เองในสัปดาห์แรกของเดือนเพื่อไตร่สวนคดี จนชาวเมืองแซ่ซ้อง ถึงจะจากไปนาน แต่คาซึยะก็จำได้ไม่ลืม
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปทูลพระองค์ ว่าธิดาจากแดนไกลมาขอเข้าเฝ้า”
“ท่านองครักษ์อาคานิชิ แม่หญิงคนนี้บอกแต่ว่านางเป็นพระธิดา ข้าน้อยพยายามเตือนนางแล้ว” นายทหารเฝ้าประตูหันไปบอกความกับชายหนุ่มอีกคนที่ยืนเงียบมาตั้งแต่ต้น
“ถ้าไม่เชื่อ ท่านก็นำปิ่นปักผมนี้เข้าไปถวายองค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิ แล้วทูลพระองค์ว่า ‘เจ้าเด็กซน’ กลับมาแล้ว ข้าจะรอตรงนี้” คาซึยะดึงปิ่นปักผมที่ปักอยู่บนเรือนผม ส่งให้ชายหนุ่มร่างสูงที่ถูกเรียกว่าองครักษ์อาคานิชิ ทำให้ผมที่ยาวเคลียบ่าซึ่งถูกรวบไว้ตกลงมาล้อมกรอบใบหน้าเรียวยาว
“แต่เพื่อเป็นหลักประกันว่าท่านจะไม่นำปิ่นปักผมของข้าไปโยนทิ้ง ข้าจะขอหยกอันนี้ไว้ดูเล่นก่อนแล้วกัน” ไม่พูดเปล่า แต่อาศัยความไวของมือบอบบางกระตุกตราหยกข้างเอวจากชายหนุ่มคนแรกที่ยังยืนยิ้ม
หากเป็นปกติแล้ว องรักษ์ประจำราชสำนักคงจะไม่ยอมถูกหยามเกียรติด้วยการถูกฉกชิงข้าวของบนเนื้อตัวไปแบบที่ไม่อาจต่อกรได้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นเจ้าของใบหน้าหวานน่ารักแล้ว การปล่อยปละละเลยให้นางถึงเนื้อถึงตัวบ้าง หรือเอาข้าวของไปบ้าง องครักษ์นากามารุ ยูอิจิ จึงไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องร้ายแรงเท่าใดนัก
“เจ้า!!” นายทหารทำท่าน่ากลัวจะเข้ามาเอาเรื่อง แต่เสียงเฉียบขาดดังขึ้นเสียก่อน
“ไม่ต้อง” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกขานว่าองครักษ์อาคานิชิก้าวเข้ามายืนเคียงข้างเพื่อนร่วมอาชีพเจ้าของตราหยกที่ถูกสตรีมือไวฉวยไปดูเล่น เขาก้มลงมองปิ่นปักผมสีน้ำเงินลงมุกที่ประดับด้วยพลอยเม็ดเล็กเม็ดน้อยเรียงร้อยเป็นรูปมังกรพันรอบปิ่น
มังกร… ที่ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่เหมาะกับการเป็นเครื่องประดับของสตรี แต่ในยามนั้น ยามที่องครักษ์อาคานิชิเป็นเพียงเด็กชาย กลับช่วยองค์ชายรัชทายาทเลือกปิ่นปักผมลายมังกรเป็นของขวัญแด่องค์หญิงน้อยที่กำลังจะจากไกล
ชายหนุ่มเหลือบตามองร่างบอบบางที่เชิดเรียวปากบาง และสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง คิ้วแบบนี้ ดวงตาเรียววาววับรับกับจมูกรั้นอย่างนี้ กับริมฝีปากที่คอยแต่จะงอนทุกคนที่ขัดใจเช่นนี้ ไหนจะกริยาไม่สมหญิงเหล่านั้นอีก ทั้งท้าทายเอย มือไวเอย
นี่ล่ะ… สาเหตุที่ทำให้ยามนั้น อาคานิชิ จิน ถวายคำแนะนำให้องค์ชายรัชทายาทเลือกปิ่นปักผมลายมังกร มากกว่าปิ่นหงส์ ก็องค์หญิงน้อยออกจะห้าวหาญเช่นนั้น ไม่ต่างจากตอนนี้…
“เปิดประตู” ชายหนุ่มสั่ง ทั้งๆที่สายตายังจับจ้องใบหน้าเรียวยาวของร่างบอบบางที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาคืนปิ่นปักผมให้แก่เจ้าของ ก่อนจะค่อมกายต่ำ ให้เพื่อนรักต้องรีบทำตาม ตามประสาคนหัวไว ในขณะที่นายทหารรักษาประตูวังยังมองหน้ากันเลิกลั่ก
“เชิญเสด็จพระเจ้าค่ะ องค์หญิงคาซึยะ” และนั่น ก็ทำให้นายทหารผู้ไม่ฟังคำพูด ‘แม่หญิง’ ตั้งแต่แรก ถึงกับเข่าอ่อน รีบทรุดกายลงโขกหน้าผากกับพื้นพร่ำขออภัยโทษกันเป็นการใหญ่
……………………….
การกลับมาขององค์หญิงบุญธรรมกลายเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งวังหลวง เพราะความงดงามและความรู้ควบคู่มาจากตะวันตกนั้น นำความแปลกใจมาให้เหล่าเสนาอำมาตย์เป็นการใหญ่ นอกจากนั้นมารยาทที่ถูกอบรมมาอย่างไม่ขาดตกบกพร่องจากโรงเรียนประจำก็ช่วยส่งเสริมให้เหล่าภริยาขุนนางนายทหารทั้งหลายหลงรักกันหนักหนาจนวาดหวังจะได้มาเป็นสะใภ้ในตระกูลให้จงได้
เหนือสิ่งอื่นใด คือองค์กษัตริย์และองค์รานีที่ทั้งรักทั้งคิดถึง รับสั่งให้จัดงานเลี้ยงเสียใหญ่โต รวมถึงดุเล็กน้อยที่ร่างบางดั้นด้นกลับมาเพียงลำพัง
‘แล้วเข้าวังมาได้อย่างไร’ รับสั่งของรานี ทำเอาคาซึยะต้องบิดพลิ้วความจริงเล็กน้อย ว่าบังเอิญพบองครักษ์ทั้งสองพอดี เมื่อให้ดูปิ่นปักผมของพระราชทานจากองค์ชายรัชทายาท บุรุษทั้งสองจึงพาเข้ามา คำแก้ต่างให้แก่สองนายทหารรักษาประตู ทำเอาบริวารทั้งรักทั้งเทิดทูนองค์หญิงจากแดนไกลผู้นี้ขึ้นมาจับใจ
“นี่ห้องลูกหรือท่านแม่” เรือนคาเมนาชินั้น แม้จะไม่โอ่อ่าหรูหรา แต่ทั้งท่านผู้หญิงมามิและท่านนายพลก็ต่อเติมห้องพักผ่อนแยกต่างหากให้แก่บุตรคนเล็กเป็นสัดเป็นส่วน มีห้องน้ำภายใน ที่ท่านนายพลให้เหตุผลแก่คนอื่นๆว่า คาซึยะใช้ชีวิตสันโดษมาตลอดช่วงที่อยู่ในต่างแดน ดังนั้น จึงกลายเป็นความเคยชินที่ห้องส่วนตัวจะต้องมีพร้อมทั้งห้องน้ำและห้องอาบน้ำ
“ชอบไหม”
“ชอบ ขอบคุณท่านพ่อท่านแม่” แล้วคนเป็นลูกก็ก้มลงหอมแก้มบิดามารดาอย่างรักใคร่
“ชอบก็ดีแล้ว แต่อย่างไรก็ต้องไปค้างที่ตำหนักฮิคาริบ้าง องค์รานีจะน้อยพระทัยเอา” คนเป็นแม่สั่งความอีก
“พ่อได้ยินจากองค์ชายรัชทายาทว่าลูกจะไปทำงานที่กรมกลาโหมหรือ คาซึยะ”
“ข้าเคยขอพระองค์ไว้แล้ว ว่าถ้ากลับมา ก็อยากช่วยพระองค์ทำงาน ความรู้มีแต่ไม่ได้ใช้ มันก็สูญเปล่า ท่านพ่อให้ข้าทำนะ” มีหรือจะไม่ให้ โชคชะตาที่แสนอาภัพ ทำให้คาซึยะถูกเลี้ยงแบบที่ไม่มีใครกล้าขัดใจ แม้จะไปเรียนในต่างแดน แต่จดหมายก็ถูกส่งมาอ้อนขออย่างนั้นอย่างนี้ไม่มีขาด แต่เป็นที่น่าแปลก เพราะลูกคนนี้ขอแค่เรื่องเดียว คือเรื่องไปเที่ยว ส่วนเรื่องทรัพย์สมบัติหรือข้าวของอื่นใด ไม่เคยได้รับการปริปากจากลูกเลยแม้สักนิด
“พ่อไม่ว่าหรอก เจ้าทูลองค์กษัตริย์รึยัง” คนเป็นลูกยิ้มหวานแทนคำตอบ
“กับเสด็จพ่อ ต้องใช้เวลานิดหน่อย แต่ข้าทูลถวายเสด็จแม่แล้ว” คาซึยะเรียนรู้การเข้าหาคนตั้งแต่เด็ก หากเรื่องใดที่มีแนวโน้มว่าจะไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตจาก ‘เสด็จพ่อ’ แล้วล่ะก็ ต้องหาทางทูลกับ ‘เสด็จแม่’ เสียก่อน เพื่อให้พระองค์ช่วยอีกแรง
“ร้ายจริงเด็กคนนี้ แล้วเริ่มงานเมื่อไหร่” บิดาหัวเราะร่วน ลูบเส้นผมนิ่มของบุตรอย่างเอ็นดู
“ข้าจะทูลถามองค์ชายรัชทายาทอีกที พรุ่งนี้พระองค์จะเสด็จมา”
………………..
“เจ้านี่มันช่างเหลือเกิน รู้อะไรไหม ตอนที่จดหมายเจ้าล่าช้าไม่มาเสียทีน่ะ ราชสำนักแทบลุกเป็นไฟ ทำเอาขุนนางขยาดไม่กล้าสู้หน้าเสียสักคน ขนาดเสด็จแม่ยังตรัสเลยว่าอาการหนัก” คนฟังยิ้มบางกับคำเย้าขององค์ชายรัชทายาทที่วันนี้เสด็จมาเยี่ยมน้องถึงเรือนคาเมนาชิ
“เสด็จพ่อขี้กังวล” องค์ชายฮิเดอากิพยักพักตร์อย่างเห็นด้วย แต่จะไม่ให้ขี้กังวลก็ไม่ไหว ในเมื่อพระธิดาบุญธรรมออกจะแสนซนเสียเพียงนี้ มีอย่างที่ไหน เป็นสาวเป็นนางเดินทางรอนแรมพักค้างคืนในเรือขนส่งกับคนแปลกหน้ามาเกือบร่วมเดือนแบบนี้ หากองค์เป็นบิดาของคาซึยะ ก็คงปวดเศียรเช่นกัน
“โดยเฉพาะเรื่องของเจ้า เสด็จพ่อห่วงเสียยิ่งกว่าห่วงเรื่องงบคลังเสียอีก ช่วงที่เจ้าไม่อยู่ ไม่ว่าจะบุตรชายขุนนางคนไหน เสด็จพ่อเป็นต้องส่งคนออกเฝ้าพฤติกรรมเสียหมด ถึงขนาดร่างรายชื่อชายโสดแห่งราชสำนักอย่างลับๆเลยเชียว แล้วบางทีก็ยังเรียกพี่กับเสด็จแม่เข้าไปถามความเห็น ว่าใครเหมาะจะเป็น ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ เนื้อคู่ของเจ้า” องค์ชายรัชทายาทไม่มั่นพระทัยนัก ว่าทำไมพระบิดาถึงได้ห่วงใยธิดาบุญธรรมมากขนาดนี้ แต่อาจจะเป็นเพราะหน้าตาหวานสวยนี่เสียกระมั้ง
“แล้วพบรึยังล่ะเพคะ ข้าชักจะอยากเห็นเนื้อคู่ของตัวเอง” องค์ชายหนุ่มถอนปัสสาสะอย่างเหนื่อยอ่อน
“พูดจาห้าวหาญขอดูหน้าคู่หมายเช่นนี้ สมเป็นหญิงแล้วหรือคาซึยะ” พระองค์มัวแต่ตรัสบริภาษน้อง จนลืมเสียสนิทว่าข้ามคำถามของร่างบางไป
…พบรึยังล่ะ? ทำไมจะไม่พบ ในเมื่อพระบิดาหมายเนตรไปที่องครักษ์ของพระองค์ จะเหลือก็แต่ให้คาซึยะได้พบกับชายที่พระบิดาหมายตานั่น
“คงจะไม่สมหญิงตั้งแต่มานั่งกับเจ้าพี่แล้วล่ะเพคะ” ในสมัยนี้ แม้สตรีจะมีอิสระมากมายนัก แต่กุลสตรีชั้นสูงก็ยังคงยึดทำเนียมแบบดั้งเดิม นั่นคือการเป็นนางในเรือน และออกงานเท่าที่จำเป็น ไม่แก่นกะโหลกออกมานั่งท้าลมลิ้มลองขนมกับชายหนุ่มคนใดให้หมองราศีดรุณีแรกรุ่นไม่
“ช่างยอกย้อนเช่นนี้ สมควรให้ข้ารับเจ้าเข้าทำงานไหมล่ะนี่” เพียงแค่คำขู่เล็กน้อย ก็ทำเอาร่างบางขยับเข้ามาจับท่อนพระกรแข็งแกร่งอย่างเอาอกเอาใจ
“เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ ผิดคำได้หรือเพคะ” หากจะว่าเป็นคำเอาใจก็อาจจะไม่ใช่ องค์ชายรัชทายาทส่ายพระพักตร์ไปมา กับรอยยิ้มหวานของร่างบาง
“นึกว่าจะอ้อนเจ้าพี่คะ เจ้าพี่ขา รับน้องเข้าทำงานเถอะ… แต่นี่อะไร ขู่พี่เสียอีก”
“ทำเช่นนั้น สตรีทั้งวังหลวงคงค้อนข้าเป็นแน่ เพราะทำอ้อนได้น่าดูชมนัก” เยินยอตัวเองอย่างไม่มีสตรีใดทำ แต่คาซึยะก็ทำ และทำให้องค์ชายหนุ่มสรวลเสียด้วย
“จริงอย่างเจ้าว่า เอาเถอะ พี่จะยอมให้เจ้าทำงาน ไปช่วยแปลเอกสารแล้วกัน กรมกลาโหมมีพวกจดหมายจากต่างแดนมาบ่อย ปกติต้องส่งไปให้ท่านราชครูช่วยแปล แต่ท่านราชครูเองก็งานล้นมือ ไหนจะเอกสารของกรมคลัง ไหนจะกรมกลาโหม ส่วนพวกนักแปลคนอื่นๆก็ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย ไม่รู้จบจากไหนมา แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้ พวกต่างแดนค้าขายกับเรามากขึ้น ท่านราชครูก็วิ่งวุ่นอยู่คนเดียว กรมไหนก็อยากให้ช่วยทั้งนั้น เพราะคนแปลเอกสารขาด”
ทั้งวังหลวง มีเพียงท่านราชครูซันโจเท่านั้นที่มีความรู้ในภาษาต่างถิ่นอย่างดีเยี่ยม ทำให้ไม่ว่ากระทรวงใดก็ล้วนเรียกหาท่านราชครูกันทั้งนั้น จนบัดนี้ ท่านราชครูยุ่งเสียจนไม่มีเวลาว่างจะเปิดสอนวิชาภาษาต่างแดนตามความตั้งใจ ซ้ำร้ายลูกขุนน้ำขุนนางชาววังทั้งหลายก็ไม่ชอบภาษาเหล่านี้เสียอีก เห็นบ่นว่ายากกว่าการจับดาบ หรือคิดคำนวณ
“แล้วเริ่มงานเมื่อไรเพคะ” คาซึยะถนัดงานด้านภาษาอยู่แล้ว เมื่อเรียนในต่างแดน ก็เลือกเรียนทางด้านนี้ ทำให้เจ้าตัวไม่ได้มีความรู้แค่เฉพาะภาษาประจำเมืองที่ตนไปอาศัยเท่านั้น แต่ภาษาของอาณาจักรโดยรอบ ร่างบางก็ศึกษาไว้เสียหมด
“พรุ่งนี้เลยก็ได้ แต่พี่คงไม่ได้อยู่ดูแล มีประชุมกับพวกนายทหารตั้งแต่เช้า ไว้จะฝากงานให้แล้วกัน” ตกลงนัดแนะเรื่องงานเรียบร้อยแล้ว องค์ชายรัชทายาทก็ชวนคุยต่ออีกพักใหญ่ ก่อนจะเสด็จกลับไปพร้อมนายทหารอารักขา ที่ไม่ใช่ทั้งสององครักษ์ผู้พาคาซึยะเข้ามาในวัง
และก็เป็นอีกครั้ง ที่บุรุษผู้ถูกหมายตาว่าจะเป็น ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ ยังคงถูกลืมเลือนไปจากใจของธิดาองค์น้อยผู้มีร่างกายแปลกประหลาด
ใช่! แม้จนกระทั่งวันนี้ คาเมนาชิ คาซึยะก็ยังจำไม่ได้ว่า องครักษ์อาคานิชิ คือเด็กชายร่างสูงผู้เงียบขรึมที่เคยตามเสด็จเจ้าพี่ของตนมาตั้งแต่วัยเยาว์
‘จิน!’
………………………..
คาเมนาชิ คาซึยะตระหนักอยู่เสมอ ว่าถึงแม้จะมีร่างกายที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่ตนก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีสองมือ สองขาและหนึ่งสมองสั่งการตามที่เรียนรู้มาจากโลกตะวันตก เพราะฉะนั้นแล้ว การจะไปไหนมาไหนขององค์หญิงบุญธรรมจึงไม่จำเป็นต้องมีเกี้ยว ขบวนตามเสด็จ หรือคนติดตามใดๆ
อากาศยามเช้ากำลังเย็นสบาย น่าเดินออกกำลัง ทั้งระยะห่างระหว่างเรือนคาเมนาชิ กับตำหนักชิโรยูกิอันเป็นที่ตั้งของกรมกลาโหมก็ไม่ไกลจากกันมากนัก ฉะนั้น คาซึยะจึงเลือกวิธีเดินลัดเลาะไปตามทางริมสวนที่อุดมไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ เพื่อทบทวนความทรงจำในวัยเยาว์ ว่าก่อนที่จะจากไปเรียนต่อนั้น บริเวณแถบนี้มีภูมิทัศน์เป็นเช่นไร
ใช้เวลาไม่นาน คาซึยะก็มาถึงตำหนักชิโรยูกิ ผู้คนยังบางตา เพราะยังเช้ามากนัก เมื่อเทียบกับเวลาเข้างานแล้ว แต่ความบางตานั้น ก็ยังจับจ้องมาที่ร่างโปร่งกันเป็นสายตาเดียว และยิ่งเมื่อสตรีนางนั้นเดินขึ้นบันไดหรูหราที่ทอดตัวลงมาจากชั้นสอง เหล่าขุนนางผู้มีตำแหน่งในกรมกลาโหมต่างก็พากันนิ่งงัน ก็จะไม่ให้แปลกใจได้อย่างไร ในเมื่อแม้โลกจะเวียนผ่านเข้าสู่ยุคสมัยที่สตรีสามารถทำงานร่วมกับบุรุษ แต่กรมกลาโหมก็ไม่เคยมีผู้หญิงเข้ามายุ่มย่ามเช่นนี้ ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม ทว่าไม่ทันจะได้คัดค้านใดๆ ร่างบอบบางก็หายขึ้นไปยังชั้นบนเสียแล้ว
คาซึยะรับรู้ถึงสายตาที่มองมา แต่ไม่สนใจเสียอย่าง ทั้งยังตั้งหน้าตั้งตาเดินตรงไปยังห้องทำงานที่องค์ชายรัชทายาทรับสั่งเรื่องตำแหน่งไว้แล้ว และยังทรงย้ำหนักแน่นว่าให้มาเรียนรู้งานจาก ‘คนที่มาก่อน’
หลังจากการพูดคุยสองสามประโยคกับนายทหารหน้าประตูฉลุลายชดช้อย ก็ทำให้พอจะรู้บ้างว่า ‘คนที่มาก่อน’ นั้น มาทำงานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ขยันขันแข็งเสียจนน่าใจหาย กลัวใจว่าทางกองคลังจะจ่ายเงินเดือนให้ไม่มากพอกับความพยายามของบุรุษผู้นั้น ร่างโปร่งอมยิ้มกับความคิดของตัวเอง ที่ออกจะแก่นไปเสียหน่อย สำหรับสตรีในรั้วในวัง
แต่จะสนอะไรกัน ถึงร่างกายจะเป็นหญิงหรือชาย แต่คาซึยะก็คือคาซึยะ
“องค์ชายฮิเดอากิให้ข้ามาช่วยงาน” ประตูห้องถูกเปิดออกด้วยมือของสองนายทหาร ให้ร่างโปร่งเดินเข้ามาแจ้งความจำนงกับชายหนุ่มที่เงยหน้าขึ้นมอง และทันทีที่จบประโยค อีกฝ่ายก็ทำเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย และก้มลงอ่านเอกสารบนโต๊ะต่อเช่นเดิม
คาซึยะหันซ้ายหันขวาอย่างไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี แม้จะไม่ได้อยากรับการต้อนรับอย่างพิธีรีตองมากนัก แต่ร่างบางก็ไม่คาดคิดว่าจะไม่มีอะไรเลยเช่นนี้ ไม่มีการบอกกล่าวว่าที่ใดคือที่ทำงาน ไม่มีการอธิบายว่าจะให้เริ่มงานจากตรงไหน ไม่มีอะไรสักอย่างเดียว
ร่างบางมองไปรอบห้อง แล้วเม้มปากเป็นเส้นตรง โต๊ะทำงานหลังใหญ่ที่สุดหันหน้าเข้าหาประตูคงจะเป็นโต๊ะทรงงานขององค์ชายรัชทายาท ขนาบซ้ายขวาด้วยโต๊ะขนาดไม่เล็กไปกว่ากันเสียเท่าไหร่ ที่โต๊ะหนึ่งมีเจ้าของนั่งทำงานอยู่แล้ว ส่วนอีกโต๊ะมีเอกสารกองสุม น่าจะเป็นขององครักษ์รวยอารมณ์ขำคนนั้น
“องค์ชายทรงมีรับสั่งให้ช่างจัดการโต๊ะให้แล้ว อีกสักสองสามวันจึงจะเสร็จ ช่วงนี้ใช้โต๊ะข้าไปก่อน” ชายหนุ่มหนึ่งเดียวในห้องกล่าวอย่างที่ไม่เสียเวลาแม้สักนิดกับการเงยขึ้นมามองคู่สนทนา
“ใช้โต๊ะท่าน?” คาซึยะอยากย้อนนักว่าจะให้ใช้ได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าของโต๊ะยังนั่งเสียเต็มแบบนั้น
“เอาเก้าอี้ของยูอิจิมาใช้ก่อนได้ ห้องเก็บพัสดุยังไม่เปิด ข้าเลยเบิกเก้าอี้ออกมาให้ไม่ได้” ไม่พูดเปล่า แต่ยกเอกสารส่วนหนึ่งลงไปกองที่พื้น เหลือที่ว่างส่วนน้อยเอาไว้ให้คาซึยะเข้าใจว่า ‘นี่คือที่ทำงานของเจ้า’
ร่างโปร่งหมุนตัวเดินไปยกเก้าอี้ไม้บุด้วยเบาะนุ่มจากโต๊ะอีกตัว ถึงจะไม่ได้นึกค่อนขอดว่า องครักษ์ของเจ้าพี่ช่างเป็นผู้ชายใจไม้ไส้ระกำในคราแรก แต่เพราะความหนักของเก้าอี้ก็ทำเอาคุณหนูคาเมนาชิชักจะคิ้วขมวดเสียแล้ว
ทว่า ยังไม่ทันจะได้หันไปขอความช่วยเหลือ เก้าอี้ตัวใหญ่ก็ถูกยกลอยจากพื้น แล้วนำไปวางไว้ข้างโต๊ะทำงานฝั่งซ้ายของห้อง ด้วยฝีมือขององครักษ์หนุ่ม
ร่างสูงไม่ได้พูดอะไร วางเก้าอี้แล้วก็กลับไปนั่งทำงานต่อ ให้คนที่เดินเข้ามาร่วมโต๊ะได้แต่ทรุดตัวลงนั่งเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยปาก
“ขอบคุณ” สุดท้ายก็ตัดสินใจพูด ทำเอาอีกฝ่ายต้องเงยหน้าจากเอกสารขึ้นมอง ก่อนจะหันไปหยิบม้วนกระดาษจากบนพื้นมาส่งให้
“งานที่องค์ชายฝากเอาไว้ แปลใส่กระดาษแผ่นนี้ พระองค์จะเข้ามาตอนบ่าย ถ้าเสด็จทันจะเป็นการดี แต่ถ้าไม่… ก็ไว้พรุ่งนี้ได้” ร่างบางรับกระดาษมาเปิดอ่าน สำหรับคนที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนเจ้าของภาษามานานหลายปี แค่จดหมายเกี่ยวกับราคาอาวุธยุทโธปกรณ์นั้นไม่ใช่เรื่องยาก
คาซึยะอ่านผ่านตาหนึ่งรอบ ก่อนจะเริ่มจรดปากกาขนนกลงบนกระดาษเปล่าอีกแผ่น เมื่อคนสองคนล้วนมีงานที่ต้องใส่ใจ ความเงียบจึงเริ่มครอบคลุมไปทั่วห้อง และเหลือเพียงแต่เสียงเสียดสีระหว่างปลายปากกากับกระดาษเท่านั้น
อาคานิชิ จินตรวจเอกสารแผ่นสุดท้ายสำหรับเช้านี้เรียบร้อย จึงลุกขึ้นหมายจะออกไปขอชาสักถ้วยจากนางกำนัล เขาไม่ชอบให้ใครเข้ามายุ่งวุ่นวายในยามทำงาน ซึ่งข้อนี้องค์ชายรัชทายาทก็มีดำรัสเห็นด้วย จะขาดก็แต่เพื่อนรักร่วมสายอาชีพอย่างนากามารุ ยูอิจิที่บ่นกระปอดกระแปดว่าไม่มีนางกำนัลคอยเข้ามารินชาแล้วทำให้ห้องทำงานแห้งเหือดไม่มีชีวิตชีวา
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง และนั่นทำให้เขาพบว่า วันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เขาเท่านั้น ที่มาทำงานแต่เช้าตรู่ แต่มีใครอีกคนมาขอปันพื้นที่บนโต๊ะทำงานเพื่อแปลเอกสารด้วย
เขาก้มลงมองคนที่ตั้งอกตั้งใจเขียนบนกระดาษ แล้วนึกหวนไปยังวัยเด็กของคนตรงหน้า องค์หญิงน้อยแสนแก่น แสนห้าวที่หนีเรียนเย็บปักถักร้อยมาฝึกดาบกับเขาและองค์ชายฮิเดอากิบ่อยครั้งจนถูกจับได้ แต่ไม่เคยถูกทำโทษเลยแม้แต่ครั้งเดียว ณ เวลานี้ องค์หญิงน้อยผู้นั้น เติบโตกลายเป็นสาวงามที่คงจำไม่ได้แล้ว ว่าในยามนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่ เจ้าพี่ กับน้องเท่านั้น แต่มี ‘จิน’ ตามติดไปทุกหนทุกแห่ง
คนที่ทำงานเสียเพลิน ไม่ได้รู้ตัวแม้แต่น้อยว่ากำลังถูกจับจ้องอยู่นาน ฝ่ายคนจ้องก็เผลอไผลสายตาอยู่กับเสี้ยวหน้าหวานสวยอย่างลืมตัวลืมใจ จนประตูเปิดเข้ามา เพราะองครักษ์อีกคน ทำให้คนในห้องรู้สึกตัว
“ประชุมเสร็จแล้วหรือ” ร่างสูงเอ่ยปากถามแก้เก้อ เมื่อเห็นสายตาสงสัยของคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่
วันนี้องค์ชายฮิเดอากิทรงมีประชุมตั้งแต่เช้าตรู่ และให้ นากามารุ ยูอิจิไปร่วมประชุมด้วย ส่วนเขาต้องจัดการงานเอกสารอีกหลายชิ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมในอีกสองวันข้างหน้า
“ใกล้แล้ว ข้ามาเอาเอกสารน่ะ อะ… แม่หญิงคาเมนาชิ อรุณสวัสดิ์ มาทำงานแต่เช้าเชียว” นากามารุ ยูอิจิทักทายอย่างเป็นกันเอง ด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง ให้คนถูกทักต้องเงยหน้ามองแล้วยิ้มตอบ
“อรุณสวัสดิ์…ท่าน…”
“โอ้ ข้ายังไม่ได้แนะนำตัวเลยสินะ นากามารุ ยูอิจิ บุตรของท่านเจ้ากรมการแพทย์ ตอนนี้เป็นองครักษ์ในองค์รัชทายาท”
“ยินดีที่ได้รู้จัก ท่านนากามารุ”
“เรียกข้าว่ายูอิจิก็ได้ ไม่ต้องพิธีรีตองนักหรอก เอ่อ… ว่าแต่ แม่หญิง…” ยูอิจิชักสับสน เขารู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงธิดานายพล แต่ตำแหน่งองค์หญิงบุญธรรมก็ยังเป็นที่ประจักษ์
“ไม่ต้องมากพิธีเช่นกัน ถือเสียว่าข้าเป็นเพื่อนร่วมงาน” เพียงเท่านั้น องครักษ์หนุ่มก็ยิ้มกว้าง
“งั้นข้าขอเรียกแม่หญิงคาซึยะแล้วกัน ข้าต้องไปก่อน เดี๋ยวองค์ชายจะทรงรอ… จิน องค์ชายรับสั่งว่าถ้าเสร็จเรื่องเอกสารแล้ว ก็ไม่มีงานแล้ว” แล้วฝ่ายนั้นก็ไปไวมาไว ฉวยเอกสารที่ต้องการได้ ก็หันไปยิ้มกว้างให้คาซึยะอีกครั้ง ก่อนจะบอกเล่าคำฝากขององค์ชายรัชทายาท แล้วจึงเดินจากไป ทิ้งให้ร่างโปร่งได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นกับชื่อที่องครักษ์นากามารุเรียกชายหนุ่มร่างสูงที่ร่วมห้องกับตนมาตั้งนาน แต่นอกจากสกุล ‘อาคานิชิ’ ที่ได้ยินตอนเขาพาคาซึยะเข้าวังแล้ว ก็ไม่รู้อะไรอีก
…จิน… อย่างนั้นหรือ
แต่… ยังไม่ทันจะได้ถามให้หายข้องใจ ชายหนุ่มพูดน้อยก็เดินออกจากห้องไปเสียแล้ว ทิ้งให้คาซึยะได้แต่ย่นจมูกไล่หลังกับอาการของ อาคานิชิ จิน ที่เคร่งขรึมไม่ต่างจาก เด็กชายคนหนึ่งที่เคยสนิทสนมยามเยาว์
คนเคร่งขรึมกลับเข้ามาอีกครั้ง และอีกพักหนึ่ง นางกำนัลก็จัดชาและขนมเข้ามาตั้งโต๊ะเล็กข้างร่างบาง ให้คาซึยะต้องมองคนนั้นคนนี้ทีด้วยความไม่เข้าใจ รอจนนางกำนัลจัดเรียบร้อย และถอยห่างออกจากห้องไปแล้ว ร่างสูงจึงเอ่ยปาก
“กว่าจะถึงมื้อเที่ยง ต้องรออีกพักใหญ่ คนทำงานเอกสารต้องการสารอาหารสำหรับสมอง” อาคานิชิ จิน พูดแค่นั้น ก่อนจะยกชาขึ้นจิบ และหันกลับไปสนใจเอกสารในมือตนต่อ
“นี่ของข้าหรือ” ชุดขนมประกอบไปด้วยขนมปังชิ้นเล็กๆพอดีคำ สำหรับหนึ่งคน และน้ำผลไม้ในแก้วทรงสูง ทำให้คาซึยะต้องหันมาถาม
“ข้าไม่ชอบขนมตะวันตก” หรือที่เมื่อครู่ออกจากห้อง ก็เพื่อจะสั่งนางกำนัลให้นำของเหล่านี้เข้ามาให้ … ดูเหมือนผู้ชายคนนี้ก็มีมุมที่น่ารักใช่ย่อยทีเดียว…
“ขอบคุณ” จินชะงักกับคำขอบคุณครั้งที่สองของวัน โดยเฉพาะใบหน้าหวานที่ขยับแย้มยิ้มจริงใจนั่น ชวนให้หน้าเคร่งขรึมเหมือนจะร้อนผ่าวพอๆกับชาในถ้วย ทำเอาชายหนุ่มต้องเสยกแก้วขึ้นจิบอีกอึก แล้วบอกปัด
“นั่นเพราะองค์ชายมีรับสั่งให้ดูแล” เพียงเท่านั้น ร่างบางก็นึกอยากจะขอคำขอบคุณทั้งหมดคืนมาจากผู้ชายคนนี้เสียจริง!!
……………..
บ่ายวันนั้น เมื่อองค์ชายรัชทายาทกลับเข้ามาในห้องทรงงาน จดหมายจากต่างแดนก็ถูกแปลวางเตรียมไว้ให้บนโต๊ะแล้ว ส่วนเจ้าของผลงานนั้นหายหน้าไปไหน ไม่อาจรู้ ในขณะที่องครักษ์ผู้ขยันขันแข็ง แม้จะจัดการงานในส่วนของตัวเองเรียบร้อย ก็ยังคอยรับใช้ไม่ห่าง
“แล้วคาซึยะล่ะ” องค์ชายมีรับสั่งกับองครักษ์หนุ่มที่คงเป็นเพียงผู้เดียวที่จะรู้เห็น
“เห็นว่าจะออกไปเดินเล่นพระเจ้าค่ะ ทรงมีอะไรเรียกใช้ ข้าจะให้คนไปตาม” จินไม่ได้บอก ว่ากว่าจะคาดคั้นคนที่ลุกหนีจะออกจากห้องเสียดื้อๆ ให้ยอมบอกว่าจะไปไหนมาไหน จนรับรู้นั้น เขาต้องข่มอารมณ์ไม่ให้นึกอยากตีมากเท่าไร เติบโตจนเป็นสาวแล้ว แต่ยังทำตัวดื้อดึงเหมือนสมัยเด็กไม่มีผิด
“อย่างนั้นหรือ” องค์ชายหนุ่มรับคำ ก่อนจะเสเนตรลงอ่านงานแปลของคาซึยะ แล้วจึงได้ขมวดขนงแน่น เมื่อพบว่ามีกระดาษจดหมายน้อยๆแทรกสอดอยู่ระหว่างงานแปลมาด้วย
‘ทูลเจ้าพี่ ข้าไม่อาจทนสูดอากาศร่วมกับผู้ชายพรรค์นั้นต่อไปได้ ขอออกไปเดินเล่นข้างนอกสักพัก หากมีงานใดเร่งด่วน ให้คนไปตามข้าที่หลังตำหนัก ข้าจะกลับมาแต่ไว ขอบพระทัยในพระกรุณา’
เป็นจดหมายฉบับเล็กๆ ที่ทำเอาองค์ชายรัชทายาทถึงกับอมยิ้ม แล้วเหลือบมอง ‘ผู้ชายพรรค์นั้น’ ที่ยังคงนั่งทำงานเงียบๆ แตกต่างจากองครักษ์อีกคนของพระองค์ รายนั้นใช้ชีวิตวัยหนุ่มคุ้มเสียจนเรียกว่าเกินคุ้ม สนุกสนานกับวันเวลา สนุกสนานกับสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ อาคานิชิ จินไม่ใช่
… อาคานิชิ จิน เป็นผู้ชายที่จริงจังไปกับทุกเรื่อง จริงจังจนขาดความรัก จริงจังจนเย็นชา
…หรือพระองค์จะช่วยการหมายเนตรของพระบิดากลายมาเป็นความจริงดี ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ ถ้าหากเป็นอาคานิชิ จิน ขึ้นมาล่ะ ป่านนี้น้องของเขาจะรู้รึยัง ว่า ‘ผู้ชายพรรค์นั้น’ กับ ‘จิน’ เพื่อนเล่นสมัยเด็กเป็นคนคนเดียวกัน
“จิน” เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นเพื่อรับโองการ องค์ชายฮิเดอากิแย้มพระโอษฐ์อย่างอารมณ์ดี
“เย็นนี้ว่างหรือไม่” หากตรัสถามแบบนี้ ต่อให้ไม่ว่างก็ต้องว่าง
“เราอยากเที่ยวตลาด…เจ้าก็ไปด้วยสิ ยูอิจิ นานๆที เราจะเป็นเจ้ามือเลี้ยง ถือเสียว่าต้อนรับพนักงานใหม่”
พนักงานใหม่ ที่ป่านนี้ยังไม่รู้เรื่องรู้ราว และหมายแต่จะหนีจาก ‘ผู้ชายพรรค์นั้น’ ที่ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว
พนักงานใหม่ ที่ไม่รู้เสียแล้ว ว่าเจ้านายผู้เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ กำลังดำริอยากให้คำทำนายของโหรหลวงที่พระบิดาเคยตรัสเล่าให้ฟัง กลายเป็นความจริงในเร็ววัน!!!
……………………….
อ่า นี่เป็นครั้งแรกที่ลงฟิคอีกแนวหนึ่ง

กลัวอ่านแล้วเหนื่อย เลยใช้คำราชาศัพท์นิดหน่อย ถ้ายังไง ช่วยติชมด้วยนะคะ
เพราะไม่เคยลงฟิคสไตล์นี้เลยอ่ะ แต่ก็อยากลง... ฮ่าฮ่า อยากลอง

ขอบคุณมากค่ะ
2009.08.07
FIC : คำเตือน (บอกแล้วว่าอย่าใส่)
FIC : คำเตือน (บอกแล้วว่าอย่าใส่)
JIN X KAME
By : Dezair
……………….
คณะเศรษฐศาสตร์นั้น มีนิสิตในแต่ละชั้นปีไม่ถึงสองร้อยคน ในจำนวนสองร้อยคนก็ไม่ใช่ผู้ชายเสียทั้งหมด แถมผู้ชายที่มี ก็เป็นเพศทางเลือกไปแล้วส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งนิยมชมชอบทางด้านการบริหารเสน่ห์ด้วยหน้าตาหล่อเหลาไม่มันเยิ้มน่าแหยะเหมือนเฟรนซ์ฟรายเหี่ยวๆ
แต่ทั้งที่เป็นแบบนั้น คณะเศรษฐศาสตร์ก็ยังมีสนามฟุตบอลส่วนตัว!
ย้ำ
ส่วนตัวจริงๆ
เพราะ ณ ปัจจุบันนี้ สนามบอลแห่งนั้น ซึ่งเป็นเพียงสนามพื้นปูนกว้างๆถูกยึดโดยเก้าหน่อปีสามผู้แสนจะรักการเตะบอลยิ่งชีพ และเวลานี้ ก็คือเวลาอันเป็นฤกษ์งามยามดีของพวกมันที่จะต้องสิงสถิตที่สนามส่วนตัว
“คาเมะ แม่มึงส่งมึงมาเตะบอลเหรอวะ… เลิกเล่นได้แล้ว พวกกูวิ่งกันจนเท้าเปื่อยแล้วเนี่ย” เสียงไอ้จิมมี่ดังขึ้น
มันเป็นความจริงที่ว่า พวกเขาเป็นนิสิตปีสาม ไม่ได้รุ่นเอ๊าะเป็นหญ้าอ่อนๆอย่างไอ้พวกปีหนึ่ง วิ่งไล่บอลกันได้ครึ่งชั่วโมงก็หอบแฮ่ก ต้องมานั่งหายใจไม่ทันชวนหัวใจจะวายกันอยู่ริมสนาม โชคยังดีที่วันนี้ไม่มีหนุ่มๆชมรมคนรักคาเมะมาเป็นกองเชียร์ ไม่อย่างนั้นคงตกเป็นขี้ปากไอ้พวกเวรนั่นแน่ๆ ว่ามีแต่คาเมะ(จัง) สุดที่รักของพวกมันที่แข็งแรงยิ่งกว่าใคร ในขณะที่พวกเขาอาจจะต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจในเร็ววัน
เกือบสิบนาทีหลังจากจิมมี่เกริ่นถึงแม่ไป พวกเขาก็ยังนั่งพักเหนื่อยแบบไม่เสร็จ ส่วนที่สนามปูนสีขาวหม่นๆเพราะทนแดดทนลมยังมีไอ้เด็กห่ามแถมไฮเปอร์บางคนที่ยังวิ่งขึ้นวิ่งลง เดี๋ยวเตะบอลเข้าโกลล์นี้ เดี๋ยวไซด์คิกเข้าโกลล์นั้น
ก็จะใคร!? ถ้าไม่ใช่ คาเมนาชิ คาซึยะ
“นี่คาเมะ…มึงจะไปแข่งทีมชาติเหรอ จะเตะหาอะไรวะ!!”
ความอดทนสิ้นสุดเมื่อไอ้ห่ามไม่ล่อบอลเข้าโกลล์ แต่ล่อเข้าฝูงเพื่อนที่นั่งกันอยู่ คราวซวยตกเป็นของไอ้จุนโนะที่นั่งหันหลังให้ เท้าไอ้คาเมะแม่นพอจะส่งลูกเข้าไปเต็มหลังนั่นแหละ
“กูจะเอาซิคแพ็คโว๊ย!” ไอ้น้องห่ามมันว่าอย่างนั้น ก่อนจะหันมาลูบหน้าท้องแบนราบ แถมขาวจั๊วะให้เพื่อนๆดูเป็นอกุศลแก่นัยย์ตา
“ซิคแพ็คที่แข้งอ่ะดิ! วิ่งไม่บันยะบันยังแบบมึงน่ะ” โคคิยังไม่วายช่วยบ่นอย่างอดหมั่นไส้ไม่ได้
“แล้วมึงจะเอาซิคแพคไปทำไมวะคาเมะ เอาไว้โชว์ตอนถอดเสื้อเล่นบอลแค่นั้น?” โคยามะถามบ้าง คาเมะหันมายิ้มกว้างอวดฟันขาวแทบจะทั้งสามสิบสองซี่
“ปิดเทอมหน้าร้อน กูจะไปทะเล” เท่านั้นล่ะ เสียงโวยวายของเพื่อนทั้งกลุ่มก็ดังกันยกใหญ่ โล้งเล้งเอ็ดตะโรเหมือนด่าทอกันตลอดเวลา แต่จับใจความได้สั้นๆว่า…
“อะไรของมึง!!! ทำไมจะไปไม่ชวนพวกกู!!”
…………………………….
จะชวนหรือไม่ชวน ไม่ใช่ปัญหาสำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะแปดเพื่อนสนิทพร้อมใจกันพูดแบบไม่มีใครขอคัดค้านสักคน
‘พวกกูไปด้วย’
และเพราะเป็นแบบนั้น ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดภาคเรียน เก้าหนุ่มกลุ่มชิลล์และรักการเตะบอลมากกว่าการเรียน ก็อุตส่าห์รีบสอบรีบออกกันไปตะลอนซื้อข้าวของเตรียมไปเที่ยวกันเต็มที่ ขาดไม่ได้และอาจถึงตายหากไม่มี คือเหล้ากับเบียร์ งานนี้เกิดความสามัคคีกันถ้วนหน้า ลงขันเป็นกองกลางเรียบร้อยก็ตะเวนเข้าซุปเปอร์ทันที
แต่เดี๋ยว!
คิดสั้นไปรึเปล่า ที่เอาไอ้คาเมะเข้าไปซุปเปอร์ด้วย เกิดพ่อคุณอยากจะสวาปามเนื้อปลาวาฬ กุ้งลอบสเตอร์ หรืออะไรที่มันแพงๆขึ้นมา ไอ้ที่อุตส่าห์ลงขันกันมาตั้งแต่แรก จะขันแตกกันตั้งแต่ยังไม่ทันเหยียบเท้าออกจากโตเกียวเนี่ยแหละ และเพราะแบบนั้น แปดหนุ่มที่เหลือเลยพร้อมใจกันหันมามองไอ้ตัวป่วนที่เดินรั้งท้าย
“ไม่ต้องมองกูเลย เดี๋ยวกูจะขึ้นไปซื้อของ นี่แค่ลงมาส่งพวกมึงเฉยๆ” คาเมะว่าอย่างนั้น ชวนให้เบาใจได้ว่า จะไม่มีมันไปเป็นตัวป่วนในซุปเปอร์ให้พนักงานทั้งหลายฆ่าตัวตายประชดชีวิตที่มีลูกค้าอุตริอย่างมันแน่นอน
“มึงจะซื้ออะไร” เรียวถามอย่างไม่วางใจ หน้าอย่างไอ้คาเมะเนี่ย ไม่ควรปล่อยให้คลาดสายตาโดยเด็ดขาด อันตรายเป็นที่สุด
“ซื้อกางเกงไปทะเล”
ทั้งหมดพร้อมใจกันทำตาเหลือก ขนาดจินที่ว่านิ่งยังอดจะเลิกคิ้วสงสัยไปด้วยไม่ได้ ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะเคยมาเดินช้อปปิ้งซื้อเสื้อผ้า แล้วแค่คราวนี้จะไปทะเลหน่อยเดียว ถึงขนาดต้องซื้อกางเกงใหม่กันเลย?
“ตั้งแต่เป็นเมียไอ้จินไปเนี่ย มึงแต๋วแตกขึ้นเยอะนะ” ยูอิจิอดไม่ได้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ผลออกมาเลยโดนคาเมะตบหัวไปที
“กูจะซื้อไปใส่อวดซิคแพคโว๊ย! ปากดีนัก มึงมานี่กะกูเลยดีกว่าไอ้ยู!”
ว่าแล้วคาเมะก็คว้าหมับเข้าที่แขนเพื่อน แถมลากให้มายืนด้วยกัน ได้ยินเสียงหัวเราะจากจุนโนะ เจ้าตัวเลยหันไปถลึงตาใส่ แล้วใช้มืออีกข้างลากแขนมันมาด้วยอีกคน กลายเป็นว่า พวกที่จะเข้าไปซื้อของในซุปเปอร์ ถูกฉกตัวไปอย่างหน้าด้านๆถึงสองคน
“กะอีแค่ซื้อขนมซื้อเบียร์ เอาไอ้จินกับชิโรตะไปสองคน กูว่ามึงเหมาทั้งซุปเปอร์พวกมันก็ยังแบกหมดเลย เอาไอ้ยูกับจุนโนะมาให้กูแล้วกัน ไปๆ” ไอ้คาเมะมันเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางเช่นเคย ไม่เคยถามว่าเพื่อนอยากจะไปด้วยมั้ย เพราะมันจับแขนได้ปุ๊บมันก็ลาก ลาก ลาก ไม่สนใจเสียงโวยวายแปดหลอดของไอ้สองคนที่มันจูงนั่นเลย
“มึงไม่ไปกับมันด้วยเหรอ”
โคคิหันมาถามจิน คนเป็นแฟนกันมันก็น่าจะอยากรู้เรื่องของกันและกันบ้างนั่นแหละ อย่างเรื่องซื้อเสื้อผ้า โคคิคิดว่าเขาเองก็เป็นเหมือนผู้ชายทั้งโลก ชอบให้แฟนแต่งตัวดีๆ น่ามอง แต่ทั้งอย่างนั้น ความขี้หวงของผู้ชายก็ยังปะปนมาด้วยเสมอ
…แต่อย่างไอ้คาเมะ…
…มันคงไม่ใส่อะไรโป๊เปลือยให้ไอ้จินหวงหรอกมั้ง…
“คงไม่มีอะไร” จินตอบแบ่งรับแบ่งสู้ ก่อนจะหมุนตัวเดินนำเข้าซุปเปอร์ พลอยให้เพื่อนคนอื่นๆต้องเดินตาม
แล้วจากนั้น ในซุปเปอร์ก็เกิดการฮือฮาในหมู่พนักงานและลูกค้าทำนองที่ว่า
‘มนุษย์หมีป่าผู้ชาย หกคนมาซื้อกับข้าว!!!!’
ไม่อยากจะบอก ว่าเหลือ มนุษย์หมีป่าผู้ชายอีกสอง กับไอ้เด็กห่ามอีกหนึ่งที่ไปเดินโซนอื่น…=.=
…………………….
‘คงไม่มีอะไร’
คำนี้ใช้ไม่ได้กับน้องห่ามแก่งคณะเศรษฐศาสตร์ ผู้มีสโลแกนชีวิตที่ไม่เหมือนใคร อาทิ ชีวิตเดียว เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว ต้องมีทั้งผัวและเมีย! หรือจะเป็น รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี รักห่ามต้องรักดีๆ เลี้ยงข้าวกันทุกที ถือว่าโอเค
ที่ว่ามาทั้งหมด แค่จะแสดงให้เห็นถึงความแปลกของมัน แต่ทั้งอย่างนั้น ก็ยังไม่พอยาไส้ที่จะบอกว่าความจริงแล้ว ไอ้ห่ามมันห่ามกว่าที่จะนิยามได้เยอะนัก
“มึงจะซื้อจริงอ่ะ” ยูอิจิกลืนน้ำลายเมื่อมอง ‘กางเกง’ ในมือเพื่อนที่ชูขึ้นมาให้ดู นั่น มันยังมาทำสีหน้ายิ้มแย้มบอกแบบไม่มีปิดบังทางหน้าตาของมันว่า ‘กูจะเอาตัวนี้แหละ!!’
“จริง กูว่าใส่แล้วแจ่ม” มันยังคิดเข้าข้างตัวเอง และทำในเรื่องที่อุบาศว์ยิ่งกว่านั้นด้วยการเอากางเกงลงทาบ
…ไอ้บ้า!!! มึงจะเอา กางเกงว่ายน้ำ ลองทาบทำไม!!! พนักงานผู้หญิงเขาอายกันหมดแล้ว!!!...
“กูว่ามึงน่าจะรอไอ้จินมาช่วยดูให้”
จุนโนะพูดด้วยความสัตย์จริงว่าโคตรอายกับการที่ถูกเพื่อนลากเข้ามาในร้านขายชุดว่ายน้ำ ไอ้นั่นยังไม่เท่าไหร่ แต่ที่มันเอามือนึงลากไอ้ยู มือนึงลากเขา แล้ว ตรงดิ่งมาที่เชลฟ์ขาย ‘จีสตริงสำหรับผู้ชาย’ เนี่ยแหละ ที่จุนโนะอยากจะเลิกคบไอ้ห่ามให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
“ไม่เอา กว่าพวกนั้นจะซื้อของเสร็จ กูขี้เกียจรอ” คาเมะยังเดินหน้ามุ่งมั่นจะซื้อจีสตริงไปใส่เล่นทะเลให้ได้ ในขณะที่ยูอิจิคิดจนหัวแทบระเบิดว่าจะอธิบายอย่างนุ่มนวลอย่างไรไม่ให้มันซื้อติดไม้ติดมือไปจริงๆ
…ยูอิจิดูออกว่าไอ้จินขี้หวงไม่เป็นสองรองใคร แค่ไอ้คาเมะถอดเสื้อเตะบอล จินมันยังมองแล้วมองอีก พอไอ้พวกชมรมคนรักคาเมะมาทำตาพร่าตาลายกับความขาวของอกไอ้ห่าม ไอ้คุณพี่โหดก็หายใจฟืดฟาดไม่พอใจแล้ว แล้วแค่ถอดเสื้อเตะบอลยังเป็นแบบนั้น อย่าคาดหวังเรื่องใส่จีสตริงลงทะเลเด็ดขาด ไม่มีทางเด็ดๆ!!...
…แล้วถ้าไอ้คาเมะซื้อไปจะเป็นยังไง?...
…แน่นอนว่าไอ้จินกลายร่างเป็นระเบิดทำลายล้าง…ส่วนพวกเขา เหล่าเพื่อนๆผู้น่ารักก็…เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายทุกที!!!...
“คาเมะ…มึงไม่กลัวไอ้จินจะหวงมึงเหรอ” ร่างโปร่งนิ่งไป ก่อนจะหันมองยูอิจิที่เปิดประเด็น เห็นท่าทางว่าคล้ายจะรับฟังแล้ว ยูเลยเริ่มพูดต่อ
“เนี่ย กางเกงอย่างงี้ เป็นกู กูไม่ให้ยามะพีใส่เด็ดขาดเลย กูหวง ของของกู จะมาใส่โชว์นั่นโชว์นี่ให้คนอื่นเห็นได้ไง จริงมั้ย” คาเมะยิ้มบาง พยักหน้าหงึกหงัก แล้วยกกางเกงจีสตริงสีสดใสขึ้นดู ก่อนจะพูด
“กูไม่ใช่ของของไอ้จิน เพราะงั้น กูจะใส่! พี่ เอาตัวนี้ตัวนึง แฟนผมชอบ!” มันว่าแล้วชี้ไปที่ยูอิจิและจุนโนะ ทำนองว่าเพื่อนทั้งคู่เป็น ‘แฟน’ ทำเอาพนักงานสาวถึงกับตาค้าง อึ้งสนิท พูดอะไรไม่ออก ในขณะที่คาเมะเอาแต่ยิ้มกว้างมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยไม่แลสีหน้าเพื่อนสองคนสักนิด
…พวกกูไม่ต้องการ เข้าใจมั้ยยยยย!!!
…พวกกูไม่ได้ต้องการเป็นแฟนมึง ไม่ได้ต้องการให้มึงซื้อ ไม่ได้ต้องการอะไรสักนิดเดียว ช่วยฟังกูบ้าง!!! อ้ากกกกกก!!!...
ซวยสนิทจริงๆ จากนี้ไป สถานที่ต้องห้ามสำหรับคาเมะไม่ใช่ซุปเปอร์อย่างเดียวแล้ว แต่ควรจะเป็นห้างทั้งห้างมากกว่า!!!
ต่อไปนี้ มึงอยู่แต่ที่บ้านไป๊!!!
………………
ซื้อกันเรียบร้อย สามซี้ที่สองในสามอยากจะหายตัวไปให้มันพ้นๆเสีย ก็มานั่งแกร่วรออยู่ร้านขนม ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าไอ้จินมาเห็นกางเกงในจีสตริงของไอ้คาเมะ อะไรจะเกิดขึ้น ยูอิจิอยากจะโทร.กลับไปบอกยามะพีแฟนสุดที่รัก ว่าถ้าเขาตายในเร็ววันนี้ล่ะก็ เกิดมาจากไอ้ห่ามที่มันทำตัวกวนประสาทผัวมัน จนเป็นเหตุให้ตายหมู่กันยกแก็งค์ ให้ยามะพีเป็นพยานด้วย ว่าเขาไม่ได้ถูกฆาตกรรมจากใครคนใดทั้งสิ้น
“คาเมะ มึงเอามาฝากไว้ที่กูมั้ย ไอ้จินได้เซอร์ไพรส์ไง วันไปทะเล” จุนโนะตัดสินใจรักษาชีวิต ด้วยการพยายามเอากางเกงจีสตริงอันจะเป็นต้นเหตุแห่งลางร้ายทั้งมวลมาไว้ที่ตัวเอง วันไปทะเลก็ทำเป็นว่าลืมเอาไปด้วย แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง
“จะดีเหรอ กูว่าไว้ที่กูดีกว่า เดี๋ยวมึงลืม” ดันรู้แกวกันอีก!! จุนโนะอยากจะร้องไห้
“เฮ้ย! กูว่ามึงฝากไว้ที่จุนโนะก็ดีนะเว้ย คาเมะ ไอ้จินได้ไม่เห็นก่อนไง แล้วไอ้จุนโนะมันขี้ลืมที่ไหนกันเล่า ฝากมันไว้นั่นแหละ” ยูอิจิรีบยกหางเพื่อน มองเห็นเค้าลางว่าไอ้จุนโนะคิดจะทำอะไร ถ้าทำแล้วเขาปลอดภัย ถือว่าโอเคทั้งนั้นแหละ
คาเมะไม่ทันจะตัดสินใจ ถุงในมือก็ถูกไอ้คนพูดดึงไปยัดใส่มือไอ้จุนโนะเสีย พอดีกับที่ พวกไปซื้อของที่ซุปเปอร์เข้ามาพอดี
“ไง ไอ้คาเมะ ได้กางเกงมั้ยมึง” ยูแทบอยากจะกระโดดกัดหัวไอ้ชิโรตะที่เปิดประเด็นเรื่องกางเกงขึ้นมาอีก และนั่น! คาเมะไม่ตอบ ไม่พูด แต่คว้าถุงจีสตริงที่อยู่ในมือจุนโนะมาแล้วเปิดถุง หยิบขึ้นมาโชว์!
อ้ากกกกกกกก!! ไอ้บ้าคาเมะ มึงทำอะไรของมึงเนี่ย!!!!
เกิดเป็นความเงียบชั่วอึดใจในกลุ่ม ทุกคนตาค้าง อ้าปากค้าง และอาจจะมีการหายใจค้าง เพราะไม่คิดว่าสิ่งเล็กจิ๋วในมือไอ้คาเมะ จะเรียกว่า กางเกง
“ไม่ต้องเอาไปทะเล” ประกาศิตเฉียบขาดจากคนที่ไม่ต้องเดาว่าใครดังขึ้น ทำเอาคาเมะหันพรึ่บไปมอง รอยยิ้มที่แสนจะภาคภูมิใจในกางเกงของตัวเองหายลงทันที
“มึงสั่งกู?” จินเหลือบตามอง แล้วย้ำชัด
“เปล่า กูเตือน…ห้ามใส่!” มันว่า แล้วคว้ากางเกงในมือคาเมะมายัดลงถุง แล้วหมุนตัวเดินหนีออกไป ทิ้งให้เจ็ดเพื่อนที่เหลือเงียบสนิท แต่คาเมะร้องลั่น
“กูซื้อใหม่ก็ได้โว๊ย!!!”
…เวรอีก!! ไอ้พวกไม่รู้จักคำว่า เข็ด!!
…………………….
อาจจะเรียกได้ว่า กางเกงใน เป็นเหตุ เพราะไอ้คาเมะทำตัวมึนตึงใส่ไอ้จิน ผู้เป็นแฟน (ที่ไม่ค่อยจะรักกันเท่าไหร่) ส่วนไอ้จินก็เงียบ เกิดเป็นป่าช้าย่อมๆในรถ ตั้งแต่ออกจากห้างคราวนั้น จนปาไปถึงวันที่จะเดินทางไปเที่ยวกัน
และเพราะว่ามีกันตั้งเก้าคน เลยจำเป็นต้องใช้รถยนต์ถึงสองคัน คันนึงเป็นของไอ้ชิโรตะ ส่วนอีกคัน ยืมมาจากบ้านไอ้โคยามะ ดังนั้น ไอ้คู่รักที่ชวนให้น่าหวั่นว่าจะเลิกกันทุกวินาทีจึงถูกแยกขึ้นรถคนละคันโดยฝีมือของผองเพื่อนทั้งหลาย เนื่องด้วยว่า อาจจะไปไม่ถึงทะเล ถ้าจับพวกมันยัดเข้ามารถคันเดียวกัน
“แม่ง ไอ้จินมันกวนประสาท มีการโทร.มาสั่งกูว่าห้ามเอาอะไรอย่างอื่นแบบกางเกงตัวนั้นไปอีก!!” ขนาดอยู่กันคนละคัน ไอ้คาเมะยังบ่นไม่หยุด
“แล้วมึงรับโทรศัพท์ทำไมล่ะ ก็เห็นอยู่ไม่ใช่เหรอว่าชื่อมันโทร.มา” ชิโรตะคนขับถามอย่างอดไม่ได้
“มันเอาเบอร์สาธารณะโทร.มา!! แม่งเอ้ย! คิดว่ากูจะยอมทำตามที่มันสั่งรึไงวะ ไม่มีทาง!!” สรุปว่าบ้าทั้งคู่ คนนึงก็อยากจะเตือน ถึงขนาดถ่อไปหาตู้โทร.นอกบ้าน อีกคนก็พอกัน ขนาดเขาโทร.มาสั่งขนาดนั้น ก็ยังจะดื้อด้านอยู่ได้
“นี่มึงเอาตัวใหม่มาด้วยเหรอ” โคคิที่นั่งข้างๆ หันมาถามแล้วกลืนน้ำลายหนึ่งอึกด้วยความหวาดหวั่นเป็นที่สุด
“เอามาดิ ถ้าไม่เอามาแล้วจะซื้อมาทำบ้าอะไร”
…เอามาทำให้พวกกูตายไงครับ!! ไอ้คาเม๊!!!....
………………
ถึงทะเลเอาตอนบ่ายแก่ๆ รถของไอ้โคยามะมาจอดรออยู่ก่อนแล้วล่วงหน้า ไอ้พวกที่มากับคันนั้นมันขนข้าวของลงจากรถเรียบร้อย และกำลังนั่งอืด มือกระดกเหล้ากระดกเบียร์กันตั้งแต่อาทิตย์ยังไม่ตกดิน งานนี้ท่าทางจะไม่ถึงเที่ยงคืนก็คงหลับกันคอพับคออ่อน
“พวกมึงไม่เล่นทะเลกันเหรอวะ” คาเมะหันมาถาม แน่นอนว่าไม่ถามไอ้คนหน้าหงิกที่นั่งกระดกเบียร์เงียบๆอย่างไอ้จินหรอก แต่ถามเพื่อนคนอื่นต่างหาก
“ไว้เล่นพรุ่งนี้ คนเยอะจะตาย มีแต่ฝรั่ง” พวกเขาได้บังกะโลตากอากาศของบ้านไอ้จิมมี่ มีชายหาดส่วนตัว แต่ทั้งอย่างนั้นมันก็อยู่ติดกับรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ด้วยว่าผืนทรายติดกัน เดินออกไปที่ชายหาด มองเลยไปหน่อยก็เห็นฝรั่งหัวทองเต็มไปหมด ไม่รู้มันจะมากันทำไมทะเลญี่ปุ่น ไม่ไปพวกทะเลฝั่งเอเชียใต้ หรือทางตะวันออกเฉียงใต้อะไรแถบนั้นวะเนี่ย!!
“งั้นกูไปคนเดียวก็ได้” ไอ้คาเมะมันว่าอย่างนั้น แล้วเดินถือกระเป๋าเข้าห้องพักหนึ่งในสอง พอประตูปิดปุ๊บ ไอ้คนที่นั่งหน้าบูดมาตั้งแต่อยู่ในรถไอ้โคยามะก็วางแก้วแล้วลุกพรวด เดินตามเข้าห้องทันที ได้ยินเสียงแว่วๆจากไอ้ห่ามว่า
“เฮ้ย!! มึงเข้ามาทำไมวะ” แต่คำตอบไม่ได้ยิน เพราะไอ้จินปิดประตู แถมมีเสียงลงกลอนดังคลิ๊ก เพื่อนอีกเจ็ดเลยได้แต่มองหน้ากัน แล้วไอ้เรียวก็พูดขึ้นมา
“จิมมี่…บ้านมึงทำประกันไว้เปล่าวะ ในกรณีที่มีการอาละวาดจนพังน่ะ”
………………
“ทำไมถึงได้อยากใส่มากขนาดนี้!! เตือนแล้วไม่ใช่รึไงว่าไม่ให้ใส่!!!” จินดุดังลั่น ปรายตามองไปเห็นไอ้กางเกงตัวเล็กจิ๋วที่ตกอยู่บนพื้นข้างเตียงก็ยิ่งโมโห ใส่ออกไปแบบนั้น เกิดมีพวกหัวงูมันมองไม่ดีจะทำยังไง! เตือนอะไรทำไมไม่ฟังกันบ้าง! มันเป็นบ้าอะไรถึงต้องกวนประสาทกันทุกที!!
“ก็กูบอกแล้วเหมือนกัน ว่ากูจะใส่!! มึงเป็นอะไรนักหนาวะ!! แค่ใส่จีสตริงเล่นทะเล ทำไม? มึงกลัวสาหร่ายทะเลเห็นอะไรของกูรึไง!!!” ไอ้คาเมะเองก็เถียงกลับ แถมเถียงปัญญาอ่อนแบบที่ไม่ช่วยให้อารมณ์คนโมโหลดลงเลยแม้แต่น้อย
“กูไม่ให้ใส่ก็คือไม่ให้ใส่!!! เตือนอะไรหัดฟังกันมั่ง จะดื้อให้ได้อะไรนักหนา!!!”
“ดื้อให้ได้ใส่โว๊ย!!” คาเมะตะโกนใส่หน้า แล้วก้มลงเก็บกางเกงจีสตริงขึ้นมา
“หลบ!! กูจะไปเปลี่ยนกางเกง กูจะใส่ -จี-สะ-ตริง- เล่นทะเล!!!” พูดชัดถ้อยชัดคำแบบไม่ถูกเวลาแบบนี้ ยิ่งทำให้จินโมโห เขาคว้าแขนคนตัวเล็กกว่าขึ้นมาบีบแล้วเหวี่ยงร่างนั่นให้ไปหล่นปุ!บนเตียง
“โอ้ย!!ทำอะไรของมึงเนี่ย!!” คาเมะยันร่างขึ้นมาร้องด่า แต่ก็ได้เท่านั้น เพราะไอ้จินตามขึ้นมาทาบทับเรียบร้อย แถมนั่งทับขาสองข้างของเขา แล้วลงมือปลดกางเกงของเขาอีกต่างหาก
“มึงจะทำบ้าอะไร!!” คาเมะพยายามใช้สองมือปัด แต่มือหนากระชากเพียงไม่กี่ครั้ง ก็รูดเอาเข็มขัดของเขาออกจากกางเกงยีนส์ ตามมาด้วยการปลดกระดุมอย่างเร่งรีบ แล้วตวัดตัวลงจากร่าง ใช้มือหนึ่งกดร่างคาเมะเอาไว้ อีกมือดึงรั้งกางเกงรูดทิ้งลงไปกองที่พื้นง่ายดาย
“ไอ้จิน!!!!!” คาเมะร้องลั่น แต่จินกลับขึ้นมาทับตามเดิม แล้วยิ้มร้าย
“อยากจะใส่ไม่ใช่รึไง กางเกงบ้าๆนั่น นี่ไงจะช่วยใส่” ไม่พูดเปล่า แต่ก้มหน้าลงมาซุกอยู่กับซอกคอขาวให้คาเมะถึงกับตาเหลือก แต่ทั้งอย่างนั้นก็ทำได้แค่ดิ้นพล่าน หากแต่หลุดออกจากร่างหนา และการกดทับหนักๆนี่ไม่ได้
“จะช่วยกูใส่ แล้วมาซุกคอกูทำไมเล่า!! ปล่อยกูเด๊!!!”
“ไม่ปล่อย เตือนกันไว้แล้ว บอกแล้วว่าไม่ให้ใส่ ยังจะดื้อดีนัก ถ้าอยากจะใส่มาก กูก็จะช่วย…แล้วอย่าหวังว่าจะได้ออกไปเดินนอกห้องเลย!!”
“ไม่!!! ปล่อยกู!!!!!” แล้วเสียงร้องโวยวายนั่นก็ดังลั่นไปถึงนอกห้อง ที่มีจิมมี่นั่งหน้าซีด ด้วยความหวังอันน้อยนิด ว่าห้องของบ้านพักตากอากาศของครอบครัวเขา คงไม่พังเพราะไอ้คู่บ้าสองตัวนั่นมันทะเลาะกันหรอกนะ
ไอ้น้องห่ามกับพี่โหด
เห็นใจกูด้วยเถอะ ไม่ว่าพวกมึงจะทำอะไรอยู่ก็ตาม T.T
………….
ในห้องเงียบลงไปแล้ว หลังจากเกิดระเบิดหย่อมๆ จากสองฝ่าย ทั้งฝ่ายพี่โหด และฝ่ายน้องห่าม มันเงียบลงไป หลังจากเกิดเสียงครางมาพักใหญ่ และตอนนี้ก็มีเพียงแค่เสียงหอบแทนเท่านั้น
“จะอาบเองหรือจะให้อาบให้” จินรู้ดีว่าห้องนอนของบังกะโลมีเพียงสองห้องเท่านั้น และเพราะแบบนั้นมันก็ออกจะทุเรศน์อยู่บ้าง ถ้าเขาทำเตียงเลอะเพราะกิจกรรมที่เกิดจากความหึงหวงเป็นเหตุ เมื่อเรื่องทำท่าจะเกินเลย เขาก็เลยลากคาเมะมาจัดการในห้องน้ำเสีย ตอนนั้นไอ้บ้านั่นก็ตัวอ่อนปวกเปียกค้านอะไรไม่ออกแล้วนั่นแหละ เลยพอจะว่าง่ายอยู่บ้าง
“อาบเอง!!!” พออะไรหลายอย่างเสร็จสิ้น คาเมะเลยกลับมากระด้างกระเดือกอย่างเก่า คิดๆไปแล้วมันก็น่าโมโห ถูกทำอะไรแบบนั้นทุกครั้งที่เกิดเรื่องพรรค์นี้ เรื่องพรรค์บ้าๆประเภทที่ว่าไอ้จินที่เป็นฝ่าย เตือน คือคนที่ทำอะไรก็ถูกไปซะหมด คาเมะต้องฟังมันคนเดียว ต้องทำตามที่มันเตือนอย่างเดียว ห้ามนอกลู่นอกทาง
แม่ง!! มีแฟนหรือมีแม่วะเนี่ย!!!
“อาบแล้วแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วออกไปกินข้าว” มันว่าอย่างนั้น เน้นคำว่า ‘เรียบร้อย’ ให้คาเมะแทบอยากจะเอาชักโครกทุ่มหัวมัน แม่งเอ้ย!! เดี๋ยวคอยดูความเรียบร้อยของกูแล้วกัน!!!
…………….
“ไอ้คาเมะ!!!!” สภาพความเรียบร้อยของคาเมะนั้น ทำเอาเพื่อนอีกเจ็ดและแฟนอีกหนึ่งถึงกับตาค้างไปพร้อมๆกัน เมื่อไอ้ห่ามมันนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวออกมาจากห้องนอน ว่าง่ายๆว่ามันทำเอาไอ้จุนโนะที่กำลังจะตักข้าวถึงกับจะทำชามตกแตกกันเลยทีเดียว!!
“มึงทำอะไรของมึงเนี่ย!! ทำไมไม่แต่งตัว!!” เรียวร้อง ในขณะที่เหลือบสายตามองไอ้จินในชั่วเสี้ยววินาที และค้นพบว่า ไอ้จินกำลังจะกลายร่างเป็นระเบิดอีกรอบ และรอบนี้อาจจะเป็นปรมาณูด้วยซ้ำ
“กูเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจะออกไปเก็บเปลือกหอย” มันตอบแล้วยักไหล่ มองเลยไปทางจิน แล้วยักคิ้วกวนๆให้ด้วยอีกต่างหาก
“เดี๋ยวกูกลับมา ขอไปเก็บหอยก่อน”
จิมมี่อยากจะเรียนถามไอ้คุณห่ามเหลือเกิน ว่ามึงจะออกไปเก็บหอย เก็บกุ้งเก็บปูด้วยชุดผ้าเช็ดตัวผืนเดียว พันสะโพกไว้แบบหมิ่นๆ และหน้าอกมีรอยจูบแดงเป็นแถบๆแบบนั้นน่ะเหรอ แต่ถามมันทันที่ไหน มันเดินลิ่วๆออกไปนู่นแล้ว
“จิน…เอ่อ…มึง…” ชิโรตะพยายามอย่างยิ่งในการหาคำปลอบประโลมมาให้เพื่อน แต่ว่า…
--ปึง!!—ไอ้จินสับมีดลงกับเขียงบนโต๊ะ พาลเอาผู้ชายตัวเท่าหมีป่าที่เหลือสะดุ้งเพราะขวัญกระเจิงกันเป็นแถบๆ
“พวกมึงกินกันไปก่อน ไม่ต้องคอย…กูอาจจะกลับช้า…” มันว่าอย่างนั้น แล้วเดินตามไอ้ห่ามที่ไม่รู้ชะตาซวยของตัวเองออกไป
…ช้า…
คำนี้ของไอ้จินมีความหมายว่า….
หมกทะเลแน่มึง ไอ้ห่าม!!
………………..
“ไม่ถอดผ้าขนหนูนั่นซะเลยล่ะ!” ไอ้คาเมะมันออกมาเก็บเปลือกหอยจริงๆ เก็บได้พักหนึ่ง ถึงได้เดินกลับขึ้นมาบนหาด จะขึ้นบ้าน แต่ก็ดันมาเจอไอ้คนรักหน้าหงิกยืนดักไว้ซะก่อน
ร่างโปร่งทำหน้าตึงไม่พอใจ และเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าคนที่ได้ฉายาว่า ‘น้องห่าม’ คงจะไม่ทำแค่เก็บความไม่พอใจเอาไว้ในใจ แล้วเดินสะบดหน้าหนีจากไป ให้พระเอกของเราต้องตามหาเรื่องชวนตีหรืออะไรก็แล้วแต่ ไหนๆ อาวุธก็อยู่ในมือทั้งที จะปล่อยเอาไว้ทำไมเล่า!
อาจจะสงสัย ว่าอะไรคือ ‘อาวุธในมือ’ ของไอ้น้องห่ามแห่งเศรษฐศาสตร์ ก็จะอะไร!? ถ้าไม่ใช่เปลือกหอยอันเป้งๆที่มันไล่เก็บมาทั้งหาด
“โอ้ย!! คาเมะ!!” จินร้องลั่น ที่อยู่ดีๆ ก็ถูกเปลือกหอยแข็งปาๆใส่หัวใส่ตัว ร่างสูงพยายามจะเข้าไปจัดการไอ้ตัวดีที่มันเอาเปลือกหอยเป็นอาวุธ แต่พอจะขยับเข้าหา มันก็วิ่งหนี ต้องอาศัยแรงฮึด ผสมกับว่าเปลือกหอยในมือมันหมดนั่นแหละ จินถึงไปคว้าแขนเล็กๆของมันเอาไว้ได้
“จะไปไหน!!”
“ไปเก็บหอยมาปาหัวมึง อ๊ะ…” คาเมะถูกดึงเอาไว้ทั้งแขนให้เจ้าตัวต้องหันกลับมาตอบ และเพราะหันกลับมานั่นแหละ ถึงได้พบว่าหน้าหล่อๆของอีกฝ่าย ที่หางคิ้วนั้นมีเลือดไหลลงมา
“เฮ้ย…จิน…” ร่างโปร่งถึงกับพูดไม่ออก ถึงจะเป็นไอ้ตัวดีก่อปัญหาในหลายๆเรื่อง แต่ก็ไม่นิยมให้ใครเจ็บตัวจนเลือดตกยางออกแบบนี้ และเพราะแบบนั้น พอเห็นเลือดไหลเป็นทางบนหน้าคมๆ คาเมะก็ชักใจฟ่อ เช็ดไม้เช็ดมือกับผ้าขนหนูที่พันสะโพกตัวเอง แล้วแตะเบาๆตรงหางคิ้วคนสูงกว่า
“ซี้ด…” จินหรี่ตาลง เมื่อความแสบของแผลที่เปิดวิ่งเข้ามาในใจ
“อ่า…มึงกลับไปล้างแผลเหอะ โดนตรงไหนอีกรึเปล่า” สายตาห่วงใยจากดวงตาเรียวๆที่ดีแต่คอยหาเรื่องไปทั่ว ทำให้จินชะงักไปเล็กน้อย มันก็น่ารักดีหรอก เวลาจุ้นจ้านเพราะเรื่องแผลหรืออะไรแบบนี้ เห็นท่าทางมันง่วนอยู่กับการพลิกแขนเขาไปมา เพื่อหาแผลแล้ว จินก็อุ่นวาบขึ้นในใจ บอกตัวเองว่าเพราะมันน่ารักแบบนี้ ถึงได้รักมัน ถึงได้อยากดูแลมัน
แต่…มันชอบดื้อ…
“ไม่เป็นไร” ร่างสูงก้มลงบอกเสียงนุ่มกับข้างหูของคนที่ยังก้มหาแผลเสียวุ่นวาย คาเมะเงยหน้ามองทันทีกับเสียงกระซิบข้างหูนั่น และก็ต้องสะดุ้งวาบ เมื่ออีกฝ่ายอาศัยช่วงจังหวะใกล้ชิดกดริมฝีปากลงฝากรอยจูบเบาๆที่ข้างแก้ม
“เฮ้ย!” ไอ้คนห่ามที่ไม่ค่อยจะชินกับความหวานแหววซาบซ่านในหัวใจถึงกับสะดุ้งโหยง แล้วเบี่ยงตัวออกมา แต่จินก็ไวพอจะคว้าเอวเล็กๆเอาไว้
“แก้มมีแต่ทราย…ขึ้นไปอาบน้ำใหม่อีกรอบไป”
“มึงก็ปล่อยเด๊!!” คาเมะจำไม่ได้ว่าวันนี้พูดให้ปล่อยไปกี่รอบแล้ว พักหลังๆมานี่ชักจะไม่ไหว ดิ้นหนีเองไม่ค่อยได้ ต้องเรียกร้องให้มันปล่อยอยู่เรื่อย ไอ้บ้านี่ก็ไม่รู้เป็นบ้าอะไร เอะอะก็กอด เอะอะก็กอด มีอะไรให้กอดนักหนาก็ไม่รู้ ผู้ชายด้วยกันทั้งนั้น
“อย่าดิ้นหน่า เกิดผ้าขนหนูหลุด ไม่อายฝรั่งฝั่งนู้นรึไง” จินถาม มือยังโอบเอวเล็กลากร่างผอมๆให้เข้ามาแนบชิด แล้วโบ้ยไปที่ชายหาดไกลๆที่มองเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติรำไร
“ไม่อาย เมื่อกี้ขอถ่ายรูปกูตอนนู้ดไปแล้วรอบนึง” ร่างสูงพยักหน้าหงึกหงัก
“งั้นไป…กูเองก็อยากถ่ายมึงตอนนู้ดเหมือนกัน” จินไม่พูดเปล่า แต่ก้มลงแบกร่างเล็กขึ้นไหล่ คาเมะรีบทุบหลังทุบไหล่ให้อีกฝ่ายปล่อย ก่อนที่มันจะอุ้มเขาอย่างงี้ขึ้นบ้านจริงๆ
“เฮ้ย!! กูพูดเล่น! ปล่อยกู”
“พูดเล่นแน่เหรอ”
“แน่ดิ!! ปล่อยดิวะ กูจะไปถ่ายนู้ดที่ไหนได้ไงเล่า แม่ง…มีแต่รอย” ประโยคหลังนั้นแผ่วเบาเสียเหลือเกิน แต่เพราะคาเมะถูกพาดอยู่บนไหล่จิน ร่างสูงจึงพอจับใจความได้ว่า เสียงเบาๆนั่น พูดถึงเรื่อง ‘รอย’
จินยอมปล่อยให้คาเมะลงยืนอีกครั้ง ซึ่งเจ้าตัวก็ยังหน้าบูดไม่เสร็จสักที
“รอยเยอะมากเลยเหรอ” เขาถาม ผุดยิ้มพรายไปทั้งหน้า ไม่รู้ทำไม แต่จินรู้สึกว่าตอนนี้คาเมะน่ารักเอาเสียมากๆ น่ารักเสียจนน่าหลง โดยเฉพาะไอ้ตอนเหมือนจะเขินจนต้องทำตัวโวยวายแบบนี้
“ได้ข่าวว่ามึงเป็นคนทำเองครับไอ้คุณจิน…ไปได้แล้ว กูหิวข้าวจะตายห่า แล้วคิ้วมึงอ่ะ ไปจัดการด้วย เลือดกรังแบบนี้ ไอ้โคคิเห็นเดี๋ยวแม่งก็ช็อค…อื้อ…”
ยังสั่งไม่จบ คนคิ้วแตกก็ก้มลงจูบปิดปากบางๆนั่นเสีย เห็นปากแดงๆขยับไปมาแล้วมันน่ารังแกยังไงไม่รู้ จินบอกไม่ถูกเหมือนกัน ว่าทำไมยังตามรักตามหวง ทั้งที่ไอ้คาเมะคนนี้ออกจะเป็นเจ้าปัญหาในทุกเรื่องของชีวิต เรียกได้ง่ายๆว่าการไม่มีมัน อาจจะทำให้ชีวิตสงบกว่านี้ สบายกว่านี้ และอาจจะสุขกว่านี้ แต่เอาเถอะ…จะหนวกหูบ้าง เวียนหัวบ้าง หรืออาจจะทุกข์บ้างก็ช่างมัน แต่ขอแค่ให้มันมาห่วงเขาบ้างแบบเมื่อกี้ตอนมันเห็นเขาเลือดออกก็พอแล้ว
“มึงจูบกูเยอะไปแล้วนะวันนี้” จินถอนริมฝีปากออกมา และคำแรกที่ไอ้เด็กห่ามมันพูดก็อย่างที่ได้ยินนั่นแหละ มันประท้วงว่าเขาจูบมันมากเกินไป
“มีลิมิตด้วยเหรอ” จินถามยิ้มๆ ก้มลงจูบระรานไปที่ผิวแก้มขาวๆ ให้คาเมะได้แต่สั่นวาบในใจ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังไม่ชิน ไอ้การถูกทำอะไรอย่างอ่อนหวานและอ่อนโยนแบบนี้ มันชวนให้ใจสั่น และร้อนผ่าวไปทั้งหน้า แต่ทั้งอย่างนั้น คาเมะก็ชอบ…ชอบถ้าจะถูกจูบเบาๆตามหน้าผาก แก้ม ซอกคอหรือลาดไหล่ คาเมะชอบริมฝีปากของจินตรงที่มันบอกให้รู้ถึงคำว่า ‘ทะนุถนอม’ และ ‘อ่อนละมุน’
“ไหนว่าแก้มมีแต่ทราย” ร้องไปอย่างนั้นเอง เพราะตัวเองเอียงหน้าให้อีกฝ่ายเบียดริมฝีปากกับแก้มซ้ำๆ ร่างโปร่งได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มๆอยู่ข้างแก้ม และเป็นคำตอบเบาๆที่ทำให้น่าทุบมันสักอั่ก
“งั้นคงต้องจูบส่วนที่อยู่ใต้ผ้าขนหนูมั้ง มันถึงจะไม่มีทราย”
“ไอ้ลามก!!!”
ส่วนไหนที่อยู่ใต้ผ้าขนหนู ถ้าไม่ใช่ตั้งแต่สะโพกลงไป!! ไอ้จินแม่งลามกทุกวันจริงๆ
“หัดเกรงใจเพื่อนมั่ง” ไอ้คนไม่เคยเกรงใจใครสั่งสอน ให้จินต้องผละกลับมามอง เขายิ้มกว้าง
“คาเมะเกรงใจงั้นเหรอ?”
“เปล๊า… หมายถึง…เอ้อ… ห้องนอนมันมีสองห้อง เพราะงั้น อยากลองบนหาดทรายมั้ยคืนนี้…” ชวนกันโต้งๆ แม้จะทำหน้าเหรอหรา แต่จินรู้หรอกว่าไอ้ห่ามมันก็อายเป็น เขาหัวเราะเบาๆ จูบริมฝีปากบางเน้นหนักจนคาเมะต้องครางอื้อ
“ถ้าสัญญาว่าจะช่วยกันมอมไอ้พวกนั้น…อยากลองในน้ำทะเลก็จะทำให้ โอ๊ย!!” ผลของการเสนอทำในทะเล เลยได้มะเหงกหนึ่งทีบนศีรษะ พร้อมกับการหมุนตัวเดินนำลิ่วๆกลับขึ้นไปบนบ้านพัก ให้จินต้องวิ่งตาม แต่ก็ยังโดนไอ้ตัวดีหันมาขู่ฟ่อ
“อย่าตามมานะโว๊ย!!! ไอ้ตะไลจิน!!! ลามกมากไปแล้ว มึงเนี่ย!!”
ทีตัวเองละชวนบนหาดทรายได้ ทีเขาชวนในทะเลบ้างละทำมาเป็นโวยวาย บนหาดทรายน่ะ โจ่งแจ้งกว่าในทะเลอีก ใครลามกกว่าใครกันแน่ จินอยากจะถามเหมือนกัน
………….
เขาว่าเรื่องของผัวเมียเนี่ย ไม่ควรเอาหน้าเข้าไปสอดจริงๆ เพราะไอ้คู่ผัวเมีย นายทาส หรือคู่อะไรสักอย่าง อย่างไอ้พี่โหดและน้องห่ามเนี่ย ตอนนี้มันคืนดีกันแล้วเรียบร้อย ทั้งๆที่เมื่อกี้มันอาละวาดกันจน…จน…เอ้อ…จนอะไรสักอย่างที่ทำให้หน้าอกไอ้คาเมะแดงเถือกไปแถบนึง
“กูบอกว่าจะกินปู มึงแกะปลาให้กูทำไม” แต่ถึงมันจะดีกัน ก็อย่าคาดหวังว่ามันจะจ๊ะจ๋าให้สบายรูหูเลย ดีเท่าไหร่แล้วที่ไอ้คาเมะไม่ลุกขึ้นงับหัวไอ้จิน เพราะฝ่ายนั้นแกะแต่ปลาใส่จานข้าวมัน ปู กุ้ง หอย ไม่ถึงปากสักที ด้วยข้ออ้างที่ว่า
‘กินปลาก่อน เดี๋ยวกูแกะปูให้’
“เดี๋ยวแกะให้” ไอ้จินยังย้ำคำเดิม เป็นที่รู้ดีในหมู่เพื่อนฝูงว่าไอ้คาเมะเป็นชาวญี่ปุ่นที่กินปลายากคนนึงในแผ่นดิน ผิดวิสัยคนญี่ปุ่นเป็นที่สุด แต่ก็เอาเหอะ ไอ้ห่ามนี่มันก็ผิดวิสัยแม้กระทั่งวิสัยของมนุษย์ปุถุชนด้วยนั่นแหละ
“มึงเดี๋ยวมาชาตินึงแล้ว โคคิ มึงแกะปูให้กูที กูจะกินปู” ไอ้คาเมะเริ่มหันไปพึ่งเพื่อนอีกคนที่นั่งข้างกาย ไอ้โคคิหันกลับมามองด้วยสายตาที่บอกได้คำเดียวว่าคาเมะขอให้ช่วยได้ผิดเวล่ำเวลามาก
“ถ้ามึงไม่เคยรู้ เดี๋ยวกูจะบอกให้มึงฟังเดี๋ยวนี้นะคาเมะ…กูแพ้ปูโว๊ย!! กูไม่กินปูมาตั้งแต่สองขวบ!! แล้วคนแพ้ปูอย่างกู จะแกะปูเป็นมั้ย ห๊า!!! ไอ้ห่ามโง่!!!”
“กูไม่ได้โง่สักหน่อย! กูแค่ลืมเฉยๆ! ไม่แกะก็ไม่แกะดิวะ กูไปหาคนอื่นก็ได้” คาเมะโวยใส่ไม่ยอมพอกัน กวาดตามองไปรอบวง เห็นไอ้จิมมี่ยังถือปูคาไว้ในมือ และนั่น…มันสบตากับเขาพอดี และทันทีที่มันสบตาเขา มันก็รีบส่งเนื้อปูอวบๆบนกล้ามปูโตๆจะเข้าปากทันที!!
“อ้ากกกก!!” คาเมะร้อง แล้วกระโจนตัวเข้าไปคว้าแขนแข็งๆของไอ้เพื่อนตัวล่ำไว้ทันที
“มึงปล่อยกู!! ไอ้คาเมะ!! ปูของกู!!”
“มึงกินมาตั้งเยอะแล้วนี่หว่า! แบ่งกูบ้างดิ!”
“ไม่!!! อันนี้ของกู!! ปล่อยโว๊ย!!!” จิมมี่พยายามใช้มือดันหัวไอ้คนที่อ้าปากพะงาบๆจะเข้ามางับปูในมือเขาให้ได้ แต่ดันเท่าไหร่ ยันเท่าไหร่ มันก็ไม่ยอมล่าถอยสักที ไอ้คาเมะมันแรงเยอะแค่ไหน จิมมี่เคยสัมผัสมาแล้วตอนที่เล่นบอลแล้วปะทะกัน ซึ่งตอนนั้นจิมมี่ก็ยังรู้สึกว่ามันไม่เคยแรงเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย!!! พอเป็นเรื่องของกินล่ะ อะดรีนาลีนหลั่งขึ้นมาเชียวนะมึง!!!
“โอ้ย!!!” เสียงไอ้คาเมะดังขึ้น พาเอาคนที่กำลังดันมันสุดแรงต้องชะงักมือ แล้วก้มลงมอง และนั่นถือเป็นการพลาดโอกาสอันใหญ่หลวง เพราะไอ้คนสำออยทำเป็นร้องมันยิ้มกว้าง แล้วเบี่ยงหน้าออกจากมือหนาๆที่ยันเอาไว้ ก่อนจะจู่โจมเข้างับปูในมือไอ้จิมมี่ทันที
“ม่ายยยยยยย!!!!” เรียบร้อยโรงเรียนน้องห่าม ปูที่อุตส่าห์ทนแกะมาตั้งนาน อยู่ในปากไอ้คนเคี้ยวง้วบๆอย่างมีความสุขนั่นแล้ว
“อร่อย” มันเคี้ยว แล้วกลืนภายในเสี้ยววินาที จากนั้นก็หันมายิ้มกว้างแล้วคอนเฟิร์มรสชาติให้จิมมี่อยากจะเอาหัวโหม่งแก้วเบียร์ตาย
เพื่อนชั่ว!!! มึงแย่งปูกู!!!
“กลับมาได้แล้วคาเมะ” จินลากคอเสื้อไอ้คนที่ยังนั่งยิ้มแป้นกับรสชาติปูที่ขโมยเพื่อนมานั่งที่เดิม ปล่อยให้ไอ้ยูอิจิปลอบประโลมไอ้จิมมี่ด้วยการเอาปลาหมึกมาโอ๋อยู่ตรงหน้า
“ปูอร่อยมากกกกกกกกกก”
ยังจะเอาอีก…เรื่องกวนประสาทคนนี่มันเก่งเอาโล่จริงๆ ไอ้คาเมะเอ้ย
………………..
เกือบสี่ทุ่ม วงเหล้าก็เหลือแค่ไอ้จิมมี่ที่กินย้อมใจเมาแหล่ไม่เมาแหล่ กับไอ้จุนโนะที่ตาปรือพอกัน และจินกับคาเมะ ที่ไม่ค่อยจะเมา เนื่องจากไอ้คาเมะเน้นอาหารทะเลเป็นหลัก ส่วนไอ้จินก็คอยจะบริการแต่แฟน แกะปู แกะกุ้ง (หลังจากแฟนมันไปแย่งชาวบ้านจนจะถูกเหยียบตาย) จนเพื่อนๆยกให้เป็น ‘ทริปฮันนีมูน’ ไปแล้วเรียบร้อย
“จิน มึงอย่าลืมสัญญา” คาเมะที่กรึ่มเล็กน้อยแต่พองาม หันมาสะกิดบอกเสียงเบาพร้อมตาฉ่ำๆ
“เออๆ”
“สัญญาอะไรกันวะ” ไอ้จุนโนะอยากรู้ขึ้นมาทันที คาเมะกันไปยิ้มหวาน แล้วตอบเสียงดัง
“กูกะจินจะมีอะไรกันบนหาดทราย!!”
“มึงไม่กลัวทรายเข้าเหรอ” จิมมี่ที่กินเหล้าย้อมใจเรื่องปูจนลืมไปแล้ว หันมาถามบ้าง ด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้และป้อแป้เป็นที่สุด
“ไม่กลัว…จินแม่งเก่ง ไม่ทำให้ทรายเข้าหรอก” จินมองสองคนเมากับอีกหนึ่งคนกรึ่มมันคุยกันรู้เรื่องรู้ราวเป็นอย่างดี แต่พวกมันจะรู้ตัวรึเปล่าว่ากำลังคุยอะไรกันอยู่
“มึงไม่ลองในทะเลล่ะ เอิ้ก…” ไอ้จุนโนะเสนอแบบที่จินพูดเปี๊ยบ
“ไม่เอา กูไม่อยากให้อาหารสัตว์ทะเล…” จินละปวดหัวกับนิสัยไอ้คาเมะจริงๆ ตอนไม่เมามันก็ห่าม ตอนมันเมามันก็ห่าม และก่อนที่จะชวนคุยกันในเรื่องที่ลึกและลับกว่านั้น จินเลยต้องจัดการลากไอ้ตัวดีไปนอนเสียก่อน
“ไปไป ไปนอน” ร่างสูงดึงแขนเล็ก
“มึงไปเอาเสื่อมาก่อนดิ จะได้ลงไปที่หาดทีเดียว” ไอ้คาเมะหันมาสั่ง ก่อนจะหันไปทำนิ้วชี้กระดิกส่ายไปมาเป็นเชิงห้ามไอ้เพื่อนสองตัวที่ร่วมวง
“พวกมึงห้ามแอบดูกูกะไอ้จินที่หาดนา…” จุนโนะกับจิมมี่หัวเราะร่วน
“ไม่ดูหรอก พวกมึงน่ะ ดูไปก็เท่านั้น ไม่มัน”
“ไม่มันอะไร ไอ้จินร้องขนาดนั้น ทำกะกูอ่ะ ถึงใจที่สุดแล้ว” ท่าทางจะยิ่งติดเรท จินเลยต้องลากไอ้ตัวดีออกมาจากวงเสียก่อน แต่ทั้งอย่างนั้น มันก็ยังหันไปยกนิ้วโป้งให้เพื่อนอีกสองคน แล้วบอกพร้อมรอยยิ้มเมาๆ
“คืนนี้มัน!!!”
เมาขนาดนี้ จะไปมันอะไรเล่า!!
…………….
และแม้ว่ามันจะเมาขนาดนั้น แต่ไอ้คาเมะก็โวยวายดังลั่นตอนลากมันเข้าไปในนอนในห้อง ดื้อจะออกมานอนที่หาดให้ได้ สุดท้ายเลยต้องหิ้วเสื้อมือนึง อีกมือนึงจูงคนกรึ่มๆลงมาที่หาด ตอนเดินผ่านวงไอ้จิมมี่กับจุนโนะ ไอ้สองตัวนั่นก็โห่เป็นลูกคู่ใหญ่ ให้คาเมะต้องหันไปย้ำอีกครั้ง
“มันชัวร์!!!”
เออๆ มันแน่ ถ้ามึงไม่เมาหลับไปซะก่อนน่ะ
จินจัดแจงปูเสื่อลงกับหาดทราย กะว่าจะรอให้คาเมะหลับเสียก่อน เขาจะอุ้มมันกลับขึ้นไปนอนในบ้านนั่นแหละ ไม่ได้กะจะทำอะไรกับมันแบบที่คุยกันเมื่อตอนเย็นหรอก
“นอน นอน” ร่างสูงกดหน้าผากไอ้คนนั่งมองทะเลให้ล้มลงไปนอน แต่คาเมะปัดมือ แล้วกระโดดขึ้นคร่อม ก่อนจะก้มลงจูบเบาๆที่ริมฝีปากหนา
“ไหนมึงว่าคืนนี้ที่หาดทรายไง”
“มึงเมาแล้วคาเมะ” จินพูดช้าชัด โดยส่วนตัวแล้ว จินไม่ชอบอะไรก็ตามที่เข้าข่ายในการลักหลับ การมีอะไรกันสำหรับเขาแล้ว มันต้องร่วมรับรู้ไปทั้งสองฝ่าย ถ้ามีแต่เขาฝ่ายเดียวที่จำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในค่ำคืนที่ผ่านมามันจะไปมีความหมายอะไร
“ไม่เมา…มึงยังไม่ได้ทำโทษกูเลย ที่กูไม่ฟังคำเตือนของมึงเรื่องกางเกง” คาเมะเข้าใจในวินาทีที่ลงมาเดินเล่นที่หาดทรายในสภาพมีผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันสะโพกไว้ ปรากฏว่าไอ้พวกฝรั่งมองกันไม่วางตา แถมมีบางคนวิ่งเข้ามาชวนคุยอีกต่างหาก ไอ้จินมันคงเป็นห่วงนั่นแหละ มันถึงไม่อยากให้ใส่ เขาเองไม่ได้คิดไปไกลถึงเรื่องนั้น ที่ตอนแรกอยากจะซื้อมาก็เพราะไม่เคยใส่ และแค่อยากจะลองก็เท่านั้น
“ก็โดนกับตัวแล้วไม่ใช่เหรอ ที่โดนคนเข้ามาทักแบบนั้นน่ะ”
“มึงเห็น?” จินพยักหน้ารับ ให้คามะต้องทุบไหล่ดังปึ้ก!
“แล้วปล่อยให้กูด่าอังกฤษโง่ๆใส่พวกนั้นเนี่ยนะ!! แทนที่จะเข้ามาช่วย กูเป็นเมียมึงนะเว้ย!! แม่ง ปล่อยให้กูจัดการเองกอยู่ได้” มันโวยวายให้จินต้องยิ้ม เขาเห็นตั้งแต่ตามมันลงมา ว่ามันถูกฝรั่งสองสามคนเข้ามารุม และก็เห็นมันยืนด่าดังลั่น เป็นภาษาอังกฤษที่บอกได้คำเดียวว่า ‘วิบัติ’ เอามากๆ
“ก็เห็นทำได้ และพวกนั้นก็ไม่เดินตามด้วย” ก็เพราะว่าพอพวกมันจะเดินตาม พวกมันดันเห็นเขายืนจ้องอยู่ตั้งแต่แรกน่ะสิ จินไม่ได้บอกความจริงข้อนี้ ว่าไอ้พวกนั้นเห็นเขา มันเลยไม่กล้าตามมาตื้อคาเมะต่อ
“งั้นแสดงว่าภาษาอังกฤษของกูก็ใช้ได้อ่ะดิ”
“นอนได้แล้ว ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องภาษาอังกฤษ”
จินพลิกร่างบางลงนอนราบกับเสื่อ เขาตามไปคร่อมเอาไว้ครึ่งตัว แล้วจูบเบาๆบนหน้าผาก
เสียงคลื่นซัดหาดดังขับกล่อม ใต้ความมืดที่โรยตัวและฟากฟ้ากว้างที่โอบล้อมสองร่างไว้ใต้หมู่ดาวนั้น ชวนให้น่าหวั่นไหวไปกับบรรยากาศเสียเหลือเกิน ยิ่งจินขยับลงมาจูบย้ำเน้นบนกลีบปากบาง บรรจงสอดไล้ปลายลิ้นเข้าไปภายใน รับรู้กลิ่นและรสชาติซาบซ่านของแอลกอฮอลก็ยิ่งพาลให้เคลิ้ม จูบอันเนิ่นนาน บอกเล่าความรู้สึกหวานหอมและอบอวลให้ฝังลึกลงไปในใจ ก่อนที่ร่างสูงจะผละออกมา และพบว่าคนใต้ร่างหลับไปแล้ว
หลับไปพร้อมกับจูบหวานๆ
หลับไปพร้อมกับการบอกรักที่แสนอ่อนโยน
เป็นการหลับที่ทำให้คนเฝ้ามองได้แต่ยิ้มบาง
บอกตัวเองว่าคืนนี้ให้คาเมะได้หลับใต้ท้องฟ้าสวยๆสักคืน รออีกสักพักแล้วค่อยอุ้มเข้าห้อง
เพราะเขาเอง…
ก็ชอบบรรยากาศที่มีแค่นี้
แค่ท้องฟ้า ดวงจันทร์ ดวงดาว หาดทราย เสียงคลื่น น้ำทะเล
…และ…
… คาเมนาชิ คาซึยะ…
FIN
((ทะเล))
“เอ้า ไข่เจียว กินทุกวันไม่เบื่อรึไง” ร่างสูงๆที่ถูกเรียกมากะทันหัน เพราะไอ้ห่ามที่ชื่อคาเมนาชิ คาซึยะไม่มีข้าวกิน หันมาถามไอ้คนที่ยังนั่งถือตะเกียบค้างไว้ในมือมาสิบนาที
“ไม่เบื่อ กูกินเฉพาะวันที่ไม่มีอะไรกิน” วันที่ไม่มีอะไรกิน ตีความหมายได้อย่างเดียวว่าคือวันที่น้องชายมันไม่อยู่ มันตอบแค่นั้น แล้วดึงจานข้าวไข่เจียวมาใกล้ ก่อนจะลงมือตักเข้าปากแบบไม่ต้องขออนุญาตสัตว์พืชใดๆที่สละชีวิตให้มัน
“มึงดูไรก็ดูดิ มาสก์เรนเจอร์ยังไม่มา” ไอ้เจ้าของห้องหันมาบอก แล้วส่งรีโมทให้ ซึ่งนั่นหมายความว่า ถ้ามาสก์เรนเจอร์มาแล้ว ไม่ว่ามึงจะดูอะไรอยู่ก็ตาม ต้องเปลี่ยนกลับมาให้กูดู จินทรุดตัวลงนั่ง แล้วคว้ารีโมทมากด จนกระทั่งไปเจอสารคดีที่เกี่ยวกับทะเล
“มึงชอบทะเลเหรอ” เห็นอีกฝ่ายแช่ค้างอยู่ที่ช่องสารคดีนานเป็นพิเศษ คาเมะเลยหันมาถามทั้งที่ข้าวยังเต็มปาก
“อืม…สวยดี กูชอบทะเลตอนกลางคืน”
“แต่กูว่าตอนกลางวันดีกว่า เล่นน้ำทะเลได้ด้วย” จินหันมายิ้ม ไอ้คนนี้ก็ห่วงแต่เล่น
“ตอนพระอาทิตย์ขึ้นก็สวย”
“ไม่อ่ะ กูตื่นไม่ทันหรอก ไปเที่ยวแล้วยังต้องมาตื่นเช้าอีก ลำบากตายห่า” ไอ้คาเมะก็ยังเป็นไอ้คาเมะ มันฟังใครเสียที่ไหน เอาตัวเองเป็นที่ตั้งจนจินต้องยีหัวมันด้วยความหมั่นเขี้ยว
“งั้นถ้าไปด้วยกัน เดี๋ยวกูลุกแต่เช้า แล้วก็นอนดึกๆเอง มึงมีหน้าที่ตื่นตอนสาย เล่นน้ำตอนบ่าย แล้วนอนตอนเย็นดีมั้ย” ร่างสูงล้อเลียน ให้คาเมะหันมายิ้มกว้าง
“ดี แต่จะดีมาก ถ้ามึงเลี้ยงกูด้วย” เท่านั้นแหละ ที่จินถึงกับผลักหัวไอ้คนพูดเบาๆ เพราะมันหน้ามึนทำเป็นขอให้เขาเลี้ยงอีกต่างหาก
“ต่างคนต่างจ่ายโว๊ย” แล้วก็เกิดเป็นการตีกันเล็กๆ ระหว่างคนนึงที่ขอให้เลี้ยง กับอีกคนที่อ้างแต่ว่าไม่มีเงิน ไม่มีเงิน แต่ไม่มีเงินทีไร เวลาไอ้คาเมะขอก็ไม่เห็นจะใจแข็งไม่เลี้ยงสักที ให้แต่มัน ดูแลแต่มัน รักแต่มัน นั่นแหละคือสิ่งที่จินทำได้เท่าที่ชีวิตผู้ชายคนนึงจะทำ
แต่ไม่รู้ว่าจินจะรู้มั้ย
ว่าไอ้คนที่จินให้ ไอ้คนที่จินดูแล ไอ้คนที่จินรัก มันคาดคะเนไว้ในใจว่าสักวันหนึ่ง มันจะหาเรื่องไปทะเลกับจินให้ได้
และวันนั้น…มันเอง ก็จะให้จินมากกว่าที่จินให้ ดูแลจินมากกว่าที่จินดูแล รักจินมากกว่าที่จินรัก
ใช่ คาเมนาชิ คาซึยะ หวังไว้ในใจว่าสักวันจะไปทะเลกับ อาคานิชิ จิน
จะไปกันแบบพี่โหดกับน้องห่าม
แต่ทว่า…
‘อะไรของมึง!!! ทำไมจะไปไม่ชวนพวกกู!!’
=.= มาเจอผองเพื่อนสกัดจนต้องเบรกเอี้ยดเสียก่อน ทริปที่หวังว่าจะหวานกันสองคน เลยกลายเป็นโหวกเหวกเพราะอีกเจ็ดลิง
ไว้คราวหน้าแล้วกันว่ะจิน…คราวนี้ ยกประโยชน์ให้ไอ้พวกนั้นไปก่อนเนอะ
FIN
เคยมีรีเควสขอ ห่าม แบบหวานๆ เอาหวานเท่านี้ไปก่อนแล้วกัน แหะ แหะ น้องเขาห่ามเนอะ หวานมากๆไม่ไหว ฮ่าฮ่า

ปอลอ รายงานเสร็จไปแล้วหนึ่ง อ้ากกกกก มีความสุขที่สุด!!!!

ฟิคยาวไม่กล้าลงอ่ะ กลัวมาต่อไม่ตรงเวลา
เดี๋ยวรอสักสัปดาห์นะคะ ว่าจะแต่งฟิคยาวได้ถึงไหน ถ้าได้เยอะ จะเอาลงละกัน ถ้าได้น้อยก็... คู่จืดอีกสักพาร์ทคั่นเวลา ฮ่าฮ่า
(มาหลอกให้อยาก แล้วจากปายยยยย

อ้ากกกก พิมพ์ผิดด้วย ขอบคุณคนที่้เม้นท์บอกนะคะ เราเบลอเองค่ะ ต่อไปจะพยายามไม่ให้ผิดอะไรแบบนี้อีกน้า
JIN X KAME
By : Dezair
……………….
คณะเศรษฐศาสตร์นั้น มีนิสิตในแต่ละชั้นปีไม่ถึงสองร้อยคน ในจำนวนสองร้อยคนก็ไม่ใช่ผู้ชายเสียทั้งหมด แถมผู้ชายที่มี ก็เป็นเพศทางเลือกไปแล้วส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งนิยมชมชอบทางด้านการบริหารเสน่ห์ด้วยหน้าตาหล่อเหลาไม่มันเยิ้มน่าแหยะเหมือนเฟรนซ์ฟรายเหี่ยวๆ
แต่ทั้งที่เป็นแบบนั้น คณะเศรษฐศาสตร์ก็ยังมีสนามฟุตบอลส่วนตัว!
ย้ำ
ส่วนตัวจริงๆ
เพราะ ณ ปัจจุบันนี้ สนามบอลแห่งนั้น ซึ่งเป็นเพียงสนามพื้นปูนกว้างๆถูกยึดโดยเก้าหน่อปีสามผู้แสนจะรักการเตะบอลยิ่งชีพ และเวลานี้ ก็คือเวลาอันเป็นฤกษ์งามยามดีของพวกมันที่จะต้องสิงสถิตที่สนามส่วนตัว
“คาเมะ แม่มึงส่งมึงมาเตะบอลเหรอวะ… เลิกเล่นได้แล้ว พวกกูวิ่งกันจนเท้าเปื่อยแล้วเนี่ย” เสียงไอ้จิมมี่ดังขึ้น
มันเป็นความจริงที่ว่า พวกเขาเป็นนิสิตปีสาม ไม่ได้รุ่นเอ๊าะเป็นหญ้าอ่อนๆอย่างไอ้พวกปีหนึ่ง วิ่งไล่บอลกันได้ครึ่งชั่วโมงก็หอบแฮ่ก ต้องมานั่งหายใจไม่ทันชวนหัวใจจะวายกันอยู่ริมสนาม โชคยังดีที่วันนี้ไม่มีหนุ่มๆชมรมคนรักคาเมะมาเป็นกองเชียร์ ไม่อย่างนั้นคงตกเป็นขี้ปากไอ้พวกเวรนั่นแน่ๆ ว่ามีแต่คาเมะ(จัง) สุดที่รักของพวกมันที่แข็งแรงยิ่งกว่าใคร ในขณะที่พวกเขาอาจจะต้องพึ่งเครื่องช่วยหายใจในเร็ววัน
เกือบสิบนาทีหลังจากจิมมี่เกริ่นถึงแม่ไป พวกเขาก็ยังนั่งพักเหนื่อยแบบไม่เสร็จ ส่วนที่สนามปูนสีขาวหม่นๆเพราะทนแดดทนลมยังมีไอ้เด็กห่ามแถมไฮเปอร์บางคนที่ยังวิ่งขึ้นวิ่งลง เดี๋ยวเตะบอลเข้าโกลล์นี้ เดี๋ยวไซด์คิกเข้าโกลล์นั้น
ก็จะใคร!? ถ้าไม่ใช่ คาเมนาชิ คาซึยะ
“นี่คาเมะ…มึงจะไปแข่งทีมชาติเหรอ จะเตะหาอะไรวะ!!”
ความอดทนสิ้นสุดเมื่อไอ้ห่ามไม่ล่อบอลเข้าโกลล์ แต่ล่อเข้าฝูงเพื่อนที่นั่งกันอยู่ คราวซวยตกเป็นของไอ้จุนโนะที่นั่งหันหลังให้ เท้าไอ้คาเมะแม่นพอจะส่งลูกเข้าไปเต็มหลังนั่นแหละ
“กูจะเอาซิคแพ็คโว๊ย!” ไอ้น้องห่ามมันว่าอย่างนั้น ก่อนจะหันมาลูบหน้าท้องแบนราบ แถมขาวจั๊วะให้เพื่อนๆดูเป็นอกุศลแก่นัยย์ตา
“ซิคแพ็คที่แข้งอ่ะดิ! วิ่งไม่บันยะบันยังแบบมึงน่ะ” โคคิยังไม่วายช่วยบ่นอย่างอดหมั่นไส้ไม่ได้
“แล้วมึงจะเอาซิคแพคไปทำไมวะคาเมะ เอาไว้โชว์ตอนถอดเสื้อเล่นบอลแค่นั้น?” โคยามะถามบ้าง คาเมะหันมายิ้มกว้างอวดฟันขาวแทบจะทั้งสามสิบสองซี่
“ปิดเทอมหน้าร้อน กูจะไปทะเล” เท่านั้นล่ะ เสียงโวยวายของเพื่อนทั้งกลุ่มก็ดังกันยกใหญ่ โล้งเล้งเอ็ดตะโรเหมือนด่าทอกันตลอดเวลา แต่จับใจความได้สั้นๆว่า…
“อะไรของมึง!!! ทำไมจะไปไม่ชวนพวกกู!!”
…………………………….
จะชวนหรือไม่ชวน ไม่ใช่ปัญหาสำคัญอีกต่อไปแล้ว เพราะแปดเพื่อนสนิทพร้อมใจกันพูดแบบไม่มีใครขอคัดค้านสักคน
‘พวกกูไปด้วย’
และเพราะเป็นแบบนั้น ในสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดภาคเรียน เก้าหนุ่มกลุ่มชิลล์และรักการเตะบอลมากกว่าการเรียน ก็อุตส่าห์รีบสอบรีบออกกันไปตะลอนซื้อข้าวของเตรียมไปเที่ยวกันเต็มที่ ขาดไม่ได้และอาจถึงตายหากไม่มี คือเหล้ากับเบียร์ งานนี้เกิดความสามัคคีกันถ้วนหน้า ลงขันเป็นกองกลางเรียบร้อยก็ตะเวนเข้าซุปเปอร์ทันที
แต่เดี๋ยว!
คิดสั้นไปรึเปล่า ที่เอาไอ้คาเมะเข้าไปซุปเปอร์ด้วย เกิดพ่อคุณอยากจะสวาปามเนื้อปลาวาฬ กุ้งลอบสเตอร์ หรืออะไรที่มันแพงๆขึ้นมา ไอ้ที่อุตส่าห์ลงขันกันมาตั้งแต่แรก จะขันแตกกันตั้งแต่ยังไม่ทันเหยียบเท้าออกจากโตเกียวเนี่ยแหละ และเพราะแบบนั้น แปดหนุ่มที่เหลือเลยพร้อมใจกันหันมามองไอ้ตัวป่วนที่เดินรั้งท้าย
“ไม่ต้องมองกูเลย เดี๋ยวกูจะขึ้นไปซื้อของ นี่แค่ลงมาส่งพวกมึงเฉยๆ” คาเมะว่าอย่างนั้น ชวนให้เบาใจได้ว่า จะไม่มีมันไปเป็นตัวป่วนในซุปเปอร์ให้พนักงานทั้งหลายฆ่าตัวตายประชดชีวิตที่มีลูกค้าอุตริอย่างมันแน่นอน
“มึงจะซื้ออะไร” เรียวถามอย่างไม่วางใจ หน้าอย่างไอ้คาเมะเนี่ย ไม่ควรปล่อยให้คลาดสายตาโดยเด็ดขาด อันตรายเป็นที่สุด
“ซื้อกางเกงไปทะเล”
ทั้งหมดพร้อมใจกันทำตาเหลือก ขนาดจินที่ว่านิ่งยังอดจะเลิกคิ้วสงสัยไปด้วยไม่ได้ ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะเคยมาเดินช้อปปิ้งซื้อเสื้อผ้า แล้วแค่คราวนี้จะไปทะเลหน่อยเดียว ถึงขนาดต้องซื้อกางเกงใหม่กันเลย?
“ตั้งแต่เป็นเมียไอ้จินไปเนี่ย มึงแต๋วแตกขึ้นเยอะนะ” ยูอิจิอดไม่ได้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ผลออกมาเลยโดนคาเมะตบหัวไปที
“กูจะซื้อไปใส่อวดซิคแพคโว๊ย! ปากดีนัก มึงมานี่กะกูเลยดีกว่าไอ้ยู!”
ว่าแล้วคาเมะก็คว้าหมับเข้าที่แขนเพื่อน แถมลากให้มายืนด้วยกัน ได้ยินเสียงหัวเราะจากจุนโนะ เจ้าตัวเลยหันไปถลึงตาใส่ แล้วใช้มืออีกข้างลากแขนมันมาด้วยอีกคน กลายเป็นว่า พวกที่จะเข้าไปซื้อของในซุปเปอร์ ถูกฉกตัวไปอย่างหน้าด้านๆถึงสองคน
“กะอีแค่ซื้อขนมซื้อเบียร์ เอาไอ้จินกับชิโรตะไปสองคน กูว่ามึงเหมาทั้งซุปเปอร์พวกมันก็ยังแบกหมดเลย เอาไอ้ยูกับจุนโนะมาให้กูแล้วกัน ไปๆ” ไอ้คาเมะมันเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางเช่นเคย ไม่เคยถามว่าเพื่อนอยากจะไปด้วยมั้ย เพราะมันจับแขนได้ปุ๊บมันก็ลาก ลาก ลาก ไม่สนใจเสียงโวยวายแปดหลอดของไอ้สองคนที่มันจูงนั่นเลย
“มึงไม่ไปกับมันด้วยเหรอ”
โคคิหันมาถามจิน คนเป็นแฟนกันมันก็น่าจะอยากรู้เรื่องของกันและกันบ้างนั่นแหละ อย่างเรื่องซื้อเสื้อผ้า โคคิคิดว่าเขาเองก็เป็นเหมือนผู้ชายทั้งโลก ชอบให้แฟนแต่งตัวดีๆ น่ามอง แต่ทั้งอย่างนั้น ความขี้หวงของผู้ชายก็ยังปะปนมาด้วยเสมอ
…แต่อย่างไอ้คาเมะ…
…มันคงไม่ใส่อะไรโป๊เปลือยให้ไอ้จินหวงหรอกมั้ง…
“คงไม่มีอะไร” จินตอบแบ่งรับแบ่งสู้ ก่อนจะหมุนตัวเดินนำเข้าซุปเปอร์ พลอยให้เพื่อนคนอื่นๆต้องเดินตาม
แล้วจากนั้น ในซุปเปอร์ก็เกิดการฮือฮาในหมู่พนักงานและลูกค้าทำนองที่ว่า
‘มนุษย์หมีป่าผู้ชาย หกคนมาซื้อกับข้าว!!!!’
ไม่อยากจะบอก ว่าเหลือ มนุษย์หมีป่าผู้ชายอีกสอง กับไอ้เด็กห่ามอีกหนึ่งที่ไปเดินโซนอื่น…=.=
…………………….
‘คงไม่มีอะไร’
คำนี้ใช้ไม่ได้กับน้องห่ามแก่งคณะเศรษฐศาสตร์ ผู้มีสโลแกนชีวิตที่ไม่เหมือนใคร อาทิ ชีวิตเดียว เกิดครั้งเดียว ตายครั้งเดียว ต้องมีทั้งผัวและเมีย! หรือจะเป็น รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี รักห่ามต้องรักดีๆ เลี้ยงข้าวกันทุกที ถือว่าโอเค
ที่ว่ามาทั้งหมด แค่จะแสดงให้เห็นถึงความแปลกของมัน แต่ทั้งอย่างนั้น ก็ยังไม่พอยาไส้ที่จะบอกว่าความจริงแล้ว ไอ้ห่ามมันห่ามกว่าที่จะนิยามได้เยอะนัก
“มึงจะซื้อจริงอ่ะ” ยูอิจิกลืนน้ำลายเมื่อมอง ‘กางเกง’ ในมือเพื่อนที่ชูขึ้นมาให้ดู นั่น มันยังมาทำสีหน้ายิ้มแย้มบอกแบบไม่มีปิดบังทางหน้าตาของมันว่า ‘กูจะเอาตัวนี้แหละ!!’
“จริง กูว่าใส่แล้วแจ่ม” มันยังคิดเข้าข้างตัวเอง และทำในเรื่องที่อุบาศว์ยิ่งกว่านั้นด้วยการเอากางเกงลงทาบ
…ไอ้บ้า!!! มึงจะเอา กางเกงว่ายน้ำ ลองทาบทำไม!!! พนักงานผู้หญิงเขาอายกันหมดแล้ว!!!...
“กูว่ามึงน่าจะรอไอ้จินมาช่วยดูให้”
จุนโนะพูดด้วยความสัตย์จริงว่าโคตรอายกับการที่ถูกเพื่อนลากเข้ามาในร้านขายชุดว่ายน้ำ ไอ้นั่นยังไม่เท่าไหร่ แต่ที่มันเอามือนึงลากไอ้ยู มือนึงลากเขา แล้ว ตรงดิ่งมาที่เชลฟ์ขาย ‘จีสตริงสำหรับผู้ชาย’ เนี่ยแหละ ที่จุนโนะอยากจะเลิกคบไอ้ห่ามให้มันรู้แล้วรู้รอดไป
“ไม่เอา กว่าพวกนั้นจะซื้อของเสร็จ กูขี้เกียจรอ” คาเมะยังเดินหน้ามุ่งมั่นจะซื้อจีสตริงไปใส่เล่นทะเลให้ได้ ในขณะที่ยูอิจิคิดจนหัวแทบระเบิดว่าจะอธิบายอย่างนุ่มนวลอย่างไรไม่ให้มันซื้อติดไม้ติดมือไปจริงๆ
…ยูอิจิดูออกว่าไอ้จินขี้หวงไม่เป็นสองรองใคร แค่ไอ้คาเมะถอดเสื้อเตะบอล จินมันยังมองแล้วมองอีก พอไอ้พวกชมรมคนรักคาเมะมาทำตาพร่าตาลายกับความขาวของอกไอ้ห่าม ไอ้คุณพี่โหดก็หายใจฟืดฟาดไม่พอใจแล้ว แล้วแค่ถอดเสื้อเตะบอลยังเป็นแบบนั้น อย่าคาดหวังเรื่องใส่จีสตริงลงทะเลเด็ดขาด ไม่มีทางเด็ดๆ!!...
…แล้วถ้าไอ้คาเมะซื้อไปจะเป็นยังไง?...
…แน่นอนว่าไอ้จินกลายร่างเป็นระเบิดทำลายล้าง…ส่วนพวกเขา เหล่าเพื่อนๆผู้น่ารักก็…เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายทุกที!!!...
“คาเมะ…มึงไม่กลัวไอ้จินจะหวงมึงเหรอ” ร่างโปร่งนิ่งไป ก่อนจะหันมองยูอิจิที่เปิดประเด็น เห็นท่าทางว่าคล้ายจะรับฟังแล้ว ยูเลยเริ่มพูดต่อ
“เนี่ย กางเกงอย่างงี้ เป็นกู กูไม่ให้ยามะพีใส่เด็ดขาดเลย กูหวง ของของกู จะมาใส่โชว์นั่นโชว์นี่ให้คนอื่นเห็นได้ไง จริงมั้ย” คาเมะยิ้มบาง พยักหน้าหงึกหงัก แล้วยกกางเกงจีสตริงสีสดใสขึ้นดู ก่อนจะพูด
“กูไม่ใช่ของของไอ้จิน เพราะงั้น กูจะใส่! พี่ เอาตัวนี้ตัวนึง แฟนผมชอบ!” มันว่าแล้วชี้ไปที่ยูอิจิและจุนโนะ ทำนองว่าเพื่อนทั้งคู่เป็น ‘แฟน’ ทำเอาพนักงานสาวถึงกับตาค้าง อึ้งสนิท พูดอะไรไม่ออก ในขณะที่คาเมะเอาแต่ยิ้มกว้างมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยไม่แลสีหน้าเพื่อนสองคนสักนิด
…พวกกูไม่ต้องการ เข้าใจมั้ยยยยย!!!
…พวกกูไม่ได้ต้องการเป็นแฟนมึง ไม่ได้ต้องการให้มึงซื้อ ไม่ได้ต้องการอะไรสักนิดเดียว ช่วยฟังกูบ้าง!!! อ้ากกกกกก!!!...
ซวยสนิทจริงๆ จากนี้ไป สถานที่ต้องห้ามสำหรับคาเมะไม่ใช่ซุปเปอร์อย่างเดียวแล้ว แต่ควรจะเป็นห้างทั้งห้างมากกว่า!!!
ต่อไปนี้ มึงอยู่แต่ที่บ้านไป๊!!!
………………
ซื้อกันเรียบร้อย สามซี้ที่สองในสามอยากจะหายตัวไปให้มันพ้นๆเสีย ก็มานั่งแกร่วรออยู่ร้านขนม ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าไอ้จินมาเห็นกางเกงในจีสตริงของไอ้คาเมะ อะไรจะเกิดขึ้น ยูอิจิอยากจะโทร.กลับไปบอกยามะพีแฟนสุดที่รัก ว่าถ้าเขาตายในเร็ววันนี้ล่ะก็ เกิดมาจากไอ้ห่ามที่มันทำตัวกวนประสาทผัวมัน จนเป็นเหตุให้ตายหมู่กันยกแก็งค์ ให้ยามะพีเป็นพยานด้วย ว่าเขาไม่ได้ถูกฆาตกรรมจากใครคนใดทั้งสิ้น
“คาเมะ มึงเอามาฝากไว้ที่กูมั้ย ไอ้จินได้เซอร์ไพรส์ไง วันไปทะเล” จุนโนะตัดสินใจรักษาชีวิต ด้วยการพยายามเอากางเกงจีสตริงอันจะเป็นต้นเหตุแห่งลางร้ายทั้งมวลมาไว้ที่ตัวเอง วันไปทะเลก็ทำเป็นว่าลืมเอาไปด้วย แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง
“จะดีเหรอ กูว่าไว้ที่กูดีกว่า เดี๋ยวมึงลืม” ดันรู้แกวกันอีก!! จุนโนะอยากจะร้องไห้
“เฮ้ย! กูว่ามึงฝากไว้ที่จุนโนะก็ดีนะเว้ย คาเมะ ไอ้จินได้ไม่เห็นก่อนไง แล้วไอ้จุนโนะมันขี้ลืมที่ไหนกันเล่า ฝากมันไว้นั่นแหละ” ยูอิจิรีบยกหางเพื่อน มองเห็นเค้าลางว่าไอ้จุนโนะคิดจะทำอะไร ถ้าทำแล้วเขาปลอดภัย ถือว่าโอเคทั้งนั้นแหละ
คาเมะไม่ทันจะตัดสินใจ ถุงในมือก็ถูกไอ้คนพูดดึงไปยัดใส่มือไอ้จุนโนะเสีย พอดีกับที่ พวกไปซื้อของที่ซุปเปอร์เข้ามาพอดี
“ไง ไอ้คาเมะ ได้กางเกงมั้ยมึง” ยูแทบอยากจะกระโดดกัดหัวไอ้ชิโรตะที่เปิดประเด็นเรื่องกางเกงขึ้นมาอีก และนั่น! คาเมะไม่ตอบ ไม่พูด แต่คว้าถุงจีสตริงที่อยู่ในมือจุนโนะมาแล้วเปิดถุง หยิบขึ้นมาโชว์!
อ้ากกกกกกกก!! ไอ้บ้าคาเมะ มึงทำอะไรของมึงเนี่ย!!!!
เกิดเป็นความเงียบชั่วอึดใจในกลุ่ม ทุกคนตาค้าง อ้าปากค้าง และอาจจะมีการหายใจค้าง เพราะไม่คิดว่าสิ่งเล็กจิ๋วในมือไอ้คาเมะ จะเรียกว่า กางเกง
“ไม่ต้องเอาไปทะเล” ประกาศิตเฉียบขาดจากคนที่ไม่ต้องเดาว่าใครดังขึ้น ทำเอาคาเมะหันพรึ่บไปมอง รอยยิ้มที่แสนจะภาคภูมิใจในกางเกงของตัวเองหายลงทันที
“มึงสั่งกู?” จินเหลือบตามอง แล้วย้ำชัด
“เปล่า กูเตือน…ห้ามใส่!” มันว่า แล้วคว้ากางเกงในมือคาเมะมายัดลงถุง แล้วหมุนตัวเดินหนีออกไป ทิ้งให้เจ็ดเพื่อนที่เหลือเงียบสนิท แต่คาเมะร้องลั่น
“กูซื้อใหม่ก็ได้โว๊ย!!!”
…เวรอีก!! ไอ้พวกไม่รู้จักคำว่า เข็ด!!
…………………….
อาจจะเรียกได้ว่า กางเกงใน เป็นเหตุ เพราะไอ้คาเมะทำตัวมึนตึงใส่ไอ้จิน ผู้เป็นแฟน (ที่ไม่ค่อยจะรักกันเท่าไหร่) ส่วนไอ้จินก็เงียบ เกิดเป็นป่าช้าย่อมๆในรถ ตั้งแต่ออกจากห้างคราวนั้น จนปาไปถึงวันที่จะเดินทางไปเที่ยวกัน
และเพราะว่ามีกันตั้งเก้าคน เลยจำเป็นต้องใช้รถยนต์ถึงสองคัน คันนึงเป็นของไอ้ชิโรตะ ส่วนอีกคัน ยืมมาจากบ้านไอ้โคยามะ ดังนั้น ไอ้คู่รักที่ชวนให้น่าหวั่นว่าจะเลิกกันทุกวินาทีจึงถูกแยกขึ้นรถคนละคันโดยฝีมือของผองเพื่อนทั้งหลาย เนื่องด้วยว่า อาจจะไปไม่ถึงทะเล ถ้าจับพวกมันยัดเข้ามารถคันเดียวกัน
“แม่ง ไอ้จินมันกวนประสาท มีการโทร.มาสั่งกูว่าห้ามเอาอะไรอย่างอื่นแบบกางเกงตัวนั้นไปอีก!!” ขนาดอยู่กันคนละคัน ไอ้คาเมะยังบ่นไม่หยุด
“แล้วมึงรับโทรศัพท์ทำไมล่ะ ก็เห็นอยู่ไม่ใช่เหรอว่าชื่อมันโทร.มา” ชิโรตะคนขับถามอย่างอดไม่ได้
“มันเอาเบอร์สาธารณะโทร.มา!! แม่งเอ้ย! คิดว่ากูจะยอมทำตามที่มันสั่งรึไงวะ ไม่มีทาง!!” สรุปว่าบ้าทั้งคู่ คนนึงก็อยากจะเตือน ถึงขนาดถ่อไปหาตู้โทร.นอกบ้าน อีกคนก็พอกัน ขนาดเขาโทร.มาสั่งขนาดนั้น ก็ยังจะดื้อด้านอยู่ได้
“นี่มึงเอาตัวใหม่มาด้วยเหรอ” โคคิที่นั่งข้างๆ หันมาถามแล้วกลืนน้ำลายหนึ่งอึกด้วยความหวาดหวั่นเป็นที่สุด
“เอามาดิ ถ้าไม่เอามาแล้วจะซื้อมาทำบ้าอะไร”
…เอามาทำให้พวกกูตายไงครับ!! ไอ้คาเม๊!!!....
………………
ถึงทะเลเอาตอนบ่ายแก่ๆ รถของไอ้โคยามะมาจอดรออยู่ก่อนแล้วล่วงหน้า ไอ้พวกที่มากับคันนั้นมันขนข้าวของลงจากรถเรียบร้อย และกำลังนั่งอืด มือกระดกเหล้ากระดกเบียร์กันตั้งแต่อาทิตย์ยังไม่ตกดิน งานนี้ท่าทางจะไม่ถึงเที่ยงคืนก็คงหลับกันคอพับคออ่อน
“พวกมึงไม่เล่นทะเลกันเหรอวะ” คาเมะหันมาถาม แน่นอนว่าไม่ถามไอ้คนหน้าหงิกที่นั่งกระดกเบียร์เงียบๆอย่างไอ้จินหรอก แต่ถามเพื่อนคนอื่นต่างหาก
“ไว้เล่นพรุ่งนี้ คนเยอะจะตาย มีแต่ฝรั่ง” พวกเขาได้บังกะโลตากอากาศของบ้านไอ้จิมมี่ มีชายหาดส่วนตัว แต่ทั้งอย่างนั้นมันก็อยู่ติดกับรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ด้วยว่าผืนทรายติดกัน เดินออกไปที่ชายหาด มองเลยไปหน่อยก็เห็นฝรั่งหัวทองเต็มไปหมด ไม่รู้มันจะมากันทำไมทะเลญี่ปุ่น ไม่ไปพวกทะเลฝั่งเอเชียใต้ หรือทางตะวันออกเฉียงใต้อะไรแถบนั้นวะเนี่ย!!
“งั้นกูไปคนเดียวก็ได้” ไอ้คาเมะมันว่าอย่างนั้น แล้วเดินถือกระเป๋าเข้าห้องพักหนึ่งในสอง พอประตูปิดปุ๊บ ไอ้คนที่นั่งหน้าบูดมาตั้งแต่อยู่ในรถไอ้โคยามะก็วางแก้วแล้วลุกพรวด เดินตามเข้าห้องทันที ได้ยินเสียงแว่วๆจากไอ้ห่ามว่า
“เฮ้ย!! มึงเข้ามาทำไมวะ” แต่คำตอบไม่ได้ยิน เพราะไอ้จินปิดประตู แถมมีเสียงลงกลอนดังคลิ๊ก เพื่อนอีกเจ็ดเลยได้แต่มองหน้ากัน แล้วไอ้เรียวก็พูดขึ้นมา
“จิมมี่…บ้านมึงทำประกันไว้เปล่าวะ ในกรณีที่มีการอาละวาดจนพังน่ะ”
………………
“ทำไมถึงได้อยากใส่มากขนาดนี้!! เตือนแล้วไม่ใช่รึไงว่าไม่ให้ใส่!!!” จินดุดังลั่น ปรายตามองไปเห็นไอ้กางเกงตัวเล็กจิ๋วที่ตกอยู่บนพื้นข้างเตียงก็ยิ่งโมโห ใส่ออกไปแบบนั้น เกิดมีพวกหัวงูมันมองไม่ดีจะทำยังไง! เตือนอะไรทำไมไม่ฟังกันบ้าง! มันเป็นบ้าอะไรถึงต้องกวนประสาทกันทุกที!!
“ก็กูบอกแล้วเหมือนกัน ว่ากูจะใส่!! มึงเป็นอะไรนักหนาวะ!! แค่ใส่จีสตริงเล่นทะเล ทำไม? มึงกลัวสาหร่ายทะเลเห็นอะไรของกูรึไง!!!” ไอ้คาเมะเองก็เถียงกลับ แถมเถียงปัญญาอ่อนแบบที่ไม่ช่วยให้อารมณ์คนโมโหลดลงเลยแม้แต่น้อย
“กูไม่ให้ใส่ก็คือไม่ให้ใส่!!! เตือนอะไรหัดฟังกันมั่ง จะดื้อให้ได้อะไรนักหนา!!!”
“ดื้อให้ได้ใส่โว๊ย!!” คาเมะตะโกนใส่หน้า แล้วก้มลงเก็บกางเกงจีสตริงขึ้นมา
“หลบ!! กูจะไปเปลี่ยนกางเกง กูจะใส่ -จี-สะ-ตริง- เล่นทะเล!!!” พูดชัดถ้อยชัดคำแบบไม่ถูกเวลาแบบนี้ ยิ่งทำให้จินโมโห เขาคว้าแขนคนตัวเล็กกว่าขึ้นมาบีบแล้วเหวี่ยงร่างนั่นให้ไปหล่นปุ!บนเตียง
“โอ้ย!!ทำอะไรของมึงเนี่ย!!” คาเมะยันร่างขึ้นมาร้องด่า แต่ก็ได้เท่านั้น เพราะไอ้จินตามขึ้นมาทาบทับเรียบร้อย แถมนั่งทับขาสองข้างของเขา แล้วลงมือปลดกางเกงของเขาอีกต่างหาก
“มึงจะทำบ้าอะไร!!” คาเมะพยายามใช้สองมือปัด แต่มือหนากระชากเพียงไม่กี่ครั้ง ก็รูดเอาเข็มขัดของเขาออกจากกางเกงยีนส์ ตามมาด้วยการปลดกระดุมอย่างเร่งรีบ แล้วตวัดตัวลงจากร่าง ใช้มือหนึ่งกดร่างคาเมะเอาไว้ อีกมือดึงรั้งกางเกงรูดทิ้งลงไปกองที่พื้นง่ายดาย
“ไอ้จิน!!!!!” คาเมะร้องลั่น แต่จินกลับขึ้นมาทับตามเดิม แล้วยิ้มร้าย
“อยากจะใส่ไม่ใช่รึไง กางเกงบ้าๆนั่น นี่ไงจะช่วยใส่” ไม่พูดเปล่า แต่ก้มหน้าลงมาซุกอยู่กับซอกคอขาวให้คาเมะถึงกับตาเหลือก แต่ทั้งอย่างนั้นก็ทำได้แค่ดิ้นพล่าน หากแต่หลุดออกจากร่างหนา และการกดทับหนักๆนี่ไม่ได้
“จะช่วยกูใส่ แล้วมาซุกคอกูทำไมเล่า!! ปล่อยกูเด๊!!!”
“ไม่ปล่อย เตือนกันไว้แล้ว บอกแล้วว่าไม่ให้ใส่ ยังจะดื้อดีนัก ถ้าอยากจะใส่มาก กูก็จะช่วย…แล้วอย่าหวังว่าจะได้ออกไปเดินนอกห้องเลย!!”
“ไม่!!! ปล่อยกู!!!!!” แล้วเสียงร้องโวยวายนั่นก็ดังลั่นไปถึงนอกห้อง ที่มีจิมมี่นั่งหน้าซีด ด้วยความหวังอันน้อยนิด ว่าห้องของบ้านพักตากอากาศของครอบครัวเขา คงไม่พังเพราะไอ้คู่บ้าสองตัวนั่นมันทะเลาะกันหรอกนะ
ไอ้น้องห่ามกับพี่โหด
เห็นใจกูด้วยเถอะ ไม่ว่าพวกมึงจะทำอะไรอยู่ก็ตาม T.T
………….
ในห้องเงียบลงไปแล้ว หลังจากเกิดระเบิดหย่อมๆ จากสองฝ่าย ทั้งฝ่ายพี่โหด และฝ่ายน้องห่าม มันเงียบลงไป หลังจากเกิดเสียงครางมาพักใหญ่ และตอนนี้ก็มีเพียงแค่เสียงหอบแทนเท่านั้น
“จะอาบเองหรือจะให้อาบให้” จินรู้ดีว่าห้องนอนของบังกะโลมีเพียงสองห้องเท่านั้น และเพราะแบบนั้นมันก็ออกจะทุเรศน์อยู่บ้าง ถ้าเขาทำเตียงเลอะเพราะกิจกรรมที่เกิดจากความหึงหวงเป็นเหตุ เมื่อเรื่องทำท่าจะเกินเลย เขาก็เลยลากคาเมะมาจัดการในห้องน้ำเสีย ตอนนั้นไอ้บ้านั่นก็ตัวอ่อนปวกเปียกค้านอะไรไม่ออกแล้วนั่นแหละ เลยพอจะว่าง่ายอยู่บ้าง
“อาบเอง!!!” พออะไรหลายอย่างเสร็จสิ้น คาเมะเลยกลับมากระด้างกระเดือกอย่างเก่า คิดๆไปแล้วมันก็น่าโมโห ถูกทำอะไรแบบนั้นทุกครั้งที่เกิดเรื่องพรรค์นี้ เรื่องพรรค์บ้าๆประเภทที่ว่าไอ้จินที่เป็นฝ่าย เตือน คือคนที่ทำอะไรก็ถูกไปซะหมด คาเมะต้องฟังมันคนเดียว ต้องทำตามที่มันเตือนอย่างเดียว ห้ามนอกลู่นอกทาง
แม่ง!! มีแฟนหรือมีแม่วะเนี่ย!!!
“อาบแล้วแต่งตัวให้เรียบร้อย แล้วออกไปกินข้าว” มันว่าอย่างนั้น เน้นคำว่า ‘เรียบร้อย’ ให้คาเมะแทบอยากจะเอาชักโครกทุ่มหัวมัน แม่งเอ้ย!! เดี๋ยวคอยดูความเรียบร้อยของกูแล้วกัน!!!
…………….
“ไอ้คาเมะ!!!!” สภาพความเรียบร้อยของคาเมะนั้น ทำเอาเพื่อนอีกเจ็ดและแฟนอีกหนึ่งถึงกับตาค้างไปพร้อมๆกัน เมื่อไอ้ห่ามมันนุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวออกมาจากห้องนอน ว่าง่ายๆว่ามันทำเอาไอ้จุนโนะที่กำลังจะตักข้าวถึงกับจะทำชามตกแตกกันเลยทีเดียว!!
“มึงทำอะไรของมึงเนี่ย!! ทำไมไม่แต่งตัว!!” เรียวร้อง ในขณะที่เหลือบสายตามองไอ้จินในชั่วเสี้ยววินาที และค้นพบว่า ไอ้จินกำลังจะกลายร่างเป็นระเบิดอีกรอบ และรอบนี้อาจจะเป็นปรมาณูด้วยซ้ำ
“กูเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจะออกไปเก็บเปลือกหอย” มันตอบแล้วยักไหล่ มองเลยไปทางจิน แล้วยักคิ้วกวนๆให้ด้วยอีกต่างหาก
“เดี๋ยวกูกลับมา ขอไปเก็บหอยก่อน”
จิมมี่อยากจะเรียนถามไอ้คุณห่ามเหลือเกิน ว่ามึงจะออกไปเก็บหอย เก็บกุ้งเก็บปูด้วยชุดผ้าเช็ดตัวผืนเดียว พันสะโพกไว้แบบหมิ่นๆ และหน้าอกมีรอยจูบแดงเป็นแถบๆแบบนั้นน่ะเหรอ แต่ถามมันทันที่ไหน มันเดินลิ่วๆออกไปนู่นแล้ว
“จิน…เอ่อ…มึง…” ชิโรตะพยายามอย่างยิ่งในการหาคำปลอบประโลมมาให้เพื่อน แต่ว่า…
--ปึง!!—ไอ้จินสับมีดลงกับเขียงบนโต๊ะ พาลเอาผู้ชายตัวเท่าหมีป่าที่เหลือสะดุ้งเพราะขวัญกระเจิงกันเป็นแถบๆ
“พวกมึงกินกันไปก่อน ไม่ต้องคอย…กูอาจจะกลับช้า…” มันว่าอย่างนั้น แล้วเดินตามไอ้ห่ามที่ไม่รู้ชะตาซวยของตัวเองออกไป
…ช้า…
คำนี้ของไอ้จินมีความหมายว่า….
หมกทะเลแน่มึง ไอ้ห่าม!!
………………..
“ไม่ถอดผ้าขนหนูนั่นซะเลยล่ะ!” ไอ้คาเมะมันออกมาเก็บเปลือกหอยจริงๆ เก็บได้พักหนึ่ง ถึงได้เดินกลับขึ้นมาบนหาด จะขึ้นบ้าน แต่ก็ดันมาเจอไอ้คนรักหน้าหงิกยืนดักไว้ซะก่อน
ร่างโปร่งทำหน้าตึงไม่พอใจ และเป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าคนที่ได้ฉายาว่า ‘น้องห่าม’ คงจะไม่ทำแค่เก็บความไม่พอใจเอาไว้ในใจ แล้วเดินสะบดหน้าหนีจากไป ให้พระเอกของเราต้องตามหาเรื่องชวนตีหรืออะไรก็แล้วแต่ ไหนๆ อาวุธก็อยู่ในมือทั้งที จะปล่อยเอาไว้ทำไมเล่า!
อาจจะสงสัย ว่าอะไรคือ ‘อาวุธในมือ’ ของไอ้น้องห่ามแห่งเศรษฐศาสตร์ ก็จะอะไร!? ถ้าไม่ใช่เปลือกหอยอันเป้งๆที่มันไล่เก็บมาทั้งหาด
“โอ้ย!! คาเมะ!!” จินร้องลั่น ที่อยู่ดีๆ ก็ถูกเปลือกหอยแข็งปาๆใส่หัวใส่ตัว ร่างสูงพยายามจะเข้าไปจัดการไอ้ตัวดีที่มันเอาเปลือกหอยเป็นอาวุธ แต่พอจะขยับเข้าหา มันก็วิ่งหนี ต้องอาศัยแรงฮึด ผสมกับว่าเปลือกหอยในมือมันหมดนั่นแหละ จินถึงไปคว้าแขนเล็กๆของมันเอาไว้ได้
“จะไปไหน!!”
“ไปเก็บหอยมาปาหัวมึง อ๊ะ…” คาเมะถูกดึงเอาไว้ทั้งแขนให้เจ้าตัวต้องหันกลับมาตอบ และเพราะหันกลับมานั่นแหละ ถึงได้พบว่าหน้าหล่อๆของอีกฝ่าย ที่หางคิ้วนั้นมีเลือดไหลลงมา
“เฮ้ย…จิน…” ร่างโปร่งถึงกับพูดไม่ออก ถึงจะเป็นไอ้ตัวดีก่อปัญหาในหลายๆเรื่อง แต่ก็ไม่นิยมให้ใครเจ็บตัวจนเลือดตกยางออกแบบนี้ และเพราะแบบนั้น พอเห็นเลือดไหลเป็นทางบนหน้าคมๆ คาเมะก็ชักใจฟ่อ เช็ดไม้เช็ดมือกับผ้าขนหนูที่พันสะโพกตัวเอง แล้วแตะเบาๆตรงหางคิ้วคนสูงกว่า
“ซี้ด…” จินหรี่ตาลง เมื่อความแสบของแผลที่เปิดวิ่งเข้ามาในใจ
“อ่า…มึงกลับไปล้างแผลเหอะ โดนตรงไหนอีกรึเปล่า” สายตาห่วงใยจากดวงตาเรียวๆที่ดีแต่คอยหาเรื่องไปทั่ว ทำให้จินชะงักไปเล็กน้อย มันก็น่ารักดีหรอก เวลาจุ้นจ้านเพราะเรื่องแผลหรืออะไรแบบนี้ เห็นท่าทางมันง่วนอยู่กับการพลิกแขนเขาไปมา เพื่อหาแผลแล้ว จินก็อุ่นวาบขึ้นในใจ บอกตัวเองว่าเพราะมันน่ารักแบบนี้ ถึงได้รักมัน ถึงได้อยากดูแลมัน
แต่…มันชอบดื้อ…
“ไม่เป็นไร” ร่างสูงก้มลงบอกเสียงนุ่มกับข้างหูของคนที่ยังก้มหาแผลเสียวุ่นวาย คาเมะเงยหน้ามองทันทีกับเสียงกระซิบข้างหูนั่น และก็ต้องสะดุ้งวาบ เมื่ออีกฝ่ายอาศัยช่วงจังหวะใกล้ชิดกดริมฝีปากลงฝากรอยจูบเบาๆที่ข้างแก้ม
“เฮ้ย!” ไอ้คนห่ามที่ไม่ค่อยจะชินกับความหวานแหววซาบซ่านในหัวใจถึงกับสะดุ้งโหยง แล้วเบี่ยงตัวออกมา แต่จินก็ไวพอจะคว้าเอวเล็กๆเอาไว้
“แก้มมีแต่ทราย…ขึ้นไปอาบน้ำใหม่อีกรอบไป”
“มึงก็ปล่อยเด๊!!” คาเมะจำไม่ได้ว่าวันนี้พูดให้ปล่อยไปกี่รอบแล้ว พักหลังๆมานี่ชักจะไม่ไหว ดิ้นหนีเองไม่ค่อยได้ ต้องเรียกร้องให้มันปล่อยอยู่เรื่อย ไอ้บ้านี่ก็ไม่รู้เป็นบ้าอะไร เอะอะก็กอด เอะอะก็กอด มีอะไรให้กอดนักหนาก็ไม่รู้ ผู้ชายด้วยกันทั้งนั้น
“อย่าดิ้นหน่า เกิดผ้าขนหนูหลุด ไม่อายฝรั่งฝั่งนู้นรึไง” จินถาม มือยังโอบเอวเล็กลากร่างผอมๆให้เข้ามาแนบชิด แล้วโบ้ยไปที่ชายหาดไกลๆที่มองเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติรำไร
“ไม่อาย เมื่อกี้ขอถ่ายรูปกูตอนนู้ดไปแล้วรอบนึง” ร่างสูงพยักหน้าหงึกหงัก
“งั้นไป…กูเองก็อยากถ่ายมึงตอนนู้ดเหมือนกัน” จินไม่พูดเปล่า แต่ก้มลงแบกร่างเล็กขึ้นไหล่ คาเมะรีบทุบหลังทุบไหล่ให้อีกฝ่ายปล่อย ก่อนที่มันจะอุ้มเขาอย่างงี้ขึ้นบ้านจริงๆ
“เฮ้ย!! กูพูดเล่น! ปล่อยกู”
“พูดเล่นแน่เหรอ”
“แน่ดิ!! ปล่อยดิวะ กูจะไปถ่ายนู้ดที่ไหนได้ไงเล่า แม่ง…มีแต่รอย” ประโยคหลังนั้นแผ่วเบาเสียเหลือเกิน แต่เพราะคาเมะถูกพาดอยู่บนไหล่จิน ร่างสูงจึงพอจับใจความได้ว่า เสียงเบาๆนั่น พูดถึงเรื่อง ‘รอย’
จินยอมปล่อยให้คาเมะลงยืนอีกครั้ง ซึ่งเจ้าตัวก็ยังหน้าบูดไม่เสร็จสักที
“รอยเยอะมากเลยเหรอ” เขาถาม ผุดยิ้มพรายไปทั้งหน้า ไม่รู้ทำไม แต่จินรู้สึกว่าตอนนี้คาเมะน่ารักเอาเสียมากๆ น่ารักเสียจนน่าหลง โดยเฉพาะไอ้ตอนเหมือนจะเขินจนต้องทำตัวโวยวายแบบนี้
“ได้ข่าวว่ามึงเป็นคนทำเองครับไอ้คุณจิน…ไปได้แล้ว กูหิวข้าวจะตายห่า แล้วคิ้วมึงอ่ะ ไปจัดการด้วย เลือดกรังแบบนี้ ไอ้โคคิเห็นเดี๋ยวแม่งก็ช็อค…อื้อ…”
ยังสั่งไม่จบ คนคิ้วแตกก็ก้มลงจูบปิดปากบางๆนั่นเสีย เห็นปากแดงๆขยับไปมาแล้วมันน่ารังแกยังไงไม่รู้ จินบอกไม่ถูกเหมือนกัน ว่าทำไมยังตามรักตามหวง ทั้งที่ไอ้คาเมะคนนี้ออกจะเป็นเจ้าปัญหาในทุกเรื่องของชีวิต เรียกได้ง่ายๆว่าการไม่มีมัน อาจจะทำให้ชีวิตสงบกว่านี้ สบายกว่านี้ และอาจจะสุขกว่านี้ แต่เอาเถอะ…จะหนวกหูบ้าง เวียนหัวบ้าง หรืออาจจะทุกข์บ้างก็ช่างมัน แต่ขอแค่ให้มันมาห่วงเขาบ้างแบบเมื่อกี้ตอนมันเห็นเขาเลือดออกก็พอแล้ว
“มึงจูบกูเยอะไปแล้วนะวันนี้” จินถอนริมฝีปากออกมา และคำแรกที่ไอ้เด็กห่ามมันพูดก็อย่างที่ได้ยินนั่นแหละ มันประท้วงว่าเขาจูบมันมากเกินไป
“มีลิมิตด้วยเหรอ” จินถามยิ้มๆ ก้มลงจูบระรานไปที่ผิวแก้มขาวๆ ให้คาเมะได้แต่สั่นวาบในใจ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ยังไม่ชิน ไอ้การถูกทำอะไรอย่างอ่อนหวานและอ่อนโยนแบบนี้ มันชวนให้ใจสั่น และร้อนผ่าวไปทั้งหน้า แต่ทั้งอย่างนั้น คาเมะก็ชอบ…ชอบถ้าจะถูกจูบเบาๆตามหน้าผาก แก้ม ซอกคอหรือลาดไหล่ คาเมะชอบริมฝีปากของจินตรงที่มันบอกให้รู้ถึงคำว่า ‘ทะนุถนอม’ และ ‘อ่อนละมุน’
“ไหนว่าแก้มมีแต่ทราย” ร้องไปอย่างนั้นเอง เพราะตัวเองเอียงหน้าให้อีกฝ่ายเบียดริมฝีปากกับแก้มซ้ำๆ ร่างโปร่งได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มๆอยู่ข้างแก้ม และเป็นคำตอบเบาๆที่ทำให้น่าทุบมันสักอั่ก
“งั้นคงต้องจูบส่วนที่อยู่ใต้ผ้าขนหนูมั้ง มันถึงจะไม่มีทราย”
“ไอ้ลามก!!!”
ส่วนไหนที่อยู่ใต้ผ้าขนหนู ถ้าไม่ใช่ตั้งแต่สะโพกลงไป!! ไอ้จินแม่งลามกทุกวันจริงๆ
“หัดเกรงใจเพื่อนมั่ง” ไอ้คนไม่เคยเกรงใจใครสั่งสอน ให้จินต้องผละกลับมามอง เขายิ้มกว้าง
“คาเมะเกรงใจงั้นเหรอ?”
“เปล๊า… หมายถึง…เอ้อ… ห้องนอนมันมีสองห้อง เพราะงั้น อยากลองบนหาดทรายมั้ยคืนนี้…” ชวนกันโต้งๆ แม้จะทำหน้าเหรอหรา แต่จินรู้หรอกว่าไอ้ห่ามมันก็อายเป็น เขาหัวเราะเบาๆ จูบริมฝีปากบางเน้นหนักจนคาเมะต้องครางอื้อ
“ถ้าสัญญาว่าจะช่วยกันมอมไอ้พวกนั้น…อยากลองในน้ำทะเลก็จะทำให้ โอ๊ย!!” ผลของการเสนอทำในทะเล เลยได้มะเหงกหนึ่งทีบนศีรษะ พร้อมกับการหมุนตัวเดินนำลิ่วๆกลับขึ้นไปบนบ้านพัก ให้จินต้องวิ่งตาม แต่ก็ยังโดนไอ้ตัวดีหันมาขู่ฟ่อ
“อย่าตามมานะโว๊ย!!! ไอ้ตะไลจิน!!! ลามกมากไปแล้ว มึงเนี่ย!!”
ทีตัวเองละชวนบนหาดทรายได้ ทีเขาชวนในทะเลบ้างละทำมาเป็นโวยวาย บนหาดทรายน่ะ โจ่งแจ้งกว่าในทะเลอีก ใครลามกกว่าใครกันแน่ จินอยากจะถามเหมือนกัน
………….
เขาว่าเรื่องของผัวเมียเนี่ย ไม่ควรเอาหน้าเข้าไปสอดจริงๆ เพราะไอ้คู่ผัวเมีย นายทาส หรือคู่อะไรสักอย่าง อย่างไอ้พี่โหดและน้องห่ามเนี่ย ตอนนี้มันคืนดีกันแล้วเรียบร้อย ทั้งๆที่เมื่อกี้มันอาละวาดกันจน…จน…เอ้อ…จนอะไรสักอย่างที่ทำให้หน้าอกไอ้คาเมะแดงเถือกไปแถบนึง
“กูบอกว่าจะกินปู มึงแกะปลาให้กูทำไม” แต่ถึงมันจะดีกัน ก็อย่าคาดหวังว่ามันจะจ๊ะจ๋าให้สบายรูหูเลย ดีเท่าไหร่แล้วที่ไอ้คาเมะไม่ลุกขึ้นงับหัวไอ้จิน เพราะฝ่ายนั้นแกะแต่ปลาใส่จานข้าวมัน ปู กุ้ง หอย ไม่ถึงปากสักที ด้วยข้ออ้างที่ว่า
‘กินปลาก่อน เดี๋ยวกูแกะปูให้’
“เดี๋ยวแกะให้” ไอ้จินยังย้ำคำเดิม เป็นที่รู้ดีในหมู่เพื่อนฝูงว่าไอ้คาเมะเป็นชาวญี่ปุ่นที่กินปลายากคนนึงในแผ่นดิน ผิดวิสัยคนญี่ปุ่นเป็นที่สุด แต่ก็เอาเหอะ ไอ้ห่ามนี่มันก็ผิดวิสัยแม้กระทั่งวิสัยของมนุษย์ปุถุชนด้วยนั่นแหละ
“มึงเดี๋ยวมาชาตินึงแล้ว โคคิ มึงแกะปูให้กูที กูจะกินปู” ไอ้คาเมะเริ่มหันไปพึ่งเพื่อนอีกคนที่นั่งข้างกาย ไอ้โคคิหันกลับมามองด้วยสายตาที่บอกได้คำเดียวว่าคาเมะขอให้ช่วยได้ผิดเวล่ำเวลามาก
“ถ้ามึงไม่เคยรู้ เดี๋ยวกูจะบอกให้มึงฟังเดี๋ยวนี้นะคาเมะ…กูแพ้ปูโว๊ย!! กูไม่กินปูมาตั้งแต่สองขวบ!! แล้วคนแพ้ปูอย่างกู จะแกะปูเป็นมั้ย ห๊า!!! ไอ้ห่ามโง่!!!”
“กูไม่ได้โง่สักหน่อย! กูแค่ลืมเฉยๆ! ไม่แกะก็ไม่แกะดิวะ กูไปหาคนอื่นก็ได้” คาเมะโวยใส่ไม่ยอมพอกัน กวาดตามองไปรอบวง เห็นไอ้จิมมี่ยังถือปูคาไว้ในมือ และนั่น…มันสบตากับเขาพอดี และทันทีที่มันสบตาเขา มันก็รีบส่งเนื้อปูอวบๆบนกล้ามปูโตๆจะเข้าปากทันที!!
“อ้ากกกก!!” คาเมะร้อง แล้วกระโจนตัวเข้าไปคว้าแขนแข็งๆของไอ้เพื่อนตัวล่ำไว้ทันที
“มึงปล่อยกู!! ไอ้คาเมะ!! ปูของกู!!”
“มึงกินมาตั้งเยอะแล้วนี่หว่า! แบ่งกูบ้างดิ!”
“ไม่!!! อันนี้ของกู!! ปล่อยโว๊ย!!!” จิมมี่พยายามใช้มือดันหัวไอ้คนที่อ้าปากพะงาบๆจะเข้ามางับปูในมือเขาให้ได้ แต่ดันเท่าไหร่ ยันเท่าไหร่ มันก็ไม่ยอมล่าถอยสักที ไอ้คาเมะมันแรงเยอะแค่ไหน จิมมี่เคยสัมผัสมาแล้วตอนที่เล่นบอลแล้วปะทะกัน ซึ่งตอนนั้นจิมมี่ก็ยังรู้สึกว่ามันไม่เคยแรงเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย!!! พอเป็นเรื่องของกินล่ะ อะดรีนาลีนหลั่งขึ้นมาเชียวนะมึง!!!
“โอ้ย!!!” เสียงไอ้คาเมะดังขึ้น พาเอาคนที่กำลังดันมันสุดแรงต้องชะงักมือ แล้วก้มลงมอง และนั่นถือเป็นการพลาดโอกาสอันใหญ่หลวง เพราะไอ้คนสำออยทำเป็นร้องมันยิ้มกว้าง แล้วเบี่ยงหน้าออกจากมือหนาๆที่ยันเอาไว้ ก่อนจะจู่โจมเข้างับปูในมือไอ้จิมมี่ทันที
“ม่ายยยยยยย!!!!” เรียบร้อยโรงเรียนน้องห่าม ปูที่อุตส่าห์ทนแกะมาตั้งนาน อยู่ในปากไอ้คนเคี้ยวง้วบๆอย่างมีความสุขนั่นแล้ว
“อร่อย” มันเคี้ยว แล้วกลืนภายในเสี้ยววินาที จากนั้นก็หันมายิ้มกว้างแล้วคอนเฟิร์มรสชาติให้จิมมี่อยากจะเอาหัวโหม่งแก้วเบียร์ตาย
เพื่อนชั่ว!!! มึงแย่งปูกู!!!
“กลับมาได้แล้วคาเมะ” จินลากคอเสื้อไอ้คนที่ยังนั่งยิ้มแป้นกับรสชาติปูที่ขโมยเพื่อนมานั่งที่เดิม ปล่อยให้ไอ้ยูอิจิปลอบประโลมไอ้จิมมี่ด้วยการเอาปลาหมึกมาโอ๋อยู่ตรงหน้า
“ปูอร่อยมากกกกกกกกกก”
ยังจะเอาอีก…เรื่องกวนประสาทคนนี่มันเก่งเอาโล่จริงๆ ไอ้คาเมะเอ้ย
………………..
เกือบสี่ทุ่ม วงเหล้าก็เหลือแค่ไอ้จิมมี่ที่กินย้อมใจเมาแหล่ไม่เมาแหล่ กับไอ้จุนโนะที่ตาปรือพอกัน และจินกับคาเมะ ที่ไม่ค่อยจะเมา เนื่องจากไอ้คาเมะเน้นอาหารทะเลเป็นหลัก ส่วนไอ้จินก็คอยจะบริการแต่แฟน แกะปู แกะกุ้ง (หลังจากแฟนมันไปแย่งชาวบ้านจนจะถูกเหยียบตาย) จนเพื่อนๆยกให้เป็น ‘ทริปฮันนีมูน’ ไปแล้วเรียบร้อย
“จิน มึงอย่าลืมสัญญา” คาเมะที่กรึ่มเล็กน้อยแต่พองาม หันมาสะกิดบอกเสียงเบาพร้อมตาฉ่ำๆ
“เออๆ”
“สัญญาอะไรกันวะ” ไอ้จุนโนะอยากรู้ขึ้นมาทันที คาเมะกันไปยิ้มหวาน แล้วตอบเสียงดัง
“กูกะจินจะมีอะไรกันบนหาดทราย!!”
“มึงไม่กลัวทรายเข้าเหรอ” จิมมี่ที่กินเหล้าย้อมใจเรื่องปูจนลืมไปแล้ว หันมาถามบ้าง ด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้และป้อแป้เป็นที่สุด
“ไม่กลัว…จินแม่งเก่ง ไม่ทำให้ทรายเข้าหรอก” จินมองสองคนเมากับอีกหนึ่งคนกรึ่มมันคุยกันรู้เรื่องรู้ราวเป็นอย่างดี แต่พวกมันจะรู้ตัวรึเปล่าว่ากำลังคุยอะไรกันอยู่
“มึงไม่ลองในทะเลล่ะ เอิ้ก…” ไอ้จุนโนะเสนอแบบที่จินพูดเปี๊ยบ
“ไม่เอา กูไม่อยากให้อาหารสัตว์ทะเล…” จินละปวดหัวกับนิสัยไอ้คาเมะจริงๆ ตอนไม่เมามันก็ห่าม ตอนมันเมามันก็ห่าม และก่อนที่จะชวนคุยกันในเรื่องที่ลึกและลับกว่านั้น จินเลยต้องจัดการลากไอ้ตัวดีไปนอนเสียก่อน
“ไปไป ไปนอน” ร่างสูงดึงแขนเล็ก
“มึงไปเอาเสื่อมาก่อนดิ จะได้ลงไปที่หาดทีเดียว” ไอ้คาเมะหันมาสั่ง ก่อนจะหันไปทำนิ้วชี้กระดิกส่ายไปมาเป็นเชิงห้ามไอ้เพื่อนสองตัวที่ร่วมวง
“พวกมึงห้ามแอบดูกูกะไอ้จินที่หาดนา…” จุนโนะกับจิมมี่หัวเราะร่วน
“ไม่ดูหรอก พวกมึงน่ะ ดูไปก็เท่านั้น ไม่มัน”
“ไม่มันอะไร ไอ้จินร้องขนาดนั้น ทำกะกูอ่ะ ถึงใจที่สุดแล้ว” ท่าทางจะยิ่งติดเรท จินเลยต้องลากไอ้ตัวดีออกมาจากวงเสียก่อน แต่ทั้งอย่างนั้น มันก็ยังหันไปยกนิ้วโป้งให้เพื่อนอีกสองคน แล้วบอกพร้อมรอยยิ้มเมาๆ
“คืนนี้มัน!!!”
เมาขนาดนี้ จะไปมันอะไรเล่า!!
…………….
และแม้ว่ามันจะเมาขนาดนั้น แต่ไอ้คาเมะก็โวยวายดังลั่นตอนลากมันเข้าไปในนอนในห้อง ดื้อจะออกมานอนที่หาดให้ได้ สุดท้ายเลยต้องหิ้วเสื้อมือนึง อีกมือนึงจูงคนกรึ่มๆลงมาที่หาด ตอนเดินผ่านวงไอ้จิมมี่กับจุนโนะ ไอ้สองตัวนั่นก็โห่เป็นลูกคู่ใหญ่ ให้คาเมะต้องหันไปย้ำอีกครั้ง
“มันชัวร์!!!”
เออๆ มันแน่ ถ้ามึงไม่เมาหลับไปซะก่อนน่ะ
จินจัดแจงปูเสื่อลงกับหาดทราย กะว่าจะรอให้คาเมะหลับเสียก่อน เขาจะอุ้มมันกลับขึ้นไปนอนในบ้านนั่นแหละ ไม่ได้กะจะทำอะไรกับมันแบบที่คุยกันเมื่อตอนเย็นหรอก
“นอน นอน” ร่างสูงกดหน้าผากไอ้คนนั่งมองทะเลให้ล้มลงไปนอน แต่คาเมะปัดมือ แล้วกระโดดขึ้นคร่อม ก่อนจะก้มลงจูบเบาๆที่ริมฝีปากหนา
“ไหนมึงว่าคืนนี้ที่หาดทรายไง”
“มึงเมาแล้วคาเมะ” จินพูดช้าชัด โดยส่วนตัวแล้ว จินไม่ชอบอะไรก็ตามที่เข้าข่ายในการลักหลับ การมีอะไรกันสำหรับเขาแล้ว มันต้องร่วมรับรู้ไปทั้งสองฝ่าย ถ้ามีแต่เขาฝ่ายเดียวที่จำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในค่ำคืนที่ผ่านมามันจะไปมีความหมายอะไร
“ไม่เมา…มึงยังไม่ได้ทำโทษกูเลย ที่กูไม่ฟังคำเตือนของมึงเรื่องกางเกง” คาเมะเข้าใจในวินาทีที่ลงมาเดินเล่นที่หาดทรายในสภาพมีผ้าเช็ดตัวผืนเดียวพันสะโพกไว้ ปรากฏว่าไอ้พวกฝรั่งมองกันไม่วางตา แถมมีบางคนวิ่งเข้ามาชวนคุยอีกต่างหาก ไอ้จินมันคงเป็นห่วงนั่นแหละ มันถึงไม่อยากให้ใส่ เขาเองไม่ได้คิดไปไกลถึงเรื่องนั้น ที่ตอนแรกอยากจะซื้อมาก็เพราะไม่เคยใส่ และแค่อยากจะลองก็เท่านั้น
“ก็โดนกับตัวแล้วไม่ใช่เหรอ ที่โดนคนเข้ามาทักแบบนั้นน่ะ”
“มึงเห็น?” จินพยักหน้ารับ ให้คามะต้องทุบไหล่ดังปึ้ก!
“แล้วปล่อยให้กูด่าอังกฤษโง่ๆใส่พวกนั้นเนี่ยนะ!! แทนที่จะเข้ามาช่วย กูเป็นเมียมึงนะเว้ย!! แม่ง ปล่อยให้กูจัดการเองกอยู่ได้” มันโวยวายให้จินต้องยิ้ม เขาเห็นตั้งแต่ตามมันลงมา ว่ามันถูกฝรั่งสองสามคนเข้ามารุม และก็เห็นมันยืนด่าดังลั่น เป็นภาษาอังกฤษที่บอกได้คำเดียวว่า ‘วิบัติ’ เอามากๆ
“ก็เห็นทำได้ และพวกนั้นก็ไม่เดินตามด้วย” ก็เพราะว่าพอพวกมันจะเดินตาม พวกมันดันเห็นเขายืนจ้องอยู่ตั้งแต่แรกน่ะสิ จินไม่ได้บอกความจริงข้อนี้ ว่าไอ้พวกนั้นเห็นเขา มันเลยไม่กล้าตามมาตื้อคาเมะต่อ
“งั้นแสดงว่าภาษาอังกฤษของกูก็ใช้ได้อ่ะดิ”
“นอนได้แล้ว ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องภาษาอังกฤษ”
จินพลิกร่างบางลงนอนราบกับเสื่อ เขาตามไปคร่อมเอาไว้ครึ่งตัว แล้วจูบเบาๆบนหน้าผาก
เสียงคลื่นซัดหาดดังขับกล่อม ใต้ความมืดที่โรยตัวและฟากฟ้ากว้างที่โอบล้อมสองร่างไว้ใต้หมู่ดาวนั้น ชวนให้น่าหวั่นไหวไปกับบรรยากาศเสียเหลือเกิน ยิ่งจินขยับลงมาจูบย้ำเน้นบนกลีบปากบาง บรรจงสอดไล้ปลายลิ้นเข้าไปภายใน รับรู้กลิ่นและรสชาติซาบซ่านของแอลกอฮอลก็ยิ่งพาลให้เคลิ้ม จูบอันเนิ่นนาน บอกเล่าความรู้สึกหวานหอมและอบอวลให้ฝังลึกลงไปในใจ ก่อนที่ร่างสูงจะผละออกมา และพบว่าคนใต้ร่างหลับไปแล้ว
หลับไปพร้อมกับจูบหวานๆ
หลับไปพร้อมกับการบอกรักที่แสนอ่อนโยน
เป็นการหลับที่ทำให้คนเฝ้ามองได้แต่ยิ้มบาง
บอกตัวเองว่าคืนนี้ให้คาเมะได้หลับใต้ท้องฟ้าสวยๆสักคืน รออีกสักพักแล้วค่อยอุ้มเข้าห้อง
เพราะเขาเอง…
ก็ชอบบรรยากาศที่มีแค่นี้
แค่ท้องฟ้า ดวงจันทร์ ดวงดาว หาดทราย เสียงคลื่น น้ำทะเล
…และ…
… คาเมนาชิ คาซึยะ…
FIN
((ทะเล))
“เอ้า ไข่เจียว กินทุกวันไม่เบื่อรึไง” ร่างสูงๆที่ถูกเรียกมากะทันหัน เพราะไอ้ห่ามที่ชื่อคาเมนาชิ คาซึยะไม่มีข้าวกิน หันมาถามไอ้คนที่ยังนั่งถือตะเกียบค้างไว้ในมือมาสิบนาที
“ไม่เบื่อ กูกินเฉพาะวันที่ไม่มีอะไรกิน” วันที่ไม่มีอะไรกิน ตีความหมายได้อย่างเดียวว่าคือวันที่น้องชายมันไม่อยู่ มันตอบแค่นั้น แล้วดึงจานข้าวไข่เจียวมาใกล้ ก่อนจะลงมือตักเข้าปากแบบไม่ต้องขออนุญาตสัตว์พืชใดๆที่สละชีวิตให้มัน
“มึงดูไรก็ดูดิ มาสก์เรนเจอร์ยังไม่มา” ไอ้เจ้าของห้องหันมาบอก แล้วส่งรีโมทให้ ซึ่งนั่นหมายความว่า ถ้ามาสก์เรนเจอร์มาแล้ว ไม่ว่ามึงจะดูอะไรอยู่ก็ตาม ต้องเปลี่ยนกลับมาให้กูดู จินทรุดตัวลงนั่ง แล้วคว้ารีโมทมากด จนกระทั่งไปเจอสารคดีที่เกี่ยวกับทะเล
“มึงชอบทะเลเหรอ” เห็นอีกฝ่ายแช่ค้างอยู่ที่ช่องสารคดีนานเป็นพิเศษ คาเมะเลยหันมาถามทั้งที่ข้าวยังเต็มปาก
“อืม…สวยดี กูชอบทะเลตอนกลางคืน”
“แต่กูว่าตอนกลางวันดีกว่า เล่นน้ำทะเลได้ด้วย” จินหันมายิ้ม ไอ้คนนี้ก็ห่วงแต่เล่น
“ตอนพระอาทิตย์ขึ้นก็สวย”
“ไม่อ่ะ กูตื่นไม่ทันหรอก ไปเที่ยวแล้วยังต้องมาตื่นเช้าอีก ลำบากตายห่า” ไอ้คาเมะก็ยังเป็นไอ้คาเมะ มันฟังใครเสียที่ไหน เอาตัวเองเป็นที่ตั้งจนจินต้องยีหัวมันด้วยความหมั่นเขี้ยว
“งั้นถ้าไปด้วยกัน เดี๋ยวกูลุกแต่เช้า แล้วก็นอนดึกๆเอง มึงมีหน้าที่ตื่นตอนสาย เล่นน้ำตอนบ่าย แล้วนอนตอนเย็นดีมั้ย” ร่างสูงล้อเลียน ให้คาเมะหันมายิ้มกว้าง
“ดี แต่จะดีมาก ถ้ามึงเลี้ยงกูด้วย” เท่านั้นแหละ ที่จินถึงกับผลักหัวไอ้คนพูดเบาๆ เพราะมันหน้ามึนทำเป็นขอให้เขาเลี้ยงอีกต่างหาก
“ต่างคนต่างจ่ายโว๊ย” แล้วก็เกิดเป็นการตีกันเล็กๆ ระหว่างคนนึงที่ขอให้เลี้ยง กับอีกคนที่อ้างแต่ว่าไม่มีเงิน ไม่มีเงิน แต่ไม่มีเงินทีไร เวลาไอ้คาเมะขอก็ไม่เห็นจะใจแข็งไม่เลี้ยงสักที ให้แต่มัน ดูแลแต่มัน รักแต่มัน นั่นแหละคือสิ่งที่จินทำได้เท่าที่ชีวิตผู้ชายคนนึงจะทำ
แต่ไม่รู้ว่าจินจะรู้มั้ย
ว่าไอ้คนที่จินให้ ไอ้คนที่จินดูแล ไอ้คนที่จินรัก มันคาดคะเนไว้ในใจว่าสักวันหนึ่ง มันจะหาเรื่องไปทะเลกับจินให้ได้
และวันนั้น…มันเอง ก็จะให้จินมากกว่าที่จินให้ ดูแลจินมากกว่าที่จินดูแล รักจินมากกว่าที่จินรัก
ใช่ คาเมนาชิ คาซึยะ หวังไว้ในใจว่าสักวันจะไปทะเลกับ อาคานิชิ จิน
จะไปกันแบบพี่โหดกับน้องห่าม
แต่ทว่า…
‘อะไรของมึง!!! ทำไมจะไปไม่ชวนพวกกู!!’
=.= มาเจอผองเพื่อนสกัดจนต้องเบรกเอี้ยดเสียก่อน ทริปที่หวังว่าจะหวานกันสองคน เลยกลายเป็นโหวกเหวกเพราะอีกเจ็ดลิง
ไว้คราวหน้าแล้วกันว่ะจิน…คราวนี้ ยกประโยชน์ให้ไอ้พวกนั้นไปก่อนเนอะ
FIN
เคยมีรีเควสขอ ห่าม แบบหวานๆ เอาหวานเท่านี้ไปก่อนแล้วกัน แหะ แหะ น้องเขาห่ามเนอะ หวานมากๆไม่ไหว ฮ่าฮ่า


ปอลอ รายงานเสร็จไปแล้วหนึ่ง อ้ากกกกก มีความสุขที่สุด!!!!


ฟิคยาวไม่กล้าลงอ่ะ กลัวมาต่อไม่ตรงเวลา

เดี๋ยวรอสักสัปดาห์นะคะ ว่าจะแต่งฟิคยาวได้ถึงไหน ถ้าได้เยอะ จะเอาลงละกัน ถ้าได้น้อยก็... คู่จืดอีกสักพาร์ทคั่นเวลา ฮ่าฮ่า(มาหลอกให้อยาก แล้วจากปายยยยย

อ้ากกกก พิมพ์ผิดด้วย ขอบคุณคนที่้เม้นท์บอกนะคะ เราเบลอเองค่ะ ต่อไปจะพยายามไม่ให้ผิดอะไรแบบนี้อีกน้า

2009.08.02
FIC : SEXY DARLING ver.5
FIC : SEXY DARLING ver.5
JIN X KAME
YUICHI X YAMA-P
By : Dezair
RATE : มากมาย
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“อะไรเนี่ย!!! ชอคโกแลตเนี่ยนะของฝาก!!!....ชิ!!! โลว์คลาสชะมัด!!!” ร่างบางบ่นเสียงเชิดเมื่อก้มลงมองกล่องชอคโกแลตสีชมพูหวานที่มารดาส่งมาให้จากต่างประเทศ
“คาเมะ...” ต้องให้ดุกันทุกเวลา จินเรียกชื่อคนรักเป็นการปราม พร้อมสายตาเข้มๆที่ทำเอาใบหน้าสวยๆของคนที่นั่งข้างๆถึงกับหงิกงอ
“รู้แล้วๆ! นายนี่ท่าจะอยากเป็นแม่ฉันอีกคน!!! ดุอยู่ได้!!!” ว่าแล้วก็โยนชอคโกแลตในมือลงบนโต๊ะกระจก รู้ดีว่า อีกเดี๋ยวจินก็ต้องเอามันไปเก็บเข้าตู้เย็นตามประสาผู้ชายสุดเนี้ยบที่เขาค่อนขอดนักหนา
“เออ....พรุ่งนี้ยามะพีจะมาบ้านนะ” คาเมะเอ่ยปากเมื่อปล่อยให้รอบกายมีแต่เสียงโทรทัศน์ที่ครางหงุงหงิง พูดออกไปก็เหมือนกับพูดกับโทรทัศน์ เพราะคนพูด ไม่หันมามองคนถูกพูดด้วยเลยแม้แต่น้อย สายตาจับจ้องอยู่แต่กับหน้าจอที่ถูกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความต้องการของคนกดรีโมทยิกๆ
“ดี....พรุ่งนี้ฉันต้องเข้าห้องสมุด....จะได้มีคนอยู่เป็นเพื่อนเธอ” จินพูดออกไป ก็ต้องเหนื่อยใจอีกรอบ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอุปนิสัยของยามะพีนั้น ไม่มีทางคุมเจ้าตัวดีอย่างคาเมะได้หรอก
“แล้วอีกคนล่ะ ทานากะ....ไม่มาด้วยเหรอ” พ่อหนุ่มคนนี้ ร่างสูงพอจะไว้เนื้อเชื่อใจฝากความหวังได้อยู่บ้าง ถึงจะห้ามไม่ให้คาเมะทำอะไรแผลงๆได้เด็ดขาดนัก แต่ก็ใช่ว่ายั้งไม่อยู่ซะทีเดียว
“หมอนั่นไปเดท.....หึ!! แต่เดี๋ยวก็แห้วกลับมา ยัยหน้าปลากัดนั่นจ้องจะงาบแต่เงิน” คาเมะกัดจิกได้ถึงใจ ยามพูดถึงแฟนสาวคนใหม่ของเพื่อนรัก ที่ตัวเองออกโรงห้ามไปแล้วแต่มันก็ยังดื้อแพ่งจะคบ
....เพื่อนใครนะ!!! หัวแข็งเป็นบ้า!!!!....
“คาเมะ....” รอบที่สองของเช้านี้ จินไม่รู้ว่าต้องรออีกนานเท่าไหร่ เขาถึงจะไม่ต้องดุคนรักด้วยน้ำเสียงงแบบนี้อีก...อาจจะอีกทั้งชีวิตล่ะมั้ง....
ดวงตาเรียวตวัดฉับอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะปารีโมทใส่อกหนาอย่างขัดใจ แล้วผุดลุกขึ้นยืนจ้องร่างสูงด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ
“เรียกอยู่ได้!!! ถ้าเรียกอีกที ฉันจะถือว่านายชวนขึ้นเตียง!!!” คนอ้าปากกำลังจะดุเลยได้แต่ค้างอยู่แบบนั้น ก่อนจะหุบลงแล้วก้มหน้าอ่านหนังสือในมือ คาเมะขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นปฏิกิริยาของคนรัก
....ให้มันได้อย่างงี้สิ!!!! อีตาทื่อ!!! ฉันพูดแบบนั้น หมายความว่าให้นายเรียกอีกครั้ง!!!! ไม่ใช่เงียบไปแบบนี้!!!!!~
มือบางคว้าหนังสือที่จินสนใจนักหนามาโยนทิ้ง แล้วก้าวขาขึ้นนั่งคร่อมตัก ประจันหน้าสบตาท้าทาย
“เรียกสิ! ทำไมไม่เรียกล่ะ!” คาเมะกระชากคอเสื้อคนตัวโตกว่าด้วยท่าทีข่มขู่เอาแต่ใจ จนชายหนุ่มต้องถอนหายใจด้วยความระอา
“เรียกซี่~!!” ร่างบางตะคอกอีกรอบด้วยความหงุดหงิด ไม่รู้รึไง ว่าตอนนี้คาเมะอยากทำจะตายอยู่แล้ว!!!!!!.....
“โอเคๆ” สุดท้ายแล้วเคยขัดใจคนรักได้ที่ไหน จินพ่นลมหายใจบางๆอีกครั้ง ก่อนจะเงยหน้าสบตากับดวงตาเรียว
“คาเมะ....” เพียงเท่านั้น ใบหน้าที่บูดมู่ทู่ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มหวานถูกใจ
“เปลี่ยนกติกาจากชวนขึ้นเตียง เป็นชวนทำบนโซฟาตอนนี้จะทันมั้ยนะ....” นิ้วเรียวเล็กไล้แผงอกล่ำ ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปบรรจงจูบเบาๆที่ปลายคางสาก แล้วกดสะโพกลงทับตักกว้างมากขึ้น เป็นการยั่วยวนซึ่งเจ้าตัวคิดว่ามันน่ารักน่าหลงเอามากๆทีเดียว
ต่อจากนั้น....
จึงเริ่มบทรักเร่าร้อนที่คนทั้งคู่กระหน่ำใส่กันบนโซฟาตัวใหญ่ จนเปียกชุ่มโชก พร้อมๆกับเสียงหอบครางที่ดังระงมกลบเสียงทั้งหลายทั้งปวงจนแทบสิ้น
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“วันนี้อาคานิชิซังไม่อยู่เหรอคาเมะ”
เพื่อนสนิทใสซื่อเอ่ยปากถาม ขณะกำลังยกถาดน้ำชามาเสิร์ฟเจ้าของคอนโดที่นอนเอกขเนก บนพื้นพรมหน้าโทรทัศน์ หลังจากสังเกตเห็นว่า คอนโดกว้างขวางแห่งนี้ วันนี้มีคาเมะเพียงคนเดียว
“อือ ไปห้องสมุดที่คณะ” คนถูกถามลุกขึ้นนั่ง แล้วเอ่ยปากตอบพลางขยับนิตยสารบนโต๊ะกระจกเล็กๆให้มีที่ว่างมากพอสำหรับถาดน้ำชาที่ยามะพียกมา
“มีชอคโกแลตในตู้เย็นแหน่ะ เอาออกมากินสิ” คาเมะนึกขึ้นได้ ถึงเจ้าชอคโกแลตอิมพอร์ตจากเมืองนอกที่มารดาส่งมาเป็นของฝาก เลยบอกให้คนรักชอคโกแลตจับใจอย่างยามะพีไปเอามาเป็นของว่างคู่น้ำชายามบ่ายเช่นนี้
“อื้อ” ทันทีที่ได้รับอนุญาต ยามะพีก็รีบวิ่งไปเปิดตู้เย็นหยิบกล่องชอคโกแลตสีชมพูหวานออกมาชื่นชม
“โอ้โฮ น่ากินจังเลย” ร่างบางผิวน้ำผึ้งร้องออกมาอย่างดีใจ ก้มลงมองเจ้าชอคโกแลตรูปร่างน่ารักในกล่อง แล้วยิ่งทำให้ความอยากกินมีมากเป็นสองเท่า รีบเดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างๆเพื่อนรัก ก่อนจะแกะกล่องเพื่อเริ่มต้นมื้ออาหารว่างอย่างรวดเร็ว กินกันไป คุยกันไป เพลินจนไม่รู้ตัวว่าชอคโกแลตกล่องโตหมดลงตั้งแต่เมื่อไหร่
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-**
ครึ่งชั่วโมงต่อมา คาเมะเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกายตัวเอง อย่างที่ไม่ควรจะเป็นยามเมื่ออยู่กับเพื่อนรักตาโตแค่สองคน ท้องน้อยมันเสียดเสียวปั่นป่วนจนต้นขาสองข้างต้องเบียดชิด อากาศในห้องก็เหมือนจะร้อนอบอ้าวจนต้องเผยอริมฝีปากออกหอบน้อยๆ
“เดี๋ยวมานะ ยามะพี” ร่างบางยันตัวลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำ เพื่อล้างหน้าล้างตา ....
สีหน้าตัวเองที่สะท้อนออกมากับกระจก บ่งบอกได้อย่างดีว่าขณะนี้ คาเมะกำลังมีอารมณ์!!!....มีอารมณ์ทั้งๆที่นั่งอยู่กับยามะพีสองต่อสองเนี่ยนะ!!....
เด็กหนุ่มยันตัวกับอ่างล้างหน้า ทบทวนอารมณ์ในร่างกายที่ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว .... ไม่หน่า... คาเมะมั่นใจดีว่า ผู้ชายประเภทที่จะนอนด้วยต้องไม่ใช่ พวกนุ่มนิ่มน่ารักแบบยามะพี และต้องไม่ใช่เพื่อนสนิทที่คบกันมานานจนรู้หัวรู้หางกันเช่นนี้
....ตรงกันข้าม ต้องเป็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ มือกว้างหนา ร้อนผะผ่าว ผิวขาวจัด หน้าตาหล่อคม และมีเทคนิคลีลาช่ำชองสนองถึงเนื้อใน อย่าง อาคานิชิ จิน ต่างหาก....อา....แค่คิดถึงจิน ก็เหมือนร่างกายจะร้อนรุ่มจนทุรนทุรายไปหมดแล้ว
“ไม่ คาเมะ” ร่างบางพยายามตั้งสติ ตบแก้มตัวเองเบาๆ สูดลมหายใจลึกๆ แล้วเดินออกจากห้องน้ำช้าๆ … รอจินกลับมาก่อนสิ.... อย่าเพิ่งมาอยากตอนนี้นะ!!!...
“อา....ซี้ด....” เสียงครางแผ่วดังแว่วเข้าหู ทันทีที่คาเมะเดินกลับออกมายังโถงนั่งเล่น กวาดสายตามองหาต้นเสียง นั้นกำลังสั่นเทา และมีใบหน้าแดงจัด จนต้องรีบก้าวขาเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง
“ยามะพี….” เจ้าของชื่อหันมามองด้วยดวงตาโตช่ำปรือ สองมือเล็กๆเบียดกระชับกับหน้าตัก เพื่อกดทับบางสิ่งบางอย่างให้อยู่กับที่กับทาง
“คาเมะ เรา...เราเป็นอะไรไม่รู้....อ๊ะ มัน....มัน....” เสื้อยืดเนื้อบางที่เด็กหนุ่มผิวน้ำผึ้งสวมอยู่ ถูกยอดอกที่ตั้งเขม็งดุนดันจนนูนเด่นล่อสายตา
“รอเดี๋ยว...” คาเมะผลุนผลันกลับเข้าไปในห้องนอน ลนลานเปิดลิ้นชักหยิบไวเบรเตอร์อันเล็กจิ๋วออกมา แล้วกลับมาหาเพื่อนรักอีกครั้ง
“...อะ....อะไรน่ะคาเมะ อ๊ะ!...” เจ้าส่วนที่อยู่กลางลำตัวมันคอยแต่จะดิ้นรนออกมานอกกางเกงเรื่อย จนยามะพีต้องเพิ่มแรงกดลงบนฝ่ามือมากขึ้น ....และยิ่งกด....ก็ยิ่งรู้สึกถึงความชื้นแฉะที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหงื่อ หรือเพราะ หยาดน้ำที่มาจากสิ่งที่อยู่ใต้ชั้นในกันแน่
“เปิดให้มันสั่น แล้วทำแบบนี้” คาเมะไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกินเพื่อนรักเลย เพียงแค่อยากจะให้ยามะพีผ่านพ้นความทรมานที่แสนวาบหวามนี่เท่านั้น มือขาวยกไวเบรเตอร์ที่ถูกปรับให้สั่นน้อยๆขึ้นจ่อบนยอดอกนอกเสื้อ ทำเอาคนไม่ประสาถึงกับสะท้านเฮือก
“มะ....ไม่...ไม่เอา....คา....คาเมะ....อ๊ะ....อื้อ...” เสียงปฏิเสธนั้นเบาหวิว ยามะพีไม่เคยรู้มาก่อนเลยสักนิดว่า ติ่งไตเม็ดเล็กบนอกบางๆของตัวเองจะให้ความรู้สึกดีขนาดนี้ยามถูกกระตุ้นด้วยเจ้า ไวเบรเตอร์ลูกกลมๆ ที่สั่นเร้าอยู่นั่น
“ไม่เป็นไร ยามะพี” ริมฝีปากบางขยับปลอบประโลม ก่อนจะก้มลงแนบดูดดึงบนยอดอกอีกข้างที่ ตั้งสั่นอย่างโดดเดี่ยว
“อ๊ะ!.....คะ....อื้อ....~....คาเมะ....” ยามะพีสะบัดหน้าเงยคราง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน มือสองข้างบดขยี้หน้าตักมากขึ้น ด้วยว่าไม่อาจหาญมากพอจะล้วงลงไปลูบไล้โดยตรง
“เอามือเข้าไปในกางเกงสิ ยามะพี” คนเจนจัดถอนริมฝีปากออกมาสอน จับมือเล็กๆของเพื่อนแล้วบังคับให้ไต่เข้าไปใต้ขอบกางเกงยางยืด
“มะ....อ๊ะ....ไม่....ไม่....คึ๊...เรา....เรากลัว....อื้อ....” คนใสซื่อส่ายหน้าพัลวัน ยามะพีไม่เคยมาก่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอารมณ์แบบนี้ต้องทำยังไงจึงจะทุเลา หรือถึงรู้ ร่างบางก็ไม่กล้าแม้แต่คิดจะทำด้วยซ้ำ
“แล้วจะให้มันแฉะแบบนี้ไปเรื่อยๆเหรอ เร็วเข้า” คาเมะถาม วางมือตัวเองลงบนมือเพื่อน รับรู้ถึงความช่ำชื้นที่ซึมผ่านทะลุเนื้อผ้าออกมา
“เรา...เรา...อ๊ะ...” ยามะพีอยากร้องไห้เหลือเกิน ความปั่นป่วนในช่องท้องแบบนี้ทรมานจนหน้าเห่อ ไหนจะแรงสั่นบางเบาบนยอดอกนั่นอีก ...แล้วที่สำคัญ... ทำไมถึงมาเป็นแบบนี้ ในยามที่อยู่กับคนอื่นด้วยนะ...
“งั้นฉันทำให้ดู” คนช่ำชองตัดสินใจแทน แม้อารมณ์ตัวเองจะไม่ต่างจากเพื่อนนัก แต่ก็รักยามะพีมากพอจนปล่อยปละละเลยไม่ได้ และที่สำคัญขืนยามะพีไม่ทำตอนนี้ แล้วปล่อยให้แสดงสีหน้าปลุกอารมณ์คนอื่นไปเรื่อยๆแบบนี้ มีหวังคาเมะเองก็คงคุมตัวเองไม่อยู่เช่นกัน...
มือบางปลดกางเกงผ้าเนื้อนิ่มลงจากเอว เผยชั้นในสีขาวที่เปียกชื้นในบางส่วน มีแก่นกายเล็กเหยียดชันโผล่พ้นขอบชั้นใน
“อ๊ะ!!....ฮึก!!~” เด็กหนุ่มผิวน้ำผึ้งจิกมือกับพื้นพรมด้วยความประหม่า และยิ่งตกใจจนสะดุ้ง เมื่อมือเล็กร้อนรุ่มลูบคลำแท่งกายเบาๆ
.....แกร็ก!!....
“คาเมะ วันนี้ไอ้ยูมา.....”
ยังไม่ทันจะทำอะไร เสียงทุ้มห้าวของผู้อาศัยในคอนโดแห่งนี้อีกคนก็ดังขึ้น พร้อมกับที่ประตูบานใหญ่ถูกเปิดเข้ามา แล้วภาพตรงหน้า ก็ทำเอาผู้มาใหม่สองคนถึงกับชะงักกึก
“คา....เมะ” จินอ้าปากค้างตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น .... มองยังไง คาเมะก็กำลังริจะรุกเพื่อนรัก!!!....
“ยามะ...พี” ส่วนนากามารุ ยูอิจิ ผู้ซึ่งหมายตาลูกแกะน้อย ยามะพีก็ดูเหมือนจะหาลิ้นไม่เจอไปชั่วขณะ .... มองมุมไหน ก็เห็นแต่ยามะพีกำลังถูกเพื่อนสอนให้รู้จักการเล่นรัก!!!.....
ดูเหมือนจินจะได้สติก่อนใคร เขาโยนหนังสือและเอกสารที่ค้นมาจากห้องสมุดลงบนโซฟา แล้วก้าวขายาวๆเข้าไปคว้าแขนคนรัก ลากเข้าห้องนอนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนจะตามมาด้วยเสียงปิดประตูตามหลังดังปึงใหญ่
พอเหลือกันเพียงสองคนในห้องรับแขก ยามะพีก็ยิ่งไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ตรงไหน อารมณ์ที่ถูกปลุกด้วยอะไรสักอย่างก็ยังคั่งค้างลดไม่ลง ซ้ำร้ายยังเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วเสียอีก แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ร่างบางก็ยังแข็งใจใส่กางเกง แล้วลุกขึ้นยืน หมายจะรีบกลับบ้าน ทว่าไม่ทันจะได้ก้าว ยูอิจิก็ตรงเข้ามาคว้าแขนเอาไว้
“อ๊ะ!!~” แค่ถูกสัมผัสตัวเพียงเล็กน้อย ยามะพีก็สะดุ้งวาบ
“เป็นอะไรไปน่ะ ยามะพี” ยูอิจิถามด้วยความผิดสังเกต ...ถูกเห็นตอนกำลังลูบไล้กันและกัน หากเป็นปกติ มันก็น่าจะหมดอารมณ์ไปแล้วสิ.....แต่นี่....ดูยังไงก็.....
“ผม....ผม...ฮึก!!....อยู่ดีๆ....อยู่ดีๆมันก็...” ร่างบางรับไม่ได้กับสิ่งที่ตัวเองเป็น รังเกียจสิ่งที่ตัวเองรู้สึก ....แล้วมันก็ดัน....ดันมารู้สึกกับคาเมะที่เป็นเพื่อนสนิทกันเสียอีก....
ชายหนุ่มกดร่างยามะพีให้นั่งลงบนโซฟา คิดจะคุยกันให้รู้เรื่องกับคนที่ทำท่าราวกับจะร้องไห้อยู่รอมร่อ แต่ก่อนจะได้พูด สายตาก็ดันเหลือบไปเห็น กล่องชอคโกแลตสีชมพูอ่อนที่ภายในไม่มีสินค้าเหลือสักชิ้น
.....ชอคโกแลตยี่ห้อนี้นี่มัน???....
“ยามะพีกินไอ้นี่เข้าไปใช่มั้ย” เขาถามพลางยกกล่องขึ้นมา ยามะพีก็ได้แต่พยักหน้ารับทั้งน้ำตา ยูอิจิถึงกับถอนหายใจพรู .... ว่าแล้วเชียว ว่าเพื่อนรักคู่นี้คงไม่ได้นั่งว่างๆ แล้วคิดแผลงๆกันหรอก....
“กินไปเยอะมั้ย” เขาถามอีก
“ผม....ผมแบ่งกับคาเมะ แต่....แต่คาเมะไม่ชอบ....เลยกินไปแค่สองสามชิ้น ส่วนที่เหลือ....ที่เหลือ....อื้อ...อ๊ะ....” ชายหนุ่มก้มลงมองกล่อง คะเนคร่าวๆ ว่าคงบรรจุได้ประมาณยี่สิบชิ้น
....สรุปง่ายๆว่า ยามะพีกินไปสิบกว่าชิ้นนั่นเอง....
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” คาสโนว่าอย่างยูอิจิรู้ดี ว่าเจ้าชอคโกแลตยี่ห้อเมืองนอกกล่องนี้ขึ้นชื่อลือชาในด้านการผสมยาปลุกอารมณ์ร้อนแรงแค่ไหน มันมีขายเกลื่อนกลาดในอินเตอร์เน็ต .... แต่คนใสซื่อตรงหน้าคงไม่รู้ ถึงได้กินเกลี้ยง....
“เมื่อกี้คาเมะก็พูด ซี้ด....แต่....อ๊ะ....แต่...ไม่เห็นหาย” ยามะพีสะอื้นฮัก....ทั้งอาย ทั้งต้องการ...
“ยามะพีอยากหายเหรอ” ร่างสูงถาม คนไม่รู้ก็ได้แต่พยักหน้า คาดหวังว่ารุ่นพี่คงจะช่วยได้
“ถ้างั้น... ยามะพีต้องทำตามที่พี่สอนนะครับ”
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“หมายความว่ายังไง”
ภายในห้องนอนกว้าง จินยืนนิ่งหน้าดุหลังพิงประตู ปิดหนทางหนีของคนที่ถูกเขาเหวี่ยงขึ้นไปกองบนเตียง
“ก็ยามะพีมีอารมณ์!!~ ฉันช่วยเพื่อนแล้วผิดตรงไหน!!!....อึ้ก...” คาเมะตวาดแว้ด ก่อนจะเผลอสะท้านไปทั้งร่าง เพราะอารมณ์ที่ถูกฤทธิ์ยาปลุกเร้าอยู่ภายใน สองขาเบียดชิดเข้าหากัน ไม่อยากให้อะไรต่อมิอะไรเสนอหน้าออกมาตอนนี้หรอกนะ.....
“ช่วยได้ แต่ไม่ใช่ไปช่วยแบบนั้น เกิดทนไม่ไหวขึ้นมาจะทำยังไง” ชายหนุ่มดุเสียงเข้ม
“ทนไม่ไหวก็ทำสิ จะเก็บทำไมล่ะ!!” พูดไปแล้วก็ต้องกัดริมฝีปากตัวเอง เพราะไม่คิดจะทำอย่างที่ปากพูดแม้สักนิด หมอนี่มันบ้าหรือโง่ ไม่รู้รึไงว่าตลอดเวลาที่คบกัน คาเมะก็มีแต่มันคนเดียว!!!....
ร่างบางตวัดขาลงจากเตียง จะเดินหนีเข้าห้องน้ำเพราะไม่อยากจะช่วยตัวเองต่อหน้าไอ้คนทื่อมะลื่อที่กำลังหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่ตรงหน้า ทว่าไปไหนไม่ได้ไกล จินก็รวบเอวไว้แล้วลากเข้ามาแนบชิด
“จะไปไหน”
“ห้องน้ำ!!!” ติ่งไตตั้งเขม็ง ดุนเสื้อเชิ้ตสีขาวจนเห็นเป็นยอด แค่ปฏิกิริยาภายนอก จินก็รู้ลึกเข้าไปถึงข้างใน ว่าคนรักของเขากำลังมีอารมณ์อย่างที่คาดไว้ ร่างสูงกัดกรามกรอดด้วยความโมโห ยกมือข้างซ้ายขึ้นบดขยี้ยอดอกขวา ส่วนมือขวานั้นกดเอวและสะโพกเล็กให้แนบชิดสัมผัสร่างกายของเขา
“อื้อ!!!”
“มีฉันอยู่ทั้งคน แล้วจะเข้าห้องน้ำไปช่วยตัวเองทำไม” คาเมะรู้ตัวแทบจะในทันทีที่เงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมดุ .... ทีท่าที่แสนเรียบเฉยนั้น แท้จริงแล้วเจ้าของแรงมหาศาลที่โอบรัดเอวเขาแน่นกำลังโกรธมากมายแค่ไหน
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“โอ๊ย~~ ซี้ด~!!” ร่างบอบบางบนเตียงกว้างครางเสียงสั่น เมื่อฝ่ามือหนาของคนรักกระชากกางเกงขาสั้นตัวเล็กให้หลุดจากช่วงเรียวขาขาวอย่างไร้ความปรานี
“นี่อะไร? คาเมะ” จินถามแล้วกดนิ้วชี้ลงบนชั้นในที่โป่งพองตามสิ่งที่กำลังขยายตัว
“อ๊า~~…”
“กับยามะพีก็ทำได้ใช่มั้ย” ชายหนุ่มไม่เคยรู้สึกโกรธขนาดนี้มาก่อนเลย จินคิดมาตลอดว่า ความสัมพันธ์ที่คล้ายจะฉาบฉวยและเต็มไปด้วยความกำหนัด แท้จริงแล้ว ทั้งเขาและคาเมะต่างผูกพันกันด้วยสายใยบางๆ สายใยที่ผูกมัดให้คาเมะเป็นของเขาคนเดียว และตราตรึงให้เขาเป็นของคาเมะคนเดียวเช่นกัน
...แต่วันนี้...สิ่งที่ได้เห็นกับตาเมื่อครู่ ทำให้ความมั่นใจของจินสั่นคลอน คาเมะจะมีอะไรกับคนอื่นก็ได้ คนที่จะนอนกับคาเมะจะเป็นใครก็ได้ ต่อให้เป็นเพื่อน แต่ถ้าหากอยู่ใกล้มือในเวลาที่อยากจะทำ ทุกอย่างก็จะเป็นไปอย่างที่เขาเคยทำ....
“ก็....ก็มันอยู่ดีๆก็เป็นนี่นา!!!” คาเมะตวาดใส่...อย่าว่าแต่จินจะถามเลย ร่างบางเองก็ไม่รู้ตัวเองว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้....
ร่างบางยันสองมือกับอกหนาแล้วออกแรงดัน พร้อมเอ่ยปากอย่างหัวเสีย
“พอเลย! ถ้าจะมาทำตัวเป็นผู้ปกครองก็ไปให้พ้น!!!” หากเป็นทุกที จินคงจะถอยออกไปอย่างว่าง่าย ทว่าไม่ใช่วันนี้ ชายหนุ่มคว้าร่างของคนรักแล้วกระแทกลงกับฟูกที่นอนจนแทบจะจมหายลงไป ก่อนจะก้มลงซุกไซร้ซอกคอขาวกระจ่าง ดูดดึงขบเม้มจนเป็นรอยแดงแสดงความเป็นเจ้าของ โดยไม่สนอาการดิ้นรนของคาเมะแม้แต่น้อย
“ปล่อยนะจิน!! ฉันบอกให้ปล่อย!!~...อ๊ะ...” มือร้อนระอุควานลงสู่เบื้องล่างแล้วผลุบหายเข้าไปใต้ชั้นในอย่างรวดเร็ว ก่อนจะชักรูดแรงๆ
“อ๊ะ!!! อ๊า....ซี้....ด....อื้อ....” ใบหน้าหวานแหงนเงยเปิดซอกคอหอมกรุ่นให้จินลุกล้ำด้วยจมูกและริมฝีปาก ขณะที่ด้านล่าง ฝ่ามือหนากำลังล่วงเกินแก่นกายที่เริ่มขึ้นสีเรื่อ อย่างถี่หนัก จนคนถูกปลุกอารมณ์ถึงกับหอบสะท้าน
“อ๊า....จิน~….แรง....แรงอีก....อ๊า~” คาเมะลืมไปแล้ว ว่าเมื่อไม่ถึงนาทีที่ผ่านมา ตัวเองกำลังโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง ที่จินมาทำตัวเป็นใหญ่ ในตอนนี้ ความนึกคิดทั้งมวลกำลังเพ่งรวมอยู่ที่เนื้อหนังภายใต้ฝ่ามือหนาหยาบนั่น
มือเรียวเล็กไต่ไปตามแผ่นหลังลาดด้วยความเคลิบเคลิ้ม มัวเมากับรสสัมผัสจากริมฝีปากหนาที่ไล่จูบไปตามซอกคอ และฝ่ามือสองข้างของจิน ที่ข้างหนึ่งปรนเปรอด้านหน้า ส่วนอีกข้างคลึงเคล้นเข้าสู่ร่องสะโพกด้านหลัง
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าสวยที่เต็มไปด้วยความต้องการ ร่างบางย้ายสองมือขึ้นมาลูบไล้ใบหน้าหล่อคมของผู้ชายเพียงคนเดียวที่คิดจะนอนอยู่ใต้ร่าง
“จิน....โกรธฉันมากมั้ย....อา...”
“ฉันแค่ช่วยยามะพี อื้อ....ไม่ได้จะทำสักหน่อย....แล้วที่มันเป็นแบบนี้....ก็เพราะ....อื้ม....” ศีรษะได้รูปผงกขึ้นมอบจูบดูดดื่มให้กับคนรัก ก่อนจะถอนออกช้าๆ อ้อยอิ่งยั่วยวน
“เพราะคิดถึงนาย อ่า....ลงโทษฉันสิจิน....ซี้ด...ลงโทษ....อ๊ะ....” มือเย็นเฉียบไต่มายังแผงอกล่ำ ปลดกระดุมเสื้อช้าๆ แล้วส่งปลายนิ้วเข้าไปสัมผัสผิวเนื้อแผ่วเบา
“เด็กอย่างเธอ ฉันจะลงโทษให้สาสม” จินตอบเสียงเรียบไม่แสดงอารมณ์ หากภายในใจ ความร้อนรุ่มเพราะแรงโกรธถูกปัดเป่าด้วยคำอธิบายไม่กี่ประโยคที่มาพร้อมเสียงครางเมื่อครู่ ที่จะเหลืออยู่ ก็จะมีแต่ความร้อนเร่าจากแรงรัก ที่ถูกคาเมะปลุกเร้าตั้งแต่หัววันนี่ล่ะ....
-*-*-*-*-*-*-**-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“อ๊ะ....อ๊า~…ระ...รุ่นพี่...ซี้....ด...~!” ยามะพีครางไหว ร่างกายสั่นสะท้านเมื่อเจ้าไวเบรเตอร์อันจิ๋ว ถูกส่งเข้าไปสั่นอยู่ภายในช่องลับด้านหลัง ก่อนจะตามมาด้วยปลายลิ้นอุ่นนุ่มชุ่มชื้นปลอบประโลมที่ปากทางแดงก่ำซึ่งขมิบอ้าแทบจะตลอดเวลา
“มะ....อ๊ะ!!...อ๊า~!!!!...” แค่ถูกยูอิจิดุนลิ้นเข้าสู่ช่องลึกเพียงนิดเดียว เรือนกายผิวน้ำผึ้งก็บิดเกร็ง พร้อมๆกับอัดฉีดหยาดน้ำขาวข้นออกมาเลอะเต็มหน้าท้อง
“ดีขึ้นมั้ยครับ....หือ” ชายหนุ่มขยับตัวขึ้นมาคร่อม แล้วเอ่ยปากถามคนที่นอนราบกับโซฟา ถ่างขาพลีกายให้เขารุกเร้าอย่างเอ็นดู ร่างบางส่ายหน้าแรงๆ ใบหน้าหวานๆเต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่เจ้าตัวปล่อยออกมาด้วยความอับอาย
“ถ้างั้นมีอีกวิธี....แต่ยามะพีอาจจะเจ็บ”
“จ....เจ็บก็ได้ฮะ ฮึก....รุ่นพี่ช่วยผม...ช่วยผมนะ” ยูอิจิก้มลงแนบริมฝีปากกับหน้าผากมน
“ได้สิ แต่...มีข้อแม้หนึ่งข้อ...”
“ข...ข้อแม้ อ๊ะ....ข้อแม้อะไรฮะ...”
“ยามะพีต้องยอมเป็นแฟนพี่” หาเรื่องเนียนขอเป็นแฟนเสียเลย คนกำลังเสียวซ่านจนแทบทนไม่ไหวจะไปต่อรองอะไรได้ นอกเสียจากพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
...ตอนนี้ ยูอิจิจะพาไปไหน จะให้ทำอะไร ยามะพีก็ยอมอย่างไม่เกี่ยงงอน ขอแค่ ยูอิจิจะทำให้ร่างบางหายทุกข์ทรมานอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้ก็เพียงพอแล้ว...
ชายหนุ่มก้มลงบดจูบบนกลีบปากอิ่มเต็มอย่างหนักหน่วง ก่อนจะเพิ่มแรงมากขึ้นเมื่อไล้นิ้วยาวมายังปากทางร้อน
“อื้ม~ อื้อ....” คนไม่ประสา ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าสิ่งที่จะเจอต่อจากนี้ นอกจากเจ้าไวเบรเตอร์ที่ยังสั่นคาอยู่ภายในแล้ว ยังมีสิ่งที่ใหญ่กว่าและร้อนแรงยิ่งกว่ากำลังรั้งรอเตรียมพร้อมจะสอดเสียบเข้าสู่ภายในอีกอย่าง
“เจ็บนิดเดียวเท่านั้นคนดี” ยูอิจิละริมฝีปากออกมาพูดเบาๆ ปลดกางเกงลงมาติดสะโพก เพื่อให้แก่นกายที่เหยียดชันร้อนระอุ ออกมาเสียดถูที่ปากทางช่ำเยิ้มของคนข้างล่าง นิ้วยาวถ่างร่องแคบให้ขยายกว้างก่อนจะกดส่วนปลายเข้าสู่โพรงอุ่น
“อ๊ะ!!...ฮึก!...จ...เจ็บ!!!” ร่างบอบบางผวาเฮือก เมื่อรับรู้ว่าร่างกายตัวเองกำลังถูกชำแรกกว้างด้วยแก่นกายแข็งแรงราวกับเหล็กกล้า
“ม....ไม่ อ๊ะ...มัน...มันยัง....ยังคาอยู่...อ๊ะ....อ่า....” ยามะพีกลัวเหลือเกิน ยิ่งยูอิจิสอดใส่เข้ามา ก็ยิ่งเป็นตัวการดันเจ้าไวเบรเตอร์ที่กำลังสั่นเร้าให้เคลื่อนลึกเข้าไปข้างในเรื่อยๆ
“ใส่สองอัน....ยามะพีจะได้หายไวๆไงครับ....อา~…” ร่างสูงเข้ามาได้ครึ่งทางก็หอบฮักกับความต้องการของตัวเองที่ถูกกระตุ้นโดยผนังอ่อนนุ่มซึ่งตอดรัดตามแท่งความยาว มันดึงดูดให้น่าฝังลึกๆเหลือเกิน....
“อีกนิดนึง ยามะพี....อ่า....ซี้ด....” อีกครึ่งที่เหลือ ยูอิจิเผลอกดพรวดเดียวแนบสนิท เป็นผลให้คนไม่เคยถึงกับกระตุกวูบร้องครางเสียงหลง
“อ๊า!!!!” ชายหนุ่มยอมยุติทุกการเคลื่อนไหว ยอมให้ยามะพีได้หายใจหายคอ จนกระทั่งฝ่ามืออุ่นๆนั้นไล้เรื่อยไปตามแผ่นหลังของเขา ยูอิจิจึงก้มลงสบกับดวงตากลมโต
“ยามะ...พี....อ่า”
“ร....รุ่นพี่ อ๊ะ....ขย...ขยับทีฮะ ผม...อื้อ....ผม” เด็กหนุ่มทั้งอายทั้งเสียว ร้อนไปทั้งตัว ยิ่งเบื้องล่างที่ถูกถ่างอ้าด้วยแท่งกายใหญ่โตนั่นยิ่งร้อน ยิ่งกระเส่าเร่าจนร่างบางรับรู้ถึงแรงสั่นรัดของปากทางตัวเองที่มีจังหวะเดียวกับไวเบรเตอร์ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปข้างใน
“ขยับอันไหน อันที่หนึ่ง หรือว่าอันที่สอง” สวิสซ์ควบคุมอยู่ในมือร่างสูง เขากดเพิ่มแรงสั่นของไวเบรเตอร์เมื่อพูดถึง ...อันที่หนึ่ง... ก่อนจะเปลี่ยนมาส่ายวนแก่นเนื้อใหญ่พองของตัวเองเมื่อพูดคำว่า ....อันที่สอง....
“อ๊ะ!! คึ๊~!!...ร...รุ่นพี่....ซี้ด.....อ้า...” ยามะพีไม่รู้ว่าตัวเองต้องการสิ่งไหน เพราะสิ่งที่สั่นแรงอยู่ในท้องก็คล้ายจะให้ความสุขสมปนทรมานไม่แพ้แท่งร้อนผ่าวที่เสียบคาด้านล่างลงมาเลย
“ไงครับเด็กดี อยากให้พี่ขยับอันไหน...” ยูอิจิสนุกไปกับการต้อนลูกแกะน้อย เขาหยุดทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งของเล่นของจริง เพื่อกระตุ้นให้อีกฝ่ายเรียกร้องโหยหา
“....ส....สอง....สองอัน...อ๊ะ...อื้อ....” ชายหนุ่มยิ้มพราว
“น่ารักมาก” เขาเอ่ยชมอย่างถูกใจ แล้วก้มลงประกบริมฝีปากดูดดื่ม กวาดลิ้นลิ้มรสหวานหอมจากภายในโพรงปาก ขณะที่มือเปิดสวิสซ์ให้ไวเบรเตอร์ทำงาน พร้อมๆกับการแทรกสอดของท่อนเนื้อ
“อ๊ะ!!...อ๊า....อ๊า~….” ร่างบางไหวโยกไปตามแรงกระแทกของด้านล่าง ใบหน้าหวานเกลือกกลิ้งไปกับโซฟาด้วยความทรมานกับอารมณ์เสียวยากเกินระงับ
“อ๊ะ!!!....อ๊า~!!~” แค่ยูอิจิดึงออกมาแล้วเสียบแทรกเข้าไปเป็นครั้งที่สาม สายน้ำขาวหนืดก็พุ่งเลอะเต็มหน้าท้องของยามะพีเป็นครั้งที่สอง
“เร็วจัง...” ชายหนุ่มก้มลงถาม ขณะลดความเร็วของการขยับสอดใส่ให้เนิ่บนาบ ไม่เร่งเร้าเหมือนเมื่อครู่ แล้วปล่อยให้ผนังอ่อนนุ่มตอดรัดไปรอบๆ
“ม....ไม่ไหว....ไม่ไหวแล้วฮะ.....ฮึก!!...เอา....เอาอีก....อ๊ะ....อ่า....” ยามะพีเรียกร้องอย่างสุดจะทานทน ส่ายสะโพกไปมาให้คนที่ยังเสียบคาถึงกับเกือบยั้งอารมณ์ไม่อยู่
“เอางั้นเหรอ...ทำอีกเหรอครับ”
“อ๊ะ...ฮะ....ทำ....ทำอีก...อื้ออออ....ทำ....ทำผมที....ซี้.....ด....อ่า.....”
....โอ้....ยูอิจิล่ะอยากจะสรรเสริญคนซื้อชอคโกแลตกล่องนี้มาซะจริง!!!!....
-*-*-*-**-*-*-*-*-*-*-**-**-*-*-*-
“อื้ม~....จ๊วบ....” ลิ้นสีชมพูไล้เลียแก่นกายพองโตแดงก่ำ คาเมะเหลือบตามองคนรักด้วยท่าทีเว้าวอน มือเล็กๆลูบหน้าขาตัวเองอย่างทนไม่ไหว
“ซี้....ด......จ....จิน อ๊า.....นาย....นายจะปล่อยให้ฉันเป็นแบบนี้รึไง อ่า.....” ปลายนิ้วเล็กปัดผ่านส่วนปลายของแท่งรักตัวเอง เพื่อระบายความอัดอั้นที่ถูกรัดแน่นด้วยยางสีสด
“แฉะขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าชอบหรอกเหรอ” มือหนาเอื้อมไปจับขย้ำแรงๆที่ส่วนหน้า แต่กลับทำให้สะโพกเล็กไหวสะท้าน จินรับรู้ถึงความเปียกชื้นเหนียวเหนอะ ที่ล้นจ่อปลายเนื้อ
“อ่า.....ฉัน....ฉันเสียวนะ ซี้ด.....ทำสักทีสิ” มาถึงตอนนี้ คาเมะเองก็แว้ดไม่ออก จะเปิดปากสั่งทำตัวเป็นราชินีเหมือนทุกที แต่ทำไมน้ำเสียงที่หลุดออกมาถึงกลายเป็นออดอ้อนไปได้ก็ไม่รู้
“อยากทำมากรึไง” จินถามยิ้มๆ ขยับตัวลงจากเตียงเดินไปที่โต๊ะทำงานแล้วหยิบบางอย่างขึ้นมาถาม
“ดินสอแท่งเดียวพอมั้ย” คาเมะส่ายหน้าทันที อยากจะส่งตาเขียวๆไปให้ แต่ที่ทำได้คือ ดวงตาช่ำปรือเต็มไปด้วยตัณหาและความต้องการ
“ฉัน...ฉันอยากได้นาย อ้า....” ชายหนุ่มเหมือนจะไม่สนใจกับคำร้องขอนั่นเลย เขาหันไปที่โต๊ะอีกครั้ง
“น่าจะสักสาม....ไม่ก็สี่” เขาว่าแล้วถือดินสอ สามสี่แท่งเดินกลับมาที่เตียง จับสะโพกมนให้ลอยเด่นในระดับสายตา ก่อนจะแหย่แท่งดินสอยาวๆ ผ่านรูร้อนที่ขมิบอ้ารอคอย
“....ย....เย็น!!!....ซี้....ด.....อ่า....อ๊ะ....” แทบจะในทันทีที่ร่างบางขยับสะโพกหนี ทว่าไม่เป็นผลเพราะร่างสูงยึดไว้แน่น
จินกดดินสอลงไปอีกสามแท่ง จนปากทางขยายอ้า และดูดกลืนมันเข้าไป โดยที่เขาไม่ต้องออกแรงดัน
“ข....ขยับมันสิ....จิน” คาเมะหอบฮัก รับรู้ถึงเหลี่ยมคมของดินสอไม้ที่ถูกปากรูรัดรึง ก็ยิ่งสั่นสะท้าน
“ไม่” ร่างสูงตอบชัด จับรวบสองมือเล็กให้ลอดใต้หว่างขาเจ้าตัว เพื่อหมดหนทางในการช่วยตัวเอง
“อะ....ไอ้!!!...อ๊ะ....อื้อ....” แล้วสิ่งที่ชายหนุ่มได้เห็น คือปากร่องแดงก่ำกำลังขมิบกลืนดินสอสี่แท่งให้จมลงสู่โพรงชุ่มช่ำนั่นช้าๆ เขาหรี่ตามองมันอยู่ครู่ ก่อนจะลุกจากเตียงไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาสองผืน ผืนหนึ่งมัดข้อมือทั้งสองข้างให้รวบเข้าหากัน ส่วนอีกผืน ผูกคาดปิดตาของร่างบางเอาไว้
“จ....จิน....ทะ...อ๊ะ....ทำอะไรน่ะ....”
“ลงโทษไง” เขาตอบ ก่อนจะเฟ้นมือหนาไปตามแผ่นหลังบอบบาง
“ตอนนี้คิดว่าตัวเองกำลังทำกับใคร...ฉัน? หรือ ยามาชิตะ?....” คาเมะส่งเงียบคราง ส่ายสะโพกเร้า อยากถูกรักแรงๆ อยากถูกเสียบใส่ด้วยบางสิ่งบางอย่างที่ร้อนผ่าว และไม่แข็งทื่อเป็นดินสออย่างนี้
“ตอบมาคาเมะ ใครที่กำลังจูบแผ่นหลังเธอ” จินถามอีก แล้วแนบริมฝีปากลงสัมผัสแผ่วเบาบนแผ่นหลังแอ่นโค้ง ให้คนกำลังร้อนรุ่มถึงกับเสียววาบไปตามไขสันหลัง
“จ....จิน....อื้อ จิน....ซี้......ด.....อ่า” ยิ่งปิดตา คาเมะก็ยิ่งใช้ประสาทสัมผัสทางผิวกายมากยิ่งขึ้น ดังนั้น แค่จินแตะเพียงเบาๆ ร่างทั้งร่างก็ถึงกับสะท้าน
“แล้วเธอจะให้ใครทำแบบนี้นอกจากฉันได้รึเปล่า” มือร้อนๆกำลังไล้มายังหน้าท้องแบนราบ ก่อนจะไต่ขึ้นมาบีบคลึงที่ยอดอกสีชมพู
“ม...ไม่...อื้อ....ไม่....อ๊ะ!!!” ปลายเล็บจิกลงบนติ่งไตแรงๆ จนคาเมะต้องแอ่นอกสู้ ...ไม่รู้มาก่อนเลย ว่าเวลาจินโมโห ชายหนุ่มจะซาดิสต์ถึงเพียงนี้....
“รู้อะไรมั้ยคาเมะ เธอกลืนดินสอเข้าไปเกือบหมดแล้ว” จินก้มลงกระซิบที่ใบหู แล้วขบมันเบาๆให้คาเมะสั่นไปทั้งตัว ยิ่งสั่น รูร้อนก็ยิ่งดูดดึงให้สิ่งที่ถูกเสียบคาไหลลึกเข้าไปฝังตัวอยู่ภายใน
“ช...ช่วยที อ๊า....อ๊ะ....ฉ....ฉัน...ฉันอยากได้นาย อื้อ....จ....จิน....อ๊า.....”
“ไม่ใช่ว่าชอบมันเหรอ ทั้งดินสอ ทั้งยาง” เขาถาม แล้วเขี่ยที่แท่งกายของคนรักเบาๆ มันขยายตัวอย่างยากลำบาก อีกทั้งยังแฉะชื้น แต่ไม่ยอมปลดปล่อยเสียที สภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ คาเมะทรมานแค่ไหน ชายหนุ่มรู้ดี
“....อ๊ะ...มะ...ไม่....อ๊า...ฉ...ฉันชอบ....ฉันชอบจิน....มาก....ก....กว่า....ซี้ด.....อื้อ....” คำพูดนั้น ทำเอาคนฟังถึงกับอึ้งสนิท
....จินไม่เคยได้ยิน ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าจะได้ยิน คาเมะเป็นคนปากหนักแค่ไหน ทำไมร่างสูงจะไม่รู้ และในเมื่อรู้ เลยไม่คิดคาดหวังว่าจะได้ยิน คำพูดประโยคนี้จากคนที่ได้ชื่อว่าเป็น...... คู่รัก....
เขาเคลื่อนตัวขึ้นไปหา จับบิดใบหน้าเรียวสวยให้หันมารับจูบดูดดื่ม ประกบริมฝีปากรุนแรง บดจูบคลึงเคล้าแล้วส่งลิ้นเข้าสู่ภายใน รุกไล้เกี่ยวพันกับลิ้นร้อน ปลุกเร้าความร้อนแรงให้เสียวซ่านไปทั้งริมฝีปาก มือหนาควานลึกลงจับกำดินสอ หมุนวนไปรอบๆร่องรู ให้ยิ่งขมิบรัด
คาเมะสุขเสียวเสียยิ่งกว่าช่วงเวลาใด ความมืดมัวช่วยทำให้ร่างบางจินตนาการไม่ออก ว่าจะถูกทำอะไรบ้าง ปากบนรับรู้ความร้อนเร่าจากริมฝีปากอีกฝ่าย ขณะที่ปากล่างตอดรัดไปกับดินสอสี่แท่งที่ถูกมือใหญ่ใช้กระทำชำเรา จนเกิดเป็นเสียงชุ่มน้ำ
จินผละจากลิ้นนุ่มชื้นนั่นออกมา แต่คาเมะก็ยังส่งลิ้นร้อนๆออกมาโหยหาภายนอกริมฝีปาก ลิ้นสีสดไล้ไปตามเรียวปากบาง ยั่วยุกิเลสให้ร่างสูงต้องกระชากดินสอทั้งกำออกแรงๆ
“อ๊า!!!!!!!” คาเมะไหวโยกไปทั้งร่าง น้ำหนืดเยิ้มไหลล้นหลืบ ร่องรูขมิบเข้าหากันและแดงก่ำยิ่งกว่าตอนใส่ดินสอเข้าไปเสียอีก
ร่างบางหอบฮัก เรี่ยวแรงไม่มีแม้แต่จะใช้พยุงตัว ต้องปล่อยให้ร่างกายทรุดฮวบลงกับเตียง เหลือเพียงสะโพกกลมมนที่ถูกมือแกร่งจับยึดให้ลอยสูงโดดเด่น มีเพียงเข่าสองข้างรองรับน้ำหนัก
“ฮ๊า....อ๊ะ....พ....พอที....อ๊ะ....อื้ออออ...” ดวงตาเรียวเบิกกว้างเมื่อรับรู้ถึงความนุ่มหยุ่นประคบประหงมอยู่รอบๆรูร้อนของตัวเอง มันไล้ไปมาเบาๆ วนไปรอบๆ ก่อนจะแหย่ผลุบหายเข้าไปในร่องให้คาเมะสะท้านเฮือก
“อ๊า~…อ๊ะ....” จินห่อลิ้นดึงดันเข้าออกที่บริเวณปากทาง แม้แต่กับลิ้นของเขา มันก็ยังตอดรัดเป็นจังหวะอย่างรู้งาน
“จิน....ซี้ด...” แม้กระทั่งถูกมัดรวบ แต่มือบางๆนั้นก็ยังลอดใต้หว่างขาขึ้นมาแบะเนื้อเนินสะโพกสองข้าง เป็นการเปิดทางอำนวยความสะดวกให้กับลิ้นร้อนมากขึ้น
ชายหนุ่มผละออกมาเมื่อเห็นว่าปากทางชุ่มโชกไปด้วยน้ำหนืดเหนียว ก่อนจะแทนที่ลิ้นด้วยบางสิ่งที่พองโตเต็มที่ เขากระชากสะโพกเล็กเข้าหาตัว พาแก่นกายใหญ่ยาวเข้าไปฝังรากลึกภายใน ด้วยการสอดใส่เพียงครั้งเดียว
“อ๊า~!!!!” จินก้มลงแนบริมฝีปากไปตามแผ่นหลัง ดูดดึงเนื้อนุ่มผ่านทางเสื้อเชิ้ตตัวบางที่ยังปกคลุมอยู่ ขณะที่ช่วงล่างขยับเข้าออกถี่หนักจนคาเมะร้องแทบไม่ทัน
“อ๊ะ!! อื้อออออ....อ๊า....อ๊ะ....จ....จิน....โอ้ววว” สองมือจิกเกร็งขย้ำผ้าปูที่นอนใต้ร่าง รับรู้ถึงหยาดน้ำจากแก่นกายตัวเองที่หยดแหม่ะ เพราะถูกสกัดกั้นด้วยยางรัด ขณะที่ศีรษะซุนไปกับพื้นเตียง ร่างกายสั่นโยกไปตามแรงกระแทกรวดเร็วไม่เว้นวรรคหายใจ
จินที่ร้อนแรง จินที่รุนแรง นี่ต่างหาก....ที่ปลุกอารมณ์คาเมะให้กระเจิดกระเจิง
“อ๊ะ!!!...จ....จิน...จิน!!!!” ร่างบางทนไม่ไหวอีกแล้ว เสียงพั่บๆของเนื้อที่ตีกันดังสะท้อนเข้ามาในหู แต่ไม่เป็นที่สนใจของเด็กหนุ่มได้เท่ากับอารมณ์ที่กำลังจะระเบิดในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้
มือร้อนควานลงต่ำ ขณะที่ดึงแก่นกายออกจนเกือบสุดแล้วหยุดนิ่ง รอจนคาเมะปัดป่ายสะโพกไปมาเพื่อเรียกร้องความสนใจนั่นล่ะ
ชายหนุ่มยิ้มบางๆ ก่อนจะอัดกระแทกแก่นกายใหญ่โตเข้าหาช่องทางนุ่มตอด พร้อมๆกับกระชากยางรัดที่แท่งรักของคาเมะให้ร่างบางได้ปลดปล่อย
“อ๊า~!!!!” ร่างบอบบางกระตุกแรงด้วยความเจ็บเสียว กลั่นเป็นหยดน้ำขุ่นพุ่งเลอะเต็มเตียง
“อ่า.....” แรงตอดรัดภายในยิ่งรุนแรงเมื่อได้ทะลักทะลาย จนจินต้องครางเสียงต่ำแล้วอัดฉีดสายน้ำร้อนๆเข้าสู่ภายในตามมา
สองร่างทรุดตัวลงนอนทาบทับกันบนเตียงอย่างหมดแรง คาเมะหลับตาหอบฮัก รับรู้ถึงไอร้อนของลมหายใจจากคนรักที่ซุกหน้าอยู่กับซอกคอของเขา จินปลดผ้าผูกตาออกให้อย่างแผ่วเบา พลิกตัวลงนอนข้างๆ แล้วจูบลงบนเปลือกตาทั้งสองข้างอย่างอ่อนโยน ....รู้ดีว่าเมื่อกี้ตัวเองทำตัวราวสัตว์ป่าแค่ไหน .... ทั้ง มัดมือ ปิดตา แถมด้วยยางรัดเสียอีก...
“จิน....” ร่างบางหันมาเรียก มือเล็กดึงยางรัดมาจากมือใหญ่ไปถือครอง แล้วยื่นข้อมือทั้งสองข้างให้คนรักแก้ผ้าผูกมัด
“หือ?” ชายหนุ่มรับคำ ก้มลงแก้มัด ก่อนจะเงยหน้ามองใบหน้าหวานที่อยู่ใกล้เสียแทบจูบกันได้ ดวงตาเรียวเล็กตอนนี้ มีประกายกล้าที่ทำให้เขาต้องลอบถอนหายใจเบาๆ
“เอาแบบเมื่อกี้?....อีกทีสิ” ....ว่าแล้วไง....เขาคาดผิดเสียที่ไหนล่ะ....
“อ้อ ปิดตาด้วย แต่นายปิดนะ....แล้วฉันจะทำเอง” ซวยแล้วไงทีนี้ เขาไม่น่าไปจุดชนวนให้เจ้าตัวดีนึกสนุกกับเซ็กซ์วิตถารพรรค์นี้เลยให้ตายสิ
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“อื้อ” เสียงครางเบาแผ่วดังมาจากร่างเปลือยเปล่า ที่มีแค่แจ็คเก็ตของยูอิจิคลุมเอาไว้ ก่อนจะตามมาด้วยการขยับตัวเพียงเล็กน้อย แล้วดวงตากลมโตก็หรี่ปรือ เปิดขึ้นช้าๆ แสงดวงอาทิตย์ยามเย็นที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกเข้ามาในห้อง ทำให้ต้องหรี่ตาลงอีกครั้ง
“ไงครับ ที่รัก....” ร่างสูงที่ยืนอยู่ในครัว หันมาเห็นร่างบอบบางกำลังลุกขึ้นนั่ง จึงเดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน
“ท....ที่....ที่รักเหรอฮะ” ยามะพีทวนคำ ใบหน้าหวานเปลี่ยนเป็นสีชมพูอย่างรวดเร็ว หลุบสายตาลงต่ำ ก็ดันเห็นแผงอกเปล่าๆของอีกฝ่าย แล้วยิ่งต้องก้มลงมากกว่าเดิม พอก้มมากๆเข้า ก็เลยได้สังเกตเห็นสองขาที่พ้นเสื้อแจ็คเก็ตนั้นอยู่ในสภาพเปลือยไม่ต่างจากหน้าอกของอีกฝ่าย
“ทำไมครับ....พี่เรียกแฟนพี่ว่าที่รักแล้วผิดตรงไหนล่ะ” ยูอิจิยังคงเดินหน้าหว่านล้อมลูกแกะตัวน้อยอย่างสนุกสนานและเอ็นดูไปพร้อมๆกัน
“แฟน?....ผมกับรุ่นพี่....เอ่อ...เรา” ความทรงจำรางๆฉายทวนในสมอง แต่ยามะพีก็ยังไม่กล้าคิดมากไปกว่านั้น
“ต้องเป็นพีจังกับพี่ยูอิจิต่างหาก มาเรียก ผม เรียก รุ่นพี่อยู่นั่น เราไม่ใช่คนอื่นคนไกลสักหน่อย” แล้วร่างสูงก็ปล่อยให้ความเงียบโปรยไปรอบๆตัวของพวกเขาทั้งสองคน ให้ยามะพีนึกคิดทวนความจำ และยอมรับมันอย่างใจเย็น ทว่า.....
....อ๊า....ซี้ดด.....อื้อ....จ...จิน....
เสียงจากไอ้ห้องนอนหนึ่งเดียวของคอนโดเนี่ย มันดังรบกวนสมาธิยามะพีเสียเหลือเกิน ยูอิจินึกอิจฉาเพื่อนตะหงิดๆ ได้ข่าวว่ายามะพีกินเข้าไปมากกว่า แล้วทำไมป่านนี้คาเมะยังมีอารมณ์เหลืออยู่อีกล่ะเนี่ย
“ร.....เรา....เรา” โอ้ย ยามะพีอายจนเอาหน้าไว้บนหัวต่อไปไม่ได้อีกแล้วล่ะมั้งเนี่ย
“เรา....ทำแบบที่จินกับคาเมะทำอยู่ตอนนี้ไงล่ะครับ ยามะพี” ขยายความกระจ่างให้ร่างบางภายในประโยคเดียว ต่อให้ซื่อใส อ่อนต่อโลกมากแค่ไหน ยามะพีก็เดาได้ ว่าตอนนี้ คาเมะกับจินกำลังทำอะไรกัน ถึงได้ส่งเสียงประหลาดๆแบบนั้นออกมา
....น...นี่....นี่หมายความว่า เขากับรุ่นพี่....เอ่อ....ม....มี.....มีอะ....มีอะไรกันแล้ว จริงเหรอเนี่ย!!!!
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-**
“ไปไหนน่ะ” ร่างบางที่นอนคว่ำหน้ากับเตียงเอ่ยปากถาม ทันทีที่ลืมตาขึ้นมาเห็นคนรักกำลังจะเดินออกจากห้อง คาเมะในตอนนี้ มีแค่ผ้าห่มเนื้อบางคลุมสะโพกอย่างหมิ่นเหม่ เปลือยแผ่นหลังขาวใต้แสงสลัวของยามค่ำให้สะท้อนเข้าตาร่างสูง แน่นอน...เด็กหนุ่มไม่คิดจะปกปิด ไม่คิดจะเขินอาย เป็นจินนั่นล่ะ ที่หันมามอง แล้วก็ต้องเบนสายตาไปทางอื่นเสีย
“เอาเสื้อผ้าเธอไปให้ยามะพี”
“ยามะพี? จริงสิ ยามะพีเป็นไงมั่ง?” คาเมะลืมไปเสียสนิท ว่ายามะพีเองก็มีอารมณ์เหมือนตัวเอง ซ้ำยังมากกว่าด้วย
“ดีขึ้นแล้ว” จินไม่ยอมเปิดปากบอก ว่าทำยังไงยามะพีถึงได้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ไม่อยากให้คนรักลุกขึ้นมาอาละวาดเขาเพราะความหวงเพื่อนเอาตอนนี้หรอกนะ
ร่างบางลุกจากเตียง คว้าชุดคลุมมาสวมลวกๆ แล้วเดินไปขวางหน้าชายหนุ่มเอาไว้
“นากามารุทำใช่มั้ย” คนถูกถามไม่ยอมตอบ แต่หันหน้าหนีไปอีกทาง คาเมะตีความจากท่าทางอย่างนั้นได้ไม่ยาก ขบกรามกรอด แล้วหมุนตัว ผลุนผันกระชากประตูเปิดออกอย่างรุนแรง
“คาเมะ....” จินร้องเรียก รีบเดินตามออกไปติดๆ แต่ก็ยังช้ากว่าคนตัวเล็ก ที่ก้าวยาวๆตรงดิ่งไปกระชากร่างสูงที่นั่งเบียดกระแซะกับเพื่อนรักขึ้นมา ก่อนจะส่งหมัดขวาเข้าที่มุมปาก จนยูอิจิเซหงายหลังลงไปกระแทกกับพื้น
“คาเมะ!!!” ยามะพีร้องลั่น รีบเข้าไปคว้าร่างเพื่อนเอาไว้ ก่อนที่คาเมะจะทำอะไรรุนแรงไปมากกว่านี้
“ฉันไม่รู้ว่ายามะพียอมนายรึเปล่า แต่นับตั้งแต่วันนี้ นายต้องรับผิดชอบเพื่อนฉัน! ถ้ายามะพีมีน้ำตาเพราะนายแม้แต่หยดเดียวล่ะก็ เตรียมตัวอยู่เป็นหมันไปตลอดชีวิตได้เลย!!!!!” คนใจร้อนชี้หน้าขู่
“ฉันสัญญา” ยูอิจิรับคำ แล้วยันตัวลุกขึ้นยืน จ้องหน้ารับคำขู่ของคาเมะอย่างไม่หวั่นเกรง เมื่อทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ร่างบางจึงยอมเลิกรา แล้วดันหลังยามะพีไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย ก่อนจะหันมาชี้นิ้วสั่งให้ ยูอิจิเข้าไปช่วยจินเตรียมอาหารค่ำ ด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์นัก
....อุตส่าห์ประคบประหงมยามะพีมาซะดิบดี!!! ไอ้บ้านากามารุมาชุบมือเปิบไปเฉยเลย!!!! อย่างงี้มันน่าฆ่ามั้ยเล่า!!!!!....
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
อาหารค่ำเริ่มต้นและจบลงแบบเงียบๆ เพราะยามะพีเขินจนพูดไม่ออก ส่วนคาเมะก็ยังมึนตึงกับคนรักคนใหม่ของเพื่อน ชนิดที่จิกตาใส่ทุกครั้งที่ยูอิจิแอบส่งสายตาหวานๆให้ยามะพี
เก็บกวาดจานชามเรียบร้อย สี่คนผู้ตกเป็นทาสยาปลุกก็มารวมตัวกันที่โซฟายาว แล้วคาสโนว่าแห่งมหาวิทยาลัยชื่อดังก็เล่าถึงประวัติอันน่าชื่นชมของชอคโกแลตตัวต้นเหตุให้ทุกคนฟัง
“ยี่ห้อนี้ขึ้นชื่อเลยล่ะ” ยูอิจิพูด พลางหันมองจินที่ยังคงถือกล่องชอคโกแลตเพื่อมองหารายละเอียดเพิ่มเติม ไม่มีเตือนเลยสักนิด ว่าผสมยาปลุกด้วย
“สงสัยคุณแม่คงไม่รู้ เลยส่งมาให้” เขาพูดต่อ ก่อนจะวางกล่องในมือลง ขณะที่คาเมะถึงกับเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้กับคำพูดสรรเสริญเยินยอ ที่จินมีต่อมารดาของเขา
....ชิ!!! ยัยป้านั่นไม่มีทางไม่รู้หรอก!!! เพราะรู้น่ะสิ!!! ถึงได้ส่งมาน่ะ!!!....
“เดี๋ยวฉันโทร.บอกเขาเอง ว่าอย่าส่งมาอีก” จินพูดเสียงเรียบ เห็นท่าทางอายม้วนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนของยามะพีแล้วสงสารหนัก ช่างแตกต่างจากคนที่นั่งโชว์รอยคิสมาร์คเต็มคอ กระดิกขายิกๆ ข้างๆเขา ราวฟ้ากับดิน
“ไม่ต้อง!! แม่ฉัน!! ฉันโทร.เอง!!!” ร่างบางรีบเสนอตัว เรื่องอะไรจะให้จินโทร.คุยกะยัยป้านั่นล่ะ!!!~ เกิดไปหลงคารมยายเฒ่านั่นขึ้นมาจะทำไง แล้วที่สำคัญ....เขาก็มีเรื่องจะคุยกับแม่ด้วย...
คาเมะลุกไปคว้าโทรศัพท์ เดินกดหมายเลขต่างประเทศ ออกไปคุยที่ระเบียง ท่ามกลางความสงสัยของทุกคน กับท่าทางปลีกวิเวกตามลำพังนั่น
“ฮัลโล”
‘....อุ๊ยต๊าย!!!...ท้องฟ้าที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนเป็นสีชมพูลายคิตตี้รึไง!!! แกถึงโทร.หาฉันเนี่ย!!!~...’
“มีเรื่องจะคุยด้วย ชอคโกแลตที่ส่งมาให้น่ะ...” คาเมะเบ้ปากอย่างเซ็งๆ อยากจะตะโกนกลับไปนักว่า ต่อให้ท้องฟ้ากับพื้นดินสลับที่กัน ก็ไม่มีวันโทร.มาหรอก!!!!!..... แต่....ไม่ได้ๆ....ยังมีเรื่องต้องพูด....
‘...อ้อ!!! ทำไม กินเข้าไปแล้วสิท่า ลุกขึ้นมั้ยล่ะ หน้าอย่างแก จินคุงคงปล่อยให้ช่วยตัวเองในห้องน้ำแก้อารมณ์ขึ้นล่ะสิ’
“ฉันอยากได้อีกสิบกล่อง ส่งมาให้ทางแอร์เมลที จะรอ!! แล้วจะบอกอะไรให้นะ จินไม่มีวันปล่อยให้ฉันช่วยตัวเองหรอก!! เพราะเขาน่ะ....ชอบช่วยฉันทำ!!!!”
ไม่รู้ใครเป็นแม่เป็นลูกกันแน่ ถึงได้ขึ้นเสียงมีอำนาจกับมารดาบังเกิดเกล้า นี่ถ้าจินได้ยิน คงไม่พ้นโดนดุอีกแน่
แต่เอาเถอะ โดนดุ แล้วได้ทำแบบเมื่อคืนก็พอแล้ว รอยยิ้มเล่ห์ร้ายผุดพรายขึ้นบนใบหน้าสวย คาเมะเหลือบมองคนรักที่กำลังพูดคุยอยู่กับยามะพีและยูอิจิ
“คราวหน้า จะเอาไม่ให้ออกจากห้องสามวันสามคืนเลย คอยดูสิ!!!”
FIN
....................................
หมดสต๊อก
ฮ่าฮ่า มานั่งอ่านแล้วแก้คำผิดใหม่ ปรากฏว่าเขิน ตอนนั้นแต่งได้ไงเนี่ย 

เนื่องจากรายงานเลื่อนส่ง เพราะงั้น จะมาลงฟิคใหม่ ในเร็ววันนี้แหละค่ะ ฮุฮุ
เดี๋ยวไปนั่งเลือกก่อน ว่าจะเอาเรื่องไหน

ส่วนรายงานก็... ดองงงงงง ต่อไป!!

JIN X KAME
YUICHI X YAMA-P
By : Dezair
RATE : มากมาย
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“อะไรเนี่ย!!! ชอคโกแลตเนี่ยนะของฝาก!!!....ชิ!!! โลว์คลาสชะมัด!!!” ร่างบางบ่นเสียงเชิดเมื่อก้มลงมองกล่องชอคโกแลตสีชมพูหวานที่มารดาส่งมาให้จากต่างประเทศ
“คาเมะ...” ต้องให้ดุกันทุกเวลา จินเรียกชื่อคนรักเป็นการปราม พร้อมสายตาเข้มๆที่ทำเอาใบหน้าสวยๆของคนที่นั่งข้างๆถึงกับหงิกงอ
“รู้แล้วๆ! นายนี่ท่าจะอยากเป็นแม่ฉันอีกคน!!! ดุอยู่ได้!!!” ว่าแล้วก็โยนชอคโกแลตในมือลงบนโต๊ะกระจก รู้ดีว่า อีกเดี๋ยวจินก็ต้องเอามันไปเก็บเข้าตู้เย็นตามประสาผู้ชายสุดเนี้ยบที่เขาค่อนขอดนักหนา
“เออ....พรุ่งนี้ยามะพีจะมาบ้านนะ” คาเมะเอ่ยปากเมื่อปล่อยให้รอบกายมีแต่เสียงโทรทัศน์ที่ครางหงุงหงิง พูดออกไปก็เหมือนกับพูดกับโทรทัศน์ เพราะคนพูด ไม่หันมามองคนถูกพูดด้วยเลยแม้แต่น้อย สายตาจับจ้องอยู่แต่กับหน้าจอที่ถูกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความต้องการของคนกดรีโมทยิกๆ
“ดี....พรุ่งนี้ฉันต้องเข้าห้องสมุด....จะได้มีคนอยู่เป็นเพื่อนเธอ” จินพูดออกไป ก็ต้องเหนื่อยใจอีกรอบ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าอุปนิสัยของยามะพีนั้น ไม่มีทางคุมเจ้าตัวดีอย่างคาเมะได้หรอก
“แล้วอีกคนล่ะ ทานากะ....ไม่มาด้วยเหรอ” พ่อหนุ่มคนนี้ ร่างสูงพอจะไว้เนื้อเชื่อใจฝากความหวังได้อยู่บ้าง ถึงจะห้ามไม่ให้คาเมะทำอะไรแผลงๆได้เด็ดขาดนัก แต่ก็ใช่ว่ายั้งไม่อยู่ซะทีเดียว
“หมอนั่นไปเดท.....หึ!! แต่เดี๋ยวก็แห้วกลับมา ยัยหน้าปลากัดนั่นจ้องจะงาบแต่เงิน” คาเมะกัดจิกได้ถึงใจ ยามพูดถึงแฟนสาวคนใหม่ของเพื่อนรัก ที่ตัวเองออกโรงห้ามไปแล้วแต่มันก็ยังดื้อแพ่งจะคบ
....เพื่อนใครนะ!!! หัวแข็งเป็นบ้า!!!!....
“คาเมะ....” รอบที่สองของเช้านี้ จินไม่รู้ว่าต้องรออีกนานเท่าไหร่ เขาถึงจะไม่ต้องดุคนรักด้วยน้ำเสียงงแบบนี้อีก...อาจจะอีกทั้งชีวิตล่ะมั้ง....
ดวงตาเรียวตวัดฉับอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะปารีโมทใส่อกหนาอย่างขัดใจ แล้วผุดลุกขึ้นยืนจ้องร่างสูงด้วยสายตากินเลือดกินเนื้อ
“เรียกอยู่ได้!!! ถ้าเรียกอีกที ฉันจะถือว่านายชวนขึ้นเตียง!!!” คนอ้าปากกำลังจะดุเลยได้แต่ค้างอยู่แบบนั้น ก่อนจะหุบลงแล้วก้มหน้าอ่านหนังสือในมือ คาเมะขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเห็นปฏิกิริยาของคนรัก
....ให้มันได้อย่างงี้สิ!!!! อีตาทื่อ!!! ฉันพูดแบบนั้น หมายความว่าให้นายเรียกอีกครั้ง!!!! ไม่ใช่เงียบไปแบบนี้!!!!!~
มือบางคว้าหนังสือที่จินสนใจนักหนามาโยนทิ้ง แล้วก้าวขาขึ้นนั่งคร่อมตัก ประจันหน้าสบตาท้าทาย
“เรียกสิ! ทำไมไม่เรียกล่ะ!” คาเมะกระชากคอเสื้อคนตัวโตกว่าด้วยท่าทีข่มขู่เอาแต่ใจ จนชายหนุ่มต้องถอนหายใจด้วยความระอา
“เรียกซี่~!!” ร่างบางตะคอกอีกรอบด้วยความหงุดหงิด ไม่รู้รึไง ว่าตอนนี้คาเมะอยากทำจะตายอยู่แล้ว!!!!!!.....
“โอเคๆ” สุดท้ายแล้วเคยขัดใจคนรักได้ที่ไหน จินพ่นลมหายใจบางๆอีกครั้ง ก่อนจะเงยหน้าสบตากับดวงตาเรียว
“คาเมะ....” เพียงเท่านั้น ใบหน้าที่บูดมู่ทู่ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มหวานถูกใจ
“เปลี่ยนกติกาจากชวนขึ้นเตียง เป็นชวนทำบนโซฟาตอนนี้จะทันมั้ยนะ....” นิ้วเรียวเล็กไล้แผงอกล่ำ ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปบรรจงจูบเบาๆที่ปลายคางสาก แล้วกดสะโพกลงทับตักกว้างมากขึ้น เป็นการยั่วยวนซึ่งเจ้าตัวคิดว่ามันน่ารักน่าหลงเอามากๆทีเดียว
ต่อจากนั้น....
จึงเริ่มบทรักเร่าร้อนที่คนทั้งคู่กระหน่ำใส่กันบนโซฟาตัวใหญ่ จนเปียกชุ่มโชก พร้อมๆกับเสียงหอบครางที่ดังระงมกลบเสียงทั้งหลายทั้งปวงจนแทบสิ้น
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“วันนี้อาคานิชิซังไม่อยู่เหรอคาเมะ”
เพื่อนสนิทใสซื่อเอ่ยปากถาม ขณะกำลังยกถาดน้ำชามาเสิร์ฟเจ้าของคอนโดที่นอนเอกขเนก บนพื้นพรมหน้าโทรทัศน์ หลังจากสังเกตเห็นว่า คอนโดกว้างขวางแห่งนี้ วันนี้มีคาเมะเพียงคนเดียว
“อือ ไปห้องสมุดที่คณะ” คนถูกถามลุกขึ้นนั่ง แล้วเอ่ยปากตอบพลางขยับนิตยสารบนโต๊ะกระจกเล็กๆให้มีที่ว่างมากพอสำหรับถาดน้ำชาที่ยามะพียกมา
“มีชอคโกแลตในตู้เย็นแหน่ะ เอาออกมากินสิ” คาเมะนึกขึ้นได้ ถึงเจ้าชอคโกแลตอิมพอร์ตจากเมืองนอกที่มารดาส่งมาเป็นของฝาก เลยบอกให้คนรักชอคโกแลตจับใจอย่างยามะพีไปเอามาเป็นของว่างคู่น้ำชายามบ่ายเช่นนี้
“อื้อ” ทันทีที่ได้รับอนุญาต ยามะพีก็รีบวิ่งไปเปิดตู้เย็นหยิบกล่องชอคโกแลตสีชมพูหวานออกมาชื่นชม
“โอ้โฮ น่ากินจังเลย” ร่างบางผิวน้ำผึ้งร้องออกมาอย่างดีใจ ก้มลงมองเจ้าชอคโกแลตรูปร่างน่ารักในกล่อง แล้วยิ่งทำให้ความอยากกินมีมากเป็นสองเท่า รีบเดินมาทรุดตัวลงนั่งข้างๆเพื่อนรัก ก่อนจะแกะกล่องเพื่อเริ่มต้นมื้ออาหารว่างอย่างรวดเร็ว กินกันไป คุยกันไป เพลินจนไม่รู้ตัวว่าชอคโกแลตกล่องโตหมดลงตั้งแต่เมื่อไหร่
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-**
ครึ่งชั่วโมงต่อมา คาเมะเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติของร่างกายตัวเอง อย่างที่ไม่ควรจะเป็นยามเมื่ออยู่กับเพื่อนรักตาโตแค่สองคน ท้องน้อยมันเสียดเสียวปั่นป่วนจนต้นขาสองข้างต้องเบียดชิด อากาศในห้องก็เหมือนจะร้อนอบอ้าวจนต้องเผยอริมฝีปากออกหอบน้อยๆ
“เดี๋ยวมานะ ยามะพี” ร่างบางยันตัวลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำ เพื่อล้างหน้าล้างตา ....
สีหน้าตัวเองที่สะท้อนออกมากับกระจก บ่งบอกได้อย่างดีว่าขณะนี้ คาเมะกำลังมีอารมณ์!!!....มีอารมณ์ทั้งๆที่นั่งอยู่กับยามะพีสองต่อสองเนี่ยนะ!!....
เด็กหนุ่มยันตัวกับอ่างล้างหน้า ทบทวนอารมณ์ในร่างกายที่ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว .... ไม่หน่า... คาเมะมั่นใจดีว่า ผู้ชายประเภทที่จะนอนด้วยต้องไม่ใช่ พวกนุ่มนิ่มน่ารักแบบยามะพี และต้องไม่ใช่เพื่อนสนิทที่คบกันมานานจนรู้หัวรู้หางกันเช่นนี้
....ตรงกันข้าม ต้องเป็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ มือกว้างหนา ร้อนผะผ่าว ผิวขาวจัด หน้าตาหล่อคม และมีเทคนิคลีลาช่ำชองสนองถึงเนื้อใน อย่าง อาคานิชิ จิน ต่างหาก....อา....แค่คิดถึงจิน ก็เหมือนร่างกายจะร้อนรุ่มจนทุรนทุรายไปหมดแล้ว
“ไม่ คาเมะ” ร่างบางพยายามตั้งสติ ตบแก้มตัวเองเบาๆ สูดลมหายใจลึกๆ แล้วเดินออกจากห้องน้ำช้าๆ … รอจินกลับมาก่อนสิ.... อย่าเพิ่งมาอยากตอนนี้นะ!!!...
“อา....ซี้ด....” เสียงครางแผ่วดังแว่วเข้าหู ทันทีที่คาเมะเดินกลับออกมายังโถงนั่งเล่น กวาดสายตามองหาต้นเสียง นั้นกำลังสั่นเทา และมีใบหน้าแดงจัด จนต้องรีบก้าวขาเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง
“ยามะพี….” เจ้าของชื่อหันมามองด้วยดวงตาโตช่ำปรือ สองมือเล็กๆเบียดกระชับกับหน้าตัก เพื่อกดทับบางสิ่งบางอย่างให้อยู่กับที่กับทาง
“คาเมะ เรา...เราเป็นอะไรไม่รู้....อ๊ะ มัน....มัน....” เสื้อยืดเนื้อบางที่เด็กหนุ่มผิวน้ำผึ้งสวมอยู่ ถูกยอดอกที่ตั้งเขม็งดุนดันจนนูนเด่นล่อสายตา
“รอเดี๋ยว...” คาเมะผลุนผลันกลับเข้าไปในห้องนอน ลนลานเปิดลิ้นชักหยิบไวเบรเตอร์อันเล็กจิ๋วออกมา แล้วกลับมาหาเพื่อนรักอีกครั้ง
“...อะ....อะไรน่ะคาเมะ อ๊ะ!...” เจ้าส่วนที่อยู่กลางลำตัวมันคอยแต่จะดิ้นรนออกมานอกกางเกงเรื่อย จนยามะพีต้องเพิ่มแรงกดลงบนฝ่ามือมากขึ้น ....และยิ่งกด....ก็ยิ่งรู้สึกถึงความชื้นแฉะที่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหงื่อ หรือเพราะ หยาดน้ำที่มาจากสิ่งที่อยู่ใต้ชั้นในกันแน่
“เปิดให้มันสั่น แล้วทำแบบนี้” คาเมะไม่ได้มีเจตนาจะล่วงเกินเพื่อนรักเลย เพียงแค่อยากจะให้ยามะพีผ่านพ้นความทรมานที่แสนวาบหวามนี่เท่านั้น มือขาวยกไวเบรเตอร์ที่ถูกปรับให้สั่นน้อยๆขึ้นจ่อบนยอดอกนอกเสื้อ ทำเอาคนไม่ประสาถึงกับสะท้านเฮือก
“มะ....ไม่...ไม่เอา....คา....คาเมะ....อ๊ะ....อื้อ...” เสียงปฏิเสธนั้นเบาหวิว ยามะพีไม่เคยรู้มาก่อนเลยสักนิดว่า ติ่งไตเม็ดเล็กบนอกบางๆของตัวเองจะให้ความรู้สึกดีขนาดนี้ยามถูกกระตุ้นด้วยเจ้า ไวเบรเตอร์ลูกกลมๆ ที่สั่นเร้าอยู่นั่น
“ไม่เป็นไร ยามะพี” ริมฝีปากบางขยับปลอบประโลม ก่อนจะก้มลงแนบดูดดึงบนยอดอกอีกข้างที่ ตั้งสั่นอย่างโดดเดี่ยว
“อ๊ะ!.....คะ....อื้อ....~....คาเมะ....” ยามะพีสะบัดหน้าเงยคราง ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน มือสองข้างบดขยี้หน้าตักมากขึ้น ด้วยว่าไม่อาจหาญมากพอจะล้วงลงไปลูบไล้โดยตรง
“เอามือเข้าไปในกางเกงสิ ยามะพี” คนเจนจัดถอนริมฝีปากออกมาสอน จับมือเล็กๆของเพื่อนแล้วบังคับให้ไต่เข้าไปใต้ขอบกางเกงยางยืด
“มะ....อ๊ะ....ไม่....ไม่....คึ๊...เรา....เรากลัว....อื้อ....” คนใสซื่อส่ายหน้าพัลวัน ยามะพีไม่เคยมาก่อน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอารมณ์แบบนี้ต้องทำยังไงจึงจะทุเลา หรือถึงรู้ ร่างบางก็ไม่กล้าแม้แต่คิดจะทำด้วยซ้ำ
“แล้วจะให้มันแฉะแบบนี้ไปเรื่อยๆเหรอ เร็วเข้า” คาเมะถาม วางมือตัวเองลงบนมือเพื่อน รับรู้ถึงความช่ำชื้นที่ซึมผ่านทะลุเนื้อผ้าออกมา
“เรา...เรา...อ๊ะ...” ยามะพีอยากร้องไห้เหลือเกิน ความปั่นป่วนในช่องท้องแบบนี้ทรมานจนหน้าเห่อ ไหนจะแรงสั่นบางเบาบนยอดอกนั่นอีก ...แล้วที่สำคัญ... ทำไมถึงมาเป็นแบบนี้ ในยามที่อยู่กับคนอื่นด้วยนะ...
“งั้นฉันทำให้ดู” คนช่ำชองตัดสินใจแทน แม้อารมณ์ตัวเองจะไม่ต่างจากเพื่อนนัก แต่ก็รักยามะพีมากพอจนปล่อยปละละเลยไม่ได้ และที่สำคัญขืนยามะพีไม่ทำตอนนี้ แล้วปล่อยให้แสดงสีหน้าปลุกอารมณ์คนอื่นไปเรื่อยๆแบบนี้ มีหวังคาเมะเองก็คงคุมตัวเองไม่อยู่เช่นกัน...
มือบางปลดกางเกงผ้าเนื้อนิ่มลงจากเอว เผยชั้นในสีขาวที่เปียกชื้นในบางส่วน มีแก่นกายเล็กเหยียดชันโผล่พ้นขอบชั้นใน
“อ๊ะ!!....ฮึก!!~” เด็กหนุ่มผิวน้ำผึ้งจิกมือกับพื้นพรมด้วยความประหม่า และยิ่งตกใจจนสะดุ้ง เมื่อมือเล็กร้อนรุ่มลูบคลำแท่งกายเบาๆ
.....แกร็ก!!....
“คาเมะ วันนี้ไอ้ยูมา.....”
ยังไม่ทันจะทำอะไร เสียงทุ้มห้าวของผู้อาศัยในคอนโดแห่งนี้อีกคนก็ดังขึ้น พร้อมกับที่ประตูบานใหญ่ถูกเปิดเข้ามา แล้วภาพตรงหน้า ก็ทำเอาผู้มาใหม่สองคนถึงกับชะงักกึก
“คา....เมะ” จินอ้าปากค้างตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น .... มองยังไง คาเมะก็กำลังริจะรุกเพื่อนรัก!!!....
“ยามะ...พี” ส่วนนากามารุ ยูอิจิ ผู้ซึ่งหมายตาลูกแกะน้อย ยามะพีก็ดูเหมือนจะหาลิ้นไม่เจอไปชั่วขณะ .... มองมุมไหน ก็เห็นแต่ยามะพีกำลังถูกเพื่อนสอนให้รู้จักการเล่นรัก!!!.....
ดูเหมือนจินจะได้สติก่อนใคร เขาโยนหนังสือและเอกสารที่ค้นมาจากห้องสมุดลงบนโซฟา แล้วก้าวขายาวๆเข้าไปคว้าแขนคนรัก ลากเข้าห้องนอนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ก่อนจะตามมาด้วยเสียงปิดประตูตามหลังดังปึงใหญ่
พอเหลือกันเพียงสองคนในห้องรับแขก ยามะพีก็ยิ่งไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ตรงไหน อารมณ์ที่ถูกปลุกด้วยอะไรสักอย่างก็ยังคั่งค้างลดไม่ลง ซ้ำร้ายยังเหมือนจะเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วเสียอีก แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ร่างบางก็ยังแข็งใจใส่กางเกง แล้วลุกขึ้นยืน หมายจะรีบกลับบ้าน ทว่าไม่ทันจะได้ก้าว ยูอิจิก็ตรงเข้ามาคว้าแขนเอาไว้
“อ๊ะ!!~” แค่ถูกสัมผัสตัวเพียงเล็กน้อย ยามะพีก็สะดุ้งวาบ
“เป็นอะไรไปน่ะ ยามะพี” ยูอิจิถามด้วยความผิดสังเกต ...ถูกเห็นตอนกำลังลูบไล้กันและกัน หากเป็นปกติ มันก็น่าจะหมดอารมณ์ไปแล้วสิ.....แต่นี่....ดูยังไงก็.....
“ผม....ผม...ฮึก!!....อยู่ดีๆ....อยู่ดีๆมันก็...” ร่างบางรับไม่ได้กับสิ่งที่ตัวเองเป็น รังเกียจสิ่งที่ตัวเองรู้สึก ....แล้วมันก็ดัน....ดันมารู้สึกกับคาเมะที่เป็นเพื่อนสนิทกันเสียอีก....
ชายหนุ่มกดร่างยามะพีให้นั่งลงบนโซฟา คิดจะคุยกันให้รู้เรื่องกับคนที่ทำท่าราวกับจะร้องไห้อยู่รอมร่อ แต่ก่อนจะได้พูด สายตาก็ดันเหลือบไปเห็น กล่องชอคโกแลตสีชมพูอ่อนที่ภายในไม่มีสินค้าเหลือสักชิ้น
.....ชอคโกแลตยี่ห้อนี้นี่มัน???....
“ยามะพีกินไอ้นี่เข้าไปใช่มั้ย” เขาถามพลางยกกล่องขึ้นมา ยามะพีก็ได้แต่พยักหน้ารับทั้งน้ำตา ยูอิจิถึงกับถอนหายใจพรู .... ว่าแล้วเชียว ว่าเพื่อนรักคู่นี้คงไม่ได้นั่งว่างๆ แล้วคิดแผลงๆกันหรอก....
“กินไปเยอะมั้ย” เขาถามอีก
“ผม....ผมแบ่งกับคาเมะ แต่....แต่คาเมะไม่ชอบ....เลยกินไปแค่สองสามชิ้น ส่วนที่เหลือ....ที่เหลือ....อื้อ...อ๊ะ....” ชายหนุ่มก้มลงมองกล่อง คะเนคร่าวๆ ว่าคงบรรจุได้ประมาณยี่สิบชิ้น
....สรุปง่ายๆว่า ยามะพีกินไปสิบกว่าชิ้นนั่นเอง....
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร” คาสโนว่าอย่างยูอิจิรู้ดี ว่าเจ้าชอคโกแลตยี่ห้อเมืองนอกกล่องนี้ขึ้นชื่อลือชาในด้านการผสมยาปลุกอารมณ์ร้อนแรงแค่ไหน มันมีขายเกลื่อนกลาดในอินเตอร์เน็ต .... แต่คนใสซื่อตรงหน้าคงไม่รู้ ถึงได้กินเกลี้ยง....
“เมื่อกี้คาเมะก็พูด ซี้ด....แต่....อ๊ะ....แต่...ไม่เห็นหาย” ยามะพีสะอื้นฮัก....ทั้งอาย ทั้งต้องการ...
“ยามะพีอยากหายเหรอ” ร่างสูงถาม คนไม่รู้ก็ได้แต่พยักหน้า คาดหวังว่ารุ่นพี่คงจะช่วยได้
“ถ้างั้น... ยามะพีต้องทำตามที่พี่สอนนะครับ”
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“หมายความว่ายังไง”
ภายในห้องนอนกว้าง จินยืนนิ่งหน้าดุหลังพิงประตู ปิดหนทางหนีของคนที่ถูกเขาเหวี่ยงขึ้นไปกองบนเตียง
“ก็ยามะพีมีอารมณ์!!~ ฉันช่วยเพื่อนแล้วผิดตรงไหน!!!....อึ้ก...” คาเมะตวาดแว้ด ก่อนจะเผลอสะท้านไปทั้งร่าง เพราะอารมณ์ที่ถูกฤทธิ์ยาปลุกเร้าอยู่ภายใน สองขาเบียดชิดเข้าหากัน ไม่อยากให้อะไรต่อมิอะไรเสนอหน้าออกมาตอนนี้หรอกนะ.....
“ช่วยได้ แต่ไม่ใช่ไปช่วยแบบนั้น เกิดทนไม่ไหวขึ้นมาจะทำยังไง” ชายหนุ่มดุเสียงเข้ม
“ทนไม่ไหวก็ทำสิ จะเก็บทำไมล่ะ!!” พูดไปแล้วก็ต้องกัดริมฝีปากตัวเอง เพราะไม่คิดจะทำอย่างที่ปากพูดแม้สักนิด หมอนี่มันบ้าหรือโง่ ไม่รู้รึไงว่าตลอดเวลาที่คบกัน คาเมะก็มีแต่มันคนเดียว!!!....
ร่างบางตวัดขาลงจากเตียง จะเดินหนีเข้าห้องน้ำเพราะไม่อยากจะช่วยตัวเองต่อหน้าไอ้คนทื่อมะลื่อที่กำลังหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่ตรงหน้า ทว่าไปไหนไม่ได้ไกล จินก็รวบเอวไว้แล้วลากเข้ามาแนบชิด
“จะไปไหน”
“ห้องน้ำ!!!” ติ่งไตตั้งเขม็ง ดุนเสื้อเชิ้ตสีขาวจนเห็นเป็นยอด แค่ปฏิกิริยาภายนอก จินก็รู้ลึกเข้าไปถึงข้างใน ว่าคนรักของเขากำลังมีอารมณ์อย่างที่คาดไว้ ร่างสูงกัดกรามกรอดด้วยความโมโห ยกมือข้างซ้ายขึ้นบดขยี้ยอดอกขวา ส่วนมือขวานั้นกดเอวและสะโพกเล็กให้แนบชิดสัมผัสร่างกายของเขา
“อื้อ!!!”
“มีฉันอยู่ทั้งคน แล้วจะเข้าห้องน้ำไปช่วยตัวเองทำไม” คาเมะรู้ตัวแทบจะในทันทีที่เงยหน้าขึ้นสบกับดวงตาคมดุ .... ทีท่าที่แสนเรียบเฉยนั้น แท้จริงแล้วเจ้าของแรงมหาศาลที่โอบรัดเอวเขาแน่นกำลังโกรธมากมายแค่ไหน
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“โอ๊ย~~ ซี้ด~!!” ร่างบอบบางบนเตียงกว้างครางเสียงสั่น เมื่อฝ่ามือหนาของคนรักกระชากกางเกงขาสั้นตัวเล็กให้หลุดจากช่วงเรียวขาขาวอย่างไร้ความปรานี
“นี่อะไร? คาเมะ” จินถามแล้วกดนิ้วชี้ลงบนชั้นในที่โป่งพองตามสิ่งที่กำลังขยายตัว
“อ๊า~~…”
“กับยามะพีก็ทำได้ใช่มั้ย” ชายหนุ่มไม่เคยรู้สึกโกรธขนาดนี้มาก่อนเลย จินคิดมาตลอดว่า ความสัมพันธ์ที่คล้ายจะฉาบฉวยและเต็มไปด้วยความกำหนัด แท้จริงแล้ว ทั้งเขาและคาเมะต่างผูกพันกันด้วยสายใยบางๆ สายใยที่ผูกมัดให้คาเมะเป็นของเขาคนเดียว และตราตรึงให้เขาเป็นของคาเมะคนเดียวเช่นกัน
...แต่วันนี้...สิ่งที่ได้เห็นกับตาเมื่อครู่ ทำให้ความมั่นใจของจินสั่นคลอน คาเมะจะมีอะไรกับคนอื่นก็ได้ คนที่จะนอนกับคาเมะจะเป็นใครก็ได้ ต่อให้เป็นเพื่อน แต่ถ้าหากอยู่ใกล้มือในเวลาที่อยากจะทำ ทุกอย่างก็จะเป็นไปอย่างที่เขาเคยทำ....
“ก็....ก็มันอยู่ดีๆก็เป็นนี่นา!!!” คาเมะตวาดใส่...อย่าว่าแต่จินจะถามเลย ร่างบางเองก็ไม่รู้ตัวเองว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้....
ร่างบางยันสองมือกับอกหนาแล้วออกแรงดัน พร้อมเอ่ยปากอย่างหัวเสีย
“พอเลย! ถ้าจะมาทำตัวเป็นผู้ปกครองก็ไปให้พ้น!!!” หากเป็นทุกที จินคงจะถอยออกไปอย่างว่าง่าย ทว่าไม่ใช่วันนี้ ชายหนุ่มคว้าร่างของคนรักแล้วกระแทกลงกับฟูกที่นอนจนแทบจะจมหายลงไป ก่อนจะก้มลงซุกไซร้ซอกคอขาวกระจ่าง ดูดดึงขบเม้มจนเป็นรอยแดงแสดงความเป็นเจ้าของ โดยไม่สนอาการดิ้นรนของคาเมะแม้แต่น้อย
“ปล่อยนะจิน!! ฉันบอกให้ปล่อย!!~...อ๊ะ...” มือร้อนระอุควานลงสู่เบื้องล่างแล้วผลุบหายเข้าไปใต้ชั้นในอย่างรวดเร็ว ก่อนจะชักรูดแรงๆ
“อ๊ะ!!! อ๊า....ซี้....ด....อื้อ....” ใบหน้าหวานแหงนเงยเปิดซอกคอหอมกรุ่นให้จินลุกล้ำด้วยจมูกและริมฝีปาก ขณะที่ด้านล่าง ฝ่ามือหนากำลังล่วงเกินแก่นกายที่เริ่มขึ้นสีเรื่อ อย่างถี่หนัก จนคนถูกปลุกอารมณ์ถึงกับหอบสะท้าน
“อ๊า....จิน~….แรง....แรงอีก....อ๊า~” คาเมะลืมไปแล้ว ว่าเมื่อไม่ถึงนาทีที่ผ่านมา ตัวเองกำลังโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง ที่จินมาทำตัวเป็นใหญ่ ในตอนนี้ ความนึกคิดทั้งมวลกำลังเพ่งรวมอยู่ที่เนื้อหนังภายใต้ฝ่ามือหนาหยาบนั่น
มือเรียวเล็กไต่ไปตามแผ่นหลังลาดด้วยความเคลิบเคลิ้ม มัวเมากับรสสัมผัสจากริมฝีปากหนาที่ไล่จูบไปตามซอกคอ และฝ่ามือสองข้างของจิน ที่ข้างหนึ่งปรนเปรอด้านหน้า ส่วนอีกข้างคลึงเคล้นเข้าสู่ร่องสะโพกด้านหลัง
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าสวยที่เต็มไปด้วยความต้องการ ร่างบางย้ายสองมือขึ้นมาลูบไล้ใบหน้าหล่อคมของผู้ชายเพียงคนเดียวที่คิดจะนอนอยู่ใต้ร่าง
“จิน....โกรธฉันมากมั้ย....อา...”
“ฉันแค่ช่วยยามะพี อื้อ....ไม่ได้จะทำสักหน่อย....แล้วที่มันเป็นแบบนี้....ก็เพราะ....อื้ม....” ศีรษะได้รูปผงกขึ้นมอบจูบดูดดื่มให้กับคนรัก ก่อนจะถอนออกช้าๆ อ้อยอิ่งยั่วยวน
“เพราะคิดถึงนาย อ่า....ลงโทษฉันสิจิน....ซี้ด...ลงโทษ....อ๊ะ....” มือเย็นเฉียบไต่มายังแผงอกล่ำ ปลดกระดุมเสื้อช้าๆ แล้วส่งปลายนิ้วเข้าไปสัมผัสผิวเนื้อแผ่วเบา
“เด็กอย่างเธอ ฉันจะลงโทษให้สาสม” จินตอบเสียงเรียบไม่แสดงอารมณ์ หากภายในใจ ความร้อนรุ่มเพราะแรงโกรธถูกปัดเป่าด้วยคำอธิบายไม่กี่ประโยคที่มาพร้อมเสียงครางเมื่อครู่ ที่จะเหลืออยู่ ก็จะมีแต่ความร้อนเร่าจากแรงรัก ที่ถูกคาเมะปลุกเร้าตั้งแต่หัววันนี่ล่ะ....
-*-*-*-*-*-*-**-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“อ๊ะ....อ๊า~…ระ...รุ่นพี่...ซี้....ด...~!” ยามะพีครางไหว ร่างกายสั่นสะท้านเมื่อเจ้าไวเบรเตอร์อันจิ๋ว ถูกส่งเข้าไปสั่นอยู่ภายในช่องลับด้านหลัง ก่อนจะตามมาด้วยปลายลิ้นอุ่นนุ่มชุ่มชื้นปลอบประโลมที่ปากทางแดงก่ำซึ่งขมิบอ้าแทบจะตลอดเวลา
“มะ....อ๊ะ!!...อ๊า~!!!!...” แค่ถูกยูอิจิดุนลิ้นเข้าสู่ช่องลึกเพียงนิดเดียว เรือนกายผิวน้ำผึ้งก็บิดเกร็ง พร้อมๆกับอัดฉีดหยาดน้ำขาวข้นออกมาเลอะเต็มหน้าท้อง
“ดีขึ้นมั้ยครับ....หือ” ชายหนุ่มขยับตัวขึ้นมาคร่อม แล้วเอ่ยปากถามคนที่นอนราบกับโซฟา ถ่างขาพลีกายให้เขารุกเร้าอย่างเอ็นดู ร่างบางส่ายหน้าแรงๆ ใบหน้าหวานๆเต็มไปด้วยคราบน้ำตาที่เจ้าตัวปล่อยออกมาด้วยความอับอาย
“ถ้างั้นมีอีกวิธี....แต่ยามะพีอาจจะเจ็บ”
“จ....เจ็บก็ได้ฮะ ฮึก....รุ่นพี่ช่วยผม...ช่วยผมนะ” ยูอิจิก้มลงแนบริมฝีปากกับหน้าผากมน
“ได้สิ แต่...มีข้อแม้หนึ่งข้อ...”
“ข...ข้อแม้ อ๊ะ....ข้อแม้อะไรฮะ...”
“ยามะพีต้องยอมเป็นแฟนพี่” หาเรื่องเนียนขอเป็นแฟนเสียเลย คนกำลังเสียวซ่านจนแทบทนไม่ไหวจะไปต่อรองอะไรได้ นอกเสียจากพยักหน้ารับอย่างรวดเร็ว
...ตอนนี้ ยูอิจิจะพาไปไหน จะให้ทำอะไร ยามะพีก็ยอมอย่างไม่เกี่ยงงอน ขอแค่ ยูอิจิจะทำให้ร่างบางหายทุกข์ทรมานอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ได้ก็เพียงพอแล้ว...
ชายหนุ่มก้มลงบดจูบบนกลีบปากอิ่มเต็มอย่างหนักหน่วง ก่อนจะเพิ่มแรงมากขึ้นเมื่อไล้นิ้วยาวมายังปากทางร้อน
“อื้ม~ อื้อ....” คนไม่ประสา ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าสิ่งที่จะเจอต่อจากนี้ นอกจากเจ้าไวเบรเตอร์ที่ยังสั่นคาอยู่ภายในแล้ว ยังมีสิ่งที่ใหญ่กว่าและร้อนแรงยิ่งกว่ากำลังรั้งรอเตรียมพร้อมจะสอดเสียบเข้าสู่ภายในอีกอย่าง
“เจ็บนิดเดียวเท่านั้นคนดี” ยูอิจิละริมฝีปากออกมาพูดเบาๆ ปลดกางเกงลงมาติดสะโพก เพื่อให้แก่นกายที่เหยียดชันร้อนระอุ ออกมาเสียดถูที่ปากทางช่ำเยิ้มของคนข้างล่าง นิ้วยาวถ่างร่องแคบให้ขยายกว้างก่อนจะกดส่วนปลายเข้าสู่โพรงอุ่น
“อ๊ะ!!...ฮึก!...จ...เจ็บ!!!” ร่างบอบบางผวาเฮือก เมื่อรับรู้ว่าร่างกายตัวเองกำลังถูกชำแรกกว้างด้วยแก่นกายแข็งแรงราวกับเหล็กกล้า
“ม....ไม่ อ๊ะ...มัน...มันยัง....ยังคาอยู่...อ๊ะ....อ่า....” ยามะพีกลัวเหลือเกิน ยิ่งยูอิจิสอดใส่เข้ามา ก็ยิ่งเป็นตัวการดันเจ้าไวเบรเตอร์ที่กำลังสั่นเร้าให้เคลื่อนลึกเข้าไปข้างในเรื่อยๆ
“ใส่สองอัน....ยามะพีจะได้หายไวๆไงครับ....อา~…” ร่างสูงเข้ามาได้ครึ่งทางก็หอบฮักกับความต้องการของตัวเองที่ถูกกระตุ้นโดยผนังอ่อนนุ่มซึ่งตอดรัดตามแท่งความยาว มันดึงดูดให้น่าฝังลึกๆเหลือเกิน....
“อีกนิดนึง ยามะพี....อ่า....ซี้ด....” อีกครึ่งที่เหลือ ยูอิจิเผลอกดพรวดเดียวแนบสนิท เป็นผลให้คนไม่เคยถึงกับกระตุกวูบร้องครางเสียงหลง
“อ๊า!!!!” ชายหนุ่มยอมยุติทุกการเคลื่อนไหว ยอมให้ยามะพีได้หายใจหายคอ จนกระทั่งฝ่ามืออุ่นๆนั้นไล้เรื่อยไปตามแผ่นหลังของเขา ยูอิจิจึงก้มลงสบกับดวงตากลมโต
“ยามะ...พี....อ่า”
“ร....รุ่นพี่ อ๊ะ....ขย...ขยับทีฮะ ผม...อื้อ....ผม” เด็กหนุ่มทั้งอายทั้งเสียว ร้อนไปทั้งตัว ยิ่งเบื้องล่างที่ถูกถ่างอ้าด้วยแท่งกายใหญ่โตนั่นยิ่งร้อน ยิ่งกระเส่าเร่าจนร่างบางรับรู้ถึงแรงสั่นรัดของปากทางตัวเองที่มีจังหวะเดียวกับไวเบรเตอร์ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปข้างใน
“ขยับอันไหน อันที่หนึ่ง หรือว่าอันที่สอง” สวิสซ์ควบคุมอยู่ในมือร่างสูง เขากดเพิ่มแรงสั่นของไวเบรเตอร์เมื่อพูดถึง ...อันที่หนึ่ง... ก่อนจะเปลี่ยนมาส่ายวนแก่นเนื้อใหญ่พองของตัวเองเมื่อพูดคำว่า ....อันที่สอง....
“อ๊ะ!! คึ๊~!!...ร...รุ่นพี่....ซี้ด.....อ้า...” ยามะพีไม่รู้ว่าตัวเองต้องการสิ่งไหน เพราะสิ่งที่สั่นแรงอยู่ในท้องก็คล้ายจะให้ความสุขสมปนทรมานไม่แพ้แท่งร้อนผ่าวที่เสียบคาด้านล่างลงมาเลย
“ไงครับเด็กดี อยากให้พี่ขยับอันไหน...” ยูอิจิสนุกไปกับการต้อนลูกแกะน้อย เขาหยุดทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งของเล่นของจริง เพื่อกระตุ้นให้อีกฝ่ายเรียกร้องโหยหา
“....ส....สอง....สองอัน...อ๊ะ...อื้อ....” ชายหนุ่มยิ้มพราว
“น่ารักมาก” เขาเอ่ยชมอย่างถูกใจ แล้วก้มลงประกบริมฝีปากดูดดื่ม กวาดลิ้นลิ้มรสหวานหอมจากภายในโพรงปาก ขณะที่มือเปิดสวิสซ์ให้ไวเบรเตอร์ทำงาน พร้อมๆกับการแทรกสอดของท่อนเนื้อ
“อ๊ะ!!...อ๊า....อ๊า~….” ร่างบางไหวโยกไปตามแรงกระแทกของด้านล่าง ใบหน้าหวานเกลือกกลิ้งไปกับโซฟาด้วยความทรมานกับอารมณ์เสียวยากเกินระงับ
“อ๊ะ!!!....อ๊า~!!~” แค่ยูอิจิดึงออกมาแล้วเสียบแทรกเข้าไปเป็นครั้งที่สาม สายน้ำขาวหนืดก็พุ่งเลอะเต็มหน้าท้องของยามะพีเป็นครั้งที่สอง
“เร็วจัง...” ชายหนุ่มก้มลงถาม ขณะลดความเร็วของการขยับสอดใส่ให้เนิ่บนาบ ไม่เร่งเร้าเหมือนเมื่อครู่ แล้วปล่อยให้ผนังอ่อนนุ่มตอดรัดไปรอบๆ
“ม....ไม่ไหว....ไม่ไหวแล้วฮะ.....ฮึก!!...เอา....เอาอีก....อ๊ะ....อ่า....” ยามะพีเรียกร้องอย่างสุดจะทานทน ส่ายสะโพกไปมาให้คนที่ยังเสียบคาถึงกับเกือบยั้งอารมณ์ไม่อยู่
“เอางั้นเหรอ...ทำอีกเหรอครับ”
“อ๊ะ...ฮะ....ทำ....ทำอีก...อื้ออออ....ทำ....ทำผมที....ซี้.....ด....อ่า.....”
....โอ้....ยูอิจิล่ะอยากจะสรรเสริญคนซื้อชอคโกแลตกล่องนี้มาซะจริง!!!!....
-*-*-*-**-*-*-*-*-*-*-**-**-*-*-*-
“อื้ม~....จ๊วบ....” ลิ้นสีชมพูไล้เลียแก่นกายพองโตแดงก่ำ คาเมะเหลือบตามองคนรักด้วยท่าทีเว้าวอน มือเล็กๆลูบหน้าขาตัวเองอย่างทนไม่ไหว
“ซี้....ด......จ....จิน อ๊า.....นาย....นายจะปล่อยให้ฉันเป็นแบบนี้รึไง อ่า.....” ปลายนิ้วเล็กปัดผ่านส่วนปลายของแท่งรักตัวเอง เพื่อระบายความอัดอั้นที่ถูกรัดแน่นด้วยยางสีสด
“แฉะขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าชอบหรอกเหรอ” มือหนาเอื้อมไปจับขย้ำแรงๆที่ส่วนหน้า แต่กลับทำให้สะโพกเล็กไหวสะท้าน จินรับรู้ถึงความเปียกชื้นเหนียวเหนอะ ที่ล้นจ่อปลายเนื้อ
“อ่า.....ฉัน....ฉันเสียวนะ ซี้ด.....ทำสักทีสิ” มาถึงตอนนี้ คาเมะเองก็แว้ดไม่ออก จะเปิดปากสั่งทำตัวเป็นราชินีเหมือนทุกที แต่ทำไมน้ำเสียงที่หลุดออกมาถึงกลายเป็นออดอ้อนไปได้ก็ไม่รู้
“อยากทำมากรึไง” จินถามยิ้มๆ ขยับตัวลงจากเตียงเดินไปที่โต๊ะทำงานแล้วหยิบบางอย่างขึ้นมาถาม
“ดินสอแท่งเดียวพอมั้ย” คาเมะส่ายหน้าทันที อยากจะส่งตาเขียวๆไปให้ แต่ที่ทำได้คือ ดวงตาช่ำปรือเต็มไปด้วยตัณหาและความต้องการ
“ฉัน...ฉันอยากได้นาย อ้า....” ชายหนุ่มเหมือนจะไม่สนใจกับคำร้องขอนั่นเลย เขาหันไปที่โต๊ะอีกครั้ง
“น่าจะสักสาม....ไม่ก็สี่” เขาว่าแล้วถือดินสอ สามสี่แท่งเดินกลับมาที่เตียง จับสะโพกมนให้ลอยเด่นในระดับสายตา ก่อนจะแหย่แท่งดินสอยาวๆ ผ่านรูร้อนที่ขมิบอ้ารอคอย
“....ย....เย็น!!!....ซี้....ด.....อ่า....อ๊ะ....” แทบจะในทันทีที่ร่างบางขยับสะโพกหนี ทว่าไม่เป็นผลเพราะร่างสูงยึดไว้แน่น
จินกดดินสอลงไปอีกสามแท่ง จนปากทางขยายอ้า และดูดกลืนมันเข้าไป โดยที่เขาไม่ต้องออกแรงดัน
“ข....ขยับมันสิ....จิน” คาเมะหอบฮัก รับรู้ถึงเหลี่ยมคมของดินสอไม้ที่ถูกปากรูรัดรึง ก็ยิ่งสั่นสะท้าน
“ไม่” ร่างสูงตอบชัด จับรวบสองมือเล็กให้ลอดใต้หว่างขาเจ้าตัว เพื่อหมดหนทางในการช่วยตัวเอง
“อะ....ไอ้!!!...อ๊ะ....อื้อ....” แล้วสิ่งที่ชายหนุ่มได้เห็น คือปากร่องแดงก่ำกำลังขมิบกลืนดินสอสี่แท่งให้จมลงสู่โพรงชุ่มช่ำนั่นช้าๆ เขาหรี่ตามองมันอยู่ครู่ ก่อนจะลุกจากเตียงไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาสองผืน ผืนหนึ่งมัดข้อมือทั้งสองข้างให้รวบเข้าหากัน ส่วนอีกผืน ผูกคาดปิดตาของร่างบางเอาไว้
“จ....จิน....ทะ...อ๊ะ....ทำอะไรน่ะ....”
“ลงโทษไง” เขาตอบ ก่อนจะเฟ้นมือหนาไปตามแผ่นหลังบอบบาง
“ตอนนี้คิดว่าตัวเองกำลังทำกับใคร...ฉัน? หรือ ยามาชิตะ?....” คาเมะส่งเงียบคราง ส่ายสะโพกเร้า อยากถูกรักแรงๆ อยากถูกเสียบใส่ด้วยบางสิ่งบางอย่างที่ร้อนผ่าว และไม่แข็งทื่อเป็นดินสออย่างนี้
“ตอบมาคาเมะ ใครที่กำลังจูบแผ่นหลังเธอ” จินถามอีก แล้วแนบริมฝีปากลงสัมผัสแผ่วเบาบนแผ่นหลังแอ่นโค้ง ให้คนกำลังร้อนรุ่มถึงกับเสียววาบไปตามไขสันหลัง
“จ....จิน....อื้อ จิน....ซี้......ด.....อ่า” ยิ่งปิดตา คาเมะก็ยิ่งใช้ประสาทสัมผัสทางผิวกายมากยิ่งขึ้น ดังนั้น แค่จินแตะเพียงเบาๆ ร่างทั้งร่างก็ถึงกับสะท้าน
“แล้วเธอจะให้ใครทำแบบนี้นอกจากฉันได้รึเปล่า” มือร้อนๆกำลังไล้มายังหน้าท้องแบนราบ ก่อนจะไต่ขึ้นมาบีบคลึงที่ยอดอกสีชมพู
“ม...ไม่...อื้อ....ไม่....อ๊ะ!!!” ปลายเล็บจิกลงบนติ่งไตแรงๆ จนคาเมะต้องแอ่นอกสู้ ...ไม่รู้มาก่อนเลย ว่าเวลาจินโมโห ชายหนุ่มจะซาดิสต์ถึงเพียงนี้....
“รู้อะไรมั้ยคาเมะ เธอกลืนดินสอเข้าไปเกือบหมดแล้ว” จินก้มลงกระซิบที่ใบหู แล้วขบมันเบาๆให้คาเมะสั่นไปทั้งตัว ยิ่งสั่น รูร้อนก็ยิ่งดูดดึงให้สิ่งที่ถูกเสียบคาไหลลึกเข้าไปฝังตัวอยู่ภายใน
“ช...ช่วยที อ๊า....อ๊ะ....ฉ....ฉัน...ฉันอยากได้นาย อื้อ....จ....จิน....อ๊า.....”
“ไม่ใช่ว่าชอบมันเหรอ ทั้งดินสอ ทั้งยาง” เขาถาม แล้วเขี่ยที่แท่งกายของคนรักเบาๆ มันขยายตัวอย่างยากลำบาก อีกทั้งยังแฉะชื้น แต่ไม่ยอมปลดปล่อยเสียที สภาพที่เป็นอยู่ตอนนี้ คาเมะทรมานแค่ไหน ชายหนุ่มรู้ดี
“....อ๊ะ...มะ...ไม่....อ๊า...ฉ...ฉันชอบ....ฉันชอบจิน....มาก....ก....กว่า....ซี้ด.....อื้อ....” คำพูดนั้น ทำเอาคนฟังถึงกับอึ้งสนิท
....จินไม่เคยได้ยิน ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่าจะได้ยิน คาเมะเป็นคนปากหนักแค่ไหน ทำไมร่างสูงจะไม่รู้ และในเมื่อรู้ เลยไม่คิดคาดหวังว่าจะได้ยิน คำพูดประโยคนี้จากคนที่ได้ชื่อว่าเป็น...... คู่รัก....
เขาเคลื่อนตัวขึ้นไปหา จับบิดใบหน้าเรียวสวยให้หันมารับจูบดูดดื่ม ประกบริมฝีปากรุนแรง บดจูบคลึงเคล้าแล้วส่งลิ้นเข้าสู่ภายใน รุกไล้เกี่ยวพันกับลิ้นร้อน ปลุกเร้าความร้อนแรงให้เสียวซ่านไปทั้งริมฝีปาก มือหนาควานลึกลงจับกำดินสอ หมุนวนไปรอบๆร่องรู ให้ยิ่งขมิบรัด
คาเมะสุขเสียวเสียยิ่งกว่าช่วงเวลาใด ความมืดมัวช่วยทำให้ร่างบางจินตนาการไม่ออก ว่าจะถูกทำอะไรบ้าง ปากบนรับรู้ความร้อนเร่าจากริมฝีปากอีกฝ่าย ขณะที่ปากล่างตอดรัดไปกับดินสอสี่แท่งที่ถูกมือใหญ่ใช้กระทำชำเรา จนเกิดเป็นเสียงชุ่มน้ำ
จินผละจากลิ้นนุ่มชื้นนั่นออกมา แต่คาเมะก็ยังส่งลิ้นร้อนๆออกมาโหยหาภายนอกริมฝีปาก ลิ้นสีสดไล้ไปตามเรียวปากบาง ยั่วยุกิเลสให้ร่างสูงต้องกระชากดินสอทั้งกำออกแรงๆ
“อ๊า!!!!!!!” คาเมะไหวโยกไปทั้งร่าง น้ำหนืดเยิ้มไหลล้นหลืบ ร่องรูขมิบเข้าหากันและแดงก่ำยิ่งกว่าตอนใส่ดินสอเข้าไปเสียอีก
ร่างบางหอบฮัก เรี่ยวแรงไม่มีแม้แต่จะใช้พยุงตัว ต้องปล่อยให้ร่างกายทรุดฮวบลงกับเตียง เหลือเพียงสะโพกกลมมนที่ถูกมือแกร่งจับยึดให้ลอยสูงโดดเด่น มีเพียงเข่าสองข้างรองรับน้ำหนัก
“ฮ๊า....อ๊ะ....พ....พอที....อ๊ะ....อื้ออออ...” ดวงตาเรียวเบิกกว้างเมื่อรับรู้ถึงความนุ่มหยุ่นประคบประหงมอยู่รอบๆรูร้อนของตัวเอง มันไล้ไปมาเบาๆ วนไปรอบๆ ก่อนจะแหย่ผลุบหายเข้าไปในร่องให้คาเมะสะท้านเฮือก
“อ๊า~…อ๊ะ....” จินห่อลิ้นดึงดันเข้าออกที่บริเวณปากทาง แม้แต่กับลิ้นของเขา มันก็ยังตอดรัดเป็นจังหวะอย่างรู้งาน
“จิน....ซี้ด...” แม้กระทั่งถูกมัดรวบ แต่มือบางๆนั้นก็ยังลอดใต้หว่างขาขึ้นมาแบะเนื้อเนินสะโพกสองข้าง เป็นการเปิดทางอำนวยความสะดวกให้กับลิ้นร้อนมากขึ้น
ชายหนุ่มผละออกมาเมื่อเห็นว่าปากทางชุ่มโชกไปด้วยน้ำหนืดเหนียว ก่อนจะแทนที่ลิ้นด้วยบางสิ่งที่พองโตเต็มที่ เขากระชากสะโพกเล็กเข้าหาตัว พาแก่นกายใหญ่ยาวเข้าไปฝังรากลึกภายใน ด้วยการสอดใส่เพียงครั้งเดียว
“อ๊า~!!!!” จินก้มลงแนบริมฝีปากไปตามแผ่นหลัง ดูดดึงเนื้อนุ่มผ่านทางเสื้อเชิ้ตตัวบางที่ยังปกคลุมอยู่ ขณะที่ช่วงล่างขยับเข้าออกถี่หนักจนคาเมะร้องแทบไม่ทัน
“อ๊ะ!! อื้อออออ....อ๊า....อ๊ะ....จ....จิน....โอ้ววว” สองมือจิกเกร็งขย้ำผ้าปูที่นอนใต้ร่าง รับรู้ถึงหยาดน้ำจากแก่นกายตัวเองที่หยดแหม่ะ เพราะถูกสกัดกั้นด้วยยางรัด ขณะที่ศีรษะซุนไปกับพื้นเตียง ร่างกายสั่นโยกไปตามแรงกระแทกรวดเร็วไม่เว้นวรรคหายใจ
จินที่ร้อนแรง จินที่รุนแรง นี่ต่างหาก....ที่ปลุกอารมณ์คาเมะให้กระเจิดกระเจิง
“อ๊ะ!!!...จ....จิน...จิน!!!!” ร่างบางทนไม่ไหวอีกแล้ว เสียงพั่บๆของเนื้อที่ตีกันดังสะท้อนเข้ามาในหู แต่ไม่เป็นที่สนใจของเด็กหนุ่มได้เท่ากับอารมณ์ที่กำลังจะระเบิดในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้
มือร้อนควานลงต่ำ ขณะที่ดึงแก่นกายออกจนเกือบสุดแล้วหยุดนิ่ง รอจนคาเมะปัดป่ายสะโพกไปมาเพื่อเรียกร้องความสนใจนั่นล่ะ
ชายหนุ่มยิ้มบางๆ ก่อนจะอัดกระแทกแก่นกายใหญ่โตเข้าหาช่องทางนุ่มตอด พร้อมๆกับกระชากยางรัดที่แท่งรักของคาเมะให้ร่างบางได้ปลดปล่อย
“อ๊า~!!!!” ร่างบอบบางกระตุกแรงด้วยความเจ็บเสียว กลั่นเป็นหยดน้ำขุ่นพุ่งเลอะเต็มเตียง
“อ่า.....” แรงตอดรัดภายในยิ่งรุนแรงเมื่อได้ทะลักทะลาย จนจินต้องครางเสียงต่ำแล้วอัดฉีดสายน้ำร้อนๆเข้าสู่ภายในตามมา
สองร่างทรุดตัวลงนอนทาบทับกันบนเตียงอย่างหมดแรง คาเมะหลับตาหอบฮัก รับรู้ถึงไอร้อนของลมหายใจจากคนรักที่ซุกหน้าอยู่กับซอกคอของเขา จินปลดผ้าผูกตาออกให้อย่างแผ่วเบา พลิกตัวลงนอนข้างๆ แล้วจูบลงบนเปลือกตาทั้งสองข้างอย่างอ่อนโยน ....รู้ดีว่าเมื่อกี้ตัวเองทำตัวราวสัตว์ป่าแค่ไหน .... ทั้ง มัดมือ ปิดตา แถมด้วยยางรัดเสียอีก...
“จิน....” ร่างบางหันมาเรียก มือเล็กดึงยางรัดมาจากมือใหญ่ไปถือครอง แล้วยื่นข้อมือทั้งสองข้างให้คนรักแก้ผ้าผูกมัด
“หือ?” ชายหนุ่มรับคำ ก้มลงแก้มัด ก่อนจะเงยหน้ามองใบหน้าหวานที่อยู่ใกล้เสียแทบจูบกันได้ ดวงตาเรียวเล็กตอนนี้ มีประกายกล้าที่ทำให้เขาต้องลอบถอนหายใจเบาๆ
“เอาแบบเมื่อกี้?....อีกทีสิ” ....ว่าแล้วไง....เขาคาดผิดเสียที่ไหนล่ะ....
“อ้อ ปิดตาด้วย แต่นายปิดนะ....แล้วฉันจะทำเอง” ซวยแล้วไงทีนี้ เขาไม่น่าไปจุดชนวนให้เจ้าตัวดีนึกสนุกกับเซ็กซ์วิตถารพรรค์นี้เลยให้ตายสิ
-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
“อื้อ” เสียงครางเบาแผ่วดังมาจากร่างเปลือยเปล่า ที่มีแค่แจ็คเก็ตของยูอิจิคลุมเอาไว้ ก่อนจะตามมาด้วยการขยับตัวเพียงเล็กน้อย แล้วดวงตากลมโตก็หรี่ปรือ เปิดขึ้นช้าๆ แสงดวงอาทิตย์ยามเย็นที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกเข้ามาในห้อง ทำให้ต้องหรี่ตาลงอีกครั้ง
“ไงครับ ที่รัก....” ร่างสูงที่ยืนอยู่ในครัว หันมาเห็นร่างบอบบางกำลังลุกขึ้นนั่ง จึงเดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน
“ท....ที่....ที่รักเหรอฮะ” ยามะพีทวนคำ ใบหน้าหวานเปลี่ยนเป็นสีชมพูอย่างรวดเร็ว หลุบสายตาลงต่ำ ก็ดันเห็นแผงอกเปล่าๆของอีกฝ่าย แล้วยิ่งต้องก้มลงมากกว่าเดิม พอก้มมากๆเข้า ก็เลยได้สังเกตเห็นสองขาที่พ้นเสื้อแจ็คเก็ตนั้นอยู่ในสภาพเปลือยไม่ต่างจากหน้าอกของอีกฝ่าย
“ทำไมครับ....พี่เรียกแฟนพี่ว่าที่รักแล้วผิดตรงไหนล่ะ” ยูอิจิยังคงเดินหน้าหว่านล้อมลูกแกะตัวน้อยอย่างสนุกสนานและเอ็นดูไปพร้อมๆกัน
“แฟน?....ผมกับรุ่นพี่....เอ่อ...เรา” ความทรงจำรางๆฉายทวนในสมอง แต่ยามะพีก็ยังไม่กล้าคิดมากไปกว่านั้น
“ต้องเป็นพีจังกับพี่ยูอิจิต่างหาก มาเรียก ผม เรียก รุ่นพี่อยู่นั่น เราไม่ใช่คนอื่นคนไกลสักหน่อย” แล้วร่างสูงก็ปล่อยให้ความเงียบโปรยไปรอบๆตัวของพวกเขาทั้งสองคน ให้ยามะพีนึกคิดทวนความจำ และยอมรับมันอย่างใจเย็น ทว่า.....
....อ๊า....ซี้ดด.....อื้อ....จ...จิน....
เสียงจากไอ้ห้องนอนหนึ่งเดียวของคอนโดเนี่ย มันดังรบกวนสมาธิยามะพีเสียเหลือเกิน ยูอิจินึกอิจฉาเพื่อนตะหงิดๆ ได้ข่าวว่ายามะพีกินเข้าไปมากกว่า แล้วทำไมป่านนี้คาเมะยังมีอารมณ์เหลืออยู่อีกล่ะเนี่ย
“ร.....เรา....เรา” โอ้ย ยามะพีอายจนเอาหน้าไว้บนหัวต่อไปไม่ได้อีกแล้วล่ะมั้งเนี่ย
“เรา....ทำแบบที่จินกับคาเมะทำอยู่ตอนนี้ไงล่ะครับ ยามะพี” ขยายความกระจ่างให้ร่างบางภายในประโยคเดียว ต่อให้ซื่อใส อ่อนต่อโลกมากแค่ไหน ยามะพีก็เดาได้ ว่าตอนนี้ คาเมะกับจินกำลังทำอะไรกัน ถึงได้ส่งเสียงประหลาดๆแบบนั้นออกมา
....น...นี่....นี่หมายความว่า เขากับรุ่นพี่....เอ่อ....ม....มี.....มีอะ....มีอะไรกันแล้ว จริงเหรอเนี่ย!!!!
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-**
“ไปไหนน่ะ” ร่างบางที่นอนคว่ำหน้ากับเตียงเอ่ยปากถาม ทันทีที่ลืมตาขึ้นมาเห็นคนรักกำลังจะเดินออกจากห้อง คาเมะในตอนนี้ มีแค่ผ้าห่มเนื้อบางคลุมสะโพกอย่างหมิ่นเหม่ เปลือยแผ่นหลังขาวใต้แสงสลัวของยามค่ำให้สะท้อนเข้าตาร่างสูง แน่นอน...เด็กหนุ่มไม่คิดจะปกปิด ไม่คิดจะเขินอาย เป็นจินนั่นล่ะ ที่หันมามอง แล้วก็ต้องเบนสายตาไปทางอื่นเสีย
“เอาเสื้อผ้าเธอไปให้ยามะพี”
“ยามะพี? จริงสิ ยามะพีเป็นไงมั่ง?” คาเมะลืมไปเสียสนิท ว่ายามะพีเองก็มีอารมณ์เหมือนตัวเอง ซ้ำยังมากกว่าด้วย
“ดีขึ้นแล้ว” จินไม่ยอมเปิดปากบอก ว่าทำยังไงยามะพีถึงได้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ไม่อยากให้คนรักลุกขึ้นมาอาละวาดเขาเพราะความหวงเพื่อนเอาตอนนี้หรอกนะ
ร่างบางลุกจากเตียง คว้าชุดคลุมมาสวมลวกๆ แล้วเดินไปขวางหน้าชายหนุ่มเอาไว้
“นากามารุทำใช่มั้ย” คนถูกถามไม่ยอมตอบ แต่หันหน้าหนีไปอีกทาง คาเมะตีความจากท่าทางอย่างนั้นได้ไม่ยาก ขบกรามกรอด แล้วหมุนตัว ผลุนผันกระชากประตูเปิดออกอย่างรุนแรง
“คาเมะ....” จินร้องเรียก รีบเดินตามออกไปติดๆ แต่ก็ยังช้ากว่าคนตัวเล็ก ที่ก้าวยาวๆตรงดิ่งไปกระชากร่างสูงที่นั่งเบียดกระแซะกับเพื่อนรักขึ้นมา ก่อนจะส่งหมัดขวาเข้าที่มุมปาก จนยูอิจิเซหงายหลังลงไปกระแทกกับพื้น
“คาเมะ!!!” ยามะพีร้องลั่น รีบเข้าไปคว้าร่างเพื่อนเอาไว้ ก่อนที่คาเมะจะทำอะไรรุนแรงไปมากกว่านี้
“ฉันไม่รู้ว่ายามะพียอมนายรึเปล่า แต่นับตั้งแต่วันนี้ นายต้องรับผิดชอบเพื่อนฉัน! ถ้ายามะพีมีน้ำตาเพราะนายแม้แต่หยดเดียวล่ะก็ เตรียมตัวอยู่เป็นหมันไปตลอดชีวิตได้เลย!!!!!” คนใจร้อนชี้หน้าขู่
“ฉันสัญญา” ยูอิจิรับคำ แล้วยันตัวลุกขึ้นยืน จ้องหน้ารับคำขู่ของคาเมะอย่างไม่หวั่นเกรง เมื่อทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ร่างบางจึงยอมเลิกรา แล้วดันหลังยามะพีไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย ก่อนจะหันมาชี้นิ้วสั่งให้ ยูอิจิเข้าไปช่วยจินเตรียมอาหารค่ำ ด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์นัก
....อุตส่าห์ประคบประหงมยามะพีมาซะดิบดี!!! ไอ้บ้านากามารุมาชุบมือเปิบไปเฉยเลย!!!! อย่างงี้มันน่าฆ่ามั้ยเล่า!!!!!....
*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
อาหารค่ำเริ่มต้นและจบลงแบบเงียบๆ เพราะยามะพีเขินจนพูดไม่ออก ส่วนคาเมะก็ยังมึนตึงกับคนรักคนใหม่ของเพื่อน ชนิดที่จิกตาใส่ทุกครั้งที่ยูอิจิแอบส่งสายตาหวานๆให้ยามะพี
เก็บกวาดจานชามเรียบร้อย สี่คนผู้ตกเป็นทาสยาปลุกก็มารวมตัวกันที่โซฟายาว แล้วคาสโนว่าแห่งมหาวิทยาลัยชื่อดังก็เล่าถึงประวัติอันน่าชื่นชมของชอคโกแลตตัวต้นเหตุให้ทุกคนฟัง
“ยี่ห้อนี้ขึ้นชื่อเลยล่ะ” ยูอิจิพูด พลางหันมองจินที่ยังคงถือกล่องชอคโกแลตเพื่อมองหารายละเอียดเพิ่มเติม ไม่มีเตือนเลยสักนิด ว่าผสมยาปลุกด้วย
“สงสัยคุณแม่คงไม่รู้ เลยส่งมาให้” เขาพูดต่อ ก่อนจะวางกล่องในมือลง ขณะที่คาเมะถึงกับเบ้ปากด้วยความหมั่นไส้กับคำพูดสรรเสริญเยินยอ ที่จินมีต่อมารดาของเขา
....ชิ!!! ยัยป้านั่นไม่มีทางไม่รู้หรอก!!! เพราะรู้น่ะสิ!!! ถึงได้ส่งมาน่ะ!!!....
“เดี๋ยวฉันโทร.บอกเขาเอง ว่าอย่าส่งมาอีก” จินพูดเสียงเรียบ เห็นท่าทางอายม้วนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนของยามะพีแล้วสงสารหนัก ช่างแตกต่างจากคนที่นั่งโชว์รอยคิสมาร์คเต็มคอ กระดิกขายิกๆ ข้างๆเขา ราวฟ้ากับดิน
“ไม่ต้อง!! แม่ฉัน!! ฉันโทร.เอง!!!” ร่างบางรีบเสนอตัว เรื่องอะไรจะให้จินโทร.คุยกะยัยป้านั่นล่ะ!!!~ เกิดไปหลงคารมยายเฒ่านั่นขึ้นมาจะทำไง แล้วที่สำคัญ....เขาก็มีเรื่องจะคุยกับแม่ด้วย...
คาเมะลุกไปคว้าโทรศัพท์ เดินกดหมายเลขต่างประเทศ ออกไปคุยที่ระเบียง ท่ามกลางความสงสัยของทุกคน กับท่าทางปลีกวิเวกตามลำพังนั่น
“ฮัลโล”
‘....อุ๊ยต๊าย!!!...ท้องฟ้าที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนเป็นสีชมพูลายคิตตี้รึไง!!! แกถึงโทร.หาฉันเนี่ย!!!~...’
“มีเรื่องจะคุยด้วย ชอคโกแลตที่ส่งมาให้น่ะ...” คาเมะเบ้ปากอย่างเซ็งๆ อยากจะตะโกนกลับไปนักว่า ต่อให้ท้องฟ้ากับพื้นดินสลับที่กัน ก็ไม่มีวันโทร.มาหรอก!!!!!..... แต่....ไม่ได้ๆ....ยังมีเรื่องต้องพูด....
‘...อ้อ!!! ทำไม กินเข้าไปแล้วสิท่า ลุกขึ้นมั้ยล่ะ หน้าอย่างแก จินคุงคงปล่อยให้ช่วยตัวเองในห้องน้ำแก้อารมณ์ขึ้นล่ะสิ’
“ฉันอยากได้อีกสิบกล่อง ส่งมาให้ทางแอร์เมลที จะรอ!! แล้วจะบอกอะไรให้นะ จินไม่มีวันปล่อยให้ฉันช่วยตัวเองหรอก!! เพราะเขาน่ะ....ชอบช่วยฉันทำ!!!!”
ไม่รู้ใครเป็นแม่เป็นลูกกันแน่ ถึงได้ขึ้นเสียงมีอำนาจกับมารดาบังเกิดเกล้า นี่ถ้าจินได้ยิน คงไม่พ้นโดนดุอีกแน่
แต่เอาเถอะ โดนดุ แล้วได้ทำแบบเมื่อคืนก็พอแล้ว รอยยิ้มเล่ห์ร้ายผุดพรายขึ้นบนใบหน้าสวย คาเมะเหลือบมองคนรักที่กำลังพูดคุยอยู่กับยามะพีและยูอิจิ
“คราวหน้า จะเอาไม่ให้ออกจากห้องสามวันสามคืนเลย คอยดูสิ!!!”
FIN
....................................
หมดสต๊อก
ฮ่าฮ่า มานั่งอ่านแล้วแก้คำผิดใหม่ ปรากฏว่าเขิน ตอนนั้นแต่งได้ไงเนี่ย 

เนื่องจากรายงานเลื่อนส่ง เพราะงั้น จะมาลงฟิคใหม่ ในเร็ววันนี้แหละค่ะ ฮุฮุ
เดี๋ยวไปนั่งเลือกก่อน ว่าจะเอาเรื่องไหน

ส่วนรายงานก็... ดองงงงงง ต่อไป!!


| หน้าแรก |




