| หน้าแรก |
2009.09.27
FIC : คำเตือน (บอกแล้วว่าอย่าโกน)
FIC : คำเตือน (บอกแล้วว่าอย่าโกน)
JIN X KAME
By : Dezair
………………
...เคยบอกแล้ว... เคยเตือนแล้ว...บอกจนปากจะฉีก เตือนจนปากเปียกปากแฉะ...
แล้วมันเคยฟังมั้ย เคยทำตามที่บอกมั้ย นอกจากจะไม่เคยแล้ว แม่งยังเป็นประเภทยิ่งดุยิ่งทำ ยิ่งยุยิ่งกวน
ดื้ออะไรอย่างงี้วะ เตือนก็ไม่ฟัง บอกก็ไม่ฟัง เดี๋ยวกูจูบสักทีให้สำนึกดีมั้ยห๊ะ!!!!
………………….
เขาว่ากันว่า หน้าร้อนต้อง คู่กับทะเล
แน่ล่ะ เราคงจะไม่บรรยายว่า ในเมื่อหน้าร้อนคู่ทะเล ดังนั้นคาเมะต้องคู่กับจิน
มันไม่ใช่ มันไม่ใช่ ที่เกริ่นเรื่องหน้าร้อน ก็เพราะว่าอากาศอบอ้าวมันทำให้ใครบางคนกำลังกลายร่างเป็นหมาบ้าในไม่ช้าต่างหาก
“ร้อนแม่ง!! ไปซื้อน้ำแข็งมาดิ๊!!! จิมมี่” หากไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของคำพูดทำนอง ‘ใช้เพื่อน’ แล้วล่ะก็ จะขอเฉลยให้สั้นๆว่ามันมีฉายาว่า น้องห่าม นั่นแหละ
“กูก็ร้อนนะเว้ย!! มึงนั่นแหละ ออกไปซื้อมาเลย!!” ไอ้จิมมี่ไม่ใช่ลูกหมาลูกแมวที่จะยอมกันได้ง่ายๆ มันคิดเสมอว่ามันตัวใหญ่กว่า สูงกว่า และเผลอๆหล่อกว่าไอ้น้องห่ามนี่เสียอีก แล้วทำไมต้องยอมไอ้เตี้ยม่อต้อแต่ปากดีวะ!!
“อ้อ! ให้กูไปซื้อ แสดงว่ามึงไม่อยากเดินผ่านบ้านนานะจังใช่มั้ย มึงรู้รึเปล่า ว่ากลางวันร้อนๆแบบนี้ นานะจังเขาทำอะไร นี่! เสื้อกล้ามสีขาว กางเกงเสมอเป้า แล้วก็รดน้ำต้นไม้โว๊ย!!” แต่จิมมี่คงลืมไป ว่าถึงน้องห่าม หรือคาเมนาชิ คาซึยะแห่งคณะเศรษฐศาสตร์จะตัวไม่ใหญ่สู้ สูงไม่สู้ หรือหล่อไม่สู้ แต่มันนี่แหละ มือกำความลับอันดับหนึ่งของกลุ่ม ไม่รู้ไปพลาดพลั้งอีท่าไหน ทุกคนในแก๊งค์ถึงถูกมันสูบความลับไปจนหมด ไม่เว้นแม้แต่เขาเอง ที่เรื่องปิ๊ง สาวสวยบ้านติดกับตึกคอนโดของไอ้จิน ก็ดันไปเข้าหูมันจนได้
“เออๆ กูไปก็ได้ ชิโรตะ มึงเอารถมึงไปส่งกูที่เซเว่นเลย! กูร้อน ไม่อยากเดิน!!” ว่าแล้วไอ้จิมมี่ก็ใช้เท้าเขี่ยศพขึ้นอืดของชิโรตะ ที่นอนหมดเรี่ยวหมดแรงเพราะอากาศร้อนเป็นเหตุ เกิดการใช้กำลังกันเล็กน้อย เพราะไอ้ชิโรตะนั้น ตอนแรกไม่ยอมไป แต่เมื่อถูกจิมมี่ยันโครมเข้าให้ มันก็ลุกตามก้นกันออกจากห้องไปแต่โดยดี
“มึงรู้ได้ไงวะคาเมะ ว่านานะจังของไอ้จิมมี่เป็นยังไง” โคคิหันมาถาม ด้วยความสงสัย
“อ้าว ก็กูนั่งรถผ่านทุกวัน”
“ได้ข่าวว่าที่นี่น่ะ คอนโดไอ้จิน แล้วทำไมมึงถึงนั่งรถผ่านทุกวันได้วะ หรือว่าย้ายสำมะโนครัวแล้ว??” โคคิถามอีก คาดหวังเอาไว้ว่าจะได้เห็นอาการเขินอายเล็กน้อยจากคำพูดชวนแอบแฝงความนัยของเขาว่าไอ้คาเมะมันย้ายที่อยู่เป็นการถาวร ซึ่งนั่นหมายความว่ามันยอมรับเต็มตัวถึงเรื่องคบหากับจิน
…แต่…หอ สระอา มอ ไม้เอก…เท่ากับ ห่าม ไม่มีทางเปลี่ยนเป็น หวาน เด็ดขาด
“กูย้ายชั่วคราว หน้าร้อนกับหน้าหนาว หน้าร้อนมากินแอร์ห้องนี้ ส่วนหน้าหนาวมาเอาฮีทเตอร์ กูไม่อยู่ห้องกูให้เปลืองค่าไฟหรอก” ช่างเป็นคนรักที่น่ารักเหลือเกิน โคคิแยกเขี้ยวใส่ไอ้คนพูดที่มันนั่งจ่อพัดลม ในขณะที่เสียงแอร์ของห้องยังครางหึ่งๆ เพราะทำงานไม่ทัน เนื่องจากมนุษย์เกือบสิบชีวิตนอนแผ่ อ้าปากขอรับส่วนบุญส่วนกุศลอันได้แก่ไอเย็นกันถ้วนหน้า
หน้าร้อนของญี่ปุ่นเขาว่าอาถรรพ์แรง ร้อนตับแลบ ไตแลบไปหมด ร้อนจนแม้แต่เหล้าเบียร์ยังไม่อยากกินเลยเหอะ
“ถึงมึงไม่อยู่ น้องมึงก็อยู่นี่หว่า” โคยามะถาม ทำเอาคาเมะหันมายิ้มกริ่มแล้วยักคิ้ว
“กูเตะโด่งน้องกูไปนอนห้องแฟนมันเรียบร้อย เดือนนี้คอยดู ค่าน้ำค่าไฟห้องกูลดฮวบ!!” ก็เพราะมันไปเพิ่มที่ห้องคนอื่นน่ะเซ่!! เพื่อนพ้องส่ายหน้าระอา ตอนที่เห็นไอ้บ้าคาเมะมันหันกลับไปนั่งจ่อพัดลมสบายใจเฉิบเช่นเดิม
“ฮ้า!! สบาย!! แต่แม่งผมแยงตาว่ะ จิน จิน ห้องมึงมียางมัดผมมั้ย” ไอ้คนนั่งจ่อหน้าพัดลมหันมาถามหาสิ่งที่ต้องการจากไอ้จินที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟา นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่บ่งบอกสถานะเจ้าของห้อง เพราะมันนั่งสูงกว่าใครเพื่อน เนื่องจากเพื่อนรายอื่นๆสมัครใจขอนอนแผ่กันบนพื้นเพราะความสบายเป็นหลัก
“อันที่มึงมาทิ้งไว้คราวก่อนไง อยู่ในห้องน้ำมั้ง”
“ไปเอาให้กูหน่อยดิ” ไอ้คาเมะว่าแค่นั้น เพื่อนทั้งหลายก็ได้เห็นสุภาพบุรุษผู้ไม่เคยขัดใจเมีย ยอมลุกขึ้นหายเข้าห้องน้ำไปแต่โดยดี จนยูอิจิเองยังอดไม่ได้ ต้องหันมากระซิบกระซาบพรรณนาความดีงามให้คาเมะฟัง
“ท่าทางมันจะรักมึงมากเลยนะเนี่ย คาเมะ สั่งเป็นสั่งเลยนะมึง” ไอ้น้องห่ามยิ้ม แล้วยักคิ้วหลิ่วตา
“แน่อยู่แล้ว ไม่รักกูแล้วมันจะรักใคร คนดีๆอย่างกูน่ะ หาไม่ได้ง่ายๆนะโว๊ย” มันเล่นยกยอตัวเองแบบนี้ ยูอิจิเลยเจื่อนสนิท
“กูว่ามันตาบอดมากกว่า” มาว่า ‘ผัวรัก’ กันต่อหน้าต่อตา ไอ้น้องห่ามคนดีมันเลยกระโดดเข้ายีหัวยูอิจิเสียเลย โทษฐานพูดจาไม่เข้าหูที่สุด!!
“ไม่ใช่มันตาบอด แต่กูต่างหากที่ลดสายตาลงมามองมันโว๊ย!!!”
เอ๊ะ! ดูเหมือนจะไม่ได้ปกป้อง ‘ผัวรัก’ แหะ
…………………
จุกน้ำพุปลิวตามแรงพัดลม ในขณะที่เจ้าของจุกนั่งหลับตาพริ้มสบาย เอาคางเกยหมอนใบโตที่เอามากอดแนบอก สุขสบายเกินใครเพื่อนนั่นแหละ
แล้วอย่าถามว่าจุกนี้ ท่านได้แต่ใดมา… ไอ้คาเมะให้ผัวรักมัดให้มันด้วยนั่นแหละ แล้วพอเพื่อนที่เหลือโห่ร้องเกรียวกราวกับภาพหวานชื่น ไอ้คนที่นั่งนิ่งให้สามีมัดจุก มันก็ลุกขึ้นวิ่งไล่เพื่อนทุกคน ก่อนจะจับมัดจุกเรียงตัว กลายเป็น แก๊งค์หัวจุกกันไป แล้วพอไอ้โคยามะจะแกะจุกออก ไอ้ห่ามมันก็ชี้หน้า แถมขู่ลั่น
‘ถ้ามึงเอาจุกที่หัวออกนะ!! กูจะมัดจุกที่จักกะแร้มึงแทน!!!’ เท่านั้นล่ะ ไม่มีใครกล้าสะเออะชูแขนอีกเลย
ดังนั้น เพื่อนทั้งหมดที่ดวงซวยอยู่ที่ห้อง ก็เลยมีผมทรงน่ารักน่าชังเป็นจุกน้ำพุกันทุกคน อ้อ… ณ ที่นี้ ขอบอกเอาไว้ว่าไอ้คาเมะมันจงใจละเลย ไม่มัดจุกแฟนมัน ด้วยข้ออ้างที่ว่า ‘จินมันไม่ได้โห่กูนี่หว่า’ อย่างงี้เรียกแถเอาสีข้างเข้าถู เข้าข้างสามีกันหน้าตาเฉย
“คาเมะ ผมมึงก็ยาวเหมือนกันนะเนี่ย” ไอ้เรียวที่นอนอยู่ไม่ไกลเอ่ยปาก เมื่อเห็นจุกของเพื่อนปลิวตามลม จะว่าไปแล้ว มีไม่บ่อยนักหรอกที่พวกเขาจะมีเวลามาสนใจเรื่องแบบนี้ของกันและกัน นี่ถ้าไม่ว่างจริงๆล่ะก็ ต่อให้ไอ้คาเมะผมยาวถึงก้น เรียวก็คงไม่เห็นอยู่ดีนั่นแหละ
“อือ กูว่าจะโกนว่ะ” ไอ้คนหัวจุกหันมาบอก
“ห๊ะ!! มึงว่าไงนะ!!” เหมือนหูอื้อกันไปชั่วขณะ เพื่อนทุกคน (ย้ำว่าทุกคน) พร้อมใจกันร้องถามอีกครั้ง
“กูบอกว่าจะโกนหัว ผมจะได้ยาวช้าๆหน่อย” เกิดเป็นความเงียบเข้าปกคลุม เพราะรู้กันดีว่าการโกนหัวนั้น ถ้าไม่แน่ใจว่าหล่อจริง อย่าบังอาจ ไอ้โคคิเคยลองมาแล้ว และตั้งแต่นั้นมา มันไม่โกนหัวอีกเลยในชีวิต มันว่าพอหรอมแหร่มก็ดูดีแล้ว อย่าถึงขนาดหัวเหม่งกันเลย แล้วนี่ไอ้คาเมะมันเป็นใคร มันจะกล้าโกนหัวเนี่ยนะ!!!
ต่อมเหงื่อมึงผลิตฮอร์โมน ‘ยกยอปอปั้นตัวเอง’ รึไงวะเนี่ย!!! นิสัยมั่นใจมันถึงได้มีมากมายขนาดนี้
“ไม่ต้องโกน ร้อนก็ไปตัดออก” ดูเหมือนจะมีคนหนึ่งชอบทำลายความเงียบ ให้สมาชิกร่วมก๊วนทั้งหลายหันไปมองตามต้นเสียง เห็นไอ้จินยังเอาแต่กดรีโมท เหมือนไม่ได้ทำอะไร แต่เมื่อกี้นี้น่ะ เสียงมันชัดๆ!!
“เดี๋ยวก็ต้องตัดใหม่อ่ะดิ ผมกูยาวเร็วจะตาย ไม่เอาอ่ะ ไปโกนให้มันแล้วๆเรื่อง กะว่าจะขอตังส์แม่ไปซื้อแบตตาเลี่ยนมาไถเอง จะได้ไม่เปลือง เผื่อโกนหลายครั้ง”
นอกจากมันจะโกนหัวแล้ว มันยังจะไถหัวตัวเองอีกด้วย… จุนโนะนั่งอึ้งไปกับสิ่งมีชีวิตที่ยังนั่งจ่อพัดลม ไม่เข้าใจว่าทำไมไอ้คาเมะถึงไม่มีความคิดอย่างมนุษย์ปุถุชนบ้าง ตอนเด็กๆพ่อแม่เลี้ยงด้วยข้าวยี่ห้อไหนวะเนี่ย
“ไม่ให้โกน” เสียงยังดังมาจากไอ้คนที่กดรีโมทยิกๆ ดูจากการกดรีโมทของมันที่เปลี่ยนช่องชนิดโทรทัศน์ยังเกือบจะเออเรอร์ก็พอจะรู้ว่าไอ้จินชักจะโมโหเสียแล้ว เพียงแต่ยังไม่แสดงท่าทางกระโตกกระตากให้ห่ามตื่น
…แต่ดูเหมือนการให้ ‘ห่ามตื่น’ จะดีกว่าที่จะปล่อยให้ห่ามมึน
“คุณจินครับ ที่จะโกนเนี่ย หัวกู ไม่ใช่หัวมึงซะหน่อย แล้วก็กดให้มันเป็นช่องหน่อยโว๊ย! กูดูไม่รู้เรื่อง…เอามานี่ กูกดเอง” แล้วไอ้คนหัวจุกที่คิดจะโกนหัวก็ละจากหน้าพัดลมเย็นช่ำ ก้าวพรวดไปคว้ารีโมทจากมือไอ้คนที่ยังกดยิกๆ มากดผลัวะไปทีเดียว
“ดูช่องนี้แหละ กูชอบ!” เหตุผลเพราะ ‘กูชอบ’ ไม่ต้องสนว่าใครจะ ‘ชอบ’ เหมือนกูหรือไม่ เพราะไอ้คาเมะไม่เคยคิดอยากจะรู้เรื่องคนอื่น เรื่องเอาตัวเป็นใหญ่นั้น กลายเป็นนิสัยประจำจนไม่คิดจะแก้ไข
“คือ…คาเมะ…เอ่อ กูว่ามึงผมยาวแล้วหล่อออกนะคาเมะ” เพื่อนพ้องเริ่มช่วยเหลือกันและกัน ไม่อยากจะตายหมู่เพราะอาวุธชีวภาพนามว่าอาคานิชิ จินหรอกนะ ประเดิมคนแรกด้วยไอ้โคยามะที่พยายามรักษาชีวิต
“กูรู้แล้วว่ากูหล่อ แต่กูอยากรู้ว่าถ้าโกนหัวแล้วกูจะยังหล่ออยู่มั้ย” ไอ้จุกน้ำพุยังตอบแบบไม่สนใจ ตาจ้องโทรทัศน์ หน้าจ่อพัดลม สบายมันนั่นแหละ ไม่รู้ซะเลยว่าคนอื่นชักจะไม่สบายเหมือนมันซะแล้ว เพราะเหลือบมองหน้าไอ้คนที่นั่งบนโซฟาก็ชักจะเห็นออร่าความไม่พอใจที่แผ่กระจายกลายเป็นก๊าซพิษปะปนไปกับออกซิเจนที่สูดกันเข้าไปนั่นแหละ
“อ่า…แต่โกนหัวเชียวนะมึง ถ้าไม่หล่อขึ้นมาล่ะ มึงต้องรออีกนานเลยนะ กว่าผมจะงอก” ไอ้โคคิ ‘กูรู’ ด้านการโกนผม ช่วยอีกคน แต่ไอ้คาเมะยังสั่นหัวดิก
“แต่กูว่ากูหล่อชัวร์” อะไรมึงจะมั่นใจขนาดนั้นว้า!! ห้าเพื่อนสนิทอยากตายพร้อมกันให้สิ้นเรื่อง จะได้ไม่ต้องอยู่รับรู้ว่าอาการมั่นใจในตัวเองเป็นเลิศของไอ้คาเมะจะก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมอะไรบ้าง อย่างแรกคาดว่าจะเป็นเหตุฆาตกรรม ที่มีฆาตกรชื่ออาคานิชิ จิน เนี่ยแหละ เป็น ‘โศก’ แรกของเรื่องทีเดียว
“ถ้าโกนหัวก็ไม่ต้องพูดกัน!!” แล้วอยู่ดีๆ อนาคตฆาตกรก็ลุกขึ้นพูดเพียงแค่นั้น ก่อนจะเดินตึงตังเข้าไปในห้องครัว พาเอาเพื่อนคนอื่นถึงกับขนลุกวาบ ที่งานนี้พี่โหดแพ้น้องห่ามโดยสิ้นเชิง ถึงขนาดไม่ตักไม่เตือนกันแล้ว
…เอ หรือมันจะเบื่อแล้วหว่า…
…อ๊ะ! ไม่แน่ มันอาจจะเข้าไปลับมีดไว้เผื่อชำแหละศพแรกอย่างไอ้คาเมะก็ได้…
“มันพูดอย่างกับว่ากูอยากพูดกับมันมากนักแหละ โคตรหลงตัวเองเลยว่ะ เพื่อนพวกมึงอ่ะ” ไอ้คาเมะยังไม่สำนึก หันมาพูดกับเพื่อนฝูงแบบไม่เกรงอาญาจากสามีเลยสักนิด
…เพื่อนพวกกู แต่ก็ผัวมึงไม่ใช่รึไง… ฮ่วย!!
…………………..
แล้วโศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้นจริงๆ ตอนที่ไอ้จิมมี่และชิโรตะลากสังขารกันกลับเข้ามา เพราะไอ้จินมันหันไปมองหน้าเพื่อนสองคนที่หิ้วกระติกน้ำแข็งกันมาคนละใบ ก่อนจะพูดเรียบๆว่า
“ชิโรตะ พาคาเมะไปส่งที่หอที” อย่างนี้เรียกไล่กันตรงๆ ทำเอาคาเมะหันควับ
“เฮ้ย!! ไรวะ แค่กูจะโกนหัวแค่นี้ ทำเป็นต้องไล่กันเลยรึไง” เพื่อนอีกห้า พยายามปลอบ แถมเอาน้ำเย็นเข้าลูบ แต่อย่างไอ้ห่ามนี่ น่าจะเอาน้ำแข็งก้อนโตๆทาบหน้า ยัดปาก มันไปเลยดีกว่า เผื่ออารมณ์จะเย็นลงบ้าง
“ก็จะโกนนี่ คงไม่ร้อนถึงขนาดต้องมานั่งตากแอร์แล้ว” จินหันมาบอกหน้าตาเฉย ในขณะที่จิมมี่และชิโรตะยังงงไปไก่ตาแตก ตอนก่อนจะออกไปยังรักกันอยู่ดีๆ ตอนนี้ทำไมมันทะเลาะกันแล้ววะเนี่ย!!
แล้วมันทะเลาะกันประเด็นอะไรวะ ‘โกน’ ‘ไม่โกน’ เนี่ยนะ!! นี่น่ะเหรอ หัวข้อทะเลาะของคนเป็นแฟนกัน!!
“มึงแม่งขี้ประชดว่ะ!! เออ กูไปก็ได้!! แล้วมึงคอยดูกูพรุ่งนี้!! คอยดูกูแล้วกัน!!! ไป ไอ้ชิโรตะ!! ไปส่งกูที่หอ อ้อ ระหว่างทางแวะร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กูด้วย กูจะซื้อแบตตาเลี่ยน!!! กูจะไถหัว!!!!”
คาเมะลุกพรวด เดินไปลากแขนเพื่อนตัวโตที่ยังยืนอึ้งกับคำว่า ‘กูจะไถหัว!!!’ ออกจากห้องไป อย่างที่เพื่อนที่เหลือนึกอยากขอมันอีกอย่าง
…ช่วยไถปากมึงเองด้วยได้มั้ย ก่อเรื่องทุกเวลาจริงๆ… T.T
……………………
แม้ปากจะบอกออกไปแบบนั้น แต่จินบอกตามตรงว่าตั้งแต่เห็นมันออกจากห้องไปพร้อมชิโรตะ เขาก็ไม่สบายใจเลยสักนิด รู้ดีว่ามันห่าม รู้ดีว่ามันห้าว รู้ดีว่ามันทำอะไรแบบไม่คิดหน้าคิดหลังอยู่บ่อยๆ ถึงจะไปกับไอ้ชิโรตะที่ชอบขัดมันเป็นนิจ แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ทั้งกลุ่มไม่มีใครขัดใจมันจริงจังหรอก ไม่รู้ว่าเพราะเห็นหน้ามันแล้วอยากตามใจ หรือเพราะว่ามันดื้อแบบมีคุณภาพกันแน่
“มึงคิดดูนะเว้ย จิน มึงปล่อยไอ้คาเมะไปแบบนั้น อะไรจะเกิดขึ้น” ตอนนี้จิมมี่ร่วมรับรู้สถานการณ์ไปด้วยแล้ว เลยมีโอกาสได้เปิดปากพูดเต็มที่
“นั่นดิ กูยังไม่อยากมีเพื่อนเป็นหลวงจีนว่ะ” ยูอิจิสนับสนุนให้จินลุกฮือ เขาคงนั่งเรียนไม่รู้เรื่องอีกเลย หากเหล่สายตามองกลุ่มเพื่อนที่นั่งเรียงกันเป็นตับ แล้วเห็นใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มหัวโป้งเหน่งสะท้อนแสงไฟจนแสบตา ซึ่งไอ้ใครคนนั้น ก็ดันเป็นไอ้ห่ามอย่าง คาเมนาชิ คาซึยะ ซะด้วยเนี่ยสิ
“มึงตามมันไปเหอะ จิน ปล่อยไว้แบบนี้ มึงเองล่ะ จะนอนไม่หลับ” เรียวอยากจะแงะมันออกจากโซฟาด้วยซ้ำ แต่รู้ดีว่าถ้ามันไม่ลุก มันก็ไม่ลุกนั่นแหละ
แต่ว่า… คราวนี้ไอ้จินลุก…
เพื่อนอีกห้าเหมือนจะเห็นพระมาโปรด อย่างนี้ก็มีทีท่าว่าพรุ่งนี้ เขาจะได้ไอ้คาเมะที่หัวเป็น ‘ปกติ’ สินะ แต่… ไอ้คนที่ลุก มันดันเดินกลับเข้าไปในห้องน้ำ
อ้าวเฮ้ย!!! ลุกแล้วก็ออกจากคอนโดดิวะ!! มึงจะกลับเข้าไปในห้องน้ำทำไม
แค่ครู่เดียว จินก็เดินออกมาพร้อมที่โกนหนวด ชวนให้สงสัย
“มึงเอาที่โกนหนวดออกมาทำไมวะ” โคคิถาม หวังว่ามันคงจะไม่ไปช่วยไอ้คาเมะโกนหัวหรอกนะ
“ก็มันอยากโกนนี่ กูก็จะช่วยมันโกน แต่ไม่ใช่ที่หัว… ถ้ามันอยากโกน กูจะโกนให้ แต่เป็น ‘ที่อื่น’!!!...” จินตอบพร้อมรอยยิ้มร้าย ก่อนจะเดินไปคว้ากุญแจรถ แล้วออกจากห้องไป ทิ้งเพื่อนทั้งหลายไว้กับความเย็นสุดขั้วในฤดูร้อนวิปริตของญี่ปุ่น
… ‘ที่อื่น’ คำนี้ของพี่โหด ช่างไม่น่าคิดเลย
………………
“มึงใจเย็นๆหน่า ไอ้คาเมะ จะโกนหัวไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยนะเว้ย”
ชิโรตะบอกหน้าเสีย ให้ตายสิหน่า ขนาดเวลาเกรดจะออก ยังไม่เครียดเท่ากับการได้รู้ว่า ไอ้คาเมะคิดจะโกนหัวเลย!!
ตอนนี้เขานั่งอยู่บนพื้นข้างเตียงในห้องพักของสองพี่น้องคาเมนาชิ ที่มีแค่คนพี่นั่งอยู่บนเตียงด้วยความหงุดหงิด เขาไม่คิดจะเข้าไปนั่งอยู่ข้างมัน แล้วลูบหลังลูบไหล่เพื่อลดดีกรีความใจร้อน เพราะเตียงสองชั้นแบบนี้ แค่ไสหัวเข้าไปก็เต็มแล้ว อย่าคิดจะเอาร่างอันอุดมไปด้วยกล้ามเนื้อของเขา เข้าไปเบียดมันอีกเด็ดขาด ถ้าไม่อยากถูกยันโครมออกมา
“ไม่!! กูจะโกน!!” นั่น เอากับมันสิ! ไอ้บ้าเอ้ย สมองมึงมีต่อมยับยั้งอะไรบ้างมั้ยเนี่ย!!
“มึงคิดดูนะคาเมะ ถ้ามึงโกนเนี่ย เมื่อไหร่ ผมจะออกวะ” แม้จะพยายามกระตุ้นให้คาเมะมองโลกแห่งความเป็นจริง ว่าถ้าโกนแล้วผิดพลาด ต้องทำใจยอมรับสภาพนั้นแบบแก้ไขไม่ได้ ไปอีกนานเท่าไร แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว แบตตาเลี่ยนที่มันบังคับให้แวะซื้อระหว่างทาง ก็ยังอยู่ในมือมันนั่นแหละ
ชิโรตะนึกขอให้เพื่อนๆทุกคนรีบมาที่ห้องมันแต่ไว ช่วยกันยับยั้งหัวจิตหัวใจอันไม่เหมือนมนุษย์มนาของไอ้ห่ามนี่ทีเถอะ!!
“กูไม่สน กูอยากโกน” มั้ยล่ะ!! ก็มันเป็นซะแบบนี้ เอาไงดีวะเนี่ย!!
“ม…แม่มึงล่ะคาเมะ!! แม่มึงจะยอมเหรอวะ” เอาบุพการีมาอ้างกันแบบนี้ ชิโรตะขออนุญาตในใจแล้ว และก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ ‘แม่มึง’ ใช้อ้างได้ผลด้วยเถิด
“ไม่รู้ แต่กูคิดว่าเขายอม!!” มันยังแข็ง แต่สายตาสนใจอยู่แต่แบตตาเลี่ยนในมือ ชวนให้ชิโรตะอยากจะร้องไห้ยิ่งนัก
…ทำไมกูมีเพื่อนคิดดี(เกิน) ทำดี(เกิน)ขนาดนี้เนี่ย!!!
“ชิโรตะ” เสียงหนึ่งที่เจ้าของห้องไม่ได้รับเชิญดังขึ้น ทำเอาเจ้าของชื่อสะดุ้งเฮือกหันไปมอง และพอเห็นว่าใครยืนจังก้าอยู่ที่หน้าประตูห้อง เขาก็ถึงกับยิ้มออก
“ไอ้จิน!!!” แทบจะอยากกระโดดจูบ ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นผู้ชาย และมีแฟนชื่อห่ามแล้วล่ะก็ ชิโรตะบอกได้คำเดียวว่า กูรักมึงจริงๆ!!
“ถ้ามึงเข้ามานะ กูไถหัวกูจริงๆด้วย!!!” ไม่ทันที่ไอ้คนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องที่เปิดอ้า จะได้ก้าวเข้ามาหา เจ้าของห้องอย่างคาเมะก็ชี้หน้าขู่ไปแล้ว
“กูจะมาช่วยมึงไถไง!!” ชิโรตะหลบฉากทันที ที่เห็นเพื่อนก้าวพรวดๆเข้ามา แบบไม่ทันที่น้องห่ามจะได้ยกแบตตาเลี่ยนขึ้นไถหัวตัวเอง ไอ้จินก็คว้ามือเล็กๆที่ยังถืออุปกรณ์โกนหัวเอาไว้แล้ว นี่เขาไม่ได้สนับสนุนให้เกิดความรุนแรงในสถาบันครอบครัว คาเมนาชิ อาคานิชิอะไรนี่หรอกนะ
แต่แค่… เข้าข้างไอ้จินเท่านั้นเอง!!
“เฮ้ย!!! ไอ้บ้าจิน!! มึงทำไรวะ!!! เฮ้ย!!! ปล่อยกู!! มึงดึงกางเกงกูทำไม!!!” เสียงคาเมะโวยวายดังลั่น ให้ชิโรตะต้องแอบมอง ถึงได้เห็นเต็มตาว่าจินมันกำลังถกกางเกงขาสั้นของคาเมะอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ก็กูจะช่วยโกน…กูเอาที่โกนหนวดมาด้วย คิดว่าน่าจะโกนเกลี้ยงกว่าแบตตาเลี่ยนของมึง” เห็นท่าทางเอาเรื่องของพี่โหด และคำพูดชวนให้คิดลึกแล้ว ชิโรตะก็รู้แก่ใจว่ามันต้องการจะ ‘โกน’ อะไร
รู้สึกคู่รักคู่นี้จะมีตำแหน่งที่อยากโกนแตกต่างกัน และโดยเฉพาะตำแหน่งของไอ้จินนั้น เขาควรจะถอยออกมาจากห้อง เอ… ล็อคประตูห้องให้ด้วยดีกว่า เผื่อกันอุจาดตา ถ้ามีใครเผลอมาเปิด
………………….
ในห้องที่ปิดประตูเรียบร้อย แถมล็อคเสร็จสรรพ ปิดม่านให้อีกต่างหากโดยฝีมือของเพื่อนรักนามว่าชิโรตะ
มีแค่จินกับคาเมะ และความวุ่นวาย พร้อมเสียงโหวกเหวก เมื่อหนึ่งคนอยู่ในสภาพที่ข้างล่างล่อนจ้อน ส่วนอีกหนึ่งกำลังฉุดกระชากลากถูให้เข้าไปในห้องน้ำ
“ปล่อยกู!!! กูจะโกนหัว ไม่ใช่โกนที่อื่น!!!!” คาเมะโวยวาย ยกขาข้างหนึ่งหมายจะถีบแรงๆไปที แต่ก็พลาดเป้า แถมยังทำให้ไอ้จินยิ่งขยับเข้ามาแนบชิด แล้วแทบจะอุ้มเข้าห้องน้ำด้วยซ้ำ
“แต่กูจะให้โกนที่เดียว!!! คือตรงนั้น ไม่ใช่ที่หัวมึง!!!” ไอ้จินเวอร์ชั่นโหดแบบนี้ คาเมะไม่คุ้นเคย เพราะปกติ ถึงมันจะช่างขู่ แต่มันก็ไม่เคยยัดเยียดทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาต้องยอมรับ ทว่า…ครั้งนี้ไม่ใช่…
ใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง จินก็ลากคาเมะเข้าห้องน้ำได้สำเร็จ ใช้มือหนึ่งโอบเอวเล็กให้เข้ามาแนบชิด อีกมือหยิบที่โกนหนวดขึ้นมาเตรียมพร้อม ในขณะที่เสียงโวยวายของคาเมะยังไม่สิ้นสุด แถมอาการดิ้นพล่านเป็นเด็กสามขวบถูกคนขัดใจก็ยังมีต่อเนื่อง
“มึงดิ้นไป คาเมะ ดิ้นแล้ว ‘บาด’ กูจะเอามึงส่งโรง’บาล…กูจะเตือนเอาไว้” อย่างงี้เรียกเตือนขั้นเทพ เพราะน้องห่ามกลัวยาแค่ไหนก็เท่ากับว่ากลัวโรงพยาบาลเท่านั้น และคนที่เตือนได้แบบนี้ จะมีใคร ถ้าไม่ใช่ อาคานิชิ จิน ที่จ้องจะเตือนคาเมะมาทุกขณะจิต!!
“ไอ้!! ไอ้!! มึงมันโรคจิต!! บ้าเปล่าวะ!! จะมาโกนน้องชายกูเนี่ยนะ!!” คาเมะหยุดดิ้นโดยปริยาย เมื่อเห็นมือข้างที่ถือที่โกนหนวดของจิน ลงมาจ่อที่เบื้องล่างของเขาแล้ว
“แล้วใครที่คิดจะโกนหัวก่อน” จินเงยหน้าถาม ให้คาเมะพูดไม่ออก ที่คิดจะโกนหัวก็เพราะมันร้อน ร้อนขนาดนี้ ถ้ายิ่งผมยาว ผื่นก็ขึ้นหลังคอ คันจะตาย แม่ง!! ไม่เห็นใจกันบ้างเลย!!!
สัมผัสบางเบาที่เกิดขึ้น ทำเอาคาเมะขนลุกวาบ มองลงมายัง ‘น้องชาย’ ที่ส่วนหนึ่งเหนือขึ้นมานั้น ถูกพอกด้วยครีมขาว สำหรับโกนหนวด …เตรียมมาพร้อมเลยนะมึง ทั้งที่โกน ทั้งครีม!!!...
“อื้อ!!” อายก็อาย พูดก็ไม่ออก ถูกโกนหน้ากระจก ต่อหน้าไอ้จินเนี่ยนะ!! คาเมะหันหน้าไปซุกอยู่กับแขนของคนรัก ให้จินที่กำลังจะลงมือ ต้องหันมอง เขายิ้มบางกับท่าทางไม่สมเป็น ‘ห่าม’ แต่มันสมกับคำว่า ‘น่ารัก’
…แล้วมันมาทำท่าแบบนี้ ตอนเขากำลังจะลงโทษมันน่ะเหรอ อย่างนี้ก็ใจอ่อนกันหมด…
…เฮ้อ… ใครๆก็ตามใจมันกันทั้งนั้น คำนี้จินไม่เถียง เพราะเขาเองก็ด้วย…
“ไปล้างตัวไป” เขากระซิบเบาๆกับใบหูของคนที่ยังซุกหน้าอยู่กับแขนเขา คาเมะเงยหน้ามอง ก่อนจะก้มลงมอง ร่างกายตัวเอง แล้วจึงเงยหน้ามองจินอีกครั้งด้วยความไม่เข้าใจ
จินจูบเบาๆที่ข้างขมับ แล้วยิ้มบาง
“ไม่ใช่โรคจิตเหมือนกัน ถึงได้ชอบเกลี้ยงๆน่ะ ไปล้างตัวไป ก่อนจะเปลี่ยนใจ” คาเมะรีบวิ่งไปหยิบฝักบัวเพื่อล้างตัวทันที พอครีมขาวไหลไปตามน้ำหมดแล้ว จึงได้เห็นว่า ‘อยู่ครบทุกเส้น’
“ถ้าร้อนก็ไปตัดผม เอาข้างหลังออก จะได้ไม่เป็นผื่น” จินบอกแล้วเดินเข้ามาคว้าฝักบัวในคาเมะมาถือเอาไว้ เขายิ้มบาง ก่อนจะยกฝักบัวสูงขึ้น ให้น้ำพุ่งเข้าหน้าไอ้คนห่ามที่ทำเขายุ่งเหยิงทุกวัน
“เฮ้ย! ทำไรวะ น้ำเข้าตา!!” คาเมะพยายามปัด พร้อมกับเอาหน้าหลบสายน้ำที่พุ่งกระจายเข้าตา เข้าจมูก เข้าปากเต็มไปหมด ได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มๆของคนแกล้ง แล้วนึกอยากเอาคืนบ้าง เลยพยายามจะแย่งฝักบัวคืน สายน้ำสาดกระจายไปทั้งห้อง ในขณะที่คนสองคนตัวเปียกมะลอกมะแลก เสียงหัวเราะดังคลอเบาๆ ไปกับเสียงโวยวายของคาเมะที่ดังไม่หยุด ก่อนจะเงียบหายไป เมื่อจินคว้าร่างโปร่งแทนที่จะคว้าฝักบัวคืนมา
ดวงตาที่ทอดมองสบกัน ชวนให้วาบหวามอย่างน่าประหลาด อ้อมกอดอบอุ่นกับเนื้อตัวชื้นๆ หยดน้ำที่ร่วงพราวจากผม และความเงียบที่เข้าครอบคลุม ดึงดูดให้ใบหน้าเคลื่อนเข้าหากัน ก่อนจะแนบทาบริมฝีปากร้อนอย่างโหยหา
เขาว่ากันว่า ยิ่งโกรธกันเท่าไร ก็ยิ่งเผยความรู้สึกต่อกันมากเท่านั้น ดูท่าจะจริง… เพราะรอยจูบที่บดซับกันและกันถ่ายทอดความรู้สึกที่ขาดหายไปเมื่อครู่ เติมเต็มมันให้กันและกัน เพื่อย้ำชัดถึงตัวตน ถึงสิ่งที่ยังมีให้แก่กัน
ฝ่ามือลูบไล้แผ่นหลังของกันและกันไปมา ก่อนที่ซอกคอของคาเมะจะถูกรุกรานด้วยริมฝีปากที่ละจากใบหน้า ลงไปดูดดึงสัมผัสรสผิวเนื้อ ร่างโปร่งครางเครือ ยามถูกขบเม้มยอดอกผ่านทางเนื้อผ้าที่แนบสนิท ก่อนที่อีกฝ่ายจะไล้ลงต่ำไปกว่านั้น ร่างทั้งร่างก็ถูกดันชิดเข้าไปพิงอยู่กับอ่างล้างหน้าแล้ว
“จิน…อื้อ” เสียงครางแผ่วเบานั้น ยิ่งทำให้ลิ้นสากขยับไหวรุนแรงมากขึ้นจนคาเมะสั่นไปทั้งร่าง ต้นขาถูกตวัดขึ้นกับไหล่หนา เปิดทางให้จินได้รุกรานมากขึ้นด้วยริมฝีปาก ปลายลิ้น และนิ้วมือ
“อ๊ะ!...จ…จิน” ร้องเรียกอย่างสุดจะทน ในขณะที่มือหนึ่งค้ำอ่างล้างหน้าที่พิงอยู่ ส่วนอีกมือซอกซอนเข้าไปในเรือนผมของคนที่กำลังปรนเปรออยู่เบื้องล่าง เมื่อสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนในพื้นที่ที่แม้แต่เจ้าของอย่างคาเมะเอง ยังไม่เคยสัมผัสถึงขนาดนั้น
จินตวัดปลายลิ้นไปมา ในขณะที่นิ้วยาวทำความคุ้นเคยให้กับร่างกายนี้ เขาไม่อยากให้คาเมะเจ็บ หรือรู้สึกแย่กับมัน ดังนั้น ทุกครั้งสำหรับการกอดก่าย การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งจำเป็น แม้จะอยากกอดรัดให้แรงเท่าที่อยากทำ อยากโหมกระหน่ำ อยากชำแรกลึกมากเพียงใด แต่คาเมะเป็นคนที่เขารัก ไม่ใช่หุ่นยนต์ตั้งเวลา ที่มีอะไหล่เปลี่ยนทุกเมื่อ
ที่สำคัญ จินอยากให้คาเมะรับรู้ในสิ่งที่เขารู้สึก เขาอยากอ่อนโยนกับมัน มากเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่ง จะทำกับคนอันเป็นที่รัก ถึงมันจะห่าม ถึงมันจะห้าว แต่เขาก็รักมัน
“พร้อมมั้ย” จินยืดตัวขึ้นกระซิบเบาๆกับกลีบปากบาง ขาสองข้างของคาเมะ ถูกเขาเกี่ยวลงจากบ่ามาแนบอยู่ข้างเอว เปิดทางให้แนบชิดมากยิ่งขึ้น
คาเมะหอบหายใจกระชั้น สองมือลูบใบหน้าหล่อเหลา ก่อนจะยืดหน้าขึ้นจูบเบาๆที่ริมฝีปากหนา อารมณ์กำลังพัดพาไปไกล จนแทบไม่มีสติจะเหลือ แต่ทั้งอย่างนั้น สิ่งที่รับรู้คือความอ่อนโยนของผู้ชายคนนี้ ยามถูกกอด ยามถูกรัก คาเมะรับรู้อยู่เสมอ ว่าอีกฝ่าย ‘ให้’ มากแค่ไหน
“อืม” คำตอบสั้นๆ ก่อนที่ช่องทางจะถูกรุกราน ให้คาเมะต้องจิกเล็บลงกับต้นแขน ใบหน้าสะบัดหงายด้วยความอึดอัดที่แผ่ซ่าน จินจูบเบาๆที่ปลายคางแหลม ก่อนจะไล่ไปยังติ่งหูเป็นการปลอบประโลม
“เจ็บมั้ย คนดี” ยากที่จะควบคุมอารมณ์ จินรู้ดีว่าเขาเผลอรุนกายได้ทุกเมื่อ แต่ทั้งอย่างนั้น ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะค่อยๆแทรกลึกเข้าไปในกายเล็ก ตาสบตาถ่ายทอดความรู้สึกมากมายที่มี ก่อนที่คำตอบของคาเมะจะทำให้เขาต้องยิ้ม
“ไม่ใช่คนดี แล้วก็…ไม่เจ็บด้วย เข้ามาอีกนะ” นั่นคือคำเรียกร้อง ที่ทำให้ร่างกายคนทั้งคู่แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันในวินาทีนั้นเอง เสียงคาเมะกรีดร้องดังขึ้นในห้องน้ำ ก่อนจะกลายเป็นเสียงครางเครือสุขสมยามอีกฝ่ายเคลื่อนกายโจนทะยาน จนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
คาเมะอึดอัดกับความคับแน่น แต่ความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายมอบให้ผ่านทางจูบ และฝ่ามือที่โลมไล้ ก็ช่วยผ่อนความเจ็บปวด ก่อนจะกลายเป็นความสุขที่โหยหา ช่องทางที่บีบรัด แรงอารมณ์ที่โหมกระหน่ำ บอกคนที่ฝั่งกายอยู่กับร่างโปร่งได้อย่างดี ว่าเขาทำให้คาเมะมีความสุขมากแค่ไหน ชายหนุ่มยิ้มให้กับคนที่กำลังครางเสียงสั่น ใบหน้าแดงซ่าน และเหงื่อชื้นตามไรผม แก้มขาวซับเลือด จนอดใจไม่ไหว ต้องฝังจมูกและปากลงกับผิวแดงๆนั่น ในขณะที่เร่งการเคลื่อนไหว จนคาเมะต้องซุกหน้าลงกับบ่ากว้าง
“ม…ไม่ไหว…อื้อ จิน อ๊ะ…”จุดหมายปลายทางสว่างรำไร ให้จินเร่งรัด อัดกระแทกอย่างรุนแรงในครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวข้ามอารมณ์จนทะลักทะลายออกมาในที่สุด
“เตือนเอาไว้แล้วนะ คาเมะ ทีหลังอย่าคิดพิเรนทร์ ไม่งั้นจะโดนลงโทษแบบนี้” เสียงกระซิบปนเสียงหอบ ยังดังอยู่ข้างหู แต่คาเมะยังเหนื่อยกับที่สิ่งที่ผ่านพ้น จนไม่สามารถตั้งคำถามกับคนพูดได้
ว่าทำไม… ลงโทษประเภทไหน ถึงได้อ่อนโยนมากขนาดนี้…
……………………..
เสร็จจากห้องน้ำ ก็มาที่พื้นห้องข้างเตียง ถ้าเตียงใหญ่กว่านี่ คงได้ใช้เตียงหรอก แต่นี่มันแคบไปหน่อย ไอ้จะเอาตัวขึ้นไปอะไรกันตรงนั้น จินก็กลัวเตียงบนจะถล่มลงมาใส่เตียงล่าง ดับอนาถสภาพไม่จืดแบบนั้น มีหวังได้ขึ้นหน้าหนึ่งพรุ่งนี้เช้าแน่
“พอแล้ว กูเหนื่อย” เสียงไอ้คาเมะบอกเบาๆ ตอนที่จินกำลังพลิกร่างมาทาบมันอีกครั้ง
“ทีอย่างนี้ล่ะเหนื่อย ทีป่วนคนอื่นไม่เห็นเหนื่อย” จินพูดยิ้มๆ แต่ทั้งอย่างนั้น ก็ยังไม่ลงจากตัวมันสักที นี่ถ้ามันตัวเล็กกว่านี่ เขาคงไม่กล้าหรอก แต่เพราะรู้ว่าไอ้คาเมะน่ะ แทบจะเรียกได้ว่าทั้งอึด ทั้งถึก เลยไม่ค่อยห่วงอะไรมันเท่าไร
“กูป่วนอะไรใครที่ไหน มั่วแล้ว ลงไปเลย กูเจ็บหลัง คราวหลังห้ามทำบนพื้นแล้ว เมื่อย” ร่างสูงพลิกตัวลงมานอนข้างๆ แล้วตวัดอีกคนให้ขึ้นมานอนบนตัวเขาแทน คาเมะถอนหายใจเฮือก
“ไม่ได้อย่าง ก็จะเอาอีกอย่างนะมึงเนี่ย แล้วมึงจะรู้ ว่าถูกทับแล้วเจ็บหลัง” จินชอบเวลาแบบนี้ ชอบตอนที่คาเมะมันโวยวายเล็กๆเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง ชอบเวลามันเอาร่างกายเปล่าๆกอดเกยเขาใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน คุยกันเรื่องบ้าๆบ้าง ทะเลาะกันเล็กๆน้อยบ้าง
“ไม่ให้ทำบนพื้น งั้นเวลามาห้องนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรกันน่ะสิ” จินถามพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ที่เห็นอีกฝ่ายผงกหัวขึ้นมามองเขาตาวาววับ ก่อนจะถูกไอ้มือหนัก ตีเข้าที่หน้าผากไปที
“ใจคอจะไม่ให้กูพักเลยรึไงวะ! มึงทำตอนนี้มากๆ เดี๋ยวตอนแก่จะหมดน้ำยา ถ้าตอนนั้นไม่มีแรงจะทำกูล่ะก็ กูจะชิ่งไปหาหนุ่มๆ เอ๊าะๆแน่” มันน่ามันเขี้ยว มาทำเป็นเชิด คิดเหรอว่าเขาจะปล่อยมันไปน่ะ
“ตอนนั้นก็แก่พอกันไม่ใช่รึไง แล้วคิดว่าหนุ่มที่ไหนจะเอา?”
“โฮ ดูถูก มันต้องมีอยู่แล้ว กูแก่กูก็หล่อละกัน แต่อย่างมึงเนี่ย ดูท่าแล้ว…แก่ไปก็คงงั้นๆ ขนาดตอนนี้ยังหล่อไม่สู้กูเลยนี่หว่า” แล้วมันก็หัวเราะอย่างมีชัย ให้จินยิ่งหมั่นไส้มันมากกว่าเดิม ฟาดมือไปบีบก้นมันแรงๆทีนึง ชวนเอาคนกำลังหัวเราะถึงกับหยุดกึก
“ลามกแหละ ไอ้หัวงู เอามือออกไปเลย แล้วพาไปล้างตัวด้วย แม่งปล่อยมาได้ เยอะแยะอะไรขนาดนี้วะ มึงกินน้ำวันละกี่แกลลอนเนี่ย อะไรๆของมึงมันถึงได้เยอะอย่างกะเขื่อนแตกอย่างงี้”
“เขื่อนแตกอีกสักทีดีมั้ย พูดมาก” จินบอก แล้วผงกหัวขึ้นมาจูบปากแดงๆของไอ้คนช่างพูด ไอ้คาเมะยังมองเขาเอาเรื่อง จนเขาต้องลุกขึ้นอุ้มมันเข้าห้องน้ำพาไปล้างตัว แต่อย่าคิดว่าเขาจะอุ้มมันแบบเจ้าหญิงเด็ดขาด จับพาดบ่าห้อยหัวให้มันโวยวายเล่น สนุกกว่าเยอะ
“มึงนะ เลือดลงหัวหมด! ช่วยกูล้างตัวเลย!!” พอวางมันลงกับพื้นได้แล้ว มันก็โวยซะลั่นสมความตั้งใจของเขาจริงๆ แต่… ระดับพี่โหด เปลี่ยนเสียงโวย เป็นเสียงคราง ง่ายนิดเดียว
“เอ๊ะ! ไอ้จิน! มึงล้างดีๆดิ!!... อ๊ะ! อื้อ!!”
“ม…ไม่…อื้อ… อย่าล้วงแบบนั้น…อื้ม”
“จ…จิน…อ๊ะ ไม่ได้ อื้ม…อื้อ”
“จิน…อ๊ะ อีก…อื้อ จิน…อ๊า”
………………………….
อย่างนี้เรียก ‘เรียบร้อยโรงเรียนอาคานิชิ’
ผองเพื่อนได้แต่นึกสรรเสริญจินในใจลึกๆ ว่ามันมีวิธีการสารพัดในการจัดการไอ้เด็กห่ามหนึ่งคนให้เข้ารูปเข้ารอยได้ เพราะ คาเมนาชิ คาซึยะไม่มีปัญหา ไม่เรียกร้องจะโกนหัวใดๆอีก แถมมันยังไปตัดผมทรงใหม่มา อย่างที่เรียกว่า ‘ดูดี’ และ ‘ดูได้’ นั่นแหละ
“เห็นมั้ย มึงตัดผมสั้นแล้วหล่อออก” จุนโนะรีบชมทันทีที่เห็นคาเมะมาพร้อมผมทรงใหม่ ที่ไปเอาผมด้านหลังออกเล็กน้อย เห็นต้นคอขาวๆรำไร เขาได้ยินไอ้พวกชมรมคนรักคาเมะมันเพ้อกันใหญ่ว่า ‘คาเมะจังตัดผมสั้นแล้วหน้าเด๊ก เด็ก!!’ กลายเป็นว่างานนี้ก็ชมกันไป แต่หารู้ไม่ ว่าก่อนหน้าจะได้ ‘ผมสั้นหน้าเด๊ก เด็ก’ เนี่ย ก๊วนแทบแตกกันมากแล้ว
“แน่อยู่แล้วว่ะ กูหล่อทุกทรงอ่ะแหละ” ไอ้ห่ามที่นั่งข้างแฟนมันเคี้ยวขนมไปด้วย อ่านนิตยสารที่หยิบมาจากแถวนั้นด้วย มีจินดีดกีต้าร์ไปตามหนังสือเพลงตรงหน้า แหม…สุขสมอารมณ์หมายกันจริงๆ กินขนม อ่านแมคกาซีน ฟังเพลง แลดูเป็นคู่รักเหมือนปุถุชนทั้งโลก
“แต่ตอนนี้กูกำลังคิดนะ…” มันหยิบขนมเข้าปาก แล้วเคี้ยวอีกหนึ่งคำ ก่อนจะเอ่ยปากบอก แบบที่ทำเอาเพื่อนทั้งกลุ่มเหมือนจะหยุดหายใจลงตรงนั้น ในขณะที่เสียงกีต้าร์เองก็หยุดในทันทีเช่นกัน ทุกคนพุ่งความสนใจมาที่ไอ้น้องห่ามตัวดีที่มันคิดอะไรไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านชาวเมืองด้วยความลุ้นสุดใจ
…มึงอย่าเล่นอะไรพิเรนทร์อีกเลย แค่คราวจะโกนหัว พวกกูก็เหนื่อยกันเป็นแถบๆแล้ว…
“มึง…มึงคิดอะไรคาเมะ” โคยามะถาม หลังจากกลืนน้ำลายไปอึกหนึ่ง ไอ้น้องห่ามมันเงยหน้ามอง แล้วยิ้มกว้าง ก่อนจะพลิกนิตยสารในมือให้ดูกันเต็มๆตา
“กูว่าจะไปปลูกขนตรงหน้าอกว่ะ อยากเซ็กซี่แบบนี้มั่ง” …แบบนี้… ที่มันว่า คือผู้ชายตัวล่ำที่มีขนหน้าอกพรึ่บพรั่บอย่างที่สาวหลายคนเห็นแล้วยี้ แต่คาเมะมองว่ามันเซ็กซี่โคตร
…อย่างนี้แหละที่คาเมะอยากได้!!!...
เพื่อนเจ็ดคน และแฟนอีกหนึ่งนั่งอึ้งกันไปหมดแล้ว กีต้าร์แทบจะหลุดจากมือจินด้วยซ้ำ กับนิสัยของไอ้คนตรงหน้าที่มันยังยิ้มกว้าง และเอาหนังสือกลับไปดูต่อ แต่คนอื่นๆยังไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากร้องในใจว่า
….มึงเลิกห่ามสักทีได้ม๊ายยยยยยยยยยยย!!! พวกกูปวดหัว!!!!....
“ถ้าไปปลูกขน กูจะไม่ให้มึงออกจากห้องอีกเลย!!!! กูจะเตือนเอาไว้ คาเมะ!!!!” นั่นคือประโยคสุดท้ายของ อาคานิชิ จิน ที่สบายใจเรื่องโกนไม่ทันไร ก็ต้องมาปวดตับ ปวดไต ปวดไส้ ปวดพุงกับเรื่องมันจะ ‘ปลูกเพิ่ม’ อีก
ไอ้ที่มีเต็มแขนเต็มขานี่มันไม่พอใจ จะเอาตรงหน้าอกด้วย แล้วจะได้เห็นดีกัน!!!!
FIN
………………………
อ้ากกกก ปั่นรายงานเพลิน (จะเรียกว่า เพลินดีมั้ยอ่ะ
) เอาเป็นว่า ปั่นจนลืมเวลาเลย แหะแหะ
กว่าจะมานึกออกก็ห้าทุ่มแล้ว เลยรีบเช็ค รีบเอามาลงให้ 
ถือเป็นของขวัญวันเกิดจากเรา
ให้คนอ่านทุกคนละกันนะคะ ขอบคุณมาก สำหรับคำอวยพร (ขอยกให้พ่อแม่ทุกอย่าง ยกเว้น โตไวๆ
กะเรียนเก่งๆ
อันนี้ยกให้ไป ก็คิดว่าพ่อแม่คงไม่ได้ใช้ ฮาฮา
)
ขอบคุณอีกครั้ง สำหรับการอ่านและคอมเม้นท์ค่ะ เจอกันอีกที กับ สัตยาเลยน้า
ไปปั่นรายงานต่อแล้ว
JIN X KAME
By : Dezair
………………
...เคยบอกแล้ว... เคยเตือนแล้ว...บอกจนปากจะฉีก เตือนจนปากเปียกปากแฉะ...
แล้วมันเคยฟังมั้ย เคยทำตามที่บอกมั้ย นอกจากจะไม่เคยแล้ว แม่งยังเป็นประเภทยิ่งดุยิ่งทำ ยิ่งยุยิ่งกวน
ดื้ออะไรอย่างงี้วะ เตือนก็ไม่ฟัง บอกก็ไม่ฟัง เดี๋ยวกูจูบสักทีให้สำนึกดีมั้ยห๊ะ!!!!
………………….
เขาว่ากันว่า หน้าร้อนต้อง คู่กับทะเล
แน่ล่ะ เราคงจะไม่บรรยายว่า ในเมื่อหน้าร้อนคู่ทะเล ดังนั้นคาเมะต้องคู่กับจิน
มันไม่ใช่ มันไม่ใช่ ที่เกริ่นเรื่องหน้าร้อน ก็เพราะว่าอากาศอบอ้าวมันทำให้ใครบางคนกำลังกลายร่างเป็นหมาบ้าในไม่ช้าต่างหาก
“ร้อนแม่ง!! ไปซื้อน้ำแข็งมาดิ๊!!! จิมมี่” หากไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของคำพูดทำนอง ‘ใช้เพื่อน’ แล้วล่ะก็ จะขอเฉลยให้สั้นๆว่ามันมีฉายาว่า น้องห่าม นั่นแหละ
“กูก็ร้อนนะเว้ย!! มึงนั่นแหละ ออกไปซื้อมาเลย!!” ไอ้จิมมี่ไม่ใช่ลูกหมาลูกแมวที่จะยอมกันได้ง่ายๆ มันคิดเสมอว่ามันตัวใหญ่กว่า สูงกว่า และเผลอๆหล่อกว่าไอ้น้องห่ามนี่เสียอีก แล้วทำไมต้องยอมไอ้เตี้ยม่อต้อแต่ปากดีวะ!!
“อ้อ! ให้กูไปซื้อ แสดงว่ามึงไม่อยากเดินผ่านบ้านนานะจังใช่มั้ย มึงรู้รึเปล่า ว่ากลางวันร้อนๆแบบนี้ นานะจังเขาทำอะไร นี่! เสื้อกล้ามสีขาว กางเกงเสมอเป้า แล้วก็รดน้ำต้นไม้โว๊ย!!” แต่จิมมี่คงลืมไป ว่าถึงน้องห่าม หรือคาเมนาชิ คาซึยะแห่งคณะเศรษฐศาสตร์จะตัวไม่ใหญ่สู้ สูงไม่สู้ หรือหล่อไม่สู้ แต่มันนี่แหละ มือกำความลับอันดับหนึ่งของกลุ่ม ไม่รู้ไปพลาดพลั้งอีท่าไหน ทุกคนในแก๊งค์ถึงถูกมันสูบความลับไปจนหมด ไม่เว้นแม้แต่เขาเอง ที่เรื่องปิ๊ง สาวสวยบ้านติดกับตึกคอนโดของไอ้จิน ก็ดันไปเข้าหูมันจนได้
“เออๆ กูไปก็ได้ ชิโรตะ มึงเอารถมึงไปส่งกูที่เซเว่นเลย! กูร้อน ไม่อยากเดิน!!” ว่าแล้วไอ้จิมมี่ก็ใช้เท้าเขี่ยศพขึ้นอืดของชิโรตะ ที่นอนหมดเรี่ยวหมดแรงเพราะอากาศร้อนเป็นเหตุ เกิดการใช้กำลังกันเล็กน้อย เพราะไอ้ชิโรตะนั้น ตอนแรกไม่ยอมไป แต่เมื่อถูกจิมมี่ยันโครมเข้าให้ มันก็ลุกตามก้นกันออกจากห้องไปแต่โดยดี
“มึงรู้ได้ไงวะคาเมะ ว่านานะจังของไอ้จิมมี่เป็นยังไง” โคคิหันมาถาม ด้วยความสงสัย
“อ้าว ก็กูนั่งรถผ่านทุกวัน”
“ได้ข่าวว่าที่นี่น่ะ คอนโดไอ้จิน แล้วทำไมมึงถึงนั่งรถผ่านทุกวันได้วะ หรือว่าย้ายสำมะโนครัวแล้ว??” โคคิถามอีก คาดหวังเอาไว้ว่าจะได้เห็นอาการเขินอายเล็กน้อยจากคำพูดชวนแอบแฝงความนัยของเขาว่าไอ้คาเมะมันย้ายที่อยู่เป็นการถาวร ซึ่งนั่นหมายความว่ามันยอมรับเต็มตัวถึงเรื่องคบหากับจิน
…แต่…หอ สระอา มอ ไม้เอก…เท่ากับ ห่าม ไม่มีทางเปลี่ยนเป็น หวาน เด็ดขาด
“กูย้ายชั่วคราว หน้าร้อนกับหน้าหนาว หน้าร้อนมากินแอร์ห้องนี้ ส่วนหน้าหนาวมาเอาฮีทเตอร์ กูไม่อยู่ห้องกูให้เปลืองค่าไฟหรอก” ช่างเป็นคนรักที่น่ารักเหลือเกิน โคคิแยกเขี้ยวใส่ไอ้คนพูดที่มันนั่งจ่อพัดลม ในขณะที่เสียงแอร์ของห้องยังครางหึ่งๆ เพราะทำงานไม่ทัน เนื่องจากมนุษย์เกือบสิบชีวิตนอนแผ่ อ้าปากขอรับส่วนบุญส่วนกุศลอันได้แก่ไอเย็นกันถ้วนหน้า
หน้าร้อนของญี่ปุ่นเขาว่าอาถรรพ์แรง ร้อนตับแลบ ไตแลบไปหมด ร้อนจนแม้แต่เหล้าเบียร์ยังไม่อยากกินเลยเหอะ
“ถึงมึงไม่อยู่ น้องมึงก็อยู่นี่หว่า” โคยามะถาม ทำเอาคาเมะหันมายิ้มกริ่มแล้วยักคิ้ว
“กูเตะโด่งน้องกูไปนอนห้องแฟนมันเรียบร้อย เดือนนี้คอยดู ค่าน้ำค่าไฟห้องกูลดฮวบ!!” ก็เพราะมันไปเพิ่มที่ห้องคนอื่นน่ะเซ่!! เพื่อนพ้องส่ายหน้าระอา ตอนที่เห็นไอ้บ้าคาเมะมันหันกลับไปนั่งจ่อพัดลมสบายใจเฉิบเช่นเดิม
“ฮ้า!! สบาย!! แต่แม่งผมแยงตาว่ะ จิน จิน ห้องมึงมียางมัดผมมั้ย” ไอ้คนนั่งจ่อหน้าพัดลมหันมาถามหาสิ่งที่ต้องการจากไอ้จินที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟา นี่คงเป็นสิ่งเดียวที่บ่งบอกสถานะเจ้าของห้อง เพราะมันนั่งสูงกว่าใครเพื่อน เนื่องจากเพื่อนรายอื่นๆสมัครใจขอนอนแผ่กันบนพื้นเพราะความสบายเป็นหลัก
“อันที่มึงมาทิ้งไว้คราวก่อนไง อยู่ในห้องน้ำมั้ง”
“ไปเอาให้กูหน่อยดิ” ไอ้คาเมะว่าแค่นั้น เพื่อนทั้งหลายก็ได้เห็นสุภาพบุรุษผู้ไม่เคยขัดใจเมีย ยอมลุกขึ้นหายเข้าห้องน้ำไปแต่โดยดี จนยูอิจิเองยังอดไม่ได้ ต้องหันมากระซิบกระซาบพรรณนาความดีงามให้คาเมะฟัง
“ท่าทางมันจะรักมึงมากเลยนะเนี่ย คาเมะ สั่งเป็นสั่งเลยนะมึง” ไอ้น้องห่ามยิ้ม แล้วยักคิ้วหลิ่วตา
“แน่อยู่แล้ว ไม่รักกูแล้วมันจะรักใคร คนดีๆอย่างกูน่ะ หาไม่ได้ง่ายๆนะโว๊ย” มันเล่นยกยอตัวเองแบบนี้ ยูอิจิเลยเจื่อนสนิท
“กูว่ามันตาบอดมากกว่า” มาว่า ‘ผัวรัก’ กันต่อหน้าต่อตา ไอ้น้องห่ามคนดีมันเลยกระโดดเข้ายีหัวยูอิจิเสียเลย โทษฐานพูดจาไม่เข้าหูที่สุด!!
“ไม่ใช่มันตาบอด แต่กูต่างหากที่ลดสายตาลงมามองมันโว๊ย!!!”
เอ๊ะ! ดูเหมือนจะไม่ได้ปกป้อง ‘ผัวรัก’ แหะ
…………………
จุกน้ำพุปลิวตามแรงพัดลม ในขณะที่เจ้าของจุกนั่งหลับตาพริ้มสบาย เอาคางเกยหมอนใบโตที่เอามากอดแนบอก สุขสบายเกินใครเพื่อนนั่นแหละ
แล้วอย่าถามว่าจุกนี้ ท่านได้แต่ใดมา… ไอ้คาเมะให้ผัวรักมัดให้มันด้วยนั่นแหละ แล้วพอเพื่อนที่เหลือโห่ร้องเกรียวกราวกับภาพหวานชื่น ไอ้คนที่นั่งนิ่งให้สามีมัดจุก มันก็ลุกขึ้นวิ่งไล่เพื่อนทุกคน ก่อนจะจับมัดจุกเรียงตัว กลายเป็น แก๊งค์หัวจุกกันไป แล้วพอไอ้โคยามะจะแกะจุกออก ไอ้ห่ามมันก็ชี้หน้า แถมขู่ลั่น
‘ถ้ามึงเอาจุกที่หัวออกนะ!! กูจะมัดจุกที่จักกะแร้มึงแทน!!!’ เท่านั้นล่ะ ไม่มีใครกล้าสะเออะชูแขนอีกเลย
ดังนั้น เพื่อนทั้งหมดที่ดวงซวยอยู่ที่ห้อง ก็เลยมีผมทรงน่ารักน่าชังเป็นจุกน้ำพุกันทุกคน อ้อ… ณ ที่นี้ ขอบอกเอาไว้ว่าไอ้คาเมะมันจงใจละเลย ไม่มัดจุกแฟนมัน ด้วยข้ออ้างที่ว่า ‘จินมันไม่ได้โห่กูนี่หว่า’ อย่างงี้เรียกแถเอาสีข้างเข้าถู เข้าข้างสามีกันหน้าตาเฉย
“คาเมะ ผมมึงก็ยาวเหมือนกันนะเนี่ย” ไอ้เรียวที่นอนอยู่ไม่ไกลเอ่ยปาก เมื่อเห็นจุกของเพื่อนปลิวตามลม จะว่าไปแล้ว มีไม่บ่อยนักหรอกที่พวกเขาจะมีเวลามาสนใจเรื่องแบบนี้ของกันและกัน นี่ถ้าไม่ว่างจริงๆล่ะก็ ต่อให้ไอ้คาเมะผมยาวถึงก้น เรียวก็คงไม่เห็นอยู่ดีนั่นแหละ
“อือ กูว่าจะโกนว่ะ” ไอ้คนหัวจุกหันมาบอก
“ห๊ะ!! มึงว่าไงนะ!!” เหมือนหูอื้อกันไปชั่วขณะ เพื่อนทุกคน (ย้ำว่าทุกคน) พร้อมใจกันร้องถามอีกครั้ง
“กูบอกว่าจะโกนหัว ผมจะได้ยาวช้าๆหน่อย” เกิดเป็นความเงียบเข้าปกคลุม เพราะรู้กันดีว่าการโกนหัวนั้น ถ้าไม่แน่ใจว่าหล่อจริง อย่าบังอาจ ไอ้โคคิเคยลองมาแล้ว และตั้งแต่นั้นมา มันไม่โกนหัวอีกเลยในชีวิต มันว่าพอหรอมแหร่มก็ดูดีแล้ว อย่าถึงขนาดหัวเหม่งกันเลย แล้วนี่ไอ้คาเมะมันเป็นใคร มันจะกล้าโกนหัวเนี่ยนะ!!!
ต่อมเหงื่อมึงผลิตฮอร์โมน ‘ยกยอปอปั้นตัวเอง’ รึไงวะเนี่ย!!! นิสัยมั่นใจมันถึงได้มีมากมายขนาดนี้
“ไม่ต้องโกน ร้อนก็ไปตัดออก” ดูเหมือนจะมีคนหนึ่งชอบทำลายความเงียบ ให้สมาชิกร่วมก๊วนทั้งหลายหันไปมองตามต้นเสียง เห็นไอ้จินยังเอาแต่กดรีโมท เหมือนไม่ได้ทำอะไร แต่เมื่อกี้นี้น่ะ เสียงมันชัดๆ!!
“เดี๋ยวก็ต้องตัดใหม่อ่ะดิ ผมกูยาวเร็วจะตาย ไม่เอาอ่ะ ไปโกนให้มันแล้วๆเรื่อง กะว่าจะขอตังส์แม่ไปซื้อแบตตาเลี่ยนมาไถเอง จะได้ไม่เปลือง เผื่อโกนหลายครั้ง”
นอกจากมันจะโกนหัวแล้ว มันยังจะไถหัวตัวเองอีกด้วย… จุนโนะนั่งอึ้งไปกับสิ่งมีชีวิตที่ยังนั่งจ่อพัดลม ไม่เข้าใจว่าทำไมไอ้คาเมะถึงไม่มีความคิดอย่างมนุษย์ปุถุชนบ้าง ตอนเด็กๆพ่อแม่เลี้ยงด้วยข้าวยี่ห้อไหนวะเนี่ย
“ไม่ให้โกน” เสียงยังดังมาจากไอ้คนที่กดรีโมทยิกๆ ดูจากการกดรีโมทของมันที่เปลี่ยนช่องชนิดโทรทัศน์ยังเกือบจะเออเรอร์ก็พอจะรู้ว่าไอ้จินชักจะโมโหเสียแล้ว เพียงแต่ยังไม่แสดงท่าทางกระโตกกระตากให้ห่ามตื่น
…แต่ดูเหมือนการให้ ‘ห่ามตื่น’ จะดีกว่าที่จะปล่อยให้ห่ามมึน
“คุณจินครับ ที่จะโกนเนี่ย หัวกู ไม่ใช่หัวมึงซะหน่อย แล้วก็กดให้มันเป็นช่องหน่อยโว๊ย! กูดูไม่รู้เรื่อง…เอามานี่ กูกดเอง” แล้วไอ้คนหัวจุกที่คิดจะโกนหัวก็ละจากหน้าพัดลมเย็นช่ำ ก้าวพรวดไปคว้ารีโมทจากมือไอ้คนที่ยังกดยิกๆ มากดผลัวะไปทีเดียว
“ดูช่องนี้แหละ กูชอบ!” เหตุผลเพราะ ‘กูชอบ’ ไม่ต้องสนว่าใครจะ ‘ชอบ’ เหมือนกูหรือไม่ เพราะไอ้คาเมะไม่เคยคิดอยากจะรู้เรื่องคนอื่น เรื่องเอาตัวเป็นใหญ่นั้น กลายเป็นนิสัยประจำจนไม่คิดจะแก้ไข
“คือ…คาเมะ…เอ่อ กูว่ามึงผมยาวแล้วหล่อออกนะคาเมะ” เพื่อนพ้องเริ่มช่วยเหลือกันและกัน ไม่อยากจะตายหมู่เพราะอาวุธชีวภาพนามว่าอาคานิชิ จินหรอกนะ ประเดิมคนแรกด้วยไอ้โคยามะที่พยายามรักษาชีวิต
“กูรู้แล้วว่ากูหล่อ แต่กูอยากรู้ว่าถ้าโกนหัวแล้วกูจะยังหล่ออยู่มั้ย” ไอ้จุกน้ำพุยังตอบแบบไม่สนใจ ตาจ้องโทรทัศน์ หน้าจ่อพัดลม สบายมันนั่นแหละ ไม่รู้ซะเลยว่าคนอื่นชักจะไม่สบายเหมือนมันซะแล้ว เพราะเหลือบมองหน้าไอ้คนที่นั่งบนโซฟาก็ชักจะเห็นออร่าความไม่พอใจที่แผ่กระจายกลายเป็นก๊าซพิษปะปนไปกับออกซิเจนที่สูดกันเข้าไปนั่นแหละ
“อ่า…แต่โกนหัวเชียวนะมึง ถ้าไม่หล่อขึ้นมาล่ะ มึงต้องรออีกนานเลยนะ กว่าผมจะงอก” ไอ้โคคิ ‘กูรู’ ด้านการโกนผม ช่วยอีกคน แต่ไอ้คาเมะยังสั่นหัวดิก
“แต่กูว่ากูหล่อชัวร์” อะไรมึงจะมั่นใจขนาดนั้นว้า!! ห้าเพื่อนสนิทอยากตายพร้อมกันให้สิ้นเรื่อง จะได้ไม่ต้องอยู่รับรู้ว่าอาการมั่นใจในตัวเองเป็นเลิศของไอ้คาเมะจะก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมอะไรบ้าง อย่างแรกคาดว่าจะเป็นเหตุฆาตกรรม ที่มีฆาตกรชื่ออาคานิชิ จิน เนี่ยแหละ เป็น ‘โศก’ แรกของเรื่องทีเดียว
“ถ้าโกนหัวก็ไม่ต้องพูดกัน!!” แล้วอยู่ดีๆ อนาคตฆาตกรก็ลุกขึ้นพูดเพียงแค่นั้น ก่อนจะเดินตึงตังเข้าไปในห้องครัว พาเอาเพื่อนคนอื่นถึงกับขนลุกวาบ ที่งานนี้พี่โหดแพ้น้องห่ามโดยสิ้นเชิง ถึงขนาดไม่ตักไม่เตือนกันแล้ว
…เอ หรือมันจะเบื่อแล้วหว่า…
…อ๊ะ! ไม่แน่ มันอาจจะเข้าไปลับมีดไว้เผื่อชำแหละศพแรกอย่างไอ้คาเมะก็ได้…
“มันพูดอย่างกับว่ากูอยากพูดกับมันมากนักแหละ โคตรหลงตัวเองเลยว่ะ เพื่อนพวกมึงอ่ะ” ไอ้คาเมะยังไม่สำนึก หันมาพูดกับเพื่อนฝูงแบบไม่เกรงอาญาจากสามีเลยสักนิด
…เพื่อนพวกกู แต่ก็ผัวมึงไม่ใช่รึไง… ฮ่วย!!
…………………..
แล้วโศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้นจริงๆ ตอนที่ไอ้จิมมี่และชิโรตะลากสังขารกันกลับเข้ามา เพราะไอ้จินมันหันไปมองหน้าเพื่อนสองคนที่หิ้วกระติกน้ำแข็งกันมาคนละใบ ก่อนจะพูดเรียบๆว่า
“ชิโรตะ พาคาเมะไปส่งที่หอที” อย่างนี้เรียกไล่กันตรงๆ ทำเอาคาเมะหันควับ
“เฮ้ย!! ไรวะ แค่กูจะโกนหัวแค่นี้ ทำเป็นต้องไล่กันเลยรึไง” เพื่อนอีกห้า พยายามปลอบ แถมเอาน้ำเย็นเข้าลูบ แต่อย่างไอ้ห่ามนี่ น่าจะเอาน้ำแข็งก้อนโตๆทาบหน้า ยัดปาก มันไปเลยดีกว่า เผื่ออารมณ์จะเย็นลงบ้าง
“ก็จะโกนนี่ คงไม่ร้อนถึงขนาดต้องมานั่งตากแอร์แล้ว” จินหันมาบอกหน้าตาเฉย ในขณะที่จิมมี่และชิโรตะยังงงไปไก่ตาแตก ตอนก่อนจะออกไปยังรักกันอยู่ดีๆ ตอนนี้ทำไมมันทะเลาะกันแล้ววะเนี่ย!!
แล้วมันทะเลาะกันประเด็นอะไรวะ ‘โกน’ ‘ไม่โกน’ เนี่ยนะ!! นี่น่ะเหรอ หัวข้อทะเลาะของคนเป็นแฟนกัน!!
“มึงแม่งขี้ประชดว่ะ!! เออ กูไปก็ได้!! แล้วมึงคอยดูกูพรุ่งนี้!! คอยดูกูแล้วกัน!!! ไป ไอ้ชิโรตะ!! ไปส่งกูที่หอ อ้อ ระหว่างทางแวะร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กูด้วย กูจะซื้อแบตตาเลี่ยน!!! กูจะไถหัว!!!!”
คาเมะลุกพรวด เดินไปลากแขนเพื่อนตัวโตที่ยังยืนอึ้งกับคำว่า ‘กูจะไถหัว!!!’ ออกจากห้องไป อย่างที่เพื่อนที่เหลือนึกอยากขอมันอีกอย่าง
…ช่วยไถปากมึงเองด้วยได้มั้ย ก่อเรื่องทุกเวลาจริงๆ… T.T
……………………
แม้ปากจะบอกออกไปแบบนั้น แต่จินบอกตามตรงว่าตั้งแต่เห็นมันออกจากห้องไปพร้อมชิโรตะ เขาก็ไม่สบายใจเลยสักนิด รู้ดีว่ามันห่าม รู้ดีว่ามันห้าว รู้ดีว่ามันทำอะไรแบบไม่คิดหน้าคิดหลังอยู่บ่อยๆ ถึงจะไปกับไอ้ชิโรตะที่ชอบขัดมันเป็นนิจ แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ทั้งกลุ่มไม่มีใครขัดใจมันจริงจังหรอก ไม่รู้ว่าเพราะเห็นหน้ามันแล้วอยากตามใจ หรือเพราะว่ามันดื้อแบบมีคุณภาพกันแน่
“มึงคิดดูนะเว้ย จิน มึงปล่อยไอ้คาเมะไปแบบนั้น อะไรจะเกิดขึ้น” ตอนนี้จิมมี่ร่วมรับรู้สถานการณ์ไปด้วยแล้ว เลยมีโอกาสได้เปิดปากพูดเต็มที่
“นั่นดิ กูยังไม่อยากมีเพื่อนเป็นหลวงจีนว่ะ” ยูอิจิสนับสนุนให้จินลุกฮือ เขาคงนั่งเรียนไม่รู้เรื่องอีกเลย หากเหล่สายตามองกลุ่มเพื่อนที่นั่งเรียงกันเป็นตับ แล้วเห็นใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มหัวโป้งเหน่งสะท้อนแสงไฟจนแสบตา ซึ่งไอ้ใครคนนั้น ก็ดันเป็นไอ้ห่ามอย่าง คาเมนาชิ คาซึยะ ซะด้วยเนี่ยสิ
“มึงตามมันไปเหอะ จิน ปล่อยไว้แบบนี้ มึงเองล่ะ จะนอนไม่หลับ” เรียวอยากจะแงะมันออกจากโซฟาด้วยซ้ำ แต่รู้ดีว่าถ้ามันไม่ลุก มันก็ไม่ลุกนั่นแหละ
แต่ว่า… คราวนี้ไอ้จินลุก…
เพื่อนอีกห้าเหมือนจะเห็นพระมาโปรด อย่างนี้ก็มีทีท่าว่าพรุ่งนี้ เขาจะได้ไอ้คาเมะที่หัวเป็น ‘ปกติ’ สินะ แต่… ไอ้คนที่ลุก มันดันเดินกลับเข้าไปในห้องน้ำ
อ้าวเฮ้ย!!! ลุกแล้วก็ออกจากคอนโดดิวะ!! มึงจะกลับเข้าไปในห้องน้ำทำไม
แค่ครู่เดียว จินก็เดินออกมาพร้อมที่โกนหนวด ชวนให้สงสัย
“มึงเอาที่โกนหนวดออกมาทำไมวะ” โคคิถาม หวังว่ามันคงจะไม่ไปช่วยไอ้คาเมะโกนหัวหรอกนะ
“ก็มันอยากโกนนี่ กูก็จะช่วยมันโกน แต่ไม่ใช่ที่หัว… ถ้ามันอยากโกน กูจะโกนให้ แต่เป็น ‘ที่อื่น’!!!...” จินตอบพร้อมรอยยิ้มร้าย ก่อนจะเดินไปคว้ากุญแจรถ แล้วออกจากห้องไป ทิ้งเพื่อนทั้งหลายไว้กับความเย็นสุดขั้วในฤดูร้อนวิปริตของญี่ปุ่น
… ‘ที่อื่น’ คำนี้ของพี่โหด ช่างไม่น่าคิดเลย
………………
“มึงใจเย็นๆหน่า ไอ้คาเมะ จะโกนหัวไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยนะเว้ย”
ชิโรตะบอกหน้าเสีย ให้ตายสิหน่า ขนาดเวลาเกรดจะออก ยังไม่เครียดเท่ากับการได้รู้ว่า ไอ้คาเมะคิดจะโกนหัวเลย!!
ตอนนี้เขานั่งอยู่บนพื้นข้างเตียงในห้องพักของสองพี่น้องคาเมนาชิ ที่มีแค่คนพี่นั่งอยู่บนเตียงด้วยความหงุดหงิด เขาไม่คิดจะเข้าไปนั่งอยู่ข้างมัน แล้วลูบหลังลูบไหล่เพื่อลดดีกรีความใจร้อน เพราะเตียงสองชั้นแบบนี้ แค่ไสหัวเข้าไปก็เต็มแล้ว อย่าคิดจะเอาร่างอันอุดมไปด้วยกล้ามเนื้อของเขา เข้าไปเบียดมันอีกเด็ดขาด ถ้าไม่อยากถูกยันโครมออกมา
“ไม่!! กูจะโกน!!” นั่น เอากับมันสิ! ไอ้บ้าเอ้ย สมองมึงมีต่อมยับยั้งอะไรบ้างมั้ยเนี่ย!!
“มึงคิดดูนะคาเมะ ถ้ามึงโกนเนี่ย เมื่อไหร่ ผมจะออกวะ” แม้จะพยายามกระตุ้นให้คาเมะมองโลกแห่งความเป็นจริง ว่าถ้าโกนแล้วผิดพลาด ต้องทำใจยอมรับสภาพนั้นแบบแก้ไขไม่ได้ ไปอีกนานเท่าไร แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว แบตตาเลี่ยนที่มันบังคับให้แวะซื้อระหว่างทาง ก็ยังอยู่ในมือมันนั่นแหละ
ชิโรตะนึกขอให้เพื่อนๆทุกคนรีบมาที่ห้องมันแต่ไว ช่วยกันยับยั้งหัวจิตหัวใจอันไม่เหมือนมนุษย์มนาของไอ้ห่ามนี่ทีเถอะ!!
“กูไม่สน กูอยากโกน” มั้ยล่ะ!! ก็มันเป็นซะแบบนี้ เอาไงดีวะเนี่ย!!
“ม…แม่มึงล่ะคาเมะ!! แม่มึงจะยอมเหรอวะ” เอาบุพการีมาอ้างกันแบบนี้ ชิโรตะขออนุญาตในใจแล้ว และก็ได้แต่ภาวนาว่าขอให้ ‘แม่มึง’ ใช้อ้างได้ผลด้วยเถิด
“ไม่รู้ แต่กูคิดว่าเขายอม!!” มันยังแข็ง แต่สายตาสนใจอยู่แต่แบตตาเลี่ยนในมือ ชวนให้ชิโรตะอยากจะร้องไห้ยิ่งนัก
…ทำไมกูมีเพื่อนคิดดี(เกิน) ทำดี(เกิน)ขนาดนี้เนี่ย!!!
“ชิโรตะ” เสียงหนึ่งที่เจ้าของห้องไม่ได้รับเชิญดังขึ้น ทำเอาเจ้าของชื่อสะดุ้งเฮือกหันไปมอง และพอเห็นว่าใครยืนจังก้าอยู่ที่หน้าประตูห้อง เขาก็ถึงกับยิ้มออก
“ไอ้จิน!!!” แทบจะอยากกระโดดจูบ ถ้าไม่ติดว่ามันเป็นผู้ชาย และมีแฟนชื่อห่ามแล้วล่ะก็ ชิโรตะบอกได้คำเดียวว่า กูรักมึงจริงๆ!!
“ถ้ามึงเข้ามานะ กูไถหัวกูจริงๆด้วย!!!” ไม่ทันที่ไอ้คนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องที่เปิดอ้า จะได้ก้าวเข้ามาหา เจ้าของห้องอย่างคาเมะก็ชี้หน้าขู่ไปแล้ว
“กูจะมาช่วยมึงไถไง!!” ชิโรตะหลบฉากทันที ที่เห็นเพื่อนก้าวพรวดๆเข้ามา แบบไม่ทันที่น้องห่ามจะได้ยกแบตตาเลี่ยนขึ้นไถหัวตัวเอง ไอ้จินก็คว้ามือเล็กๆที่ยังถืออุปกรณ์โกนหัวเอาไว้แล้ว นี่เขาไม่ได้สนับสนุนให้เกิดความรุนแรงในสถาบันครอบครัว คาเมนาชิ อาคานิชิอะไรนี่หรอกนะ
แต่แค่… เข้าข้างไอ้จินเท่านั้นเอง!!
“เฮ้ย!!! ไอ้บ้าจิน!! มึงทำไรวะ!!! เฮ้ย!!! ปล่อยกู!! มึงดึงกางเกงกูทำไม!!!” เสียงคาเมะโวยวายดังลั่น ให้ชิโรตะต้องแอบมอง ถึงได้เห็นเต็มตาว่าจินมันกำลังถกกางเกงขาสั้นของคาเมะอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ก็กูจะช่วยโกน…กูเอาที่โกนหนวดมาด้วย คิดว่าน่าจะโกนเกลี้ยงกว่าแบตตาเลี่ยนของมึง” เห็นท่าทางเอาเรื่องของพี่โหด และคำพูดชวนให้คิดลึกแล้ว ชิโรตะก็รู้แก่ใจว่ามันต้องการจะ ‘โกน’ อะไร
รู้สึกคู่รักคู่นี้จะมีตำแหน่งที่อยากโกนแตกต่างกัน และโดยเฉพาะตำแหน่งของไอ้จินนั้น เขาควรจะถอยออกมาจากห้อง เอ… ล็อคประตูห้องให้ด้วยดีกว่า เผื่อกันอุจาดตา ถ้ามีใครเผลอมาเปิด
………………….
ในห้องที่ปิดประตูเรียบร้อย แถมล็อคเสร็จสรรพ ปิดม่านให้อีกต่างหากโดยฝีมือของเพื่อนรักนามว่าชิโรตะ
มีแค่จินกับคาเมะ และความวุ่นวาย พร้อมเสียงโหวกเหวก เมื่อหนึ่งคนอยู่ในสภาพที่ข้างล่างล่อนจ้อน ส่วนอีกหนึ่งกำลังฉุดกระชากลากถูให้เข้าไปในห้องน้ำ
“ปล่อยกู!!! กูจะโกนหัว ไม่ใช่โกนที่อื่น!!!!” คาเมะโวยวาย ยกขาข้างหนึ่งหมายจะถีบแรงๆไปที แต่ก็พลาดเป้า แถมยังทำให้ไอ้จินยิ่งขยับเข้ามาแนบชิด แล้วแทบจะอุ้มเข้าห้องน้ำด้วยซ้ำ
“แต่กูจะให้โกนที่เดียว!!! คือตรงนั้น ไม่ใช่ที่หัวมึง!!!” ไอ้จินเวอร์ชั่นโหดแบบนี้ คาเมะไม่คุ้นเคย เพราะปกติ ถึงมันจะช่างขู่ แต่มันก็ไม่เคยยัดเยียดทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาต้องยอมรับ ทว่า…ครั้งนี้ไม่ใช่…
ใช้เวลาอยู่พักหนึ่ง จินก็ลากคาเมะเข้าห้องน้ำได้สำเร็จ ใช้มือหนึ่งโอบเอวเล็กให้เข้ามาแนบชิด อีกมือหยิบที่โกนหนวดขึ้นมาเตรียมพร้อม ในขณะที่เสียงโวยวายของคาเมะยังไม่สิ้นสุด แถมอาการดิ้นพล่านเป็นเด็กสามขวบถูกคนขัดใจก็ยังมีต่อเนื่อง
“มึงดิ้นไป คาเมะ ดิ้นแล้ว ‘บาด’ กูจะเอามึงส่งโรง’บาล…กูจะเตือนเอาไว้” อย่างงี้เรียกเตือนขั้นเทพ เพราะน้องห่ามกลัวยาแค่ไหนก็เท่ากับว่ากลัวโรงพยาบาลเท่านั้น และคนที่เตือนได้แบบนี้ จะมีใคร ถ้าไม่ใช่ อาคานิชิ จิน ที่จ้องจะเตือนคาเมะมาทุกขณะจิต!!
“ไอ้!! ไอ้!! มึงมันโรคจิต!! บ้าเปล่าวะ!! จะมาโกนน้องชายกูเนี่ยนะ!!” คาเมะหยุดดิ้นโดยปริยาย เมื่อเห็นมือข้างที่ถือที่โกนหนวดของจิน ลงมาจ่อที่เบื้องล่างของเขาแล้ว
“แล้วใครที่คิดจะโกนหัวก่อน” จินเงยหน้าถาม ให้คาเมะพูดไม่ออก ที่คิดจะโกนหัวก็เพราะมันร้อน ร้อนขนาดนี้ ถ้ายิ่งผมยาว ผื่นก็ขึ้นหลังคอ คันจะตาย แม่ง!! ไม่เห็นใจกันบ้างเลย!!!
สัมผัสบางเบาที่เกิดขึ้น ทำเอาคาเมะขนลุกวาบ มองลงมายัง ‘น้องชาย’ ที่ส่วนหนึ่งเหนือขึ้นมานั้น ถูกพอกด้วยครีมขาว สำหรับโกนหนวด …เตรียมมาพร้อมเลยนะมึง ทั้งที่โกน ทั้งครีม!!!...
“อื้อ!!” อายก็อาย พูดก็ไม่ออก ถูกโกนหน้ากระจก ต่อหน้าไอ้จินเนี่ยนะ!! คาเมะหันหน้าไปซุกอยู่กับแขนของคนรัก ให้จินที่กำลังจะลงมือ ต้องหันมอง เขายิ้มบางกับท่าทางไม่สมเป็น ‘ห่าม’ แต่มันสมกับคำว่า ‘น่ารัก’
…แล้วมันมาทำท่าแบบนี้ ตอนเขากำลังจะลงโทษมันน่ะเหรอ อย่างนี้ก็ใจอ่อนกันหมด…
…เฮ้อ… ใครๆก็ตามใจมันกันทั้งนั้น คำนี้จินไม่เถียง เพราะเขาเองก็ด้วย…
“ไปล้างตัวไป” เขากระซิบเบาๆกับใบหูของคนที่ยังซุกหน้าอยู่กับแขนเขา คาเมะเงยหน้ามอง ก่อนจะก้มลงมอง ร่างกายตัวเอง แล้วจึงเงยหน้ามองจินอีกครั้งด้วยความไม่เข้าใจ
จินจูบเบาๆที่ข้างขมับ แล้วยิ้มบาง
“ไม่ใช่โรคจิตเหมือนกัน ถึงได้ชอบเกลี้ยงๆน่ะ ไปล้างตัวไป ก่อนจะเปลี่ยนใจ” คาเมะรีบวิ่งไปหยิบฝักบัวเพื่อล้างตัวทันที พอครีมขาวไหลไปตามน้ำหมดแล้ว จึงได้เห็นว่า ‘อยู่ครบทุกเส้น’
“ถ้าร้อนก็ไปตัดผม เอาข้างหลังออก จะได้ไม่เป็นผื่น” จินบอกแล้วเดินเข้ามาคว้าฝักบัวในคาเมะมาถือเอาไว้ เขายิ้มบาง ก่อนจะยกฝักบัวสูงขึ้น ให้น้ำพุ่งเข้าหน้าไอ้คนห่ามที่ทำเขายุ่งเหยิงทุกวัน
“เฮ้ย! ทำไรวะ น้ำเข้าตา!!” คาเมะพยายามปัด พร้อมกับเอาหน้าหลบสายน้ำที่พุ่งกระจายเข้าตา เข้าจมูก เข้าปากเต็มไปหมด ได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มๆของคนแกล้ง แล้วนึกอยากเอาคืนบ้าง เลยพยายามจะแย่งฝักบัวคืน สายน้ำสาดกระจายไปทั้งห้อง ในขณะที่คนสองคนตัวเปียกมะลอกมะแลก เสียงหัวเราะดังคลอเบาๆ ไปกับเสียงโวยวายของคาเมะที่ดังไม่หยุด ก่อนจะเงียบหายไป เมื่อจินคว้าร่างโปร่งแทนที่จะคว้าฝักบัวคืนมา
ดวงตาที่ทอดมองสบกัน ชวนให้วาบหวามอย่างน่าประหลาด อ้อมกอดอบอุ่นกับเนื้อตัวชื้นๆ หยดน้ำที่ร่วงพราวจากผม และความเงียบที่เข้าครอบคลุม ดึงดูดให้ใบหน้าเคลื่อนเข้าหากัน ก่อนจะแนบทาบริมฝีปากร้อนอย่างโหยหา
เขาว่ากันว่า ยิ่งโกรธกันเท่าไร ก็ยิ่งเผยความรู้สึกต่อกันมากเท่านั้น ดูท่าจะจริง… เพราะรอยจูบที่บดซับกันและกันถ่ายทอดความรู้สึกที่ขาดหายไปเมื่อครู่ เติมเต็มมันให้กันและกัน เพื่อย้ำชัดถึงตัวตน ถึงสิ่งที่ยังมีให้แก่กัน
ฝ่ามือลูบไล้แผ่นหลังของกันและกันไปมา ก่อนที่ซอกคอของคาเมะจะถูกรุกรานด้วยริมฝีปากที่ละจากใบหน้า ลงไปดูดดึงสัมผัสรสผิวเนื้อ ร่างโปร่งครางเครือ ยามถูกขบเม้มยอดอกผ่านทางเนื้อผ้าที่แนบสนิท ก่อนที่อีกฝ่ายจะไล้ลงต่ำไปกว่านั้น ร่างทั้งร่างก็ถูกดันชิดเข้าไปพิงอยู่กับอ่างล้างหน้าแล้ว
“จิน…อื้อ” เสียงครางแผ่วเบานั้น ยิ่งทำให้ลิ้นสากขยับไหวรุนแรงมากขึ้นจนคาเมะสั่นไปทั้งร่าง ต้นขาถูกตวัดขึ้นกับไหล่หนา เปิดทางให้จินได้รุกรานมากขึ้นด้วยริมฝีปาก ปลายลิ้น และนิ้วมือ
“อ๊ะ!...จ…จิน” ร้องเรียกอย่างสุดจะทน ในขณะที่มือหนึ่งค้ำอ่างล้างหน้าที่พิงอยู่ ส่วนอีกมือซอกซอนเข้าไปในเรือนผมของคนที่กำลังปรนเปรออยู่เบื้องล่าง เมื่อสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนในพื้นที่ที่แม้แต่เจ้าของอย่างคาเมะเอง ยังไม่เคยสัมผัสถึงขนาดนั้น
จินตวัดปลายลิ้นไปมา ในขณะที่นิ้วยาวทำความคุ้นเคยให้กับร่างกายนี้ เขาไม่อยากให้คาเมะเจ็บ หรือรู้สึกแย่กับมัน ดังนั้น ทุกครั้งสำหรับการกอดก่าย การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งจำเป็น แม้จะอยากกอดรัดให้แรงเท่าที่อยากทำ อยากโหมกระหน่ำ อยากชำแรกลึกมากเพียงใด แต่คาเมะเป็นคนที่เขารัก ไม่ใช่หุ่นยนต์ตั้งเวลา ที่มีอะไหล่เปลี่ยนทุกเมื่อ
ที่สำคัญ จินอยากให้คาเมะรับรู้ในสิ่งที่เขารู้สึก เขาอยากอ่อนโยนกับมัน มากเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่ง จะทำกับคนอันเป็นที่รัก ถึงมันจะห่าม ถึงมันจะห้าว แต่เขาก็รักมัน
“พร้อมมั้ย” จินยืดตัวขึ้นกระซิบเบาๆกับกลีบปากบาง ขาสองข้างของคาเมะ ถูกเขาเกี่ยวลงจากบ่ามาแนบอยู่ข้างเอว เปิดทางให้แนบชิดมากยิ่งขึ้น
คาเมะหอบหายใจกระชั้น สองมือลูบใบหน้าหล่อเหลา ก่อนจะยืดหน้าขึ้นจูบเบาๆที่ริมฝีปากหนา อารมณ์กำลังพัดพาไปไกล จนแทบไม่มีสติจะเหลือ แต่ทั้งอย่างนั้น สิ่งที่รับรู้คือความอ่อนโยนของผู้ชายคนนี้ ยามถูกกอด ยามถูกรัก คาเมะรับรู้อยู่เสมอ ว่าอีกฝ่าย ‘ให้’ มากแค่ไหน
“อืม” คำตอบสั้นๆ ก่อนที่ช่องทางจะถูกรุกราน ให้คาเมะต้องจิกเล็บลงกับต้นแขน ใบหน้าสะบัดหงายด้วยความอึดอัดที่แผ่ซ่าน จินจูบเบาๆที่ปลายคางแหลม ก่อนจะไล่ไปยังติ่งหูเป็นการปลอบประโลม
“เจ็บมั้ย คนดี” ยากที่จะควบคุมอารมณ์ จินรู้ดีว่าเขาเผลอรุนกายได้ทุกเมื่อ แต่ทั้งอย่างนั้น ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะค่อยๆแทรกลึกเข้าไปในกายเล็ก ตาสบตาถ่ายทอดความรู้สึกมากมายที่มี ก่อนที่คำตอบของคาเมะจะทำให้เขาต้องยิ้ม
“ไม่ใช่คนดี แล้วก็…ไม่เจ็บด้วย เข้ามาอีกนะ” นั่นคือคำเรียกร้อง ที่ทำให้ร่างกายคนทั้งคู่แนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกันในวินาทีนั้นเอง เสียงคาเมะกรีดร้องดังขึ้นในห้องน้ำ ก่อนจะกลายเป็นเสียงครางเครือสุขสมยามอีกฝ่ายเคลื่อนกายโจนทะยาน จนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
คาเมะอึดอัดกับความคับแน่น แต่ความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายมอบให้ผ่านทางจูบ และฝ่ามือที่โลมไล้ ก็ช่วยผ่อนความเจ็บปวด ก่อนจะกลายเป็นความสุขที่โหยหา ช่องทางที่บีบรัด แรงอารมณ์ที่โหมกระหน่ำ บอกคนที่ฝั่งกายอยู่กับร่างโปร่งได้อย่างดี ว่าเขาทำให้คาเมะมีความสุขมากแค่ไหน ชายหนุ่มยิ้มให้กับคนที่กำลังครางเสียงสั่น ใบหน้าแดงซ่าน และเหงื่อชื้นตามไรผม แก้มขาวซับเลือด จนอดใจไม่ไหว ต้องฝังจมูกและปากลงกับผิวแดงๆนั่น ในขณะที่เร่งการเคลื่อนไหว จนคาเมะต้องซุกหน้าลงกับบ่ากว้าง
“ม…ไม่ไหว…อื้อ จิน อ๊ะ…”จุดหมายปลายทางสว่างรำไร ให้จินเร่งรัด อัดกระแทกอย่างรุนแรงในครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวข้ามอารมณ์จนทะลักทะลายออกมาในที่สุด
“เตือนเอาไว้แล้วนะ คาเมะ ทีหลังอย่าคิดพิเรนทร์ ไม่งั้นจะโดนลงโทษแบบนี้” เสียงกระซิบปนเสียงหอบ ยังดังอยู่ข้างหู แต่คาเมะยังเหนื่อยกับที่สิ่งที่ผ่านพ้น จนไม่สามารถตั้งคำถามกับคนพูดได้
ว่าทำไม… ลงโทษประเภทไหน ถึงได้อ่อนโยนมากขนาดนี้…
……………………..
เสร็จจากห้องน้ำ ก็มาที่พื้นห้องข้างเตียง ถ้าเตียงใหญ่กว่านี่ คงได้ใช้เตียงหรอก แต่นี่มันแคบไปหน่อย ไอ้จะเอาตัวขึ้นไปอะไรกันตรงนั้น จินก็กลัวเตียงบนจะถล่มลงมาใส่เตียงล่าง ดับอนาถสภาพไม่จืดแบบนั้น มีหวังได้ขึ้นหน้าหนึ่งพรุ่งนี้เช้าแน่
“พอแล้ว กูเหนื่อย” เสียงไอ้คาเมะบอกเบาๆ ตอนที่จินกำลังพลิกร่างมาทาบมันอีกครั้ง
“ทีอย่างนี้ล่ะเหนื่อย ทีป่วนคนอื่นไม่เห็นเหนื่อย” จินพูดยิ้มๆ แต่ทั้งอย่างนั้น ก็ยังไม่ลงจากตัวมันสักที นี่ถ้ามันตัวเล็กกว่านี่ เขาคงไม่กล้าหรอก แต่เพราะรู้ว่าไอ้คาเมะน่ะ แทบจะเรียกได้ว่าทั้งอึด ทั้งถึก เลยไม่ค่อยห่วงอะไรมันเท่าไร
“กูป่วนอะไรใครที่ไหน มั่วแล้ว ลงไปเลย กูเจ็บหลัง คราวหลังห้ามทำบนพื้นแล้ว เมื่อย” ร่างสูงพลิกตัวลงมานอนข้างๆ แล้วตวัดอีกคนให้ขึ้นมานอนบนตัวเขาแทน คาเมะถอนหายใจเฮือก
“ไม่ได้อย่าง ก็จะเอาอีกอย่างนะมึงเนี่ย แล้วมึงจะรู้ ว่าถูกทับแล้วเจ็บหลัง” จินชอบเวลาแบบนี้ ชอบตอนที่คาเมะมันโวยวายเล็กๆเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง ชอบเวลามันเอาร่างกายเปล่าๆกอดเกยเขาใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน คุยกันเรื่องบ้าๆบ้าง ทะเลาะกันเล็กๆน้อยบ้าง
“ไม่ให้ทำบนพื้น งั้นเวลามาห้องนี้ ก็ไม่ได้มีอะไรกันน่ะสิ” จินถามพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ที่เห็นอีกฝ่ายผงกหัวขึ้นมามองเขาตาวาววับ ก่อนจะถูกไอ้มือหนัก ตีเข้าที่หน้าผากไปที
“ใจคอจะไม่ให้กูพักเลยรึไงวะ! มึงทำตอนนี้มากๆ เดี๋ยวตอนแก่จะหมดน้ำยา ถ้าตอนนั้นไม่มีแรงจะทำกูล่ะก็ กูจะชิ่งไปหาหนุ่มๆ เอ๊าะๆแน่” มันน่ามันเขี้ยว มาทำเป็นเชิด คิดเหรอว่าเขาจะปล่อยมันไปน่ะ
“ตอนนั้นก็แก่พอกันไม่ใช่รึไง แล้วคิดว่าหนุ่มที่ไหนจะเอา?”
“โฮ ดูถูก มันต้องมีอยู่แล้ว กูแก่กูก็หล่อละกัน แต่อย่างมึงเนี่ย ดูท่าแล้ว…แก่ไปก็คงงั้นๆ ขนาดตอนนี้ยังหล่อไม่สู้กูเลยนี่หว่า” แล้วมันก็หัวเราะอย่างมีชัย ให้จินยิ่งหมั่นไส้มันมากกว่าเดิม ฟาดมือไปบีบก้นมันแรงๆทีนึง ชวนเอาคนกำลังหัวเราะถึงกับหยุดกึก
“ลามกแหละ ไอ้หัวงู เอามือออกไปเลย แล้วพาไปล้างตัวด้วย แม่งปล่อยมาได้ เยอะแยะอะไรขนาดนี้วะ มึงกินน้ำวันละกี่แกลลอนเนี่ย อะไรๆของมึงมันถึงได้เยอะอย่างกะเขื่อนแตกอย่างงี้”
“เขื่อนแตกอีกสักทีดีมั้ย พูดมาก” จินบอก แล้วผงกหัวขึ้นมาจูบปากแดงๆของไอ้คนช่างพูด ไอ้คาเมะยังมองเขาเอาเรื่อง จนเขาต้องลุกขึ้นอุ้มมันเข้าห้องน้ำพาไปล้างตัว แต่อย่าคิดว่าเขาจะอุ้มมันแบบเจ้าหญิงเด็ดขาด จับพาดบ่าห้อยหัวให้มันโวยวายเล่น สนุกกว่าเยอะ
“มึงนะ เลือดลงหัวหมด! ช่วยกูล้างตัวเลย!!” พอวางมันลงกับพื้นได้แล้ว มันก็โวยซะลั่นสมความตั้งใจของเขาจริงๆ แต่… ระดับพี่โหด เปลี่ยนเสียงโวย เป็นเสียงคราง ง่ายนิดเดียว
“เอ๊ะ! ไอ้จิน! มึงล้างดีๆดิ!!... อ๊ะ! อื้อ!!”
“ม…ไม่…อื้อ… อย่าล้วงแบบนั้น…อื้ม”
“จ…จิน…อ๊ะ ไม่ได้ อื้ม…อื้อ”
“จิน…อ๊ะ อีก…อื้อ จิน…อ๊า”
………………………….
อย่างนี้เรียก ‘เรียบร้อยโรงเรียนอาคานิชิ’
ผองเพื่อนได้แต่นึกสรรเสริญจินในใจลึกๆ ว่ามันมีวิธีการสารพัดในการจัดการไอ้เด็กห่ามหนึ่งคนให้เข้ารูปเข้ารอยได้ เพราะ คาเมนาชิ คาซึยะไม่มีปัญหา ไม่เรียกร้องจะโกนหัวใดๆอีก แถมมันยังไปตัดผมทรงใหม่มา อย่างที่เรียกว่า ‘ดูดี’ และ ‘ดูได้’ นั่นแหละ
“เห็นมั้ย มึงตัดผมสั้นแล้วหล่อออก” จุนโนะรีบชมทันทีที่เห็นคาเมะมาพร้อมผมทรงใหม่ ที่ไปเอาผมด้านหลังออกเล็กน้อย เห็นต้นคอขาวๆรำไร เขาได้ยินไอ้พวกชมรมคนรักคาเมะมันเพ้อกันใหญ่ว่า ‘คาเมะจังตัดผมสั้นแล้วหน้าเด๊ก เด็ก!!’ กลายเป็นว่างานนี้ก็ชมกันไป แต่หารู้ไม่ ว่าก่อนหน้าจะได้ ‘ผมสั้นหน้าเด๊ก เด็ก’ เนี่ย ก๊วนแทบแตกกันมากแล้ว
“แน่อยู่แล้วว่ะ กูหล่อทุกทรงอ่ะแหละ” ไอ้ห่ามที่นั่งข้างแฟนมันเคี้ยวขนมไปด้วย อ่านนิตยสารที่หยิบมาจากแถวนั้นด้วย มีจินดีดกีต้าร์ไปตามหนังสือเพลงตรงหน้า แหม…สุขสมอารมณ์หมายกันจริงๆ กินขนม อ่านแมคกาซีน ฟังเพลง แลดูเป็นคู่รักเหมือนปุถุชนทั้งโลก
“แต่ตอนนี้กูกำลังคิดนะ…” มันหยิบขนมเข้าปาก แล้วเคี้ยวอีกหนึ่งคำ ก่อนจะเอ่ยปากบอก แบบที่ทำเอาเพื่อนทั้งกลุ่มเหมือนจะหยุดหายใจลงตรงนั้น ในขณะที่เสียงกีต้าร์เองก็หยุดในทันทีเช่นกัน ทุกคนพุ่งความสนใจมาที่ไอ้น้องห่ามตัวดีที่มันคิดอะไรไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านชาวเมืองด้วยความลุ้นสุดใจ
…มึงอย่าเล่นอะไรพิเรนทร์อีกเลย แค่คราวจะโกนหัว พวกกูก็เหนื่อยกันเป็นแถบๆแล้ว…
“มึง…มึงคิดอะไรคาเมะ” โคยามะถาม หลังจากกลืนน้ำลายไปอึกหนึ่ง ไอ้น้องห่ามมันเงยหน้ามอง แล้วยิ้มกว้าง ก่อนจะพลิกนิตยสารในมือให้ดูกันเต็มๆตา
“กูว่าจะไปปลูกขนตรงหน้าอกว่ะ อยากเซ็กซี่แบบนี้มั่ง” …แบบนี้… ที่มันว่า คือผู้ชายตัวล่ำที่มีขนหน้าอกพรึ่บพรั่บอย่างที่สาวหลายคนเห็นแล้วยี้ แต่คาเมะมองว่ามันเซ็กซี่โคตร
…อย่างนี้แหละที่คาเมะอยากได้!!!...
เพื่อนเจ็ดคน และแฟนอีกหนึ่งนั่งอึ้งกันไปหมดแล้ว กีต้าร์แทบจะหลุดจากมือจินด้วยซ้ำ กับนิสัยของไอ้คนตรงหน้าที่มันยังยิ้มกว้าง และเอาหนังสือกลับไปดูต่อ แต่คนอื่นๆยังไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากร้องในใจว่า
….มึงเลิกห่ามสักทีได้ม๊ายยยยยยยยยยยย!!! พวกกูปวดหัว!!!!....
“ถ้าไปปลูกขน กูจะไม่ให้มึงออกจากห้องอีกเลย!!!! กูจะเตือนเอาไว้ คาเมะ!!!!” นั่นคือประโยคสุดท้ายของ อาคานิชิ จิน ที่สบายใจเรื่องโกนไม่ทันไร ก็ต้องมาปวดตับ ปวดไต ปวดไส้ ปวดพุงกับเรื่องมันจะ ‘ปลูกเพิ่ม’ อีก
ไอ้ที่มีเต็มแขนเต็มขานี่มันไม่พอใจ จะเอาตรงหน้าอกด้วย แล้วจะได้เห็นดีกัน!!!!
FIN
………………………
อ้ากกกก ปั่นรายงานเพลิน (จะเรียกว่า เพลินดีมั้ยอ่ะ
) เอาเป็นว่า ปั่นจนลืมเวลาเลย แหะแหะ
กว่าจะมานึกออกก็ห้าทุ่มแล้ว เลยรีบเช็ค รีบเอามาลงให้ 
ถือเป็นของขวัญวันเกิดจากเรา
ให้คนอ่านทุกคนละกันนะคะ ขอบคุณมาก สำหรับคำอวยพร (ขอยกให้พ่อแม่ทุกอย่าง ยกเว้น โตไวๆ
กะเรียนเก่งๆ
อันนี้ยกให้ไป ก็คิดว่าพ่อแม่คงไม่ได้ใช้ ฮาฮา
)ขอบคุณอีกครั้ง สำหรับการอ่านและคอมเม้นท์ค่ะ เจอกันอีกที กับ สัตยาเลยน้า
ไปปั่นรายงานต่อแล้ว
2009.09.25
FIC : เพียง…พรหมลิขิต (เค้ก)
FIC : เพียง…พรหมลิขิต (เค้ก)
JIN X KAME
By : Dezair
………………..
คุณเคยคิดรึเปล่า ว่าในขณะที่คุณกำลังวิ่ง กินข้าว ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง อาบน้ำ ขับรถ หรือแม้แต่กำลังปั่นงานให้ทันเส้นตาย
เนื้อคู่ของคุณกำลังทำอะไรอยู่?
เขากำลังวิ่งไปพร้อมคุณ กินข้าวอย่างเดียวกับคุณ เปิดโทรทัศน์ดูช่องเดียวกับคุณ หาคลื่นวิทยุเพลงโปรดเหมือนคุณ หัวเสียเพราะน้ำประปาไม่ไหลเหมือนคุณ ด่ารถคันหน้าในขณะที่วิ่งอยู่บนถนนเส้นเดียวกับคุณ
หรือแม้แต่ เขาเองก็ถูกจิกงานเช่นเดียวกันกับตอนที่คุณเร่งงาน
แล้วถ้าอย่างนั้น คุณคิดว่าโลกกว้างๆใบนี้ จะทำให้เนื้อคู่ของคุณ แวะเวียนมาเจอคุณได้มั้ย มันคงยากพอๆกับการถูกล๊อตเตอรี่ล่ะมั้ง
……………..
“เหยียบคันเร่งหน่อยสิ คาซึยะ คลานเป็นเต่าอืดอาด เดี๋ยวคันหลังก็บีบแตรด่าหรอก” เสียงพี่ชายบ่น ขณะนั่งคุมสอนน้องชายคนเล็กขับรถ คาเมนาชิ คาซึยะ เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ทำโฮมรัน ยันได้เกรดเฉลี่ยงามๆมาฝากพ่อแม่ ทว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นปมด้อยสำหรับชายหนุ่มในวัยอุดมศึกษาคือเรื่องที่ว่า
…ขับรถไม่เป็น…
ความจริงแล้ว คาซึยะก็ไม่ได้ลำบากลำบนอะไรกับการใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินของมหานครโตเกียว ที่ซอกซอนเข้าไปแทบจะทุกพื้นที่ เพียงแต่ว่า บางครั้ง มันก็ออกจะเซ็งเอามากๆ กับการที่มีรถจอดทิ้งไว้ที่บ้าน ส่วนตัวเองต้องไปไหนมาไหนด้วยการใช้บริการคมนาคมสาธารณะ
แต่…ทั้งๆที่ขอให้พ่อสอน แล้วทำไมถึงกลายเป็นพี่ชายจอมบ่นมาสอนขับรถแทนได้ล่ะเนี่ย!!
“เหยียบมากๆแล้วรถมันส่าย” น้องชายผู้เพิ่งจะจับพวงมาลัยรถวันแรกก็วันนี้ หันมาบอกด้วยท่าทีตื่นๆ โคจิมันประสาทชะมัด สอนขับรถ แทนที่จะสอนที่ถนนแถวบ้าน ดันบอกให้ออกถนนใหญ่เลย มันว่า ‘จะได้ชิน’ ชินบ้าชินบออะไร ขับแล้วตื่นไปหมด
“ไม่ส่ายหรอกหน่า!! จับพวงมาลัยให้มันตรงๆสิ!!” ว่าแล้วไอ้พี่ชายที่ไม่ได้ดีไปกว่าพี่สาวอย่างนัทสึกิสักเท่าไร ก็ส่งมือมาช่วยบังคับพวงมาลัยอีกแรง กลายเป็นว่าตอนนี้ มีมืออยู่สามข้างบนพวงมาลัยอันเดียว
--ปี้น!!!!!!!!!!-- เสียงบีบแตรยาวมาจากรถคันหลัง ก่อนที่มันจะขับแซงขึ้นหน้าไป หลังจากคาซึยะเห็นมันขับตามเขามาได้ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ ไม่บอกก็รู้ ว่ามันบีบด่าที่เขาขับช้า
“บีบหาพ่อมันรึไงวะ!! ขับเร็วๆอย่าไปคว่ำข้างหน้า ให้รถติดแล้วกัน!!!” โคจิที่ไม่ได้ขับแต่อย่างใด ตะโกนลั่นรถแบบที่ไอ้คนบีบแตรในรถคันนั้นไม่มีทางได้ยิน ส่วนคนได้ยิน…
…ก็จะมีใคร ถ้าไม่ใช่คาซึยะ…
หลังจากโวยวายด่ารถที่บีบแตรใส่แล้ว พี่ชายแสนประเสริฐบังเกิดเกล้า ทูนหัวของน้องก็หันมาสั่งสอนต่อ
“เห็นมั้ย ว่าเขาบีบแตรด่า เอ้า!! เหยียบคันเร่งอีกสิ เข้าใจถูกมั้ยเนี่ย ฝั่งขวาน่ะคันเร่ง ส่วนฝั่งซ้ายน่ะเบรก แกเหยียบฝั่งไหนอยู่วะ คาซึยะ” ไม่พูดเปล่า แต่มันก้มลงส่องด้วย ว่าเท้าของคาซึยะเหยียบถูกตำแหน่งหรือไม่
“กดลงไปอีกดิ! คันเร่งมันไม่จมหรอกหน่า” ไอ้พี่ชายที่ขับรถมาตั้งแต่อายุยังไม่ทันทำใบขับขี่หันมาเร่งน้องชายที่เลยอายุทำใบขับขี่มาแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ขึ้นตำแหน่งคนขับ
“ไม่เอาแล้ว ก็ขับเลนนี้ ไม่ต้องเร็วก็ได้ไม่ใช่เหรอ ใครอยากเร็ว ก็ให้มันแซงไปดิ” คาซึยะหมายถึงเลนซ้ายสุดสำหรับรถที่ขับช้า ส่วนสองเลนที่เหลือนั่น ปล่อยให้วิ่งกันฉิวไปเถอะ เขาสมัครใจขับแบบนี้ ไม่ใช่ว่าปอดแหกหรืออะไร แต่คนมันไม่เคยขับรถมาก่อน จะให้มาเหยียบปู้ดป้าดตั้งแต่วินาทีแรกที่สัมผัสคันเร่งได้ไงเล่า
“ก่อนมันแซง มันจะบีบแตรด่าให้น่ะสิ!!” น้องชายไม่อยากเถียง ว่ามันบีบแตรด่า ก็เห็นพี่ชายด่าตอบทุกที
“โฮย! ตอนฉันสอนนัทสึกินะ มันยังขับดีกว่าแกอีก แล้วเนี่ย ขับยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงแบบนี้ จะถึงร้านมั้ย เดี๋ยวพี่สาวสุดที่รักก็กินหัวแกแทนหรอก” คาเมนาชิ โคจิ พี่ชายคนโตของสามคนพี่น้องบ้านคาเมนาชิ หันมาบ่น แล้วแถมด้วยคำขู่ทับอีกนิด ชวนให้คาซึยะต้องลองเหยียบคันเร่งเพิ่ม เกปัดขึ้นมาที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนที่มันจะค่อยๆไหลลงไปอยู่ที่เลข 20 เหมือนเดิม
นั่นทำเอาคุณพี่ชายถอนหายใจเฮือก!!!
“คาซึยะ แกขับเร็วอีกนิด ไม่ได้ทำให้แกเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรอกนะ เหยียบอีกหน่อยก็ดีว่ะ ฉันเบื่อนั่งรถอืดอาด!!!” มันก็พูดได้สิ มันขับรถเร็วนี่! แต่คาซึยะเพิ่งจะหัดขับก็เดี๋ยวนี้เอง แค่ขอให้พ่อสอนขับเท่านั้น ไอ้พี่บ้าดันได้ยิน แล้วมันก็ลากออกมาทั้งอย่างนั้น ด้วยข้ออ้างที่ว่า
‘พอดีเลย นัทสึกิมันจะซื้อขนม แกขับไปร้านขนมเลย เดี่ยวฉันนั่งคุม!!’
นั่งคุมบ้าบออะไร นั่งบ่นสิไม่ว่า ก็ตั้งแต่ออกจากบ้านมาสิบนาที คาซึยะได้ยินแต่ไอ้นี่มันบ่นเอา บ่นเอาเท่านั้นเอง!!!
………………..
“วะ!! ไอ้รถข้างหน้านี่มันขับเป็นรึเปล่าเนี่ย!!” อาคานิชิ จิน ในรถแวนคันไม่ใหญ่นักบ่นกับความอืดอาดของรถคันเล็กสีขาวที่ขับต้วมเตี้ยมอยู่ข้างหน้า เขาเลี้ยวออกจากซอยบ้านเพื่อน ขับตามไอ้คันนี้มาได้เกือบห้านาที ก็เห็นทีท่าว่าถ้ายังขับตามมันต่อไป กว่าจะถึงคอนโดก็คงมืดนู่นแหละ
สุดท้ายเลยตัดสินใจบีบแตรดุๆไปทีนึง ให้ไอ้คนขับคันหน้ามันได้รู้ตัว ว่าขับช้าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และมีสิทธิ์ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่พอใจ
เขาขับแซงขึ้นไป และไม่วายหันมามองหน้าไอ้คนขับรถเจ้าปัญหาสักเล็กน้อย ถ้ามันท่าทางเงอะงะงุ่มง่าม หรือเป็นผู้หญิง เขาก็จะไม่บ่นหรอกนะ แต่นี่มองผ่านกระจกใสเข้าไป เห็นไอ้คนขับรถหันไปพูดอะไรใส่คนนั่งข้างๆไม่รู้ แถมไอ้คนนั่งข้างๆ ดันเอามือมาช่วยจับพวงมาลัยอีกต่างหาก
…นี่มันคิดว่ามันเล่นเกมส์ตู้แข่งรถอยู่เหรอวะ มีการช่วยกันสามมือสี่มือประคองพวงมาลัย!!...
…ถนนสาธารณะนะเว้ย! ไม่ใช่ถนนส่วนบุคคล…
“คนสมัยนี้มันเป็นอะไรกันไปหมด ไม่คิดถึงคนอื่นบ้างเลย” จินได้แต่บ่นกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะขับแซงขึ้นไป และไม่สนใจเจ้ารถต้วมเตี้ยมสีขาวที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลังอีกเลย
ชายหนุ่มขับผ่านสี่แยกมาสองไฟแดง คอนโดของเขาอยู่เลยไปอีกหน่อย แต่ระหว่างทางคือร้านขนมเค้กชื่อดังที่ถูกปากสาวๆในออฟฟิศของเขา พรุ่งนี้วันจันทร์ ซื้อไปฝากสาวๆบ้างก็คงจะดีนั่นแหละ
จินตัดสินใจหักรถเข้าจอดที่ริมฟุตบาธหน้าร้านขนม ลงจากรถได้ก็เดินดุ่มเข้าร้าน ร้านนี้ลงรายการแนะนำร้านขนมมาหลายครั้ง และคนแน่นอยู่เสมอ แน่นอนว่าขนมขึ้นชื่อคือเค้กชอคโกแลต ที่ต้องเข้าคิวต่อแถวคดไปเคี้ยวมาในร้าน เพื่อซื้อได้แค่คนละสามชิ้นเท่านั้นเอง
ร่างสูงไม่ได้เร่งรีบว่าจะต้องเอาเค้กชอคโกแลต และก็คิดว่าถ้าเขาเดินเลือกอย่างอื่นก่อน แล้วค่อยไปต่อแถว คงจะพอมีเหลือถึงเขาสักสามชิ้น เพราะลูกค้าวันนี้ไม่ได้เยอะมากนัก เขาเดินไปรอบร้าน ได้เค้กสตรอเบอร์รี่ เค้กกาแฟ เค้กวานิลลาอย่างละชิ้น และได้ทาร์ตมาสองชิ้นต่างรสกัน จากนั้นจึงมาต่อแถวเพื่อรอซื้อเค้กชอคโกแลตขึ้นชื่อ
“เข้าใจแล้ว เอาเค้กสตรอเบอร์รี่…อ่า ฉันจะซื้อเค้กชอคโกแลตน่ะ” เสียงดังขึ้นข้างหลังท่ามกลางร้านที่จอแจ จินเหลือบไปมองเล็กน้อย เห็นคนที่วิ่งถลาจากหน้าประตูร้านมาต่อหลังเขากำลังก้มหน้าก้มตาคุยโทรศัพท์
“คอยหน่อยสิ ฉันก็อยากกินเค้กชอคโกแลตนี่นา ไม่นานหรอกหน่า” แล้วเจ้าคนข้างหลังก็เถียงอะไรกับปลายสายอีกพักใหญ่นั่นแหละ จินไม่ได้สนใจมากนัก เขามัวแต่ขยับเดินตามคนข้างหน้า เมื่อแถวกระชั้นขึ้นเรื่อยๆ
และพอถึงเขา มันก็เหลือเค้กสามชิ้นพอดี
“เหลือสามชิ้นเองเหรอ” เหมือนจะได้ยินเสียงเปรยเบาๆดังมาจากเจ้าคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง จินหันไปมอง และก็ดันสบตาเข้ากับคนที่ยืนต่อหลังเขาอยู่ ดูเหมือนเจ้าหนุ่มรายนั้นจะเก้อไปเล็กน้อย ที่เขาได้ยินในสิ่งที่เจ้าตัวพูด
“ขอโทษครับ” อีกฝ่ายบอกเขาเท่านั้น ก่อนจะก้มหน้าหลบสายตาเสีย แต่จินแอบเห็นหรอก ว่าเจ้าตัวเหลือบมองไปที่เค้กสามชิ้นในตู้กระจก ชายหนุ่มอดขำไม่ได้ เขาหันกลับไปยังพนักงาน ที่เหมือนหล่อนเองก็จะขำกับลูกค้ารายนั้นเหมือนกัน เขายิ้มให้หล่อนก่อนจะบอก อย่างที่แน่ใจได้ว่า คนข้างหลังของเขาต้องได้ยินแน่
“เอาสามชิ้นครับ”
“สองชิ้นใส่กล่อง อีกชิ้น คนข้างหลังเขาจอง” จินหันกลับไปยิ้มกว้างให้คนที่เงยหน้ามองเขา ดวงตาเรียวเบิกโต เหมือนเห็นเขาเป็นมนุษย์มาจากดาวอังคาร
“ทานให้อร่อยนะครับ” ชายหนุ่มบอก ก่อนจะรับกล่องเค้กเล็กๆจากพนักงานไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ แล้วจึงเดินออกจากร้าน ทว่าลูกค้ารายใหม่ที่ผลักประตูเข้ามานั้นตัวใหญ่พอๆกับเขา จนจินต้องหลบ เพื่อเปิดทางให้ ฝ่ายนั้นหันมาคร่อมศีรษะขอบคุณเล็กน้อย ก่อนจะเดินผ่านเขาไปพร้อมกับเรียก
“คาซึยะ เสร็จรึยัง”
…คาซึยะ…
ชื่อคุ้นหู คุ้นในความรู้สึก ชวนให้จินต้องหันกลับไปมองอีกครั้ง เจ้าคนที่เมื่อครู่ยืนต่อหลังเขาอยู่ กำลังคุยกับคนที่เขาเปิดทางให้เดินเข้ามาในร้านนั่นแหละ
…ชื่อ คาซึยะ…
ชายหนุ่มผลักประตูกระจก ก่อนจะก้าวขาออกจากร้าน เดินไปยังรถที่จอดอยู่ริมฟุตบาธ
…คุ้นหรอก แต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน…
และเพราะนึกไม่ออก อาคานิชิ จิน จึงทำได้เพียงแค่หันกลับไปมองร้านขนมชื่อดัง หน้าต่างกระจกใสเผยให้เห็นร่างโปร่งที่กำลังยืนอยู่ที่แคชเชียร์ พร้อมกับชายหนุ่มที่คาดว่าคงมาด้วยกัน
…เหมือนจะนึกออก แต่ก็ไม่…
จินถอนหายใจเบา บางทีเขาอาจจะคิดมากไป ไม่เคยมีเพื่อนชื่อคาซึยะสักคน จะไปคุ้นได้ไง เขาสตาร์ทรถ ก่อนจะขับออกจากหน้าร้านนั้น ทิ้ง ‘คนที่เหมือนจะคุ้น’ ที่วิ่งตามออกมาไม่ทัน เอาไว้ตรงนั้น
…………………
“ของผู้ชายคนเมื่อกี้น่ะเหรอ” โคจิเดินตามน้องชายที่วิ่งออกมาจากร้าน หากแต่ไม่ทันแล้ว ผู้ชายคนนั้นไปแล้ว พร้อมกับกล่องเค้กที่พนักงานส่งให้ผิด
“อืม เขาอุตส่าห์แบ่งให้ ดันได้กล่องที่เป็นชิ้นเดียวไปอีก” คาซึยะเพิ่งรู้ก็ตอนจ่ายเงิน ที่เห็นเค้กในมือ กล่องใหญ่กว่าปกติที่เคยซื้อ พอแกะกล่องออกดูถึงได้รู้ ว่าเขาได้กล่องที่เป็นสองชิ้นมา ในขณะที่ผู้ชายคนนั้นได้กล่องที่เป็นชิ้นเดียว แต่ต้องจ่ายเงินในราคาสองชิ้นไป เพราะพนักงานส่งให้ผิดแท้ๆ
“อ้าว อย่างงี้แกก็ได้เค้กฟรีชิ้นนึงอ่ะดิ” รู้สึกนั่นจะไม่ใช่ประเด็น น้องชายหันมามองคนพูดด้วยความเอือม โคจิหัวเราะลั่น แล้วโอบบ่าคาซึยะหลวมๆ
“เอาหน่า มาซื้อเค้กแถวนี้ แสดงว่าเขาก็คงอยู่แถวนี้ เดี๋ยวก็คงเจอกันอีกแหละ แกจำหน้าเขาได้มั้ยล่ะ”
“น่าจะได้นะ” คาซึยะจำหน้าคนไม่เก่งมาแต่ไหนแต่ไร แต่จะว่าไป ผู้ชายคนนั้นก็หน้าคุ้นๆ อาจจะเคยเจอกันแถวนี้ล่ะมั้ง แต่จำไม่ได้
“หัวขี้เลื่อยจริงๆ น้องฉันเนี่ย! ไป ขึ้นรถ ได้กลับบ้าน ป่านนี้นัทสึกิมันโวยวายแล้ว มันโทร.จิกฉันตั้งหลายรอบ ขากลับเดี๋ยวฉันขับเอง จะได้รู้ว่าระดับไหนเรียก ‘ป๋า’ ระดับไหนเรียก ‘ทารกในครรภ์’…”
แล้วขากลับ โคจิก็โชว์ฝีมือระดับ ‘ป๋า’ ให้ดู แบบที่ปราดซ้ายแซงขวา อย่างที่แม้คาซึยะจะประคองกล่องเค้กในมืออย่างทะนุถนอมมากแค่ไหน แต่คาดได้ว่า พอกลับถึงบ้านแล้วเปิดกล่องดู มันคงเละตุ้มเปะ มองไม่ออกว่าอันไหนเค้กสตรอเบอร์รี่ของนัทสึกิ อันไหนเค้กชอคโกแลตของเขาแน่ๆ
…เฮ้อ!...
ว่าแต่…แล้วเค้กชอคโกแลตที่ได้มาสองชิ้นจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย…
ไม่มีใครรู้ ว่ารถสองคันแยกห่างกันไปเรื่อยๆ เมื่อคันหนึ่งเลี้ยวรถยูเทิร์นเพื่อกลับบ้าน ในขณะที่อีกคัน วิ่งเลยไปติดไฟแดง เพื่อรอผ่านสี่แยกไปยังคอนโดของตัวเอง
คนสองคนที่ห่างกันแค่ไม่กี่สี่แยก ทว่า ณ วันนี้ ก็ยังยากเต็มกลืนที่จะพบหน้าค่าตาทำความรู้จัก
จะมีเพียงก็แต่…เรื่องราวเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้น ในช่วงวัน ให้ครุ่นคิดและถามกับตัวเองว่า ‘เคยเจอกันที่ไหน’
คำถามสั้นๆ จะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาสองคนเคยเจอกันในลักษณะแบบนี้มาก่อน
แบบที่คนหนึ่งเจอกับอีกคนหนึ่ง ในสถานการณ์สั้นๆ ของช่วงเวลา ที่ไม่เพียงพอจะจดจำหน้าตาหรือเรื่องอื่นใด ทว่า ความคุ้นเคยกำลังฝังรากลึก
หากแค่เพียง วันนี้ จินไม่ได้แวะมาบ้านเพื่อน และนึกอยากจะกลับคอนโดตัวเอง ทั้งๆที่ฟ้ายังไม่มืด
หรือแค่เพียง คาซึยะไม่นึกอยากจะลองหัดขับรถ เรื่องบีบแตรเสียงดังลั่นของจินวันนี้คงไม่เกิด
หากแค่เพียงนัทสึกิผู้เป็นพี่สาวคนกลางของครอบครัวคาเมนาชิ ไม่ได้นึกอยากจะกินเค้กเอาตอนนั้น จนเป็นเหตุให้โคจิลากน้องชายออกจากบ้านมาซื้อ
หากแค่เพียงจินจะรีบสักนิด เดินไปต่อแถวซื้อเค้กชอคโกแลตทันทีที่เข้าร้าน
หากแค่เพียงคาซึยะเข้ามาช้ากว่านี้อีกหน่อย และไม่ทันได้ต่อหลังจิน
หากแค่เพียงไม่เอ่ยปากด้วยความลืมตัว จนอีกฝ่ายต้องหันมามอง
แน่นอน…ว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าแค่เพียงคลาดกันแม้เล็กน้อย
มันเป็นแค่ ‘เพียง’ คำสั้นๆ และดูไร้ค่า ทว่า… แค่นิดเดียวเท่านั้น ถ้าแค่เพียงว่ามันไม่เกิดขึ้น
คาซึยะและจินจะไม่อาจพบกันได้เลย
แค่เพียง…พรหมลิขิต เท่านั้นเอง
FIN
......................................
เรื่องสุดท้าย ของอายุยี่สิบ!!
(ใครอ่านเรื่องนี้แล้วคิดเป็นเพลง "พรหมลิขิตบันดาลชักพา ดลให้มาพบกันทันใด
... แสดงว่าเราคงจะรุ่นเดียวกันค่ะ ฮาฮา)
(พออายุขึ้นเลขสอง แล้วรู้สึกไปเองรึเปล่าไม่รู้ ว่าทำไมมันผ่านไวแบบนี้ แปบๆจะเปลี่ยนเลขอายุแล้วอ่ะ ใครที่ผ่านเลขสองแล้ว เป็นกันบ้างปะคะ
แต่เคยมีคนบอกว่าพอเลขสาม
แล้วจะสปีดไวกว่านี้มาก ฮาฮา เลขสี่ไม่ต้องพูดถึง ไม่ต้องนับแล้ว เพราะเปลี่ยนไวสุดๆ
)
เดี๋ยวพรุ่งนี้ อายุใหม่ จะเอา คำเตือน มาลงให้อีกพาร์ท เพราะเพิ่งคิดออก ช่วงนี้บ้าพิมพ์ฟิค ขยันเป็นพิเศษ ชดเชยล่วงหน้า เพราะต้องปั่นรายงานตอนตุลาแล้วค่ะ
มีคนทายถูกด้วย ว่าช่วงนี้เป็นช่วงวันเกิด พรุ่งนี้เองแหละค่ะ วันเกิดเรา (ต้องขอบคุณคุณนายแม่จริงๆ อุตส่าห์เบ่งคลอดในเดือนนี้ เลยได้เกิดเดือนเดียวกะพี่ยูเลย
)
ไปพิมพ์ฟิคแล้ว จะได้ทันลงพรุ่งนี้ (สำหรับพาร์ทนี้ ขอบคุณผู้ชายไร้มารยาท หน้าตาแย่ ที่มันไม่ยอมให้เราแทรกตอนขับรถ หล่อให้ได้สักครึ่งของพี่ยูจะไม่โมโหเลย นี่ไม่หล่อแล้วยังจ้องหน้าอี๊ก!!!
แต่ถือว่าเจ๊ากันแล้วกัน เพราะเราเอาเขามาจิ้นฟิควาย ฮาฮา ร้ายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
)
JIN X KAME
By : Dezair
………………..
คุณเคยคิดรึเปล่า ว่าในขณะที่คุณกำลังวิ่ง กินข้าว ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง อาบน้ำ ขับรถ หรือแม้แต่กำลังปั่นงานให้ทันเส้นตาย
เนื้อคู่ของคุณกำลังทำอะไรอยู่?
เขากำลังวิ่งไปพร้อมคุณ กินข้าวอย่างเดียวกับคุณ เปิดโทรทัศน์ดูช่องเดียวกับคุณ หาคลื่นวิทยุเพลงโปรดเหมือนคุณ หัวเสียเพราะน้ำประปาไม่ไหลเหมือนคุณ ด่ารถคันหน้าในขณะที่วิ่งอยู่บนถนนเส้นเดียวกับคุณ
หรือแม้แต่ เขาเองก็ถูกจิกงานเช่นเดียวกันกับตอนที่คุณเร่งงาน
แล้วถ้าอย่างนั้น คุณคิดว่าโลกกว้างๆใบนี้ จะทำให้เนื้อคู่ของคุณ แวะเวียนมาเจอคุณได้มั้ย มันคงยากพอๆกับการถูกล๊อตเตอรี่ล่ะมั้ง
……………..
“เหยียบคันเร่งหน่อยสิ คาซึยะ คลานเป็นเต่าอืดอาด เดี๋ยวคันหลังก็บีบแตรด่าหรอก” เสียงพี่ชายบ่น ขณะนั่งคุมสอนน้องชายคนเล็กขับรถ คาเมนาชิ คาซึยะ เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ทำโฮมรัน ยันได้เกรดเฉลี่ยงามๆมาฝากพ่อแม่ ทว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นปมด้อยสำหรับชายหนุ่มในวัยอุดมศึกษาคือเรื่องที่ว่า
…ขับรถไม่เป็น…
ความจริงแล้ว คาซึยะก็ไม่ได้ลำบากลำบนอะไรกับการใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินของมหานครโตเกียว ที่ซอกซอนเข้าไปแทบจะทุกพื้นที่ เพียงแต่ว่า บางครั้ง มันก็ออกจะเซ็งเอามากๆ กับการที่มีรถจอดทิ้งไว้ที่บ้าน ส่วนตัวเองต้องไปไหนมาไหนด้วยการใช้บริการคมนาคมสาธารณะ
แต่…ทั้งๆที่ขอให้พ่อสอน แล้วทำไมถึงกลายเป็นพี่ชายจอมบ่นมาสอนขับรถแทนได้ล่ะเนี่ย!!
“เหยียบมากๆแล้วรถมันส่าย” น้องชายผู้เพิ่งจะจับพวงมาลัยรถวันแรกก็วันนี้ หันมาบอกด้วยท่าทีตื่นๆ โคจิมันประสาทชะมัด สอนขับรถ แทนที่จะสอนที่ถนนแถวบ้าน ดันบอกให้ออกถนนใหญ่เลย มันว่า ‘จะได้ชิน’ ชินบ้าชินบออะไร ขับแล้วตื่นไปหมด
“ไม่ส่ายหรอกหน่า!! จับพวงมาลัยให้มันตรงๆสิ!!” ว่าแล้วไอ้พี่ชายที่ไม่ได้ดีไปกว่าพี่สาวอย่างนัทสึกิสักเท่าไร ก็ส่งมือมาช่วยบังคับพวงมาลัยอีกแรง กลายเป็นว่าตอนนี้ มีมืออยู่สามข้างบนพวงมาลัยอันเดียว
--ปี้น!!!!!!!!!!-- เสียงบีบแตรยาวมาจากรถคันหลัง ก่อนที่มันจะขับแซงขึ้นหน้าไป หลังจากคาซึยะเห็นมันขับตามเขามาได้ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ ไม่บอกก็รู้ ว่ามันบีบด่าที่เขาขับช้า
“บีบหาพ่อมันรึไงวะ!! ขับเร็วๆอย่าไปคว่ำข้างหน้า ให้รถติดแล้วกัน!!!” โคจิที่ไม่ได้ขับแต่อย่างใด ตะโกนลั่นรถแบบที่ไอ้คนบีบแตรในรถคันนั้นไม่มีทางได้ยิน ส่วนคนได้ยิน…
…ก็จะมีใคร ถ้าไม่ใช่คาซึยะ…
หลังจากโวยวายด่ารถที่บีบแตรใส่แล้ว พี่ชายแสนประเสริฐบังเกิดเกล้า ทูนหัวของน้องก็หันมาสั่งสอนต่อ
“เห็นมั้ย ว่าเขาบีบแตรด่า เอ้า!! เหยียบคันเร่งอีกสิ เข้าใจถูกมั้ยเนี่ย ฝั่งขวาน่ะคันเร่ง ส่วนฝั่งซ้ายน่ะเบรก แกเหยียบฝั่งไหนอยู่วะ คาซึยะ” ไม่พูดเปล่า แต่มันก้มลงส่องด้วย ว่าเท้าของคาซึยะเหยียบถูกตำแหน่งหรือไม่
“กดลงไปอีกดิ! คันเร่งมันไม่จมหรอกหน่า” ไอ้พี่ชายที่ขับรถมาตั้งแต่อายุยังไม่ทันทำใบขับขี่หันมาเร่งน้องชายที่เลยอายุทำใบขับขี่มาแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ขึ้นตำแหน่งคนขับ
“ไม่เอาแล้ว ก็ขับเลนนี้ ไม่ต้องเร็วก็ได้ไม่ใช่เหรอ ใครอยากเร็ว ก็ให้มันแซงไปดิ” คาซึยะหมายถึงเลนซ้ายสุดสำหรับรถที่ขับช้า ส่วนสองเลนที่เหลือนั่น ปล่อยให้วิ่งกันฉิวไปเถอะ เขาสมัครใจขับแบบนี้ ไม่ใช่ว่าปอดแหกหรืออะไร แต่คนมันไม่เคยขับรถมาก่อน จะให้มาเหยียบปู้ดป้าดตั้งแต่วินาทีแรกที่สัมผัสคันเร่งได้ไงเล่า
“ก่อนมันแซง มันจะบีบแตรด่าให้น่ะสิ!!” น้องชายไม่อยากเถียง ว่ามันบีบแตรด่า ก็เห็นพี่ชายด่าตอบทุกที
“โฮย! ตอนฉันสอนนัทสึกินะ มันยังขับดีกว่าแกอีก แล้วเนี่ย ขับยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงแบบนี้ จะถึงร้านมั้ย เดี๋ยวพี่สาวสุดที่รักก็กินหัวแกแทนหรอก” คาเมนาชิ โคจิ พี่ชายคนโตของสามคนพี่น้องบ้านคาเมนาชิ หันมาบ่น แล้วแถมด้วยคำขู่ทับอีกนิด ชวนให้คาซึยะต้องลองเหยียบคันเร่งเพิ่ม เกปัดขึ้นมาที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนที่มันจะค่อยๆไหลลงไปอยู่ที่เลข 20 เหมือนเดิม
นั่นทำเอาคุณพี่ชายถอนหายใจเฮือก!!!
“คาซึยะ แกขับเร็วอีกนิด ไม่ได้ทำให้แกเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรอกนะ เหยียบอีกหน่อยก็ดีว่ะ ฉันเบื่อนั่งรถอืดอาด!!!” มันก็พูดได้สิ มันขับรถเร็วนี่! แต่คาซึยะเพิ่งจะหัดขับก็เดี๋ยวนี้เอง แค่ขอให้พ่อสอนขับเท่านั้น ไอ้พี่บ้าดันได้ยิน แล้วมันก็ลากออกมาทั้งอย่างนั้น ด้วยข้ออ้างที่ว่า
‘พอดีเลย นัทสึกิมันจะซื้อขนม แกขับไปร้านขนมเลย เดี่ยวฉันนั่งคุม!!’
นั่งคุมบ้าบออะไร นั่งบ่นสิไม่ว่า ก็ตั้งแต่ออกจากบ้านมาสิบนาที คาซึยะได้ยินแต่ไอ้นี่มันบ่นเอา บ่นเอาเท่านั้นเอง!!!
………………..
“วะ!! ไอ้รถข้างหน้านี่มันขับเป็นรึเปล่าเนี่ย!!” อาคานิชิ จิน ในรถแวนคันไม่ใหญ่นักบ่นกับความอืดอาดของรถคันเล็กสีขาวที่ขับต้วมเตี้ยมอยู่ข้างหน้า เขาเลี้ยวออกจากซอยบ้านเพื่อน ขับตามไอ้คันนี้มาได้เกือบห้านาที ก็เห็นทีท่าว่าถ้ายังขับตามมันต่อไป กว่าจะถึงคอนโดก็คงมืดนู่นแหละ
สุดท้ายเลยตัดสินใจบีบแตรดุๆไปทีนึง ให้ไอ้คนขับคันหน้ามันได้รู้ตัว ว่าขับช้าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และมีสิทธิ์ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนไม่พอใจ
เขาขับแซงขึ้นไป และไม่วายหันมามองหน้าไอ้คนขับรถเจ้าปัญหาสักเล็กน้อย ถ้ามันท่าทางเงอะงะงุ่มง่าม หรือเป็นผู้หญิง เขาก็จะไม่บ่นหรอกนะ แต่นี่มองผ่านกระจกใสเข้าไป เห็นไอ้คนขับรถหันไปพูดอะไรใส่คนนั่งข้างๆไม่รู้ แถมไอ้คนนั่งข้างๆ ดันเอามือมาช่วยจับพวงมาลัยอีกต่างหาก
…นี่มันคิดว่ามันเล่นเกมส์ตู้แข่งรถอยู่เหรอวะ มีการช่วยกันสามมือสี่มือประคองพวงมาลัย!!...
…ถนนสาธารณะนะเว้ย! ไม่ใช่ถนนส่วนบุคคล…
“คนสมัยนี้มันเป็นอะไรกันไปหมด ไม่คิดถึงคนอื่นบ้างเลย” จินได้แต่บ่นกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะขับแซงขึ้นไป และไม่สนใจเจ้ารถต้วมเตี้ยมสีขาวที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลังอีกเลย
ชายหนุ่มขับผ่านสี่แยกมาสองไฟแดง คอนโดของเขาอยู่เลยไปอีกหน่อย แต่ระหว่างทางคือร้านขนมเค้กชื่อดังที่ถูกปากสาวๆในออฟฟิศของเขา พรุ่งนี้วันจันทร์ ซื้อไปฝากสาวๆบ้างก็คงจะดีนั่นแหละ
จินตัดสินใจหักรถเข้าจอดที่ริมฟุตบาธหน้าร้านขนม ลงจากรถได้ก็เดินดุ่มเข้าร้าน ร้านนี้ลงรายการแนะนำร้านขนมมาหลายครั้ง และคนแน่นอยู่เสมอ แน่นอนว่าขนมขึ้นชื่อคือเค้กชอคโกแลต ที่ต้องเข้าคิวต่อแถวคดไปเคี้ยวมาในร้าน เพื่อซื้อได้แค่คนละสามชิ้นเท่านั้นเอง
ร่างสูงไม่ได้เร่งรีบว่าจะต้องเอาเค้กชอคโกแลต และก็คิดว่าถ้าเขาเดินเลือกอย่างอื่นก่อน แล้วค่อยไปต่อแถว คงจะพอมีเหลือถึงเขาสักสามชิ้น เพราะลูกค้าวันนี้ไม่ได้เยอะมากนัก เขาเดินไปรอบร้าน ได้เค้กสตรอเบอร์รี่ เค้กกาแฟ เค้กวานิลลาอย่างละชิ้น และได้ทาร์ตมาสองชิ้นต่างรสกัน จากนั้นจึงมาต่อแถวเพื่อรอซื้อเค้กชอคโกแลตขึ้นชื่อ
“เข้าใจแล้ว เอาเค้กสตรอเบอร์รี่…อ่า ฉันจะซื้อเค้กชอคโกแลตน่ะ” เสียงดังขึ้นข้างหลังท่ามกลางร้านที่จอแจ จินเหลือบไปมองเล็กน้อย เห็นคนที่วิ่งถลาจากหน้าประตูร้านมาต่อหลังเขากำลังก้มหน้าก้มตาคุยโทรศัพท์
“คอยหน่อยสิ ฉันก็อยากกินเค้กชอคโกแลตนี่นา ไม่นานหรอกหน่า” แล้วเจ้าคนข้างหลังก็เถียงอะไรกับปลายสายอีกพักใหญ่นั่นแหละ จินไม่ได้สนใจมากนัก เขามัวแต่ขยับเดินตามคนข้างหน้า เมื่อแถวกระชั้นขึ้นเรื่อยๆ
และพอถึงเขา มันก็เหลือเค้กสามชิ้นพอดี
“เหลือสามชิ้นเองเหรอ” เหมือนจะได้ยินเสียงเปรยเบาๆดังมาจากเจ้าคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง จินหันไปมอง และก็ดันสบตาเข้ากับคนที่ยืนต่อหลังเขาอยู่ ดูเหมือนเจ้าหนุ่มรายนั้นจะเก้อไปเล็กน้อย ที่เขาได้ยินในสิ่งที่เจ้าตัวพูด
“ขอโทษครับ” อีกฝ่ายบอกเขาเท่านั้น ก่อนจะก้มหน้าหลบสายตาเสีย แต่จินแอบเห็นหรอก ว่าเจ้าตัวเหลือบมองไปที่เค้กสามชิ้นในตู้กระจก ชายหนุ่มอดขำไม่ได้ เขาหันกลับไปยังพนักงาน ที่เหมือนหล่อนเองก็จะขำกับลูกค้ารายนั้นเหมือนกัน เขายิ้มให้หล่อนก่อนจะบอก อย่างที่แน่ใจได้ว่า คนข้างหลังของเขาต้องได้ยินแน่
“เอาสามชิ้นครับ”
“สองชิ้นใส่กล่อง อีกชิ้น คนข้างหลังเขาจอง” จินหันกลับไปยิ้มกว้างให้คนที่เงยหน้ามองเขา ดวงตาเรียวเบิกโต เหมือนเห็นเขาเป็นมนุษย์มาจากดาวอังคาร
“ทานให้อร่อยนะครับ” ชายหนุ่มบอก ก่อนจะรับกล่องเค้กเล็กๆจากพนักงานไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ แล้วจึงเดินออกจากร้าน ทว่าลูกค้ารายใหม่ที่ผลักประตูเข้ามานั้นตัวใหญ่พอๆกับเขา จนจินต้องหลบ เพื่อเปิดทางให้ ฝ่ายนั้นหันมาคร่อมศีรษะขอบคุณเล็กน้อย ก่อนจะเดินผ่านเขาไปพร้อมกับเรียก
“คาซึยะ เสร็จรึยัง”
…คาซึยะ…
ชื่อคุ้นหู คุ้นในความรู้สึก ชวนให้จินต้องหันกลับไปมองอีกครั้ง เจ้าคนที่เมื่อครู่ยืนต่อหลังเขาอยู่ กำลังคุยกับคนที่เขาเปิดทางให้เดินเข้ามาในร้านนั่นแหละ
…ชื่อ คาซึยะ…
ชายหนุ่มผลักประตูกระจก ก่อนจะก้าวขาออกจากร้าน เดินไปยังรถที่จอดอยู่ริมฟุตบาธ
…คุ้นหรอก แต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน…
และเพราะนึกไม่ออก อาคานิชิ จิน จึงทำได้เพียงแค่หันกลับไปมองร้านขนมชื่อดัง หน้าต่างกระจกใสเผยให้เห็นร่างโปร่งที่กำลังยืนอยู่ที่แคชเชียร์ พร้อมกับชายหนุ่มที่คาดว่าคงมาด้วยกัน
…เหมือนจะนึกออก แต่ก็ไม่…
จินถอนหายใจเบา บางทีเขาอาจจะคิดมากไป ไม่เคยมีเพื่อนชื่อคาซึยะสักคน จะไปคุ้นได้ไง เขาสตาร์ทรถ ก่อนจะขับออกจากหน้าร้านนั้น ทิ้ง ‘คนที่เหมือนจะคุ้น’ ที่วิ่งตามออกมาไม่ทัน เอาไว้ตรงนั้น
…………………
“ของผู้ชายคนเมื่อกี้น่ะเหรอ” โคจิเดินตามน้องชายที่วิ่งออกมาจากร้าน หากแต่ไม่ทันแล้ว ผู้ชายคนนั้นไปแล้ว พร้อมกับกล่องเค้กที่พนักงานส่งให้ผิด
“อืม เขาอุตส่าห์แบ่งให้ ดันได้กล่องที่เป็นชิ้นเดียวไปอีก” คาซึยะเพิ่งรู้ก็ตอนจ่ายเงิน ที่เห็นเค้กในมือ กล่องใหญ่กว่าปกติที่เคยซื้อ พอแกะกล่องออกดูถึงได้รู้ ว่าเขาได้กล่องที่เป็นสองชิ้นมา ในขณะที่ผู้ชายคนนั้นได้กล่องที่เป็นชิ้นเดียว แต่ต้องจ่ายเงินในราคาสองชิ้นไป เพราะพนักงานส่งให้ผิดแท้ๆ
“อ้าว อย่างงี้แกก็ได้เค้กฟรีชิ้นนึงอ่ะดิ” รู้สึกนั่นจะไม่ใช่ประเด็น น้องชายหันมามองคนพูดด้วยความเอือม โคจิหัวเราะลั่น แล้วโอบบ่าคาซึยะหลวมๆ
“เอาหน่า มาซื้อเค้กแถวนี้ แสดงว่าเขาก็คงอยู่แถวนี้ เดี๋ยวก็คงเจอกันอีกแหละ แกจำหน้าเขาได้มั้ยล่ะ”
“น่าจะได้นะ” คาซึยะจำหน้าคนไม่เก่งมาแต่ไหนแต่ไร แต่จะว่าไป ผู้ชายคนนั้นก็หน้าคุ้นๆ อาจจะเคยเจอกันแถวนี้ล่ะมั้ง แต่จำไม่ได้
“หัวขี้เลื่อยจริงๆ น้องฉันเนี่ย! ไป ขึ้นรถ ได้กลับบ้าน ป่านนี้นัทสึกิมันโวยวายแล้ว มันโทร.จิกฉันตั้งหลายรอบ ขากลับเดี๋ยวฉันขับเอง จะได้รู้ว่าระดับไหนเรียก ‘ป๋า’ ระดับไหนเรียก ‘ทารกในครรภ์’…”
แล้วขากลับ โคจิก็โชว์ฝีมือระดับ ‘ป๋า’ ให้ดู แบบที่ปราดซ้ายแซงขวา อย่างที่แม้คาซึยะจะประคองกล่องเค้กในมืออย่างทะนุถนอมมากแค่ไหน แต่คาดได้ว่า พอกลับถึงบ้านแล้วเปิดกล่องดู มันคงเละตุ้มเปะ มองไม่ออกว่าอันไหนเค้กสตรอเบอร์รี่ของนัทสึกิ อันไหนเค้กชอคโกแลตของเขาแน่ๆ
…เฮ้อ!...
ว่าแต่…แล้วเค้กชอคโกแลตที่ได้มาสองชิ้นจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย…
ไม่มีใครรู้ ว่ารถสองคันแยกห่างกันไปเรื่อยๆ เมื่อคันหนึ่งเลี้ยวรถยูเทิร์นเพื่อกลับบ้าน ในขณะที่อีกคัน วิ่งเลยไปติดไฟแดง เพื่อรอผ่านสี่แยกไปยังคอนโดของตัวเอง
คนสองคนที่ห่างกันแค่ไม่กี่สี่แยก ทว่า ณ วันนี้ ก็ยังยากเต็มกลืนที่จะพบหน้าค่าตาทำความรู้จัก
จะมีเพียงก็แต่…เรื่องราวเล็กๆน้อยๆ ที่เกิดขึ้น ในช่วงวัน ให้ครุ่นคิดและถามกับตัวเองว่า ‘เคยเจอกันที่ไหน’
คำถามสั้นๆ จะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาสองคนเคยเจอกันในลักษณะแบบนี้มาก่อน
แบบที่คนหนึ่งเจอกับอีกคนหนึ่ง ในสถานการณ์สั้นๆ ของช่วงเวลา ที่ไม่เพียงพอจะจดจำหน้าตาหรือเรื่องอื่นใด ทว่า ความคุ้นเคยกำลังฝังรากลึก
หากแค่เพียง วันนี้ จินไม่ได้แวะมาบ้านเพื่อน และนึกอยากจะกลับคอนโดตัวเอง ทั้งๆที่ฟ้ายังไม่มืด
หรือแค่เพียง คาซึยะไม่นึกอยากจะลองหัดขับรถ เรื่องบีบแตรเสียงดังลั่นของจินวันนี้คงไม่เกิด
หากแค่เพียงนัทสึกิผู้เป็นพี่สาวคนกลางของครอบครัวคาเมนาชิ ไม่ได้นึกอยากจะกินเค้กเอาตอนนั้น จนเป็นเหตุให้โคจิลากน้องชายออกจากบ้านมาซื้อ
หากแค่เพียงจินจะรีบสักนิด เดินไปต่อแถวซื้อเค้กชอคโกแลตทันทีที่เข้าร้าน
หากแค่เพียงคาซึยะเข้ามาช้ากว่านี้อีกหน่อย และไม่ทันได้ต่อหลังจิน
หากแค่เพียงไม่เอ่ยปากด้วยความลืมตัว จนอีกฝ่ายต้องหันมามอง
แน่นอน…ว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าแค่เพียงคลาดกันแม้เล็กน้อย
มันเป็นแค่ ‘เพียง’ คำสั้นๆ และดูไร้ค่า ทว่า… แค่นิดเดียวเท่านั้น ถ้าแค่เพียงว่ามันไม่เกิดขึ้น
คาซึยะและจินจะไม่อาจพบกันได้เลย
แค่เพียง…พรหมลิขิต เท่านั้นเอง
FIN
......................................
เรื่องสุดท้าย ของอายุยี่สิบ!!
(ใครอ่านเรื่องนี้แล้วคิดเป็นเพลง "พรหมลิขิตบันดาลชักพา ดลให้มาพบกันทันใด
... แสดงว่าเราคงจะรุ่นเดียวกันค่ะ ฮาฮา)(พออายุขึ้นเลขสอง แล้วรู้สึกไปเองรึเปล่าไม่รู้ ว่าทำไมมันผ่านไวแบบนี้ แปบๆจะเปลี่ยนเลขอายุแล้วอ่ะ ใครที่ผ่านเลขสองแล้ว เป็นกันบ้างปะคะ
แต่เคยมีคนบอกว่าพอเลขสาม
แล้วจะสปีดไวกว่านี้มาก ฮาฮา เลขสี่ไม่ต้องพูดถึง ไม่ต้องนับแล้ว เพราะเปลี่ยนไวสุดๆ
)เดี๋ยวพรุ่งนี้ อายุใหม่ จะเอา คำเตือน มาลงให้อีกพาร์ท เพราะเพิ่งคิดออก ช่วงนี้บ้าพิมพ์ฟิค ขยันเป็นพิเศษ ชดเชยล่วงหน้า เพราะต้องปั่นรายงานตอนตุลาแล้วค่ะ

มีคนทายถูกด้วย ว่าช่วงนี้เป็นช่วงวันเกิด พรุ่งนี้เองแหละค่ะ วันเกิดเรา (ต้องขอบคุณคุณนายแม่จริงๆ อุตส่าห์เบ่งคลอดในเดือนนี้ เลยได้เกิดเดือนเดียวกะพี่ยูเลย
)ไปพิมพ์ฟิคแล้ว จะได้ทันลงพรุ่งนี้ (สำหรับพาร์ทนี้ ขอบคุณผู้ชายไร้มารยาท หน้าตาแย่ ที่มันไม่ยอมให้เราแทรกตอนขับรถ หล่อให้ได้สักครึ่งของพี่ยูจะไม่โมโหเลย นี่ไม่หล่อแล้วยังจ้องหน้าอี๊ก!!!
แต่ถือว่าเจ๊ากันแล้วกัน เพราะเราเอาเขามาจิ้นฟิควาย ฮาฮา ร้ายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
)
2009.09.23
FIC : เพียง…พรหมลิขิต (วิทยุ)
FIC : เพียง…พรหมลิขิต (วิทยุ)
JIN X KAME
By : Dezair
…………………….
คุณเคยคิดรึเปล่า ว่าในขณะที่คุณกำลังกินข้าว ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง อาบน้ำ ขับรถ หรือแม้แต่กำลังปั่นงานให้ทันเส้นตาย
เนื้อคู่ของคุณกำลังทำอะไรอยู่?
เขากำลังวิ่งไปพร้อมคุณ กินข้าวอย่างเดียวกับคุณ เปิดโทรทัศน์ดูช่องเดียวกับคุณ หาคลื่นวิทยุเพลงโปรดเหมือนคุณ หัวเสียเพราะน้ำประปาไม่ไหลเหมือนคุณ ด่ารถคันหน้าในขณะที่วิ่งอยู่บนถนนเส้นเดียวกับคุณ หรือแม้แต่ เขาเองก็ถูกจิกงานเช่นเดียวกันกับตอนที่คุณเร่งงาน
แล้วถ้าอย่างนั้น คุณคิดว่าโลกกว้างๆใบนี้ จะทำให้เนื้อคู่ของคุณ แวะเวียนมาเจอคุณได้มั้ย มันคงยากพอๆกับการถูกล๊อตเตอรี่ล่ะมั้ง
……………..
วันนี้วันเสาร์ พ่อกับแม่ไปเที่ยวต่างจังหวัด พี่ชายคนโตออกไปเดทกับแฟน ทิ้งน้องชายคนเล็ก คาเมนาชิ คาซึยะไว้กับมหันตภัยร้ายอย่างพี่สาวคนกลาง ผู้แสนจะเอาแต่ใจตัวเองอย่างร้ายกาจ และมีหลากหลายรูปแบบให้ทุกผู้ทุกนามตามใจเธอได้ไม่อั้น
“นะ คาซึยะ ช่วยโทร.หน่อยสิ ฉันอยากได้ของรางวัลนี่นา” พี่สาวคนสวยออดอ้อนน้องชาย ด้วยใบหน้าและน้ำเสียงอย่างเท่าที่จะทำได้ ซึ่งมันก็ไม่ได้ดูอ้อนวอนเสียเท่าไหร่หรอกสำหรับน้องชายที่คลานตามกันออกมา และรู้ด้านมืดของพี่สาวดีพอ เผลอๆ คาซึยะ คิดว่าพี่สาวกำลังข่มขู่ด้วยซ้ำ
“แค่โทร.เข้าไปในรายการวิทยุเนี่ยนะ ก็โทร.เองสิ นัทสึกิ ทำไมต้องให้ฉันโทร.ด้วยล่ะ” คนเป็นน้องเสสายตาจากหนังสือแคทตาล็อคไม้เบสบอลรุ่นใหม่ในมือ ขึ้นมามองหน้าพี่สาว สบสายตาเพียงแวบเดียวก็ตัดใจ กลับมาดูราคาไม้เบสบอลที่แพงระยับดีกว่าต้องเห็นสายตาคาดคั้นของพี่ตัวดี
“ก็ฉันเขินนี่นา อากิระซังมาจัดรายการเองแบบนี้ ให้ฉันตอบคำถามเขาก็เขินแย่สิ นะ นะ คาซึยะ โทร.ไปคุยให้หน่อยนะ แค่โทร.ไปคุยแปบเดียวก็ได้รางวัลแล้ว” ฝ่ามือเล็กที่ตบเจ็บ แถมหนัก บีบนวดจากไหล่ลงมายังต้นแขนน้องชาย พาลให้คาซึยะอ่อนอกอ่อนใจไปหมด
“นะนะ แล้วพี่สาวจะไม่ขออะไรอีกเลย โอเคมั้ย”
“นัทสึกิพูดแบบนี้ทุกครั้ง”
“ครั้งนี้สุดท้าย จริงๆนะ คาซึยะ เห็นใจพี่สาวคนนี้เหอะ ของรางวัลมันแพงด้วย คราวก่อนแจกกระเป๋า ฉันล่ะอยากได้ แต่ดันโทร.ไม่ติด อีตาคนที่โทร.ติดนะ โคตรจะสร้างภาพเลย มันบอกว่าจะเอาไปให้แม่มัน”
“เข้าใจแล้ว จะโทร.ให้แล้วกัน แต่ไม่รู้จะโทร.ติดรึเปล่านะ” เพราะกลัวพี่สาวจะบ่นยาวกว่านั้น คาซึยะเลยต้องรีบตัดบทเสียก่อน เป็นผลให้สาวสวยผมลอนสีน้ำตาลทองตามแฟชั่นพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม ให้คนเป็นน้องต้องถอนหายใจเฮือก ก่อนจะหันไปสนใจแคทตาล็อคในมือตัวเองต่อ ในขณะที่ปากก็พูด
“จะให้โทร.ตอนกี่โมงมาบอกแล้วกัน”
“ตอนนี้เลย”
“ห๊ะ!” เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของพี่แล้ว คาซึยะก็ได้แต่ยอมจำนน ปิดแคทตาล็อคในมือ แล้ววางลงข้างกาย ก่อนจะยอมรับโทรศัพท์มือถือจากพี่สาวมา พร้อมเบอร์โทรศัพท์ เขาต้องถอนฉุนหนึ่งครั้งกับนิสัยของพี่ ถึงได้กดเบอร์โทร.ตามเลขบนกระดาษยับๆในมือ
“สายไม่ว่าง” ใบหน้าขาวของคนน้องเงยบอกพี่สาวที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆ
“โทร.อีกรอบสิ” ว่าแล้วเชียว… คาซึยะกดเลขอีกสองสามครั้ง ความพยายามถึงเป็นผล มีเจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์ของเขา และแจ้งว่าอยู่ในช่วงเวลาร่วมสนุกพอดี ขอให้ถือสายรอไว้สักครู่ จะโอนไปหน้าไมค์ให้ และเพียงเท่านั้น นัทสึกิก็เหมือนจะกระโดดโลดเต้นไปรอบบ้าน ปล่อยให้น้องชายตอบคำถามของดีเจที่ควบตำแหน่งนักแสดงสุดหล่อนามว่า อากิระซัง ไปเพียงลำพัง จนวางสายนั่นแหละ พี่ตัวดีถึงได้โผล่หน้าเข้ามาในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มหวาน
“เดี๋ยวสั่งซูชิเลี้ยงนะ คาซึยะ” ทำมาเป็นบอกว่าเลี้ยง… ซูชิน่ะ ของชอบของนัทสึกิไม่ใช่รึไง จะสั่งมากินเอง แล้วยังจะทำหน้าใหญ่อีก
………….
วันนี้วันเสาร์ แต่ทั้งอย่างนั้น ที่บริษัทก็ยังเรียกออกไปให้ช่วยงาน อาคานิชิ จิน ไม่ใช่คนขยันนักหรอก เพียงแต่ว่าบริษัทที่ทำอยู่เป็นของรุ่นพี่ที่สนิทสนมกันพอควร ดังนั้น อะไรที่ช่วยเหลือได้ และไม่เหลือบ่ากว่าแรง จึงไม่คิดเกี่ยง แม้จะเป็นการช่วยเหลือในวันพักผ่อนก็ตาม
ชายหนุ่มเปิดประตูเข้ามาในบ้านหลังไม่ใหญ่นัก ของครอบครัว ปกติเขาไม่ค่อยกลับบ้าน เพราะมีคอนโดอยู่ใกล้ที่ทำงาน จึงสะดวกกว่า แต่แม่อุตส่าห์โทร.ไปตามทั้งที จินเลยต้องเอาหน้าตามาให้แม่เห็นบ้าง
“จิน มาแล้วเหรอ ไหนว่าจะกลับเย็นหน่อย” มารดากำลังนั่งอยู่หน้าวิทยุเครื่องโปรด ฟังรายการอะไรสักอย่างที่จินเคยได้ยินแม่พูดนานแล้วว่า ‘อากิระหล่อมาก!!’ ส่วนบิดาและน้องชายนั่งอยู่ข้างๆ มีโทรศัพท์มือถือในมือคนละเครื่อง อย่างที่บอกให้รู้ว่าคุณนาย อาคานิชิ เรียวโกะ สั่งให้สามีและลูกโทร.ไปเพื่อร่วมเล่นเกมกับทางรายการอีกแล้ว
“พอดีงานเสร็จเร็วน่ะแม่ แล้วนี่… โทร.ติดมั้ย” ชายหนุ่มถามพร้อมรอยยิ้มขำบนใบหน้า เมื่อเห็นท่าทางเหนื่อยอกเหนื่อยใจของบิดาและน้องชาย
“โทร.ไม่ติดน่ะสิ! มีผู้ชายที่ไหนไม่รู้ โทร.ติดซะเร็วเชียว! คราวนี้แจกน้ำหอมด้วยนะ! เพราะสองพ่อลูกเนี่ย ไม่ได้เรื่องเลย! พรุ่งนี้จินโทร.ให้แม่หน่อยนะ เผื่อจินจะโทร.ติด” จินได้แต่พยักหน้ารับ พร้อมรอยยิ้ม
“ครับๆ เข้าใจแล้ว”
“แม่แกน่ะบ้า! อยากได้ก็ไปซื้อเอาก็ได้ ทำอย่างกับยากจน” ผู้เป็นพ่อบ่นเบาๆ ทำคุณเรียวโกะถึงกับต้องยกมือเท้าเอว ตาขวาง
“ฉันไม่ได้งกนะคะคุณ!! แต่ฉันแค่อยากได้ลายเซ็นของดีเจคนนี้ด้วย!! มันหาซื้อได้ที่ไหนล่ะ!!” จินได้แต่ยิ้มบางกับท่าทีเอาเรื่องของผู้เป็นแม่ ปลอบประโลมพักใหญ่ด้วยคำว่า ‘เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมช่วยโทร.’ นั่นแหละ มารดาถึงได้ยอมสงบลง และเปลี่ยนเรื่องเป็นพาเขาเข้าห้องครัว เพื่อหาของว่างยามบ่ายมาให้
…………………….
“คาซึยะ!!! วันนี้รายการนั้นจะแจกสร้อยคอ!!!” สายวันอาทิตย์ที่แสนสดใสของ คาเมนาชิ นัทสึกิ แต่ยังคงหมองหม่นสำหรับ คาเมนาชิ คาซึยะที่ต้องโงหัวตั้งแต่ยังไม่สิบโมง เพื่อลุกขึ้นมาฟังพี่สาวจอมแสบว่าวันนี้ ‘รายการของอากิระซัง’ จะแจกอะไรเป็นของรางวัล
“เมื่อวานโทร.ให้แล้วนี่นา นัทสึกิ” พออ้างไปแบบนั้น สาวสวยที่ถอดโครงหน้ากันมา ก็ถึงกับหงอลงทันที กับสายตาของน้องชายที่ลุกขึ้นมานั่งหัวฟูอยู่บนเตียง
“โทร.วันนี้อีกรอบไม่ได้เหรอ” นัทสึกิถาม พร้อมเสียงออดอ้อน หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่ไหนได้ยินก็ตามใจหล่อนกันทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ว่า ถ้าเป็นหนุ่มๆบ้านคาเมนาชิ ที่รู้หัวรู้หางเธอดีเป็นพิเศษแล้วล่ะก็ นัทสึกิก็เป็นเพียงนัทสึกิ ที่ไม่มีอะไรให้ต้องเอาอกเอาใจนักหรอก!!
“ไม่ได้… ให้คนอื่นได้บ้างสิ นัทสึกิจะเอาอะไรเยอะแยะ แฟนก็มี ทำไมไม่ขอแฟน นี่ไง จะวันเกิดพอดีเลย ขอแฟนเอาสิ” คาซึยะพูด แม้จะเพิ่งตื่นนอน แต่ตอนนี้ไม่ง่วงอีกแล้ว การจะเจรจากับพี่สาวคนกลางให้ได้ผลมากที่สุด เขาต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่อย่างนั้น มีสิทธิ์ถูกหล่อนโมเมเอาเองได้
“ก็มันไม่เหมือนกันนี่นา ถ้าได้จากทางรายการ จะได้ลายเซ็นของอากิระซังด้วย”
“ของรางวัลเมื่อวานมันก็แถมลายเซ็นเหมือนกันแหละหน่า”
“แต่ฉันอยากได้สองอัน” คาซึยะถอนหายใจเฮือกแรกของวัน
“รอแล้วกัน ถ้าได้แล้ว จะไปซีร็อคไว้ให้ จะเอาร้อยอัน ก็จะซีร็อคมาให้ร้อยอันเลย” พูดจบ คาซึยะที่หายง่วงก็ทำเป็นล้มตัวลงนอน ตวัดผ้าห่มคลุมโปง ปิดการสนทนาทุกเรื่อง ให้พี่สาวถึงกับเต้น
“คาซึยะ อย่าทำอย่างงี้ดิ… โฮย! ของจริงกับซีร็อคมันเหมือนกันที่ไหนล่ะ! ไม่เข้าใจกันมั่งเลย คาซึยะเนี่ย!” ปล่อยให้หล่อนโวยวายไปสักพัก สุดท้าย ความสงบของน้องก็สยบทุกความเคลื่อนไหวของพี่ นัทสึกิเลยได้แต่เดินกระแทกส้นปึงปังออกจากห้องนอนน้องชายไปอย่างหงุดหงิดในอารมณ์ ประตูปิดลงไปแล้ว คาซึยะถึงได้ตวัดผ้าห่มออก แล้วถอนหายใจอีกครั้ง
…เกิดมาเป็นลูกไล่ให้นัทสึกิชัดๆ พรุ่งนี้ก็ต้องโดดเรียนไปรับของรางวัลให้พี่สาวอีก… ใช้ก็ไม่ได้ใช้ ประโยชน์อะไรสักนิดก็ไม่ได้ แล้วยังเป็นภาระอีกต่างหาก ให้มันได้อย่างงี้สิ!
……………
“จินเก่งที่สุด!!!!” คุณนายเรียวโกะร้องลั่นด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมกับรอยยิ้มที่บอกได้ว่าหล่อนเป็นปลื้มแค่ไหน หลังจากบุตรชายวางสายจากการร่วมตอบคำถามในรายการวิทยุที่หล่อนชื่นชอบ
…สร้อยคอ พร้อมลายเซ็นของอากิระสุดหล่อจะเป็นของหล่อน!!!
“แล้วเขานัดให้ไปรับรางวัลเมื่อไรลูก” ทั้งสามี และลูกชายคนเล็กกลายเป็นหมาตกกระป๋องในบัดนั้น
“พรุ่งนี้ตอนเช้าน่ะแม่ เดี๋ยวผมไปเอาให้ ก่อนไปทำงานแล้วกัน”
“ขอบใจนะลูกนะ เย็นนี้อยากกินอะไร แม่ทำให้กินได้ทุกอย่างเลย!”
“อยากกินซูชิ แม่” เสียงน้องชายดังขึ้นมาด้วยความหมั่นไส้มารดานัก คราวก่อน เขาโทร.ติดล่ะกลายเป็นลูกรักสุดเลิฟสุดบูชา พอครั้งนี้โทร.ไม่ติด กลายเป็นว่าแม่ตัดหางปล่อยวัด เดี๋ยวคอยดูสิ ถ้าคราวหน้า จินโทร.ไม่ติดบ้างล่ะก็ ได้เห็น แม่ลืมลูกแน่ๆ
คุณเรียวโกะตวัดสายตาควับมามองลูกชายคนเล็ก
“กินข้าวไข่เจียวไปเถอะย่ะ!! แหม ไม่สร้างงานแล้วยังจะกินหรูอีก!! จินอยากกินอะไรลูก” วาจาที่มีให้ลูกชายสองคนนั้น แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด จนสามสมาชิกครอบครัวอาคานิชิยังอดยิ้มขำไม่ได้ แต่ต้องแอบเอาหรอกนะ เกิดขำให้เห็น เดี๋ยวจะเป็นเรื่องขึ้นมา
“ซูชิก็ได้แม่ เลี้ยงเรโอะมันด้วย” ว่าแล้ว มื้อนั้น อาคานิชิ จิน ก็ใจปล้ำเลี้ยงซูชิทั้งครอบครัว ฉลองที่มารดาจะได้รางวัลพร้อมลายเซ็นจากรายการวิทยุสุดโปรด
……………………..
ชั้นสิบของตึกสูงใจกลางเมืองหลวง คือออฟฟิสของรายการวิทยุชื่อดัง ที่มีนักแสดงหนุ่มสุดหล่อมาจัด นอกจากหน้าตาดีแล้ว เสียงยังเพราะถูกอกถูกใจสาวค่อนเมือง แถมแคมเปญของรายการในช่วงนี้ ก็ยังเป็นที่ต้องตาต้องใจสาวๆอีกต่างหาก เพราะมีการแจกของรางวัลพร้อมลายเซ็นของดีเจหนุ่มให้กับผู้ที่โทรศัพท์เข้ามาร่วมสนุกกับรายการในแต่ละวัน
ซึ่งนั่น รวมไปถึงผู้ชายสองคน ที่หนึ่งโทร.เพื่อพี่สาว อีกคนโทร.เพื่อแม่ ต้องเข้ามารับรางวัลด้วย
“คาเมนาชิ คาซึยะซัง นะครับ เดี๋ยวกรอกรายละเอียดตรงนี้ แล้วนั่งรอสักครู่ครับ” พนักงานที่มีหน้าที่ในการติดต่อเรื่องของรางวัลส่งกระดาษให้หนึ่งแผ่น พร้อมกับชี้ไปที่โซฟาสีแดงตัวใหญ่ข้างประตู
คาซึยะรับมา ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟา มีชายหนุ่มอีกคนกำลังกรอกกระดาษแบบเดียวกัน เพียงแต่หัวกระดาษมีข้อความเขียนว่า ‘รางวัลวันอาทิตย์ สัปดาห์ที่สี่ เดือนกันยายน’ แตกต่างจากของเขาที่เป็น ‘รางวัลวันเสาร์ สัปดาห์ที่สี่ เดือนกันยายน’
…อ่า นี่ล่ะมั้ง คนที่ได้สร้อยคอของวันอาทิตย์ ที่นัทสึกิก็อยากได้ เดี๋ยวลองขอดูดีมั้ย ใกล้วันเกิดของนัทสึกิแล้วด้วย ถ้าซื้อแบบใกล้เคียงกับสร้อยเส้นนี้ได้ นัทสึกิก็น่าจะชอบ…
ไม่ทันได้พูดอะไร ก็เหมือนอีกฝ่ายจะกรอกเสร็จ จึงได้ลุกขึ้นเดินไปหาเจ้าหน้าที่ คาซึยะมองตามร่างสูงใหญ่ หมายตาจะขอคุยด้วยสักหน่อย
“อาคานิชิ จินซัง…อ่า โอเคครับ รอสักครู่นะครับ” ชื่อ อาคานิชิ… คาซึยะท่องในใจ ก่อนจะก้มหน้ากรอกบ้าง เพียงครู่เดียว ทุกอย่างก็เรียบร้อย เขาเดินเข้าไปยืนข้างๆ ชายหนุ่มที่เป็นคนรับรางวัลของวันอาทิตย์ ฝ่ายนั้นปรายตามองเขาเล็กน้อย ให้คาซึยะต้องส่งยิ้มบางๆให้ ก่อนจะได้การผงกศีรษะเป็นเชิงทักทายตอบกลับมา
“เอ่อ…” ร่างโปร่งส่งเสียงไปก่อน ให้อีกฝ่ายที่ยืนเคียงข้างต้องหันกลับมามองอีกครั้ง
“คือ…พอดี พี่สาวผมเขาก็อยากได้สร้อยของวันอาทิตย์น่ะครับ ถ้าคุณได้แล้ว ขอดูมันหน่อยได้มั้ย คือเดือนหน้าวันเกิดพี่สาวผม ผมเลยว่าจะซื้อสร้อยแบบนี้ให้เขา” คาซึยะตัดสินใจบอกความต้องการ ฝ่ายนั้นนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วพูดในสิ่งที่เขาเองก็คิด ทันทีที่เหล่สายตาเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นผู้โชคดีที่รับรางวัลของวันเสาร์ที่ชื่อ คาเมนาชิ คาซึยะ
“แม่ของผมก็อยากได้น้ำหอมของวันเสาร์เหมือนกัน ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ขอผมจดยี่ห้อ กับคอลเลคชั่นไปหน่อยได้มั้ย ถือเป็นการแลกกัน”
คาซึยะอึ้งไป ก่อนจะหัวเราะออกมา กับความต้องการของพวกเขาทั้งคู่ที่ดูเหมือนจะตรงกันอย่างน่าประหลาด
แล้วหลังจากรอรับของรางวัลและลายเซ็นจากดีเจหนุ่มชื่อดังเรียบร้อยแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็วุ่นอยู่กับการดูของรางวัลของอีกฝ่ายหนึ่ง พักใหญ่ จึงได้ลาจากกันที่หน้าตึก
“ขอบคุณนะครับ” คาซึยะโค้งศีรษะเล็กน้อย พร้อมรอยยิ้มกว้างส่งให้ใบหน้าขาวยิ่งสดใส
“ขอบคุณเช่นกัน” จินเองก็ผงกศีรษะให้กับคนที่ดูท่าว่าจะอายุน้อยกว่าเขา
คนทั้งคู่ยิ้มให้กัน ก่อนที่จะแยกกันไปคนละทาง คาซึยะต้องไปมหาวิทยาลัยต่อ เพื่อเข้าเรียนในอีกครึ่งคาบที่เหลือ ส่วนจินเองก็ต้องกลับไปทำงานตอนสาย หลังจากโดดมาตั้งแต่เช้า
จินและคาซึยะแยกกันไปตามเส้นทางของตัวเอง ทว่า สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจรับรู้คือบางสิ่งบางอย่างที่ยึดโยงเอาไว้ด้วยกัน
คาซึยะรู้ว่าอีกฝ่ายชื่อ อาคานิชิ จิน เพราะพนักงานเรียก
จินรู้ว่าอีกฝ่ายชื่อ คาเมนาชิ คาซึยะ เพราะแอบเห็นในใบรายละเอียดตอนที่ปรายสายตาลงมอง
มันเป็นจุดเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ หากแต่ในความรู้สึกนึกคิดนั้น คล้ายจะไม่มีอะไร
มันก็แค่คนสองคนที่ถูกแม่กับพี่สาวไหว้วานให้ช่วยเหลือ
แค่เพียงคาซึยะยอมตามใจพี่สาว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ
หรือแค่เพียงคนที่โทร.ติดเป็นจิน ไม่ใช่เรโอะที่พยายามจนมือหงิก
แค่เพียงคนทั้งคู่โทร.ติดในสัปดาห์เดียวกัน
แค่เพียงเพราะว่าคาซึยะและจินโทร.ติดในสองวันสุดท้ายของสัปดาห์ พวกเขาจึงได้อยู่เป็นสองคนสุดท้ายที่จะรับรางวัล
แค่เพียงคาซึยะบังเอิญเห็นในใบรายละเอียดของจิน และจินทันเห็นยามปรายตามาที่คาซึยะ
และแค่เพียง ของซึ่งแต่ล่ะฝ่ายได้ ทั้งแม่และพี่สาวของแต่ล่ะคนก็อยากได้เช่นกัน…
มันเป็นแค่ ‘เพียง’ คำสั้นๆ และดูไร้ค่า ทว่า… แค่เพียงเล็กน้อย ถ้าแค่เพียงว่าเรื่องราวทั้งหมดไม่เกิดขึ้น
คาซึยะและจินจะไม่อาจพบกันได้เลย
แค่เพียง…พรหมลิขิต…เท่านั้นเอง
FIN
……………………..
ด้วยความทนไม่ไหว เหลือสอบอีกวิชา กับรายงานสองตัว แต่เนื่องจากสัปดาห์นี้สำคัญ (ไม่ใช่วันวางแผงแม็ก anan นะคะ ฮาฮา
) เลยรู้สึกอยากจะลงฟิคขึ้นมา
ที่สำคัญ เพราะว่าสัปดาห์นี้มันมีวันพิเศษ
เราก็เลยอยากขอบคุณคนกลุ่มนึง ที่เราไม่เคยขอบคุณเลยสักครั้ง นับตั้งแต่ลงฟิคในเน็ตมาสามปีกว่า
ทั้งๆที่คนกลุ่มนี้ หล่อหลอม และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้เราตลอดมา (รวมถึงจ่ายค่าไฟในการพิมพ์ฟิคของเรามาตลอดสามปี โดยเข้าใจว่าเรานั่งพิมพ์รายงาน วะฮ่าฮ่า
)
คนกลุ่มนั้นคือครอบครัวค่ะ
ถ้าไม่มีคนกลุ่มนี้ ยี่สิบปีที่ผ่านมา เราจะมาได้ไม่ไกลขนาดนี้เลย คำว่ายี่สิบปี ฟังดูยาวนาน แต่คนที่อดทน และใจเย็นในการประคับประคองเซลล์เล็กๆจนกลายเป็นคนได้ถึงขนาดนี้ ก็คือครอบครัวนี่แหละค่ะ (โหมดซึ้ง
)
ก็เลยคิดว่า ก่อนที่ก้าวข้ามคำว่า ยี่สิบปีแรก ของชีวิตมนุษย์ไป อยากขอบคุณ ครอบครัว ในหน้าบล็อคของตัวเอง
เพราะครอบครัว ที่ปลูกฝังให้เราชอบอ่าน ชอบขีดๆเขียนๆ (แต่เคยเขียนฝาบ้าน ถูกแม่ตีเข้าให้ ซวยสนิท
) เลยทำให้มี Dezair วันนี้แหละค่ะ
ขอบคุณ พ่อแม่ ลุงป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย พี่น้องทุกคนของบัวมากค่า

JIN X KAME
By : Dezair
…………………….
คุณเคยคิดรึเปล่า ว่าในขณะที่คุณกำลังกินข้าว ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง อาบน้ำ ขับรถ หรือแม้แต่กำลังปั่นงานให้ทันเส้นตาย
เนื้อคู่ของคุณกำลังทำอะไรอยู่?
เขากำลังวิ่งไปพร้อมคุณ กินข้าวอย่างเดียวกับคุณ เปิดโทรทัศน์ดูช่องเดียวกับคุณ หาคลื่นวิทยุเพลงโปรดเหมือนคุณ หัวเสียเพราะน้ำประปาไม่ไหลเหมือนคุณ ด่ารถคันหน้าในขณะที่วิ่งอยู่บนถนนเส้นเดียวกับคุณ หรือแม้แต่ เขาเองก็ถูกจิกงานเช่นเดียวกันกับตอนที่คุณเร่งงาน
แล้วถ้าอย่างนั้น คุณคิดว่าโลกกว้างๆใบนี้ จะทำให้เนื้อคู่ของคุณ แวะเวียนมาเจอคุณได้มั้ย มันคงยากพอๆกับการถูกล๊อตเตอรี่ล่ะมั้ง
……………..
วันนี้วันเสาร์ พ่อกับแม่ไปเที่ยวต่างจังหวัด พี่ชายคนโตออกไปเดทกับแฟน ทิ้งน้องชายคนเล็ก คาเมนาชิ คาซึยะไว้กับมหันตภัยร้ายอย่างพี่สาวคนกลาง ผู้แสนจะเอาแต่ใจตัวเองอย่างร้ายกาจ และมีหลากหลายรูปแบบให้ทุกผู้ทุกนามตามใจเธอได้ไม่อั้น
“นะ คาซึยะ ช่วยโทร.หน่อยสิ ฉันอยากได้ของรางวัลนี่นา” พี่สาวคนสวยออดอ้อนน้องชาย ด้วยใบหน้าและน้ำเสียงอย่างเท่าที่จะทำได้ ซึ่งมันก็ไม่ได้ดูอ้อนวอนเสียเท่าไหร่หรอกสำหรับน้องชายที่คลานตามกันออกมา และรู้ด้านมืดของพี่สาวดีพอ เผลอๆ คาซึยะ คิดว่าพี่สาวกำลังข่มขู่ด้วยซ้ำ
“แค่โทร.เข้าไปในรายการวิทยุเนี่ยนะ ก็โทร.เองสิ นัทสึกิ ทำไมต้องให้ฉันโทร.ด้วยล่ะ” คนเป็นน้องเสสายตาจากหนังสือแคทตาล็อคไม้เบสบอลรุ่นใหม่ในมือ ขึ้นมามองหน้าพี่สาว สบสายตาเพียงแวบเดียวก็ตัดใจ กลับมาดูราคาไม้เบสบอลที่แพงระยับดีกว่าต้องเห็นสายตาคาดคั้นของพี่ตัวดี
“ก็ฉันเขินนี่นา อากิระซังมาจัดรายการเองแบบนี้ ให้ฉันตอบคำถามเขาก็เขินแย่สิ นะ นะ คาซึยะ โทร.ไปคุยให้หน่อยนะ แค่โทร.ไปคุยแปบเดียวก็ได้รางวัลแล้ว” ฝ่ามือเล็กที่ตบเจ็บ แถมหนัก บีบนวดจากไหล่ลงมายังต้นแขนน้องชาย พาลให้คาซึยะอ่อนอกอ่อนใจไปหมด
“นะนะ แล้วพี่สาวจะไม่ขออะไรอีกเลย โอเคมั้ย”
“นัทสึกิพูดแบบนี้ทุกครั้ง”
“ครั้งนี้สุดท้าย จริงๆนะ คาซึยะ เห็นใจพี่สาวคนนี้เหอะ ของรางวัลมันแพงด้วย คราวก่อนแจกกระเป๋า ฉันล่ะอยากได้ แต่ดันโทร.ไม่ติด อีตาคนที่โทร.ติดนะ โคตรจะสร้างภาพเลย มันบอกว่าจะเอาไปให้แม่มัน”
“เข้าใจแล้ว จะโทร.ให้แล้วกัน แต่ไม่รู้จะโทร.ติดรึเปล่านะ” เพราะกลัวพี่สาวจะบ่นยาวกว่านั้น คาซึยะเลยต้องรีบตัดบทเสียก่อน เป็นผลให้สาวสวยผมลอนสีน้ำตาลทองตามแฟชั่นพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม ให้คนเป็นน้องต้องถอนหายใจเฮือก ก่อนจะหันไปสนใจแคทตาล็อคในมือตัวเองต่อ ในขณะที่ปากก็พูด
“จะให้โทร.ตอนกี่โมงมาบอกแล้วกัน”
“ตอนนี้เลย”
“ห๊ะ!” เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของพี่แล้ว คาซึยะก็ได้แต่ยอมจำนน ปิดแคทตาล็อคในมือ แล้ววางลงข้างกาย ก่อนจะยอมรับโทรศัพท์มือถือจากพี่สาวมา พร้อมเบอร์โทรศัพท์ เขาต้องถอนฉุนหนึ่งครั้งกับนิสัยของพี่ ถึงได้กดเบอร์โทร.ตามเลขบนกระดาษยับๆในมือ
“สายไม่ว่าง” ใบหน้าขาวของคนน้องเงยบอกพี่สาวที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆ
“โทร.อีกรอบสิ” ว่าแล้วเชียว… คาซึยะกดเลขอีกสองสามครั้ง ความพยายามถึงเป็นผล มีเจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์ของเขา และแจ้งว่าอยู่ในช่วงเวลาร่วมสนุกพอดี ขอให้ถือสายรอไว้สักครู่ จะโอนไปหน้าไมค์ให้ และเพียงเท่านั้น นัทสึกิก็เหมือนจะกระโดดโลดเต้นไปรอบบ้าน ปล่อยให้น้องชายตอบคำถามของดีเจที่ควบตำแหน่งนักแสดงสุดหล่อนามว่า อากิระซัง ไปเพียงลำพัง จนวางสายนั่นแหละ พี่ตัวดีถึงได้โผล่หน้าเข้ามาในห้องนั่งเล่นอีกครั้ง พร้อมรอยยิ้มหวาน
“เดี๋ยวสั่งซูชิเลี้ยงนะ คาซึยะ” ทำมาเป็นบอกว่าเลี้ยง… ซูชิน่ะ ของชอบของนัทสึกิไม่ใช่รึไง จะสั่งมากินเอง แล้วยังจะทำหน้าใหญ่อีก
………….
วันนี้วันเสาร์ แต่ทั้งอย่างนั้น ที่บริษัทก็ยังเรียกออกไปให้ช่วยงาน อาคานิชิ จิน ไม่ใช่คนขยันนักหรอก เพียงแต่ว่าบริษัทที่ทำอยู่เป็นของรุ่นพี่ที่สนิทสนมกันพอควร ดังนั้น อะไรที่ช่วยเหลือได้ และไม่เหลือบ่ากว่าแรง จึงไม่คิดเกี่ยง แม้จะเป็นการช่วยเหลือในวันพักผ่อนก็ตาม
ชายหนุ่มเปิดประตูเข้ามาในบ้านหลังไม่ใหญ่นัก ของครอบครัว ปกติเขาไม่ค่อยกลับบ้าน เพราะมีคอนโดอยู่ใกล้ที่ทำงาน จึงสะดวกกว่า แต่แม่อุตส่าห์โทร.ไปตามทั้งที จินเลยต้องเอาหน้าตามาให้แม่เห็นบ้าง
“จิน มาแล้วเหรอ ไหนว่าจะกลับเย็นหน่อย” มารดากำลังนั่งอยู่หน้าวิทยุเครื่องโปรด ฟังรายการอะไรสักอย่างที่จินเคยได้ยินแม่พูดนานแล้วว่า ‘อากิระหล่อมาก!!’ ส่วนบิดาและน้องชายนั่งอยู่ข้างๆ มีโทรศัพท์มือถือในมือคนละเครื่อง อย่างที่บอกให้รู้ว่าคุณนาย อาคานิชิ เรียวโกะ สั่งให้สามีและลูกโทร.ไปเพื่อร่วมเล่นเกมกับทางรายการอีกแล้ว
“พอดีงานเสร็จเร็วน่ะแม่ แล้วนี่… โทร.ติดมั้ย” ชายหนุ่มถามพร้อมรอยยิ้มขำบนใบหน้า เมื่อเห็นท่าทางเหนื่อยอกเหนื่อยใจของบิดาและน้องชาย
“โทร.ไม่ติดน่ะสิ! มีผู้ชายที่ไหนไม่รู้ โทร.ติดซะเร็วเชียว! คราวนี้แจกน้ำหอมด้วยนะ! เพราะสองพ่อลูกเนี่ย ไม่ได้เรื่องเลย! พรุ่งนี้จินโทร.ให้แม่หน่อยนะ เผื่อจินจะโทร.ติด” จินได้แต่พยักหน้ารับ พร้อมรอยยิ้ม
“ครับๆ เข้าใจแล้ว”
“แม่แกน่ะบ้า! อยากได้ก็ไปซื้อเอาก็ได้ ทำอย่างกับยากจน” ผู้เป็นพ่อบ่นเบาๆ ทำคุณเรียวโกะถึงกับต้องยกมือเท้าเอว ตาขวาง
“ฉันไม่ได้งกนะคะคุณ!! แต่ฉันแค่อยากได้ลายเซ็นของดีเจคนนี้ด้วย!! มันหาซื้อได้ที่ไหนล่ะ!!” จินได้แต่ยิ้มบางกับท่าทีเอาเรื่องของผู้เป็นแม่ ปลอบประโลมพักใหญ่ด้วยคำว่า ‘เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมช่วยโทร.’ นั่นแหละ มารดาถึงได้ยอมสงบลง และเปลี่ยนเรื่องเป็นพาเขาเข้าห้องครัว เพื่อหาของว่างยามบ่ายมาให้
…………………….
“คาซึยะ!!! วันนี้รายการนั้นจะแจกสร้อยคอ!!!” สายวันอาทิตย์ที่แสนสดใสของ คาเมนาชิ นัทสึกิ แต่ยังคงหมองหม่นสำหรับ คาเมนาชิ คาซึยะที่ต้องโงหัวตั้งแต่ยังไม่สิบโมง เพื่อลุกขึ้นมาฟังพี่สาวจอมแสบว่าวันนี้ ‘รายการของอากิระซัง’ จะแจกอะไรเป็นของรางวัล
“เมื่อวานโทร.ให้แล้วนี่นา นัทสึกิ” พออ้างไปแบบนั้น สาวสวยที่ถอดโครงหน้ากันมา ก็ถึงกับหงอลงทันที กับสายตาของน้องชายที่ลุกขึ้นมานั่งหัวฟูอยู่บนเตียง
“โทร.วันนี้อีกรอบไม่ได้เหรอ” นัทสึกิถาม พร้อมเสียงออดอ้อน หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่ไหนได้ยินก็ตามใจหล่อนกันทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ว่า ถ้าเป็นหนุ่มๆบ้านคาเมนาชิ ที่รู้หัวรู้หางเธอดีเป็นพิเศษแล้วล่ะก็ นัทสึกิก็เป็นเพียงนัทสึกิ ที่ไม่มีอะไรให้ต้องเอาอกเอาใจนักหรอก!!
“ไม่ได้… ให้คนอื่นได้บ้างสิ นัทสึกิจะเอาอะไรเยอะแยะ แฟนก็มี ทำไมไม่ขอแฟน นี่ไง จะวันเกิดพอดีเลย ขอแฟนเอาสิ” คาซึยะพูด แม้จะเพิ่งตื่นนอน แต่ตอนนี้ไม่ง่วงอีกแล้ว การจะเจรจากับพี่สาวคนกลางให้ได้ผลมากที่สุด เขาต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่อย่างนั้น มีสิทธิ์ถูกหล่อนโมเมเอาเองได้
“ก็มันไม่เหมือนกันนี่นา ถ้าได้จากทางรายการ จะได้ลายเซ็นของอากิระซังด้วย”
“ของรางวัลเมื่อวานมันก็แถมลายเซ็นเหมือนกันแหละหน่า”
“แต่ฉันอยากได้สองอัน” คาซึยะถอนหายใจเฮือกแรกของวัน
“รอแล้วกัน ถ้าได้แล้ว จะไปซีร็อคไว้ให้ จะเอาร้อยอัน ก็จะซีร็อคมาให้ร้อยอันเลย” พูดจบ คาซึยะที่หายง่วงก็ทำเป็นล้มตัวลงนอน ตวัดผ้าห่มคลุมโปง ปิดการสนทนาทุกเรื่อง ให้พี่สาวถึงกับเต้น
“คาซึยะ อย่าทำอย่างงี้ดิ… โฮย! ของจริงกับซีร็อคมันเหมือนกันที่ไหนล่ะ! ไม่เข้าใจกันมั่งเลย คาซึยะเนี่ย!” ปล่อยให้หล่อนโวยวายไปสักพัก สุดท้าย ความสงบของน้องก็สยบทุกความเคลื่อนไหวของพี่ นัทสึกิเลยได้แต่เดินกระแทกส้นปึงปังออกจากห้องนอนน้องชายไปอย่างหงุดหงิดในอารมณ์ ประตูปิดลงไปแล้ว คาซึยะถึงได้ตวัดผ้าห่มออก แล้วถอนหายใจอีกครั้ง
…เกิดมาเป็นลูกไล่ให้นัทสึกิชัดๆ พรุ่งนี้ก็ต้องโดดเรียนไปรับของรางวัลให้พี่สาวอีก… ใช้ก็ไม่ได้ใช้ ประโยชน์อะไรสักนิดก็ไม่ได้ แล้วยังเป็นภาระอีกต่างหาก ให้มันได้อย่างงี้สิ!
……………
“จินเก่งที่สุด!!!!” คุณนายเรียวโกะร้องลั่นด้วยความภาคภูมิใจ พร้อมกับรอยยิ้มที่บอกได้ว่าหล่อนเป็นปลื้มแค่ไหน หลังจากบุตรชายวางสายจากการร่วมตอบคำถามในรายการวิทยุที่หล่อนชื่นชอบ
…สร้อยคอ พร้อมลายเซ็นของอากิระสุดหล่อจะเป็นของหล่อน!!!
“แล้วเขานัดให้ไปรับรางวัลเมื่อไรลูก” ทั้งสามี และลูกชายคนเล็กกลายเป็นหมาตกกระป๋องในบัดนั้น
“พรุ่งนี้ตอนเช้าน่ะแม่ เดี๋ยวผมไปเอาให้ ก่อนไปทำงานแล้วกัน”
“ขอบใจนะลูกนะ เย็นนี้อยากกินอะไร แม่ทำให้กินได้ทุกอย่างเลย!”
“อยากกินซูชิ แม่” เสียงน้องชายดังขึ้นมาด้วยความหมั่นไส้มารดานัก คราวก่อน เขาโทร.ติดล่ะกลายเป็นลูกรักสุดเลิฟสุดบูชา พอครั้งนี้โทร.ไม่ติด กลายเป็นว่าแม่ตัดหางปล่อยวัด เดี๋ยวคอยดูสิ ถ้าคราวหน้า จินโทร.ไม่ติดบ้างล่ะก็ ได้เห็น แม่ลืมลูกแน่ๆ
คุณเรียวโกะตวัดสายตาควับมามองลูกชายคนเล็ก
“กินข้าวไข่เจียวไปเถอะย่ะ!! แหม ไม่สร้างงานแล้วยังจะกินหรูอีก!! จินอยากกินอะไรลูก” วาจาที่มีให้ลูกชายสองคนนั้น แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด จนสามสมาชิกครอบครัวอาคานิชิยังอดยิ้มขำไม่ได้ แต่ต้องแอบเอาหรอกนะ เกิดขำให้เห็น เดี๋ยวจะเป็นเรื่องขึ้นมา
“ซูชิก็ได้แม่ เลี้ยงเรโอะมันด้วย” ว่าแล้ว มื้อนั้น อาคานิชิ จิน ก็ใจปล้ำเลี้ยงซูชิทั้งครอบครัว ฉลองที่มารดาจะได้รางวัลพร้อมลายเซ็นจากรายการวิทยุสุดโปรด
……………………..
ชั้นสิบของตึกสูงใจกลางเมืองหลวง คือออฟฟิสของรายการวิทยุชื่อดัง ที่มีนักแสดงหนุ่มสุดหล่อมาจัด นอกจากหน้าตาดีแล้ว เสียงยังเพราะถูกอกถูกใจสาวค่อนเมือง แถมแคมเปญของรายการในช่วงนี้ ก็ยังเป็นที่ต้องตาต้องใจสาวๆอีกต่างหาก เพราะมีการแจกของรางวัลพร้อมลายเซ็นของดีเจหนุ่มให้กับผู้ที่โทรศัพท์เข้ามาร่วมสนุกกับรายการในแต่ละวัน
ซึ่งนั่น รวมไปถึงผู้ชายสองคน ที่หนึ่งโทร.เพื่อพี่สาว อีกคนโทร.เพื่อแม่ ต้องเข้ามารับรางวัลด้วย
“คาเมนาชิ คาซึยะซัง นะครับ เดี๋ยวกรอกรายละเอียดตรงนี้ แล้วนั่งรอสักครู่ครับ” พนักงานที่มีหน้าที่ในการติดต่อเรื่องของรางวัลส่งกระดาษให้หนึ่งแผ่น พร้อมกับชี้ไปที่โซฟาสีแดงตัวใหญ่ข้างประตู
คาซึยะรับมา ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟา มีชายหนุ่มอีกคนกำลังกรอกกระดาษแบบเดียวกัน เพียงแต่หัวกระดาษมีข้อความเขียนว่า ‘รางวัลวันอาทิตย์ สัปดาห์ที่สี่ เดือนกันยายน’ แตกต่างจากของเขาที่เป็น ‘รางวัลวันเสาร์ สัปดาห์ที่สี่ เดือนกันยายน’
…อ่า นี่ล่ะมั้ง คนที่ได้สร้อยคอของวันอาทิตย์ ที่นัทสึกิก็อยากได้ เดี๋ยวลองขอดูดีมั้ย ใกล้วันเกิดของนัทสึกิแล้วด้วย ถ้าซื้อแบบใกล้เคียงกับสร้อยเส้นนี้ได้ นัทสึกิก็น่าจะชอบ…
ไม่ทันได้พูดอะไร ก็เหมือนอีกฝ่ายจะกรอกเสร็จ จึงได้ลุกขึ้นเดินไปหาเจ้าหน้าที่ คาซึยะมองตามร่างสูงใหญ่ หมายตาจะขอคุยด้วยสักหน่อย
“อาคานิชิ จินซัง…อ่า โอเคครับ รอสักครู่นะครับ” ชื่อ อาคานิชิ… คาซึยะท่องในใจ ก่อนจะก้มหน้ากรอกบ้าง เพียงครู่เดียว ทุกอย่างก็เรียบร้อย เขาเดินเข้าไปยืนข้างๆ ชายหนุ่มที่เป็นคนรับรางวัลของวันอาทิตย์ ฝ่ายนั้นปรายตามองเขาเล็กน้อย ให้คาซึยะต้องส่งยิ้มบางๆให้ ก่อนจะได้การผงกศีรษะเป็นเชิงทักทายตอบกลับมา
“เอ่อ…” ร่างโปร่งส่งเสียงไปก่อน ให้อีกฝ่ายที่ยืนเคียงข้างต้องหันกลับมามองอีกครั้ง
“คือ…พอดี พี่สาวผมเขาก็อยากได้สร้อยของวันอาทิตย์น่ะครับ ถ้าคุณได้แล้ว ขอดูมันหน่อยได้มั้ย คือเดือนหน้าวันเกิดพี่สาวผม ผมเลยว่าจะซื้อสร้อยแบบนี้ให้เขา” คาซึยะตัดสินใจบอกความต้องการ ฝ่ายนั้นนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วพูดในสิ่งที่เขาเองก็คิด ทันทีที่เหล่สายตาเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นผู้โชคดีที่รับรางวัลของวันเสาร์ที่ชื่อ คาเมนาชิ คาซึยะ
“แม่ของผมก็อยากได้น้ำหอมของวันเสาร์เหมือนกัน ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ขอผมจดยี่ห้อ กับคอลเลคชั่นไปหน่อยได้มั้ย ถือเป็นการแลกกัน”
คาซึยะอึ้งไป ก่อนจะหัวเราะออกมา กับความต้องการของพวกเขาทั้งคู่ที่ดูเหมือนจะตรงกันอย่างน่าประหลาด
แล้วหลังจากรอรับของรางวัลและลายเซ็นจากดีเจหนุ่มชื่อดังเรียบร้อยแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็วุ่นอยู่กับการดูของรางวัลของอีกฝ่ายหนึ่ง พักใหญ่ จึงได้ลาจากกันที่หน้าตึก
“ขอบคุณนะครับ” คาซึยะโค้งศีรษะเล็กน้อย พร้อมรอยยิ้มกว้างส่งให้ใบหน้าขาวยิ่งสดใส
“ขอบคุณเช่นกัน” จินเองก็ผงกศีรษะให้กับคนที่ดูท่าว่าจะอายุน้อยกว่าเขา
คนทั้งคู่ยิ้มให้กัน ก่อนที่จะแยกกันไปคนละทาง คาซึยะต้องไปมหาวิทยาลัยต่อ เพื่อเข้าเรียนในอีกครึ่งคาบที่เหลือ ส่วนจินเองก็ต้องกลับไปทำงานตอนสาย หลังจากโดดมาตั้งแต่เช้า
จินและคาซึยะแยกกันไปตามเส้นทางของตัวเอง ทว่า สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจรับรู้คือบางสิ่งบางอย่างที่ยึดโยงเอาไว้ด้วยกัน
คาซึยะรู้ว่าอีกฝ่ายชื่อ อาคานิชิ จิน เพราะพนักงานเรียก
จินรู้ว่าอีกฝ่ายชื่อ คาเมนาชิ คาซึยะ เพราะแอบเห็นในใบรายละเอียดตอนที่ปรายสายตาลงมอง
มันเป็นจุดเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ หากแต่ในความรู้สึกนึกคิดนั้น คล้ายจะไม่มีอะไร
มันก็แค่คนสองคนที่ถูกแม่กับพี่สาวไหว้วานให้ช่วยเหลือ
แค่เพียงคาซึยะยอมตามใจพี่สาว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ
หรือแค่เพียงคนที่โทร.ติดเป็นจิน ไม่ใช่เรโอะที่พยายามจนมือหงิก
แค่เพียงคนทั้งคู่โทร.ติดในสัปดาห์เดียวกัน
แค่เพียงเพราะว่าคาซึยะและจินโทร.ติดในสองวันสุดท้ายของสัปดาห์ พวกเขาจึงได้อยู่เป็นสองคนสุดท้ายที่จะรับรางวัล
แค่เพียงคาซึยะบังเอิญเห็นในใบรายละเอียดของจิน และจินทันเห็นยามปรายตามาที่คาซึยะ
และแค่เพียง ของซึ่งแต่ล่ะฝ่ายได้ ทั้งแม่และพี่สาวของแต่ล่ะคนก็อยากได้เช่นกัน…
มันเป็นแค่ ‘เพียง’ คำสั้นๆ และดูไร้ค่า ทว่า… แค่เพียงเล็กน้อย ถ้าแค่เพียงว่าเรื่องราวทั้งหมดไม่เกิดขึ้น
คาซึยะและจินจะไม่อาจพบกันได้เลย
แค่เพียง…พรหมลิขิต…เท่านั้นเอง
FIN
……………………..
ด้วยความทนไม่ไหว เหลือสอบอีกวิชา กับรายงานสองตัว แต่เนื่องจากสัปดาห์นี้สำคัญ (ไม่ใช่วันวางแผงแม็ก anan นะคะ ฮาฮา
) เลยรู้สึกอยากจะลงฟิคขึ้นมา ที่สำคัญ เพราะว่าสัปดาห์นี้มันมีวันพิเศษ
เราก็เลยอยากขอบคุณคนกลุ่มนึง ที่เราไม่เคยขอบคุณเลยสักครั้ง นับตั้งแต่ลงฟิคในเน็ตมาสามปีกว่า
ทั้งๆที่คนกลุ่มนี้ หล่อหลอม และเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้เราตลอดมา (รวมถึงจ่ายค่าไฟในการพิมพ์ฟิคของเรามาตลอดสามปี โดยเข้าใจว่าเรานั่งพิมพ์รายงาน วะฮ่าฮ่า
)คนกลุ่มนั้นคือครอบครัวค่ะ

ถ้าไม่มีคนกลุ่มนี้ ยี่สิบปีที่ผ่านมา เราจะมาได้ไม่ไกลขนาดนี้เลย คำว่ายี่สิบปี ฟังดูยาวนาน แต่คนที่อดทน และใจเย็นในการประคับประคองเซลล์เล็กๆจนกลายเป็นคนได้ถึงขนาดนี้ ก็คือครอบครัวนี่แหละค่ะ (โหมดซึ้ง
)ก็เลยคิดว่า ก่อนที่ก้าวข้ามคำว่า ยี่สิบปีแรก ของชีวิตมนุษย์ไป อยากขอบคุณ ครอบครัว ในหน้าบล็อคของตัวเอง
เพราะครอบครัว ที่ปลูกฝังให้เราชอบอ่าน ชอบขีดๆเขียนๆ (แต่เคยเขียนฝาบ้าน ถูกแม่ตีเข้าให้ ซวยสนิท
) เลยทำให้มี Dezair วันนี้แหละค่ะ
ขอบคุณ พ่อแม่ ลุงป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย พี่น้องทุกคนของบัวมากค่า


2009.09.11
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก บทที่ 5
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 5
‘เราอยากได้น้องของท่านอยู่ดี’ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ลมปากอีกต่อไป หากแต่องค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามแห่งคุโรคาวะปฏิบัติเช่นนั้นจริง หรือไม่อย่างนั้นแล้ว ก็ปฏิบัติเพื่อวางลู่ทางไปสู่การคว้า ‘น้องของท่าน’ มาครอบครองเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว
“องค์ชายฮิเดอากิ เราเอง มาที่เมืองนี้นานแล้ว หากแต่ยังไม่ได้ไปที่ใดเกินกว่าวังหลวงเลย ท่านมีสถานที่แนะนำหรือไม่” เวลาน้ำชายามบ่ายที่รับมาจากตะวันตกนั้น องค์ชายฮิเดอากิอยากจะโยนคืนไปยังฟากกระนู้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด หากมันจะเป็นเวลาที่ชวนให้องค์ชายนักรัก เอามาใช้สอยหาประโยชน์เข้าตัวเช่นนี้
“ตลาดในเมืองเป็นอย่างไร ที่นั่นข้าวของมากมาย ทั้งยังได้พบเห็นวิถีชีวิตของชาวทาคิซาวะด้วย” แม้พระทัยจะไม่พอใจสายเนตรระริกระรี้ หากแต่แขกบ้านแขกเมืองคือสถานะที่ค้ำจุนชายตรงหน้าเอาไว้ ไม่ให้พระองค์แสดงท่าทีใดๆออกมา
“โอ้! ท่านเสนอราวกับอ่านใจเราได้ เอาเป็นวันพรุ่งนี้ หลังเยี่ยมชมขบวนทหารของท่าน อ้อ…เราคงไปเองไม่ถูก ทางที่ดี น่าจะมีผู้นำเที่ยวสักคน ไม่อยากให้มากเรื่อง เอาผู้ติดตามของท่านมาก็ได้” โอษฐ์ว่า ‘ผู้ติดตามมาสักคน’ ทว่าแท้จริงแล้ว องค์ชายฮิเดอากิรู้ดีว่าอีกฝ่ายคาดหวังถึงใคร
“แล้วนี่แม่หญิงคาซึยะหยุดงานหรือ ไม่เห็นหน้าเห็นตา” ที่องค์ชายชินเรทอดพระเนตรคราใดก็พบอยู่เสมอ คือองครักษ์สองนาย ที่หนึ่งนั้นยิ้มกว้างราวกับชีวิตไม่เคยข้องแวะกับเรื่องทุกข์ ในขณะที่อีกหนึ่งนั้นนิ่งเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ หรืออาจจะเป็นหุ่นไล่กามาเกิดก็ไม่รู้
“นางเป็นสตรี จะให้ทำงานทุกวันไม่เหมาะหรอก”
“แหม ช่างน่าเสียดาย เรารึอยากพบนางทุกวัน สตรีอะไร ยิ้มก็งาม บึ้งก็น่ามองนัก หวังว่าองค์ชายฮิเดอากิจะเห็นใจเราบ้าง ให้พรุ่งนี้ของเรา ได้มีนางร่วมเคียง” แล้วพระองค์ก็สรวลเล็กน้อย ก่อนจะเสยกถ้วยชาขึ้นจิบ ในขณะที่สามบุรุษแห่งทาคิซาวะต่างพากันเงียบ แม้ยูอิจิจะยังมีรอยยิ้มอย่างปกติทุกที หากดวงตากลับบดบังไปด้วยร่องรอยบางอย่างที่น้อยคนนักจะพบเจอ
…………..
“กระหม่อมน้อมรับใช้พระเจ้าค่ะ” บ่ายวันต่อมา องค์ชายชินเรแห่งคุโรคาวะก็เข้าพระทัยแจ่มแจ้งแล้วว่ากำลังถูกตลบหลังเข้าให้ เมื่อชายหนุ่มร่างสูงตำแหน่งองครักษ์ในองค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิกำลังค่อมกายต่ำถวายการรับใช้อย่างที่ขัดพระทัยของพระองค์นัก
“เราไม่ได้เรียกใช้เจ้านี่”
“องค์ชายฮิเดอากิทรงเรียกกระหม่อมมารับใช้พระองค์ เพื่อนำเสด็จในเมืองพระเจ้าค่ะ” ที่ทรงต้องการคือ สตรีงามแห่งกรมกลาโหมอย่าง คาซึยะต่างหาก ไม่ใช่องครักษ์หนุ่มยิ้มขันรายนี้
“เรานึกว่าจะส่งแม่หญิงคาซึยะมาเสียอีก” พระองค์ตรัสขรึม รู้อย่างนี้ เสนอไปเสียแต่แรกก็ดีหรอก ว ขอแม่หญิงผู้นั้น
“แม่หญิงคาซึยะเพิ่งกลับมาจากการร่ำเรียนที่ต่างแดน ยังไม่รู้จักที่ทางดีนักพระเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้ารู้ดีนักรึ”
“ดีในระดับหนึ่งพระเจ้าค่ะ เพราะกระหม่อมกลับมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุได้สิบห้าปี”
“เอ้า! ถ้าเช่นนั้นทำไมไม่หาคนที่อยู่มาตั้งแต่เกิดให้ข้าเสียเลย” องค์ชายชินเรตรัสประชดอย่างที่ยูอิจิยิ้มกว้าง
“ถ้าอย่างนั้น เห็นทีคงจะมีแต่องครักษ์อาคานิชิเท่านั้นที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้”
“อ้อ ศัตรูหัวใจรายนั้นน่ะหรือ”
“พระองค์กลัวหรือพระเจ้าค่ะ” ยูอิจิถามอย่างที่ทำเอาเนตรคมดุตวัดกลับมามอง หากแต่องครักษ์หนุ่มผู้คุ้นเคยกับสายตาขึงขังของเพื่อนรักมานมนานนั้นหากลัวไม่
“ใครว่าเรากลัวกัน ระหว่างเรากับชายผู้นั้น คนได้เปรียบเป็นเราเห็นๆไม่ใช่หรือ”
“พระเจ้าค่ะ ระหว่างคนพูดกับคนไม่พูดนั้น คนพูดย่อมได้เปรียบกว่า เว้นเสียแต่ว่าจะพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด หากเป็นเช่นนั้น แม้ได้เปรียบเสียเท่าไร ก็จะกลายเป็นแพ้ทางไปโดยปริยาย” องค์ชายหนุ่มหรี่เนตรทอดมองชายตรงหน้าที่รอยยิ้มยังไม่จางหาย
“เจ้าพูดราวกับจะเข้าข้างเรา?”
“หามิได้พระเจ้าค่ะ กระหม่อมแค่หมั่นไส้เพื่อนของกระหม่อมเท่านั้น”
“หากเป็นเช่นนั้น เราก็จะทำให้ความหมั่นไส้ของเจ้าบรรลุ…จงนำความไปแจ้งแก่องค์ชายรัชทายาทนายของเจ้า ว่าเราต้องการสาวงามแห่งตระกูลคาเมนาชิ ที่ชื่อว่าแม่หญิงคาซึยะมาเป็นผู้นำทางของเรา”
“รับด้วยเกล้า”
………………
คาซึยะถูกเรียกตัวมาที่กรมกลาโหมในบ่ายวันนั้น อย่างที่แม้แต่องค์ชายผู้รับสั่งยังไม่เต็มใจเท่าใดนัก
“ถ้าอย่างไร ให้จินตามไปด้วย”องค์ชายฮิเดอากิเอ่ยโอษฐ์กับผู้เป็นน้อง ก่อนที่คนทั้งคู่จะลาจากไป ทันทีที่ประตูห้องทรงงานปิดลง องครักษ์นากามารุก็วิ่งเข้ามาค่อมกายแล้วผายมือไปยังประตู
“เชิญเสด็จพระเจ้าค่ะ”
“จะเชิญเราไปไหนเล่า เรายิ่งกังวลอยู่” องค์ชายฮิเดอากิไม่มีอารมณ์จะเล่นตามนิสัยของบริวารหรอก ส่งน้องไปเข้าปากเสือแบบนี้ แม้วางพระทัยว่ามีจินติดตามไปด้วย แต่องค์เองก็ยังหวั่นนัก
“อ้าว…พระองค์โปรดให้เกิดศึกชิงนางระหว่างองค์ชายแห่งคุโรคาวะกับองครักษ์จากราชสำนักของเราหรือพระเจ้าค่ะ อย่างนี้ต้องรีบตามไปเป็นผู้ชม เอ้ย เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยพระเจ้าค่ะ”
“เรื่องเอาหัวสอด เก่งนักนะ เรายังไม่ได้ทำโทษที่เจ้าไปพูดจาชวนให้เกิดแรงฮึดกับองค์ชายผู้นั้นเลย คิดจะหาเรื่องเพิ่มรึ” ทำไมพระองค์จะไม่รู้ ว่าเหตุใดองค์ชายชินเรจึงมีรับสั่งเช่นนั้น หากไม่ใช่เพราะคำพูดยุยงขององครักษ์รายนี้
“เห็นที พระองค์ต้องเปลี่ยนบทลงโทษเป็นปูนบำเหน็จพระเจ้าค่ะ เพราะงานนี้ กระหม่อมลงแรงด้วยสมองของยอดนักรักแห่งทาคิซาวะทีเดียว”
……………
“แม่หญิง แวะพักที่ร้านน้ำชาข้างหน้าดีไหม ดูเจ้าเหนื่อยใช่เล่น” วันนี้องค์ชายหนุ่มออกจากวังมาอย่างสามัญชนธรรมดา มีเพียงทหารอารักขาไม่ถึงห้าคน และผู้นำเที่ยวเป็นสาวงามแห่งราชสำนัก อ้อ ต้องไม่ลืมผู้ติดตามของสาวงามด้วย
แต่เอาเถอะ แม้จะมีผู้ติดตามมากับสตรีตรงหน้า ทว่าองค์ชายชินเรเลือกที่จะไม่สนพระทัยมากนัก เพราะผู้ติดตามรายนั้นก็ใช่ว่าจะพูดมากเสียที่ไหน ตามมาก็เหมือนไม่ตาม หากพระองค์จะขอติเตียนเกี่ยวกับราชสำนักทาคิซาวะล่ะก็ เรื่องเดียวที่น่าติเป็นที่สุดก็คือเรื่องที่มีองครักษ์หุ่นไล่กาอย่างอาคานิชิ จิน นี่ล่ะ
“ข้าไม่เหนื่อยเพคะ” ร่างโปร่งบอกปัด แม้ทีท่าจะนอบน้อม หากแต่ประโยคตัดความหวังดีของอีกฝ่ายก็ทำเอาองค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามต้องหรี่เนตรลงเล็กน้อย
“หรือเจ้าเกรงใจผู้ติดตามอย่างนั้นหรือ” คาซึยะเงยหน้ามองเจ้าของคำถาม ก่อนจะยิ้มบาง
“หามิได้เพคะ ข้าแค่เกรงใจเสด็จพ่อเสด็จแม่ วันนี้ออกมากับพระองค์ แม้จะมีทหารอารักขาส่วนหนึ่ง แต่หากขุนนางชั้นผู้ใหญ่พบเห็นเข้า ก็คงเอาไปลือกันเสียสนุกปาก ว่าเป็นถึงองค์หญิง กลับไม่สงวนตัว ออกมาเที่ยวกับชายอื่น”
“งั้นหรือ งั้นเปลี่ยนสถานะข้าจากชายอื่นเป็นคู่หมายของเจ้าเสียเลยดีไหม ข้าจะส่งสาสน์ให้ทางคุโรคาวะจัดของหมั้นเสียเดี๋ยวนี้” ร่างโปร่งชะงักไปกับคำตรัสจริงจังหากแต่รวดเร็วนั้น หากแต่ก็หัวไวพอจะโต้ตอบกลับไป
“ข้าเกิดมาพร้อมลิขิตสวรรค์เพคะ ลิขิตที่ว่าจะต้องออกเรือนไปกับบุรุษแห่งราชสำนักทาคิซาวะเท่านั้น” ความจริงแล้ว คาซึยะรู้เพียงว่า คำทำนายบอกเล่าแค่ ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ แต่เกิดบอกไปแค่นั้น แล้วองค์ชายนักรักนี่โมเมเอาเสียว่าเป็นราชสำนักคุโรคาวะด้วย เรื่องจะเลยเถิดกันไปเสียหมด
“น่าเสียดายจริง ที่เฉพาะเจาะจงแค่ราชสำนักทาคิซาวะเท่านั้น เอาเถอะ! ในเมื่อเจ้าต้องออกเรือนไปกับบุรุษแห่งราชสำนักทาคิซาวะอะไรนั่น เราก็จะไม่ขวางลิขิตสวรรค์หรอก แต่อย่างไรเสีย ตอนนี้ เจ้าก็ยังไม่ออกเรือนไม่ใช่หรือ ถ้าเช่นนั้น คบหากับบุรุษแห่งราชสำนักคุโรคาวะอย่างเราสักพัก จะเป็นไรเล่า” คาซึยะถึงกับตาโต เมื่ออีกฝ่ายยังโมเมเข้าตัวเองอย่างน่าไม่อายเช่นนี้ รู้แล้วว่าพวกองค์ชายรัชทายาททั้งหลายที่เสียเวลาศึกษาเล่าเรียนนานนับสิบปีก็เพื่อลับฝีปากเอาไว้เจรจาเป็นแน่แท้ ดูอย่างตอนนี้สิ ขนาดที่ว่าหลุดจากเรื่องคู่หมายมาได้แล้ว ยังจะวกมาถึงเรื่องคบหาดูใจอีก
“เห็นจะไม่ได้พระเจ้าค่ะ…แม่หญิงคาซึยะเป็นสตรีชั้นสูงของราชสำนัก จะให้มาคบเล่นดูใจชายใดไม่ได้ มันผิดประเพณี” แล้วองครักษ์หุ่นไล่กาที่องค์ชายชินเรค่อน ก็เปิดปากอย่างที่ทำเอาร่างโปร่งต้องหันมองคนที่อยู่ข้างหลังเงียบๆมานาน อาคานิชิ จินยังคงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่บอกอารมณ์ความรู้สึกใดๆ หากแต่ดวงตาคมกริบนั้นจับจ้องไปที่องค์ชายหนุ่มอย่างไม่ยอมลงให้แม้แต่น้อย
“อ้อ จะให้เป็นองค์หญิงโบราณคร่ำครึอยู่บนหอคอยงาช้างอย่างนั้นหรือ”
“ที่ทาคิซาวะไม่มีหอคอยงาช้างพระเจ้าค่ะ” คาซึยะไม่คิดมาก่อน ว่าคนที่นิ่งและเงียบเป็นกิจวัตร พอเอาเข้าจริงๆแล้ว กลับเถียงหน้าตายได้เช่นนี้
“เราไม่อยากเถียงกับเจ้า แต่การให้แม่หญิงผู้สูงศักดิ์ต้องมารักมั่นรอคอยอยู่กับ ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ เพียงผู้เดียว ไม่คิดว่ามันเห็นแก่ตัวไปหน่อยรึ”
“ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัวหรือไม่ แต่สำหรับทาคิซาวะแล้ว อิสตรีนั้นสูงค่า ไม่ควรลงมาเกลือกกลั้วกับอาการมากรักของบุรุษพระเจ้าค่ะ”
“อ้อ จะหาว่าเรามากรัก แล้วเจ้าล่ะ องครักษ์ ไม่มากรักอย่างเรารึ”
“กระหม่อมไม่ใช่พระองค์ เฉกนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเหมือนพระองค์พระเจ้าค่ะ”
“จะบอกว่าตัวเองรักเดียวใจเดียวสินะ แล้วแบบนั้นได้ประโยชน์อันใดเล่า ดีแต่เฝ้ารอคอยเพียงรักเดียวในชีวิต แล้วจะครอบครองความรักได้อย่างไร หากไม่ออกค้นหาด้วยการมากรักไปเรื่อย”
“ครอบครองรักคืออะไรพระเจ้าค่ะ คือการครอบครองกายของคนที่รัก หรือการที่ระลึกอยู่เสมอว่ารักและหวังดีต่อคนที่รัก” องค์ชายเงียบไป ทำให้ร่างสูงยิ้มบาง ก่อนจะพูดต่อ
“ดูเหมือนพระองค์และกระหม่อมจะมีความเห็นที่แตกต่างกันในด้านความรักพระเจ้าค่ะ”
“แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะหมายปองสิ่งเดียวกัน” องค์ชายชินเรแทรกพร้อมรอยกระหยิ่มบนพักตร์ ทว่าจินกลับส่ายหน้าไปมา
“พระองค์ยังไม่เข้าพระทัย กระหม่อมกับพระองค์ไม่ได้หมายปองสิ่งเดียวกัน เพราะสิ่งที่กระหม่อมต้องการคือให้คนที่กระหม่อมรัก มีความสุข แต่พระองค์เล่า หมายปองเฉพาะการหมั้นหมายและการเป็นเจ้าของต่างหาก” องค์ชายชินเรนิ่งงัน ก่อนจะส่ายพักตร์บางเบา
“เจ้าช่างเป็นบุรุษที่น่าหมั่นไส้เสียจริง เอาแต่ตระหนักในใจตนอย่างนั้น ชาตินี้ทั้งชาติคงไม่แคล้วเป็นโสดไปชั่วชีวิต” จินไม่ตอบรับ หากเพียงแค่ค่อมกายเล็กน้อยเท่านั้น องค์ชายหนุ่มทอดพระเนตรร่างสูงสง่าเบื้องหน้า ก่อนจะเหลือบเนตรไปทางสตรีหนึ่งเดียวที่ยังยืนนิ่งราวกับตั้งใจฟัง
“ถ้าให้เราทาย เจ้าคงเป็นพวกนักปกป้องด้วยสินะ พวกประเภทไม่กล้าทำอะไรตามใจ เพราะต้องปกป้องจารีต ปกป้องหญิงที่รัก ปกป้องราชสำนัก ปกป้องหน้าที่การงาน ปกป้องหน้าตา…ช่างเป็นผู้ชายที่น่าเบื่อนัก แม่หญิงว่าเช่นนั้นไหม”
“แต่ก็เป็นผู้ชายแบบที่หาได้ยากยิ่งไม่ใช่หรือเพคะ”
“ยอมรับหรอก เพราะเราเองก็เป็นไม่ได้ หากเป็นเรา เราจะคว้าในสิ่งที่เราอยากคว้า เราจะทำในสิ่งที่อยากทำ แต่เอาเถอะ…เราจะถือว่าคราวนี้ได้มาพบชายแปลก จะยอมไม่คว้าในสิ่งที่อยากคว้าก็แล้วกัน…เจ้าจะได้มีกำลังใจปกป้อง ‘หญิงที่รัก’ ต่อไป” หากใครดูไม่ออก พระองค์คิดว่าน่าจะควักตาเสียเถิด ถ้าจะไม่รู้ว่าสายตาอ่อนโยนและอ่อนหวานขององครักษ์อาคานิชิ จิน นั้น มีไว้เพื่อแม่หญิงร่างบอบบางหน้าพระพักตร์นี่
องค์ชายชินเรเสวรกายเสด็จออกนำ ให้คาซึยะต้องเดินตามดังเป็นหน้าที่ที่ถูกสั่งมา ปล่อยให้ชายหนุ่มร่างสูงค่อมกายตามหลัง พร้อมคำรับแผ่วเบา หากแต่มั่นคงและจริงจัง
“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ”
…………………
“แหม น่าเสียดาย อย่างนี้เรียกเส้นยาแดงผ่าแปด”
“เส้นยาแดงอะไรของเจ้า” องค์ชายหนุ่มในคราบคหบดีผู้มั่งมี หันมาถามองครักษ์ที่อยู่ในคราบผู้ติดตาม กำลังเอากำปั้นทุบมืออย่างอัดอั้น
นี่เป็นอีกครั้งที่องค์ชายรัชทายาทหนีงานเข้ามาในเมืองพร้อมองครักษ์คู่ใจ ทว่าคราวนี้ไม่ใช่เพราะพระองค์เสนอ หากแต่เป็นเจ้าองครักษ์จอมพูดมากที่ถวายคำแนะนำให้ตามออกมาดู และก็ทันได้เห็นสงครามฝีปากขององครักษ์แห่งราชสำนักทาคิซาวะและองค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามจากคุโรคาวะ
งานนี้ เห็นทีองครักษ์อาคานิชิ จิน ควรจะได้ใบประกาศนักการทูตอีกสักใบ เป็นรางวัลที่ขวางทางองค์ชายนักรักได้สำเร็จ
“เป็นศัพท์ใหม่ของพวกเด็กๆท้ายวังพระเจ้าค่ะ อย่างนี้ก็ไม่ได้เห็นศึกชิงนางน่ะซี แหม ตั้งใจว่าจะได้เห็นสักครั้งในชีวิตเชียว”
“เอาไว้รอชิงลูกสาวของเจ้าแล้วกัน อย่าให้มาเกิดกับน้องข้า”
“ก็น้องของพระองค์งดงามไปทั่วทั้งแผ่นดินเช่นนี้ เห็นทีถ้าไม่รีบแต่งงานในเร็ววัน ท่าทางทาคิซาวะอาจถูกประกาศสงครามทุกเมื่อ เพราะมีแต่องค์ชายยกทัพมาชิงแม่หญิงคาซึยะ แล้วทีนี้พวกคร่ำครึในกลาโหมก็คงป่าวประกาศว่าเป็นเพราะพระองค์มีดำริเปิดอาณาจักรมากเกินไป โอ้… กลับวังคราวนี้ รับสั่งจัดงานสมรสเลยดีไหมพระเจ้าค่ะ กระหม่อมพร้อมแต่งทุกเมื่อ”
“จะให้น้องเราแต่งกับเจ้าน่ะรึ”
“กระหม่อมว่างพระเจ้าค่ะ ส่วนเจ้าคนนั้นก็ว่าง แต่ระหว่างเขยพูดมาก กับเขยไม่พูด พระองค์โปรดแบบไหนพระเจ้าค่ะ”
“ โปรดเขยพูดน้อย!” องค์ชายหนุ่มเหลือบสายเนตรกลับไปยังขบวนเสด็จขององค์ชายจากต่างแดนที่ยังท่องอยู่ในตลาดกลางเมือง อย่างที่ไม่มีชาวบ้านคนใดรู้ ว่ากลุ่มคหบดีท่าทางร่ำรวยสี่ห้าคนนั้น เป็นแขกบ้านแขกเมือง
“แหม พระองค์ทรงเข้าข้าง”
“เข้าข้างตามน้องเราต่างหาก เจ้าไม่รู้อะไรเสียแล้ว คาซึยะน่ะ ชอบคนพูดน้อยมาตั้งแต่เด็ก”
“เพราะแม่หญิงพูดมากหรือกระหม่อม” องค์ชายหนุ่มเหลือบเนตรกลับมาที่ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มขององครักษ์นากามารุ ช่างเป็นนายทหารที่มีคำพูดชวนให้ถูกลงโทษเหลือเกิน หากแต่จะว่าไป…
…คาซึยะก็พูดมากจริงๆ…
.
.
.
.
.
‘จริงๆนะ ข้าชอบทะเลมากกว่าน้ำตก คราวก่อนไปน้ำตก ถูกสั่งไม่ให้ลงเล่นด้วยล่ะ แล้วอย่างนั้นจะให้ข้าไปทำไมกัน’
‘ท่านล่ะจิน ชอบทะเลหรือน้ำตก’
‘…’
‘เดี๋ยว อย่าเพิ่งตอบ ห้ามตอบว่าน้ำตกนะ เพราะว่าข้าไม่ชอบน้ำตกเอาเสียเลย ข้าชอบทะเลมากกว่า พอถ้าท่านชอบทะเล พอข้าโตขึ้น ข้าต้องเป็นองค์หญิงแห่งราชสำนักใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นก็คงไปไหนมาไหนลำบากทีเดียว น่าเบื่อจะตาย ท่านต้องพาข้าหนีไปเที่ยวทะเลนะ ข้าชอบเสียงคลื่น…จิน ท่านพูดบ้างซี ปล่อยข้าพูดคนเดียวอยู่ได้ ว่าอย่างไร ชอบทะเลใช่ไหม’
‘ใช่’
‘งั้นสัญญาแล้วนะ ว่าจะพาข้าไปทะเล เจ้าพี่ ข้าไม่ง้อท่านแล้ว จินก็ชอบทะเล เขาจะพาข้าไปทะเล’ เด็กแก้มแดงหันมาบอกเสียงเจื้อยแจ้วกับผู้เป็นพี่ที่นั่งมองน้องพูดอยู่เพียงลำพัง ในขณะที่คู่สนทนานั้น ทำได้เพียงรับฟัง และขานรับเป็นครั้งคราวที่ถูกถามเท่านั้น
‘อะไรกัน ทำไมน้องพี่ชอบตู่ จินแค่บอกว่าชอบทะเล ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าโตขึ้นจะพาเจ้าไป’ พอถูกท้วงเช่นนั้น เด็กตัวน้อยก็หันควับมองจินทันที
‘อย่างนั้นหรือจิน ท่านแค่ชอบหรือ ท่านจะไม่พาข้าไปทะเลหรือ’
‘ข้าจะพาไป’
‘เห็นไหม เจ้าพี่ อย่ายุยงเสียให้ยาก จินตามใจข้าอยู่แล้ว งั้นข้าโต ท่านต้องพาข้าไปทะเลนะ แต่ความจริง ข้าอยากไปเสียเดี๋ยวนี้ พาข้าไปตอนนี้เลยได้ไหม อ๊ะ…ไม่ได้ ตอนบ่ายข้ามีเรียนทำอาหาร ฮื้อ! เมื่อไรจะได้เที่ยวเล่นกัน’
แล้วจากนั้น คาซึยะก็บ่นอีกพักใหญ่ ในขณะที่อาคานิชิ จินในยามนั้นทำเพียงนั่งยิ้มเงียบๆ อย่างที่ทำเอาองค์ชายหนุ่มสรวลเบาๆกับภาพเบื้องหน้า
แล้วอย่างนี้ คาซึยะจะอยากได้สามีแบบใด ถ้าไม่ใช่แบบเงียบกริบเฉกเช่นอาคานิชิ จิน ที่มีไว้เพื่อรับฟังในสิ่งที่เจ้าตัวอยากจะพูด!
…………….
องค์ชายชินเรและคณะทูตมีกำหนดกลับอาณาจักรในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ซึ่งถือเป็นความโล่งพระทัยอย่างใหญ่หลวงสำหรับองค์ชายฮิเดอากิ
“ขอบคุณท่านมาก ที่ต้อนรับเราอย่างดีเช่นนี้” องค์ชายชินเรเอ่ยโอษฐ์ ทว่าสายตากลับจับจ้องไปที่ร่างโปร่งบางที่ยืนอยู่ด้านหลังขององค์ชายรัชทายาทแห่งทาคิซาวะ
“ไม่เป็นไรองค์ชาย อย่างไรเสียก็บ้านใกล้เรือนเคียงกันทั้งนั้น”
“นั่นสิ แต่น่าเสียดาย ที่ไม่อาจเป็นทองแผ่นเดียวกันได้” ทองแผ่นเดียวที่ว่า ใครได้ฟังก็เข้าใจกันทั้งนั้น ว่าพระองค์หมายจะร่วมเป็นทองแผ่นเดียวกับใคร หากไม่ใช่กับสตรีผู้นั้น
“ยังมีสตรีอีกมากในแผ่นดินที่อยากเป็นทองแผ่นเดียวกับพระองค์” องค์ชายฮิเดอากิหาทางเลี่ยงได้อย่างที่องค์ชายชินเรไม่อยากจะต่อความยาวอะไรอีก ตระหนักดีอยู่แล้วว่ามุมมองความรักของพระองค์นั้นแตกต่างจากใครบางคนอย่างที่เรียกได้ว่า หากพระองค์เป็นไฟ ใครคนนั้นคงเป็นน้ำ
“เราก็คิดเช่นนั้น ไม่แน่ สักวันอาจจะได้มาเป็นเขยของทาคิซาวะ”
“ทาคิซาวะเองก็ยินดี หากจะมีโอกาสต้อนรับพระองค์ในฐานะเขย”
“ขอบคุณมาก ทั้งในอนาคตและการต้อนรับที่ผ่านมา เราดีใจที่ได้รู้ว่าบ้านเมืองของท่านสงบสุขเพียงใด กลับไปจะเรียกพวกกรมคลังมาคุย และจะส่งสาสน์มาเจรจาเรื่องเปิดการค้า ส่วนเรื่องการทหารนั้น เราจะนำความไปบอกพี่ใหญ่ที่ดูแลกรมกลาโหม คิดว่าทั้งทาคิซาวะและคุโรคาวะคงจะได้ร่วมกันรักษาประโยชน์ในน่านน้ำหลวงอย่างไม่ยาก” เป็นว่าการทูตเรื่องดูแลน่านน้ำระหว่างคุโรคาวะและทาคิซาวะนั้นดำเนินไปได้ดี แม้จะลุ่มๆดอนๆเรื่องที่องค์ชายนักรักมัวแต่หลงใหลในตัวคาซึยะ ทว่าเรื่องที่หมายจะเจรจาก็บรรลุผลไปได้อย่างที่คงไม่มีนายพลคร่ำครึในกรมกลาโหมคนใดกล้าปริปากเรื่องนี้อีกแน่
“อ้อ…นี่เป็นของฝากจากคุโรคาวะ” ตรัสแล้วจึงส่งกระดาษม้วนให้กับองค์ชายรัชทายาทลำดับที่หนึ่งแห่งทาคิซาวะ หากแม้จะยังสงสัย ทว่าก็รับ ‘ของฝาก’ มาไว้กับหัตถ์
“หวังว่า…คุโรคาวะคงได้รับใช้ท่านบ้าง ขอตัว” ขบวนขององค์ชายแห่งคุโรคาวะขึ้นเรือไปแล้ว ในขณะที่องค์ชายฮิเดอากิเสเนตรลงมายังกระดาษอันเป็นของฝาก ก่อนจะคลี่ออกอ่าน เพียงเพื่อจะพบใจความที่ว่า
‘เราในนามของชินเรแห่งคุโรคาวะ ยินดีต้อนรับองค์ชายฮิเดอากิแห่งกรมกลาโหมอาณาจักรทาคิซาวะและผู้ติดตาม ร่วมเป็นเกียรติในงานเลี้ยงเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างอาณาจักรบนผืนทวีปที่จะจัดขึ้นในช่วงฤดูหนาว เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ในการเป็นพันธมิตรต่อกัน
เราหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าอาณาจักรทาคิซาวะจะเห็นประโยชน์อันดีงามในการร่วมเป็นเกียรติครั้งนี้ และได้แต่หวังว่าวันนั้น เรา องค์ชายชินเรจะมีโอกาสพา แม่หญิงคาเมนาชิ คาซึยะเที่ยวชมเมืองคุโรคาวะของเรา เฉกเช่นที่แม่หญิงพาเราเที่ยวชมทาคิซาวะ
นับถือมา ณ ที่นี้
ชินเร คุโรคาวะ’
นี่มันสาส์นเชิญพระองค์เสด็จ หรือสาส์นเกี้ยวน้องของพระองค์กันแน่!!!
“กระหม่อมทูลแล้วพระเจ้าค่ะ ว่าควรให้แม่หญิงออกเรือนเสียแต่วันนี้ ไม่เช่นนั้น นอกจากอาจจะต้องทำสงครามเพื่อชิงนางกันแล้ว อาจจะต้องเดินสายทั่วทวีปเพื่อสนองตัณหาพวกมือไม่ต้อง ขอแค่ตาดูอย่างเดียวก็ได้ เช่นนี้แหละพระเจ้าค่ะ!”
นั่นคือเสียงขององครักษ์คนสนิท ที่คงสนิทเสียเกินไป มันจึงพูดจาชวนให้กลุ้มเช่นนี้!
……….
“อะไรนะเพคะ! ทางคุโรคาวะเชิญน้องด้วยหรือ”
คาซึยะถึงกับตกใจ เมื่อถูกองค์ชายผู้ดำรงองค์เป็นพระเชษฐาเรียกไปพบ เพื่อบอกกล่าวเรื่องสาสน์ที่มีใจความเชิญ แม่หญิงคาเมนาชิ คาซึยะ เข้าร่วมงานเลี้ยงเพื่อการเป็นพันธมิตรระหว่างอาณาจักร มากเสียกว่ามีใจความเชิญองค์เองเสียอีก
“ทางนั้นระบุมาชัดเจนว่าต้องการให้น้องไปด้วย พี่รู้ว่ามันไม่เหมาะหรอก ที่น้องเป็นสตรี แต่จะเดินทางไปไหนมาไหน…แต่ทางนั้น…” คำว่าเป็นสตรีนั้น ทำให้ร่างโปร่งนึกสะท้อนใจเสียทุกครั้งที่ได้ยิน แม้จะได้ยินในขณะที่เป็น ‘หญิง’ ทั้งกายก็เถอะ แต่อย่างไรก็ตาม คาซึยะก็ยังย้ำกับใจหนักแน่นว่าเป็นชาย และในเมื่อย้ำเช่นนั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การถูกเกี้ยวด้วยผู้ชายด้วยกัน ก็ออกจะเป็นเรื่องที่ชวนให้ขยะแขยงไม่น้อย
“ไม่เป็นไรเพคะ” ปากว่าไม่เป็นไร หากแต่สายตาเหลือบมองไปยังคนที่นั่งทำงานอยู่เงียบๆที่โต๊ะข้างเคียง อาคานิชิ จิน ยังนั่งเงียบ และเอาแต่อ่านเอกสารไปมา ราวกับไม่รู้สึกรู้สาใดๆ ทั้งที่ตอนนั้นก็ทำท่าราวกับต้องการจะ ‘จีบ’ เอาขนมมาให้เสียดิบดี ตอนเขาถูกองค์ชายชินเรเกี้ยว ก็ยังช่วยพูดเอาไว้จนอีกฝ่ายล่าถอย แต่พอทุกอย่างเป็นปกติแล้ว ชายผู้นั้นกลับนิ่งเฉย จนคาซึยะที่บอกตัวเองว่าขยะแขยงกับการถูกผู้ชายด้วยกันจีบนั้น ชักจะทนไม่ไหว ที่เห็นชายผู้นี้เมินเฉยต่อกัน
จะเอายังไงกันแน่! สมแล้วที่ถูกเรียกว่าเป็นผู้ชายหุ่นไล่กา!!
“ไปที่นั่น พี่จะให้จินคอยดูแลเจ้าแล้วกัน” องค์ชายฮิเดอากิรับสั่ง อย่างที่ทำเอาองครักษ์อีกหนึ่ง ซึ่งมีนิสัยเสนอตัวในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสาวงามนั้น ถึงกับยืดหน้ายืดตาอยากจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
“เจ้าคงไม่ขอเป็นองครักษ์ให้คาซึยะอีกคนหรอกนะ ยูอิจิ ถ้าเจ้าคอยดูแลคาซึยะ แล้วใครจะดูแลเรา”
“จินพระเจ้าค่ะ” มันช่างยอกย้อน และโยนงานให้เพื่อนเสียเหลือเกิน
“จินดูแลน้องเราแล้ว”
“งั้นให้จินแลกกับกระหม่อม…”
“หือ พูดไม่รู้เรื่อง เจ้ามากับเรานี่ เราจะไปคุยเรื่องอาวุธกับพวกพนักงานข้างล่าง”
“อีกแล้วหรือพระเจ้าค่ะ เมื่อคราวที่แล้วก็คุยกับพวกข้างล่าง…” หากพระองค์รู้ว่าไอ้เจ้าหนุ่มที่มันชอบยืนยิ้มตอนนั้น พอรับเข้ามาเป็นองครักษ์แล้ว จะพูดมากเช่นนี้ พระองค์ไม่เลือกมาเป็นแน่ เพราะมันช่างขัดไม่รู้เวล่ำเวลาเอาเสียเลย
“เราอยากคุยอีกหลายๆรอบ เจ้ามีปัญหารึ!!”
“ไม่มีพระเจ้าค่ะ!! แต่กระหม่อมแค่สงสัย ว่าทำไมพระองค์ไม่ให้จินตามเสด็จ ทำไมต้องเลือกกระหม่อม….”
“ยูอิจิ!! จะตามเราไป หรือจะให้เราย้ายเจ้าไปเฝ้าประตูวัง!!”
“เปลี่ยนเป็นเฝ้าประตูเรือนคาเมนาชิได้ไหมกระหม่อม…เอ ได้ข่าวว่าธิดาตระกูลอิโนฮาระก็งาม กระหม่อมยอมสองเรือนพระเจ้าค่ะ เรือนคาเมนาชิก็ดี เรือนอิโนฮาระก็ได้” คาซึยะมองตามหนึ่งนายหนึ่งบ่าวที่เดินออกจากห้องไปอย่างที่มีเสียงบ่าวดังไม่หยุด แล้วได้แต่หัวเราะเบาๆกับนิสัยช่างพูดของ องครักษ์นากามารุ ยูอิจิ
หากจะบอกว่าสีสันของห้องนี้อยู่ที่คน คาซึยะก็บอกได้คำเดียวว่าคนคนนั้นคือ นากามารุ ยูอิจิ ถึงจะพูดมากไปเสียหน่อย แต่คำพูดเหล่านั้นมอบชีวิตชีวาให้แม้กระทั่งในยามที่เคร่งเครียด ต่างกับอีกคนเถอะ…รายนั้น นอกจากจะไม่คลายความเคร่งแล้ว ยังเป็นตัวจุดชนวนความเครียดอีกต่างหาก คิดแล้วก็เหลือบมองเสียหน่อย และคงจะมองนานเกินไป อีกฝ่ายจึงได้เงยหน้าจากงานขึ้นมาสบตา
“มองข้า มีเรื่องอะไร”
“ข้าอยากทานขนมฝีมือแม่ของท่าน” ร่างโปร่งเลี่ยง
“เสียงเจ้าแปลก…ไม่สบายรึเปล่า” คำถามคนละเรื่องขององครักษ์อาคานิชิ ทำเอาคาซึยะชะงักกึก แล้วได้แต่สั่นหน้าปฏิเสธ
“สั่นหน้าไม่งาม เป็นหญิง ควรตอบด้วยปาก”
“เปล่า” ตอบได้แค่นั้นเอง คาซึยะไม่กล้าตอบยาวให้อีกฝ่ายจับสังเกตได้ถึงความผิดปกติ ร่างบางรู้ว่าเสียงตัวเองเปลี่ยนไปเล็กน้อย ยามร่างกายเปลี่ยนแปลง หากเป็นชายเสียงจะทุ้มกว่า และหากเป็นหญิง เสียงจะสูงขึ้นเพียงนิด ขนาดเจ้าพี่ยังไม่ซัก แต่องครักษ์ทึบทึมรายนี้ไวนักเชียว
“เสียงแปลก อาจจะเป็นอะไรเกี่ยวกับคอ หรือหลอดอาหาร เลิกงานแล้วก็ไปให้แพทย์ที่สภาแพทย์ตรวจเสียหน่อย ช่วงนี้อย่าเพิ่งทานของหวานเลย เดี๋ยวจะแย่หนักกว่าเก่า” จะไม่ให้กินของหวานจนกว่าเสียงจะเป็นปกติอย่างนั้นหรือ!! นั่นมันอีกตั้งสิบห้าวันเชียว!! เรื่องอะไร คาซึยะจะยอมเล่า!
“ข้าบอกว่าเปล่า ท่านเป็นองครักษ์แท้ๆ ร่ำเรียนตำราแพทย์มาด้วยหรือ ถึงได้กะเกณฑ์แม่นนัก”
“เป็นองครักษ์ต้องทำได้ทุกอย่าง เผื่อกิจจำเป็น”
“จีบสาวเล่า จำเป็นไหม” คาซึยะย้อนถาม อย่างที่ทำเอาจินต้องถลึงตาดุ
“นั่นไม่ใช่คำถามของผู้หญิง” ผู้หญิงอีกแล้ว!! คาซึยะล่ะเบื่อคำนี้นักเชียว ร่างโปร่งผุดลุกจากเก้าอี้ คุยแล้วหมดอารมณ์เช่นนี้ ชวนให้ไม่อยากคุยด้วยนัก
“จะไปไหน งานการเสร็จแล้วหรือ”
“เสร็จแล้ว! ข้าจะไปเรือนอาคานิชิ ท่านมีปัญหาอะไร” ร่างสูงถอนหายใจแล้วส่ายหน้า
“ไม่ควรถามคำถามชวนตี มีปัญหาอะไร ไม่ใช่คำถามที่ควรถาม”
“ถ้าท่านเป็นครู คงมีเด็กร้องไห้กลับบ้านทุกวันเพราะถูกดุแน่”
“ข้าดุเฉพาะเด็กดื้อหรอก” พอบอกว่าเด็กดื้อเท่านั้น ร่างโปร่งถึงกับตวัดดวงตาเรียวกลับมาจ้อง ให้จินยิ้มบาง เปิดลิ้นชัก หยิบกล่องห่อด้วยผ้าสีแดงประจำตระกูลขึ้นมา
“ขนม… อยากทานไม่ใช่หรือ”
“อย่างนี้เรียกตบหลังแล้ว…เอ่อ…” จินหัวเราะเบาๆ …บอกกี่ครั้งกี่หนก็ไม่จำ... ยิ่งเห็นใบหน้าหวานชะงักและครุ่นคิดถึงสุภาษิตของอาณาจักรที่พูดผิดพูดถูกแล้วก็ยิ่งอยากขำเสียให้มากกว่านี้ เพียงแต่กลัว ‘เด็กดื้อ’ จะงอนไปเสียก่อน
“เขาพูดว่า ตบหัวแล้วลูบหลัง …แต่ข้าเรียกง้อเด็กดื้อหรอก”
“ขอบคุณ” มือบางรับกล่องขนมได้ก็วิ่งออกจากห้องไปเรียกหานางกำนัลช่วยไปจัดใส่จาน อย่างที่ยอมละเลยคำว่า ‘เด็กดื้อ’ จากปากร่างสูงไปเสีย ก็ได้กินขนมทั้งที จะเก็บเรื่องนั้นเรื่องนี้มาขุ่นใจทำไมกัน
ในเมื่อองครักษ์พูดน้อยยังจำได้ถึงวิธีง้อ อย่างนั้นคาซึยะก็ไม่หวังอะไรแล้ว
.
.
.
.
.
‘คาซึยะ เจ้าจะโกรธอะไรจินนักหนา จินแค่ดุเรื่องที่เจ้าโดดเรียนเท่านั้น’
‘ไม่ใช่แค่ดุเท่านั้น แต่ผู้ติดตามของเจ้าพี่ตีน้องด้วย!!’
‘จิน เจ้าง้อน้องเราหน่อยซี อยากให้คาซึยะงอนอย่างนั้นหรือ’
‘ไม่ต้องง้อ! น้องไม่หายโกรธหรอก! กล้าดียังไงมาตีกันแบบนี้’
‘เร็วสิ จิน…น้องเราโกรธใหญ่แล้ว’ องค์ชายรัชทายาทหันมารับสั่งกับผู้ติดตามที่ยังถือกล่องอะไรบางอย่างอยู่เงียบๆ และเมื่อถูกสั่งเช่นนั้น เด็กหนุ่มร่างสูงจึงเดินเข้ามาหาคนที่นั่งกอดอก ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์ แก้มแดงๆนั่นพองลมจนน่าจับนัก
‘ขนม…’ แค่นั้น เพียงแค่นั้นจริงๆจากปากของผู้ติดตามที่คาซึยะเรียกติดปากว่า …จิน…
‘เอาขนมมาง้อข้าอย่างนั้นหรือ อย่างนี้มันตบหลังแล้วลูบหัว…เอ๊ะ…’
‘เขาพูดว่า ตบหัวแล้วลูบหลัง’ เด็กหนุ่มแก้ความให้เจ้าตัวเล็กตรงหน้าได้แต่พยักหน้ารับเออออ
‘นั่นล่ะๆ เอาขนมอะไรมาบ้าง เปิดให้ข้าดูหน่อย’ แล้วเจ้าเด็กน้อยก็ทำเป็นลืมไปเสียหมด ว่าตนเองกำลังโกรธเรื่องใดอยู่ ในเมื่อกล่องขนมตรงหน้านั้นชวนให้สนใจเสียเหลือเกิน ไม่มีคำพูดใดจากเจ้าของกล่องขนม นอกเสียจากการทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง แล้วเปิดฝากล่องให้คาซึยะตาโตวาววับก่อนจะเงยหน้าบอกเสียงสดใส ลืมเรื่องโกรธเสียสนิท
‘ขอบคุณนะจิน!!’
นั่นเป็นวิธีง้อของ อาคานิชิ จิน ที่แม้แต่พี่ชายบุญธรรมอย่างองค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิยังนึกทึ่ง และแอบจดจำอย่างลับๆว่าถ้าน้องโกรธ ต้องให้จินเอาขนมมาขอคืนดี!!
……………
ในเมื่อมีสาสน์เชิญมาแล้ว ดังนั้น อาณาจักรทาคิซาวะจึงจำเป็นที่จะต้องจัดขบวนเสด็จขององค์ชายรัชทายาทลำดับที่หนึ่งไปยังคุโรคาวะ นอกจากนั้น คนที่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ ก็หนีไม่พ้น คาเมนาชิ คาซึยะ
“นับวันหรือยัง ไปอยู่ที่นู่นมีร่างกายอย่างไร” ผู้เป็นแม่เอ่ยปากถามอย่างห่วงใย การไปต่างบ้านเมืองนอนนั้น เรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือร่างกายที่เดี๋ยวชายเดี๋ยวหญิง ความฉุกละหุกอาจทำให้หลงลืมหรือประมาทจนเป็นเหตุให้ความลับไม่เป็นความลับ
“ถึงที่นั่น คงเป็นหญิงพอดี” ไหนจะเดินทางอีก กว่าจะถึงก็คงบรรจบที่ร่างกายแบบสตรี
“อย่างนั้นหรือ เอาเถอะ แล้วแม่จะให้มิซาเอะตามไปดูแลด้วย”
“จะดีหรือ ต้องเดินทางบนเรือนานๆ ป้ามิซาเอะจะป่วยเสียเปล่าๆ”
“แล้วจะให้ลูกไปกับผู้ชายทั้งเรืออย่างนั้นหรือ” ร่างโปร่งถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะย้อน
“ลูกก็ชาย…”
“ชายแล้วได้แต่งอย่างชายหรือ เถียงอะไรแบบนี้กันหือ ไปไป ไปหยิบเสื้อผ้ามา แม่จะช่วยจัดเสื้อผ้า เอาลงหีบแล้วจะได้ให้คนขนไปขึ้นเกี้ยว” ถูกแม่ดุไปที คาซึยะเลยได้แต่เดินไปเปิดตู้หยิบเสื้อผ้าที่พับเอาไว้ออกมาวางให้ท่านผู้หญิงมามิช่วยเลือกจัด
“คาซึยะ…ไปที่นู่น ระวังตัวให้มาก อย่าเชื่อใจใคร” หากแต่อยู่ดีๆ ห้องที่เงียบสงบ ท่านผู้หญิงมามิก็เอ่ยปากเตือน
“ข้าเข้าใจดีท่านแม่”
“แล้วเข้าใจไหม ว่าแม้แต่องครักษ์อาคานิชิ ก็อย่าไว้ใจ” ร่างโปร่งเงยหน้ามองทันทีด้วยความตกตะลึงกับคำพูดของมารดา ท่านผู้หญิงมามิถอนหายใจน้อยๆ ดึงบุตรลงนั่งเคียงข้าง จับมือเล็กมากอบกุม
“ลูกรู้ใช่ไหม ว่าถึงจะมี ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ จริง หากแต่ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักเป็นฐานว่าบุรุษผู้นั้นจะรับเรื่องของลูกได้ ดังนั้นแล้ว…อย่าฝากหัวใจลูกไว้กับใครเลย” คาซึยะรับฟังเงียบๆ ทวงถามหัวใจตัวเองว่าฝากไว้ที่ใครหรือยัง หากแต่คำตอบที่ได้ไม่เด่นชัดมากพอ รู้เพียงแค่ยามค้นหา ก็พบแต่หน้าบุรุษผู้เงียบขรึมคนนั้น หากแต่…สิ่งนี้เรียกการฝากหัวใจหรือไม่ คาซึยะไม่รู้จะหาคำตอบจากที่ใด
ทว่า… ที่แม่พูดมานั้น เป็นตรรกะหลักง่ายๆที่ คาซึยะเข้าใจดี และพยายามย้ำบอกกับตัวเองมาตลอด
‘ไม่มีใครรับได้’ คำนี้กดทับจิตใจจนด้านชา และจำเป็นต้องทำเก่งกล้าบอกว่าอยู่คนเดียวได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว ความเปล่าเปลี่ยวและว้าเหว่ชวนให้กัดกินจิตใจจนแทบทนไม่ไหว
หากแต่จะทำอย่างไรได้กัน ลิขิตสวรรค์มาแบบนี้ ต่อให้ลงแรงด้วยสองมือและหนึ่งสมองจริง หากแต่ร่างกายแบบนี้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้เพียงลำพัง
“ข้า…เข้าใจ ท่านแม่…ข้าจะไม่ไว้ใจใคร ยกเว้นตัวเอง” ฝ่ามืออุ่นลูกเส้นผมแผ่วเบา อย่างที่คาซึยะรับรู้ถึงความปรารถนาดีและความรักที่มารดามีให้
จะจำให้ขึ้นใจว่า จะไม่ไว้ใครยกเว้นตัวเอง
หากหัวใจตัวเองเล่า… ไว้ใจได้มากแค่ไหนกัน
……………..
เอ่อ…จะบอกว่า… เจอกันอีกทีคือเดือนตุลา แหะแหะ อาทิตย์หน้าเรามีสอบสองวันติดเลยค่ะ ตายสนิท เจอญี่ปุ่นสองตัว เกาหลีตัวนึง
แล้วอาทิตย์ถัดไปก็สอบของคณะ(ที่ไม่มีความรู้เล้ยยยย) เพราะงั้นขอพักไปสักสองสามอาทิตย์นะคะ แล้วจะกลับมาต่อให้
แต่ช่วงปิดเทอมก็คงได้สปีดแค่อาทิตย์ละตอนเท่านั้นเอง เพราะเรามีรายงานสองตัวต้องส่งปิดเทอมน่ะค่ะ (เวรกรรมอะไรเนี่ยยยยยยยย)

ขอบคุณอีกครั้ง สำหรับคอมเม้นท์และการอ่าน
เสียดายๆ พาร์ทที่แล้วอุตส่าห์ตั้งใจว่าจะไม่ให้มีคำผิด ดันผิดจนได้ !!! อ้า!!
แล้วเจอกันตุลานี้นะคะ

AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 5
‘เราอยากได้น้องของท่านอยู่ดี’ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ลมปากอีกต่อไป หากแต่องค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามแห่งคุโรคาวะปฏิบัติเช่นนั้นจริง หรือไม่อย่างนั้นแล้ว ก็ปฏิบัติเพื่อวางลู่ทางไปสู่การคว้า ‘น้องของท่าน’ มาครอบครองเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว
“องค์ชายฮิเดอากิ เราเอง มาที่เมืองนี้นานแล้ว หากแต่ยังไม่ได้ไปที่ใดเกินกว่าวังหลวงเลย ท่านมีสถานที่แนะนำหรือไม่” เวลาน้ำชายามบ่ายที่รับมาจากตะวันตกนั้น องค์ชายฮิเดอากิอยากจะโยนคืนไปยังฟากกระนู้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด หากมันจะเป็นเวลาที่ชวนให้องค์ชายนักรัก เอามาใช้สอยหาประโยชน์เข้าตัวเช่นนี้
“ตลาดในเมืองเป็นอย่างไร ที่นั่นข้าวของมากมาย ทั้งยังได้พบเห็นวิถีชีวิตของชาวทาคิซาวะด้วย” แม้พระทัยจะไม่พอใจสายเนตรระริกระรี้ หากแต่แขกบ้านแขกเมืองคือสถานะที่ค้ำจุนชายตรงหน้าเอาไว้ ไม่ให้พระองค์แสดงท่าทีใดๆออกมา
“โอ้! ท่านเสนอราวกับอ่านใจเราได้ เอาเป็นวันพรุ่งนี้ หลังเยี่ยมชมขบวนทหารของท่าน อ้อ…เราคงไปเองไม่ถูก ทางที่ดี น่าจะมีผู้นำเที่ยวสักคน ไม่อยากให้มากเรื่อง เอาผู้ติดตามของท่านมาก็ได้” โอษฐ์ว่า ‘ผู้ติดตามมาสักคน’ ทว่าแท้จริงแล้ว องค์ชายฮิเดอากิรู้ดีว่าอีกฝ่ายคาดหวังถึงใคร
“แล้วนี่แม่หญิงคาซึยะหยุดงานหรือ ไม่เห็นหน้าเห็นตา” ที่องค์ชายชินเรทอดพระเนตรคราใดก็พบอยู่เสมอ คือองครักษ์สองนาย ที่หนึ่งนั้นยิ้มกว้างราวกับชีวิตไม่เคยข้องแวะกับเรื่องทุกข์ ในขณะที่อีกหนึ่งนั้นนิ่งเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ หรืออาจจะเป็นหุ่นไล่กามาเกิดก็ไม่รู้
“นางเป็นสตรี จะให้ทำงานทุกวันไม่เหมาะหรอก”
“แหม ช่างน่าเสียดาย เรารึอยากพบนางทุกวัน สตรีอะไร ยิ้มก็งาม บึ้งก็น่ามองนัก หวังว่าองค์ชายฮิเดอากิจะเห็นใจเราบ้าง ให้พรุ่งนี้ของเรา ได้มีนางร่วมเคียง” แล้วพระองค์ก็สรวลเล็กน้อย ก่อนจะเสยกถ้วยชาขึ้นจิบ ในขณะที่สามบุรุษแห่งทาคิซาวะต่างพากันเงียบ แม้ยูอิจิจะยังมีรอยยิ้มอย่างปกติทุกที หากดวงตากลับบดบังไปด้วยร่องรอยบางอย่างที่น้อยคนนักจะพบเจอ
…………..
“กระหม่อมน้อมรับใช้พระเจ้าค่ะ” บ่ายวันต่อมา องค์ชายชินเรแห่งคุโรคาวะก็เข้าพระทัยแจ่มแจ้งแล้วว่ากำลังถูกตลบหลังเข้าให้ เมื่อชายหนุ่มร่างสูงตำแหน่งองครักษ์ในองค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิกำลังค่อมกายต่ำถวายการรับใช้อย่างที่ขัดพระทัยของพระองค์นัก
“เราไม่ได้เรียกใช้เจ้านี่”
“องค์ชายฮิเดอากิทรงเรียกกระหม่อมมารับใช้พระองค์ เพื่อนำเสด็จในเมืองพระเจ้าค่ะ” ที่ทรงต้องการคือ สตรีงามแห่งกรมกลาโหมอย่าง คาซึยะต่างหาก ไม่ใช่องครักษ์หนุ่มยิ้มขันรายนี้
“เรานึกว่าจะส่งแม่หญิงคาซึยะมาเสียอีก” พระองค์ตรัสขรึม รู้อย่างนี้ เสนอไปเสียแต่แรกก็ดีหรอก ว ขอแม่หญิงผู้นั้น
“แม่หญิงคาซึยะเพิ่งกลับมาจากการร่ำเรียนที่ต่างแดน ยังไม่รู้จักที่ทางดีนักพระเจ้าค่ะ”
“แล้วเจ้ารู้ดีนักรึ”
“ดีในระดับหนึ่งพระเจ้าค่ะ เพราะกระหม่อมกลับมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุได้สิบห้าปี”
“เอ้า! ถ้าเช่นนั้นทำไมไม่หาคนที่อยู่มาตั้งแต่เกิดให้ข้าเสียเลย” องค์ชายชินเรตรัสประชดอย่างที่ยูอิจิยิ้มกว้าง
“ถ้าอย่างนั้น เห็นทีคงจะมีแต่องครักษ์อาคานิชิเท่านั้นที่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้”
“อ้อ ศัตรูหัวใจรายนั้นน่ะหรือ”
“พระองค์กลัวหรือพระเจ้าค่ะ” ยูอิจิถามอย่างที่ทำเอาเนตรคมดุตวัดกลับมามอง หากแต่องครักษ์หนุ่มผู้คุ้นเคยกับสายตาขึงขังของเพื่อนรักมานมนานนั้นหากลัวไม่
“ใครว่าเรากลัวกัน ระหว่างเรากับชายผู้นั้น คนได้เปรียบเป็นเราเห็นๆไม่ใช่หรือ”
“พระเจ้าค่ะ ระหว่างคนพูดกับคนไม่พูดนั้น คนพูดย่อมได้เปรียบกว่า เว้นเสียแต่ว่าจะพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด หากเป็นเช่นนั้น แม้ได้เปรียบเสียเท่าไร ก็จะกลายเป็นแพ้ทางไปโดยปริยาย” องค์ชายหนุ่มหรี่เนตรทอดมองชายตรงหน้าที่รอยยิ้มยังไม่จางหาย
“เจ้าพูดราวกับจะเข้าข้างเรา?”
“หามิได้พระเจ้าค่ะ กระหม่อมแค่หมั่นไส้เพื่อนของกระหม่อมเท่านั้น”
“หากเป็นเช่นนั้น เราก็จะทำให้ความหมั่นไส้ของเจ้าบรรลุ…จงนำความไปแจ้งแก่องค์ชายรัชทายาทนายของเจ้า ว่าเราต้องการสาวงามแห่งตระกูลคาเมนาชิ ที่ชื่อว่าแม่หญิงคาซึยะมาเป็นผู้นำทางของเรา”
“รับด้วยเกล้า”
………………
คาซึยะถูกเรียกตัวมาที่กรมกลาโหมในบ่ายวันนั้น อย่างที่แม้แต่องค์ชายผู้รับสั่งยังไม่เต็มใจเท่าใดนัก
“ถ้าอย่างไร ให้จินตามไปด้วย”องค์ชายฮิเดอากิเอ่ยโอษฐ์กับผู้เป็นน้อง ก่อนที่คนทั้งคู่จะลาจากไป ทันทีที่ประตูห้องทรงงานปิดลง องครักษ์นากามารุก็วิ่งเข้ามาค่อมกายแล้วผายมือไปยังประตู
“เชิญเสด็จพระเจ้าค่ะ”
“จะเชิญเราไปไหนเล่า เรายิ่งกังวลอยู่” องค์ชายฮิเดอากิไม่มีอารมณ์จะเล่นตามนิสัยของบริวารหรอก ส่งน้องไปเข้าปากเสือแบบนี้ แม้วางพระทัยว่ามีจินติดตามไปด้วย แต่องค์เองก็ยังหวั่นนัก
“อ้าว…พระองค์โปรดให้เกิดศึกชิงนางระหว่างองค์ชายแห่งคุโรคาวะกับองครักษ์จากราชสำนักของเราหรือพระเจ้าค่ะ อย่างนี้ต้องรีบตามไปเป็นผู้ชม เอ้ย เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยพระเจ้าค่ะ”
“เรื่องเอาหัวสอด เก่งนักนะ เรายังไม่ได้ทำโทษที่เจ้าไปพูดจาชวนให้เกิดแรงฮึดกับองค์ชายผู้นั้นเลย คิดจะหาเรื่องเพิ่มรึ” ทำไมพระองค์จะไม่รู้ ว่าเหตุใดองค์ชายชินเรจึงมีรับสั่งเช่นนั้น หากไม่ใช่เพราะคำพูดยุยงขององครักษ์รายนี้
“เห็นที พระองค์ต้องเปลี่ยนบทลงโทษเป็นปูนบำเหน็จพระเจ้าค่ะ เพราะงานนี้ กระหม่อมลงแรงด้วยสมองของยอดนักรักแห่งทาคิซาวะทีเดียว”
……………
“แม่หญิง แวะพักที่ร้านน้ำชาข้างหน้าดีไหม ดูเจ้าเหนื่อยใช่เล่น” วันนี้องค์ชายหนุ่มออกจากวังมาอย่างสามัญชนธรรมดา มีเพียงทหารอารักขาไม่ถึงห้าคน และผู้นำเที่ยวเป็นสาวงามแห่งราชสำนัก อ้อ ต้องไม่ลืมผู้ติดตามของสาวงามด้วย
แต่เอาเถอะ แม้จะมีผู้ติดตามมากับสตรีตรงหน้า ทว่าองค์ชายชินเรเลือกที่จะไม่สนพระทัยมากนัก เพราะผู้ติดตามรายนั้นก็ใช่ว่าจะพูดมากเสียที่ไหน ตามมาก็เหมือนไม่ตาม หากพระองค์จะขอติเตียนเกี่ยวกับราชสำนักทาคิซาวะล่ะก็ เรื่องเดียวที่น่าติเป็นที่สุดก็คือเรื่องที่มีองครักษ์หุ่นไล่กาอย่างอาคานิชิ จิน นี่ล่ะ
“ข้าไม่เหนื่อยเพคะ” ร่างโปร่งบอกปัด แม้ทีท่าจะนอบน้อม หากแต่ประโยคตัดความหวังดีของอีกฝ่ายก็ทำเอาองค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามต้องหรี่เนตรลงเล็กน้อย
“หรือเจ้าเกรงใจผู้ติดตามอย่างนั้นหรือ” คาซึยะเงยหน้ามองเจ้าของคำถาม ก่อนจะยิ้มบาง
“หามิได้เพคะ ข้าแค่เกรงใจเสด็จพ่อเสด็จแม่ วันนี้ออกมากับพระองค์ แม้จะมีทหารอารักขาส่วนหนึ่ง แต่หากขุนนางชั้นผู้ใหญ่พบเห็นเข้า ก็คงเอาไปลือกันเสียสนุกปาก ว่าเป็นถึงองค์หญิง กลับไม่สงวนตัว ออกมาเที่ยวกับชายอื่น”
“งั้นหรือ งั้นเปลี่ยนสถานะข้าจากชายอื่นเป็นคู่หมายของเจ้าเสียเลยดีไหม ข้าจะส่งสาสน์ให้ทางคุโรคาวะจัดของหมั้นเสียเดี๋ยวนี้” ร่างโปร่งชะงักไปกับคำตรัสจริงจังหากแต่รวดเร็วนั้น หากแต่ก็หัวไวพอจะโต้ตอบกลับไป
“ข้าเกิดมาพร้อมลิขิตสวรรค์เพคะ ลิขิตที่ว่าจะต้องออกเรือนไปกับบุรุษแห่งราชสำนักทาคิซาวะเท่านั้น” ความจริงแล้ว คาซึยะรู้เพียงว่า คำทำนายบอกเล่าแค่ ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ แต่เกิดบอกไปแค่นั้น แล้วองค์ชายนักรักนี่โมเมเอาเสียว่าเป็นราชสำนักคุโรคาวะด้วย เรื่องจะเลยเถิดกันไปเสียหมด
“น่าเสียดายจริง ที่เฉพาะเจาะจงแค่ราชสำนักทาคิซาวะเท่านั้น เอาเถอะ! ในเมื่อเจ้าต้องออกเรือนไปกับบุรุษแห่งราชสำนักทาคิซาวะอะไรนั่น เราก็จะไม่ขวางลิขิตสวรรค์หรอก แต่อย่างไรเสีย ตอนนี้ เจ้าก็ยังไม่ออกเรือนไม่ใช่หรือ ถ้าเช่นนั้น คบหากับบุรุษแห่งราชสำนักคุโรคาวะอย่างเราสักพัก จะเป็นไรเล่า” คาซึยะถึงกับตาโต เมื่ออีกฝ่ายยังโมเมเข้าตัวเองอย่างน่าไม่อายเช่นนี้ รู้แล้วว่าพวกองค์ชายรัชทายาททั้งหลายที่เสียเวลาศึกษาเล่าเรียนนานนับสิบปีก็เพื่อลับฝีปากเอาไว้เจรจาเป็นแน่แท้ ดูอย่างตอนนี้สิ ขนาดที่ว่าหลุดจากเรื่องคู่หมายมาได้แล้ว ยังจะวกมาถึงเรื่องคบหาดูใจอีก
“เห็นจะไม่ได้พระเจ้าค่ะ…แม่หญิงคาซึยะเป็นสตรีชั้นสูงของราชสำนัก จะให้มาคบเล่นดูใจชายใดไม่ได้ มันผิดประเพณี” แล้วองครักษ์หุ่นไล่กาที่องค์ชายชินเรค่อน ก็เปิดปากอย่างที่ทำเอาร่างโปร่งต้องหันมองคนที่อยู่ข้างหลังเงียบๆมานาน อาคานิชิ จินยังคงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่บอกอารมณ์ความรู้สึกใดๆ หากแต่ดวงตาคมกริบนั้นจับจ้องไปที่องค์ชายหนุ่มอย่างไม่ยอมลงให้แม้แต่น้อย
“อ้อ จะให้เป็นองค์หญิงโบราณคร่ำครึอยู่บนหอคอยงาช้างอย่างนั้นหรือ”
“ที่ทาคิซาวะไม่มีหอคอยงาช้างพระเจ้าค่ะ” คาซึยะไม่คิดมาก่อน ว่าคนที่นิ่งและเงียบเป็นกิจวัตร พอเอาเข้าจริงๆแล้ว กลับเถียงหน้าตายได้เช่นนี้
“เราไม่อยากเถียงกับเจ้า แต่การให้แม่หญิงผู้สูงศักดิ์ต้องมารักมั่นรอคอยอยู่กับ ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ เพียงผู้เดียว ไม่คิดว่ามันเห็นแก่ตัวไปหน่อยรึ”
“ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัวหรือไม่ แต่สำหรับทาคิซาวะแล้ว อิสตรีนั้นสูงค่า ไม่ควรลงมาเกลือกกลั้วกับอาการมากรักของบุรุษพระเจ้าค่ะ”
“อ้อ จะหาว่าเรามากรัก แล้วเจ้าล่ะ องครักษ์ ไม่มากรักอย่างเรารึ”
“กระหม่อมไม่ใช่พระองค์ เฉกนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเหมือนพระองค์พระเจ้าค่ะ”
“จะบอกว่าตัวเองรักเดียวใจเดียวสินะ แล้วแบบนั้นได้ประโยชน์อันใดเล่า ดีแต่เฝ้ารอคอยเพียงรักเดียวในชีวิต แล้วจะครอบครองความรักได้อย่างไร หากไม่ออกค้นหาด้วยการมากรักไปเรื่อย”
“ครอบครองรักคืออะไรพระเจ้าค่ะ คือการครอบครองกายของคนที่รัก หรือการที่ระลึกอยู่เสมอว่ารักและหวังดีต่อคนที่รัก” องค์ชายเงียบไป ทำให้ร่างสูงยิ้มบาง ก่อนจะพูดต่อ
“ดูเหมือนพระองค์และกระหม่อมจะมีความเห็นที่แตกต่างกันในด้านความรักพระเจ้าค่ะ”
“แต่คลับคล้ายคลับคลาว่าจะหมายปองสิ่งเดียวกัน” องค์ชายชินเรแทรกพร้อมรอยกระหยิ่มบนพักตร์ ทว่าจินกลับส่ายหน้าไปมา
“พระองค์ยังไม่เข้าพระทัย กระหม่อมกับพระองค์ไม่ได้หมายปองสิ่งเดียวกัน เพราะสิ่งที่กระหม่อมต้องการคือให้คนที่กระหม่อมรัก มีความสุข แต่พระองค์เล่า หมายปองเฉพาะการหมั้นหมายและการเป็นเจ้าของต่างหาก” องค์ชายชินเรนิ่งงัน ก่อนจะส่ายพักตร์บางเบา
“เจ้าช่างเป็นบุรุษที่น่าหมั่นไส้เสียจริง เอาแต่ตระหนักในใจตนอย่างนั้น ชาตินี้ทั้งชาติคงไม่แคล้วเป็นโสดไปชั่วชีวิต” จินไม่ตอบรับ หากเพียงแค่ค่อมกายเล็กน้อยเท่านั้น องค์ชายหนุ่มทอดพระเนตรร่างสูงสง่าเบื้องหน้า ก่อนจะเหลือบเนตรไปทางสตรีหนึ่งเดียวที่ยังยืนนิ่งราวกับตั้งใจฟัง
“ถ้าให้เราทาย เจ้าคงเป็นพวกนักปกป้องด้วยสินะ พวกประเภทไม่กล้าทำอะไรตามใจ เพราะต้องปกป้องจารีต ปกป้องหญิงที่รัก ปกป้องราชสำนัก ปกป้องหน้าที่การงาน ปกป้องหน้าตา…ช่างเป็นผู้ชายที่น่าเบื่อนัก แม่หญิงว่าเช่นนั้นไหม”
“แต่ก็เป็นผู้ชายแบบที่หาได้ยากยิ่งไม่ใช่หรือเพคะ”
“ยอมรับหรอก เพราะเราเองก็เป็นไม่ได้ หากเป็นเรา เราจะคว้าในสิ่งที่เราอยากคว้า เราจะทำในสิ่งที่อยากทำ แต่เอาเถอะ…เราจะถือว่าคราวนี้ได้มาพบชายแปลก จะยอมไม่คว้าในสิ่งที่อยากคว้าก็แล้วกัน…เจ้าจะได้มีกำลังใจปกป้อง ‘หญิงที่รัก’ ต่อไป” หากใครดูไม่ออก พระองค์คิดว่าน่าจะควักตาเสียเถิด ถ้าจะไม่รู้ว่าสายตาอ่อนโยนและอ่อนหวานขององครักษ์อาคานิชิ จิน นั้น มีไว้เพื่อแม่หญิงร่างบอบบางหน้าพระพักตร์นี่
องค์ชายชินเรเสวรกายเสด็จออกนำ ให้คาซึยะต้องเดินตามดังเป็นหน้าที่ที่ถูกสั่งมา ปล่อยให้ชายหนุ่มร่างสูงค่อมกายตามหลัง พร้อมคำรับแผ่วเบา หากแต่มั่นคงและจริงจัง
“ขอบพระทัยพระเจ้าค่ะ”
…………………
“แหม น่าเสียดาย อย่างนี้เรียกเส้นยาแดงผ่าแปด”
“เส้นยาแดงอะไรของเจ้า” องค์ชายหนุ่มในคราบคหบดีผู้มั่งมี หันมาถามองครักษ์ที่อยู่ในคราบผู้ติดตาม กำลังเอากำปั้นทุบมืออย่างอัดอั้น
นี่เป็นอีกครั้งที่องค์ชายรัชทายาทหนีงานเข้ามาในเมืองพร้อมองครักษ์คู่ใจ ทว่าคราวนี้ไม่ใช่เพราะพระองค์เสนอ หากแต่เป็นเจ้าองครักษ์จอมพูดมากที่ถวายคำแนะนำให้ตามออกมาดู และก็ทันได้เห็นสงครามฝีปากขององครักษ์แห่งราชสำนักทาคิซาวะและองค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามจากคุโรคาวะ
งานนี้ เห็นทีองครักษ์อาคานิชิ จิน ควรจะได้ใบประกาศนักการทูตอีกสักใบ เป็นรางวัลที่ขวางทางองค์ชายนักรักได้สำเร็จ
“เป็นศัพท์ใหม่ของพวกเด็กๆท้ายวังพระเจ้าค่ะ อย่างนี้ก็ไม่ได้เห็นศึกชิงนางน่ะซี แหม ตั้งใจว่าจะได้เห็นสักครั้งในชีวิตเชียว”
“เอาไว้รอชิงลูกสาวของเจ้าแล้วกัน อย่าให้มาเกิดกับน้องข้า”
“ก็น้องของพระองค์งดงามไปทั่วทั้งแผ่นดินเช่นนี้ เห็นทีถ้าไม่รีบแต่งงานในเร็ววัน ท่าทางทาคิซาวะอาจถูกประกาศสงครามทุกเมื่อ เพราะมีแต่องค์ชายยกทัพมาชิงแม่หญิงคาซึยะ แล้วทีนี้พวกคร่ำครึในกลาโหมก็คงป่าวประกาศว่าเป็นเพราะพระองค์มีดำริเปิดอาณาจักรมากเกินไป โอ้… กลับวังคราวนี้ รับสั่งจัดงานสมรสเลยดีไหมพระเจ้าค่ะ กระหม่อมพร้อมแต่งทุกเมื่อ”
“จะให้น้องเราแต่งกับเจ้าน่ะรึ”
“กระหม่อมว่างพระเจ้าค่ะ ส่วนเจ้าคนนั้นก็ว่าง แต่ระหว่างเขยพูดมาก กับเขยไม่พูด พระองค์โปรดแบบไหนพระเจ้าค่ะ”
“ โปรดเขยพูดน้อย!” องค์ชายหนุ่มเหลือบสายเนตรกลับไปยังขบวนเสด็จขององค์ชายจากต่างแดนที่ยังท่องอยู่ในตลาดกลางเมือง อย่างที่ไม่มีชาวบ้านคนใดรู้ ว่ากลุ่มคหบดีท่าทางร่ำรวยสี่ห้าคนนั้น เป็นแขกบ้านแขกเมือง
“แหม พระองค์ทรงเข้าข้าง”
“เข้าข้างตามน้องเราต่างหาก เจ้าไม่รู้อะไรเสียแล้ว คาซึยะน่ะ ชอบคนพูดน้อยมาตั้งแต่เด็ก”
“เพราะแม่หญิงพูดมากหรือกระหม่อม” องค์ชายหนุ่มเหลือบเนตรกลับมาที่ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มขององครักษ์นากามารุ ช่างเป็นนายทหารที่มีคำพูดชวนให้ถูกลงโทษเหลือเกิน หากแต่จะว่าไป…
…คาซึยะก็พูดมากจริงๆ…
.
.
.
.
.
‘จริงๆนะ ข้าชอบทะเลมากกว่าน้ำตก คราวก่อนไปน้ำตก ถูกสั่งไม่ให้ลงเล่นด้วยล่ะ แล้วอย่างนั้นจะให้ข้าไปทำไมกัน’
‘ท่านล่ะจิน ชอบทะเลหรือน้ำตก’
‘…’
‘เดี๋ยว อย่าเพิ่งตอบ ห้ามตอบว่าน้ำตกนะ เพราะว่าข้าไม่ชอบน้ำตกเอาเสียเลย ข้าชอบทะเลมากกว่า พอถ้าท่านชอบทะเล พอข้าโตขึ้น ข้าต้องเป็นองค์หญิงแห่งราชสำนักใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นก็คงไปไหนมาไหนลำบากทีเดียว น่าเบื่อจะตาย ท่านต้องพาข้าหนีไปเที่ยวทะเลนะ ข้าชอบเสียงคลื่น…จิน ท่านพูดบ้างซี ปล่อยข้าพูดคนเดียวอยู่ได้ ว่าอย่างไร ชอบทะเลใช่ไหม’
‘ใช่’
‘งั้นสัญญาแล้วนะ ว่าจะพาข้าไปทะเล เจ้าพี่ ข้าไม่ง้อท่านแล้ว จินก็ชอบทะเล เขาจะพาข้าไปทะเล’ เด็กแก้มแดงหันมาบอกเสียงเจื้อยแจ้วกับผู้เป็นพี่ที่นั่งมองน้องพูดอยู่เพียงลำพัง ในขณะที่คู่สนทนานั้น ทำได้เพียงรับฟัง และขานรับเป็นครั้งคราวที่ถูกถามเท่านั้น
‘อะไรกัน ทำไมน้องพี่ชอบตู่ จินแค่บอกว่าชอบทะเล ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าโตขึ้นจะพาเจ้าไป’ พอถูกท้วงเช่นนั้น เด็กตัวน้อยก็หันควับมองจินทันที
‘อย่างนั้นหรือจิน ท่านแค่ชอบหรือ ท่านจะไม่พาข้าไปทะเลหรือ’
‘ข้าจะพาไป’
‘เห็นไหม เจ้าพี่ อย่ายุยงเสียให้ยาก จินตามใจข้าอยู่แล้ว งั้นข้าโต ท่านต้องพาข้าไปทะเลนะ แต่ความจริง ข้าอยากไปเสียเดี๋ยวนี้ พาข้าไปตอนนี้เลยได้ไหม อ๊ะ…ไม่ได้ ตอนบ่ายข้ามีเรียนทำอาหาร ฮื้อ! เมื่อไรจะได้เที่ยวเล่นกัน’
แล้วจากนั้น คาซึยะก็บ่นอีกพักใหญ่ ในขณะที่อาคานิชิ จินในยามนั้นทำเพียงนั่งยิ้มเงียบๆ อย่างที่ทำเอาองค์ชายหนุ่มสรวลเบาๆกับภาพเบื้องหน้า
แล้วอย่างนี้ คาซึยะจะอยากได้สามีแบบใด ถ้าไม่ใช่แบบเงียบกริบเฉกเช่นอาคานิชิ จิน ที่มีไว้เพื่อรับฟังในสิ่งที่เจ้าตัวอยากจะพูด!
…………….
องค์ชายชินเรและคณะทูตมีกำหนดกลับอาณาจักรในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ซึ่งถือเป็นความโล่งพระทัยอย่างใหญ่หลวงสำหรับองค์ชายฮิเดอากิ
“ขอบคุณท่านมาก ที่ต้อนรับเราอย่างดีเช่นนี้” องค์ชายชินเรเอ่ยโอษฐ์ ทว่าสายตากลับจับจ้องไปที่ร่างโปร่งบางที่ยืนอยู่ด้านหลังขององค์ชายรัชทายาทแห่งทาคิซาวะ
“ไม่เป็นไรองค์ชาย อย่างไรเสียก็บ้านใกล้เรือนเคียงกันทั้งนั้น”
“นั่นสิ แต่น่าเสียดาย ที่ไม่อาจเป็นทองแผ่นเดียวกันได้” ทองแผ่นเดียวที่ว่า ใครได้ฟังก็เข้าใจกันทั้งนั้น ว่าพระองค์หมายจะร่วมเป็นทองแผ่นเดียวกับใคร หากไม่ใช่กับสตรีผู้นั้น
“ยังมีสตรีอีกมากในแผ่นดินที่อยากเป็นทองแผ่นเดียวกับพระองค์” องค์ชายฮิเดอากิหาทางเลี่ยงได้อย่างที่องค์ชายชินเรไม่อยากจะต่อความยาวอะไรอีก ตระหนักดีอยู่แล้วว่ามุมมองความรักของพระองค์นั้นแตกต่างจากใครบางคนอย่างที่เรียกได้ว่า หากพระองค์เป็นไฟ ใครคนนั้นคงเป็นน้ำ
“เราก็คิดเช่นนั้น ไม่แน่ สักวันอาจจะได้มาเป็นเขยของทาคิซาวะ”
“ทาคิซาวะเองก็ยินดี หากจะมีโอกาสต้อนรับพระองค์ในฐานะเขย”
“ขอบคุณมาก ทั้งในอนาคตและการต้อนรับที่ผ่านมา เราดีใจที่ได้รู้ว่าบ้านเมืองของท่านสงบสุขเพียงใด กลับไปจะเรียกพวกกรมคลังมาคุย และจะส่งสาสน์มาเจรจาเรื่องเปิดการค้า ส่วนเรื่องการทหารนั้น เราจะนำความไปบอกพี่ใหญ่ที่ดูแลกรมกลาโหม คิดว่าทั้งทาคิซาวะและคุโรคาวะคงจะได้ร่วมกันรักษาประโยชน์ในน่านน้ำหลวงอย่างไม่ยาก” เป็นว่าการทูตเรื่องดูแลน่านน้ำระหว่างคุโรคาวะและทาคิซาวะนั้นดำเนินไปได้ดี แม้จะลุ่มๆดอนๆเรื่องที่องค์ชายนักรักมัวแต่หลงใหลในตัวคาซึยะ ทว่าเรื่องที่หมายจะเจรจาก็บรรลุผลไปได้อย่างที่คงไม่มีนายพลคร่ำครึในกรมกลาโหมคนใดกล้าปริปากเรื่องนี้อีกแน่
“อ้อ…นี่เป็นของฝากจากคุโรคาวะ” ตรัสแล้วจึงส่งกระดาษม้วนให้กับองค์ชายรัชทายาทลำดับที่หนึ่งแห่งทาคิซาวะ หากแม้จะยังสงสัย ทว่าก็รับ ‘ของฝาก’ มาไว้กับหัตถ์
“หวังว่า…คุโรคาวะคงได้รับใช้ท่านบ้าง ขอตัว” ขบวนขององค์ชายแห่งคุโรคาวะขึ้นเรือไปแล้ว ในขณะที่องค์ชายฮิเดอากิเสเนตรลงมายังกระดาษอันเป็นของฝาก ก่อนจะคลี่ออกอ่าน เพียงเพื่อจะพบใจความที่ว่า
‘เราในนามของชินเรแห่งคุโรคาวะ ยินดีต้อนรับองค์ชายฮิเดอากิแห่งกรมกลาโหมอาณาจักรทาคิซาวะและผู้ติดตาม ร่วมเป็นเกียรติในงานเลี้ยงเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างอาณาจักรบนผืนทวีปที่จะจัดขึ้นในช่วงฤดูหนาว เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ในการเป็นพันธมิตรต่อกัน
เราหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่าอาณาจักรทาคิซาวะจะเห็นประโยชน์อันดีงามในการร่วมเป็นเกียรติครั้งนี้ และได้แต่หวังว่าวันนั้น เรา องค์ชายชินเรจะมีโอกาสพา แม่หญิงคาเมนาชิ คาซึยะเที่ยวชมเมืองคุโรคาวะของเรา เฉกเช่นที่แม่หญิงพาเราเที่ยวชมทาคิซาวะ
นับถือมา ณ ที่นี้
ชินเร คุโรคาวะ’
นี่มันสาส์นเชิญพระองค์เสด็จ หรือสาส์นเกี้ยวน้องของพระองค์กันแน่!!!
“กระหม่อมทูลแล้วพระเจ้าค่ะ ว่าควรให้แม่หญิงออกเรือนเสียแต่วันนี้ ไม่เช่นนั้น นอกจากอาจจะต้องทำสงครามเพื่อชิงนางกันแล้ว อาจจะต้องเดินสายทั่วทวีปเพื่อสนองตัณหาพวกมือไม่ต้อง ขอแค่ตาดูอย่างเดียวก็ได้ เช่นนี้แหละพระเจ้าค่ะ!”
นั่นคือเสียงขององครักษ์คนสนิท ที่คงสนิทเสียเกินไป มันจึงพูดจาชวนให้กลุ้มเช่นนี้!
……….
“อะไรนะเพคะ! ทางคุโรคาวะเชิญน้องด้วยหรือ”
คาซึยะถึงกับตกใจ เมื่อถูกองค์ชายผู้ดำรงองค์เป็นพระเชษฐาเรียกไปพบ เพื่อบอกกล่าวเรื่องสาสน์ที่มีใจความเชิญ แม่หญิงคาเมนาชิ คาซึยะ เข้าร่วมงานเลี้ยงเพื่อการเป็นพันธมิตรระหว่างอาณาจักร มากเสียกว่ามีใจความเชิญองค์เองเสียอีก
“ทางนั้นระบุมาชัดเจนว่าต้องการให้น้องไปด้วย พี่รู้ว่ามันไม่เหมาะหรอก ที่น้องเป็นสตรี แต่จะเดินทางไปไหนมาไหน…แต่ทางนั้น…” คำว่าเป็นสตรีนั้น ทำให้ร่างโปร่งนึกสะท้อนใจเสียทุกครั้งที่ได้ยิน แม้จะได้ยินในขณะที่เป็น ‘หญิง’ ทั้งกายก็เถอะ แต่อย่างไรก็ตาม คาซึยะก็ยังย้ำกับใจหนักแน่นว่าเป็นชาย และในเมื่อย้ำเช่นนั้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน การถูกเกี้ยวด้วยผู้ชายด้วยกัน ก็ออกจะเป็นเรื่องที่ชวนให้ขยะแขยงไม่น้อย
“ไม่เป็นไรเพคะ” ปากว่าไม่เป็นไร หากแต่สายตาเหลือบมองไปยังคนที่นั่งทำงานอยู่เงียบๆที่โต๊ะข้างเคียง อาคานิชิ จิน ยังนั่งเงียบ และเอาแต่อ่านเอกสารไปมา ราวกับไม่รู้สึกรู้สาใดๆ ทั้งที่ตอนนั้นก็ทำท่าราวกับต้องการจะ ‘จีบ’ เอาขนมมาให้เสียดิบดี ตอนเขาถูกองค์ชายชินเรเกี้ยว ก็ยังช่วยพูดเอาไว้จนอีกฝ่ายล่าถอย แต่พอทุกอย่างเป็นปกติแล้ว ชายผู้นั้นกลับนิ่งเฉย จนคาซึยะที่บอกตัวเองว่าขยะแขยงกับการถูกผู้ชายด้วยกันจีบนั้น ชักจะทนไม่ไหว ที่เห็นชายผู้นี้เมินเฉยต่อกัน
จะเอายังไงกันแน่! สมแล้วที่ถูกเรียกว่าเป็นผู้ชายหุ่นไล่กา!!
“ไปที่นั่น พี่จะให้จินคอยดูแลเจ้าแล้วกัน” องค์ชายฮิเดอากิรับสั่ง อย่างที่ทำเอาองครักษ์อีกหนึ่ง ซึ่งมีนิสัยเสนอตัวในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสาวงามนั้น ถึงกับยืดหน้ายืดตาอยากจะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
“เจ้าคงไม่ขอเป็นองครักษ์ให้คาซึยะอีกคนหรอกนะ ยูอิจิ ถ้าเจ้าคอยดูแลคาซึยะ แล้วใครจะดูแลเรา”
“จินพระเจ้าค่ะ” มันช่างยอกย้อน และโยนงานให้เพื่อนเสียเหลือเกิน
“จินดูแลน้องเราแล้ว”
“งั้นให้จินแลกกับกระหม่อม…”
“หือ พูดไม่รู้เรื่อง เจ้ามากับเรานี่ เราจะไปคุยเรื่องอาวุธกับพวกพนักงานข้างล่าง”
“อีกแล้วหรือพระเจ้าค่ะ เมื่อคราวที่แล้วก็คุยกับพวกข้างล่าง…” หากพระองค์รู้ว่าไอ้เจ้าหนุ่มที่มันชอบยืนยิ้มตอนนั้น พอรับเข้ามาเป็นองครักษ์แล้ว จะพูดมากเช่นนี้ พระองค์ไม่เลือกมาเป็นแน่ เพราะมันช่างขัดไม่รู้เวล่ำเวลาเอาเสียเลย
“เราอยากคุยอีกหลายๆรอบ เจ้ามีปัญหารึ!!”
“ไม่มีพระเจ้าค่ะ!! แต่กระหม่อมแค่สงสัย ว่าทำไมพระองค์ไม่ให้จินตามเสด็จ ทำไมต้องเลือกกระหม่อม….”
“ยูอิจิ!! จะตามเราไป หรือจะให้เราย้ายเจ้าไปเฝ้าประตูวัง!!”
“เปลี่ยนเป็นเฝ้าประตูเรือนคาเมนาชิได้ไหมกระหม่อม…เอ ได้ข่าวว่าธิดาตระกูลอิโนฮาระก็งาม กระหม่อมยอมสองเรือนพระเจ้าค่ะ เรือนคาเมนาชิก็ดี เรือนอิโนฮาระก็ได้” คาซึยะมองตามหนึ่งนายหนึ่งบ่าวที่เดินออกจากห้องไปอย่างที่มีเสียงบ่าวดังไม่หยุด แล้วได้แต่หัวเราะเบาๆกับนิสัยช่างพูดของ องครักษ์นากามารุ ยูอิจิ
หากจะบอกว่าสีสันของห้องนี้อยู่ที่คน คาซึยะก็บอกได้คำเดียวว่าคนคนนั้นคือ นากามารุ ยูอิจิ ถึงจะพูดมากไปเสียหน่อย แต่คำพูดเหล่านั้นมอบชีวิตชีวาให้แม้กระทั่งในยามที่เคร่งเครียด ต่างกับอีกคนเถอะ…รายนั้น นอกจากจะไม่คลายความเคร่งแล้ว ยังเป็นตัวจุดชนวนความเครียดอีกต่างหาก คิดแล้วก็เหลือบมองเสียหน่อย และคงจะมองนานเกินไป อีกฝ่ายจึงได้เงยหน้าจากงานขึ้นมาสบตา
“มองข้า มีเรื่องอะไร”
“ข้าอยากทานขนมฝีมือแม่ของท่าน” ร่างโปร่งเลี่ยง
“เสียงเจ้าแปลก…ไม่สบายรึเปล่า” คำถามคนละเรื่องขององครักษ์อาคานิชิ ทำเอาคาซึยะชะงักกึก แล้วได้แต่สั่นหน้าปฏิเสธ
“สั่นหน้าไม่งาม เป็นหญิง ควรตอบด้วยปาก”
“เปล่า” ตอบได้แค่นั้นเอง คาซึยะไม่กล้าตอบยาวให้อีกฝ่ายจับสังเกตได้ถึงความผิดปกติ ร่างบางรู้ว่าเสียงตัวเองเปลี่ยนไปเล็กน้อย ยามร่างกายเปลี่ยนแปลง หากเป็นชายเสียงจะทุ้มกว่า และหากเป็นหญิง เสียงจะสูงขึ้นเพียงนิด ขนาดเจ้าพี่ยังไม่ซัก แต่องครักษ์ทึบทึมรายนี้ไวนักเชียว
“เสียงแปลก อาจจะเป็นอะไรเกี่ยวกับคอ หรือหลอดอาหาร เลิกงานแล้วก็ไปให้แพทย์ที่สภาแพทย์ตรวจเสียหน่อย ช่วงนี้อย่าเพิ่งทานของหวานเลย เดี๋ยวจะแย่หนักกว่าเก่า” จะไม่ให้กินของหวานจนกว่าเสียงจะเป็นปกติอย่างนั้นหรือ!! นั่นมันอีกตั้งสิบห้าวันเชียว!! เรื่องอะไร คาซึยะจะยอมเล่า!
“ข้าบอกว่าเปล่า ท่านเป็นองครักษ์แท้ๆ ร่ำเรียนตำราแพทย์มาด้วยหรือ ถึงได้กะเกณฑ์แม่นนัก”
“เป็นองครักษ์ต้องทำได้ทุกอย่าง เผื่อกิจจำเป็น”
“จีบสาวเล่า จำเป็นไหม” คาซึยะย้อนถาม อย่างที่ทำเอาจินต้องถลึงตาดุ
“นั่นไม่ใช่คำถามของผู้หญิง” ผู้หญิงอีกแล้ว!! คาซึยะล่ะเบื่อคำนี้นักเชียว ร่างโปร่งผุดลุกจากเก้าอี้ คุยแล้วหมดอารมณ์เช่นนี้ ชวนให้ไม่อยากคุยด้วยนัก
“จะไปไหน งานการเสร็จแล้วหรือ”
“เสร็จแล้ว! ข้าจะไปเรือนอาคานิชิ ท่านมีปัญหาอะไร” ร่างสูงถอนหายใจแล้วส่ายหน้า
“ไม่ควรถามคำถามชวนตี มีปัญหาอะไร ไม่ใช่คำถามที่ควรถาม”
“ถ้าท่านเป็นครู คงมีเด็กร้องไห้กลับบ้านทุกวันเพราะถูกดุแน่”
“ข้าดุเฉพาะเด็กดื้อหรอก” พอบอกว่าเด็กดื้อเท่านั้น ร่างโปร่งถึงกับตวัดดวงตาเรียวกลับมาจ้อง ให้จินยิ้มบาง เปิดลิ้นชัก หยิบกล่องห่อด้วยผ้าสีแดงประจำตระกูลขึ้นมา
“ขนม… อยากทานไม่ใช่หรือ”
“อย่างนี้เรียกตบหลังแล้ว…เอ่อ…” จินหัวเราะเบาๆ …บอกกี่ครั้งกี่หนก็ไม่จำ... ยิ่งเห็นใบหน้าหวานชะงักและครุ่นคิดถึงสุภาษิตของอาณาจักรที่พูดผิดพูดถูกแล้วก็ยิ่งอยากขำเสียให้มากกว่านี้ เพียงแต่กลัว ‘เด็กดื้อ’ จะงอนไปเสียก่อน
“เขาพูดว่า ตบหัวแล้วลูบหลัง …แต่ข้าเรียกง้อเด็กดื้อหรอก”
“ขอบคุณ” มือบางรับกล่องขนมได้ก็วิ่งออกจากห้องไปเรียกหานางกำนัลช่วยไปจัดใส่จาน อย่างที่ยอมละเลยคำว่า ‘เด็กดื้อ’ จากปากร่างสูงไปเสีย ก็ได้กินขนมทั้งที จะเก็บเรื่องนั้นเรื่องนี้มาขุ่นใจทำไมกัน
ในเมื่อองครักษ์พูดน้อยยังจำได้ถึงวิธีง้อ อย่างนั้นคาซึยะก็ไม่หวังอะไรแล้ว
.
.
.
.
.
‘คาซึยะ เจ้าจะโกรธอะไรจินนักหนา จินแค่ดุเรื่องที่เจ้าโดดเรียนเท่านั้น’
‘ไม่ใช่แค่ดุเท่านั้น แต่ผู้ติดตามของเจ้าพี่ตีน้องด้วย!!’
‘จิน เจ้าง้อน้องเราหน่อยซี อยากให้คาซึยะงอนอย่างนั้นหรือ’
‘ไม่ต้องง้อ! น้องไม่หายโกรธหรอก! กล้าดียังไงมาตีกันแบบนี้’
‘เร็วสิ จิน…น้องเราโกรธใหญ่แล้ว’ องค์ชายรัชทายาทหันมารับสั่งกับผู้ติดตามที่ยังถือกล่องอะไรบางอย่างอยู่เงียบๆ และเมื่อถูกสั่งเช่นนั้น เด็กหนุ่มร่างสูงจึงเดินเข้ามาหาคนที่นั่งกอดอก ขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์ แก้มแดงๆนั่นพองลมจนน่าจับนัก
‘ขนม…’ แค่นั้น เพียงแค่นั้นจริงๆจากปากของผู้ติดตามที่คาซึยะเรียกติดปากว่า …จิน…
‘เอาขนมมาง้อข้าอย่างนั้นหรือ อย่างนี้มันตบหลังแล้วลูบหัว…เอ๊ะ…’
‘เขาพูดว่า ตบหัวแล้วลูบหลัง’ เด็กหนุ่มแก้ความให้เจ้าตัวเล็กตรงหน้าได้แต่พยักหน้ารับเออออ
‘นั่นล่ะๆ เอาขนมอะไรมาบ้าง เปิดให้ข้าดูหน่อย’ แล้วเจ้าเด็กน้อยก็ทำเป็นลืมไปเสียหมด ว่าตนเองกำลังโกรธเรื่องใดอยู่ ในเมื่อกล่องขนมตรงหน้านั้นชวนให้สนใจเสียเหลือเกิน ไม่มีคำพูดใดจากเจ้าของกล่องขนม นอกเสียจากการทรุดกายลงนั่งเคียงข้าง แล้วเปิดฝากล่องให้คาซึยะตาโตวาววับก่อนจะเงยหน้าบอกเสียงสดใส ลืมเรื่องโกรธเสียสนิท
‘ขอบคุณนะจิน!!’
นั่นเป็นวิธีง้อของ อาคานิชิ จิน ที่แม้แต่พี่ชายบุญธรรมอย่างองค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิยังนึกทึ่ง และแอบจดจำอย่างลับๆว่าถ้าน้องโกรธ ต้องให้จินเอาขนมมาขอคืนดี!!
……………
ในเมื่อมีสาสน์เชิญมาแล้ว ดังนั้น อาณาจักรทาคิซาวะจึงจำเป็นที่จะต้องจัดขบวนเสด็จขององค์ชายรัชทายาทลำดับที่หนึ่งไปยังคุโรคาวะ นอกจากนั้น คนที่ต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ ก็หนีไม่พ้น คาเมนาชิ คาซึยะ
“นับวันหรือยัง ไปอยู่ที่นู่นมีร่างกายอย่างไร” ผู้เป็นแม่เอ่ยปากถามอย่างห่วงใย การไปต่างบ้านเมืองนอนนั้น เรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือร่างกายที่เดี๋ยวชายเดี๋ยวหญิง ความฉุกละหุกอาจทำให้หลงลืมหรือประมาทจนเป็นเหตุให้ความลับไม่เป็นความลับ
“ถึงที่นั่น คงเป็นหญิงพอดี” ไหนจะเดินทางอีก กว่าจะถึงก็คงบรรจบที่ร่างกายแบบสตรี
“อย่างนั้นหรือ เอาเถอะ แล้วแม่จะให้มิซาเอะตามไปดูแลด้วย”
“จะดีหรือ ต้องเดินทางบนเรือนานๆ ป้ามิซาเอะจะป่วยเสียเปล่าๆ”
“แล้วจะให้ลูกไปกับผู้ชายทั้งเรืออย่างนั้นหรือ” ร่างโปร่งถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะย้อน
“ลูกก็ชาย…”
“ชายแล้วได้แต่งอย่างชายหรือ เถียงอะไรแบบนี้กันหือ ไปไป ไปหยิบเสื้อผ้ามา แม่จะช่วยจัดเสื้อผ้า เอาลงหีบแล้วจะได้ให้คนขนไปขึ้นเกี้ยว” ถูกแม่ดุไปที คาซึยะเลยได้แต่เดินไปเปิดตู้หยิบเสื้อผ้าที่พับเอาไว้ออกมาวางให้ท่านผู้หญิงมามิช่วยเลือกจัด
“คาซึยะ…ไปที่นู่น ระวังตัวให้มาก อย่าเชื่อใจใคร” หากแต่อยู่ดีๆ ห้องที่เงียบสงบ ท่านผู้หญิงมามิก็เอ่ยปากเตือน
“ข้าเข้าใจดีท่านแม่”
“แล้วเข้าใจไหม ว่าแม้แต่องครักษ์อาคานิชิ ก็อย่าไว้ใจ” ร่างโปร่งเงยหน้ามองทันทีด้วยความตกตะลึงกับคำพูดของมารดา ท่านผู้หญิงมามิถอนหายใจน้อยๆ ดึงบุตรลงนั่งเคียงข้าง จับมือเล็กมากอบกุม
“ลูกรู้ใช่ไหม ว่าถึงจะมี ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ จริง หากแต่ก็ไม่มีอะไรเป็นหลักเป็นฐานว่าบุรุษผู้นั้นจะรับเรื่องของลูกได้ ดังนั้นแล้ว…อย่าฝากหัวใจลูกไว้กับใครเลย” คาซึยะรับฟังเงียบๆ ทวงถามหัวใจตัวเองว่าฝากไว้ที่ใครหรือยัง หากแต่คำตอบที่ได้ไม่เด่นชัดมากพอ รู้เพียงแค่ยามค้นหา ก็พบแต่หน้าบุรุษผู้เงียบขรึมคนนั้น หากแต่…สิ่งนี้เรียกการฝากหัวใจหรือไม่ คาซึยะไม่รู้จะหาคำตอบจากที่ใด
ทว่า… ที่แม่พูดมานั้น เป็นตรรกะหลักง่ายๆที่ คาซึยะเข้าใจดี และพยายามย้ำบอกกับตัวเองมาตลอด
‘ไม่มีใครรับได้’ คำนี้กดทับจิตใจจนด้านชา และจำเป็นต้องทำเก่งกล้าบอกว่าอยู่คนเดียวได้ ทั้งที่ความจริงแล้ว ความเปล่าเปลี่ยวและว้าเหว่ชวนให้กัดกินจิตใจจนแทบทนไม่ไหว
หากแต่จะทำอย่างไรได้กัน ลิขิตสวรรค์มาแบบนี้ ต่อให้ลงแรงด้วยสองมือและหนึ่งสมองจริง หากแต่ร่างกายแบบนี้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้เพียงลำพัง
“ข้า…เข้าใจ ท่านแม่…ข้าจะไม่ไว้ใจใคร ยกเว้นตัวเอง” ฝ่ามืออุ่นลูกเส้นผมแผ่วเบา อย่างที่คาซึยะรับรู้ถึงความปรารถนาดีและความรักที่มารดามีให้
จะจำให้ขึ้นใจว่า จะไม่ไว้ใครยกเว้นตัวเอง
หากหัวใจตัวเองเล่า… ไว้ใจได้มากแค่ไหนกัน
……………..
เอ่อ…จะบอกว่า… เจอกันอีกทีคือเดือนตุลา แหะแหะ อาทิตย์หน้าเรามีสอบสองวันติดเลยค่ะ ตายสนิท เจอญี่ปุ่นสองตัว เกาหลีตัวนึง

แล้วอาทิตย์ถัดไปก็สอบของคณะ(ที่ไม่มีความรู้เล้ยยยย) เพราะงั้นขอพักไปสักสองสามอาทิตย์นะคะ แล้วจะกลับมาต่อให้
แต่ช่วงปิดเทอมก็คงได้สปีดแค่อาทิตย์ละตอนเท่านั้นเอง เพราะเรามีรายงานสองตัวต้องส่งปิดเทอมน่ะค่ะ (เวรกรรมอะไรเนี่ยยยยยยยย)

ขอบคุณอีกครั้ง สำหรับคอมเม้นท์และการอ่าน
เสียดายๆ พาร์ทที่แล้วอุตส่าห์ตั้งใจว่าจะไม่ให้มีคำผิด ดันผิดจนได้ !!! อ้า!!
แล้วเจอกันตุลานี้นะคะ


2009.09.03
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก บทที่ 4
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 4
เอาเข้าจริงๆแล้ว แม้ว่าคาซึยะจะสงสัยในคำว่า ‘สัญญา’ ที่จินพูดเมื่อคราวนั้น ทว่าคนทั้งคู่กลับไม่ได้พูดคุยกันอีกเลย ร่างโปร่งมองว่าเป็นเพราะต่างคนต่างยุ่งอยู่กับการเตรียมงานและพิธีต้อนรับคณะทูตจากอาณาจักรคุโรคาวะที่ส่งสาสน์แจ้งมาแล้วว่าจะมาถึงทาคิซาวะในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
ทว่า… แม้คนทั้งคู่จะไม่ได้ทักทายกันเสียสักคำ บนโต๊ะทำงานของคาซึยะกลับมีกล่องขนมวางเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องเปิดออกเพื่อชิม แค่เพียงปรายตาเห็นผ้าห่อสีแดงสดปักลายบรรจงเป็นมังกรดำเมื่อมผงาดอยู่เหนือดอกนิชิโระซึ่งเป็นดอกไม้แห่งทิศตะวันตกแล้ว ร่างโปร่งก็รู้แจ้งแก่ใจว่าขนมกล่องนี้มาจากเรือนอาคานิชิ
…มีเวลาเอามาวางไว้ แต่ไม่มีเวลาจะบอกกล่าวกันอย่างนั้นหรือ…
ครั้งแรก และครั้งที่สอง คาซึยะยังพอจะให้อภัยอยู่หรอก แต่เมื่อมีครั้งที่สาม ความอดทนก็ชักสิ้นสุด เห็นเขาเป็นตัวอะไรกันแน่!! นึกจะเอามาวางไว้ก็ทำอย่างนั้นหรือ จะบอกจะกล่าวกันสักคำมันยากนักหรือไร รู้หรอกว่าคลาดกันอยู่เรื่อย แต่ทั้งอย่างนั้นก็ไม่ได้รีบร้อนมากเสียจนจะไม่มีเวลาแม้จะพูดจากันนี่นา
ในเมื่อองครักษ์หนุ่มเป็นฝ่ายหนีหายไปเสียทุกครั้ง คราวนี้ คาซึยะจึงตัดสินใจที่จะเป็นคนรอเสียเอง
วันนี้ คือวันที่คาซึยะตัดสินใจจะอยู่คอยเพื่อจัดการใครบางคนให้จงได้ เลิกงานตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว เพราะการเตรียมงานไปไกลกว่าที่กำหนดเอาไว้เสียมาก เลยมีเวลาพอจะนั่งรออย่างใจเย็นอยู่ในห้องทรงงานขององค์ชายรัชทายาทเพื่อรอใครบางคนกลับมา
เย็นย่ำนั่นล่ะ ที่ประตูห้องเปิดออก โดยฝีมือของสององครักษ์หนุ่มผู้พ่วงตำแหน่งเลขานุการในองค์ชายที่เดินปรึกษากันเข้ามา
“ถ้าอย่างนั้น ก็คงลำบากทีเดียว…อ้าว แม่หญิงคาซึยะ ยังไม่กลับอีกหรือ” องครักษ์นากามารุเป็นคนทักทาย ส่วนอีกคนนั้นเงียบสนิท และทำราวกับมองไม่เห็นคาซึยะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมนุ่ม ซ้ำยังหันกลับไปสนใจโต๊ะทำงานของตนเองอีกต่างหาก
…ชักจะมากไปแล้ว!!
“ข้ามีเรื่องจะถามท่านองครักษ์อาคานิชิ” ยูอิจิเลิกคิ้วแล้วปรายตามองไปยังเพื่อนสนิท ก่อนจะหันกลับมายิ้มกว้างให้กับคนบอกความจำนง
“ถ้าอย่างนั้น ข้าไม่อยู่รบกวน ตามสบายนะแม่หญิง แล้วเจอกันพรุ่งนี้ จิน…” เขารีบปลีกตัวแต่ไว นึกขำในใจว่าถ้าคู่นี้ได้ครองรักตามที่องค์ชายรัชทายาทและองค์กษัตริย์มีพระประสงค์ล่ะก็ เห็นทีจะเป็นเพราะ ‘ฝ่ายหญิง’ เข้าหา ‘ฝ่ายชาย’ แน่นอน
ภายในห้องเงียบลง ทันทีที่องครักษ์นากามารุจากไป ทว่า อาคานิชิ จิน ก็ยังไม่หันกลับมามองคนร่างบางที่ร่วมห้องอยู่ด้วยกัน คาซึยะเม้มริมฝีปากบางจนเป็นเส้นตรงด้วยความอัดอั้น เดินกระแทกเท้าตึงตังไปที่โต๊ะตนเอง แล้วหยิบกล่องขนมมาส่งให้ชายหนุ่มที่ยังเอาแต่รวบรวมเอกสารบนโต๊ะ
“ถ้าโต๊ะของท่านมันรกมากเสียจนต้องเอากล่องขนมมาวางบนโต๊ะข้าล่ะก็ ไว้คราวหน้าข้าจะช่วยจัดโต๊ะท่านให้เอง!!”
จินหันกลับมามองเพียงชั่ววินาที ก่อนจะเดินหนีไปเลือกเอกสารบนตู้มุมห้อง
“ถ้าไม่อยากทานก็ทิ้งมันไปเสีย”
“ใครว่าข้าไม่อยาก!! แต่ข้าไม่รู้ว่าใครให้ข้า ข้าจะกล้าได้อย่างไรกัน!!”
“เช่นนั้นก็รู้เอาไว้ ว่าแม่ข้าฝากมาให้” คาซึยะถึงกับอ้าปากค้างกับคำย้อนของอีกฝ่าย เกิดมาจนอายุจะสิบแปดอยู่แล้ว ไปร่ำเรียนถึงดินแดนทางตะวันตก พบเจอ ‘การจีบ’ มาก็มากเสียจนรู้ว่าใครที่เข้ามาเพื่อเรื่องแบบนี้ และตั้งแต่ที่ถูกร่างสูงพูดแบบนั้น คาซึยะก็ออกจะมั่นใจอยู่บ้างว่า อาคานิชิ จินคิดจะ ‘จีบ’ แต่จีบประเภทใดที่เอาแม่ขึ้นมาอ้างเล่า!!
อุตส่าห์เป็นเพื่อนองครักษ์ นากามารุ เสียที ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
ร่างโปร่งหัวเราะออกมาเบาๆนึกขำผู้ชายทึบทึมคนนี้ แต่ทั้งที่พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เสียงหัวเราะหลุดไปให้คนที่กำลังมุ่งมั่นอยู่กับการเลือกเอกสารที่ตู้หนังสือได้ยิน ทว่าในห้องที่เงียบจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากเลย หากว่าจินจะได้ยินเสียงหัวเราะจนต้องกันกลับมามอง
“หัวเราะอะไร” คาซึยะเงยหน้ามองคนถาม
“หัวเราะท่านน่ะซี…เอาเถอะ ในเมื่อรู้แล้วว่า กล่องขนมนี่ ‘ท่านผู้หญิงโซระ’ ฝากมาให้ข้า ข้าก็จะเอากลับไปทานที่เรือน” ร่างโปร่งหมุนตัวจะเดินออกจากห้อง แต่ไม่ทันได้ก้าวพ้นไปมากนัก ร่างสูงก็เรียกไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวข้าไปส่ง…”
“ไม่เป็นไร ข้ากลับเองได้” อาคานิชิ จิน ส่ายหน้าไปมา
“เป็นสาวเป็นนาง ไม่ควรไปไหนแต่ลำพัง” คาซึยะชะงักไปเล็กน้อย แล้วพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะย้อนถาม
“แต่ให้ชายโสดอย่างท่านไปส่งสองต่อสองได้อย่างนั้นหรือ” คราวนี้เป็นจินเสียเองที่อึ้งไป
“ข้าล้อเล่นหรอก ท่านจะไปส่งก็เร็วเถอะ ข้าจะรีบกลับไปทานขนม อุตส่าห์อดใจไว้เสียทั้งวัน” ร่างสูงถอนหายใจบางเบา ก่อนจะเอ่ยปากเรียบๆ
“เป็นถึงองค์หญิงบุญธรรม ไม่ควรพูดจาเช่นนี้ แล้วเมื่อครู่ก็เดินเสียงดังด้วย เกิดไปทำหน้าพระพักตร์องค์ชายหรือองค์กษัตริย์ ไม่แย่หรือ” คาซึยะถอนหายใจเฮือก
ทีปกติไม่เห็นจะพูดมาก พอถึงเรื่องดุล่ะ พูดยาวนักเชียว
“ข้าไม่ทำหรอก เพราะเจ้าพี่กับเสด็จพ่อไม่เคยทำให้ข้าหงุดหงิดนี่นา ท่านขี้บ่นแบบนี้ มิน่าล่ะ อายุก็ยี่สิบกว่าแล้ว แต่ยังไม่ออกเรือนเสียที”
แล้วคาซึยะก็ไม่รอให้ถูกดุเป็นคำรบสอง เพราะอาจหาญวิพากษ์วิจารณ์ผู้ชาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมสำหรับสตรีชั้นสูง จินมองตามแผ่นหลังเล็กบางที่หมุนตัวเดินนำออกจากห้องแล้วได้แต่หลุบสายตาลงต่ำ
…จินไม่อยากบอกเลย ว่าเขาไม่เคยบ่นใครแบบนี้ ไม่เคยดุใครแบบนี้ ที่ไม่ออกเรือน ไม่ใช่ว่าเพราะไม่มีสตรีนางไหนชายตาแล เพียงแต่นางที่อยู่ในใจต่างหากที่ไม่แล
แต่เอาเถอะ…ไม่ว่า ‘นาง’ ผู้นั้นจะแลหรือไม่ จินก็ยังยึดมั่นในสัญญาของหัวใจตนเองเสมอ
.
.
.
.
.
‘หนีเรียนออกมาอีกแล้ว!! กลับไปเรียนเสีย ไม่อย่างนั้นข้าจะไปฟ้องท่านผู้หญิงคาเมนาชิ!!’
‘อย่านะ!! ก็ข้าเบื่อนี่! เรียนแต่เย็บผ้าอยู่ได้ทั้งวัน ข้าไม่อยากเรียน!!’
‘ไม่อยากเรียนก็ต้องเรียน กลับไปเรียน!! หรือจะให้ข้าไปตามอาจารย์มาตีเจ้า!’
‘ไม่มีใครกล้าตีข้า!’
‘ถ้าอย่างนั้น ข้าจะตีเจ้าเอง ถ้าไม่มีใครกล้าสอนเจ้าในเรื่องที่ถูก ข้าก็จะสอนเอง ถ้าไม่มีใครกล้าทำโทษเจ้า ข้าก็จะทำเอง’
แม้เด็กตัวเล็กแก้มแดงจะวิ่งเร็วแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจพ้นไปจากมือของเด็กชายผู้ร่างกายสูงใหญ่กว่า และเมื่อถูกจับเอาไว้ได้ มือใหญ่ก็ฟาดลงกับมือเล็กๆไปสองที
‘จินใจร้าย!!!!’
ก็แล้วไม่ใช่เพราะจินใจร้ายหรอกหรือ ที่นับตั้งแต่นั้นมา คาซึยะก็ไม่เคยโดดเรียนวิชาเย็บปักถักร้อยอีกเลย แน่ล่ะ ว่าเพราะเหตุผลหนึ่งคือ คาซึยะนั้นงอนจินเสียจนอีกฝ่ายต้องตามง้องอนให้องค์ชายรัชทายาทสรวลเสียงดังยามเห็น ‘ผู้ติดตาม’ หน้าตามอมแมมเพราะโคลน เนื่องจากการลุยบึงเก็บดอกไม้ตามปรารถนาของคนขี้งอนที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่ริมสระ
เป็น จินใจร้ายที่แสนจะตามใจ กับ คาซึยะผู้ดื้อดึงแต่ขี้แกล้ง
องค์ชายรัชทายาทนึกอยากจะเขียนภาพเก็บไว้ใส่กรอบนัก!!
…………
เดือนถัดมา คณะทูตจากคุโรคาวะก็มาถึงท่าเรือของอาณาจักร ซึ่งตกแต่งอย่างประณีตด้วยริ้วผ้าสีน้ำทะเลอันเป็นสัญลักษณ์ของทาคิซาวะ และดอกไม้นานาพันธุ์เพื่อต้อนรับองค์ชายรัชทายาทลำดับที่สาม ซึ่งเป็นผู้นำขบวนครั้งนี้ สองฟากฝั่งของถนนโรยกรวดนั้น เต็มไปด้วยประชาชนที่มาเฝ้ารอชื่นชมความงดงามของขบวนต้อนรับ และขบวนแห่ เสียงอึกกะทึกจากเครื่องดนตรีพื้นเมืองให้ความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และตระการตา
“ถวายบังคมพระเจ้าค่ะ” ด้วยประเพณีอันคล้ายคลึง ทำให้การเข้าเฝ้าขององค์ชายรัชทายาทและราชวงศ์ของทาคิซาวะไม่ประดักประเดิดดังตอนที่พวกอาณาจักรทางทวีปตะวันตกมาเข้าเฝ้านัก
“ลุกขึ้นเถิด เดินทางมาร่วมเดือน คงเหนื่อยกันมากสินะ” องค์กษัตริย์ตรัสถาม ให้เหล่าทูตานุทูตลุกจากการคำนับ
“นิดหน่อยเท่านั้นพระเจ้าค่ะ แต่เมื่อมาพบการต้อนรับที่แสนอบอุ่นของทาคิซาวะแล้ว ความเหนื่อยทั้งหลายก็หายเป็นปลิดทิ้งทีเดียว” องค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามแห่งคุโรคาวะหมายรวมไปถึงสตรีนางหนึ่งที่พระองค์ต้องพระทัยเหลือเกิน และไม่ต้องเสียเวลาตามหาให้ยุ่งยาก เมื่อสตรีนางนั้นอยู่ร่วมในห้องโถงเพื่อต้อนรับคณะของพระองค์ด้วย
เสียก็แต่…ทรงไม่รู้ว่านางเป็น ‘อะไร’ กับอาณาจักรแห่งนี้ สลักสำคัญเพียงใดจึงได้เข้าร่วมในงานรับรองท่ามกลางเหล่าขุนนางมากมายเช่นนี้
“อย่างนั้นหรือ คาซึยะ นี่เป็นความดีความชอบของลูกนะ ธิดาบุญธรรมของเราเป็นคนจัดการต้อนรับด้วยแรงสมองของนาง” องค์ราชินีอดไม่ได้ที่จะสรวลเล็กน้อยกับทีท่าเห่อลูกของสวามี
“โอ้ แม่หญิงผู้นี้นี่เอง รัชทายาทลำดับที่สาม ชินเร คุโรคาวะขอแสดงความนับถือ” ชื่อ คาซึยะ หรอหรือ ทั้งยังเป็นธิดาบุญธรรมขององค์กษัตริย์เสียด้วย เรียกได้ว่าพร้อมสรรพทั้งหน้าตาและยศถาทีเดียว องค์ชายหนุ่มได้แต่ประเมินในพระทัย ทว่ารอยยิ้มที่ส่งออกไปนั้น ทำให้คนรับชะงักกึก แต่ก็ยังตอบรับด้วยรอยยิ้มบางเบาและการย่อกายรับคำและสายตาแห่งความชื่นชมจากบุรุษหนุ่มต่างอาณาจักร
“โอรสของเรา จะพาท่านไปพักผ่อน เย็นนี้จะมีงานเลี้ยงเพื่อต้อนรับอย่างเป็นทางการ ถ้าอย่างไรขอเชิญร่วมงาน อย่าได้เกรงใจ” การต้อนรับอย่างเป็นทางการจะเริ่มขึ้นในช่วงงานเลี้ยงตอนเย็น ซึ่งเป็นพิธีที่เพิ่งเริ่มรับมาจากตะวันตกเมื่อไม่กี่ทศวรรษนี้เอง เหล่าคณะทูตจากคุโรคาวะถูกพาไปยังตำหนักรับรอง โดยมีองค์ชายรัชทายาทแห่งทาคิซาวะเป็นผู้นำ รอจนหมดขบวน คาซึยะจึงขยับจะตามไปด้วย ทว่าถูกมือใหญ่ๆของใครบางคนแตะแขนไว้เสียก่อน
“กลับไปอาบน้ำแต่งตัวที่เรือนเถอะ ที่ตำหนักรับรองไม่มีงานอะไรแล้ว” อาคานิชิ จิน ที่ไม่ได้ติดตามองค์ชายผู้เป็นนายไปด้วย เอ่ยปากบอกเรียบๆ
“นี่เพิ่งคล้อยเที่ยงมาหน่อย จะให้ข้ารีบอาบน้ำทำไม ไม่รู้พวกห้องเครื่องส่งของว่างขึ้นถวายที่ตำหนักรับรองรึยัง ข้าจะไปจัดการ” จินส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่จำเป็น ป่านนี้ยูอิจิคงจัดการแทนไปแล้ว ไป…กลับเรือน”
“แต่ข้า…”
“อย่าดื้อนักได้ไหม แล้วช่วงนี้…ไม่สิ ตั้งแต่นี้ อย่าไปไหนมาไหนเพียงลำพัง”
“ทำไม” คิดไว้แล้ว ว่าอีกฝ่ายต้องย้อนถามคำถามนี้ ร่างสูงเงียบ
“อย่าไปไหนคนเดียวแล้วกัน ตอนเย็นก็รอที่เรือน ข้าจะไปรับ… นางกำนัลตรงนั้น มานี่สิ” จินสั่ง ก่อนจะหันไปเรียกนางกำนัลที่มุมห้องให้เข้ามาหา
“พาองค์หญิงคาซึยะไปส่งที่เรือนคาเมนาชิ” ร่างโปร่งได้แต่ยืนนิ่งอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่จินทำ ทำไมถึงห้ามไม่ให้เขาไปดูแลที่ตำหนักรับรอง ทำไมถึงห้ามไม่ให้ไปไหนมาไหนคนเดียว จนจินต้องแตะหลังเบาๆ พร้อมสายตาเป็นเชิงสั่งเสียก่อน คาซึยะจึงได้ยอมเดินตามนางกำนัลออกจากโถงไป และทันทีที่ลับร่างบางนั้น องครักษ์หนุ่มก็หันไปพยักหน้าเล็กๆเป็นสัญญาณให้นายทหารสองคนตามออกไปทันที
…………..
“งานเสร็จแล้วหรือ ทำไมกลับเร็วนัก” ผู้เป็นแม่เอ่ยปากถาม ทันทีที่บุตรก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถงของเรือนด้วยใบหน้าที่ติดจะยุ่งเหยิงเล็กน้อย
“ถูกไล่กลับมาเสียก่อน…ไม่รู้ชายคนนั้นคิดอะไรอยู่กัน”
“ชายคนนั้น?” ท่านผู้หญิงมามิทวนถาม อย่างที่ทำเอาคาซึยะต้องหันกลับมายิ้มบาง
“ช่างเถอะท่านแม่ ว่าแต่ ท่านเตรียมเสื้อผ้าที่สวยที่สุดไว้ให้ ‘ธิดา’ ของท่านหรือยัง งานนี้สตรีใดไม่เกิดก็แล้วแต่ คาซึยะจะเกิดเอง” คำพูดของบุตรคนเล็กทำเอาท่านผู้หญิงมามิต้องตีแขนเข้าให้ โทษฐานที่ทะเล้นร้ายพูดจาอยากโดดเด่นเสียเหลือเกิน แม้จะเป็นเพียงคำพูดเล่นก็เถอะ
นี่ถ้าองครักษ์รายนั้นได้ยิน คาซึยะก็คงถูกดุอีกแน่ โทษฐานไม่รู้จักฟังคำดุ คำว่า
“พูดจาอะไรแบบนั้น ไปไป ไปคอยในห้อง แม่จะเตรียมของให้”
……..
ท่านผู้หญิงมามิไม่คาดมาก่อน ว่าในเย็นย่ำวันนั้นเอง จะพบชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่หน้าเรือนของตนเอง ชายผู้ที่อยู่ในชุดข้าราชการสีดำ แขนยาว คอตั้ง บนบ่าทั้งสองข้างประดับบั้งยศ อกเสื้อข้างซ้ายติดด้วยเหรียญพระราชทาน กางเกงสีเดียวกับเสื้อ และรองเท้าที่สูงขึ้นมาถึงแข้งนั้น เก็บรวบชายกางเกงเอาไว้ภายใน ซึ่งเป็นชุดแบบอาณาจักรทางตะวันตกที่ทาคิซาวะรับเข้ามาได้หลายสิบปีแล้ว
“ท่านอาคานิชิ” นางทวนชื่อชายหนุ่มเบื้องหน้าอย่างตกตะลึง ความหวั่นไหวในใจส่อเค้าอย่างที่เห็นได้ชัดจนเป็นรูปเป็นร่าง
“ข้ามารับแม่หญิงคาซึยะไปงานเลี้ยง” และยิ่งคำพูดนั้น ยิ่งชวนให้นางนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง จึงจะยิ้มออกมาได้ แต่ก็เป็นรอยยิ้มแห้งแล้งเต็มที
“รอสักครู่ คาซึยะกำลังแต่งตัวอยู่” ใจจริงแล้ว นางอยากจะบอกเหลือเกินว่าให้ อาคานิชิ จิน ไปรับสาวงามที่มุมใดของวังหลวงก็ได้ อย่ามาตามรับตามส่งบุตรของนางเลย ทว่า สิ่งที่ทำได้นั้น กลับเป็นการหันไปบอกสาวใช้ให้ไปเร่งคนถูกรอเสีย ความลับจำต้องถูกปกปิด ด้วยการทำเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ
ครู่หนึ่ง คาซึยะจึงเดินออกมาจากห้องด้านใน ด้วยชุดของสตรีชั้นสูงในอาณาจักร รูปแบบนั้น สืบทอดกันมายาวนาน แต่มีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับยุคสมัย เป็นกิโมโนแบบประยุกต์ที่ทิ้งชายในปลายบานออกกรอมเท้าเพื่อสะดวกในการเต้นรำ มันถูกตัดเย็บอย่างประณีตด้วยฝีมือของช่างที่มีชื่อเสียงของเมือง เลือกใช้ผ้าสีขาวปักลายกลีบดอกไม้สีอ่อน อันเป็นสัญลักษณ์ของสตรีแรกรุ่น
แต่สำหรับคาซึยะที่มีตำแหน่งในกรมกลาโหมแล้ว ชุดข้าราชการแบบตะวันตกที่ผู้ชายทั้งวังหลวงได้ใส่นั้น ถือเป็นสิ่งที่ร่างโปร่งสนใจมากกว่าเสียอีก ทว่า…ชุดแบบนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับอิสตรี
“คาซึยะ ท่านองครักษ์มารอลูก” ร่างโปร่งเดินเข้ามาหา จ้องมองชุดข้าราชการสีดำที่อีกฝ่ายสวมใส่ไม่วางตา เมื่อครู่เห็นผู้เป็นพี่ใส่ชุดของข้าราชการกรมกลาโหมที่เป็นสีเขียวหม่นแล้วก็ว่าน่าดูชมนัก พอมาเจอชุดข้าราชการองครักษ์กลับยิ่งน่าเจ็บใจกว่า ลองคาซึยะเป็นผู้ชายเสียหน่อยเถอะ ชุดข้าราชการแบบนี้ คาซึยะต้องมีติดหีบเก็บเสื้อผ้าให้จงได้เชียว
“ขอโทษที่ให้รอ จะไปกันหรือยัง ข้าอยากไปดูที่ตำหนักจัดงานเสียหน่อย หวั่นๆว่าจะไม่เรียบร้อย” จินพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย เหลือบสายตาเห็นปิ่นปักผมสีน้ำเงินลงมุกแวววาวบนเรือนผมของคนตรงหน้าแล้วได้แต่ยิ้มบางกับตัวเอง
…ครั้งแรกที่เห็นในอาภรณ์แบบนี้ก็ว่างามแล้ว แต่สิ่งที่ติดใจยิ่งกว่าคือปิ่นปักผมลายมังกรนั่น…
…ปิ่นพระราชทานขององค์ชายรัชทายาท แต่ทั้งหลายทั้งปวงคือน้ำพักน้ำแรงของ เด็กชายอาคานิชิ จิน ที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งปิ่นราคาแพงในวัยเยาว์
“ท่านแม่ ถ้าเช่นนั้นเจอกันที่งาน ท่านจะไปพร้อมท่านพี่ใช่ไหม” ผู้เป็นแม่พยักหน้าแค่เพียงเล็กน้อย บุตรคนเล็กก็จากไปพร้อมกับนายทหารองครักษ์รูปงาม สองร่างที่เดินเคียงกันออกไปนั้น ทำให้หัวใจท่านผู้หญิงมามิสั่นไหวเสียเหลือเกิน
บุรุษแห่งราชสำนัก…หากมีจริง แล้วจะรับความจริงได้ไหม
นางไม่อยากรู้ และไม่อยากให้มี ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ เสียด้วยซ้ำ
…………
งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ตำหนักหน้าของเขตพระราชฐาน อันเป็นตำหนักสำหรับจัดงานเลี้ยงรื่นเริงอยู่แล้ว ภายในงาน นอกจากกรมกลาโหมซึ่งเป็นเจ้างานเองแล้ว ยังมีขุนนางและข้าราชการระดับสูงอีกมากมายที่ได้รับเชิญ เนื่องจาก คณะทูตของคุโรคาวะนั้น แม้จะได้รับเชิญจากกรมกลาโหม แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นแขกเหรื่อของอาณาจักร
ภายในงาน พรั่งพร้อมไปด้วยอาหารหลากหลาย และการแสดงดนตรีพื้นเมือง รวมถึงการเต้นรำแบบตะวันตกที่แพร่หลายตามสมัยนิยม มุมหนึ่งของงานเลี้ยงนั้น เป็นชุดเก้าอี้บุนวมสีอ่อนอันเป็นที่ประทับขององค์กษัตริย์และราชินี รวมถึงองค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิ และองค์ชายรัชทายาทจากคุโรคาวะอย่าง ชินเร
“งานเลี้ยงงดงามนัก นี่ก็ฝีมือองค์หญิงผู้นั้นหรือพระเจ้าค่ะ” องค์ชายหนุ่มจากต่างแดนถามอย่างสนพระทัย ให้องค์กษัตริย์สรวล
“แน่นอน ธิดาบุญธรรมของเราจับงานนี้เอง เขาอยู่กับพี่ชายเขาที่กรมกลาโหม น้องพอจะช่วยงานได้ไหม ฮิเดอากิ” องค์เหนือหัวแห่งทาคิซาวะหันมาเปรยกับโอรสที่นั่งคล้อยไปเล็กน้อย
“ออกจะติดซนอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วถือว่าดีพระเจ้าค่ะ”
“ช่างน่าอิจฉาองค์ชายฮิเดอากิยิ่งนัก ที่มีผู้ช่วยมากความสามารถ ทั้งยังงามจับตาเช่นนี้” องค์ชายหนุ่มสบเนตรกับอีกฝ่าย สายเนตรขององค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามจากคุโรคาวะนั้น บอกให้รู้ในสิ่งที่พระองค์ได้ข่าวมานานแล้ว
คุโรคาวะ ชินเร คือองค์ชายนักรักคนหนึ่งในแผ่นดิน!!
“คงจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะข้าเห็นน้องมาแต่เล็ก แม้ตอนนี้จะเป็นเช่นไร ข้าก็ยังมองคาซึยะเป็นเด็กตัวน้อยๆอยู่ดี เสด็จพ่อ เพลงนี้ที่ท่านโปรดนี่พระเจ้าค่ะ”
“โอ้ ใช่…องค์ชายชินเร เราขอไปเต้นรำเสียหน่อย เพลงนี้เป็นเพลงโปรดของเราและชายา” แล้วจากนั้น ลานเต้นรำในห้องงานเลี้ยงก็ถูกประเดิมโดยองค์กษัตริย์และชายาที่แม้อยู่ในชุดประจำอาณาจักร แต่ก็ขยับกายได้คล่องแคล่วนักกับการเต้นรำแบบตะวันตกเช่นนี้
“องค์ชายฮิเดอากิไม่ออกไปบ้างหรือ”
“ข้าไม่ถนัด เชิญองค์ชายเถอะ” เพียงเท่านั้น รัชทายาทหนุ่มแห่งคุโรคาวะก็ยิ้มบาง ก่อนจะค่อมศีรษะเป็นเชิงลา แล้วจึงเสด็จตรงดิ่งเข้าไปขอสตรีนางหนึ่งออกมาเต้นรำ
สตรีที่องค์ชายฮิเดอากิคาดเอาไว้แล้ว…
ดูท่า ข่าวที่ได้มานอกจากที่ว่า องค์ชายชินเรเป็นนักรักอันดับหนึ่งของแผ่นดินจะเป็นเรื่องจริงแล้ว อีกข่าวดูท่าจะจริงยิ่งกว่า
‘ได้ความว่า องค์ชายเสด็จมาทาคิซาวะก็เพื่อชมโฉมองค์หญิงบุญธรรม ที่เลื่องลือกันไปต่างๆนานาว่างามยิ่งนัก’
มันก็น่าหรอก…ไม่เช่นนั้น องค์ชายชินเรแห่งกรมคลังของคุโรคาวะจะติดสอยห้อยตามมากับคณะทูตของกรมกลาโหมอย่างนั้นหรือ…
พระองค์ปรายเนตรไปยังมุมห้องด้านหนึ่งที่องครักษ์ผู้แสนทึบทึมกำลังพบปะอยู่กับทูตของคุโรคาวะทว่าเป็นการพบปะที่ผิดหลักการทูตยิ่งนัก เพราะ อาคานิชิ จินไม่มองคู่สนทนาแม้แต่น้อย สายตาคมดุนั้นจับจ้องอยู่แต่ที่ลานเต้นรำ ถ้าพระองค์คาดไม่ผิดอีกเรื่อง จุดหมายปลายทางของตาคู่นั้นคือ
คาซึยะและองค์ชายชินเร
.
.
.
.
.
‘เจ้าไม่เข้าไปคุยกับน้องเราเล่า! เดี๋ยวคาซึยะไปเรียนต่อแล้ว จะไม่ได้คุยกันอีก’
‘ไม่เป็นไรพระเจ้าค่ะ’
‘หือ! ไม่เป็นไรได้อย่างไร ปิ่นนี่ก็เจ้าเป็นคนเลือก ทั้งยังออกเงินเสียตั้งเยอะแยะ ถ้าเจ้าไม่เข้าไปคุยกับน้องเรา เกิดเราโมเมอ้างว่าปิ่นนี่เป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว อย่างนี้เจ้าไม่แย่หรือ’
‘ไม่เป็นไรพระเจ้าค่ะ’
‘เจ้านี่! พูดเป็นคำเดียวหรือไร ช่างแล้วกัน! ไม่เข้าไปลาน้องเราก็ตามใจ แล้วอย่าบ่นคิดถึงคาซึยะให้เราได้ยินล่ะ!!’
และจนบัดนี้ องค์ชายฮิเดอากิก็ไม่เคยได้ยินคำว่า ‘คิดถึง’ จากปากของ อาคานิชิ จิน เลยแม้สักครั้ง ตั้งแต่คาซึยะไปเรียนต่างแดน จนกระทั่งจบกลับมา
เป็นผู้ชายที่พิลึกนัก รักชอบอยู่กับการเฝ้ามองอย่างนั้นหรือ เห็นทีน่าจะให้ ยูอิจิ สั่งสอนเสียบ้าง
…………
อาคานิชิ จิน พยายามอย่างยิ่งที่จะตั้งสติมั่นอยู่กับการเจรจากับทูตของฝ่ายคุโรคาวะในงานเลี้ยง รู้ดีว่าการเจรจาในงานเลี้ยงนั้น ไม่ได้เป็นหลักประกันแต่อย่างใด ว่าการทูตประสบความสำเร็จหรือไม่ หากแต่ถ้าการเจรจาในงานเลี้ยงราบรื่นแล้ว การเจรจาอย่างเป็นพิธีการก็เรียกได้ว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
ทว่า ที่สมควรจะเป็นห่วงก็คือหัวใจของเขาเอง
องครักษ์หนุ่มไม่มีสมาธิตั้งแต่ที่เห็นองค์ชายผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักรักรายนั้นเข้ามาขอคาซึยะออกไปเต้นรำแล้ว เขาพยายามข่มใจ รู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายมีสิทธิ์จะเต้นรำกับชายใดก็ได้ และเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะเสียด้วยซ้ำ หากว่าผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ถึงเพียงนั้นมาขอเป็นคู่เต้นแต่กลับปฏิเสธ
คาซึยะควรจะออกไปเต้นรำ ชายหนุ่มท่องคำนี้ในใจ และพยายามจะกลับเข้ามาสนใจในหัวข้อที่กำลังหารืออยู่กับทูตของคุโรคาวะ จนบรรลุเรื่องทางการทหารนั่น ท่านทูตจากคุโรคาวะจึงขอตัวไปเต้นรำบ้าง เปิดโอกาสให้เขาได้ปักหลักเฝ้ามองร่างผอมบางที่ยังอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษผู้มากศักดิ์อย่าง องค์ชายชินเร
“ถ้าดีแต่เฝ้ามอง ทำไมไม่เข้าไปขอเป็นคู่เต้นเสียเอง” เสียงดังขึ้นข้างกาย ให้จินต้องหันมอง เขาปลดแขนที่กอดอกลง แล้วหันหน้าไปอีกทาง
“เจ้าไม่ออกไปเต้นรำรึ ไหนว่าชอบนักหนา” ยูอิจิยักไหล่ แล้วพิงหลังกับผนัง
“คู่เต้นไม่ว่าง หมายตาไว้แล้วเชียว ดันถูกตัดหน้าไปจนได้”
“คนอื่นล่ะ หรือเจ้าหมายตาแค่คนเดียวงั้นหรือ” จินหันมาถาม
“ข้าไม่มุ่งมั่นรักเดียวใจเดียวเหมือนบางคนหรอก โอ๊ะ ถวายบังคมพระเจ้าค่ะ องค์ชาย ไม่ทรงเต้นรำหรือกระหม่อม” ไม่ทันที่เพื่อนสนิทจะพูดคุยกันจบความ องค์ชายรัชทายาทผู้เป็นนายก็เสด็จเข้ามาร่วมด้วย ให้ยูอิจิต้องหันไปถามไถ่ ในขณะที่จินยังคงยืนเงียบ และทำเพียงแค่ค่อมศีรษะเล็กน้อยถวายความเคารพเท่านั้น
“ไม่ล่ะ เราไม่ค่อยมีอารมณ์ ไม่รู้เมื่อไร คาซึยะจะเต้นเสร็จเสียที”
“คงจะนานพระเจ้าค่ะ… ได้ข่าวว่า องค์ชายนักรักนั้นลือชาด้านเต้นรำนัก ทั้งยังชำนิชำนาญการล่วงเกินในขณะเต้นรำอย่างแนบเนียนเสียด้วย” คำถวายของยูอิจินั้น ชวนให้คิ้วขององครักษ์อีกคนขมวดเข้าหากันอย่างง่ายดายเสียเหลือเกิน
และกว่าที่คนทั้งคู่จะเต้นรำเสร็จสิ้น ก็ตอนที่เพลงบรรเลงจบลงแล้ว คาซึยะถวายบังคมลาจากองค์ชายหนุ่มอย่างที่สายพระเนตรของพระองค์ออกจะหวนหาเสียมาก
“หวังว่าเราคงได้เต้นรำกับเจ้าอีก” คาซึยะอยากบอกเหลือเกินว่า ไม่อยากเต้นกับพระองค์อีกแล้ว สัมผัสจากฝ่ามือร้อนผ่าวที่แนบลงกับหลังนั้น แม้จะมีเนื้อผ้าขวางกั้น แต่ร่างโปร่งก็อดไม่ได้ ที่จะรู้สึกถึงความขยะแขยงเสียเหลือเกิน
“เพคะ” แล้วจะอย่างไรได้ นอกเสียจากรับคำพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ รอจนพระองค์เสด็จไปร่วมวงเสวนากับผู้อื่นแล้ว จึงได้ปลีกตัวกลับมาหาองค์ชายรัชทายาทผู้พี่และสององรักษ์ที่มุมห้อง
“เป็นอย่างไรบ้าง คาซึยะ”
“หากไม่คิดถึงทาคิซาวะเป็นอันดับแรกแล้ว ข้าคงเดินหนีเสียตั้งแต่ก้าวลงลานเต้นรำเพคะ” เป็นวาจาที่ร้ายนัก แต่ผู้พี่กลับสรวลน้อยๆ
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าคงได้คิดถึงทาคิซาวะอีกครั้ง ดูเหมือนทูตของฝ่ายนั้นก็อยากชวนเจ้าลงเต้นรำเหลือเกิน” คาซึยะเหลือบมองไปยังจุดที่องค์ชายฮิเดอากิบอกใบ้ เพียงแค่เห็นท่านทูตวัยปลายรูปร่างท้วม และศีรษะเตียนล้านกำลังตรงดิ่งเข้ามาด้วยสายตามุ่งมั่นนั้น ก็ทำเอาขนลุกขนพองเสียแล้ว
“เจ้าพี่ ข้าไม่อยากเต้นรำกับคนพวกนั้น” แค่สายตาก็น่าสะอิดสะเอียน อย่าคิดไปถึงช่วงเวลาที่ต้องตกอยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่ายเลย
“ถ้าอย่างนั้นเต้นกับข้าไหม” คำถามดังขึ้น พาลให้สองพี่น้องต้องหันมอง และพบองครักษ์มากทะเล้นอย่างนากามารุ ยูอิจิยืนยิ้มกว้าง
“ขอบคุณท่านมาก” คาซึยะวางมือลงกับฝ่ามือขององครักษ์หนุ่มที่หงายขึ้น ก่อนจะเดินลงไปยังลานเต้นรำ ทิ้งไว้เพียงองค์ชายรัชทายาท และองค์รักษ์ผู้เงียบขรึม
“โอ้ ดูเหมือนท่านทูตของฝ่ายนั้นจะผิดหวังมากทีเดียว ที่คาซึยะลงไปเต้นรำเสียแล้ว” องค์ชายหนุ่มเปรย พลางปราดสายเนตรไปยังชายร่างท้วมที่หยุดเดินเสียกะทันหันทันทีที่เห็นคาซึยะเต้นรำกับชายอื่น
“แล้ว…เจ้าไม่ผิดหวังบ้างรึ” องค์ชายฮิเดอากิหันมาตรัสถามกับองครักษ์หนุ่มที่ยังยืนเงียบ และคำตอบก็ยังเป็นความเงียบอยู่นั่นเอง
“อ้อ…คงบอกว่า ‘ไม่เป็นไรพระเจ้าค่ะ’ สินะ” จินเพียงแค่ค่อมศีรษะเล็กน้อย ใจจริงแล้ว เขาเองก็อยากจะพาคาซึยะลงไปเต้นรำอยู่หรอก หากแต่ไวไม่สู้เพื่อนรักที่เจนจัดเสียเหลือเกิน ร่างสูงทำได้เพียงยืนเงียบ และจับจ้องอยู่แต่สองร่างบนลานเต้นรำ คาซึยะในชุดประจำอาณาจักรนั้นสวยสดงดงามจนอยากให้อยู่แต่ในเรือนเสียด้วยซ้ำไป แต่ทำได้หรือ… ชายหนุ่มรู้ดีว่า เป็นเพราะตัวเขาเองที่ไม่กล้าบอกความในใจ ดังนั้น หากอีกฝ่ายจะผูกใจรักอยู่กับชายใด เขาก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามปราม
เพลงจบลงไปแล้ว แบบที่ ยูอิจิขำเสียจนต้องกลั้นยิ้มหลายครั้ง เมื่อพบว่าทุกครั้งที่เงยหน้านั้น สายตาของเพื่อนสนิทกลับจดจ้องมาที่เขาและสตรีในอ้อมแขนราวกับจะจ้องเสียให้ทะลุอย่างไรอย่างนั้น
“แม่หญิง…เห็นที จบเพลงนี้ คงต้องเหนื่อยอีกสักเพลงแล้ว” เขาก้มลงบอกคนที่กำลังจะผละออกจากอ้อมแขน หลังจากเพลงจบลง
“เอ๊?”
“เจ้างามเสียจนวันนี้มีบางคนใช้สายตามากเกินความจำเป็น รู้ตัวไหม”
“ก็เห็นใช้แต่สายตาทุกที” คาซึยะเงยหน้าย้อนความ ให้ยูอิจิหัวเราะเบาๆอย่างเห็นด้วย
“จริง แม่หญิง คนพรรค์นั้นใช้อย่างอื่นไม่เป็น ขนาดใช้ปากยังไม่เก่งเอาเสียเลย ถ้าอย่างไรก็กรุณาด้วยแล้วกัน เต้นกับข้าแล้ว อย่าลืมเหลียวแลบ้าง เดี๋ยวจะน้อยใจพาลเป็นคิดออกบวชไปล่ะก็ ราชสำนักคงคาดคนจืดชืดตัวเอ้แน่ๆ”
ความคิดนี้ของ องครักษ์นากามารุนั้น คาซึยะเห็นด้วยเสียขาดใจ ราชสำนักคงมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาดทีเดียว หากผู้ชายคนนั้นหายหน้าไป
คนทั้งคู่ ทำความเคารพให้กันตามมารยาทของการเต้นรำ ก่อนที่ร่างโปร่งจะถูกพากลับเข้ามาหาองค์ชายรัชทายาทและองครักษ์ทึบทึมผู้ที่ยังยืนเงียบราวกับตอนเกิดไม่ได้เอาปากออกมาเสียด้วย
“แย่นักพระเจ้าค่ะ เจ้าข้าราชการจากคุโรคาวะที่เต้นใกล้กระหม่อมนั้นส่งสายตาโลมเลียแม่หญิงคาซึยะไม่หยุดหย่อน” ยูอิจิเอ่ยปากเสียงเบา ทว่าได้ยินกันถ้วนทั่วทั้งองค์ชายและองครักษ์ที่ยืนคล้อยหลังไปเล็กน้อย
“เราจะพาน้องออกไปเต้นรำก็น่าเกลียด เพราะเราเพิ่งจะบอกนายของฝ่ายนั้นว่าเราไม่เก่งเต้นรำ เจ้าเองก็เพิ่งเต้นเสร็จเสียด้วยใช่ไหมยูอิจิ” คาซึยะมองผู้เป็นพี่ที่เอ่ยโอษฐ์รวดเร็วเสียจนน่าหยิกนัก
“แล้วอย่างนี้จะทำอย่างไรดีล่ะกระหม่อม จะให้แม่หญิงแปดเปื้อนน้ำมือคนพวกนั้นอีกหรือพระเจ้าค่ะ” น้ำเสียงร้อนรนของยูอิจินั้นก็พอกัน คาซึยะนึกเข่นเขี้ยวทั้งองครักษ์และองค์ชายนั่นเชียว เข้ากันได้ดีราวกับเป็นฝาแฝดมาเกิดก็ไม่ปาน
“ไปเต้นรำกันไหม” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างกาย ให้คนที่กำลังส่งสายตาดุๆใส่ผู้เป็นพี่ต้องหันมองต้นเสียงด้วยความตกตะลึง
“เต้นรำไหม” ร่างสูงถามย้ำอีกครั้ง แล้วส่งมือออกมาแบอยู่เบื้องหน้า ให้คาซึยะทำได้เพียงวางมือลงบนมือใหญ่หยาบกร้านนั่น ก่อนจะเดินตามองครักษ์ผู้เงียบขรึมออกไปยังลานเต้นรำ ทิ้งให้สายเนตรขององค์ชายรัชทายาททอดตาม เสียงดนตรีที่สดับฟังนั้น ชวนให้พระองค์สรวลออกมาเบาๆ จนยูอิจิยังต้องหันมอง
“ยูอิจิ เจ้าเป็นนักรักชั้นยอดของอาณาจักรทาคิซาวะใช่หรือไม่”
“เรื่องนั้นเห็นจะใช่พระเจ้าค่ะ” องครักษ์หนุ่มผู้ร่าเริงตอบรับอย่างมั่นใจ
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าควรไปฝึกปรือเสียใหม่ เจ้าแพ้องครักษ์ทึบทึมรายนั้นเสียไม่เห็นฝุ่นทีเดียว…”
“อะไรนะพระเจ้าค่ะ อย่างกระหม่อมน่ะหรือ?”
“เพลงนี้…เป็นเพลงโปรดของคาซึยะตั้งแต่ยังเด็ก ‘สัญญา…นิรันดร’ เจ้าร้องได้ไหม ถ้าร้องไม่ได้ เจ้ายิ่งแพ้ อาคานิชิ จิน”
“หมายความว่าจินร้องได้หรือพระเจ้าค่ะ” เป็นความรู้ใหม่เลยทีเดียว เพราะตั้งแต่สอบเข้ารับราชการทหาร ฝึกอาวุธ และร่ำเรียนมาด้วยกันในศาสตร์แขนงต่างๆ ยูอิจิไม่เคยรู้มาก่อนว่าเพื่อนสนิทมีความสามารถทางด้านการร้องเพลงด้วย
“เพลงนี้ เป็นเพลงที่ผู้ชายคนนั้นถนัด”
หรือจะแพ้จริง… ยูอิจิมองภาพของคนสองคนที่กำลังโอบกอดกันและกันอยู่ในลานเต้นรำท่ามกลางคู่เต้นอื่นๆ ทว่า องครักษ์อาคานิชิ จิน และแม่หญิงคาเมนาชิ คาซึยะนั้นโดดเด่นกว่าใคร
โดดเด่น…เพราะหนึ่งนั้นงดงามในอาภรณ์ประณีตอันเป็นเอกลักษณ์ประจำอาณาจักร แม้จะเป็นแบบประยุกต์เพื่อให้เหมาะสมกับงานเลี้ยงและการเต้นรำ แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความน่ามองลงไปเลย
โดดเด่น…เพราะอีกหนึ่งนั้นสง่างามในชุดข้าราชการคร่ำเคร่ง และใบหน้าที่ติดจะเรียบเฉย หากแต่ดวงตาคมกริบที่ทอดมองคนในอ้อมแขนนั้นอ่อนโยนอย่างที่ไม่อาจพบเห็นได้อีก
สำคัญที่สุด คือโดดเด่น…เพราะเป็นคนทั้งคู่ เป็น อาคานิชิ จิน และ คาเมนาชิ คาซึยะ
……………..
“ท่านยังร้องเพลงนี้ได้ไหม” คนร่างโปร่งเงยหน้าถามระหว่างการเต้นรำ อย่างที่ทำเอาชายหนุ่มได้แต่ก้มลงมองตอบ
“ไม่ได้ร้องนานมากแล้ว” คาซึยะยิ้มบาง ความรู้สึกขณะอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษสามคนนั้นช่างแตกต่าง อ้อมแขนขององค์ชายชินเรชวนสะอิดสะเอียน และขนลุกขนพองกับสายตาโลมเลียจาบจ้วง ส่วนอ้อมแขนขององครักษ์นากามารุนั้น ออกจะอบอุ่น และชวนให้เพลิดเพลินกับการเต้นรำเสียเหลือเกิน ทว่า สำหรับอ้อมแขนขององครักษ์ อาคานิชิ จิน นั้น มันกลับให้ความรู้สึกสบายใจ และผ่อนคลาย
“แน่ล่ะ เพลงเก่าขนาดนี้ ข้าไม่อยู่เสียคน ใครจะมานั่งฟังท่านร้องกัน”
“เจ้าเป็นเด็กพิลึก” คาซึยะถึงกับตาโต ที่ถูกวิพากษ์กลางการเต้นรำเช่นนี้
“ท่านก็คนประหลาด มีอย่างที่ไหน ไปดั้นด้นหาเนื้อร้องจนผิดเพี้ยนมาร้องให้ข้าฟัง”
“แต่เจ้าก็ฟังไม่ใช่หรือ”
“นั่นเพราะ…ข้าไม่รู้ต่างหาก ว่าท่านร้องผิด” มันเป็นความทรงจำครั้งเก่าก่อน ที่ไม่ว่าเก็บมาคิดกี่ครั้ง คาซึยะก็ยังหัวเราะได้ทุกครั้ง นึกภาพเด็กผู้ชายตัวสูงๆไปตามหาเนื้อเพลงเก่าๆเพลงหนึ่งจากพวกผู้ใหญ่ที่น้อยคนนักจะจำได้ จากนั้นก็นำมาประติดประต่อเสียใหม่ ผิดบ้าง เพี้ยนบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็เอามาร้องเป็นเพลงให้คาซึยะได้ฟังอยู่ดี ถึงจะมารู้เอาทีหลังว่าเนื้อเพลงที่ร้องนั้นมีส่วนที่ผิดก็เถอะ
.
.
.
.
.
‘ข้าอยากร้องบ้าง! สอนข้าด้วยสิ’
‘จะร้องทำไม หากอยากฟังก็มาบอกข้า ข้าจะร้องให้ฟัง’
‘แล้วถ้าท่านติดเรียนเล่า’
‘ก็อยากฟังตอนข้าว่างไม่ได้หรือ’
‘ไม่ได้! ข้าไม่รู้ว่าเมื่อไรข้าจะอยากฟัง’
‘ถ้าเช่นนั้น เมื่อไรที่อยากฟังก็มาบอกข้าแล้วกัน ถ้าติดเรียน ข้าจะขออาจารย์ออกมาร้องให้เจ้าฟังก่อน แล้วค่อยกลับเข้าไปเรียนใหม่’
คาซึยะจำได้ว่าตนนั้นซนเสียจนวิ่งมาขอให้เด็กชายตัวสูงร้องเพลงให้ฟังทุกวัน จนเรื่องนี้ถูกนำไปทูลเสด็จพ่อเสด็จแม่โทษฐานที่ไปรบกวนการเรียนการสอน ผลที่ได้คือทั้งสองพระองค์สรวลเสียลั่นโถง เหตุเพราะ ธิดาบุญธรรมนั้นยืนกรานแต่คำว่า ‘ข้าอยากฟังเพลงที่จินร้องนี่นา’
……………
“แย่จริงเชียว แม่หญิงคาซึยะมีชายหนุ่มหมายปองเยอะนัก”
“องค์ชายชินเร… น้องของเราไม่ได้เลิศเลอนักหรอก” องค์ชายฮิเดอากิเข้าพระทัยดี ว่าอีกฝ่ายที่เสด็จเข้ามาทักทายด้วยประโยคทำนองนี้ท่ามกลางงานเลี้ยงที่พูดคุยหารือกันแต่เรื่องการเมือง การทหารเสียเป็นส่วนใหญ่นั้น คาดหวังสิ่งใดอยู่ สายเนตรขององค์ชายรัชทายาทจากคุโรคาวะนั้น น่ากลัวและน่าหวั่นใจนัก
“ไม่เลิศได้อย่างไร ขนาดเรายังต้องตา” องค์ชายนักรักตรัสตรง ทว่าบุรุษผู้พี่ของคาซึยะกลับยิ้มบาง
“เห็นทีจะเสียเปล่า คาซึยะมีคู่หมั้นคู่หมายเป็นบุรุษแห่งราชสำนักทาคิซาวะแล้ว” องค์ชายชินเรพยักพักตร์รับรู้ ก่อนจะเสเนตรไปทางคู่เต้นรำที่สะดุดตาที่สุดในลานกลางห้อง
“บุรุษแห่งราชสำนักอย่างนั้นหรือ ท่านรู้จักเล่นคำดีทีเดียว แค่มองแต่น้อย ก็เข้าใจไม่ยาก” นั่นสิ…ขนาดเป็นองค์ชายจากต่างแดนยังเข้าใจได้ไม่ยาก แล้วสองคนนั้นเล่า เข้าใจอะไรยากไปหรือไร ทุกวันนี้จึงยังทำตัวห่างเหินราวกับเพิ่งรู้จักกันไม่นาน
“แต่เราคงต้องแจ้งความจำนงเสียหน่อย… ถึงมีคู่หมายแล้ว เราก็ยังอยากได้น้องของท่านอยู่ดี”
ดูเหมือน องค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามแห่งคุโรคาวะจะไม่มีเพียงสายเนตรที่น่ากลัวเสียแล้ว แต่ความปรารถนาของพระองค์เอง ก็ชวนให้องค์ชายฮิเดอากิและองครักษ์อย่างนากามารุ ยูอิจิ ต้องเหลือบมองกันราวกับนัดหมาย
……….
(เจอกันศุกร์หน้านะคะ แหะแหะ)
ยังไม่ได้จัดกระเป๋าเลย อ้าก!!! การบ้านก็ไม่เสร็จ!!
สงสัยไปเที่ยวต้องหอบไปทำด้วยแหงเลยอ่ะ!!
สำหรับเรื่องนี้ คิดว่า…มันคงยาว ฮาฮา เพราะงั้นในเดือนนี้ (กันยา) ก็คงต้องมีช่วงนึงที่พักไปนะคะ เพราะว่าต้องอ่านหนังสือสอบอ่ะ ฮือ น่าจะมาลงได้ครั้งสุดท้ายคือศุกร์หน้า แล้วก็คงเว้นไปจนกว่าจะสอบเสร็จ (ปลายเดือนกันยาอ่ะแหละ)
เรื่องนี้ รู้สึกจะยังมีงงๆ แหะ แหะ เราไม่เคยแต่งอะไรแบบนี้ ขอโทษมากจริงๆค่ะ บางอย่างก็ยังเรียงประโยควนไปวนมา ฮาฮา แล้วเราก็มากังวลเรื่องคำด้วย ยากมากกกกก สำหรับเรื่องความลับของคาเมะนั้น นอกจาก กษัตริย์ ราชินี พ่อ แม่ หมอหลวง โหร และก็คนรับใช้นิดหน่อย นอกนั้นก็ไม่มีใครรู้เลยสักคนเดียว ช่างเป็นเด็กที่รันทดอะไรเช่นนี้ แต่สวรรค์ก็สร้างจินขึ้นมารักหนูเป็นการทดแทนแล้วนะจ๊ะ คาเมะ ฮาฮา
อ้อ อีกหน่อย มีคนถามด้วย ว่า Dezair อ่านว่าอะไร อ่านว่า ดีซายร์ ค่ะ เราแผลงมาจากคำนี้ Desire ค่ะ แล้วอีกอย่างคือ มันออกเสียงคล้ายๆคำนี้ Design ที่หมายถึง การออกแบบ สร้างสรรค์ (เอ๊ะ เวิ่นอะไรเนี่ย) เอาเป็นว่า เรียกเราง่ายๆว่า บัว ก็ได้ค่ะ
ขอบคุณทุกการอ่านและคอมเม้นท์นะคะ แล้วเจอกันใหม่ ศุกร์หน้า ไปเก็บกระเป๋าแล้ววววววววว
ป.ล. แฮปปี้ เบิร์ธเดย์พี่ยูล่วงหน้า!!!
พรุ่งนี้วันเกิดพี่ยู แต่เราซึ่งรักยูยิ่ง ดันต้องตะลอนไปเที่ยวอย่างงั้นเรอะ!
( 26 แล้ว แต่ไม่แก่เลย! ผู้ชายอะไร เท่ห์ที่สุด!!)
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 4
เอาเข้าจริงๆแล้ว แม้ว่าคาซึยะจะสงสัยในคำว่า ‘สัญญา’ ที่จินพูดเมื่อคราวนั้น ทว่าคนทั้งคู่กลับไม่ได้พูดคุยกันอีกเลย ร่างโปร่งมองว่าเป็นเพราะต่างคนต่างยุ่งอยู่กับการเตรียมงานและพิธีต้อนรับคณะทูตจากอาณาจักรคุโรคาวะที่ส่งสาสน์แจ้งมาแล้วว่าจะมาถึงทาคิซาวะในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า
ทว่า… แม้คนทั้งคู่จะไม่ได้ทักทายกันเสียสักคำ บนโต๊ะทำงานของคาซึยะกลับมีกล่องขนมวางเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องเปิดออกเพื่อชิม แค่เพียงปรายตาเห็นผ้าห่อสีแดงสดปักลายบรรจงเป็นมังกรดำเมื่อมผงาดอยู่เหนือดอกนิชิโระซึ่งเป็นดอกไม้แห่งทิศตะวันตกแล้ว ร่างโปร่งก็รู้แจ้งแก่ใจว่าขนมกล่องนี้มาจากเรือนอาคานิชิ
…มีเวลาเอามาวางไว้ แต่ไม่มีเวลาจะบอกกล่าวกันอย่างนั้นหรือ…
ครั้งแรก และครั้งที่สอง คาซึยะยังพอจะให้อภัยอยู่หรอก แต่เมื่อมีครั้งที่สาม ความอดทนก็ชักสิ้นสุด เห็นเขาเป็นตัวอะไรกันแน่!! นึกจะเอามาวางไว้ก็ทำอย่างนั้นหรือ จะบอกจะกล่าวกันสักคำมันยากนักหรือไร รู้หรอกว่าคลาดกันอยู่เรื่อย แต่ทั้งอย่างนั้นก็ไม่ได้รีบร้อนมากเสียจนจะไม่มีเวลาแม้จะพูดจากันนี่นา
ในเมื่อองครักษ์หนุ่มเป็นฝ่ายหนีหายไปเสียทุกครั้ง คราวนี้ คาซึยะจึงตัดสินใจที่จะเป็นคนรอเสียเอง
วันนี้ คือวันที่คาซึยะตัดสินใจจะอยู่คอยเพื่อจัดการใครบางคนให้จงได้ เลิกงานตั้งแต่ช่วงบ่ายแล้ว เพราะการเตรียมงานไปไกลกว่าที่กำหนดเอาไว้เสียมาก เลยมีเวลาพอจะนั่งรออย่างใจเย็นอยู่ในห้องทรงงานขององค์ชายรัชทายาทเพื่อรอใครบางคนกลับมา
เย็นย่ำนั่นล่ะ ที่ประตูห้องเปิดออก โดยฝีมือของสององครักษ์หนุ่มผู้พ่วงตำแหน่งเลขานุการในองค์ชายที่เดินปรึกษากันเข้ามา
“ถ้าอย่างนั้น ก็คงลำบากทีเดียว…อ้าว แม่หญิงคาซึยะ ยังไม่กลับอีกหรือ” องครักษ์นากามารุเป็นคนทักทาย ส่วนอีกคนนั้นเงียบสนิท และทำราวกับมองไม่เห็นคาซึยะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมนุ่ม ซ้ำยังหันกลับไปสนใจโต๊ะทำงานของตนเองอีกต่างหาก
…ชักจะมากไปแล้ว!!
“ข้ามีเรื่องจะถามท่านองครักษ์อาคานิชิ” ยูอิจิเลิกคิ้วแล้วปรายตามองไปยังเพื่อนสนิท ก่อนจะหันกลับมายิ้มกว้างให้กับคนบอกความจำนง
“ถ้าอย่างนั้น ข้าไม่อยู่รบกวน ตามสบายนะแม่หญิง แล้วเจอกันพรุ่งนี้ จิน…” เขารีบปลีกตัวแต่ไว นึกขำในใจว่าถ้าคู่นี้ได้ครองรักตามที่องค์ชายรัชทายาทและองค์กษัตริย์มีพระประสงค์ล่ะก็ เห็นทีจะเป็นเพราะ ‘ฝ่ายหญิง’ เข้าหา ‘ฝ่ายชาย’ แน่นอน
ภายในห้องเงียบลง ทันทีที่องครักษ์นากามารุจากไป ทว่า อาคานิชิ จิน ก็ยังไม่หันกลับมามองคนร่างบางที่ร่วมห้องอยู่ด้วยกัน คาซึยะเม้มริมฝีปากบางจนเป็นเส้นตรงด้วยความอัดอั้น เดินกระแทกเท้าตึงตังไปที่โต๊ะตนเอง แล้วหยิบกล่องขนมมาส่งให้ชายหนุ่มที่ยังเอาแต่รวบรวมเอกสารบนโต๊ะ
“ถ้าโต๊ะของท่านมันรกมากเสียจนต้องเอากล่องขนมมาวางบนโต๊ะข้าล่ะก็ ไว้คราวหน้าข้าจะช่วยจัดโต๊ะท่านให้เอง!!”
จินหันกลับมามองเพียงชั่ววินาที ก่อนจะเดินหนีไปเลือกเอกสารบนตู้มุมห้อง
“ถ้าไม่อยากทานก็ทิ้งมันไปเสีย”
“ใครว่าข้าไม่อยาก!! แต่ข้าไม่รู้ว่าใครให้ข้า ข้าจะกล้าได้อย่างไรกัน!!”
“เช่นนั้นก็รู้เอาไว้ ว่าแม่ข้าฝากมาให้” คาซึยะถึงกับอ้าปากค้างกับคำย้อนของอีกฝ่าย เกิดมาจนอายุจะสิบแปดอยู่แล้ว ไปร่ำเรียนถึงดินแดนทางตะวันตก พบเจอ ‘การจีบ’ มาก็มากเสียจนรู้ว่าใครที่เข้ามาเพื่อเรื่องแบบนี้ และตั้งแต่ที่ถูกร่างสูงพูดแบบนั้น คาซึยะก็ออกจะมั่นใจอยู่บ้างว่า อาคานิชิ จินคิดจะ ‘จีบ’ แต่จีบประเภทใดที่เอาแม่ขึ้นมาอ้างเล่า!!
อุตส่าห์เป็นเพื่อนองครักษ์ นากามารุ เสียที ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
ร่างโปร่งหัวเราะออกมาเบาๆนึกขำผู้ชายทึบทึมคนนี้ แต่ทั้งที่พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เสียงหัวเราะหลุดไปให้คนที่กำลังมุ่งมั่นอยู่กับการเลือกเอกสารที่ตู้หนังสือได้ยิน ทว่าในห้องที่เงียบจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจนั้น จึงไม่ใช่เรื่องยากเลย หากว่าจินจะได้ยินเสียงหัวเราะจนต้องกันกลับมามอง
“หัวเราะอะไร” คาซึยะเงยหน้ามองคนถาม
“หัวเราะท่านน่ะซี…เอาเถอะ ในเมื่อรู้แล้วว่า กล่องขนมนี่ ‘ท่านผู้หญิงโซระ’ ฝากมาให้ข้า ข้าก็จะเอากลับไปทานที่เรือน” ร่างโปร่งหมุนตัวจะเดินออกจากห้อง แต่ไม่ทันได้ก้าวพ้นไปมากนัก ร่างสูงก็เรียกไว้เสียก่อน
“เดี๋ยวข้าไปส่ง…”
“ไม่เป็นไร ข้ากลับเองได้” อาคานิชิ จิน ส่ายหน้าไปมา
“เป็นสาวเป็นนาง ไม่ควรไปไหนแต่ลำพัง” คาซึยะชะงักไปเล็กน้อย แล้วพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะย้อนถาม
“แต่ให้ชายโสดอย่างท่านไปส่งสองต่อสองได้อย่างนั้นหรือ” คราวนี้เป็นจินเสียเองที่อึ้งไป
“ข้าล้อเล่นหรอก ท่านจะไปส่งก็เร็วเถอะ ข้าจะรีบกลับไปทานขนม อุตส่าห์อดใจไว้เสียทั้งวัน” ร่างสูงถอนหายใจบางเบา ก่อนจะเอ่ยปากเรียบๆ
“เป็นถึงองค์หญิงบุญธรรม ไม่ควรพูดจาเช่นนี้ แล้วเมื่อครู่ก็เดินเสียงดังด้วย เกิดไปทำหน้าพระพักตร์องค์ชายหรือองค์กษัตริย์ ไม่แย่หรือ” คาซึยะถอนหายใจเฮือก
ทีปกติไม่เห็นจะพูดมาก พอถึงเรื่องดุล่ะ พูดยาวนักเชียว
“ข้าไม่ทำหรอก เพราะเจ้าพี่กับเสด็จพ่อไม่เคยทำให้ข้าหงุดหงิดนี่นา ท่านขี้บ่นแบบนี้ มิน่าล่ะ อายุก็ยี่สิบกว่าแล้ว แต่ยังไม่ออกเรือนเสียที”
แล้วคาซึยะก็ไม่รอให้ถูกดุเป็นคำรบสอง เพราะอาจหาญวิพากษ์วิจารณ์ผู้ชาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสมสำหรับสตรีชั้นสูง จินมองตามแผ่นหลังเล็กบางที่หมุนตัวเดินนำออกจากห้องแล้วได้แต่หลุบสายตาลงต่ำ
…จินไม่อยากบอกเลย ว่าเขาไม่เคยบ่นใครแบบนี้ ไม่เคยดุใครแบบนี้ ที่ไม่ออกเรือน ไม่ใช่ว่าเพราะไม่มีสตรีนางไหนชายตาแล เพียงแต่นางที่อยู่ในใจต่างหากที่ไม่แล
แต่เอาเถอะ…ไม่ว่า ‘นาง’ ผู้นั้นจะแลหรือไม่ จินก็ยังยึดมั่นในสัญญาของหัวใจตนเองเสมอ
.
.
.
.
.
‘หนีเรียนออกมาอีกแล้ว!! กลับไปเรียนเสีย ไม่อย่างนั้นข้าจะไปฟ้องท่านผู้หญิงคาเมนาชิ!!’
‘อย่านะ!! ก็ข้าเบื่อนี่! เรียนแต่เย็บผ้าอยู่ได้ทั้งวัน ข้าไม่อยากเรียน!!’
‘ไม่อยากเรียนก็ต้องเรียน กลับไปเรียน!! หรือจะให้ข้าไปตามอาจารย์มาตีเจ้า!’
‘ไม่มีใครกล้าตีข้า!’
‘ถ้าอย่างนั้น ข้าจะตีเจ้าเอง ถ้าไม่มีใครกล้าสอนเจ้าในเรื่องที่ถูก ข้าก็จะสอนเอง ถ้าไม่มีใครกล้าทำโทษเจ้า ข้าก็จะทำเอง’
แม้เด็กตัวเล็กแก้มแดงจะวิ่งเร็วแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจพ้นไปจากมือของเด็กชายผู้ร่างกายสูงใหญ่กว่า และเมื่อถูกจับเอาไว้ได้ มือใหญ่ก็ฟาดลงกับมือเล็กๆไปสองที
‘จินใจร้าย!!!!’
ก็แล้วไม่ใช่เพราะจินใจร้ายหรอกหรือ ที่นับตั้งแต่นั้นมา คาซึยะก็ไม่เคยโดดเรียนวิชาเย็บปักถักร้อยอีกเลย แน่ล่ะ ว่าเพราะเหตุผลหนึ่งคือ คาซึยะนั้นงอนจินเสียจนอีกฝ่ายต้องตามง้องอนให้องค์ชายรัชทายาทสรวลเสียงดังยามเห็น ‘ผู้ติดตาม’ หน้าตามอมแมมเพราะโคลน เนื่องจากการลุยบึงเก็บดอกไม้ตามปรารถนาของคนขี้งอนที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่ริมสระ
เป็น จินใจร้ายที่แสนจะตามใจ กับ คาซึยะผู้ดื้อดึงแต่ขี้แกล้ง
องค์ชายรัชทายาทนึกอยากจะเขียนภาพเก็บไว้ใส่กรอบนัก!!
…………
เดือนถัดมา คณะทูตจากคุโรคาวะก็มาถึงท่าเรือของอาณาจักร ซึ่งตกแต่งอย่างประณีตด้วยริ้วผ้าสีน้ำทะเลอันเป็นสัญลักษณ์ของทาคิซาวะ และดอกไม้นานาพันธุ์เพื่อต้อนรับองค์ชายรัชทายาทลำดับที่สาม ซึ่งเป็นผู้นำขบวนครั้งนี้ สองฟากฝั่งของถนนโรยกรวดนั้น เต็มไปด้วยประชาชนที่มาเฝ้ารอชื่นชมความงดงามของขบวนต้อนรับ และขบวนแห่ เสียงอึกกะทึกจากเครื่องดนตรีพื้นเมืองให้ความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่และตระการตา
“ถวายบังคมพระเจ้าค่ะ” ด้วยประเพณีอันคล้ายคลึง ทำให้การเข้าเฝ้าขององค์ชายรัชทายาทและราชวงศ์ของทาคิซาวะไม่ประดักประเดิดดังตอนที่พวกอาณาจักรทางทวีปตะวันตกมาเข้าเฝ้านัก
“ลุกขึ้นเถิด เดินทางมาร่วมเดือน คงเหนื่อยกันมากสินะ” องค์กษัตริย์ตรัสถาม ให้เหล่าทูตานุทูตลุกจากการคำนับ
“นิดหน่อยเท่านั้นพระเจ้าค่ะ แต่เมื่อมาพบการต้อนรับที่แสนอบอุ่นของทาคิซาวะแล้ว ความเหนื่อยทั้งหลายก็หายเป็นปลิดทิ้งทีเดียว” องค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามแห่งคุโรคาวะหมายรวมไปถึงสตรีนางหนึ่งที่พระองค์ต้องพระทัยเหลือเกิน และไม่ต้องเสียเวลาตามหาให้ยุ่งยาก เมื่อสตรีนางนั้นอยู่ร่วมในห้องโถงเพื่อต้อนรับคณะของพระองค์ด้วย
เสียก็แต่…ทรงไม่รู้ว่านางเป็น ‘อะไร’ กับอาณาจักรแห่งนี้ สลักสำคัญเพียงใดจึงได้เข้าร่วมในงานรับรองท่ามกลางเหล่าขุนนางมากมายเช่นนี้
“อย่างนั้นหรือ คาซึยะ นี่เป็นความดีความชอบของลูกนะ ธิดาบุญธรรมของเราเป็นคนจัดการต้อนรับด้วยแรงสมองของนาง” องค์ราชินีอดไม่ได้ที่จะสรวลเล็กน้อยกับทีท่าเห่อลูกของสวามี
“โอ้ แม่หญิงผู้นี้นี่เอง รัชทายาทลำดับที่สาม ชินเร คุโรคาวะขอแสดงความนับถือ” ชื่อ คาซึยะ หรอหรือ ทั้งยังเป็นธิดาบุญธรรมขององค์กษัตริย์เสียด้วย เรียกได้ว่าพร้อมสรรพทั้งหน้าตาและยศถาทีเดียว องค์ชายหนุ่มได้แต่ประเมินในพระทัย ทว่ารอยยิ้มที่ส่งออกไปนั้น ทำให้คนรับชะงักกึก แต่ก็ยังตอบรับด้วยรอยยิ้มบางเบาและการย่อกายรับคำและสายตาแห่งความชื่นชมจากบุรุษหนุ่มต่างอาณาจักร
“โอรสของเรา จะพาท่านไปพักผ่อน เย็นนี้จะมีงานเลี้ยงเพื่อต้อนรับอย่างเป็นทางการ ถ้าอย่างไรขอเชิญร่วมงาน อย่าได้เกรงใจ” การต้อนรับอย่างเป็นทางการจะเริ่มขึ้นในช่วงงานเลี้ยงตอนเย็น ซึ่งเป็นพิธีที่เพิ่งเริ่มรับมาจากตะวันตกเมื่อไม่กี่ทศวรรษนี้เอง เหล่าคณะทูตจากคุโรคาวะถูกพาไปยังตำหนักรับรอง โดยมีองค์ชายรัชทายาทแห่งทาคิซาวะเป็นผู้นำ รอจนหมดขบวน คาซึยะจึงขยับจะตามไปด้วย ทว่าถูกมือใหญ่ๆของใครบางคนแตะแขนไว้เสียก่อน
“กลับไปอาบน้ำแต่งตัวที่เรือนเถอะ ที่ตำหนักรับรองไม่มีงานอะไรแล้ว” อาคานิชิ จิน ที่ไม่ได้ติดตามองค์ชายผู้เป็นนายไปด้วย เอ่ยปากบอกเรียบๆ
“นี่เพิ่งคล้อยเที่ยงมาหน่อย จะให้ข้ารีบอาบน้ำทำไม ไม่รู้พวกห้องเครื่องส่งของว่างขึ้นถวายที่ตำหนักรับรองรึยัง ข้าจะไปจัดการ” จินส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่จำเป็น ป่านนี้ยูอิจิคงจัดการแทนไปแล้ว ไป…กลับเรือน”
“แต่ข้า…”
“อย่าดื้อนักได้ไหม แล้วช่วงนี้…ไม่สิ ตั้งแต่นี้ อย่าไปไหนมาไหนเพียงลำพัง”
“ทำไม” คิดไว้แล้ว ว่าอีกฝ่ายต้องย้อนถามคำถามนี้ ร่างสูงเงียบ
“อย่าไปไหนคนเดียวแล้วกัน ตอนเย็นก็รอที่เรือน ข้าจะไปรับ… นางกำนัลตรงนั้น มานี่สิ” จินสั่ง ก่อนจะหันไปเรียกนางกำนัลที่มุมห้องให้เข้ามาหา
“พาองค์หญิงคาซึยะไปส่งที่เรือนคาเมนาชิ” ร่างโปร่งได้แต่ยืนนิ่งอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่จินทำ ทำไมถึงห้ามไม่ให้เขาไปดูแลที่ตำหนักรับรอง ทำไมถึงห้ามไม่ให้ไปไหนมาไหนคนเดียว จนจินต้องแตะหลังเบาๆ พร้อมสายตาเป็นเชิงสั่งเสียก่อน คาซึยะจึงได้ยอมเดินตามนางกำนัลออกจากโถงไป และทันทีที่ลับร่างบางนั้น องครักษ์หนุ่มก็หันไปพยักหน้าเล็กๆเป็นสัญญาณให้นายทหารสองคนตามออกไปทันที
…………..
“งานเสร็จแล้วหรือ ทำไมกลับเร็วนัก” ผู้เป็นแม่เอ่ยปากถาม ทันทีที่บุตรก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถงของเรือนด้วยใบหน้าที่ติดจะยุ่งเหยิงเล็กน้อย
“ถูกไล่กลับมาเสียก่อน…ไม่รู้ชายคนนั้นคิดอะไรอยู่กัน”
“ชายคนนั้น?” ท่านผู้หญิงมามิทวนถาม อย่างที่ทำเอาคาซึยะต้องหันกลับมายิ้มบาง
“ช่างเถอะท่านแม่ ว่าแต่ ท่านเตรียมเสื้อผ้าที่สวยที่สุดไว้ให้ ‘ธิดา’ ของท่านหรือยัง งานนี้สตรีใดไม่เกิดก็แล้วแต่ คาซึยะจะเกิดเอง” คำพูดของบุตรคนเล็กทำเอาท่านผู้หญิงมามิต้องตีแขนเข้าให้ โทษฐานที่ทะเล้นร้ายพูดจาอยากโดดเด่นเสียเหลือเกิน แม้จะเป็นเพียงคำพูดเล่นก็เถอะ
นี่ถ้าองครักษ์รายนั้นได้ยิน คาซึยะก็คงถูกดุอีกแน่ โทษฐานไม่รู้จักฟังคำดุ คำว่า
“พูดจาอะไรแบบนั้น ไปไป ไปคอยในห้อง แม่จะเตรียมของให้”
……..
ท่านผู้หญิงมามิไม่คาดมาก่อน ว่าในเย็นย่ำวันนั้นเอง จะพบชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่หน้าเรือนของตนเอง ชายผู้ที่อยู่ในชุดข้าราชการสีดำ แขนยาว คอตั้ง บนบ่าทั้งสองข้างประดับบั้งยศ อกเสื้อข้างซ้ายติดด้วยเหรียญพระราชทาน กางเกงสีเดียวกับเสื้อ และรองเท้าที่สูงขึ้นมาถึงแข้งนั้น เก็บรวบชายกางเกงเอาไว้ภายใน ซึ่งเป็นชุดแบบอาณาจักรทางตะวันตกที่ทาคิซาวะรับเข้ามาได้หลายสิบปีแล้ว
“ท่านอาคานิชิ” นางทวนชื่อชายหนุ่มเบื้องหน้าอย่างตกตะลึง ความหวั่นไหวในใจส่อเค้าอย่างที่เห็นได้ชัดจนเป็นรูปเป็นร่าง
“ข้ามารับแม่หญิงคาซึยะไปงานเลี้ยง” และยิ่งคำพูดนั้น ยิ่งชวนให้นางนิ่งอึ้งไปพักหนึ่ง จึงจะยิ้มออกมาได้ แต่ก็เป็นรอยยิ้มแห้งแล้งเต็มที
“รอสักครู่ คาซึยะกำลังแต่งตัวอยู่” ใจจริงแล้ว นางอยากจะบอกเหลือเกินว่าให้ อาคานิชิ จิน ไปรับสาวงามที่มุมใดของวังหลวงก็ได้ อย่ามาตามรับตามส่งบุตรของนางเลย ทว่า สิ่งที่ทำได้นั้น กลับเป็นการหันไปบอกสาวใช้ให้ไปเร่งคนถูกรอเสีย ความลับจำต้องถูกปกปิด ด้วยการทำเหมือนทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ
ครู่หนึ่ง คาซึยะจึงเดินออกมาจากห้องด้านใน ด้วยชุดของสตรีชั้นสูงในอาณาจักร รูปแบบนั้น สืบทอดกันมายาวนาน แต่มีการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับยุคสมัย เป็นกิโมโนแบบประยุกต์ที่ทิ้งชายในปลายบานออกกรอมเท้าเพื่อสะดวกในการเต้นรำ มันถูกตัดเย็บอย่างประณีตด้วยฝีมือของช่างที่มีชื่อเสียงของเมือง เลือกใช้ผ้าสีขาวปักลายกลีบดอกไม้สีอ่อน อันเป็นสัญลักษณ์ของสตรีแรกรุ่น
แต่สำหรับคาซึยะที่มีตำแหน่งในกรมกลาโหมแล้ว ชุดข้าราชการแบบตะวันตกที่ผู้ชายทั้งวังหลวงได้ใส่นั้น ถือเป็นสิ่งที่ร่างโปร่งสนใจมากกว่าเสียอีก ทว่า…ชุดแบบนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับอิสตรี
“คาซึยะ ท่านองครักษ์มารอลูก” ร่างโปร่งเดินเข้ามาหา จ้องมองชุดข้าราชการสีดำที่อีกฝ่ายสวมใส่ไม่วางตา เมื่อครู่เห็นผู้เป็นพี่ใส่ชุดของข้าราชการกรมกลาโหมที่เป็นสีเขียวหม่นแล้วก็ว่าน่าดูชมนัก พอมาเจอชุดข้าราชการองครักษ์กลับยิ่งน่าเจ็บใจกว่า ลองคาซึยะเป็นผู้ชายเสียหน่อยเถอะ ชุดข้าราชการแบบนี้ คาซึยะต้องมีติดหีบเก็บเสื้อผ้าให้จงได้เชียว
“ขอโทษที่ให้รอ จะไปกันหรือยัง ข้าอยากไปดูที่ตำหนักจัดงานเสียหน่อย หวั่นๆว่าจะไม่เรียบร้อย” จินพยักหน้ารับเพียงเล็กน้อย เหลือบสายตาเห็นปิ่นปักผมสีน้ำเงินลงมุกแวววาวบนเรือนผมของคนตรงหน้าแล้วได้แต่ยิ้มบางกับตัวเอง
…ครั้งแรกที่เห็นในอาภรณ์แบบนี้ก็ว่างามแล้ว แต่สิ่งที่ติดใจยิ่งกว่าคือปิ่นปักผมลายมังกรนั่น…
…ปิ่นพระราชทานขององค์ชายรัชทายาท แต่ทั้งหลายทั้งปวงคือน้ำพักน้ำแรงของ เด็กชายอาคานิชิ จิน ที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งปิ่นราคาแพงในวัยเยาว์
“ท่านแม่ ถ้าเช่นนั้นเจอกันที่งาน ท่านจะไปพร้อมท่านพี่ใช่ไหม” ผู้เป็นแม่พยักหน้าแค่เพียงเล็กน้อย บุตรคนเล็กก็จากไปพร้อมกับนายทหารองครักษ์รูปงาม สองร่างที่เดินเคียงกันออกไปนั้น ทำให้หัวใจท่านผู้หญิงมามิสั่นไหวเสียเหลือเกิน
บุรุษแห่งราชสำนัก…หากมีจริง แล้วจะรับความจริงได้ไหม
นางไม่อยากรู้ และไม่อยากให้มี ‘บุรุษแห่งราชสำนัก’ เสียด้วยซ้ำ
…………
งานเลี้ยงถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่ตำหนักหน้าของเขตพระราชฐาน อันเป็นตำหนักสำหรับจัดงานเลี้ยงรื่นเริงอยู่แล้ว ภายในงาน นอกจากกรมกลาโหมซึ่งเป็นเจ้างานเองแล้ว ยังมีขุนนางและข้าราชการระดับสูงอีกมากมายที่ได้รับเชิญ เนื่องจาก คณะทูตของคุโรคาวะนั้น แม้จะได้รับเชิญจากกรมกลาโหม แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นแขกเหรื่อของอาณาจักร
ภายในงาน พรั่งพร้อมไปด้วยอาหารหลากหลาย และการแสดงดนตรีพื้นเมือง รวมถึงการเต้นรำแบบตะวันตกที่แพร่หลายตามสมัยนิยม มุมหนึ่งของงานเลี้ยงนั้น เป็นชุดเก้าอี้บุนวมสีอ่อนอันเป็นที่ประทับขององค์กษัตริย์และราชินี รวมถึงองค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิ และองค์ชายรัชทายาทจากคุโรคาวะอย่าง ชินเร
“งานเลี้ยงงดงามนัก นี่ก็ฝีมือองค์หญิงผู้นั้นหรือพระเจ้าค่ะ” องค์ชายหนุ่มจากต่างแดนถามอย่างสนพระทัย ให้องค์กษัตริย์สรวล
“แน่นอน ธิดาบุญธรรมของเราจับงานนี้เอง เขาอยู่กับพี่ชายเขาที่กรมกลาโหม น้องพอจะช่วยงานได้ไหม ฮิเดอากิ” องค์เหนือหัวแห่งทาคิซาวะหันมาเปรยกับโอรสที่นั่งคล้อยไปเล็กน้อย
“ออกจะติดซนอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วถือว่าดีพระเจ้าค่ะ”
“ช่างน่าอิจฉาองค์ชายฮิเดอากิยิ่งนัก ที่มีผู้ช่วยมากความสามารถ ทั้งยังงามจับตาเช่นนี้” องค์ชายหนุ่มสบเนตรกับอีกฝ่าย สายเนตรขององค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามจากคุโรคาวะนั้น บอกให้รู้ในสิ่งที่พระองค์ได้ข่าวมานานแล้ว
คุโรคาวะ ชินเร คือองค์ชายนักรักคนหนึ่งในแผ่นดิน!!
“คงจะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะข้าเห็นน้องมาแต่เล็ก แม้ตอนนี้จะเป็นเช่นไร ข้าก็ยังมองคาซึยะเป็นเด็กตัวน้อยๆอยู่ดี เสด็จพ่อ เพลงนี้ที่ท่านโปรดนี่พระเจ้าค่ะ”
“โอ้ ใช่…องค์ชายชินเร เราขอไปเต้นรำเสียหน่อย เพลงนี้เป็นเพลงโปรดของเราและชายา” แล้วจากนั้น ลานเต้นรำในห้องงานเลี้ยงก็ถูกประเดิมโดยองค์กษัตริย์และชายาที่แม้อยู่ในชุดประจำอาณาจักร แต่ก็ขยับกายได้คล่องแคล่วนักกับการเต้นรำแบบตะวันตกเช่นนี้
“องค์ชายฮิเดอากิไม่ออกไปบ้างหรือ”
“ข้าไม่ถนัด เชิญองค์ชายเถอะ” เพียงเท่านั้น รัชทายาทหนุ่มแห่งคุโรคาวะก็ยิ้มบาง ก่อนจะค่อมศีรษะเป็นเชิงลา แล้วจึงเสด็จตรงดิ่งเข้าไปขอสตรีนางหนึ่งออกมาเต้นรำ
สตรีที่องค์ชายฮิเดอากิคาดเอาไว้แล้ว…
ดูท่า ข่าวที่ได้มานอกจากที่ว่า องค์ชายชินเรเป็นนักรักอันดับหนึ่งของแผ่นดินจะเป็นเรื่องจริงแล้ว อีกข่าวดูท่าจะจริงยิ่งกว่า
‘ได้ความว่า องค์ชายเสด็จมาทาคิซาวะก็เพื่อชมโฉมองค์หญิงบุญธรรม ที่เลื่องลือกันไปต่างๆนานาว่างามยิ่งนัก’
มันก็น่าหรอก…ไม่เช่นนั้น องค์ชายชินเรแห่งกรมคลังของคุโรคาวะจะติดสอยห้อยตามมากับคณะทูตของกรมกลาโหมอย่างนั้นหรือ…
พระองค์ปรายเนตรไปยังมุมห้องด้านหนึ่งที่องครักษ์ผู้แสนทึบทึมกำลังพบปะอยู่กับทูตของคุโรคาวะทว่าเป็นการพบปะที่ผิดหลักการทูตยิ่งนัก เพราะ อาคานิชิ จินไม่มองคู่สนทนาแม้แต่น้อย สายตาคมดุนั้นจับจ้องอยู่แต่ที่ลานเต้นรำ ถ้าพระองค์คาดไม่ผิดอีกเรื่อง จุดหมายปลายทางของตาคู่นั้นคือ
คาซึยะและองค์ชายชินเร
.
.
.
.
.
‘เจ้าไม่เข้าไปคุยกับน้องเราเล่า! เดี๋ยวคาซึยะไปเรียนต่อแล้ว จะไม่ได้คุยกันอีก’
‘ไม่เป็นไรพระเจ้าค่ะ’
‘หือ! ไม่เป็นไรได้อย่างไร ปิ่นนี่ก็เจ้าเป็นคนเลือก ทั้งยังออกเงินเสียตั้งเยอะแยะ ถ้าเจ้าไม่เข้าไปคุยกับน้องเรา เกิดเราโมเมอ้างว่าปิ่นนี่เป็นของเราแต่เพียงผู้เดียว อย่างนี้เจ้าไม่แย่หรือ’
‘ไม่เป็นไรพระเจ้าค่ะ’
‘เจ้านี่! พูดเป็นคำเดียวหรือไร ช่างแล้วกัน! ไม่เข้าไปลาน้องเราก็ตามใจ แล้วอย่าบ่นคิดถึงคาซึยะให้เราได้ยินล่ะ!!’
และจนบัดนี้ องค์ชายฮิเดอากิก็ไม่เคยได้ยินคำว่า ‘คิดถึง’ จากปากของ อาคานิชิ จิน เลยแม้สักครั้ง ตั้งแต่คาซึยะไปเรียนต่างแดน จนกระทั่งจบกลับมา
เป็นผู้ชายที่พิลึกนัก รักชอบอยู่กับการเฝ้ามองอย่างนั้นหรือ เห็นทีน่าจะให้ ยูอิจิ สั่งสอนเสียบ้าง
…………
อาคานิชิ จิน พยายามอย่างยิ่งที่จะตั้งสติมั่นอยู่กับการเจรจากับทูตของฝ่ายคุโรคาวะในงานเลี้ยง รู้ดีว่าการเจรจาในงานเลี้ยงนั้น ไม่ได้เป็นหลักประกันแต่อย่างใด ว่าการทูตประสบความสำเร็จหรือไม่ หากแต่ถ้าการเจรจาในงานเลี้ยงราบรื่นแล้ว การเจรจาอย่างเป็นพิธีการก็เรียกได้ว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
ทว่า ที่สมควรจะเป็นห่วงก็คือหัวใจของเขาเอง
องครักษ์หนุ่มไม่มีสมาธิตั้งแต่ที่เห็นองค์ชายผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นนักรักรายนั้นเข้ามาขอคาซึยะออกไปเต้นรำแล้ว เขาพยายามข่มใจ รู้ทั้งรู้ว่าอีกฝ่ายมีสิทธิ์จะเต้นรำกับชายใดก็ได้ และเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะเสียด้วยซ้ำ หากว่าผู้มียศถาบรรดาศักดิ์ถึงเพียงนั้นมาขอเป็นคู่เต้นแต่กลับปฏิเสธ
คาซึยะควรจะออกไปเต้นรำ ชายหนุ่มท่องคำนี้ในใจ และพยายามจะกลับเข้ามาสนใจในหัวข้อที่กำลังหารืออยู่กับทูตของคุโรคาวะ จนบรรลุเรื่องทางการทหารนั่น ท่านทูตจากคุโรคาวะจึงขอตัวไปเต้นรำบ้าง เปิดโอกาสให้เขาได้ปักหลักเฝ้ามองร่างผอมบางที่ยังอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษผู้มากศักดิ์อย่าง องค์ชายชินเร
“ถ้าดีแต่เฝ้ามอง ทำไมไม่เข้าไปขอเป็นคู่เต้นเสียเอง” เสียงดังขึ้นข้างกาย ให้จินต้องหันมอง เขาปลดแขนที่กอดอกลง แล้วหันหน้าไปอีกทาง
“เจ้าไม่ออกไปเต้นรำรึ ไหนว่าชอบนักหนา” ยูอิจิยักไหล่ แล้วพิงหลังกับผนัง
“คู่เต้นไม่ว่าง หมายตาไว้แล้วเชียว ดันถูกตัดหน้าไปจนได้”
“คนอื่นล่ะ หรือเจ้าหมายตาแค่คนเดียวงั้นหรือ” จินหันมาถาม
“ข้าไม่มุ่งมั่นรักเดียวใจเดียวเหมือนบางคนหรอก โอ๊ะ ถวายบังคมพระเจ้าค่ะ องค์ชาย ไม่ทรงเต้นรำหรือกระหม่อม” ไม่ทันที่เพื่อนสนิทจะพูดคุยกันจบความ องค์ชายรัชทายาทผู้เป็นนายก็เสด็จเข้ามาร่วมด้วย ให้ยูอิจิต้องหันไปถามไถ่ ในขณะที่จินยังคงยืนเงียบ และทำเพียงแค่ค่อมศีรษะเล็กน้อยถวายความเคารพเท่านั้น
“ไม่ล่ะ เราไม่ค่อยมีอารมณ์ ไม่รู้เมื่อไร คาซึยะจะเต้นเสร็จเสียที”
“คงจะนานพระเจ้าค่ะ… ได้ข่าวว่า องค์ชายนักรักนั้นลือชาด้านเต้นรำนัก ทั้งยังชำนิชำนาญการล่วงเกินในขณะเต้นรำอย่างแนบเนียนเสียด้วย” คำถวายของยูอิจินั้น ชวนให้คิ้วขององครักษ์อีกคนขมวดเข้าหากันอย่างง่ายดายเสียเหลือเกิน
และกว่าที่คนทั้งคู่จะเต้นรำเสร็จสิ้น ก็ตอนที่เพลงบรรเลงจบลงแล้ว คาซึยะถวายบังคมลาจากองค์ชายหนุ่มอย่างที่สายพระเนตรของพระองค์ออกจะหวนหาเสียมาก
“หวังว่าเราคงได้เต้นรำกับเจ้าอีก” คาซึยะอยากบอกเหลือเกินว่า ไม่อยากเต้นกับพระองค์อีกแล้ว สัมผัสจากฝ่ามือร้อนผ่าวที่แนบลงกับหลังนั้น แม้จะมีเนื้อผ้าขวางกั้น แต่ร่างโปร่งก็อดไม่ได้ ที่จะรู้สึกถึงความขยะแขยงเสียเหลือเกิน
“เพคะ” แล้วจะอย่างไรได้ นอกเสียจากรับคำพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ รอจนพระองค์เสด็จไปร่วมวงเสวนากับผู้อื่นแล้ว จึงได้ปลีกตัวกลับมาหาองค์ชายรัชทายาทผู้พี่และสององรักษ์ที่มุมห้อง
“เป็นอย่างไรบ้าง คาซึยะ”
“หากไม่คิดถึงทาคิซาวะเป็นอันดับแรกแล้ว ข้าคงเดินหนีเสียตั้งแต่ก้าวลงลานเต้นรำเพคะ” เป็นวาจาที่ร้ายนัก แต่ผู้พี่กลับสรวลน้อยๆ
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าคงได้คิดถึงทาคิซาวะอีกครั้ง ดูเหมือนทูตของฝ่ายนั้นก็อยากชวนเจ้าลงเต้นรำเหลือเกิน” คาซึยะเหลือบมองไปยังจุดที่องค์ชายฮิเดอากิบอกใบ้ เพียงแค่เห็นท่านทูตวัยปลายรูปร่างท้วม และศีรษะเตียนล้านกำลังตรงดิ่งเข้ามาด้วยสายตามุ่งมั่นนั้น ก็ทำเอาขนลุกขนพองเสียแล้ว
“เจ้าพี่ ข้าไม่อยากเต้นรำกับคนพวกนั้น” แค่สายตาก็น่าสะอิดสะเอียน อย่าคิดไปถึงช่วงเวลาที่ต้องตกอยู่ในอ้อมแขนของอีกฝ่ายเลย
“ถ้าอย่างนั้นเต้นกับข้าไหม” คำถามดังขึ้น พาลให้สองพี่น้องต้องหันมอง และพบองครักษ์มากทะเล้นอย่างนากามารุ ยูอิจิยืนยิ้มกว้าง
“ขอบคุณท่านมาก” คาซึยะวางมือลงกับฝ่ามือขององครักษ์หนุ่มที่หงายขึ้น ก่อนจะเดินลงไปยังลานเต้นรำ ทิ้งไว้เพียงองค์ชายรัชทายาท และองค์รักษ์ผู้เงียบขรึม
“โอ้ ดูเหมือนท่านทูตของฝ่ายนั้นจะผิดหวังมากทีเดียว ที่คาซึยะลงไปเต้นรำเสียแล้ว” องค์ชายหนุ่มเปรย พลางปราดสายเนตรไปยังชายร่างท้วมที่หยุดเดินเสียกะทันหันทันทีที่เห็นคาซึยะเต้นรำกับชายอื่น
“แล้ว…เจ้าไม่ผิดหวังบ้างรึ” องค์ชายฮิเดอากิหันมาตรัสถามกับองครักษ์หนุ่มที่ยังยืนเงียบ และคำตอบก็ยังเป็นความเงียบอยู่นั่นเอง
“อ้อ…คงบอกว่า ‘ไม่เป็นไรพระเจ้าค่ะ’ สินะ” จินเพียงแค่ค่อมศีรษะเล็กน้อย ใจจริงแล้ว เขาเองก็อยากจะพาคาซึยะลงไปเต้นรำอยู่หรอก หากแต่ไวไม่สู้เพื่อนรักที่เจนจัดเสียเหลือเกิน ร่างสูงทำได้เพียงยืนเงียบ และจับจ้องอยู่แต่สองร่างบนลานเต้นรำ คาซึยะในชุดประจำอาณาจักรนั้นสวยสดงดงามจนอยากให้อยู่แต่ในเรือนเสียด้วยซ้ำไป แต่ทำได้หรือ… ชายหนุ่มรู้ดีว่า เป็นเพราะตัวเขาเองที่ไม่กล้าบอกความในใจ ดังนั้น หากอีกฝ่ายจะผูกใจรักอยู่กับชายใด เขาก็ไม่มีสิทธิ์ห้ามปราม
เพลงจบลงไปแล้ว แบบที่ ยูอิจิขำเสียจนต้องกลั้นยิ้มหลายครั้ง เมื่อพบว่าทุกครั้งที่เงยหน้านั้น สายตาของเพื่อนสนิทกลับจดจ้องมาที่เขาและสตรีในอ้อมแขนราวกับจะจ้องเสียให้ทะลุอย่างไรอย่างนั้น
“แม่หญิง…เห็นที จบเพลงนี้ คงต้องเหนื่อยอีกสักเพลงแล้ว” เขาก้มลงบอกคนที่กำลังจะผละออกจากอ้อมแขน หลังจากเพลงจบลง
“เอ๊?”
“เจ้างามเสียจนวันนี้มีบางคนใช้สายตามากเกินความจำเป็น รู้ตัวไหม”
“ก็เห็นใช้แต่สายตาทุกที” คาซึยะเงยหน้าย้อนความ ให้ยูอิจิหัวเราะเบาๆอย่างเห็นด้วย
“จริง แม่หญิง คนพรรค์นั้นใช้อย่างอื่นไม่เป็น ขนาดใช้ปากยังไม่เก่งเอาเสียเลย ถ้าอย่างไรก็กรุณาด้วยแล้วกัน เต้นกับข้าแล้ว อย่าลืมเหลียวแลบ้าง เดี๋ยวจะน้อยใจพาลเป็นคิดออกบวชไปล่ะก็ ราชสำนักคงคาดคนจืดชืดตัวเอ้แน่ๆ”
ความคิดนี้ของ องครักษ์นากามารุนั้น คาซึยะเห็นด้วยเสียขาดใจ ราชสำนักคงมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาดทีเดียว หากผู้ชายคนนั้นหายหน้าไป
คนทั้งคู่ ทำความเคารพให้กันตามมารยาทของการเต้นรำ ก่อนที่ร่างโปร่งจะถูกพากลับเข้ามาหาองค์ชายรัชทายาทและองครักษ์ทึบทึมผู้ที่ยังยืนเงียบราวกับตอนเกิดไม่ได้เอาปากออกมาเสียด้วย
“แย่นักพระเจ้าค่ะ เจ้าข้าราชการจากคุโรคาวะที่เต้นใกล้กระหม่อมนั้นส่งสายตาโลมเลียแม่หญิงคาซึยะไม่หยุดหย่อน” ยูอิจิเอ่ยปากเสียงเบา ทว่าได้ยินกันถ้วนทั่วทั้งองค์ชายและองครักษ์ที่ยืนคล้อยหลังไปเล็กน้อย
“เราจะพาน้องออกไปเต้นรำก็น่าเกลียด เพราะเราเพิ่งจะบอกนายของฝ่ายนั้นว่าเราไม่เก่งเต้นรำ เจ้าเองก็เพิ่งเต้นเสร็จเสียด้วยใช่ไหมยูอิจิ” คาซึยะมองผู้เป็นพี่ที่เอ่ยโอษฐ์รวดเร็วเสียจนน่าหยิกนัก
“แล้วอย่างนี้จะทำอย่างไรดีล่ะกระหม่อม จะให้แม่หญิงแปดเปื้อนน้ำมือคนพวกนั้นอีกหรือพระเจ้าค่ะ” น้ำเสียงร้อนรนของยูอิจินั้นก็พอกัน คาซึยะนึกเข่นเขี้ยวทั้งองครักษ์และองค์ชายนั่นเชียว เข้ากันได้ดีราวกับเป็นฝาแฝดมาเกิดก็ไม่ปาน
“ไปเต้นรำกันไหม” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างกาย ให้คนที่กำลังส่งสายตาดุๆใส่ผู้เป็นพี่ต้องหันมองต้นเสียงด้วยความตกตะลึง
“เต้นรำไหม” ร่างสูงถามย้ำอีกครั้ง แล้วส่งมือออกมาแบอยู่เบื้องหน้า ให้คาซึยะทำได้เพียงวางมือลงบนมือใหญ่หยาบกร้านนั่น ก่อนจะเดินตามองครักษ์ผู้เงียบขรึมออกไปยังลานเต้นรำ ทิ้งให้สายเนตรขององค์ชายรัชทายาททอดตาม เสียงดนตรีที่สดับฟังนั้น ชวนให้พระองค์สรวลออกมาเบาๆ จนยูอิจิยังต้องหันมอง
“ยูอิจิ เจ้าเป็นนักรักชั้นยอดของอาณาจักรทาคิซาวะใช่หรือไม่”
“เรื่องนั้นเห็นจะใช่พระเจ้าค่ะ” องครักษ์หนุ่มผู้ร่าเริงตอบรับอย่างมั่นใจ
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าควรไปฝึกปรือเสียใหม่ เจ้าแพ้องครักษ์ทึบทึมรายนั้นเสียไม่เห็นฝุ่นทีเดียว…”
“อะไรนะพระเจ้าค่ะ อย่างกระหม่อมน่ะหรือ?”
“เพลงนี้…เป็นเพลงโปรดของคาซึยะตั้งแต่ยังเด็ก ‘สัญญา…นิรันดร’ เจ้าร้องได้ไหม ถ้าร้องไม่ได้ เจ้ายิ่งแพ้ อาคานิชิ จิน”
“หมายความว่าจินร้องได้หรือพระเจ้าค่ะ” เป็นความรู้ใหม่เลยทีเดียว เพราะตั้งแต่สอบเข้ารับราชการทหาร ฝึกอาวุธ และร่ำเรียนมาด้วยกันในศาสตร์แขนงต่างๆ ยูอิจิไม่เคยรู้มาก่อนว่าเพื่อนสนิทมีความสามารถทางด้านการร้องเพลงด้วย
“เพลงนี้ เป็นเพลงที่ผู้ชายคนนั้นถนัด”
หรือจะแพ้จริง… ยูอิจิมองภาพของคนสองคนที่กำลังโอบกอดกันและกันอยู่ในลานเต้นรำท่ามกลางคู่เต้นอื่นๆ ทว่า องครักษ์อาคานิชิ จิน และแม่หญิงคาเมนาชิ คาซึยะนั้นโดดเด่นกว่าใคร
โดดเด่น…เพราะหนึ่งนั้นงดงามในอาภรณ์ประณีตอันเป็นเอกลักษณ์ประจำอาณาจักร แม้จะเป็นแบบประยุกต์เพื่อให้เหมาะสมกับงานเลี้ยงและการเต้นรำ แต่ก็ไม่ได้ลดทอนความน่ามองลงไปเลย
โดดเด่น…เพราะอีกหนึ่งนั้นสง่างามในชุดข้าราชการคร่ำเคร่ง และใบหน้าที่ติดจะเรียบเฉย หากแต่ดวงตาคมกริบที่ทอดมองคนในอ้อมแขนนั้นอ่อนโยนอย่างที่ไม่อาจพบเห็นได้อีก
สำคัญที่สุด คือโดดเด่น…เพราะเป็นคนทั้งคู่ เป็น อาคานิชิ จิน และ คาเมนาชิ คาซึยะ
……………..
“ท่านยังร้องเพลงนี้ได้ไหม” คนร่างโปร่งเงยหน้าถามระหว่างการเต้นรำ อย่างที่ทำเอาชายหนุ่มได้แต่ก้มลงมองตอบ
“ไม่ได้ร้องนานมากแล้ว” คาซึยะยิ้มบาง ความรู้สึกขณะอยู่ในอ้อมแขนของบุรุษสามคนนั้นช่างแตกต่าง อ้อมแขนขององค์ชายชินเรชวนสะอิดสะเอียน และขนลุกขนพองกับสายตาโลมเลียจาบจ้วง ส่วนอ้อมแขนขององครักษ์นากามารุนั้น ออกจะอบอุ่น และชวนให้เพลิดเพลินกับการเต้นรำเสียเหลือเกิน ทว่า สำหรับอ้อมแขนขององครักษ์ อาคานิชิ จิน นั้น มันกลับให้ความรู้สึกสบายใจ และผ่อนคลาย
“แน่ล่ะ เพลงเก่าขนาดนี้ ข้าไม่อยู่เสียคน ใครจะมานั่งฟังท่านร้องกัน”
“เจ้าเป็นเด็กพิลึก” คาซึยะถึงกับตาโต ที่ถูกวิพากษ์กลางการเต้นรำเช่นนี้
“ท่านก็คนประหลาด มีอย่างที่ไหน ไปดั้นด้นหาเนื้อร้องจนผิดเพี้ยนมาร้องให้ข้าฟัง”
“แต่เจ้าก็ฟังไม่ใช่หรือ”
“นั่นเพราะ…ข้าไม่รู้ต่างหาก ว่าท่านร้องผิด” มันเป็นความทรงจำครั้งเก่าก่อน ที่ไม่ว่าเก็บมาคิดกี่ครั้ง คาซึยะก็ยังหัวเราะได้ทุกครั้ง นึกภาพเด็กผู้ชายตัวสูงๆไปตามหาเนื้อเพลงเก่าๆเพลงหนึ่งจากพวกผู้ใหญ่ที่น้อยคนนักจะจำได้ จากนั้นก็นำมาประติดประต่อเสียใหม่ ผิดบ้าง เพี้ยนบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็เอามาร้องเป็นเพลงให้คาซึยะได้ฟังอยู่ดี ถึงจะมารู้เอาทีหลังว่าเนื้อเพลงที่ร้องนั้นมีส่วนที่ผิดก็เถอะ
.
.
.
.
.
‘ข้าอยากร้องบ้าง! สอนข้าด้วยสิ’
‘จะร้องทำไม หากอยากฟังก็มาบอกข้า ข้าจะร้องให้ฟัง’
‘แล้วถ้าท่านติดเรียนเล่า’
‘ก็อยากฟังตอนข้าว่างไม่ได้หรือ’
‘ไม่ได้! ข้าไม่รู้ว่าเมื่อไรข้าจะอยากฟัง’
‘ถ้าเช่นนั้น เมื่อไรที่อยากฟังก็มาบอกข้าแล้วกัน ถ้าติดเรียน ข้าจะขออาจารย์ออกมาร้องให้เจ้าฟังก่อน แล้วค่อยกลับเข้าไปเรียนใหม่’
คาซึยะจำได้ว่าตนนั้นซนเสียจนวิ่งมาขอให้เด็กชายตัวสูงร้องเพลงให้ฟังทุกวัน จนเรื่องนี้ถูกนำไปทูลเสด็จพ่อเสด็จแม่โทษฐานที่ไปรบกวนการเรียนการสอน ผลที่ได้คือทั้งสองพระองค์สรวลเสียลั่นโถง เหตุเพราะ ธิดาบุญธรรมนั้นยืนกรานแต่คำว่า ‘ข้าอยากฟังเพลงที่จินร้องนี่นา’
……………
“แย่จริงเชียว แม่หญิงคาซึยะมีชายหนุ่มหมายปองเยอะนัก”
“องค์ชายชินเร… น้องของเราไม่ได้เลิศเลอนักหรอก” องค์ชายฮิเดอากิเข้าพระทัยดี ว่าอีกฝ่ายที่เสด็จเข้ามาทักทายด้วยประโยคทำนองนี้ท่ามกลางงานเลี้ยงที่พูดคุยหารือกันแต่เรื่องการเมือง การทหารเสียเป็นส่วนใหญ่นั้น คาดหวังสิ่งใดอยู่ สายเนตรขององค์ชายรัชทายาทจากคุโรคาวะนั้น น่ากลัวและน่าหวั่นใจนัก
“ไม่เลิศได้อย่างไร ขนาดเรายังต้องตา” องค์ชายนักรักตรัสตรง ทว่าบุรุษผู้พี่ของคาซึยะกลับยิ้มบาง
“เห็นทีจะเสียเปล่า คาซึยะมีคู่หมั้นคู่หมายเป็นบุรุษแห่งราชสำนักทาคิซาวะแล้ว” องค์ชายชินเรพยักพักตร์รับรู้ ก่อนจะเสเนตรไปทางคู่เต้นรำที่สะดุดตาที่สุดในลานกลางห้อง
“บุรุษแห่งราชสำนักอย่างนั้นหรือ ท่านรู้จักเล่นคำดีทีเดียว แค่มองแต่น้อย ก็เข้าใจไม่ยาก” นั่นสิ…ขนาดเป็นองค์ชายจากต่างแดนยังเข้าใจได้ไม่ยาก แล้วสองคนนั้นเล่า เข้าใจอะไรยากไปหรือไร ทุกวันนี้จึงยังทำตัวห่างเหินราวกับเพิ่งรู้จักกันไม่นาน
“แต่เราคงต้องแจ้งความจำนงเสียหน่อย… ถึงมีคู่หมายแล้ว เราก็ยังอยากได้น้องของท่านอยู่ดี”
ดูเหมือน องค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามแห่งคุโรคาวะจะไม่มีเพียงสายเนตรที่น่ากลัวเสียแล้ว แต่ความปรารถนาของพระองค์เอง ก็ชวนให้องค์ชายฮิเดอากิและองครักษ์อย่างนากามารุ ยูอิจิ ต้องเหลือบมองกันราวกับนัดหมาย
……….
(เจอกันศุกร์หน้านะคะ แหะแหะ)
ยังไม่ได้จัดกระเป๋าเลย อ้าก!!! การบ้านก็ไม่เสร็จ!!
สงสัยไปเที่ยวต้องหอบไปทำด้วยแหงเลยอ่ะ!!
สำหรับเรื่องนี้ คิดว่า…มันคงยาว ฮาฮา เพราะงั้นในเดือนนี้ (กันยา) ก็คงต้องมีช่วงนึงที่พักไปนะคะ เพราะว่าต้องอ่านหนังสือสอบอ่ะ ฮือ น่าจะมาลงได้ครั้งสุดท้ายคือศุกร์หน้า แล้วก็คงเว้นไปจนกว่าจะสอบเสร็จ (ปลายเดือนกันยาอ่ะแหละ)

เรื่องนี้ รู้สึกจะยังมีงงๆ แหะ แหะ เราไม่เคยแต่งอะไรแบบนี้ ขอโทษมากจริงๆค่ะ บางอย่างก็ยังเรียงประโยควนไปวนมา ฮาฮา แล้วเราก็มากังวลเรื่องคำด้วย ยากมากกกกก สำหรับเรื่องความลับของคาเมะนั้น นอกจาก กษัตริย์ ราชินี พ่อ แม่ หมอหลวง โหร และก็คนรับใช้นิดหน่อย นอกนั้นก็ไม่มีใครรู้เลยสักคนเดียว ช่างเป็นเด็กที่รันทดอะไรเช่นนี้ แต่สวรรค์ก็สร้างจินขึ้นมารักหนูเป็นการทดแทนแล้วนะจ๊ะ คาเมะ ฮาฮา

อ้อ อีกหน่อย มีคนถามด้วย ว่า Dezair อ่านว่าอะไร อ่านว่า ดีซายร์ ค่ะ เราแผลงมาจากคำนี้ Desire ค่ะ แล้วอีกอย่างคือ มันออกเสียงคล้ายๆคำนี้ Design ที่หมายถึง การออกแบบ สร้างสรรค์ (เอ๊ะ เวิ่นอะไรเนี่ย) เอาเป็นว่า เรียกเราง่ายๆว่า บัว ก็ได้ค่ะ
ขอบคุณทุกการอ่านและคอมเม้นท์นะคะ แล้วเจอกันใหม่ ศุกร์หน้า ไปเก็บกระเป๋าแล้ววววววววว

ป.ล. แฮปปี้ เบิร์ธเดย์พี่ยูล่วงหน้า!!!

พรุ่งนี้วันเกิดพี่ยู แต่เราซึ่งรักยูยิ่ง ดันต้องตะลอนไปเที่ยวอย่างงั้นเรอะ!
( 26 แล้ว แต่ไม่แก่เลย! ผู้ชายอะไร เท่ห์ที่สุด!!)
| หน้าแรก |



