FIC : ณ สัตยาแห่งรัก
AKANISHI JIN X KAMENASHI KAZUYA
By : Dezair
……………………..

บทที่ 8



เสียงหอบกระชั้นดังคลอ ขณะที่คาซึยะยังหลับตาด้วยความเหนื่อยอ่อน ผิวแก้มสัมผัสถึงความอบอุ่นของริมฝีปากที่แนบประทับไม่ห่าง ผิวเนื้อยังถูกลูบไล้ด้วยฝ่ามือหยาบกร้าน และร่างกายยังแนบชิดกันเสียทุกสัดส่วน



“คาซึยะ” เสียงเรียกดังอยู่ข้างหู ให้ต้องปรือตาขึ้นมองอย่างล้าแรง ไม่รู้ชายผู้นี้ไปเอากำลังมาจากที่ใดมากมาย ทั้งๆที่คาซึยะเหนื่อยจนแม้แต่เสียงยังไม่อาจเล็ดรอดออกมาได้ แต่อาคานิชิ จิน ยังทำได้แม้กระทั่งลากมือลงไปยังส่วนที่หมิ่นเหม่ที่สุด



“ง่วงหรือ” ร่างโปร่งได้แต่พยักหน้ารับคำ ได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบากลับมา ก่อนจะกลายเป็นรอยประทับบนกลีบปาก ให้ต้องยกมือขึ้นดันอกหนาเป็นการปรามให้หยุดเสีย ไม่เช่นนั้นแล้ว เรื่องบางเรื่องที่ดำเนินมาค่อนคืน คงได้ดำเนินต่อไปจนเช้า ผู้ชายคนนี้ไม่เห็นใจกันบ้างเสียเลย



“พอแล้ว” บอกได้เพียงเท่านั้น แต่คาซึยะยังเห็นรอยยิ้มในดวงตาคมที่ทอดมองเขาอยู่



“แต่ข้ายังไม่พอ”



“ท่านต้องไม่ใช่ อาคานิชิ จิน ตัวจริง” คาซึยะได้แต่บอกเสียงแผ่ว เมื่ออีกฝ่ายเลื่อนใบหน้าลงต่ำไปฝากฝังรอยจุมพิตร้อนผ่าวลงกับซอกคอขาว ฝ่ามือหนานวดเฟ้นอยู่ที่ต้นขาชวนให้หวามไหว และที่สำคัญเหนืออะไรทั้งหมด คือร่างกายที่แนบชิดจนสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่เรียกร้องไม่สิ้นสุด



ใบหน้าคมเงยจากซอกคอขาวหอมกรุ่น ก่อนจะยิ้มบาง



“เจ้าต่างหากที่เปลี่ยน คาซึยะ… จากคนที่ห่างไกล กลายมาเป็นคู่ชีวิต จะให้อาคานิชิ จิน ปฏิบัติตัวเช่นเดิมกับเจ้าได้อย่างไร” มือหนาลากไล้จากสะโพกโค้ง เข้าสู่เบื้องหลังที่ซุกซ่อนช่องทางร้อน ก่อนที่นิ้วยาวแกร่งจะสอดแทรกเข้าไปในส่วนที่แม้แต่คาซึยะเองยังไม่เคยสัมผัส ร่างโปร่งแอ่นกายด้วยความเสียวซ่านกับอารมณ์หวามที่ควรจะจางหาย หลังจากได้พักเพียงครู่ หากแต่เมื่อถูกปลุกเร้า มันกลับทบทวีอย่างรวดเร็ว เสียงครางแผ่วเบาบอกให้รู้ว่าร่างกายที่เหนื่อยอ่อน กำลังเรียกร้องความรักจาก ‘คู่ชีวิต’ เช่นกัน



“อ๊ะ…จิน…ไม่…อื้อ” ในขณะที่เบื้องล่างกำลังถูกชำแรกลึก ยอดอกข้างหนึ่งกำลังถูกโลมไล้ด้วยปลายลิ้นและความอุ่นร้อนของโพรงปาก คาซึยะไม่รู้จะหลบเลี่ยงส่วนใดดี สองมือได้แต่กำจิกกับฟูกหนา แอ่นกายให้อีกฝ่ายลิ้มลองทุกอณูผิว ยิ่งริมฝีปากหนาลากลงต่ำ สติทั้งหมดก็แทบจะหลุดลอย



“ยะ…อย่า จิน อื้อ ต…ตรงนั้น อ๊ะ” ส่วนแข็งขืนที่บอกให้รู้ว่าค่ำคืนนี้ คาซึยะเป็นชาย กำลังถูกครอบครองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ในขณะที่ช่องทางเบื้องหลัง ซึ่งรับความรักทุกหยาดหยดจากร่างสูงมาตั้งแต่กลางดึก บัดนี้ก็ยังถูกรังแกไม่ห่าง



“มะ…ไม่ไหว…จิน อื้อ!!” ได้แต่ยกมือปิดปากกั้นเสียงร้องอันแสนน่าอายนั้น หากแต่มือหนาอีกข้างกลับรั้งมันออก ขณะเคลื่อนกายขึ้นมาสบดวงตาเรียวที่ชื้นฉ่ำเพราะหยาดน้ำใส



“ข้าอยากฟังเสียงเจ้า” ดวงตาเรียวเบิกโพลง เมื่อนิ้วยาวถูกถอดถอนออกไป แล้วแทนที่ด้วยบางสิ่งบางอย่าง ที่แม้ตลอดคืนจะรับเข้ามาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งของการตอบรับ กลับเป็นความอึดอัดและคับแน่น จนต้องกรีดร้อง




“อ๊ะ!! อื้อ!!!!” สองมือถูกสอดประสานด้วยฝ่ามือหนา ให้คาซึยะไม่อาจยกมันขึ้นบดบังเสียงใดๆได้อีก ได้แต่จิกเล็บลงกับมือที่กอบกุม เหงื่อเม็ดเล็กผุดพรายกับความทรมานที่แสนหวาบหวามนั่น จินได้แต่ยิ้มบาง จูบซับเบาๆบนปลายจมูก ก่อนจะคลอเคลียซับน้ำใสที่หางตา



“เจ้าเก่งมาก” มันเป็นคำชมเชยที่คาซึยะได้ยินนับตั้งแต่การล่วงล้ำครั้งแรก หากแต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้ แต่เสียงทุ้มก็ยังชมเชยไม่ห่าง ทว่า…ร่างโปร่งรู้ดีว่าคล้อยหลังคำชมนี้ สิ่งใดจะตามมา ใบหน้าหวานแดงก่ำ หอบหายใจเหนักหน่วง ขณะรับบางสิ่งเข้ามาในกาย แต่เมื่อทั้งหมดนั้นฝากฝังลงกับร่างกายนี้ได้แล้ว กลับยิ่งทำให้หายใจลำบากมากกว่าเดิม



“ท่าน…ท่าน…ลามกที่สุด” ไม่รู้จะว่ากล่าวสิ่งใด จากชายผู้เฉยชา กลายเป็นชายมากกำหนัดในคืนเต่งงาน หมกมุ่นอยู่แต่กับร่างกายของเขาไม่ห่าง ทั้งๆที่เป็นชายเหมือนกันแท้ๆ แต่ทำไมยัง…



“นั่นเพราะเจ้าคนเดียว คาซึยะ…” สิ้นประโยค การเคลื่อนไหวระลอกใหญ่ก็ตามมา คาซึยะได้แต่ครางเครือไปกับการขับเคลื่อนของร่างกายเบื้องบน รอรับความสุขจากอารมณ์ไหวหวานที่แฝงมากับความอึดอัด รอคอยจุมพิตร้อนผ่าวที่ฝากฝังลงทุกซอกมุม จนกระทั่งการอัดกายกระแทกในครั้งสุดท้าย ที่รีดไอรักทุกหยาดหยดให้ทะลักทลายออกมา อารมณ์บีบรัดส่งผลให้ร่างบอบบางหยัดเกร็งด้วยความทรมานที่แสนหวาน และเร่งเร้าให้ช่องทางภายในรัดรึงส่วนแข็งขืนที่ฝังค้างเอาไว้ เป็นผลให้แม้แต่อาคานิชิ จินเอง ก็อดทนกับความร้อนรุ่มนั้นไม่ไหว ก่อนจะฝากฝังอารมณ์รักลงกับร่างในอ้อมแขนจนหมดสิ้น



“อ่า…” เสียงหอบไม่ทันจางหาย หากแต่คนเบื้องบนกลับเริ่มบทรักครั้งใหม่ พร้อมกับเสียงกระซิบเรียกชื่อแผ่วหวาน ที่ดังคลอริมหู หากแต่ในความเหน็ดเหนื่อย กลับทำให้ร่างโปร่งไม่อาจรับรู้อะไรได้อีกแล้ว ไม่รับรู้แม้กระทั่งรอยยิ้มอ่อนโยนที่อีกฝ่ายมอบให้ยามตระกรองกอดแนบอก ไม่รับรู้แม้กระทั่งจุมพิตที่แนบประทับกับผิวแก้ม และไม่รับรู้แม้กระทั่งคำบอกรักหวานฉ่ำที่กระซิบข้างหู



คาซึยะได้แต่ปล่อยใจและกายไปกับการชักนำของคนเบื้องบน อย่างไม่อาจขัดขืน หรือแม้แต่จะร้องห้าม



…คนห่างไกลกับคู่ชีวิตนั้นแตกต่างกัน…



ถ้าเช่นนั้น คาซึยะก็จะตอบรับการเป็นคู่ชีวิตที่ดีที่สุดเพื่อทดแทนช่วงเวลาของการเป็นคนห่างไกล ตอบแทนความรักความทะนุถนอมของผู้ชายคนนี้ ไม่ว่าสักกี่ครั้งตลอดค่ำคืนนี้



ท่านจงรับรู้เอาไว้ อาคานิชิ จิน ท่านเองก็เปลี่ยนแปลงจากคนห่างไกลกลายเป็นคู่ชีวิตของข้าเช่นกัน


………………



ยามเช้าสดใสเสมอ นั่นคือการจำยอมรับชีวิตในแต่ละวันที่แสนเจ็บปวด ชีวิตที่น่าจะอยู่เพียงลำพังไปชั่วชีวิต หากแต่เช้านี้…



เช้านี้ มันช่างแตกต่าง แม้ไม่ลืมตา แต่ความอบอุ่นที่ถ่ายทอดผ่านใต้ผ้าห่ม ก็บอกให้รู้ว่าการที่ถูกกอดเกยเช่นนี้ นั่นหมายความว่า คาซึยะไม่ได้อยู่เพียงลำพัง



ร่างโปร่งกระพริบตาเล็กน้อย เพื่อปรับความคุ้นชินกับแสงจ้าที่ลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง แขนของใครบางคนยังโอบอยู่แนบเอว ในขณะที่อีกแขนสอดผ่านใต้คอรั้งกายเขาให้แนบชิดกับผู้ที่นอนซ้อนกอดอยู่เบื้องหลัง คาซึยะหันไปมองเพียงเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง ที่เห็นอีกฝ่ายยังหลับอยู่



ไม่คิดหรอก ว่าจะมีวันเวลาเช่นนี้ คาซึยะไม่ได้นอนร่วมห้องกับใครมาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะความลับที่ต้องปกปิดแบบนี้ แม้กระทั่งกับพี่ชายอย่างโนบุทากะ ก็ยังไม่เคยเลยสักครั้ง ทว่า… ผู้ชายคนนี้กลับได้อภิสิทธิ์นั้นไป หากจะว่าไปแล้ว ก็น่าหมั่นไส้อย่างที่ท่านองครักษ์นากามารุว่าเอาไว้จริงๆ



ผู้ชายคนนี้… ได้ทุกอย่างในสิ่งที่คาซึยะต้องการ ทั้งตำแหน่งองครักษ์เอย เครื่องแบบข้าราชการสีดำนั่นเอย ซ้ำยังได้ทุกอย่างของคาซึยะเสียอีก รู้แบบนี้แล้วก็ชักอยากให้ท่านนากามารุวาดรอยย่นที่หางตาในรูปวาดนั่นสักเจ็ดเส้นเป็นไร เอาเส้นบนหน้าผากสักสามเส้น อ้อ เอาสิวเขลอะๆด้วย



จริงสิ…จะว่าไปแล้ว ก็ยังไม่ได้อ่านสาสน์พระราชทานของเจ้าพี่กับองค์ชายชินเรเลย ดูมีลับลมคมนัยอย่างไรชอบกล…แต่ ก่อนอื่นเถอะ ก่อนที่ชายผู้นี้จะตื่น ขอคาซึยะทำในสิ่งที่อยากทำมาตั้งนานแล้วเถอะนะ



คนในอ้อมแขนกว้างขยับตัวอย่างเชื่องช้า ยกแขนที่ทาบอยู่กับเอวออก แล้วจึงมุดกายออกจากผ้าห่มผืนหนา ชุดนอนบางเบาที่ถูกสวมใส่ให้เมื่อคืนยามใกล้จะหลับเต็มแก่นั้น ช่วยให้ไม่เสียเวลาต้องอายฟ้าอายดินไปหยิบเสื้อผ้ามาใส่ แม้จังหวะก้าวเดินจะช้าอยู่บ้าง เพราะความเมื่อยเคล็ดและเจ็บเสียดจากเบื้องล่าง แต่เพียงเวลาไม่นาน คาซึยะก็มาถึงในสิ่งที่ต้องการ



ชุดข้าราชการตำแหน่งองครักษ์สีดำ ที่ถูกถอดพาดเอาไว้บนฉากกั้นไม้ คาซึยะเหลือบมองไปที่ฟูก และยังเห็นเจ้าของหลับอยู่ ก็สบโอกาสหยิบมันขึ้นมาลองสวมเสียเลย ก่อนจะมองหากระจกเพื่อพิสูจน์เสียหน่อย ว่าจะ ‘ใส่ขึ้น’ เหมือนเจ้าของหรือไม่



“ต้องขอชุดข้าราชการสีดำจากเจ้าพี่บ้าง” ร่างโปร่งบ่นพึมพำกับตัวเอง ทันทีที่ส่องกระจกและพบว่าเสื้อคอตั้งแขนยาวสีดำสนิทนั้นสวยกว่าชุดกิโมโนสีขาวอะไรเทือกนั้นเสียอีก



หากแต่ไม่ทันจะหมุนตัว เพื่อส่องให้ทั่ว ภาพสะท้อนในกระจกก็ทำให้เห็นใครบางคนที่เมื่อครู่ยังหลับอยู่บนฟูกกลับลุกขึ้นยืนกอดอกทอดสายตามองมาจากด้านหลัง คาซึยะถึงกับตาโต รีบหันกลับไปมองและก็นั่น…



ยังมาทำยิ้มอีก!



“ตื่นก่อนข้า เพื่อจะแอบขโมยชุดอย่างนั้นหรือ” ชายหนุ่มเจ้าของชุดเอ่ย พร้อมรอยยิ้มบางอย่างที่หาดูได้ยากนัก แต่นั่นมันเมื่อก่อนหรอก นับตั้งแต่พิธีแต่งงาน ไม่รู้คาซึยะคิดไปเองฝ่ายเดียวหรือไม่ แต่ชายผู้นี้ยิ้มบ่อยขึ้น และทุกครั้งที่ยิ้มให้เขา นั่นกลับทำให้หนาวๆร้อนๆอย่างไรชอบกล


“ขโมยอะไรกัน ข้าแค่ขอยืมมาใส่ดูเท่านั้น” จินเดินเข้ามาหา เขาจัดเสื้อให้เข้าทาง จากนั้นจึงกลัดกระดุมให้


“เมื่อคืนหลับสบายไหม” เขาถาม ก่อนจะหมุนร่างให้อีกฝ่ายดูภาพสะท้อนในกระจก



“สบาย…” หากไม่นับเรื่องก่อนจะหลับสบาย คาซึยะก็ว่ามันดีหรอก กับการนอนบนฟูกเช่นนี้ เพราะห้องนอนของเขาที่เรือนคาเมนาชิ มีตั่งเตียงคล้ายแบบที่นอนจนชินยามไปเรียนในต่างแดน



“ท่านล่ะ อึดอัดรึเปล่า” คาซึยะสบตากับชายที่ยังยืนซ้อนหลังผ่านทางกระจก อาคานิชิ จินยิ้มบางก่อนส่ายหน้าเพียงเล็กน้อย


“จริงด้วย…ข้ายังไม่ได้อ่านสาสน์รับชวัญเลย ท่านวางไว้ที่ใด” เปลี่ยนเรื่องเสียดีกว่า คาซึยะอยากขอใส่ชุดองครักษ์นี่ให้นานอีกนิดเถอะ ร่างสูงเดินไปหยิบจากโต๊ะใกล้ๆมาส่งให้ แม้จะผ่านค่ำคืนที่ยามคิดถึงก็ชวนให้เก้อเขิน แต่คาซึยะก็ยังเป็นคาซึยะ ที่เปลี่ยนความสนใจง่ายเหมือนเด็ก ทั้งยังซนถึงขนาดหยิบยืมชุดของเขามาใส่



จินน่าจะรู้ตั้งแต่แรก หรืออย่างน้อยก็น่าจะตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง ที่คาซึยะไม่เหมือนสตรีทั่วไป ทั้งอุปนิสัยและใจคอ อย่างน้อย เขาอาจจะได้แบ่งเบาอะไรได้บ้าง แต่เอาเถอะ…นับจากวันนี้ไป เขาจะช่วยบรรเทาทุกสิ่งทุกอย่างจากคาซึยะมา



“อะไรกัน! นี่หรือของรับขวัญข้า” เสียงโวยวายดังลั่นมาจากคนเบื้องหน้า ให้จินต้องก้มลงสบตากับคนที่เงยหน้าทันควัน


“ทำไมถึงให้ท่านลาราชการตั้งเดือนนึงเล่า! นี่มันสำหรับท่านคนเดียวไม่ใช่หรือ!!” สาสน์ถูกยื่นให้ร่างสูงรับไปอ่าน และเพียงกวาดสายตาชั่วครู่ จินก็ยื่นกลับคืน


“นี่อย่างไร พระองค์ทรงเอ่ยถึงเจ้าด้วย ให้ข้าลาราชการพาเจ้าไปเที่ยวหนึ่งเดือน”


“เอ๊ะ!...จริงด้วย แต่ว่า…พอเสียที่ไหนกัน แค่เดินเรือไปถึงคุโรคาวะก็ตั้งเดือนครึ่งเข้าไปแล้ว แล้ว…สาสน์ขององค์ชายชินเร?” คาซึยะเปลี่ยนสาสน์ในมือเป็นอีกแผ่นที่ซ้อนอยู่เบื้องล่าง ก่อนจะเบิกตาโตพร้อมประกายระยิบระยับให้จินต้องอมยิ้มกับท่าทีปิดไม่มิดเช่นนี้



“องค์ชายชินเรพระราชทานเรือด่วนของคุโรคาวะให้ ตอนนี้รออยู่ที่ท่าทาคิซาวะแล้ว อย่างนี้ก็ไปได้ถึงตะวันตกเลยใช่ไหม จิน…ไปกันนะ ไปกัน” แล้วมีหรือ ที่คนซึ่งตามเอาอกเอาใจอย่างเงียบๆมาตั้งแต่เด็กจนโตจะไม่ยอมตามใจอีกครั้ง แม้สถานะจะเปลี่ยนแปลง แม้ความห่างไกลจะหดใกล้ หากแต่สุดท้ายแล้ว อาคานิชิ จิน ก็ยังเป็นอาคานิชิ จิน ที่ยังมั่นคงไม่ผันแปร




‘เราในนามของ ชินเรแห่งคุโรคาวะ ขอให้เจ้าสาบานต่อนามของเรา ว่าจะรักแม่หญิงคาซึยะ และให้นางได้ครอบครองใจและกายของเจ้าเพียงผู้เดียว ทำได้ไหม อาคานิชิ จิน’


‘พระเจ้าค่ะ’


‘ดี นี่เป็นสัญญาของลูกผู้ชาย ยามใดเจ้าทำร้ายใจนาง ยามใดเจ้าคิดถึงสตรีอื่นมากกว่านาง ยามนั้น กองทัพคุโรคาวะจะเป็นศัตรูของเจ้า และเราว่ากองทัพของทาคิซาวะก็คงไม่ลังเลที่จะเป็นพันธมิตรของคุโรคาวะเพื่อลงโทษเจ้าเช่นกัน’



‘หากมีเหตุเช่นนั้นจริง ตัวกระหม่อมเองก็จะร่วมเป็นพันธมิตรของพระองค์เพื่อลงโทษ อาคานิชิ จิน ผู้ทำร้ายคาซึยะเช่นกันพระเจ้าค่ะ’


นั่นคือคำสาบานของ อาคานิชิ จิน ที่ยึดมั่นไม่คลาย ว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่ทำร้ายบุคคลอันเป็นที่รักยิ่ง


…………………….


“แหม เช่นนี้แล้ว กระหม่อมก็ชักอยากแต่งงานบ้าง” องครักษ์นากามารุอดไม่ไหว เมื่อวันนี้ห้องทรงงาน ณ กรมกลาโหมขององค์ชายรัชทายาทช่างเปล่าเปลี่ยวเสียเหลือเกิน มีเพียงตนและองค์ชายผู้เป็นนายเท่านั้น ส่วนองครักษ์อีกหนึ่ง และนักแปลเอกสารอีกหนึ่งนั้น ได้ ‘การลาราชการพระราชทาน’ เพื่อเป็นของรับขวัญแต่งงานตั้งเดือนหนึ่งเชียว



“อ้อ ถ้าเจ้าแต่งงาน เราจะเพิ่มงานให้เจ้าสามเท่าเป็นการรับขวัญ ดีไหมล่ะ”



“โธ่! พระองค์ทรงลำเอียงอีกแล้ว ว่าแต่…ทรงไม่อยากเสด็จบ้างหรือพระเจ้าค่ะ” เจ้าองครักษ์ลุกจากโต๊ะ เดินตรงดิ่งเข้ามาหา พาเอาองค์ชายหนุ่มถึงกับต้องเหลือบเนตรสบด้วยความงุนงง


“ก็…ต่างแดนอย่างไรพระเจ้าค่ะ เรือด่วนของคุโรคาวะเร็วนักไม่ใช่หรือ จะลาราชกิจสักเดือนหนึ่ง เพื่อเสด็จศึกษาต่างบ้านต่างเมืองในทางลับ ถือเป็นการดียิ่งเช่นกันนะกระหม่อม จะได้รู้ว่าเมืองไหนเขามีอะไรบ้างแล้ว เพื่อเอามาปรับปรุงทาคิซาวะ”


“เจ้าหมายความว่าอย่างไร ยูอิจิ” นากามารุ ยูอิจิยิ้มกว้างถวาย ก่อนตอบเสียงดังฟังชัด



“ร่วมเสด็จกับคู่แต่งงานใหม่คู่นั้นดีไหมกระหม่อม”

……………………



ถึงแม้เรือด่วนที่องค์ชายชินเรพระราชทาน จะเร็วกว่าเรือโดยทั่วไปที่ใช้กันอยู่ในทาคิซาวะ หากแต่ก็ไม่เร็วพอจะแล่นไปถึงสุดขอบทวีปทางฝั่งโน้น จะไปได้ไกลสุดก็เพียงอาณาจักรของตะวันตก ที่อยู่เลยจากคุโรคาวะไปอีกเพียงเล็กน้อย



แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ… คาซึยะก็ยังไม่เคยไป ทั้งยังได้เที่ยวต่างเมือง มีหรือจะไม่ตื่นเต้นกัน ทั้งยังตื่นเต้นถึงขนาดจะขึ้นเรือเสียตั้งแต่แรกคิด แต่ถูกจินรั้งไว้เสียก่อน และถามถึงเรื่องวางแผนการเดินทาง ที่คาซึยะนึกไม่ทัน แล้วก็กลายเป็นต้องให้จินจัดการ ว่าจะล่องเรือไปอย่างไรบ้าง ถึงจะเสียเวลาอยู่สองวัน แต่ในที่สุด คนทั้งคู่ก็มาที่ท่าเรือของทาคิซาวะจนได้



เรือด่วนของคุโรคาวะจอดเทียบท่ารออยู่แล้ว บนเรือมีนายทหารนอกเครื่องแบบราชการของทาคิซาวะ และลูกเรือจากคุโรคาวะที่ชำนาญในการกุมบังเหียน ที่สำคัญไปกว่านั้น บุรุษหนุ่มสองคนที่กำลังเตร่ไปมาบนกาบเรือ ทำให้ทั้งจินและคาซึยะที่กำลังจะก้าวขา ถึงกับต้องชะงัก



“นั่น…คล้ายเจ้าพี่” คาซึยะพึมพำ ก่อนจะก้าวขาไวๆเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตา ว่าเหตุใด ที่ควรประทับอยู่ที่กรมกลาโหม จึงกลายเป็นมาประทับอยู่บนเรือนี่



จินเดินตาม และทันทีที่ตามขึ้นมายืนร่วมกาบเรือด้วยกันนั้น เขาก็ได้พบความจริงหนึ่งข้อ



“เจ้าพ!...” คาซึยะกำลังจะร้องด้วยความตกใจ หากแต่ร่างสูงข้างกายรีบปิดปากไว้เสียก่อน สองบุรุษนั่นหันกลับมา ก่อนจะรีบปรี่เข้ามาหา



“ชู่ว์! คาซึยะ อย่าเสียงดัง” องค์ชายรัชทายาททรงกระซิบ ก่อนที่จินจะปล่อยมือออก ให้น้องน้อยของพระองค์ได้หายใจหายคอ



“ทำไมพระองค์เสด็จมาที่นี่!” คำถามเข้ม หากแต่เบาจนแทบกระซิบ



“พี่…เอ้อ ก็…ยูอิจิน่ะสิ! ยุให้พี่ไปเปิดหูเปิดตาบ้าง จะได้เอามาพัฒนาทาคิซาวะ ได้ข่าวว่า พวกตะวันตกมีอะไรดีๆหลายอย่างที่ยังมาไม่ถึงเรา น้องก็รู้ว่าพี่ห่วงใยบ้านเมือง” องค์ชายตรัส สบสายตาแข็งกร้าวของน้องที่รักแล้ว ก็เลยต้องโยนให้เป็นความผิดขององครักษ์เสีย



“หรือให้พี่ไปด้วยไม่ได้ จริงสิ พี่ก็ลืมไปว่าเจ้าจะไป…ไปแบบใดนะ ยูอิจิ พวกตะวันตกเรียกว่าอะไร ที่คู่แต่งงานใหม่ไปเที่ยวไหนต่อไหนกันสองคน”



“ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์พระเจ้าค่ะ!” คาซึยะถึงกับพูดไม่ออก ทั้งองค์ชายรัชทายาท ทั้งองครักษ์ เข้ากันได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ยนักเชียว



“แต่น้องกับจินจะไปกันตั้งเดือนหนึ่ง เจ้าพี่ไม่ต้องทรงงานหรือ”



“พี่ขอลาราชกิจแล้ว เสด็จพ่อก็ทรงอนุญาตด้วย” ความจริงแล้ว ยังไม่ได้ทำเสียสักอย่าง จะลาราชกิจก็ไม่รู้จะลากับใคร เพราะพระองค์เป็นเจ้ากรม จะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ ก็ยังไม่มีเวลาเลย ต้องคอยจับตาว่าคาซึยะจะเดินทางเมื่อไร ได้ข่าวมาว่าจะออกเรือวันนี้ พระองค์กับเจ้าองครักษ์คู่กายเลยหอบหิ้วกันมาที่เรือแต่เช้าตรู่



ไม่ใช่เหตุใดหรอก ทรงกลัวพลาด! อดขึ้นมา คงจะไม่มีอารมณ์ทำอะไรไปเดือนหนึ่งทีเดียว!



“แต่ถ้าเจ้า…อยากจะไปกับ ‘สามี’ สองคน พี่ก็…กลับไปทำงานที่กรมต่อก็ได้” ตรัสเพียงเท่านั้น คนเป็นน้องก็คว้าพระกรเอาไว้ ให้องค์ชายหนุ่มต้องหันกลับมาแย้มโอษฐ์กว้าง


“เป็นว่าพี่ไปด้วยได้ แต่พี่ไปเป็นการส่วนตัว เพราะฉะนั้น บนเรือลำนี้ พี่กับยูอิจิ เป็นคนติดตามของน้อง”


“ทรงไม่กังวลเรื่องลอบทำร้ายหรือ” องค์ชายรัชทายาทถอนปัสสาสะทีหนึ่ง ก่อนจะแย้มโอษฐ์บางเบา


“จะกลัวเหตุใดเล่า นั่น… น้องเห็นชายผู้นั้นไหม อันดับหนึ่งในกรมกลาโหม เก่งมีดสั้น ส่วนนั่น เก่งทวน แล้วก็นั่น เพิ่งกลับมาจากต่างแดน ไปร่ำเรียนการใช้อาวุธแบบตะวันตก” ว่าแล้วก็เจาะจงไปที่ชายหนุ่มบนเรือ ที่อยู่ในชุดธรรมดาสามัญจนไม่น่าจะเป็นถึงข้าราชการฝ่ายการทหารของอาณาจักร


“แล้วที่สำคัญ เหตุใดพี่ต้องกลัว ในเมื่อมีองครักษ์ตั้งสองคนไปด้วย ถึงหนึ่งในสองจะชอบเผลอใจปกป้อง ‘นางอันเป็นที่รัก’ มากกว่าพี่ก็เถอะ”


นั่นคือประโยคสุดท้ายขององค์ชายรัชทายาทที่ไม่รู้ไปเอาดำริแผลงๆแบบนี้มาจากที่ใด ซึ่งมันทำให้คู่สามีภรรยาแห่งตระกูลอาคานิชิถึงกับยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น จนได้เวลาออกเรือ


……………….

เรือด่วนแล่นฉิวบนผิวน้ำ ที่ดูจะปรับตัวได้อย่างรวดเร็วกับเรือลำนี้ ก็จะใคร ถ้าไม่ใช่หนึ่งองครักษ์ หนึ่งองค์ชายรัชทายาท ที่ยกอุปกรณ์ไปนั่งวาดภาพกันอยู่บนกาบเรือ เรือโคลงเช่นนี้ก็ยังจะวาดกันได้ เห็นบอกว่า ‘ถือเป็นงานศิลป์ ระหว่างคนเดินเรือ และคลื่นลมของทะเล’ ว่าไปนั่นตามประสาคนอารมณ์ศิลป์ทั้งคู่



“ไม่ไปนั่งเป็นแบบหรือ” คนข้างกายถาม ให้คาซึยะที่กำลังยืนมองนายบ่าวบนกาบเรือ ต้องหันมองตามเสียง ก่อนจะส่ายหน้า



“ต้องนั่งนิ่งๆอยู่อย่างนั้นทั้งวัน ข้าเหนื่อยแย่ ว่าแต่…ที่ท่านวางแผนไว้ เรือจะแวะที่ใดก่อน”



“อีกเจ็ดวันถึงโซวะ และจากนั้นสามวัน จะเข้าเขตน่านน้ำของตะวันตก” โซวะเป็นดินแดนที่อยู่ถัดจากคุโรคาวะออกไปอีก ตั้งบนแหลมที่ยื่นลงไปในมหาสมุทร กั้นทะเลหลวงของตะวันตกและตะวันออก ผู้คนที่นั่น จึงพูดได้ทั้งภาษาของตะวันออก และภาษาของทางตะวันตก คาซึยะไม่เคยไปหรอก เพราะตอนที่กลับจากต่างแดน ไม่ได้แวะรายทาง



“ใช้เวลาแค่สิบวันเองหรือ ไปถึงตะวันตก ดีเลย ข้าจะเที่ยวเสียให้ชุ่มปอด” คาซึยะยิ้มกว้าง แม้ไปอยู่มาเสียหลายปี แต่เมื่อจากมาแล้ว ก็อดไม่ได้ที่ต้องคิดถึง



“ไม่เบื่อหรือ”



“ไม่หรอก พวกนั้นมีอะไรแปลกๆมาให้ตื่นอกตื่นใจกันเป็นรายปี …เดี๋ยวท่านเห็น ท่านจะชอบ ข้ายังชอบบ้านเมืองพวกนั้นเลย แต่อาหารการกินออกจะมันไปหน่อย แต่ก็อร่อยหรอก ส่วนขนมนั่นสู้ฝีมือแม่ท่านไม่ได้ จริงสิ พูดถึงขนม…มาเที่ยวแบบนี้ ข้าต้องอดขนมของท่านผู้หญิงโซระไปตั้งเดือนหนึ่งเต็มๆเชียว” จินเพียงยิ้มบาง



“ข้าเอาติดมาด้วย พอให้เจ้าทานได้สองสามวัน” คาซึยะถึงกับตาโตวิบวับ จนจินต้องสำทับเพิ่ม



“จะทาน ก็เข้าไปทานในห้อง” …ในห้อง… ก็เพราะในห้องไม่ใช่หรือ คาซึยะที่ตั้งใจว่าจะเข้าไปเก็บของเพียงครู่เดียว กลับต้องหายเงียบไปในนั้นเสียนาน จนตะวันตรงหัว ถึงได้ออกมาอีกครั้ง



ผู้ชายตรงหน้ายิ้มกริ่ม ชวนให้หน้าแดงเพราะเข้าใจความหมายของคำว่า ‘ทานในห้อง’ ร่างโปร่งถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ก้มหน้า รุนหลังอีกฝ่าย


“ไปเอามาให้ข้าเลย ข้าจะทานที่ห้องอาหาร!” ขืนเข้าไปในห้อง กว่าจะได้ออกมาก็คงพอดีมื้อเย็น ถ้ามากันสองคนจะไม่ว่าหรอก แต่นี่มีเจ้าพี่กับองครักษ์นากามารุมาด้วย จะให้ทำอะไรแบบนั้นบ่อยได้อย่างไรกัน เสียงหัวเราะดังเบาๆ ก่อนจะกลายเป็นคำย้ำ


“ไม่ทานในห้อง งั้นข้าไม่ให้ทาน”


อะไรกันผู้ชายคนนี้!! แต่ก่อนหรือเงียบแสนเงียบ แล้วตอนนี้อะไร!



ร้ายเงียบที่สุด!!


……


แต่ที่ร้ายยิ่งกว่าก็คือ ฝีปากขององครักษ์นากามารุ



“นี่พวกเจ้าเพิ่งออกจากห้องหรือ!?” ทันทีที่คาซึยะเข้ามาในห้องอาหารยามเย็น เสียงขององครักษ์นากามารุก็ดังขึ้นทันที ร่างโปร่งถึงกับพูดไม่ออก เหลือบมองคนที่ยืนข้างกาย กลับพบว่าอาคานิชิ จินยังนิ่ง เงียบ และไม่ตอบอะไรใดๆ



“ข้า…ทานขนม” เหมือนเด็กถูกจับผิด คาซึยะได้แต่ทัดผมกับหูแก้เก้ออย่างที่ติดเป็นนิสัย


“อ่า ทานขนมกันสองคนรึ! แหม ทานนานจริง”


“คู่แต่งงานใหม่ก็อย่างนี้ คงต้องผลัดกันป้อน” เจ้าพี่ก็ร่วมเสียด้วย องค์ชายฮิเดอากิในคราบของผู้ติดตาม เงยพักตร์ทอดเนตรไปยังน้องที่รักด้วยแววล้อเลียน ชวนให้คาซึยะหน้าร้อนหูร้อนไปเสียหมด


“หรือไม่อย่างนั้น ก็คงสร้าง ‘งานศิลป์’ เหมือนท่านกับข้า ที่นั่งวาดรูปอยู่ริมกาบเรืออย่างไร ใช้เวลาพอกันเลย” ยูอิจิยังเติมแต่งด้วยฝีปากไม่จบสิ้น จนจินต้องจ้องด้วยสายตาดุๆไปที เพื่อนรักถึงได้หันกลับไปทานอาหารดังเดิม



“ข้า…ข้ายังอิ่มอยู่ เดี๋ยวค่อยออกมาทานใหม่แล้วกัน” จะให้คาซึยะนั่งร่วมโต๊ะกับคนขี้ล้อเช่นนี้ เห็นทีจะทานได้แค่สามคำก็คงอิ่มตื้อ ร่างโปร่งหมุนตัวกำลังจะเดินออกจากห้อง แต่เสียงองครักษ์นากามารุก็ยังตามมาไม่หยุดหย่อน



“อ้อ! นางคงจะอิ่มขนมที่ทานกับเจ้าสินะ จิน!!” อย่าให้เป็นคราวท่านบ้างแล้วกัน ข้าจะล้อคนรักของท่านให้อับอายไปสามวันสามคืนเลยเชียว!! ท่านองครักษ์นากามารุ!!



“ยูอิจิ!!!!!” จินต้องหันไปดุ ไม่อย่างนั้นปากเพื่อนก็คงปิดไม่อยู่ และพอดุแล้ว จึงได้รีบตามคาซึยะออกมา



………………..


จุดหมายปลายทางของคาซึยะไม่ใช่ที่อื่นใด แต่เป็นท้ายเรือที่ไร้ผู้คน ร่างโปร่งทรุดตัวลงนั่งมองผิวน้ำยามค่ำที่เริ่มมืด หิวจนน้ำตาจะร่วง แต่ปากต้องบอกว่าอิ่ม เพราะไม่กล้าร่วมโต๊ะให้อายไปกว่านี้ ก็ว่าปกติเป็นคนเก่งกล้าหรอก แต่พอถูกล้อเรื่องแบบนี้แล้วมันชวนให้ทำอะไรไม่เป็นไปเสียหมด



เพราะผู้ชายคนนั้นแท้ๆ!!!!!



“ทานเสีย” ผลไม้สีแดงสดถูกยื่นลงมาตรงหน้า ให้คาซึยะต้องเงยหน้ามอง ก่อนจะรับมาพร้อมกับเอ่ยปากขอบคุณ


ร่างสูงทรุดตัวลงนั่งเคียงข้าง ในขณะที่ปล่อยให้อีกฝ่ายนั่งทานเงียบๆ จนเหลือเพียงแกนและเมล็ดเท่านั้น คนหิวจัดจึงพอจะบรรเทาความโหวงเหวงในกระเพาะลงบ้าง



“เจ้าโกรธยูอิจิหรือ”


“เปล่า…ข้าโกรธท่านต่างหาก” คาซึยะบอกเสียงสะบัด ทำเอาคนข้างกายต้องหันมามอง



“เพราะท่านคนเดียวเลย ข้าเลยต้องทานผลไม้แทนข้าว ต้องแขวนท้องรอแบบนี้ จะทานพร้อมเจ้าพี่กับท่านนากามารุได้อย่างไร พวกเขารู้กันหมดแล้วเห็นไหม” ร่างโปร่งดุ ทำหน้างออย่างที่เห็นได้บ่อยๆเวลาถูกขัดใจ ให้จินต้องลูบผมเบาๆ



“เรื่องปกติของคู่แต่งงาน เจ้าไม่เห็นต้องสนใจเลย”



“เรื่องปกติอะไรกัน! ท่านน่ะร้ายที่สุด กลับไปทาคิซาวะ ข้าจะฟ้องท่านผู้หญิงโซระ ว่าท่านไม่ตามใจข้า ขัดใจข้า แล้วก็…ทำให้ข้าอับอาย” จินยิ้มบางกับนิสัยไม่พ้นเด็กของคนที่โวยวายใส่เขา แต่เมื่อตอนบ่าย ใครกันที่แม้จะเขินอายไม่ยอมเข้าห้องไปทานขนม แต่สุดท้ายก็ยอมเดินตามต้อยๆเช่นนั้น แล้วใครกัน ที่อิ่มเอมในอ้อมกอดเขาจนแทบจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่เมื่อตอนเย็น



“เอาเป็นว่า จนกว่าจะถึงตะวันตก ข้าจะไม่ทำแบบนั้นดีไหม”



“ไม่ดี! ห้ามจนกว่าจะกลับถึงทาคิซาวะเลยต่างหาก!!!” คาซึยะตัดสินใจเฉียบขาด ก่อนจะผุดลุกขึ้นเดินหนี ทิ้งองครักษ์หนุ่มไว้เบื้องหลังกับความอึ้งที่โรยตัว



ผิดอย่างนั้นหรือ แค่อยากกอด อยากคลอเคลียไม่ห่าง คนไม่เคยมีคนที่รักอยู่ข้างกาย พอวันหนึ่งที่มี ก็เลยไม่รู้จักความพอดี เพียงเท่านั้น กลับถูกตัดเยื่อใยว่า ‘ห้าม! จนกว่าจะกลับทาคิซาวะ’ คาซึยะช่างเป็นเด็กใจร้ายไม่เปลี่ยนแปลง
.

.

.

.

.

‘จิน ข้ามาเยี่ยม เจ้าพี่บอกว่าท่านไม่สบายมาก’ เสียงร้องดังลั่น ก่อนที่เสียงวิ่งตุบตับจะดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ แล้วเจ้าของเสียงก็โผล่หน้ากลมๆเข้ามาในห้องนอน ให้เด็กหนุ่มที่กำลังนอนบนฟูกเพราะพิษไข้ ได้แต่สะลึมสะลือขึ้นมอง



‘เป็นอย่างไรบ้าง ท่านหน้าแดงไปหมด’ เด็กน้อยทรุดตัวลงนั่งกับพื้นข้างฟูก ทำเอาคนเป็นไข้ถึงกับสะดุ้งเฮือก รีบผละหนี กลัวจะทำให้ติดไข้ไปด้วย หากแต่คนมาเยี่ยมกลับคิ้วขมวดด้วยความไม่เข้าใจ



‘หนีข้าทำไมน่ะ! อย่าลุกซี เดี๋ยวก็เป็นหนักกว่าเดิม’ มือเล็กพยายามเอื้อมคว้าคนที่กระถดตัวหนี แต่เอื้อมเสียเท่าไร ก็ไม่ถึงสักที จนเจ้าตัวชักหงุดหงิด ลุกขึ้นยืนหน้างอด้วยความไม่พอใจ


‘อะไรของท่าน!! ไม่อยากให้ข้ามาเยี่ยมรึไง!! อุตส่าห์เสียแรงมา!! ทีหลังข้าจะไม่มาเยี่ยมท่านอีกแล้วก็ได้!!!’ แล้วเจ้าเด็กน้อยก็วิ่งตุบตับออกไป พร้อมตะโกนดังลั่นเรือน



‘ท่านป้าโซระ! จินไม่อยากให้ข้ามาเยี่ยมเขา!!!!’ เด็กหนุ่มถอนหายใจ พิษไข้ยังรุมเร้า แต่ทั้งอย่างนั้น สติอันน้อยนิดบอกให้รู้ว่า จะใกล้ชิดคนตัวเล็กกว่าไม่ได้ เกิดติดไข้ขึ้นมาจะแย่ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่พอใจ และกลายเป็นโกรธขึงถึงขนาดวิ่งไปฟ้องพวกผู้ใหญ่



ผลของการกระทำคราวนั้น คือเด็กหนุ่มที่ถูกมารดาดุ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ปริปาก ว่าเพราะเหตุใด จึงไม่ยอมให้คาซึยะจับหน้าผากเพื่อวัดไข้



‘รักมาก ห่วงมาก ทำอะไรจึงไม่ยั้งคิด’



ไม่ได้ผิดไปจากปัจจุบันเสียแม้แต่นิดเดียว อาคานิชิ จิน ยังคงรักมาก ห่วงมาก จึงทำอะไรไม่ยั้งคิด

…………………………

เรือแวะเข้าท่าของโซวะในอีกเจ็ดวันต่อมา คาซึยะเลิกปั้นปึ่งใส่จินแล้ว ซ้ำยังตื่นเต้นเอาเสียมาก กับเมืองที่ตนไม่เคยมา



โซวะเป็นเมืองท่าอย่างทาคิซาวะและคุโรคาวะ แต่ด้วยความที่มีชายหาดเป็นทางยาว จึงมีเกาะแก่งมากมายนัก ทั้งยังเป็นหน้าด่านระหว่างตะวันตกและตะวันออก ดังนั้นจึงเจริญรุ่งเรืองด้วยอารยธรรมแบบผสมผสาน ผู้คนแต่งกายด้วยสีสันจัดจ้านเป็นเอกลักษณ์ คาซึยะจึงซื้อผ้าเป็นของฝากมารดาทั้งแท้และบุญธรรม รวมถึงท่านผู้หญิงโซระด้วย เพราะตอนกลับ จะไม่ได้แวะที่นี่อีกแล้ว




“ท่านผู้หญิงโซระชอบสีอะไร” ร่างโปร่งหยิบผ้าขึ้นมาสองผืน สีน้ำเงินทอประกายทองผืนหนึ่ง อีกผืนเป็นสีแดงปักเลื่อม



“น้ำเงิน…แล้วเจ้าไม่อยากได้สักผืนหรือ” จินถาม แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายชอบสีดำ ทั้งยังมีอุปนิสัยใจคอเป็น ‘ชาย’ มากกว่าหญิง แต่เบื้องหน้านั้น ก็ยังต้องแต่งกายเยี่ยงสตรีอยู่ดี ซ้ำภาระหนักคือคำว่า ‘ภรรยาในตระกูลอาคานิชิ’ จินสงสารคนร่างบางข้างกาย เขารู้ว่าคาซึยะเกลียดความเป็นหญิง หากแต่ต้องจำใจยอมรับมัน



“นั่นสิ แม่หญิง…ผ้าของโซวะสวยที่สุดในตะวันออกเชียว” พ่อค้าผอมโกร่งบอก พลางยิ้ม



“ผ้าสีสวยแบบนี้ไม่เหมาะกับข้าหรอก เอาผืนนี้ กับสองผืนนี้ เท่าไรหรือ” ไม่ว่าอย่างไร คาซึยะก็คือชาย ร่างโปร่งบอกตัวเองแบบนั้น จึงได้แต่ยิ้มบางกับพ่อค้า กำลังจะหยิบเงินเพื่อจ่ายเป็นค่าผ้า แต่คนข้างกายไวกว่า


ไม่มีคำพูดใด จากคนที่รับห่อกระดาษมาจากพ่อค้า ก่อนจะจับมือเล็ก พาจูงไปดูสินค้าที่แผงอื่นบ้าง แต่คาซึยะกลับรั้งมือเอาไว้



“คราวนี้ท่านต้องปล่อยให้ข้าจ่ายเอง ตกลงไหม”



“ทำไม”


“ข้าอยากใช้ของตัวเอง” ดื้อไม่มีเปลี่ยน ทั้งยังทำหน้าตาคร่ำเคร่ง บอกกลายๆว่าถ้าหากจินไม่ยอม ก็คงได้กลับขึ้นเรือกันเสียเดี๋ยวนี้ เพราะคาซึยะไม่ไปไหนกับคนที่ขัดใจเด็ดขาด สุดท้าย ชายหนุ่มเลยได้แต่ ‘จ่าย’ เฉพาะที่คาซึยะยอมให้จ่ายเท่านั้นเอง

…………………

เพื่อไม่ให้เสียเวลาในการเที่ยวในตะวันตก ดังนั้น พอพลบค่ำ เรือด่วนจึงออกเดินทางจากท่าของโซวะอีกครั้ง เพื่อให้ถึงตะวันตกเร็วที่สุด เนื่องจากหนึ่งในคณะนั้นเรียกร้องเสียเหลือเกิน


“วันนี้ เจ้าพี่ดูสนุกมาก” ภายในห้องพักของคาซึยะและจิน ร่างโปร่งทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ขณะทอดมองคนร่างสูงกว่า ซึ่งกำลังจัดเก็บข้าวของที่ซื้อมา นอกจากผ้าสามผืนของฝากแล้ว ยังมีของเล่นไม้ และเมล็ดพันธุ์ของโซวะ ที่พ่อค้ายืนกรานว่าสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่บนผิวทวีป



“พระองค์ไม่ได้เสด็จออกจากทาคิซาวะนานแล้ว นับตั้งแต่ขึ้นคุมกรมกลาโหม” ด้วยภาระอันหนักอึ้ง อย่าว่าแต่พระองค์เลย แม้แต่องครักษ์สองคนอย่างจินและเพื่อนรัก ยังไม่ได้ออกไปไหนเกินกว่าเมืองหลวงของทาคิซาวะมานานมากแล้ว


“ท่านล่ะ สนุกไหม” จินเพียงยิ้มบาง



“สนุก” ยิ่งสนุกมากขึ้น ยามเหลือบลงมองข้างกาย แล้วพบใครบางคนเดินเคียงข้าง ได้เห็นรอยยิ้ม ได้เห็นแววตาสนุกสนาน ราวกับฝัน หากแต่จับต้องได้ จูงมือกันและกันยามคนเบียดเสียด ดูแลกันและกันยามเหนื่อยอ่อน



คาซึยะยิ้มกว้าง ล้วงมือเข้าไปในชายแขนเสื้อ หยิบห่อเล็กๆออกมา ก่อนจะเดินเข้ามาหาคนที่ยืนอยู่มุมห้อง ข้างในห่อคือสร้อยคอเส้นไม่ใหญ่นัก มีจี้เป็นรูปดาบไขว้



“ท่านฝากหัวใจของท่านไว้แทบเท้าข้า ข้าเองก็ขอวางชีวิตของข้าไว้เคียงกับอกท่าน…ไม่ต้องปกป้อง หรือดูแลทุกเวลา เพียงแค่ก้มลงมองบ้าง เหมือนที่ท่านก้มลงมองสร้อยเส้นนี้ ท่านเป็นองครักษ์ สิ่งสำคัญคือองค์ชายรัชทายาทและบ้านเมือง ข้าขอเป็นรองจากสิ่งเหล่านั้น ” มือเล็กบรรจงสวมสร้อยให้คนตรงหน้า



“ว่าจะซื้อนาฬิกาพกแบบตะวันตกให้หรอก แต่กลัวท่านองครักษ์นากามารุจะเห็นเข้า ประเดี๋ยวจะล้อไม่เสร็จสิ้น ซื้อสร้อยให้ จะได้เอาเสื้อทับได้” มือเล็กลูบแผ่วเบาบนดาบไขว้ เขาเอง ก็จะปกป้องจินเช่นกัน จะดูแลเท่าที่จะทำได้



มือหนากอบกุมสองมือเล็กแนบกับอก ให้เจ้าของต้องเงยหน้ามอง ก่อนจะได้รับจุมพิตหวานซึ้งเป็นการตอบแทนสร้อยเส้นนี้ ริมฝีปากหนาจูบซับแผ่วเบา อ่อนละมุนจนแทบเคลิ้มไหว หากแต่เมื่อถอดถอนออกไป คาซึยะก็ต้องก้มหน้าหลบ ริมฝีปากที่เตรียมลงประทับอีกครั้ง



“พอแล้ว ตกลงกันแล้วไม่ใช่หรือ ว่าจนกว่าจะกลับทาคิซาวะ….” คำพูดขาดหาย เหลือเพียงความเงียบและเสียงลมที่ลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง เรือโคลงตามคลื่นลม ส่งผลให้ดวงไฟสีส้มเหนือศีรษะแกว่งไกว สาดแสงไปมา ก่อนจะกระทบกับกายที่ตระกรองกอดกันและกันเอาไว้ และส่งผ่านเงาไปยังมุมห้อง ฉายชัดท่วงทำนองรักของคนทั้งคู่ท่ามกลางเสียงครางเครือแผ่วเบาในยามค่ำคืน


……………………………..


เรือเทียบเข้าท่าตะวันตก หลังจากแล่นอยู่บนผิวน้ำได้อีกสามวัน ภาพที่ไม่คุ้นตา อันได้แก่บ้านเมืองที่เป็นสถาปัตยกรรมอย่างที่เรียกว่าตะวันตก ก่อด้วยปูนและไม้ เรียงชิดติดกัน ริมท่าของที่นี่ไม่เพียงแต่มีแค่แผงขายสินค้าเท่านั้น แต่ยังมีร้านค้าที่กรุด้วยกระจกใส มองเห็นข้าวของภายใน ป้ายไม้ที่แขวนเหนือประตูเขียนด้วยภาษาพื้นเมือง ส่วนผู้คนก็แต่งกายแตกต่างจากพวกทาคิซาวะหรือแม้แต่คุโรคาวะอย่างเห็นได้ชัด สตรีสวมชุดกระโปรงยาวประดับด้วยลูกไม้ ส่วนบุรุษสวมชุดสีทึบทึม และนิยมสวมหมวกทรงสูง ทั้งคนพวกนี้ยังผิวขาวซีด และผมสีทองนั่นอีก ชวนให้ตื่นตะลึง แต่ไม่ใช่กับคนที่คุ้นชินและอยู่อาศัยในตะวันตกมาเกือบสิบปี



“คาซึยะ เจ้ามาช่วยพี่ที ถามให้หน่อย ว่านี่เรียกว่าอะไร” ที่เห็นจะสนอกสนใจเป็นพิเศษ ก็ไม่พ้นองค์ชายรัชทายาท ที่ตรัสไว้แล้ว ว่าจะมาเปิดพระเนตรพระกรรณในต่างแดน คาซึยะเดินตรงเข้าไปหาพระเชษฐาที่ทรงเลือกข้าวของอยู่บนแผงสินค้าริมท่าเรือ



ร่างโปร่งส่งภาษาคล่องแคล่ว ชวนให้พ่อค้าถึงกับตาโต ก่อนจะตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง เมื่อรับความแล้ว คาซึยะจึงหันมาแปลให้พี่ชายฟัง


“สิ่งนี้เรียกว่าเครื่องเทศ... มาจากพวกอาณาจักรในเขตร้อน เขาว่าล่างของเราลงไป เป็นพื้นที่ของพวกชนเผ่าอีกกลุ่ม ที่ทานอาหารรสจัดจ้าน” เป็นอันตกลงกันไว้แล้ว ว่าในระหว่างประพาสต่างแดนเป็นการส่วนพระองค์ จะไม่เผยฐานะที่แท้จริง แม้จะตระหนักว่า ไม่มีใครในตะวันตกเข้าใจภาษาของทาคิซาวะ หากแต่ไว้ใจไม่ได้



“อ้อ แบบพวกซานะสินะ พวกนั้นก็กินเครื่องเทศ น้องบอกพ่อค้าที ว่าพี่จะขอซื้อสักหน่อย อยากจะลองชิมดู” ที่ทาคิซาวะติดรสจืดและหวาน แต่ก็มีรสเผ็ดประปรายบ้าง จากการนำเข้าพวกเครื่องเทศของอาณาจักรในตะวันออกไกล



และสองพี่น้องก็เจรจากับคนขาย ก่อนจะได้เครื่องเทศกลิ่นประหลาดมาจากพ่อค้า พอดีกับที่จินและยูอิจิตามเข้ามาสำทับ หลังจากตกลงกับเรือด่วนเรียบร้อยแล้ว ว่าให้กลับมารับ ในช่วงสิบวันสุดท้าย เนื่องจากเรือไม่อาจจอดรอที่ท่าได้ตลอดทั้งเดือน ดังนั้น เรือด่วนของคุโรคาวะ จึงต้องกลับไปก่อน แล้วจึงค่อยกลับมาอีกครั้งหนึ่ง



จากนั้น คนทั้งสี่จึงได้ว่าจ้างรถม้าเทียมเกวียนขนาดกว้างขวาง บรรทุกข้าวของและพวกเขาไปส่งยังโรงแรมในตัวเมือง



“ถ้าที่ทาคิซาวะจะเปิดเป็นเมืองท่องเที่ยว ก็ต้องมีสิ่งที่เรียกว่าโรงแรม เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพัก…อาณาจักรในตะวันตก ไม่ว่าที่ใดๆก็มี อ้อ แล้วก็ต้องจัดการเรื่องร้านแลกเงินเป็นระบบ ที่ทาคิซาวะมีบ้าง แต่ไม่ประปรายใช่ไหม แต่ที่ตะวันตก มีทุกหัวมุมเมืองเลยเชียว” คาซึยะให้ความรู้ความเข้าใจ เมื่อองค์ชายตรัสถามถึงการพักอาศัยในยามอยู่ต่างแดนครั้งนี้


“มันเป็นแค่ที่นอนหรือ อ้อ แบบหอแดงอย่างนั้นสินะ” ยูอิจิถามบ้าง ก่อนจะอ้างอิงในสิ่งที่คุ้นเคย


“คล้ายบ้าง ตรงที่มีห้องพักให้ค้างคืน แต่มีโรงน้ำจัณฑ์ยู่ข้างล่างด้วย ตอนกลางวันขายอาหารให้กับคนที่มาพัก ส่วนกลางคืนเป็นโรงน้ำจัณฑ์” คาซึยะเล่าตามประสบการณ์ที่เคยไปเที่ยวในต่างแดนมานักต่อนัก



“แล้วน้องเคยเข้าไอ้โรงน้ำจัณฑ์อะไรเถือกนั้นหรือไม่” องค์ชายรัชทายาทตรัสถามด้วยความอยากรู้ สายเนตรคมกริบจับจ้องไปที่ใบหน้าของน้องรักด้วยความห่วงใย


สตรีกับโรงน้ำจัณฑ์น่ะหรือ อย่างไรก็ไม่คู่ควรกันเสียด้วยซ้ำ ทั้งคาซึยะยังเป็นสตรีสูงศักดิ์แห่งราชสำนัก เกียรติและศักดิ์ศรีของธิดาบุญธรรมแห่งทาคิซาวะ คือการอยู่ในกรอบประเพณีอันดีงาม



“เอ้อ…น้องแค่โผล่หน้าเข้าไปเมียงมองบ้างหรอก ตั้งใจว่ากลับมาทาคิซาวะ จะได้เอามาบอกกล่าวอย่างไร” คาซึยะพยายามโกหกให้น้อยที่สุด จนแม้แต่ยูอิจิยังอดยิ้มไม่ได้ กระทั่งกลับมาที่ทาคิซาวะ เขายังเจอนางออกไปเที่ยวยามค่ำคืน แล้วมีหรือ ที่อยู่ในต่างแดน จะไม่เที่ยวตามความอยากรู้อยากเห็น ยิ่งนิสัยอย่างแม่หญิงคาซึยะแล้ว ยูอิจิเชื่อว่านางต้องเคยแม้แต่จะลิ้มลองน้ำจัณฑ์ของพวกตะวันตกเสียด้วยซ้ำ



“หือ? แค่เมียงมองก็ไม่ดี คราวหลังอย่าทำอีก เข้าใจไหม” องค์ชายหนุ่มตรัสดุเพียงเล็กน้อย ให้คาซึยะยิ้มประจบเอาใจ



“ข้าทำได้ที่ไหนกัน ประเดี๋ยวจะมีบางคนดุว่ากระโดกกระเดก” ขอประชดเสียหน่อยเถอะ ไม่ช่วยกันบ้างเสียเลย นั่งเงียบอยู่ได้ ร่างโปร่งเหลือบมองคนที่นั่งอยู่เคียงข้าง ก่อนจะไปสบเข้ากับสายตาขององครักษ์นากามารุที่นั่งยิ้มอยู่ฝั่งเดียวกับพระเชษฐา



“ท่านนากามารุยิ้มอะไร”



“ก็…อยากรู้เรื่องกระโดกกระเดก แม่หญิงสมัยเด็กๆซนมากเลยหรือ” แต่หน้าตาเอาแต่ใจเช่นนี้ก็น่าจะซนอยู่หรอก ทั้งซนทั้งเอาแต่ใจ ยูอิจิเชื่อว่าไม่มีใครปราบพยศแม่หญิงคนนี้ได้ ยกเว้นเพื่อนบางคนของเขา ที่ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว แล้วเป็นอย่างไร ทุกวันนี้ก็ยังสงบอยู่เป็นนิจ เอ…อย่างนี้จะเรียกว่าใครเกรงใครดีล่ะนี่



“ซนอย่างไม่รู้จะหาอะไรเปรียบเชียวล่ะ” องค์ชายรีบเล่าความหลัง ชวนให้คาซึยะถึงกับตาโต



“ข้าไม่ได้ซนถึงขนาดนั้นเสียหน่อย”



“เจ้ากล้าเอ่ยว่าไม่ซนหรือ จำได้ไหมว่าใครที่ปีนดูปลา จนตกเรือ แล้วใครที่วิ่งไปหาเสื้อผ้าเด็กผู้ชายมาใส่ นี่ยังไม่หมดนะคาซึยะ ถามจินสิ ใครที่เป็นคนไปห้ามเจ้า ที่มีเรื่องวิวาทกับเด็กชาย” คาซึยะตวัดสายตามองคนข้างกาย หมายเอาเรื่อง หากคิดจะเปิดโปงกันจริงๆ


“เอ้า! ไปจ้องแบบนั้น แล้วจินจะกล้าพูดไหม…”



“ก็ไม่ต้องพูด ดีแล้ว” องค์ชายรัชทายาทถึงกับส่ายพระพักตร์กับความดื้อของน้องที่รัก



“เอ๋? แต่ข้าอยากรู้นะแม่หญิง” คาซึยะหันไปมองคนพูดที่ยังยิ้มกริ่ม ก่อนจะหันมองจินอีกครั้ง แล้วยิ้มกว้าง


“ข้าจำไม่ได้ และก็คิดว่าจินเองก็จำไม่ได้ด้วยเช่นกัน” แล้วอย่างนั้น จินจะพูดอะไรได้อีกกัน องค์ชายแย้มพระโอษฐ์นึกขันกับองครักษ์ของพระองค์ ปกติก็เงียบอยู่แล้ว พอมาเจอคาซึยะเข้าให้เลยยิ่งเงียบหนักกว่าเดิม อย่างนี้เห็นที ถ้าน้องน้อยของพระองค์ไม่อยากให้พูด อาคานิชิ จิน ก็คงไม่ได้พูดทั้งชีวิตนั่นเชียว


“น้องจำไม่ได้ และจินก็จำไม่ได้ ไม่เป็นไร อย่างนั้นพี่เล่าเอง พี่จำได้ทุกกระเบียด”

.

.

.

.

.

‘ข้าเป็นหญิงแล้วจะเล่นลูกข่างไม่ได้หรือไร!!!!’ เด็กน้อยร้องลั่นด้วยความไม่พอใจ เมื่อถูกขัดขวางจากเด็กชายคนหนึ่ง ไม่ให้เข้าไปเล่นลูกข่างด้วย


‘ไม่ได้!! ลูกข่างมันสำหรับเด็กชาย!!!’ เด็กชายอีกฝ่ายตะโกนใส่หน้า ยิ่งทำให้ความไม่พอใจทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น



‘ข้าจะเล่น!!’


‘ห้ามเล่น!! เจ้าเป็นหญิง กลับไปเรียนเย็บปักถักร้อยไป!!’


‘ไม่!!!’ แล้วจากนั้นก็เกิดการทะเลาะกันรุนแรง ฝ่ายเด็กน้อยตัวเล็กก็ไม่ยอมความ ในขณะที่เด็กชายอีกคนก็ไม่ยอมให้เล่นด้วย เหตุการณ์ชักจะบานปลาย หากแต่ใครคนหนึ่งที่วิ่งเข้ามาห้ามเสียก่อน


‘หยุดเดี๋ยวนี้!!’ เด็กหนุ่มร่างสูงที่วิ่งเข้ามาขวางกลางระหว่างเด็กที่ทะเลาะกัน พาลให้หยุดไปโดยปริยาย เมื่อคนที่เข้ามาใหม่นั้นอาวุโสที่สุด


‘ทะเลาะเรื่องใดกัน ทำไมจึงรังแกสตรี เจ้าเป็นชายไม่ใช่หรือ เรโอะ!!’


‘ก็เจ้านั่นเป็นหญิง แล้วมาเล่นลูกข่างทำไม’


‘ทำไมจะเล่นไม่ได้!! ข้าอยากเล่น!!’ เด็กหนุ่มผู้เป็นคนไกล่เกลี่ยหันกลับมามองคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง แม้น้องชายอย่างเรโอะจะไม่รู้จัก หากแต่เขารู้จักเด็กน้อยที่ยืนหน้างอง้ำไม่ยอมใครคนนี้ดี เป็นธิดาบุญธรรมในองค์กษัตริย์ หากแต่ไม่เคยคุยกันสักครั้ง เขาถอนหายใจบางเบา ก่อนจะก้มตัวลงไปคุยด้วย


‘องค์หญิงคาซึยะ ถ้าอย่างนั้นไปเล่นกับข้าไหม’


‘ท่านเป็นใคร ข้าไม่รู้จัก จะไปเล่นด้วยได้อย่างไร แล้วข้าก็อยากเล่นลูกข่าง ไม่อยากเล่นอย่างอื่น’


‘ข้าชื่อ อาคานิชิ จิน …อยากเล่นลูกข่างใช่ไหม ไปสิ ไปเล่นด้วยกัน’


และนั่น คือครั้งแรกที่คนทั้งคู่ได้รู้จักกัน เป็นครั้งแรก ที่อาคานิชิ จิน ได้บอกชื่อต่อหน้าองค์หญิงตัวน้อยแห่งราชสำนักทาคิซาวะ และนั่นเป็นครั้งแรกเช่นกัน ที่คาซึยะได้รับรู้ว่า ในพระราชฐานที่แสนกว้างใหญ่ มีผู้ชายชื่อ อาคานิชิ จิน อยู่ด้วย


แล้วเช่นนั้น คนทั้งคู่จะลืมได้อย่างไร ในเมื่อมันเป็นครั้งแรกที่พบหน้า เป็นครั้งแรกที่สบตา เป็นครั้งแรกที่มือหนึ่ง ถูกกอบกุมด้วยอีกมือหนึ่ง ขณะพาจับจูงเดินไปตามทาง ต่อหน้าพระพักตร์องค์ชายรัชทายาทฮิเดอากิที่ทอดพระเนตรอย่างเงียบๆ พร้อมรอยแย้มพระโอษฐ์บาง

………………….


โรงแรม ออกจะเป็นที่ที่แปลกตาอยู่สักหน่อยสำหรับสามบุรุษแห่งราชสำนักทาคิซาวะ แม้ภายนอกจะเหมือนบ้านเรือนตามสถาปัตยกรรมของตะวันตก แต่ภายในถูกปรับเปลี่ยน มีโต๊ะลงทะเบียนสำหรับลูกค้า ด้านข้างโต๊ะ เป็นบันไดยาวที่ทอดมาจากชั้นสอง ส่วนด้านซ้ายของโต๊ะ คือประตูกว้างขวาง มองเห็นภายใน ที่มีโต๊ะและเก้าอี้ไม้วางเรียงราย



“นี่ห้องของท่านพี่กับท่านยูอิจิ” กุญแจดอกใหญ่สีเหลืองทองถูกส่งให้ เมื่อคาซึยะจัดการกับเจ้าของสถานที่เรียบร้อยแล้ว



“น้องไม่นอนห้องเดียวกับพี่รึ? อ้อ ลืมไป น้องน้อยออกเรือนไปแล้วก็ต้องนอนห้องเดียวกับสามีสินะ” เจ้าพี่ก็โอษฐ์ร้ายไม่ต่างจากองครักษ์นากามารุเลยแม้แต่น้อย คาซึยะถลึงตาใส่พระเชษฐา ก่อนจะพูดเสียงเบาจนแทบกระซิบ



“เพคะ น้องแยกห้องกับสามีไม่ได้ เกรงจะขาดใจตาย” ไม่รู้เสียแล้ว ว่าคาซึยะเองก็เก่งกล้าพอกันเถอะ ร่างโปร่งเดินนำขึ้นบันได ปล่อยให้สามบุรุษแห่งทาคิซาวะมองหน้ากันไปมา ก่อนที่จินจะเป็นฝ่ายหมุนกายเดินตามขึ้นไป ทว่าเพียงแค่สองก้าว เสียงของยูอิจิก็ลอยมาให้ได้ยิน


“หวังว่ากลับไปทาคิซาวะ ข้าคงได้ข่าวดีบางอย่างของ อาคานิชิตัวน้อยๆ”


ข่าวดีเช่นนั้น…จินเองก็ใฝ่ฝันเช่นกัน


…………………….


ทว่า ความฝันของจิน ก็ยังเป็นเพียงความฝัน เพราะทันทีที่เข้ามาในห้องพัก กลับพบใครบางคนกำลังวุ่นวายอยู่กับการดันเตียงไม้ที่ทั้งใหญ่และท่าจะหนักเตียงหนึ่งไปชิดริมผนัง


“เจ้าจะทำอะไร” ร่างสูงเข้าไปดึงแขนไว้ แม้จะเห็นก็เถอะ ว่าผลักเสียสักเท่าไร เตียงก็ไม่เขยื้อนแม้แต่น้อย


“ข้าจะดันเตียง เตียงนี้ของท่าน” ร่างโปร่งโบ้ยลงมาที่เตียงเจ้าปัญหา หนักขนาดนี้ ดันเท่าไรก็ไม่ขยับ แม้ห้องนี้จะเป็นเตียงเดี่ยว และแยกกันนอนอยู่แล้ว แต่คาซึยะก็ไม่ไว้ใจอยู่ดี ผู้ชายคนนี้ร้ายกาจออกจะตายไป อุตส่าห์บอกไปแล้วว่าห้ามจนกว่าจะกลับทาคิซาวะ แต่ได้ที่ไหนกัน แค่เพียงไม่กี่วัน สุดท้ายก็กลับมาเหมือนเดิม



สุดท้ายก็ตื่นขึ้นมาตอนเช้า หลังจาก…เอ่อ หลังจากกอดกันมาเสียทั้งคืน แล้วบางคราวก็ยัง…ยังเป็นกลางวันอยู่แท้ๆ แต่ก็ต้อง…



ผู้ชายคนนี้ร้ายกาจ! ทำเป็นเฉยชา แต่ที่ไหนได้!!



ร่างสูงส่ายหน้าไปมา สองมือหนาประคองใบหน้าขาวให้เงยสบตา



“ถ้าเจ้าไม่ต้องการ ข้าก็จะไม่ทำอะไร คาซึยะ…เจ้าไม่ต้องการข้าจริงหรือ” ถามแบบนี้ แล้วคาซึยะจะบอกได้หรือว่าไม่ต้องการ บอกได้หรือว่าไม่หวามไหวยามเนื้อแนบเนื้อ บอกได้หรือว่าไม่เหน็บหนาวยามห่างไกล บอกได้หรือ ว่าหัวใจนี้ เรียกร้องที่จะแนบชิดอยู่ตลอดเวลา



“ข้าขอโทษ” ขอโทษ เพราะรู้ว่า ‘เผลอ’ เหยียบหัวใจที่คนตรงหน้าวางเอาไว้แทบเท้า คาซึยะไม่ตั้งใจ เพียงแต่การถูกล้อเลียนมากเข้า มากเข้า ก็ชวนให้เขินอายจนทำอะไรไม่ถูก ที่สำคัญคือร่างกายของคาซึยะที่เป็นชาย อาคานิชิ จิน ก็ชาย จะกกกอดต่อไป ทั้งที่เป็นชายเหมือนกันเช่นนี้ คาซึยะกลัวอีกฝ่ายเบื่อหน่ายในเร็ววัน



“ข้าไม่ได้ว่าเจ้าผิด ขอโทษข้าทำไม” มือร้อนที่ยังแนบอยู่ข้างแก้มนั้นแสนอบอุ่น คาซึยะยกมือขึ้นจับมือหยาบกร้าน แนบหน้าลงสัมผัสมากยิ่งขึ้น ก่อนจะยิ้มบาง ทว่า…



“ข้า…อ๊ะ…” อาการหน้ามืดวูบขึ้นมา ทำให้ร่างโปร่งเซกายล้มใส่จินอย่างทรงตัวไม่อยู่ เป็นผลให้คนตรงหน้ารีบคว้าเข้ามาด้วยความตกใจ



“เป็นอะไรไป คาซึยะ” จินร้อนรน เมื่ออยู่ดีๆ คาซึยะกลับล้มใส่เขา ร่างสูงประคองให้ทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ช่วยลูบหลังลูบไหล่ด้วยความห่วงใย


“ไม่เป็นไร” คาซึยะเงยหน้าฝืนยิ้ม ใบหน้าซีดเซียวลงอย่างจับสังเกตได้ มือหนาจึงรีบจับชีพจรดู หากแต่ไม่มีอะไรผิดปกติ



“ข้าไม่เป็นไรจริงๆ เพียงแต่ แค่กำลังจะกลายเป็นหญิง” มันคือสัญญาณบอกเหตุ คาซึยะรู้ตัวว่าหากวิงเวียนจนคล้ายจะเป็นลมเช่นนี้ รวมถึงมีอาการคลื่นไส้เป็นพักๆด้วยแล้ว นั่นหมายถึงหมดเวลาเป็นชาย


“เจ้าเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่เปลี่ยนแปลงหรือ” จินถามด้วยความเป็นห่วง สีหน้าไม่ดีเลยของคาซึยะ ทำให้เขาโทษตัวเอง น่าจะคิดให้รอบคอบกว่านี้ ก่อนจะเดินทางมาในต่างแดน หากคาซึยะเป็นอะไรไปเสียคน แล้วใครจะติดต่อสื่อสารกับคนตะวันตกรู้เรื่องให้หาหมอมารักษากัน แล้วคาซึยะยิ่งเป็นเช่นนี้ หมอที่ใดจะรักษาได้


“แค่เดือนละสองครั้งเท่านั้นเอง มากไปหรือ” ร่างโปร่งพยายามยิ้ม เพื่อให้ดูคล้ายว่ามันไม่มีอะไร หากแต่ความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ทำให้ผะอืดผะอม เหงื่อผุดซึม แม้กระทั่งบนปลายจมูก



“ตามคำทำนาย ต้องมีลูกเท่านั้นหรือ เจ้าจึงจะหายจากอาการเช่นนี้” คำถามของร่างสูง ทำให้คาซึยะถึงกับยิ้มค้าง มือเล็กกำแขนเสื้อคนข้างกายแน่น ก่อนจะบอกเสียงเบา หากแต่ชัดถ้อยชัดคำในความรู้สึก



“แต่ข้าไม่อยากมีลูก”

…………………………

เดี๋ยว…ก่อนเม้าส์ อันนี้เพื่อนบัวฝากมาค่ะ

[QUOTE]ฝากเสื้อ T-SHIRT ลายการ์ตูนของเราด้วยนะค้าบบ

เป็นลายที่เราวาดขึ้นมาเองนะ ,,^______________^,,


[b]ตัวอย่างลาย KAT-TUN [/b]


[IMG]http://i44.photobucket.com/albums/f35/jinxkame_knight/T-SHIRT/KTS-1.jpg[/IMG]


[b]ตัวอย่างลาย NEWS [/b]

[IMG]http://i44.photobucket.com/albums/f35/jinxkame_knight/T-SHIRT/NewSS-1.jpg[/IMG]


ใครสนใจดูรายละเอียดตามลิ้งข้างล่างนี้นะค่ะ ในนี้จะมีรูปใหญ่ให้ดูด้วยนะ ^^

[URL=http://fixxxboard.15.forumer.com/index.php?act=ST&f=11&t=48871&st=0#entry2457801]จิ้มๆ[/URL]

ขอบคุณพื้นที่ฟิกนากามารุคุงด้วย อิอิ
[/QUOTE]

อันนี้ เพื่อนฝากมาค่ะ คนที่วาดปกให้เราทั้งเรื่อง คู่จืด และ พ่อลูก นั่นแหละค่ะ ถ้าใครสนใจ ก็ตามข้างบนเน้อ

เนื่องมาจากว่า ตอนแรกตั้งใจจะแพนกล้องไปที่โคมไฟจริงๆ แต่มีหลายคอมเม้นท์มากมาย ที่เหมือนเตี๊ยมกันมา ฮาฮา (แน่ๆเลยอ่ะ ทุกคนเม้นท์ทำนองเดียวกันหมด ต้องไปเตี๊ยมกันมาล่วงหน้าใช่มั้ยคะ) ไซโคว่าห้ามแพนกล้องนะ!!

ก็เลย…งั้นไม่แพนกล้องไปที่โคมไฟละกัน แพนไปที่เทียนแทน อ้าว ฮาฮา

เดี๋ยวหลังจากนี้ เรื่องจะเข้าสู่ความเป็น “วาย” แล้วที่ผ่านมา? ที่ผ่านมาคือฟิคจินคาเมะค่ะ ไม่ใช่ฟิควาย โฮะ โฮะ โฮะ

แล้วเจอกันอาทิตย์หน้าน้า สงสัยได้กลับมาลงฟิคที่กรุงเทพ เพราะจะไปเที่ยว (อีกแล้วค่ะ ฮาฮา) ไปเปลี่ยนสถานที่พิมพ์ฟิค เพื่อนบอกว่า “ลงทุนมากกกกกกก”

สำหรับสัปดาห์นี้ ขอโทษที่มาต่อเอาวันอาทิตย์ เมื่อวานนี้ลงไม่ไหวจริงๆ ขอโทษมากๆค่ะ ส่วนอาทิตย์หน้า คิดว่าไม่เป็นเสาร์ดึกๆ ก็ต้องเป็นอาทิตย์ดึกๆเลยแหละ เพราะว่าบัวไม่ว่างเลยอ่ะ ขอโทษด้วยนะคะ

แล้วเจอกันน้า
Secret

TrackBackURL
→http://dezair.blog124.fc2.com/tb.php/90-8198795c