FIC : ณ สัตยาแห่งรัก
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 6


เพื่อให้ทันงานเลี้ยงในช่วงฤดูหนาวดังที่ระบุมาในสาสน์เรียนเชิญนั้น ทำให้องค์ชายฮิเดอากิมีรับสั่งให้ต้องออกเดินทางจากท่าเรือที่อ่าวทาคิซาวะก่อนฤดูหนาวเล็กน้อย ขบวนเรือนั้น มีนายทหารจำนวนไม่มาก เพราะถือเป็นการเสด็จส่วนพระองค์เท่านั้น


“น่าแปลกนักที่เสด็จพ่อทรงปล่อยเจ้ามาได้” องค์ชายฮิเดอากิตรัสถามผู้เป็นน้อง หลังจากเรือออกจากท่าและกำลังเคลื่อนตัวไปตามผิวน้ำ


“เสด็จพ่อมีรับสั่งว่าให้หมายตาบุรุษแห่งราชสำนักคุโรคาวะมาให้เรียบร้อย หากถูกใจคนใด ให้รีบส่งสาสน์กลับมาบอกกล่าว เสด็จพ่อจะแต่งตั้งทูตไปเจรจาขอตัวมาแต่งกับน้องทันที” คาซึยะตอบพร้อมใบหน้าหวานที่ติดจะบึ้งตึงเพราะถูกหยอกล้อเรื่องแบบนี้อีกแล้ว



องค์ชายฮิเดอากิสรวลเล็กน้อยกับเรื่องราวของพระบิดาที่ผู้เป็นน้องบุญธรรมเล่าเรียง



“น้องจะเข้าไปดูห้องเสียหน่อย ห้องน้องอยู่มุมสุดใช่ไหม” คาซึยะมีป้ามิซาเอะ ผู้เป็นแม่นมวัยปลายติดตามมาด้วย มิซาเอะเป็นคนรับใช้เพียงไม่กี่คนที่รู้ความเป็นไปของร่างกายแปลกประหลาดนี้ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าอึดอัดนัก หากต้องอยู่ร่วมห้องกันบนเรือ



“อยากได้อะไรเพิ่มก็มาบอกแล้วกัน อ้อ ซนบนเรือได้ อย่าถึงขนาดชะโงกหน้าไปดูทะเลเข้าใจไหม พี่ไม่อยากให้องครักษ์บางคนเป็นหวัดเพราะกระโดดลงไปงมเจ้าขึ้นมาจนตัวเปียกมะล่อกมะแล่ก” ร่างโปร่งหันมาแลบลิ้นใส่องค์ชายหนุ่ม แล้วย้ำหนักแน่น



“น้องไม่ใช่เด็ก!!”



หากยามเป็นเด็กนั้น ไม่ได้ผิดจากที่องค์ชายตรัสแม้สักนิดเชียว
.

.

.

.

.
‘เจ้าทำไมถึงซนนักนะคาซึยะ บนเรือมีอะไรให้ดูตั้งเยอะ จะชะโงกหน้าลงไปที่ทะเลทำไม’ องค์ชายรัชทายาทตรัสเข้ม ในขณะที่พระขนงนั้นขมวดเข้าหากันอย่างห่วงใยเด็กตัวเล็กตรงหน้าที่เปียกไปทั้งตัวจนต้องหาผ้าหนาๆมาห่อหุ้มเอาไว้จนกว่าเรือจะแล่นกลับเข้าท่า ซึ่งต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่



‘ก็ข้าอยากดูปลานี่’



‘แล้วเห็นปลาไหมเล่า!! ทำอะไรทำไมไม่ถามกันก่อน ดีแค่ไหนว่าจินกระโดดลงไปคว้าเจ้าขึ้นมาทันก่อนจะกลายเป็นอาหารปลา’ องค์ชายหนุ่มยังมีรับสั่งดุๆให้ผู้เป็นน้องหน้างอ



‘เห็นไหม ว่าจินก็เปียก เกิดเป็นหวัดขึ้นมาจะทำอย่างไร’ พระองค์ทรงชี้ไปยังผู้ติดตามร่างสูงที่เปียกไปทั้งตัว ทว่าไม่มีผ้าสักผืนห่มคลุมต้านลมทะเล เพราะผ้าทุกผืนในเรือเล็กๆสำหรับเดินทางระหว่างท่าเรือกับเกาะเล็กเกาะน้อยที่รายล้อมนั้น ถูกนำไปห่มให้กับองค์หญิงบุญธรรมเสียหมด



‘ก็บอกให้แบ่งผ้าจากข้าไป จินก็ไม่เอา’ ก็เป็นเสียแบบนี้ คนหนึ่งก็ทำอะไรมุทะลุ อีกคนก็ยอมไปทุกอย่าง องค์ชายฮิเดอากิถอนปัสสาสะพลางชำเลืองเนตรไปยังผู้ติดตามที่ยังนั่งนิ่ง



ปกติก็ดูนิ่งดีเสียหรอก แต่พอเห็นคาซึยะตกทะเลไปเท่านั้น คนที่ขยับไวกว่าใครก็คือ อาคานิชิ จิน นี่ไง


‘กลับเข้าวังหลวง เจ้าต้องถูกดุสักหน่อยนะคาซึยะ ดีแค่ไหนว่าเรือลำเล็ก หากลำโตกว่านี้ เจ้าคงตายเป็นผีเฝ้าทะเลไปแล้ว’


‘เจ้าพี่!!~ ทำไมต้องแช่งน้องด้วยเล่า!!’ แล้วก็กลายเป็นคาซึยะงอนตั้งแต่นั้นจนกระทั่งกลับเข้าวัง ก่อนจะถูกพ่อแม่ดุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เรื่องที่ซนจนตกน้ำตกท่า ส่วนคนที่ลงไปงมเจ้าเด็กเอาแต่ใจขึ้นมาจากทะเลก็จะอะไรเสียอีก หากไม่ใช่เป็นหวัด จามจนจมูกแดงอยู่สามวันสามคืน



…………



“อย่างนี้พวกเด็กๆหลังวังบัญญัติศัพท์ใหม่ว่า ‘ใส่พานทองถวาย’ นะพระเจ้าค่ะ” องครักษ์พูดมาก นากามารุ ยูอิจิทูลทันทีที่คาซึยะเดินกลับเข้าไปในเรือเรียบร้อย



“ใส่พานทองอะไรอีก” ช่างมีศัพท์ใหม่มาให้องค์ชายชวนเวียนเสียเหลือเกิน



“ก็ที่ให้แม่หญิงคาซึยะนอนห้องมุมในสุด ส่วนห้องถัดมาก็เป็นห้องขององครักษ์ไม้ยืนต้นอย่างอาคานิชิอย่างไรพระเจ้าค่ะ ทั้งผลักทั้งดันกันเช่นนี้ เขาเรียก ‘ใส่พานทองถวาย’…”



“อิจฉาเพื่อนงั้นรึ”



“นิดหน่อยพระเจ้าค่ะ อยากรู้ความรู้สึกยามขึ้นไปยืนบนพานให้พระองค์ทรงผลักและดัน” ยูอิจิเอ่ยปากอย่างนึกสนุกพร้อมรอยยิ้มที่ยังเต็มหน้า ให้องค์ชายฮิเดอากิหนักพระทัยกับคำพูดวกไปวนมาและชวนให้ปวดเศียรยิ่งนัก



“พานทองมีไว้สำหรับคนที่เหมาะสมเท่านั้น อย่างเจ้าน่ะ คุณสมบัติไม่พอ”



“คุณสมบัติเช่นอะไรพระเจ้าค่ะ ไม่น่าใช่เรื่องยาก สำหรับนักรักอย่างกระหม่อม”



“ข้อแรก เจ้าต้องร้องเพลงโปรดของคาซึยะได้”



“โอ้ เพลงเมื่อห้าสิบปีก่อนน่ะหรือพระเจ้าค่ะ” ยูอิจิขอถอยเสียแต่ตอนนี้จะดีกว่า เพลงโบราณพรรค์นั้น อย่าว่าแต่ร้องเลย หาฟังยังยากเต็มทน



“อย่างที่สอง เจ้าต้องกล้าตีคาซึยะ”



“นางงามเช่นนั้น กระหม่อมมิกล้าทำร้ายลงหรอกพระเจ้าค่ะ” หากจะทำร้าย ยูอิจิขอทำร้ายสาวงามด้วยจุมพิตและการโลมไล้เสียจะดีกว่า



“อย่างที่สาม ข้อนี้สำคัญนัก…เจ้าต้องพูดให้น้อยที่สุด ถ้าพูดน้อยกว่าจินได้ ข้าจะจัดงานสมรสให้เดี๋ยวนี้เลย”



“ถ้าเช่นนั้น เห็นทีกระหม่อมต้องเกิดใหม่เป็นคนใบ้พระเจ้าค่ะ!!” นั่นสิ หากจะหาคนเงียบกว่า อาคานิชิ จิน ล่ะก็ พระองค์คิดว่าคงมีแต่คนใบ้เท่านั้นเชียว!!



……………

“ห้องมุมในสุดหรือ ห้องนี้กระมั้ง ป้ามิซาเอะ” คาซึยะเดินมาจนสุดทางเดินที่มีคบไฟให้แสงสว่างอย่างสลัวทุกระยะอย่างเท่ากัน



“คงใช่ค่ะ คุณคาซึยะ แต่อยู่ห้องมุมในสุดเช่นนี้ ดูไม่มีทางหนีทีไล่เลยนะคะ” มิซาเอะคือสตรีวัยปลายรูปร่างอวบ นางเป็นหญิงที่ไม่แต่งงาน สมัครใจอยู่ดูแลรับใช้เรือนคาเมนาชิตั้งแต่วัยสาวสะพรั่ง จนบัดนี้ก็ยังเป็นคนรักษาความลับเรื่องร่างกายของคาซึยะคนหนึ่ง



ร่างโปร่งกำลังจะเปิดประตูเข้าไปในห้อง หากแต่ประตูห้องข้างเคียงเปิดออกพอดี พร้อมกับคนด้านในเดินออกมา



“ท่านอาคานิชิพักห้องนี้หรือคะ” คนถามคือมิซาเอะ ในขณะที่คาซึยะยังนิ่ง หมายรู้แล้วว่าเจ้าพี่ตัวดีที่ขยันจับคู่ให้นัก ต้องการอะไรจากตำแหน่งห้องพัก



“ใช่” คำตอบมีแค่นั้น หากแต่เมื่อคาซึยะเดินนำเข้าไปในห้องมุมสุด และมีสาวรับใช้เดินตามเข้าไป ชายหนุ่มก็พอจะคาดเดาได้ว่าห้องมุมสุด ถัดจากห้องของเขานั้น เป็นห้องของสองสตรีบนเรือแห่งนี้



…ไม่ได้การ… เขาต้องทำอะไรสักอย่าง



จินตัดสินใจหมุนตัวเดินกลับออกไปยังดาดฟ้าเรือ หมายจะเข้าไปร้องขอต่อนายของตน ชายหนุ่มเห็นองค์ชายรัชทายาทกำลังรับสั่งงานกับนายทหารเดินเรือสองสามคำ รอจนเรียบร้อยดี จึงได้เข้าไปทูล



“องค์ชาย กระหม่อมมีเรื่องจะทูลขอ” ร้อยวันพันปี ไม่เห็นเคยอยากได้สิ่งใด คำพูดครั้งนี้ของอาคานิชิ จิน จึงเป็นเรื่องที่ชวนให้แปลกประหลาดนัก องค์ชายรัชทายาททอดพระเนตรชายหนุ่มตรงหน้าเป็นการเปิดโอกาสให้จินได้พูด



“กระหม่อมขอย้ายห้องพระเจ้าค่ะ ที่ชั้นนั้น มีเพียงห้องพักของกระหม่อมและแม่หญิงคาซึยะเท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะ” ยูอิจิตาโตกับคำขอของเพื่อนรัก ตกใจเสียจนเผลอร้องออกไปเบาๆ



“โง่อย่างนี้ หาไม่ได้อีกแล้ว!!”



“ยูอิจิ!” องค์ชายฮิเดอากิหันไปดุ เจ้าองครักษ์รวยอารมณ์ขันจึงได้แต่ยิ้มกว้าง แล้วเงียบเสียงลง



“จิน เจ้าก็เห็นไม่ใช่หรือ ว่าเรือไม่ได้ใหญ่โตนัก ห้องหับจะไปพอให้เจ้าเปลี่ยนได้อย่างไร แล้วอีกอย่าง เจ้าไม่ห่วงน้องเราหรือ ให้นอนที่ชั้นนั้นเพียงลำพัง มีแค่นางกับสาวใช้วัยใกล้ชราแบบนั้น เกิดนายทหารบางคนมันคิดไม่ดี บุกห้องน้องเราเล่า ใครจะช่วยทัน ที่เราให้เจ้าพักห้องนั้น เพราะเห็นว่าสมควรแล้ว”



“จิน เจ้าก็รับๆไปเถอะ ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนเสียหน่อย จะถูกใส่พานทองถวายเช่นเจ้า” ยูอิจิรีบแนะนำ หาไม่เช่นนั้นแล้ว เขาคงต้องมีเพื่อนที่ดีแสนดี ทว่าโง่นักในสายตาชายด้วยกัน ก็มีอย่างที่ไหนเล่า ได้พักห้องใกล้สาวงาม ดันจะมาขอย้ายห้องเสียแบบนั้น


“เจ้าไม่เข้าใจ ยูอิจิ”



“ข้าก็ไม่เข้าใจเจ้าเหมือนกัน” องครักษ์นากามารุรีบย้อนเพื่อนทันควัน



“เอาเถอะ เจ้าลองตัดสินใจดูแล้วกันจิน จะอยู่ห้องตรงนั้นเพื่อ ‘ดูแล’ น้องเรา หรือจะย้ายไปนอนห้องเดียวกับยูอิจิเพื่อความเหมาะสมอะไรนั่นของเจ้า” ร่างสูงเงียบไป เพราะที่องค์ชายมีรับสั่งล้วนมีเหตุผลทั้งสิ้น ชั้นลอยอันเป็นห้องพักของเขาและคาซึยะนั้น เรียกได้ว่าเป็นมุมอับ เพราะอยู่ค่อนไปทางท้ายเรือ แม้จะสะดวกสบาย เพราะมีห้องน้ำใกล้ๆ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เพราะความที่เป็นมุมอับ เขากลัวนายทหารคนอื่นจะมองไม่ดี หากรู้ว่าชั้นนั้นมีเขาพักอยู่ด้วย ถึงจะคนละห้อง แต่ก็ไม่เหมาะ แต่ถ้าเขาย้ายไปนอนห้องยูอิจิ นั่นจะหมายความว่าชั้นลอยจะมีคาซึยะพักเพียงลำพังกับนางรับใช้ ยิ่งเป็นมุมอับด้วยแล้ว ยิ่งอันตรายนัก



“ว่าอย่างไร”



“กระหม่อมขอประทานอภัย ที่รบกวนพระองค์พระเจ้าค่ะ” องค์ชายรัชทายาทสรวลเบาๆ


“หมายความว่าจะพักห้องเดิมสินะ” จินแค่ค้อมกายต่ำเล็กน้อย เป็นการตอบรับเท่านั้น



“ถ้าเช่นนั้น ก็ช่วยรับงานอีกอย่างแล้วกัน …อย่าปล่อยให้คาซึยะตกทะเลอีก ทำได้ไหม”



“พระเจ้าค่ะ” คำรับนั้นหนักแน่นมั่นคง อย่างที่องค์ชายฮิเดอากิคาดหวังนัก เพราะทรงทราบดี ว่าหากครั้งนี้ อาคานิชิ จินคลาดสายตาจนน้องของพระองค์ตกทะเลเป็นครั้งที่สองแล้วล่ะก็ คนที่จะไม่ให้อภัยตัวเองอีกเลย ก็เห็นจะเป็น ชายผู้นี้เท่านั้น



อาคานิชิ จิน บุรุษผู้โง่นัก เรื่องความรัก


…………..



ชีวิตบนเรือ ออกจะถูกใจคนชอบทะเลอย่างคาซึยะ นอกจากนั้นนิสัยโลดโผนโจนทะยานก็ทำให้เจ้าตัวออกจะไม่หวั่นเกรงความเป็น ‘สตรี’ ในกายแม้สักนิด เดี๋ยวไปขอดูการคุมบังเหียนเรือ เดี๋ยวขอไปดูห้องเก็บเสบียง เรียกได้ว่า ทุกซอกทุกมุมของเรือลำนี้ ล้วนผ่านสายตาของคาซึยะมาแล้วทั้งสิ้น



“เป็นอย่างไร วันนี้ ไปซนที่ใดอีก พี่ไม่เห็นหน้าตั้งแต่เช้า” กว่าจะได้พบหน้า ก็มื้อเที่ยงเข้าแล้ว หากใช้ห้องอาหารแยกเสียล่ะก็ พระองค์คงไม่ได้ทอดพระเนตรหน้าตาของน้องรักเป็นแน่


“อยู่ท้ายเรือเพคะ เจ้าพี่ไปด้วยกันซี สนุกนะ” ร่างโปร่งตอบ แล้วทรุดกายลงนั่งเคียงข้างบนโต๊ะเก้าอี้ม้านั่งยาวตัวเดียวกัน


“พี่จะคุยงานกับยูอิจิหน่อย เจ้าก็อย่าสนุกจนตกน้ำตกท่าเล่า คราวนี้ไม่มีใครกล้างมหรอกนะ น้ำลึกทั้งนั้น”


“แหม น้ำลึกอย่างนี้ ยิ่งน่าพิสูจน์นะเพคะ” องค์ชายรัชทายาทถึงกับต้องถลึงเนตรใส่ เจอองครักษ์ชอบพูดจาชวนเวียนแล้ว ยังจะมาเจอน้องอีกอย่างนั้นหรือ มีแต่ดีๆทั้งนั้นเชียว



“จิน คอยจับตาน้องเราไว้ด้วย หากเห็นท่าว่าจะซนก็เอาเชือกมัดกับเสากระโดงเรือเสียเลยก็ได้”


“ขอกระหม่อมมัดแทนได้ไหมพระเจ้าค่ะ รับรองว่าจะมัดอย่างอ่อนโยน ไม่ให้ระคายผิวแม่หญิงคาซึยะแม้เพียงนิด” ยูอิจิอดไม่ได้ต้องเสนอตัว พร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้มที่มอบให้คาซึยะโดยตรง หากเป็นสตรีอื่น พบรอยยิ้มชวนให้หลงเช่นนี้แล้ว เห็นทีคงจะตกหลุมองครักษ์จอมเจ้าชู้ได้ไม่ยาก แต่เมื่อเป็นคาซึยะที่พบเจอกับการพูดจาแบบนี้บ่อยครั้ง อาการชวนหลงจึงเปลี่ยนเป็นอาการขำขันแทน


“มัดแบบใดของเจ้าไม่ให้ระคายผิว”


“มัดด้วยสายใยรักสิกระหม่อม ต่อให้ดิ้นก็ดิ้นไม่หลุด แม่หญิงอยากลองถูกมัดด้วยสายใยรักของข้าดูไหม” คาซึยะหัวเราะกับคำพูดของคนที่ยื่นหน้าเข้ามาเสนอพร้อมรอยยิ้มกว้าง



“ข้ารู้จักแต่ด้ายแดง สายใยรักไม่รู้จัก” เพียงเท่านั้น ยูอิจิก็ถึงกับหน้ามู่


“มาอีกคน ‘พวกเชื่อมั่นลิขิตสวรรค์’ อย่างนี้ข้าก็หมดโอกาสเสียแต่แรกล่ะสิ”


“คงจะเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าสายใยรักอะไรของท่านเป็นขนมอร่อยๆ ข้าจะลองเก็บไปพิจารณาดูอีกที” เจอคำพูดหน้าตายของแม่หญิงคนงามเข้าไป ยูอิจิก็ถึงกับต้องหัวเราะออกมา



“แม่หญิง เจ้าไม่เหมือนใครจริงๆ เห็นที ข้าคงต้องไปชักสายใยรักของข้าเสียใหม่ ไม่รู้จะทำเป็นขนมได้รึเปล่า หากทำได้ เจ้าจะได้ชิมคนแรกเชียว แต่จะทำเช่นนั้นได้ คงต้องขอลาพักร้อนเสียบ้าง จะได้มีเวลามาประดิดประดอย”



“ดีเลย เราเองก็อยากได้องครักษ์ใหม่ ไม่พูดมาก ทำงานดีอยู่เหมือนกัน กลับทาคิซาวะได้ จะประกาศด่วนทีเดียว”



“โอ้!! ไม่นะ องค์ชาย กระหม่อมพลั้งปากเท่านั้น” แล้วก็เกิดเป็นเสียงโวยวายขององครักษ์พูดมากที่ตามเสด็จองค์ชายรัชทายาทออกจากห้องอาหารไป ทิ้งไว้เพียงคาซึยะที่ยังนั่งหัวเราะอยู่กับนางรับใช้อย่างมิซาเอะ และอาคานิชิ จิน ที่ยังนั่งทานอยู่เพียงเงียบๆ



“ท่านอาคานิชิไม่ตามเสด็จหรือคะ” มิซาเอะเป็นคนถาม ให้ชายหนุ่มต้องเงยหน้ามอง


“ข้ามีหน้าที่ดูแลแม่หญิงคาซึยะ”



“ทำไมต้องดูแลข้า” ร่างโปร่งหันกลับมาถาม


“องค์ชายทรงกังวลว่าเจ้าจะตกน้ำไปอีก”



“ข้าไม่ใช่เด็ก!!!” ต้องให้ย้ำคำนี้อีกแล้ว คาซึยะเบื่อนักเชียวกับคำพูดทำนองนี้ ทำราวกับว่าเขาดูแลตัวเองไม่ได้อย่างนั้น ถึงขนาดออกไปร่ำเรียนแต่เด็กแต่เล็กในต่างแดนก็เคย ต้องปกปิดความเป็นชายยามเป็นชายที่แท้จริงอย่างลำบากลำบนก็ทำมาแล้ว แล้วจะไปกลัวอะไร



ร่างโปร่งจ้องชายหนุ่มเบื้องหน้าอย่างไม่พอใจ หากแต่โวยวายไป ก็รังแต่จะทำให้อีกฝ่ายมองว่าตนเป็นเด็กเข้าไปเรื่อยๆ เลยตัดใจขบริมฝีปาก ลุกจากมาเสีย อย่างน้อยไปเดินเล่นท้ายเรือ ก็ดีกว่าเอาอารมณ์มาขุ่นกับคนพูดจาไม่เข้าหู



อาคานิชิ จินมองตามร่างที่เดินออกจากห้องอาหารไป แล้วจึงลุกขึ้นเดินตามอย่างที่ให้วาจาเอาไว้



‘ข้ามีหน้าที่ดูแลแม่หญิงคาซึยะ’


…ชั่วชีวิต…



……………..


เรือลำไม่ใหญ่นักเคลื่อนไปตามผืนน้ำกว้างของมหาสมุทรร่วมเดือนกว่า จึงเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือของอาณาจักรคุโรคาวะ อันเป็นอาณาจักรปากแม่น้ำสายใหญ่ของแผ่นดิน คุโรคาวะนั้นถือเป็นเมืองท่าเช่นเดียวกับทาคิซาวะ ทั้งยังมีพรมแดนติดกันในส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นเขาสูงทอดยาว จึงไม่สะดวกสำหรับการเดินทางไปมาหาสู่ ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเรื่องปกติของอาณาจักรที่ประชิดติดกัน จึงมีเรื่องกระทบกระทั่งกันอยู่เสมอๆ เพิ่งจะล้างลาไปไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง



คุโรคาวะนั้น แม้จะมีวิถีชีวิตดังเช่นตะวันออก หากแต่สนิทสนมกับพวกอาณาจักรฝั่งตะวันตกของแผ่นทวีปมากกว่า ดังนั้น ข้าวของบนท่าจึงอุดมไปด้วยสิ่งแปลกตาสำหรับเหล่าบุรุษแห่งทาคิซาวะและนางรับใช้นามว่ามิซาเอะ หากแต่เป็นของคุ้นตาดีสำหรับคาซึยะที่ไปร่ำเรียนในตะวันตกมาเสียนาน



ขบวนแห่ต้อนรับกรมกลาโหมทาคิซาวะถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ ไม่แพ้เมื่อคราวที่ทาคิซาวะต้อนรับคุโรคาวะเลยแม้แต่น้อย บ้านเรือนและถนนหนทางของคุโรคาวะมีสถาปัตยกรรมและนวัตกรรมเฉกเช่นตะวันตก ไม่ใช่เพียงบ้านที่สร้างด้วยไม้ หรือถนนที่โรยด้วยกรวดอย่างทาคิซาวะ แต่เป็นบ้านที่ก่อด้วยปูน และถนนเรียบประดับรายทางด้วยซุ้มดอกไม้สวยงาม



“ยินดีเหลือเกิน ที่พวกท่านมาร่วมงานของเรา” ผู้ต้อนรับคือองค์ชายชินเร เจ้ากรมการค้าและต่างแดน ที่เปิดการประชุมและงานเลี้ยงเจริญสัมพันธไมตรี


งานนี้ควรเป็นอย่างยิ่งที่องค์ชายเจ้ากรมการค้าและต่างแดนของทาคิซาวะจะเสด็จมาเอง หากแต่ในสาสน์ไม่ได้ระบุเชิญ จะเชิญเพียงก็แต่องค์ชายฮิเดอากิและ แม่หญิงคาซึยะผู้ติดตาม



“ทางเราก็ยินดีเช่นกัน” ผู้ตอบคือองค์ชายฮิเดอากิ หากแต่สายเนตรขององค์ชายชินเรกลับทอดไปยังสตรีงามที่ยืนอยู่เบื้องหลังนั้นออกไป



“พระองค์คงไม่ว่า หากข้าจะถามไถ่ความเป็นไปของแม่หญิงคาซึยะ…เป็นอย่างไรบ้าง เดินทางมาเหนื่อยไหม” องค์ชายชินเรเอ่ยโอษฐ์ ให้คาซึยะต้องย่อกายรับ



“ไม่เท่าไรเพคะ”



“คงเพราะมีแรงใจดีติดตามมาด้วยสินะ…แหม ขอโทษที เราไม่น่าล้อเลียนเช่นนี้ แต่หากสมรสกันเมื่อไร อย่าลืมบอกเราด้วย เชิญทางนี้เถอะ องค์ชายฮิเดอากิ เสด็จพ่อเสด็จแม่ของเรารอท่านอยู่” แล้วพระองค์ก็เปลี่ยนเรื่องเป็นการพาองค์ชายฮิเดอากินำไปยังวังหลวงที่ถูกสร้างอย่างตะวันตก โอ่อ่าและหรูหราด้วยเครื่องประดับจำพวกเพชรและพลอย



กษัตริย์และราชินีแห่งอาณาจักรคุโรคาวะนั้น ประทับอยู่ที่บัลลังค์สีทองอร่าม ราชินีมีพระพักตร์แบบตะวันตก ดวงเนตรสีเทาหม่น และสีพระเกศาน้ำตาลแดง แตกต่างจากพวกตะวันออก ที่ส่วนใหญ่แล้วจะมีสีผมและตาเป็นน้ำตาลเข้ม ไม่เช่นนั้นก็ดำ และเพราะมีราชินีเป็นต่างถิ่นนี่เอง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้องค์ชายและองค์หญิงของคุโรคาวะแตกต่างจากราชวงศ์ของทาคิซาวะในทางรูปลักษณ์ภายนอก


“ถวายบังคมพระเจ้าค่ะ” คณะขององค์ชายฮิเดอากิทรุดกายลงให้การคำนับ



“ลุกขึ้นเถิด เราดีใจ ที่ทางทาคิซาวะให้ความสำคัญกับคุโรคาวะมากขนาดนี้ ไมตรีครั้งนี้ของพวกท่าน เราจะไม่ลืม โอ้ มีสตรีเดินทางมาด้วยหรือ”


“ถวายบังคมเพคะ”



“นี่คือแม่หญิงคาซึยะพระเจ้าค่ะ เสด็จพ่อ เป็นหญิงงามที่สุดในทาคิซาวะ ซ้ำยังมีความรู้ความสามารถมากนัก นางพูดภาษาตะวันตกได้คล่องแคล่วด้วย”



“อย่างนั้นหรือ แม่หญิงคาซึยะ” ราชินีตรัสถามอย่างสนพระทัยด้วยภาษาของชาวตะวันออกที่แม้จะกระท่อนกระแท่นเล็กน้อย แต่ก็นับว่าฟังได้ความ


“เพคะ”



“เก่งจริง อย่างนี้สิ สตรียุคใหม่”


“หากแต่แย่นัก นางมีคู่ครองแล้วพระเจ้าค่ะ เสด็จแม่” องค์ชายชินเรโอดครวญ ให้ผู้เป็นมารดาสรวลเล็กน้อย



“สตรีงาม และคู่หมายล้วนเป็นของคู่กัน”



“ถ้าเช่นนั้นก็ปล่อยให้สตรีงามได้พักผ่อนเสียดีไหม เดินทางมาตั้งไกล ขาดเหลือสิ่งใด บอกกล่าวตามสบาย อย่าเกรงใจ” กษัตริย์วัยชรารับสั่ง ให้องค์ชายรัชทายาทแห่งทาคิซาวะคำนับ



“ทาคิซาวะไม่ต้องการสิ่งใด เว้นเสียแต่ไมตรีของคุโรคาวะ และการนับถือกันอย่างพี่น้องเท่านั้น”



“สิ่งนั้นเราให้ท่าน นับแต่นี้และตลอดไป ทาคิซาวะ”


……………


ตำหนักรับรองคณะของทาคิซาวะเป็นอาคารทรงตะวันตก ดูเหมือนวังหลวงของคุโรคาวะจะวางแบบเสียใหม่ให้เป็นตะวันตกแทบทั้งหมด จะเว้นก็แต่เรือนแบบโบราณของตะวันออก ที่มีให้เห็นเพียงประปรายเท่านั้น



“เรารู้ว่าแม่หญิงคาซึยะต้องมาด้วย ดังนั้นเลยเลือกตำหนักนี้ให้ เพราะมีห้องหับเป็นสัดส่วน อย่างไรเสีย ชั้นสองของตำหนักนี้ก็ยกให้แม่หญิงเลยแล้วกันนะ องค์ชายฮิเดอากิ” องค์ชายชินเรหันมาตรัส ขณะพานำเยี่ยมชมตำหนักทันสมัย สร้างจากหินอ่อน หลังคาโค้งด้วยสถาปัตยกรรมตะวันตก ถูกตกแต่งทั้งภายนอกภายในอย่างประณีต มีรูปภาพประดับตามโถงทางเดินต่างๆ อย่างที่พบเห็นได้ตามตำหนักสมัยใหม่ของทาคิซาวะเช่นกัน



“เราก็เห็นควรเช่นนั้น”



“เรามีเรื่องหนึ่ง ที่อยากขอความร่วมมือจากแม่หญิงและเจ้า…องครักษ์หุ่นไล่กา” องค์ชายชินเรนิ่งไปพักหนึ่ง จึงตรัสขรึมให้คนทั้งสองตั้งใจฟัง



“ราชวงศ์คุโรคาวะมีโอรสธิดามากมายนัก เรามั่นใจว่าทุกคนพร้อมจะต้อนรับทาคิซาวะด้วยใจบริสุทธิ์ หากแต่…เป็นไปได้แล้ว อย่าไว้ใจองค์ชายองค์สุดท้ายของราชวงศ์ของเรามากเกินไปนัก”



“องค์ชายองค์สุดท้าย?”



“เราเตือนด้วยความวาดหวัง ว่าสักวันจะได้ไปร่วมงานสมรสของเจ้าสองคน ดังนั้น อย่าใกล้ชิดชายผู้นั้นมากเกินกว่าความจำเป็น”


………………….


คาซึยะไม่เข้าใจคำเตือนขององค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามมากนัก แต่ก็เชื่อในคำกล่าวนั้น หากจะว่าไปแล้ว ร่างโปร่งไม่ได้พบองค์ชายลำดับสุดท้ายมากเท่าไร แต่ก็พอได้ถวายความเคารพอยู่บ้าง ยามพบปะตามทางงานเลี้ยง หรืองานรับประทานอาหารค่ำ พอรู้ว่าองค์ชายลำดับสุดท้ายนั้น เป็นหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ดูเรียบร้อย และไม่ค่อยตรัสเท่าไรนัก ส่วนเวลาอื่น คาซึยะไม่ค่อยจะว่างเสียด้วย เพราะออกนอกวังหลวงมาดูความเป็นไปในเมืองคุโรคาวะอย่างที่เรียกได้ว่า แทบทุกตารางพื้นที่ คณะของทาคิซาวะเหยียบย่ำมาหมดแล้ว



วันนี้เองก็เช่นกัน ที่องค์ชายฮิเดอากิ พร้อมด้วยสององครักษ์และหนึ่งขนิษฐา ที่ตามติดด้วยนางรับใช้วัยชรา ได้ผู้นำเที่ยวกิตติมศักดิ์อย่าง องค์ชายชินเร เสด็จนำไปยังน้ำตกจำลองกลางจัตุรัสของเมืองหลวง ที่ใช้วิทยาการความรู้ของตะวันตกออกแบบ และจัดสร้าง


“อย่างนี้น่าจะเอาไปสร้างที่ทาคิซาวะ น่าจะเหมาะ” คาซึยะหันมาบอกพี่ชาย พร้อมรอยยิ้มกว้าง



“ไหนว่าไม่ชอบน้ำตก”



“หรือจะสร้างทะเลกลางเมืองหลวง ถ้าได้แบบนั้นล่ะก็ จะไม่กลับเรือนอีกเลย จะเฝ้าทะเลมันทั้งคืนทั้งวัน” น่าตีนักเชียวกับน้องน้อยแสนทะเล้นที่ชอบทำหน้าเป็นเช่นนี้ ยูอิจิถึงกับต้องหัวเราะ เมื่อเห็นแสงวิบวับในดวงตาเรียว หากแต่เมื่อเหล่ไปทางเพื่อนรักที่ยังยืนนิ่ง กลับไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหัวเราะสักนิด อาคานิชิ จิน ทำเพียงแค่ยิ้มบาง


เฮ้อ! ยูอิจิล่ะอึดอัดกับนิสัยของเพื่อนรักนักเชียว



เขากรอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย หากทว่าเหลือบไปเห็นร้านค้าริมทางที่เรียงราย อาจจะเพราะสายตานักรักอันดับหนึ่งในทาคิซาวะเสียกระมั่ง เขาจึงมองข้ามสินค้านับร้อยพัน ไปจบอยู่ที่แผงขายเครื่องประดับ และเพียงเท่านั้น ชายหนุ่มก็รีบลากเพื่อนรักตรงดิ่งไปยังแผงทันที ปล่อยให้สององค์ชายและหนึ่งธิดาบุญธรรมพร้อมด้วยนายทหารนอกเครื่องแบบของคุโรคาวะและนางรับใช้ชื่นชมน้ำตกจำลองอยู่ตรงนั้น



“อะไรของเจ้า ยูอิจิ” การปลูกฝังในการฝึกฝนเพื่อจะเป็นองครักษ์ ทำให้จินไม่อาจละสายตาจากคณะ และองค์ชายแห่งตนไปได้



“หือ?! เจ้าหันมาดูก่อนซี แล้วก็เลือกสักชิ้นเป็นของขวัญด้วย” จินหันกลับมามอง และถึงได้รู้ว่าเพื่อนลากมาที่แผงขายอะไร



เครื่องประดับ… หมายความว่าจะให้เขาซื้อให้คาซึยะอย่างนั้นหรือ



“ถึงจะมาด้วยกัน แต่เข้าใจบ้างไหม ว่าก็ควรมีสิ่งของเป็นที่ระลึกบ้าง ถึงจะไม่ได้ไปไหนแบบสองต่อสอง ก็ควรมีของเอาไว้ต่างหน้า ยามกลับบ้าน” ยูอิจิไม่คิดหวัง ให้จินชวนแม่หญิงผู้นั้นเดินเที่ยวรับลม ชมดาวอะไรเทือกนั้นหรอก แค่เห็นพระอาทิตย์ตกดิน อาคานิชิ จินก็คงคิดอยากจะให้แม่หญิงของตนหลบลี้แมลงยามค่ำคืนทั้งหลาย แล้วกลับเข้าห้องท่าเดียวเสียกระมั้ง เป็นผู้ชายโบราณคร่ำครึแบบนี้สิหนา ถึงได้ไม่รู้เอาเสียเลย ว่าเขาเคยเจอแม่หญิงคาซึยะไปเที่ยวในเมืองตอนกลางคืนมาแล้วสองครั้ง นับตั้งแต่นางกลับมาที่ทาคิซาวะ



“ข้าไม่รู้ว่านางชอบแบบใด” เครื่องประดับสตรีมีทั้งตุ้มหู กำไล สร้อยคอ แหวน ไม่นับเข็มกลัด และปิ่นปักผม นอกจากนั้นยังมีรูปทรงหลากหลาย และหลากสีสัน แบบใด จึงเป็นแบบที่คาซึยะชอบ อ้อ ดูเหมือนนางจะชอบสีดำ เขาจำได้



แต่เครื่องประดับสีดำสำหรับสตรี มีที่ใดกันเล่า



“ผู้หญิงชอบทั้งนั้นล่ะ ขอให้คนที่ให้ เป็นคนที่ตัวเองรัก เจ้าเลือกๆมาเถอะ สักอย่าง ตุ้มหูก็ดี แต่ถ้านางใส่อยู่ แล้วเกิดคิดถึงขึ้นมาพอดี นางจะหยิบมาดูไม่ได้ ถ้าจะให้ดี ข้าว่าแหวนหรือกำไลเข้าท่า”



“แหม พ่อหนุ่มนี่ช่างคิด แต่สำเนียงพูดไม่ใช่ของคุโรคาวะ เป็นนักท่องเที่ยวรึ” ชายวัยปลายร่างท้วม ใบหน้าอูมเจ้าเนื้อ มีหนวดสีดำสนิทพาดอยู่เหนือริมฝีปากใหญ่เอ่ยปากกับลูกค้า


“ใช่ แต่ดูท่าจะติดใจเมืองนี้เสียแล้ว สตรีคุโรคาวะมีแต่งามๆทั้งนั้น” ยูอิจิไม่วายเหล่ไปยังแผงข้างๆ ที่เป็นสาวชาวบ้านของคุโรคาวะกำลังขายแพรพรรณแบบที่เห็นได้ดาษดื่นในทาคิซาวะเช่นกัน



ทั้งยูอิจิและพ่อค้า มัวแต่พูดคุย เพราะความช่างพูด ทำให้ถูกคอ จนยูอิจิไม่ได้สนใจเพื่อนข้างตัวเลยแม้สักนิด จนกระทั่งจินส่งสิ่งที่ต้องการซื้อให้กับพ่อค้านั่น องครักษ์ผู้มากอารมณ์ขัน จึงหันมาถาม



“เจ้าซื้ออะไรรึ”



“กำไลข้อเท้า” คำตอบทำเอาคนถามถึงกับชะงักค้างไปกับความคิดแปลกประหลาดของเพื่อน



หากแต่จินไม่พูดอะไรอีก เขาส่งเงินให้พ่อค้า รับของ และเดินกลับไปรวมกลุ่ม ทิ้งให้ยูอิจิยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม



…นี่เพื่อนเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ สร้อย กำไล แหวน ตุ้มหู มีมากมาย ทำไมไม่ซื้อเล่า กำไลข้อเท้าที่ไม่นิยมนักนี่น่ะหรือ ของที่ควรให้เอาไว้เป็นที่ระลึก พิลึกคน กำไลข้อเท้า อย่างกับโซ่ตรวนเช่นนั้น เป็นผู้ชายที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย



ยูอิจิได้แต่ส่ายหน้าระอา ทว่า เสียงหัวเราะของพ่อค้า ทำให้เขาต้องหันมอง หนวดเหนือริมฝีปากกระเพื่อมเล็กน้อย ขณะที่ดวงตาหยีลงเพราะรอยยิ้มบนใบหน้า



“เจ้าไม่รู้รึ? ตามประเพณีของคุโรคาวะโบราณ กำไลข้อเท้าคือของหมั้นหมายที่ชายให้หญิง”



“หมายถึงจะเป็นข้าทาสหัวใจที่ซื่อสัตย์แทบเท้าหญิงอันเป็นที่รัก…”



และคำบอกกล่าวนั้นเอง ที่ทำเอายูอิจิต้องหวนคิดเสียใหม่… ดูท่านักรักแห่งทาคิซาวะอย่าง นากามารุ ยูอิจิ จะพ่ายแพ้ ผู้ชายไม้ยืนต้นอย่าง อาคานิชิ จิน อีกครั้งเสียแล้ว…



………………………


ทว่า แม้จะซื้อของกลับมา แต่จินก็ยังไม่มีโอกาสได้ให้โดยตรงเสียที ทั้งภารกิจ ทั้งงานเลี้ยง ทั้งการพบปะ ทำให้กำไลข้อเท้ายังคงอยู่ในถุงกระดาษใบเล็กๆ ที่ห้องพักผ่อนเท่านั้นเอง



“พวกคณะทูตของตะวันตกดูจะชื่นชอบเจ้ามากทีเดียว” องค์ชายฮิเดอากิหันมาตรัสชื่นชมน้องสุดที่รัก หลังจากคณะทูตจากอาณาจักรหนึ่งในตะวันตกเพิ่งลาจากไป วันนี้เป็นงานประชุมอย่างเป็นทางการ คาซึยะไม่ได้เข้าร่วมด้วย เพราะมีแค่พวกเจ้ากรมเท่านั้น แต่หลังเสร็จสิ้นงานประชุมแล้ว คณะทูตทั้งคณะได้พบปะกันในงานน้ำชายามบ่าย เช่นตอนนี้



“เขาคงแปลกตา ที่เห็นชาวตะวันออกพูดภาษาเขาคล่อง”



“เพราะเจ้างามด้วยใช่หรือไม่”



“น้องก็คิดเช่นนั้น” คาซึยะรับคำหน้าตาย ช่างเป็นแม่หญิงที่ไม่มีการถ่อมเนื้อถ่อมตัวแม้แต่น้อย พาลเอายูอิจิยังต้องหัวเราะ ทว่า เมื่อองค์ชายรัชทายาทลำดับที่หนึ่งของคุโรคาวะ ผู้เป็นเจ้ากรมกลาโหมเข้ามา ก็จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนเรื่อง และคาซึยะที่ต้องถอยร่นไปอยู่เบื้องหลัง เพราะแม้คุโรคาวะจะมีวิวัฒนการเช่นตะวันตก หากแต่สตรีก็ยังไม่ได้รับการนับหน้าถือตามากนัก



“องค์หญิง” เสียงดังมาจากด้านหลัง ให้ร่างโปร่งต้องหันมอง ชายหนุ่มในชุดทหารของคุโรคาวะเข้ามาน้อมกายและมอบสาสน์แผ่นเล็กในมือให้



“ของข้าหรือ” ร่างโปร่งถาม ก่อนจะรับมาคลี่อ่านดู



‘เรามีเรื่องจะปรึกษาแม่หญิงคาซึยะเล็กน้อย เกี่ยวกับการจัดงานเลี้ยงในวันพรุ่งนี้ หากแม่หญิงว่าง โปรดให้คำปรึกษาแก่เรา วันนี้ตอนเย็นก่อนอาหารค่ำ เราจะรอที่ตำหนักจัดงานชิรุกิ


ชินเร คุโรคาวะ’



คาซึยะอ่านแล้วออกจะสงสัยเล็กน้อย หากแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมา กลับพบว่าองค์ชายชินเรกำลังทอดพระเนตรมาทางตน และเมื่อฝ่ายนั้นเห็นตนแล้ว แย้มพระสรวลจากองค์ชายหนุ่ม ก็ทำให้คาซึยะได้เพียงแต่ย่อกายรับเท่านั้น นายทหารที่เข้ามาแจ้งสาสน์ถอยห่างออกไปแล้ว พร้อมกับสาสน์ที่ขอรับคืนไปด้วย



……………..



“คุณคาซึยะ จะไปไหนหรือคะ ประเดี๋ยวจะได้เวลามื้อค่ำแล้ว” เสร็จสิ้นงานเลี้ยงน้ำชายามบ่าย คณะของทาคิซาวะกลับมาพักผ่อนที่ตำหนักรับรอง ทว่าพักได้ไม่นาน คาซึยะก็ต้องแต่งตัวเพื่อออกไปพบองค์ชายที่สามแห่งคุโรคาวะ ตามสาสน์ขอความช่วยเหลือแผ่นนั้น



“องค์ชายชินเรมีรับสั่งให้ไปช่วยเรื่องงานเลี้ยง ป้ามิซาเอะรอที่นี่ แล้วค่อยไปพบกันตอนอาหารค่ำเลยก็ได้”



“คุณคาซึยะจะไปคนเดียวหรือคะ” ร่างโปร่งหันมายิ้มบาง


“แค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น แล้วตำหนักจัดงานก็ใกล้แค่นี้เอง ไม่เป็นไรหรอก” นางรับใช้วัยชราไม่ทันได้คัดค้านใดๆ คาซึยะก็รีบออกจากห้องไปเสียก่อน ปล่อยให้มิซาเอะได้แต่มองตามอย่างไม่ไว้ใจนัก



…………………



ตำหนักชิรุกินั้นเป็นตำหนักดั้งเดิมแบบตะวันออกที่หาได้ยากนักในพระราชฐานของอาณาจักรคุโรคาวะ ตัวตำหนักปลูกสร้างด้วยไม้แบบชั้นเดียว ทาด้วยสีเหลืองอ่อน รายล้อมรอบตำหนักด้วยสวนไม้ดอกสีสันสดใส ตามผนังด้านนอกนั้นถูกประดับด้วยริ้วผ้า และธงสัญลักษณ์ของแต่ละอาณาจักร



“แม่หญิง มาพบเสด็จพี่ใช่ไหม” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหลัง ให้คาซึยะถึงกับสะดุ้งเฮือก เมื่อหันกลับไปมองก็ต้องชะงัก และพาลให้ถอยหลังเล็กน้อย เมื่อพบว่าเจ้าของเสียงพูดนั้น เข้ามาแนบชิดเสียเหลือเกิน



“องค์ชาย ไม่ทราบว่าพอจะรู้หรือไม่ ว่าองค์ชายชินเรอยู่แห่งใด” คาซึยะเหลือบมองซ้ายขวา หากแต่ไม่เห็นทหารแม้สักคน เพิ่งรู้เอาก็เดี๋ยวนี้ ว่าตกอยู่ในมุมอับกับองค์ชายเบื้องหน้าแค่สองคนเท่านั้น



ซ้ำยังเป็นองค์ชายที่อยู่ในคำเตือนขององค์ชายชินเรเสียด้วย



‘…อย่าให้ไว้ใจองค์ชายองค์สุดท้ายของราชวงศ์ของเรามากเกินไปนัก’



“เราเห็นเสด็จพี่รออยู่ภายใน เข้าไปกับเราสิ เรากำลังจะเข้าไปพอดี” ร่างโปร่งรับรู้ถึงความผิดปกติ หากแต่ในใจทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าโทษความเลินเล่อของตัวเองที่ไปไหนมาไหนไม่บอกกล่าวใคร ซ้ำยังมาในที่เปลี่ยวเช่นนี้อีก



“องค์ชายชินเรรับสั่งให้รอภายนอก ประเดี๋ยวพระองค์คงเสด็จออกมา ข้ารอข้างนอกจะดีกว่า กลัวจะคลาดกัน” คาซึยะรู้แล้วว่าตัวเองกำลังติดกับดัก เมื่อสายเนตรขององค์ชายผู้นี้ แปรเปลี่ยนไปจากเดิมที่ว่างเปล่า หากแต่ตอนนี้มันกลับแน่ชัดไปด้วยแววตัณหา



“แม่หญิงฉลาดนัก หากแต่ไม่คิดหรือ ว่าอาจจะไม่มีใครออกมาก็ได้…”



………………..



“แม่หญิงคาซึยะอยู่หรือไม่” วรกายสูงสง่าขององค์ชายชินเรเสด็จเข้ามายังตำหนักรับรองของคณะจากทาคิซาวะ หลังจากได้รับความจากนายทหารคนสนิท ว่าองค์ชายลำดับสุดท้ายของราชวงศ์คุโรคาวะหายออกจากตำหนักส่วนพระองค์อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย นั่นนำมาซึ่งความร้อนพระทัยนัก เพราะรู้ดีถึงนิสัยอันไม่พึงประสงค์ของพระอนุชา



“มีเรื่องอันใดกับน้องของเราหรือองค์ชาย” ผู้ออกมารับหน้า คือองค์ชายฮิเดอากิ ที่เพิ่งเสด็จลงมาจากชั้นบนพร้อมองครักษ์ทั้งสองนาย



“เราแค่มาถามดู ว่านางอยู่หรือไม่” ท่าทีวิตกปิดไม่มิดขององค์ชายชินเรนั้นทำให้องค์ชายรัชทายาทแห่งทาคิซาวะจับพิรุธได้ ถึงกับต้องเสด็จเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว



“ท่านกังวลเหตุใด”



“ให้คนขึ้นไปตามแม่หญิงก่อนเถอะองค์ชาย” ผู้ฟังพยักพระพักตร์ ก่อนจะหันไปสั่งให้จินขึ้นไปตามน้องที่ห้องพักผ่อน หายไปเพียงครู่เดียว บุรุษผู้สุขุมก็วิ่งกลับลงมาอย่างว่องไว


“แม่หญิงคาซึยะไม่อยู่ที่ห้องพระเจ้าค่ะ!!”



“องค์ชาย!!” นางมิซาเอะวิ่งถลันตามลงมาอีกคน และทันทีที่นางเห็นพักตร์ขององค์ชายชินเร นางก็เบิกตาโต



“องค์ชายชินเร!! เหตุใดพระองค์ยังอยู่ที่นี่”



“ทำไมเราจึงอยู่ที่นี่ไม่ได้” องค์ชายชินเรตรัสถาม



“คุณคาซึยะบอกว่า จะไปพบพระองค์ที่ตำหนักจัดงานเพคะ!!” เพียงเท่านั้น คนที่ขยับไวที่สุดก็คือองครักษ์อาคานิชิ จินที่วิ่งออกไปจากตำหนักรับรองอย่างไม่สนใจสิ่งใดอีกแล้ว



ในเมื่อหัวใจของเขาตอนนี้กำลังตกอยู่ในอันตรายอันใหญ่หลวง แล้วจินจะห่วงหาอย่างอื่นได้อย่างไร


………………



“องค์ชาย!!! ปล่อยข้า!!!” ร่างโปร่งบนพื้นหญ้ากำลังดิ้นรนอย่างสุดความสามารถ ในขณะที่ชายผู้คร่อมอยู่เบื้องบนนั้น กำลังกระทำการย่ามใจอย่างน่ารังเกียจ



“แม่หญิง เจ้าสวยเหลือเกิน” วาจานั้นชวนให้ขนลุก ยามพักตร์ฝังอยู่กับซอกคอขาว และมือหยาบฉุดกระชากอาภรณ์ที่สวมใส่จนมันเผยให้เห็นผิวเนื้อเนินอกที่นูนเด่น



“ปล่อยข้า!!!” คาซึยะพยายามผลักอีกฝ่ายออกห่าง หากแต่ร่างกายเบื้องบนกลับแกร่งราวหินผา มันน่ากลัวเหลือเกิน กับการถูกกระทำอย่างหยาบโลนเช่นนี้ ร่างโปร่งเบี่ยงหน้าหนีไม่ยอมรับจูบจากอีกฝ่าย ทำให้องค์ชายทำได้เพียงเฉียดไปโดนผิวแก้มขาวเท่านั้น



“เจ้าจะมีความสุข เชื่อข้า แม่หญิง” เสียงทุ้มนั้นดังอยู่ข้างหู ขณะส่งมือหยาบเข้าโลมไล้ใต้อาภรณ์ นวดเฟ้นที่ต้นขาจนคาซึยะแทบล้าแรง



ร่างโปร่งขยับกายไม่ได้ ทุกส่วนเหมือนด้านชา เมื่ออีกฝ่ายยังคงกดทับด้วยแรงทั้งหมดที่มี และร่างกายที่ใหญ่กว่า ใบหน้าและริมฝีปากยังจู่โจมที่ซอกคอ ลาดไหล่ และลงมายังเนินอก คาซึยะนึกอยากให้วันนี้ของตนเป็นบุรุษเสียเหลือเกิน อีกฝ่ายจะได้ตกใจแดดิ้นไปเสีย แต่ในเมื่อวันนี้กายเป็น ‘หญิง’ จึงไม่อาจมีสิ่งใดที่เปลี่ยนแปลงได้



ในช่วงจังหวะที่ไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้นั้น เงาดำได้พาดผ่านเข้ามา พร้อมกับที่ร่างสูงหนาถูกกระชากออกไป และเสียงร้องดังขึ้น



“โอ้ย!!!” คาซึยะผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว ทันเห็นร่างขององค์ชายลำดับสุดท้ายของราชวงศ์คุโรคาวะถูกคลุมด้วยริ้วผ้าประดับตกแต่ง และล้มเค้เก้อยู่ไม่ไกล ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะบุรุษผู้เข้ามาช่วยนั้น รีบปลดเสื้อของตนออกคลุมร่างกายผอมบางของคาซึยะที่เผยผิวเนื้อบางส่วนออกมาอย่างที่ไม่ควรเผย ก่อนจะฉุดมือให้วิ่งออกมาจากตรงนั้นโดยไม่ถามอะไรสักคำ หากแต่ความร้อนรุ่มที่ถ่ายทอดผ่านฝ่ามือร้อนผ่าวนั้น ทำให้คาซึยะอดไม่ได้ที่จะมองเบื้องหลังของอาคานิชิ จินที่ขึงเกร็ง



…อาคานิชิ จิน ที่คาซึยะไม่นึกคุ้น เพราะเต็มไปด้วยอารมณ์อย่างที่แตกต่างไปจากบุรุษผู้เงียบขรึมเช่นเคย



………………..


ทั้งจินและคาซึยะพบกับองค์ชายฮิเดอากิและองค์ชายชินเร และองครักษ์นากามารุระหว่างทางที่ออกมาจากตำหนักชิรุกิพอดิบพอดี



“คาซึยะ!!”



“เจ้าพี่!!!” ร่างโปร่งวิ่งเข้าไปกอดร่างของพี่ชายทันที ความอบอุ่นนั้นถ่ายทอด ทดแทนความหวั่นวิตกที่เกิดขึ้นกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา



“ใครทำอะไรน้อง ใครทำอะไร บอกพี่” องค์ชายฮิเดอากิกอดราวกับหวั่นว่าน้องน้อยจะหายไป ร่างกายที่สั่นเทาของร่างในอ้อมกรนั้น บอกให้รู้ว่าคาซึยะที่แสนสดใสของพระองค์หวาดกลัวมากเพียงใด



“น้องเราทำใช่ไหม” องค์ชายชินเรหันไปตรัสถามกับองครักษ์อาคานิชิที่ยังยืนเงียบ และทำแค่เพียงถ่ายทอดสายตาไปยังร่างเล็กๆ



“พระเจ้าค่ะ” จินพูดได้แค่นั้น เพราะก้อนแข็งจุกแน่นอยู่ที่คอและอก เขายังจดจำภาพนั้นได้ดี คาซึยะถูกล่วงเกินอย่างที่เขาไม่อาจปกป้องสัญญาของตัวเองได้ เป็นผู้ชายที่แย่นัก เพราะแม้แค่สัตย์ที่ให้ไว้ ยังไม่อาจดูแล ยังปล่อยให้เรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้น



“ไปเถอะ กลับตำหนักก่อนที่ชายชั่วผู้นั้นจะออกมา” องค์ชายฮิเดอากิโอบไหล่คาซึยะพาก้าวเร็วๆออกไปจากตรงนั้น สำหรับพระองค์แล้ว ใครก็ตามที่ทำร้ายจิตใจและร่างกายคาซึยะ คนผู้นั้นย่อมชั่วร้ายและเลวทรามที่สุด ไม่ว่าจะถือยศใด พระองค์ก็ไม่สนใจ ต่อให้ต้องประกาศสงคราม พระองค์ก็ไม่ลังเล เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของน้องแล้ว องค์ชายฮิเดอากิจะไม่ยินยอมใดๆอีก!!



“องค์ชาย เราขอโทษ” องค์ชายชินเรตรัสด้วยพักตร์หมองอย่างรับผิด



“ไว้ค่อยคุยกันเรื่องนี้เถอะ เราขอพาน้องเรากลับก่อน คาซึยะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า” พลันนั้น องค์ชายหนุ่มก็เสด็จนำ อย่างที่องครักษ์ทั้งสองตามอย่างที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมาสักคำเดียว แม้แต่สีหน้าขององครักษ์รวยอารมณ์ขันอย่างนากามารุก็ยังคร่ำเคร่งอย่างที่ไม่มีใครเคยพานพบ



………………



“จิน เจ้าจงพาน้องเรากลับทาคิซาวะวันนี้ เราจะไม่ปล่อยให้คาซึยะอยู่ที่นี่อีกแม้แต่เสี้ยวเวลาเดียว” ดำรัสนั้นเกิดขึ้นหลังจากส่งคาซึยะเข้าไปพักผ่อนภายในห้องกับนางรับใช้ที่ติดตามมาด้วย และเหลือเพียงองค์ชายหนุ่มกับสององครักษ์คนสนิท


“องค์ชายฮิเดอากิ” เสียงดังมาจากด้านหลัง ให้องค์ชายหนุ่มต้องหันไปทอดพระเนตร



“องค์ชายชินเร เราคงต้องขอให้คาซึยะกลับไปก่อน นางไม่ควรอยู่ที่นี่ หลังจากเกิดเรื่องพรรค์นั้นขึ้น”



“เราเข้าใจ จะจัดขบวนเรือให้ เอาเรือด่วนไป จะได้ถึงทาคิซาวะเร็วขึ้น”



“ดี จิน ดูแลน้องเราด้วย” องค์ชายหันมารับสั่งกับองครักษ์ จินเพียงแค่ค้อมกายรับคำ หากแต่สีหน้านั้นแน่วแน่จริงจัง ว่าจะไม่ให้พลาดเป็นครั้งที่สองในชีวิต จะไม่ปล่อยให้คาซึยะต้องตกนรกเพราะเรื่องพรรค์นี้อีกแล้ว



“ส่วนเรื่องของพระอนุชาของพระองค์ จะจัดการเช่นไร องค์ชาย” องค์ชายฮิเดอากิทวงถาม นำมาซึ่งพักตร์ที่แสดงถึงความลำบากใจนักขององค์ชายชินเร



“เราขอโทษ ที่กฎหมายของอาณาจักรไม่เพียงพอจะจัดการกับอนุชาของเราได้ หากแต่ได้เข้าเฝ้าทูลความกับเสด็จพ่อเสด็จแม่แล้ว ว่าเคนจิก่อเรื่องกับแขกบ้านแขกเมือง” องค์ชายหนุ่มถอนปัสสาสะอย่างไม่พอพระทัย หากแต่เรื่องที่พระองค์ตระหนักดี ก็คือแม้จะเป็นการปกครองแบบใดก็ตาม แม้จะเป็นระบอบที่พวกตะวันตกนิยม ที่ว่าให้ออกเสียงจากประชาชนอะไรเถือกนั้น สุดท้ายแล้วกฎหมายก็เปิดช่องโหว่สำหรับคนชั้นสูง ขุนน้ำขุนนางทั้งสิ้น แม้จะเป็นชั้นสูงที่ชั่วทรามเพียงใด



“เช่นนั้นแล้ว กรุณารับการคำนับจากเราด้วย” องค์ชายชินเรโค้งวรองค์ลงต่ำ จนองค์ชายจากทาคิซาวะยังต้องส่งหัตถ์ไปแตะท่อนกรของอีกฝ่าย ให้ลุกขึ้นเสีย



“ช่างเถอะ เราเองก็ดูแลน้องไม่ดี เกิดเรื่องแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน มันช่วยให้เราตัดสินใจอะไรง่ายขึ้น…ขอตัวก่อนนะองค์ชาย เราจะเขียนสาสน์ถวายเสด็จพ่อเสียหน่อย เสร็จแล้วจะตามไปร่วมมื้อค่ำด้วย”



“เราเองก็จะไปจัดการเรื่องเรือด่วนให้ เร็วสุดจะออกได้ภายในเย็นนี้แน่นอน”



“ขอบคุณมาก” ว่าแล้วจึงหันมาทางองครักษ์ผู้เงียบขรึมที่ยังยืนนิ่ง หากแต่ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย องค์ชายรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่ส่งผ่านทางแววตาคมกริบนั้น


“จิน…ตามเราขึ้นมารับสาสน์ไปถวายเสด็จพ่อที จงถวายให้ถึงมือ”



……………………..



เรือด่วนจากคุโรคาวะนั้น จัดขบวนเรียบร้อยในเย็นวันนั้นดังวาจาที่องค์ชายชินเรว่าเอาไว้ ผู้ที่กลับไปพร้อมกับขบวนเรือครั้งนี้ คือทหารจำนวนหนึ่ง แม่หญิงคาซึยะและนางรับใช้มิซาเอะ รวมไปถึง อาคานิชิ จิน


เรือลำเล็ก แต่เคลื่อนตัวเร็วเพราะนวัตกรรมจากตะวันตกนั้น เงียบเชียบราวกับไม่มีคาซึยะคนเก่าผู้แสนจะซุกซนคอยชมส่วนนั้น ชะโงกมองส่วนนี้ของเรือเลย บนเรือไม่มีแม้แต่เสียงพูดคุยเสียด้วยซ้ำ พวกทหารไม่มีใครรู้ว่าเหตุที่แท้จริงของการกลับก่อนกำหนดของคณะบางส่วนคืออะไร เพราะองครักษ์นากามารุเป็นคนชี้แจงว่า องค์ชายรัชทายาทมีรับสั่งให้นำสาสน์ด่วนกลับไปถวายองค์กษัตริย์เพียงเท่านั้น



ออกเดินทางมาได้พักใหญ่ หลังมื้อเย็นเงียบๆบนเรือแล้ว คาซึยะและมิซาเอะนางรับใช้ก็กลับเข้าห้องพักผ่อน จินเองไม่อาจพูดอะไรมากไปกว่านี้ เขาทำได้เพียงยืนมองประตูห้องพักของคนร่างโปร่งบาง หากแต่ไม่กล้าแม้แต่จะยกมือขึ้นเคาะ



เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นโทษใครไม่ได้ นอกจากตัวเขาเอง มีหน้าที่ต้องดูแล หากแต่ปล่อยปละละเลยจนเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมา เสียงร้องขอความช่วยเหลือ ร่างน้อยๆที่สั่นเทา ดวงตาที่เบิกโพลงเพราะความหวาดกลัว รวมถึงมือเล็กที่เย็นเชือดยามเขาจับจูงนั้น จินยังจำได้ทุกอย่าง มันฝั่งแน่นจนเจ็บปวดไปทั้งหัวใจ


สัญญาที่รักษาเอาไว้ไม่ได้ แล้วยังจะมีหน้าบอกว่าตนเป็นชายอย่างนั้นหรือ



ร่างสูงถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะบ่ายหน้าเดินกลับเข้าห้องตนที่อยู่ข้างเคียงกัน หารู้ไม่ว่า คนร่างผอมบางในห้องที่ซุกตัวอยู่บนเตียงใต้ผ้าห่ม จนดูคล้ายว่าหลับไปแล้วนั้น กำลังร้องไห้เงียบๆ พร้อมกับความขยะแขยงเกาะกุมไปทั่วทุกอณูเนื้อ



………………


คาซึยะได้แต่ปราดน้ำตาทิ้งอย่างเงียบเชียบ ไม่อยากให้ป้ามิซาเอะที่พักผ่อนอยู่เตียงถัดไปรับรู้ว่าเขาเองกำลังอ่อนแอ รอจนมั่นใจว่าอีกฝ่ายหลับแน่แล้ว จึงได้ลุกจากเตียง ค่อยๆเดินออกจากห้อง คาซึยะต้องการห้องเงียบๆ ที่สามารถอยู่ได้เพียงลำพัง เพื่อร้องไห้อย่างที่อยากร้อง ร่างโปร่งอยากร้องเสียให้หมด ให้เสร็จสิ้นไปครั้งหนึ่งเสีย จะได้ไม่ต้องหลงเหลือไว้ร้องหลายครั้งหลายครา



แม้คาซึยะจะพยายามออกจากห้องอย่างเงียบเชียบเพียงใดแล้ว หากแต่คนข้างห้องที่กำลังนั่งปล่อยใจไปกับลมทะเลที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง และกำไลข้อเท้าที่อยู่ในมือ ได้ยินเสียงอันแสนเบาบางของกลอนประตูที่ถูกเปิดออก และมันทำให้เขาพุ่งไปเปิดประตูห้องตัวเองออกทันทีอย่างไม่ไว้วางใจ



“คาซึยะ” ร่างบอบบางกำลังเดินออกจากห้อง อย่างที่จินเห็นแล้วได้แต่สะท้อนใจ เพราะอีกฝ่ายเหมือนจะตัวเล็กลงไปอีก หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อยามบ่าย ไหล่สองข้างที่เคยผึ่งผายนั้น งองุ้มลงราวกับจะปกป้องตัวเอง



“จิน” เจ้าของชื่อหันมามอง ก่อนจะต้องรีบหันกลับไป ทว่าอีกฝ่ายก็ไวพอเสียจนมองเห็นร่องรอยบนดวงหน้าหวาน จินก้าวเข้าไปหา ก้มลงมองใบหน้าที่ก้มหนี แต่เมื่อเขาจับปลายคางให้เงยขึ้น ดวงตาบวม และปลายจมูกที่แดงเรื่อก็บอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายผ่านช่วงเวลาเมื่อครู่มาพร้อมๆกับการร้องไห้



“ออกมาทำไม ทำไมไม่พักผ่อนในห้อง” พอปล่อยมือจากคางแล้ว ใบหน้าซีดเซียวก็ก้มลงต่ำไม่ยอมสบตาอย่างที่เคยเป็นนิสัย องครักษ์หนุ่มรู้ว่าอีกฝ่ายอายที่ต้องเปิดเผยร่องรอยของคราบน้ำตาให้ใครเห็น



“ข้า…ไม่อยากอยู่ในห้องอุดอู้”


ชายหนุ่มยืนนิ่ง ก่อนจะคว้าแขนเล็กให้เดินไปตามทางเงียบๆ นายทหารไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในชั้นพักผ่อนของห้องพักของจินและคาซึยะ ครั้งนี้ร่างสูงไม่กังวลเรื่องความเหมาะสมใดๆอีกแล้ว ความปลอดภัยของคาซึยะสำคัญมากเสียกว่าเรื่องอื่นใด เวลานี้ เขาห่วงใยสภาพจิตใจของร่างโปร่งมากกว่าเรื่องอื่น



จินเดินเงียบๆจนมาถึงห้องอาหารที่ปลอดคน เพราะค่ำมากแล้ว ครัวบนเรือนั้นปิดเงียบ เพราะพ่อครัวเข้าห้องพักผ่อนไปตั้งแต่มื้อเย็นจบลง



“นั่งตรงนี้” ร่างสูงบอก แล้วกดไหล่เล็กให้ทรุดลงนั่งบนเก้าอี้มุมห้อง ก่อนจะเดินวกกลับเข้าไปในครัวที่อยู่ติดกัน ส่งเสียงกุกกักอยู่ครู่หนึ่ง กลิ่นหอมของชาก็ลอยฟุ้งออกมายังห้องอาหาร ก่อนที่จินจะเดินออกมาพร้อมกาน้ำชาและถ้วยเล็กๆสองใบมาวางลงบนโต๊ะตรงหน้าคนที่นั่งเงียบ



ไม่มีการพูดคุยใดๆอีก นอกจากที่จินเทชาลงกับถ้วย ก่อนจะย่อตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้น ปลดสลักกำไลข้อเท้าที่หยิบติดมือมาด้วย แล้วบรรจงใส่แผ่วเบาที่ข้อเท้าเล็กๆข้างหนึ่ง จากนั้น จึงกลับมานั่งลงเงียบๆบนเก้าอี้ข้างกายเล็ก สายตาแค่เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ทะเลยามค่ำคืนดำมืด มีเพียงแสงจันทร์สาดส่องทอประกายระยิบระยับล้อกับผิวน้ำ


และในความเงียบนั้น เสียงสะอื้นฮักก็ดังมาจากข้างกาย หากแต่จินไม่หันมองแม้แต่น้อย เขายิ้มกับตัวเองบางเบา สายตายังทอดไกลออกไปนอกหน้าต่างเรือ จับจ้องอยู่แต่ผืนน้ำ ที่ยังส่งแสงระยิบเพราะต้องแสงจันทร์ จินนั่งนิ่ง ไม่แม้แต่จะยื่นผ้าซับน้ำตา ไม่แม้แต่จะวางมือลงบนศีรษะเพื่อปลอบโยน


อาคานิชิ จิน ไม่ใช่องค์ชายรัชทายาท หรือพี่ชายร่วมสายเลือดอย่าง คาเมนาชิ โนบุทากะ


ดังนั้น วิธีการปลอบของอาคานิชิ จิน จึงเป็นแบบนี้ ดังเช่นเกือบสิบปีที่แล้ว
.

.

.

.

.

‘อย่าเข้ามานะ!! เข้ามาข้าโกรธจริงๆ!!’ เสียงโวยวายดังปนมากับเสียงสะอื้นของคนที่ทะเลาะกับเจ้าพี่จนหนีมาร้องไห้คนเดียวอยู่ที่สวนหลังพระราชฐาน



หากแต่เด็กหนุ่มยังก้าวเข้าหาไม่หยุด จนคนร้องไห้ต้องเป็นฝ่ายหมุนตัวหันหลังให้เสีย



‘ออกไปนะ!! จะเข้ามาทำไม!!’



ไม่มีเสียงตอบ แต่คนเข้ามาใหม่ แค่เพียงทรุดกายลงนั่งในตำแหน่งที่ไม่ห่างมากนัก แล้วหันหน้าเข้าหาบึงกว้าง ราวกับนั่งอยู่คนเดียว



‘ข้าไม่เห็นหรอก เจ้าหันกลับมาเถอะ’ จินในยามนั้น ไม่ได้มองใบหน้าเปื้อนน้ำตาของเด็กตัวน้อยที่หันกลับมามอง เขายังปล่อยให้คาซึยะนั่งร้องไห้อยู่อย่างนั้น และทำเพียงนั่งเป็นเพื่อน จนอีกฝ่ายสงบลง



และครั้งนี้ก็เช่นกัน


อาคานิชิ จิน ก็ยังทำเพียงนั่งเป็นเพื่อนเงียบๆ และปล่อยให้เสียงสะอื้นดังมาจากคนข้างกาย พร้อมกับหยาดน้ำตาที่ทะลักทะลาย อย่างที่จินได้แต่หวังไว้ในใจ ว่าอีกฝ่ายจะหายในเร็ววัน


……………………


ปกติแล้ว การเดินทางจากคุโรคาวะถึงทาคิซาวะต้องใช้เวลาเดือนครึ่ง หากแต่เมื่อเป็นเรือด่วนที่ได้รับวิทยาการจากตะวันตกแล้ว จึงใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น และทันทีที่มาถึง อาคานิชิ จิน ก็อัญเชิญสาสน์จากองค์ชายรัชทายาททูลเกล้าถวายองค์กษัตริย์ พร้อมปิดปากเงียบถึงสาเหตุของการพาคาซึยะกลับมาก่อน



องค์กษัตริย์รับสาสน์มา รอจนองครักษ์หนุ่มถวายบังคมลาออกไปแล้ว จึงได้เปิดออกทอดพระเนตร และเพียงแค่รับรู้ถึงข้อความสั้นๆภายในนั้น แววเนตรก็ขมึงกล้า อย่างที่องค์ราชินีต้องแตะพระกรช่วยคลายอารมณ์



“พระทัยเย็นก่อนนะเพคะ นี่ก็ดีแล้วที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”


“ไม่มีอะไรเกิดได้อย่างไร!! มันเกิดมาตั้งขนาดนี้!!! คาซึยะต้องเป็นแบบนี้ เพราะพวกหนักแผ่นดินเช่นนี้น่ะหรือ!!! ฮึ่ย!! เราจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนิ้อีก!!” คาซึยะคือแก้วตาดวงใจของพระองค์ หากแม้สักนิดที่จะระคายเคืองจิตใจของธิดาบุญธรรมผู้แสนอาภัพนั้น พระองค์จะไม่ยอมให้เกิดอีก!!



“แล้วพระองค์จะทรงทำเช่นไรเพคะ” องค์ราชินีตรัสถาม เรื่องที่เกิดขึ้นนั้น องค์เองก็ร้อนพระทัยไม่แพ้กัน แต่จะทำอะไรได้มากแค่ไหน อาณาจักรบ้านใกล้เรือนเคียงนั้น แค่เพียงเรื่องเล็กน้อยก็กลายเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนแล้ว



“เราจะให้คาซึยะแต่งงาน!!!” พระองค์ตรัส ดังที่ใจความของสาสน์จากโอรสบอกกล่าวเอาไว้



‘โปรดให้คาซึยะอยู่ใต้การดูแลของบุรุษแห่งราชสำนักในฐานะภริยาด้วยเถิด พระเจ้าค่ะ’


……………………..


อ่า บทนี้แอบยาว เพราะงั้น บทต่อไป ขอเวลาสักสัปดาห์นึงนะคะ แหะ แหะ รายงานไม่ถึงไหนเลย สอบเสร็จแล้ว มันควรจะปิดเทอมใช่มั้ย แต่มีรายงานแบบนี้ จะเรียกว่าปิดเทอมได้ยังไงอ่ะ

ขอบคุณพี่คนเดิม (เอ่อ ชื่อพี่แอบยาก จำได้ว่าตัวแรกคือตัว a ) ที่ให้คำแนะนำเรื่องภาษานะคะ ขอบคุณมากๆเลยค่ะ เพราะบัวก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ ตอนที่พิมพ์ว่า “ค่อมตัว” ความจริงต้องใช้ “ค้อมตัว” อย่างที่พี่บอก แหะแหะ จะเก็บเอาไว้พัฒนาค่ะ ใครอยากแนะนำอะไร ได้เลยค่ะ แต่เรื่องสำนวนเวิ่นเว้อ อะไรทำนองนี้ คงแก้ยาก ฮาฮา

อ้อ ตอบอีกเรื่องคือเรื่องงานฟิค อันนั้นคงไม่ทันค่ะ แล้ววันที่ 25 (งานจัดวันที่ 25 ใช่มั้ยคะ เห็นเพื่อนบอกอ่ะ) บัวไปงานแต่งงานพี่สาวด้วย ส่วนก่อนหน้านั้นทั้งสัปดาห์ก็ไปต่างจังหวัด ซึ่งตอนไปต่างจังหวัด เดี๋ยวจะไปเช็คก่อนว่า ทางนั้นมีเน็ตเล่นมั้ย หรือยังไง แล้วจะมาแจ้งอีกทีค่ะ

ส่วนเรื่องรวมเล่ม อยากทำเรื่อง คำเตือน แต่เดี๋ยวขอดูอะไรหลายๆอย่างก่อนนะคะ แต่คิดว่าปลายปี คงได้จัดการเป็นรูปเป็นร่าง เดี๋ยวไว้จะแจ้งอีกทีแล้วกันเนอะ เอาทีล่ะอย่าง ตอนนี้กำลังแย่เพราะรายงานแล้วววว

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับการรอคอย การอ่าน การคอมเม้นท์ และทุกกำลังใจค่ะ
Secret

TrackBackURL
→http://dezair.blog124.fc2.com/tb.php/88-d1894928