FIC : ณ สัตยาแห่งรัก
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 9


จินปล่อยให้ร่างโปร่งพักผ่อน หลังจากช่วยเช็ดตัวให้แล้วในบางส่วน ซึ่งส่วนที่เหลือ คาซึยะยืนกรานที่จะจัดการด้วยตัวเอง เขาจึงออกมารอข้างนอก


‘แต่ข้าไม่อยากมีลูก’


เหตุใดคาซึยะจึงไม่อยากมีลูก หรือเพราะไม่ชอบการถูกเขากอดอย่างนั้นหรือ แต่ก่อนหน้านี้ ที่ถามไปว่ารังเกียจหรือไม่ คาซึยะก็ขอโทษเขาแล้ว และจินก็ออกจะมั่นใจเสียด้วย ว่าอีกฝ่ายก็รู้สึกดี ยามซุกอยู่ในอ้อมแขนนี้เช่นเดียวกัน



แล้วดังนั้น เหตุใดจึงไม่อยากมีลูก



“จิน” เสียงเรียกดังมาจากด้านใน ให้เจ้าของชื่อเปิดประตูเข้าไป คาซึยะเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว และนอนอยู่บนเตียง แม้หน้าตาจะดูสดใสขึ้น หากแต่ก็ยังซีดเซียว บนโต๊ะไม้ข้างเตียง มีอ่างแก้วบรรจุน้ำและผ้าสำหรับเช็ดตัววางอยู่ รวมถึงเสื้อผ้าเก่าที่ถูกพับวางไว้เคียงกัน ร่างสูงเดินเข้าไปเก็บข้าวของให้ จึงเห็นผ้าที่เขาเคยเห็นคาซึยะใช้พันทับหน้าอก ยามนี้ไม่ต้องใช้แล้ว เพราะเป็นหญิงทั้งกาย



“อยากทานอะไรไหม”



“ท่านสั่งกับพวกตะวันตกเป็นหรือ” หากแต่คำพูดคำจา และอุปนิสัยที่ออกจะตรงเผงเกินหญิง บอกให้รู้ว่าคาซึยะก็ยังเป็นคาซึยะคนเดิม



“ข้าจะวางเงินบนโต๊ะ แล้วเข้าครัวไปทำให้เอง” ร่างโปร่งหัวเราะเบาๆ ก่อนส่ายหน้า



“ข้าไม่หิวหรอก จินไปอาบน้ำเถอะ พรุ่งนี้จะออกเที่ยวแต่เช้า ประเดี๋ยวจะตื่นไม่ไหว” คาซึยะรอจนอีกฝ่ายออกจากห้องไปแล้วเรียบร้อย ใบหน้าที่ยิ้มกว้างก็เจื่อนลงถนัด



‘ไม่อยากมีลูก’ แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายรักเด็กเพียงใด แต่คาซึยะไม่อยากมี แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา จะอยากกลับไปมีชีวิตปกติดังชายทั่วไป ขอให้เหมือนคนอื่น ขอให้เหมือนชาวบ้านชาวเมือง หากแต่ยามนี้ เวลานี้ ที่คาซึยะมีความสุขที่สุด ความกลัวกลับแล่นเข้ามาในจิตใจ


หากร่างกายนี้ วันหนึ่งเป็นชายดังที่หวัง และไม่ได้เป็นหญิงแล้ว วันนั้น อาคานิชิ จิน จะยังเคียงข้างกันไหม


หากร่างกายนี้ วันหนึ่งที่เป็นชายดังคนอื่น เป็นชายอย่างที่วาดหวังมาตลอด วันนั้นจะอยู่ข้างอาคานิชิ จิน ในสถานะใด ภรรยาอย่างนั้นหรือ? ได้อย่างไรกัน ในสังคม ภรรยาคือตำแหน่งของสตรี แล้วเขาเล่า ณ เวลานี้ ที่ยังพอยอมรับได้ เพราะช่วงหนึ่งเป็นหญิง ช่วงหนึ่งเป็นชาย ยังมีแรงจูงใจอีกมาก ให้ชายผู้นั้นอยู่เคียงข้าง และมีข้อปลอบใจ หากต้องหลอกลวงผู้คนรอบข้าง



แต่เมื่อหายเป็นปกติ หากเป็นหญิงก็คงดีหรอก จะได้คงสถานะคนรักของบุรุษผู้นั้นเอาไว้ได้ แต่หากเป็นชาย คาซึยะจะโกหกสังคมอย่างนั้นหรือ ว่าเป็นภรรยาอาคานิชิ ที่เป็นหญิง สังคมที่ไม่ต้องยิ่งใหญ่หรือกว้างขวางนักเลย นับง่ายๆแค่ท่านผู้หญิงโซระ มารดาของจิน กล้าหรือจะโกหกนาง ท่านองครักษ์นากามารุอีก องค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิเล่า



มีแต่ปัญหาทั้งนั้น การเป็นชายดังที่อยากเป็น การเป็นชายดังที่ต้องการ ดังนั้นแล้ว อย่ามีเลย…อย่ามีลูกเลย คาซึยะไม่อยากกลับเป็นปกติแล้ว ขอเป็นแบบนี้ก็ได้ ยอมเจ็บปวดทางกาย ยอมละทิ้งทุกความปรารถนาในชีวิต เพียงแค่ได้อยู่เคียงข้างชายผู้นั้น


ขอแค่นี้ แค่มีความสุขกับการได้ยู่เคียงข้าง อาคานิชิ จิน ขอแค่ความสุขเท่านี้ เพียงแค่นั้น



ช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน…นี่ข้าเห็นแก่ตัวใช่ไหม ที่คิดถึงความสุขตัวเองมากกว่าความสุขของท่าน ข้าเอาแต่ใจตัวเองใช่ไหม ที่ไม่ยอมฟังคำใคร รู้ทั้งรู้ว่าท่านอยากมีลูก รู้ทั้งรู้ว่าท่านรักเด็กมากเพียงใด แต่เพราะหวั่นใจว่าสักวันหนึ่งจะไม่อาจอยู่เคียงข้างท่านได้ วันหนึ่งความสุขอย่างที่เป็นในปัจจุบันจะหายไป ข้าเลยไม่กล้าจะก้าวไปข้างหน้า



ทำอย่างไรดี ข้าควรจะทำเพื่อท่าน ตอบแทนความรักของท่านใช่ไหม แต่ข้า…ข้ารักท่านจนไม่อาจ…


ไม่อาจแม้แต่จะทนคิดถึงช่วงเวลาที่อาจจะไม่ได้อยู่หรือแม้แต่พบหน้ากับท่านอีก เพียงเพราะข้ากลับไปเป็นปกติ และไม่ใช่เป็นอิสตรี



………………..


เช้าวันต่อมา คณะจากทาคิซาวะออกเที่ยวชมเมืองท่าของตะวันตกอย่างที่ไม่มีส่วนใดรอดพ้นเศษเสี้ยวสายตาแม้เพียงนิด คาซึยะเป็นผู้นำทางอย่างที่เรียกได้ว่าดีเยี่ยมทีเดียว เพราะคล่องแคล่วทั้งการใช้ภาษา และการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่


ที่สำคัญที่สุด คือใบหน้าสดใส และรอยยิ้มกว้าง รวมถึงความร่าเริงของคาซึยะกลับมาอย่างที่จินเบาใจได้ว่า ร่างโปร่งหายจากอาการเจ็บปวดดังเช่นเมื่อคืนแล้ว


“บ้านนี้เมืองนี้แปลกจริง มีของแต่ละอย่าง ไม่เคยเห็นทั้งนั้น แล้วนั่นน้องได้อะไรมา” องค์ชายรัชทายาทตรัส หลังจากทรุดองค์ลงประทับใต้ต้นไม้เพื่อพักกาย หลังจากเสด็จประพาสทั่วเมืองมาเสียทั้งวัน


“ของเล่นของที่นี่ ท่านจินซื้อให้ข้า” คาซึยะตอบพร้อมรอยยิ้ม หลังจากเห็นว่าคนที่ถูกพูดถึงกำลังเตร่ชมพื้นที่แถวนี้อยู่ไม่ใกล้นัก ยูอิจิยิ้มกว้างก่อนจะถาม



“ปัดโธ่! ข้านึกว่าจินจะซื้อเตรียมไว้สำหรับอาคานิชิตัวน้อยเสียอีก ที่แท้ซื้อให้เจ้าหรอกหรือแม่หญิงคาซึยะ” คำถามขององครักษ์จอมทะเล้น ทำเอาคาซึยะนิ่งไป


“ท่านจินอยากมีลูกสินะ”


“จินรักเด็กมากทีเดียว ข้ารับประกันเชียวล่ะ ว่าอาคานิชิ จิน เพื่อนข้าต้องเป็นพ่อที่ดีแน่นอน แม่หญิงก็รีบท้องเข้า ข้าจะช่วยตั้งชื่อให้”


“เจ้าอย่ามาโมเม ยูอิจิ เราต่างหากที่ต้องเป็นคนตั้งชื่อหลาน…เอ ถ้าเป็นชายชื่ออะไรดี เราว่า อากิระก็เพราะไม่หยอก”


“เชยขอรับ สมัยนี้ต้องชื่อเคียว สั้น ง่าย กระชับและมีความหมาย” ยูอิจิรีบเถียง


“หือ! โหล! เราเห็นคนชื่อเคียวมีเป็นร้อย” คำโต้เถียงของคนทั้งคู่ที่นั่งเคียงข้าง ไม่ได้ผ่านเขามาในความคิดของคาซึยะเลยแม้แต่น้อย สองมือเล็กลูบไล้ของเล่นไม้ในมือแผ่วเบา ขณะที่สายตาจับจ้องอยู่แต่ร่างสูงใหญ่ที่กำลังเดินอยู่ไม่ไกล


อาคานิชิ จิน อยากมีลูก ทุกคนรอบข้างเขาก็อยากให้มีลูก ส่วนตัวเขา…


จะทำอย่างไรดีคาซึยะ จะเห็นแก่ตัวไขว่คว้าความสุขของตัวเอง หรือยอมจมปลักกับความทุกข์และความกังวล หากแต่คนรอบข้างมีความสุข


ทำไมชีวิตนี้ถึงได้บาปเช่นนี้ ทำไมชีวิตนี้ต้องเดินมาเจอเส้นทางที่ต้องเลือกเช่นนี้ ทำไมกัน

……………………….

คาซึยะเหม่อลอยและไม่ร่าเริง นั่นคือสิ่งที่จินสังเกตได้ และพบว่าทันทีที่กลับเข้ามาในห้องพัก ร่างโปร่งจะถอนหายใจแผ่วเบาราวกับทุกข์หนักหนา ร่างสูงพยายามถามไถ่ แต่คำตอบที่ได้คือรอยยิ้มกว้างขวางที่ส่งกลับมาและคำที่ว่า ‘ไม่เป็นไร’ ชายหนุ่มเคยเป็นผู้ชายที่อดทน แม้เหน็ดเหนื่อย แม้เจ็บปวด หากแต่ไม่เคยปริปาก หากแต่ครั้งนี้ อาคานิชิ จิน ทนได้เพียงแค่สองวันเท่านั้น


“คาซึยะ เจ้าเป็นอะไร ทำไมไม่บอกข้า” ร่างสูงคว้าแขนคนร่างโปร่งเอาไว้ ทันทีที่ปิดประตูห้องพักลงแล้วเรียบร้อย


“เจ้าอย่าบอกว่าไม่เป็นไร สีหน้าเจ้าไม่เป็นเช่นนั้น ข้าไม่น่าไว้ใจเพียงพอที่เจ้าจะบอกกล่าวอย่างนั้นหรือ” คำถามและตัดพ้อของคนตรงหน้า ทำเอารอยยิ้มที่กำลังจะปั้นแต่งเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจถึงกับจืดจาง



“ท่านนากามารุบอกข้าว่าท่านอยากมีลูก” ฝ่ามืออุ่นร้อนลูบแผ่วเบาบนศีรษะ ก่อนจะตอบเสียงเบา


“ข้าอยากมีลูกเป็นความจริง คาซึยะ เพียงแต่…ข้าอยากมีลูกกับเจ้าที่อยากมีเช่นกัน หากเจ้าไม่อยากมี ข้าก็ไม่อยากมี เราอยู่กันสองคนเช่นนี้ไปจนแก่เฒ่าก็ได้ ข้าจะดูแลเจ้าเอง ไม่ต้องห่วงหรอก” คาซึยะเงยหน้ามอง น้ำตาใสคลอหน่วย เมื่ออีกฝ่ายยังคงคิดถึงแต่เขา อาคานิชิ จิน ยังคงยึดมั่นในตัวเขา ชายผู้นี้ต้องการทำทุกอย่างเพื่อให้เขามีความสุข โดยไม่คำนึงแม้แต่ความรู้สึกของตัวเอง


“ร้องไห้ทำไม อย่าร้องไห้ เจ้าไม่ชอบให้ใครเห็นน้ำตาไม่ใช่หรือ” นิ้วมือยาวปราดน้ำตาออกอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน ทำให้น้ำตาที่เอ่อล้นยิ่งทะลักอออกมามากขึ้น คาซึยะซุกหน้าลงกับอกหนา เจ็บปวดกับสิ่งที่เป็น เจ็บปวดกับความรักที่อีกฝ่ายมอบให้ หากทว่าเขาเองกลับไม่เคยมอบความรักให้จินได้มากขนาดนี้เลย


“ข้าขอโทษจิน ข้าขอโทษ” ขอโทษที่คิดถึงแต่ตัวเอง ขอโทษที่รักจินน้อยกว่าที่จินรัก ขอโทษที่ตอบแทนความรู้สึกที่จินมอบให้ไม่เพียงพอ อ้อมกอดอบอุ่นรัดแน่นราวกับจะปลอบโยน


“เจ้าขอโทษข้าอีกแล้ว ทำอะไรผิดให้ต้องขอโทษข้าบ่อยขนาดนี้ หือ? เลิกร้องเถอะ คาซึยะ ข้าชอบให้เจ้ายิ้มมากกว่า” ทุกวันนี้ ที่จินยังคงมีชีวิตอยู่ ที่ยังหายใจ ที่ยังยืนหยัด แม้จะเหนื่อยล้ากับการรอคอยแสนนาน แต่ร่างสูงบอกตัวเองเสมอว่า ‘เผื่อพรุ่งนี้ คาซึยะจะยิ้ม’ นั่นคือแรงใจ ที่ส่งผลถึงแรงกายให้ อาคานิชิ จิน ยังคงมีวันนี้ มีวันพรุ่งนี้ และวันต่อๆไป เพียงเพื่อจะอยู่ดูรอยยิ้มของคนที่รัก



ร่างโปร่งผละจากอ้อมกอด แล้วยิ้มให้ทั้งน้ำตา มือน้อยประคองใบหน้าคมให้ก้มต่ำ ก่อนจะยืดตัวขึ้นไปจูบเบาๆบนริมฝีปากหนา


“จิน…มีลูกเถอะ”


“คาซึยะ” ชายหนุ่มตกตะลึงและนิ่งงัน เพราะไม่กี่วันที่ผ่านมา คาซึยะบอกกับเขาเองว่าไม่อยากมีลูก แล้วทำไมวันนี้…


คาซึยะยิ้มบาง หยาดน้ำใสยังหยาดรินลงบนผิวแก้ม


“มีลูกเถอะ ข้าอยากมีลูกกับท่าน” ข้าอยากทำให้ท่านดีใจ ข้าอยากทำให้ท่านพอใจ แม้การมีลูกครั้งนี้ จะหมายถึงการมีลูกครั้งต่อๆไป และอาจส่งผลถึงร่างกายแปลกประหลาด แต่ช่างเถอะ ขอให้คาซึยะได้ตอบแทนผู้ชายคนนี้บ้าง ขอให้คาซึยะได้รักผู้ชายคนนี้บ้าง


…อาคานิชิ จิน ไม่ใช่แค่เพียงชีวิตของข้า เท่านั้น ที่วางไว้เคียงกับอกท่าน หากแต่หัวใจของข้า ก็วางอยู่ในกำมือท่านเช่นกัน…


หากวันหนึ่งข้างหน้าไม่อาจร่วมทางกันได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด แต่โปรดจดจำเอาไว้ ว่า ‘ลูก’ คือพยานความรักของข้าที่มีต่อท่าน

…………………

สายวันต่อมา คณะจากทาคิซาวะเปลี่ยนสถานที่จากการเที่ยวในเมือง เป็นการนั่งรถเทียมม้าออกไปยังนอกเขตเมืองหลวง เพื่อเยี่ยมชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ที่เน้นเกษตรกรรม และมีบางส่วนที่มีสิ่งปลูกสร้างที่เรียกว่า โรงงาน


“เราน่าจะสร้างโรงงานอะไรแบบนั้นบ้าง แบบนั้นจะทำให้ผลิตข้าวของได้เยอะใช่ไหม” องค์ชายหันมาตรัสถามกับน้องน้อยที่รู้เรื่องราวความเป็นไปในแผ่นดินตะวันตกอย่างดี


“ใช่ แต่ต้องมีวัตถุดิบ พวกตะวันตกเรียกว่าถ่านหิน”


“คล้ายพวกเพชรพลอยหรือไม่” ร่างโปร่งเอียงคอเล็กน้อย


“ไม่คล้ายสักทีเดียว ราคาถูกกว่า และข้าไม่มั่นใจว่าที่ทาคิซาวะจะมีเหมืองถ่านหินแบบที่พวกตะวันตกมี อ้อ นอกจากนั้นเราต้องมีเครื่องจักร อย่างที่คุโรคาวะเอามาใช้สร้างเรือด่วนนั่น” องค์ชายเหลือบเนตรมองออกไปนอกหน้าต่างของเกวียนเทียมม้า


“เห็นทีจะเรื่องเยอะ เราควรศึกษาให้มากเสียก่อน แล้วค่อยปรับปรุงเมือง อย่างน้อยก็ต้องให้เด็กๆในทาคิซาวะพูดภาษาของทางนี้ให้ได้ จะให้ดี ส่งมาเรียนที่นี่เสียเลย แล้วให้กลับไปพัฒนาทาคิซาวะ”


“หรือไม่เช่นนั้น ก็รอบุตรธิดาจากอาคานิชิ…” องครักษ์นากามารุหันมากล่าว พลางเหลือบไปหลิ่วตาใส่สองสามีภรรยาอาคานิชิที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ฝ่ายจินนั้นนิ่งเฉย ในขณะที่คนข้างกายกลับเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่างราวกับไม่สนใจ หากแต่ใบหน้าแดงซ่านบอกให้รู้ว่าได้ยินทุกบทสนทนา


“ถ้าเช่นนั้นก็อย่าปล่อยให้รอนานนักรู้ไหม คาซึยะ อนาคตทาคิซาวะขึ้นอยู่กับบุตรธิดาของเจ้ากับสามี” คาซึยะหันกลับมามองตาวาว


“แล้วทำไมต้องเจาะจงกันเล่า ท่านก็หาจากเด็กอื่นซี บุตรธิดาของท่านนากามารุอย่างไร”



“หือ? แม่หญิงคาซึยะช่างใจร้ายนัก ข้ายังไม่ทันพบนางในดวงใจ จะให้มีบุตรธิดาเลยหรือ เจ้านั่นแหละ ที่ต้องทำเพื่อทาคิซาวะ ว่าแต่… บุตรธิดาคนแรกของอาคานิชิเป็นผลผลิตจากที่ใด ที่ห้องหอในคืนแรกหลังแต่งงาน? ในเรือ? หรือว่าที่ห้องพักของโรงแรม”


“ยูอิจิ!!!” จินดุเสียงเข้ม ให้เพื่อนรักต้องยกสองมือขึ้นปากตัวเอง ในขณะที่เหลือบมองแม่หญิงที่นั่งก้มหน้านิ่ง และเริ่มกัดริมฝีปากตัวเองอย่างอัดอั้นเสียแล้ว


อ่า…น่าเสียดายนัก นี่เขาทำแม่หญิงคนงามแห่งทาคิซาวะเขินจัดหรือนี่ เห็นทีต้องขอโทษเสียหน่อย



“แม่หญิง อย่าโกรธเคืองข้าเลย ถ้าเจ้าอายนักล่ะก็ ซุกกับอกสามีก็ได้ ข้าไม่ล้อแล้ว” อย่างนี้น่ะหรือ เรียกว่าไม่ล้อแล้ว สายตาระริกระรี้กับริมฝีปากที่ฉีกยิ้มกว้างอย่างนี้น่ะหรือ ร้ายไม่ต่างจากเพื่อนรักอย่างจินเลยสักนิด!


ร่างโปร่งได้แต่หันหน้าหนีออกนอกหน้าต่าง คอยดูสิ! ถ้าจินจัดการเพื่อนไม่ได้ล่ะก็ จนกว่าจะกลับทาคิซาวะ ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกันด้วยเรื่องพรรค์นั้นอีกเลย!!


“ยูอิจิ อย่าล้อเลียนน้องเรา คาซึยะไม่เคยซุกอกใครเสียหน่อย…อ้อ ยกเว้นเวลาหลับ” นี่ก็อีกคน เจ้าพี่นะเจ้าพี่!! เข้าทางกันดีเหลือเกินกับองครักษ์รวยอารมณ์ขันรายนั้น


“เวลาหลับข้าก็ไม่ซุกใคร!!” คาซึยะหันมาเถียง แต่เนตรของเจ้าพี่ไม่ต่างไปจากสายตาของท่านนากามารุเลยแม้แต่น้อย


“กล้าปฏิเสธหรือ สมัยก่อนเวลาเจ้าหลับกลางวัน รู้ตัวไหม ว่าซุกใครจนเขาต้องนอนนิ่งเป็นนาน เพราะกลัวลุกออกมาแล้วเจ้าจะตื่น หรือต้องให้พี่สาธยาย?”



“ไม่ต้อง!!!” ทุกทีเลย ทำไมต้องเอาเรื่องน่าอายพวกนั้นมาเล่าซ้ำ แล้วคนข้างๆนี่พูดไม่ได้ใช่ไหม ถึงไม่คิดจะช่วยกันเลยสักนิด ดี! คาซึยะจะได้รู้ ว่ามานี่หัวเดียวกระเทียมลีบ! มาเที่ยวอะไรกัน เจอหน้าเป็นต้องล้อไปเสียหมด


“ดูนั่น” แขนแกร่งผ่านหน้าไปชี้ออกนอกหน้าต่างให้คนกำลังหงุดหงิดต้องหันมองตาม ทิวทัศน์อันได้แก่สวนดอกไม้หลากสีสันและทิวเขาเขียวขจีที่ทอดตัวสงบนิ่งอยู่ใต้ผืนฟ้าที่มีเมฆกลุ่มน้อยๆลอยอ้อยอิ่งนั้นชวนให้อารมณ์ที่ขุ่นมัวจางหายไปอย่างรวดเร็ว



“ข้าเคยขึ้นไปแถบภูเขาของตะวันตก พวกนั้นมีดอกไม้พันธุ์แปลกๆเยอะนัก เราน่าจะลองเอากลับไปปลูกที่ทาคิซาวะ ท่านว่ามันจะงามไหม” คาซึยะหันมาถามคนชี้ จินเพียงยิ้มบาง



“ลองดูก็ไม่เสียหาย อากาศไม่แตกต่างกันเสียเท่าไร ข้าว่าน่าจะปลูกขึ้นอยู่หรอก แต่ไม่รู้จะออกดอกเช่นนี้ไหม” คาซึยะยิ้มกว้าง หันมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าอีกครั้ง ก่อนจะชี้ชวนให้จินดูม้าเกือบสิบตัวที่เล็มหญ้าอยู่ริมแปลงดอกไม้สีสด



“ท่านเคยขี่ม้าของตะวันตกรึเปล่า ของที่นี่ตัวใหญ่กว่าของทาคิซาวะอีกนะ ข้าเคยเกือบถูกมันสะบัดตกลงมาด้วย โชคดีหรอกที่คว้าไว้ทัน ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้กลับทาคิซาวะแบบเต็มตัวเช่นนี้ นั่น…ข้าชอบดอกไม้เช่นนั้น สีเหมือนน้ำทะเล ถ้าเอาเมล็ดมันไปปลูกแล้วจะขึ้นใช่ไหม ดอกจะใหญ่ได้อย่างนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ท่านชอบแบบใด สมัยเด็กๆชอบต้นไม้ไม่ใช่หรือ”



องค์ชายทาคิซาวะได้แต่ทอดสายพระเนตรไปยังคนทั้งคู่ ที่ฝ่ายน้องน้อยของพระองค์กำลังสนุกสนานกับการชี้ชวนให้ดูดอกไม้นานาพันธุ์นอกหน้าต่างเกวียน ในขณะที่องครักษ์ของพระองค์เองกลับนั่งเงียบๆ และยิ้มบางพร้อมกับตอบคำถามเป็นครั้งคราวเท่านั้น



“อย่างนี้ไม่มีบุตรธิดาเร็ววันก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรนะพระเจ้าค่ะ อาคานิชิ จินทั้งรักทั้งหลงภรรยาอย่างกับอะไรดี ส่วนแม่หญิงคาซึยะนั่นเล่า…รู้เลยว่ายอมสามี!!” องค์ชายหนุ่มเหลือบเนตรไปยังเจ้าคนที่เข้ามากระซิบกระซาบ ก่อนจะตรัสเสียงเบากลับไป เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนคู่สามีภรรยาที่กำลังชี้ชวนกันดูทิวทัศน์


“เจ้าไม่รู้อะไร อาคานิชิ จินน่ะ รักและหลงคาซึยะมานานแล้ว แล้วคาซึยะก็ยอมอาคานิชิ จิน มานานแล้วเช่นกัน”

.

.

.

.

.

‘ไม่เดินแล้ว! ข้าเมื่อยจะแย่!!’ เด็กน้อยแสนงอแง ทรุดตัวลงนั่งยองกับพื้น หน้าตางองุ้มด้วยความไม่พอใจ เมื่อฝ่าเท้าทั้งสองข้างปวดระบมจากการใช้งานอย่างหนัก ชวนให้เด็กหนุ่มที่เดินนำอยู่เบื้องหน้า ต้องหันกลับมามอง


‘พี่บอกเจ้าแล้วว่าอย่าเข้ามาลึก เป็นอย่างไร ตอนออก ออกไม่ไหวเห็นไหม’ ความซุกซนของน้องน้อย ทำให้เข้ามาในสวนน้ำตกลึกด้านหลังพระราชฐาน


‘เจ้าพี่อย่าดุซี…ก็ตอนนั้นนึกว่าจะไม่เมื่อย’ องค์ชายรัชทายาทหันไปมองผู้ติดตามราวกับจะถามว่าควรจะทำเช่นใดดี


‘ข้าอุ้มเองพระเจ้าค่ะ’ เด็กน้อยเงยหน้ามองคนพูด ก่อนจะส่ายหน้าพัลวัน


‘ท่านเองก็เมื่อยไม่ใช่หรือ’


‘ไม่เมื่อยหรอก มาเถอะ…ขึ้นหลังข้า’ เด็กน้อยไม่มีทางเลือกมากนัก หากอยากจะออกจากสวนน้ำตกที่รกครึ้มไปด้วยแมกไม้ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน ก็มีทางเดียวเท่านั้น คือการขี่หลังอีกฝ่ายออกไป แขนเล็กๆโอบรอบลำคอของเด็กหนุ่ม ในขณะที่สองขาถูกประคองแนบเอว


‘จิน หนักไหม’ ริมฝีปากแดงฉ่ำถามไถ่ด้วยความห่วงใยอยู่ข้างแก้มของเด็กหนุ่ม


‘จินหน้าแดง เป็นไข้หรือ ตัวร้อนไหม ปวดหัวรึเปล่า’ เจ้าตัวน้อยโหวกเหวก ยกมือแตะหน้าร้อนรน เมื่อเห็นอีกฝ่ายหน้าแดงเสียกะทันหัน หากแต่คำทีได้รับมา คือคำตอบสั้นๆ


‘เปล่า’


เปล่า…เพราะอาคานิชิ จิน ไม่ได้เป็นไข้ หากแต่เขินอายกับความแนบชิดของเจ้าเด็กตัวเล็กเบื้องหลังน่ะซี


องค์ชายรัชทายาทได้แต่สรวลแผ่วเบา ก่อนจะเสด็จตามหลังผู้ติตตามและน้องน้อยที่เดินขึ้นนำหน้า

…………………..


การเที่ยวชมในวันนี้ อยู่นอกเมืองเสียส่วนมาก และเน้นไปที่การชมธรรมชาติที่แปลกตา พันธุ์ไม้แปลกประหลาด วิถีชาวบ้าน และเกษตรกรรมที่ทำให้รู้ว่า ทาคิซาวะยังตามหลังตะวันตกอยู่มากมายนัก


คาซึยะพาแวะทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารเล็กๆก่อนจะกลับเข้าโรงแรมเพื่อพักผ่อน แต่ทั้งอย่างนั้น องครักษ์นากามารุก็ยังดูจะไม่เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางวันนี้เลยสักนิดเดียว



“แม่หญิงคาซึยะ ที่ตะวันตกมีหอแดงอย่างที่ทาคิซาวะมีหรือไม่” นั่นคือคำถาม ที่ทำเอาสายเนตรคมดุขององค์ชายรัชทายาทถึงกับตวัดฉับมาจับจ้องทันที


“ยูอิจิ! เจ้าถามอะไรน้องเราเช่นนั้น!!” ไม่เพียงแค่สายเนตรขององค์ชายเท่านั้นหรอก แต่สายตาคมของเพื่อนรักก็จับจ้องมาที่เขาเช่นกัน ชวนให้ตีความได้ว่า แม่หญิงคาซึยะเป็นที่ห่วงหวงของสองบุรุษแห่งราชสำนักเสียเหลือเกิน แล้วดูเจ้าตัวนั่นเถอะ ไม่ได้รับรู้เลยสักนิด ว่าทั้งเชษฐา ทั้งสามีรู้สึกเช่นไร กลับยังยิ้มกว้างให้เขาเสียอีก


นี่แหละหน่า…นางจะทำให้ชายอกแตกตายก็เพราะแบบนี้



“ท่านอยากไปหรือ ข้าพาไปก็ได้”



“ไม่ได้! คาซึยะ!! เจ้าเป็นหญิง! จะไปที่เช่นนั้นได้อย่างไร” องค์ชายยังตรัสเข้ม ให้น้องแสนรักต้องหันมาเอาใจ



“สมัยเด็กๆก็เคยไปนี่ ไม่เห็นไปไรเลย ข้าไม่ได้เข้าไปด้วยเสียหน่อย แค่พาท่านองครักษ์ไปส่งเท่านั้น”


“อย่างไรก็ไม่ได้! ยูอิจิ ถ้าเจ้าพูดจาเช่นนี้อีกล่ะก็ เราจะปลดเจ้าจริงๆ!!”


“โอ้! กลัวแล้วพระเจ้าค่ะ!!” ยูอิจิรีบหันไปทูลเสียงเบา ทำหน้าสลดให้องค์ชายหนุ่มได้แต่ถอนปัสสาสะแรง อย่างแสนกลุ้ม เหลือบเนตรไปทางหน้ายิ้มแป้นแล้นของน้องน้อย ก็นึกขุ่น



นี่ก็เหลือเกิน! แต่งงานออกเรือนแล้วยังทำอะไรเป็นเด็ก ให้มันได้อย่างนี้เถอะ!!


กว่าจะกลับเข้าที่พัก ก็ค่ำมากแล้ว ทั้งองค์ชายรัชทายาทยังมีรับสั่งเด็ดขาด ห้ามคาซึยะออกนอกห้องไปไหนเพียงลำพัง และห้ามแม้แต่จะกล้ำกรายลงมาร่วมสนุกที่โรงน้ำจัณฑ์เบื้องล่าง ซึ่งถึงแม้เจ้าพี่จะไม่มีรับสั่งเช่นนั้น แต่คาซึยะเชื่อเหลือเกินว่าอาคานิชิ จิน ต้องห้ามอยู่แล้ว


“เจ้าพี่ทรงหวงนัก” ร่างโปร่งเปรยเบาๆ ขณะนอนคว่ำ ทอดมองจินที่กำลังเก็บของ จากบนเตียง ถึงแม้ห้องนี้จะเป็นเตียงเดี่ยวสองเตียง ทว่าทุกค่ำคืนที่ผ่านมา กลับมีเตียงหนึ่งที่ไม่ถูกใช้ แม้บางคืน คนทั้งคู่จะเหนื่อยอ่อนกับการท่องเที่ยวจนไม่อาจผูกสัมพันธ์มากเกินกว่าการกอด ทว่าก็ยังอิงแอบซุกหลับอยู่เคียงกันบนเตียงที่แคบไปถนัดตาเมื่อนอนกันถึงสองคน


แต่ทั้งอย่างนั้น มันก็อุ่นดีหรอก


“ก็เจ้าทำตัวได้น่าหวงนัก” อาคานิชิ จินหันมากล่าว พร้อมรอยยิ้มบาง สองมือยังจัดข้าวของที่ซื้อมาลงหีบไม้ ดูเหมือนจะเยอะไปเสียแล้ว สำหรับของฝากยามกลับไปทาคิซาวะ



“ท่านก็หวงด้วยหรือ” คำถามเถรตรงทำเอาชายหนุ่มต้องหันไปมองเจ้าของคำถามที่ทำหน้าซื่อ แต่สายตาซุกซนอยากรู้อยากเห็น ร่างสูงเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งเบียดบนเตียง ฝ่ามือลูบใบหน้าหวานบางเบา



“ความรู้สึกของข้า ห่างไกลคำว่าหวงนานแล้ว ถ้าหวงเจ้า เจ้าคงไม่ได้ไปเรียนต่อต่างแดนเช่นนั้น” เพราะหากหวง เขาจะไม่ยอมแม้แต่จะให้คาซึยะคลาดสายตาแม้สักวินาที



“รักของข้าไม่ได้ต้องการผูกมัด ข้าแค่อยากผูกพันกับเจ้า ไม่ว่าจะด้วยสถานะใด ขอแค่เจ้าคิดถึงข้าเป็นบางเวลาที่เจ้าต้องการ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว”



“ถ้าเช่นนั้น…ตอนข้าไปเรียนต่างแดน แล้วไม่ได้เขียนจดหมายมาถามไถ่ท่าน ท่านโกรธไหม” ชายหนุ่มยิ้มบาง ก้มหน้าหลบสายตาที่ทอดมองเขาอย่างต้องการคำตอบ


“แต่อย่างท่านต้องไม่กล้าโกรธข้าแน่ๆ ถ้าน้อยใจล่ะพอว่า จริงไหม” คาซึยะคาดเดาจากท่าทางนั้น ก่อนจะตีความเป็นคำพูดพร้อมรอยยิ้มกว้าง ให้จินต้องเหลือบมอง ก่อนจะก้มลงจูบเบาบนริมฝีปากบาง


“ข้าไม่เคยโกรธเจ้าสักครั้ง คาซึยะ” มีแต่รักเจ้าทุกวัน และมากขึ้นทุกเวลา ชีวิตของอาคานิชิ จิน ยกให้เจ้านานแล้ว แม้เจ้าจะไม่เคยเหลียวแล ไม่แม้แต่จะสนใจ ชีวิตนี้ของข้า ก็เป็นเพียงของเจ้าคนเดียว หัวใจนี้ของข้า ก็เป็นเพียงของเจ้าคนเดียว


ไม่ว่าวันนี้เจ้าจะเป็นอย่างไร อนาคตเจ้าจะเป็นอย่างไร อาคานิชิ จิน ก็จะขอรักเจ้าจนกว่าดวงวิญญาณนี้จะดับสลาย



นั่นคือสัญญาของข้า ที่มีกับเจ้า


………………..

วันเวลาผ่านพ้นอย่างรวดเร็ว เที่ยวยังไม่ทันเต็มอิ่ม ก็ได้เวลาต้องกลับเสียแล้ว วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะอยู่บนแผ่นดินตะวันตก ดังนั้น องค์ชายรัชทายาท จึงมีรับสั่งว่าอยากจะชมเมืองเป็นครั้งสุดท้าย


“ร้านนี้แปลกดี เป็นร้านอะไรหรือ คาซึยะ” องค์ชายรัชทายาทหันมาเปรยถาม พลางเหลือบเนตรไปทางร้านเล็กๆที่มืดทึบ แทรกตัวอยู่ระหว่างร้านขายแพรพรรณสวยสดงดงามทางซ้าย และร้านขายดอกไม้หน้าตาแปลกๆทางขวา คงเพราะซ่อนตัวแบบนี้ มันจึงหลุดรอดสายตาไปหลายคราที่คณะจากทาคิซาวะเดินเตร่ละแวกนี้ คาซึยะเงยหน้ามองป้ายชื่อร้าน ก่อนจะหันมาทูล



“ร้านทำนายโชคชะตา สนใจไหม”


“สน! แม่หญิงแปลให้ข้าหน่อย!” คนสน กลายเป็นองครักษ์นากามารุไปเสียนี่ และเมื่อหนึ่งในคณะต้องการเข้าไปทำนายตามตำราตะวันตก คนทั้งสี่จึงผลักประตูเข้าไป ภายในร้านทึบอับ และสลัวจากแสงไฟดวงเล็กที่ห้อยลงมาจากเพดาน มุมข้างประตูคือเก้าอี้บุนวมเก่าคร่ำคร่า ด้านในคือหญิงชรา กำลังนั่งเช็ดลูกแก้วด้วยผ้าสีมอซอ ทันทีที่เปิดประตู เสียงกระดิ่งดังกรุ๋งกริ๋งก็ดังขึ้นให้หญิงชราเงยหน้ายิ้มบาง เป็นการทักทาย


คนที่นำตรงดิ่งคือองครักษ์นากามารุ ผู้ฝากคำถามแรกให้แก่คาซึยะคือเรื่อง ‘คู่แท้’ คนทั้งสองนั่งลงอีกฝั่งของโต๊ะไม้เล็ก ก่อนที่คาซึยะจะเป็นฝ่ายเจรจาด้วยภาษาตะวันตก ปล่อยให้องค์ชายรัชทายาทและอีกหนึ่งองครักษ์นั่งรอที่เก้าอี้บุนวมนั่นเอง


“นางบอกว่า คู่แท้ของท่านต้องรออีกสักหน่อย ไม่เกินอึดใจหรอก” ร่างโปร่งหันมาแปลให้คนข้างกายที่รอฟังคำทำนาย


“แล้วอายุสักเท่าไร ตอนแต่งงานเล่า ข้าจะมีลูกสักกี่คน” ยูอิจิถาม ให้ร่างโปร่งหันกลับไปแปลเป็นภาษาตะวันตกให้แก่หญิงชรา ซึ่งถึงกับหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบคำถามให้คาซึยะหันกลับมาบอก


“คู่แท้จะอายุน้อยกว่าท่าน ส่วนเรื่องลูก…นางบอกว่าไม่มีเกณฑ์มีลูก แต่ถ้าจะมี จะไม่ใช่กับคู่แท้”



“จริงหรือ อย่างนี้ข้าก็เหงาแย่สิ ไม่เป็นไร เดี๋ยวเลี้ยงลูกของเจ้ากับจินก็ได้ แม่หญิง…แล้วเรื่องงานการล่ะ” ประโยคสุดท้าย องครักษ์นากามารุกระซิบถามเสียงเบา เพราะเกรงคำถามจะถึงพระกรรณขององค์ชายรัชทายาทผู้เป็นนาย กว่าจะทำนายโชคชะตาขององครักษ์นากามารุก็กินเวลาไปพักใหญ่ จึงได้จ่ายเงินและลุกขึ้นจากมา หากแต่ยังไม่ทันจะได้ออกจากร้าน เสียงของหญิงชราก็ดังไล่หลัง ให้คาซึยะซึ่งเป็นเพียงผู้เดียวที่เข้าใจภาษาตะวันตกต้องหันกลับไปมอง


‘เจ้านั่นล่ะ…มีลูกกับคู่ชีวิตสี่คน แล้วคำสาปทั้งสิ้นจะจบลง เพราะคนที่สาปเจ้า เขาไม่คิดอาฆาตใดๆแล้ว เพียงแต่คำสาปที่แช่งเอาไว้ ไม่อาจหายไปกับชาติภพ เจ้าจึงต้องรับเคราะห์เอาไว้ จงเบาใจ เพราะคนที่สาปเจ้า ชาตินี้เขาเกิดมาเพื่อชดใช้ให้กับเจ้าเอง เขาเกิดมาเพื่อเกื้อหนุนเจ้า ไม่ต่างจากชายคู่ชีวิตของเจ้าคนนั้น ’


หมายความว่า สิ่งที่คาซึยะเป็นตอนนี้ เป็นเพราะคำสาปเมื่อชาติที่แล้วอย่างนั้นหรือ แล้วทำไมจึงสาปแช่งคาซึยะเล่า เขาเคยไปทำอะไรไว้ให้ใครอย่างนั้นหรือ



“คาซึยะ” เสียงเรียกของจิน ทำให้ร่างโปร่งต้องเดินตามออกจากร้านไป ทั้งๆที่ยังงุนงงกับคำบอกเล่าของหญิงชราเจ้าของร้านทำนายโชคชะตา


“มีอะไรหรือ” ร่างสูงก้มลงถาม ให้คาซึยะได้แต่ยิ้มบาง



“ประเดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟัง”



หากว่าคำสาปแช่งนี้ติดตัวมาจากชาติภพที่แล้ว แล้วกับคนรอบข้างเล่า คนรอบข้างของคาซึยะในชาตินี้จะรับเคราะห์จากคำสาปเหล่านั้นด้วยหรือไม่ คาซึยะหวั่นเหลือเกิน ว่ามันจะส่งผลถึงครอบครัวอันเป็นที่รัก รวมไปถึงชายผู้นี้ อาคานิชิ จิน


……………….

เรือด่วนจากคุโรคาวะจอดเทียบท่ารอคอยในเช้าวันสุดท้ายของการเที่ยวในต่างแดน คณะจากทาคิซาวะก็พร้อมขึ้นเรือแล้ว แม้คาซึยะจะอาลัยอาวรณ์อยู่มากเสียหน่อย แต่ทั้งอย่างนั้นก็จำต้องกลับบ้านเมืองของตน


“แล้วไว้มากันใหม่” ร่างสูงหันมาบอกกับคนที่ยังมองส่งท่าเรือซึ่งเล็กลงเรื่อยๆ เมื่อเรือเริ่มเคลื่อนตัวออกห่าง คาซึยะหันกลับมามองคนที่ยืนซ้อนหลัง ก่อนยิ้มบาง


“จะได้มาหรือ ท่านเองก็ต้องทำงาน ข้าเองก็ต้องทำงาน”


“กลับไป ข้าจะทูลขอลาออกจากตำแหน่งองครักษ์” คำบอกกล่าวของจิน ทำเอาคาซึยะถึงกับนิ่งชะงัก หันกลับมามองคนพูดด้วยความตกตะลึง


“ข้าไม่อาจปกป้องพระองค์โดยไม่คิดอะไรได้อีกแล้ว ข้ามีเจ้าต้องดูแล มีครอบครัวให้ต้องคิดถึง ข้าคิดจะปกป้องคนอื่นมากกว่าองค์ชายรัชทายาท ดังนั้นก็ไม่ควรเป็นองครักษ์อีกต่อไป”


“แล้วท่านจะไปทำอะไร”


“ก็…คงเป็นข้าราชการในนั้น เพียงแต่สละตำแหน่งองครักษ์เสีย ทำหน้าเศร้าทำไมกัน หรือว่าเสียดายชุดข้าราชการสีดำ” ดวงตาเรียวถลึงโตกับคำล้อเลียนนั้น


“ข้าห่วงความรู้สึกของท่านต่างหาก จิน…ท่านไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนั้น…” สายตาอ่อนโยนที่ทอดลงมา ทำเอาพูดไม่ออกอีก จนคาซึยะได้แต่เงียบ


“อย่าคิดมากเลย คาซึยะ เรื่องนี้ข้าไม่ได้ทำเพราะเจ้าเป็นต้นเหตุ แต่ข้าทำ เพราะข้ารู้ตัวว่าไม่เหมาะสมกับหน้าที่นี้อีกแล้ว นับตั้งแต่ที่เกิดเรื่องที่คุโรคาวะ ข้าก็รู้ตัวว่าข้าทิ้งแม้กระทั่งหน้าที่ในการอารักขาองค์ชาย แล้วไปช่วยเจ้าอย่างไม่คิดอะไร ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรแม้แต่จะคิด สำหรับคนเป็นองครักษ์” อ้อมกอดอบอุ่นกอดรัดแน่นต้านลมทะเล ที่แม้จะเล็ดรอดเข้ามากรีดผิวใต้เนื้อผ้า แต่คาซึยะกลับรู้สึกอบอุ่นเหลือเกิน ที่ชีวิตนี้ได้เคียงข้าง และเป็นที่รักของชายผู้นี้ คาซึยะเองก็จะรักชายผู้นี้ อย่างที่ถูกรักเช่นกัน
.

.

.

.

.

‘หนาว หนาว หนาว’ เด็กน้อยกอดตัวเอง ทั้งๆที่ยังสั่นสะท้านกับลมหนาวที่กรีดผิวเนื้อ แม้จะใส่ชุดผ้าหนา จนเทอะทะ หากแต่ก็ยังลดความหนาวเย็นของอากาศลงไม่ได้เลยแม้แต่น้อย


‘มานั่งนี่เถอะ’ การรอรถม้ารับส่งจากในเมือง เข้าไปสู่วังหลวง ต้องใช้เวลาพักใหญ่ เพราะช่วงท้ายปี รถม้ามีน้อยนัก เนื่องจากอากาศแห้งแล้ง และหนาวเย็น ทำให้ไม่มีใครอยากทำงานกันมากนักหรอก เด็กหนุ่มร่างสูงเรียกให้เจ้าตัวน้อยเข้ามานั่งซุกอกเขา ซึ่งเจ้าตัวก็วิ่งเข้ามากอดคนที่นั่งพิงอยู่กับต้นไม้สูงใหญ่ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งแทรกกลาง ให้อีกฝ่ายกอดรัดเพิ่มความอบอุ่น


‘เมื่อไร รถม้าจะมา’


‘คงพักใหญ่ อยากกลับบ้านแล้วหรือ’ ใบหน้ากลมหันกลับมามอง แล้วทำปากยื่น


‘เหนื่อยนี่ อยากนอนแล้ว ง่วง’ ไม่เหนื่อยได้อย่างไร ในเมื่อเดินเที่ยวจนทั่วตลาดเพื่อหาของขวัญให้แก่เจ้าพี่ในโอกาสได้รับตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทลำดับที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ


‘งั้นก็หลับเถอะ เดี๋ยวรถมาจะปลุก’


‘ปลุกจริงนะ ท่านห้ามอุ้มข้าขึ้นด้วย ข้าโตแล้ว ตัวหนักจะตาย ท่านอุ้มไม่ไหวหรอก’ จินเพียงแค่ยิ้มบางกับคำสั่งนั้น เพราะรู้ดีว่าหากคาซึยะหลับจริง เขาก็คงไม่มีใจจะปลุกเจ้าตัวน้อยหรอก เห็นหลับสบายแล้วไม่อยากรบกวน ที่สำคัญ คาซึยะสำหรับเขายังไม่โตสักหน่อย ซ้ำยังไม่หนักด้วย ต่อให้อุ้มพาเดินกลับจากตรงนี้เข้าไปที่วังหลวง หากจำเป็น เขาก็คิดว่าตัวเองทำได้


เสียงแจ้วๆเงียบหายไป ก่อนที่จินจะก้มลงมอง ถึงได้เห็นว่าเด็กในอ้อมแขนหลับไปแล้ว เขาจึงจัดท่าให้เอียงศีรษะลงพิงกับอกเขาเสีย เพื่อไม่ให้เมื่อยเคล็ดยามตื่น รออยู่พักหนึ่ง รถม้าก็กลับมารับพวกเขา และเป็นอีกครั้ง ที่จินอุ้มเด็กน้อยในอ้อมแขนขึ้นรถม้าอย่างไม่มีทีท่าลำบากเลยแม้แต่น้อย


ต่อให้ต้องทำอะไรมากกว่านี้ จินก็เชื่อว่าตัวเองจะทำได้ ถ้าสิ่งที่ทำนั้น มีไว้เพื่อคาซึยะ


เด็กตัวน้อยเจ้าของรอยยิ้มสดใสที่วนเวียนอยู่ในใจเขามานานแสนนาน


…………………………….

เรือด่วนจากคุโรคาวะใช้เวลาเดินทางเพียงไม่นาน ก็กลับมาถึงท่าเรือทาคิซาวะ แม้จะวุ่นวายเล็กน้อย เพราะองค์ชายรัชทายาทต้องเข้าเฝ้าองค์กษัตริย์เป็นการด่วน เนื่องจากทิ้งรัฐกิจไปถึงหนึ่งเดือน ทำให้งานสุมจนกรมกลาโหมไม่อาจดำเนินได้ ดังนั้น ทันทีที่กลับมา องครักษ์ทั้งสอง นักแปลเอกสารอีกหนึ่ง และองค์ชายเจ้ากรมต้องรีบเข้าตำหนัก เพื่อจัดการงานให้ด่วนที่สุด


“เอกสารนี้แปลเรียบร้อยแล้วเพคะ” ร่างโปร่งลุกขึ้นหยิบเอกสารไปวางไว้บนโต๊ะทรงงาน ในขณะที่ องครักษ์นากามารุ และอาคานิชิ จิน ต่างอ่านเอกสารอยู่ที่โต๊ะของตนอย่างเคร่งเครียด



“ขอบใจมากคาซึยะ น้องพักผ่อนเถอะ ตั้งแต่กลับมา นี่ก็ร่วมเดือนแล้วที่เจ้าไม่ได้พักผ่อนเลย” เกือบสิบห้าวันเห็นจะได้ นับตั้งแต่กลับมา และไม่มีใครได้พักผ่อนจริงจังเลย เพราะต่างต้องเร่งงานจนแม้แต่เรือนยังไม่ได้กลับ ซ้ำข้าวปลาอาหารก็ทานไม่ตรงเวลาเสียด้วยซ้ำ เก้าอี้ยาวบุนวมหนึ่งเดียวที่มีในห้อง เป็นที่พักผ่อนแบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว กลายเป็นที่นอนของคาซึยะเพียงผู้เดียว เพราะถึงแม้จะมีเอกสารมากมายให้แปล แต่ทั้งอย่างนั้นก็นับได้ว่างานยังน้อยกว่าบุรุษทั้งสามคน


“เจ้าพี่ต่างหากที่ไม่ได้พักผ่อน นี่บ่ายมากแล้ว เดี๋ยวข้าจะไปเรียกนางกำนัลให้ตั้งโต๊ะนะเพคะ เจ้าพี่ยังไม่ได้เสวยอะไรเลยตั้งแต่เช้า” คาซึยะไม่อยู่รอการปฏิเสธใดๆก็วิ่งออกจากห้องไปบอกกล่าวกับนางกำนัลหน้าห้อง ให้เตรียมจัดโต๊ะในห้องทรงงานเสียเลย ซึ่งมันเป็นแบบนี้ นับตั้งแต่ที่กลับมาจากตะวันตก ห้องทรงงานก็กลายเป็นทั้งห้องอาหาร และห้องพักผ่อนไปในคราวเดียว



ร่างโปร่งกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจเบา เมื่อพบว่าบุรุษทั้งสามยังวุ่นอยู่กับงานของตนอย่างไม่มีใครคิดแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาแม้แต่น้อย จนคาซึยะได้แต่ไปทรุดตัวนั่งรอที่เก้าอี้บุนวมตัวยาวมุมห้อง เพียงครู่เดียว นางกำนัลก็เข้ามาแจ้งการจัดโต๊ะ ก่อนจะยกขบวนพร้อมสำรับอาหารเข้ามา คาซึยะเป็นคนดูแลความเรียบร้อย เพราะไม่มีใครว่างพอ จนบางครั้ง ก็อดคิดว่า ถ้าไม่มีตน คงไม่มีใครได้ทานอาหารเป็นแน่



“วันนี้เป็นอาหารตำรับตะวันออกไกลนะเจ้าคะ” หัวหน้านางกำนัลเข้ามาบอก คาซึยะได้แต่พยักหน้ารับ แต่ทันทีที่นางกำนัลยกสำรับอาหารเข้ามา กลิ่นที่เข้าจมูกกลับทำให้รู้สึกคลื่นไส้จนแทบอยากอาเจียน


“อ๊ะ!” สองมือรีบยกขึ้นปิดปาก หากแต่กลิ่นที่ยังติดจมูกกลับฉุนหนักจนทนแทบไม่ไหว เป็นเหตุให้ต้องรีบวิ่งออกจากห้องเพื่ออาเจียนในสิ่งที่ตีรวนขึ้นมา



“คาซึยะ!” เสียงตะโกนไล่หลังด้วยความตกใจ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะถูกคว้าเอาไว้ คาซึยะพะอืดพะอมจนแทบจะทนไม่ไหว หากแต่สายตาคมของอาคานิชิ จินที่ทอดมองกลับห่วงใยจนร่างแทบทรุด



“เป็นอะไรไป?” ฝ่ามือหนาลูบไล้ไปตามใบหน้าอย่างห่วงหา


“เหม็น…”



“เหม็น? เหม็นอะไร อาหารหรือ?” คาซึยะพยักหน้าเล็กน้อย มองไปยังประตูห้องทรงงานอย่างนึกขยาดกับกลิ่นอาหารที่อบอวลอยู่ภายใน


“คาซึยะ น้องเป็นอะไร” ประตูเปิดออก พร้อมกับองค์ชายรัชทายาทและองครักษ์นากามารุพากันออกมาถามไถ่ด้วยความห่วงใย


“ในห้องมันเหม็นอาหาร ข้าอยากอาเจียน” คำบอกกล่าวของร่างโปร่ง ทำเอาองค์ชายหนุ่มมีรับสั่งเสียงเฉียบขาดกับนายทหารเฝ้าประตู


“ไปตามแพทย์หลวงมาเดี๋ยวนี้! ยูอิจิ เข้าไปบอกให้นางกำนัลข้างในเก็บสำรับอาหารเสีย แล้วเปิดหน้าต่างด้วย จิน พาคาซึยะไปที่ระเบียงก่อน อากาศโปร่ง อาจช่วยให้ดีขึ้น”


และหลังจากนั้น ก็เกิดความวุ่นวายในกรมกลาโหมอย่างใหญ่หลวง ไม่ใช่เพราะงานที่สุมไว้ตลอดหนึ่งเดือน หากแต่เป็นเพราะอาการผิดปกติของคาซึยะ ธิดาบุญธรรมในองค์กษัตริย์ ซึ่งภายหลัง ได้รับคำยืนยันจากแพทย์หลวงว่า



“ตั้งครรภ์พระเจ้าค่ะ!!!”

………………..

อ่า ขอโทษมากๆค่ะ ที่มาต่อไม่ตรงเวลา ขอโทษจริงๆ เพราะมันติดอะไรหลายเรื่อง แล้วพอเปิดเทอมก็ปรากฏว่าลงทะเบียนเรียนไม่เรียบร้อย มีตัวนึงที่จำเป็นต้องเรียนแต่ลงไม่ได้ เลยวิ่งทั้งสัปดาห์เลยค่ะ T____T

เอาเป็นว่าตอนหน้า ไม่น่าจะเลทกว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว เพราะทุกอย่างต้องเคลียร์ให้เสร็จในสัปดาห์หน้า สำหรับสัปดาห์นี้และสัปดาห์ที่แล้ว ขอโทษมากๆเลยค่ะ




อ่า.... เพิ่งกลับจากต่างจังหวัดวันนี้เองค่ะ แต่ว่าพรุ่งนี้มีธุระกลับดึกเลย แล้วญาติๆก็มาที่บ้านด้วย

เพราะฉะนั้น เลยแวบเข้ามาบอกว่า สัปดาห์นี้คงลงฟิคไม่ได้แล้วค่ะ เพราะตอนไปเที่ยว พิมพ์ได้หน่อยเดียวเอง (พิมพ์เยอะไม่ได้ เดี๋ยวมีคนสงสัย...ฮื้อ) ขอเป็นอาทิตย์หน้านะคะ พิมพ์เสร็จเมื่อไร จะมาลงให้เร็วที่สุดเลยค่ะ

ขอโทษมากจริงๆค่ะ

ป.ล. ไปตั้งเชียงราย ไม่หนาวเลยสักนิดเดียว T.T (แล้วฉันแบกเสื้อกันหนาวไปทำม๊ายยยยย!!)



FIC : ณ สัตยาแห่งรัก
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..

บทที่ 8



เสียงหอบกระชั้นดังคลอ ขณะที่คาซึยะยังหลับตาด้วยความเหนื่อยอ่อน ผิวแก้มสัมผัสถึงความอบอุ่นของริมฝีปากที่แนบประทับไม่ห่าง ผิวเนื้อยังถูกลูบไล้ด้วยฝ่ามือหยาบกร้าน และร่างกายยังแนบชิดกันเสียทุกสัดส่วน



“คาซึยะ” เสียงเรียกดังอยู่ข้างหู ให้ต้องปรือตาขึ้นมองอย่างล้าแรง ไม่รู้ชายผู้นี้ไปเอากำลังมาจากที่ใดมากมาย ทั้งๆที่คาซึยะเหนื่อยจนแม้แต่เสียงยังไม่อาจเล็ดรอดออกมาได้ แต่อาคานิชิ จิน ยังทำได้แม้กระทั่งลากมือลงไปยังส่วนที่หมิ่นเหม่ที่สุด



“ง่วงหรือ” ร่างโปร่งได้แต่พยักหน้ารับคำ ได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบากลับมา ก่อนจะกลายเป็นรอยประทับบนกลีบปาก ให้ต้องยกมือขึ้นดันอกหนาเป็นการปรามให้หยุดเสีย ไม่เช่นนั้นแล้ว เรื่องบางเรื่องที่ดำเนินมาค่อนคืน คงได้ดำเนินต่อไปจนเช้า ผู้ชายคนนี้ไม่เห็นใจกันบ้างเสียเลย



“พอแล้ว” บอกได้เพียงเท่านั้น แต่คาซึยะยังเห็นรอยยิ้มในดวงตาคมที่ทอดมองเขาอยู่



“แต่ข้ายังไม่พอ”



“ท่านต้องไม่ใช่ อาคานิชิ จิน ตัวจริง” คาซึยะได้แต่บอกเสียงแผ่ว เมื่ออีกฝ่ายเลื่อนใบหน้าลงต่ำไปฝากฝังรอยจุมพิตร้อนผ่าวลงกับซอกคอขาว ฝ่ามือหนานวดเฟ้นอยู่ที่ต้นขาชวนให้หวามไหว และที่สำคัญเหนืออะไรทั้งหมด คือร่างกายที่แนบชิดจนสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่เรียกร้องไม่สิ้นสุด



ใบหน้าคมเงยจากซอกคอขาวหอมกรุ่น ก่อนจะยิ้มบาง



“เจ้าต่างหากที่เปลี่ยน คาซึยะ… จากคนที่ห่างไกล กลายมาเป็นคู่ชีวิต จะให้อาคานิชิ จิน ปฏิบัติตัวเช่นเดิมกับเจ้าได้อย่างไร” มือหนาลากไล้จากสะโพกโค้ง เข้าสู่เบื้องหลังที่ซุกซ่อนช่องทางร้อน ก่อนที่นิ้วยาวแกร่งจะสอดแทรกเข้าไปในส่วนที่แม้แต่คาซึยะเองยังไม่เคยสัมผัส ร่างโปร่งแอ่นกายด้วยความเสียวซ่านกับอารมณ์หวามที่ควรจะจางหาย หลังจากได้พักเพียงครู่ หากแต่เมื่อถูกปลุกเร้า มันกลับทบทวีอย่างรวดเร็ว เสียงครางแผ่วเบาบอกให้รู้ว่าร่างกายที่เหนื่อยอ่อน กำลังเรียกร้องความรักจาก ‘คู่ชีวิต’ เช่นกัน



“อ๊ะ…จิน…ไม่…อื้อ” ในขณะที่เบื้องล่างกำลังถูกชำแรกลึก ยอดอกข้างหนึ่งกำลังถูกโลมไล้ด้วยปลายลิ้นและความอุ่นร้อนของโพรงปาก คาซึยะไม่รู้จะหลบเลี่ยงส่วนใดดี สองมือได้แต่กำจิกกับฟูกหนา แอ่นกายให้อีกฝ่ายลิ้มลองทุกอณูผิว ยิ่งริมฝีปากหนาลากลงต่ำ สติทั้งหมดก็แทบจะหลุดลอย



“ยะ…อย่า จิน อื้อ ต…ตรงนั้น อ๊ะ” ส่วนแข็งขืนที่บอกให้รู้ว่าค่ำคืนนี้ คาซึยะเป็นชาย กำลังถูกครอบครองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ในขณะที่ช่องทางเบื้องหลัง ซึ่งรับความรักทุกหยาดหยดจากร่างสูงมาตั้งแต่กลางดึก บัดนี้ก็ยังถูกรังแกไม่ห่าง



“มะ…ไม่ไหว…จิน อื้อ!!” ได้แต่ยกมือปิดปากกั้นเสียงร้องอันแสนน่าอายนั้น หากแต่มือหนาอีกข้างกลับรั้งมันออก ขณะเคลื่อนกายขึ้นมาสบดวงตาเรียวที่ชื้นฉ่ำเพราะหยาดน้ำใส



“ข้าอยากฟังเสียงเจ้า” ดวงตาเรียวเบิกโพลง เมื่อนิ้วยาวถูกถอดถอนออกไป แล้วแทนที่ด้วยบางสิ่งบางอย่าง ที่แม้ตลอดคืนจะรับเข้ามาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งของการตอบรับ กลับเป็นความอึดอัดและคับแน่น จนต้องกรีดร้อง




“อ๊ะ!! อื้อ!!!!” สองมือถูกสอดประสานด้วยฝ่ามือหนา ให้คาซึยะไม่อาจยกมันขึ้นบดบังเสียงใดๆได้อีก ได้แต่จิกเล็บลงกับมือที่กอบกุม เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายกับความทรมานที่แสนหวาบหวามนั่น จินได้แต่ยิ้มบาง จูบซับเบาๆบนปลายจมูก ก่อนจะคลอเคลียซับน้ำใสที่หางตา



“เจ้าเก่งมาก” มันเป็นคำชมเชยที่คาซึยะได้ยินนับตั้งแต่การล่วงล้ำครั้งแรก หากแต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ แต่เสียงทุ้มก็ยังชมเชยไม่ห่าง ทว่า…ร่างโปร่งรู้ดีว่าคล้อยหลังคำชมนี้ สิ่งใดจะตามมา ใบหน้าหวานแดงก่ำ หอบหายใจเหนักหน่วง ขณะรับบางสิ่งเข้ามาในกาย แต่เมื่อทั้งหมดนั้นฝากฝังลงกับร่างกายนี้ได้แล้ว กลับยิ่งทำให้หายใจลำบากมากกว่าเดิม



“ท่าน…ท่าน…ลามกที่สุด” ไม่รู้จะว่ากล่าวสิ่งใด จากชายผู้เฉยชา กลายเป็นชายมากกำหนัดในคืนเต่งงาน หมกมุ่นอยู่แต่กับร่างกายของเขาไม่ห่าง ทั้งๆที่เป็นชายเหมือนกันแท้ๆ แต่ทำไมยัง…



“นั่นเพราะเจ้าคนเดียว คาซึยะ…” สิ้นประโยค การเคลื่อนไหวระลอกใหญ่ก็ตามมา คาซึยะได้แต่ครางเครือไปกับการขับเคลื่อนของร่างกายเบื้องบน รอรับความสุขจากอารมณ์ไหวหวานที่แฝงมากับความอึดอัด รอคอยจุมพิตร้อนผ่าวที่ฝากฝังลงทุกซอกมุม จนกระทั่งการอัดกายกระแทกในครั้งสุดท้าย ที่รีดไอรักทุกหยาดหยดให้ทะลักทลายออกมา อารมณ์บีบรัดส่งผลให้ร่างบอบบางหยัดเกร็งด้วยความทรมานที่แสนหวาน และเร่งเร้าให้ช่องทางภายในรัดรึงส่วนแข็งขืนที่ฝังค้างเอาไว้ เป็นผลให้แม้แต่อาคานิชิ จินเอง ก็อดทนกับความร้อนรุ่มนั้นไม่ไหว ก่อนจะฝากฝังอารมณ์รักลงกับร่างในอ้อมแขนจนหมดสิ้น



“อ่า…” เสียงหอบไม่ทันจางหาย หากแต่คนเบื้องบนกลับเริ่มบทรักครั้งใหม่ พร้อมกับเสียงกระซิบเรียกชื่อแผ่วหวาน ที่ดังคลอริมหู หากแต่ในความเหน็ดเหนื่อย กลับทำให้ร่างโปร่งไม่อาจรับรู้อะไรได้อีกแล้ว ไม่รับรู้แม้กระทั่งรอยยิ้มอ่อนโยนที่อีกฝ่ายมอบให้ยามตระกรองกอดแนบอก ไม่รับรู้แม้กระทั่งจุมพิตที่แนบประทับกับผิวแก้ม และไม่รับรู้แม้กระทั่งคำบอกรักหวานฉ่ำที่กระซิบข้างหู



คาซึยะได้แต่ปล่อยใจและกายไปกับการชักนำของคนเบื้องบน อย่างไม่อาจขัดขืน หรือแม้แต่จะร้องห้าม



…คนห่างไกลกับคู่ชีวิตนั้นแตกต่างกัน…



ถ้าเช่นนั้น คาซึยะก็จะตอบรับการเป็นคู่ชีวิตที่ดีที่สุดเพื่อทดแทนช่วงเวลาของการเป็นคนห่างไกล ตอบแทนความรักความทะนุถนอมของผู้ชายคนนี้ ไม่ว่าสักกี่ครั้งตลอดค่ำคืนนี้



ท่านจงรับรู้เอาไว้ อาคานิชิ จิน ท่านเองก็เปลี่ยนแปลงจากคนห่างไกลกลายเป็นคู่ชีวิตของข้าเช่นกัน


………………



ยามเช้าสดใสเสมอ นั่นคือการจำยอมรับชีวิตในแต่ละวันที่แสนเจ็บปวด ชีวิตที่น่าจะอยู่เพียงลำพังไปชั่วชีวิต หากแต่เช้านี้…



เช้านี้ มันช่างแตกต่าง แม้ไม่ลืมตา แต่ความอบอุ่นที่ถ่ายทอดผ่านใต้ผ้าห่ม ก็บอกให้รู้ว่าการที่ถูกกอดเกยเช่นนี้ นั่นหมายความว่า คาซึยะไม่ได้อยู่เพียงลำพัง



ร่างโปร่งกระพริบตาเล็กน้อย เพื่อปรับความคุ้นชินกับแสงจ้าที่ลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง แขนของใครบางคนยังโอบอยู่แนบเอว ในขณะที่อีกแขนสอดผ่านใต้คอรั้งกายเขาให้แนบชิดกับผู้ที่นอนซ้อนกอดอยู่เบื้องหลัง คาซึยะหันไปมองเพียงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง ที่เห็นอีกฝ่ายยังหลับอยู่



ไม่คิดหรอก ว่าจะมีวันเวลาเช่นนี้ คาซึยะไม่ได้นอนร่วมห้องกับใครมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะความลับที่ต้องปกปิดแบบนี้ แม้กระทั่งกับพี่ชายอย่างโนบุทากะ ก็ยังไม่เคยเลยสักครั้ง ทว่า… ผู้ชายคนนี้กลับได้อภิสิทธิ์นั้นไป หากจะว่าไปแล้ว ก็น่าหมั่นไส้อย่างที่ท่านองครักษ์นากามารุว่าเอาไว้จริงๆ



ผู้ชายคนนี้… ได้ทุกอย่างในสิ่งที่คาซึยะต้องการ ทั้งตำแหน่งองครักษ์เอย เครื่องแบบข้าราชการสีดำนั่นเอย ซ้ำยังได้ทุกอย่างของคาซึยะเสียอีก รู้แบบนี้แล้วก็ชักอยากให้ท่านนากามารุวาดรอยย่นที่หางตาในรูปวาดนั่นสักเจ็ดเส้นเป็นไร เอาเส้นบนหน้าผากสักสามเส้น อ้อ เอาสิวเขลอะๆด้วย



จริงสิ…จะว่าไปแล้ว ก็ยังไม่ได้อ่านสาสน์พระราชทานของเจ้าพี่กับองค์ชายชินเรเลย ดูมีลับลมคมนัยอย่างไรชอบกล…แต่ ก่อนอื่นเถอะ ก่อนที่ชายผู้นี้จะตื่น ขอคาซึยะทำในสิ่งที่อยากทำมาตั้งนานแล้วเถอะนะ



คนในอ้อมแขนกว้างขยับตัวอย่างเชื่องช้า ยกแขนที่ทาบอยู่กับเอวออก แล้วจึงมุดกายออกจากผ้าห่มผืนหนา ชุดนอนบางเบาที่ถูกสวมใส่ให้เมื่อคืนยามใกล้จะหลับเต็มแก่นั้น ช่วยให้ไม่เสียเวลาต้องอายฟ้าอายดินไปหยิบเสื้อผ้ามาใส่ แม้จังหวะก้าวเดินจะช้าอยู่บ้าง เพราะความเมื่อยเคล็ดและเจ็บเสียดจากเบื้องล่าง แต่เพียงเวลาไม่นาน คาซึยะก็มาถึงในสิ่งที่ต้องการ



ชุดข้าราชการตำแหน่งองครักษ์สีดำ ที่ถูกถอดพาดเอาไว้บนฉากกั้นไม้ คาซึยะเหลือบมองไปที่ฟูก และยังเห็นเจ้าของหลับอยู่ ก็สบโอกาสหยิบมันขึ้นมาลองสวมเสียเลย ก่อนจะมองหากระจกเพื่อพิสูจน์เสียหน่อย ว่าจะ ‘ใส่ขึ้น’ เหมือนเจ้าของหรือไม่



“ต้องขอชุดข้าราชการสีดำจากเจ้าพี่บ้าง” ร่างโปร่งบ่นพึมพำกับตัวเอง ทันทีที่ส่องกระจกและพบว่าเสื้อคอตั้งแขนยาวสีดำสนิทนั้นสวยกว่าชุดกิโมโนสีขาวอะไรเทือกนั้นเสียอีก



หากแต่ไม่ทันจะหมุนตัว เพื่อส่องให้ทั่ว ภาพสะท้อนในกระจกก็ทำให้เห็นใครบางคนที่เมื่อครู่ยังหลับอยู่บนฟูกกลับลุกขึ้นยืนกอดอกทอดสายตามองมาจากด้านหลัง คาซึยะถึงกับตาโต รีบหันกลับไปมองและก็นั่น…



ยังมาทำยิ้มอีก!



“ตื่นก่อนข้า เพื่อจะแอบขโมยชุดอย่างนั้นหรือ” ชายหนุ่มเจ้าของชุดเอ่ย พร้อมรอยยิ้มบางอย่างที่หาดูได้ยากนัก แต่นั่นมันเมื่อก่อนหรอก นับตั้งแต่พิธีแต่งงาน ไม่รู้คาซึยะคิดไปเองฝ่ายเดียวหรือไม่ แต่ชายผู้นี้ยิ้มบ่อยขึ้น และทุกครั้งที่ยิ้มให้เขา นั่นกลับทำให้หนาวๆร้อนๆอย่างไรชอบกล


“ขโมยอะไรกัน ข้าแค่ขอยืมมาใส่ดูเท่านั้น” จินเดินเข้ามาหา เขาจัดเสื้อให้เข้าทาง จากนั้นจึงกลัดกระดุมให้


“เมื่อคืนหลับสบายไหม” เขาถาม ก่อนจะหมุนร่างให้อีกฝ่ายดูภาพสะท้อนในกระจก



“สบาย…” หากไม่นับเรื่องก่อนจะหลับสบาย คาซึยะก็ว่ามันดีหรอก กับการนอนบนฟูกเช่นนี้ เพราะห้องนอนของเขาที่เรือนคาเมนาชิ มีตั่งเตียงคล้ายแบบที่นอนจนชินยามไปเรียนในต่างแดน



“ท่านล่ะ อึดอัดรึเปล่า” คาซึยะสบตากับชายที่ยังยืนซ้อนหลังผ่านทางกระจก อาคานิชิ จินยิ้มบางก่อนส่ายหน้าเพียงเล็กน้อย


“จริงด้วย…ข้ายังไม่ได้อ่านสาสน์รับชวัญเลย ท่านวางไว้ที่ใด” เปลี่ยนเรื่องเสียดีกว่า คาซึยะอยากขอใส่ชุดองครักษ์นี่ให้นานอีกนิดเถอะ ร่างสูงเดินไปหยิบจากโต๊ะใกล้ๆมาส่งให้ แม้จะผ่านค่ำคืนที่ยามคิดถึงก็ชวนให้เก้อเขิน แต่คาซึยะก็ยังเป็นคาซึยะ ที่เปลี่ยนความสนใจง่ายเหมือนเด็ก ทั้งยังซนถึงขนาดหยิบยืมชุดของเขามาใส่



จินน่าจะรู้ตั้งแต่แรก หรืออย่างน้อยก็น่าจะตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง ที่คาซึยะไม่เหมือนสตรีทั่วไป ทั้งอุปนิสัยและใจคอ อย่างน้อย เขาอาจจะได้แบ่งเบาอะไรได้บ้าง แต่เอาเถอะ…นับจากวันนี้ไป เขาจะช่วยบรรเทาทุกสิ่งทุกอย่างจากคาซึยะมา



“อะไรกัน! นี่หรือของรับขวัญข้า” เสียงโวยวายดังลั่นมาจากคนเบื้องหน้า ให้จินต้องก้มลงสบตากับคนที่เงยหน้าทันควัน


“ทำไมถึงให้ท่านลาราชการตั้งเดือนนึงเล่า! นี่มันสำหรับท่านคนเดียวไม่ใช่หรือ!!” สาสน์ถูกยื่นให้ร่างสูงรับไปอ่าน และเพียงกวาดสายตาชั่วครู่ จินก็ยื่นกลับคืน


“นี่อย่างไร พระองค์ทรงเอ่ยถึงเจ้าด้วย ให้ข้าลาราชการพาเจ้าไปเที่ยวหนึ่งเดือน”


“เอ๊ะ!...จริงด้วย แต่ว่า…พอเสียที่ไหนกัน แค่เดินเรือไปถึงคุโรคาวะก็ตั้งเดือนครึ่งเข้าไปแล้ว แล้ว…สาสน์ขององค์ชายชินเร?” คาซึยะเปลี่ยนสาสน์ในมือเป็นอีกแผ่นที่ซ้อนอยู่เบื้องล่าง ก่อนจะเบิกตาโตพร้อมประกายระยิบระยับให้จินต้องอมยิ้มกับท่าทีปิดไม่มิดเช่นนี้



“องค์ชายชินเรพระราชทานเรือด่วนของคุโรคาวะให้ ตอนนี้รออยู่ที่ท่าทาคิซาวะแล้ว อย่างนี้ก็ไปได้ถึงตะวันตกเลยใช่ไหม จิน…ไปกันนะ ไปกัน” แล้วมีหรือ ที่คนซึ่งตามเอาอกเอาใจอย่างเงียบๆมาตั้งแต่เด็กจนโตจะไม่ยอมตามใจอีกครั้ง แม้สถานะจะเปลี่ยนแปลง แม้ความห่างไกลจะหดใกล้ หากแต่สุดท้ายแล้ว อาคานิชิ จิน ก็ยังเป็นอาคานิชิ จิน ที่ยังมั่นคงไม่ผันแปร




‘เราในนามของ ชินเรแห่งคุโรคาวะ ขอให้เจ้าสาบานต่อนามของเรา ว่าจะรักแม่หญิงคาซึยะ และให้นางได้ครอบครองใจและกายของเจ้าเพียงผู้เดียว ทำได้ไหม อาคานิชิ จิน’


‘พระเจ้าค่ะ’


‘ดี นี่เป็นสัญญาของลูกผู้ชาย ยามใดเจ้าทำร้ายใจนาง ยามใดเจ้าคิดถึงสตรีอื่นมากกว่านาง ยามนั้น กองทัพคุโรคาวะจะเป็นศัตรูของเจ้า และเราว่ากองทัพของทาคิซาวะก็คงไม่ลังเลที่จะเป็นพันธมิตรของคุโรคาวะเพื่อลงโทษเจ้าเช่นกัน’



‘หากมีเหตุเช่นนั้นจริง ตัวกระหม่อมเองก็จะร่วมเป็นพันธมิตรของพระองค์เพื่อลงโทษ อาคานิชิ จิน ผู้ทำร้ายคาซึยะเช่นกันพระเจ้าค่ะ’


นั่นคือคำสาบานของ อาคานิชิ จิน ที่ยึดมั่นไม่คลาย ว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่ทำร้ายบุคคลอันเป็นที่รักยิ่ง


…………………….


“แหม เช่นนี้แล้ว กระหม่อมก็ชักอยากแต่งงานบ้าง” องครักษ์นากามารุอดไม่ไหว เมื่อวันนี้ห้องทรงงาน ณ กรมกลาโหมขององค์ชายรัชทายาทช่างเปล่าเปลี่ยวเสียเหลือเกิน มีเพียงตนและองค์ชายผู้เป็นนายเท่านั้น ส่วนองครักษ์อีกหนึ่ง และนักแปลเอกสารอีกหนึ่งนั้น ได้ ‘การลาราชการพระราชทาน’ เพื่อเป็นของรับขวัญแต่งงานตั้งเดือนหนึ่งเชียว



“อ้อ ถ้าเจ้าแต่งงาน เราจะเพิ่มงานให้เจ้าสามเท่าเป็นการรับขวัญ ดีไหมล่ะ”



“โธ่! พระองค์ทรงลำเอียงอีกแล้ว ว่าแต่…ทรงไม่อยากเสด็จบ้างหรือพระเจ้าค่ะ” เจ้าองครักษ์ลุกจากโต๊ะ เดินตรงดิ่งเข้ามาหา พาเอาองค์ชายหนุ่มถึงกับต้องเหลือบเนตรสบด้วยความงุนงง


“ก็…ต่างแดนอย่างไรพระเจ้าค่ะ เรือด่วนของคุโรคาวะเร็วนักไม่ใช่หรือ จะลาราชกิจสักเดือนหนึ่ง เพื่อเสด็จศึกษาต่างบ้านต่างเมืองในทางลับ ถือเป็นการดียิ่งเช่นกันนะกระหม่อม จะได้รู้ว่าเมืองไหนเขามีอะไรบ้างแล้ว เพื่อเอามาปรับปรุงทาคิซาวะ”


“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ยูอิจิ” นากามารุ ยูอิจิยิ้มกว้างถวาย ก่อนตอบเสียงดังฟังชัด



“ร่วมเสด็จกับคู่แต่งงานใหม่คู่นั้นดีไหมกระหม่อม”

……………………



ถึงแม้เรือด่วนที่องค์ชายชินเรพระราชทาน จะเร็วกว่าเรือโดยทั่วไปที่ใช้กันอยู่ในทาคิซาวะ หากแต่ก็ไม่เร็วพอจะแล่นไปถึงสุดขอบทวีปทางฝั่งโน้น จะไปได้ไกลสุดก็เพียงอาณาจักรของตะวันตก ที่อยู่เลยจากคุโรคาวะไปอีกเพียงเล็กน้อย



แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ… คาซึยะก็ยังไม่เคยไป ทั้งยังได้เที่ยวต่างเมือง มีหรือจะไม่ตื่นเต้นกัน ทั้งยังตื่นเต้นถึงขนาดจะขึ้นเรือเสียตั้งแต่แรกคิด แต่ถูกจินรั้งไว้เสียก่อน และถามถึงเรื่องวางแผนการเดินทาง ที่คาซึยะนึกไม่ทัน แล้วก็กลายเป็นต้องให้จินจัดการ ว่าจะล่องเรือไปอย่างไรบ้าง ถึงจะเสียเวลาอยู่สองวัน แต่ในที่สุด คนทั้งคู่ก็มาที่ท่าเรือของทาคิซาวะจนได้



เรือด่วนของคุโรคาวะจอดเทียบท่ารออยู่แล้ว บนเรือมีนายทหารนอกเครื่องแบบราชการของทาคิซาวะ และลูกเรือจากคุโรคาวะที่ชำนาญในการกุมบังเหียน ที่สำคัญไปกว่านั้น บุรุษหนุ่มสองคนที่กำลังเตร่ไปมาบนกาบเรือ ทำให้ทั้งจินและคาซึยะที่กำลังจะก้าวขา ถึงกับต้องชะงัก



“นั่น…คล้ายเจ้าพี่” คาซึยะพึมพำ ก่อนจะก้าวขาไวๆเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตา ว่าเหตุใด ที่ควรประทับอยู่ที่กรมกลาโหม จึงกลายเป็นมาประทับอยู่บนเรือนี่



จินเดินตาม และทันทีที่ตามขึ้นมายืนร่วมกาบเรือด้วยกันนั้น เขาก็ได้พบความจริงหนึ่งข้อ



“เจ้าพ!...” คาซึยะกำลังจะร้องด้วยความตกใจ หากแต่ร่างสูงข้างกายรีบปิดปากไว้เสียก่อน สองบุรุษนั่นหันกลับมา ก่อนจะรีบปรี่เข้ามาหา



“ชู่ว์! คาซึยะ อย่าเสียงดัง” องค์ชายรัชทายาททรงกระซิบ ก่อนที่จินจะปล่อยมือออก ให้น้องน้อยของพระองค์ได้หายใจหายคอ



“ทำไมพระองค์เสด็จมาที่นี่!” คำถามเข้ม หากแต่เบาจนแทบกระซิบ



“พี่…เอ้อ ก็…ยูอิจิน่ะสิ! ยุให้พี่ไปเปิดหูเปิดตาบ้าง จะได้เอามาพัฒนาทาคิซาวะ ได้ข่าวว่า พวกตะวันตกมีอะไรดีๆหลายอย่างที่ยังมาไม่ถึงเรา น้องก็รู้ว่าพี่ห่วงใยบ้านเมือง” องค์ชายตรัส สบสายตาแข็งกร้าวของน้องที่รักแล้ว ก็เลยต้องโยนให้เป็นความผิดขององครักษ์เสีย



“หรือให้พี่ไปด้วยไม่ได้ จริงสิ พี่ก็ลืมไปว่าเจ้าจะไป…ไปแบบใดนะ ยูอิจิ พวกตะวันตกเรียกว่าอะไร ที่คู่แต่งงานใหม่ไปเที่ยวไหนต่อไหนกันสองคน”



“ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์พระเจ้าค่ะ!” คาซึยะถึงกับพูดไม่ออก ทั้งองค์ชายรัชทายาท ทั้งองครักษ์ เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยนักเชียว



“แต่น้องกับจินจะไปกันตั้งเดือนหนึ่ง เจ้าพี่ไม่ต้องทรงงานหรือ”



“พี่ขอลาราชกิจแล้ว เสด็จพ่อก็ทรงอนุญาตด้วย” ความจริงแล้ว ยังไม่ได้ทำเสียสักอย่าง จะลาราชกิจก็ไม่รู้จะลากับใคร เพราะพระองค์เป็นเจ้ากรม จะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ ก็ยังไม่มีเวลาเลย ต้องคอยจับตาว่าคาซึยะจะเดินทางเมื่อไร ได้ข่าวมาว่าจะออกเรือวันนี้ พระองค์กับเจ้าองครักษ์คู่กายเลยหอบหิ้วกันมาที่เรือแต่เช้าตรู่



ไม่ใช่เหตุใดหรอก ทรงกลัวพลาด! อดขึ้นมา คงจะไม่มีอารมณ์ทำอะไรไปเดือนหนึ่งทีเดียว!



“แต่ถ้าเจ้า…อยากจะไปกับ ‘สามี’ สองคน พี่ก็…กลับไปทำงานที่กรมต่อก็ได้” ตรัสเพียงเท่านั้น คนเป็นน้องก็คว้าพระกรเอาไว้ ให้องค์ชายหนุ่มต้องหันกลับมาแย้มโอษฐ์กว้าง


“เป็นว่าพี่ไปด้วยได้ แต่พี่ไปเป็นการส่วนตัว เพราะฉะนั้น บนเรือลำนี้ พี่กับยูอิจิ เป็นคนติดตามของน้อง”


“ทรงไม่กังวลเรื่องลอบทำร้ายหรือ” องค์ชายรัชทายาทถอนปัสสาสะทีหนึ่ง ก่อนจะแย้มโอษฐ์บางเบา


“จะกลัวเหตุใดเล่า นั่น… น้องเห็นชายผู้นั้นไหม อันดับหนึ่งในกรมกลาโหม เก่งมีดสั้น ส่วนนั่น เก่งทวน แล้วก็นั่น เพิ่งกลับมาจากต่างแดน ไปร่ำเรียนการใช้อาวุธแบบตะวันตก” ว่าแล้วก็เจาะจงไปที่ชายหนุ่มบนเรือ ที่อยู่ในชุดธรรมดาสามัญจนไม่น่าจะเป็นถึงข้าราชการฝ่ายการทหารของอาณาจักร


“แล้วที่สำคัญ เหตุใดพี่ต้องกลัว ในเมื่อมีองครักษ์ตั้งสองคนไปด้วย ถึงหนึ่งในสองจะชอบเผลอใจปกป้อง ‘นางอันเป็นที่รัก’ มากกว่าพี่ก็เถอะ”


นั่นคือประโยคสุดท้ายขององค์ชายรัชทายาทที่ไม่รู้ไปเอาดำริแผลงๆแบบนี้มาจากที่ใด ซึ่งมันทำให้คู่สามีภรรยาแห่งตระกูลอาคานิชิถึงกับยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น จนได้เวลาออกเรือ


……………….

เรือด่วนแล่นฉิวบนผิวน้ำ ที่ดูจะปรับตัวได้อย่างรวดเร็วกับเรือลำนี้ ก็จะใคร ถ้าไม่ใช่หนึ่งองครักษ์ หนึ่งองค์ชายรัชทายาท ที่ยกอุปกรณ์ไปนั่งวาดภาพกันอยู่บนกาบเรือ เรือโคลงเช่นนี้ก็ยังจะวาดกันได้ เห็นบอกว่า ‘ถือเป็นงานศิลป์ ระหว่างคนเดินเรือ และคลื่นลมของทะเล’ ว่าไปนั่นตามประสาคนอารมณ์ศิลป์ทั้งคู่



“ไม่ไปนั่งเป็นแบบหรือ” คนข้างกายถาม ให้คาซึยะที่กำลังยืนมองนายบ่าวบนกาบเรือ ต้องหันมองตามเสียง ก่อนจะส่ายหน้า



“ต้องนั่งนิ่งๆอยู่อย่างนั้นทั้งวัน ข้าเหนื่อยแย่ ว่าแต่…ที่ท่านวางแผนไว้ เรือจะแวะที่ใดก่อน”



“อีกเจ็ดวันถึงโซวะ และจากนั้นสามวัน จะเข้าเขตน่านน้ำของตะวันตก” โซวะเป็นดินแดนที่อยู่ถัดจากคุโรคาวะออกไปอีก ตั้งบนแหลมที่ยื่นลงไปในมหาสมุทร กั้นทะเลหลวงของตะวันตกและตะวันออก ผู้คนที่นั่น จึงพูดได้ทั้งภาษาของตะวันออก และภาษาของทางตะวันตก คาซึยะไม่เคยไปหรอก เพราะตอนที่กลับจากต่างแดน ไม่ได้แวะรายทาง



“ใช้เวลาแค่สิบวันเองหรือ ไปถึงตะวันตก ดีเลย ข้าจะเที่ยวเสียให้ชุ่มปอด” คาซึยะยิ้มกว้าง แม้ไปอยู่มาเสียหลายปี แต่เมื่อจากมาแล้ว ก็อดไม่ได้ที่ต้องคิดถึง



“ไม่เบื่อหรือ”



“ไม่หรอก พวกนั้นมีอะไรแปลกๆมาให้ตื่นอกตื่นใจกันเป็นรายปี …เดี๋ยวท่านเห็น ท่านจะชอบ ข้ายังชอบบ้านเมืองพวกนั้นเลย แต่อาหารการกินออกจะมันไปหน่อย แต่ก็อร่อยหรอก ส่วนขนมนั่นสู้ฝีมือแม่ท่านไม่ได้ จริงสิ พูดถึงขนม…มาเที่ยวแบบนี้ ข้าต้องอดขนมของท่านผู้หญิงโซระไปตั้งเดือนหนึ่งเต็มๆเชียว” จินเพียงยิ้มบาง



“ข้าเอาติดมาด้วย พอให้เจ้าทานได้สองสามวัน” คาซึยะถึงกับตาโตวิบวับ จนจินต้องสำทับเพิ่ม



“จะทาน ก็เข้าไปทานในห้อง” …ในห้อง… ก็เพราะในห้องไม่ใช่หรือ คาซึยะที่ตั้งใจว่าจะเข้าไปเก็บของเพียงครู่เดียว กลับต้องหายเงียบไปในนั้นเสียนาน จนตะวันตรงหัว ถึงได้ออกมาอีกครั้ง



ผู้ชายตรงหน้ายิ้มกริ่ม ชวนให้หน้าแดงเพราะเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ทานในห้อง’ ร่างโปร่งถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ก้มหน้า รุนหลังอีกฝ่าย


“ไปเอามาให้ข้าเลย ข้าจะทานที่ห้องอาหาร!” ขืนเข้าไปในห้อง กว่าจะได้ออกมาก็คงพอดีมื้อเย็น ถ้ามากันสองคนจะไม่ว่าหรอก แต่นี่มีเจ้าพี่กับองครักษ์นากามารุมาด้วย จะให้ทำอะไรแบบนั้นบ่อยได้อย่างไรกัน เสียงหัวเราะดังเบาๆ ก่อนจะกลายเป็นคำย้ำ


“ไม่ทานในห้อง งั้นข้าไม่ให้ทาน”


อะไรกันผู้ชายคนนี้!! แต่ก่อนหรือเงียบแสนเงียบ แล้วตอนนี้อะไร!



ร้ายเงียบที่สุด!!


……


แต่ที่ร้ายยิ่งกว่าก็คือ ฝีปากขององครักษ์นากามารุ



“นี่พวกเจ้าเพิ่งออกจากห้องหรือ!?” ทันทีที่คาซึยะเข้ามาในห้องอาหารยามเย็น เสียงขององครักษ์นากามารุก็ดังขึ้นทันที ร่างโปร่งถึงกับพูดไม่ออก เหลือบมองคนที่ยืนข้างกาย กลับพบว่าอาคานิชิ จินยังนิ่ง เงียบ และไม่ตอบอะไรใดๆ



“ข้า…ทานขนม” เหมือนเด็กถูกจับผิด คาซึยะได้แต่ทัดผมกับหูแก้เก้ออย่างที่ติดเป็นนิสัย


“อ่า ทานขนมกันสองคนรึ! แหม ทานนานจริง”


“คู่แต่งงานใหม่ก็อย่างนี้ คงต้องผลัดกันป้อน” เจ้าพี่ก็ร่วมเสียด้วย องค์ชายฮิเดอากิในคราบของผู้ติดตาม เงยพักตร์ทอดเนตรไปยังน้องที่รักด้วยแววล้อเลียน ชวนให้คาซึยะหน้าร้อนหูร้อนไปเสียหมด


“หรือไม่อย่างนั้น ก็คงสร้าง ‘งานศิลป์’ เหมือนท่านกับข้า ที่นั่งวาดรูปอยู่ริมกาบเรืออย่างไร ใช้เวลาพอกันเลย” ยูอิจิยังเติมแต่งด้วยฝีปากไม่จบสิ้น จนจินต้องจ้องด้วยสายตาดุๆไปที เพื่อนรักถึงได้หันกลับไปทานอาหารดังเดิม



“ข้า…ข้ายังอิ่มอยู่ เดี๋ยวค่อยออกมาทานใหม่แล้วกัน” จะให้คาซึยะนั่งร่วมโต๊ะกับคนขี้ล้อเช่นนี้ เห็นทีจะทานได้แค่สามคำก็คงอิ่มตื้อ ร่างโปร่งหมุนตัวกำลังจะเดินออกจากห้อง แต่เสียงองครักษ์นากามารุก็ยังตามมาไม่หยุดหย่อน



“อ้อ! นางคงจะอิ่มขนมที่ทานกับเจ้าสินะ จิน!!” อย่าให้เป็นคราวท่านบ้างแล้วกัน ข้าจะล้อคนรักของท่านให้อับอายไปสามวันสามคืนเลยเชียว!! ท่านองครักษ์นากามารุ!!



“ยูอิจิ!!!!!” จินต้องหันไปดุ ไม่อย่างนั้นปากเพื่อนก็คงปิดไม่อยู่ และพอดุแล้ว จึงได้รีบตามคาซึยะออกมา



………………..


จุดหมายปลายทางของคาซึยะไม่ใช่ที่อื่นใด แต่เป็นท้ายเรือที่ไร้ผู้คน ร่างโปร่งทรุดตัวลงนั่งมองผิวน้ำยามค่ำที่เริ่มมืด หิวจนน้ำตาจะร่วง แต่ปากต้องบอกว่าอิ่ม เพราะไม่กล้าร่วมโต๊ะให้อายไปกว่านี้ ก็ว่าปกติเป็นคนเก่งกล้าหรอก แต่พอถูกล้อเรื่องแบบนี้แล้วมันชวนให้ทำอะไรไม่เป็นไปเสียหมด



เพราะผู้ชายคนนั้นแท้ๆ!!!!!



“ทานเสีย” ผลไม้สีแดงสดถูกยื่นลงมาตรงหน้า ให้คาซึยะต้องเงยหน้ามอง ก่อนจะรับมาพร้อมกับเอ่ยปากขอบคุณ


ร่างสูงทรุดตัวลงนั่งเคียงข้าง ในขณะที่ปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งทานเงียบๆ จนเหลือเพียงแกนและเมล็ดเท่านั้น คนหิวจัดจึงพอจะบรรเทาความโหวงเหวงในกระเพาะลงบ้าง



“เจ้าโกรธยูอิจิหรือ”


“เปล่า…ข้าโกรธท่านต่างหาก” คาซึยะบอกเสียงสะบัด ทำเอาคนข้างกายต้องหันมามอง



“เพราะท่านคนเดียวเลย ข้าเลยต้องทานผลไม้แทนข้าว ต้องแขวนท้องรอแบบนี้ จะทานพร้อมเจ้าพี่กับท่านนากามารุได้อย่างไร พวกเขารู้กันหมดแล้วเห็นไหม” ร่างโปร่งดุ ทำหน้างออย่างที่เห็นได้บ่อยๆเวลาถูกขัดใจ ให้จินต้องลูบผมเบาๆ



“เรื่องปกติของคู่แต่งงาน เจ้าไม่เห็นต้องสนใจเลย”



“เรื่องปกติอะไรกัน! ท่านน่ะร้ายที่สุด กลับไปทาคิซาวะ ข้าจะฟ้องท่านผู้หญิงโซระ ว่าท่านไม่ตามใจข้า ขัดใจข้า แล้วก็…ทำให้ข้าอับอาย” จินยิ้มบางกับนิสัยไม่พ้นเด็กของคนที่โวยวายใส่เขา แต่เมื่อตอนบ่าย ใครกันที่แม้จะเขินอายไม่ยอมเข้าห้องไปทานขนม แต่สุดท้ายก็ยอมเดินตามต้อยๆเช่นนั้น แล้วใครกัน ที่อิ่มเอมในอ้อมกอดเขาจนแทบจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่เมื่อตอนเย็น



“เอาเป็นว่า จนกว่าจะถึงตะวันตก ข้าจะไม่ทำแบบนั้นดีไหม”



“ไม่ดี! ห้ามจนกว่าจะกลับถึงทาคิซาวะเลยต่างหาก!!!” คาซึยะตัดสินใจเฉียบขาด ก่อนจะผุดลุกขึ้นเดินหนี ทิ้งองครักษ์หนุ่มไว้เบื้องหลังกับความอึ้งที่โรยตัว



ผิดอย่างนั้นหรือ แค่อยากกอด อยากคลอเคลียไม่ห่าง คนไม่เคยมีคนที่รักอยู่ข้างกาย พอวันหนึ่งที่มี ก็เลยไม่รู้จักความพอดี เพียงเท่านั้น กลับถูกตัดเยื่อใยว่า ‘ห้าม! จนกว่าจะกลับทาคิซาวะ’ คาซึยะช่างเป็นเด็กใจร้ายไม่เปลี่ยนแปลง
.

.

.

.

.

‘จิน ข้ามาเยี่ยม เจ้าพี่บอกว่าท่านไม่สบายมาก’ เสียงร้องดังลั่น ก่อนที่เสียงวิ่งตุบตับจะดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แล้วเจ้าของเสียงก็โผล่หน้ากลมๆเข้ามาในห้องนอน ให้เด็กหนุ่มที่กำลังนอนบนฟูกเพราะพิษไข้ ได้แต่สะลึมสะลือขึ้นมอง



‘เป็นอย่างไรบ้าง ท่านหน้าแดงไปหมด’ เด็กน้อยทรุดตัวลงนั่งกับพื้นข้างฟูก ทำเอาคนเป็นไข้ถึงกับสะดุ้งเฮือก รีบผละหนี กลัวจะทำให้ติดไข้ไปด้วย หากแต่คนมาเยี่ยมกลับคิ้วขมวดด้วยความไม่เข้าใจ



‘หนีข้าทำไมน่ะ! อย่าลุกซี เดี๋ยวก็เป็นหนักกว่าเดิม’ มือเล็กพยายามเอื้อมคว้าคนที่กระถดตัวหนี แต่เอื้อมเสียเท่าไร ก็ไม่ถึงสักที จนเจ้าตัวชักหงุดหงิด ลุกขึ้นยืนหน้างอด้วยความไม่พอใจ


‘อะไรของท่าน!! ไม่อยากให้ข้ามาเยี่ยมรึไง!! อุตส่าห์เสียแรงมา!! ทีหลังข้าจะไม่มาเยี่ยมท่านอีกแล้วก็ได้!!!’ แล้วเจ้าเด็กน้อยก็วิ่งตุบตับออกไป พร้อมตะโกนดังลั่นเรือน



‘ท่านป้าโซระ! จินไม่อยากให้ข้ามาเยี่ยมเขา!!!!’ เด็กหนุ่มถอนหายใจ พิษไข้ยังรุมเร้า แต่ทั้งอย่างนั้น สติอันน้อยนิดบอกให้รู้ว่า จะใกล้ชิดคนตัวเล็กกว่าไม่ได้ เกิดติดไข้ขึ้นมาจะแย่ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่พอใจ และกลายเป็นโกรธขึงถึงขนาดวิ่งไปฟ้องพวกผู้ใหญ่



ผลของการกระทำคราวนั้น คือเด็กหนุ่มที่ถูกมารดาดุ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ปริปาก ว่าเพราะเหตุใด จึงไม่ยอมให้คาซึยะจับหน้าผากเพื่อวัดไข้



‘รักมาก ห่วงมาก ทำอะไรจึงไม่ยั้งคิด’



ไม่ได้ผิดไปจากปัจจุบันเสียแม้แต่นิดเดียว อาคานิชิ จิน ยังคงรักมาก ห่วงมาก จึงทำอะไรไม่ยั้งคิด

…………………………

เรือแวะเข้าท่าของโซวะในอีกเจ็ดวันต่อมา คาซึยะเลิกปั้นปึ่งใส่จินแล้ว ซ้ำยังตื่นเต้นเอาเสียมาก กับเมืองที่ตนไม่เคยมา



โซวะเป็นเมืองท่าอย่างทาคิซาวะและคุโรคาวะ แต่ด้วยความที่มีชายหาดเป็นทางยาว จึงมีเกาะแก่งมากมายนัก ทั้งยังเป็นหน้าด่านระหว่างตะวันตกและตะวันออก ดังนั้นจึงเจริญรุ่งเรืองด้วยอารยธรรมแบบผสมผสาน ผู้คนแต่งกายด้วยสีสันจัดจ้านเป็นเอกลักษณ์ คาซึยะจึงซื้อผ้าเป็นของฝากมารดาทั้งแท้และบุญธรรม รวมถึงท่านผู้หญิงโซระด้วย เพราะตอนกลับ จะไม่ได้แวะที่นี่อีกแล้ว




“ท่านผู้หญิงโซระชอบสีอะไร” ร่างโปร่งหยิบผ้าขึ้นมาสองผืน สีน้ำเงินทอประกายทองผืนหนึ่ง อีกผืนเป็นสีแดงปักเลื่อม



“น้ำเงิน…แล้วเจ้าไม่อยากได้สักผืนหรือ” จินถาม แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายชอบสีดำ ทั้งยังมีอุปนิสัยใจคอเป็น ‘ชาย’ มากกว่าหญิง แต่เบื้องหน้านั้น ก็ยังต้องแต่งกายเยี่ยงสตรีอยู่ดี ซ้ำภาระหนักคือคำว่า ‘ภรรยาในตระกูลอาคานิชิ’ จินสงสารคนร่างบางข้างกาย เขารู้ว่าคาซึยะเกลียดความเป็นหญิง หากแต่ต้องจำใจยอมรับมัน



“นั่นสิ แม่หญิง…ผ้าของโซวะสวยที่สุดในตะวันออกเชียว” พ่อค้าผอมโกร่งบอก พลางยิ้ม



“ผ้าสีสวยแบบนี้ไม่เหมาะกับข้าหรอก เอาผืนนี้ กับสองผืนนี้ เท่าไรหรือ” ไม่ว่าอย่างไร คาซึยะก็คือชาย ร่างโปร่งบอกตัวเองแบบนั้น จึงได้แต่ยิ้มบางกับพ่อค้า กำลังจะหยิบเงินเพื่อจ่ายเป็นค่าผ้า แต่คนข้างกายไวกว่า


ไม่มีคำพูดใด จากคนที่รับห่อกระดาษมาจากพ่อค้า ก่อนจะจับมือเล็ก พาจูงไปดูสินค้าที่แผงอื่นบ้าง แต่คาซึยะกลับรั้งมือเอาไว้



“คราวนี้ท่านต้องปล่อยให้ข้าจ่ายเอง ตกลงไหม”



“ทำไม”


“ข้าอยากใช้ของตัวเอง” ดื้อไม่มีเปลี่ยน ทั้งยังทำหน้าตาคร่ำเคร่ง บอกกลายๆว่าถ้าหากจินไม่ยอม ก็คงได้กลับขึ้นเรือกันเสียเดี๋ยวนี้ เพราะคาซึยะไม่ไปไหนกับคนที่ขัดใจเด็ดขาด สุดท้าย ชายหนุ่มเลยได้แต่ ‘จ่าย’ เฉพาะที่คาซึยะยอมให้จ่ายเท่านั้นเอง

…………………

เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการเที่ยวในตะวันตก ดังนั้น พอพลบค่ำ เรือด่วนจึงออกเดินทางจากท่าของโซวะอีกครั้ง เพื่อให้ถึงตะวันตกเร็วที่สุด เนื่องจากหนึ่งในคณะนั้นเรียกร้องเสียเหลือเกิน


“วันนี้ เจ้าพี่ดูสนุกมาก” ภายในห้องพักของคาซึยะและจิน ร่างโปร่งทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ขณะทอดมองคนร่างสูงกว่า ซึ่งกำลังจัดเก็บข้าวของที่ซื้อมา นอกจากผ้าสามผืนของฝากแล้ว ยังมีของเล่นไม้ และเมล็ดพันธุ์ของโซวะ ที่พ่อค้ายืนกรานว่าสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่บนผิวทวีป



“พระองค์ไม่ได้เสด็จออกจากทาคิซาวะนานแล้ว นับตั้งแต่ขึ้นคุมกรมกลาโหม” ด้วยภาระอันหนักอึ้ง อย่าว่าแต่พระองค์เลย แม้แต่องครักษ์สองคนอย่างจินและเพื่อนรัก ยังไม่ได้ออกไปไหนเกินกว่าเมืองหลวงของทาคิซาวะมานานมากแล้ว


“ท่านล่ะ สนุกไหม” จินเพียงยิ้มบาง



“สนุก” ยิ่งสนุกมากขึ้น ยามเหลือบลงมองข้างกาย แล้วพบใครบางคนเดินเคียงข้าง ได้เห็นรอยยิ้ม ได้เห็นแววตาสนุกสนาน ราวกับฝัน หากแต่จับต้องได้ จูงมือกันและกันยามคนเบียดเสียด ดูแลกันและกันยามเหนื่อยอ่อน



คาซึยะยิ้มกว้าง ล้วงมือเข้าไปในชายแขนเสื้อ หยิบห่อเล็กๆออกมา ก่อนจะเดินเข้ามาหาคนที่ยืนอยู่มุมห้อง ข้างในห่อคือสร้อยคอเส้นไม่ใหญ่นัก มีจี้เป็นรูปดาบไขว้



“ท่านฝากหัวใจของท่านไว้แทบเท้าข้า ข้าเองก็ขอวางชีวิตของข้าไว้เคียงกับอกท่าน…ไม่ต้องปกป้อง หรือดูแลทุกเวลา เพียงแค่ก้มลงมองบ้าง เหมือนที่ท่านก้มลงมองสร้อยเส้นนี้ ท่านเป็นองครักษ์ สิ่งสำคัญคือองค์ชายรัชทายาทและบ้านเมือง ข้าขอเป็นรองจากสิ่งเหล่านั้น ” มือเล็กบรรจงสวมสร้อยให้คนตรงหน้า



“ว่าจะซื้อนาฬิกาพกแบบตะวันตกให้หรอก แต่กลัวท่านองครักษ์นากามารุจะเห็นเข้า ประเดี๋ยวจะล้อไม่เสร็จสิ้น ซื้อสร้อยให้ จะได้เอาเสื้อทับได้” มือเล็กลูบแผ่วเบาบนดาบไขว้ เขาเอง ก็จะปกป้องจินเช่นกัน จะดูแลเท่าที่จะทำได้



มือหนากอบกุมสองมือเล็กแนบกับอก ให้เจ้าของต้องเงยหน้ามอง ก่อนจะได้รับจุมพิตหวานซึ้งเป็นการตอบแทนสร้อยเส้นนี้ ริมฝีปากหนาจูบซับแผ่วเบา อ่อนละมุนจนแทบเคลิ้มไหว หากแต่เมื่อถอดถอนออกไป คาซึยะก็ต้องก้มหน้าหลบ ริมฝีปากที่เตรียมลงประทับอีกครั้ง



“พอแล้ว ตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือ ว่าจนกว่าจะกลับทาคิซาวะ….” คำพูดขาดหาย เหลือเพียงความเงียบและเสียงลมที่ลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง เรือโคลงตามคลื่นลม ส่งผลให้ดวงไฟสีส้มเหนือศีรษะแกว่งไกว สาดแสงไปมา ก่อนจะกระทบกับกายที่ตระกรองกอดกันและกันเอาไว้ และส่งผ่านเงาไปยังมุมห้อง ฉายชัดท่วงทำนองรักของคนทั้งคู่ท่ามกลางเสียงครางเครือแผ่วเบาในยามค่ำคืน


……………………………..


เรือเทียบเข้าท่าตะวันตก หลังจากแล่นอยู่บนผิวน้ำได้อีกสามวัน ภาพที่ไม่คุ้นตา อันได้แก่บ้านเมืองที่เป็นสถาปัตยกรรมอย่างที่เรียกว่าตะวันตก ก่อด้วยปูนและไม้ เรียงชิดติดกัน ริมท่าของที่นี่ไม่เพียงแต่มีแค่แผงขายสินค้าเท่านั้น แต่ยังมีร้านค้าที่กรุด้วยกระจกใส มองเห็นข้าวของภายใน ป้ายไม้ที่แขวนเหนือประตูเขียนด้วยภาษาพื้นเมือง ส่วนผู้คนก็แต่งกายแตกต่างจากพวกทาคิซาวะหรือแม้แต่คุโรคาวะอย่างเห็นได้ชัด สตรีสวมชุดกระโปรงยาวประดับด้วยลูกไม้ ส่วนบุรุษสวมชุดสีทึบทึม และนิยมสวมหมวกทรงสูง ทั้งคนพวกนี้ยังผิวขาวซีด และผมสีทองนั่นอีก ชวนให้ตื่นตะลึง แต่ไม่ใช่กับคนที่คุ้นชินและอยู่อาศัยในตะวันตกมาเกือบสิบปี



“คาซึยะ เจ้ามาช่วยพี่ที ถามให้หน่อย ว่านี่เรียกว่าอะไร” ที่เห็นจะสนอกสนใจเป็นพิเศษ ก็ไม่พ้นองค์ชายรัชทายาท ที่ตรัสไว้แล้ว ว่าจะมาเปิดพระเนตรพระกรรณในต่างแดน คาซึยะเดินตรงเข้าไปหาพระเชษฐาที่ทรงเลือกข้าวของอยู่บนแผงสินค้าริมท่าเรือ



ร่างโปร่งส่งภาษาคล่องแคล่ว ชวนให้พ่อค้าถึงกับตาโต ก่อนจะตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง เมื่อรับความแล้ว คาซึยะจึงหันมาแปลให้พี่ชายฟัง


“สิ่งนี้เรียกว่าเครื่องเทศ... มาจากพวกอาณาจักรในเขตร้อน เขาว่าล่างของเราลงไป เป็นพื้นที่ของพวกชนเผ่าอีกกลุ่ม ที่ทานอาหารรสจัดจ้าน” เป็นอันตกลงกันไว้แล้ว ว่าในระหว่างประพาสต่างแดนเป็นการส่วนพระองค์ จะไม่เผยฐานะที่แท้จริง แม้จะตระหนักว่า ไม่มีใครในตะวันตกเข้าใจภาษาของทาคิซาวะ หากแต่ไว้ใจไม่ได้



“อ้อ แบบพวกซานะสินะ พวกนั้นก็กินเครื่องเทศ น้องบอกพ่อค้าที ว่าพี่จะขอซื้อสักหน่อย อยากจะลองชิมดู” ที่ทาคิซาวะติดรสจืดและหวาน แต่ก็มีรสเผ็ดประปรายบ้าง จากการนำเข้าพวกเครื่องเทศของอาณาจักรในตะวันออกไกล



และสองพี่น้องก็เจรจากับคนขาย ก่อนจะได้เครื่องเทศกลิ่นประหลาดมาจากพ่อค้า พอดีกับที่จินและยูอิจิตามเข้ามาสำทับ หลังจากตกลงกับเรือด่วนเรียบร้อยแล้ว ว่าให้กลับมารับ ในช่วงสิบวันสุดท้าย เนื่องจากเรือไม่อาจจอดรอที่ท่าได้ตลอดทั้งเดือน ดังนั้น เรือด่วนของคุโรคาวะ จึงต้องกลับไปก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาอีกครั้งหนึ่ง



จากนั้น คนทั้งสี่จึงได้ว่าจ้างรถม้าเทียมเกวียนขนาดกว้างขวาง บรรทุกข้าวของและพวกเขาไปส่งยังโรงแรมในตัวเมือง



“ถ้าที่ทาคิซาวะจะเปิดเป็นเมืองท่องเที่ยว ก็ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าโรงแรม เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพัก…อาณาจักรในตะวันตก ไม่ว่าที่ใดๆก็มี อ้อ แล้วก็ต้องจัดการเรื่องร้านแลกเงินเป็นระบบ ที่ทาคิซาวะมีบ้าง แต่ไม่ประปรายใช่ไหม แต่ที่ตะวันตก มีทุกหัวมุมเมืองเลยเชียว” คาซึยะให้ความรู้ความเข้าใจ เมื่อองค์ชายตรัสถามถึงการพักอาศัยในยามอยู่ต่างแดนครั้งนี้


“มันเป็นแค่ที่นอนหรือ อ้อ แบบหอแดงอย่างนั้นสินะ” ยูอิจิถามบ้าง ก่อนจะอ้างอิงในสิ่งที่คุ้นเคย


“คล้ายบ้าง ตรงที่มีห้องพักให้ค้างคืน แต่มีโรงน้ำจัณฑ์ยู่ข้างล่างด้วย ตอนกลางวันขายอาหารให้กับคนที่มาพัก ส่วนกลางคืนเป็นโรงน้ำจัณฑ์” คาซึยะเล่าตามประสบการณ์ที่เคยไปเที่ยวในต่างแดนมานักต่อนัก



“แล้วน้องเคยเข้าไอ้โรงน้ำจัณฑ์อะไรเถือกนั้นหรือไม่” องค์ชายรัชทายาทตรัสถามด้วยความอยากรู้ สายเนตรคมกริบจับจ้องไปที่ใบหน้าของน้องรักด้วยความห่วงใย


สตรีกับโรงน้ำจัณฑ์น่ะหรือ อย่างไรก็ไม่คู่ควรกันเสียด้วยซ้ำ ทั้งคาซึยะยังเป็นสตรีสูงศักดิ์แห่งราชสำนัก เกียรติและศักดิ์ศรีของธิดาบุญธรรมแห่งทาคิซาวะ คือการอยู่ในกรอบประเพณีอันดีงาม



“เอ้อ…น้องแค่โผล่หน้าเข้าไปเมียงมองบ้างหรอก ตั้งใจว่ากลับมาทาคิซาวะ จะได้เอามาบอกกล่าวอย่างไร” คาซึยะพยายามโกหกให้น้อยที่สุด จนแม้แต่ยูอิจิยังอดยิ้มไม่ได้ กระทั่งกลับมาที่ทาคิซาวะ เขายังเจอนางออกไปเที่ยวยามค่ำคืน แล้วมีหรือ ที่อยู่ในต่างแดน จะไม่เที่ยวตามความอยากรู้อยากเห็น ยิ่งนิสัยอย่างแม่หญิงคาซึยะแล้ว ยูอิจิเชื่อว่านางต้องเคยแม้แต่จะลิ้มลองน้ำจัณฑ์ของพวกตะวันตกเสียด้วยซ้ำ



“หือ? แค่เมียงมองก็ไม่ดี คราวหลังอย่าทำอีก เข้าใจไหม” องค์ชายหนุ่มตรัสดุเพียงเล็กน้อย ให้คาซึยะยิ้มประจบเอาใจ



“ข้าทำได้ที่ไหนกัน ประเดี๋ยวจะมีบางคนดุว่ากระโดกกระเดก” ขอประชดเสียหน่อยเถอะ ไม่ช่วยกันบ้างเสียเลย นั่งเงียบอยู่ได้ ร่างโปร่งเหลือบมองคนที่นั่งอยู่เคียงข้าง ก่อนจะไปสบเข้ากับสายตาขององครักษ์นากามารุที่นั่งยิ้มอยู่ฝั่งเดียวกับพระเชษฐา



“ท่านนากามารุยิ้มอะไร”



“ก็…อยากรู้เรื่องกระโดกกระเดก แม่หญิงสมัยเด็กๆซนมากเลยหรือ” แต่หน้าตาเอาแต่ใจเช่นนี้ก็น่าจะซนอยู่หรอก ทั้งซนทั้งเอาแต่ใจ ยูอิจิเชื่อว่าไม่มีใครปราบพยศแม่หญิงคนนี้ได้ ยกเว้นเพื่อนบางคนของเขา ที่ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว แล้วเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ก็ยังสงบอยู่เป็นนิจ เอ…อย่างนี้จะเรียกว่าใครเกรงใครดีล่ะนี่



“ซนอย่างไม่รู้จะหาอะไรเปรียบเชียวล่ะ” องค์ชายรีบเล่าความหลัง ชวนให้คาซึยะถึงกับตาโต



“ข้าไม่ได้ซนถึงขนาดนั้นเสียหน่อย”



“เจ้ากล้าเอ่ยว่าไม่ซนหรือ จำได้ไหมว่าใครที่ปีนดูปลา จนตกเรือ แล้วใครที่วิ่งไปหาเสื้อผ้าเด็กผู้ชายมาใส่ นี่ยังไม่หมดนะคาซึยะ ถามจินสิ ใครที่เป็นคนไปห้ามเจ้า ที่มีเรื่องวิวาทกับเด็กชาย” คาซึยะตวัดสายตามองคนข้างกาย หมายเอาเรื่อง หากคิดจะเปิดโปงกันจริงๆ


“เอ้า! ไปจ้องแบบนั้น แล้วจินจะกล้าพูดไหม…”



“ก็ไม่ต้องพูด ดีแล้ว” องค์ชายรัชทายาทถึงกับส่ายพระพักตร์กับความดื้อของน้องที่รัก



“เอ๋? แต่ข้าอยากรู้นะแม่หญิง” คาซึยะหันไปมองคนพูดที่ยังยิ้มกริ่ม ก่อนจะหันมองจินอีกครั้ง แล้วยิ้มกว้าง


“ข้าจำไม่ได้ และก็คิดว่าจินเองก็จำไม่ได้ด้วยเช่นกัน” แล้วอย่างนั้น จินจะพูดอะไรได้อีกกัน องค์ชายแย้มพระโอษฐ์นึกขันกับองครักษ์ของพระองค์ ปกติก็เงียบอยู่แล้ว พอมาเจอคาซึยะเข้าให้เลยยิ่งเงียบหนักกว่าเดิม อย่างนี้เห็นที ถ้าน้องน้อยของพระองค์ไม่อยากให้พูด อาคานิชิ จิน ก็คงไม่ได้พูดทั้งชีวิตนั่นเชียว


“น้องจำไม่ได้ และจินก็จำไม่ได้ ไม่เป็นไร อย่างนั้นพี่เล่าเอง พี่จำได้ทุกกระเบียด”

.

.

.

.

.

‘ข้าเป็นหญิงแล้วจะเล่นลูกข่างไม่ได้หรือไร!!!!’ เด็กน้อยร้องลั่นด้วยความไม่พอใจ เมื่อถูกขัดขวางจากเด็กชายคนหนึ่ง ไม่ให้เข้าไปเล่นลูกข่างด้วย


‘ไม่ได้!! ลูกข่างมันสำหรับเด็กชาย!!!’ เด็กชายอีกฝ่ายตะโกนใส่หน้า ยิ่งทำให้ความไม่พอใจทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น



‘ข้าจะเล่น!!’


‘ห้ามเล่น!! เจ้าเป็นหญิง กลับไปเรียนเย็บปักถักร้อยไป!!’


‘ไม่!!!’ แล้วจากนั้นก็เกิดการทะเลาะกันรุนแรง ฝ่ายเด็กน้อยตัวเล็กก็ไม่ยอมความ ในขณะที่เด็กชายอีกคนก็ไม่ยอมให้เล่นด้วย เหตุการณ์ชักจะบานปลาย หากแต่ใครคนหนึ่งที่วิ่งเข้ามาห้ามเสียก่อน


‘หยุดเดี๋ยวนี้!!’ เด็กหนุ่มร่างสูงที่วิ่งเข้ามาขวางกลางระหว่างเด็กที่ทะเลาะกัน พาลให้หยุดไปโดยปริยาย เมื่อคนที่เข้ามาใหม่นั้นอาวุโสที่สุด


‘ทะเลาะเรื่องใดกัน ทำไมจึงรังแกสตรี เจ้าเป็นชายไม่ใช่หรือ เรโอะ!!’


‘ก็เจ้านั่นเป็นหญิง แล้วมาเล่นลูกข่างทำไม’


‘ทำไมจะเล่นไม่ได้!! ข้าอยากเล่น!!’ เด็กหนุ่มผู้เป็นคนไกล่เกลี่ยหันกลับมามองคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง แม้น้องชายอย่างเรโอะจะไม่รู้จัก หากแต่เขารู้จักเด็กน้อยที่ยืนหน้างอง้ำไม่ยอมใครคนนี้ดี เป็นธิดาบุญธรรมในองค์กษัตริย์ หากแต่ไม่เคยคุยกันสักครั้ง เขาถอนหายใจบางเบา ก่อนจะก้มตัวลงไปคุยด้วย


‘องค์หญิงคาซึยะ ถ้าอย่างนั้นไปเล่นกับข้าไหม’


‘ท่านเป็นใคร ข้าไม่รู้จัก จะไปเล่นด้วยได้อย่างไร แล้วข้าก็อยากเล่นลูกข่าง ไม่อยากเล่นอย่างอื่น’


‘ข้าชื่อ อาคานิชิ จิน …อยากเล่นลูกข่างใช่ไหม ไปสิ ไปเล่นด้วยกัน’


และนั่น คือครั้งแรกที่คนทั้งคู่ได้รู้จักกัน เป็นครั้งแรก ที่อาคานิชิ จิน ได้บอกชื่อต่อหน้าองค์หญิงตัวน้อยแห่งราชสำนักทาคิซาวะ และนั่นเป็นครั้งแรกเช่นกัน ที่คาซึยะได้รับรู้ว่า ในพระราชฐานที่แสนกว้างใหญ่ มีผู้ชายชื่อ อาคานิชิ จิน อยู่ด้วย


แล้วเช่นนั้น คนทั้งคู่จะลืมได้อย่างไร ในเมื่อมันเป็นครั้งแรกที่พบหน้า เป็นครั้งแรกที่สบตา เป็นครั้งแรกที่มือหนึ่ง ถูกกอบกุมด้วยอีกมือหนึ่ง ขณะพาจับจูงเดินไปตามทาง ต่อหน้าพระพักตร์องค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิที่ทอดพระเนตรอย่างเงียบๆ พร้อมรอยแย้มพระโอษฐ์บาง

………………….


โรงแรม ออกจะเป็นที่ที่แปลกตาอยู่สักหน่อยสำหรับสามบุรุษแห่งราชสำนักทาคิซาวะ แม้ภายนอกจะเหมือนบ้านเรือนตามสถาปัตยกรรมของตะวันตก แต่ภายในถูกปรับเปลี่ยน มีโต๊ะลงทะเบียนสำหรับลูกค้า ด้านข้างโต๊ะ เป็นบันไดยาวที่ทอดมาจากชั้นสอง ส่วนด้านซ้ายของโต๊ะ คือประตูกว้างขวาง มองเห็นภายใน ที่มีโต๊ะและเก้าอี้ไม้วางเรียงราย



“นี่ห้องของท่านพี่กับท่านยูอิจิ” กุญแจดอกใหญ่สีเหลืองทองถูกส่งให้ เมื่อคาซึยะจัดการกับเจ้าของสถานที่เรียบร้อยแล้ว



“น้องไม่นอนห้องเดียวกับพี่รึ? อ้อ ลืมไป น้องน้อยออกเรือนไปแล้วก็ต้องนอนห้องเดียวกับสามีสินะ” เจ้าพี่ก็โอษฐ์ร้ายไม่ต่างจากองครักษ์นากามารุเลยแม้แต่น้อย คาซึยะถลึงตาใส่พระเชษฐา ก่อนจะพูดเสียงเบาจนแทบกระซิบ



“เพคะ น้องแยกห้องกับสามีไม่ได้ เกรงจะขาดใจตาย” ไม่รู้เสียแล้ว ว่าคาซึยะเองก็เก่งกล้าพอกันเถอะ ร่างโปร่งเดินนำขึ้นบันได ปล่อยให้สามบุรุษแห่งทาคิซาวะมองหน้ากันไปมา ก่อนที่จินจะเป็นฝ่ายหมุนกายเดินตามขึ้นไป ทว่าเพียงแค่สองก้าว เสียงของยูอิจิก็ลอยมาให้ได้ยิน


“หวังว่ากลับไปทาคิซาวะ ข้าคงได้ข่าวดีบางอย่างของ อาคานิชิตัวน้อยๆ”


ข่าวดีเช่นนั้น…จินเองก็ใฝ่ฝันเช่นกัน


…………………….


ทว่า ความฝันของจิน ก็ยังเป็นเพียงความฝัน เพราะทันทีที่เข้ามาในห้องพัก กลับพบใครบางคนกำลังวุ่นวายอยู่กับการดันเตียงไม้ที่ทั้งใหญ่และท่าจะหนักเตียงหนึ่งไปชิดริมผนัง


“เจ้าจะทำอะไร” ร่างสูงเข้าไปดึงแขนไว้ แม้จะเห็นก็เถอะ ว่าผลักเสียสักเท่าไร เตียงก็ไม่เขยื้อนแม้แต่น้อย


“ข้าจะดันเตียง เตียงนี้ของท่าน” ร่างโปร่งโบ้ยลงมาที่เตียงเจ้าปัญหา หนักขนาดนี้ ดันเท่าไรก็ไม่ขยับ แม้ห้องนี้จะเป็นเตียงเดี่ยว และแยกกันนอนอยู่แล้ว แต่คาซึยะก็ไม่ไว้ใจอยู่ดี ผู้ชายคนนี้ร้ายกาจออกจะตายไป อุตส่าห์บอกไปแล้วว่าห้ามจนกว่าจะกลับทาคิซาวะ แต่ได้ที่ไหนกัน แค่เพียงไม่กี่วัน สุดท้ายก็กลับมาเหมือนเดิม



สุดท้ายก็ตื่นขึ้นมาตอนเช้า หลังจาก…เอ่อ หลังจากกอดกันมาเสียทั้งคืน แล้วบางคราวก็ยัง…ยังเป็นกลางวันอยู่แท้ๆ แต่ก็ต้อง…



ผู้ชายคนนี้ร้ายกาจ! ทำเป็นเฉยชา แต่ที่ไหนได้!!



ร่างสูงส่ายหน้าไปมา สองมือหนาประคองใบหน้าขาวให้เงยสบตา



“ถ้าเจ้าไม่ต้องการ ข้าก็จะไม่ทำอะไร คาซึยะ…เจ้าไม่ต้องการข้าจริงหรือ” ถามแบบนี้ แล้วคาซึยะจะบอกได้หรือว่าไม่ต้องการ บอกได้หรือว่าไม่หวามไหวยามเนื้อแนบเนื้อ บอกได้หรือว่าไม่เหน็บหนาวยามห่างไกล บอกได้หรือ ว่าหัวใจนี้ เรียกร้องที่จะแนบชิดอยู่ตลอดเวลา



“ข้าขอโทษ” ขอโทษ เพราะรู้ว่า ‘เผลอ’ เหยียบหัวใจที่คนตรงหน้าวางเอาไว้แทบเท้า คาซึยะไม่ตั้งใจ เพียงแต่การถูกล้อเลียนมากเข้า มากเข้า ก็ชวนให้เขินอายจนทำอะไรไม่ถูก ที่สำคัญคือร่างกายของคาซึยะที่เป็นชาย อาคานิชิ จิน ก็ชาย จะกกกอดต่อไป ทั้งที่เป็นชายเหมือนกันเช่นนี้ คาซึยะกลัวอีกฝ่ายเบื่อหน่ายในเร็ววัน



“ข้าไม่ได้ว่าเจ้าผิด ขอโทษข้าทำไม” มือร้อนที่ยังแนบอยู่ข้างแก้มนั้นแสนอบอุ่น คาซึยะยกมือขึ้นจับมือหยาบกร้าน แนบหน้าลงสัมผัสมากยิ่งขึ้น ก่อนจะยิ้มบาง ทว่า…



“ข้า…อ๊ะ…” อาการหน้ามืดวูบขึ้นมา ทำให้ร่างโปร่งเซกายล้มใส่จินอย่างทรงตัวไม่อยู่ เป็นผลให้คนตรงหน้ารีบคว้าเข้ามาด้วยความตกใจ



“เป็นอะไรไป คาซึยะ” จินร้อนรน เมื่ออยู่ดีๆ คาซึยะกลับล้มใส่เขา ร่างสูงประคองให้ทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ช่วยลูบหลังลูบไหล่ด้วยความห่วงใย


“ไม่เป็นไร” คาซึยะเงยหน้าฝืนยิ้ม ใบหน้าซีดเซียวลงอย่างจับสังเกตได้ มือหนาจึงรีบจับชีพจรดู หากแต่ไม่มีอะไรผิดปกติ



“ข้าไม่เป็นไรจริงๆ เพียงแต่ แค่กำลังจะกลายเป็นหญิง” มันคือสัญญาณบอกเหตุ คาซึยะรู้ตัวว่าหากวิงเวียนจนคล้ายจะเป็นลมเช่นนี้ รวมถึงมีอาการคลื่นไส้เป็นพักๆด้วยแล้ว นั่นหมายถึงหมดเวลาเป็นชาย


“เจ้าเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงหรือ” จินถามด้วยความเป็นห่วง สีหน้าไม่ดีเลยของคาซึยะ ทำให้เขาโทษตัวเอง น่าจะคิดให้รอบคอบกว่านี้ ก่อนจะเดินทางมาในต่างแดน หากคาซึยะเป็นอะไรไปเสียคน แล้วใครจะติดต่อสื่อสารกับคนตะวันตกรู้เรื่องให้หาหมอมารักษากัน แล้วคาซึยะยิ่งเป็นเช่นนี้ หมอที่ใดจะรักษาได้


“แค่เดือนละสองครั้งเท่านั้นเอง มากไปหรือ” ร่างโปร่งพยายามยิ้ม เพื่อให้ดูคล้ายว่ามันไม่มีอะไร หากแต่ความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ทำให้ผะอืดผะอม เหงื่อผุดซึม แม้กระทั่งบนปลายจมูก



“ตามคำทำนาย ต้องมีลูกเท่านั้นหรือ เจ้าจึงจะหายจากอาการเช่นนี้” คำถามของร่างสูง ทำให้คาซึยะถึงกับยิ้มค้าง มือเล็กกำแขนเสื้อคนข้างกายแน่น ก่อนจะบอกเสียงเบา หากแต่ชัดถ้อยชัดคำในความรู้สึก



“แต่ข้าไม่อยากมีลูก”

…………………………

เดี๋ยว…ก่อนเม้าส์ อันนี้เพื่อนบัวฝากมาค่ะ

[QUOTE]ฝากเสื้อ T-SHIRT ลายการ์ตูนของเราด้วยนะค้าบบ

เป็นลายที่เราวาดขึ้นมาเองนะ ,,^______________^,,


[b]ตัวอย่างลาย KAT-TUN [/b]


[IMG]http://i44.photobucket.com/albums/f35/jinxkame_knight/T-SHIRT/KTS-1.jpg[/IMG]


[b]ตัวอย่างลาย NEWS [/b]

[IMG]http://i44.photobucket.com/albums/f35/jinxkame_knight/T-SHIRT/NewSS-1.jpg[/IMG]


ใครสนใจดูรายละเอียดตามลิ้งข้างล่างนี้นะค่ะ ในนี้จะมีรูปใหญ่ให้ดูด้วยนะ ^^

[URL=http://fixxxboard.15.forumer.com/index.php?act=ST&f=11&t=48871&st=0#entry2457801]จิ้มๆ[/URL]

ขอบคุณพื้นที่ฟิกนากามารุคุงด้วย อิอิ
[/QUOTE]

อันนี้ เพื่อนฝากมาค่ะ คนที่วาดปกให้เราทั้งเรื่อง คู่จืด และ พ่อลูก นั่นแหละค่ะ ถ้าใครสนใจ ก็ตามข้างบนเน้อ

เนื่องมาจากว่า ตอนแรกตั้งใจจะแพนกล้องไปที่โคมไฟจริงๆ แต่มีหลายคอมเม้นท์มากมาย ที่เหมือนเตี๊ยมกันมา ฮาฮา (แน่ๆเลยอ่ะ ทุกคนเม้นท์ทำนองเดียวกันหมด ต้องไปเตี๊ยมกันมาล่วงหน้าใช่มั้ยคะ) ไซโคว่าห้ามแพนกล้องนะ!!

ก็เลย…งั้นไม่แพนกล้องไปที่โคมไฟละกัน แพนไปที่เทียนแทน อ้าว ฮาฮา

เดี๋ยวหลังจากนี้ เรื่องจะเข้าสู่ความเป็น “วาย” แล้วที่ผ่านมา? ที่ผ่านมาคือฟิคจินคาเมะค่ะ ไม่ใช่ฟิควาย โฮะ โฮะ โฮะ

แล้วเจอกันอาทิตย์หน้าน้า สงสัยได้กลับมาลงฟิคที่กรุงเทพ เพราะจะไปเที่ยว (อีกแล้วค่ะ ฮาฮา) ไปเปลี่ยนสถานที่พิมพ์ฟิค เพื่อนบอกว่า “ลงทุนมากกกกกกก”

สำหรับสัปดาห์นี้ ขอโทษที่มาต่อเอาวันอาทิตย์ เมื่อวานนี้ลงไม่ไหวจริงๆ ขอโทษมากๆค่ะ ส่วนอาทิตย์หน้า คิดว่าไม่เป็นเสาร์ดึกๆ ก็ต้องเป็นอาทิตย์ดึกๆเลยแหละ เพราะว่าบัวไม่ว่างเลยอ่ะ ขอโทษด้วยนะคะ

แล้วเจอกันน้า
FIC : ณ สัตยาแห่งรัก
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 7


“เสด็จพ่อ!!! ทรงทำแบบนั้นไม่ได้!!!” เสียงร้องของคาซึยะดังขึ้นทันทีด้วยความตกใจ เมื่อภายหลังจากกลับมาจากคุโรคาวะได้เพียงสองวัน องค์กษัตริย์พร้อมด้วยองค์ราชินีก็เสด็จมาหาถึงเรือนคาเมนาชิ ทั้งยังขอพูดคุยเป็นการส่วนตัวเสียอีก



“พ่อจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก”



“มันจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วเพคะ เสด็จพ่อเปลี่ยนพระทัยเถิด ทรงก็รู้ว่าลูกแต่งงานไม่ได้”



“ลูกต้องแต่งงาน คาซึยะ มันเป็นทางเดียว หากรังแต่จะอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ หมดคุโรคาวะ ก็ต้องมีอาณาจักรอื่นมาอีก และมันอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่หลวง ตัดไฟเสียแต่ต้นลมตอนนี้ ยังดีเสียกว่าปล่อยให้เจ้าตกอยู่ในเงื้อมมือพวกมักมากเหล่านั้นในอนาคต” สุรเสียงนั้นเคร่งเครียดและจริงจังนัก คาซึยะรู้ในทันทีว่าเสด็จพ่อดำริมาอย่างดีแล้ว จึงได้เสด็จมาถึงนี่ พอหันไปขอความเห็นใจจากเสด็จแม่ ก็กลายเป็นได้เพียงรอยแย้มสรวลกลับมาบางเบาเท่านั้น



ร่างโปร่งถอนหายใจเบา ก่อนจะหันไปสบเนตรของพระบิดาบุญธรรม


“แล้วถ้า คนที่จะแต่งกับลูกเกิดรับไม่ได้…” สายเนตรที่ทอดกลับมานั้นทำเอาคำถามต้องหยุดค้างแต่เพียงเท่านั้น เมื่อความเย็นเยียบเข้าเกาะกุมไปทั้งหัวใจ กับกระแสเย็นชาที่ถ่ายทอดมาให้



“บัดนั้น ก็จะไม่มีชื่อคนผู้นั้นอยู่บนแผ่นดินทาคิซาวะอีก” คาซึยะพูดไม่ออก ก้มหน้าแล้วหลับตาลงอย่างเจ็บปวด ที่ชีวิตนี้ต้องทำร้ายคนอื่นถึงขนาดสูญสิ้น แม้จะยอมรับว่าตนอาจไม่ใช่คนดีเท่าไรนัก แต่ก็ไม่เคยคิดอยากจะเป็นต้นเหตุให้ใครล้มตายเช่นนี้



“คนผู้นั้นเป็นใครเพคะ” คำถามเบาหวิว หากแต่คำตอบที่ได้กลับมานั้นแน่ชัดเสียจนคาซึยะต้องตกตะลึง



“อาคานิชิ จิน”


………………….


…แล้วจะทำเช่นไรดี จะให้ทำเช่นไร…


หากปล่อยไว้แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนฝ่ายนั้นถูกเรียกเข้าพบ แล้วเกิดเออออยอมตกลงเล่า หากแต่งงานแล้วรับไม่ได้ หากอาคานิชิ จิน เป็นแบบนั้น ก็คงไม่แคล้วต้อง ‘สูญชื่อไปจากแผ่นดิน’


ยอมได้หรือ


ก้อนเนื้อในอกบีบรัดอย่างรุนแรงจนคาซึยะต้องทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นอย่างอ่อนล้า สองมือกำแน่นด้วยความเจ็บปวด เกิดมาอย่างบาปกรรม แล้วยังต้องสร้างบาปกรรมเพิ่มอีกงั้นหรือ เป็นใคร คาซึยะก็ไม่อยากให้จากไปเพราะตนทั้งสิ้น แล้วนี่… ยังต้องมาเป็นชายผู้นั้น



ชาย…ผู้ที่คาซึยะได้แต่เฝ้าหวังว่าสักวันหนึ่ง จะได้เห็นเขาแต่งงานกับสาวงามของอาณาจักร มีครอบครัว มีทายาท ให้คาซึยะได้ส่งของฝาก หรือจดหมายกลับมาถามไถ่ ยามแยกตัวไปเดินทางรอบทวีปแต่เพียงลำพัง


ทั้งๆที่ควรจะมีชะตาชีวิตเช่นนั้น แล้วเหตุใดเล่า จึงต้องแต่งงานออกเรือน เพียงเพื่อปกป้องตัวเองจากผู้ชายทั้งหลาย หากแต่เป็นการทำลายบุรุษอันเป็น…ที่รัก…


ที่รักอย่างนั้นหรือ…ที่รักอะไรกัน เป็นแบบนี้ยังกล้าหาญไปรักใครได้อย่างไร คาซึยะ



“คาซึยะ… ลูกเป็นอะไร!” เสียงร้องดังลั่น เมื่อผู้เป็นแม่เปิดประตูเข้ามาในห้องบุตร แล้วพบเจ้าของห้องกำลังนั่งอยู่กับพื้น ท่านผู้หญิงมามิวิ่งเข้ามา หมายจะพยุงบุตรให้ลุกขึ้นยืน หากแต่ทันทีที่วางมือลงกับไหล่ คาซึยะกลับเป็นฝ่ายโผเข้ากอดมารดาเสียเอง



“คาซึยะ ลูกเป็นอะไร” มารดาจับต้นชนปลายไม่ถูก ได้แต่ลูบหลังลูบไหล่ปลอบประโลม



“ท่านแม่…ข้าจะทำอย่างไรดี”



“มันเป็นทางเดียวที่ลูกจะปลอดภัยนะคาซึยะ” ท่านผู้หญิงมามิผละออกห่าง สบตาเข้ากับดวงตาเรียวยาวของผู้เป็นลูก ประสบการณ์และวัยบอกให้หล่อนรู้ว่าความกังวลที่ฉายชัดนั้น เกิดมาจากสาเหตุใด



“ลูกกลัวท่านองครักษ์รับไม่ได้หรือ” คาซึยะได้แต่ก้มหน้าต่ำ แล้วสั่นไปมาเป็นการปฏิเสธ



“ข้า…กลัวเขา…” พูดไม่ทันจบความ มือเล็กผอมบางของผู้เป็นแม่ก็เชยคางขึ้น เพื่อสบตาที่แสนเศร้าหมองนั้น


“ลูกรักเขาหรือ คาซึยะ”



คำถามนี้…แค่เพียงแววตาไหววูบของคาซึยะ ผู้เป็นแม่ก็ถึงกับต้องถอนหายใจ


คำตอบ ไม่ต้องพูดด้วยปาก หากแต่สายตาที่ส่งทอดกลับมานั้น บอกนางกระจ่างแจ้ง


…ลูกของนาง ‘เผลอ’ ในเรื่องที่ร้ายแรงเสียแล้ว


………………….


คาซึยะใคร่ครวญอยู่ได้เพียงวันเดียวเท่านั้น เพราะไม่อาจปล่อยเวลาให้มากกว่านี้อีกแล้ว เขาต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อไม่ให้ชายผู้นั้นตอบรับการแต่งงานครั้งนี้ อาคานิชิ จิน ต้องตอบปฏิเสธ งานแต่งงาน ต้องไม่มีวันเกิดขึ้น ไม่มีวัน…



“ท่านองครักษ์ วันนี้ ไปเรือนข้าไหม” คำถามตรง ทำเอาคนที่กำลังนั่งทำงานเงียบๆที่โต๊ะในห้องทรงงานซึ่งเงียบสงัด เพราะขาดองครักษ์มากทะเล้น ถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมองคนถามทันควัน



“อย่าเพิ่งดุข้า เรื่องที่กล้าหาญชวนผู้ชายไปเรือน ข้าแค่…พอดี มีของฝากจากคุโรคาวะ ไปให้ท่านผู้หญิงโซระ แต่วันนี้ลืมติดมาด้วย เลยจะขอแรงท่านตามข้าไปที่เรือน…” คาซึยะรีบบอก ก่อนจะถูกอีกฝ่ายดุ เรื่องมารยาทของสตรีนี่แม่นนักเชียว อยากถามนัก ว่าท่านองครักษ์อาคานิชิไปร่ำเรียนมารยาทสตรีจากที่ใดมา ถึงได้จำดีถึงเพียงนี้



“ขอข้าตรวจเอกสารชิ้นนี้เสียก่อน แล้วค่อยไปจะได้ไหม”



“ได้”


………………..


เรือนคาเมนาชินั้น จินเคยมาหลายครั้งแล้ว หากไม่นับสมัยเด็ก อย่างน้อย เขาก็เคยมาส่งคาซึยะสองสามครั้งเห็นจะได้ ตัวเรือนเป็นไม้ชั้นเดียวแบบดั้งเดิม ถูกตกแต่งงดงาม สมเป็นเรือนของข้าราชการชั้นสูง ภายในรั้วไม้เตี้ยๆที่บอกอาณาเขตของพื้นที่นั้น คือสวนหินและต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่ม แซมด้วยไม้พุ่มที่ออกดอกบานสะพรั่งตามฤดู มุมหนึ่งคือบ่อเลี้ยงปลาพันธุ์พื้นเมือง ที่ขุดเจาะเลียนแบบธรรมชาติได้อย่างไม่มีที่ติ



“ท่านตามข้าเข้ามาในห้องได้ไหม ของฝากหนักอยู่ ข้ายกไม่ไหว จะเรียกพวกข้ารับใช้ชาย ท่านพ่อก็ไม่ชอบให้เข้ามายุ่มย่ามในห้องข้า” คาซึยะหันมาบอกกล่าว ทันทีที่ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาในเรือน



“แล้วท่านผู้หญิงมามิ?”


“อะไรกัน! ท่านจะให้แม่ข้ายกออกมาอย่างนั้นหรือ!!” คาซึยะแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจในคำถามของชายหนุ่ม รู้หรอกว่าอีกฝ่ายกลัวเขาถูกมองไม่ดี หากเรื่องที่อาคานิชิ จินบุกมาถึงเรือนเช่นนี้แพร่งพรายออกไป คงได้มีข่าวลือหนาหูว่าเป็น ‘อะไรๆ’ กัน แล้วยิ่งถ้าไม่มีผู้ใหญ่อยู่ในบ้านด้วยแล้ว เรื่องคงยิ่งไปกันใหญ่



“ไม่ใช่…ข้าหมายถึง…แม่ของเจ้าไม่อยู่เรือนหรอกหรือ”



“ไม่อยู่หรอก ท่านแม่เข้าตลาด เห็นว่าจะไปซื้อของเสียหน่อย ท่านตามข้ามาเร็วเถอะ จะได้รีบกลับอย่างไร ขืนท่านอยู่นานกว่านี้ เดี๋ยวข้าก็ตกเป็นขี้ปากคนรับใช้จนได้” ร่างโปร่งเร่งด้วยคำพูดที่ชวนให้จินร้อนรนนัก ร่างสูงถอนหายใจอย่างอึดอัด ก่อนจะยอมพยักหน้าตกลง แล้วจึงเดินตามเจ้าบ้านเข้าไปด้านใน



ห้องของคาซึยะอยู่ปีกหนึ่งของเรือน ซึ่งแยกเป็นสัดส่วน โดดเดี่ยวเพียงลำพัง คาดว่าห้องของเจ้าบ้านท่านอื่นคงอยู่อีกปีกหนึ่ง เป็นเรื่องน่าแปลกที่แยกห้อง ‘ธิดา’ ไว้โดดเดี่ยวเช่นนี้


จินเข้ามายืนอยู่ในห้องแล้ว เมื่อคาซึยะหันกลับไปปิดประตูเรียบร้อย ร่างสูงทำตัวไม่ค่อยถูกนัก แม้จะเคยไปตรอกแดงอยู่บ้าง หากแต่ก็ไม่เคยเข้าห้องพักผ่อนของสตรีนางใดด้วยความรู้สึกเช่นนี้ โดยเฉพาะกับคนที่ได้ชื่อว่า คาซึยะ ด้วยแล้ว ชายหนุ่มย้ำหนักกับตัวเองว่าอย่าเผลอปรายสายตามองไปยังตั่งเตียงนั่นเชียว มันไม่ใช่เรื่องเหมาะเลย หากจะเก็บเอาลักษณะหมอน หรือแม้แต่ผ้าห่มกลับไปเป็นความคิดถึงยามค่ำคืน ว่าคาซึยะนอนหลับบนที่แห่งนั้น



“ท่านจิน” เสียงของเจ้าของห้อง ทำให้จินได้สติ จนต้องหันมามอง และทันทีที่หันมา ร่างโปร่งก็เดินตรงดิ่งเข้ามาหา พร้อมกับจับมือหนาข้างหนึ่งเอาไว้ ดวงตาที่ทอดมองเขา ต่างจากแววตาแสนทะเล้น และซุกซนดังคาซึยะคนเดิม มันเต็มไปด้วยหมอกขาวขุ่นมัว ราวกับคนที่ตัดสินใจแน่วแน่ในเรื่องร้ายแรง



“ข้ามีความจริงข้อหนึ่งต้องบอกท่าน”



ทันทีที่พูดจบประโยค คาซึยะก็บังคับให้มือหนาที่ยึดเอาไว้ ให้สอดเข้าไปในสาบเสื้อที่พาดเฉียงข้างอก ของชุดที่สวมใส่อยู่ ร่างสูงนิ่งอึ้ง หากแต่ก็พยายามขืนมือ



“คาซึยะ!! เจ้าทำอะไร!”



“ความจริงที่ข้าปิดบังเอาไว้…” ริมฝีปากบางเอ่ย ดวงตาที่ทอดสบนั้นแน่วแน่จนจินได้แต่ตกตะลึง เป็นเหตุให้แรงที่ยื้อมือหายไปเสียดื้อๆ ส่งผลให้คาซึยะบังคับให้มันเข้าไปอยู่ใต้เนื้อผ้าได้ง่ายขึ้น และทำให้เขาได้สัมผัส…


บางสิ่ง ที่ไม่ควรมี หากแต่มี…



สิ่งที่จินสัมผัสด้วยฝ่ามือนั้น ไม่ใช่เสื้อซับด้านในของสตรี และเนินเนื้อหน้าอก หากแต่เป็นผ้าทบหนาที่นูนขึ้นมาจนคล้ายอกสตรี ร่างสูงขมวดคิ้ว ขณะเงยหน้าสบตาคาซึยะ



ไม่มีคำพูดระหว่างคนทั้งสอง คาซึยะปล่อยให้จินเอามือออกไปแล้ว จึงค่อยปลดอาภรณ์ท่อนบนออก และนั่นทำให้องครักษ์หนุ่มได้พบความจริงบางอย่าง



ความจริงที่ว่า องค์หญิงคาซึยะ ผู้เป็นธิดาบุญธรรมแห่งราชสำนักทาคิซาวะไม่มีหน้าอก!!


มันเป็นเพียงแค่ผ้าพันทบเอาไว้เท่านั้น!!



“ข้าเป็นชาย” คาซึยะบอก สายตาตกตะลึงของอีกฝ่ายนั้น ชวนให้เจ็บปวดดีพิลึก ปวดหนึบจนต้องเสสายตาทิ้งไปทางอื่นเสีย


“แล้วเรื่องเมื่อตอนที่อยู่คุโรคาวะ…”



“ยามนั้นข้าเป็นหญิง”


“หมายความว่าอย่างไร” ร่างโปร่งปิดอาภรณ์ดังเดิม ก่อนจะเอ่ยปาก



“ข้าเป็นชายสิบห้าวัน เป็นหญิงสิบห้าวัน วันที่เกิดเรื่อง ข้าเป็นหญิงพอดิบพอดี ไม่รู้ว่าโชคดีหรือร้ายกันแน่ เอาเถอะ…ที่ข้าบอกความจริงกับท่าน เพราะข้าไม่อยากให้ท่านมาตกระกำลำบากไปด้วย ได้โปรดอย่านำความลับนี้ไปบอกใคร…” ชายหนุ่มตรงหน้ามีสีหน้าไม่เข้าใจ คาซึยะก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากบอกอย่างยากเย็นด้วยหัวใจปวดร้าว เมื่อต้องยอมรับในความเป็นจริงที่ว่า ร่างกายเช่นนี้ ไม่เป็นที่หมายปอง ไม่ว่าจะเลิศเลอในด้านอื่นมากเพียงใด มันก็ทดแทนกันไม่ได้…


อาคานิชิ จิน เป็นชาย ชายที่ต้องสร้างครอบครัวกับสตรี ไม่ใช่สมรสกับเขาที่เป็นอะไรสักอย่างที่ก้ำกึ่งไม่รู้ดีรู้ชั่วเช่นนี้


“เสด็จพ่อมีพระประสงค์ให้ข้าแต่งงานกับท่าน เพื่อทำตามคำทำนายที่ว่าข้าต้องออกเรือนไปกับบุรุษแห่งราชสำนัก… มันเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ร่างกายกลับไปเป็นปกติ แต่ก็ไม่มีใครรู้ ปกติที่ว่า จะเป็นชาย หรือหญิง…” คาซึยะพยายามยิ้มให้ได้เท่าที่สมองจะสั่งการ เพื่อจะเงยหน้าขึ้นสบตากับคนที่ยืนเงียบ



“ข้ามาบอกท่านเอาไว้เสียก่อน เพราะเสด็จพ่อจะทรงเรียกท่านเขาพบ เพื่อถามความสมัครใจ…”


“แล้วเช่นไร ต้องการให้ข้าปฏิเสธอย่างนั้นหรือ…” คำถามที่ย้อนกลับมานั้นแข็งกระด้าง ดวงตาคมกริบยังหนักแน่นและมั่นคงไปด้วยแววบางอย่างอย่างที่ชวนให้คาซึยะต้องนิ่งงัน และจำต้องย้ำกับตนเองว่าเขาคงตาฝาดไป ที่ยังมองเห็นแววรักมั่นถือมั่นในดวงตาคมคู่นั้น


ร่างโปร่งเงียบ ใจนั้นหรือ ไม่อยากให้อีกฝ่ายตอบปฏิเสธเสียด้วยซ้ำ แต่จะหลอกลวงได้อย่างไร จะรร่วมชีวิตคู่ได้อย่างไร ในเมื่อจะทำให้อีกฝ่ายต้องทนทุกข์ทรมานกับร่างกายแบบนี้


“เจ้าดูถูกความรู้สึกของข้าตั้งแต่เด็กจนโต…คาซึยะ” ความเงียบงันนั้น เป็นคำตอบของคำถามที่อาคานิชิ จินคาดเดาได้ไม่ยาก เขาเอ่ยปากตัดบท ก่อนจะเสเท้าก้าวเดินออกจากห้องไป ราวกับผิดหวัง


…ดูถูกความรู้สึกอย่างนั้นหรือ…


…ใครกันแน่ที่ดูถูกความรู้สึก ไม่ได้อยากเสียหน่อย ไม่ได้อยากให้ปฏิเสธ ไม่ได้อยากวิ่งหนี ไม่ได้อยากให้ไปเป็นของใครคนอื่น…



…แต่เพราะว่าอยากให้อยู่ด้วยกันแบบนี้เรื่อยไปต่างหาก เพราะว่าอยากให้อยู่เคียงกันไปแบบนี้ แบบที่เมื่อใดที่ว้าเหว่ เมื่อใดที่เหน็บหนาว เมื่อใดที่อ่อนล้า แค่เพียงคิดถึง ความสุขในใจก็เพิ่มพูน…



เพราะว่าอยากให้เป็นแบบนั้นหรอก จึงได้บอกความจริง ไม่ได้อยากดูถูกเสียหน่อย ทำไมไม่เข้าใจกันบ้าง


คาซึยะได้แต่ทรุดกายลงนั่งกับพื้น มือสัมผัสกำไลเล็กๆบนข้อเท้าที่ใครบางคนใส่ให้ และเขาไม่เคยถอดสลักมันออกเลย


…………….

‘ท่านแม่ดุข้า! ท่านพี่ก็โกรธข้า! มีแต่คนไม่ชอบข้าทั้งนั้น!!’


‘ท่านผู้หญิงกับองค์ชายไม่ได้ไม่ชอบเจ้า’


‘หยุดเลยนะ!! เลิกเข้าข้างคนอื่นเดี๋ยวนี้!! ท่านเองก็ไม่รักข้าใช่ไหม! มีแต่คนชอบดุข้า!!’


‘ดุ ไม่ได้หมายถึงเกลียด’


‘เพราะว่าเกลียดต่างหาก ถึงได้ดุ!! ท่านก็เกลียดข้า! ไปให้พ้นเลย!!’ เด็กน้อยยังงอแง หันหน้าหนีเพื่อซ้อนน้ำตาที่ไหลเอ่อ แต่ปากโวยวายดังลั่นอย่างไม่พอใจ คาซึยะไม่เคยถูกใครดุ แต่เมื่อมีสักครั้งที่ถูกดุ และถูกเจ้าพี่โกรธไปพร้อมๆกัน โลกทั้งใบของเด็กน้อยก็เหมือนจะล่มลงมาต่อหน้า พาลเป็นคิดว่าไม่เหลือใครอีกแล้วในชีวิต


‘อย่าดูถูกความรู้สึกของข้า’ คำพูดหนักแน่น ทำเอาคนงอแงต้องปราดน้ำตาทิ้งแล้วเงยมองคนพูดด้วยดวงตาฉายแววสับสนงุนงง คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน ก่อนถามปนเสียงสะอื้น


‘ดูถูกคืออะไร’ อีกฝ่ายเงียบ ก่อนจะเบนสายตาหนี แล้วตอบง่าย


‘รู้แค่ว่าข้าไม่มีวันเกลียดเจ้าก็พอ’


แล้วก็เหมือนอารมณ์ในใจของเด็กตัวน้อยจะเบาบางลง หยาดน้ำตาที่ทะลักทะลายเมื่อครู่ เหลือเพียงสายน้อยๆ และคราบแห้งบนผิวแก้มยุ้ย กับเสียงสะอื้นฮักดังคลอไปกับเสียงลมพัดเศษใบไม้แห้งๆริมบึงน้ำ อากาศเย็นสบายที่พัดผิวน้ำจนเป็นระลอกคลื่น ความเงียบสงัด และความเหน็ดเหนื่อยเพราะพายุอารมณ์นั้น ชวนให้คาซึยะเกยคางกับสองเข่าที่ตั้งชัน ก่อนจะหลับตาลงอย่างง่วงงุน



คนหลับไปแล้วไม่มีวันรู้ และถึงรู้ ก็คงจำไม่ได้ ว่าคนที่นั่งอยู่ข้างกาย รอจนเด็กน้อยหลับสนิทดีแล้ว จึงได้อุ้มขึ้นหลัง พาเดินออกจากสวนหลังพระราชฐานกลับเรือนคาเมนาชิด้วยการก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า มั่นคง และนุ่มนวล เพียงเพื่อไม่ให้แรงสะเทือนของย่างก้าวนั้นปลุกคนหลับใหลให้ตื่นกลางคัน


.

.

.

.

.

อาคานิชิ จิน ถอนหายใจเบาๆ กับความรู้สึกหนักอึ้งในหัวใจ เรื่องที่ชวนให้ตกตะลึงคือความจริงที่ได้รู้ก็วันนี้ หากแต่ก็เพียงแค่ตกใจเท่านั้น ชายหนุ่มรู้ดีว่าความรู้สึกที่ฝังรากลึกมานานแสนนานนั้นยังคงอยู่ที่เดิม และผลิดอกออกผลเช่นเดิม มันไม่เคยลดลง ไม่ว่าจะด้วยระยะเวลา ความห่างไกล หรือเหตุผลอื่นใด


แต่ฝ่ายนั้นไม่เข้าใจ…



องครักษ์หนุ่มเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคาซึยะจึงไม่อยากออกเรือนกับเขา หรือจะเป็นพวกสตรีหัวสมัยใหม่สุดโต่ง…ไม่สิ คาซึยะไม่ใช่สตรีแล้ว อย่างน้อยก็วันนี้ ที่เขาสัมผัสมาแล้วด้วยฝ่ามือของตัวเอง…



คิดถึงมือแล้ว จินก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นดู ก่อนจะรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้า ก็ว่าเคยเที่ยวตรอกแดงกับยูอิจิมาบ้างหรอก แต่ทำไมพอแตะเนื้อต้องตัวคนที่รักแล้ว จึงได้ทำตัวราวกับเป็นบุรุษแรกรุ่นที่ไม่ประสีประสาเช่นนี้กัน


“จิน…ลูกเป็นอะไรรึเปล่า” ผู้เป็นแม่เอ่ยปากถาม เมื่อเข้ามาในห้องนั่งเล่นของเรือน กลับพบบุตรชายนั่งริมหน้าต่างเพียงลำพัง นั่งไปมองมือไป แล้วกลายเป็นหน้าเหรอหราจนนางยังนึกประหลาดใจ ตั้งแต่ใครบางคนกลับมาจากแดนไกล ดูเหมือนบุตรชายผู้เงียบขรึมของนางจะแปลกขึ้นทุกวัน หรืออย่างนี้จะเรียกศรรักปักอกเสียก็ไม่รู้


“ท่านแม่…” บุตรชายคนโต ลงจากตั่งริมหน้าต่าง เพื่อทำความเคารพมารดา ก่อนจะเชื้อเชิญให้สตรีสูงวัยนั่งเสียก่อน จึงค่อยทรุดกายลงนั่งตาม



“มานั่งทำอะไรตรงนี้ แม่เห็นทำท่าทางแปลกๆ” ร่างสูงนิ่งไป ด้วยไม่คิดว่าจะถูกตั้งคำถามเช่นนี้ ท่าทางประหม่าและอับจนจะตอบคำถาม ท่านผู้หญิงโซระจึงเสหัวเราะแทน


“อะไรกัน แม่ถามแค่นี้ทำเป็นอมพะนำ ไม่ตอบก็ไม่ตอบ ให้รู้ไปว่าเดี๋ยวนี้แม่เป็นที่ปรึกษาไม่ได้เสียแล้ว…”


“ข้าไม่…เอ่อ…ตอนท่านแม่จะแต่งงานกับท่านพ่อ ท่านรู้สึกอย่างไร” ท่านผู้หญิงโซระถึงกับเบิกตาโตเพราะคำถามของบุตรชาย ก่อนจะกลายเป็นหัวเราะน้อยๆ เมื่อรู้สึกว่าตนเองกำลังได้บุตรวัยหกขวบผู้ช่างซักช่างถามกลับคืนมา


“ตอนนั้นหรือ ก็คง…ดีใจกระมั้ง ได้แต่งกับคนที่รัก มีหรือจะไม่ดีใจ ถามอย่างกับลูกไปขอใครแต่งงานมาแล้ว แล้วฝ่ายนั้นปฏิเสธ…” เมื่อเห็นบุตรชายเงียบ นางจึงจงใจเปลี่ยนเรื่องเสีย รู้ดีว่าถ้าจินคิดจะเงียบเอาไว้ หล่อนก็คงไม่มีทางได้รู้ บุตรชายคนโตไม่ใช่คนช่างเล่านักหรอก แต่บางทีก็ทำสีหน้าซื่อสัตย์กับความรู้สึกมากเสียหน่อย จนนางเองไม่จำเป็นต้องรอคำตอบก็เข้าใจลึกไปถึงก้นบึ้งหัวใจของบุตร



“จริงสิ แม่จะมาฝากลูกไปชวนแม่หญิงคาซึยะมาทานขนมที่เรือนบ้าง ตั้งแต่กลับมาจากคุโรคาวะ ไม่เห็นมาที่นี่เลย หรือจะติดใจขนมที่นู่นเสียแล้วก็ไม่รู้”



“นางเข้าเรือนนั้นออกเรือนนี้บ่อยๆไม่เหมาะหรอก” แม้จะรู้แล้วก็เถอะ ว่า ‘นาง’ ไม่ใช่ ‘นาง’ ที่แท้จริง มิน่าเล่า จึงไม่เคยแทนตัวเยี่ยงสตรีสูงศักดิ์ที่นิยมคำว่า ‘หม่อมฉัน’ หรือ ‘ข้าน้อย’ แต่กลับใช้คำว่า ‘ข้า’ ที่แม้จะเป็นคำแทนตัวซึ่งใช้ได้ทั้งชายและหญิง หากแต่ผู้ชายนิยมใช้มากกว่า



“แม่ก็เห็นนางเข้าออกแต่เรือนนี้เรือนเดียวเท่านั้นเอง…เอาเถอะ ไว้ว่างๆ ค่อยชวนมาก็ได้ อ้อ…เมื่อครู่ พวกฝ่ายในอัญเชิญพระราชสาสน์มา องค์กษัตริย์มีรับสั่งให้ลูกเข้าเฝ้าพรุ่งนี้แต่เช้า ไม่รู้เรื่องใด…”


ร่างสูงเพียงแค่ยิ้มบางรับรู้ หากแต่สายตาที่ทอดมองมารดากลับไปนั้น ไม่อาจตอบคำถามใดๆของนางได้


สัญญาคือสัญญา


สัญญาที่จินบอกตัวเองเงียบๆ ระหว่างที่เดินออกมาจากเรือนคาเมนาชิ


สัญญาว่าความลับของคาซึยะจะไม่ออกจากปากของเขาตลอดชีวิต




……………..


วันถัดมา อาคานิชิ จิน เข้าเฝ้าองค์กษัตริย์ดังที่มีพระประสงค์ ห้องทรงอักษรของพระองค์อยู่ในตำหนักที่ใหญ่ที่สุดของเขตพระราชฐาน เป็นตำหนักอย่างตะวันตก ถูกออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดยนายช่างฝั่งโน้น ที่เข้ามาเผยแพร่วิทยาการความรู้ตั้งแต่รัชกาลก่อน มีอายุมากกว่าตำหนักกรมกลาโหมไม่เท่าไรนัก ตัวตำหนักสีขาวสะอาดตา เป็นแบบสมมาตรทั้งซ้ายขวา ก่อด้วยปูนและอิฐ ขนาดสามชั้น ประดับด้วยเสาหิน และหน้าต่างกระจกทรงโค้ง


“นั่งก่อนสิ อาคานิชิ” ภายในของตำหนักก็เป็นเฉกเช่นตะวันตก คือปูด้วยพื้นพรม และเพดานฉลุลายที่ได้นายช่างชาวทาคิซาวะร่วมออกแบบด้วย


องครักษ์หนุ่มโค้งกายคำนับอีกครั้ง จึงนั่งลงบนเก้าอี้บุนวมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ ในขณะที่ผู้เป็นเจ้าของห้องทรงงานกว้างขวางนั้น วางหัตถ์จากกิจที่โปรดอันได้แก่การอ่านหนังสือ



“เราเรียกเจ้ามาคุยวันนี้ เพราะมีเรื่องสำคัญบางอย่าง… เราไม่อ้อมค้อม อยากจะขอให้เจ้าช่วยปกป้องคาซึยะไปตลอดชีวิต ในฐานะสามีได้หรือไม่”



“เสด็จพ่อ!!” ไม่มีสุ่มเสียงใดๆบอกเหตุล่วงหน้า หากแต่ประตูห้องบานใหญ่นั้น ถูกผลักเข้ามาด้วยแขนเรียวเล็ก และเสียงแผดลั่นอย่างร้อนรน คาซึยะเบิกตาโพลง เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูงนั่งอยู่ในห้องด้วยอีกคนหนึ่ง


คิดไว้แล้วไม่มีผิด!! ดีแค่ไหนที่วันนี้บุกไปเรือนอาคานิชิ เพราะหวั่นใจ ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายถูกเรียกเข้าเฝ้ากระชั้นชิดเช่นนี้



“พ่อขอคุยกับองครักษ์อาคานิชิก่อนได้ไหม”



“ลูกจะอยู่ด้วย”



“หือ? เรื่องของพ่อกับองครักษ์ เจ้าเกี่ยวอะไรเล่า” ท่าทางเอาเรื่องของพระธิดา ชวนให้องค์กษัตริย์นึกอยากสรวลเสียนัก ใบหน้าหวานนั้นบูดบึ้งมู่ทู่ และแววตาเป็นประกายยามจับจ้องไปที่แผ่นหลังขององครักษ์อาคานิชิ ที่ไม่หันกลับไปมองอีกเลย นับตั้งแต่เมื่อครู่นี้


“แล้วไม่ใช่เรื่องของลูกด้วยหรือ หรือเสด็จพ่อจะคุยเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องแต่งงาน”


“เอาเถอะๆ พ่อยอมแล้ว เจ้าจะอยู่ด้วยก็มานั่งข้างพ่อ แล้วให้องครักษ์อาคานิชิเป็นฝ่ายตัดสินใจ เข้าใจไหม อย่าตุกติกเชียว”



“ลูกไม่เคยตุกติก” คาซึยะทูลเสียงพาล ก่อนจะเดินตึงตังไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกตัวที่อยู่ถัดไปทางด้านหลังองค์กษัตริย์เล็กน้อย สายตาจับจ้องแน่วแน่อยู่แต่กับใบหน้าหล่อเหลาขององครักษ์หนุ่ม



…อุตส่าห์เตือนไว้ถึงขนาดนั้น หากยังจะตอบรับแต่งงานก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว!! ความจริงก็รู้หมดแล้ว จะทำใจยอมรับได้อย่างไรในเร็ววันเช่นนี้ ไม่มีทางหรอก ที่คาซึยะมาถึงตำหนักนี้ ก็เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าจะไม่ถูกพระบิดามีโองการให้แต่งงานกับชายหนุ่มผู้นี้อีก…



…แม้…หัวใจจะไม่อยากรับรู้ แต่ความจริงก็คือความจริง ความจริงที่คาซึยะไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ หากเป็นชายช่วงหนึ่งเป็นหญิงช่วงหนึ่ง เป็นตัวประหลาดที่ไม่รู้ว่าเพราะผลกรรมอันใดจากชาติปางก่อนกัน…



“ว่าอย่างไร อาคานิชิ อยากดูแลธิดาของเราไหม” องค์กษัตริย์รับสั่งเข้าเรื่องเดิม ให้จินต้องเสสายตาไปยังคนที่จ้องเขาเขม็ง ร่างสูงสบตากับดวงตาคาดคั้นที่ส่อแววว่าให้เขาปฏิเสธไปเสีย



…เหตุใดจึงไม่อยากแต่งกับเขาถึงเพียงนั้น เขาไม่เหมาะสมด้วยเหตุผลใด หรือคาซึยะรังเกียจเขาอย่างนั้นหรือ อยู่กับเขาแล้วน่าเบื่ออย่างนั้นหรือ จึงต้องตามมาถึงนี่ เพียงเพื่อจะเค้นคอให้เขาปฏิเสธ



“หากองค์หญิงคาซึยะต้องการอย่างนั้นเช่นกันด้วยแล้ว กระหม่อมก็น้อมรับบัญชา”



“ว่าอย่างไร คาซึยะ” องค์กษัตริย์หันไปตรัสถามพระธิดา สายเนตรที่ทอดมานั้น ชวนให้หัวใจไหววูบ จนผู้เป็นธิดาบุญธรรมต้องเสสายตาหลบ



รู้หรอกว่าเสด็จพ่อห่วงใย รู้ว่าเสด็จพ่ออยากให้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมทั้งหลายที่มีติดตัวมา แล้วผู้ชายคนนั้นเล่า…ผู้ชายคนนั้นจะมีความสุขกับชีวิตคู่อย่างนั้นหรือ ชีวิตคู่ที่แปลกประหลาดพิสดารเพราะมีภรรยาเป็นทั้งชายและหญิง



“เงียบเช่นนี้ พ่อจะถือว่าลูกยอมรับการแต่งงานนะคาซึยะ” พระบิดาบุญธรรมเร่งรัด ให้คาซึยะได้แต่ส่งเสียงรับคำแต่บางเบา



“เพคะ” หัวใจบีบรัดและหนักอึ้ง การแต่งงานที่ซีกหนึ่งในใจปฏิเสธเพราะไม่อยากให้ชายผู้นั้นทนทุกข์ทรมาน หากแต่อีกซีกในใจนั้นอุ่นวาบด้วยความรู้สึกหวามไหวท่วมท้น


คนทั้งคู่ออกมาจากห้องทรงอักษรขององค์กษัตริย์หลังจากอยู่สนทนากับพระองค์อีกพักหนึ่ง และทันทีที่ก้าวขาพ้นออกมาจากตำหนักนั้น คาซึยะก็เอ่ยปากถามเสียงเบา


“ทำไมท่านถึงไม่ปฏิเสธไป” การตัดสินใจขึ้นอยู่กับฝ่ายชาย นั่นคือประเพณีของทาคิซาวะ คาซึยะรู้ดีว่าหากตอบปฏิเสธพระบิดา แต่ฝ่ายชายกลับตอบแบ่งรับแบ่งสู้ไปตั้งแต่แรก อย่างไรก็ต้องลงเอยที่การแต่งงานอยู่ดี แต่ถ้าหาก…หากแม้อาคานิชิ จินจะบอกปัดเพียงเล็กน้อย ทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้น



ชายหนุ่มหันกลับมามองด้วยใบหน้าเรียบเฉย



“อย่าคิดว่าเพราะเจ้าแปลกประหลาดจากคนอื่น แล้วข้าจะทอดทิ้งคำสัญญาที่มีต่อตัวเอง” พูดเพียงเท่านั้นก็เดินจากไป ทิ้งให้คาซึยะมองตามด้วยความไม่เข้าใจ



จนบัดนี้ ร่างโปร่งก็ยังไม่รู้ ว่าสัญญาที่อาคานิชิ จิน พูดนั้น หมายถึงเรื่องใด


แต่จะมีความหมายอย่างไรก็ตาม มันก็ผูกพันเขาทั้งคู่ให้ไม่อาจจากกันไปชั่วชีวิต


……………………….


งานมงคลของพระธิดาบุญธรรมในองค์กษัตริย์และองครักษ์หนุ่มแห่งราชสำนักถูกป่าวประกาศไปทั่วทั้งอาณาจักรในอีกหนึ่งเดือนต่อมา พร้อมกับเทียบเชิญที่ถูกส่งไปยังดินแดนต่างๆ นอกจากนั้น การเตรียมงานเพื่อให้ทันฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึงนั้น ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฤดูใบไม้ผลิเป็นฤกษ์งามยามดี หมายถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ที่คู่แต่งงานส่วนใหญ่มักจัดงานกันในช่วงนี้ ไม่พ้นคาซึยะและอาคานิชิ จิน ที่มีกำหนดในช่วงนั้นเช่นกัน



ทว่า…แม้จะยุ่งอยู่กับเรื่องงานสมรสเพียงใด แต่หน้าที่องครักษ์ของอาคานิชิ ก็คือหน้าที่ และหน้าที่ของคาซึยะก็คือหน้าที่ คนทั้งคู่ยังคงทำงานในกรมกลาโหม เพื่อรับใช้องค์ชายรัชทายาทที่กลับมาจากคุโรคาวะหลังจากพวกเขาเกือบสองสัปดาห์



“คาซึยะ จดหมายจากทางตะวันตก ที่ให้แปล เรียบร้อยไหม” งานหลักของคาซึยะยังคงเป็นงานแปล ที่นับตั้งแต่อาณาจักรทาคิซาวะเข้าร่วมงานเลี้ยงของคุโรคาวะคราวนั้นไป ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างทาคิซาวะกับตะวันตกจะดีขึ้นเป็นลำดับ อย่างน้อยก็เริ่มส่งสาสน์ปรึกษาหารือกันในเรื่องของการค้าขาย และการเยี่ยมเยียน


“เรียบร้อยเพคะ ดูเหมือนหลายอาณาจักรต้องการเข้ามาค้าขายกับเรา”



“แน่ล่ะ อาณาจักรเราติดทะเล ทั้งยังมีเหมืองเพชรพลอย อย่างนี้เห็นที แม้แต่คุโรคาวะเอง ก็คงต้องหวั่นเราในอนาคต” องค์ชายรัชทายาทตรัสอย่างพึงใจ ก่อนจะรับงานแปลจากผู้เป็นน้องมา



“ว่าแต่เจ้าเถอะ คาซึยะ ตัดชุดเรียบร้อยรึยัง” คาซึยะนิ่งไปเล็กน้อย เหลือบมองชายหนุ่มอีกคนที่ต้องตัดชุดเช่นกัน หากแต่ฝ่ายนั้นยังนิ่ง และเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน นับตั้งแต่วันที่เข้าเฝ้าองค์กษัตริย์ ทั้งเขาและอาคานิชิ จิน ก็ยังไม่ได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวอีกเลย เพราะต่างฝ่าย ต่างก็ยุ่งอยู่แต่กับงาน และการเตรียมตัวสำหรับเป็นคู่แต่งงาน



คาซึยะเพิ่งรู้ก็วันนี้ ว่าคนจะออกเรือนได้นั้น ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งขัดตัว บำรุงผิว เลือกแบบผ้า วัดตัว และอีกหลากหลายที่ทำให้ทุกวันนี้ แค่จะเจียดเวลาออกไปเดินเล่นบ้าง ยังทำได้ยากเต็มทน บางคราวก็เบื่อ คาซึยะเคยนึกถึงชีวิตที่อยู่ในต่างแดน ได้ออกไปเดินในเมือง ได้เยี่ยมชมวิถีชีวิตและความเป็นไป แต่เมื่อกลับมาอยู่ที่ทาคิซาวะ



แค่ได้มองดูกำแพงวังก็ถือว่ามากเกินไปแล้ว ยิ่งมาเกิดเรื่องพรรค์นั้นที่คุโรคาวะด้วยแล้ว ทุกวันนี้ ยามไปที่ใด คาซึยะจำต้องมี ‘นางพ่วงท้าย’ ไปด้วยทุกครั้ง รู้สึกท่านแม่จะเรียกว่า ‘นางกำนัล’ แต่พวกนางชอบเดินรั้งท้ายทุกที คาซึยะเดินเร็ว พอมีคนเดินโอ้เอ้ตามหลังแล้วอึดอัด



“เจ้าพี่เล่า ชุดสำหรับงานแต่งน้อง เรียบร้อยไหม หล่อหรือไม่ งานแต่งน้อง พระองค์จะไม่หล่อไม่ได้เชียว” องค์ชายหนุ่มสรวลน้อยๆ



“กังวลอะไรเช่นนั้น งานมงคลของเจ้า พี่ที่เป็นเชษฐากลับหล่อไม่สู้เจ้าบ่าวของน้อง ก็แย่ซี…”



“เพคะ แล้วน้องจะคอยดู” องค์ชายหนุ่มเลิกพระขนง ก่อนจะสรวลเสียงดัง



“เห็นที คงจะเป็นพี่ต่างหาก ที่คอยดู… ไม่รู้งานมงคลครั้งนี้ จะได้เห็นน้องน้อยแต่งกายสมสตรีหรือไม่” เพราะงานมงคลของราชสำนักครั้งวันวานนั้น คาซึยะในวัยไม่เต็มสิบเล่นซุกซนจนน่าตี


“ถ้าลองแต่งไม่สมสตรี คงจะมีบางคนแถวนี้อกแตกตายเพคะ” ประโยคนี้ของคาซึยะแผ่วเบา เพราะไม่อยากให้ใครบางคนที่นั่งทำงานอยู่ไม่ไกลได้ยิน ประเดี๋ยวจะเกิดเรื่องดังที่เคยเกิดมาแล้ว


.

.

.

.

.

‘ก็ข้าอยากแต่งกายแบบท่าน ข้าชอบสีดำ! ไม่อยากใส่สีขาวนี่!!’ นั่นคือเสียงของเด็กตัวเล็กที่ตะเบ็งใส่เด็กหนุ่มร่างสูงกว่า ทั้งสองแต่งกายแบบเดียวกัน เพื่อร่วมพิธีมงคลของพระธิดาองค์หนึ่งในองค์กษัตริย์รัชกาลก่อน



‘แต่มันเป็นระเบียบ เจ้าเป็นหญิง จะแต่งแบบชายได้อย่างไร’ ทั้งๆที่ความจริงแล้ว คาซึยะต้องใส่ชุดสีขาวตามประเพณีของเด็กหญิง แต่เจ้าตัวกลับชอบชุดสีดำของเด็กชายมากกว่า และก็ซุกซนจนได้เรื่อง วิ่งไปหามาเปลี่ยนได้เสียด้วย ถึงที่มีให้เปลี่ยน จะใหญ่โคร่ง และรุ่มร่ามก็เถอะ



‘ข้าไม่เห็นสนระเบียบ!!’


‘ไม่ได้! ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า! ไม่เช่นนั้น ข้าจะไปตามท่านผู้หญิงคาเมนาชิ!!’



‘เอ๊ะ!...’ คิ้วขมวดด้วยความไม่พอใจ หากแต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายท่าทางแข็งกร้าว และไม่มีทีท่าจะลงให้ เลยได้แต่ก้มหน้าเงียบ


‘คาซึยะ’



‘ก็ข้าอยากใส่…ให้ข้าใส่ไม่ได้หรือ ข้าไม่ออกไปในงานก็ได้ เดี๋ยวไปนั่งทานขนมที่โรงครัว’ เห็นท่าทางเงยหน้าอ้อนวอนต่อรอง กับสองมือที่เข้ามากุมชายเสื้อเอาไว้ ทำเอาเด็กหนุ่มร่างสูงได้แต่ถอนหายใจยาว


‘งั้นไปนั่งที่ริมบึง ข้าจะไปเอาขนมในงานเลี้ยงมาให้’ เจ้าเด็กตัวน้อยยิ้มกว้าง หมุนตัวจะเดินไปรอขนมที่บึงหลังพระราชฐานตามที่นัดแนะ หากแต่ถูกรั้งข้อมือเล็กเอาไว้ให้ต้องหันกลับมามอง



‘ไม่มีชุดที่พอดีกว่านี้หรือ’ เด็กชายร่างสูงกว่าเอ่ยปากถามเพียงเท่านั้น ก่อนจะย่อตัวลงนั่งกับพื้น แล้วพับขากางเกงที่ยาวรุ่มร่ามให้อีกฝ่าย



‘ขอบคุณ’ นอกจากคำพูดแล้ว เพื่อตอบแทนความใจดีของอีกฝ่าย เด็กตัวน้อยผู้ชอบสีดำจึงยิ้มกว้างอวดฟันซี่เล็กให้อีกทีหนึ่งนั่นแล้ว จึงวิ่งจากไป ทิ้งไว้เพียงใครบางคนที่หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในโรงครัว เพื่อขอปันขนม และใครอีกคนที่แอบดูอยู่หลังพุ่มไม้ไม่ไกล หากแต่รับรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง จนเผลอสรวลออกมา




องค์ชายฮิเดอากิหวนคิดถึง หากแต่กลับพบความเป็นจริงอีกข้อ นั่นก็คือ ไม่เห็นจะมีใครอกแตกตายเสียสักคน ยามคาซึยะดื้อหรือซน จะมีก็แต่คนอดใจไม่ไหวต้องตามใจคาซึยะอยู่ร่ำไปต่างหากเล่า


……………………..


งานมงคลใกล้เข้ามาทุกขณะ และสามวันก่อนพิธี คาซึยะไม่อาจมาทำงานที่กรมกลาโหมได้ เนื่องจากประเพณีที่ฝ่ายหญิงห้ามพบหน้าฝ่ายชายเป็นเวลาสามวัน ทั้งที่ในใจอดจะนึกร้องเรียนไม่ได้ก็เถอะ ว่าทำไมถึงไม่ให้ฝ่ายชายหยุดงาน แล้วให้เขาไปทำเล่า? แต่…โลกใบนี้ ผู้ชายยิ่งใหญ่คับฟ้าเสมอ ร่างโปร่งได้แต่นึกหงุดหงิดกับความไม่เท่าเทียมที่ ‘ชาย’ อย่างตนประสบ


“คาซึยะ” เสียงเรียกดังเบา ในห้องพักผ่อนของบุตรคนเล็ก ร่างโปร่งหันไปมองยังประตู เห็นมารดา กำลังเดินเข้ามาพร้อมถาดขนม จึงวางหนังสือลงข้างกาย แล้วเข้าไปช่วยเหลือ



“ให้คนมาตามข้าไปพบก็ได้ ท่านแม่ไม่น่ายกมาเอง” ท่านผู้หญิงเพียงยิ้มบาง ก่อนจะทรุดกายลงนั่งบนตั่งข้างหน้าต่างที่ลมหอบเอากลิ่นดินกลิ่นหญ้าเข้ามาให้ชื่นใจ



“ไม่คิดไม่ฝัน ว่าสุดท้ายแล้ว ลูกจะได้แต่งงานดังคำทำนาย” เสียงที่กล่าวนั้นอ่อนระโหย ท่านผู้หญิงกังวลกับพิธีสมรสครั้งนี้ แต่ทั้งอย่างนั้น ก็ยังจดจำได้แม่น ถึงคำตรัสของพระเชษฐา



‘จะปล่อยให้คาซึยะอยู่แบบนี้ไปชั่วชีวิตอย่างนั้นน่ะรึ!! ไม่คิดสงสารบ้างเลยหรือไร!!!’ เพราะสงสาร จึงต้องจำใจให้งานแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้น แล้วได้แต่หวัง ให้ อาคานิชิ จิน คือบุรุษแห่งราชสำนัก คาซึยะจะได้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมทั้งหลายที่ติดตัวมาเสียที ที่สำคัญ ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ขอให้ชายผู้นั้นรับได้ ในสิ่งที่ คาซึยะเป็นด้วยเถิด



“แม่แค่…จะเข้ามาบอกให้ลูกเข้านอนเร็วหน่อย พรุ่งนี้จะวันงานแล้ว ต้องตื่นแต่เช้า”



“ไม่ใช่เพราะท่านอยากมาดูให้แน่ใจหรือ ว่าบุตรของท่านไม่หนีไปเที่ยวในเมืองฉลองก่อนคืนแต่งงาน” คาซึยะยิ้มทะเล้น ให้ผู้เป็นแม่ต้องตีเพี๊ยะเข้าที่ต้นแขนบุตร



“นับตั้งแต่คืนพรุ่งนี้ไป ลูกก็ต้องย้ายไปเรือนอาคานิชิแล้ว จะแอบปีนหน้าต่างออกไปเที่ยวกลางค่ำกลางคืนแบบที่ทำตอนอยู่ที่เรือนนี้ไม่ได้หรอกนะ คาซึยะ” ผู้เป็นมารดารู้ดี ว่าบุตรคนนี้โหยหาอิสระ ทั้งทางใจ และทางกายเพียงใด แต่ถึงรู้ว่าคาซึยะแอบหนีไปเที่ยวเล่นในเมืองยามค่ำคืนหลายต่อหลายครั้ง แต่นางไม่เคยห้ามเสียสักครั้ง อาจจะเป็นเพราะนางรักมากเกินไป จึงไม่ว่าไม่กล่าว



“แล้ว…เป็นชายใช่มั้ย ร่างกายของลูก” คำถามนี้ ทำเอาคาซึยะนิ่งขึงไปทั้งร่าง เหลือบตามองมารดา ก่อนจะพยักหน้ารับน้อยๆ แล้วอดค่อนแคะไม่ได้ ที่อาคานิชิ จิน ยังยึดมั่นถือมั่นจนมาถึงทุกวันนี้



“คงเป็นโชคร้ายของชายผู้นั้น เพียงค่ำคืนแรกของการแต่งงานก็เจอดีเสียแล้ว”


“เขารู้รึยัง ว่าลูกเป็นอย่างไร”



“รู้แล้วท่านแม่…ข้าบอกเขาตั้งแต่ก่อนที่เสด็จพ่อจะมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าเสียอีก แต่ไม่รู้อะไรยึดปากชายผู้นั้นไว้ จึงได้ตอบตกลงง่ายดายนัก”



“แล้วลูกดีใจไหม ที่เขาตอบตกลง” และเป็นอีกครั้ง ที่คาซึยะถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ก้มหน้านิ่ง จะให้ยอมรับอย่างนั้นหรือ ว่าจริงแท้แล้ว ในใจกำลังไหวถี่อย่างรุนแรง เมื่อคิดถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ทันทีที่แสงแรกของวันจับที่เส้นขอบฟ้า เสียงกลองจะโห่ร้อง กลีบดอกไม้จะโปรยปรายเพื่อต้อนรับการมาเยือนของบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งจะอยู่ในชุดเข้าพิธี



“สบายใจเถิดคาซึยะ หากลูกดีใจกับงานในวันพรุ่งนี้ นั่นหมายความว่าชีวิตคู่ของลูกจะมีความสุข ทานขนมเสีย แล้วเข้านอน อย่ามัวพะว้าพะวง ประเดี๋ยวจะตื่นสาย จะเสียฤกษ์” ท่านผู้หญิงมามิตีความอาการนิ่งเงียบของบุตรได้ในวินาทีนั้นเอง




ถึงการเผลอใจไปกับความรัก จะเป็นเรื่องร้ายแรง สำหรับร่างกายแบบนี้ แต่หากตามที่พระเชษฐาตรัสไว้เป็นจริง นางเชื่อว่าทั้งบุตรของหล่อน และชายผู้นั้น จะช่วยกันฝ่าฟันความโหดร้ายของโชคชะตานี้ไปได้อย่างน่าอัศจรรย์



‘ฮิเดอากิบอกว่า คนที่ไปช่วยคาซึยะเป็นคนแรกคือ อาคานิชิ จิน…ชายผู้นั้นรักคาซึยะมานานแล้ว’



อาคานิชิ จิน ได้โปรด…จงเป็นบุรุษแห่งราชสำนักตามคำทำนายด้วยเถิด นางขอแลกด้วยชีวิตเพื่อเป็นการวิงวอน


…………………….



แม้ฤกษ์สำหรับพิธีสมรสจะเป็นเวลาที่แสงแรกของวันทอที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออก หากแต่คนในเรือนคาเมนาชิ และคนของราชสำนักต้องเริ่มเตรียมงานกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง งานนี้ยิ่งใหญ่นัก เนื่องจากเป็นพิธีสมรสพระราชทาน อีกทั้งฝ่ายหญิงยังเป็นถึงธิดาบุญธรรมในองค์กษัตริย์ ส่วนฝ่ายชายเป็นองครักษ์รักษาพระองค์ในองค์ชายรัชทายาท งานเลี้ยงจึงยิ่งใหญ่และเอิกเกริก



คาซึยะต้องตื่นตั้งแต่ดึก เพื่อทำผมและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดสำหรับเข้าพิธีแต่งงาน อันได้แก่กิโมโนแบบประยุกต์ดังที่เคยใส่ในงานเลี้ยงเมื่อครั้งต้อนรับคณะทูตจากคุโรคาวะ หากแต่เมื่อเป็นชุดที่สงวนไว้สำหรับเจ้าสาวเท่านั้น มันจึงมีเครื่องแต่งกายที่วิจิตรตระการตามากกว่านั้น ด้วยผ้าปักลายดิ้นทองเป็นรูปหงส์ผงาด ชายกระโปรงนั้นยาวละพื้น จนต้องให้นางกำนัลคอยช่วยยก และที่ครอบศีรษะซึ่งทำจากผ้าดิ้นทองเช่นเดียวกันก็ทั้งหนาและหนัก จนคาซึยะอดบ่นไม่ได้



“หนักจังท่านแม่ ไม่ใส่ไม่ได้หรือ” ท่านผู้หญิงมามิหัวเราะน้อยๆ สบตากับบุตรผ่านทางกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นภาพของคาซึยะผู้ซึ่งเคยซุกซนวิ่งเล่นเสียงดัง ณ บัดนี้กลายเป็นว่าที่เจ้าสาวเสียแล้ว



“อยากถอดหรือ เช่นนั้นต้องภาวนาให้ฟ้าสางเร็วๆ คนที่ถอดให้เจ้าได้ คือชายผู้โชคร้ายคนนั้น ไม่ใช่แม่”



“แล้วเมื่อไรฟ้าจะสาง…”



“ใจร้อนจริงลูกคนนี้ เสื้อผ้าก็ยังไม่เปลี่ยน ลูกจะให้ฟ้าสางบัดนี้ แล้วออกไปรับหน้าในชุดนอนของลูกน่ะหรือ เอ…หรือเพราะไม่เจอหน้ากันเสียสามวัน ก็อดใจไม่ไหวเสียแล้ว”



“ท่านแม่!” คาซึยะถึงกับร้องลั่น เมื่อมารดายังเอาแต่ยิ้ม



“แล้วนั่น กำไลข้อเท้า จะถอดไหม หรือจะใส่แบบนั้นไว้ตลอด” แล้วก็กลายเป็นว่าท่านผู้หญิงมามิถามเปลี่ยนเรื่องไปยังกำไลทองบนข้อเท้าขาวที่โผล่พ้นชายผ้าออกมา



“ใส่ไว้ไม่ได้หรือ”



“ถ้าใส่ไว้ให้เจ้าบ่าวดีใจ แม่ไม่ว่า แต่ถ้าใส่แล้วเขาแคลงใจก็ควรถอด ว่าอย่างไร จะใส่หรือถอด” และเพียงเท่านั้น คำตอบที่ได้รับจากบุตรคนเล็กก็ทำให้ท่านผู้หญิงมามิได้รู้เพิ่มอีกอย่าง



“ใส่…”



กำไลข้อเท้าชิ้นนี้ คือของกำนัลจากชายผู้นั้น…แล้วใครกันเล่า ที่ว่าองครักษ์ อาคานิชิ จิน ซึมกะทื่อ และจีบหญิงไม่เป็น หรือถ้าจะบอกอีกอย่าง ก็ต้องบอกว่า อาคานิชิ จิน รู้จักจีบ อย่างที่ไม่ทำให้ผู้ใหญ่นึกขุ่นนั่นเชียว
.

.

.

.

.

‘เจ้าพี่! รู้ไหม สมัยก่อน ทาคิซาวะใช้กำไลข้อเท้าเป็นของหมั้นด้วย’ เด็กตัวน้อยหันมาบอกเสียงดัง ในมือยังมีหนังสือเก่าคร่ำคราจนเป็นสีเหลือง บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งค้นพบความรู้ใหม่จากหนังสือเล่มนี้เอง



‘ใช่ ไม่เพียงแค่ทาคิซาวะหรอก แต่คุโรคาวะก็ด้วย อาณาจักรแถบนี้ สมัยก่อนเขาก็ใช้กำไลข้อเท้าเป็นของหมั้นกันทั้งนั้น แต่สมัยนี้มาใช้กำไลข้อเท้าหมั้นล่ะก็ คงเชยดีพิลึก’ เจ้าตัวน้อยยิ้มเจ้าเล่ห์ เหลือบตาไปยังเด็กหนุ่มที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ไม่ไกล ก่อนจะหันมาทูลถวาย


‘แต่ข้าอยากเห็นคนเชย’ ว่าแล้วก็วางหนังสือในมือลงข้างกาย ก่อนจะลุกขึ้นวิ่งตุบตับไปหาเด็กหนุ่มที่ยังสนอยู่เพียงการอ่านหนังสือเท่านั้นเอง


‘จิน! ท่านรู้ไหมว่ากำไลข้อเท้าเป็นของหมั้น! ตอนท่านแต่งงาน ท่านใช้กำไลข้อเท้าหมั้นนะ!’ เด็กหนุ่มยังคงมีสีหน้าไม่เข้าใจกับคำบอกเล่า แต่เจ้าตัวน้อยค้ำสองแขนกับหน้าขาเขา กลับมุ่งมั่นจะให้เขารับคำเสียให้ได้ ว่าจะหมั้นคนรักด้วยกำไลข้อเท้า


‘สัญญาซี! สัญญาว่าจะหมั้นด้วยกำไลข้อเท้า’


‘ได้’ สัญญาคือสัญญา สัญญาคือสิ่งที่ต้องทำให้กลายเป็นความจริง

………………..



ทันทีที่แสงตะวันแรกทอประกายสีทองบนขอบฟ้า กลีบดอกไม้ก็ถูกเหล่านางกำนัลโปรยตามทางเดินจากเรือนอาคานิชิ มายังเรือนคาเมนาชิ จากนั้น จึงเป็นเสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้าน และขบวนของตระกูลอาคานิชิ ที่ประกอบด้วยบิดา มารดา และต้นตระกูลทั้งหลายที่เดินนำเจ้าบ่าวในชุดดั้งเดิมของทาคิซาวะอันได้แก่ฮากามะสีดำสำหรับพิธีการไปตามทางที่มีนางกำนัลหญิงโปรยดอกไม้เอาไว้



จนถึงเรือนคาเมนาชิ ผู้ใหญ่ของสองตระกูลจึงได้ทักทายกัน ก่อนที่คาซึยะจะถูกพาออกมาที่โถงเรือน เพื่อเริ่มพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษของสองตระกูล และราชวงศ์ทาคิซาวะด้วยดอกไม้และธูป รวมถึงสำรับอาหารคาวหวาน แล้วจึงยกน้ำชาถวายองค์กษัตริย์และองค์ราชินีผู้เป็นประธานในพิธี



“รักกันให้มากดังที่รักชีวิตเจ้าเอง มั่นคงให้มากดังที่ขุนเขามั่นคงกับแผ่นดิน โกรธเคืองสิ่งใด จงปล่อยให้มันชะล้างไปดังสายน้ำเซาะโขดหิน ยามใดเหน็บหนาว ทุกข์ระทม จงให้ความอบอุ่นกันและกัน ดังที่กองไฟให้ไออุ่นกับอากาศ ขอให้ชีวิตคู่ของพวกเจ้าจงมีความสุข” องค์กษัตริย์ตรัสให้พร อย่างที่ทำให้คาซึยะน้ำตาซึม



“องครักษ์อาคานิชิ เราฝากลูกของเราไว้กับหัวใจของเจ้า อย่าทอดทิ้ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น…คาซึยะ เมื่อลูกวางชีวิตไว้กับหัวใจชายผู้นี้ จงอย่าทำให้หัวใจของคนที่เจ้ารักเจ็บปวด จงดูแลและทะนุถนอมมัน มีความสุขให้มาก” องค์รานีตรัสทั้งน้ำพระเนตรด้วยความปิติ



หลังการยกน้ำชาเพื่อทำความเคารพองค์กษัตริย์และองค์ราชินี รวมถึงบิดามารดาของทั้งสองตระกูลและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานแล้ว สิ่งที่คาซึยะเฝ้ารอคอยเสียนาน ก็คือการที่ร่างสูงจะถอดผ้าคลุมศีรษะออกให้



“อยากใส่สีดำแบบนี้” เสียงเบาจากคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ท่ามกลางความเงียบในห้องโถงนั้น ทำเอาจินต้องเลิกคิ้วเล็กน้อย สบตาเข้ากับคนที่เหลือบมองมาจากใต้ผ้าคลุม ก็นึกขำกับเจ้าสาวของเขา…ไม่ว่าเมื่อไร คาซึยะก็ยังเป็นคาซึยะที่ไม่รับกฎระเบียบเช่นเคย ชายหนุ่มค่อยๆยกที่ครอบศีรษะออกอย่างแผ่วเบา จึงได้เห็นคนที่เขาไม่สบหน้าถึงสามวันเต็ม



ถือเป็นอันเสร็จพิธีสำหรับงานสมรสตามประเพณีดั้งเดิม จะเหลือก็แต่พิธีที่ได้รับและประยุกต์มาจากตะวันตก ซึ่งเป็นงานเลี้ยงในพระราชวัง และมีงานเฉลิมฉลองที่ใจกลางเมือง



ผู้คนที่มาร่วมพิธีเริ่มขยับขยายกันออกจากโถงเรือนคาเมนาชิ เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า สำหรับมาร่วมงานเลี้ยงในยามเย็น ส่วนตระกูลอาคานิชิจะยังคงรออยู่ที่เรือนคาเมนาชิเลย



“โนบุทากะ พาท่านอาคานิชิไปที่ห้องพักผ่อนที ท่านอาคานิชิจะได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ท่านนากามารุจะตามเพื่อนไปก็ได้นะคะ” ท่านผู้หญิงมามิเข้ามาบอกกล่าว ทางเรือนคาเมนาชิเตรียมห้องพักไว้ให้สำหรับตระกูลอาคานิชิแล้ว สำหรับการพักผ่อนในช่วงบ่าย ก่อนจะไปที่ตำหนักซึ่งได้รับพระราชทานจากองค์กษัตริย์ให้เป็นที่จัดงานเลี้ยงในยามเย็น พร้อมกัน



“ขอบคุณมาก ท่านผู้หญิง”



“คาซึยะ ลูกต้องมาเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย” หากแต่คนเป็นลูกยังจับจ้องชุดฮากามะสีดำของผู้ที่รับสถานะสามีอย่างไม่วางตา ให้ท่านผู้หญิงมามิต้องตีแขนเบาๆ



“มาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย คาซึยะ” จินต้องอดใจไม่ได้ยิ้ม เมื่อเห็นร่างโปร่งยอมเดินตามมารดากลับเข้าไปในเรือนอย่างที่ยังเอาแต่อาลัยอาวรณ์กับเครื่องแต่งกายสีดำที่ชอบ



“เช้าวันนี้อะไรก็สดใส ว่าไหมเพื่อนรัก” ยูอิจิกลั้นใจอยู่นาน รอจนเจ้าของเรือนอย่างท่านผู้หญิงมามิจากไปแล้ว จึงได้หันมาหยอกล้อเพื่อนสนิท ซึ่งยังเอาแต่ส่งสายตาที่แอบเห็นแววหวานเชื่อมทอดตามคนที่ลับร่างกลับเข้าไปในเรือน



“เจ้าเอง วันนี้ก็ตื่นเช้าไหวหรอกหรือ” จินหันมาถามเพื่อนเป็นการเปลี่ยนเรื่อง



“งานของหญิงงาม มีหรือ ข้าจะไม่ไหว… ว่าแต่ เจ้าเตรียมพร้อมสำหรับคืนนี้หรือยัง” หน้าทะเล้นร้ายของยูอิจิ ทำเอาจินต้องขมึงตาดุๆใส่ ให้คนถามหัวเราะร่วนถูกใจ


“ข้าหมายถึงงานเลี้ยงคืนนี้ต่างหาก…นี่แหละหน่า เขาถึงว่ากันว่า ผู้ชายเงียบน่ะ ร้ายลึก…” จากนั้นจึงหันไปขอให้ คาเมนาชิ โนบุทากะผู้เป็นเจ้าบ้านนำไปยังห้องพักผ่อน ทิ้งไว้เพียงเพื่อนผู้เป็นเจ้าบ่าวที่ได้แต่ส่ายหน้าระอา ก่อนจะหมุนกายเดินตามไป


…………………………


งานเลี้ยงยามค่ำถูกจัดขึ้นที่ตำหนักหลวง เป็นงานดังตะวันตก ที่ทาคิซาวะรับมาได้นับสิบปีแล้ว ผู้คนมากมายกว่าตอนงานประเพณีช่วงเช้า เนื่องจากมีทั้งแขกของบิดามารดา และขุนนางนายทหารในรั้ววัง คาซึยะที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว และยังคงไม่พอใจในการแต่งกายของตัวเอง หาใช่อื่นใด แต่เป็นเพราะฝ่ายร่างสูงต่างหาก ที่ได้แต่งชุดที่ตนอยากแต่ง!



“เจ้าบ่าวต้องใส่ชุดสีดำตลอดงานเลยหรือ” ด้วยอารมณ์พาลเล็กน้อย ยามเดินเคียงกันเข้ามาในงาน คาซึยะจึงอดไม่ได้ ที่จะถามชายหนุ่มข้างกายที่อยู่ในชุดข้าราชการองครักษ์ดังที่เคยใส่เมื่อครั้งงานเต้นรำ



“เจ้าช่างพาล นี่ชุดประจำตำแหน่งหรอก” จินอดยิ้มไม่ได้ เมื่อเห็นใบหน้าหวานงองุ้ม



“ข้าก็เป็นข้าทาสในองค์ชายรัชทายาท เหตุใดจึงไม่มีชุดประจำตำแหน่งบ้าง ประเดี๋ยวจะไปเรียกร้องเสียหน่อย” จะสีใดก็ได้ คาซึยะว่าชุดข้าราชการนายทหารสีเขียวหม่นนั่นก็งาม แต่สีดำขององครักษ์งามกว่า แต่แดงเลือดนกของพวกกรมคลังก็เข้าท่าหรอก อ้อ สีน้ำเงินเข้มของกรมการท่าก็ใช้ได้ทีเดียว



“ข้าจะคอยชมเจ้าแล้วกัน ไปเถอะ” ปลายนิ้วยาวเพียงแตะเล็กน้อยที่ข้อศอกของคนที่อยู่ในชุดสีขาวยาวละพื้น จนต้องมีข้ารับใช้สองคนคอยระวังหลัง ไม่ให้มีใครมาเหยียบเข้า จะว่าอย่างไรก็ตาม แม้คาซึยะจะชอบสีดำ หากแต่เมื่ออยู่ในชุดขาวแบบนี้แล้ว ยิ่งขับผิวและความงดงามยิ่งนัก



คนทั้งคู่เดินผ่านซุ้มโค้งประตูเข้ามายังโถงจัดงาน พลันนั้นเสียงปรบมือก็กึกก้องเป็นการต้อนรับ บทเพลงบรรเลงจากวงดนตรีชั้นนำของเมืองดังคลอระหว่างที่บ่าวสาวเดินเคียงกันไปยังบัลลังก์ขององค์กษัตริย์และราชินีเพื่อถวายบังคม



และเพียงบัดนั้น ดนตรีก็โหมกระหึ่ม พร้อมกับกลีบดอกไม้ที่โปรยปรายดังรับขวัญคู่สามีภรรยาคู่ใหม่ของราชสำนัก


“ช้าๆหน่อย ข้าก้าวไม่ทัน กระโปรงมันยาว” ร่างโปร่งเอ่ยปากบอกเสียงเบา ขณะอยู่ในอ้อมแขนของร่างสูง ท่ามกลางเพลงบรรเลงที่คุ้นเคย เพลงที่มีอายุเก่าแก่ และหาฟังได้ยากนัก หากแต่เป็นเพลงที่คาซึยะชอบนักหนา


“อย่ากังวล เงยหน้ามองข้า ข้าจะก้าวให้ช้าลง” จินกล่าว แล้วยิ้มให้กับคนที่เงยมองหน้าเขา คาซึยะหัวเราะเบาๆ ให้อีกฝ่ายต้องเลิกคิ้วด้วยความสงสัย



“คิดถึงสมัยก่อน ข้าเคยเต้นรำกับท่านเช่นนี้ ข้าเหยียบเท้าท่านเท่าไร ท่านก็ไม่บ่นสักคำ แต่พอเต้นเสร็จ ท่านก็ไปนั่งลูบเท้าอยู่มุมหนึ่ง ส่วนข้าก็ถูกเจ้าพี่ดุใหญ่” เพราะคาซึยะทำให้อาคานิชิ จินเจ็บอยู่บ่อยๆ เดี๋ยวก็ทำให้ปวดหัว เดี๋ยวก็ทำให้เป็นแผล ตกน้ำตกท่า จึงไม่แปลกเลย หากจะทำให้ คาซึยะในวัยนั้น พยายามกันตัวเองออกมา เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายโชคร้ายไปมากกว่านั้นอีกแล้ว



“แต่เดี๋ยวนี้เจ้าเต้นเก่งขึ้นมาก” ชายหนุ่มเอ่ยชม ให้คาซึยะยิ้มกว้าง



“คงเพราะสงสารคู่เต้นรำกระมั้ง” คนทั้งคู่เต้นรำได้เพียงเพลงเดียว คาซึยะก็ขอพัก เพราะกระโปรงยาวนั้นสร้างความลำบากในการเคลื่อนไหวเหลือเกิน จินและคาซึยะออกมาจากลานเต้นรำ และคาซึยะก็เหลือบเห็นพระเชษฐาที่กำลังทอดเนตรมาพอดี



“เจ้าพี่” ร่างโปร่งก้าวเร็วๆเข้าไปหา พร้อมรอยยิ้มกว้าง มีร่างสูงก้าวตามหลัง อย่างที่ยูอิจิซึ่งยืนอยู่หลังองค์ชายหนุ่ม อดไม่ได้ที่จะกระซิบกระซาบถวาย



“อย่างนี้เห็นที องครักษ์อาคานิชิคง ‘เมียเดียว’ จนวันตายพระเจ้าค่ะ” เพราะดูท่าแล้วคงไม่กล้าหือหาเมียเล็กเมียน้อยหรอก แค่จังหวะการก้าวเดินยังให้ภรรยาเดินนำเลยนี่



“ก็ลองหลายเมีย เราจะไม่เลี้ยงเอาไว้เป็นองครักษ์อีกเลย!” องค์ชายหนุ่มตรัสดุ ให้ยูอิจิต้องสงบปากสงบคำ พอดีกับที่คาซึยะก้าวถึงกายพี่ชาย



“เจ้าพี่หล่ออย่างที่ตรัสจริงด้วย”



“เจ้าก็ไม่ทำให้ใครอกแตกตายเหมือนกัน คาซึยะ” องค์ชายฮิเดอากิล้อน้องน้อย เมื่อพบว่าคาซึยะอยู่ในชุดที่สม ‘เจ้าสาว’ และไม่ซุกซนอย่างที่องค์นึกหวั่น



“ของรับขวัญงานแต่งน้องเล่า” คาซึยะถาม ก่อนจะแบมือออกมาตรงหน้า ให้พระเชษฐาถึงกับส่ายพระพักตร์ด้วยความระอา แล้วจึงพระราชทานสาสน์ลงบนมือเล็ก ให้คนขอถึงกับงุนงง



“สาสน์นี้คือของรับขวัญของพี่ อย่าเพิ่งแกะเชียว เจ้าต้องรับสาสน์ของชายอีกคนหนึ่งก่อน เขาอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่องานนี้ทีเดียวเชียว…จริงไหม องค์ชายชินเร” ว่าแล้วจึงเบี่ยงองค์ ให้น้องได้พบชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้มีนัยน์ตาพร่างพรายและแสนเจ้าชู้ องค์ชายชินเรแห่งราชสำนักคุโรคาวะ



“องค์ชาย…ถวายบังคมเพคะ ไหนส่งสาสน์มาว่าติดภารกิจอย่างไร”



“เร่งกิจเพื่อสตรีงามแห่งทาคิซาวะโดยเฉพาะอย่างไรล่ะ นี่ก็เฆี่ยนพวกลูกเรือให้ด่วนที่สุดที่ทำได้ มีทหารตายคาบังเหียนเรือมาแล้วหลายศพ” องค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามแห่งคุโรคาวะยังคงเดิม คือวาจาที่ชวนให้ต้องยิ้มกว้าง



“ขอบพระทัยเพคะ” เอาเข้าจริงแล้ว คาซึยะรู้สึกว่าชายผู้นี้ไม่ได้มีพิษภัยเท่าไรนัก หากจะว่าไป แค่เพียงชอบหยอกล้อ และพระเนตรพระกรรณแพรวพราวกับสตรีไปหน่อยเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่น นับได้ว่าดีเยี่ยมทุกอย่างเชียว



“นี่เป็นของรับขวัญคู่แต่งงานใหม่สำหรับเจ้า แม่หญิงคาซึยะ…อ้อ องครักษ์อาคานิชิ เราไม่ขอเรียกแม่หญิงคาซึยะว่าแม่หญิงอาคานิชิหรอกนะ นางงามเกินกว่าจะเป็นของเจ้าคนเดียว เราเองก็อยากชื่นชมนาง เพราะฉะนั้น จะขอเรียกนางว่าเป็นแม่หญิงคาซึยะของเราตลอดไปแล้วกัน” อ้อ แล้วพระองค์ก็ทรงชอบหยอกองครักษ์ผู้เงียบขรึมเป็นนิจด้วย



องค์ชายชินเรพระราชทานสาสน์อีกฉบับให้แก่คนตรงหน้า ก่อนจะเบือนพระพักตร์ไปทาง อดีตศัตรูหัวใจของพระองค์



“ว่าแล้วก็ขอคุยด้วยหน่อยแล้วกัน องครักษ์อาคานิชิ… เรากับเจ้า มีเรื่องต้องตกลงกันด้วย” คาซึยะมององค์ชายหนุ่มที่แยกไปคุยกับชายผู้เงียบขรึมอยู่อีกมุมหนึ่ง ไม่รู้รับสั่งเรื่องอะไร จึงต้องเป็นความลับกับเขาถึงเพียงนี้



“แม่หญิงคาซึยะ…” เสียงเรียก ทำให้เจ้าของชื่อต้องหันมอง เห็นยูอิจิยืนยิ้มกว้าง ก่อนจะหันไปเรียกนายทหารที่อยู่อีกมุมหนึ่ง ให้วิ่งเข้ามาพร้อมกรอบรูปสีทองอร่าม



“นี่เป็นของขวัญรับแม่หญิงเป็นภรรยาของเพื่อนข้า โปรดรับเอาไว้ด้วย…” ยูอิจิยังยิ้ม ขณะพลิกกรอบรูปให้หันหน้าขึ้น เพื่อเผยรูปที่ถูกใส่ไว้



มันเป็นรูปวาดเสมือนจริง ดังที่นิยมกันในตะวันตก สำหรับทาคิซาวะที่ชื่นชอบรูปวาดธรรมชาติแล้ว รูปวาดเสมือนจริงภาพคนสองคนจึงหาได้ยากยิ่ง



“ข้าพยายามสุดความสามารถ แต่แม่หญิงคาซึยะในรูปก็ยังงามไม่สู้ตัวจริง”



“ท่านวาดเองหรือ” คาซึยะถึงกับตาโต เมื่อพินิจแล้วพบว่าภาพวาดเสมือนที่มีตนและ ชายทื่ชื่อ อาคานิชิ จิน เคียงข้างกันนั้น ราวกับแกะออกมาจากหน้าพวกเขาสองคน



“แน่อยู่แล้ว” ยูอิจิภาคภูมิใจกับการลงแรงของตัวเองไม่น้อย ที่สละเวลาเที่ยวกลางคืนส่วนหนึ่งมาวาดรูปเสมือนของคนทั้งคู่ คาซึยะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้แบบตะวันตก ในกิโมโนแบบทาคิซาวะสีขาวสะอาดนั้นยิ้มบาง บนศีรษะปักปิ่นสีน้ำเงินลงมุก ส่วนที่ข้อเท้าข้างหนึ่งประดับด้วยกำไลข้อเท้าสีทองอร่าม ในขณะที่เพื่อนรักของเขายืนเคียงข้างในชุดข้าราชการองครักษ์สีดำ หน้าตาเรียบเฉย ทั้งอย่างนั้นในดวงตาคมก็ส่อประกายมีความสุข โต๊ะใกล้เคียงวางขนมพื้นเมืองที่คาซึยะชอบนักหนา และขาดไม่ได้ คือแสงแดดอ่อนสีทองอมส้มที่ลอดมาทางหน้าต่างด้านข้างโต๊ะ ที่ส่งผลให้รูปภาพดูอบอุ่นยิ่งนัก



“แต่ว่า…แม่หญิงจะหาว่าข้าอิจฉาเพื่อนก็ได้หรอก แต่ความจริงแล้ว ข้าแค่หมั่นไส้เพื่อนรักของข้าเท่านั้น ก็เลยแอบเติมริ้วรอยที่หางตาไปสามเส้นเท่านั้นเอง” ว่าแล้วองครักษ์อารมณ์สุนทรีก็ชี้นิ้วลงบนใบหน้าของชายหนุ่มผู้เงียบขรึมให้คาซึยะและองค์ชายฮิเดอากิทอดพระเนตรตาม



และก็เป็นจริงตามนั้น



หางตาของอาคานิชิ จิน มีริ้วรอยสามเส้นอันเกิดจากการลากพู่กันตวัดบางเบา ซึ่งนี่คงจะเรียกว่าเป็น ริ้วรอยแห่งความรักความสนิทสนมของเพื่อนที่ชื่อ นากามารุ ยูอิจิก็ได้กระมั้ง


……………


งานเลี้ยงสิ้นสุดลงในยามดึก ตระกูลคาเมนาชิ รวมถึงองค์กษัตริย์และราชินีต้องมาส่งคาซึยะเข้าหอ ซึ่งก็คือห้องพักผ่อนของ อาคานิชิ จิน ที่อาศัยมาทั้งชีวิต หากนับตั้งแต่บัดนี้ไป มันจะกลายเป็นห้องของคนทั้งคู่ไปจนกว่าจะถึงวันที่แยกจากกันด้วยการสิ้นอายุขัย



ประตูห้องถูกปิดลงแล้ว เมื่อพี่ชายอย่าง คาเมนาชิ โนบุทากะให้พร ทิ้งไว้เพียงคนทั้งคู่ที่หันมองกันอย่างเก้กัง ด้วยไม่รู้จะพูดอะไรก่อนดี



คาซึยะก็ว่าตัวเองเก่งกล้ามาเสียมาก แต่พอเหลือบตาเห็นฟูกที่ปูคู่กับบนพื้นแล้ว ก็ชวนให้หวั่นวิตกกับเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้น แต่…เป็นผู้ชาย คืนนี้เป็นชาย… อาคานิชิ จิน จะทำอะไรลงอยู่หรอกหรือ



แต่พลันนั้น อ้อมแขนอบอุ่นก็ซ้อนกอดจากทางด้านหลังอย่างที่ทำเอาคนกำลังคิดกังวลถึงกับสะดุ้งเฮือก



“จ…จิน…” และเพียงแค่หันไปมอง สัมผัสบางเบ้าก็เข้าแนบประทับกับกลีบปากของตัวเอง คาซึยะเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ยามที่ความอุ่นร้อนนั้นเคลื่อนไหวไปมาบนริมฝีปากตัวเอง ชวนให้จิตสำนึกทั้งมวลล่มลงเสียแต่เสี้ยวเวลานั้นเอง



คาซึยะได้แต่ปล่อยให้ถูกจุมพิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนอีกฝ่ายถอนริมฝีปากจากไปคลอเคลียอยู่ที่ผิวแก้ม ร่างโปร่งจึงได้แต่ขืนตัวออก แล้วบอกเสียงแผ่วเพราะยังหายใจไม่ทัน


“กลัวหรือ…หรือคิดถึงเรื่องนั้น” เรื่องที่คาซึยะถูกล่วงเกินยามอยู่คุโรคาวะ จินรู้ดีว่ามันลืมได้ยากเต็มทน หากคาซึยะยังคงลืมมันไม่ได้ เขาก็พร้อมจะรอคอยและช่วยเยียวยา



“ป…เปล่า เพียงแต่…คืนนี้…ข้า…ข้าเป็นชาย…” ทว่าแม้ตั้งใจจะรอคอย แต่จินกลับยังเล็มไล้ผิวแก้มด้วยความคิดถึง กลิ่นหอมของผิวเนื้อชวนให้หวั่นใจลึกๆว่าอาจจะเก็บกดความรู้สึกต่อไปไม่ไหวอีกแม้เพียงครู่เดียว และยิ่งเมื่อได้ยินคำปฏิเสธ พร้อมเหตุผลที่ร่างโปร่งบอกแล้ว ก็เหมือนความยับยั้งช่างใจทั้งหมดจะขาดลง


“แล้วอย่างไร เป็นชายแล้วเจ้าไม่ใช่คาซึยะหรือ”



“ก็…” ร่างทั้งร่างถูกพลิกเข้ามาให้หันหน้าสบตากับคนร่างสูงกว่า อาคานิชิ จินยิ้มบางจุมพิตเบาๆลงกับปลายจมูกรั้น



“ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว ว่าสำหรับข้า เจ้าคือคาซึยะ…ไม่ใช่หญิง หรือชาย” เพียงเท่านั้น ก็เหมือนหัวใจที่เคยแข็งกร้าวจะไหวยวบลงกับความอบอุ่นที่ส่งทอดมาให้ ทั้งจากอ้อมแขนแข็งแรง จากรอยจูบเบาบาง และเสียงกระซิบที่ดังคลอในค่ำคืนแห่งการเริ่มต้น



เสียง…ที่แม้แต่คาซึยะซึ่งกำลังตกประหม่า และอยู่ในอ้อมกอดของความรัก ก็ยังจับใจความไม่ได้
.

.

.

.

.

‘แต่งงานหรือ!! ไม่เอาหรอก! แต่งงานก็ต้องอยู่แต่ในเรือนน่ะซี ข้าอยากไปเที่ยวนี่นา’ เด็กน้อยแก้มยุ้ยร้อง ขณะที่ขนมยังเต็มปากทันทีที่ได้ยินพระเชษฐาตรัสเรื่องพิธีสมรสเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาของหญิงสูงศักดิ์ในราชสำนัก


‘เจ้าก็หาสามีคนเรืออย่างไร จะได้พาเจ้าล่องไปเสียทุกที่เลย’


‘เอ แล้วถ้าข้าอยากเที่ยวบนบกเล่า อย่างนี้ก็ต้องแต่งงานกับหลายคนใช่ไหม’ เด็กน้อยนั้นแสนซื่อ และนั่นทำเอาองค์ชายรัชทายาทถึงกับสรวล


‘เป็นหญิงจะแต่งงานหลายครั้งได้อย่างไร’ แล้วคนที่นั่งเงียบมาเสียนานก็เปิดปากพูด อย่างที่ทำเอาคาซึยะต้องหันมอง



‘เป็นชายเท่านั้น จึงจะแต่งงานหลายครั้งได้หรือ งั้นข้าเป็นชาย…’



‘หือ พูดอะไรแบบนั้น เจ้าเลือกไม่ได้ว่าจะเป็นชายหรือหญิง’ แล้วก็ดูเหมือนทั้งผู้ติดตามขององค์ชายรัชทายาทและพระขนิษฐาจะเริ่มเถียงกันเรื่องชายหญิงเสียแล้ว พระองค์เลยต้องไกล่เกลี่ยเสียก่อนที่น้องน้อยจะงอน


‘นี่อย่างไร คาซึยะ… จินพายเรือเป็น ขี่ม้าก็ได้ ถ้าเจ้าแต่งกับจิน ก็ไม่ต้องแต่งเสียหลายๆครั้ง ยามจะท่องทะเล ก็ให้จินพายเรือ ยามจะเที่ยวบนบกก็ให้จินขี่ม้า สบายใช่ไหมล่ะ’



หากแต่องค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิไม่ทรงทราบมาก่อนเลย ว่าคำตรัสในวัยเยาว์ จะกลายเป็นความจริงในอนาคตเช่นนี้

……………………


สวัสดีค่า ตอนนี้รายงานเริ่มเข้าขั้นบรรลุแล้ว ตั้งใจจะส่งวันจันทร์หน้านี้ (เพื่อเอาปิดเทอมคืนมา!!!)

แต่หลังจากส่งรายงานแล้ว ก็ยังมีหลายอย่างที่ต้องทำ แหะแหะ เพราะงั้น สัญญาว่า จะเป็นหนึ่งอาทิตย์ ต่อหนึ่งตอน ไปก่อน แต่ถ้ามาลงเร็วขึ้นได้ จะมาลงค่ะ

ขอบคุณสำหรับคนที่คิดถึง ห่วงใย อ่าน คอมเม้นท์

ช่วงนี้ทอคไม่ออก วันๆทำแต่รายงาน มีคนบอกว่ามีรายงานเหมือนกัน เรามาสู้ด้วยกันนะคะ ส่วนใครมีปิดเทอม ฝากปิดเทอมด้วย ส่วนพี่ๆที่ทำงานกันแล้ว ก็…ตั้งใจทำงานนะคะ ฮาฮา เดี๋ยวบัวปิดเทอมเผื่อ หลังส่งรายงาน

ไปปั่นต่อ สู้ตาย วะฮาฮา!!!

เจอกันอาทิตย์หน้า ไม่สัญญาว่าเป็นวันอะไร ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ แต่อาทิตย์หน้าชัวร์!! (กับเรื่องหลังแต่งงาน โฮะ โฮะ โฮะ)


FIC : ณ สัตยาแห่งรัก
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 6


เพื่อให้ทันงานเลี้ยงในช่วงฤดูหนาวดังที่ระบุมาในสาสน์เรียนเชิญนั้น ทำให้องค์ชายฮิเดอากิมีรับสั่งให้ต้องออกเดินทางจากท่าเรือที่อ่าวทาคิซาวะก่อนฤดูหนาวเล็กน้อย ขบวนเรือนั้น มีนายทหารจำนวนไม่มาก เพราะถือเป็นการเสด็จส่วนพระองค์เท่านั้น


“น่าแปลกนักที่เสด็จพ่อทรงปล่อยเจ้ามาได้” องค์ชายฮิเดอากิตรัสถามผู้เป็นน้อง หลังจากเรือออกจากท่าและกำลังเคลื่อนตัวไปตามผิวน้ำ


“เสด็จพ่อมีรับสั่งว่าให้หมายตาบุรุษแห่งราชสำนักคุโรคาวะมาให้เรียบร้อย หากถูกใจคนใด ให้รีบส่งสาสน์กลับมาบอกกล่าว เสด็จพ่อจะแต่งตั้งทูตไปเจรจาขอตัวมาแต่งกับน้องทันที” คาซึยะตอบพร้อมใบหน้าหวานที่ติดจะบึ้งตึงเพราะถูกหยอกล้อเรื่องแบบนี้อีกแล้ว



องค์ชายฮิเดอากิสรวลเล็กน้อยกับเรื่องราวของพระบิดาที่ผู้เป็นน้องบุญธรรมเล่าเรียง



“น้องจะเข้าไปดูห้องเสียหน่อย ห้องน้องอยู่มุมสุดใช่ไหม” คาซึยะมีป้ามิซาเอะ ผู้เป็นแม่นมวัยปลายติดตามมาด้วย มิซาเอะเป็นคนรับใช้เพียงไม่กี่คนที่รู้ความเป็นไปของร่างกายแปลกประหลาดนี้ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าอึดอัดนัก หากต้องอยู่ร่วมห้องกันบนเรือ



“อยากได้อะไรเพิ่มก็มาบอกแล้วกัน อ้อ ซนบนเรือได้ อย่าถึงขนาดชะโงกหน้าไปดูทะเลเข้าใจไหม พี่ไม่อยากให้องครักษ์บางคนเป็นหวัดเพราะกระโดดลงไปงมเจ้าขึ้นมาจนตัวเปียกมะล่อกมะแล่ก” ร่างโปร่งหันมาแลบลิ้นใส่องค์ชายหนุ่ม แล้วย้ำหนักแน่น



“น้องไม่ใช่เด็ก!!”



หากยามเป็นเด็กนั้น ไม่ได้ผิดจากที่องค์ชายตรัสแม้สักนิดเชียว
.

.

.

.

.
‘เจ้าทำไมถึงซนนักนะคาซึยะ บนเรือมีอะไรให้ดูตั้งเยอะ จะชะโงกหน้าลงไปที่ทะเลทำไม’ องค์ชายรัชทายาทตรัสเข้ม ในขณะที่พระขนงนั้นขมวดเข้าหากันอย่างห่วงใยเด็กตัวเล็กตรงหน้าที่เปียกไปทั้งตัวจนต้องหาผ้าหนาๆมาห่อหุ้มเอาไว้จนกว่าเรือจะแล่นกลับเข้าท่า ซึ่งต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่



‘ก็ข้าอยากดูปลานี่’



‘แล้วเห็นปลาไหมเล่า!! ทำอะไรทำไมไม่ถามกันก่อน ดีแค่ไหนว่าจินกระโดดลงไปคว้าเจ้าขึ้นมาทันก่อนจะกลายเป็นอาหารปลา’ องค์ชายหนุ่มยังมีรับสั่งดุๆให้ผู้เป็นน้องหน้างอ



‘เห็นไหม ว่าจินก็เปียก เกิดเป็นหวัดขึ้นมาจะทำอย่างไร’ พระองค์ทรงชี้ไปยังผู้ติดตามร่างสูงที่เปียกไปทั้งตัว ทว่าไม่มีผ้าสักผืนห่มคลุมต้านลมทะเล เพราะผ้าทุกผืนในเรือเล็กๆสำหรับเดินทางระหว่างท่าเรือกับเกาะเล็กเกาะน้อยที่รายล้อมนั้น ถูกนำไปห่มให้กับองค์หญิงบุญธรรมเสียหมด



‘ก็บอกให้แบ่งผ้าจากข้าไป จินก็ไม่เอา’ ก็เป็นเสียแบบนี้ คนหนึ่งก็ทำอะไรมุทะลุ อีกคนก็ยอมไปทุกอย่าง องค์ชายฮิเดอากิถอนปัสสาสะพลางชำเลืองเนตรไปยังผู้ติดตามที่ยังนั่งนิ่ง



ปกติก็ดูนิ่งดีเสียหรอก แต่พอเห็นคาซึยะตกทะเลไปเท่านั้น คนที่ขยับไวกว่าใครก็คือ อาคานิชิ จิน นี่ไง


‘กลับเข้าวังหลวง เจ้าต้องถูกดุสักหน่อยนะคาซึยะ ดีแค่ไหนว่าเรือลำเล็ก หากลำโตกว่านี้ เจ้าคงตายเป็นผีเฝ้าทะเลไปแล้ว’


‘เจ้าพี่!!~ ทำไมต้องแช่งน้องด้วยเล่า!!’ แล้วก็กลายเป็นคาซึยะงอนตั้งแต่นั้นจนกระทั่งกลับเข้าวัง ก่อนจะถูกพ่อแม่ดุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เรื่องที่ซนจนตกน้ำตกท่า ส่วนคนที่ลงไปงมเจ้าเด็กเอาแต่ใจขึ้นมาจากทะเลก็จะอะไรเสียอีก หากไม่ใช่เป็นหวัด จามจนจมูกแดงอยู่สามวันสามคืน



…………



“อย่างนี้พวกเด็กๆหลังวังบัญญัติศัพท์ใหม่ว่า ‘ใส่พานทองถวาย’ นะพระเจ้าค่ะ” องครักษ์พูดมาก นากามารุ ยูอิจิทูลทันทีที่คาซึยะเดินกลับเข้าไปในเรือเรียบร้อย



“ใส่พานทองอะไรอีก” ช่างมีศัพท์ใหม่มาให้องค์ชายชวนเวียนเสียเหลือเกิน



“ก็ที่ให้แม่หญิงคาซึยะนอนห้องมุมในสุด ส่วนห้องถัดมาก็เป็นห้องขององครักษ์ไม้ยืนต้นอย่างอาคานิชิอย่างไรพระเจ้าค่ะ ทั้งผลักทั้งดันกันเช่นนี้ เขาเรียก ‘ใส่พานทองถวาย’…”



“อิจฉาเพื่อนงั้นรึ”



“นิดหน่อยพระเจ้าค่ะ อยากรู้ความรู้สึกยามขึ้นไปยืนบนพานให้พระองค์ทรงผลักและดัน” ยูอิจิเอ่ยปากอย่างนึกสนุกพร้อมรอยยิ้มที่ยังเต็มหน้า ให้องค์ชายฮิเดอากิหนักพระทัยกับคำพูดวกไปวนมาและชวนให้ปวดเศียรยิ่งนัก



“พานทองมีไว้สำหรับคนที่เหมาะสมเท่านั้น อย่างเจ้าน่ะ คุณสมบัติไม่พอ”



“คุณสมบัติเช่นอะไรพระเจ้าค่ะ ไม่น่าใช่เรื่องยาก สำหรับนักรักอย่างกระหม่อม”



“ข้อแรก เจ้าต้องร้องเพลงโปรดของคาซึยะได้”



“โอ้ เพลงเมื่อห้าสิบปีก่อนน่ะหรือพระเจ้าค่ะ” ยูอิจิขอถอยเสียแต่ตอนนี้จะดีกว่า เพลงโบราณพรรค์นั้น อย่าว่าแต่ร้องเลย หาฟังยังยากเต็มทน



“อย่างที่สอง เจ้าต้องกล้าตีคาซึยะ”



“นางงามเช่นนั้น กระหม่อมมิกล้าทำร้ายลงหรอกพระเจ้าค่ะ” หากจะทำร้าย ยูอิจิขอทำร้ายสาวงามด้วยจุมพิตและการโลมไล้เสียจะดีกว่า



“อย่างที่สาม ข้อนี้สำคัญนัก…เจ้าต้องพูดให้น้อยที่สุด ถ้าพูดน้อยกว่าจินได้ ข้าจะจัดงานสมรสให้เดี๋ยวนี้เลย”



“ถ้าเช่นนั้น เห็นทีกระหม่อมต้องเกิดใหม่เป็นคนใบ้พระเจ้าค่ะ!!” นั่นสิ หากจะหาคนเงียบกว่า อาคานิชิ จิน ล่ะก็ พระองค์คิดว่าคงมีแต่คนใบ้เท่านั้นเชียว!!



……………

“ห้องมุมในสุดหรือ ห้องนี้กระมั้ง ป้ามิซาเอะ” คาซึยะเดินมาจนสุดทางเดินที่มีคบไฟให้แสงสว่างอย่างสลัวทุกระยะอย่างเท่ากัน



“คงใช่ค่ะ คุณคาซึยะ แต่อยู่ห้องมุมในสุดเช่นนี้ ดูไม่มีทางหนีทีไล่เลยนะคะ” มิซาเอะคือสตรีวัยปลายรูปร่างอวบ นางเป็นหญิงที่ไม่แต่งงาน สมัครใจอยู่ดูแลรับใช้เรือนคาเมนาชิตั้งแต่วัยสาวสะพรั่ง จนบัดนี้ก็ยังเป็นคนรักษาความลับเรื่องร่างกายของคาซึยะคนหนึ่ง



ร่างโปร่งกำลังจะเปิดประตูเข้าไปในห้อง หากแต่ประตูห้องข้างเคียงเปิดออกพอดี พร้อมกับคนด้านในเดินออกมา



“ท่านอาคานิชิพักห้องนี้หรือคะ” คนถามคือมิซาเอะ ในขณะที่คาซึยะยังนิ่ง หมายรู้แล้วว่าเจ้าพี่ตัวดีที่ขยันจับคู่ให้นัก ต้องการอะไรจากตำแหน่งห้องพัก



“ใช่” คำตอบมีแค่นั้น หากแต่เมื่อคาซึยะเดินนำเข้าไปในห้องมุมสุด และมีสาวรับใช้เดินตามเข้าไป ชายหนุ่มก็พอจะคาดเดาได้ว่าห้องมุมสุด ถัดจากห้องของเขานั้น เป็นห้องของสองสตรีบนเรือแห่งนี้



…ไม่ได้การ… เขาต้องทำอะไรสักอย่าง



จินตัดสินใจหมุนตัวเดินกลับออกไปยังดาดฟ้าเรือ หมายจะเข้าไปร้องขอต่อนายของตน ชายหนุ่มเห็นองค์ชายรัชทายาทกำลังรับสั่งงานกับนายทหารเดินเรือสองสามคำ รอจนเรียบร้อยดี จึงได้เข้าไปทูล



“องค์ชาย กระหม่อมมีเรื่องจะทูลขอ” ร้อยวันพันปี ไม่เห็นเคยอยากได้สิ่งใด คำพูดครั้งนี้ของอาคานิชิ จิน จึงเป็นเรื่องที่ชวนให้แปลกประหลาดนัก องค์ชายรัชทายาททอดพระเนตรชายหนุ่มตรงหน้าเป็นการเปิดโอกาสให้จินได้พูด



“กระหม่อมขอย้ายห้องพระเจ้าค่ะ ที่ชั้นนั้น มีเพียงห้องพักของกระหม่อมและแม่หญิงคาซึยะเท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะ” ยูอิจิตาโตกับคำขอของเพื่อนรัก ตกใจเสียจนเผลอร้องออกไปเบาๆ



“โง่อย่างนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว!!”



“ยูอิจิ!” องค์ชายฮิเดอากิหันไปดุ เจ้าองครักษ์รวยอารมณ์ขันจึงได้แต่ยิ้มกว้าง แล้วเงียบเสียงลง



“จิน เจ้าก็เห็นไม่ใช่หรือ ว่าเรือไม่ได้ใหญ่โตนัก ห้องหับจะไปพอให้เจ้าเปลี่ยนได้อย่างไร แล้วอีกอย่าง เจ้าไม่ห่วงน้องเราหรือ ให้นอนที่ชั้นนั้นเพียงลำพัง มีแค่นางกับสาวใช้วัยใกล้ชราแบบนั้น เกิดนายทหารบางคนมันคิดไม่ดี บุกห้องน้องเราเล่า ใครจะช่วยทัน ที่เราให้เจ้าพักห้องนั้น เพราะเห็นว่าสมควรแล้ว”



“จิน เจ้าก็รับๆไปเถอะ ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนเสียหน่อย จะถูกใส่พานทองถวายเช่นเจ้า” ยูอิจิรีบแนะนำ หาไม่เช่นนั้นแล้ว เขาคงต้องมีเพื่อนที่ดีแสนดี ทว่าโง่นักในสายตาชายด้วยกัน ก็มีอย่างที่ไหนเล่า ได้พักห้องใกล้สาวงาม ดันจะมาขอย้ายห้องเสียแบบนั้น


“เจ้าไม่เข้าใจ ยูอิจิ”



“ข้าก็ไม่เข้าใจเจ้าเหมือนกัน” องครักษ์นากามารุรีบย้อนเพื่อนทันควัน



“เอาเถอะ เจ้าลองตัดสินใจดูแล้วกันจิน จะอยู่ห้องตรงนั้นเพื่อ ‘ดูแล’ น้องเรา หรือจะย้ายไปนอนห้องเดียวกับยูอิจิเพื่อความเหมาะสมอะไรนั่นของเจ้า” ร่างสูงเงียบไป เพราะที่องค์ชายมีรับสั่งล้วนมีเหตุผลทั้งสิ้น ชั้นลอยอันเป็นห้องพักของเขาและคาซึยะนั้น เรียกได้ว่าเป็นมุมอับ เพราะอยู่ค่อนไปทางท้ายเรือ แม้จะสะดวกสบาย เพราะมีห้องน้ำใกล้ๆ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เพราะความที่เป็นมุมอับ เขากลัวนายทหารคนอื่นจะมองไม่ดี หากรู้ว่าชั้นนั้นมีเขาพักอยู่ด้วย ถึงจะคนละห้อง แต่ก็ไม่เหมาะ แต่ถ้าเขาย้ายไปนอนห้องยูอิจิ นั่นจะหมายความว่าชั้นลอยจะมีคาซึยะพักเพียงลำพังกับนางรับใช้ ยิ่งเป็นมุมอับด้วยแล้ว ยิ่งอันตรายนัก



“ว่าอย่างไร”



“กระหม่อมขอประทานอภัย ที่รบกวนพระองค์พระเจ้าค่ะ” องค์ชายรัชทายาทสรวลเบาๆ


“หมายความว่าจะพักห้องเดิมสินะ” จินแค่ค้อมกายต่ำเล็กน้อย เป็นการตอบรับเท่านั้น



“ถ้าเช่นนั้น ก็ช่วยรับงานอีกอย่างแล้วกัน …อย่าปล่อยให้คาซึยะตกทะเลอีก ทำได้ไหม”



“พระเจ้าค่ะ” คำรับนั้นหนักแน่นมั่นคง อย่างที่องค์ชายฮิเดอากิคาดหวังนัก เพราะทรงทราบดี ว่าหากครั้งนี้ อาคานิชิ จินคลาดสายตาจนน้องของพระองค์ตกทะเลเป็นครั้งที่สองแล้วล่ะก็ คนที่จะไม่ให้อภัยตัวเองอีกเลย ก็เห็นจะเป็น ชายผู้นี้เท่านั้น



อาคานิชิ จิน บุรุษผู้โง่นัก เรื่องความรัก


…………..



ชีวิตบนเรือ ออกจะถูกใจคนชอบทะเลอย่างคาซึยะ นอกจากนั้นนิสัยโลดโผนโจนทะยานก็ทำให้เจ้าตัวออกจะไม่หวั่นเกรงความเป็น ‘สตรี’ ในกายแม้สักนิด เดี๋ยวไปขอดูการคุมบังเหียนเรือ เดี๋ยวขอไปดูห้องเก็บเสบียง เรียกได้ว่า ทุกซอกทุกมุมของเรือลำนี้ ล้วนผ่านสายตาของคาซึยะมาแล้วทั้งสิ้น



“เป็นอย่างไร วันนี้ ไปซนที่ใดอีก พี่ไม่เห็นหน้าตั้งแต่เช้า” กว่าจะได้พบหน้า ก็มื้อเที่ยงเข้าแล้ว หากใช้ห้องอาหารแยกเสียล่ะก็ พระองค์คงไม่ได้ทอดพระเนตรหน้าตาของน้องรักเป็นแน่


“อยู่ท้ายเรือเพคะ เจ้าพี่ไปด้วยกันซี สนุกนะ” ร่างโปร่งตอบ แล้วทรุดกายลงนั่งเคียงข้างบนโต๊ะเก้าอี้ม้านั่งยาวตัวเดียวกัน


“พี่จะคุยงานกับยูอิจิหน่อย เจ้าก็อย่าสนุกจนตกน้ำตกท่าเล่า คราวนี้ไม่มีใครกล้างมหรอกนะ น้ำลึกทั้งนั้น”


“แหม น้ำลึกอย่างนี้ ยิ่งน่าพิสูจน์นะเพคะ” องค์ชายรัชทายาทถึงกับต้องถลึงเนตรใส่ เจอองครักษ์ชอบพูดจาชวนเวียนแล้ว ยังจะมาเจอน้องอีกอย่างนั้นหรือ มีแต่ดีๆทั้งนั้นเชียว



“จิน คอยจับตาน้องเราไว้ด้วย หากเห็นท่าว่าจะซนก็เอาเชือกมัดกับเสากระโดงเรือเสียเลยก็ได้”


“ขอกระหม่อมมัดแทนได้ไหมพระเจ้าค่ะ รับรองว่าจะมัดอย่างอ่อนโยน ไม่ให้ระคายผิวแม่หญิงคาซึยะแม้เพียงนิด” ยูอิจิอดไม่ได้ต้องเสนอตัว พร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้มที่มอบให้คาซึยะโดยตรง หากเป็นสตรีอื่น พบรอยยิ้มชวนให้หลงเช่นนี้แล้ว เห็นทีคงจะตกหลุมองครักษ์จอมเจ้าชู้ได้ไม่ยาก แต่เมื่อเป็นคาซึยะที่พบเจอกับการพูดจาแบบนี้บ่อยครั้ง อาการชวนหลงจึงเปลี่ยนเป็นอาการขำขันแทน


“มัดแบบใดของเจ้าไม่ให้ระคายผิว”


“มัดด้วยสายใยรักสิกระหม่อม ต่อให้ดิ้นก็ดิ้นไม่หลุด แม่หญิงอยากลองถูกมัดด้วยสายใยรักของข้าดูไหม” คาซึยะหัวเราะกับคำพูดของคนที่ยื่นหน้าเข้ามาเสนอพร้อมรอยยิ้มกว้าง



“ข้ารู้จักแต่ด้ายแดง สายใยรักไม่รู้จัก” เพียงเท่านั้น ยูอิจิก็ถึงกับหน้ามู่


“มาอีกคน ‘พวกเชื่อมั่นลิขิตสวรรค์’ อย่างนี้ข้าก็หมดโอกาสเสียแต่แรกล่ะสิ”


“คงจะเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าสายใยรักอะไรของท่านเป็นขนมอร่อยๆ ข้าจะลองเก็บไปพิจารณาดูอีกที” เจอคำพูดหน้าตายของแม่หญิงคนงามเข้าไป ยูอิจิก็ถึงกับต้องหัวเราะออกมา



“แม่หญิง เจ้าไม่เหมือนใครจริงๆ เห็นที ข้าคงต้องไปชักสายใยรักของข้าเสียใหม่ ไม่รู้จะทำเป็นขนมได้รึเปล่า หากทำได้ เจ้าจะได้ชิมคนแรกเชียว แต่จะทำเช่นนั้นได้ คงต้องขอลาพักร้อนเสียบ้าง จะได้มีเวลามาประดิดประดอย”



“ดีเลย เราเองก็อยากได้องครักษ์ใหม่ ไม่พูดมาก ทำงานดีอยู่เหมือนกัน กลับทาคิซาวะได้ จะประกาศด่วนทีเดียว”



“โอ้!! ไม่นะ องค์ชาย กระหม่อมพลั้งปากเท่านั้น” แล้วก็เกิดเป็นเสียงโวยวายขององครักษ์พูดมากที่ตามเสด็จองค์ชายรัชทายาทออกจากห้องอาหารไป ทิ้งไว้เพียงคาซึยะที่ยังนั่งหัวเราะอยู่กับนางรับใช้อย่างมิซาเอะ และอาคานิชิ จิน ที่ยังนั่งทานอยู่เพียงเงียบๆ



“ท่านอาคานิชิไม่ตามเสด็จหรือคะ” มิซาเอะเป็นคนถาม ให้ชายหนุ่มต้องเงยหน้ามอง


“ข้ามีหน้าที่ดูแลแม่หญิงคาซึยะ”



“ทำไมต้องดูแลข้า” ร่างโปร่งหันกลับมาถาม


“องค์ชายทรงกังวลว่าเจ้าจะตกน้ำไปอีก”



“ข้าไม่ใช่เด็ก!!!” ต้องให้ย้ำคำนี้อีกแล้ว คาซึยะเบื่อนักเชียวกับคำพูดทำนองนี้ ทำราวกับว่าเขาดูแลตัวเองไม่ได้อย่างนั้น ถึงขนาดออกไปร่ำเรียนแต่เด็กแต่เล็กในต่างแดนก็เคย ต้องปกปิดความเป็นชายยามเป็นชายที่แท้จริงอย่างลำบากลำบนก็ทำมาแล้ว แล้วจะไปกลัวอะไร



ร่างโปร่งจ้องชายหนุ่มเบื้องหน้าอย่างไม่พอใจ หากแต่โวยวายไป ก็รังแต่จะทำให้อีกฝ่ายมองว่าตนเป็นเด็กเข้าไปเรื่อยๆ เลยตัดใจขบริมฝีปาก ลุกจากมาเสีย อย่างน้อยไปเดินเล่นท้ายเรือ ก็ดีกว่าเอาอารมณ์มาขุ่นกับคนพูดจาไม่เข้าหู



อาคานิชิ จินมองตามร่างที่เดินออกจากห้องอาหารไป แล้วจึงลุกขึ้นเดินตามอย่างที่ให้วาจาเอาไว้



‘ข้ามีหน้าที่ดูแลแม่หญิงคาซึยะ’


…ชั่วชีวิต…



……………..


เรือลำไม่ใหญ่นักเคลื่อนไปตามผืนน้ำกว้างของมหาสมุทรร่วมเดือนกว่า จึงเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือของอาณาจักรคุโรคาวะ อันเป็นอาณาจักรปากแม่น้ำสายใหญ่ของแผ่นดิน คุโรคาวะนั้นถือเป็นเมืองท่าเช่นเดียวกับทาคิซาวะ ทั้งยังมีพรมแดนติดกันในส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นเขาสูงทอดยาว จึงไม่สะดวกสำหรับการเดินทางไปมาหาสู่ ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเรื่องปกติของอาณาจักรที่ประชิดติดกัน จึงมีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่เสมอๆ เพิ่งจะล้างลาไปไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง



คุโรคาวะนั้น แม้จะมีวิถีชีวิตดังเช่นตะวันออก หากแต่สนิทสนมกับพวกอาณาจักรฝั่งตะวันตกของแผ่นทวีปมากกว่า ดังนั้น ข้าวของบนท่าจึงอุดมไปด้วยสิ่งแปลกตาสำหรับเหล่าบุรุษแห่งทาคิซาวะและนางรับใช้นามว่ามิซาเอะ หากแต่เป็นของคุ้นตาดีสำหรับคาซึยะที่ไปร่ำเรียนในตะวันตกมาเสียนาน



ขบวนแห่ต้อนรับกรมกลาโหมทาคิซาวะถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ ไม่แพ้เมื่อคราวที่ทาคิซาวะต้อนรับคุโรคาวะเลยแม้แต่น้อย บ้านเรือนและถนนหนทางของคุโรคาวะมีสถาปัตยกรรมและนวัตกรรมเฉกเช่นตะวันตก ไม่ใช่เพียงบ้านที่สร้างด้วยไม้ หรือถนนที่โรยด้วยกรวดอย่างทาคิซาวะ แต่เป็นบ้านที่ก่อด้วยปูน และถนนเรียบประดับรายทางด้วยซุ้มดอกไม้สวยงาม



“ยินดีเหลือเกิน ที่พวกท่านมาร่วมงานของเรา” ผู้ต้อนรับคือองค์ชายชินเร เจ้ากรมการค้าและต่างแดน ที่เปิดการประชุมและงานเลี้ยงเจริญสัมพันธไมตรี


งานนี้ควรเป็นอย่างยิ่งที่องค์ชายเจ้ากรมการค้าและต่างแดนของทาคิซาวะจะเสด็จมาเอง หากแต่ในสาสน์ไม่ได้ระบุเชิญ จะเชิญเพียงก็แต่องค์ชายฮิเดอากิและ แม่หญิงคาซึยะผู้ติดตาม



“ทางเราก็ยินดีเช่นกัน” ผู้ตอบคือองค์ชายฮิเดอากิ หากแต่สายเนตรขององค์ชายชินเรกลับทอดไปยังสตรีงามที่ยืนอยู่เบื้องหลังนั้นออกไป



“พระองค์คงไม่ว่า หากข้าจะถามไถ่ความเป็นไปของแม่หญิงคาซึยะ…เป็นอย่างไรบ้าง เดินทางมาเหนื่อยไหม” องค์ชายชินเรเอ่ยโอษฐ์ ให้คาซึยะต้องย่อกายรับ



“ไม่เท่าไรเพคะ”



“คงเพราะมีแรงใจดีติดตามมาด้วยสินะ…แหม ขอโทษที เราไม่น่าล้อเลียนเช่นนี้ แต่หากสมรสกันเมื่อไร อย่าลืมบอกเราด้วย เชิญทางนี้เถอะ องค์ชายฮิเดอากิ เสด็จพ่อเสด็จแม่ของเรารอท่านอยู่” แล้วพระองค์ก็เปลี่ยนเรื่องเป็นการพาองค์ชายฮิเดอากินำไปยังวังหลวงที่ถูกสร้างอย่างตะวันตก โอ่อ่าและหรูหราด้วยเครื่องประดับจำพวกเพชรและพลอย



กษัตริย์และราชินีแห่งอาณาจักรคุโรคาวะนั้น ประทับอยู่ที่บัลลังค์สีทองอร่าม ราชินีมีพระพักตร์แบบตะวันตก ดวงเนตรสีเทาหม่น และสีพระเกศาน้ำตาลแดง แตกต่างจากพวกตะวันออก ที่ส่วนใหญ่แล้วจะมีสีผมและตาเป็นน้ำตาลเข้ม ไม่เช่นนั้นก็ดำ และเพราะมีราชินีเป็นต่างถิ่นนี่เอง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้องค์ชายและองค์หญิงของคุโรคาวะแตกต่างจากราชวงศ์ของทาคิซาวะในทางรูปลักษณ์ภายนอก


“ถวายบังคมพระเจ้าค่ะ” คณะขององค์ชายฮิเดอากิทรุดกายลงให้การคำนับ



“ลุกขึ้นเถิด เราดีใจ ที่ทางทาคิซาวะให้ความสำคัญกับคุโรคาวะมากขนาดนี้ ไมตรีครั้งนี้ของพวกท่าน เราจะไม่ลืม โอ้ มีสตรีเดินทางมาด้วยหรือ”


“ถวายบังคมเพคะ”



“นี่คือแม่หญิงคาซึยะพระเจ้าค่ะ เสด็จพ่อ เป็นหญิงงามที่สุดในทาคิซาวะ ซ้ำยังมีความรู้ความสามารถมากนัก นางพูดภาษาตะวันตกได้คล่องแคล่วด้วย”



“อย่างนั้นหรือ แม่หญิงคาซึยะ” ราชินีตรัสถามอย่างสนพระทัยด้วยภาษาของชาวตะวันออกที่แม้จะกระท่อนกระแท่นเล็กน้อย แต่ก็นับว่าฟังได้ความ


“เพคะ”



“เก่งจริง อย่างนี้สิ สตรียุคใหม่”


“หากแต่แย่นัก นางมีคู่ครองแล้วพระเจ้าค่ะ เสด็จแม่” องค์ชายชินเรโอดครวญ ให้ผู้เป็นมารดาสรวลเล็กน้อย



“สตรีงาม และคู่หมายล้วนเป็นของคู่กัน”



“ถ้าเช่นนั้นก็ปล่อยให้สตรีงามได้พักผ่อนเสียดีไหม เดินทางมาตั้งไกล ขาดเหลือสิ่งใด บอกกล่าวตามสบาย อย่าเกรงใจ” กษัตริย์วัยชรารับสั่ง ให้องค์ชายรัชทายาทแห่งทาคิซาวะคำนับ



“ทาคิซาวะไม่ต้องการสิ่งใด เว้นเสียแต่ไมตรีของคุโรคาวะ และการนับถือกันอย่างพี่น้องเท่านั้น”



“สิ่งนั้นเราให้ท่าน นับแต่นี้และตลอดไป ทาคิซาวะ”


……………


ตำหนักรับรองคณะของทาคิซาวะเป็นอาคารทรงตะวันตก ดูเหมือนวังหลวงของคุโรคาวะจะวางแบบเสียใหม่ให้เป็นตะวันตกแทบทั้งหมด จะเว้นก็แต่เรือนแบบโบราณของตะวันออก ที่มีให้เห็นเพียงประปรายเท่านั้น



“เรารู้ว่าแม่หญิงคาซึยะต้องมาด้วย ดังนั้นเลยเลือกตำหนักนี้ให้ เพราะมีห้องหับเป็นสัดส่วน อย่างไรเสีย ชั้นสองของตำหนักนี้ก็ยกให้แม่หญิงเลยแล้วกันนะ องค์ชายฮิเดอากิ” องค์ชายชินเรหันมาตรัส ขณะพานำเยี่ยมชมตำหนักทันสมัย สร้างจากหินอ่อน หลังคาโค้งด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตก ถูกตกแต่งทั้งภายนอกภายในอย่างประณีต มีรูปภาพประดับตามโถงทางเดินต่างๆ อย่างที่พบเห็นได้ตามตำหนักสมัยใหม่ของทาคิซาวะเช่นกัน



“เราก็เห็นควรเช่นนั้น”



“เรามีเรื่องหนึ่ง ที่อยากขอความร่วมมือจากแม่หญิงและเจ้า…องครักษ์หุ่นไล่กา” องค์ชายชินเรนิ่งไปพักหนึ่ง จึงตรัสขรึมให้คนทั้งสองตั้งใจฟัง



“ราชวงศ์คุโรคาวะมีโอรสธิดามากมายนัก เรามั่นใจว่าทุกคนพร้อมจะต้อนรับทาคิซาวะด้วยใจบริสุทธิ์ หากแต่…เป็นไปได้แล้ว อย่าไว้ใจองค์ชายองค์สุดท้ายของราชวงศ์ของเรามากเกินไปนัก”



“องค์ชายองค์สุดท้าย?”



“เราเตือนด้วยความวาดหวัง ว่าสักวันจะได้ไปร่วมงานสมรสของเจ้าสองคน ดังนั้น อย่าใกล้ชิดชายผู้นั้นมากเกินกว่าความจำเป็น”


………………….


คาซึยะไม่เข้าใจคำเตือนขององค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามมากนัก แต่ก็เชื่อในคำกล่าวนั้น หากจะว่าไปแล้ว ร่างโปร่งไม่ได้พบองค์ชายลำดับสุดท้ายมากเท่าไร แต่ก็พอได้ถวายความเคารพอยู่บ้าง ยามพบปะตามทางงานเลี้ยง หรืองานรับประทานอาหารค่ำ พอรู้ว่าองค์ชายลำดับสุดท้ายนั้น เป็นหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ดูเรียบร้อย และไม่ค่อยตรัสเท่าไรนัก ส่วนเวลาอื่น คาซึยะไม่ค่อยจะว่างเสียด้วย เพราะออกนอกวังหลวงมาดูความเป็นไปในเมืองคุโรคาวะอย่างที่เรียกได้ว่า แทบทุกตารางพื้นที่ คณะของทาคิซาวะเหยียบย่ำมาหมดแล้ว



วันนี้เองก็เช่นกัน ที่องค์ชายฮิเดอากิ พร้อมด้วยสององครักษ์และหนึ่งขนิษฐา ที่ตามติดด้วยนางรับใช้วัยชรา ได้ผู้นำเที่ยวกิตติมศักดิ์อย่าง องค์ชายชินเร เสด็จนำไปยังน้ำตกจำลองกลางจัตุรัสของเมืองหลวง ที่ใช้วิทยาการความรู้ของตะวันตกออกแบบ และจัดสร้าง


“อย่างนี้น่าจะเอาไปสร้างที่ทาคิซาวะ น่าจะเหมาะ” คาซึยะหันมาบอกพี่ชาย พร้อมรอยยิ้มกว้าง



“ไหนว่าไม่ชอบน้ำตก”



“หรือจะสร้างทะเลกลางเมืองหลวง ถ้าได้แบบนั้นล่ะก็ จะไม่กลับเรือนอีกเลย จะเฝ้าทะเลมันทั้งคืนทั้งวัน” น่าตีนักเชียวกับน้องน้อยแสนทะเล้นที่ชอบทำหน้าเป็นเช่นนี้ ยูอิจิถึงกับต้องหัวเราะ เมื่อเห็นแสงวิบวับในดวงตาเรียว หากแต่เมื่อเหล่ไปทางเพื่อนรักที่ยังยืนนิ่ง กลับไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหัวเราะสักนิด อาคานิชิ จิน ทำเพียงแค่ยิ้มบาง


เฮ้อ! ยูอิจิล่ะอึดอัดกับนิสัยของเพื่อนรักนักเชียว



เขากรอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย หากทว่าเหลือบไปเห็นร้านค้าริมทางที่เรียงราย อาจจะเพราะสายตานักรักอันดับหนึ่งในทาคิซาวะเสียกระมั่ง เขาจึงมองข้ามสินค้านับร้อยพัน ไปจบอยู่ที่แผงขายเครื่องประดับ และเพียงเท่านั้น ชายหนุ่มก็รีบลากเพื่อนรักตรงดิ่งไปยังแผงทันที ปล่อยให้สององค์ชายและหนึ่งธิดาบุญธรรมพร้อมด้วยนายทหารนอกเครื่องแบบของคุโรคาวะและนางรับใช้ชื่นชมน้ำตกจำลองอยู่ตรงนั้น



“อะไรของเจ้า ยูอิจิ” การปลูกฝังในการฝึกฝนเพื่อจะเป็นองครักษ์ ทำให้จินไม่อาจละสายตาจากคณะ และองค์ชายแห่งตนไปได้



“หือ?! เจ้าหันมาดูก่อนซี แล้วก็เลือกสักชิ้นเป็นของขวัญด้วย” จินหันกลับมามอง และถึงได้รู้ว่าเพื่อนลากมาที่แผงขายอะไร



เครื่องประดับ… หมายความว่าจะให้เขาซื้อให้คาซึยะอย่างนั้นหรือ



“ถึงจะมาด้วยกัน แต่เข้าใจบ้างไหม ว่าก็ควรมีสิ่งของเป็นที่ระลึกบ้าง ถึงจะไม่ได้ไปไหนแบบสองต่อสอง ก็ควรมีของเอาไว้ต่างหน้า ยามกลับบ้าน” ยูอิจิไม่คิดหวัง ให้จินชวนแม่หญิงผู้นั้นเดินเที่ยวรับลม ชมดาวอะไรเทือกนั้นหรอก แค่เห็นพระอาทิตย์ตกดิน อาคานิชิ จินก็คงคิดอยากจะให้แม่หญิงของตนหลบลี้แมลงยามค่ำคืนทั้งหลาย แล้วกลับเข้าห้องท่าเดียวเสียกระมั้ง เป็นผู้ชายโบราณคร่ำครึแบบนี้สิหนา ถึงได้ไม่รู้เอาเสียเลย ว่าเขาเคยเจอแม่หญิงคาซึยะไปเที่ยวในเมืองตอนกลางคืนมาแล้วสองครั้ง นับตั้งแต่นางกลับมาที่ทาคิซาวะ



“ข้าไม่รู้ว่านางชอบแบบใด” เครื่องประดับสตรีมีทั้งตุ้มหู กำไล สร้อยคอ แหวน ไม่นับเข็มกลัด และปิ่นปักผม นอกจากนั้นยังมีรูปทรงหลากหลาย และหลากสีสัน แบบใด จึงเป็นแบบที่คาซึยะชอบ อ้อ ดูเหมือนนางจะชอบสีดำ เขาจำได้



แต่เครื่องประดับสีดำสำหรับสตรี มีที่ใดกันเล่า



“ผู้หญิงชอบทั้งนั้นล่ะ ขอให้คนที่ให้ เป็นคนที่ตัวเองรัก เจ้าเลือกๆมาเถอะ สักอย่าง ตุ้มหูก็ดี แต่ถ้านางใส่อยู่ แล้วเกิดคิดถึงขึ้นมาพอดี นางจะหยิบมาดูไม่ได้ ถ้าจะให้ดี ข้าว่าแหวนหรือกำไลเข้าท่า”



“แหม พ่อหนุ่มนี่ช่างคิด แต่สำเนียงพูดไม่ใช่ของคุโรคาวะ เป็นนักท่องเที่ยวรึ” ชายวัยปลายร่างท้วม ใบหน้าอูมเจ้าเนื้อ มีหนวดสีดำสนิทพาดอยู่เหนือริมฝีปากใหญ่เอ่ยปากกับลูกค้า


“ใช่ แต่ดูท่าจะติดใจเมืองนี้เสียแล้ว สตรีคุโรคาวะมีแต่งามๆทั้งนั้น” ยูอิจิไม่วายเหล่ไปยังแผงข้างๆ ที่เป็นสาวชาวบ้านของคุโรคาวะกำลังขายแพรพรรณแบบที่เห็นได้ดาษดื่นในทาคิซาวะเช่นกัน



ทั้งยูอิจิและพ่อค้า มัวแต่พูดคุย เพราะความช่างพูด ทำให้ถูกคอ จนยูอิจิไม่ได้สนใจเพื่อนข้างตัวเลยแม้สักนิด จนกระทั่งจินส่งสิ่งที่ต้องการซื้อให้กับพ่อค้านั่น องครักษ์ผู้มากอารมณ์ขัน จึงหันมาถาม



“เจ้าซื้ออะไรรึ”



“กำไลข้อเท้า” คำตอบทำเอาคนถามถึงกับชะงักค้างไปกับความคิดแปลกประหลาดของเพื่อน



หากแต่จินไม่พูดอะไรอีก เขาส่งเงินให้พ่อค้า รับของ และเดินกลับไปรวมกลุ่ม ทิ้งให้ยูอิจิยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม



…นี่เพื่อนเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ สร้อย กำไล แหวน ตุ้มหู มีมากมาย ทำไมไม่ซื้อเล่า กำไลข้อเท้าที่ไม่นิยมนักนี่น่ะหรือ ของที่ควรให้เอาไว้เป็นที่ระลึก พิลึกคน กำไลข้อเท้า อย่างกับโซ่ตรวนเช่นนั้น เป็นผู้ชายที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย



ยูอิจิได้แต่ส่ายหน้าระอา ทว่า เสียงหัวเราะของพ่อค้า ทำให้เขาต้องหันมอง หนวดเหนือริมฝีปากกระเพื่อมเล็กน้อย ขณะที่ดวงตาหยีลงเพราะรอยยิ้มบนใบหน้า



“เจ้าไม่รู้รึ? ตามประเพณีของคุโรคาวะโบราณ กำไลข้อเท้าคือของหมั้นหมายที่ชายให้หญิง”



“หมายถึงจะเป็นข้าทาสหัวใจที่ซื่อสัตย์แทบเท้าหญิงอันเป็นที่รัก…”



และคำบอกกล่าวนั้นเอง ที่ทำเอายูอิจิต้องหวนคิดเสียใหม่… ดูท่านักรักแห่งทาคิซาวะอย่าง นากามารุ ยูอิจิ จะพ่ายแพ้ ผู้ชายไม้ยืนต้นอย่าง อาคานิชิ จิน อีกครั้งเสียแล้ว…



………………………


ทว่า แม้จะซื้อของกลับมา แต่จินก็ยังไม่มีโอกาสได้ให้โดยตรงเสียที ทั้งภารกิจ ทั้งงานเลี้ยง ทั้งการพบปะ ทำให้กำไลข้อเท้ายังคงอยู่ในถุงกระดาษใบเล็กๆ ที่ห้องพักผ่อนเท่านั้นเอง



“พวกคณะทูตของตะวันตกดูจะชื่นชอบเจ้ามากทีเดียว” องค์ชายฮิเดอากิหันมาตรัสชื่นชมน้องสุดที่รัก หลังจากคณะทูตจากอาณาจักรหนึ่งในตะวันตกเพิ่งลาจากไป วันนี้เป็นงานประชุมอย่างเป็นทางการ คาซึยะไม่ได้เข้าร่วมด้วย เพราะมีแค่พวกเจ้ากรมเท่านั้น แต่หลังเสร็จสิ้นงานประชุมแล้ว คณะทูตทั้งคณะได้พบปะกันในงานน้ำชายามบ่าย เช่นตอนนี้



“เขาคงแปลกตา ที่เห็นชาวตะวันออกพูดภาษาเขาคล่อง”



“เพราะเจ้างามด้วยใช่หรือไม่”



“น้องก็คิดเช่นนั้น” คาซึยะรับคำหน้าตาย ช่างเป็นแม่หญิงที่ไม่มีการถ่อมเนื้อถ่อมตัวแม้แต่น้อย พาลเอายูอิจิยังต้องหัวเราะ ทว่า เมื่อองค์ชายรัชทายาทลำดับที่หนึ่งของคุโรคาวะ ผู้เป็นเจ้ากรมกลาโหมเข้ามา ก็จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนเรื่อง และคาซึยะที่ต้องถอยร่นไปอยู่เบื้องหลัง เพราะแม้คุโรคาวะจะมีวิวัฒนการเช่นตะวันตก หากแต่สตรีก็ยังไม่ได้รับการนับหน้าถือตามากนัก



“องค์หญิง” เสียงดังมาจากด้านหลัง ให้ร่างโปร่งต้องหันมอง ชายหนุ่มในชุดทหารของคุโรคาวะเข้ามาน้อมกายและมอบสาสน์แผ่นเล็กในมือให้



“ของข้าหรือ” ร่างโปร่งถาม ก่อนจะรับมาคลี่อ่านดู



‘เรามีเรื่องจะปรึกษาแม่หญิงคาซึยะเล็กน้อย เกี่ยวกับการจัดงานเลี้ยงในวันพรุ่งนี้ หากแม่หญิงว่าง โปรดให้คำปรึกษาแก่เรา วันนี้ตอนเย็นก่อนอาหารค่ำ เราจะรอที่ตำหนักจัดงานชิรุกิ


ชินเร คุโรคาวะ’



คาซึยะอ่านแล้วออกจะสงสัยเล็กน้อย หากแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมา กลับพบว่าองค์ชายชินเรกำลังทอดพระเนตรมาทางตน และเมื่อฝ่ายนั้นเห็นตนแล้ว แย้มพระสรวลจากองค์ชายหนุ่ม ก็ทำให้คาซึยะได้เพียงแต่ย่อกายรับเท่านั้น นายทหารที่เข้ามาแจ้งสาสน์ถอยห่างออกไปแล้ว พร้อมกับสาสน์ที่ขอรับคืนไปด้วย



……………..



“คุณคาซึยะ จะไปไหนหรือคะ ประเดี๋ยวจะได้เวลามื้อค่ำแล้ว” เสร็จสิ้นงานเลี้ยงน้ำชายามบ่าย คณะของทาคิซาวะกลับมาพักผ่อนที่ตำหนักรับรอง ทว่าพักได้ไม่นาน คาซึยะก็ต้องแต่งตัวเพื่อออกไปพบองค์ชายที่สามแห่งคุโรคาวะ ตามสาสน์ขอความช่วยเหลือแผ่นนั้น



“องค์ชายชินเรมีรับสั่งให้ไปช่วยเรื่องงานเลี้ยง ป้ามิซาเอะรอที่นี่ แล้วค่อยไปพบกันตอนอาหารค่ำเลยก็ได้”



“คุณคาซึยะจะไปคนเดียวหรือคะ” ร่างโปร่งหันมายิ้มบาง


“แค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น แล้วตำหนักจัดงานก็ใกล้แค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอก” นางรับใช้วัยชราไม่ทันได้คัดค้านใดๆ คาซึยะก็รีบออกจากห้องไปเสียก่อน ปล่อยให้มิซาเอะได้แต่มองตามอย่างไม่ไว้ใจนัก



…………………



ตำหนักชิรุกินั้นเป็นตำหนักดั้งเดิมแบบตะวันออกที่หาได้ยากนักในพระราชฐานของอาณาจักรคุโรคาวะ ตัวตำหนักปลูกสร้างด้วยไม้แบบชั้นเดียว ทาด้วยสีเหลืองอ่อน รายล้อมรอบตำหนักด้วยสวนไม้ดอกสีสันสดใส ตามผนังด้านนอกนั้นถูกประดับด้วยริ้วผ้า และธงสัญลักษณ์ของแต่ละอาณาจักร



“แม่หญิง มาพบเสด็จพี่ใช่ไหม” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหลัง ให้คาซึยะถึงกับสะดุ้งเฮือก เมื่อหันกลับไปมองก็ต้องชะงัก และพาลให้ถอยหลังเล็กน้อย เมื่อพบว่าเจ้าของเสียงพูดนั้น เข้ามาแนบชิดเสียเหลือเกิน



“องค์ชาย ไม่ทราบว่าพอจะรู้หรือไม่ ว่าองค์ชายชินเรอยู่แห่งใด” คาซึยะเหลือบมองซ้ายขวา หากแต่ไม่เห็นทหารแม้สักคน เพิ่งรู้เอาก็เดี๋ยวนี้ ว่าตกอยู่ในมุมอับกับองค์ชายเบื้องหน้าแค่สองคนเท่านั้น



ซ้ำยังเป็นองค์ชายที่อยู่ในคำเตือนขององค์ชายชินเรเสียด้วย



‘…อย่าให้ไว้ใจองค์ชายองค์สุดท้ายของราชวงศ์ของเรามากเกินไปนัก’



“เราเห็นเสด็จพี่รออยู่ภายใน เข้าไปกับเราสิ เรากำลังจะเข้าไปพอดี” ร่างโปร่งรับรู้ถึงความผิดปกติ หากแต่ในใจทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าโทษความเลินเล่อของตัวเองที่ไปไหนมาไหนไม่บอกกล่าวใคร ซ้ำยังมาในที่เปลี่ยวเช่นนี้อีก



“องค์ชายชินเรรับสั่งให้รอภายนอก ประเดี๋ยวพระองค์คงเสด็จออกมา ข้ารอข้างนอกจะดีกว่า กลัวจะคลาดกัน” คาซึยะรู้แล้วว่าตัวเองกำลังติดกับดัก เมื่อสายเนตรขององค์ชายผู้นี้ แปรเปลี่ยนไปจากเดิมที่ว่างเปล่า หากแต่ตอนนี้มันกลับแน่ชัดไปด้วยแววตัณหา



“แม่หญิงฉลาดนัก หากแต่ไม่คิดหรือ ว่าอาจจะไม่มีใครออกมาก็ได้…”



………………..



“แม่หญิงคาซึยะอยู่หรือไม่” วรกายสูงสง่าขององค์ชายชินเรเสด็จเข้ามายังตำหนักรับรองของคณะจากทาคิซาวะ หลังจากได้รับความจากนายทหารคนสนิท ว่าองค์ชายลำดับสุดท้ายของราชวงศ์คุโรคาวะหายออกจากตำหนักส่วนพระองค์อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นั่นนำมาซึ่งความร้อนพระทัยนัก เพราะรู้ดีถึงนิสัยอันไม่พึงประสงค์ของพระอนุชา



“มีเรื่องอันใดกับน้องของเราหรือองค์ชาย” ผู้ออกมารับหน้า คือองค์ชายฮิเดอากิ ที่เพิ่งเสด็จลงมาจากชั้นบนพร้อมองครักษ์ทั้งสองนาย



“เราแค่มาถามดู ว่านางอยู่หรือไม่” ท่าทีวิตกปิดไม่มิดขององค์ชายชินเรนั้นทำให้องค์ชายรัชทายาทแห่งทาคิซาวะจับพิรุธได้ ถึงกับต้องเสด็จเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว



“ท่านกังวลเหตุใด”



“ให้คนขึ้นไปตามแม่หญิงก่อนเถอะองค์ชาย” ผู้ฟังพยักพระพักตร์ ก่อนจะหันไปสั่งให้จินขึ้นไปตามน้องที่ห้องพักผ่อน หายไปเพียงครู่เดียว บุรุษผู้สุขุมก็วิ่งกลับลงมาอย่างว่องไว


“แม่หญิงคาซึยะไม่อยู่ที่ห้องพระเจ้าค่ะ!!”



“องค์ชาย!!” นางมิซาเอะวิ่งถลันตามลงมาอีกคน และทันทีที่นางเห็นพักตร์ขององค์ชายชินเร นางก็เบิกตาโต



“องค์ชายชินเร!! เหตุใดพระองค์ยังอยู่ที่นี่”



“ทำไมเราจึงอยู่ที่นี่ไม่ได้” องค์ชายชินเรตรัสถาม



“คุณคาซึยะบอกว่า จะไปพบพระองค์ที่ตำหนักจัดงานเพคะ!!” เพียงเท่านั้น คนที่ขยับไวที่สุดก็คือองครักษ์อาคานิชิ จินที่วิ่งออกไปจากตำหนักรับรองอย่างไม่สนใจสิ่งใดอีกแล้ว



ในเมื่อหัวใจของเขาตอนนี้กำลังตกอยู่ในอันตรายอันใหญ่หลวง แล้วจินจะห่วงหาอย่างอื่นได้อย่างไร


………………



“องค์ชาย!!! ปล่อยข้า!!!” ร่างโปร่งบนพื้นหญ้ากำลังดิ้นรนอย่างสุดความสามารถ ในขณะที่ชายผู้คร่อมอยู่เบื้องบนนั้น กำลังกระทำการย่ามใจอย่างน่ารังเกียจ



“แม่หญิง เจ้าสวยเหลือเกิน” วาจานั้นชวนให้ขนลุก ยามพักตร์ฝังอยู่กับซอกคอขาว และมือหยาบฉุดกระชากอาภรณ์ที่สวมใส่จนมันเผยให้เห็นผิวเนื้อเนินอกที่นูนเด่น



“ปล่อยข้า!!!” คาซึยะพยายามผลักอีกฝ่ายออกห่าง หากแต่ร่างกายเบื้องบนกลับแกร่งราวหินผา มันน่ากลัวเหลือเกิน กับการถูกกระทำอย่างหยาบโลนเช่นนี้ ร่างโปร่งเบี่ยงหน้าหนีไม่ยอมรับจูบจากอีกฝ่าย ทำให้องค์ชายทำได้เพียงเฉียดไปโดนผิวแก้มขาวเท่านั้น



“เจ้าจะมีความสุข เชื่อข้า แม่หญิง” เสียงทุ้มนั้นดังอยู่ข้างหู ขณะส่งมือหยาบเข้าโลมไล้ใต้อาภรณ์ นวดเฟ้นที่ต้นขาจนคาซึยะแทบล้าแรง



ร่างโปร่งขยับกายไม่ได้ ทุกส่วนเหมือนด้านชา เมื่ออีกฝ่ายยังคงกดทับด้วยแรงทั้งหมดที่มี และร่างกายที่ใหญ่กว่า ใบหน้าและริมฝีปากยังจู่โจมที่ซอกคอ ลาดไหล่ และลงมายังเนินอก คาซึยะนึกอยากให้วันนี้ของตนเป็นบุรุษเสียเหลือเกิน อีกฝ่ายจะได้ตกใจแดดิ้นไปเสีย แต่ในเมื่อวันนี้กายเป็น ‘หญิง’ จึงไม่อาจมีสิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงได้



ในช่วงจังหวะที่ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้นั้น เงาดำได้พาดผ่านเข้ามา พร้อมกับที่ร่างสูงหนาถูกกระชากออกไป และเสียงร้องดังขึ้น



“โอ้ย!!!” คาซึยะผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ทันเห็นร่างขององค์ชายลำดับสุดท้ายของราชวงศ์คุโรคาวะถูกคลุมด้วยริ้วผ้าประดับตกแต่ง และล้มเค้เก้อยู่ไม่ไกล ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะบุรุษผู้เข้ามาช่วยนั้น รีบปลดเสื้อของตนออกคลุมร่างกายผอมบางของคาซึยะที่เผยผิวเนื้อบางส่วนออกมาอย่างที่ไม่ควรเผย ก่อนจะฉุดมือให้วิ่งออกมาจากตรงนั้นโดยไม่ถามอะไรสักคำ หากแต่ความร้อนรุ่มที่ถ่ายทอดผ่านฝ่ามือร้อนผ่าวนั้น ทำให้คาซึยะอดไม่ได้ที่จะมองเบื้องหลังของอาคานิชิ จินที่ขึงเกร็ง



…อาคานิชิ จิน ที่คาซึยะไม่นึกคุ้น เพราะเต็มไปด้วยอารมณ์อย่างที่แตกต่างไปจากบุรุษผู้เงียบขรึมเช่นเคย



………………..


ทั้งจินและคาซึยะพบกับองค์ชายฮิเดอากิและองค์ชายชินเร และองครักษ์นากามารุระหว่างทางที่ออกมาจากตำหนักชิรุกิพอดิบพอดี



“คาซึยะ!!”



“เจ้าพี่!!!” ร่างโปร่งวิ่งเข้าไปกอดร่างของพี่ชายทันที ความอบอุ่นนั้นถ่ายทอด ทดแทนความหวั่นวิตกที่เกิดขึ้นกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา



“ใครทำอะไรน้อง ใครทำอะไร บอกพี่” องค์ชายฮิเดอากิกอดราวกับหวั่นว่าน้องน้อยจะหายไป ร่างกายที่สั่นเทาของร่างในอ้อมกรนั้น บอกให้รู้ว่าคาซึยะที่แสนสดใสของพระองค์หวาดกลัวมากเพียงใด



“น้องเราทำใช่ไหม” องค์ชายชินเรหันไปตรัสถามกับองครักษ์อาคานิชิที่ยังยืนเงียบ และทำแค่เพียงถ่ายทอดสายตาไปยังร่างเล็กๆ



“พระเจ้าค่ะ” จินพูดได้แค่นั้น เพราะก้อนแข็งจุกแน่นอยู่ที่คอและอก เขายังจดจำภาพนั้นได้ดี คาซึยะถูกล่วงเกินอย่างที่เขาไม่อาจปกป้องสัญญาของตัวเองได้ เป็นผู้ชายที่แย่นัก เพราะแม้แค่สัตย์ที่ให้ไว้ ยังไม่อาจดูแล ยังปล่อยให้เรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้น



“ไปเถอะ กลับตำหนักก่อนที่ชายชั่วผู้นั้นจะออกมา” องค์ชายฮิเดอากิโอบไหล่คาซึยะพาก้าวเร็วๆออกไปจากตรงนั้น สำหรับพระองค์แล้ว ใครก็ตามที่ทำร้ายจิตใจและร่างกายคาซึยะ คนผู้นั้นย่อมชั่วร้ายและเลวทรามที่สุด ไม่ว่าจะถือยศใด พระองค์ก็ไม่สนใจ ต่อให้ต้องประกาศสงคราม พระองค์ก็ไม่ลังเล เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของน้องแล้ว องค์ชายฮิเดอากิจะไม่ยินยอมใดๆอีก!!



“องค์ชาย เราขอโทษ” องค์ชายชินเรตรัสด้วยพักตร์หมองอย่างรับผิด



“ไว้ค่อยคุยกันเรื่องนี้เถอะ เราขอพาน้องเรากลับก่อน คาซึยะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า” พลันนั้น องค์ชายหนุ่มก็เสด็จนำ อย่างที่องครักษ์ทั้งสองตามอย่างที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำเดียว แม้แต่สีหน้าขององครักษ์รวยอารมณ์ขันอย่างนากามารุก็ยังคร่ำเคร่งอย่างที่ไม่มีใครเคยพานพบ



………………



“จิน เจ้าจงพาน้องเรากลับทาคิซาวะวันนี้ เราจะไม่ปล่อยให้คาซึยะอยู่ที่นี่อีกแม้แต่เสี้ยวเวลาเดียว” ดำรัสนั้นเกิดขึ้นหลังจากส่งคาซึยะเข้าไปพักผ่อนภายในห้องกับนางรับใช้ที่ติดตามมาด้วย และเหลือเพียงองค์ชายหนุ่มกับสององครักษ์คนสนิท


“องค์ชายฮิเดอากิ” เสียงดังมาจากด้านหลัง ให้องค์ชายหนุ่มต้องหันไปทอดพระเนตร



“องค์ชายชินเร เราคงต้องขอให้คาซึยะกลับไปก่อน นางไม่ควรอยู่ที่นี่ หลังจากเกิดเรื่องพรรค์นั้นขึ้น”



“เราเข้าใจ จะจัดขบวนเรือให้ เอาเรือด่วนไป จะได้ถึงทาคิซาวะเร็วขึ้น”



“ดี จิน ดูแลน้องเราด้วย” องค์ชายหันมารับสั่งกับองครักษ์ จินเพียงแค่ค้อมกายรับคำ หากแต่สีหน้านั้นแน่วแน่จริงจัง ว่าจะไม่ให้พลาดเป็นครั้งที่สองในชีวิต จะไม่ปล่อยให้คาซึยะต้องตกนรกเพราะเรื่องพรรค์นี้อีกแล้ว



“ส่วนเรื่องของพระอนุชาของพระองค์ จะจัดการเช่นไร องค์ชาย” องค์ชายฮิเดอากิทวงถาม นำมาซึ่งพักตร์ที่แสดงถึงความลำบากใจนักขององค์ชายชินเร



“เราขอโทษ ที่กฎหมายของอาณาจักรไม่เพียงพอจะจัดการกับอนุชาของเราได้ หากแต่ได้เข้าเฝ้าทูลความกับเสด็จพ่อเสด็จแม่แล้ว ว่าเคนจิก่อเรื่องกับแขกบ้านแขกเมือง” องค์ชายหนุ่มถอนปัสสาสะอย่างไม่พอพระทัย หากแต่เรื่องที่พระองค์ตระหนักดี ก็คือแม้จะเป็นการปกครองแบบใดก็ตาม แม้จะเป็นระบอบที่พวกตะวันตกนิยม ที่ว่าให้ออกเสียงจากประชาชนอะไรเถือกนั้น สุดท้ายแล้วกฎหมายก็เปิดช่องโหว่สำหรับคนชั้นสูง ขุนน้ำขุนนางทั้งสิ้น แม้จะเป็นชั้นสูงที่ชั่วทรามเพียงใด



“เช่นนั้นแล้ว กรุณารับการคำนับจากเราด้วย” องค์ชายชินเรโค้งวรองค์ลงต่ำ จนองค์ชายจากทาคิซาวะยังต้องส่งหัตถ์ไปแตะท่อนกรของอีกฝ่าย ให้ลุกขึ้นเสีย



“ช่างเถอะ เราเองก็ดูแลน้องไม่ดี เกิดเรื่องแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน มันช่วยให้เราตัดสินใจอะไรง่ายขึ้น…ขอตัวก่อนนะองค์ชาย เราจะเขียนสาสน์ถวายเสด็จพ่อเสียหน่อย เสร็จแล้วจะตามไปร่วมมื้อค่ำด้วย”



“เราเองก็จะไปจัดการเรื่องเรือด่วนให้ เร็วสุดจะออกได้ภายในเย็นนี้แน่นอน”



“ขอบคุณมาก” ว่าแล้วจึงหันมาทางองครักษ์ผู้เงียบขรึมที่ยังยืนนิ่ง หากแต่ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย องค์ชายรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่ส่งผ่านทางแววตาคมกริบนั้น


“จิน…ตามเราขึ้นมารับสาสน์ไปถวายเสด็จพ่อที จงถวายให้ถึงมือ”



……………………..



เรือด่วนจากคุโรคาวะนั้น จัดขบวนเรียบร้อยในเย็นวันนั้นดังวาจาที่องค์ชายชินเรว่าเอาไว้ ผู้ที่กลับไปพร้อมกับขบวนเรือครั้งนี้ คือทหารจำนวนหนึ่ง แม่หญิงคาซึยะและนางรับใช้มิซาเอะ รวมไปถึง อาคานิชิ จิน


เรือลำเล็ก แต่เคลื่อนตัวเร็วเพราะนวัตกรรมจากตะวันตกนั้น เงียบเชียบราวกับไม่มีคาซึยะคนเก่าผู้แสนจะซุกซนคอยชมส่วนนั้น ชะโงกมองส่วนนี้ของเรือเลย บนเรือไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุยเสียด้วยซ้ำ พวกทหารไม่มีใครรู้ว่าเหตุที่แท้จริงของการกลับก่อนกำหนดของคณะบางส่วนคืออะไร เพราะองครักษ์นากามารุเป็นคนชี้แจงว่า องค์ชายรัชทายาทมีรับสั่งให้นำสาสน์ด่วนกลับไปถวายองค์กษัตริย์เพียงเท่านั้น



ออกเดินทางมาได้พักใหญ่ หลังมื้อเย็นเงียบๆบนเรือแล้ว คาซึยะและมิซาเอะนางรับใช้ก็กลับเข้าห้องพักผ่อน จินเองไม่อาจพูดอะไรมากไปกว่านี้ เขาทำได้เพียงยืนมองประตูห้องพักของคนร่างโปร่งบาง หากแต่ไม่กล้าแม้แต่จะยกมือขึ้นเคาะ



เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นโทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเขาเอง มีหน้าที่ต้องดูแล หากแต่ปล่อยปละละเลยจนเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา เสียงร้องขอความช่วยเหลือ ร่างน้อยๆที่สั่นเทา ดวงตาที่เบิกโพลงเพราะความหวาดกลัว รวมถึงมือเล็กที่เย็นเชือดยามเขาจับจูงนั้น จินยังจำได้ทุกอย่าง มันฝั่งแน่นจนเจ็บปวดไปทั้งหัวใจ


สัญญาที่รักษาเอาไว้ไม่ได้ แล้วยังจะมีหน้าบอกว่าตนเป็นชายอย่างนั้นหรือ



ร่างสูงถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะบ่ายหน้าเดินกลับเข้าห้องตนที่อยู่ข้างเคียงกัน หารู้ไม่ว่า คนร่างผอมบางในห้องที่ซุกตัวอยู่บนเตียงใต้ผ้าห่ม จนดูคล้ายว่าหลับไปแล้วนั้น กำลังร้องไห้เงียบๆ พร้อมกับความขยะแขยงเกาะกุมไปทั่วทุกอณูเนื้อ



………………


คาซึยะได้แต่ปราดน้ำตาทิ้งอย่างเงียบเชียบ ไม่อยากให้ป้ามิซาเอะที่พักผ่อนอยู่เตียงถัดไปรับรู้ว่าเขาเองกำลังอ่อนแอ รอจนมั่นใจว่าอีกฝ่ายหลับแน่แล้ว จึงได้ลุกจากเตียง ค่อยๆเดินออกจากห้อง คาซึยะต้องการห้องเงียบๆ ที่สามารถอยู่ได้เพียงลำพัง เพื่อร้องไห้อย่างที่อยากร้อง ร่างโปร่งอยากร้องเสียให้หมด ให้เสร็จสิ้นไปครั้งหนึ่งเสีย จะได้ไม่ต้องหลงเหลือไว้ร้องหลายครั้งหลายครา



แม้คาซึยะจะพยายามออกจากห้องอย่างเงียบเชียบเพียงใดแล้ว หากแต่คนข้างห้องที่กำลังนั่งปล่อยใจไปกับลมทะเลที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง และกำไลข้อเท้าที่อยู่ในมือ ได้ยินเสียงอันแสนเบาบางของกลอนประตูที่ถูกเปิดออก และมันทำให้เขาพุ่งไปเปิดประตูห้องตัวเองออกทันทีอย่างไม่ไว้วางใจ



“คาซึยะ” ร่างบอบบางกำลังเดินออกจากห้อง อย่างที่จินเห็นแล้วได้แต่สะท้อนใจ เพราะอีกฝ่ายเหมือนจะตัวเล็กลงไปอีก หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อยามบ่าย ไหล่สองข้างที่เคยผึ่งผายนั้น งองุ้มลงราวกับจะปกป้องตัวเอง



“จิน” เจ้าของชื่อหันมามอง ก่อนจะต้องรีบหันกลับไป ทว่าอีกฝ่ายก็ไวพอเสียจนมองเห็นร่องรอยบนดวงหน้าหวาน จินก้าวเข้าไปหา ก้มลงมองใบหน้าที่ก้มหนี แต่เมื่อเขาจับปลายคางให้เงยขึ้น ดวงตาบวม และปลายจมูกที่แดงเรื่อก็บอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายผ่านช่วงเวลาเมื่อครู่มาพร้อมๆกับการร้องไห้



“ออกมาทำไม ทำไมไม่พักผ่อนในห้อง” พอปล่อยมือจากคางแล้ว ใบหน้าซีดเซียวก็ก้มลงต่ำไม่ยอมสบตาอย่างที่เคยเป็นนิสัย องครักษ์หนุ่มรู้ว่าอีกฝ่ายอายที่ต้องเปิดเผยร่องรอยของคราบน้ำตาให้ใครเห็น



“ข้า…ไม่อยากอยู่ในห้องอุดอู้”


ชายหนุ่มยืนนิ่ง ก่อนจะคว้าแขนเล็กให้เดินไปตามทางเงียบๆ นายทหารไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในชั้นพักผ่อนของห้องพักของจินและคาซึยะ ครั้งนี้ร่างสูงไม่กังวลเรื่องความเหมาะสมใดๆอีกแล้ว ความปลอดภัยของคาซึยะสำคัญมากเสียกว่าเรื่องอื่นใด เวลานี้ เขาห่วงใยสภาพจิตใจของร่างโปร่งมากกว่าเรื่องอื่น



จินเดินเงียบๆจนมาถึงห้องอาหารที่ปลอดคน เพราะค่ำมากแล้ว ครัวบนเรือนั้นปิดเงียบ เพราะพ่อครัวเข้าห้องพักผ่อนไปตั้งแต่มื้อเย็นจบลง



“นั่งตรงนี้” ร่างสูงบอก แล้วกดไหล่เล็กให้ทรุดลงนั่งบนเก้าอี้มุมห้อง ก่อนจะเดินวกกลับเข้าไปในครัวที่อยู่ติดกัน ส่งเสียงกุกกักอยู่ครู่หนึ่ง กลิ่นหอมของชาก็ลอยฟุ้งออกมายังห้องอาหาร ก่อนที่จินจะเดินออกมาพร้อมกาน้ำชาและถ้วยเล็กๆสองใบมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าคนที่นั่งเงียบ



ไม่มีการพูดคุยใดๆอีก นอกจากที่จินเทชาลงกับถ้วย ก่อนจะย่อตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้น ปลดสลักกำไลข้อเท้าที่หยิบติดมือมาด้วย แล้วบรรจงใส่แผ่วเบาที่ข้อเท้าเล็กๆข้างหนึ่ง จากนั้น จึงกลับมานั่งลงเงียบๆบนเก้าอี้ข้างกายเล็ก สายตาแค่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ทะเลยามค่ำคืนดำมืด มีเพียงแสงจันทร์สาดส่องทอประกายระยิบระยับล้อกับผิวน้ำ


และในความเงียบนั้น เสียงสะอื้นฮักก็ดังมาจากข้างกาย หากแต่จินไม่หันมองแม้แต่น้อย เขายิ้มกับตัวเองบางเบา สายตายังทอดไกลออกไปนอกหน้าต่างเรือ จับจ้องอยู่แต่ผืนน้ำ ที่ยังส่งแสงระยิบเพราะต้องแสงจันทร์ จินนั่งนิ่ง ไม่แม้แต่จะยื่นผ้าซับน้ำตา ไม่แม้แต่จะวางมือลงบนศีรษะเพื่อปลอบโยน


อาคานิชิ จิน ไม่ใช่องค์ชายรัชทายาท หรือพี่ชายร่วมสายเลือดอย่าง คาเมนาชิ โนบุทากะ


ดังนั้น วิธีการปลอบของอาคานิชิ จิน จึงเป็นแบบนี้ ดังเช่นเกือบสิบปีที่แล้ว
.

.

.

.

.

‘อย่าเข้ามานะ!! เข้ามาข้าโกรธจริงๆ!!’ เสียงโวยวายดังปนมากับเสียงสะอื้นของคนที่ทะเลาะกับเจ้าพี่จนหนีมาร้องไห้คนเดียวอยู่ที่สวนหลังพระราชฐาน



หากแต่เด็กหนุ่มยังก้าวเข้าหาไม่หยุด จนคนร้องไห้ต้องเป็นฝ่ายหมุนตัวหันหลังให้เสีย



‘ออกไปนะ!! จะเข้ามาทำไม!!’



ไม่มีเสียงตอบ แต่คนเข้ามาใหม่ แค่เพียงทรุดกายลงนั่งในตำแหน่งที่ไม่ห่างมากนัก แล้วหันหน้าเข้าหาบึงกว้าง ราวกับนั่งอยู่คนเดียว



‘ข้าไม่เห็นหรอก เจ้าหันกลับมาเถอะ’ จินในยามนั้น ไม่ได้มองใบหน้าเปื้อนน้ำตาของเด็กตัวน้อยที่หันกลับมามอง เขายังปล่อยให้คาซึยะนั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้น และทำเพียงนั่งเป็นเพื่อน จนอีกฝ่ายสงบลง



และครั้งนี้ก็เช่นกัน


อาคานิชิ จิน ก็ยังทำเพียงนั่งเป็นเพื่อนเงียบๆ และปล่อยให้เสียงสะอื้นดังมาจากคนข้างกาย พร้อมกับหยาดน้ำตาที่ทะลักทะลาย อย่างที่จินได้แต่หวังไว้ในใจ ว่าอีกฝ่ายจะหายในเร็ววัน


……………………


ปกติแล้ว การเดินทางจากคุโรคาวะถึงทาคิซาวะต้องใช้เวลาเดือนครึ่ง หากแต่เมื่อเป็นเรือด่วนที่ได้รับวิทยาการจากตะวันตกแล้ว จึงใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น และทันทีที่มาถึง อาคานิชิ จิน ก็อัญเชิญสาสน์จากองค์ชายรัชทายาททูลเกล้าถวายองค์กษัตริย์ พร้อมปิดปากเงียบถึงสาเหตุของการพาคาซึยะกลับมาก่อน



องค์กษัตริย์รับสาสน์มา รอจนองครักษ์หนุ่มถวายบังคมลาออกไปแล้ว จึงได้เปิดออกทอดพระเนตร และเพียงแค่รับรู้ถึงข้อความสั้นๆภายในนั้น แววเนตรก็ขมึงกล้า อย่างที่องค์ราชินีต้องแตะพระกรช่วยคลายอารมณ์



“พระทัยเย็นก่อนนะเพคะ นี่ก็ดีแล้วที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”


“ไม่มีอะไรเกิดได้อย่างไร!! มันเกิดมาตั้งขนาดนี้!!! คาซึยะต้องเป็นแบบนี้ เพราะพวกหนักแผ่นดินเช่นนี้น่ะหรือ!!! ฮึ่ย!! เราจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนิ้อีก!!” คาซึยะคือแก้วตาดวงใจของพระองค์ หากแม้สักนิดที่จะระคายเคืองจิตใจของธิดาบุญธรรมผู้แสนอาภัพนั้น พระองค์จะไม่ยอมให้เกิดอีก!!



“แล้วพระองค์จะทรงทำเช่นไรเพคะ” องค์ราชินีตรัสถาม เรื่องที่เกิดขึ้นนั้น องค์เองก็ร้อนพระทัยไม่แพ้กัน แต่จะทำอะไรได้มากแค่ไหน อาณาจักรบ้านใกล้เรือนเคียงนั้น แค่เพียงเรื่องเล็กน้อยก็กลายเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนแล้ว



“เราจะให้คาซึยะแต่งงาน!!!” พระองค์ตรัส ดังที่ใจความของสาสน์จากโอรสบอกกล่าวเอาไว้



‘โปรดให้คาซึยะอยู่ใต้การดูแลของบุรุษแห่งราชสำนักในฐานะภริยาด้วยเถิด พระเจ้าค่ะ’


……………………..


อ่า บทนี้แอบยาว เพราะงั้น บทต่อไป ขอเวลาสักสัปดาห์นึงนะคะ แหะ แหะ รายงานไม่ถึงไหนเลย สอบเสร็จแล้ว มันควรจะปิดเทอมใช่มั้ย แต่มีรายงานแบบนี้ จะเรียกว่าปิดเทอมได้ยังไงอ่ะ

ขอบคุณพี่คนเดิม (เอ่อ ชื่อพี่แอบยาก จำได้ว่าตัวแรกคือตัว a ) ที่ให้คำแนะนำเรื่องภาษานะคะ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ เพราะบัวก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ ตอนที่พิมพ์ว่า “ค่อมตัว” ความจริงต้องใช้ “ค้อมตัว” อย่างที่พี่บอก แหะแหะ จะเก็บเอาไว้พัฒนาค่ะ ใครอยากแนะนำอะไร ได้เลยค่ะ แต่เรื่องสำนวนเวิ่นเว้อ อะไรทำนองนี้ คงแก้ยาก ฮาฮา

อ้อ ตอบอีกเรื่องคือเรื่องงานฟิค อันนั้นคงไม่ทันค่ะ แล้ววันที่ 25 (งานจัดวันที่ 25 ใช่มั้ยคะ เห็นเพื่อนบอกอ่ะ) บัวไปงานแต่งงานพี่สาวด้วย ส่วนก่อนหน้านั้นทั้งสัปดาห์ก็ไปต่างจังหวัด ซึ่งตอนไปต่างจังหวัด เดี๋ยวจะไปเช็คก่อนว่า ทางนั้นมีเน็ตเล่นมั้ย หรือยังไง แล้วจะมาแจ้งอีกทีค่ะ

ส่วนเรื่องรวมเล่ม อยากทำเรื่อง คำเตือน แต่เดี๋ยวขอดูอะไรหลายๆอย่างก่อนนะคะ แต่คิดว่าปลายปี คงได้จัดการเป็นรูปเป็นร่าง เดี๋ยวไว้จะแจ้งอีกทีแล้วกันเนอะ เอาทีล่ะอย่าง ตอนนี้กำลังแย่เพราะรายงานแล้วววว

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับการรอคอย การอ่าน การคอมเม้นท์ และทุกกำลังใจค่ะ