FIC : ณ สัตยาแห่งรัก
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..
บทที่ 7


“เสด็จพ่อ!!! ทรงทำแบบนั้นไม่ได้!!!” เสียงร้องของคาซึยะดังขึ้นทันทีด้วยความตกใจ เมื่อภายหลังจากกลับมาจากคุโรคาวะได้เพียงสองวัน องค์กษัตริย์พร้อมด้วยองค์ราชินีก็เสด็จมาหาถึงเรือนคาเมนาชิ ทั้งยังขอพูดคุยเป็นการส่วนตัวเสียอีก



“พ่อจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก”



“มันจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วเพคะ เสด็จพ่อเปลี่ยนพระทัยเถิด ทรงก็รู้ว่าลูกแต่งงานไม่ได้”



“ลูกต้องแต่งงาน คาซึยะ มันเป็นทางเดียว หากรังแต่จะอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ หมดคุโรคาวะ ก็ต้องมีอาณาจักรอื่นมาอีก และมันอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่หลวง ตัดไฟเสียแต่ต้นลมตอนนี้ ยังดีเสียกว่าปล่อยให้เจ้าตกอยู่ในเงื้อมมือพวกมักมากเหล่านั้นในอนาคต” สุรเสียงนั้นเคร่งเครียดและจริงจังนัก คาซึยะรู้ในทันทีว่าเสด็จพ่อดำริมาอย่างดีแล้ว จึงได้เสด็จมาถึงนี่ พอหันไปขอความเห็นใจจากเสด็จแม่ ก็กลายเป็นได้เพียงรอยแย้มสรวลกลับมาบางเบาเท่านั้น



ร่างโปร่งถอนหายใจเบา ก่อนจะหันไปสบเนตรของพระบิดาบุญธรรม


“แล้วถ้า คนที่จะแต่งกับลูกเกิดรับไม่ได้…” สายเนตรที่ทอดกลับมานั้นทำเอาคำถามต้องหยุดค้างแต่เพียงเท่านั้น เมื่อความเย็นเยียบเข้าเกาะกุมไปทั้งหัวใจ กับกระแสเย็นชาที่ถ่ายทอดมาให้



“บัดนั้น ก็จะไม่มีชื่อคนผู้นั้นอยู่บนแผ่นดินทาคิซาวะอีก” คาซึยะพูดไม่ออก ก้มหน้าแล้วหลับตาลงอย่างเจ็บปวด ที่ชีวิตนี้ต้องทำร้ายคนอื่นถึงขนาดสูญสิ้น แม้จะยอมรับว่าตนอาจไม่ใช่คนดีเท่าไรนัก แต่ก็ไม่เคยคิดอยากจะเป็นต้นเหตุให้ใครล้มตายเช่นนี้



“คนผู้นั้นเป็นใครเพคะ” คำถามเบาหวิว หากแต่คำตอบที่ได้กลับมานั้นแน่ชัดเสียจนคาซึยะต้องตกตะลึง



“อาคานิชิ จิน”


………………….


…แล้วจะทำเช่นไรดี จะให้ทำเช่นไร…


หากปล่อยไว้แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนฝ่ายนั้นถูกเรียกเข้าพบ แล้วเกิดเออออยอมตกลงเล่า หากแต่งงานแล้วรับไม่ได้ หากอาคานิชิ จิน เป็นแบบนั้น ก็คงไม่แคล้วต้อง ‘สูญชื่อไปจากแผ่นดิน’


ยอมได้หรือ


ก้อนเนื้อในอกบีบรัดอย่างรุนแรงจนคาซึยะต้องทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นอย่างอ่อนล้า สองมือกำแน่นด้วยความเจ็บปวด เกิดมาอย่างบาปกรรม แล้วยังต้องสร้างบาปกรรมเพิ่มอีกงั้นหรือ เป็นใคร คาซึยะก็ไม่อยากให้จากไปเพราะตนทั้งสิ้น แล้วนี่… ยังต้องมาเป็นชายผู้นั้น



ชาย…ผู้ที่คาซึยะได้แต่เฝ้าหวังว่าสักวันหนึ่ง จะได้เห็นเขาแต่งงานกับสาวงามของอาณาจักร มีครอบครัว มีทายาท ให้คาซึยะได้ส่งของฝาก หรือจดหมายกลับมาถามไถ่ ยามแยกตัวไปเดินทางรอบทวีปแต่เพียงลำพัง


ทั้งๆที่ควรจะมีชะตาชีวิตเช่นนั้น แล้วเหตุใดเล่า จึงต้องแต่งงานออกเรือน เพียงเพื่อปกป้องตัวเองจากผู้ชายทั้งหลาย หากแต่เป็นการทำลายบุรุษอันเป็น…ที่รัก…


ที่รักอย่างนั้นหรือ…ที่รักอะไรกัน เป็นแบบนี้ยังกล้าหาญไปรักใครได้อย่างไร คาซึยะ



“คาซึยะ… ลูกเป็นอะไร!” เสียงร้องดังลั่น เมื่อผู้เป็นแม่เปิดประตูเข้ามาในห้องบุตร แล้วพบเจ้าของห้องกำลังนั่งอยู่กับพื้น ท่านผู้หญิงมามิวิ่งเข้ามา หมายจะพยุงบุตรให้ลุกขึ้นยืน หากแต่ทันทีที่วางมือลงกับไหล่ คาซึยะกลับเป็นฝ่ายโผเข้ากอดมารดาเสียเอง



“คาซึยะ ลูกเป็นอะไร” มารดาจับต้นชนปลายไม่ถูก ได้แต่ลูบหลังลูบไหล่ปลอบประโลม



“ท่านแม่…ข้าจะทำอย่างไรดี”



“มันเป็นทางเดียวที่ลูกจะปลอดภัยนะคาซึยะ” ท่านผู้หญิงมามิผละออกห่าง สบตาเข้ากับดวงตาเรียวยาวของผู้เป็นลูก ประสบการณ์และวัยบอกให้หล่อนรู้ว่าความกังวลที่ฉายชัดนั้น เกิดมาจากสาเหตุใด



“ลูกกลัวท่านองครักษ์รับไม่ได้หรือ” คาซึยะได้แต่ก้มหน้าต่ำ แล้วสั่นไปมาเป็นการปฏิเสธ



“ข้า…กลัวเขา…” พูดไม่ทันจบความ มือเล็กผอมบางของผู้เป็นแม่ก็เชยคางขึ้น เพื่อสบตาที่แสนเศร้าหมองนั้น


“ลูกรักเขาหรือ คาซึยะ”



คำถามนี้…แค่เพียงแววตาไหววูบของคาซึยะ ผู้เป็นแม่ก็ถึงกับต้องถอนหายใจ


คำตอบ ไม่ต้องพูดด้วยปาก หากแต่สายตาที่ส่งทอดกลับมานั้น บอกนางกระจ่างแจ้ง


…ลูกของนาง ‘เผลอ’ ในเรื่องที่ร้ายแรงเสียแล้ว


………………….


คาซึยะใคร่ครวญอยู่ได้เพียงวันเดียวเท่านั้น เพราะไม่อาจปล่อยเวลาให้มากกว่านี้อีกแล้ว เขาต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อไม่ให้ชายผู้นั้นตอบรับการแต่งงานครั้งนี้ อาคานิชิ จิน ต้องตอบปฏิเสธ งานแต่งงาน ต้องไม่มีวันเกิดขึ้น ไม่มีวัน…



“ท่านองครักษ์ วันนี้ ไปเรือนข้าไหม” คำถามตรง ทำเอาคนที่กำลังนั่งทำงานเงียบๆที่โต๊ะในห้องทรงงานซึ่งเงียบสงัด เพราะขาดองครักษ์มากทะเล้น ถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมองคนถามทันควัน



“อย่าเพิ่งดุข้า เรื่องที่กล้าหาญชวนผู้ชายไปเรือน ข้าแค่…พอดี มีของฝากจากคุโรคาวะ ไปให้ท่านผู้หญิงโซระ แต่วันนี้ลืมติดมาด้วย เลยจะขอแรงท่านตามข้าไปที่เรือน…” คาซึยะรีบบอก ก่อนจะถูกอีกฝ่ายดุ เรื่องมารยาทของสตรีนี่แม่นนักเชียว อยากถามนัก ว่าท่านองครักษ์อาคานิชิไปร่ำเรียนมารยาทสตรีจากที่ใดมา ถึงได้จำดีถึงเพียงนี้



“ขอข้าตรวจเอกสารชิ้นนี้เสียก่อน แล้วค่อยไปจะได้ไหม”



“ได้”


………………..


เรือนคาเมนาชินั้น จินเคยมาหลายครั้งแล้ว หากไม่นับสมัยเด็ก อย่างน้อย เขาก็เคยมาส่งคาซึยะสองสามครั้งเห็นจะได้ ตัวเรือนเป็นไม้ชั้นเดียวแบบดั้งเดิม ถูกตกแต่งงดงาม สมเป็นเรือนของข้าราชการชั้นสูง ภายในรั้วไม้เตี้ยๆที่บอกอาณาเขตของพื้นที่นั้น คือสวนหินและต้นไม้ใบหญ้าเขียวชอุ่ม แซมด้วยไม้พุ่มที่ออกดอกบานสะพรั่งตามฤดู มุมหนึ่งคือบ่อเลี้ยงปลาพันธุ์พื้นเมือง ที่ขุดเจาะเลียนแบบธรรมชาติได้อย่างไม่มีที่ติ



“ท่านตามข้าเข้ามาในห้องได้ไหม ของฝากหนักอยู่ ข้ายกไม่ไหว จะเรียกพวกข้ารับใช้ชาย ท่านพ่อก็ไม่ชอบให้เข้ามายุ่มย่ามในห้องข้า” คาซึยะหันมาบอกกล่าว ทันทีที่ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาในเรือน



“แล้วท่านผู้หญิงมามิ?”


“อะไรกัน! ท่านจะให้แม่ข้ายกออกมาอย่างนั้นหรือ!!” คาซึยะแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจในคำถามของชายหนุ่ม รู้หรอกว่าอีกฝ่ายกลัวเขาถูกมองไม่ดี หากเรื่องที่อาคานิชิ จินบุกมาถึงเรือนเช่นนี้แพร่งพรายออกไป คงได้มีข่าวลือหนาหูว่าเป็น ‘อะไรๆ’ กัน แล้วยิ่งถ้าไม่มีผู้ใหญ่อยู่ในบ้านด้วยแล้ว เรื่องคงยิ่งไปกันใหญ่



“ไม่ใช่…ข้าหมายถึง…แม่ของเจ้าไม่อยู่เรือนหรอกหรือ”



“ไม่อยู่หรอก ท่านแม่เข้าตลาด เห็นว่าจะไปซื้อของเสียหน่อย ท่านตามข้ามาเร็วเถอะ จะได้รีบกลับอย่างไร ขืนท่านอยู่นานกว่านี้ เดี๋ยวข้าก็ตกเป็นขี้ปากคนรับใช้จนได้” ร่างโปร่งเร่งด้วยคำพูดที่ชวนให้จินร้อนรนนัก ร่างสูงถอนหายใจอย่างอึดอัด ก่อนจะยอมพยักหน้าตกลง แล้วจึงเดินตามเจ้าบ้านเข้าไปด้านใน



ห้องของคาซึยะอยู่ปีกหนึ่งของเรือน ซึ่งแยกเป็นสัดส่วน โดดเดี่ยวเพียงลำพัง คาดว่าห้องของเจ้าบ้านท่านอื่นคงอยู่อีกปีกหนึ่ง เป็นเรื่องน่าแปลกที่แยกห้อง ‘ธิดา’ ไว้โดดเดี่ยวเช่นนี้


จินเข้ามายืนอยู่ในห้องแล้ว เมื่อคาซึยะหันกลับไปปิดประตูเรียบร้อย ร่างสูงทำตัวไม่ค่อยถูกนัก แม้จะเคยไปตรอกแดงอยู่บ้าง หากแต่ก็ไม่เคยเข้าห้องพักผ่อนของสตรีนางใดด้วยความรู้สึกเช่นนี้ โดยเฉพาะกับคนที่ได้ชื่อว่า คาซึยะ ด้วยแล้ว ชายหนุ่มย้ำหนักกับตัวเองว่าอย่าเผลอปรายสายตามองไปยังตั่งเตียงนั่นเชียว มันไม่ใช่เรื่องเหมาะเลย หากจะเก็บเอาลักษณะหมอน หรือแม้แต่ผ้าห่มกลับไปเป็นความคิดถึงยามค่ำคืน ว่าคาซึยะนอนหลับบนที่แห่งนั้น



“ท่านจิน” เสียงของเจ้าของห้อง ทำให้จินได้สติ จนต้องหันมามอง และทันทีที่หันมา ร่างโปร่งก็เดินตรงดิ่งเข้ามาหา พร้อมกับจับมือหนาข้างหนึ่งเอาไว้ ดวงตาที่ทอดมองเขา ต่างจากแววตาแสนทะเล้น และซุกซนดังคาซึยะคนเดิม มันเต็มไปด้วยหมอกขาวขุ่นมัว ราวกับคนที่ตัดสินใจแน่วแน่ในเรื่องร้ายแรง



“ข้ามีความจริงข้อหนึ่งต้องบอกท่าน”



ทันทีที่พูดจบประโยค คาซึยะก็บังคับให้มือหนาที่ยึดเอาไว้ ให้สอดเข้าไปในสาบเสื้อที่พาดเฉียงข้างอก ของชุดที่สวมใส่อยู่ ร่างสูงนิ่งอึ้ง หากแต่ก็พยายามขืนมือ



“คาซึยะ!! เจ้าทำอะไร!”



“ความจริงที่ข้าปิดบังเอาไว้…” ริมฝีปากบางเอ่ย ดวงตาที่ทอดสบนั้นแน่วแน่จนจินได้แต่ตกตะลึง เป็นเหตุให้แรงที่ยื้อมือหายไปเสียดื้อๆ ส่งผลให้คาซึยะบังคับให้มันเข้าไปอยู่ใต้เนื้อผ้าได้ง่ายขึ้น และทำให้เขาได้สัมผัส…


บางสิ่ง ที่ไม่ควรมี หากแต่มี…



สิ่งที่จินสัมผัสด้วยฝ่ามือนั้น ไม่ใช่เสื้อซับด้านในของสตรี และเนินเนื้อหน้าอก หากแต่เป็นผ้าทบหนาที่นูนขึ้นมาจนคล้ายอกสตรี ร่างสูงขมวดคิ้ว ขณะเงยหน้าสบตาคาซึยะ



ไม่มีคำพูดระหว่างคนทั้งสอง คาซึยะปล่อยให้จินเอามือออกไปแล้ว จึงค่อยปลดอาภรณ์ท่อนบนออก และนั่นทำให้องครักษ์หนุ่มได้พบความจริงบางอย่าง



ความจริงที่ว่า องค์หญิงคาซึยะ ผู้เป็นธิดาบุญธรรมแห่งราชสำนักทาคิซาวะไม่มีหน้าอก!!


มันเป็นเพียงแค่ผ้าพันทบเอาไว้เท่านั้น!!



“ข้าเป็นชาย” คาซึยะบอก สายตาตกตะลึงของอีกฝ่ายนั้น ชวนให้เจ็บปวดดีพิลึก ปวดหนึบจนต้องเสสายตาทิ้งไปทางอื่นเสีย


“แล้วเรื่องเมื่อตอนที่อยู่คุโรคาวะ…”



“ยามนั้นข้าเป็นหญิง”


“หมายความว่าอย่างไร” ร่างโปร่งปิดอาภรณ์ดังเดิม ก่อนจะเอ่ยปาก



“ข้าเป็นชายสิบห้าวัน เป็นหญิงสิบห้าวัน วันที่เกิดเรื่อง ข้าเป็นหญิงพอดิบพอดี ไม่รู้ว่าโชคดีหรือร้ายกันแน่ เอาเถอะ…ที่ข้าบอกความจริงกับท่าน เพราะข้าไม่อยากให้ท่านมาตกระกำลำบากไปด้วย ได้โปรดอย่านำความลับนี้ไปบอกใคร…” ชายหนุ่มตรงหน้ามีสีหน้าไม่เข้าใจ คาซึยะก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปากบอกอย่างยากเย็นด้วยหัวใจปวดร้าว เมื่อต้องยอมรับในความเป็นจริงที่ว่า ร่างกายเช่นนี้ ไม่เป็นที่หมายปอง ไม่ว่าจะเลิศเลอในด้านอื่นมากเพียงใด มันก็ทดแทนกันไม่ได้…


อาคานิชิ จิน เป็นชาย ชายที่ต้องสร้างครอบครัวกับสตรี ไม่ใช่สมรสกับเขาที่เป็นอะไรสักอย่างที่ก้ำกึ่งไม่รู้ดีรู้ชั่วเช่นนี้


“เสด็จพ่อมีพระประสงค์ให้ข้าแต่งงานกับท่าน เพื่อทำตามคำทำนายที่ว่าข้าต้องออกเรือนไปกับบุรุษแห่งราชสำนัก… มันเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ร่างกายกลับไปเป็นปกติ แต่ก็ไม่มีใครรู้ ปกติที่ว่า จะเป็นชาย หรือหญิง…” คาซึยะพยายามยิ้มให้ได้เท่าที่สมองจะสั่งการ เพื่อจะเงยหน้าขึ้นสบตากับคนที่ยืนเงียบ



“ข้ามาบอกท่านเอาไว้เสียก่อน เพราะเสด็จพ่อจะทรงเรียกท่านเขาพบ เพื่อถามความสมัครใจ…”


“แล้วเช่นไร ต้องการให้ข้าปฏิเสธอย่างนั้นหรือ…” คำถามที่ย้อนกลับมานั้นแข็งกระด้าง ดวงตาคมกริบยังหนักแน่นและมั่นคงไปด้วยแววบางอย่างอย่างที่ชวนให้คาซึยะต้องนิ่งงัน และจำต้องย้ำกับตนเองว่าเขาคงตาฝาดไป ที่ยังมองเห็นแววรักมั่นถือมั่นในดวงตาคมคู่นั้น


ร่างโปร่งเงียบ ใจนั้นหรือ ไม่อยากให้อีกฝ่ายตอบปฏิเสธเสียด้วยซ้ำ แต่จะหลอกลวงได้อย่างไร จะรร่วมชีวิตคู่ได้อย่างไร ในเมื่อจะทำให้อีกฝ่ายต้องทนทุกข์ทรมานกับร่างกายแบบนี้


“เจ้าดูถูกความรู้สึกของข้าตั้งแต่เด็กจนโต…คาซึยะ” ความเงียบงันนั้น เป็นคำตอบของคำถามที่อาคานิชิ จินคาดเดาได้ไม่ยาก เขาเอ่ยปากตัดบท ก่อนจะเสเท้าก้าวเดินออกจากห้องไป ราวกับผิดหวัง


…ดูถูกความรู้สึกอย่างนั้นหรือ…


…ใครกันแน่ที่ดูถูกความรู้สึก ไม่ได้อยากเสียหน่อย ไม่ได้อยากให้ปฏิเสธ ไม่ได้อยากวิ่งหนี ไม่ได้อยากให้ไปเป็นของใครคนอื่น…



…แต่เพราะว่าอยากให้อยู่ด้วยกันแบบนี้เรื่อยไปต่างหาก เพราะว่าอยากให้อยู่เคียงกันไปแบบนี้ แบบที่เมื่อใดที่ว้าเหว่ เมื่อใดที่เหน็บหนาว เมื่อใดที่อ่อนล้า แค่เพียงคิดถึง ความสุขในใจก็เพิ่มพูน…



เพราะว่าอยากให้เป็นแบบนั้นหรอก จึงได้บอกความจริง ไม่ได้อยากดูถูกเสียหน่อย ทำไมไม่เข้าใจกันบ้าง


คาซึยะได้แต่ทรุดกายลงนั่งกับพื้น มือสัมผัสกำไลเล็กๆบนข้อเท้าที่ใครบางคนใส่ให้ และเขาไม่เคยถอดสลักมันออกเลย


…………….

‘ท่านแม่ดุข้า! ท่านพี่ก็โกรธข้า! มีแต่คนไม่ชอบข้าทั้งนั้น!!’


‘ท่านผู้หญิงกับองค์ชายไม่ได้ไม่ชอบเจ้า’


‘หยุดเลยนะ!! เลิกเข้าข้างคนอื่นเดี๋ยวนี้!! ท่านเองก็ไม่รักข้าใช่ไหม! มีแต่คนชอบดุข้า!!’


‘ดุ ไม่ได้หมายถึงเกลียด’


‘เพราะว่าเกลียดต่างหาก ถึงได้ดุ!! ท่านก็เกลียดข้า! ไปให้พ้นเลย!!’ เด็กน้อยยังงอแง หันหน้าหนีเพื่อซ้อนน้ำตาที่ไหลเอ่อ แต่ปากโวยวายดังลั่นอย่างไม่พอใจ คาซึยะไม่เคยถูกใครดุ แต่เมื่อมีสักครั้งที่ถูกดุ และถูกเจ้าพี่โกรธไปพร้อมๆกัน โลกทั้งใบของเด็กน้อยก็เหมือนจะล่มลงมาต่อหน้า พาลเป็นคิดว่าไม่เหลือใครอีกแล้วในชีวิต


‘อย่าดูถูกความรู้สึกของข้า’ คำพูดหนักแน่น ทำเอาคนงอแงต้องปราดน้ำตาทิ้งแล้วเงยมองคนพูดด้วยดวงตาฉายแววสับสนงุนงง คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน ก่อนถามปนเสียงสะอื้น


‘ดูถูกคืออะไร’ อีกฝ่ายเงียบ ก่อนจะเบนสายตาหนี แล้วตอบง่าย


‘รู้แค่ว่าข้าไม่มีวันเกลียดเจ้าก็พอ’


แล้วก็เหมือนอารมณ์ในใจของเด็กตัวน้อยจะเบาบางลง หยาดน้ำตาที่ทะลักทะลายเมื่อครู่ เหลือเพียงสายน้อยๆ และคราบแห้งบนผิวแก้มยุ้ย กับเสียงสะอื้นฮักดังคลอไปกับเสียงลมพัดเศษใบไม้แห้งๆริมบึงน้ำ อากาศเย็นสบายที่พัดผิวน้ำจนเป็นระลอกคลื่น ความเงียบสงัด และความเหน็ดเหนื่อยเพราะพายุอารมณ์นั้น ชวนให้คาซึยะเกยคางกับสองเข่าที่ตั้งชัน ก่อนจะหลับตาลงอย่างง่วงงุน



คนหลับไปแล้วไม่มีวันรู้ และถึงรู้ ก็คงจำไม่ได้ ว่าคนที่นั่งอยู่ข้างกาย รอจนเด็กน้อยหลับสนิทดีแล้ว จึงได้อุ้มขึ้นหลัง พาเดินออกจากสวนหลังพระราชฐานกลับเรือนคาเมนาชิด้วยการก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า มั่นคง และนุ่มนวล เพียงเพื่อไม่ให้แรงสะเทือนของย่างก้าวนั้นปลุกคนหลับใหลให้ตื่นกลางคัน


.

.

.

.

.

อาคานิชิ จิน ถอนหายใจเบาๆ กับความรู้สึกหนักอึ้งในหัวใจ เรื่องที่ชวนให้ตกตะลึงคือความจริงที่ได้รู้ก็วันนี้ หากแต่ก็เพียงแค่ตกใจเท่านั้น ชายหนุ่มรู้ดีว่าความรู้สึกที่ฝังรากลึกมานานแสนนานนั้นยังคงอยู่ที่เดิม และผลิดอกออกผลเช่นเดิม มันไม่เคยลดลง ไม่ว่าจะด้วยระยะเวลา ความห่างไกล หรือเหตุผลอื่นใด


แต่ฝ่ายนั้นไม่เข้าใจ…



องครักษ์หนุ่มเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคาซึยะจึงไม่อยากออกเรือนกับเขา หรือจะเป็นพวกสตรีหัวสมัยใหม่สุดโต่ง…ไม่สิ คาซึยะไม่ใช่สตรีแล้ว อย่างน้อยก็วันนี้ ที่เขาสัมผัสมาแล้วด้วยฝ่ามือของตัวเอง…



คิดถึงมือแล้ว จินก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นดู ก่อนจะรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งหน้า ก็ว่าเคยเที่ยวตรอกแดงกับยูอิจิมาบ้างหรอก แต่ทำไมพอแตะเนื้อต้องตัวคนที่รักแล้ว จึงได้ทำตัวราวกับเป็นบุรุษแรกรุ่นที่ไม่ประสีประสาเช่นนี้กัน


“จิน…ลูกเป็นอะไรรึเปล่า” ผู้เป็นแม่เอ่ยปากถาม เมื่อเข้ามาในห้องนั่งเล่นของเรือน กลับพบบุตรชายนั่งริมหน้าต่างเพียงลำพัง นั่งไปมองมือไป แล้วกลายเป็นหน้าเหรอหราจนนางยังนึกประหลาดใจ ตั้งแต่ใครบางคนกลับมาจากแดนไกล ดูเหมือนบุตรชายผู้เงียบขรึมของนางจะแปลกขึ้นทุกวัน หรืออย่างนี้จะเรียกศรรักปักอกเสียก็ไม่รู้


“ท่านแม่…” บุตรชายคนโต ลงจากตั่งริมหน้าต่าง เพื่อทำความเคารพมารดา ก่อนจะเชื้อเชิญให้สตรีสูงวัยนั่งเสียก่อน จึงค่อยทรุดกายลงนั่งตาม



“มานั่งทำอะไรตรงนี้ แม่เห็นทำท่าทางแปลกๆ” ร่างสูงนิ่งไป ด้วยไม่คิดว่าจะถูกตั้งคำถามเช่นนี้ ท่าทางประหม่าและอับจนจะตอบคำถาม ท่านผู้หญิงโซระจึงเสหัวเราะแทน


“อะไรกัน แม่ถามแค่นี้ทำเป็นอมพะนำ ไม่ตอบก็ไม่ตอบ ให้รู้ไปว่าเดี๋ยวนี้แม่เป็นที่ปรึกษาไม่ได้เสียแล้ว…”


“ข้าไม่…เอ่อ…ตอนท่านแม่จะแต่งงานกับท่านพ่อ ท่านรู้สึกอย่างไร” ท่านผู้หญิงโซระถึงกับเบิกตาโตเพราะคำถามของบุตรชาย ก่อนจะกลายเป็นหัวเราะน้อยๆ เมื่อรู้สึกว่าตนเองกำลังได้บุตรวัยหกขวบผู้ช่างซักช่างถามกลับคืนมา


“ตอนนั้นหรือ ก็คง…ดีใจกระมั้ง ได้แต่งกับคนที่รัก มีหรือจะไม่ดีใจ ถามอย่างกับลูกไปขอใครแต่งงานมาแล้ว แล้วฝ่ายนั้นปฏิเสธ…” เมื่อเห็นบุตรชายเงียบ นางจึงจงใจเปลี่ยนเรื่องเสีย รู้ดีว่าถ้าจินคิดจะเงียบเอาไว้ หล่อนก็คงไม่มีทางได้รู้ บุตรชายคนโตไม่ใช่คนช่างเล่านักหรอก แต่บางทีก็ทำสีหน้าซื่อสัตย์กับความรู้สึกมากเสียหน่อย จนนางเองไม่จำเป็นต้องรอคำตอบก็เข้าใจลึกไปถึงก้นบึ้งหัวใจของบุตร



“จริงสิ แม่จะมาฝากลูกไปชวนแม่หญิงคาซึยะมาทานขนมที่เรือนบ้าง ตั้งแต่กลับมาจากคุโรคาวะ ไม่เห็นมาที่นี่เลย หรือจะติดใจขนมที่นู่นเสียแล้วก็ไม่รู้”



“นางเข้าเรือนนั้นออกเรือนนี้บ่อยๆไม่เหมาะหรอก” แม้จะรู้แล้วก็เถอะ ว่า ‘นาง’ ไม่ใช่ ‘นาง’ ที่แท้จริง มิน่าเล่า จึงไม่เคยแทนตัวเยี่ยงสตรีสูงศักดิ์ที่นิยมคำว่า ‘หม่อมฉัน’ หรือ ‘ข้าน้อย’ แต่กลับใช้คำว่า ‘ข้า’ ที่แม้จะเป็นคำแทนตัวซึ่งใช้ได้ทั้งชายและหญิง หากแต่ผู้ชายนิยมใช้มากกว่า



“แม่ก็เห็นนางเข้าออกแต่เรือนนี้เรือนเดียวเท่านั้นเอง…เอาเถอะ ไว้ว่างๆ ค่อยชวนมาก็ได้ อ้อ…เมื่อครู่ พวกฝ่ายในอัญเชิญพระราชสาสน์มา องค์กษัตริย์มีรับสั่งให้ลูกเข้าเฝ้าพรุ่งนี้แต่เช้า ไม่รู้เรื่องใด…”


ร่างสูงเพียงแค่ยิ้มบางรับรู้ หากแต่สายตาที่ทอดมองมารดากลับไปนั้น ไม่อาจตอบคำถามใดๆของนางได้


สัญญาคือสัญญา


สัญญาที่จินบอกตัวเองเงียบๆ ระหว่างที่เดินออกมาจากเรือนคาเมนาชิ


สัญญาว่าความลับของคาซึยะจะไม่ออกจากปากของเขาตลอดชีวิต




……………..


วันถัดมา อาคานิชิ จิน เข้าเฝ้าองค์กษัตริย์ดังที่มีพระประสงค์ ห้องทรงอักษรของพระองค์อยู่ในตำหนักที่ใหญ่ที่สุดของเขตพระราชฐาน เป็นตำหนักอย่างตะวันตก ถูกออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดยนายช่างฝั่งโน้น ที่เข้ามาเผยแพร่วิทยาการความรู้ตั้งแต่รัชกาลก่อน มีอายุมากกว่าตำหนักกรมกลาโหมไม่เท่าไรนัก ตัวตำหนักสีขาวสะอาดตา เป็นแบบสมมาตรทั้งซ้ายขวา ก่อด้วยปูนและอิฐ ขนาดสามชั้น ประดับด้วยเสาหิน และหน้าต่างกระจกทรงโค้ง


“นั่งก่อนสิ อาคานิชิ” ภายในของตำหนักก็เป็นเฉกเช่นตะวันตก คือปูด้วยพื้นพรม และเพดานฉลุลายที่ได้นายช่างชาวทาคิซาวะร่วมออกแบบด้วย


องครักษ์หนุ่มโค้งกายคำนับอีกครั้ง จึงนั่งลงบนเก้าอี้บุนวมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ ในขณะที่ผู้เป็นเจ้าของห้องทรงงานกว้างขวางนั้น วางหัตถ์จากกิจที่โปรดอันได้แก่การอ่านหนังสือ



“เราเรียกเจ้ามาคุยวันนี้ เพราะมีเรื่องสำคัญบางอย่าง… เราไม่อ้อมค้อม อยากจะขอให้เจ้าช่วยปกป้องคาซึยะไปตลอดชีวิต ในฐานะสามีได้หรือไม่”



“เสด็จพ่อ!!” ไม่มีสุ่มเสียงใดๆบอกเหตุล่วงหน้า หากแต่ประตูห้องบานใหญ่นั้น ถูกผลักเข้ามาด้วยแขนเรียวเล็ก และเสียงแผดลั่นอย่างร้อนรน คาซึยะเบิกตาโพลง เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูงนั่งอยู่ในห้องด้วยอีกคนหนึ่ง


คิดไว้แล้วไม่มีผิด!! ดีแค่ไหนที่วันนี้บุกไปเรือนอาคานิชิ เพราะหวั่นใจ ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายถูกเรียกเข้าเฝ้ากระชั้นชิดเช่นนี้



“พ่อขอคุยกับองครักษ์อาคานิชิก่อนได้ไหม”



“ลูกจะอยู่ด้วย”



“หือ? เรื่องของพ่อกับองครักษ์ เจ้าเกี่ยวอะไรเล่า” ท่าทางเอาเรื่องของพระธิดา ชวนให้องค์กษัตริย์นึกอยากสรวลเสียนัก ใบหน้าหวานนั้นบูดบึ้งมู่ทู่ และแววตาเป็นประกายยามจับจ้องไปที่แผ่นหลังขององครักษ์อาคานิชิ ที่ไม่หันกลับไปมองอีกเลย นับตั้งแต่เมื่อครู่นี้


“แล้วไม่ใช่เรื่องของลูกด้วยหรือ หรือเสด็จพ่อจะคุยเรื่องอื่นที่ไม่ใช่เรื่องแต่งงาน”


“เอาเถอะๆ พ่อยอมแล้ว เจ้าจะอยู่ด้วยก็มานั่งข้างพ่อ แล้วให้องครักษ์อาคานิชิเป็นฝ่ายตัดสินใจ เข้าใจไหม อย่าตุกติกเชียว”



“ลูกไม่เคยตุกติก” คาซึยะทูลเสียงพาล ก่อนจะเดินตึงตังไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกตัวที่อยู่ถัดไปทางด้านหลังองค์กษัตริย์เล็กน้อย สายตาจับจ้องแน่วแน่อยู่แต่กับใบหน้าหล่อเหลาขององครักษ์หนุ่ม



…อุตส่าห์เตือนไว้ถึงขนาดนั้น หากยังจะตอบรับแต่งงานก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว!! ความจริงก็รู้หมดแล้ว จะทำใจยอมรับได้อย่างไรในเร็ววันเช่นนี้ ไม่มีทางหรอก ที่คาซึยะมาถึงตำหนักนี้ ก็เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าจะไม่ถูกพระบิดามีโองการให้แต่งงานกับชายหนุ่มผู้นี้อีก…



…แม้…หัวใจจะไม่อยากรับรู้ แต่ความจริงก็คือความจริง ความจริงที่คาซึยะไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ หากเป็นชายช่วงหนึ่งเป็นหญิงช่วงหนึ่ง เป็นตัวประหลาดที่ไม่รู้ว่าเพราะผลกรรมอันใดจากชาติปางก่อนกัน…



“ว่าอย่างไร อาคานิชิ อยากดูแลธิดาของเราไหม” องค์กษัตริย์รับสั่งเข้าเรื่องเดิม ให้จินต้องเสสายตาไปยังคนที่จ้องเขาเขม็ง ร่างสูงสบตากับดวงตาคาดคั้นที่ส่อแววว่าให้เขาปฏิเสธไปเสีย



…เหตุใดจึงไม่อยากแต่งกับเขาถึงเพียงนั้น เขาไม่เหมาะสมด้วยเหตุผลใด หรือคาซึยะรังเกียจเขาอย่างนั้นหรือ อยู่กับเขาแล้วน่าเบื่ออย่างนั้นหรือ จึงต้องตามมาถึงนี่ เพียงเพื่อจะเค้นคอให้เขาปฏิเสธ



“หากองค์หญิงคาซึยะต้องการอย่างนั้นเช่นกันด้วยแล้ว กระหม่อมก็น้อมรับบัญชา”



“ว่าอย่างไร คาซึยะ” องค์กษัตริย์หันไปตรัสถามพระธิดา สายเนตรที่ทอดมานั้น ชวนให้หัวใจไหววูบ จนผู้เป็นธิดาบุญธรรมต้องเสสายตาหลบ



รู้หรอกว่าเสด็จพ่อห่วงใย รู้ว่าเสด็จพ่ออยากให้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมทั้งหลายที่มีติดตัวมา แล้วผู้ชายคนนั้นเล่า…ผู้ชายคนนั้นจะมีความสุขกับชีวิตคู่อย่างนั้นหรือ ชีวิตคู่ที่แปลกประหลาดพิสดารเพราะมีภรรยาเป็นทั้งชายและหญิง



“เงียบเช่นนี้ พ่อจะถือว่าลูกยอมรับการแต่งงานนะคาซึยะ” พระบิดาบุญธรรมเร่งรัด ให้คาซึยะได้แต่ส่งเสียงรับคำแต่บางเบา



“เพคะ” หัวใจบีบรัดและหนักอึ้ง การแต่งงานที่ซีกหนึ่งในใจปฏิเสธเพราะไม่อยากให้ชายผู้นั้นทนทุกข์ทรมาน หากแต่อีกซีกในใจนั้นอุ่นวาบด้วยความรู้สึกหวามไหวท่วมท้น


คนทั้งคู่ออกมาจากห้องทรงอักษรขององค์กษัตริย์หลังจากอยู่สนทนากับพระองค์อีกพักหนึ่ง และทันทีที่ก้าวขาพ้นออกมาจากตำหนักนั้น คาซึยะก็เอ่ยปากถามเสียงเบา


“ทำไมท่านถึงไม่ปฏิเสธไป” การตัดสินใจขึ้นอยู่กับฝ่ายชาย นั่นคือประเพณีของทาคิซาวะ คาซึยะรู้ดีว่าหากตอบปฏิเสธพระบิดา แต่ฝ่ายชายกลับตอบแบ่งรับแบ่งสู้ไปตั้งแต่แรก อย่างไรก็ต้องลงเอยที่การแต่งงานอยู่ดี แต่ถ้าหาก…หากแม้อาคานิชิ จินจะบอกปัดเพียงเล็กน้อย ทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้น



ชายหนุ่มหันกลับมามองด้วยใบหน้าเรียบเฉย



“อย่าคิดว่าเพราะเจ้าแปลกประหลาดจากคนอื่น แล้วข้าจะทอดทิ้งคำสัญญาที่มีต่อตัวเอง” พูดเพียงเท่านั้นก็เดินจากไป ทิ้งให้คาซึยะมองตามด้วยความไม่เข้าใจ



จนบัดนี้ ร่างโปร่งก็ยังไม่รู้ ว่าสัญญาที่อาคานิชิ จิน พูดนั้น หมายถึงเรื่องใด


แต่จะมีความหมายอย่างไรก็ตาม มันก็ผูกพันเขาทั้งคู่ให้ไม่อาจจากกันไปชั่วชีวิต


……………………….


งานมงคลของพระธิดาบุญธรรมในองค์กษัตริย์และองครักษ์หนุ่มแห่งราชสำนักถูกป่าวประกาศไปทั่วทั้งอาณาจักรในอีกหนึ่งเดือนต่อมา พร้อมกับเทียบเชิญที่ถูกส่งไปยังดินแดนต่างๆ นอกจากนั้น การเตรียมงานเพื่อให้ทันฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึงนั้น ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฤดูใบไม้ผลิเป็นฤกษ์งามยามดี หมายถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ที่คู่แต่งงานส่วนใหญ่มักจัดงานกันในช่วงนี้ ไม่พ้นคาซึยะและอาคานิชิ จิน ที่มีกำหนดในช่วงนั้นเช่นกัน



ทว่า…แม้จะยุ่งอยู่กับเรื่องงานสมรสเพียงใด แต่หน้าที่องครักษ์ของอาคานิชิ ก็คือหน้าที่ และหน้าที่ของคาซึยะก็คือหน้าที่ คนทั้งคู่ยังคงทำงานในกรมกลาโหม เพื่อรับใช้องค์ชายรัชทายาทที่กลับมาจากคุโรคาวะหลังจากพวกเขาเกือบสองสัปดาห์



“คาซึยะ จดหมายจากทางตะวันตก ที่ให้แปล เรียบร้อยไหม” งานหลักของคาซึยะยังคงเป็นงานแปล ที่นับตั้งแต่อาณาจักรทาคิซาวะเข้าร่วมงานเลี้ยงของคุโรคาวะคราวนั้นไป ดูเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างทาคิซาวะกับตะวันตกจะดีขึ้นเป็นลำดับ อย่างน้อยก็เริ่มส่งสาสน์ปรึกษาหารือกันในเรื่องของการค้าขาย และการเยี่ยมเยียน


“เรียบร้อยเพคะ ดูเหมือนหลายอาณาจักรต้องการเข้ามาค้าขายกับเรา”



“แน่ล่ะ อาณาจักรเราติดทะเล ทั้งยังมีเหมืองเพชรพลอย อย่างนี้เห็นที แม้แต่คุโรคาวะเอง ก็คงต้องหวั่นเราในอนาคต” องค์ชายรัชทายาทตรัสอย่างพึงใจ ก่อนจะรับงานแปลจากผู้เป็นน้องมา



“ว่าแต่เจ้าเถอะ คาซึยะ ตัดชุดเรียบร้อยรึยัง” คาซึยะนิ่งไปเล็กน้อย เหลือบมองชายหนุ่มอีกคนที่ต้องตัดชุดเช่นกัน หากแต่ฝ่ายนั้นยังนิ่ง และเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน นับตั้งแต่วันที่เข้าเฝ้าองค์กษัตริย์ ทั้งเขาและอาคานิชิ จิน ก็ยังไม่ได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราวอีกเลย เพราะต่างฝ่าย ต่างก็ยุ่งอยู่แต่กับงาน และการเตรียมตัวสำหรับเป็นคู่แต่งงาน



คาซึยะเพิ่งรู้ก็วันนี้ ว่าคนจะออกเรือนได้นั้น ต้องทำทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งขัดตัว บำรุงผิว เลือกแบบผ้า วัดตัว และอีกหลากหลายที่ทำให้ทุกวันนี้ แค่จะเจียดเวลาออกไปเดินเล่นบ้าง ยังทำได้ยากเต็มทน บางคราวก็เบื่อ คาซึยะเคยนึกถึงชีวิตที่อยู่ในต่างแดน ได้ออกไปเดินในเมือง ได้เยี่ยมชมวิถีชีวิตและความเป็นไป แต่เมื่อกลับมาอยู่ที่ทาคิซาวะ



แค่ได้มองดูกำแพงวังก็ถือว่ามากเกินไปแล้ว ยิ่งมาเกิดเรื่องพรรค์นั้นที่คุโรคาวะด้วยแล้ว ทุกวันนี้ ยามไปที่ใด คาซึยะจำต้องมี ‘นางพ่วงท้าย’ ไปด้วยทุกครั้ง รู้สึกท่านแม่จะเรียกว่า ‘นางกำนัล’ แต่พวกนางชอบเดินรั้งท้ายทุกที คาซึยะเดินเร็ว พอมีคนเดินโอ้เอ้ตามหลังแล้วอึดอัด



“เจ้าพี่เล่า ชุดสำหรับงานแต่งน้อง เรียบร้อยไหม หล่อหรือไม่ งานแต่งน้อง พระองค์จะไม่หล่อไม่ได้เชียว” องค์ชายหนุ่มสรวลน้อยๆ



“กังวลอะไรเช่นนั้น งานมงคลของเจ้า พี่ที่เป็นเชษฐากลับหล่อไม่สู้เจ้าบ่าวของน้อง ก็แย่ซี…”



“เพคะ แล้วน้องจะคอยดู” องค์ชายหนุ่มเลิกพระขนง ก่อนจะสรวลเสียงดัง



“เห็นที คงจะเป็นพี่ต่างหาก ที่คอยดู… ไม่รู้งานมงคลครั้งนี้ จะได้เห็นน้องน้อยแต่งกายสมสตรีหรือไม่” เพราะงานมงคลของราชสำนักครั้งวันวานนั้น คาซึยะในวัยไม่เต็มสิบเล่นซุกซนจนน่าตี


“ถ้าลองแต่งไม่สมสตรี คงจะมีบางคนแถวนี้อกแตกตายเพคะ” ประโยคนี้ของคาซึยะแผ่วเบา เพราะไม่อยากให้ใครบางคนที่นั่งทำงานอยู่ไม่ไกลได้ยิน ประเดี๋ยวจะเกิดเรื่องดังที่เคยเกิดมาแล้ว


.

.

.

.

.

‘ก็ข้าอยากแต่งกายแบบท่าน ข้าชอบสีดำ! ไม่อยากใส่สีขาวนี่!!’ นั่นคือเสียงของเด็กตัวเล็กที่ตะเบ็งใส่เด็กหนุ่มร่างสูงกว่า ทั้งสองแต่งกายแบบเดียวกัน เพื่อร่วมพิธีมงคลของพระธิดาองค์หนึ่งในองค์กษัตริย์รัชกาลก่อน



‘แต่มันเป็นระเบียบ เจ้าเป็นหญิง จะแต่งแบบชายได้อย่างไร’ ทั้งๆที่ความจริงแล้ว คาซึยะต้องใส่ชุดสีขาวตามประเพณีของเด็กหญิง แต่เจ้าตัวกลับชอบชุดสีดำของเด็กชายมากกว่า และก็ซุกซนจนได้เรื่อง วิ่งไปหามาเปลี่ยนได้เสียด้วย ถึงที่มีให้เปลี่ยน จะใหญ่โคร่ง และรุ่มร่ามก็เถอะ



‘ข้าไม่เห็นสนระเบียบ!!’


‘ไม่ได้! ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า! ไม่เช่นนั้น ข้าจะไปตามท่านผู้หญิงคาเมนาชิ!!’



‘เอ๊ะ!...’ คิ้วขมวดด้วยความไม่พอใจ หากแต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายท่าทางแข็งกร้าว และไม่มีทีท่าจะลงให้ เลยได้แต่ก้มหน้าเงียบ


‘คาซึยะ’



‘ก็ข้าอยากใส่…ให้ข้าใส่ไม่ได้หรือ ข้าไม่ออกไปในงานก็ได้ เดี๋ยวไปนั่งทานขนมที่โรงครัว’ เห็นท่าทางเงยหน้าอ้อนวอนต่อรอง กับสองมือที่เข้ามากุมชายเสื้อเอาไว้ ทำเอาเด็กหนุ่มร่างสูงได้แต่ถอนหายใจยาว


‘งั้นไปนั่งที่ริมบึง ข้าจะไปเอาขนมในงานเลี้ยงมาให้’ เจ้าเด็กตัวน้อยยิ้มกว้าง หมุนตัวจะเดินไปรอขนมที่บึงหลังพระราชฐานตามที่นัดแนะ หากแต่ถูกรั้งข้อมือเล็กเอาไว้ให้ต้องหันกลับมามอง



‘ไม่มีชุดที่พอดีกว่านี้หรือ’ เด็กชายร่างสูงกว่าเอ่ยปากถามเพียงเท่านั้น ก่อนจะย่อตัวลงนั่งกับพื้น แล้วพับขากางเกงที่ยาวรุ่มร่ามให้อีกฝ่าย



‘ขอบคุณ’ นอกจากคำพูดแล้ว เพื่อตอบแทนความใจดีของอีกฝ่าย เด็กตัวน้อยผู้ชอบสีดำจึงยิ้มกว้างอวดฟันซี่เล็กให้อีกทีหนึ่งนั่นแล้ว จึงวิ่งจากไป ทิ้งไว้เพียงใครบางคนที่หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในโรงครัว เพื่อขอปันขนม และใครอีกคนที่แอบดูอยู่หลังพุ่มไม้ไม่ไกล หากแต่รับรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง จนเผลอสรวลออกมา




องค์ชายฮิเดอากิหวนคิดถึง หากแต่กลับพบความเป็นจริงอีกข้อ นั่นก็คือ ไม่เห็นจะมีใครอกแตกตายเสียสักคน ยามคาซึยะดื้อหรือซน จะมีก็แต่คนอดใจไม่ไหวต้องตามใจคาซึยะอยู่ร่ำไปต่างหากเล่า


……………………..


งานมงคลใกล้เข้ามาทุกขณะ และสามวันก่อนพิธี คาซึยะไม่อาจมาทำงานที่กรมกลาโหมได้ เนื่องจากประเพณีที่ฝ่ายหญิงห้ามพบหน้าฝ่ายชายเป็นเวลาสามวัน ทั้งที่ในใจอดจะนึกร้องเรียนไม่ได้ก็เถอะ ว่าทำไมถึงไม่ให้ฝ่ายชายหยุดงาน แล้วให้เขาไปทำเล่า? แต่…โลกใบนี้ ผู้ชายยิ่งใหญ่คับฟ้าเสมอ ร่างโปร่งได้แต่นึกหงุดหงิดกับความไม่เท่าเทียมที่ ‘ชาย’ อย่างตนประสบ


“คาซึยะ” เสียงเรียกดังเบา ในห้องพักผ่อนของบุตรคนเล็ก ร่างโปร่งหันไปมองยังประตู เห็นมารดา กำลังเดินเข้ามาพร้อมถาดขนม จึงวางหนังสือลงข้างกาย แล้วเข้าไปช่วยเหลือ



“ให้คนมาตามข้าไปพบก็ได้ ท่านแม่ไม่น่ายกมาเอง” ท่านผู้หญิงเพียงยิ้มบาง ก่อนจะทรุดกายลงนั่งบนตั่งข้างหน้าต่างที่ลมหอบเอากลิ่นดินกลิ่นหญ้าเข้ามาให้ชื่นใจ



“ไม่คิดไม่ฝัน ว่าสุดท้ายแล้ว ลูกจะได้แต่งงานดังคำทำนาย” เสียงที่กล่าวนั้นอ่อนระโหย ท่านผู้หญิงกังวลกับพิธีสมรสครั้งนี้ แต่ทั้งอย่างนั้น ก็ยังจดจำได้แม่น ถึงคำตรัสของพระเชษฐา



‘จะปล่อยให้คาซึยะอยู่แบบนี้ไปชั่วชีวิตอย่างนั้นน่ะรึ!! ไม่คิดสงสารบ้างเลยหรือไร!!!’ เพราะสงสาร จึงต้องจำใจให้งานแต่งงานครั้งนี้เกิดขึ้น แล้วได้แต่หวัง ให้ อาคานิชิ จิน คือบุรุษแห่งราชสำนัก คาซึยะจะได้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมทั้งหลายที่ติดตัวมาเสียที ที่สำคัญ ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ขอให้ชายผู้นั้นรับได้ ในสิ่งที่ คาซึยะเป็นด้วยเถิด



“แม่แค่…จะเข้ามาบอกให้ลูกเข้านอนเร็วหน่อย พรุ่งนี้จะวันงานแล้ว ต้องตื่นแต่เช้า”



“ไม่ใช่เพราะท่านอยากมาดูให้แน่ใจหรือ ว่าบุตรของท่านไม่หนีไปเที่ยวในเมืองฉลองก่อนคืนแต่งงาน” คาซึยะยิ้มทะเล้น ให้ผู้เป็นแม่ต้องตีเพี๊ยะเข้าที่ต้นแขนบุตร



“นับตั้งแต่คืนพรุ่งนี้ไป ลูกก็ต้องย้ายไปเรือนอาคานิชิแล้ว จะแอบปีนหน้าต่างออกไปเที่ยวกลางค่ำกลางคืนแบบที่ทำตอนอยู่ที่เรือนนี้ไม่ได้หรอกนะ คาซึยะ” ผู้เป็นมารดารู้ดี ว่าบุตรคนนี้โหยหาอิสระ ทั้งทางใจ และทางกายเพียงใด แต่ถึงรู้ว่าคาซึยะแอบหนีไปเที่ยวเล่นในเมืองยามค่ำคืนหลายต่อหลายครั้ง แต่นางไม่เคยห้ามเสียสักครั้ง อาจจะเป็นเพราะนางรักมากเกินไป จึงไม่ว่าไม่กล่าว



“แล้ว…เป็นชายใช่มั้ย ร่างกายของลูก” คำถามนี้ ทำเอาคาซึยะนิ่งขึงไปทั้งร่าง เหลือบตามองมารดา ก่อนจะพยักหน้ารับน้อยๆ แล้วอดค่อนแคะไม่ได้ ที่อาคานิชิ จิน ยังยึดมั่นถือมั่นจนมาถึงทุกวันนี้



“คงเป็นโชคร้ายของชายผู้นั้น เพียงค่ำคืนแรกของการแต่งงานก็เจอดีเสียแล้ว”


“เขารู้รึยัง ว่าลูกเป็นอย่างไร”



“รู้แล้วท่านแม่…ข้าบอกเขาตั้งแต่ก่อนที่เสด็จพ่อจะมีรับสั่งให้เข้าเฝ้าเสียอีก แต่ไม่รู้อะไรยึดปากชายผู้นั้นไว้ จึงได้ตอบตกลงง่ายดายนัก”



“แล้วลูกดีใจไหม ที่เขาตอบตกลง” และเป็นอีกครั้ง ที่คาซึยะถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ก้มหน้านิ่ง จะให้ยอมรับอย่างนั้นหรือ ว่าจริงแท้แล้ว ในใจกำลังไหวถี่อย่างรุนแรง เมื่อคิดถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ทันทีที่แสงแรกของวันจับที่เส้นขอบฟ้า เสียงกลองจะโห่ร้อง กลีบดอกไม้จะโปรยปรายเพื่อต้อนรับการมาเยือนของบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งจะอยู่ในชุดเข้าพิธี



“สบายใจเถิดคาซึยะ หากลูกดีใจกับงานในวันพรุ่งนี้ นั่นหมายความว่าชีวิตคู่ของลูกจะมีความสุข ทานขนมเสีย แล้วเข้านอน อย่ามัวพะว้าพะวง ประเดี๋ยวจะตื่นสาย จะเสียฤกษ์” ท่านผู้หญิงมามิตีความอาการนิ่งเงียบของบุตรได้ในวินาทีนั้นเอง




ถึงการเผลอใจไปกับความรัก จะเป็นเรื่องร้ายแรง สำหรับร่างกายแบบนี้ แต่หากตามที่พระเชษฐาตรัสไว้เป็นจริง นางเชื่อว่าทั้งบุตรของหล่อน และชายผู้นั้น จะช่วยกันฝ่าฟันความโหดร้ายของโชคชะตานี้ไปได้อย่างน่าอัศจรรย์



‘ฮิเดอากิบอกว่า คนที่ไปช่วยคาซึยะเป็นคนแรกคือ อาคานิชิ จิน…ชายผู้นั้นรักคาซึยะมานานแล้ว’



อาคานิชิ จิน ได้โปรด…จงเป็นบุรุษแห่งราชสำนักตามคำทำนายด้วยเถิด นางขอแลกด้วยชีวิตเพื่อเป็นการวิงวอน


…………………….



แม้ฤกษ์สำหรับพิธีสมรสจะเป็นเวลาที่แสงแรกของวันทอที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออก หากแต่คนในเรือนคาเมนาชิ และคนของราชสำนักต้องเริ่มเตรียมงานกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง งานนี้ยิ่งใหญ่นัก เนื่องจากเป็นพิธีสมรสพระราชทาน อีกทั้งฝ่ายหญิงยังเป็นถึงธิดาบุญธรรมในองค์กษัตริย์ ส่วนฝ่ายชายเป็นองครักษ์รักษาพระองค์ในองค์ชายรัชทายาท งานเลี้ยงจึงยิ่งใหญ่และเอิกเกริก



คาซึยะต้องตื่นตั้งแต่ดึก เพื่อทำผมและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดสำหรับเข้าพิธีแต่งงาน อันได้แก่กิโมโนแบบประยุกต์ดังที่เคยใส่ในงานเลี้ยงเมื่อครั้งต้อนรับคณะทูตจากคุโรคาวะ หากแต่เมื่อเป็นชุดที่สงวนไว้สำหรับเจ้าสาวเท่านั้น มันจึงมีเครื่องแต่งกายที่วิจิตรตระการตามากกว่านั้น ด้วยผ้าปักลายดิ้นทองเป็นรูปหงส์ผงาด ชายกระโปรงนั้นยาวละพื้น จนต้องให้นางกำนัลคอยช่วยยก และที่ครอบศีรษะซึ่งทำจากผ้าดิ้นทองเช่นเดียวกันก็ทั้งหนาและหนัก จนคาซึยะอดบ่นไม่ได้



“หนักจังท่านแม่ ไม่ใส่ไม่ได้หรือ” ท่านผู้หญิงมามิหัวเราะน้อยๆ สบตากับบุตรผ่านทางกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นภาพของคาซึยะผู้ซึ่งเคยซุกซนวิ่งเล่นเสียงดัง ณ บัดนี้กลายเป็นว่าที่เจ้าสาวเสียแล้ว



“อยากถอดหรือ เช่นนั้นต้องภาวนาให้ฟ้าสางเร็วๆ คนที่ถอดให้เจ้าได้ คือชายผู้โชคร้ายคนนั้น ไม่ใช่แม่”



“แล้วเมื่อไรฟ้าจะสาง…”



“ใจร้อนจริงลูกคนนี้ เสื้อผ้าก็ยังไม่เปลี่ยน ลูกจะให้ฟ้าสางบัดนี้ แล้วออกไปรับหน้าในชุดนอนของลูกน่ะหรือ เอ…หรือเพราะไม่เจอหน้ากันเสียสามวัน ก็อดใจไม่ไหวเสียแล้ว”



“ท่านแม่!” คาซึยะถึงกับร้องลั่น เมื่อมารดายังเอาแต่ยิ้ม



“แล้วนั่น กำไลข้อเท้า จะถอดไหม หรือจะใส่แบบนั้นไว้ตลอด” แล้วก็กลายเป็นว่าท่านผู้หญิงมามิถามเปลี่ยนเรื่องไปยังกำไลทองบนข้อเท้าขาวที่โผล่พ้นชายผ้าออกมา



“ใส่ไว้ไม่ได้หรือ”



“ถ้าใส่ไว้ให้เจ้าบ่าวดีใจ แม่ไม่ว่า แต่ถ้าใส่แล้วเขาแคลงใจก็ควรถอด ว่าอย่างไร จะใส่หรือถอด” และเพียงเท่านั้น คำตอบที่ได้รับจากบุตรคนเล็กก็ทำให้ท่านผู้หญิงมามิได้รู้เพิ่มอีกอย่าง



“ใส่…”



กำไลข้อเท้าชิ้นนี้ คือของกำนัลจากชายผู้นั้น…แล้วใครกันเล่า ที่ว่าองครักษ์ อาคานิชิ จิน ซึมกะทื่อ และจีบหญิงไม่เป็น หรือถ้าจะบอกอีกอย่าง ก็ต้องบอกว่า อาคานิชิ จิน รู้จักจีบ อย่างที่ไม่ทำให้ผู้ใหญ่นึกขุ่นนั่นเชียว
.

.

.

.

.

‘เจ้าพี่! รู้ไหม สมัยก่อน ทาคิซาวะใช้กำไลข้อเท้าเป็นของหมั้นด้วย’ เด็กตัวน้อยหันมาบอกเสียงดัง ในมือยังมีหนังสือเก่าคร่ำคราจนเป็นสีเหลือง บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวเพิ่งค้นพบความรู้ใหม่จากหนังสือเล่มนี้เอง



‘ใช่ ไม่เพียงแค่ทาคิซาวะหรอก แต่คุโรคาวะก็ด้วย อาณาจักรแถบนี้ สมัยก่อนเขาก็ใช้กำไลข้อเท้าเป็นของหมั้นกันทั้งนั้น แต่สมัยนี้มาใช้กำไลข้อเท้าหมั้นล่ะก็ คงเชยดีพิลึก’ เจ้าตัวน้อยยิ้มเจ้าเล่ห์ เหลือบตาไปยังเด็กหนุ่มที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ไม่ไกล ก่อนจะหันมาทูลถวาย


‘แต่ข้าอยากเห็นคนเชย’ ว่าแล้วก็วางหนังสือในมือลงข้างกาย ก่อนจะลุกขึ้นวิ่งตุบตับไปหาเด็กหนุ่มที่ยังสนอยู่เพียงการอ่านหนังสือเท่านั้นเอง


‘จิน! ท่านรู้ไหมว่ากำไลข้อเท้าเป็นของหมั้น! ตอนท่านแต่งงาน ท่านใช้กำไลข้อเท้าหมั้นนะ!’ เด็กหนุ่มยังคงมีสีหน้าไม่เข้าใจกับคำบอกเล่า แต่เจ้าตัวน้อยค้ำสองแขนกับหน้าขาเขา กลับมุ่งมั่นจะให้เขารับคำเสียให้ได้ ว่าจะหมั้นคนรักด้วยกำไลข้อเท้า


‘สัญญาซี! สัญญาว่าจะหมั้นด้วยกำไลข้อเท้า’


‘ได้’ สัญญาคือสัญญา สัญญาคือสิ่งที่ต้องทำให้กลายเป็นความจริง

………………..



ทันทีที่แสงตะวันแรกทอประกายสีทองบนขอบฟ้า กลีบดอกไม้ก็ถูกเหล่านางกำนัลโปรยตามทางเดินจากเรือนอาคานิชิ มายังเรือนคาเมนาชิ จากนั้น จึงเป็นเสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้าน และขบวนของตระกูลอาคานิชิ ที่ประกอบด้วยบิดา มารดา และต้นตระกูลทั้งหลายที่เดินนำเจ้าบ่าวในชุดดั้งเดิมของทาคิซาวะอันได้แก่ฮากามะสีดำสำหรับพิธีการไปตามทางที่มีนางกำนัลหญิงโปรยดอกไม้เอาไว้



จนถึงเรือนคาเมนาชิ ผู้ใหญ่ของสองตระกูลจึงได้ทักทายกัน ก่อนที่คาซึยะจะถูกพาออกมาที่โถงเรือน เพื่อเริ่มพิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษของสองตระกูล และราชวงศ์ทาคิซาวะด้วยดอกไม้และธูป รวมถึงสำรับอาหารคาวหวาน แล้วจึงยกน้ำชาถวายองค์กษัตริย์และองค์ราชินีผู้เป็นประธานในพิธี



“รักกันให้มากดังที่รักชีวิตเจ้าเอง มั่นคงให้มากดังที่ขุนเขามั่นคงกับแผ่นดิน โกรธเคืองสิ่งใด จงปล่อยให้มันชะล้างไปดังสายน้ำเซาะโขดหิน ยามใดเหน็บหนาว ทุกข์ระทม จงให้ความอบอุ่นกันและกัน ดังที่กองไฟให้ไออุ่นกับอากาศ ขอให้ชีวิตคู่ของพวกเจ้าจงมีความสุข” องค์กษัตริย์ตรัสให้พร อย่างที่ทำให้คาซึยะน้ำตาซึม



“องครักษ์อาคานิชิ เราฝากลูกของเราไว้กับหัวใจของเจ้า อย่าทอดทิ้ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น…คาซึยะ เมื่อลูกวางชีวิตไว้กับหัวใจชายผู้นี้ จงอย่าทำให้หัวใจของคนที่เจ้ารักเจ็บปวด จงดูแลและทะนุถนอมมัน มีความสุขให้มาก” องค์รานีตรัสทั้งน้ำพระเนตรด้วยความปิติ



หลังการยกน้ำชาเพื่อทำความเคารพองค์กษัตริย์และองค์ราชินี รวมถึงบิดามารดาของทั้งสองตระกูลและแขกเหรื่อที่มาร่วมงานแล้ว สิ่งที่คาซึยะเฝ้ารอคอยเสียนาน ก็คือการที่ร่างสูงจะถอดผ้าคลุมศีรษะออกให้



“อยากใส่สีดำแบบนี้” เสียงเบาจากคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ท่ามกลางความเงียบในห้องโถงนั้น ทำเอาจินต้องเลิกคิ้วเล็กน้อย สบตาเข้ากับคนที่เหลือบมองมาจากใต้ผ้าคลุม ก็นึกขำกับเจ้าสาวของเขา…ไม่ว่าเมื่อไร คาซึยะก็ยังเป็นคาซึยะที่ไม่รับกฎระเบียบเช่นเคย ชายหนุ่มค่อยๆยกที่ครอบศีรษะออกอย่างแผ่วเบา จึงได้เห็นคนที่เขาไม่สบหน้าถึงสามวันเต็ม



ถือเป็นอันเสร็จพิธีสำหรับงานสมรสตามประเพณีดั้งเดิม จะเหลือก็แต่พิธีที่ได้รับและประยุกต์มาจากตะวันตก ซึ่งเป็นงานเลี้ยงในพระราชวัง และมีงานเฉลิมฉลองที่ใจกลางเมือง



ผู้คนที่มาร่วมพิธีเริ่มขยับขยายกันออกจากโถงเรือนคาเมนาชิ เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า สำหรับมาร่วมงานเลี้ยงในยามเย็น ส่วนตระกูลอาคานิชิจะยังคงรออยู่ที่เรือนคาเมนาชิเลย



“โนบุทากะ พาท่านอาคานิชิไปที่ห้องพักผ่อนที ท่านอาคานิชิจะได้เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ท่านนากามารุจะตามเพื่อนไปก็ได้นะคะ” ท่านผู้หญิงมามิเข้ามาบอกกล่าว ทางเรือนคาเมนาชิเตรียมห้องพักไว้ให้สำหรับตระกูลอาคานิชิแล้ว สำหรับการพักผ่อนในช่วงบ่าย ก่อนจะไปที่ตำหนักซึ่งได้รับพระราชทานจากองค์กษัตริย์ให้เป็นที่จัดงานเลี้ยงในยามเย็น พร้อมกัน



“ขอบคุณมาก ท่านผู้หญิง”



“คาซึยะ ลูกต้องมาเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย” หากแต่คนเป็นลูกยังจับจ้องชุดฮากามะสีดำของผู้ที่รับสถานะสามีอย่างไม่วางตา ให้ท่านผู้หญิงมามิต้องตีแขนเบาๆ



“มาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย คาซึยะ” จินต้องอดใจไม่ได้ยิ้ม เมื่อเห็นร่างโปร่งยอมเดินตามมารดากลับเข้าไปในเรือนอย่างที่ยังเอาแต่อาลัยอาวรณ์กับเครื่องแต่งกายสีดำที่ชอบ



“เช้าวันนี้อะไรก็สดใส ว่าไหมเพื่อนรัก” ยูอิจิกลั้นใจอยู่นาน รอจนเจ้าของเรือนอย่างท่านผู้หญิงมามิจากไปแล้ว จึงได้หันมาหยอกล้อเพื่อนสนิท ซึ่งยังเอาแต่ส่งสายตาที่แอบเห็นแววหวานเชื่อมทอดตามคนที่ลับร่างกลับเข้าไปในเรือน



“เจ้าเอง วันนี้ก็ตื่นเช้าไหวหรอกหรือ” จินหันมาถามเพื่อนเป็นการเปลี่ยนเรื่อง



“งานของหญิงงาม มีหรือ ข้าจะไม่ไหว… ว่าแต่ เจ้าเตรียมพร้อมสำหรับคืนนี้หรือยัง” หน้าทะเล้นร้ายของยูอิจิ ทำเอาจินต้องขมึงตาดุๆใส่ ให้คนถามหัวเราะร่วนถูกใจ


“ข้าหมายถึงงานเลี้ยงคืนนี้ต่างหาก…นี่แหละหน่า เขาถึงว่ากันว่า ผู้ชายเงียบน่ะ ร้ายลึก…” จากนั้นจึงหันไปขอให้ คาเมนาชิ โนบุทากะผู้เป็นเจ้าบ้านนำไปยังห้องพักผ่อน ทิ้งไว้เพียงเพื่อนผู้เป็นเจ้าบ่าวที่ได้แต่ส่ายหน้าระอา ก่อนจะหมุนกายเดินตามไป


…………………………


งานเลี้ยงยามค่ำถูกจัดขึ้นที่ตำหนักหลวง เป็นงานดังตะวันตก ที่ทาคิซาวะรับมาได้นับสิบปีแล้ว ผู้คนมากมายกว่าตอนงานประเพณีช่วงเช้า เนื่องจากมีทั้งแขกของบิดามารดา และขุนนางนายทหารในรั้ววัง คาซึยะที่เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว และยังคงไม่พอใจในการแต่งกายของตัวเอง หาใช่อื่นใด แต่เป็นเพราะฝ่ายร่างสูงต่างหาก ที่ได้แต่งชุดที่ตนอยากแต่ง!



“เจ้าบ่าวต้องใส่ชุดสีดำตลอดงานเลยหรือ” ด้วยอารมณ์พาลเล็กน้อย ยามเดินเคียงกันเข้ามาในงาน คาซึยะจึงอดไม่ได้ ที่จะถามชายหนุ่มข้างกายที่อยู่ในชุดข้าราชการองครักษ์ดังที่เคยใส่เมื่อครั้งงานเต้นรำ



“เจ้าช่างพาล นี่ชุดประจำตำแหน่งหรอก” จินอดยิ้มไม่ได้ เมื่อเห็นใบหน้าหวานงองุ้ม



“ข้าก็เป็นข้าทาสในองค์ชายรัชทายาท เหตุใดจึงไม่มีชุดประจำตำแหน่งบ้าง ประเดี๋ยวจะไปเรียกร้องเสียหน่อย” จะสีใดก็ได้ คาซึยะว่าชุดข้าราชการนายทหารสีเขียวหม่นนั่นก็งาม แต่สีดำขององครักษ์งามกว่า แต่แดงเลือดนกของพวกกรมคลังก็เข้าท่าหรอก อ้อ สีน้ำเงินเข้มของกรมการท่าก็ใช้ได้ทีเดียว



“ข้าจะคอยชมเจ้าแล้วกัน ไปเถอะ” ปลายนิ้วยาวเพียงแตะเล็กน้อยที่ข้อศอกของคนที่อยู่ในชุดสีขาวยาวละพื้น จนต้องมีข้ารับใช้สองคนคอยระวังหลัง ไม่ให้มีใครมาเหยียบเข้า จะว่าอย่างไรก็ตาม แม้คาซึยะจะชอบสีดำ หากแต่เมื่ออยู่ในชุดขาวแบบนี้แล้ว ยิ่งขับผิวและความงดงามยิ่งนัก



คนทั้งคู่เดินผ่านซุ้มโค้งประตูเข้ามายังโถงจัดงาน พลันนั้นเสียงปรบมือก็กึกก้องเป็นการต้อนรับ บทเพลงบรรเลงจากวงดนตรีชั้นนำของเมืองดังคลอระหว่างที่บ่าวสาวเดินเคียงกันไปยังบัลลังก์ขององค์กษัตริย์และราชินีเพื่อถวายบังคม



และเพียงบัดนั้น ดนตรีก็โหมกระหึ่ม พร้อมกับกลีบดอกไม้ที่โปรยปรายดังรับขวัญคู่สามีภรรยาคู่ใหม่ของราชสำนัก


“ช้าๆหน่อย ข้าก้าวไม่ทัน กระโปรงมันยาว” ร่างโปร่งเอ่ยปากบอกเสียงเบา ขณะอยู่ในอ้อมแขนของร่างสูง ท่ามกลางเพลงบรรเลงที่คุ้นเคย เพลงที่มีอายุเก่าแก่ และหาฟังได้ยากนัก หากแต่เป็นเพลงที่คาซึยะชอบนักหนา


“อย่ากังวล เงยหน้ามองข้า ข้าจะก้าวให้ช้าลง” จินกล่าว แล้วยิ้มให้กับคนที่เงยมองหน้าเขา คาซึยะหัวเราะเบาๆ ให้อีกฝ่ายต้องเลิกคิ้วด้วยความสงสัย



“คิดถึงสมัยก่อน ข้าเคยเต้นรำกับท่านเช่นนี้ ข้าเหยียบเท้าท่านเท่าไร ท่านก็ไม่บ่นสักคำ แต่พอเต้นเสร็จ ท่านก็ไปนั่งลูบเท้าอยู่มุมหนึ่ง ส่วนข้าก็ถูกเจ้าพี่ดุใหญ่” เพราะคาซึยะทำให้อาคานิชิ จินเจ็บอยู่บ่อยๆ เดี๋ยวก็ทำให้ปวดหัว เดี๋ยวก็ทำให้เป็นแผล ตกน้ำตกท่า จึงไม่แปลกเลย หากจะทำให้ คาซึยะในวัยนั้น พยายามกันตัวเองออกมา เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายโชคร้ายไปมากกว่านั้นอีกแล้ว



“แต่เดี๋ยวนี้เจ้าเต้นเก่งขึ้นมาก” ชายหนุ่มเอ่ยชม ให้คาซึยะยิ้มกว้าง



“คงเพราะสงสารคู่เต้นรำกระมั้ง” คนทั้งคู่เต้นรำได้เพียงเพลงเดียว คาซึยะก็ขอพัก เพราะกระโปรงยาวนั้นสร้างความลำบากในการเคลื่อนไหวเหลือเกิน จินและคาซึยะออกมาจากลานเต้นรำ และคาซึยะก็เหลือบเห็นพระเชษฐาที่กำลังทอดเนตรมาพอดี



“เจ้าพี่” ร่างโปร่งก้าวเร็วๆเข้าไปหา พร้อมรอยยิ้มกว้าง มีร่างสูงก้าวตามหลัง อย่างที่ยูอิจิซึ่งยืนอยู่หลังองค์ชายหนุ่ม อดไม่ได้ที่จะกระซิบกระซาบถวาย



“อย่างนี้เห็นที องครักษ์อาคานิชิคง ‘เมียเดียว’ จนวันตายพระเจ้าค่ะ” เพราะดูท่าแล้วคงไม่กล้าหือหาเมียเล็กเมียน้อยหรอก แค่จังหวะการก้าวเดินยังให้ภรรยาเดินนำเลยนี่



“ก็ลองหลายเมีย เราจะไม่เลี้ยงเอาไว้เป็นองครักษ์อีกเลย!” องค์ชายหนุ่มตรัสดุ ให้ยูอิจิต้องสงบปากสงบคำ พอดีกับที่คาซึยะก้าวถึงกายพี่ชาย



“เจ้าพี่หล่ออย่างที่ตรัสจริงด้วย”



“เจ้าก็ไม่ทำให้ใครอกแตกตายเหมือนกัน คาซึยะ” องค์ชายฮิเดอากิล้อน้องน้อย เมื่อพบว่าคาซึยะอยู่ในชุดที่สม ‘เจ้าสาว’ และไม่ซุกซนอย่างที่องค์นึกหวั่น



“ของรับขวัญงานแต่งน้องเล่า” คาซึยะถาม ก่อนจะแบมือออกมาตรงหน้า ให้พระเชษฐาถึงกับส่ายพระพักตร์ด้วยความระอา แล้วจึงพระราชทานสาสน์ลงบนมือเล็ก ให้คนขอถึงกับงุนงง



“สาสน์นี้คือของรับขวัญของพี่ อย่าเพิ่งแกะเชียว เจ้าต้องรับสาสน์ของชายอีกคนหนึ่งก่อน เขาอุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่องานนี้ทีเดียวเชียว…จริงไหม องค์ชายชินเร” ว่าแล้วจึงเบี่ยงองค์ ให้น้องได้พบชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้มีนัยน์ตาพร่างพรายและแสนเจ้าชู้ องค์ชายชินเรแห่งราชสำนักคุโรคาวะ



“องค์ชาย…ถวายบังคมเพคะ ไหนส่งสาสน์มาว่าติดภารกิจอย่างไร”



“เร่งกิจเพื่อสตรีงามแห่งทาคิซาวะโดยเฉพาะอย่างไรล่ะ นี่ก็เฆี่ยนพวกลูกเรือให้ด่วนที่สุดที่ทำได้ มีทหารตายคาบังเหียนเรือมาแล้วหลายศพ” องค์ชายรัชทายาทลำดับที่สามแห่งคุโรคาวะยังคงเดิม คือวาจาที่ชวนให้ต้องยิ้มกว้าง



“ขอบพระทัยเพคะ” เอาเข้าจริงแล้ว คาซึยะรู้สึกว่าชายผู้นี้ไม่ได้มีพิษภัยเท่าไรนัก หากจะว่าไป แค่เพียงชอบหยอกล้อ และพระเนตรพระกรรณแพรวพราวกับสตรีไปหน่อยเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่น นับได้ว่าดีเยี่ยมทุกอย่างเชียว



“นี่เป็นของรับขวัญคู่แต่งงานใหม่สำหรับเจ้า แม่หญิงคาซึยะ…อ้อ องครักษ์อาคานิชิ เราไม่ขอเรียกแม่หญิงคาซึยะว่าแม่หญิงอาคานิชิหรอกนะ นางงามเกินกว่าจะเป็นของเจ้าคนเดียว เราเองก็อยากชื่นชมนาง เพราะฉะนั้น จะขอเรียกนางว่าเป็นแม่หญิงคาซึยะของเราตลอดไปแล้วกัน” อ้อ แล้วพระองค์ก็ทรงชอบหยอกองครักษ์ผู้เงียบขรึมเป็นนิจด้วย



องค์ชายชินเรพระราชทานสาสน์อีกฉบับให้แก่คนตรงหน้า ก่อนจะเบือนพระพักตร์ไปทาง อดีตศัตรูหัวใจของพระองค์



“ว่าแล้วก็ขอคุยด้วยหน่อยแล้วกัน องครักษ์อาคานิชิ… เรากับเจ้า มีเรื่องต้องตกลงกันด้วย” คาซึยะมององค์ชายหนุ่มที่แยกไปคุยกับชายผู้เงียบขรึมอยู่อีกมุมหนึ่ง ไม่รู้รับสั่งเรื่องอะไร จึงต้องเป็นความลับกับเขาถึงเพียงนี้



“แม่หญิงคาซึยะ…” เสียงเรียก ทำให้เจ้าของชื่อต้องหันมอง เห็นยูอิจิยืนยิ้มกว้าง ก่อนจะหันไปเรียกนายทหารที่อยู่อีกมุมหนึ่ง ให้วิ่งเข้ามาพร้อมกรอบรูปสีทองอร่าม



“นี่เป็นของขวัญรับแม่หญิงเป็นภรรยาของเพื่อนข้า โปรดรับเอาไว้ด้วย…” ยูอิจิยังยิ้ม ขณะพลิกกรอบรูปให้หันหน้าขึ้น เพื่อเผยรูปที่ถูกใส่ไว้



มันเป็นรูปวาดเสมือนจริง ดังที่นิยมกันในตะวันตก สำหรับทาคิซาวะที่ชื่นชอบรูปวาดธรรมชาติแล้ว รูปวาดเสมือนจริงภาพคนสองคนจึงหาได้ยากยิ่ง



“ข้าพยายามสุดความสามารถ แต่แม่หญิงคาซึยะในรูปก็ยังงามไม่สู้ตัวจริง”



“ท่านวาดเองหรือ” คาซึยะถึงกับตาโต เมื่อพินิจแล้วพบว่าภาพวาดเสมือนที่มีตนและ ชายทื่ชื่อ อาคานิชิ จิน เคียงข้างกันนั้น ราวกับแกะออกมาจากหน้าพวกเขาสองคน



“แน่อยู่แล้ว” ยูอิจิภาคภูมิใจกับการลงแรงของตัวเองไม่น้อย ที่สละเวลาเที่ยวกลางคืนส่วนหนึ่งมาวาดรูปเสมือนของคนทั้งคู่ คาซึยะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้แบบตะวันตก ในกิโมโนแบบทาคิซาวะสีขาวสะอาดนั้นยิ้มบาง บนศีรษะปักปิ่นสีน้ำเงินลงมุก ส่วนที่ข้อเท้าข้างหนึ่งประดับด้วยกำไลข้อเท้าสีทองอร่าม ในขณะที่เพื่อนรักของเขายืนเคียงข้างในชุดข้าราชการองครักษ์สีดำ หน้าตาเรียบเฉย ทั้งอย่างนั้นในดวงตาคมก็ส่อประกายมีความสุข โต๊ะใกล้เคียงวางขนมพื้นเมืองที่คาซึยะชอบนักหนา และขาดไม่ได้ คือแสงแดดอ่อนสีทองอมส้มที่ลอดมาทางหน้าต่างด้านข้างโต๊ะ ที่ส่งผลให้รูปภาพดูอบอุ่นยิ่งนัก



“แต่ว่า…แม่หญิงจะหาว่าข้าอิจฉาเพื่อนก็ได้หรอก แต่ความจริงแล้ว ข้าแค่หมั่นไส้เพื่อนรักของข้าเท่านั้น ก็เลยแอบเติมริ้วรอยที่หางตาไปสามเส้นเท่านั้นเอง” ว่าแล้วองครักษ์อารมณ์สุนทรีก็ชี้นิ้วลงบนใบหน้าของชายหนุ่มผู้เงียบขรึมให้คาซึยะและองค์ชายฮิเดอากิทอดพระเนตรตาม



และก็เป็นจริงตามนั้น



หางตาของอาคานิชิ จิน มีริ้วรอยสามเส้นอันเกิดจากการลากพู่กันตวัดบางเบา ซึ่งนี่คงจะเรียกว่าเป็น ริ้วรอยแห่งความรักความสนิทสนมของเพื่อนที่ชื่อ นากามารุ ยูอิจิก็ได้กระมั้ง


……………


งานเลี้ยงสิ้นสุดลงในยามดึก ตระกูลคาเมนาชิ รวมถึงองค์กษัตริย์และราชินีต้องมาส่งคาซึยะเข้าหอ ซึ่งก็คือห้องพักผ่อนของ อาคานิชิ จิน ที่อาศัยมาทั้งชีวิต หากนับตั้งแต่บัดนี้ไป มันจะกลายเป็นห้องของคนทั้งคู่ไปจนกว่าจะถึงวันที่แยกจากกันด้วยการสิ้นอายุขัย



ประตูห้องถูกปิดลงแล้ว เมื่อพี่ชายอย่าง คาเมนาชิ โนบุทากะให้พร ทิ้งไว้เพียงคนทั้งคู่ที่หันมองกันอย่างเก้กัง ด้วยไม่รู้จะพูดอะไรก่อนดี



คาซึยะก็ว่าตัวเองเก่งกล้ามาเสียมาก แต่พอเหลือบตาเห็นฟูกที่ปูคู่กับบนพื้นแล้ว ก็ชวนให้หวั่นวิตกกับเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้น แต่…เป็นผู้ชาย คืนนี้เป็นชาย… อาคานิชิ จิน จะทำอะไรลงอยู่หรอกหรือ



แต่พลันนั้น อ้อมแขนอบอุ่นก็ซ้อนกอดจากทางด้านหลังอย่างที่ทำเอาคนกำลังคิดกังวลถึงกับสะดุ้งเฮือก



“จ…จิน…” และเพียงแค่หันไปมอง สัมผัสบางเบ้าก็เข้าแนบประทับกับกลีบปากของตัวเอง คาซึยะเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ยามที่ความอุ่นร้อนนั้นเคลื่อนไหวไปมาบนริมฝีปากตัวเอง ชวนให้จิตสำนึกทั้งมวลล่มลงเสียแต่เสี้ยวเวลานั้นเอง



คาซึยะได้แต่ปล่อยให้ถูกจุมพิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนอีกฝ่ายถอนริมฝีปากจากไปคลอเคลียอยู่ที่ผิวแก้ม ร่างโปร่งจึงได้แต่ขืนตัวออก แล้วบอกเสียงแผ่วเพราะยังหายใจไม่ทัน


“กลัวหรือ…หรือคิดถึงเรื่องนั้น” เรื่องที่คาซึยะถูกล่วงเกินยามอยู่คุโรคาวะ จินรู้ดีว่ามันลืมได้ยากเต็มทน หากคาซึยะยังคงลืมมันไม่ได้ เขาก็พร้อมจะรอคอยและช่วยเยียวยา



“ป…เปล่า เพียงแต่…คืนนี้…ข้า…ข้าเป็นชาย…” ทว่าแม้ตั้งใจจะรอคอย แต่จินกลับยังเล็มไล้ผิวแก้มด้วยความคิดถึง กลิ่นหอมของผิวเนื้อชวนให้หวั่นใจลึกๆว่าอาจจะเก็บกดความรู้สึกต่อไปไม่ไหวอีกแม้เพียงครู่เดียว และยิ่งเมื่อได้ยินคำปฏิเสธ พร้อมเหตุผลที่ร่างโปร่งบอกแล้ว ก็เหมือนความยับยั้งช่างใจทั้งหมดจะขาดลง


“แล้วอย่างไร เป็นชายแล้วเจ้าไม่ใช่คาซึยะหรือ”



“ก็…” ร่างทั้งร่างถูกพลิกเข้ามาให้หันหน้าสบตากับคนร่างสูงกว่า อาคานิชิ จินยิ้มบางจุมพิตเบาๆลงกับปลายจมูกรั้น



“ข้าเคยบอกเจ้าแล้ว ว่าสำหรับข้า เจ้าคือคาซึยะ…ไม่ใช่หญิง หรือชาย” เพียงเท่านั้น ก็เหมือนหัวใจที่เคยแข็งกร้าวจะไหวยวบลงกับความอบอุ่นที่ส่งทอดมาให้ ทั้งจากอ้อมแขนแข็งแรง จากรอยจูบเบาบาง และเสียงกระซิบที่ดังคลอในค่ำคืนแห่งการเริ่มต้น



เสียง…ที่แม้แต่คาซึยะซึ่งกำลังตกประหม่า และอยู่ในอ้อมกอดของความรัก ก็ยังจับใจความไม่ได้
.

.

.

.

.

‘แต่งงานหรือ!! ไม่เอาหรอก! แต่งงานก็ต้องอยู่แต่ในเรือนน่ะซี ข้าอยากไปเที่ยวนี่นา’ เด็กน้อยแก้มยุ้ยร้อง ขณะที่ขนมยังเต็มปากทันทีที่ได้ยินพระเชษฐาตรัสเรื่องพิธีสมรสเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมาของหญิงสูงศักดิ์ในราชสำนัก


‘เจ้าก็หาสามีคนเรืออย่างไร จะได้พาเจ้าล่องไปเสียทุกที่เลย’


‘เอ แล้วถ้าข้าอยากเที่ยวบนบกเล่า อย่างนี้ก็ต้องแต่งงานกับหลายคนใช่ไหม’ เด็กน้อยนั้นแสนซื่อ และนั่นทำเอาองค์ชายรัชทายาทถึงกับสรวล


‘เป็นหญิงจะแต่งงานหลายครั้งได้อย่างไร’ แล้วคนที่นั่งเงียบมาเสียนานก็เปิดปากพูด อย่างที่ทำเอาคาซึยะต้องหันมอง



‘เป็นชายเท่านั้น จึงจะแต่งงานหลายครั้งได้หรือ งั้นข้าเป็นชาย…’



‘หือ พูดอะไรแบบนั้น เจ้าเลือกไม่ได้ว่าจะเป็นชายหรือหญิง’ แล้วก็ดูเหมือนทั้งผู้ติดตามขององค์ชายรัชทายาทและพระขนิษฐาจะเริ่มเถียงกันเรื่องชายหญิงเสียแล้ว พระองค์เลยต้องไกล่เกลี่ยเสียก่อนที่น้องน้อยจะงอน


‘นี่อย่างไร คาซึยะ… จินพายเรือเป็น ขี่ม้าก็ได้ ถ้าเจ้าแต่งกับจิน ก็ไม่ต้องแต่งเสียหลายๆครั้ง ยามจะท่องทะเล ก็ให้จินพายเรือ ยามจะเที่ยวบนบกก็ให้จินขี่ม้า สบายใช่ไหมล่ะ’



หากแต่องค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิไม่ทรงทราบมาก่อนเลย ว่าคำตรัสในวัยเยาว์ จะกลายเป็นความจริงในอนาคตเช่นนี้

……………………


สวัสดีค่า ตอนนี้รายงานเริ่มเข้าขั้นบรรลุแล้ว ตั้งใจจะส่งวันจันทร์หน้านี้ (เพื่อเอาปิดเทอมคืนมา!!!)

แต่หลังจากส่งรายงานแล้ว ก็ยังมีหลายอย่างที่ต้องทำ แหะแหะ เพราะงั้น สัญญาว่า จะเป็นหนึ่งอาทิตย์ ต่อหนึ่งตอน ไปก่อน แต่ถ้ามาลงเร็วขึ้นได้ จะมาลงค่ะ

ขอบคุณสำหรับคนที่คิดถึง ห่วงใย อ่าน คอมเม้นท์

ช่วงนี้ทอคไม่ออก วันๆทำแต่รายงาน มีคนบอกว่ามีรายงานเหมือนกัน เรามาสู้ด้วยกันนะคะ ส่วนใครมีปิดเทอม ฝากปิดเทอมด้วย ส่วนพี่ๆที่ทำงานกันแล้ว ก็…ตั้งใจทำงานนะคะ ฮาฮา เดี๋ยวบัวปิดเทอมเผื่อ หลังส่งรายงาน

ไปปั่นต่อ สู้ตาย วะฮาฮา!!!

เจอกันอาทิตย์หน้า ไม่สัญญาว่าเป็นวันอะไร ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ แต่อาทิตย์หน้าชัวร์!! (กับเรื่องหลังแต่งงาน โฮะ โฮะ โฮะ)


Secret

TrackBackURL
→http://dezair.blog124.fc2.com/tb.php/89-bcadfcae